Are you the publisher? Claim this channel


Embed this content in your HTML

Search



Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


    หลังจากกระแสข่าวบั๊ก Heartbleed ที่เป็นช่องโหว่ให้แฮกเกอร์ขโมยข้อมูลได้ง่าย สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ และหน่วยงานอื่นของสหรัฐฯ ปฏิเสธไม่เคยรู้เรื่องดังกล่าว ด้านเว็บวิทยาศาสตร์แนะวิธีเปลี่ยนรหัสผ่าน

     

    12 เม.ย. 2557 สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ (NSA) ปฏิเสธว่าพวกเขาไม่เคยทราบเรื่องของบั๊กที่ชื่อฮาร์ทบลีด (Heartbleed) ซึ่งกำลังเป็นที่วิตกในโลกอินเทอร์เน็ต หลังจากเมื่อไม่นานมานี้มีรายงานข่าวหลายแห่งเปิดเผยว่าเว็บที่เข้ารหัสด้วยโปรโตคอล OpenSSL เช่นเว็บ ยาฮู ฟลิกเกอร์ ทัมเบลอร์ และอีกหลายล้านเว็บมีบั๊กหรือข้อผิดหลาดที่ชื่อฮาร์ทบลีดทำให้เกิดช่องโหว่ให้แฮกเกอร์สามารถดึงเอาข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้เว็บได้

    NSA ตอบโต้ข้อกล่าวหาจากรายงานข่าวของสำนักข่าวบลูมเบิร์กซึ่งอ้างว่า NSA ทราบเรื่องบั๊กที่ชื่อฮาร์ทบลีดมาเป็นเวลา 2 ปีแล้ว และฉวยโอกาสใช้ช่องโหว่จากบั๊กตัวนี้ในการดักเก็บข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต โดยเก็บเรื่องบั๊กตัวนี้ไว้เป็นความลับไม่เปิดเผยต่อสาธารณชน บลูมเบิร์กอ้างว่าทราบเรื่องดังกล่าวจากบุคคลที่มีความคุ้นเคยในประเด็นนี้สองคนโดยไม่เปิดเผยชื่อ

    ทาง NSA มีหน้าที่หลักอย่างหนึ่งคือการค้นหาข้อบกพร่องหรือช่องโหว่ของระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งสำนักงานผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐฯ บอกว่า เมื่อมีการค้นพบช่องโหว่ดังกล่าวก็จะเปิดเผยต่อประชาชนแต่ทางองค์กรจะตัดสินใจร่วมกันว่าจะเปิดเผยเรื่องนี้ในเวลาใด

    วานี ไวนส์ โฆษกของ NSA กล่าวว่า ทาง NSA ไม่เคยทราบเรื่องบั๊กที่ชื่อฮาร์ทบลีดมาก่อนจนกระทั่งมีการรายงานจากฝ่ายความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ตของภาคเอกชนเมื่อไม่นานมานี้

    ทำเนียบขาวและสำนักงานผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐฯ ก็กล่าวในทำนองเดียวกันเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า ทั้ง NSA และองค์กรอื่นๆ ของรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่เคยทราบเรื่องบั๊กฮาร์ทบลีดมาก่อน

    เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาทางการสหรัฐฯ ยังได้ประกาศเตือนธุรกิจต่างๆ ให้คอยระวังแฮกเกอร์ขโมยข้อมูลหลังจากค้นพบบั๊กฮาร์ทบลีด ทางการสหรัฐฯ ยังได้ฟ้องร้องดำเนินคดีต่อผู้เจาะระบบความปลอดภัย 9 คน ซึ่งมีบางคนเป็นชาวรัสเซียและยูเครน ว่า ผู้ถูกฟ้องร้องเหล่านี้มีส่วนร่วมในแผนการเจาะระบบเพื่อขโมยเงินหนึ่งล้านดอลลาร์โดยอาศัยมัลแวร์ที่ชื่อ Zeus เข้าไปขโมยข้อมูลรหัสผ่านของธนาคารออนไลน์

    อย่างไรก็ตามดูเหมือนผู้เรียกร้องด้านสิทธิความเป็นส่วนตัวไม่รู้สึกแปลกใจถ้าหากกรณีที่ NSA เคยทราบเรื่องบั๊กฮาร์ทบลีดมาก่อนหน้านี้ 2 ปี เป็นเรื่องจริง เนื่องจากก่อนหน้านี้ NSA ถูกเปิดโปงเรื่องโครงการสอดแนมผู้คนทีละจำนวนมาก เคยมีรายงานข่าวจากเอกสารลับขององค์กรว่าพวกเขาพยายามค้นหาข้อบกพร่องด้านความปลอดภัยของอินเทอร์เน็ตเพื่อสอดแนมเป้าหมาย


    ผู้เชี่ยวชาญแนะวิธีเปลี่ยนรหัสผ่านเลี่ยงโดนแฮก

    ทางด้านเว็บไซต์ไลฟไซเอนซ์ได้ให้คำแนะนำแก่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเรื่องการเปลี่ยนแปลงรหัสผ่านเพื่อป้องกันการถูกแฮก โดยแนะนำให้ใช้รหัสผ่านจำนวนมากกว่า 12 ตัวอักษร ใช้การสุ่มเรียงตัวหนังสือ ตัวเลข และสัญลักษณ์ หลีกเลี่ยงการใช้คำที่มีความหมายเนื่องจากแฮกเกอร์มีวิธีการเทียบรหัสผ่านตามคำในพจนานุกรม วันที่ และข้อความอื่นๆ ที่นิยมใช้ในระบบรักษาความปลอดภัย

    สำนักวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลอน แนะนำว่าไม่ควรตั้งค่ารหัสผ่านโดยใช้ชื่อตัวคุณเอง ชื่อผู้ใช้ หรือข้อมูลอื่นที่สามารถสืบค้นได้เกี่ยวกับตัวคุณ รวมถึงไม่ควรเป็นชื่อของสิ่งอื่นๆ เช่นรายการโทรทัศน์ หรือเป็นการเขียนเรียงตัวอักษรบนแป้นพิมพ์

    ศาตราจารย์จากมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลอนแนะนำว่า ถ้าหากต้องการให้รหัสผ่านจำง่าย ควรสร้างประโยคซึ่งสามารถจดจำได้ง่ายแล้วใช้อักษรตัวหน้าของทุกคำในประโยคมาวางเรียงกันแล้วเสริมด้วยเครื่องหมายวรรคตอนและตัวเลข เช่น ประโยค "I have two kids: Jack and Jill." นำมาแปลงเป็นรหัสผ่าน "Ih2k:JaJ."



    เรียบเรียงจาก
    The NSA denies it knew of the Heartbleed bug, Washington Post, 11-04-2014
    http://www.washingtonpost.com/blogs/the-switch/wp/2014/04/11/the-nsa-denies-it-knew-of-the-heartbleed-bug/

    Heartbleed Bug: How to Create Strong Passwords, Livescience, 10-04-2014
    http://www.livescience.com/44739-heartbleed-bug-password-security.html

    US Warns Business About 'Heartbleed' Computer Bug, VOA, 11-04-2014
    http://www.voanews.com/content/us-cyber-security/1891772.html

    NSA Said to Exploit Heartbleed Bug for Intelligence for Years, Bloomberg, 12-04-2014
    http://www.bloomberg.com/news/2014-04-11/nsa-said-to-have-used-heartbleed-bug-exposing-consumers.html

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    พบกับตอนแรกของรายการ ‘หมายเหตุประเพทไทย’ รายการใหม่ของประชาไท กับ 2 ผู้ดำเนินรายการ ‘คำ ผกา’ และ ‘อรรถ บุนนาค’ ที่จะมาสนทนาชวนวิเคราะห์ ขบคิด ตั้งคำถามกับเรื่องราวรอบตัวในประเด็นการเมือง วัฒนธรรมมวลชน และเพศวิถี

    สำหรับตอนแรกพูดคุยในประเด็นการเมืองเรื่องธงชาติ ถึงระบบคุณค่าที่ฝังตัวมากับชาตินิยม-อนุรักษ์นิยมบนธงไตรรงค์ การช่วงชิงฉวยใช้และการแปรเปลี่ยนความรู้สึกนึกคิดของคนในสังคมต่อธงชาติไทย ภายหลังที่ถูกนำมาในการต่อสู้เคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างเข้มข้นโดยกลุ่ม กปปส. ด้วยการแปรรูปธงชาติมาสู่ผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อใช้เป็นอุปกรณ์และสัญลักษณ์ประกอบการชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมือง

     



     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ไทยขื่นขัน อันหาที่สิ้นสุดมิได้ "ไดโนเสาร์...โลกตะลึง"


    14 เม.ย. 2557  สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์รายงานว่า นายแพทย์นพพร ชื่นกลิ่น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวสถิติอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2557 โดยอ้างอิงสถิติจากศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2557 โดย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยว่า จากการรวบรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนนวันที่ 3 ของการรณรงค์ เกิดอุบัติเหตุ 669 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 59 ราย ผู้บาดเจ็บ 747 ราย 
     
    สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตสูงสุด ได้แก่ เมาสุรา ซึ่งเกิดกับรถจักรยานยนต์มากที่สุด เมื่อสรุปอุบัติเหตุทางถนนรวม 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน ที่ผ่านมา เกิดอุบัติเหตุรวม 1,539 ครั้ง เพิ่มขึ้นจากปี 2556 จำนวน 93 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 161 ราย ลดลง 13 ราย ผู้บาดเจ็บ 1,640 ราย เพิ่มขึ้น 114 ราย
     
    จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด 64 ครั้ง และจังหวัดนครราชสีมา เป็นจังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด 10 ราย ส่วนจังหวัดที่ไม่เกิดอุบัติเหตุในช่วง 3 วัน ได้แก่ จังหวัดชัยภูมิ
     
    ทั้งนี้ นายแพทย์นพพรยังเปิดเผยว่า ในช่วง 3 วันแรก พบว่าอุบัติเหตุรุนแรงกว่าปีที่แล้ว โดยมีผู้เสียชีวิตคาที่ร้อยละ 65 ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด บาดเจ็บสาหัสนอนโรงพยาบาล 2,884 ราย มีการเรียกใช้สายด่วนกู้ชีพ 1669 ร้อยละ 25
     
    นอกจากนี้ เขากล่าวว่า ยังมีการกำชับให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขทั่วประเทศเร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเรียกใช้บริการ เนื่องจากหากผู้บาดเจ็บได้รับการดูแลและนำส่งโดยทีมแพทย์มืออาชีพ จะช่วยลดการเสียชีวิตของผู้บาดเจ็บได้มาก
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    คณะรัฐบุคคล นำโดยพล.อ.สายหยุด เกิดผล แถลงข่าวเสนอพล.อ.เปรม เป็นคนกลางพูดคุยทุกฝ่ายพร้อมเสนอนายกฯ คนกลางให้ในหลวงลงปรมาภิไธย ย้ำไม่ต้องรอสุญญากาศก็ทำได้


    เว็บไซต์เดลินิวส์รายงานเมื่อวันที่ 14 เม.ย. ว่า ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น คณะรัฐบุคคล นำโดย พล.อ.สายหยุด เกิดผล อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด นายปราโมทย์ นาครทรรพ นักวิชาการอิสระ พล.อ.อ.เทิดศักดิ์ สัจจะรักษะอดีตรอง ผบ.ทอ. และ ร.อ.ปราศรัย ทรงสุรเวทย์ อดีตผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ ได้ร่วมกันแถลงข่าวเรื่อง “ทางออกประเทศไทยเมื่อยิ่งลักษณ์หมดความชอบธรรมในการปกครองประเทศทั้งทางด้านนิตินัยและพฤตินัย ”
     
    โดยพล.อ.สายหยุด กล่าวว่า จากวิกฤติทางการเมืองขณะนี้ กลุ่มรัฐบุคคลได้ย้อนดูประวัติศาสตร์และอำนาจหน้าที่ของส่วนต่าง ๆตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ตุลา พฤษภาทมิฬประเทศเราต่างผ่านวิกฤติมาได้ด้วยพระบารมีของประบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังนั้นวิกฤติทางการเมืองในครั้งนี้ก็เห็นว่า พระบารมีจะทำให้ประเทศไทยผ่านไปได้แต่เนื่องจากพระองค์ท่านไม่อาจเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองได้ ซึ่งคณะรัฐบุคคลเห็นว่าโครงสร้างของประเทศไทยยังมีตำแหน่งรัฐบุรุษอยู่และตำแหน่งดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงตำแหน่งที่มีเกียรติศักดิ์ศรี แต่มีหน้าที่ที่รับสนองพระบรมราชโองการโดยรัฐบุรุษในประเทศไทยขณะนี้ก็มีพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่จะทำหน้าที่ได้ ในการรับสนองพระบรมราชโองการและพยายามที่จะร่างพระบรมราชโองการขึ้นทูลเกล้าฯ  เสนอเมื่อเกิดเหตุการณ์บ้านเมืองยุ่งเหยิง
     
    ดังนั้นคณะรัฐบุคคล จึงเสนอให้ รัฐบุรุษทำหน้าที่พูดคุยกับองค์กรต่าง ๆ ที่เป็นหลักของบ้านเมืองทั้งตุลาการและทหารและผู้นำทางสังคม เพื่อร่างพระบรมราชโองการ เสนอพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ เพื่อให้ลงปรมาภิไธยแต่กรณีดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวกับการเสนอใช้พระราชอำนาจ ตามรัฐธรรมนูญ ฯ มาตรา 7 โดยเราเชื่อว่า เมื่อมีพระบรมราชโองการออกมาแล้วสังคมไทยจะยอมรับเหมือนเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาขณะที่หน้าที่ของเราเป็นเพียงการเสนอแนวทางว่าใครมีหน้าที่ทำอะไรบ้าง ส่วนเนื้อหาร่างพระบรมราชโองการเป็นเรื่องที่ผู้มีหน้าที่ต้องเป็นผู้ดำเนินการและรับผิดชอบ 
     
    เมื่อถามว่าได้มีการนำข้อเสนอนี้แจ้งไปยัง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ รัฐบุรุษ รับทราบและมีการตอบกลับแล้วหรือไม่พล.อ.สายหยุด กล่าวว่า คณะรัฐบุคคล ได้มอบหมายให้นายปราโมทย์ เป็นผู้ประสานไปซึ่งได้มีการส่งไปทั้งในรูปแบบของจดหมายและบทความไปแล้วแต่ยังไม่ได้รับการตอบรับมา การแถลงข่าวครั้งนี้เราต้องการให้ทุกฝ่าย รวมถึงสื่อมวลชนเข้าใจเนื้อหาดังกล่าวหากสื่อมวลชนเห็นด้วยก็จะได้ช่วยกันเรียกร้องดำเนินการแนวทางดังกล่าว ขณะที่เราเห็นว่าแนวทางดังกล่าวสามารถดำเนินการได้เลยในขณะนี้เพราะเห็นว่าประเทศมีปัญหามากแล้วไม่ต้องรอให้เข้าสู่สภาวะสุญญากาศ เพราะหากฝ่าย กปปส. สามารถปฏิรูปแล้วตั้งรัฐบาลใหม่ได้อีกฝ่ายหนึ่งก็คงจะออกมาต่อต้านใหม่แล้วดำเนินการเหมือนกปปส.ในขณะนี้สุดท้ายสถานการณ์ก็ยังจะไม่ยุติลง  
     
    ด้านนายปราโมทย์กล่าวยืนยันว่า  ข้อเสนอนี้ไม่ได้เป็นการบีบคั้นแล้วทำให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทเหมือนที่หลายฝ่ายโจมตีว่าเราเป็นกลุ่มผู้ใหญ่ที่พูดจาเลอะเทอะโดยแนวทางของกลุ่มได้มีการศึกษาและย้อนดูประวัติศาสตร์แล้วและเราในฐานะประชาชนก็มีสิทธิและหน้าที่ในการตรวจสอบให้ทุกฝ่ายได้ทำหน้าที่ของตน
     
    ขณะที่นายบรรเจิด สิงคะเนติ คณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ที่ได้มาร่วมงานแถลงข่าวในครั้งนี้กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่าจะเป็นข้อเสนอที่เหมาะสมตามหลักรัฐศาสตร์ด้วยหรือไม่ว่า  แนวทางเรื่องของรัฐบุรุษดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในหลายแนวทางที่สังคมพยายามหาทางออกแต่ก็คงมีประเด็นสำคัญในเรื่องช่วงเวลาว่าต้องรอให้เกิดสุญญากาศทางการเมืองหรือไม่โดยคณะรัฐบุคคล มองว่า ไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดสุญญากาศ แต่อีกมุมมองหนึ่งอาจมองว่าต้องให้มีสุญญากาศซึ่งจะเชื่อมโยงกับรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 7 ซึ่งจะให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้เสนอและรับสนองพระบรมราชโองการขณะที่ตนคิดว่าในแง่ของคนไทยต่างฝ่ายต่างก็คิดว่าจะแก้ปัญหาและวิกฤติที่เกิดขึ้นขณะนี้มีความหลากหลายทางความคิดบนพื้นฐานที่อยากให้วิกฤติของชาติยุติลงและหาทางออกดังนั้นแนวทางใดถึงเส้นชัยก่อนตนก็คิดว่า  เป็นความพยายามของสังคมในการที่จะหาทางออก  
     
    นายบรรเจิดยังได้กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญรับวินิจฉัยสถานภาพของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรนายกรัฐมนตรี กรณีการย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ออกจากตำแหน่ง เลขาธิการสภาความมั่นคง( สมช.)  ด้วยว่า กรณีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์มีความแตกต่างกับกรณีของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกร้องให้สิ้นสุดสถานภาพส.ส. กรณีการหนีการเกณฑ์ทหาร เพราะเมื่อยุบสภา นายอภิสิทธิ์ ก็สิ้นสุดจากการเป็นส.ส. ไปโดยปริยาย แต่กรณีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังคงปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีอยู่โดยรัฐธรรมนูญ ฯ มาตรา 182 บัญญัติว่าความเป็นรัฐมนตรีจะสิ้นสุดลงเฉพาะตัวด้วยเหตุการตาย ลาออก ต้องคำพิพากษาให้จำคุก และขาดคุณสมบัตรหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 174 เมื่อน.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังไม่พ้นสภาพการเป็นนายกฯตามรัฐธรรมนูญ ฯ มาตราดังกล่าว ประเด็นที่มีการกล่าวหาศาลรัฐธรรมนูญก็มีอำนาจที่จะรับวินิจฉัยได้แต่ถ้าระหว่างนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ลาออกแล้วฐานะความเป็นรัฐมนตรีย่อมสิ้นสุดลงเฉพาะตัวแล้วจะทำให้วัตถุแห่งคดีที่ศาลจะทำการวินิจฉัยหมดไป ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยอีกและถ้านายกรัฐมนตรีพ้นจากสภาพแล้วส่วนตัวก็มองว่าในทางปฏิบัติและหลักรัฐศาสตร์ คณะรัฐมนตรีก็ไม่น่าจะอยู่ในตำแหน่งได้ต่อไปแต่อาจกรณีนี้อาจมีการตีความอย่างหลากหลาย
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    (เพื่อความต่อเนื่อง อ่านบทความตอนแรกได้ที่ Limited Government : แผนการ(บางข้อ)ของสุเทพที่จะจัดการระบอบทักษิณได้ชะงัด1 )

    ๐๐๐๐
     

    3. รัฐบาลกลางที่มีอำนาจจำกัด (Limited government) คือทางรอด

    ผู้เขียนขอเสนอโมเดลการแก้ปัญหา การเมืองไทย ด้วย Limited Government หรือรัฐบาลกลางที่มีอำนาจจำกัด หรือ มีขนาดเล็ก (Small government) จริงๆแล้ว สิ่งที่ผู้เขียนเสนอ มันก็เป็นสิ่งเดียวกับการกระจายอำนาจที่หลายฝ่ายเสนอ รวมถึงเป็นหนึ่งในข้อเสนอของกปปส.ด้วย (แต่อาจจะถูกพูดถึงน้อยเกินไปจากทางม้อบ) ซึ่งข้อเสนอ การกระจายอำนาจ ไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคม การผลักดันการกระจายอำนาจจากภาคประชาชนมีมาตั้งแต่ก่อนช่วงปี 30 จนมาสำเร็จครั้งแรกใน รัฐธรรมนูญ 2540

    สรุปง่ายๆ ข้อดีของการกระจายอำนาจ ที่เขียนตามตำราเล่มต่างๆ จะมีอยู่ สองข้อหลัก

    ข้อแรกการกระจายอำนาจทำให้ การบริหารราชการแผ่นดิน ฟังเสียงของคนในพื้นที่มากขึ้น เนื่องจากประชาชนในพื่นที่เป็นคนเลือกรัฐบาลนั้นเอง รัฐบาลจึงต้องตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่มากกว่า หน่วยราชการที่มาจากรัฐบาลกลาง

    ข้อที่สองรัฐบาลที่มาจากรัฐบาลการกระจายอำนาจท้องถิ่น มักจะทำงานได้รวดเร็วกว่า (Higher Efficiency) เนื่องจากระบบสายบังคับบัญชาที่สั้นกว่า ขนาดที่เล็กกว่า ส่วนรัฐบาลที่มาจากการแบ่งอำนาจนั้น ต้องรอการตัดสินใจจากส่วนกลาง อำนาจของหน่วยข้าราชการ ถูกจำกัด ด้วยอำนาจที่แบ่งมาจากส่วนกลาง การทำงานจะช้าและอุ้ยอ้ายกว่า

    ซึ่ง ณ สถานการณ์ปัจจุบัน องค์กรการปกครองส่วนท้องถิ่นที่เรามี ไม่ว่า จะเป็น อบจ. อบต. เทศบาล ก็สามารถดำเนินการได้ดี แต่ยังมีอำนาจอีกหลายประเภทที่รัฐบาลกลางไม่ยอมให้ขึ้นตรงต่อท้องถิ่น อย่างเช่น สายบังคับบัญชาของตำรวจ การออกใบอนุญาตการประกอบธุรกิจ หรือ โรงงานอุตสาหกรรม และงบประมาณส่วนกลางที่เป็นผลประโยชน์มูลค่ามหาศาล

    มุมมองที่สำคัญที่เราควรพิจารณาคือ มิติเชิงอำนาจซึ่งก็อย่างที่เราเห็นๆกันว่า กปปส.เสนอข้อเสนอเหล่านี้ด้วยตัวเอง มีทั้ง การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด และ การให้ตำรวจขึ้นตรงต่อผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่ง ผู้เขียนเชื่อว่า การที่กปปส.มีข้อเสนอจำพวกนี้ ก็เพราะอยากให้ฝ่ายประชาธิปัตย์ได้ครอบครองอำนาจบ้างไม่ว่าจะเป็นอำนาจและงบ ประมาณในการคุมส่วนราชการในจังหวัด หรือ อำนาจทางตรงที่ตนเองจะขอแบ่งมาบ้างอย่างอำนาจตำรวจ

    แต่ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น เป็นมุมมองเชิงวิชาการ ที่ไม่อาจเกิดขึ้นได้เลย หากพรรคการเมืองไม่ตอบรับ (ไม่มีพรรคการเมืองไหนที่ชนะการเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาลแล้ว อยากจะปล่อยผลประโยชน์ของตัวเอง ปล่อยอำนาจของตนไปให้รัฐบาลท้องถิ่น)

    4. ทางออกของประชาธิปไตยการเมืองไทย

    คราวนี้เรามาดูกันว่า ทำไมการจำกัดอำนาจรัฐบาลกลางให้รัฐบาลมีขนาดที่เล็กลง ถ้าพูดกันตรงๆก็คือ กระจายอำนาจให้ประชาธิปัตย์(และพรรคท้องถิ่นอื่นๆ) ถึงเป็นทางออกของประชาธิปไตยการเมืองไทย

    1. การจำกัดและลดอำนาจรัฐบาลกลางสามารถลดเดิมพัน(Stake) ของการเมืองระดับชาติ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของวิกฤตการเมืองในปัจจุบันคือ การแย่งชิงผลประโยชน์ทางการเมือง ทั้งในส่วนของงบประมาณ อำนาจทางการเมืองที่มีผลต่อธุรกิจของตนจำพวกใบอนุญาต หรือ อำนาจทางตรงอย่างเช่น อำนาจในการคุมตำรวจ ซึ่งล้วนแต่เป็นเดิมพันที่สำคัญของการชนะหรือแพ้การเลือกตั้ง ซึ่งผลพลอยได้ที่สำคัญมากของการจำกัดอำนาจรัฐบาลกลาง และกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นก็คิือ เราจะสามารถทำให้การกระจายเวทีการชิงอำนาจกันระหว่างสองกลุ่มการเมืองใหญ่ ไปชิงอำนาจกันในท้องถิ่น โอกาสของการเกิดวิกฤตการเมืองระดับชาติก็จะลดลง

    2. อำนาจเบ็ดเสร็จของรัฐบาลเดียวเป็นสิ่งที่อันตราย ถ้ารัฐบาลจะใช้อำนาจเด็ดขาดไปในทางที่ผิด ความเสียหายจากการกระทำผิดๆของรัฐบาลเดียว อาจทำให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชย์ขั้นรุนแรงได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ นโยบายอย่างสงครามยาเสพย์ติด ที่มีผู้เสียชีวิตกว่า สองพันคน เป็น หรือ เหตุการณ์ที่ตากใบที่มีผู้เสียชีวิต จำนวน 85 ศพ ก็เป็นผลจากการที่เรามีรัฐบาลกลางที่อำนาจที่เข้มแข็งและลุแก่อำนาจเช่นกัน

    3. พรรคเสียงข้างน้อย (ที่แทบจะไม่มีโอกาสจะชนะการเลือกตั้งเลย) จะได้มีโอกาสแสดงมีฝีมือให้กับประชาชนเห็นเนื่องจาก ตนเองที่ชนะการเลือกตั้งในพื้นที่ สามารถที่จะบริหารพื้นที่ของตนเองให้เจริญรุ่งเรืองได้ ซึ่งข้อนี้เห็นได้ชัดว่า ตอนทักษิณเป็นนายกเกือบ 7 ปี คนของพรรคประชาธิปัตย์นี้ไม่มีโอกาสแสดงผลงานเลย ซึ่งหากดูแลพื้นที่ของตนเองได้ดี ประชาชนนอกพื้นที่อาจจะเปลี่ยนใจมาเลือกพรรคเล็กได้ง่ายขึ้น

    4. พรรคเสียงข้างน้อยมีโอกาสได้เก็บสะสมทุนหรือกระสุน (ไม่ว่าจะถูกกฎหมาย หรือผิดกฎหมาย) เพื่อให้มีโอกาสชนะเลือกตั้งในสนามเลือกตั้งใหญ่บ้าง เราต้องยอมรับว่า การเมืองเป็นเรื่องของการจัดการผลประโยชน์ เราจำเป็นต้องให้คนกลุ่มได้จัดการผลประโยชน์ทางการเมืองของฐานเสียงของ ตน(เช่น ประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาลในส่วนของภาคใต้)

    5. เป็นการหางานให้ฝั่งที่ไม่ชนะเลือกตั้งใหญ่ ได้ทำงานบ้าง ได้ฝึกฝนฝีมือบ้าง อาจมีสนามในการลองใช้นโยบายบางอย่างของพรรคในพื้นที่ แล้ว ถ้าใช้การได้ดี จะได้นำไปทำในระดับประเทศต่อไป นอกจากนี้ยังเป็นการลดความเสี่ยง ในนโยบายระดับประเทศที่อาจะใช้งานไม่ได้บางอย่าง เช่น จำนำข้าว หรือ ชั่งไข่เป็นกิโล ก็ควรจะลองทำในพื้นที่ของตนก่อน

    6. ผู้เขียนเชื่อว่า ถ้าเราจัดการผลประโยชน์ทางการเมืองลงตัว ความสงบเรียบร้อยจะเกิดขึ้นในสังคม ณ ตอนนี้ ต้องยอมรับว่า มีคนหลายกลุ่มไม่มีความสุข ความพอใจกับระบอบการเมืองของไทย และเมื่อไรที่ความไม่พอใจทางการเมืองนั้นรุนแรงมากขึ้น การจับอาวุธขึ้นต่อสู้ก็มักจะตัวเลือกที่ไม่สามารถหลีักเลี่่ยงได้ ซึ่งตัวอย่างที่เห็นก็เกิดขึ้นมาตลอด7-8ปี ที่ผ่านมา ไม่ว่า จะเป็นการก่อจราจลทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดง รวมไปถึง เหตุการณ์ความไม่สงบที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มการเมืองในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วย

    7. การลดอำนาจรัฐบาลกลางนั้นจะเป็นการลดแรงจูงใจในการล้มล้างประชาธิปไตยด้วย วิธีนอกกฎหมาย หลายต่อหลายครั้งในประวัติศาสตร์เรามีรัฐประหารเกิดขึ้น เพราะการแก่งแย่งอำนาจกันในกรุงเทพมหานคร ซึ่งในต่างจังหวัด ซึ่งอาจจะไม่เกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆเหล่านี้ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ แต่กลับมาถูกผลกระทบไปด้วย

    8. การจำกัดอำนาจรัฐบาลกลางและกระจายอำนาจไปให้ท้องถิ่นจะทำให้ความเจริญไม่ กระจุกตัวแต่เพียงในกรุงเทพมหานคร การที่รัฐบาลกลางที่อยู่ที่กรุงเทพมหานครมีขนาดใหญ่และมีอำนาจมากจะทำให้งบ ประมาณต่างๆกระจุกตัวอยู่ภายในพื้นที่ที่คนคุมนโยบายเห็นเป็นหลัก ตัวอย่างเช่น มันยากมากที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคมนาคมที่เป็นคนดูแล ขสมก. จะเริ่มจัดการเดินรถประจำทางในทุกจังหวัดในประเทศไทยพร้อมๆกัน การกระจายอำนาจกระทรวงคมนาคมเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ขนส่งมวลชนเกิดขึ้น จริงๆทั่วทั้งประเทศ (ตอนนี้จังหวัดเดียวในประเทศไทยที่มีรถเมล์คือ กรุงเทพมหานคร)

    5. สรุป

    ท้ายที่สุด การอ้างว่าระบอบการปกครองในปัจจุบันของประเทศไทย เป็นระบอบประชาธิปไตยที่นานาอารยะประเทศ ใช้กันเป็นมายาคติที่มีการอ้างกันไปตามที่พูดกันปากต่อปาก ประเทศที่พัฒนาแล้วต่างๆ มักมีรัฐบาลท้องถิ่นที่เข้มแข็ง

    ความเห็นผู้เขียนเห็นว่า ระบอบประชาธิปไตยไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง ถ้าไม่มีการจำกัดอำนาจของรัฐบาลกลาง (Limited government) การจำกัดอำนาจรัฐบาลเป็นหลักการที่พื้นฐานที่สุด คือ หลักแบ่งแยกอำนาจ (Separation of Powers) ถึงแม้ว่าจะดูเหมือนกับว่าประเทศไทยรับหลักการนี้มา คือ มีการใช้อำนาจอธิปไตย ผ่าน รัฐบาล รัฐสภา และศาล แต่อย่างไรก็ดี การคานอำนาจและจำกัดอำนาจในเชิงแนวตั้งยังไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างเป็นชิ้นเป็นอัน คนไทยส่วนใหญ่หวังและฝันให้รัฐบาลในระดับชาติเป็นผู้บันดาลทุกสิ่งทุกอย่างให้เกิดขึ้น อาจเป็นเพราะระบบอำนาจแบบรวมศูนย์และรัฐบาลขนาดใหญ่ เป็นระบบที่อยู่กับประเทศไทยมาตั้งแต่สมัยรัชกาล ที่ 5

    การแก้ปัญหาของประเทศนี้คงไม่ได้อยู่ที่การเอาคนตระกูลใด ตระกูลหนึ่ง หรือ กลุ่มใด กลุ่มหนึ่งออกจากประเทศนี้ แต่เราต้องวางระบบการเมืองที่มีแรงจูงใจ(Incentive)ที่ถูกต้อง มีการไกล่เกลี่ยผลประโยชน์ให้ทุกฝ่ายพอใจ

    ผู้เขียนเชื่อว่า ในวิกฤตการเมืองที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ยังมีโอกาสที่จะทำให้เรื่องการกระจายอำนาจนั้นเป็นจริงขึ้นมาในสังคม ซึ่งที่ผ่านมา หลายฝ่ายมองเห็นถึงหัวใจของปัญหานี้ แต่ไม่มีใครสนใจที่แก้ไข เนื่องจากไม่มีเหตุผลทางการเมืองที่เพียงพอ แต่จากวิกฤตการเมืองที่ผ่านมา 8 ปีนั้น คงจะทำให้ข้อเสนอพวกนี้มีเหตุผลรองรับทางการเมืองอยู่บ้าง ผู้เขียนเชื่อว่าฝ่ายรัฐบาลทักษินน่าจะรับข้อเสนอปฎิรูปทั้งสองข้อนี้ได้ ซึ่งน่าจะเป็นวิธีการที่ยั่งยืนต่อประเทศมากที่สุด พรรคเพื่อไทยคงจะได้เป็นรัฐบาลต่อ แต่อาจต้องเสียอำนาจในการบริหารในภาคกลาง กรุงเทพมหานคร และภาคใต้บ้างก็คงจะไม่เสียหายทางการเมืองมากนัก

     


     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

     

    แล้วตกลงว่าประเทศไทยเรานั้นมีเสรีภาพสำหรับคนกลุ่มนี้จริงหรือ ?

    ด้วยการอิงบริบทของสังคมไทยปัจจุบันนี้เองที่เข้าสู่กระแสโลกทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ทำให้การมีกะเทยหรือผู้มีความหลากหลายทางเพศนั้นได้รับการยอมรับมากขึ้น นานาชาติหันมาสนใจความมากหน้าหลากตาของกะเทยไทยที่ถูกผลิตสร้างผ่านมายาคติความงามให้ออกไปเป็นเครื่องประดับของสังคมไทย ไทยเราจึงมีกะเทยเป็นจุดขาย มีพัทยา ภูเก็ต นานา ซ่อง และคาบาเร่ ที่เป็นจุดขายของการท่องเที่ยว เราอาจจะมองว่าสถานที่เหล่านี้ที่เป็นพื้นที่ให้คนกลุ่มนี้ได้แสดงออกแท้จริงแล้วมันคือคุกแห่งการจองจำที่แบ่งแยกพื้นที่ของคนกลุ่มนี้ให้ออกจากบทบาทของชายหญิงปกติมากกว่าจะเรียกได้ว่าเป็นสวรรค์

    สังคมไทยที่ทำตัวเป็นผู้เมตตาเปรียบประเทศตนเองว่ามีเสรีภาพให้แก่กลุ่มคนเหล่านี้มาก แท้จริงแล้วการกระทำเช่นนี้ไม่ต่างจากการสร้าง คำหลอกลวง ที่ใหญ่โตจนไม่อาจจะละเลยได้ เพราะอะไรการที่กะเทยในสังคมไทยสามารถเข้ามายืนในพื้นที่ทางสังคมได้นั้นไม่ใช่เพราะเรามีเสรีภาพที่สังคมมอบให้ผ่านสายตาของการเป็นผู้รอรับโอกาส แต่เกิดจากการที่สังคมไทยชี้นิ้ว วาดภาพ และคาดหวังให้กะเทยที่มีอยู่ในสังคมต้องตกอยู่ในบทบาททางเพศ มีพฤติกรรม อากัปกิริยาตามที่สังคมไทยได้สร้างและกดทับให้กะเทยเป็น สิ่งเหล่านี้หาใช่เสรีภาพในการกำหนดชะตากรรมของกะเทยเองเลยเสียด้วยซ้ำ

    และแบบแผนของการเป็นกะเทยที่ดีที่สังคมไทยยอมรับคือ หนึ่งคือ ต้องสวยกว่าผู้หญิง เพราะอะไร เพราะการที่กะเทยซึ่งถูกตราว่าเป็นของแปลกจะกลายมาเป็นคนปกติได้ต้องมีอะไรที่พิเศษกว่าคนปกติ นั้นคือกะเทยต้องนำร่างกายตัวเองจำแลงไปอยู่ในมายาคติของความงามแบบที่ชายหญิงเขาพึงปรารถนา ต้องสวย ขาว นมโต หน้าสวยเรียว อันเป็นมายาคติเดียวกันที่กดทับให้เพศหญิงต้องสวยเช่นนี้จึงจะมีโอกาสในสังคมและชีวิตที่ดีกว่าคนทั่วไป กะเทยจึงต้องทำให้ได้เช่นนั้นเพื่อไตเต้าไปสู่บันไดของการยอมรับ

    นอกจากการเป็นกะเทยสวยงามแบบที่สังคมได้คาดหวังไว้แล้ว ในเรื่องของพฤติกรรมความคิดนั้นก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่กะเทยต้องนำตนเองเข้าไปอยู่ในบรรทัดฐานของการเป็นพลเมืองไทยที่ดี นั้นคือ กะเทยเหล่านี้มีความเป็นผู้หญิงที่ดีหรือไม่ อันนำมาสู่คำถามที่ว่าความเป็นผู้หญิงที่ดีคืออะไร ? และที่สำคัญมันมีอยู่จริงหรือสังคมได้กำหนดบทบาทเหล่านี้ให้ผู้หญิงต้องเป็น ต้องอยู่ในสภาวะเช่นนี้กันแน่ ? กะเทยที่อยากจะเข้ามาสู่อัตลักษณ์ของความเป็นหญิงได้ก็ต้องผ่านการตรวจเช็คว่า เรียบร้อย ไม่แรด รักนวลสงวนตัว เย็บปักถักร้อยเป็น เป็นแม่พลอยหรือไม่ มีคุณสมบัติเช่นนี้หรือไม่ และหากจะเปรี้ยวก็ต้องสวยชิคๆ แรดได้ โชว์ได้แต่ต้องอยู่ในมายาคติของความงามที่ลดทอนร่างกายของผู้หญิงและกะเทยให้เป็นวัตถุแห่งการจับจ้องไร้สึกสำนึกในการตระหนักรู้ต่อร่างกายตนเองที่ถูกสังคมควบคุมและกำลังเสพสมกามารมณ์จากอำนาจของปลายลึงค์ที่เขียนและวาดภาพกะเทยและผู้หญิงให้เป็นเพียง วัตถุทางเพศ ที่พวกเธอต้องเป็นเพราะสังคมบอกให้เป็น และถ้าเป็นได้สังคมชายเป็นใหญ่ก็จะเปิดอกให้เข้ามาอย่างยินดี

    แต่ทว่าหากกะเทยไม่สวยแล้วยังโชว์เพราะอยากโชว์เป็นหญิงมั่นไม่อยู่ในขนบของหญิงดีงามหรือการเป็นวัตถุแห่งการจับจ้องตามที่สังคมกดทับให้ปัจเจกบุคคลที่ถูกนิยามว่าเป็นหญิงเป็น กะเทยนางนั้นก็จะถูกมองด้วยสาตาของ “ความประหลาด” “ความน่าเวทนา” สิ่งเหล่านี้คือบทบาทที่กะเทยที่อยากจะเข้ามายืนเข้ามาบอกว่าฉันได้รับการยอมรับจากไทยแลนด์ดินแดนเสรีภาพของพวกเราต้องยอมจ่ายในราคาที่ต้องลดตัวเองลงมาให้เป็นสินค่าส่งออกความประหลาด และพิเศษเกินกว่าที่จะเป็นมนุษย์ เพราะพวกเธอไม่ต่างอะไรกับการเข้าไปในโรงงานแปรสภาพมนุษย์ให้เป็นสินค้าต้องประสงค์ที่มีชื่อแบรนด์ว่า “ดินแดนเสรีภาพของเพศที่ 3”

    และด้วยการที่สังคมได้สร้างความพิเศษหรรษาให้แก่กะเทย พรสวรรค์บางอย่างที่สังคมมอบให้กะเทยมากลบปมด้อยที่ถูกสังคมสร้างขึ้นเช่น ความสามารถในเรื่องสวยๆ งามๆ การเต้นรำ การทำอะไรตลกๆ สายตาของผู้คนในสังคมจึงคาดหวังต่อกะเทยสูงในเรื่องเหล่านี้ ทั้งๆ ที่ความสามารถเหล่านี้เป็นสิ่งที่ใครก็ตามอาจมีได้ไม่ใช่เฉพาะกะเทย แต่กะเทยในสังคมไทยถูกบ่มเพาะให้มาทางสายนี้ โดยเฉพาะสายงานด้านบันเทิง และธุรกิจทางเพศ (sex industry) อันเป็นสิ่งที่สังคมไทยค่อนข้างปากว่าตาขยิบ ดัดจริตคิดว่าเป็นดินแดนอันดีงามมีคุณธรรม เป็นเมืองพุทธบ้าง แม้ว่าซ่อง อาบอบนวด สถานบริการต่างๆ จะกระจายอยู่ตามแต่ละท้องที่ในประเทศเป็นจำนวนมาก แต่สังคมไทยเราก็ยังจะมองว่าที่เหล่านี้เป็นแหล่า “อโคจร” เป็นที่ไม่ดี

    และพอมันเป็นที่ไม่ดี สังคมเลยต้องสร้างพื้นที่ (space) เฉพาะเหล่านี้ให้แก่บรรดากะเทยผู้ที่เป็นส่วนเกินของสังคมให้เข้าไปอยู่กินและทำงานในส่วนนี้ ค่านิยมที่สังคมมีต่อคนกลุ่มนี้ก็เลยจะมองว่ากะเทยเป็นสัตว์ที่นิยมการร่วมเพศ บ้าเซ็กซ์ มั่วกาม คำว่า “รักร่วมเพศ” จึงกำเนิดขึ้นมาพร้อมกับนิยามที่ว่าคนกลุ่มนี้จะรักได้ต้อง ร่วมเพศเท่านั้น ไม่ใช่ความรักอันดีงามแบบชายหญิงที่มองว่าการร่วมเพศเป็นสิ่งน่ารังเกียจ ดังนั้นความรักที่มีต่อคนกลุ่มนี้จึงเป็นสิ่งที่ประหลาดผิดปกติไม่น่าเปิดเผยในสังคมแห่งนี้เพราะความรักของคนกลุ่มนี้นั้นถูกทำให้ประหลาดออกไป หาใช่มันประหลาดด้วยตัวมันเอง

    ภาระเหล่านี้จึงตกไปอยู่กับกะเทย สิ่งที่น่ารังเกียจ อาชีพที่ชายหญิงไม่ทำกันก็ต้องอยู่กับกะเทย กะเทยจึงถูกสั่งสอนให้ทำตัวตลกๆ ไม่ก็ทำงานสวยงาม เต้นกินรำกินเพื่อที่จะตอบสนองบทบาทที่สังคมมองว่าไม่ดี เป็นอาชีพชั้นรองจากอาชีพที่ชายหญิงชนชั้นกลางใฝ่ฝันเช่นได้เป็น เมียทูต เป็นหมอ เป็นครู หากกะเทยจะยกระดับตัวตนของตนเองได้ก็ต้องยกระดับผ่านการศึกษาที่พอจะเป็นช่องทางให้กะเทยได้รับการยอมรับจากสังคม แต่ใช่ว่าจะทำให้กะเทยนั้นสามารถหลุดพ้นจากการกดทับจากบทบาททางเพศที่สังคมกำหนดไว้ให้ได้ กะเทยบางกลุ่มจึงต้องการการยอมรับจากสังคมอีกอย่างโดยมีอีกวิธีก็คือการนำตัวเองเข้าไปอยู่ในอุดมการณ์กระแสหลักของสังคมไทย หรือเป็นคนดีนั้นก็คือ เป็นผู้รัก ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

    หากจะกล่าวว่าเรามีเสรีภาพนั้น มันควรจะเป็นเสรีภาพจากการที่คนกลุ่มนั้นได้ตัดสินใจเลือกและตระหนักในการตัดสินใจของตนเองมากกว่า เป็นเสรีภาพที่จัดพื้นที่ให้เฉพาะ เปรียบเสมือนบ้านที่กว้างขวางแต่ก็ถูกล้อมรั้วไม่ให้ออกไปจากกรอบของสังคมที่กำหนดไว้ให้ได้ สิ่งๆ นั้นเราไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นบ้าน แต่มันคือ คุก และเสรีภาพไม่ใช่สิ่งที่พวกเราต้องรอให้สังคมมอบให้ในฐานะของผู้โปรดสัตว์แต่มันคือสิทธิของเราอันพึงมีพึงได้ในฐานะของมนุษย์คนหนึ่ง

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    การ์ดอาสา กปปส. ถูกยิงเสียชีวิตที่เวทีสวนลุมเมื่อ 01.50 น.ที่ผ่านมา คาดทะเลาะกันเอง ‘ถาวร’ เผยเตรียมปรับระบบรปภ. ขณะที่ ตร.ยังไม่สามารถเข้าพื้นที่เพื่อตรวจสอบ ยอดผู้เสียชีวิตจากการชุมนุมรวมขณะนี้ 26 ราย

    15 เม.ย.2557 ศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินกรุงเทพมหานคร (ศูนย์เอราวัณ) สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร รายงานว่าเมื่อเวลาประมาณ 01.50 น. ของวันที่ 15 เม.ย.ที่ผ่านมา เกิดเหตุเสียงดังคล้ายปืนใกล้เวทีสวนลุมพินี มีผู้เสียชีวิตจาการถูกยิงชื่อนายจีรายุทธ เสณาณรงค์ อายุ 40 ปี ถูกนำส่งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

    ‘ถาวร’ เตรียมปรับระบบ รปภ. หลังการ์ดถูกยิงดับ

    โดยนายถาวร เสนเนียม  แกนนำ กปปส. เปิดเผยว่า ให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุตามขั้นตอนกระบวนการสอบสวน ขณะที่มีการเตรียมหารือกับทีมการ์ดรักษาความปลอดภัย เพื่อดูว่าจะเพิ่มมาตรการการรักษาความปลอดภัยบริเวณโดยรอบให้รัดกุมมากขึ้นอย่างไร

    ตร.ยังเข้าพื้นที่ตรวจสอบได้ ประสานแกนนำ กปปส. เข้าตรวจจุดยิง

    พล.ต.ต.สืบศักดิ์ พันธุ์สุระ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 กล่าวถึงความคืบหน้าเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนไม่ทราบขนาดยิงเข้าใส่เวทีชุมนุมกลุ่ม กปปส.สวนลุมพินีเมื่อคืนที่ผ่าน ซึ่งขณะนี้ตำรวจยังไม่สามารถเข้าพื้นที่เพื่อตรวจสอบได้ อยู่ในขั้นตอนประสานแกนนำเพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าหาพยานหลักฐาน ส่วนผู้เสียชีวิตคือ นายจีรยุทธ์ เสนาณรงค์ อายุ 40 ปี เป็นการด์อาสา ในระหว่างเกิดเหตุยืนอยู่ข้างเวที ฝ่ายสืบสวน สน.ลุมพินี เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบกล้องวจรปิดในละแวกใกล้เคียง เพื่อหาบุคคลต้องสงสัย ส่วนที่สถาบันนิติเวช โรงพยาบาลจุฬา แพทย์นิติเวชกำลังผ่าพิสูจน์ศพ และยังไม่มีญาติมาแสดงตัวขอรับศพ

    การ์ดกปปส.ทะเลาะกันเอง

    เนชั่นรายงานรายละเอียดด้วยว่า เมื่อเวลา 01.43 น. วันที่ 15 เม.ย. มีรายงานว่าได้เกิดเหตุการณ์การ์ด กปปส.ชุดลูกขวานลอยลม ใช้อาวุธปืนไม่ทราบขนาดยิงใส่การ์ด กปปส.ชุดปทุมวัน บริเวณข้างเวทีประตู 4 บาดเจ็บสาหัส 1 คน ส่ง รพ.จุฬาฯ ต่อมาได้เสียชีวิต ทราบชื่อคือ นายจิรายุทธ์ เสนาณรงค์ อายุ 40 ปี ส่วนอาวุธที่ใช้เป็นอาวุธปืนลูกโม่ขนาด .38 ยิงเข้าบริเวณหน้าอกตัดขั้วหัวใจ

    ต่อมาเวลา 03.11 น. การ์ด กปปส.ชุดปทุมวัน ยังล้อมเต๊นท์ของการ์ด กปปส.ชุดลูกขวานลอยลม เพราะยังไม่มีการส่งตัวคนยิงออกมาให้กองอำนวยการ กปปส.ส่วนกลาง สอบสวนโดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ลุมพินี ท้องที่เกิดเหตุกำลังประสานแกนนำ กปปส.เพื่อขอเข้าตรวจในสถานที่เกิดเหตุ แต่ยังไม่ได้รับอนุญาต
     
    ทั้งนี้ สำหรับข้อมูลของการ์ด กปปส.ชุดลูกขวานลอยลมเป็นมวลชนที่เคยปิดถนนเรียกร้องราคายางพาราตกต่ำที่ อ.ควนหนองหงษ์ 
     

    โดยศูนย์เอราวัณรายงานด้วยว่ายอดผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการชุมนุมทางการเมืองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่เหตุที่หน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อวันที่ 30 พ.ย. 56 จนถึงขณะนี้มีผู้บาดเจ็บแล้ว 741 ราย เสียชีวิต 22 ราย รวมเป็น 763 ราย และมีผู้บาดเจ็บที่ยังพักรักษาตัวในโรงพยาบาล 8 ราย

    อย่างไรก็ตามจำนวนผู้เสียชีวิตที่ศูนย์เอราวัณสรุปนี้ไม่รวม ด.ต.อนันต์ แลโสภา อายุ 46 ปี ผบ.หมู่ ป.สังกัด สภ.คลองขลุง จว.กำแพงเพชร ปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย ณ กระทรวงแรงงาน เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.56 ขณะที่มีเหตุปะทะที่บริเวณดังกล่าวนั้น ด.ต.อนันต์ ได้ล้มลงหมดสติและอาเจียนเป็นเลือด โดยได้มีภาวะความดันต่ำและหัวใจหยุดเต้นไป 2 นาที ต่อมาแพทย์จึงได้ช่วยกันปั๊มหัวใจประมาณ 10 นาที โดยการวินิจฉัยของแพทย์ปรากฎว่า เลือดออกในกระเพาะอาหาร จึงได้พักรักษาตัวอยู่ที่ ไอ.ซี.ยู ศัลยกรรม รพ.ตำรวจ ตั้งแต่วันที่ 26 ธ.ค. เป็นต้นมา จนเสียชีวิตเมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา

    รวมทั้งเหตุการณ์ยิงที่เวที กปปส. จังหวัดตราด เมื่อวันที่ 22 ก.พ.ที่ผ่านมา ที่มีผู้เสียชีวิต 3 ราย หากรวมทั้งหมดจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองมีผู้เสียชีวิตรวม 26 ราย

    นอกจากนี้ยังมีอีก 2 รายผู้เสียชีวิตมีสัญลักษณ์ของการชุมนุมด้วย (อ่านเพิ่มเติมที่ : ตร.ชี้คดีฆ่าอำพราง พบ 2 ใน 3 เคยเป็นการ์ด นปช)

    เรียบเรียงจาก ศูนย์เอรวัณ, คม ชัด ลึก และสำนักข่าวไทย 

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ยุคอินเทอร์เน็ตทำให้เกิดข้อถกเถียงเรื่องคนรุ่นใหม่ขาดความสามารถในการ 'อ่านช้า' และ 'อ่านแบบละเอียดลึกซึ้ง' เพราะปริมาณข้อมูลจำนวนมาก ทำให้สมองต้องปรับตัวเน้นอ่านแบบผ่านๆ หาคำสำคัญโดยไม่ลงลึก แต่ก็มีผู้ศึกษาเทคโนโลยีมองว่าอินเทอร์เน็ตก็ยังเป็นพื้นที่สำหรับคนอ่านช้าได้

    15 เม.ย. 2557 เว็บไซต์ข่าวต่างประเทศมีข้อถกเถียงเรื่องวัฒนธรรมการอ่านในยุคอินเทอร์เน็ต โดยขณะที่นักประสาทวิทยาด้านการรับรู้และการคิดมองว่าการท่องเว็บไซต์ทำให้คนเราหันมาอ่านด้วยวิธีการ "อ่านผ่านๆ" มากขึ้น ทำให้วัฒนธรรมการอ่านช้าๆ อย่างซึมซับรายละเอียดน้อยลง แต่นักเขียนเรื่องเทคโนโลยีกลับมองว่าอินเทอร์เน็ตไม่น่าจะส่งผลเช่นนั้น ตรงกันข้ามน่าจะเป็นการส่งเสริมการอ่านหนังสือเล่มหนาด้วยซ้ำ

    วอชิงตันโพสต์เล่าถึงแคลร์ แฮนด์สคอมบ์ นักศึกษาปริญญาโทด้านการเขียนเชิงสร้างสรรค์จากมหาวิทยาลัยอเมริกันในรัฐวอชิงตันดีซี บอกว่าเธอมีปัญหาด้านการอ่านเรื่องต่างๆ จากอินเทอร์เน็ตในยุคปัจจุบัน เธอจะคลิกลิงก์จากโซเชียลเน็ตเวิร์ก อ่านเนื้อหาเพียงไม่กี่ประโยค ค้นหาคำที่น่าสนใจ หลังจากนั้นก็เริ่มกระวนกระวายและอ่านหน้าอื่นอย่างผ่านๆ

    แฮนด์สคอมบ์บอกว่าเธอใช้เวลาไม่ถึงนาทีแล้วก็เปลี่ยนไปอ่านอย่างอื่น เธอยังติดนิสัยแบบนี้จากการอ่านในโลกออนไลน์มาสู่การอ่านอย่างอื่นเช่นวนิยายด้วย

    "มันราวกับว่าตาเรามองผ่านๆ คำไป แต่ไม่ได้รับรู้มันด้วย พอฉันรู้ตัวแล้ว ฉันก็จะกลับไปอ่านมันซ้ำๆ อีก" แฮนด์สคอมบ์กล่าว

    สำหรับนักประสาทวิทยาด้านการรับรู้และการคิด (cognitive neuroscientists) สิ่งที่แฮนด์สคอมบ์ประสบอยู่เป็นสิ่งที่น่าศึกษาและมีคนประสบแบบเดียวกันเพิ่มมากขึ้น พวกเขาบอกว่ามนุษย์เราพัฒนาสมองในแบบดิจิตอลที่เอื้อต่อการอ่านแบบผ่านๆ เพื่อให้สามารถรับรู้ข้อมูลจำนวนมหาศาลในโลกออนไลน์ได้ วิธีนี้ถือเป็นการอ่านอีกแบบหนึ่งที่ต่างจากการอ่านช้าๆ แบบเก่าที่มีพัฒนาการมาตั้งแต่หลายพันปีก่อน

    มาร์ยานน์ วูลฟฺ์ นักประสาทวิทยาด้านการรับรู้และการคิดจากมหาวิทยาลัยทัฟส์กล่าวว่า เขากังวลเรื่องวิธีการอ่านแบบผ่านๆ จะส่งผลต่อคนทั่วไปเวลาที่ต้องอ่านแบบลงรายละเอียดด้วย

    วูลฟ์ บอกว่าการชมข่าวจากโทรทัศน์ทำให้เกิดวัฒนธรรม 'วรรคทอง' หรือ 'วลีเด็ด' (sound bites) โลกของอินเทอร์เน็ตก็ทำให้เกิดวัฒนธรรมการมองหรือการอ่านเฉพาะคำเด่นๆ แบบที่วูลฟ์เรียกว่า 'อายไบต์' (eye byte)

    นักวิจัยกำลังศึกษาเรื่องความแตกต่างระหว่างการอ่านในอินเทอร์เน็ตกับการอ่านสื่อสิ่งพิมพ์ ซึ่งเบื้องต้นพบว่าการอ่านสื่อสิ่งพิมพ์ส่งผลดีด้านความเข้าใจมากกว่า จนมีความกังวลว่าเด็กที่ใช้เครื่องมือเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในการอ่านมากเกินไปจะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการในการอ่านเพื่อทำความเข้าใจอย่างละเอียดหรือไม่ เพราะสมองของคนเรามักจะปรับตัวตามวิถีชีวิตที่ใช้

    วูลฟ์ ผู้เชี่ยวชาญการวิจัยเรื่องการอ่านเปิดเผยว่าเมื่อปี 2556 เธอค้นพบว่าสมองของเธอเองก็มีความสามารถปรับตัวด้วยเหมือนกัน เนื่องจากวิถีชีวิตของเธอต้องคอยกดปุ่มไล่อ่านเว็บต่างๆ หรืออ่านอีเมลเป็นจำนวนหลายร้อยฉบับ ทำให้เมื่อเธอพยายามจะอ่านวรรณกรรมเล่มหนาอย่าง "เกมลูกแก้ว" ของเฮอร์มาน เฮสเส เธอไม่สามารถทำได้ เนื่องจากเธอไม่สามารถบังคับตัวเองให้อ่านแบบช้าๆ ได้ เธอกลับอ่านแบบผ่านๆ มองหาคำสำคัญต่างๆ ควบคุมการกลอกตาเพื่อรับรู้ข้อมูลให้ได้มากที่สุดภายในเวลาสั้นที่สุด

    เรื่องนี้ทำให้ถึงขั้นมีการตั้งกลุ่มที่เรียกว่าขบวนการ "อ่านช้า" หรือ "สโลว์ริดดิ้ง" (Slow Reading) ซึ่งนำชื่อมาจากขบวนการ "สโลว์ฟู้ด" (Slow food) ที่ให้ความสำคัญกับความพิถีพิถันของอาหารมากกว่าความรวดเร็ว โดยขบวนการอ่านช้าไม่เพียงแค่ต่อต้านการอ่านแบบผ่านๆ อ่านแบบข้ามประโยคเท่านั้น พวกเขายังต่อสู้กับโซเชียลเน็ตเวิร์กและอีเมลที่มักจะส่งเสียงเรียกร้องรบกวนการอ่าน

    สมองคนที่ปรับตัวเข้ากับการอ่านแบบใหม่

    สมองของคนเราไม่ได้ถูกออกแบบมาให้สำหรับการอ่าน ไม่มียีนในตัวคนที่เกี่ยวกับการอ่านมีแต่ยีนเกี่ยวกับภาษาและการมองเห็น แต่หลังจากการผลิตตัวอักษรและเทคโนโลยีการพิมพ์ก็ทำให้สมองคนปรับตัวต่อการอ่าน

    ก่อนยุคอินเทอร์เน็ตสมองคนมักจะอ่านในแบบต่อเนื่องไปเรื่อยๆ (linear) จากหน้าหนึ่งสู่อีกหน้าหนึ่ง แม้ว่าจะมีรูปภาพแทรกอยู่ในหนังสือแต่ก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ดึงความสนใจจากการอ่านไปได้ นักวิจัยบอกว่าการอ่านตามหน้ากระดาษทำให้คนมีความสามารถจดจำได้ว่าข้อมูลสำคัญอยู่ตรงจุดไหนจากการจัดหน้าหนังสือ เช่น เราจะทราบว่าตัวเอกเสียชีวิตในหน้านี้ ที่มีย่อหน้าราวๆ 2 ย่อหน้าหลังจากบทสนทนา

    แต่อินเทอร์เน็ตต่างออกไป มีข้อมูลมากมาย มีข้อความที่ถูกใส่ลิงก์เชื่อมต่อไปยังที่อื่น มีวิดีโอไปพร้อมๆ กับตัวหนังสือ และมีการปฏิสัมพันธ์โต้ตอบอยู่ทุกที่ ทำให้สมองของเราสร้างทางลัดเพื่อจัดการกับมัน คือการอ่านแบบผ่านๆ ซึ่งเป็นวิธีการอ่านแบบไม่ต่อเนื่อง (nonlinear) ซึ่งมีการบันทึกไว้ในงานวิจัย นักวิจัยบางคนเชื่อว่าคนจำนวนมากเริ่มอ่านในแบบดังกล่าวนี้กับสื่ออื่นๆ นอกจากอินเทอร์เน็ตด้วย

    เช่น กรณีของราเมช คูรับ บอกว่าเขามีปัญหากับการอ่านประโยคยาวๆ ที่มีการเชื่อมประโยคเต็มไปด้วยข้อมูลภูมิหลัง ประโยคในโลกออนไลน์มักจะสั้นกว่า และประโยคที่มีข้อมูลซับซ้อนมักจะใช้วิธีการทำลิงก์เชื่อมโยงไปสู่ข้อมูลที่เป็นภูมิหลัง

    ไม่ใช่แค่คูรับเท่านั้น วูลฟ์กล่าวว่ามีคนจากภาควิชาภาษาอังกฤษหลายคนอีเมลหาเธอบอกว่านักเรียนก็มีปัญหาเดียวกับในการอ่านวรรณกรรมคลาสสิก ตัววูลฟ์เองไม่ได้เป็นคนต่อต้านเทคโนโลยี เธอใช้อีเมลเป็นประจำและส่งแท็บเลตให้กับประเทศกำลังพัฒนาเพื่อช่วยส่งเสริมการอ่านแก่เด็ก แต่เธอก็เกรงว่าประโยคสั้นๆ เช่นในทวิตเตอร์จะทำให้คนสูญเสียเรื่องความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันในรูปประโยค ซึ่งสำหรับเธอแล้วถือเป็นสิ่งสะท้อนความคิดของคนเราที่มีการเชื่อมโยงซับซ้อน

    "สิ่งที่ฉันกังวลคือเราจะสูญเสียความสามารถในการแสดงออกหรือการอ่านร้อยแก้วที่มีการเชื่อมโยงซับซ้อน สมองของเราจะกลายเป็นสมองแบบทวิตเตอร์ไปหรือเปล่า" วูลฟ์กล่าว

    นักเขียนเรื่องเทคโนโลยีชวนถก "อินเทอร์เน็ตไม่ได้ทำลายการอ่านแบบละเอียด"

    สิ่งที่วูลฟ์คิดอาจจะเป็นความกังวลที่เกินกว่าเหตุหรือไม่ สำหรับสตีเวน พูลล์ ผู้เขียนเรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยีในเว็บไซต์เดอะการ์เดียน มองในอีกมุมหนึ่งว่าความกังวลของวูลฟ์อาจจะไม่จริงเสมอไป โดยบอกว่าเขายังพบเห็นคนจำนวนมากเข้าไปใช้ห้องสมุด และเห็นคนอ่านหนังสือเล่มหนาๆ เช่น เกมออฟโธรน หรือ ฟิฟตี้เชดออฟเกรย์ ในขนส่งสาธารณะของลอนดอน

    พูลล์เชื่อว่าเป็นเรื่องจริงที่พัฒนาการทางระบบประสาทของคนเราเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพสังคมและมีบางส่วนที่สูญหายไปตามกาลเวลา เช่นเราคงสูญเสียทักษะการล่าสัตว์ใหญ่ๆ ด้วยหอกไป ในยุคที่มีการพัฒนาทางอุตสาหกรรมก้าวหน้าเช่นนี้ และในทุกวันนี้เราไม่ได้อ่านจากลายมืออีกต่อไป ทำให้ต้องมาคิดกันว่า "สมองที่สามารถอ่านได้ละเอียดลึกซึ้ง" มีความจำเป็นหรือไม่

    อย่างไรก็ตามพูลล์เป็นคนให้คุณค่ากับการอ่านแบบลงรายละเอียด เขายอมรับว่าอินเทอร์เน็ตมีสิ่งเบี่ยงเบนความสนใจมากและชวนให้คนอ่านแบบผ่านๆ หรือกระทั่งทำให้เกิดพวกที่บอกว่า "ยาวไปไม่อ่าน" ทำให้ต้องป้อนข้อเท็จจริงสั้นๆ เป็นคำๆ เท่านั้น

    แต่เมื่อเทียบกับยอดขายหนังสือวรรณกรรมเยาวชนดังๆ รวมถึงงานวิจัยอีกส่วนหนึ่งที่มุ่งให้ความสนใจวัยรุ่นจริงๆ แล้ว พูลล์ก็บอกว่าการประกาศว่าอินเทอร์เน็ตทำให้เด็กยุคต่อไปมีสมองที่อ่านได้แบบเดียวไม่ใช่เรื่องจริง

    พูลล์ยกตัวอย่างหนังสือที่ชื่อ 'บอร์น ดิจิตอล' (Born Digital) โดยจอห์น พัลฟรีย์ และเออร์ส แกสเซอร์ ซึ่งเกี่ยวกับการศึกษาคนรุ่นแรกในยุคดิจิตอล ในหนังสือระบุยกตัวอย่างวัยรุ่นคนหนึ่งที่มีวิธีการเก็บข้อมูลข่าวสารทั้งวิธีการ "อ่านผ่านๆ" และวิธีการ "ลงในรายละเอียด" เมื่อเธอเจอสิ่งที่สนใจ

    "งานเขียนที่มีความยาว ความเข้มข้น และมีคุณค่ากำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นในอินเทอร์เน็ตที่คนมองโลกในแง่ร้ายกล่าวหาว่าทำลายสมาธิเรา มีนิตยสารออนไลน์เกิดใหม่ให้ความสำคัญกับรายงานเชิงลึก หรือการหารือออกไอเดียที่มีสีสัน จากคำแสดงประเด็นจำนวนมากซึ่งอาจจะเป็นอุดมคติแม้กระทั่งกับคนที่ชอบอ่านช้าๆ" พูลล์กล่าว

    พูลล์บอกอีกว่าสำหรับเขาแล้วเรื่องการอ่านนี้เป็นเรื่องในเชิงวัฒนธรรมมากกว่าเรื่องประสาทวิทยา ข้ออ้างเรื่อง "สมอง" จึงฟังดูเหมือนทำให้ข้อถกเถียงของอีกฝ่ายหนึ่งฟังดูเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้นเท่านั้น

    สมองที่อ่านได้ทั้งสองแบบ

    นักวิจัยบอกว่าเรื่องความแตกต่างเกี่ยวกับการอ่านยังต้องมีการศึกษากันมากกว่านี้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการปรับใช้ด้านการศึกษา การอ่านที่ให้ได้ทั้งสองแบบย่อมถือเป็นศักยภาพอย่างหนึ่ง
    "พวกเราถอยกลับไม่ได้แล้ว" วูลฟ์กล่าว "พวกเราควรอ่านหนังสือให้เด็กฟังไปพร้อมๆ กับการให้สื่อสิ่งพิมพ์เด็กอ่าน ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้เข้าถึงเทคโนโลยีในโลกดิจิตอล มันสำคัญทั้งคู่ พวกเราต้องถามคำถามว่า เราจะต้องการจะรักษาอะไรไว้"

    วูลฟ์บอกว่าเธอเองก็กำลังฝึกอ่านให้ได้ทั้งสองแบบ เธอพยายามอ่านเฮสเสอีกครั้งโดยลดเวลาอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ลง เธอบอกว่าอีก 2-3 คืนหลังจากนั้นยังเป็นเรื่องยากสำหรับเธอที่จะอ่านแบบช้าๆ อย่างละเอียดได้ แต่ 2 สัปดาห์หลังจากนั้นเธอก็สามารถเพลิดเพลินไปกับหนังสือได้

    "ฉันอยากเพลิดเพลินกับการอ่านในแบบนี้อีก" วูลฟ์กล่าว "เมื่อฉันรู้สึกเหมือนได้ฟื้นฟูตัวเองแล้ว ฉันก็สามารถอ่านอย่างช้าลง ใช้ความคิด และลิ้มรสชาติของสิ่งที่อ่านได้มากขึ้น"

     


    เรียบเรียงจาก

    Serious reading takes a hit from online scanning and skimming, researchers say, Washington Post, 07-04-2014
    The internet isn't harming our love of 'deep reading', it's cultivating it, The Guardian, 11-04-2014
     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    15 เม.ย.2557 มติชนออนไลน์รายงานว่า เมื่อเวลา 3.30 น.ของวันที่ 13 เมษายนที่ผ่านมา เกิดเหตุคนร้ายปาระเบิดเพลิงเข้าใส่ห้องส่งสถานีวิทยุ FM105.25 อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ทำให้คอมเพรสเซอร์แอร์ถูกเผาและอุปกรณ์ส่งสัญญาณเสียหาย ด้านผู้จัดรายการเผยก่อนเกิดเหตุมีผู้โทรศัพท์มาข่มขู่และมีตำรวจมาตรวจค้น ยืนยันทางสถานีไม่เกี่ยวข้องกับโกตี๋

    เหตุเกิดที่โรงงานรีไซเคิลขวดน้ำพลาสติก ซึ่งตั้งอยู่ที่หมู่ 9 ต.ลาดสวาย อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี และเป็นสถานีวิทยุชุมชนคลื่น FM105.25 สื่อมหาชนคนรักประชาธิปไตย จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบว่า คอมเพรสเซอร์เครื่องปรับอากาศถูกเพลิงไหม้ และเสาส่งสัญญาณและห้องเก็บเครื่องส่งได้รับความเสียหาย

    จากการสอบสวนเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่ทราบว่า มีผู้เห็นเหตุการณ์เห็นคนขี่รถจักรยานยนตร์ซ้อนท้ายมาที่เกิดเหตุจำนวน 5 คัน โดย 4 คันขี่เข้าไปภายในโรงงาน อีกหนึ่งคันจอดตรงผู้เห็นเหตุการณ์และใช้ปืนจี้ข่มขู่ให้อยู่เฉยๆ จากนั้นมีเสียงระเบิดดังขึ้นจากในโรงงาน 3 ครั้ง ก่อนที่คนร้ายทั้งหมดก็พากันขี่จักรยานยนตร์ออกไป

    ด้านนายอาทิตย์ จิตรแสวง หรือดีเจอาทิตย์เมืองเกินร้อย ผู้จัดรายการสถานีวิทยุสื่อมหาชนคนรักประชาธิปไตย FM105.25  กล่าวว่า คาดว่าสาเหตุอาจจะมาจากความเข้าใจของกลุ่ม กปปส.ว่าทางสถานีเป็นเครือข่ายของนายวุฒิพงษ์ กชธรรมคุณ หรือ โกตี๋ แกนนำคนเสื้อแดงจังหวัดปทุมธานี โดยก่อนหน้านี้มีกลุ่มผู้ชุมนุม กปปส.เดินทางมาหาตัวนายวุฒิพงษ์ที่สถานีแต่ไม่พบ และก่อนหน้านั้นมีคนโทรศัพท์เข้ามาข่มขู่ที่สถานี และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาตรวจค้นที่สถานีด้วย

    โดยนายอาทิตย์ยืนยันว่า สถานีวิทยุ FM105.25 ไม่เกี่ยวข้องกับนายโกตี๋แต่อย่างใด ที่ผ่านมาทางสถานีต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยเพียงอย่างเดียว และไม่เห็นด้วยกับการกระทำของโกตี๋ ส่วนอีกอีกประเด็นที่เป็นสาเหตุของเหตุการณ์ดังกล่าว นายอาทิตย์กล่าวว่า อาจเกี่ยวข้องกับการที่กลุ่มคนเสื้อแดงปทุมธานีส่งผู้สมัครลงแข่งขันในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดปทุมธานี และได้คะแนนเสียงมากพอสมควร จนมีกระแสข่าวว่าไปตัดคะแนนของอีกฝ่ายทำให้แพ้การเลือกตั้ง

     


     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

     
    หมดวีซ่าไม่ต้องรอ 3 ปี จ่อแก้ MOU ช่วยแรงงานต่างด้าว ทำเอกสารวันเดียวกลับเข้าไทยได้ทันที
     
    (9 เม.ย.) นายประวิทย์ เคียงผล อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กระทรวงแรงงาน กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดโครงการให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ด้านการนำเข้าแรงงานต่างด้าวถูกกฎหมาย ภายใต้ MOU ที่โรงแรมสวิสโฮเต็ล เลอ คองคอร์ด กทม. โดยมีผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดต่างๆ เข้าร่วมกว่า 200 คนว่า ปัจจุบันมีแรงงานต่างด้าวทั้งพม่า กัมพูชา และลาว รวมถึงสัญชาติอื่นๆ อยู่ในประเทศไทยหลายกลุ่ม ทั้งเข้าเมืองแบบถูกกฎหมายกว่า 2.1 ล้านคน และยังมีแรงงานต่างด้าวกลุ่มอื่นๆ เช่น แรงงานที่ขึ้นทะเบียนไว้และรอพิสูจน์สัญชาติกว่า 1.8 แสนคน โดยแรงงานต่างด้าวได้เป็น 3 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 มีใบ ทร.38/1 อนุญาตให้อยู่ในไทยได้ชั่วคราวซึ่งมี 2 ประเภท คือ กลุ่มที่รอพิสูจน์สัญชาติแยกเป็นลาวกว่า 6 หมื่นคน กัมพูชากว่า 9 หมื่นคน และพม่ากว่า 3 หมื่นคน รวมทั้งกลุ่มประมงทะเลที่มีปัญหาการค้ามนุษย์ ซึ่ง กกจ. ได้แก้ไขโดยการเปิดจดทะเบียนปีละ 2 ครั้ง ขณะนี้กำลังเปิดจดทะเบียนในรอบที่สอง
           
    รองอธิบดี กกจ.กล่าวอีกว่า ส่วนกลุ่มที่ 2 แรงงานต่างด้าวที่ได้รับการผ่อนผันให้อาศัยและทำงานในไทยตั้งแต่ปี 2552-2554 โดยวีซ่ากำลังจะหมดอายุ และกลุ่มที่มีวีซ่าหมดอายุแต่อายุพาสปอร์ตยังอยู่ในไทยได้เกิน 2 ปี โดยมีกว่า 3 แสนคน ซึ่งแรงงานต่างด้าวกลุ่มนี้ ครม. ได้ผ่อนผันให้ไม่ต้องเสียค่าปรับและออกใบอนุญาตทำงานให้ตามระยะเวลาที่หนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) หรือหนังสือเดินทางชั่วคราว (เท็มโพลรารี่ พาสปอร์ต) เหลืออยู่เพื่อแก้ปัญหาชั่วคราว ช่วยนายจ้างไม่ให้ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน และกลุ่มที่ 3 นำเข้าผ่านระบบเอ็มโอยู 230,360 คน ซึ่งในจำนวนนี้ได้อนุญาตตามบัญชีรายชื่อ 137,897 คน และออกใบอนุญาตทำงานแล้ว 132,970 คน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานสัญชาติกัมพูชา รองลงมาเป็นพม่า และลาว ในจังหวัดชลบุรี มากที่สุด รองลงมาเป็นปทุมธานี และสมุทรปราการ โดยกลุ่มนี้มีใบอนุญาตทำงาน 4 ปี และต้องเดินทางกลับประเทศ 3 ปี แล้วจึงจะสามารถกลับเข้ามาใหม่ได้
           
    “กกจ. หนักใจกับแรงงานต่างด้าวกลุ่มที่ 3 เพราะหากไม่แก้ไขจะเกิดปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างมาก ก่อนหน้านี้ กกจ. เตรียมจะเสนอ ครม. ขอแก้ไขเอ็มโอยูเป็นให้แรงงานต่างด้าวไปดำเนินการด้านเอกสารเพียง 1 วัน และกลับเข้ามาไทยได้เลย แต่มีการยุบสภาไปก่อน ทำให้เรื่องหยุดชะงักและต้องรอรัฐบาลใหม่พิจารณา แต่ได้แก้ปัญหาเบื้องต้นโดยเมื่อเร็วๆ นี้ ครม. ได้เห็นชอบตามที่ กกจ. เสนอขอผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าวอยู่ในไทยได้ชั่วคราวเป็นเวลา 180 วันนับตั้งแต่วันที่ ครม. เห็นชอบหรือจนกว่ารัฐบาลใหม่มาดำเนินการ ซึ่ง กกจ. ได้ตั้งศูนย์ให้บริการดำเนินการด้านเอกสารรับรอง 5 แห่ง ได้แก่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย อ.แม่สอด จ.ตาก จ.ระนอง และเตรียมจะตั้งเพิ่มอีก 2 แห่งที่ จ.สมุทรสาคร และ จ.สมุทรปราการ ในเดือน พ.ค.นี้ และทั้งสองแห่งนี้ดำเนินการเฉพาะแรงงานพม่าโดยนายจ้างของแรงงานต่างด้าวที่วีซ่าหมดอายุหรือใกล้จะหมดอายุมายื่นเอกสาร เช่น หนังสือแสดงความต้องการแรงงาน สัญญาจ้างแรงงาน บัญชีรายชื่อแรงงานต่างด้าวได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดในพื้นที่ได้ตั้งแต่บัดนี้” นายประวิทย์ กล่าว
     
    (ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 9-4-2557)
     
    สปส.แนะฉลองสงกรานต์เจ็บป่วยฉุกเฉินเข้ารักษา รพ. ได้ทุกแห่ง
     
    นายอำมร เชาวลิต เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) แสดงความห่วงใยลูกจ้าง ผู้ประกันตนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยวในวันหยุดยาวช่วงเทศกาลสงกรานต์เป็นจำนวนมาก ขอให้เดินทางด้วยความระมัดระวัง พร้อมย้ำให้พกบัตรรับรองสิทธิฯ ติดตัวขณะเดินทางด้วย หากเกิดเจ็บป่วยฉุกเฉินขึ้น ซึ่งหมายถึงการได้รับอุบัติเหตุหรือมีอาการเจ็บป่วยกะทันหัน ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิต หรือการทำงานของอวัยวะสำคัญในร่างกาย มีความจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที มิฉะนั้นจะเป็นอันตรายต่อชีวิตหรือเกิดอาการรุนแรงขึ้น ซึ่งผู้ประกันตนสามารถเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุดได้ทันที โดยไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้ประกันตน ทั้งนี้ ให้รีบแจ้งโรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ ทราบในทันที เมื่อโรงพยาบาลได้รักษาผู้ประกันตนให้พ้นภาวะวิกฤติแล้วจะได้ประสานส่งต่อโรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ ทำการรักษาผู้ประกันตนต่อไป โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อโรงพยาบาล/สิทธิประกันสังคมได้ที่สายด่วนประกันสังคม 1506 บริการ 24 ชั่วโมง
     
    ทั้งนี้ ในวันที่ 13 เมษายนของทุกปีได้กำหนดให้เป็นวันผู้สูงอายุ นับเป็นโอกาสอันดีสำหรับผู้ที่มีอาชีพอิสระมีอายุตั้งแต่ 65 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปจะได้มีเงินออมและหลักประกันที่มั่นคงกับประกันสังคมในยามวัยชรา สปส. เชิญชวนประชาชนทั่วไปที่มีอาชีพอิสระสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40 (ทางเลือกที่ 3 ) ได้ทันที โดยไม่ต้องตรวจสุขภาพแต่อย่างใด
     
    (สำนักข่าวไทย, 10-4-2557)
     
    กกจ.ประกาศยกเลิกใบอนุญาต3บริษัทจัดหางานต่างประเทศ
     
    นายประวิทย์ เคียงผล อธิบดีกรมการจัดหางาน(กกจ.) กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ทางกกจ.ได้ประกาศให้ใบอนุญาตจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศสิ้นสภาพ 2 บริษัท คือ บริษัทจัดหางานเวิลด์ คอนโทรล จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 250/41 ซอยจันทร์สว่าง 3 ถนนอุดรดุษฎี ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี และบริษัทจัดหางานแฮม.พี.เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 2 ซอยประชาชื่น 9/2 ถนนประชาชื่น ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี เนื่องจากไม่ขอต่ออายุใบอนุญาตจัดหางานฯ 
     
    พร้อมประกาศยกเลิกใบอนุญาตจัดหางานฯ ของบริษัทจัดหางานแกรนด์ เซอร์วิส (ไทยแลนด์) จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 191 ซอยสหกรณ์ 1 (รามคำแหง 50) ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกระปิ กรุงเทพฯ เนื่องจากแจ้งความประสงค์ขอยกเลิกใบอนุญาตจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ 
         
    ทั้งนี้หากผู้ใดมีเรื่องร้องทุกข์เกี่ยวกับการจัดหางานของบริษัทดังกล่าว สามารถแจ้งนายทะเบียนจัดหางานกลาง หรือที่สายด่วนกกจ.1694 เพื่อจะได้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
     
    (มติชน, 10-4-2557)
     
    เครือข่ายแรงงานยื่นข้อเสนอ 14 เรื่อง เนื่องในวันกรรมกรสากล
     
    นายชาลี ลอยสูง ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) พร้อมด้วยนายอำพล ทองรัตน์ รองเลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์  และตัวแทนสมาชิก ร่วมกันแถลงข่าวการจัดงานวันกรรมกรสากล 1 พฤษภาคม2557 "สามัคคีกรรมกร ด้านทุนนิยมครอบโลก สร้างสังคมใหม่ประชาธิปไตยประชาชน" ว่า ปีนี้ยังคงแยกจัดงานกับกระทรวงแรงงานเช่นเดิม เพื่อความเป็นเอกเทศของผู้ใช้แรงงาน ซึ่งจะเป็นการตอกย้ำสถานการณ์แรงงานในปัจจุบัน ที่ต้องได้รับการแก้ไข โดยจะจัดที่หน้ารัฐสภาและจะมีการรวมตัวกันที่ลานหน้าพระราชวังดุสิต ตั้งแต่เวลา 09.00-14.00น. พร้อมเปิดเผยข้อเรียกร้องต่อสาธารณะทั้งการปราศรัย และกิจกรรมบันเทิง โดยไม่นำเสนอต่อรัฐบาล เนื่องจากมองว่ารัฐบาลขาดความชอบธรรม
     
    โดยแบ่งเป็นข้อเรียกร้องเร่งด่วนดังนี้ 1. ให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 และ 98 ว่าด้วยการปฏิบัติตามหลักการแห่งสิทธิในการรวมตัวและการร่วมเจรจาต่อรอง 2. ยุตินโยบายและกฎหมายที่ละเมิดสิทธิแรงงาน ที่ขัดต่ออนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 87 และ ฉบับที่ 98 เช่น กรณีผู้นำสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย 13 คน 3. สร้างระบบสวัสดิการสังคม เช่น มีมาตรการควบคุมราคาสินค้า ลดค่าครองชีพ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม 4. ยกเลิกนโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ หรือการแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจทุกรูปแบบ ยุติการแทรกแซงการบริหารงานรัฐวิสาหกิจ โดยขาดความเป็นธรรม และ 5. ต้องเร่งปฏิรูประบบประกันสังคม ประกันสุขภาพคนทำงานถ้วนหน้า ให้โครงสร้างเป็นอิสระตรวจสอบได้ ผู้ประกันตนมีส่วนร่วม 6.ขอให้งดนำเข้าและยกเลิกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบแร่ใยหินและไคโซไทล์
     
    ส่วนข้อเรียกร้องติดตาม 1. ต้องกำหนดค่าจ้างแรงงานที่เป็นธรรม รวมถึงทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2554 ที่ให้คงอัตราค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท ในปี 57 และ 58 2. แก้กฎหมายเลือกตั้งทุกระดับ ให้แรงงานที่ทำงานในสถานประกอบการในพื้นที่ ตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป มีสิทธิเลือกตั้งและลงสมัครรับเลือกตั้งในพื้นที่นั้น ๆ 3. เร่งพัฒนากลไกการเข้าถึงสิทธิ การบังคับใช้ พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ อย่างจริงจัง 4. จัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงจากการลงทุน เพื่อเป็นหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิแรงงาน เมื่อมีการเลิกจ้างหรือเลิกกิจการไม่ว่ากรณีใดก็ตาม และเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง 5. สนับสนุนการจัดตั้งศูนย์เลี้ยงเด็กหรือศูนย์พัฒนาเด็ก ในเขตพื้นที่อุตสาหกรรม 6. รัฐต้องเร่งรัดให้มีการพัฒนากลไกการคุ้มครองสิทธิแรงงานและสวัสดิการสังคมของแรงงานนอกระบบ และแรงงานข้ามชาติ 7.รัฐต้องยกเว้นภาษีกรณีเงินก้อนสุดท้ายของแรงงานที่เกษียณอายุ
     
    ด้าน น.ส.วิไลวรรณ แช่เตีย รองประธาน คสรท.กล่าวถึงข้อเรียกร้องวันแรงงาน 14 ข้อ ที่เตรียมเปิดเผยต่อสาธารณชน ว่า ข้อเรียกร้องส่วนใหญ่ยังเป็นข้อเรียกร้องเดิมที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขจากรัฐบาล พร้อมมองว่าร่างกฎหมายต่างๆ ของผู้ใช้แรงงานถูกมองข้าม จนไม่นำเข้าสู่การพิจารณาของสภา โดยเฉพาะร่างกฎหมายประกันสังคม ฉบับผู้ใช้แรงงาน ทั้งนี้หากข้อเรียกร้องของผู้ใช้แรงงานไม่ได้รับการแก้ไข ก็ยังจะยื่นข้อเรียกร้องเหล่านี้ในทุกปี และเปิดเผยต่อสาธารณชนให้ได้รับทราบปัญหาของผู้ใช้แรงงานที่ไม่ได้รับการแก้ไข
     
    ทั้งนี้เครือข่ายแรงงานยังเดินหน้าล่ารายชื่อแรงงาน เพื่อเสนอกฎหมายประกันสังคม กฎหมายคุ้มครองแรงงาน และกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภาอีกครั้ง หากมีรัฐบาลใหม่ หลังที่ผ่านมาเคยมีการเสนอกฎหมายดังกล่าวเมื่อรัฐบาลที่แล้วแต่ตกไป ส่วนกฎหมาย พ.ร.บ. ส่งเสริมผู้รับงานไปทำที่บ้าน พ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวะอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ.2554 ที่มีผลบังคับใช้แล้วแต่ยังไม่มีการจัดตั้งสถาบันความปลอดภัยฯตามที่กำหนดไว้
     
    (สำนักข่าวไทย, 10-4-2557)
     
    แรงงานพม่าใน จ.ระนอง นับหมื่นร่วมเล่นสงกรานต์คึกคัก
     
    บรรยากาศการเล่นน้ำสงกรานต์ที่ จ.ระนอง วันนี้เป็นไปออย่างคึกคัก มีแรงงานต่างด้าวชาวพม่าที่ทำงานอยู่ใน จ.ระนอง กว่า 10,000 คน ออกมาร่วมเล่นน้ำสงกรานต์ โดยเฉพาะบริเวณถนนเรืองราษฏร์ในเขตเทศบาลเมืองระนอง ซึ่งเป็นโซนการเล่นสงกรานต์ รถติดยาวเหยียดกว่า 2 กม. เนื่องจากมีประชาชนทั้งในพื้นที่ จ.ระนอง นักท่องเที่ยว และแรงงานต่างด้าวมารวมตัวเล่นสาดน้ำกันเป็นจำนวนมาก
     
    นอกจากนี้ที่บ่อน้ำร้อนรักษะวาริน ซึ่งเป็นโซนการเล่นสงกรานต์ด้วยน้ำแร่ศักดิ์สิทธิ์ ก็มีประชาชนและนักท่องเที่ยว รวมทั้งแรงงานต่างด้าว เข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก
     
    (สำนักข่าวไทย, 13-4-2557)
     
     
           

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    15 เม.ย.2557 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง ด้านบริหารงานเลือกตั้ง เปิดเผยว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะหารือร่วมกับตัวแทนรัฐบาลในวันที่ 17 เมษายนนี้ เพื่อหาข้อสรุปในการกำหนดการเลือกตั้งใหม่

    นายสมชัย กล่าวว่า เมื่อ กกต.และรัฐบาลหาข้อสรุปที่ตรงกันได้แล้ว จะนำข้อสรุปที่ได้ไปหารือกับที่ประชุมพรรคการเมือง 73 พรรคในวันที่ 22 เมษายนนี้ และหาก กกต.และรัฐบาล ยังเห็นไม่ตรงกันก็จะไม่สามารถกำหนดวันเลือกตั้งได้ โดยนายสมชัยกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ กกต. ได้หารือกับผู้บัญชาการเหล่าทัพและหน่วยงานด้านความมั่นคง ซึ่งเห็นว่ายังไม่ควรจัดการเลือกตั้งในสถานการณ์บ้านเมืองยังไม่สงบ สำหรับหน้าที่ กกต.สามารถจัดการเลือกตั้งได้ภายใน 90 วัน แต่ขึ้นกับการให้ความร่วมมือของรัฐบาลต่อการทำหน้าที่ของ กกต.

    ทางด้าน นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าพรรคเพื่อไทยจะส่งคนที่มีอำนาจไปร่วมหารือแน่นอน โดยไม่มีการตั้งเงื่อนไขใดๆ เพราะพรรคเพื่อไทยเห็นว่าทางออกที่ดีที่สุดของประเทศคือการให้ประชาชนเลือกอนาคตและกำหนดความเป็นไปของบ้านเมือง โดยการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์และเที่ยงธรรม เนื่องจากการทำเช่นนี้จะคลี่คลายความขัดแย้งและทำให้ระบอบประชาธิปไตยเดินหน้าไปได้

    ในขณะที่ก่อนหน้านี้ นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงเรียกร้องให้พรรคเพื่อไทยส่งผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจอย่างแท้จริงในระดับหัวหน้าพรรคมาร่วมหารือกับ กกต. ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ก็จะเข้าร่วมประชุมด้วย โดยนายชวนนท์ยังเรียกร้องให้มีการถ่ายทอดสดในวันหารือด้วย

    “ขอเรียกร้องให้ถ่ายทอดสดในวันหารือด้วย เพื่อให้ประชาชนทราบว่าใครมีความจริงใจในการแก้ไขปัญหาประเทศ” โฆษกพรรคประชาธิปัตย์กล่าว

     

    ที่มา ไทยรัฐออนไลน์เนชั่นสำนักข่าวไทย

     

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    15 เม.ย.2557 เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) เตือนภัยใกล้ตัวช่วงสงกรานต์ จอดรถเปิดแอร์นอน ก๊าซคาร์บอนมอนอคไซด์จากไอเสียทำให้หมดสติและอาจเสียชีวิต ปีนี้คร่าชีวิตไปแล้วหลายราย

    นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงของการเดินทางกลับบ้านของประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ นอกจากอุบัติเหตุบนท้องถนน ยังมีภัยเงียบที่น่าเป็นห่วง คือ การจอดพักรถริมข้างทางแล้วเปิดแอร์เพื่อนอนหลับพักผ่อน ซึ่งในช่วงต้นปีที่ผ่านมานี้ได้มีผู้ขับขี่รถต้องเสียชีวิตจากการเปิดแอร์นอนในรถแล้วหลายราย อันตรายจากการสตาร์ทรถแล้วเปิดแอร์นอนไปด้วยนั้นถือเป็นภัยใกล้ตัวที่หลายคนมองข้าม เพราะการเปิดแอร์พร้อมสตาร์ทเครื่องยนต์ทิ้งไว้และปิดกระจกรถมิดชิดทั้งสี่ด้านนั้นจะทำให้ระบบแอร์ของรถยนต์ซึ่งจะต้องดูดอากาศจากภายนอกเข้ามาหมุนเวียนภายในรถ จะดูดเอาควันจากท่อไอเสียรถยนต์เข้ามา ซึ่งในไอเสียรถยนต์มีทั้งก๊าซคาร์บอนมอนอคไซด์และคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างการอยู่เป็นจำนวนมาก

    เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวว่า จากข้อมูลของศูนย์ข้อมูลวัตถุอันตรายและเคมีภัณฑ์ ได้กล่าวถึง อันตรายของการสูดดมก๊าซคาร์บอนมอนอคไซด์ว่า อาจจะทำให้เกิดการระคายเคือง ปวดศีรษะ เซื่องซึม เคลิบเคลิ้ม สั่นกระตุก หายใจติดขัด หมดสติไม่รู้สึกตัว หัวใจเต้นปิดปกติ เนื่องจาก มีฮีโมโกลบินน้อยกว่าปกติ และมีผลกระทบต่อระบบประสาทส่วนกลางจนอาจถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งเมื่อระบบแอร์ของรถยนต์ดูดก๊าซเหล่านี้เข้ามาเมื่อเรานอนหลับอยู่เราก็จะสูดดมก๊าซเหล่านี้เข้าไปด้วยและจะส่งผลต่อร่างกายของเราโดยทำให้เราค่อยๆ หมดสติจนอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เสียชีวิตไปในที่สุด

    นพ.อนุชามีข้อเสนอแนะสำหรับการเดินทางไกลของประชาชนในเทศกาลสงกรานต์ว่า สำหรับคนที่ต้องเดินทางไกลควรจะวางแผนการเดินทางให้ดี โดยต้องนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอและไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นอกจากนี้ควรศึกษาเส้นทางการเดินทางให้ละเอียดเพื่อย่นระยะเวลาของการเดินทางให้ไวขึ้นและเลือกใช้เส้นทางการเดินทางที่ปลอดภัย  และควรตรวจเช็คสภาพของรถให้พร้อมทั้งระบบเบรก สภาพเครื่องยนต์ใบปัดน้ำฝน หรือสัญญาณไฟต่างๆ ของรถ  และเมื่อรู้สึกง่วงก็ควรที่จะจอดรถนอนหลับพักผ่อนประมาณ 30-40 นาทีในที่ที่เหมาะสม อาทิ ป้อมตำรวจ ปั๊มน้ำมันที่มีไฟส่องสว่าง เมื่อจอดรถยนต์แล้วก็ควรดับเครื่องยนต์รถ และแง้มกระจกลงเล็กน้อยเพื่อทำให้เกิดการระบายอากาศภายในรถ และควรปรับเบาะรถให้พอดีกับการนอน และหากได้รับบาดเจ็บหรือป่วยฉุกเฉิน ให้โทรหาสายด่วน 1669  ซึ่ง สพฉ.พร้อมในการดูแลประชาชนทุกคนในช่วงเทศกาลสงกรานต์

     


     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ศาลสูงสุดของอินเดียตัดสินให้คนข้ามเพศจัดเป็นเพศทางเลือกที่แยกจากเพศหญิงและเพศชาย โดยมีสิทธิตามแบบพลเมืองอินเดีย ทำให้ชุมชนคนข้ามเพศในอินเดียชื่นชมคำตัดสินในครั้งนี้

    15 เม.ย. 2557 สำนักข่าวอัลจาซีรารายงานว่าศาลสูงสุดของอินเดียได้ยอมรับการมีอยู่ของเพศทางเลือกซึ่งไม่จัดเป็นทั้งเพศชายหรือเพศหญิง ถือเป็นความก้าวหน้าที่ได้รับการยกย่องจากชุมชนคนข้ามเพศหรือทรานส์เจนเดอร์ (Transgender)

    ผู้พิพากษา เคเอส รดากฤษนัน กล่าวในศาลสูงสุดของอินเดียเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า "การยอมรับคนข้ามเพศเป็นเพศทางเลือกที่สามไม่ใช่เรื่องในเชิงสังคมหรือเรื่องทางการแพทย์แต่ถือเป็นเรื่องสิทธิมนุษยชน"

    ศาลอินเดียสั่งให้รัฐบาลทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นยอมรับว่าคนข้ามเพศซึ่งหมายถึงคนที่แต่งกาย แสดงออก หรือผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนเป็นเพศตรงข้าม นับเป็นเพศที่สามซึ่งมีสิทธิเข้าถึงสวัสดิการเช่นเดียวกับคนกลุ่มน้อยอื่นๆ ในอินเดีย

    "คนข้ามเพศเป็นพลเมืองของประเทศนี้ พวกเขามีสิทธิได้รับการศึกษาและสิทธิด้านอื่นๆ" รดากฤษนันกล่าว

    ก่อนหน้านี้ในปี 2555 กลุ่มนักกิจกรรมในอินเดียรวมถึงนักกิจกรรมคนข้ามเพศชื่อดัง ลักษมี นารายัน ตรีปาธิ ได้เรียกร้องให้คนข้ามเพศได้รับสิทธิเท่าเทียมภายใต้กฎหมาย ตรีปาธิแสดงความชื่นชมการตัดสินในครั้งนี้โดยบอกว่ากลุ่มคนข้ามเพศถูกแบ่งแยกและเลือกปฏิบัติมานานแล้วในประเทศอินเดียซึ่งมักจะมีแนวคิดเชิงอนุรักษนิยม

    "วันนี้เป็นครั้งแรกเลยที่ฉันรู้สึกภูมิใจที่เป็นคนอินเดีย" ตรีปาธิกล่าว "ในวันนี้ตัวฉันและพี่น้องของฉันรู้สึกว่าตัวเองได้เป็นคนอินเดียอย่างแท้จริง และพวกเราก็ภูมิใจที่ได้รับสิทธิจากศาลสูงสุด"

    อย่างไรก็ตามเมื่อเดือน ธ.ค. 2556 ศาลสูงสุดของอินเดียเคยสั่งห้ามการมีเพศสัมพันธ์ของคนเพศเดียวกัน ซึ่งการตัดสินในครั้งนั้นทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการดึงประเทศถอยหลังไปสู่ยุคคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยเหตุการณ์นี้สืบเนื่องมาจากการที่ศาลสูงกรุงเดลีตัดสินให้การมีเพศสัมพันธ์ของคนเพศเดียวกันเป็นเรื่องถูกกฎหมายในปี 2552 ศาลสูงนิวเดลีอ้างว่ากฎหมายอาญาข้อที่ระบุว่า "ห้ามการร่วมประเวณีที่ขัดหลักธรรมชาติ" ถือเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน

     


    เรียบเรียงจาก

    Indian transgenders granted legal status, Aljazeera, 15-04-2014
    http://www.aljazeera.com/news/asia/2014/04/indian-transgenders-granted-legal-status-201441571021109759.html

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    จากการประกาศผลรางวัลพูลิตเซอร์ซึ่งเป็นรางวัลมอบให้กับงานข่าว สำนักข่าวเดอะการ์เดียน และวอชิงตันโพสต์ ได้รับรางวัลสาขาบริการสาธารณะจากเรื่องโครงการสอดแนม โดยเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน ผู้เปิดโปงโครงการบอกว่ารางวัลนี้เป็นการปกป้องสิทธิของสาธารณชน

    16 เม.ย. 2557 สำนักข่าวเดอะการ์เดียน และวอชิงตันโพสต์ ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ สาขาบริการสาธารณะ (Public Service) จากรายงานข่าวเกี่ยวกับโครงการสอดแนมของสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ (NSA) ซึ่งอาศัยข้อมูลจากเอกสารลับที่นำออกมาเปิดโปงโดยเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน

    ในรัฐนิวยอร์ก เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมามีการประกาศรางวัลพูลิตเซอร์ซึ่งเป็นรางวัลของมหาวิทยาลัยโคลัมเบียในสหรัฐฯ ที่มอบให้แก่คนทำงานด้านข่าว โดยผลรางวัลด้านบริการสาธารณะประจำปี 2557 ตกเป็นของสองสำนักข่าวที่รายงานเรื่องการเปิดโปงโครงการสอดแนมครั้งใหญ่มาเป็นเวลา 10 เดือนแล้ว

    คณะกรรมการพูลิตเซอร์กล่าวยกย่องว่าการเปิดเผยเรื่องราวโครงการสอดแนมของสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ ช่วยทำให้เกิดการถกเถียงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับประชาชนในเรื่องความมั่นคงและสิทธิความเป็นส่วนตัว

    ผู้รับผิดชอบการรายงานข่าวประเด็นดังกล่าวในเดอะการ์เดียน นำโดยนักข่าวชื่อเกลน กรีนวัลด์ อีเวน แมคอาสกิล และผู้สร้างภาพยนตร์ ลอว์รา พอยทราส ส่วนในวอชังตันโพสต์เป็นหน้าที่ของบาร์ตัน เกลมัน ผู้ที่ทำงานร่วมกับพอยทราสด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้ทำงานสื่อทั้ง 4 คนก็ได้รับรางวัลจอร์จ โปลค์ จากรายงานข่าวเรื่องประเด็นเรื่องโครงการสอดแนมเช่นกัน

    เรื่องราวการสอดแนมที่เคยถูกนำเสนอยกตัวอย่างเช่น โครงการ 'ปริซึม' ที่หน่วยงานความมั่นคงสหรัฐ และอังกฤษพยายามเจาะ 'ประตูหลัง' เพื่อเข้าถึงระบบข้อมูลของบรรษัทยักษ์ใหญ่เช่นกูเกิลและเฟซบุ๊ก โครงการเหวี่ยงแหเก็บข้อมูลการใช้โทรศัพท์ของชาวอเมริกันทีละเป็นจำนวนมากรวมถึงพลเมืองที่ไม่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยใดๆ และการสอดแนมการใช้โทรศัพท์ของผู้นำโลก 35 คน

    อลัน รุสบริดเจอร์ หัวหน้าบรรณาธิการเดอะการ์เดียน กล่าวถึงรางวัลว่าไม่เพียงแค่สำนักข่าวเท่านั้นที่ควรได้รับเกียรติในครั้งนี้ แต่ควรยกย่องเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน ผู้ที่เอาตัวเองเข้าเสี่ยงเพื่อช่วยเหลือสาธารณชนด้วย

    ด้านเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน ออกแถลงการณ์กล่าวถึงการตัดสินใจให้รางวัลของคณะกรรมการพูลิตเซอร์ว่า เขายินดีที่ทางคณะกรรมการรับรู้ถึงความพยายามของผู้ที่มีส่วนร่วมในการรายงานข่าวประเด็นนี้

    "การตัดสินรางวัลในวันนี้เหมือนเป็นการปกป้องสิทธิของทุกคนที่เชื่อว่าสาธารณชนมีบทบาทต่อรัฐบาล พวกเราต้องชื่นชมความกล้าหาญของนักข่าวและเพื่อนร่วมงานที่ทำงานภายใต้การถูกข่มขู่ รวมถึงการสั่งให้ทำลายวัตถุดิบข่าว การใช้กฎหมายการก่อการร้ายอย่างไม่เหมาะสม และวิธีการอื่นๆ ที่นำมาใช้เพื่อพยายามกดดันพวกเขาให้หยุดรายงานในสิ่งที่ตอนนี้ทั่วโลกมองว่าเป็นเรื่องสำคัญสำหรับสาธารณชน" เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดนกล่าวในแถลงการณ์

    "การตัดสินในครั้งนี้ย้ำเตือนเราว่าสิ่งที่จิตสำนึกของคนๆ เดียวไม่อาจเปลี่ยนแปลง แต่สื่อเสรีสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ความพยายามของผมจะไร้ความหมายถ้าปราศจากความใส่ใจ ความจริงจัง และความสามารถของหนังสือพิมพ์เหล่านี้ แล้วผมก็ขอแสดงความขอบคุณและความนับถือพวกเขาจากการบริการสังคมที่พิเศษ งานของพวกเขาทำให้เรามีอนาคตที่ดีขึ้น และมีประชาธิปไตยที่เชื่อถือได้" สโนว์เดนกล่าวในแถลงการณ์

     


    เรียบเรียงจาก

    Guardian and Washington Post win Pulitzer prize for NSA revelations, The Guardian, 14-04-2014
    http://www.theguardian.com/media/2014/apr/14/guardian-washington-post-pulitzer-nsa-revelations

    Edward Snowden on Pulitzer winners: 'Their work has given us a better future', The Guardian, 14-04-2014
    http://www.theguardian.com/world/2014/apr/14/edward-snowden-pulitzer-statement-prize-guardian-washington-post

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai