Are you the publisher? Claim or contact us about this channel


Embed this content in your HTML

Search

Report adult content:

click to rate:

Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


    พล.อ.ประยุทธ์ หารือนายกรัฐมนตรีเวียดนาม หวังขยายการค้า-ลงทุน เชื่อมโยงการเดินทางไทย-เวียดนามทั้งทางบก เรือ อากาศ เสนอเปิดการเดินรถโดยสารเชื่อมภาคอีสานสู่เวียดนามภาคกลาง เชื่อมโยงเส้นทางการบิน ลงนามบันทึกความร่วมมือ 3 ฉบับ พร้อมทั้งสถาปนาบ้านพี่เมืองน้องฉะเชิงเทรา-เกิ่นเทอ

    นายกรัฐมนตรีเดินทางมาถึงสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2557 (ที่มา: เว็บไซต์รัฐบาลไทย)

    นายกรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีเวียดนาม เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามแผนปฏิบัติการและบันทึกความเข้าใจ 3 ฉบับ คือ 1. แผนปฏิบัติการเพื่อดำเนินความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย-เวียดนาม 2. แผนปฏิบัติการว่าด้วยการแลกเปลี่ยนว่าวัฒนธรรมไทย – เวียดนาม 3. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสถาปนาความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้องระหว่างจังหวัดฉะเชิงเทรากับนครเกิ่นเทอ เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2557 (ที่มา: เว็บไซต์รัฐบาลไทย)

     

    27 พ.ย. 2557 - เว็บไซต์รัฐบาลไทยรายงานว่า เมื่อเวลา 16.05 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. พบหารือกับนายเหวียน เติ๊น สุง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ณ สำนักนายกรัฐมนตรีเวียดนาม สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม สรุปสาระสำคัญการหารือดังนี้

    นายกรัฐมนตรีแสดงความยินดีที่ความสัมพันธ์ไทย-เวียดนามมีความใกล้ชิดและพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะภายหลังการประกาศความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เมื่อเดือนมิถุนายน 2556 ทั้งนี้ในปี 2559 ไทยและเวียดนามจะครบรอบ 40 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต

    ด้านการค้า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการค้ามูลค่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี ค.ศ. 2020 ทั้งสองฝ่ายพร้อมเดินหน้าหาช่องทางในการขยายการค้าระหว่างกัน โดยใช้ประโยชน์เพื่ออำนวยความสะดวกและผลักดันให้มีการส่งออกและนำเข้าสินค้าระหว่างกันมากขึ้นโดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่ทั้งสองฝ่ายมีความร่วมมือระหว่างกัน ได้แก่ ข้าวและยางพารา ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

    ด้านการลงทุน นายกรัฐมนตรีขอบคุณรัฐบาลเวียดนามที่ดูแลนักธุรกิจไทยที่เข้าไปลงทุนในเวียดนามมาโดยตลอด และขอเสนอให้หน่วยงานส่งเสริมการลงทุนสองฝ่ายพิจารณาจัดตั้งกลไกหรือคณะทำงานส่งเสริมและคุ้มครองด้านการลงทุนระหว่างกัน เพื่อใช้ความตกลงด้านการลงทุนที่มีอยู่ เช่น ความตกลงคุ้มครองการลงทุน และอนุสัญญายกเว้นการเก็บภาษีซ้อนให้ได้ประโยชน์สูงสุด และส่งเสริมให้ธนาคารไทยมาเปิดสาขาในเวียดนามมากขึ้น

    ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรียังยินดีที่ทราบว่า รัฐบาลเวียดนามอนุมัติให้บริษัท ปตท. ดำเนินโครงการก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมันและโรงงานปิโตรเคมีในเขตเศรษฐกิจเญินโห่ย จ. บิ่งห์ดิ่งห์ รวมทั้ง บริษัท EGAT I ของไทยเข้ามาลงทุนโรงงานผลิตไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานทั้งในไทย เวียดนามและภูมิภาค

    ด้านการเชื่อมโยง ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งที่จะช่วยทำให้การรวมกลุ่มของอนุภูมิภาคมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งทางบก น้ำ และอากาศ โดยให้ความสำคัญในการใช้ประโยชน์จากเส้นทาง R8 R9 และ R12 เชื่อมต่อไทย ลาวและเวียดนามโดยฝ่ายไทยขอเสนอให้เปิดบริการรถโดยสาร ในเส้นทางระหว่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยกับภาคกลางของเวียดนาม ซึ่งนอกจากจะเป็นการกระตุ้นการค้าและการลงทุนแล้ว ยังจะเพิ่มการท่องเที่ยวในอนุภูมิภาคโดยรวมด้วย นอกจากนี้ทั้งสองฝ่ายยินดีสนับสนุนให้สายการบินต้นทุนต่ำเปิดเส้นทางการบินใหม่ ๆ ซึ่งจะเป็นโอกาสทางธุรกิจของสายการบินเองและช่วยสนับสนุนการเชื่อมโยงระหว่างประชาชนและนักธุรกิจของทั้งสองประเทศ รวมทั้งให้มีการพัฒนาการเดินเรือตามแนวชายฝั่งทะเล เพื่อส่งเสริมการขยายตัวของการท่องเที่ยวระหว่างกัน

    สำหรับสถานการณ์ทะเลจีนใต้ ในฐานะผู้ประสานงานอาเซียน - จีน ไทยมุ่งส่งเสริมให้การเจรจาจัดทำ COC มีความคืบหน้า และส่งเสริมให้อาเซียนมีท่าทีร่วมกันเพื่อความสงบในพื้นที่และในภูมิภาค

    โดยโอกาสนี้นายกรัฐมนตรีเชิญนายกรัฐมนตรีเวียดนามเยือนไทยอย่างเป็นทางการและเป็นประธานร่วมการประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมไทย - เวียดนามอย่างไม่เป็นทางการ ครั้งที่ 3 ที่ฝ่ายไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นในเดือนมกราคม 2558 ซึ่งจะเป็นโอกาสให้คณะรัฐมนตรีของทั้งสองฝ่ายร่วมกันหารือความร่วมมือเพื่อส่งเสริมการเป็นหุ้นส่วนในด้านต่าง ๆ

    นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ได้ตอบรับคำเชิญของนายกรัฐมนตรีที่จะเข้าร่วมการประชุม GMS ที่จัดขึ้นในไทย และร่วมเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมไทย-เวียดนาม อย่างไม่เป็นทางการ ครั้งที่ 3 ในต้นปีหน้า

    สำหรับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ เวียดนามพร้อมที่จะส่งเสริมความเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจ ตะวันออก-ตะวันตก และเหนือ-ใต้ รวมทั้งความร่วมมือในมิติอื่นๆ ทั้ง การศึกษา วัฒนธรรม การท่องเที่ยวและกีฬา รวมทั้งการกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคง นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวว่า พร้อมจะสนับสนุนไทยในทุกเวที ทั้งระดับประเทศ ภูมิภาคและภายใต้กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งนี้ความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม ที่มีความเข้มแข็งในฐานะหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ จะเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาอย่างสร้างสรรคแก่อาเซียน และภูมิภาคโดยรวม

    ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นายกรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีเวียดนาม เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามแผนปฏิบัติการและบันทึกความเข้าใจ 3 ฉบับ คือ 1. แผนปฏิบัติการเพื่อดำเนินความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย-เวียดนาม 2. แผนปฏิบัติการว่าด้วยการแลกเปลี่ยนว่าวัฒนธรรมไทย – เวียดนาม 3. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสถาปนาความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้องระหว่างจังหวัดฉะเชิงเทรากับนครเกิ่นเทอ

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ยกฟ้อง ยุทธภูมิ ซึ่งถูกกล่าวหาโดยพี่ชายแท้ๆ ว่าทำผิดมาตรา 112 
     
    28 พ.ย.2557  ที่ห้องพิจารณาคดี 804 ศาลอาญา รัชดา เวลา 9.50 น. มีการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีที่นายยุทธภูมิ เป็นจำเลยในคดีมาตรา 112 และศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องไปก่อนหน้านี้ วันนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ยกฟ้องตามศาลชั้นต้น 
     
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจำเลยและญาติมาศาล รวมถึงผู้สังเกตการณ์คดีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติราว 10 คน
     
    ศาลอุทธรณ์ระบุว่า คดีนี้มีพยานซึ่งเป็นพี่ชายเพียงปากเดียวที่ยืนยันว่าจำเลยพูดบ่นข้อความตามฟ้องระหว่างดูข่าวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับรถเข็น ต่อมาอีก 5 วันพยานเห็นจำเลยเขียนข้อความไม่เหมาะสมลงแผ่นซีดี ซึ่งรู้เห็นเหตุการณ์เพียงลำพัง ไม่มีน้ำหนักรับฟังได้มั่นคง อีกทั้งคุณลักษณะพยานยังมีข้อบกพร่องเนื่องจากมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน คดีนี้พยานก็เป็นร้องทุกข์กล่าวโทษจำเลยเอง มีลักษณะเป็นการกระทำตอบโต้จำเลย อาจมีการปรุงแต่งข้อเท็จจริง ในการสืบพยานก็ไม่สามารถบอกได้ว่ารายการทีวีดังกล่าวคือช่องใด ไม่มีการนำภาพข่าวดังกล่าวมาแสดงต่อศาล จึงนับเป็นการนำสืบอย่างเลื่อนลอย ส่วนซีดีแม้มีผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าเป็นลายมือของจำเลย แต่ก็เป็นเพียงความเห็นผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งไม่มีการนำสืบถึงวิธีการตรวจพิสูจน์โดยละเอียดโจทก์นำสืบเพียงข้อสรุปว่าลายมือนั้นเป็นของจำเลย อีกทั้งผู้ตรวจพิสูจน์ยังยอมรับว่าการตรวจพิสูจน์ความหนักเบาของลายเส้นบนซีดีนั้นทำได้ยาก เนื่องจากมีพื้นผิวแข็งและลื่น จึงยังมีเหตุแห่งความสงสัย ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น
     
    ทั้งนี้ คดีดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากพี่ชายแท้ๆ ของยุทธภูมิได้ร้องทุกข์กล่าวโทษกับตำรวจว่าน้องชายตนเองกระทำการหมิ่นสถาบันโดยการพูดระหว่างดูข่าวราชสำนักในบ้านและเขียนถ้อยคำลงบนปกซีดี เขาถูกพนักงานสอบสวนเรียกไปให้ปากคำแล้วปล่อยตัว แต่ต่อมาเมื่ออัยการฟ้องคดีต่อศาล เขาก็ถูกจำคุกราว 1  ปีโดยไม่ได้รับการประกันตัว ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะพิพากษาเมื่อวันที่ 13 ก.ย.2556 ให้ยกฟ้องจำเลยเนื่องจากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบไม่มีน้ำหนักมั่นคงเพียงพอให้ปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง เนื่องจากมีพี่ชายคนเดียวที่เบิกความยืนยันและก่อนหน้านั้นทั้งคู่ทะเลาะกันรุนแรงจนจะใช้อาวุธมีดทำร้ายกันหลายครั้ง จึงถือว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกันอย่างรุนแรง
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    วันจันทร์ที่ 1 ธ.ค. 2557 ศาลอาญา นัดไต่สวนมูลฟ้อง คดีหมายเลขดำที่ อ.2888/2557 ตามที่โจทก์ ได้แก่ บริษัทบางกอกเอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด หรือ ช่อง 3 ยื่นฟ้องจำเลย คือ นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช.  ด้วยข้อหาหมิ่นประมาท จากการให้สัมภาษณ์เมื่อช่วงเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา กับสื่อโทรทัศน์ อาทิ ช่อง Voice TV อาร์เอสทีวี พีพีนิวส์ ช่อง 7 สี และวิทยุ รวมทั้งทางสื่อต่างๆ ในประเด็นว่า หากช่อง 3 บีบบังคับ กสทช. ต้องผ่อนปรนช่อง 3 เท่ากับหักหลังผู้ให้บริการโครงข่าย ผู้ประมูลดิจิตอลทีวี และประชาชนที่จะได้รับคูปอง เพราะช่อง 3 ได้รับอภิสิทธิ์ ในระบบอำนาจนิยมอุปถัมภ์มานานหลายปี รวมทั้ง กล่าวหาว่า จำเลยได้ใช้ทวิตเตอร์ @supinya รีทวีตข้อความของผู้ใช้ชื่อว่า “แคน สาริกา” @can_nw ที่ปรากฏข้อความเป็นการหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์ ที่อาจทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจได้ว่าโจทก์ใช้อำนาจทุนและความสัมพันธ์ส่วนบุคคลในการประกอบธุรกิจเพื่อให้ผูกขาด และเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค โดยเป็นการนำเข้า และจงใจยินยอมให้มีการนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ดังกล่าว

    ก่อนหน้านี้ ในคดีเดียวกัน โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลย กสท.ทั้ง 3 คน ได้แก่ นางสาวสุภิญญา พร้อมด้วย พลโท ดร.พีระพงษ์ มานะกิจ และ ผศ.ดร.ธวัชชัย จิตรภาษ์นันท์ ด้วยข้อหาร่วมกันและสนับสนุนให้มีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยจัดให้มีการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) นัดพิเศษ เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2557 โดยมุ่งหมายเพื่อออกคำสั่งทางปกครองให้ระงับการนำสัญญาณของโจทก์ไปถ่ายทอดผ่านระบบดาวเทียมและเคเบิล ต่อมา วันที่ 18 ก.ย. 57 ศาลได้ยกฟ้องคดีที่จำเลยทั้งสาม ข้อหาร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ยังคงเหลือแต่คดีฟ้องหมิ่นประมาทเฉพาะนางสาวสุภิญญา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา  326, 328 และ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 และ 15 ประกอบกับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ซึ่งศาลอาญาได้นัดไต่สวนในวันจันทร์ที่ 1 ธ.ค. นี้ เวลา 13.30 น.

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    27 พ.ย. 2557 ที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต อนุสรณ์ ธรรมใจ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ และคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต แถลงข่าวเรื่อง การคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจ ปี 2557 และแนวโน้มอุตสาหกรรม: ปัจจัยเสี่ยงและโอกาส โดยระบุว่า เศรษฐกิจไทยปี พ.ศ. 2558 จะมีภาคการลงทุนเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ ภาครัฐมีแผนเพิ่มประสิทธิภาพการเบิกจ่ายการลงทุนให้ได้ 87% จากงบประมาณที่ตั้งไว้ เมื่อเทียบกับปีงบประมาณปี พ.ศ. 2557 มีการเบิกจ่ายงบลงทุนเพียงแค่ 65% (ผลจากวิกฤตการณ์การเมือง) การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ทำต่อเนื่องจากรัฐบาลชุดที่แล้วจะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบในปี พ.ศ. 2558 ไม่ต่ำกว่า 50,000 ล้านบาท

    ส่วนการท่องเที่ยวพร้อมที่จะฟื้นตัวและเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพหากมีการยกเลิกกฎอัยการศึก คาดการณ์ว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยปี พ.ศ. 2558 จะอยู่ที่ระดับ 4-5% มีกรณีพื้นฐานอยู่ที่ 4.5% โดยคาดว่าอัตราการขยายตัวภาคการลงทุนจะอยู่ที่ระดับ 5-5.8% อัตราการเติบโตของภาคการบริโภคจะอยู่ที่ 3-3.2%

    ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป คณะเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิต พยากรณ์ว่า ดุลการค้าจะเกินดุล 23-24 พันล้านดอลลาร์  และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 8.5-9.5  พันล้านดอลลาร์ มูลค่าการส่งออกเติบโตได้ประมาณ 5-6% อัตราการขยายตัวของมูลค่านำเข้าอยู่ที่ระดับ 4-5%      

    ทางคณะเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิต คาดการณ์ว่าหากเศรษฐกิจไทยขยายตัวในช่วงระหว่าง 4-5% อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไตรมาสแรกปี พ.ศ. 2558 จะอยู่ที่ 2.2-2.7% ไตรมาสสองอยู่ที่ 6.2-8.0% ไตรมาสสามอยู่ที่ 7.5-8.5% ไตรมาสสี่อยู่ที่ 0.2-1%  โดยที่กรณีพื้นฐานที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด เศรษฐกิจทั้งปีจะเติบโตได้ที่ 4.5% โดยที่เศรษฐกิจไตรมาสแรกปี พ.ศ. 2558 จะอยู่ที่ 2.2% ไตรมาสสองอยู่ที่ 7.2% ไตรมาสสามอยู่ที่ 8.5% ไตรมาสสี่อยู่ที่ 0.2% เมื่อเทียบกับระยะเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า  

    อนุสรณ์ แสดงความเห็นว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยมีความผันผวนอย่างมากตามทิศทางปริมาณการค้าของโลกและอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลก และวิกฤตการณ์การเมืองภายในประเทศ โดยที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยปี พ.ศ. 2554 อยู่ที่ 0.1% พ.ศ. 2555 อยู่ที่ 6.5% พ.ศ. 2556 อยู่ที่ 2.9% พ.ศ. 2557 อยู่ที่ 1% และในปี พ.ศ. 2558 น่าจะเติบโตได้ที่ 4-5% อัตราการเติบโตโดยในเฉลี่ยในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2554-2558 อยู่ที่  3% ซึ่งถือว่ามีอัตราการขยายตัวที่ต่ำกว่าศักยภาพของเศรษฐกิจไทยอันเป็นผลมาจากความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอยลงจากคุณภาพทรัพยากรมนุษย์และการขาดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ความไม่มีประสิทธิภาพของระบบราชการและความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง การทุจริตคอร์รัปชันที่เพิ่มต้นทุนให้กับภาคธุรกิจ การเติบโตที่ต่ำกว่าศักยภาพเป็นเวลานานๆ จะทำให้เกิดปัญหาวิกฤตการณ์หนี้สาธารณะในอนาคตและคุณภาพชีวิตโดยรวมของประชาชนไม่ดีขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น

    อนุสรณ์ วิเคราะห์ว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ปัจจัยเสี่ยงและโอกาสที่จะต้องจับตา ได้แก่

    1. การปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาและการแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์ จะสร้างแรงกดดันต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนระยะสั้นซึ่งจะมีผลต่อความผันผวนของตลาดการเงินและค่าเงินบาท เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลง 

    2. ทิศทางราคาน้ำมันโลกยังอยู่ในช่วงขาลงและทรงตัวอยู่ที่ระดับ 75-85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลโดยระดับราคามีโอกาสดีดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง การปรับโครงสร้างราคาพลังงานในประเทศอาจทำให้อัตราเงินเฟ้อเร่งต้วขึ้นเล็กน้อย 

    3. การผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรปและธนาคารกลางญี่ปุ่น มีผลทำให้ค่าเงินยูโรและค่าเงินเยนอ่อนค่าลงอย่างชัดเจน และเกิดภาวะ Yen Carry Trade และ Euro Carry Trade

    4. ความเสี่ยงจากวิกฤตการณ์ทางการเมืองอันเป็นผลมาจากการไม่จัดการเลือกตั้งตามกำหนดเวลาและการร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย

    5. โอกาสและความเสี่ยงอันเกิดจากการปฏิรูปเศรษฐกิจและการปฏิรูปด้านต่างๆ ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศ 

    อนุสรณ์ ประเมินแนวโน้มความเสี่ยงและโอกาสของภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรมใน ปี พ.ศ. 2558 ว่า อัตราการใช้กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมโดยรวมน่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นมาที่ระดับ 65% ซึ่งยังไม่ได้เป็นระดับที่จะมีการลงทุนใหม่ๆ เพิ่มเติมจำนวนมาก จะมีเฉพาะบางอุตสาหกรรมเท่านั้น ที่จะมีการลงทุนขยายกำลังการผลิตเพิ่มเพราะมีอัตราการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นมาที่ระดับ 75-85% เช่น ปูนและวัสดุก่อสร้าง IC และ Semiconductor เคมีภัณฑ์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นต้น จะมีการควบรวมกิจการมากขึ้นระหว่างผู้ประกอบการภายในประเทศและระหว่างกิจการในประเทศกับต่างประเทศ

    สินค้าอุตสาหกรรมที่เป็นสินค้าคงทนและผลิตจำหน่ายในประเทศขยายตัวเป็นบวกเล็กน้อย เช่น ยานยนต์ HDD (ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์) อุตสาหกรรมก่อสร้างและวัสดุก่อสร้างขยายตัวดีและมีความเสี่ยงต่ำ อุตสาหกรรมสิ่งทอและรองเท้ายังคงเติบโตต่ำและความสามารถในการแข่งขันลดลง ยังคงมีการทยอยย้ายฐานการผลิตอย่างต่อเนื่อง อุตสาหกรรมอาหารยังคงขยายตัวได้ดีและยังคงฟื้นตัวต่อเนื่อง อุตสาหกรรมปิโตรเลียมขึ้นอยู่นโยบายพลังงานของประเทศในอนาคตว่าจะมีทิศทางเป็นอย่างไร อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์และพลาสติกมีความเสี่ยงและต้นทุนลดลง อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า ขยายตัวเพิ่มมากขึ้นจากการส่งออกในกลุ่มอาเซียน

    ภาคการท่องเที่ยวและโรงแรมน่าจะปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น โดยพยากรณ์ว่าอัตราการเข้าพักโรงแรมฟื้นตัวจากระดับ 47%ในไตรมาสสองปี พ.ศ. 2557 มาอยู่ระดับ 65% ในปี พ.ศ. 2558 (แต่ต้องยกเลิกกฎอัยการศึกและมีเสถียรภาพการเมืองภายในประเทศ)  

    ราคาสินค้าเกษตร รายได้และผลผลิตภาคเกษตรโดยรวมยังคงหดตัวแต่ขยายตัวติดลบน้อยลง  ยกเว้นปศุสัตว์ สินค้าประมงและปาล์มน้ำมัน ที่ขยายตัวเป็นบวก

    ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจโลก อนุสรณ์ ธรรมใจ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจโลกในปี พ.ศ. 2558 น่าจะขยายตัวได้ในระดับ 3.8% โดยเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกามีการฟื้นตัวอย่างชัดเจนโดยเติบโตได้ในระดับ 3.2% การจ้างงานดีขึ้นอย่างชัดเจน การลดลงของหนี้สินภาคครัวเรือน สถานะของดุลการค้าดีขึ้นพร้อมกับการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ มีความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาจะปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยในช่วงกลางปี ส่วนเศรษฐกิจยูโรโซนมีทิศทางปรับตัวดีขึ้นอย่างช้าๆ โดยน่าจะขยายตัวได้ในระดับ 1.1-1.2% (จากที่เติบโตเพียง 0.8-0.9% ในปี พ.ศ. 2557) เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังคงอ่อนแอและขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้งว่าจะได้รัฐบาลที่มีแนวทางปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจังแทนการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะหน้าหรือไม่ คาดว่าจะมีอัตราการขยายตัวที่ระดับ 1.2% ในปีหน้า

    ส่วนเศรษฐกิจจีนปีหน้าจะชะลอตัวลงเล็กน้อยโดยน่าจะเติบโตได้ในระดับ 7.2-7.3% ทางด้านอาเซียนซึ่งเป็นคู่ค้าหลักอันดันหนึ่งของไทย (คิดเป็นสัดส่วน 26-27% ของมูลค่าส่งออก) ในปี พ.ศ. 2558 เติบโตเพิ่มขึ้น 5.8-6% (เทียบกับ 5.5% ในปี พ.ศ. 2557) การส่งออกของไทยจึงขยายตัวเพิ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2558 จากอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นของปริมาณการค้าโลกที่ระดับ 5% ตามทิศทางของเศรษฐกิจโลกแต่ส่วนแบ่งการตลาดของสินค้าไทยส่วนใหญ่ของไทยไม่ดีขึ้นเพราะความสามารถในการแข่งขันของไทยค่อนข้างทรงตัว

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ภาคีนักวิชาการภาคใต้ นักกฏหมาย และนักกิจกรรม แถลงจี้ คสช.ยกเลิกกฏอัยการศึก หยุดคุกคามประชาชน และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ด้านข้อมูลสภาทนายความเผยหลัง รปห. 291 คนถูกจับกุม

    28 พ.ย 2557 - ที่คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยทักษิณ ได้มีการจัดกิจกรรมสัปดาห์สิทธิมนุษยชนครั้งที่ 3 "คืนสิทธิ คืนสุข (ศุกร) ประชาชน" ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 -27 พ.ย. ที่ผ่านมา โดยเมื่อวานนี้ได้มีการออกแถลงการณ์การ ให้ยุติการละเมิดสิทธเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และยกเลิกกฏอัยการศึกษา โดยกลุ่มเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมและองค์กรชุมชนภาคใต้ มีเนื้อหาดังนั้

    ภาพจาก : ASTV ผู้จัดการออนไลน์

    00000

    จากการยึดอำนาจการปกครองประเทศของโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และประกาศกฎอัยการศึกเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 นั้น ได้ส่งผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะผู้แสดงออกทางการเมืองที่ไม่ยอมรับต่อการรัฐประหาร ได้มีการควบคุมตัวบุคคลโดยไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา และมีการจับกุมประชาชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน (ณ วันที่ 28 ตุลาคม 2557) จำนวนประชาชนที่ถูกจับ และควบคุมตัว 291 ราย ถูกควบคุมตัวโดยไม่แจ้งข้อกล่าวหาและได้รับการปล่อยตัว 229 ราย จำนวนคดีที่ขึ้นสู่ศาลทหาร 69 คดี จำนวนคดีที่ขึ้นสู่ศาลพลเรือน 33 คดี และจำนวนนักโทษที่ถูกดำเนินคดีด้วยเหตุทางการเมือง 102 ราย อันประกอบด้วย นักวิชาการ สื่อมวลชน นักกิจกรรมทางสังคม นักศึกษา และประชาชนทั่วไป นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม หรือเสวนาทางวิชาการที่ถูกแทรกแซงไม่ให้จัด หรือควบคุมเนื้อหาอีกจำนวน 33 กิจกรรม ทำให้เกิดบรรยากาศภายในประเทศที่ประชาชนไม่สามารถแสดงออกซึ่งความคิดเห็นของ ตนเองได้อย่างเสรีภาพ

    เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมและองค์กรชุมชนภาคใต้ เห็นว่า การกระทำดังกล่าวข้างต้นเป็นการคุกคาม และละเมิดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

    1.ตามวิถีทางการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ต้องเคารพสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ประชาชนทุกคนย่อมมีเสรีภาพในการแสดงออก ผ่านการพูด เขียน การแสดง หรือวิธีการอื่นใดเพื่อสื่อสารกับผู้อื่น รวมทั้งมีเสรีภาพในทางความคิด ตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองข้อ 18 และ 19 การกระทำของเจ้าหน้ารัฐโดยอาศัยอำนาจของกฎอัยศึกเป็นการละมิดต่อสิทธิ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดยสันติตามธรรมเนียมประเพณีในระบอบประชาธิปไตย

    2.การที่เจ้าหน้าที่ทหารควบคุมประชาชนซึ่งมีความเห็นต่างโดย เหตุปัจจัยทางการเมือง ทั้งที่ควรจะยอมรับในการแสดงออกในความเห็นที่แตกต่าง และไม่ละเมิดต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แม้กฎอัยการศึกจะให้อำนาจในการประกาศ และอำนาจในการสั่งห้ามประชาชนในการกระทำการต่างๆ อย่างกว้างขวาง แต่หน่วยงาน และเจ้าหน้าที่ผู้ใช้อำนาจพึงต้องระลึกว่าการใช้อำนาจต้องผูกพันตามสิทธิ เสรีภาพ ตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของประชาชน

    3.นับแต่การรัฐประหารในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 มีการใช้อำนาจ การประกาศใช้กฎอัยการศึก การดำเนินคดีต่อเหตุการณ์ และกิจกรรมทางการเมืองที่มีลักษณะเป็นการลิดรอนสิทธิ เสรีภาพ อิสรภาพของบุคคล เป็นการจำกัดพื้นที่ของการแสดงออก และการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างสันติ ไม่เป็นผลดีต่อการสร้างความปรองดองอย่างยั่งยืนที่สะท้อนต่อสภาพ และรากเหง้าของความขัดแย้ง อีกทั้งนำไปสู่การเพิ่มความขัดแย้ง ชิงชัง ให้บาดลึกในสังคมมากขึ้นไปอีก

    เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมและองค์กรชุมชนภาคใต้

    หน่วยวิจัยประชาธิปไตยชุมชนเพื่อการพัฒนา มหาวิทยาลัยทักษิณ

    มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.)

    สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.)

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    นายกรัฐมนตรีกลับมาจากเยือนเวียดนามแล้ว ระบุเห็นเพจ "เปลี่ยนฉากหลังให้ทั่นผู้นำ" แล้วบอกเลย "ทุเรศทุกอัน" พร้อมถามกลับนักข่าว แทนที่จะถามว่านายกรัฐมนตรีเหนือยไหม ทำไมถามแต่จะเลือกตั้งเมื่อไหร่ รธน.เสร็จไหม บอกเลยยังไม่ร่างสักมาตรา เผยรู้หมดสื่อเขียนอะไร ด่าไม่ว่า แต่ขอความเป็นธรรม

    พิธีต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ระหว่างเยือนเวียดนามเมื่อวันที่ 27 พ.ย. ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางกลับถึงกรุงเทพมหานครแล้ววันนี้ (ที่มา: แฟ้มภาพ/เว็บไซต์รัฐบาลไทย)

    28 พ.ย. 2557 - ภายหลังการเยือน สปป.ลาว และเวียดนาม ระหว่างวันที่ 26-27 พ.ย. ที่ผ่านมาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. นั้น ล่าสุดวันนี้ (28 พ.ย.) พล.อ.ประยุทธ์ ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวหลังเดินทางกลับจากการเยือนเวียดนาม ทั้งนี้ นสพ.โลกวันนี้ รายงานว่า เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ถูกตั้งคำถามเดี่ยวกับการเมืองหลายเรื่องทำให้ถึงกับออกปากว่า "ทุกเรื่องลงผมหมด ผมเป็นนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบทุกเรื่อง ไม่ต้องห่วง ไม่ปัดรับผิดชอบหรอก"

    ทั้งนี้นายกรัฐมนตรียืนยันว่าจะมีเลือกตั้งตามโรดแมพ ไม่ต้องมาจี้กดดันเลือกตั้งเมื่อไหร่ จะเลือกตั้งพรุ่งนี้เลย พร้อมก็พร้อมนะ เลือกได้เลือกไป สื่ออย่าเอาทุกเรื่องมาพันกัน วันนี้รัฐธรรมนูญยังไม่ได้ร่างสักมาตราเลย มาพูดมาถามก็เกิดขัดแย้ง แค่ทีมร่างรัฐธรรมนูญก็หลายความเห็น ตีกันไม่เลิกแล้ว ไหนอีกกี่เวที นักศึกษาอีก จะตีกันอีกมั้ย ตกลงกันให้ได้ จะเอายังไง

    “จะมาเอาอะไรกับผมนักวะ ผมกลับมาเหนื่อยๆ ไปประชุม ไม่ได้นอนเลย กลับมาแทนที่จะถามว่า นายกรัฐมนตรีเหนื่อยไหม เป็นยังไงบ้าง นี่กลับมา มีแต่ถามจะเลือกตั้งเมื่อไหร่ รัฐธรรมนูญจะเสร็จไหม ก็ยังไม่ได้ร่างเลย สักมาตรา จะถามอะไรนักหนา ผมเหนื่อยนะ”

    “ผมเนี่ย อ่านทุกฉบับ รู้หมดใครเขียนอะไร เขียนด่าไม่ว่า แต่ต้องให้ความเป็นธรรมผมบ้าง ไปทำงานเหนื่อยแสนเหนื่อย ทำงาน กลับมาต้องมาหย่าศึก อีกน่ารำคาญ จะมาอะไรนักหนา โธ่! เอ้ย นี่ไม่ได้อารมณ์เสียนะ ไม่ได้โมโหมา 3 วันแล้ว แต่จะเอาอะไรวะ นี่ไม่ได้บ่น นะ แต่เหนื่อย โมโห แต่มีสติ นะ โมโห แล้วทำมั้ย ทำงานทำมากกว่าเดิม เพราะคนคาดหวัง ผมก็ยิ่งกดดัน แต่ในความโมโห มีสติ เวลาโมโหมีแต่อาการ ออก แต่เวลาโมโห ผมต้องยิ่งรอบคอบ นะ”

    ส่วนเพจ "เปลี่ยนฉากหลังให้ทั่นผู้นำ" ทวิตเตอร์ของ @Prachaya_Iceระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ เห็นแล้ว และกล่าวด้วยว่า "ทุเรศทุกอัน"

    อนึ่งก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 25 พ.ย. พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงกระแสข่าวที่ประชาชนเบื่อรายการคืนความสุขแก่คนในชาติว่า เบื่อกันแล้วใช่ไหม ครังหน้าจะให้รำละครเอาไหม หรือจะไม่ให้พูดเลย ซึ่งตนทำได้ทุกเรื่อง นอกจากนี้ภายหลังบันทึกเทปรายการคืนความสุขแก่คนในชาติเสร็จ พล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวกับคณะทำงานว่า อยากให้เปลี่ยนรูปเอาภาพอื่นมาใส่บ้าง ต้องเป็นภาพที่ดึงดูดและน่าสนใจ ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็รับปาก อย่างไรก็ตาม ต่อมาหลังกระแสข่าวดังกล่าวได้มีแอดมินนิรนาม ทำเพจ "เปลี่ยนฉากหลังให้ทั่นผู้นำ" โดยทำไฟล์ภาพให้แฟนเพจนำไปตกแต่งฉากหลังใหม่ให้รายการ "คืนความสุขให้คนในชาติ"

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    การรถไฟแห่งประเทศไทย แจ้งปิดการจราจร ถ.กำแพงเพชร 6 ช่วงหลังขนส่งหมอชิต-ที่หยุดรถไฟ กม.11 ถาวรเริ่ม 30 พ.ย. นี้ เพื่อวางรากฐานทางวิ่งยกระดับ โครงการรถไฟสายสีแดง โดย รฟท. จะสร้างถนนเลี่ยงและจัดช่องจราจรใหม่

    ความคืบหน้าการก่อสร้างทางรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ-รังสิต (ที่มา: Bangsue-rangsitredline.com)

    28 พ.ย. 2557 - การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)กระทรวงคมนาคม แจ้งว่า จะปิดการจราจรบนถนนกำแพงเพชร 6 เริ่มตั้งแต่ด้านหลังสถานีขนส่งหมอชิต ถึง ที่หยุดรถไฟ กม.11 บริเวณใต้ทางด่วนศรีรัช ระยะทางประมาณ 700 เมตร เป็นการถาวร เพื่อใช้เป็นพื้นที่ก่อสร้างฐานรากทางวิ่งยกระดับ โครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ – รังสิต โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน 2557 เวลา 06.00 น.เป็นต้นไป

    ในการนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนผู้ใช้เส้นทางในบริเวณดังกล่าว รฟท. ได้ก่อสร้างถนนใหม่ทดแทน ตลอดแนวด้านข้างฝั่งทิศเหนือของสถานีขนส่งหมอชิต ขนาดความกว้างจำนวน 2 ช่องจราจร เพื่อใช้เป็นเส้นทางเชื่อมถนนกำแพงเพชร 6 กับถนนกำแพงเพชร 2 และกำหนดจัดการจราจรในเส้นทางดังกล่าวให้เดินรถทางเดี่ยว

    โดยผู้ที่ใช้ถนนกำแพงเพชร 2 ขาออก จากแยก อตก. มุ่งหน้าวัดเสมียนนารี หรือ ถนนวิภาวดี-รังสิต สามารถเลือกใช้เส้นทางดังนี้

    1. ใช้ถนนกำแพงเพชร 2 (เส้นทางด้านหน้าสถานีขนส่งหมอชิต 2 ) ไปตามปกติ

    2. ใช้ถนนกำแพงเพชร 6 (เส้นทางด้านหลังสถานีขนส่งหมอชิต 2 ) เข้าสถานีขนส่งหมอชิต ได้ตามปกติ จนถึงจุดที่ปิดการจราจร ให้เลี้ยวขวาเข้าถนนที่ตัดใหม่ แล้วเลี้ยวซ้ายกลับเข้าสู่ถนนกำแพงเพชร 2

    ทั้งนี้ประชาชนที่ใช้เส้นทางดังกล่าว เพื่อสัญจรไป – มา สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ข้อมูลและรับเรื่องร้องเรียนของโครงการ สำนักงานโครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง)  ช่วงบางซื่อ - รังสิต  โทร 02-159-8440-43 หรือ www.bangsue-rangsitredline.com

    สำหรับโครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต มีจุดเริ่มต้นโครงการเริ่มจาก กม. 6 + 000 บริเวณสามแยกประดิพัทธ์ไปตามแนวเขตทางรถไฟในเส้นทางรถไฟสายเหนือผ่านเขตจตุจักร บางเขน หลักสี่ การเคหะ ดอนเมือง และไปสิ้นสุดที่สถานีรังสิต จังหวัดปทุมธานี ระยะทางประมาณ 26.3 กม. โดยก่อสร้างเป็นทางยกระดับจากบางซื่อ ไปถึงดอนเมืองระยะทาง 19.2 กม. และลดระดับลงอยู่ระดับพื้นดินจากสถานีดอนเมืองถึงสถานีรังสิตระยะทาง 7.1 กม. รองรับการเดินรถไฟ 3 ระบบ ได้แก่ ระบบรถไฟทางไกล ระบบรถไฟฟ้าชานเมือง และระบบรถไฟขนส่งสินค้า โดยมีโครงข่ายเกี่ยวเนื่องและสัมพันธ์กับโครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    28 พ.ย.2557 ที่ศาลทหาร พนักงานสอบสวนนำตัวจารุวรรณ (สงวนนามสกุล) ผู้ต้องหาคดี 112 จากกรณีโพสต์เฟซบุ๊กหมิ่นเบื้องสูง มาขออำนาจศาลฝากขังผลัดที่ 2 อีก 12 วัน โดยในวันนี้ มีการนำตัวผู้ต้องหามาฝากขังเพิ่มอีก 2 คนคือ นายอานนท์ (สงวนนามสกุล) แฟนของจารุวรรณ และนายชาติ (สงวนนามสกุล) เพื่อนนายอานนท์ ซึ่งทั้ง 3 คน ถูกแจ้งข้อกล่าวหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพรบ. คอมพิวเตอร์  

    โดยพนักงานสอบสวนระบุว่ายังอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานและตรวจสอบประวัติผู้ต้องหา ศาลอนุญาติให้ฝากขังตามคำร้องของพนักงานสอบสวน

    เฟซบุ๊กที่ถูกระบุว่าโพสต์หมิ่นฯ

    จารุวรรณ เคยหาให้การปฏิเสธพร้อมระบุว่าถูกกลั่นแกล้ง ตั้งแต่ครั้งแรกที่ พนง.สส.มาขออำนาจศาลฯ ฝากขัง โดยระบุว่ามีผู้นำภาพและชื่อจริงไปโพสต์ข้อความหมิ่นฯ

    รายงานข่าวแจ้งว่า เบื้องต้นทั้ง 3 รายให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยจารุวรรณ อายุ 26 ปี มีบุตร 2 คน พื้นเพเป็นชาวเพชรบูรณ์ จบชั้น ป.4 ทำงานโรงงาน อานนท์ อายุ 22 ปี จบชั้น ป.6 มีอาชีพช่างเชื่อม และไม่สามารถอ่านหนังสือได้ ส่วนชาติ อายุ 20 ปี จบป.6 เช่นกัน อาชีพทำประมง ผู้ต้องหาทั้ง 3 มีบุตรในการดูแล ครอบครัวมีฐานะยากจน ไม่มีเงินประกันตัว

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    28 พ.ย. 2557 เมื่อวานนี้ เวลา 10.00 น. ที่ศาลทหารได้มีอ่านคำพิพากษาคดี สงวน พงษ์มณี อดีต ส.ส.ลำพูน เขต 1 พรรคเพื่อไทย ฐานกระทำผิดโดยการฝ่าฝืนคำสั่งให้มารายงานตัวของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ด้านจำเลยได้รับสารภาพตามข้อกล่าวหา ศาลจึงตัดสินพิพากษาลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ให้จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท โดยให้รอลงอาญา 1 ปี

    ทั้งนี้สงวนเคยให้ข้อมูลถึงสาเหตุที่ไม่ไปรายงานตัวว่า เป็นเพราะคิดว่าตนไม่ได้ทำอะไรผิด และยังอาศัยอยู่ในต่างประเทศ ที่ผ่านมาก็ไม่ได้เคลื่อนไหวทางการเมืองใด ๆ แล้ว แม้จะมีตำแหน่ง สส.ลำพูน ก่อนที่ คสช.จะยึดอำนาจรัฐบาล ประกอบกับปัจจุบันมีโรคประจำตัวหลายอย่าง (อ่านข่าวเก่าที่นี่)

     

    ข้อมูลจาก : iLaw

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ศาลทหารให้ประกันตัวคดี 112 'บัณฑิต อานียา' หลัง ‘วาด รวี’ และญาติใช้หลักทรัพย์เป็นเงินสด 400,000 บาท ยื่นประกัน พร้อมวางเงื่อนไขห้ามออกนอกประเทศ ห้ามชุมนุมทางการเมือง ห้ามแสดงความเห็นด้วยวิธีต่างๆ เพื่อให้เกิดการกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน

    14.00 น. เจ้าหน้าที่ศาลทหารแจ้งว่า ศาลทหารมีคำสั่งให้ประกันตัวนายบัณฑิต อานียา ผู้ต้องหาตดี 112 ที่ถูกควบคุมตัวตั้งแต่วันที่ 26 พ.ย.หลังแสดงความคิดเห็นในเวทีระดมความเห็นเรื่องการปฏิรูปของพรรคนวัตกรรม โดยมี วาด รวี นักเขียนชื่อดังเป็นนายประกัน และญาติใช้หลักทรัพย์เป็นเงินสด 400,000 บาท ขณะที่ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเขียนคำร้องประกอบระบุถึงปัญหาสุขภาพที่จำเลยเหลือไตเพียงข้างเดียวและต้องมีถุงปัสสาวะติดลำตัวมาตลอดหลายปี

    ก่อนหน้าจะทราบผลการประกันตัว วาด รวี ให้สัมภาษณ์ว่ามาเป็นนายประกันเนื่องจากเป็นนักเขียนด้วยกันและพอจะช่วยเหลือกันได้ เห็นผลงานของบัณฑิตมานานและคุ้ยเคยจากการพบเจอในงานวรรณกรรมและเสวนาทางการเมืองต่างๆ ตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร 2549

    เขากล่าวอีกว่าคดีเก่าของบัณฑิตรอลงอาญาอยู่ ซึ่งทนายแจ้งว่าหากคดีนี้ถูกตัดสินว่าผิดจะโดนนับโทษรวมกับคดีเก่าด้วย ทั้งที่ข้อความของบัณฑิตที่แสดงความเห็นนั้นเป็นเรื่องการปฏิรูป ในสถานการณ์ปกติไม่น่าจะโดนคดีด้วยซ้ำ

    "แต่ตอนนี้สังคมพารานอยด์(Paranoid) เจ้าหน้าที่ ก็ พารานอยด์ คำพูดแก พูดถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในสังคม และไม่พาดพิงตัวบุคคลเลย" วาด รวี กล่าว

    ภาวิณี ชุมศรี ทนายความจากศูนย์ทนายจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวถึงศาลได้เงื่อนไขในการให้ประกันตัวของบัณฑิตด้วยว่า ห้ามออกนอกราชอาณาจักร ห้ามชุมนุมทางการเมืองอันก่อให้เกิด ไม่สงบในราชอาณาจักร ห้ามแสดงความคิดเห็นด้วยวาจา หรือวิธีอื่นใด หรือทำเป็นหนังสือ เพื่อให้เกิดความ ปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    28 พ.ย. 2557 - ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ได้มีการพิจารณาคำรับขอยืนพยานหลักฐานเพิ่มเติมจำนวน 72รายการ สำหรับการพิจารณาถอดถอน ยิ่งลักษณ์ ซินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ฐานความผิดกรณีปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว โดย นรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความส่วนตัวของอดีตนายกรัฐมนตรีเข้ายื่นคำร้องขอต่อที่ประชุม สนช. ซึ่งมี พรเพชร วิชิตชลชัย เป็นประธานในที่ประขุม

    โดยในที่ประชุม นรวิชญ์ ชี้แจงว่าพยานหลักฐานทั้ง 72 รายการ แม้ไม่ใช่หลักฐานใหม่ แต่มีหลักฐานพยานบุคคลและพยานเอกสารจำนวนมากที่ยื่นต่อ ป.ป.ช.แล้วแต่กลับไม่ปรากฏอยู่ในสำนวน จึงต้องขอยื่นเพิ่มเติมต่อ สนช.

    ด้าน วิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า การที่ทีมทนายความระบุว่า เอกสาร 72 รายการ มีการส่งให้ป.ป.ช.แต่ ป.ป.ช.ไม่รับพิจารณานั้น ขอยืนยันว่า เอกสารที่ส่งมาทั้งหมด ป.ป.ช.ไม่เคยปฏิเสธการพิจารณา เพราะเรื่องเอกสารมีความสำคัญ อย่างไรก็ตามเอกสารที่ทีมทนายความส่งมาให้ป.ป.ช.มีเพียงแค่ 28 รายการเท่านั้น ไม่ใช่ 72 รายการได้แก่ รายการที่ 1-25 เรื่องคำสั่งของสำนักนายกรัฐมนตรี รายการที่ 31และ 40 เรื่องผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) และรายการที่72 เรื่อง เอกสารหลักเกณฑ์การคิดค่าเปลี่ยนแปลงสภาพข้าวหรือค่าเสื่อมราคาข้าวตามคำให้ การของนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล อดีตรมว.พาณิชย์ ส่วนเอกสารอีก 44 รายการ ไม่เคยยื่นต่อป.ป.ช.เลย

    นรวิชญ์ ชี้แจงกลับว่า เอกสาร 28 รายการที่ป.ป.ช.ระบุว่า มีการยื่นต่อป.ป.ช.แล้ว แต่ในความจริงกลับไม่มีการนำมาพิจารณาอยู่ในสำนวน ส่วนอีก 44 รายการได้แก่รายการที่ 26-30 รายการที่ 32-38 และรายการที่ 41-71 นั้น ยอมรับว่า ยังไม่ได้ยื่นเอกสาร เนื่องจากเอกสารบางส่วนรวมอยู่ในคำชี้แจงของอดีตนายกรัฐมนตรีแล้ว และบางส่วนถูกป.ป.ช.ปฏิเสธการสอบปากคำพยานบุคคล เช่น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ สมชาติ สร้อยทอง อดีตอธิบดีกรมการค้าภายใน ทำให้เอกสารเหล่านี้ไม่ถูกนำมาพิจารณา ดังนั้นทีมทนายต้องการให้สนช.นำหลักฐานเหล่านี้มาพิจารณาเพิ่มเติม

    ด้าน วิชา ตอบโต้กลับว่า การตัดพยานบุคคลเช่น ร.ต.อ.เฉลิมทิ้งเนื่องจากเห็นว่า ไม่มีความจำเป็นต้องสอบปากคำ แต่ไม่ได้ปิดโอกาสให้ทีมทนายความยื่นเอกสารเพิ่มเติมแต่อย่างใด แต่เอกสารทั้ง 44 รายการ เมื่อไม่มีการยื่นมา ป.ป.ช.ก็ไม่สามารถพิจารณาให้ได้

    จากนั้น พรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ผู้ทำหน้าที่ประธานการประชุมจึงให้ทีมทนายความชี้แจงต่อในส่วนเอกสารที่ไม่ มีในสำนวน จำนวน 44 รายการ ก่อนให้ที่ประชุมลงมติ โดยเสียงส่วนใหญ่ 148:31 (งดออกเสียง 11) ไม่อนุญาตให้เพิ่มเติมพยานหลักฐานตามที่ผู้ถูกกล่าวหาร้องขอ

    สำหรับขั้นตอนจากนี้ ประธาน สนช. กำหนดให้สมาชิกที่ประสงค์จะเสนอญัตติประเด็นซักถาม สามารถยื่นเข้ามาได้ก่อนวันนัดแถลงเปิดคดีคือตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 8 ม.ค.58 ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการหมายเลข 108 อาคารรัฐสภา 2 ในวันและเวลาราชการ และเมื่อมีการแถลงเปิดคดีในวันที่ 9 ม.ค. 58 แล้ว จะเข้าสู่ขั้นตอนการตั้งข้อซักถามของคณะกรรมาธิการซักถาม ก่อนเข้าสู่การแถลงเปิดคดีของทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งขั้นตอนการพิจารณาจะใช้เวลาไม่เกิน 30 วัน ตามข้อบังคับการประชุม สนช. ซึ่งตามกรอบคาดกำหนดวันลงมติว่าจะถอดถอนหรือไม่ ในช่วงต้นเดือน ก.พ. 58

     

    เรียบเรียงจาก : ข่าวรัฐสภา , คมชัดลึกออนไลน์

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    ตัวแทนสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยและสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ยื่นหนังสือเสนอไอเดียให้ สปช. หนุนตั้ง 'ศาลคดีสื่อสารมวลชน' พิจารณาคดีความที่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนทุกประเภท 

     
    28 พ.ย. 2557 ตัวแทนสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยและสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย นำโดย น.ส.พิมพ์ชญา ทิพยธรรมรัตน์ เลขาธิการสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ได้ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อขอให้ทาง กมธ. ชุดดังกล่าว ประสานงานกับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อให้ระงับการพิจารณาและประกาศบังคับใช้ประกาศ กสทช. เรื่องมาตรการส่งเสริมการรวมกลุ่มของผู้รับใบอนุญาต ผู้ผลิตรายการ และผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชน ที่เกี่ยวข้องกับกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ออกไปก่อน และรอให้ สปช. ดำเนินการการปฏิรูปและสื่อให้มีความชัดเจน เนื่องจากทางสมาคมฯ เห็นว่า ร่างประกาศดังกล่าวอาจจะละเมิดต่อรัฐธรรมนูญฯ ชั่วคราว พ.ศ. 2557 และอาจจะขัดแย้งต่ออำนาจหน้าที่ กสทช. เนื่องจากยังมีเนื้อหาหลายส่วนที่ยังไม่มีความชัดเจนพอที่จะนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง และจะเปิดช่องให้มีการแทรกแซงสิทธิเสรีภาพในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนได้
     
    นอกจากนี้ น.ส.พิมพ์ชญา ได้ระบุอีกว่า ทางสภาวิชาชีพวิทยุและโทรทัศน์ไทย ได้ยื่นหนังสือถึงประธานและรองประธาน สปช. รวมถึงคณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ ถึงแนวทางในการปฏิรูปสื่อในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ โดยทางสภาวิชาชีพฯ ได้ข้อเสนอให้มีการตั้ง 'ศาลคดีสื่อสารมวลชน' เพื่อพิจารณาคดีความที่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนทุกประเภท ยกเลิกระบบการประมูลการจัดสรรคลื่นความถี่ในกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ ในประเภทช่องรายการข่าวสารและสาระประโยชน์ และขอให้มีกฎหมายพิเศษด้านแรงงานของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน แยกจากกฎหมายแรงงานทั่วไปด้วย
     
    ที่มาข่าว
     
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ผู้ว่าปัตตานีร่วมยืนไว้อาลัย 2 นักโรงเรียนเดชะฯ หน้าเสาธง ครูวอนขอให้หยุดทำร้ายเด็ก เยาวชนและสตรี DSID เผย 10 ปีไฟใต้ เป้าหมายอ่อนแอเป็นเหยื่อ 73% ศาลปัตตานีสั่งประหาร 5 จำเลยถล่มทหารที่มายอ

    ยืนไว้อาลัย 2 นักเรียนเดชะฯหน้าเสาธง

    เมื่อเวลา 08.00 น วันที่ 28 พฤศจิกายน 2557 นายวีรพงษ์ แก้วสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เดินทางไปร่วมเข้าแถวเคารพธงชาติกับอาจารย์และนักเรียนโรงเรียนเดชะปัตนยานุกูล อ.เมือง จ.ปัตตานีและยืนไว้อาลัยให้นายสุทธิพงษ์ ทองสุวรรณ อายุ 17 ปี นักเรียนชั้นม.5 ที่ถูกคนร้ายยิงเสียชีวิตและนายปรีชาพัฒน์ แววจันทร์ชยากร อายุ 17 ปี ชั้นม.5 ได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะเดินทางกลับบ้านเมื่อช่วงเย็นวานนี้

    พร้อมกันนี้ยังให้กำลังใจนักเรียนทุกคนด้วย โดยนายวีรพงษ์ได้กล่าวแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อหน้านักเรียนทุกคน จากนั้นได้ร่วมประชุมกับผู้บริหารโรงเรียนในการปรับมาตรการรักษาความปลอดภัยในการเดินทางกลับบ้านหลังเลิกเรียนว่า ควรปฏิบัติอย่างไรไม่ให้ตกเป็นเป้าหมายของกลุ่มก่อความไม่สงบ

    จากนั้นคณะครูและอาจารย์บางส่วนได้เดินทางไปยังวัดมาลีนิเวศน์ อ.มายอ จ.ปัตตานี เพื่อร่วมพิธีรดน้ำศพนายสุทธิพงษ์ โดยที่โรงเรียนก็ยังคงเปิดเรียนตามปกติ

    วอนขออย่าทำร้ายเด็ก สตรี

    อาจารย์โรงเรียนเดชะปัตนยานุกูลคนหนึ่งกล่าวว่า ไม่คาดคิดเลยว่าคนร้ายจะก่อเหตุต่อเด็ก เยาวชน และสตรีเพราะเป็นผู้บริสุทธิ์ และไม่มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนไม่มีทางที่พวกเขาจะต่อสู้กับผู้ก่อเหตุความไม่สงบได้ เพราะไม่มีอาวุธ มีเพียงแค่สมุด ปากกาและหนังสือเท่านั้น และที่สำคัญพวกเขาเป็นกำลังหลักของชาติในอนาคต

    “ขอเรียกร้องให้หยุดทำร้ายเด็กและสตรีเถอะ เพราะคนที่ทำร้ายเด็ก เยาวชนและสตรีเป็นคนที่ไร้อุดมการณ์ แต่หากผู้ก่อเหตุไปปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือทหารดิฉันยังพอจะรับได้ เพราะต่างฝ่ายต่างก็มีอาวุธด้วยกัน และอยากให้ช่วยกันพัฒนาประเทศชาติของเราให้มีความเจริญดีกว่ามาทะเลาะกัน”อาจารย์คนเดิมกล่าว

    อาจารย์คนเดิมยังกล่าวด้วยว่า คนมุสลิมกับคนไทยพุทธในพื้นที่สามารถอยู่ด้วยกันได้ โดยไม่มีปัญหาใดๆ โรงเรียนเดชะปัตนยานุกูลก็มีทั้งนักเรียนมุสลิม ไทยพุทธและคริสต์ก็สามารถอยู่ด้วยกันได้ เป็นเพื่อนกันได้ เพียงแต่มีคนบางกลุ่มในพื้นที่พยายามสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นระหว่างไทยพุทธกับมุสลิม” อาจารย์คนเดิมกล่าว

    นักเรียนบาดเจ็บอาการยังโคม่า

    วันเดียวกันที่ห้อง ICU โรงพยาบาลศูนย์ยะลา ผศ.ปิยะ กิจถาวร รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้เข้าเยี่ยมนายปรีชาพัฒน์ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เดียวกันด้วย

    ขณะที่นางนลินภัสร์ แววจันทร์ชยากร มารดานายปรีชาพัฒน์ ให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อลูกชายได้รับการรักษาและฟื้นตัวแล้ว อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลส่งเสริมด้านอาชีพเพื่ออนาคตจะได้ดูแลตัวเองได้ ขอบคุณทุกหน่วยงานที่มาเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจ

    นายแพทย์พิพัฒน์ มงคลฤทธิ์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์ยะลา เปิดเผยว่า ผู้บาดเจ็บไม่มีบาดแผลถูกกระสุนปืน แต่มีบาดแผลจากกระถูกกระแทกบริเวณศีรษะด้านขวาจนกะโหลกแตก และแพทย์ได้ผ่าตัดเอาเลือดที่คั่งในสมองออก พร้อมทำบาดแผลและให้ยาระงับอาการปวด แต่ยังคงต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ เนื่องจากผู้ป่วยยังไม่รู้สึกตัว แพทย์ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งอาการโดยรวมถือว่ายังโคม่าอยู่ ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 12 ชั่วโมงเพื่อประเมินอาการอีกครั้ง

    10 ปีความรุนแรง เป้าหมายอ่อนแอเป็นเหยื่อ73%

    ฐานข้อมูลเหตุการณ์ชายแดนใต้ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้(DSID) ได้สรุปสถิติผู้ที่เสียชีวิตที่เป็นเป้าหมายอ่อนแอ เช่น เด็ก สตรี คนที่ไม่ได้ถืออาวุธ หรือ Soft Target จากเหตุการณ์ไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2547 ถึง เดือนตุลาคม 2557 พบว่า มีจำนวน 4,578 ราย คิดเป็น 73.30% จากจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมด 6,245 ราย

    ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บที่เป็นเป้าหมายอ่อนแอพบว่า มีจำนวนถึง 6,573 ราย คิดเป็น 58.10% จากจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด 11,313 ราย

    สั่งประหาร 5 จำเลยถล่มทหารหน้ากล้องมายอ

    ก่อนหน้านี้ เมื่อวันพุธที่ 26 พฤศจิกายน 2557 ศาลจังหวัดปัตตานีได้อ่านคำพิพากษาประหารชีวิตในคดีคนร้ายใช้รถกระบะ 4 คันเป็นพาหนะใช้อาวุธสงครามยิงถล่มทหารสังกัดกองร้อยทหารราบที่ 15321 หน่วยเฉพาะกิจปัตตานี 25 ขณะลาดตระเวนเส้นทางด้วยรถจักรยานยนต์ 3 คัน บนทางหลวงหมายเลข 4061 มายอ–ปาลัส ท้องที่บ้านดูวา ม.3 ต.ถนน อ.มายอ จ.ปัตตานี จนเสียชีวิต 4 นาย

    โดยศาลเห็นว่าพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์สอดคล้องต้องกัน ขณะที่ผลตรวจพิสูจน์อาวุธปืนที่ตามยึดได้ก็ตรงกับอาวุธที่ใช้ในการก่อเหตุ รวมทั้งหลักฐานจากกล้องโทรทัศน์วงจรปิดจึงพิพากษาให้ประหารชีวิตจำเลย 5 คน ได้แก่ นายอิสมาแอ ดาโอง, นายมะซาฮาฟี มีทอ, นายกอเดร์เจะแต, นายนิมูหัมหมัด นิเซ็ง และ นายฮิสบุลลอฮบือซา

    หลังจากฟังคำพิพากษา จำเลยทั้ง 5 คนพร้อมญาติที่มาให้กำลังใจถึงกับอึ้ง บางคนน้ำตาไหลออกมา อย่างไรก็ดีจำเลยยังมีสิทธิ์ที่จะยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วันตามที่กฎหมายกำหนด

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    หัวหน้าฝ่ายการเมือง สหภาพยุโรปประจำประเทศไทย พบ 2 สมาชิกดาวดิน พร้อมย้ำจุดยืนว่าสหภาพยุโรปมีความมุ่งมั่นอย่างหนักแน่นในหลักเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น พร้อมเรียกร้องให้ทางการไทยเคารพในสิทธิและเสรีภาพนี้

    28 พ.ย. 2557 เมื่อวันที่ 28 พ.ย. 2557 เฟซบุ๊คของสหภาพยุโรป European Union in Thailandเผยแพร่ภาพ แซนดรา เดอ วาล (Sandra De Waele) หัวหน้าฝ่ายการเมืองของสหภาพยุโรปประจำประเทศไทยได้พบกับ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ วิชชากร อนุชน นักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น กลุ่มดาวดิน ซึงร่วมกิจกรรมชูสามนิ้ว และแสดงเสื้อยืดแสดงข้อความ "ไม่-เอา-รัฐ-ประ-หาร" ต่อหน้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ระหว่างเยือน จ.ขอนแก่น เมื่อ 19 พ.ย. ถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหาร ก่อนได้รับการปล่อยตัว

    โดยข้อความที่เผยแพร่ในเฟซบุ๊คของสหภาพยุโรปมีดังต่อไปนี้

    "คุณ แซนดรา เดอ วาล หัวหน้าฝ่ายการเมืองของสหภาพยุโรปประจำประเทศไทยได้พบกับคุณจตุพัตน์และคุณวิชากรสมาชิกกลุ่มดาวดินที่ถูกควบคุมตัวเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายนที่ผ่านมาจากการที่ได้แสดงออกทางความคิดอย่างสันติในการที่ไม่เห็นด้วยกับทางรัฐบาล ทั้งนี้ สหภาพยุโรปมีความมุ่งมั่นอย่างหนักแน่นในหลักการของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและขอเรียกร้องให้ทางการไทยเคารพในสิทธิและเสรีภาพนี้"

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    นักวิจัยพบว่าการคิดว่าตัวเองเป็นคนดีมีศีลธรรมนำไปสู่พฤติกรรมสุดโต่ง และ “คนดีมีศีลธรรม” มองการโกงว่าเป็นสิ่งที่ทำได้โดยให้ความชอบธรรมว่ามันคือหนทางไปสู่ปลายทางแห่งศีลธรรม

    ความเชื่อว่า คนที่มีศีลธรรมสูงกว่าคือคนดีของสังคม ถูกท้าทายด้วยงานวิจัยล่าสุดที่พบว่า สำนึกสูงกว่าทางศีลธรรมนั้นกลับชักนำไปสู่การละเมิดจรรยาบรรณ เช่น การโกง เป็นต้น และกลายเป็นว่า “คนดี” มีแนวโน้มที่จะเป็น “คนโกง

    เมื่อถูกขอให้อธิบายเกี่ยวกับตัวเอง ผู้คนจำนวนมากก็มักจะบอกเกี่ยวกับกิจกรรมที่ตัวเองทำ เช่น ชอบโยคะ แต่ก็มีบางกลุ่มที่อธิบายตัวเองด้วยสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า “อัตลักษณ์ทางศีลธรรม” ซึ่งคำตอบที่จะได้จากคนกลุ่มนี้ก็ได้แก่ “ฉันเป็นคนซื่อสัตย์” หรือ “ฉันมีความห่วงใยผู้อื่น”

    งานวิจัยในอดีต ชี้ว่าคนที่อธิบายเกี่ยวกับตัวเองว่าเป็นคนซื่อสัตย์มีเมตตามักจะมีแนวโน้มว่าจะเข้าร่วมในกิจกรรมอาสาสมัคร และกิจกรรมต่างๆ ที่รับผิดชอบต่อสังคม

    แต่หลายครั้งในชีวิตจริงที่ ความหมายของคำว่า ถูกและผิดนั้นมีลักษณะเบลอๆ ไม่ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกี่ยวกับการสอบหรือในบริบทของการทำงาน เช่น บางคนจะอธิบายการโกงข้อสอบว่าเป็นวิถีทางที่จะพาไปสู่ความฝันว่าจะเป็นหมอเพื่อจะได้ช่วยเหลือผู้คน

    เรย์โนลด์และ ทารา เซเรนิค จากมหาวิทยาลัย University of Washington Business School in Seattle ได้ทำการสำรวจกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักศึกษาและผู้จัดการบริษัท รายละเอียดของงานวิจัยใหม่ชิ้นตีพิมพ์ในนิตยสาร Journal of Applied Psychologyในเดือนนี้ (พฤศจิกายน) นักวิจัยพบว่า เมื่อกลุ่มคนที่เชื่อว่าตัวเองมีศีลธรรมสูงเผชิญกับความกำกวมของเส้นแบ่งระหว่างถูกและผิด “คนดี” เหล่านี้จะสามารถกลายเป็นคนโกงอย่างที่สุด

    “ทฤษฎีที่เราค้นพบก็คือว่าเมื่อเผชิญหน้ากับการตัดสินใจด้านศีลธรรมแล้ว กลุ่มคนที่มีอัตลักษณ์แข็งแกร่งด้านศีลธรรมจะเลือกกำหนดชะตากรรม (เพื่อสิ่งที่ดี หรือเพื่อสิ่งที่เลว) และอัตลักษณ์ทางศีลธรรมนั้นเองที่ผลักดันพวกเขาไปสู่ความสุดโต่ง และนี่ช่วยอธิบายว่าอะไรเป็นเหตุเกิดนักบุญผู้ยิ่งใหญ่กับคนมือถือสากปากถือศีล” สก็อต เรย์โนลด์ นักวิจัย กล่าว
    เมื่อถามว่าทำไมคนที่คิดว่าตัวเองเป็นคนซื่อสัตย์ถึงโกง นักวิจัยพบว่า “คนดีมีศีลธรรม” มองการโกงว่าเป็นสิ่งที่ทำได้โดยให้ความชอบธรรมว่ามันคือหนทางไปสู่ปลายทางแห่งศีลธรรม

    หนึ่งในกลุ่มตัวอย่างที่นักวิจัยยกมาไว้ในงานวิจัยอธิบายว่า “ถ้าผมโกง ผมก็จะสามารถเข้ามหาวิทยาลัย และเมื่อผมเข้ามหาวิทยาลัยได้ก็จะเป็นหมอได้ และคิดถึงคนที่จะเข้ามาขอให้ผมช่วยเหลือเมื่อผมเป็นหมอ”

    ในสนามการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นในมหาวิทยาลัยหรือในธุรกิจ ล้วนสร้างแรงจูงใจในการโกง “การโกงคือหนทางที่ทำให้เหนือกว่าในการแข่งขัน และรางวัลที่ได้ก็คือสู่ชัยชนะเหนือคู่แข่งคนอื่น”  ดร. แดเนียล ครูเกอร์ นักจิตวิทยาพัฒนาการ จากมหาวิทยาลัยมิชิแกนอธิบาย โดยกล่าวด้วยว่า ดูเหมือนว่าความต้องการและความคาดหวังว่าจะ “เป็นที่หนึ่ง” ในสังคมนั้นเพิ่มมากขึ้น และเขาไม่แปลกใจเลยที่การสำรวจพบกว่า ในกลุ่มตัวอย่างจากมหาวิทยาลัยกฎหมายมีการฉีกตำราบางหน้าออกจากหนังสือในห้องสมุดเพื่อไม่ให้นักเรียนคนอื่นๆ ได้อ่าน

    เรย์โนลด์และ เซเรนิค ได้ทำการสำรวจ กลุ่มตัวอย่าง 230 ซึ่งเป็นศึกษา มีอายุเฉลี่ย 21 ปี ที่เรียนในหลักสูตรธุรกิจขั้นสูง การสำรวจได้ทำการชี้วัดอัตลักษณ์ทางศีลธรรม  จากคำถาม 12 ข้อเกี่ยวบุคลิกภาพด้านศีลธรรมที่สำคัญๆ  เช่น ความมีเอื้อเฟื้อ เจตจำนงในการทำงานหนัก ความซื่อสัตย์และความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น และก็สิ่งอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับบุคลิกภาพด้านศีลธรรม เช่นหนังสือ กิจกรรม และเพื่อน

    และนักศึกษาที่เป็นกลุ่มตัวอย่างถูกสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมคดโกง 13 ข้อ เช่น แอบพกโพยข้อสอบ การลอกนักเรียนคนอื่นเป็นต้น 

    ผลสำรวจพบว่ากว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มตัวอย่างเคยมีพฤติกรรมโกงอย่างน้อย 1 อย่างใน 13 อย่างที่ถูกสอบถาม และกว่า 55 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มตัวอย่างบอกว่าพวกเขาไม่พูดอะไรเมื่อได้ประโยชน์จากการที่อาจารย์ให้คะแนนผิด เกือบร้อยละ 50 ยอมรับว่าเคยทำบางอย่างที่ไม่ถูกต้องนักไม่ว่าจะในงานกลุ่มหรือในงานที่ต้องทำคนเดียว  เกือบร้อยละ 42 เคยลอกข้อสอบเพื่อน

    ผลการสำรวจพบว่ากลุ่มตัวอย่างที่มีคะแนนอัตลักษณ์ด้านศีลธรรมสูงและคิดว่าการโกงนั้นเป็นความบกพร่องทางศีลธรรม เป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มว่าโกงน้อยที่สุด ในทางตรงกันข้าม กลุ่มที่โกงที่สุดก็คือกลุ่มที่ให้ความชอบธรรมกับการโกงตามแต่สถานการณ์นั้นๆ

    “ถ้าพวกเขาคิดว่ามันผิด เขาก็จะไม่ทำ แต่ถ้าเขาคิดว่าไม่เป็นไร เขาก็จะทำได้เต็มที่” เรย์โนลด์อธิบาย
    การวิจัยกับกลุ่มตัวอย่าง 290 คนที่มีตำแหน่งผู้จัดการ ก็ได้ผลอย่างเดียวกัน การสำรวจนั้นสอบถามถึงพฤติกรรมต้องห้ามสำหรับที่ทำงาน 17 ข้อ เช่น พวกเขาเคยใช้บริการที่เป็นของบริษัทไปในทางส่วนตัวหรือไม่ ก็พบว่าผู้จัดการที่มีศีลธรรมสูงก็มีแนวโน้มสูงที่สุดที่จะทำพฤติกรรมเหล่านี้

    “เมื่อมีอัตลักษณ์ด้านศีลธรรมแข็งแกร่ง ก็มักจะมองตัวเองว่าเป็นคนที่มีศีลธรรมดีเลิศ พฤติกรรมของพวกเขาก็มักจะสุดโต่ง” เรย์โนลด์กล่าว และบอกว่า แนวทางที่จะโน้มน้าวให้กลุ่มคนเหล่านี้ละพฤติกรรมการโกง เขาคิดว่าควรต้องศึกษาด้านศีลธรรม การเรียนในห้อง หรือช่องทางการสื่อสารอื่นๆ ต้องช่วยสื่อสารว่าอะไรคือพฤติกรรมที่ยอมรับได้ในทางศีลธรรม และอะไรที่ไม่ใช่

    เรย์โนลด์ชี้ว่าระบบการเรียนแบบเก่าที่เน้นการให้รางวัลและการลงโทษนั้นมีส่วนช่วยมาก เพราะคนเราเรียนรู้จากการได้รางวัลและการถูกลงโทษ และสำหรับการคัดเลือกคนเข้าทำงาน การที่ผู้สมัครงานพูดว่าตัวเองเป็นคนซื่อสัตย์นั้นไม่ใช่การยืนยันว่าเขาจะไม่โกง หากแต่ต้องมีการฝึกอบรมการทำงานที่ดีด้วย

     

    ที่มา: Oddly, Hypocrisy Rooted in High Morals

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai