Are you the publisher? Claim or contact us about this channel


Embed this content in your HTML

Search

Report adult content:

click to rate:

Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


    0 0

     

    ไม่มีใครมีสิทธิตัดสินใคร
    เรายิ่งไม่มีอำนาจชี้ขาดชั่ว
    ไม่ดีพอจะตั้งดีชี้บอกตัว
    มีแต่หัวคอยครุ่นคิดพินิจนึก

    รู้ว่าผลของการกระทำนั้นมีแน่
    เพียงแต่จะช้าเร็วจึงตกผลึก
    ไม่ตั้งป้อมประจัญกันพันลึก
    ไม่เอาน้ำลายทำน้ำหมึกพิพากษ์คน

    เชื่อในความเป็นมนุษย์เสมอมา
    เห็นแววตาก็เห็นใจ และเลือดข้น
    แม้จะร้ายเลวชาติใช่อาจดล
    ดาลผลมรณกรรมโดยผู้ใด

    โลกสงบสันติสุขด้วยเมตตา?
    มิอาจอยู่ด้วยการฆ่าใช่หรือไม่?
    เราไม่มีหน้าที่ตัดสินใคร
    ทวนให้แน่ทุกแง่นัยแจ่มใจเธอ!

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    เคท อัลเลน ผอ. แอมเนสตี้ สหราชอาณาจักรแถลงว่า เทเรซา เมย์ นายกฯ อังกฤษ ต้องไม่เกรงใจและวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา เมื่อประณามสถานการณ์ที่เลวร้ายด้านสิทธิมนุษยชนในไทย อัดเรื่องการคุกคามฝ่ายตรงข้าม กำหนดข้อห้ามทางการเมืองและรื้อฟื้นโทษประหาร

    “ช่วงสี่ปีหลังรัฐประหาร รัฐบาลทหารไทยได้ออกมาตรการควบคุมอย่างเข้มงวดมากขึ้นในประเทศ รวมทั้งการออกกฎหมายเพื่อขัดขวางผู้วิพากษ์วิจารณ์ และขู่ให้ประชาชนหวาดกลัวจนต้องยอมจำนน และในสัปดาห์นี้เอง ประเทศไทยมีการประหารชีวิตเป็นครั้งแรกในรอบเกือบทศวรรษ ถือเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความถดถอยด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศ การประชุมระดับสูงเช่นนี้ ไม่ควรเป็นเพียงการเจรจาค้าขายด้วยการเซ็นเช็คและทำใบสั่งซื้อ หรือเพียงเพื่อหาความตกลงทางการค้ามาชดเชยผลกระทบด้านธุรกิจภายหลังการออกจากสหภาพยุโรปของอังกฤษ อังกฤษต้องไม่ยอมแลกเปลี่ยนความสามารถในการวิพากษ์วิจารณ์ต่อการปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเลวร้าย กับผลประโยชน์ใดๆ”

    ก่อนหน้านี้รัฐบาลสหราชอาณาจักรเน้นย้ำถึงความประสงค์ในการเจรจาทางการค้ากับประเทศไทย

    แอมเนสตี้ย้ำว่า เทเรซา เมย์ อย่าพูดแสดงข้อกังวลด้านสิทธิมนุษยชนเท่านั้น แต่ควรลงรายละเอียดที่ชัดเจนต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ของไทย  ทั้งนี้เพื่อใช้เป็นหลักฐานกดดันให้เขาต้องรับผิดชอบต่อพันธกิจที่แสดงไว้ให้ได้

    ในแถลงการณ์ขององค์กรแอมเนสตี้ยังได้ลงรายละเอียดประเด็นปัญหาสิทธิมนุษยชนในไทย 3 ข้อ คือ

    สิทธิมนุษยชนถูกคุกคาม

    นักกิจกรรม ผู้สื่อข่าว นักการเมือง นักกฎหมายสิทธิมนุษยชน และนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ต่างถูกจับกุม ควบคุมตัวและดำเนินคดีอย่างสม่ำเสมอ สืบเนื่องจากการแสดงความเห็นเกี่ยวกับรัฐบาลและราชวงศ์อย่างสงบ ประเทศไทยมีกฎหมาย “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ที่เข้มงวด ซึ่งเอาผิดกับความเห็นใดๆ ที่ถูกมองว่าเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ราชวงศ์ กฎหมายเหล่านี้ได้ถูกใช้เพื่อดำเนินคดีและคุมขังผู้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล

    ทางการไทยยังคงใช้มาตรการควบคุมจำกัดจนเกินกว่าเหตุต่อเสรีภาพในการแสดงออก การชุมนุมอย่างสงบ และการสมาคม นอกจากนั้น ยังเพิ่มบทบาทของทหารในการบริหารงานยุติธรรม ซึ่งเห็นได้จากการให้อำนาจเจ้าพนักงานทหารในการจับกุมและควบคุมตัว และการดำเนินคดีพลเรือนในศาลทหาร ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อสิทธิที่จะมีอิสรภาพและความมั่นคงของบุคคลและสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม

    ข้อห้ามทางการเมือง

    ทางการไทยปฏิเสธที่จะยกเลิกคำสั่งห้ามจัดกิจกรรมทางการเมือง ก่อนการเลือกตั้งที่คาดว่าจะมีขึ้นในปี 22562 หลังจากรัฐประหาร มีการควบคุมตัวบุคคลหลายร้อยคนเพื่อให้เข้ารับ “การปรับทัศนคติ” ซึ่งเป็นการลงโทษเชิงบังคับรูปแบบหนึ่ง โดยมีเป้าหมายเป็นผู้ที่ถูกมองว่าวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล และพวกเขายังต้องยอมรับเงื่อนไขที่เข้มงวดเพื่อแลกกับการปล่อยตัวออกมา

    นับแต่เข้าสู่อำนาจ รัฐบาลทหารได้ปราบปรามเสรีภาพในการแสดงออกอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งการใช้กฎหมายที่ควบคุมจำกัด การออกกฎหมายและคำสั่งใหม่ ๆ ที่จำกัดการใช้สิทธิอย่างเข้มงวด

    การรื้อฟื้นโทษประหารชีวิต

    วันจันทร์ที่ผ่านมา ทางการไทยได้ประหารชีวิตชายวัย 26 ปีที่ถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยทารุณ นับเป็นการประหารชีวิตครั้งแรกตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2552 จากตัวเลขของกระทรวงยุติธรรมเมื่อเดือนมีนาคม 2561 ระบุว่า ไทยมีนักโทษประหารอยู่จำนวน 510 คน เป็นผู้หญิง 94 คน ในจำนวนนี้ 193 คนเป็นนักโทษเด็ดขาดที่ผ่านกระบวนการอุทธรณ์คดีหมดสิ้นแล้ว เชื่อว่ากว่าครึ่งหนึ่งของนักโทษเหล่านี้ต้องโทษประหารในคดียาเสพติด

     

    PRESS RELEASE

    FOR IMMEDIATE RELEASE: TUESDAY 19 JUNE 2018 

    THERESA MAY ‘MUSTN’T MINCE WORDS’ OVER THAILAND’S HUMAN RIGHTS RECORD DURING PM VISIT THIS WEEK

     

    ‘In the four years since the coup, the Thai military have tightened their stranglehold on the country, issuing new laws to gag critics and scare people into submission’ – Kate Allen

     

    Ahead of tomorrow’s visit (Wednesday 20 June) from the Prime Minister of Thailand, Prayut Chan-O-Cha, Amnesty International has called on Theresa May to convey her deep concern at the deteriorating human rights situation in the country.

     

    Amnesty has repeatedly condemned the imposition of a restrictive human rights environment in Thailand since the 2014 coup, which brought to power the National Council for Peace and Order under Prime Minister and military General Prayut Chan-O- Cha.

     

    Amnesty said the meeting is an opportunity to raise significant human rights concerns about the country, in particular those relating to freedom of expression and peaceful assembly, which has involved the detention and prosecution of hundreds of individuals. Amnesty also called on Mrs May to condemn the first execution in Thailand since 2009, which was carried out on Monday.

     

    Amnesty International UK Director Kate Allen said:

             

    “Theresa May mustn’t mince her words when she condemns the woeful state of human rights in Thailand. She must convey tghat this requires the Thai government’s urgent action, regardless of their plans for elections. 

    “Just this week Thailand used the death penalty for the first time in nearly a decade, a grim sign of the country’s human rights decline.

     

    “In the four years since the coup, the Thai military have tightened their stranglehold on the country, MISUSING THE criminal justice system to gag critics and scare people into submission.

     

    “These sorts of high-level meetings shouldn’t just be about getting out the cheque books and order forms. In the scramble to secure business deals, Britain mustn’t trade away its ability to speak out about appalling human rights violations.”

     

    The UK Government has previously highlighted its pursuit of trade deals with Thailand.

     

    Amnesty said that Theresa May should go beyond merely saying she had raised human rights concerns and give details of the specifics of the discussion, including the response of Prime Minister Prayut Chan-O-Cha so that he can be held to any commitments made.

     

    Human rights under attack

    Activists, journalists, politicians, human rights lawyers and human rights defenders are routinely arrested, detained and prosecuted for peacefully expressing opinions about the government and monarchy.  Strict “lèse-majesté” laws that criminalise comment deemed critical of the royal family and have also been used to prosecute and imprison government critics.

     

    The Thai authorities continue to impose excessive restrictions on freedom of expression, peaceful assembly and association. In addition, the expanded role of the military in the administration of justice as evidenced by arrests and detention by military personnel and the trial of civilians in military courts – has been detrimental to the right to liberty and security of the person and the right to a fair trial.

     

    Political ban

    The Thai authorities are refusing to lift the ban on political activities ahead of elections scheduled for 2019. Hundreds of individuals detained after the coup for ‘attitude adjustment’ - a form of coercive punishment targeting perceived critics of the government, are bound by restrictive conditions of release.

    . Since coming to power the ruling junta has routinely repressed freedom of expression, including by USING existing repressive legislation and introducing new laws and orders heavily restricting the exercise of rights.

     

    Resumption of death penalty

    On Monday Thailand executed a 26-year-old man convicted of aggravated murder, in the country’s first execution since August 2009. [not important here – my opinion] Figures provided by the Ministry of Justice in March 2018 state that 510 people, including 94 women, were on death row of whom 193 had exhausted all final appeals. More than half are believed to have been sentenced for drug-related offences.

    For more information and interviews, contact the press office

    ENDS 

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    เหล่าสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ รวมถึงเมลาเนีย ทรัมป์ ภริยาของประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ต่อต้านรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ กรณีพรากเด็กจากผู้ปกครองด้วยนโยบายกีดกันผู้อพยพโดยอ้างเรื่องการเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย  นักวิชาการระบุ พูดเสียงเดียวกันแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ

    20 มิ.ย. 2561 สื่อ NPR รายงานว่าสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งในสหรัฐฯ หลายคนประสานเสียงพร้อมกันในเรื่องนโยบายกีดกันผู้อพยพที่พรากลูกจากผู้ปกครอง โดยไม่เกี่ยงว่าจะมาจากฝ่ายพรรครีพับลิกันหรือพรรคเดโมแครต รวมถึงเมลาเนีย ทรัมป์ ภริยาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เองก็ออกมาเรียกร้องในประเด็นการพรากลูกด้วย

    สเตฟานี กริสแฮม โฆษกของเมลาเนียแถลงว่าสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งผู้นี้ไม่ชอบที่จะเห็นเด็กถูกแยกจากครอบครัวของพวกเขา และเรียกร้องให้สหรัฐฯ ปกครองประเทศด้วยหัวใจ นอกจากนี้ยังแสดงความคาดหวังให้มีการปฏิรูปประเด็นผู้อพยพเข้าเมืองโดยอาศัยความร่วมมือจากทั้งสองฝ่าย ก่อนหน้านี้เมลาเนีย ทรัมป์ เคยมีการริเริ่มนโยบายที่ชื่อ "บีเบสต์" ซึ่งเน้นเรื่องความเป็นอยู่ที่ดีของเด็ก

    นอกจากเมลาเนียแล้ว อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งจากพรรครีพับลิกัน ลอรา บุช ก็เคยแสดงความคิดเห็นในสื่อวอชิงตันโพสต์และในทวิตเตอร์ระบุว่ าการพรากเด็กจากพ่อแม่ของพวกเขานั้นเป็นเรื่องโหดร้ายและไร้ศีลธรรม

    ทางด้านอดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งจากเดโมแครตก็กล่าววิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลทรัมป์อย่างรวดเร็วและทรงพลังยิ่งกว่าเหล่าสามีของพวกเธอ โดยที่มิเชลล์ โอบามา ภริยาของอดีตประธานาธิบดี บารัก โอบามา รีทวิตข้อความของเบตต์พร้อมระบุว่า "บางครั้ง ความจริงก็ก้าวข้ามพรรคการเมือง"

    ฮิลลารี คลินตัน อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งและผู้สมัครลงเลือกตั้งประธานาธิบดีตัวแทนพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งปี 2559 เป็นหนึ่งในคนที่ต่อต้านนโยบายผู้อพยพแบบของทรัมป์เสมอมา เธอระบุวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นนี้หลายครั้งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ รวมถึงส่งเสริมให้ผู้สนับสนุนเธอบริจาคให้กับองค์กรด้านสิทธิผู้อพยพ

    จากการวิพากษ์วิจารณ์ของพวกเธอทำให้สามีของพวกเธอออกมาวิพากษ์วิจารณ์นโยบายนี้ตาม เช่น อดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน ทวีตว่า "เด็กเหล่านี้ไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือต่อรอง" ในการถกเถียงเรื่องผู้อพยพ ขณะที่บารัก โอบามารีทวีตข้อความของมิเชลล์

    โรซาลินน์ คาร์เตอร์ ภริยาของอดีตประธานาธิบดี จิมมี คาร์เตอร์ก็ร่วมพูดถึงเรื่องนี้ในวันจันทร์ที่ผ่านมา (19 มิ.ย. 2561) ระบุว่านโยบายกีดกันผู้อพยพของรัฐบาลทรัมป์ "ช่างอัปยศและน่าละอายสำหรับประเทศพวกเรา"

    มีคนตั้งข้อสังเกตว่านานๆ ครั้งถึงจะเห็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งออกมาพูดในเรื่องใดเรื่องหนึ่งพร้อมๆ กัน ไปในทิศทางเดียวกัน ผู้ตั้งข้อสังเกตคือ ปีเตอร์ สเลวิน ศาตราจารย์ด้านวารสารศาสตร์และผู้เขียนหนังสือชีวประวัติของมิเชลล์ โอบามา ให้สัมภาษณ์ต่อ NPR ว่าสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเหล่านี้มักจะใช้ความเสียงดังของตัวเองในการพูดเรื่องต่างกันออกไป หรือบางคนไม่ได้ใช้มันเลย มันจึงเป็นเรื่องพิเศษมากที่พวกเขาร่วมกันกล่าวโจมตีนโยบายของทรัมป์ สเลวินตั้งข้อสังเกตอีกว่าเมื่อเมลาเนียออกมาเรียกร้องให้เหล่าผู้นำภายใต้รัฐบาลของสามีตัวเองปกครองประเทศ "ด้วยหัวใจ" มากขึ้นมันก็แสดงให้เห็นว่าเมลาเนียมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งคนอื่นๆ มากกว่า

    แต่ก็มีคำถามว่าการเรียกร้องจากพวกเธอจะได้ผลหรือไม่ จานน์ เอบรามส์ นักประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ บอกว่า สุภาพสตรีเหล่านี้มักจะมีบทบาทเป็นผู้มีอิทธิพลทางความคิดต่อสามีของพวกเธอและมักจะก้าวล้ำกว่าสามีของพวกเธอหนึ่งก้าวในประเด็นทางสังคม เช่น กรณีของอบีเกล อดัมส์ เคยเขียนจดหมายถึงสามีเธอ ประธานาธิบดีจอห์น อดัม ในเรื่องการเรียกร้องสิทธิสตรี และกรณีของ เอเลเนอร์ รูสเวลต์ ภริยาของธีโอดอร์ รูสเวลต์ ก็เคยเป็นผู้รณรงค์เรื่องสิทธิพลเมืองจนทำให้สามีของเธอรับประเด็นสิทธิพลเมืองเอาไว้ด้วย

    ขณะเดียวกัน เอบรามส์ก็เตือนว่าขณะที่สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งคนอื่นๆ อาจจะค่อยๆ เปลี่ยนใจสามีของพวกเธอได้อย่างช้าๆ แต่กรณีของโดนัลด์ ทรัมป์ นั้นดูมีความดื้อด้านมากกว่าอดีตประธานาธิบดีคนอื่น

    เรียบเรียงจาก

    First Ladies Unite Against Separating Children At Border, NPR, Jun. 19, 2018

    ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    ใช้เวลาพิจารณานาน 5 เดือน กรมวิชาการเกษตรไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลต่อทะเบียนสารพิษ 3 ชนิด ขายได้อีก 6 ปี ภาคีเครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง เดินหน้าอุทธรณ์ ชี้ข้อมูลที่เกี่ยวพันกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อมต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ

    วันนี้ (20 มิถุนายน 2561) จากการที่เมื่อเดือน พฤศจิกายน 3560 กรมวิชาการเกษตร ได้อนุญาตให้มีการต่อทะเบียนสารเคมีกำจัดศัตรูพืช 3 ชนิด คือ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ทั้งที่ขัดกับมติคณะกรรมการขับเคลื่อน ปัญหาการใช้สารเคมีที่มีความเสี่ยงสูงกระทรวงสาธารณสุข

    นางสาวปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงานภาคีเครือข่ายฯ เปิดเผยว่า ทางภาคีเครือข่ายฯ ได้ใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญและพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารตามทางราชการ พ.ศ 2540 ขอให้ทางกรมวิชาการเกษตรเปิดเผยข้อมูลเอกสารเกี่ยวกับการต่ออายุใบสำคัญ บัญชีรายการสารเคมีที่ต่อทะเบียน คำจอต่อทะเบียน และรายงานการประชุมที่เกี่ยวข้องแต่กรมวิชาการเกษตรได้ใช้เวลาถึง 5 เดือนเต็มที่จะตอบและยังปฏิเสธในการให้ข้อมูลดังกล่าว โดยอ้างว่าต้องขออนุญาตกับผู้ขอต่อทะเบียนเฉพาะราย และบัญชีรายชื่อสารเคมีที่ได้รับการต่อทะเบียนนั้นไม่ควรเปิดเผยโดยเห็นว่าอาจส่งผลกระทบในวงกว้าง ทางภาคีเครือข่ายฯจึงต้องใช้สิทธิอุทธรณ์ ต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารทางราชการ เพราะข้ออ้างของกรมวิชาการเกษตรนั้นขัดกฎหมายหลายฉบับ

    "การที่กรมวิชาการเกษตรมีคำสั่งไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารโดยไม่ได้ชี้แจงแสดงเหตุผลของคำสั่งหรือการใช้ดุลพินิจให้ทราบโดยชัดแจ้ง มีเพียงการกล่าวถึงข้อกฎหมายที่อ้างอิง จึงขัดต่อมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539

    เอกสารบัญชีรายการต่ออายุใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายเป็นข้อมูลข่าวสารของราชการเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ตามประกาศคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ เรื่อง การกำหนดให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพเป็นข้อมูลข่าวสารที่ต้องจัดไว้ให้ ประชาชนเข้าตรวจดูได้ตามมาตรา 9(8) แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ซึ่งข้อมูลข่าวสารดังกล่าวมิได้กระทบถึงประโยชน์หรือส่วนได้เสียของผู้ใดเป็นการเฉพาะราย แต่ข้อมูลหรือเอกสารดังกล่าว กระทบถึงส่วนได้เสียสำคัญของประชาชนอันอาจได้รับผลกระทบทางสุขภาพ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นจากการอนุญาตให้ใช้วัตถุอันตรายดังกล่าว

    ทางภาคีเครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง ขอข้อมูลข่าวสารที่เป็นเอกสารประกอบคำขอต่ออายุใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทั้งหมดที่มีผู้ยื่นต่อกรมวิชาการเกษตร ไม่ได้ขอข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลที่เป็นความลับทางการค้าตามที่มีกฎหมายห้ามเปิดเผยแต่อย่างใด และไม่เป็นข้อมูลที่หากเปิดเผยจะกระทบต่อประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสียอันจะต้องสอบถามความยินยอมจากผู้มีส่วนได้เสียนั้นก่อน  ตรงกันข้ามกลับเป็นข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะและสวัสดิภาพความปลอดภัยของประชาชน เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐสามารถใช้ดุลพินิจที่จะมีคำสั่งให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารนั้นได้โดยคำนึงถึงการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของหน่วยงานของรัฐ ประโยชน์สาธารณะ และประโยชน์ของเอกชนที่เกี่ยวข้องประกอบกันตามหลักเกณฑ์มาตรา 15 วรรคหนึ่ง ของพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540

    ดังนั้น การที่กรมวิชาการเกษตรมิได้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามคำขอโดยกล่าวอ้างว่าต้องขอความยินยอมจากผู้ยื่นคำขอต่ออายุทะเบียนเป็นรายกรณีเสียก่อนจึงจะเปิดเผยข้อมูลได้นั้น จึงเป็นการใช้ดุลพินิจออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและขัดต่อเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 ด้วย

    ทางภาคีเครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง จึงตัดสินใจอุทธรณ์และขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการต่ออายุใบสำคัญการขึ้นทะเบียนของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตามคำขอทั้งหมด เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนและสร้างบรรทัดฐานที่ดีเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลของราชการโดยมิให้ล่าช้า อันมีลักษณะขัดขวางการเข้าถึงข้อมูลในการใช้สิทธิตามกฎหมายและเพื่อให้หน่วยงานรัฐยึดถือปฏิบัติต่อไป"

    หลังการต่อทะเบียนของกรมวิชาการเกษตรให้กับสารเคมีที่มีอันตรายร้ายแรงเหล่านี้ พบว่า มีการนำเข้าอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะ พาราควอต ปี 2560 นำเข้ามากถึง 44.5 ล้านกิโลกรัมเป็นการนำเข้ามากถึง 2 เท่าเมื่อเปรียบเทียบกับ 2557 และมากกว่าการนำเข้าในปี 2559 มากกว่า 41% ในขณะที่มีการนำเข้าคลอร์ไพรีฟอสเพิ่มขึ้นกว่า 60% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2559

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    ศรีสุวรรณ จรรยา คราวนี้มาในนาม เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เรียกร้องให้ ประยุทธ์นำสับปะรดและสินค้าเกษตรไปบาร์เตอร์เทรดซื้ออาวุธและดาวเทียมแทนที่จะใช้เงินซื้อในทริปไปเยือนอังกฤษ-ฝรั่งเศษ เพื่อแก้ปัญหาราคาผลผลิตไปด้วย

    แถลงการณ์สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย

    เรื่อง ขอเรียกร้องให้นายกฯนำสับปะรดและสินค้าเกษตรไปบาร์เตอร์เทรดซื้ออาวุธและดาวเทียมในคราวไปอังกฤษ-ฝรั่งเศษ

    ..............................................

    ตามที่ปรากฏเป็นการทั่วไป ราคาสับปะรดตกต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี ราคาหน้าสวนเหลือเพียงกิโลกรัมละ 1-2 บาทเท่านั้น ทำให้เกษตรกรบางจังหวัดต้องนำมากองแจกจ่ายให้กับผู้บริโภคเพื่อประชดการขาดความเหลียวแลของรัฐบาลนั้น

    ปรากฎการณ์ดังกล่าวเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงผลงานของรัฐบาลยุค คสช. ที่เด่นชัดยิ่ง ไม่เฉพาะสับปะรดเท่านั้นที่ราคาตกต่ำแต่พืชผลทางการเกษตรหลายชนิดก็ราคาตกต่ำไม่ต่างกัน เช่น ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว ข้าวโพด มะนาว ฯลฯ แม้นายกรัฐมนตรีจะยืนยันกับเกษตรกรในยามลงพื้นที่พบปะชาวบ้านว่าประเทศไทยเป็น “ครัวของโลก” แต่ก็เป็นเพียงลมปากของนักการเมืองที่ไร้ความสามารถและไร้ความรับผิดชอบเป็นอย่างยิ่ง

    รัฐบาลมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดการปัญหานี้มากมาย และสามารถล่วงรู้ปริมาณและสถานการณ์ของผลผลิตทางการเกษตรต่าง ๆ ล่วงหน้าแล้วก็ตาม เช่น สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ แต่ทว่ากลับไม่สามารถจัดการปัญหาผลผลิตล้นตลาด ราคาผลผลิตทางการเกษตรต่าง ๆ ตกต่ำได้ แม้จะกล่าวอ้างว่าเป็นยุคไทยแลนด์ 4.0 แต่ก็เป็นเพียงม๊อตโต้ของหน่วยงานราชการที่จะใช้เป็นข้ออ้างในการจัดซื้อจัดหาอุปกรณ์ทางเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้งานในหน่วยงานตน แต่งานที่จะเข้าไปจัดการแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรยังเป็นเพียงเช้าชามเย็นชาม ในยุคไทยแลนด์ 1.0 เท่านั้น

    ปัญหาสับปะรดและสินค้าเกษตรต่าง ๆ ตกต่ำเป็นความทุกข์ระทมของเกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งควรที่นายกฯควรที่จะสั่งการให้หน่วยงานราชการต่าง ๆ เข้าไปช่วยดูแลแก้ไขให้เป็นการเร่งด่วน แต่ทว่านายกฯกลับโบ๊ยปัญหาและหนีไปอังกฤษและฝรั่งเศษเพื่อเซ็นต์สัญญาซื้อดาวเทียมธีออส 2 หรืออาจจะพ่วงด้วยการซื้อหาอาวุธยุทโธปกรณ์ด้วย โดยไม่สนใจเลยว่าปัญหาของเกษตรกรจะล้มหายตายจากไปอย่างไรก็ช่าง หรือนายกฯอยากจะซื้อดาวเทียมหรือซื้ออาวุธในคราวนี้ ก็ควรนำผลผลิตทางการเกษตรไปเจรจาซื้อขายแบบบาร์เตอร์เทรด (G to G) แทนมากกว่าที่จะหอบเอาเงินของชาติไปซื้อเขาเป็นอย่างเดียว จนมีหนี้สาธารณะสะสมมากว่า 5.18 ล้านล้านบาทในขณะนี้

    นอกจากนั้น พรรคการเมืองทั้งหน้าใหม่และหน้าเก่า ที่ชูคอสลอนว่าสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งครั้งหน้านี้ ควรที่จะออกมาแสดงความสามารถในการแก้ไขปัญหาสับปะรดและผลผลิตทางการเกษตรต่าง ๆ ตำต่ำว่าจะช่วยเกษตรกรได้อย่างไรด้วย ไม่ใช่จะแสดงความสามารถเพียงแค่เก่งในทางเชลียร์ หรือเก่งแต่การดูด แต่เพียงอย่างเดียว

    แถลงมา ณ วันที่ 20 มิถุนายน 2561

    นายศรีสุวรรณ  จรรยา

    เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย

     

    ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร เสียชีวิตแล้วด้วยวัย 88 ปี โดยในโลกวรรณกรรมเขาเป็นผู้ให้กำเนิด "บราโว่" องค์กรลับกำจัดเหล่าร้าย และตัวละครอย่าง "ธนุส นิราลัย" ใน "สารวัตรเถื่อน" "แม่ลาวเลือด" "หักลิ้นช้าง" ฯลฯ จนถูกนำไปสร้างเป็นละครและภาพยนตร์หลายฉบับ รวมทั้งละครช่อง 7 "สารวัตรใหญ่" ฉบับรีบตัดจบในปี 2537 โดยบทบาทในช่วงท้ายของชีวิตนอกจากต่อต้าน "ทักษิณ" แล้ว ยังเป็นประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน และยังมีส่วนแข็งขันในการคัดค้านนิติราษฎร์ ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และเนติวิทย์

    ที่มาของแหล่งภาพประกอบ: ACT/สำนักพิมพ์มติชน/ชีวิตดารา/ภาพยนตร์แม่ลาวเลือด และช่อง 7

    21 มิ.ย. 2561 ในรายงานของมติชนออไลน์วานนี้ (20 มิ.ย.) พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร ที่ปรึกษาบริษัท มติชน(มหาชน) จำกัด อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และประธานมูลนิธิองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้ถึงแก่อนิจกรรมแล้วเมื่อเวลาของ 22.30 น. ของวันที่ 20 มิ.ย. หลังเข้ารับการรักษาอาการป่วยด้วยโรคมะเร็ง ที่โรงพยาบาลตำรวจ รวมอายุ 88 ปี

    สำหรับ พล.ต.อ.วสิษฐ เกิดเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2472 ที่ อ.เมือง จ.อุดรธานี บิดามารดามีอาชีพเป็นครู จบการศึกษาชั้นมัธยมจาก "โรงเรียนขอนแก่นวิทยายน" เมื่อ พ.ศ. 2487 สำเร็จการศึกษาชั้นเตรียมอุดมศึกษาจากจากโรงเรียนอำนวยศิลป์พระนคร รุ่นลมหวล ศึกษาต่อที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยถือเป็นสิงห์ดำรุ่น 1 และได้เกียรตินิยมอันดับ 2 ต่อมาได้เข้าศึกษารัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารการตำรวจ จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เคยเข้ารับการอบรมหลักสูตรการสืบสวนจากสหรัฐอเมริกา จบหลักสูตรวิชาการป้องกันประเทศ จากวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.รุ่นที่ 23)

    ชีวิตครอบครัว สมรสกับ คุณหญิงทัศนา (บุนนาค) เดชกุญชร เมื่อ พ.ศ. 2500 (ปัจจุบันมีสถานะหย่า) มีบุตร 2 คน คือ ว่าที่ ร.ต. ดร. สุทรรศน์ เดชกุญชร และ ร.ต.ต.หญิงปรีณาภา เดชกุญชร

    พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร กล่าวเปิดงาน "ตำรวจไทยมีไว้ทำอะไร" เมื่อ 26 มกราคม 2560 (ที่มา: องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย))

    สำหรับประวัติการทำงาน พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร รับราชการในตำแหน่งอาจารย์ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่ พ.ศ. 2495 ต่อมาได้ลาออกไปสมัครเข้ารับราชการในกรมประมวลราชการแผ่นดิน (ต่อมาคือกรมประมวลข่าวกลาง) แล้วโอนไปรับราชการที่กองตำรวจสันติบาล กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน และย้ายไปเป็นนายตำรวจราชสำนักประจำในปี พ.ศ. 2513 เคยได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในปี พ.ศ. 2516 เป็นสมาชิกวุฒิสภา ในปี พ.ศ. 2532 และในปี พ.ศ. 2539 - 2543 และเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นระยะเวลาสั้นๆ ตั้งแต่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2533 ถึง 9 ธันวาคม พ.ศ. 2533 ตำแหน่งสุดท้ายในกรมตำรวจก่อนลาออกไปเป็นรัฐมนตรีเป็นรองอธิบดีกรมตำรวจ ฝ่ายกิจการพิเศษ

     

    พล.ต.อ.วสิษฐกับเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

    อนึ่งในช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ในเวลานั้น พล.ต.อ.วสิษฐ ซึ่งมียศพันตำรวจเอก เป็นนายตำรวจราชสำนักประจำ มีบทบาทในการดูแลความสงบบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน อันเป็นสถานที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ รวมถึงบริเวณพระราชวังดุสิตด้วย โดยเป็นผู้ติดต่อและเจรจากับทางฝ่ายผู้ชุมนุมและเป็นผู้อัญเชิญพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาอ่านให้แก่ผู้ชุมนุมฟัง ในเวลา 05.30 น. ของวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ก่อนจะสลายตัวไป อย่างไรก็ตามเกิดเหตุปะทะที่ลุกลามกลายเป็นเหตุการณ์ 14 ตุลาคม โดยจอมพลถนอม กิตติขจร ลาออกจากนายกรัฐมนตรีและเดินทางออกนอกประเทศ

    โดยในการจัดกิจกรรมรำลึกครบรอบ 44 ปี เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 พล.ต.อ.วสิษฐ ได้แสดงปาฐกถา 14 ตุลา ประจำปี 2560 หัวข้อ "ในหลวงรัชกาลที่ 9 กับ 14 ตุลา" ด้วย (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)

     

    นักประพันธ์อาชญนิยาย
    ผู้ให้กำเนิด "บราโว่" และ "สารวัตรเถื่อน"

    โปสเตอร์ละคร "สารวัตรเถื่อน" สร้างจากบทประพันธ์ของ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร เวอร์ชันออกอากาศปี 2560 ทางช่อง 7

    ส่วนหนึ่งของ "อาชญนิยาย" ผลงานของวสิษฐ เดชกุญชร ที่มีผู้นำมาประกาศขายในเว็บขายของออนไลน์แห่งหนึ่ง

    นอกจากนี้ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร ยังมีชื่อเสียงจากการเขียนนวนิยายจากประสบการณ์ในราชการตำรวจ มีตัวเอกเป็นตำรวจ โดยในงานเขียนเขาใช้ทั้งจริง และนามปากกา "'โก้ บางกอก" นิยายหลายเรื่องมีผู้นำไปสร้างภาพยนตร์ และละครโทรทัศน์หลายครั้ง ที่สำคัญคือนวนิยายชุดแนวอาชญนิยายที่เขาเขียนถึง "บราโว่" องค์กรลับต่อต้านการก่อการร้าย โดยมีตัวละครหลักที่ชื่อ "ธนุส นิราลัย" กับ "ลำเพา สายสัทกุล" เริ่มตั้งแต่สารวัตรเถื่อน, แม่ลาวเลือด, หักลิ้นช้าง, อวสานสายลับ, บ่วงบาศ, ประกาศิตอสูร

    นอกจากนี้ยังมีเรื่อง ดงเย็น, จันทน์หอม, ลว.สุดท้าย, สารวัตรใหญ่, สันติบาล, เลือดเข้าตา, เบี้ยล่าง, พรมแดน และหนังสือรวมเรื่องสั้น "สัพเพเหระคดี" เล่ม 1 และ 2 นอกจากนี้ยังเป็นคอลัมนิสต์ และมีงานเขียนสารคดีเฉลิมพระเกียรติ “รอยพระยุคลบาท: บันทึกความทรงจำของพล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร” ซึ่งตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์เมื่อปี 2524–2543 ก่อนตีพิมพ์รวมเล่มในปี 2544

     

    ตำนานละครถูกหั่น "สารวัตรใหญ่" 2537

    เพลงประกอบละคร "สารวัตรใหญ่" ฉบับที่ออกอากาศปี 2537
    ที่มา: YouTube/เพลงในความทรงจำ

    ตัวอย่างละคร "สารวัตรใหญ่" เตรียมออกอากาศทางช่อง 7 ในปี 2561
    ที่มา: YouTube/Ch7HD

     

    อนึ่งในปี 2537 มีการออกอากาศละคร "สารวัตรใหญ่" ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 กำกับโดย นิรัตติศัย กัลย์จาฤก นำแสดงโดย ลิขิต เอกมงคล รับบท "พ.ต.ต.ใหญ่ เวโรจน์" ออกอากาศทุกคืนวันพุธและพฤหัสบดี เริ่มตั้งแต่วันพุธที่ 11 พฤษภาคม จนถึงวันพุธที่ 6 กรกฎาคม โดยเป็นที่กล่าวถึงอย่างมากในช่วงเวลานั้นเพราะเนื้อหาของละครวิจารณ์การทำงานของวงการตำรวจและผู้มีอำนาจ จนถูกตั้งข้อสังเกตว่าช่วงท้ายๆ ดูไม่รู้เรื่อง เพราะมีการตัดเนื้อหาละครให้จบเร็วขึ้น โดยออกอากาศเพียง 17 ตอน จากเดิมที่วางเอาไว้ 24 ตอน นอกจากนี้ยังมีการรีเมคละคร "สารวัตรใหญ่" เตรียมออกอากาศทางช่อง 7 อีกครั้งในปี 2561 ด้วย

     

    ต่อต้านนิติราษฎร์-พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ถึงกรณีเนติวิทย์

    ในช่วงท้าย พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร แสดงจุดยืนต่อต้านนักวิชาการคณะนิติราษฎร์ โดยในปี 2555 เขียนบทความ "“ว่าด้วยกลุ่มนิติราษฎร์อีกครั้ง” เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์มติชนวันที่ 3 1 มกราคม 2555 คัดค้านการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 นอกจากนี้เขายังได้รับเชิญไปออกอากาศรายการ "ตอบโจทย์ประเทศไทย" ทางสถานีโทรทัศน์ ThaiPBS ตอน "สถาบันพระมหากษัตริย์ ภายใต้รัฐธรรมนูญ" ดำเนินรายการโดยภิญโญ ไตรสุริยธรรมา กำหนดออกอากาศระหว่าง 11-15 มีนาคม 2556 โดย พล.ต.อ.วศิษฐ์ ออกอากาศตอนที่ 3 เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2556 ส่วนแขกรับเชิญตอนอื่นๆ ประกอบด้วย สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในเวลานั้น และสุลักษณ์ ศิวรักษ์ นักคิดนักเขียนคนสำคัญ

    อย่างไรก็ตามหลังการออกอากาศตอนที่ 4 ในคืนวันที่ 14 มีนาคม 2556 ที่เป็นการอภิปรายระหว่างสมศักดิ์กับสุลักษณ์ ก็มีกลุ่มบุคคลไปร้องเรียนถึงสถานีโทรทัศน์ และนำไปสู่การระงับการออกอากาศตอนที่ 5 ในเวลาต่อมา

    ทั้งนี้ในปลายปี 2556 ช่วงชุมนุมต้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นการชุมนุมของ กปปส. นำไปสู่การรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 พล.ต.อ.วศิษฐ์ เดชกุญชร ได้เดินทางไปปราศรัยกับผู้ชุมนุมด้วยทั้งเวทีหลักและเวทีย่อย

    ในปี 2560 หลังเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับเลือกเป็นประธานสภานิสิต ต่อมา พล.ต.อ.วสิษฐ ได้เขียนบทความ "เมื่อจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกำลังถูกทำลายโดยนิสิต" ตีพิมพ์ในมติชนรายวัน ฉบับวันที่ 8 พฤษภาคม 2560 กล่าวหาว่าเนติวิทย์กราบลงบนพื้นแสดงความเคารพคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ฯลฯ

    อย่างไรก็ตามเป็นความเข้าใจผิดของ พล.ต.อ.วสิษฐ เพราะหลังมีข่าวลือในโลกออนไลน์ ต่อมาตั้งแต่วันที่ 6 พฤษภาคม เก่ง การุณ โหสกุล อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยชี้แจงว่าเหตุการณ์และภาพดังกล่าว เป็นตัวเขาที่ไปขอขมาคุณหญิงสุดารัตน์ก่อนลาสิกขาบท ขณะที่คุณหญิงสุดารัตน์เดินทางไปแจ้งความกับตำรวจ ปอท. (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)

    ส่วนเนติวิทย์ในเวลานั้นได้โพสต์ชี้แจงด้วย ทั้งยังกล่าวว่าจะไม่ว่าอะไร พล.ต.อ.วสิษฐ ซ้ำยังเห็นใจที่ พล.ต.อ.วสิษฐ ตกเป็นเหยื่อของความเท็จ ของสื่อที่บิดเบือน และชราภาพที่ครอบงำ "คุณลุงก็เป็นนักเขียนที่มีคนอ่านพอสมควร ต่อไปขอให้คุณลุงได้เขียนข่าวอย่างรอบคอบกว่านี้ อย่าได้ทำแบบนี้กับผมอีก และคนอื่นๆ อีกเลย" โพสต์ของเนติวิทย์ระบุตอนหนึ่ง

    ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    ผู้แทนสหรัฐฯ จากรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าจะถอนตัวออกจากสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ โดยอ้างว่าคณะมนตรีฯ มีอคติต่อประเทศอิสราเอลในประเด็นการวางมาตรการด้านสิทธิมนุษยชน ขณะที่ประเทศพันธมิตรประเทศอื่นๆ ระบุว่าสหรัฐฯ ควรจะอยู่ต่อเพื่อแก้ปัญหาแทนที่จะถอนตัวออกไป

     
    เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 2561 นิกกี เฮลีย์ ทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ ประกาศจะออกจากการเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ โดยอ้างว่าเป็น "แหล่งเสื่อมโทรมของอคติทางการเมือง" เฮลีย์ยังวิจารณ์อีกว่าคณะมนตรีฯ เป็นองค์การที่ "มือถือสากปากถือศีล" และเป็นเสมือน "สิ่งเย้ยหยันของสิทธิมนุษยชน"
     
    ทั้งเฮลีย์และไมค์ พอมเพโอ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ ต่างก็กล่าวหาว่าคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนของยูเอ็นเป็นคนที่คอยปกป้องพวกละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งบีบีซีระบุว่าเป็นข้อกล่าวหาที่องค์การนี้เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์มาก่อนหน้านี้ แต่ในคราวนี้เฮลีย์แสดงความไม่พอใจโดยพูดถึงกรณีการดำเนินการของยูเอ็นในเรื่องความขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์ เธอกล่าวหาว่ายูเอ็น "มือถือสากปากถือศีล" ในเรื่องที่ "มีความเป็นปฏิปักษ์ต่ออิสราเอลไม่มีที่สิ้นสุด"
     
    อย่างไรก็ตามนักกิจกรรมบอกว่าการออกจากสมาชิกภาพคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนของสหรัฐฯ อาจจะส่งผลต่อเรื่องการตรวจสอบและการชี้ให้เห็นปัญหาของการละเมิดสิทธิมนุษยชนทั่วโลก
     
    เลขาธิการยูเอ็น อันโตนิโอ กูเตอร์เรส โต้ตอบการตัดสินใจออกจากคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนของสหรัฐฯ ว่าพวกเขาจะยินดีมากกว่าถ้าสหรัฐฯ ยังคงเป็นสมาชิกต่อไป ทางด้านเซอิด ฮุสเซน ข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งยูเอ็นกล่าวว่าการที่สหรัฐฯ ออกจากการเป็นสมาชิกภาพถือเป็นเรื่องน่าผิดหวัง แต่ทางการอิสราเอลกลับกล่าวชื่นชมการตัดสินใจนี้ของสหรัฐฯ
     
    สื่อบีบีซีตั้งข้อสังเกตว่าสหรัฐฯ เคยปฏิเสธจะเป็นสมาขิกคณะมนตรีด้านสิทธิมนุษยชนมาก่อนในช่วงที่มีการก่อตั้งปี 2549 แต่ต่อมาถึงเข้าเป็นสมาชิกในสมัยบารัก โอบามา เป็นประธานาธิบดีในปี 2552 ถึงแม้ว่าจะเคยมีการวิจารณ์เรื่องที่ให้ประเทศอย่าง จีน, รัสเซีย, ซาอุดิอาระเบีย, แอลจีเรีย และเวียดนาม เข้าร่วมเป็นสมาชิก ซึ่งการวิพากษ์วิจารณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่อิสราเอลประกาศไม่ยอมรับการรายงานของคณะมนตรีฯ ที่ตำหนิอิสราเอล
     
    ประเด็นการถอนตัวในคราวนี้ก็ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับอิสราเลออีกครั้ง เมื่อเฮลีย์ กล่าวว่ามันเป็นเรื่องยอมรับได้ยากที่มีการออกมติโต้ตอบกรณีอิสราเอลแต่ไม่มีการออกมติใดๆ กับเวเนซุเอลาที่มีผู้ประท้วงเสียชีวิตไปหลายคนในช่วงที่เกิดความปั่นป่วนทางการเมืองเช่นกัน
     
    นาดา ทอว์ฟิก นักข่าวบีบีซีวิเคราะห์ว่าการถอนตัวของสหรัฐฯ ในครั้งนี้อาจจะส่งผลกระทบต่อผู้ที่ต้องการให้สหรัฐฯ เป็นผู้ปกป้องและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนทั่วโลก ทอว์ฟิกตั้งข้อสังเกตว่าในสมัยรัฐบาลบุชสหรัฐฯ ก็เคยมีความขัดแย้งกับยูเอ็นเช่นกัน และทูตสหรัฐฯ ประจำยูเอ็นในสมัยนั้นก็คือจอห์น โบลตัน คนเดียวกับที่กำลังเป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคงให้กับรัฐบาลทรัมป์
     
    แต่ก็มีชาติพันธมิตรหลายชาติที่พยายามโน้มน้าวให้สหรัฐฯ ยังคงอยู่เป็นสมาชิกต่อไปแม้แต่กลุ่มที่เห็นด้วยกับข้อวิจารณ์ของสหรัฐฯแต่ก็แนะนำให้สหรัฐฯ ควรทำงานเพื่อปฏิรูปจากภายใน แทนที่จะถอนตัว
     
     
    เรียบเรียงจาก
    US quits 'biased' UN human rights council, BBC, 20-06-2018
     
    ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    'ประยุทธ์' เข้าหารือนายกฯ อังกฤษ ด้านคนไทยมีทั้งชุมนุมหนุน-ค้าน ฝ่ายหนุนระบุมาให้กำลังใจเพราะประยุทธ์ทำงานหนัก ฝ่ายค้านจี้ 'เทรีซา เมย์' ย้ำปัญหาละเมิดสิทธิมนุษยชนในไทย คัดค้านการขายอาวุธให้รัฐบาลทหาร

    20 มิ.ย.2561 เมื่อเวลา 16.15 น. (เวลาท้องถิ่น ณ กรุงลอนดอน) ที่ บ้านเลขที่ 10 ถนนดาวนิง ทำเนียบนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้พบหารือกับ เทรีซา เมย์ (Theresa May) นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ในโอกาสที่นายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนสหราชอาณาจักร ครั้งแรกในรอบ 4 ปี โดยมีผู้สนับสนุนและผู้ต่อต้าน พล.อ.ประยุทธ์ มาชุมนุมอยู่ที่บริเวณด้านนอก
     
    ภาพจากเฟสบุ๊คแฟนเพจ Konthaiuk community
     
    ผู้สื่อข่าวสอบถามหนึ่งในผู้ประท้วง พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า พวกตนไปถึงบริเวณดังกล่าวประมาณ 14.00 น. และยืนชูป้ายประท้วงอยู่จนถึงเวลาประมาณ 17.00 น. เพราะรอจนรถของ พล.อ.ประยุทธ์ เคลื่อนออกไป กลุ่มที่มาประท้วง พล.อ.ประยุทธ์ มีประมาณ 20 กว่าคน มีทั้งคนไทยที่อยู่สหราชอาณาจักร กลุ่ม Thailand Human Rights Campaign UK กลุ่ม Asienhaus รวมทั้งมีคนหนึ่งเดินทางมาจากเนเธอร์แลนด์และบิดาของคริสติน่า ที่เป็นเหยื่อในคดีฆาตกรรมที่เกาะเต่า เมื่อปี 58 มาร่วมประท้วงด้วย
     
    สำหรับประเด็นที่ประท้วงนั้น เป็นการเรียกร้องต่อ เทรีซา เมย์ ว่าหากต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ควรพูดถึงปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนของคนไทยภายใต้รัฐบาลทหาร รวมทั้งไม่ควรขายอาวุธให้รัฐบาลทหาร และเรียกร้องให้รัฐบาลทหารคืนประชาธิปไตย หยุดใช้กฎหมายปิดปากประชาชนด้วย
     
    หนึ่งในผู้ประท้วง จาก กลุ่ม Thailand Human Rights Campaign UK ระบุด้วยว่า เราค่อนข้างผิดหวังกับรัฐบาลสหราชอาณาจักรที่เชิญ พล.อ.ประยุทธ์ มา เนื่องจากเป็นบุคคลที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงในปี 53 เราได้ยื่นจดหมายถึงรัฐบาลสหราชอาณาจักร รวมทั้งล่ารายชื่อในเว็บไซต์ของรัฐบาลสหราชอาณาจักร ซึ่งการล่ารายชื่อนี้จะอยู่ได้ 6 เดือน หากมีรายชื่อถึง 1 หมื่น รัฐบาลสหราชอาณาจักรจะต้องยกเป็นประเด็นและตอบรับกับแถลงการณ์นั้นด้วย สำหรับคนที่จะลงชื่อจะต้องเป็นคนที่นี่หรือคนที่มีถิ่นพำนักอาศัยที่นี่ เรายังประสานไปกับองค์การต่อต้านการค้าอาวุธเพื่อสร้างความร่วมมือต่อไปด้วย
    กลุ่มสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ (ภาพจากเฟสบุ๊คแฟนเพจ Konthaiuk community)
    บีบีซีไทยรายงานความเห็นของฝ่ายสนับสนุนด้วยว่า หนึ่งในผู้สนับสนุนกล่าวว่า "เราให้กำลังใจนะคะ เพราะว่ารัฐบาลชุดของนายกฯ ลุงตู่ หรือรัฐบาล คสช. จริง ๆ แล้ว ท่านทำงานหนักนะคะ เหนื่อยนะคะ เพื่อที่จะปฏิรูปประเทศไทยให้ทัดเทียมกับประเทศอื่น ๆ นำความเสมอภาคและความสงบมาสู่ประเทศนะคะ พวกเราเนี่ยออกมาด้วยใจ เราต่างก็เห็นเขาประกาศว่าท่านมา ก็ต่างคนต่างมานะคะ ต่างก็ดีใจ แล้วก็ต่างคนต่างถือป้ายมาเพื่อมาต้อนรับนายกฯ ลุงตู่ นะคะ"
     
    เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาลรายงานด้วยว่า ภายหลังการหารือดังกล่าว พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญ ดังนี้ 
     
    พล.อ.ประยุทธ์ ขอบคุณที่รัฐบาลอังกฤษให้การต้อนรับการในเยือนครั้งนี้ โดยนายกรัฐมนตรีชื่นชมนางเทรีซา เมย์ ในการเป็นผู้นำที่เข้มแข็งในการเจรจาให้สหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรปด้วยเงื่อนไขที่ดีที่สุด รวมถึงนโยบาย Global Britain ที่ยึดมั่นในการค้าเสรี และเป็นโอกาสดีที่สหราชอาณาจักรจะเพิ่มพูนปฏิสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศต่าง ๆ ทั้งในและนอกยุโรป พร้อมชื่นชมที่สหราชอาณาจักรให้ความสำคัญต่อการรักษาความมั่นคงและความสงบระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไทยให้ความสำคัญเช่นกัน 
     
    นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรกล่าวว่า ได้ติดตามพัฒนาการทางการเมืองและเศรษฐกิจของไทยอย่างใกล้ชิด และมั่นใจว่าไทยกำลังเดินทางสู่ประชาธิปไตยที่มั่นคง ยั่งยืน รวมทั้งเล็งเห็นถึงความสำคัญความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหราชอาณาจักร เนื่องด้วยประเทศไทยมีศักยภาพ และมีขนาดทางเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคอาเซียน  พร้อมที่จะเป็นประตูการค้าสู่ภูมิภาค และดำเนินความสัมพันธ์เชิงหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างกัน โดยจะดำเนินการเจรจาเกี่ยวกับการเปิดการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหราชอาณาจักร ตลอดจนความเชื่อมั่นที่มีต่อนโยบาย Thailand 4.0 และยินดีสนับสนุนให้ภาคเอกชนอังกฤษร่วมลงทุนในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) 
     
    โดยในตอนท้าย พล.อ.ประยุทธ์ ได้หยิบยกประเด็นการพัฒนาด้านการศึกษาซึ่งประเทศไทยประสงค์ที่จะร่วมมือกับสหราชอาณาจักร  เพื่อให้การศึกษาเป็นหนึ่งในปัจจัยที่จะพัฒนาคน เพื่อรองรับทิศทางการพัฒนาประเทศ และเป็นกลไกขับเคลื่อนการพัฒนาทางเศรษฐกิจต่อไป
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    ปปง.แถลงมีมติให้ยึดและอายัดเงินสด 98 ล้านบาท ศุลกากรยึดได้คาด่านหนองคายขณะขนไปลาว อีกคดียึดทรัพย์ผู้ต้องหาอ้างตัวเป็นหลานสาวพระนางเจ้าท่านหนึ่ง ตุ๋นเงินกลุ่มเกษตรกรกว่า 4 ล้านบาท

     
    21 มิ.ย. 2561 MGR Onlineรายงานว่าพล.ต.ต.รมย์สิทธิ์ วีริยาสรร รองเลขาธิการฯ รักษาราชการแทนเลขาธิการ ปปง.กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 11/2561 เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. 2561 คณะกรรมการธุรกรรมได้มีมติให้ยึดและอายัดทรัพย์สินในคดีที่สำคัญ ดังนี้ 1. ท้าวสุบัน เตียสิริ กับพวก ยึดและอายัดทรัพย์สิน จำนวน 1 รายการ เงินสด รวมมูลค่ากว่า 98,000,000 บาท สืบเนื่องจากด่านศุลกากรหนองคายได้รายงานผลการจับกุมลักลอบนำเงินตราออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต กล่าวคือมีชายชาวลาวลักลอบนำเงินตราไทยจำนวนมากออกนอกราชอาณาจักรโดยใช้ยานพาหนะรถยนต์ ต่อมาเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2560 เจ้าหน้าที่ศุลกากร ด่านศุลกากรหนองคาย ได้แจ้งว่ารถยนต์เป้าหมายเข้าไปยังด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทยลาว แห่งที่ 1 จึงได้เรียกรถยนต์ทำการตรวจสอบพบตัวผู้ต้องหาและเงินตราธนบัตรไทย จำนวน 98,000,000 บาท เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งให้ทราบว่าเงินของกลางดังกล่าวเป็นของอันพึงต้องริบหรือพิสูจน์ความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (7) แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 จึงมีมติให้ยึดทรัพย์สินไว้ชั่วคราว มีกำหนดไม่เกิน 90 วัน จำนวน 1 รายการ คือ เงินสดมูลค่ากว่า 98,000,000 บาท
     
    ก่อนหน้านี้ในการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 9/2561 เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2561 คณะกรรมการธุรกรรมได้มีมติให้ยึดทรัพย์สินขบวนการลักลอบขนเงินข้ามแดนมาแล้วจำนวน 3 คดี ได้แก่ นายมาซาโตะ คิคุชิ นายลอบซัง โซดา และราย MR.MSAFIRI JUSTIN รวมมูลค่า 9,500,000 บาท
     
    พล.ต.ต.รมย์สิทธิ์กล่าวอีกว่า สำหรับรายที่ 2 คดี น.ส.ชลดา หรือสมัญญา วัฒโน กับพวก ยึดและอายัดทรัพย์สิน จำนวน 6 รายการ รวมมูลค่ากว่า 4,433,000 บาท สืบเนื่องจาก ปปง.ได้รับเรื่องร้องเรียนจาก นายจรูญ ติรวงศาโรจน์ กับพวกรวม 4 คน กรณีผู้ต้องหากับพวกหลอกลวงจนหลงเชื่อและได้ทรัพย์ไป ประมาณ 68,000,000 บาท กล่าวคือ ระหว่างปลายปี 2551 ถึงประมาณกลางเดือน พ.ค. 2556 ผู้ต้องหากับพวก ร่วมกันหลอกลวงนายภูชิดย์ แซ่ซั้น ประธานกลุ่มเกษตรกรทำสวนธารน้ำทิพย์ (ในขณะนั้น) ตั้งอยู่ อ.เบตง จ.ยะลา ญาติของนายจรูญ ทราบว่า น.ส.ชลดาอ้างเป็นหลานสาวพระนางเจ้าท่านหนึ่ง มีทรัพย์มรดกเป็นจำนวนมากซึ่งอยู่ระหว่างการฟ้องร้องดำเนินคดีทั้งในและต่างประเทศ ต้องการผู้สนับสนุนทางการเงินเพื่อใช้ในการดำเนินคดี เมื่อคดีเสร็จสิ้นแล้วจะมอบเงินและที่ดินทางภาคเหนือให้เป็นค่าตอบแทนแก่ผู้สนับสนุนทางการเงินเป็นจำนวนหลายเท่าตัว พร้อมมอบที่ดินอีกจำนวนประมาณ 1,000 ไร่ ให้สำหรับทำสวนยางพารา กระทั่งนายภูชิดย์เกิดหลงเชื่อ ระหว่างนั้นนายจรูญกับพวกไปสืบทราบว่า น.ส.ชลดาถูกจับดำเนินคดีอาญา ม.112 และในฐานความผิดฉ้อโกง ซึ่งศาลอาญามีคำพิพากษาจำคุก 30 ปี จึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีต่อ น.ส.ชลดา กับพวก ในการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (18) แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 คณะกรรมการธุรกรรมได้มีมติให้ยึดและอายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราว มีกำหนดไม่เกิน 90 วัน จำนวน 6 รายการ ได้แก่ รถยนต์ ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง และเบี้ยประกันชีวิตที่ชำระแล้ว หรือสิทธิเรียกร้องตามกรมธรรม์ประกันภัย มูลค่ากว่า 4,433,000 บาท นอกจากนี้ยังมีนางถนัตถ์อร แซ่ลก หลงเชื่อได้รับความเสียหายทั้งสิ้น 557,000 บาท นายอรุณ จงมีลักษมี หลงเชื่อได้รับความเสียหายทั้งสิ้น 5,245,000 บาท นางวันทนา แซ่ว่อง ได้รับความเสียหายทั้งสิ้น 9,470,000 บาท
     
    “เพื่อเป็นการตัดวงจรอาชญากรรมและเส้นทางการเงินของผู้กระทำความผิด สำนักงาน ปปง.จะเน้นการสืบสวนสอบสวนขยายผลและบูรณาการกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เพื่อยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดในมูลฐานต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงาน และเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในเรื่องของการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย เนื่องจากทรัพย์สินใดเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน ทรัพย์สินนั้นต้องกลับคืนสู่แผ่นดินโดยไม่มีเงื่อนไข ด้วยกฎหมายฟอกเงิน” พล.ต.ต.รมย์สิทธิ์กล่าว
     
    ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    สหภาพแรงงาน กฟภ. ค้าน 'บริษัท RPS' สุดตัว ด้านผู้คร่ำหวอดวงการสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจชี้รัฐฟื้น “การแปรรูป” หากสำเร็จผู้ใช้ไฟกว่า 500,000 คน ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ต้องถูกโอนไปอยู่กับบริษัทฯ นี้ มีสิทธิ์ใช้ทรัพย์สินทั้งหมดของ กฟภ. แม้ท้ายสุดอาจจะหนีรูปแบบบริษัทไม่ได้ แต่เสนอให้การไฟฟ้าในเขตนั้นๆ ถือหุ้นไม่น้อยกว่า 50%

     


    ที่มาภาพ: เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ

    สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2561 ที่ผ่านมา เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจรายงานว่าได้มีการส่งต่อหนังสือสั่งการและข้อความต่างๆ ในไลน์กลุ่มของเจ้าหน้าที่ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จ.ยะลา จ.ปัตตานี และ จ.นราธิวาส) โดยหนังสือดังกล่าวลงนามโดยนายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) หนังสือเลขที่ กฟผ.910000/45142 ลงวันที่ 8 พ.ค. 2561 เรื่อง ขอหารือเรื่องการบริหารจัดการกิจการด้านพลังงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถึงผู้ว่าการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยมีเนื้อหาว่า

    สืบเนื่องจากการประชุมพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อวันที่ 4 เม.ย. 2561 นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นำเสนอรายงานสถานการณ์ความมั่นคงทางพลังงาน และการบริหารจัดการกิจการด้านพลังงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อที่ประชุม ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน ซึ่งที่ประชุมมีมติรับทราบการนำเสนอรายงานสถานการณ์ความมั่นคงทางพลังงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และข้อเสนอแนวทางการบริหารจัดการใหม่และเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยกระทรวงพลังงานสนับสนุนผ่านกองทุนอนุรักษ์พลังงาน และนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำให้ดำเนินการให้เร็ว เกิดผลเป็นรูปธรรมภายในระยะเวลาการบริหารงานของรัฐบาลนี้ให้ได้โดยมีรายละเอียดปรากฏตามที่ส่งมาด้วย ในการนี้เพื่อสนองนโยบายรัฐบาล และเกิดการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม กฟผ. จึงใคร่ขอเรียนหารือในเรื่องดังกล่าวอย่างเร่งด่วน โดยจะมอบหมายให้ รองผู้ว่าการนโยบายและแผน (คุณพัฒนา แสงศรีวิโรจน์) เป็นผู้ประสานในรายละเอียดและกำหนดการนัดหมายจะขอบคุณยิ่ง

    ซึ่งภายหลังได้มีการส่งต่อหนังสือฉบับดังกล่าวไปอย่างกว้างขวาง สร้างความไม่สบายใจให้กับเจ้าหน้าที่ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีแนวโน้มว่าจะถูกแปรรูปเป็นบริษัทในอนาคตอันใกล้นี้ และได้มีการส่งต่อข้อความของสหภาพแรงงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคภาคใต้ เขต 3 (สร.กฟภ.ต.3)

    สหภาพแรงงาน กฟภ. ค้านสุดตัว


    ที่มาภาพ: สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ กฟภ.

    ทั้งนี้ในเรื่องดังกล่าวทางสหภาพแรงงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในพื้นที่เตรียมออกมาคัดค้านแล้ว โดยเมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 2561 มติชนออนไลน์รายงานว่าการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ได้ส่งหนังสือชี้แจ้งข้อเท็จจริงแนวทางการบริหารจัดการระบบไฟฟ้าในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้โดยระบุว่า

    ตามที่มีการนำเสนอข่าวแนวทางการบริหารจัดการระบบไฟฟ้าในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส) สร้างความไม่สบายใจให้เจ้าหน้าที่ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในพื้นที่ดังกล่าวด้วยเข้าใจว่าจะถูกแปรรูปเป็นบริษัทในอนาคตนั้นการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ขอเรียนชี้แจงว่าการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคยินดีสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ร่วมกับเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนในการผลิตกระแสไฟฟ้าในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส) และพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีความมั่นคงและทันสมัย (Smart Grid) เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าและรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ สำหรับการจำหน่ายกระแสไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ดังกล่าวการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมีโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้าและระบบการให้บริการที่ได้มาตรฐานอยู่แล้ว

    ต่อมาในวันที่ 4 มิ.ย. 2561 Nation TVรายงานว่าที่สำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จ.ยะลา บรรดาผู้บริหาร พนักงาน และเจ้าหน้าที่จำนวน 150 คน ได้แต่งกายชุดสีดำถือป้ายคัดค้านนโยบายการแปรรูป การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็น “บริษัท RPS” (Regional Power System Company) โดยมีนายสมชาย อักษรภักดิ์ ประธานสหภาพแรงงาน กฟภ.ภาคใต้ เขต 3 อ่านแถลงการณ์คัดค้าน โดยมีข้อความว่า

    ตามที่มีกระแสข่าวเรื่องการจัดตั้งบริษัท RPS หรือ Regional Power System Company เพื่อบริหารจัดการด้านพลังงานไฟฟ้า โดยอ้างความต้องการพลังงานไฟฟ้าและความมั่นคงต่อระบบจำหน่ายกระแสไฟฟ้า โดยให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยถือหุ้นในอัตรา 24.5% และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคถือหุ้นในอัตรา 24% และกลุ่มทุนในนามของวิสาหกิจชุมชน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ถือหุ้นในอัตรา 51% นั้น

    เราชาวพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคขอแสดงเจตนารมณ์คัดค้านการกระทำดังกล่าว เนื่องจากเป็นการกระทำการโดยเร่งรีบรวบรัด ไม่โปร่งใส ไม่มีการทำประชาพิจารณ์ หรือให้โอกาสให้พนักงานหรือส่วนเกี่ยวข้องของการไฟฟ้า ส่วนภูมิภาครวมทั้งภาคประชาชนได้มีโอกาสได้ชี้แจง แสดงเหตุผล หรือรับทราบปัญหา ข้อดีข้อเสีย ของโครงการดังกล่าวแต่อย่างไร

    การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ปัจจุบันสังกัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งหน้าที่ในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขประชาชนให้แก่ประกอบกิจการตาม พ.ร.บ.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ.2503 โดยมิได้แสวงหาผลกำไรหรือประโยชน์แต่เพียงอย่างเดียว แต่ยัง วัตถุประสงค์ที่จะต้องบริการประชาชน ในด้านสาธารณูปโภค อำนวยความสะดวกให้ประชาชน มีกระแสไฟฟ้าในการดำรงชีวิตในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ การบริหารจัดการด้านพลังงานไฟฟ้าเป็นอีกพื้นที่ หนึ่งที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคไม่ได้มีผลกำไรจากการประกอบกิจการ แต่ยังคงเต็มใจที่ดำเนิน กิจการต่อไป

    เนื่องจากพลังงานไฟฟ้าสาธารณูปโภคหลัก ที่ต้องบริการให้ ความสะดวกแก่ ประชาชนผู้ใช้ไฟอย่างทั่วถึงและถึงแม้ไม่มีกำไรในพื้นที่นี้ แต่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคก็ยังคง บริหารจัดการจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟในพื้นที่ได้ตามปกติ หากพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถูกกำหนดให้อยู่ในรูปแบบของบริษัท ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องคำนึงถึงผลกำไรเป็นหลัก เมื่อไม่มีผลกำไร การขึ้นค่ากระแสไฟย่อมเกิดขึ้นได้ ประชาชนได้รับความเดือดร้อน รัฐบาลอาจให้ การอุดหนุนในช่วงต้นของการดำเนินการ แต่ภายหน้าเมื่อต้องการผลกำไร การขึ้นค่ากระแสไฟฟ้าย่อมเกิดขึ้น ความเดือดร้อน จึงไปตกอยู่กับประชาชน

    การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ต้องสูญเสียหรือเสียหายอย่างไรบ้างกับการกระทำครั้งนี้ คือผู้ใช้ไฟฟ้าจำนวนประมาณ 500,000 ราย ต้องโอนให้กับบริษัท RPS บริษัท RPS ชุบมือเปิบจากรายได้ ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคที่ได้ รับผู้ใช้ไฟ และนำรายได้ไปบริหารจัดการอย่างไร จะส่งต่อให้รัฐหรือนำไปบริหารกิจการสร้างกำไรให้ตนเอง ซึ่งเรายังไม่รู้ว่าผู้ถือหุ้นใหญ่ 51% ของบริษัท RPS เป็นใคร และทำผลประโยชน์เพื่อชุมชนจริงหรือไม่ หรือจะทำกำไรเข้ากระเป๋าตนเองและหากบริหารขาดทุนจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ระบบจำหน่าย สายส่ง สถานีไฟฟ้า อาคารสำนักงาน และทรัพย์สินทุกอย่าง จะต้องให้บริษัท RPS ใช้ประโยชน์ ซึ่งเบื้องต้นทราบเพียงว่าจะจ่ายผลตอบแทนเป็นค่าเช่าในการดำเนินการให้ แก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคซึ่งไม่รู้ว่าจะดำเนินการไปได้แค่ไหน คุ้มทุนที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ลงทุนไปอย่างไร

    ประชาชนได้อะไรหรือสูญเสียหรือเสียหายอย่างไร คือ ผลกระทบค่าไฟฟ้าที่อาจต้องขึ้นค่ากระแสไฟฟ้า หากการบริหารจัดการของหาบริษัท RPS ไม่มีผลกำไร แต่หากยังคงเป็นการบริหารจัดการของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ ถึงอย่างไรก็ยังคงต้องบริการประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าอย่างเต็มที่ต่อไป หากมีการจัดตั้งบริษัท จะมีการจัดตั้งโรงไฟฟ้าเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ที่คาดล่วงหน้าได้ว่าวัตถุดิบหลักในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ไม้ ยางพารา ซึ่งไม่นานคงจะต้องหมดไป ดังนั้นวัตถุดิบที่จะนำมาผลิตกระแสไฟฟ้าอาจเป็นอื่นที่มีอันตรายต่อสุขภาพ ประชาชน มลภาวะ มลพิษที่จะเกิดต่อชุมชนติดตามมา

    พนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เกิดผลกระทบอย่างไร คือพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งปัจจุบันปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบอยู่แล้ว ต้องการขวัญกำลังใจ ความมั่นคงในการปฏิบัติงานจะถูกควบคุม ลิดรอนสิทธิสวัสดิการใดๆ หรือไม่ ณ ปัจจุบันนี้ ยังมีคำตอบจากผู้บริหารหรือจากผู้คิดโครงการนี้ขึ้นมา พนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจึงขอคัดค้านโครงการอัปยศ ที่จะสร้างความเดือดร้อน วุ่นวาย ให้กับประชาชนและพนักงาการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่างสุดความสามารถและจะคัดค้านการจัดตั้งบริษัท RPS อย่างเป็นรูปธรรมและทุกภาคส่วนต่อไป

    นายสมชาย อักษรภักดิ์ ประธานสหภาพแรงงาน กฟภ.ภาคใต้ เขต 3 ยังระบุกับ Nation TV ไว้ว่าวัตถุประสงค์ของกิจกรรมในครั้งนี้เพื่อต้องการให้รัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นของประชาชน อยู่ต่อกับประชาชนต่อไปหลังจากมีข่าวจะแปรรูปเป็นบริษัท ในส่วนของพนักงานเองก็มีความรู้สึก เพราะรัฐวิสาหกิจนั้นจะมีนายจ้างคือรัฐบาล และประชาชนคือเจ้าของทรัพย์สินทั้งหมด พวกเราในนามของพนักงานได้ถูกคัดเลือกโดยประชาชนมาบริหาร ดำเนินการทั้งหมด

    เพราะฉะนั้นทุกวันนี้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ก็เป็นของประชาชนอยู่แล้ว ไม่จำเป็นที่จะโอนไปในรูปของบริษัท ที่ผ่านมาเราจะเห็นการแปรรูปเป็นบริษัทน้ำมัน ซึ่งทุกวันนี้เมื่อไปอยู่ในรูปของบริษัทเอกชน อำนาจการต่อรองก็ยาก ต้องรอรับผลกรรมอย่างเดียว ไฟฟ้าก็เช่นกันต้องอยู่ต่อกับประชาชน เพราะเราไม่ได้แสวงหาผลประโยชน์กับประชาชน แต่ถ้าเมื่อไหร่ถ้าการไฟฟ้าไปอยู่ในมือของเอกชน ก็ต้องแบกรับภาระกำไรขาดทุน หากมีต้นทุนสูงขึ้นก็จะต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้นแน่นอน ซึ่งยังไม่ทราบแน่นอนว่าบริษัท RPS ที่จะตั้งขึ้นมาจะรับผิดชอบหรือเปล่า ในฐานะสหภาพแรงงาน และผู้บริหารทั้งหมดเป็นห่วง เพราะจะให้ไฟฟ้า 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปลายด้ามขวานไปอยู่เป็นบริษัท แต่ในอีก 70 กว่าจังหวัดยังอยู่กับการไฟฟ้า จึงเป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้

    "ผลเสียที่เราจะพบแน่หากมีการแปรรูปเป็นบริษัทคือ ปัจจุบันผลการประกอบการในพื้นที่ขาดทุน ไฟฟ้าจะต้องแบกรับภาระ เอาผลเฉลี่ยจากที่อื่นที่มีกำไรมาช่วย 3 จังหวัดใต้ การขยายเขตไฟฟ้าในพื้นที่ไกลๆ ค่าตัดต้นไม้ก็ไม่คุ้มกับค่าไฟที่ได้รับ หากวันไหนแปรรูปเป็นบริษัท เชื่อได้เลยว่าการลงทุนแบบนี้ไม่มีอย่างแน่นอน เพราะบริษัทต้องลดต้นทุน และต้องขึ้นค่าไฟแน่นอน ส่วนกำไรที่ได้จะนำเข้ารัฐอย่างไร แต่อย่างไรก็ตามตนเองได้รับทราบว่า ท่านนายกรัฐมนตรีรับทราบเรื่องนี้แล้ว และได้สั่งให้ชะลอ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี หลังจากวันนี้ไปการเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงานนั้น ทางสหภาพแรงงาน ก็จะขอดูทิศทางของรัฐบาล จะออกไปในทิศทางใดอีกครั้ง" นายสมชาย กล่าว

    สหภาพแรงงาน กฟผ. รอดูท่าที

    และเมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2561 ที่ผ่านมา MGR Onlineรายงานว่านายสมชาย อักษรภักดิ์ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (สร.กฟภ.) ภาคใต้ เขต 3 กล่าวว่าทาง สร.กฟภ.ภาคใต้ จะติดตามการหารือและแนวทางจากรัฐโดยเฉพาะประเด็นการโอนย้ายชื่อผู้ใช้ไฟในพื้นที่ทั้งหมด 500,000 ราย ที่ปัจจุบันเป็นลูกค้า กฟภ.ไปสังกัดบริษัท RPS หากดำเนินการจริงจะมีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่เพื่อคัดค้านนโยบายดังกล่าวแน่นอนเพราะผู้ใช้ไฟเหล่านี้จะมีความเสี่ยงในอนาคต

    "เรายังคัดค้านประเด็นนี้โดยพนักงานในพื้นที่จะแต่งชุดดำจนถึงสิ้นเดือนนี้และเตรียมแผนคู่ขนานไว้แล้วด้วยการล่ารายชื่อคนร่วมค้านใน 6 จังหวัดภาคใต้เพื่อเตรียมไว้ระหว่างรอความชัดเจนจากนโยบายรัฐบาลหากยังเดินหน้าต่อเราจะเคลื่อนไหวใหญ่ ซึ่งปัญหาของพนักงาน กฟภ. 3 จังหวัดใต้ที่มีประมาณกว่า 7 หมื่นคนเราเองมองว่าไม่ใช่ปัญหาแต่เราห่วงว่าผู้ใช้ไฟจะเสี่ยงมากกว่า" นายสมชายกล่าว

    ส่วนนายศิริชัย ไม้งาม ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (สร.กฟผ.) กล่าวว่าทางฝ่ายบริหารได้ชี้แจงเบื้องต้นกับ สร.กฟผ. ถึงนโยบายการจัดตั้งบริษัท RPS มาจากนโยบายรัฐบาลเพื่อสร้างความมั่นคงระบบไฟฟ้าแต่รายละเอียดและขั้นตอนต่างๆ ที่ชัดเจนนั้นยังต้องรอดูการดำเนินงานซึ่งทาง สร.กฟผ.เองก็ติดตามประเด็นดังกล่าวอย่างใกล้ชิดเช่นกัน

    ผู้คร่ำหวอดในวงการสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าระบุรัฐบาลรื้อฟื้นการแปรรูปกิจการด้านไฟฟ้าขึ้นมาอีกครั้ง

    ด้านไพบูลย์ แก้วเพทาย แห่งสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้านครหลวง ได้ระบุไว้ในข่าวลูกจ้างสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ประจำเดือน พ.ค.-มิ.ย. 2561 ว่ารัฐบาลที่ผ่านมาทุกยุคทุกสมัย ไม่เคยหยุดนิ่งต่อแผนและนโยบาย “การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ" โดยเฉพาะกิจการด้านไฟฟ้าเพียงจะนำเสนอออกมาในรูปแบบใด เพื่อหลีกเลี่ยงการต่อต้านคัดค้าน โดยนับตั้งแต่ปี 2546 ที่มีการจัดตั้งบริษัทขึ้นเพื่อผลิตกระแสไฟป้อนท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ชื่อ บริษัทผลิตไฟฟ้าและน้ำเย็น จํากัด (District Cooling System and Power Plant Co.,Ltd. หรือ DCAP) โดยเป็นการร่วมทุนระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) โดยมีสัดส่วน 35:35:30 ซึ่งบริษัทนี้ทำหน้าที่ในการผลิตไฟฟ้าและจำหน่ายไฟฟ้า รวมถึงจำหน่ายน้ำเป็นสำหรับระบบปรับ อากาศให้แก่อาคารต่างๆ ในบริเวณการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ต่อมารัฐบาลพยายามแปรรูปด้วยวิธีการแบ่งพื้นที่เขตจำหน่ายไฟฟ้าออกเป็นหลายๆ บริษัท ทั้งนี้การไฟฟ้านครหลวงจะแปรรูปจากการไฟฟ้านครหลวงเขตเป็นบริษัทจำหน่ายไฟฟ้า เซตละหนึ่งบริษัท ส่วนการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ก็จะแปรรูปการไฟฟ้าระดับจังหวัดเป็นบริษัทจำหน่ายไฟฟ้า จังหวัดละหนึ่งบริษัท ทั้ง กฟน. และ กฟภ. ก็จะเหลือเพียงการบริหารเสาสาย หรือ ระบบสายส่งและสายจำหน่าย แต่ถูกต่อต้านคัดค้านอย่างหนักโครงการนี้จึงถูกยกเลิกไป

    แผนและนโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจด้านกิจการไฟฟ้าถูกพับเก็บไประยะหนึ่ง แต่แนวคิดแปรรูปไม่เคยเปลี่ยน ขณะนี้รัฐบาลได้พยายามรื้อฟื้นการแปรรูปหรือแปรสภาพกิจการด้านไฟฟ้าขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ด้วยการแอบอ้างว่าปฏิรูปพลังงานให้สอดคล้องกับการปฏิรูปประเทศ แผนงานและกิจกรรมที่รัฐบาลพยายามดำเนินการอยู่ในขณะนี้ มีดังนี้ ข้อ 1. การรวบกิจการด้านไฟฟ้าเข้ามาอยู่ในกระทรวงเดียวกัน ด้วยการให้ กฟน.และ กฟภ. มารวมอยู่ในกระทรวงพลังงาน เช่นเดียวกับ กฟผ. ปตท. และอื่นๆ เพื่อรวมกิจการที่มีภารกิจเดียวกันมาอยู่ในที่เดียวกัน โดยอ้างเหตุว่าอยู่หลายหน่วยงานทำให้ล่าช้า ไม่บูรณาการด้านข้อมูลการผลิตและการรับซื้อไฟฟ้าจากรายเล็ก การรวมกันทําให้มีการประสานกรณีปัญหาไฟฟ้ากับหรือเหตุฉุกเฉินและไม่ซ้ำซ้อนในการลงทุน รวมทั้งอ้างเหตุผลว่า ทุกวันนี้ก็อยู่ภายใต้การกำกับ(regulator) ในเรื่องอัตราค่าบริการและมาตรฐานการบริการอยู่แล้ว การรวบเอา 3 การไฟฟ้ามาอยู่ภายใต้การกำกับเดียวกันในกระทรวงพลังงานนั้น ถือเป็นแผนเบื้องต้นเพื่อการแปรรูปกิจการด้านไฟฟ้าอย่างเป็นระบบและเป็นขั้นตอน เหตุผลต่างๆ เป็นเพียงข้ออ้าง เพราะกระบวนการผลิตไฟฟ้ากับการจำหน่าย (ขายไฟฟ้า) ก็เป็นคนละลักษณะงานอยู่แล้ว แต่ที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กับระบบการผลิตก็คือ ด้านเทคนิคของระบบส่ง (สายส่ง) และระบบจำหน่าย (สายจำหน่าย) เท่านั้น

    ดังนั้นจึงไม่จำเป็นใดๆ ที่ต้องรวบมาอยู่ด้วยกัน เพราะที่ผ่านมากิจการจำหน่ายไฟฟ้าของ กฟน. และ กฟภ. ก็บริหารได้อย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพอยู่แล้ว กิจการจำหน่ายไฟฟ้าเป็นกิจการซึ่งเกี่ยวข้องกับการบริการประชาชน เป็น ภารกิจในการบ้าบัดทุกข์บำรุงสุข การสังกัดอยู่กับกระทรวงมหาดไทยจึงสามารถบูรณาการในเชิงพื้นที่และการอำนวยความสะดวกกรณีฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าอยู่กับกระทรวงพลังงานอย่างแน่นอน เพราะภารกิจหลักของกระทรวงพลังงานนั้นไม่มีหน้าที่หลักด้าน “การบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ประชาชน" ส่วนใหญ่เป็นนักวิชาการที่นั่งอยู่บนหอคอยงาช้าง ไม่มีจิตวิญญาณด้านบริการประชาชน จึงมักไม่ใส่ใจดูแลทุกข์สุขของประชาชน อย่างเช่น ราคาน้ำมันแพงก็ไม่ใส่ใจ เป็นต้น เรียกว่าไม่เคยเห็นหัวประชาชน

    อาจจะหนีรูปแบบบริษัทไม่ได้ เสนอให้การไฟฟ้าในเขตนั้นๆ ถือหุ้นไม่น้อยกว่า 50%

    ข้อ 2. แผนการก่อตั้งบริษัท RPS นี่คือ “แผน” เบื้องต้นที่สอดคล้องกับการปฏิรูปกิจการพลังงานโดยรวมกิจการ ไฟฟ้าให้มารวมอยู่ในกระทรวงพลังงาน บริษัท RPS (Regional Power System Company) จึงถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อ บริหารจัดการด้านพลังงานไฟฟ้าในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จ.ยะลา จ.ปัตตานี และ จ.นราธิวาส โดยการร่วมทุน 3 ฝ่าย คือ กฟผ., กฟภ. และกระทรวงพลังงาน ตามแนวทางประชารัฐซึ่งเป็นแผน PDP ฉบับใหม่ที่ จัดทําโดย กฟผ. และกระทรวงพลังงาน ผลจากแผนดังกล่าวทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าจำนวน 500,000 คน ของ กฟภ.ต้องถูกโอนไปอยู่กับบริษัททันที และมีสิทธิ์ใช้ทรัพย์สินทั้งหมดของ กฟภ.โดยจ่ายค่าบริการ ส่วนพนักงาน กฟภ.ยังไม่มีแผนชัดเจนในการบริหารจัดการบุคลากรซึ่งอาจต้องถูกโอนย้ายไปอยู่บริษัท เรื่องนี้สมาชิกสหภาพแรงงาน กฟภ.ร่วมกับผู้บริหารทุกเขตพื้นที่ร่วมเคลื่อนไหวคัดค้านและขอให้ชะลอแผนการดังกล่าวไว้ก่อนจนกว่าจะเกิดความชัดเจน

    และข้อ 3. แผนก่อตั้งบริษัทผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าในโครงการศูนย์คมนาคมพหลโยธิน (สถานีกลางบางซื่อ) โดยขณะนี้รัฐบาลกำลังดำเนินการโครงการศูนย์คมนาคมแห่งใหม่ ซึ่งจะกลายเป็นศูนย์กลางคมนาคมระบบรางของอาเซียนในอนาคต การจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบของโครงการนี้จะมีการจัดตั้งบริษัทขึ้นมาใหม่ เหมือนสนามบินสุวรรณภูมิและพื้นที่สาม จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามแนวทางประชารัฐซึ่งเป็นแผน PDP ฉบับใหม่ที่จัดทำโดย กฟผ. และกระทรวงพลังงาน จากแผนงานและนโยบายของรัฐบาล กระทรวงพลังงานพยายามอย่างยิ่งที่จะแปรรูปและแปรสภาพกิจการไฟฟ้า โดยการวางแผนปฏิรูปพลังงาน และก่อตั้งบริษัทผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าขึ้นมา ด้วยการแตกย่อยพื้นที่ที่ละจุด เพื่อลดบทบาทและลดขนาดของกิจการ (Downsizings) กฟน.และ กฟภ ลง  ซึ่งตามแผนการปฏิรูประบุไว้ชัดเจนว่า “ปัจจุบันนโยบายภาครัฐในหลายประเทศ มุ่งที่จะเพิ่มบทบาทของภาคเอกชน และส่งเสริมให้มีการแข่งขัน กันมากยิ่งขึ้นในระบบไฟฟ้า โดยในขั้นแรกกำหนดให้มีการเพิ่มบทบาทเอกชนในการผลิตไฟฟ้า เพื่อลดภาระการลงทุนของรัฐ และเพิ่มการแข่งขัน และต่อไปในระยะยาว กำหนดให้การไฟฟ้าให้สิทธิ์บุคคลอื่น (Third Party Access) ผู้ประกอบการผลิตไฟฟ้าอิสระหรือผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไปเข้ามาใช้ประโยชน์จากระบบส่งและระบบจำหน่ายของการไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์ได้”

    ไพบูลย์ยังระบุไว้ว่าเราคงต้องยอมรับว่าโลกเปลี่ยนแปลงทุกวันด้วยผลกระทบจากเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงโลก หรือ Disruptive Technologies รวมถึงนวัตกรรม (Innovation) ในรูปแบบใหม่ๆ กิจการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่งก็คงต้องเปลี่ยน แปลงไปด้วย มิเช่นนั้นก็คงถูกโลกที่เปลี่ยนแปลงนั้นมาท้าลายเราในอนาคตเหมือนกับหลายธุรกิจขณะนี้ แต่การเปลี่ยนแปลงนั้นเราต้องเป็นคนกำหนดเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและไม่ก่อให้เป็นผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสิทธิผลประโยชน์ของ องค์กรและพนักงานรวมถึงคำนึงถึงผลประโยชน์ของสังคมโดยส่วนรวม การก่อตั้งบริษัทเพื่อผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าขึ้นในพื้นที่เขตจำหน่ายของ กฟน. และ กฟภ. ก็คือการแปรรูปกิจการแบบหนึ่ง โดยค่อยๆ ตัดตอนพื้นที่เขตจำหน่ายออกไปเรื่อยๆ เป็นการลดขนาดลดบทบาทต่อไปก็ จะมีบริษัทเกิดขึ้นนับสิบนับร้อยแห่งเหมือนแผนนโยบายในอดีต จนสุดท้ายกิจการก็จะเหลือเพียง "การบริหารจัดการระบบ สายส่งและระบบสายจำหน่ายของการไฟฟ้าทั้งสองแห่ง" ที่มีรายได้จากค่าบริการสายส่ง (Wheeling Charge)

    ไพบูลย์สรุปว่าเพื่อให้สอดคล้องกับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป เราอาจต้องยอมรับรูปแบบการก่อตั้งบริษัท ซึ่งเป็นการดำเนินการทั้งการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า ดังนั้นถ้าบริษัทอยู่ในพื้นที่เขตจำหน่ายของการไฟฟ้าใด ก็ให้การไฟฟ้านั้น ถือหุ้นไม่น้อยกว่า 50% และมีกิจการไฟฟ้าอีกสองแห่งเข้าร่วมทุน แต่ต้องดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป มิใช่ดำเนินการแบบยกทั้งสามจังหวัด ซึ่งมีผลกระทบค่อนข้างรุนแรงต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ส่วนการรวมกิจการสามไฟฟ้าไปไว้ในกระทรวงพลังงานทั้งหมดเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น และทางสหภาพแรงงานทั้งสามแห่งจะต้องทำการคัดค้านอย่างถึงที่สุดเพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อการบริการประชาชนและสังคมโดยส่วนรวม

     

    ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ Police Watch แถลงการณ์ประณามการกระทำของตำรวจที่ปฏิบัติต่อผู้ถูกกล่าวหาคดีอาญาโดยมิชอบ และขอให้นายกรัฐมนตรีเร่งปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมด้วยการให้พนักงานอัยการตรวจพยานหลักฐานให้ความเห็นชอบการออกหมายเรียกและเสนอศาลออกหมายจับ

     
    21 มิ.ย. 2561 แถลงการณ์เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ Police Watch ได้ออกแถลงการณ์ เรื่อง ประณามการกระทำของตำรวจที่ปฏิบัติต่อผู้ถูกกล่าวหาคดีอาญาโดยมิชอบ และขอให้นายกรัฐมนตรีเร่งปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมด้วยการให้พนักงานอัยการตรวจพยานหลักฐานให้ความเห็นชอบการออกหมายเรียกและเสนอศาลออกหมายจับ
     
    โดยในแถลงการณ์ระบุว่าเนื่องจากได้เกิดเหตุการณ์การดำเนินคดีอาญาที่นำไปสู่การเสนอศาลออกหมายจับบุคคลหลายกรณี ที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ในมาตรา 28 อยู่เสมอๆ ไม่ว่าจะเป็นการออกหมายจับครูจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร และครูปรีชา ใคร่ครวญ ในกรณีการสอบสวนคดีหวย 30 ล้าน โดยกล่าวหาว่าแจ้งความเท็จ การจับกุมตัวนายยุทธิยง ลิ้มเลิศวาที พิธีกรช่องนิวส์วัน ข้อหาหมิ่นประมาทและนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ฯ โดยอ้างว่าไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง มีพฤติการณ์หลบหนี
     
    การออกหมายจับและใช้กำลังตำรวจล้อมบ้านจับตัว พ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรัตน์ โดยกล่าวหาว่าร่วมกันกรรโชกทรัพย์ การออกหมายจับและจับตัวอดีตพระพุทธะอิสระ โดยตำรวจพังกุฏิเข้าไปจับขณะนอนหลับ รวมทั้งพระเถระชั้นผู้ใหญ่หลายรูปในช่วงที่ผ่านมา และกรณีล่าสุดคือการออกหมายจับ แล้วจับกุมนายสุกิจ พูนศรีเกษม ทนายความ โดยการใช้กำลังบังคับกดคอลงกับพื้นบนสถานีตำรวจ ขณะพาผู้เสียหายไปใช้สิทธิตามกฎหมายในการแจ้งความร้องทุกข์
     
    ทั้งนี้ ไม่ว่าการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคดีจะเป็นความผิดตามกฎหมายหรือไม่ แต่ข้อเท็จจริงก็เป็นที่ทราบกันดีว่า บุคคลเหล่านี้ไม่ได้มีพฤติการณ์หลบหนี ทุกคนยังใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ ซ้ำส่วนใหญ่ยังพร้อมจะเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อหาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้รัฐพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนอีกด้วย แต่ตำรวจกลับไม่ยอมรับรู้ถึงการพร้อมเข้ารับทราบข้อกล่าวหาดังกล่าว และได้เสนอศาลออกหมายจับ โดยอ้างเพียงว่าสามารถกระทำได้ เนื่องจากเป็นคดีที่มีโทษจำคุกเกินสามปีตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 66 (1) ไม่จำเป็นต้องออกหมายเรียกก่อนแต่อย่างใด
     
    ในขณะเดียวกันหลายคดีที่มีโทษจำคุกสูงเกินสามปี แต่ตำรวจก็ไม่ได้เสนอศาลออกหมายจับ เช่น คดีผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรีปฏิบัติหน้าที่มิชอบ มีโทษจำคุกถึงสิบปี คดีอดีตผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเลย ฉ้อโกงประชาชน (ตำรวจ 192 นาย) และอีกหลายคดีที่ตำรวจไม่ได้เสนอศาลออกหมายจับ หรือแม้กระทั่งออกหมายเรียกเป็นผู้ต้องหา แต่กลับใช้วิธีแจ้งให้มารับทราบข้อหาและไม่ต้องมีการประกันตัวเหมือนประชาชนทั่วไป
     
    บทบัญญัติมาตรา 66 (1) นี้ได้กลายเป็นจุดอ่อนให้ตำรวจสามารถเลือกปฏิบัติต่อประชาชนอย่างไม่เป็นธรรม โดยใช้เป็นเหตุในการเสนอศาลออกหมายจับผู้ถูกกล่าวหาทุกคนได้ง่าย แม้กระทั่งบางคดีบุคคลนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดเลย และไม่มีโอกาสรู้ด้วยซ้ำว่าได้มีใครไปกล่าวหาตนในเรื่องอะไรที่ใด ศาลได้ออกหมายจับตนแต่เมื่อใด
     
    เมื่อศาลออกหมายจับแล้ว ตำรวจก็สามารถนำไปใช้จับผู้ถูกกล่าวหาด้วยวิธีการต่างๆ บางกรณีก็เป็นการแกล้งให้บุคคลเดือดร้อนได้รับความเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นการบุกเข้าไปจับในบ้านพักอาศัยโดยแจ้งให้สื่อไปทำข่าว การจับในสาธารณสถาน หรือสถานศึกษาต่อหน้านักเรียน เช่น กรณี ครูปรีชา ใคร่ครวญ หรือแม้กระทั่งสัญจรอยู่ตามทางสาธารณะยามวิกาล ควบคุมตัวไปยังสถานีตำรวจที่เสนอศาลออกหมาย ซึ่งอาจเป็นต่างจังหวัดที่ต้องใช้เวลาเดินทางหลายชั่วโมง สร้างความเดือดร้อนหวาดกลัวให้เกิดกับประชาชนทั้งคนไทยและชาวต่างชาติอย่างยิ่ง 
     
     การกระทำดังกล่าว ไม่ว่าในที่สุดผู้ถูกออกหมายจับจะเป็นผู้กระทำผิดจริงหรือไม่ แต่ไม่ได้เป็นไปตามตัวบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า “ให้สันนิษฐานว่า ผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่าบุคคลใดกระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้” 
     
    นอกจากนั้น ในการจับ ตำรวจก็มักไม่ได้ปฏิบัติตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ในมาตรา 83 ในเรื่องการแจ้งสิทธิ์แก่ผู้ถูกกล่าวหาในการแจ้งให้ญาติพี่น้องทราบถึงการถูกจับทันทีอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิธีการควบคุมตัวที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคสาม และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 86 บัญญัติว่า “ให้กระทำเท่าที่จำเป็นเพื่อป้องกันมิให้มีการหลบหนีเท่านั้น” 
     
    แต่หลายกรณีกลับมีการใช้กำลังบังคับ และใช้เครื่องพันธนาการ ทั้งที่ผู้ถูกจับไม่ได้มีพฤติการณ์หลบหนีแต่อย่างใด ก่อให้เกิดความเสียหาย ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และไม่เป็นธรรมต่อประชาชนอย่างยิ่ง อีกทั้งยังทำให้นานาชาติมองว่า ไทยเป็นประเทศที่ล้าหลัง เพราะกระบวนการยุติธรรมทางอาญาไม่มีความเป็นมาตรฐานสากล
     
    จึงขอเรียกร้องมายัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดผู้รับผิดชอบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดังนี้ 1. สั่งกำชับและควบคุมการปฏิบัติของตำรวจ มิให้เลือกปฏิบัติต่อประชาชนในการออกหมายเรียกผู้ต้องหาและเสนอศาลออกหมายจับโดยไม่มีความจำเป็นและไม่มีมาตรฐานเดียวกัน รวมทั้งวิธีการจับในลักษณะที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิเสรีภาพและชื่อเสียงของบุคคลโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และ 2.เร่งปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมอาญาของประเทศให้มีมาตรฐานสากล ด้วยการให้พนักงานอัยการตรวจสอบพยานหลักฐานให้ความเห็นชอบการออกหมายเรียกผู้ต้องหา และเสนอศาลออกหมายจับของตำรวจทุกคดี เช่นเดียวกับการปฏิบัติในนานาอารยประเทศทั่วโลกด้วย
     
    ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    ศาลฏีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินจำคุก 1 เดือน ไม่รอลงอาญา 'ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์' ฐานจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จหรือปกปิด

     
     
    21 มิ.ย. 2561 ข่าวสดออนไลน์รายงานว่าเวลา 11.00 น. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติไทย ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษาในคดีที่ ป.ป.ช. ยื่นฟ้อง จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จหรือปกปิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ในสมัยเป็น ส.ส. สมัยที่ 2 เมื่อปี 2556
     
    โดยศาลฎีกาฯพิจารณาแล้ว พิพากษาว่าจำเลยจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จหรือปกปิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย ป.ป.ช. ห้ามจำเลยดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ 9 ธ.ค. 2556 ที่พ้นจากตำแหน่ง ส.ส. ครั้งที่ 2 และให้จำคุก 2 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่งคงจำคุก 1 เดือน จำเลยเคยรับโทษจำคุกเกิน 6 เดือน ไม่ใช่คดีหมิ่นประมาทหรือลหุโทษและพ้นโทษมาไม่เกิน 5 ปี จึงไม่อาจรอการลงโทษได้
    ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    กลุ่มผู้เดือดร้อนจาก 7 จังหวัดที่มีสถานที่เก็บขยะอิเล็กทรอนิกส์ ยื่นหนังสือถึงนายกฯ แก้ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างจริงจัง


     
    21 มิ.ย. 2561 สำนักข่าวไทยรายงานว่านางสาวเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ นำตัวแทนประชาชนผู้เดือดร้อนจาก 7 จังหวัดที่มีสถานที่เก็บขยะอิเล็กทรอนิกส์ เดินทางมาศูนย์บริการประชาชน เพื่อยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้แก้ไขปัญหาการนำเข้า การจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างจริงจัง โดยขอให้ยกเลิกคำสั่ง หน.คสช.ที่ 4/2559 เรื่องการยกเว้นการใช้บังคับกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมสำหรับการประกอบกิจการบางประเภท เนื่องจากคำสั่งดังกล่าวทำให้โรงงานหรือกิจการเกี่ยวกับการกำจัดคัดแยกและการจัดการขยะ ทั้งอันตรายและไม่อันตรายสามารถตั้งได้ในพื้นที่สีเขียว ซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่ที่ควรรักษาไว้เพื่อสิ่งแวดล้อม
     
    นางสาวเพ็ญโฉม กล่าวอีกว่านอกจากนี้ขอให้เร่งออกประกาศห้ามนำเข้าสินค้าประเภทขยะอิเล็กทรอนิกส์และขยะมูลฝอยหรือวัสดุใช้แล้ว ได้แก่ ขยะพลาสติกตะกรันวาเนเลียม ขยะกระดาษที่ไม่จัดประเภทและขยะจำพวกสิ่งทอบางชนิด เนื่องจากพบว่าการนำเข้าขยะเหล่านี้มีการปนเปื้อนสารอันตราย ซึ่งรัฐบาลไทยควรเร่งดำเนินนโยบายห้ามนำเข้าขยะเหล่านี้ภายในปี 2561 และยกเลิกใบอนุญาตนำเข้าและใบอนุญาตตั้งโรงงานที่เกี่ยวข้องกับสินค้ากลุ่มนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยตกเป็นแหล่งรองรับขยะอันตรายจากประเทศจีนและประเทศอื่นๆ ที่เคยส่งออกขยะเหล่านี้ไปจัดการในประเทศจีน และขอให้มีการสอบสวนใบอนุญาตการนำเข้าและใบอนุญาตการประกอบกิจการโรงงานลำดับที่ 105 สำหรับกิจการคัดแยกและฝังกลบ และโรงงานลำดับที่ 106 สำหรับกิจการแปรรูปของเสียและโรงงานที่เกี่ยวกับการรีไซเคิลของเสียว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ รวมถึงการสอบสวนเอาผิดเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการได้รับผลประโยชน์อันมิชอบ
    ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ ประกาศเรื่อง ให้ 'พลเอกธีรชัย นาควานิช' พ้นจากตําแหน่งองคมนตรี เนื่องจากขอลาออกจากตําแหน่ง

     
     
    21 มิ.ย. 2561 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ ประกาศเรื่อง ให้องคมนตรีพ้นจากตําแหน่ง มีรายละเอียดระบุว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศว่า ตามที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งองคมนตรี ตามประกาศ ลงวันที่ 6 ธันวาคมพุทธศักราช 2559 แล้วนั้น
     
    บัดนี้ พลเอกธีรชัย นาควานิช องคมนตรี ได้ขอลาออกจากตําแหน่ง อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 11 และมาตรา 14 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้พ้นจากตําแหน่งองคมนตรี ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 19 มิถุนายน พุทธศักราช 2561 เป็นปีที่ 3 ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระราชโองการ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี
    ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    ในวันที่ 22 มิถุนายน 2561 ศาลฎีกานัดอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ.1805/2558 และคดีหมายเลขแดงที่ 1760/2558 ที่ทางกลุ่มพลเมืองโต้กลับเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง คสช. ในข้อหาร่วมกันเป็นกบฏ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 โดยศาลจะพิพากษาว่าจะรับฟ้องคดีนี้หรือไม่ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต่างยกฟ้อง โดยให้เห็นผลว่า รัฐธรรมนูญชั่วคราวที่คณะรัฐประหารร่างขึ้นใหม่มีบทบบัญญัติยกเว้นโทษการทำรัฐประหารและการใช้อำนาจต่อจากนั้นไว้แล้ว

    นี่ไม่ใช่กรณีแรกที่มีการฟ้องคณะรัฐประหารของไทย ซึ่งเกิดมาเป็นสิบครั้ง นับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง ปิยบุตร แสงกนกกุล เขียนในมติชนสุดสัปดาห์ โดยอ้างงานศึกษาของสมชาย ศิลปกุล และ พุฒิพงศ์ มานิสสรณ์ ที่ศึกษาพบว่าในจำนวนทั้งหมดนั้นมีการฟ้องร้องอยู่ 4 ครั้งและศาลพิพากษายกฟ้องทั้งหมด อันเป็นแหล่งที่มาของ “แนว” คำพิพากษาที่ปรากฏอยู่จนถึงการรัฐประหารครั้งล่าสุด 2557 สมัยที่ ร.ต.ฉลาด วรฉัตร ฟ้อง คสช.

    ประชาไทชวนย้อนอดีตกลับไปอ่านเหตุผลทางกฎหมาย ตั้งแต่ครั้ง 2490, 2514,2549, 2557 ก่อนจะรู้ผลว่า ศาลฎีกาจะรับฟ้องคดีที่กล่าวหาว่า คสช.มีการกระทำอันเป็นกบฏหรือไม่

    เรียบเรียงข้อมูลโดย อิศเรศ เทวาหุดี, อัจฉริยา บุญไชย, ทัศมา ประทุมวัน

    ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai