Are you the publisher? Claim or contact us about this channel


Embed this content in your HTML

Search

Report adult content:

click to rate:

Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


    0 0

    ธนาคารออมสินประกาศปิดบริการตู้ ATM บางส่วน หลังเงินหายจากตู้ 12 ล้าน แจงอยู่ระหว่างตรวจสอบระบบงาน ยันไม่กระทบบัญชีหรือเงินฝากลูกค้า

    23 ส.ค. 2559 เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจรายงานว่า ชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารฯ ได้ขอปิดให้บริการตู้ ATM บางส่วนเป็นการชั่วคราว (เฉพาะตู้บางรุ่นที่ต้องปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพของตู้ ATM) หลังพบเงินของธนาคารฯ ที่ใส่ในเครื่อง ATM หายไป ซึ่งไม่ใช่เงินของลูกค้า ไม่ได้กระทบบัญชีของลูกค้าแต่อย่างใด

    ทั้งนี้ ธนาคารฯ ได้ทำการตรวจสอบพบว่าเครื่อง ATM 1 ใน 3 ยี่ห้อ ที่ธนาคารออมสินใช้อยู่ เงินในเครื่องได้หายไป เริ่มแรกพบว่ามีจำนวน 5 เครื่องที่เงินหายไปเป็นจำนวน 960,000 บาท ธนาคารฯ จึงได้ตัดสินใจปิดบริการเครื่องยี่ห้อนี้ทุกเครื่อง เพื่อสำรวจเงินทั้งหมดร่วมกับบริษัทเจ้าของเครื่องและทำการตรวจสอบวิเคราะห์หาสาเหตุที่เกิดขึ้น

    ล่าสุดได้รับแจ้งจากบริษัทว่าเป็นลักษณะการโจรกรรมเงินในกล่องเงินเครื่อง ATM เฉพาะที่ติดตั้งนอกสถานที่ (Stand Alone) โดยใช้โปรแกรม Malware ซึ่งธนาคารฯ อยู่ระหว่างดำเนินแก้ไขให้เครื่องมีความปลอดภัยก่อนเปิดให้บริการ และระหว่างนี้ธนาคารออมสินได้เปิดบริการในจุดติดตั้งที่มีความปลอดภัยเครื่อง ATM ยี่ห้อดังกล่าว 3,343 เครื่อง ตรวจสอบครบแล้วพบมีเงินหายไปจำนวน 21 เครื่อง เป็นเงินรวม 12,291,000 บาท

    “ธนาคารออมสิน ต้องการชี้แจงเพื่อให้ประชาชนและลูกค้าทราบสาเหตุที่ธนาคารฯ ต้องปิดให้บริการตู้ ATM บางรุ่น เพื่อตรวจสอบระบบ ATM ของธนาคาร และเป็นการป้องกันความเสียหายเงินของธนาคารที่อยู่ในตู้ โดยขอยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวกับบัญชีและเงินของลูกค้าแต่อย่างใด และจะเร่งดำเนินการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อจับตัวผู้กระทำความผิดอย่างเร่งด่วน”

    ทั้งนี้ ในระหว่างที่ปิดบริการตู้ ATM บางรุ่นดังกล่าว อาจทำให้ลูกค้าไม่ได้รับความสะดวก โดยลูกค้าสามารถใช้บริการตู้ ATM ที่ติดตั้งอยู่หน้าสาขาของธนาคารออมสินได้ทุกสาขา รวมถึงตู้ ATM ที่อยู่นอกสาขาบางส่วน

    นอกจากนี้ยังสามารถใช้บริการผ่านช่องทางอื่นๆ ของธนาคารได้ตามปกติ ได้แก่ บัตร ATM บัตรออมสิน วีซ่าเดบิต บริการ MyMo (Mobile Banking) และ Internet Banking หรือใช้บริการที่เคาน์เตอร์สาขาของธนาคารออมสิน ตามวันและเวลาเปิดทำการของสาขา นั้นๆ และเพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้บริการ ATM ลูกค้าสามารถใช้บริการที่ตู้ ATM ได้ทุกธนาคารในเขตพื้นที่เดียวกัน โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมการทำรายการตลอดระยะเวลาที่ปิดบริการดังกล่าว

    ด้านเว็บไซต์ข่าวไอที Blognone ตั้งข้อสังเกตว่า รูปแบบการโจรกรรมนี้คล้ายกับการติดตั้งมัลแวร์ในไต้หวันที่อาชญากรขโมยเงินจาก First Bank ธนาคารขนาดใหญ่ในไต้หวันไปได้ถึง 80 ล้านบาท โดยโฆษกธนาคารเชื่อว่าตู้เอทีเอ็มถูกติดตั้งมัลแวร์เพื่อบังคับให้เครื่องจ่ายธนบัตรอัตโนมัติ (อ้างอิง 1, 2)

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ทหาร 4 นาย จากกองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 5 เยี่ยมสำนักงานฟ้าเดียวกันประจำเดือนสิงหาคม พร้อมสอบถามว่าพิมพ์อะไรเป็นพิเศษหรือไม่ ขณะที่ทางสำนักพิมพ์ตอบว่าไม่เกี่ยวข้องกับปฏิทินทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ตอนนี้เร่งปิดต้นฉบับหนังสือให้ทันตุลาคมนี้

    มีรายงานในเพจฟ้าเดียวกันว่า วันนี้ (23 ส.ค.) มีทหารจากกองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 5 หรือ ปตอ.พัน.5 จำนวน 4 นาย เดินทางมากับรถฮัมวี ติดไซเรน มาเยี่ยมสำนักงานฟ้าเดียวกัน ที่ จ.นนทบุรี โดยเป็นการเยี่ยมประจำเดือน

    ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่สอบถามว่าจะพิมพ์อะไรพิเศษไหม โดยทีมงานสำนักพิมพ์ตอบว่า ถ้าเป็นปฏิทินทักษิณ -ยิ่งลักษณ์ เราไม่เกี่ยวข้อง ถ้าจะมีก็แต่หนังสือของสำนักพิมพ์ที่จะออกเดือนตุลาคมนี้

    ด้านธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ยืนยันข่าวทหารตบเท้าเข้าพบดังกล่าว โดยระบุว่าหน่วยงานทหารดังกล่าวมาตรวจเยี่ยมสำนักพิมพ์ทุกเดือน

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    เลขาฯสำนักงานประกันสังคมย้ำเดินหน้าปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์ประกันสังคม “คนพิการ” เทียบเท่าบัตรทอง เร่งแก้ปัญหาผูกติดโรงพยาบาลกับผู้ประกันตน ชี้ยังไม่โอนย้ายคนเข้า สปสช.

    23 ส.ค. 2559 โกวิท สัจจวิเศษ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการปรับปรุงสิทธิประโยชน์เรื่องการรักษาพยาบาลให้กับคนพิการ โดยได้มอบหมายให้กองที่รับผิดชอบไปพิจารณาเทียบเคียงดูว่าสิทธิประโยชน์ใดที่คนพิการในระบบประกันสังคมได้รับน้อยกว่าที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ให้กับผู้ที่ใช้สิทธิบัตรทอง เมื่อทราบแล้วให้ดำเนินการเร่งแก้ไขปรับปรุงโดยเร็ว

    “ระบบประกันสังคมมีการผูกผู้ประกันตนไว้กับโรงพยาบาลที่ลงทะเบียน ซึ่งเราก็พยายามที่จะแก้ไขปัญหานี้ให้ด้วย” โกวิท กล่าว

    เขากล่าวอีกว่า ระหว่างที่คณะกรรมการแพทย์หารือกันว่าจะปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์ส่วนใดให้เทียบเท่าระบบบัตรทองนั้น จำเป็นต้องพิจารณาว่าในช่วงรอยต่อนี้จะดูแลคนพิการให้ได้รับบริการที่สะดวกสบายอย่างไร

    สำหรับแนวคิดเรื่องการโอนคนพิการจากระบบประกันสังคมไปให้ สปสช.เป็นผู้ดูแลนั้น เขามองว่า ยังเป็นแนวคิดที่ต้องพิจารณาในหลายด้านและมีผลกระทบเกี่ยวโยงกับหลายหน่วยงาน ตัวอย่างเช่น เมื่อ สปส.โอนคนพิการไปก็ต้องให้เม็ดเงินแก่ สปสช.ด้วย คำถามคือเงินส่วนนี้ใครจะเป็นผู้จ่าย

    “ถามว่าจะเอาเงินจากไหน รัฐบาลหรือสำนักงานประกันสังคม นี่ยังไม่นับสิทธิประโยชน์ด้านอื่นๆ ที่ซ้อนทับกันอยู่มากกว่าแค่เรื่องสิทธิรักษาพยาบาล ที่สุดแล้วต้องกลับมาดูว่าข้อเสนอดังกล่าวมันทำได้จริงหรือไม่ หลายคนมองว่าเป็นเรื่องง่ายแค่โอนย้ายไปก็จบ แต่ในรายละเอียดยังมีอีกมาก” โกวิท กล่าว

    อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ นพ.ยศ ตีระวัฒนานนท์ ผู้อำนวยการโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า นโยบายการส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานแก่คนพิการกำลังทำให้คนพิการได้รับความเหลื่อมล้ำในระบบสุขภาพ (อ่านที่นี่) โดยคนพิการที่สมัครเข้าทำงานและมีนายจ้างจะต้องเปลี่ยนสิทธิประกันสุขภาพจากเดิมที่ใช้ระบบบัตรทองเป็นประกันสังคมตามที่กฎหมายกำหนด

    ทั้งนี้ ระบบบัตรทองให้สิทธิคนพิการรักษาฟรีในสถานพยาบาลใดก็ได้ ขณะที่ระบบประกันสังคมคนพิการจะต้องจ่ายเงินสมทบเพื่อให้เกิดสิทธิ และสามารถเข้ารับการรักษาได้เฉพาะโรงพยาบาลต้นสังกัดที่ลงทะเบียนประกันตนเอาไว้เท่านั้น

    สำหรับทางแก้ไข นพ.ยศ เสนอว่า ให้โอนคนพิการจากระบบประกันสังคมมาสู่ระบบบัตรทอง ซึ่งชัดเจนว่ามีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง
    'คนพิการ' โอดประกันสังคมให้สิทธิด้อยกว่าบัตรทอง
    หวั่นคนพิการที่สมัครงานตามนโยบายรัฐ ถูกลดสิทธิรักษา
     

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    23 ส.ค. 2559 พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รรท.ผบช.น.) เปิดเผยถึงกรณีการจัดชกมวยที่ปรากฎคลิปวิดีโอผ่านโซเซียลมีเดียชื่อว่า Fight Club Thailand ว่า เบื้องต้นได้รับชมคลิปดังกล่าวแล้ว คาดว่าอาจจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.กีฬามวย พ.ศ.2542 ม.26 วรรคหนึ่งห้ามมิให้ผู้ใดจัดแข่งขันกีฬามวยโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน เว้นแต่การแข่งขันกีฬามวยบางประเภทตามที่มีกำหนดในกฎกระทรวง มีความผิดม.55 ผู้ใดจัดการแข่งขันกีฬามวยโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม ม.26 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

    พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าวอีกว่า จากการดูคลิปการจัดชกมวยอาจไม่ถูกต้องตามมาตรฐาน ทั้งเวที และการนำคนที่เดินผ่านไปมาขึ้นมาชกกัน อาจจะทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ นอกจากนี้ การจัดมวยดังกล่าวอาจนำไปสู่การเล่นพนันได้ จึงได้กำชับทุกพื้นที่กวดขันอย่างเข้มงวด

    สำหรับ พ.ร.บ.กีฬามวย พ.ศ.2542 ม. 26 ระบุว่า 

    ห้าม มิให้ผู้ใดจัดแข่งขันกีฬามวย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน เว้นแต่ในกรณีการจัดการแข่งขันกีฬามวยบางประเภทตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

    การ ขอรับใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขตามที่กำหนดในกฎกระทรวง หลักเกณฑ์การอนุญาตให้จัดการแข่งขันกีฬามวยสำหรับนักมวยที่มีอายุต่ำกว่าสิบ ห้าปีบริบูรณ์จะกำหนดได้เฉพาะเมื่อมีอุปกรณ์ในการป้องกันความปลอดภัยในการ แข่งขัน

    ใน การออกใบอนุญาต นอกจากต้องปฏิบัติตามวรรคสองแล้ว นายทะเบียนอาจกำหนดเงื่อนไขอื่นๆ ได้เท่าที่จำเป็นเพื่อให้การจัดการแข่งขันกีฬามวยเป็นไปตามระเบียบและกติกา ที่คณะกรรมการกำหนด

    การจัดการแข่งขันกีฬามวยที่ไม่ต้องขออนุญาตตามวรรคหนึ่ง ต้องแจ้งให้นายทะเบียนทราบก่อนและต้องปฏิบัติตามมาตรฐานที่กำหนดตามมาตรา 16

    ขณะที่ ม.55 ระบุว่า ผู้ใดจัดการแข่งขันกีฬามวยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 26 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

     

    ที่มา สำนักข่าวไทยและข่าวสดออนไลน์

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เห็นชอบแผนปฏิรูปด้านการปกครองส่วนท้องถิ่น เสนอปรับโครงสร้างท้องถิ่นขนาดเล็ก ควบรวม อบต. เป็นเทศบาลตำบล รองรับการถ่ายโอนภารกิจในอนาคต โดยหลังจากนี้รอชงคณะรัฐมนตรี-กฤษฎีกา-สนช. นอกจากนี้ยังพิจารณาแผนปรับโครงสร้างบริหารกรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และตั้ง อปท.พื้นที่พิเศษ

    23 ส.ค. 2559 ตามที่สภาวาระการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในวันที่จันทร์ที่ 22 ส.ค. และ วันอังคารที่ 23 ส.ค. โดยมี 6 หัวข้อ  ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้ง อบต. กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่เมืองที่มีลักษณะพิเศษ ประกอบด้วย

    1. การพัฒนาและบรรจุหลักสูตรการเรียนการสอน ด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรมและจริยธรรม เพื่อมุ่งเน้นให้เด็กเป็นคนดี ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม

    2. การปฏิรูประบบและเครื่องมือด้านการสื่อสารและโทรคมนาคม เพื่อสนับสนุนภารกิจป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และประโยชน์สาธารณะ ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน

    3. โครงสร้างและอำนาจหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป และร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. .... และร่างประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น

    4. การบริหารราชการกรุงเทพมหานคร และร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ ....) พ.ศ. .... และคณะกรรมการยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาเมืองหลวงและปริมณฑล ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น

    5. การปฏิรูปการบริหารเมืองพัทยา และร่าง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา (ฉบับที่ ...) พ.ศ. .... และคณะกรรมการยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาเมืองพัทยาและท้องถิ่นโดยรอบ ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น

    และ 6. การปฏิรูปการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่เมืองที่มีลักษณะพิเศษ ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น

    ล่าสุดในรายงานของ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยในการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท. เมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2559 มีการพิจารณาเรื่องโครงสร้างและอำนาจหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป "ร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ...."

    โดยวัลลภ พริ้งพงษ์ ประธานคณะกรรมาธิการ ฯ ได้นำเสนอรายงานว่า ที่ผ่านมาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีปัญหาหลายเรื่อง ทั้งระบบการคลัง จัดเก็บรายได้ได้น้อย การจัดเก็บภาษีท้องถิ่นไม่เป็นไปตามเป้าหมาย รวมถึงการใช้ทรัพยากร และประชาชนขาดการมีส่วนร่วม ดังนั้นจำเป็นต้องปฏิรูปเพื่อกำหนดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป โดยการควบรวมองค์กรเล็กๆ ในท้องถิ่นให้เป็นระบบเดียวกัน และยกฐานะองค์การบริหารส่วนตำบล หรือ อบต. ให้เป็นระบบเทศบาล ให้ อบต.สามารถกำหนดสมาชิก ผู้ช่วยบริหารท้องถิ่น จำนวนเขตเลือกตั้งเพิ่มขึ้นให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อรองรับกับภารกิจการถ่ายโอนในอนาคต

    ขณะที่ สมาชิก สปท. ส่วนใหญ่อภิปรายสนับสนุนแผนปฏิรูปตามรายงานนี้ เพราะการควบรวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าด้วยกัน จะทำให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาท้องถิ่น จะทำให้การถ่ายโอนภารกิจง่ายและมีประสิทธิภาพ โดยหลังการอภิปรายที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานด้วยคะแนน 163 เสียง ไม่เห็นด้วย 0 เสียง และ งดออกเสียง 3 เสียง

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้พิจารณาเรื่อง การบริหารราชการกรุงเทพมหานคร และร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และคณะกรรมการยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาเมืองหลวงและปริมณฑล โดยสาระสำคัญที่ต้องปรับแก้เพื่อให้มีความสอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพของกรุงเทพมหานครให้ดียิ่งขึ้น เช่น ปรับปรุงวิธีจัดการสาธารณะให้มีความหลากหลายและยืดหยุ่น รวมทั้งให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาเมืองหลวงและปริมณฑล ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการฯ เพื่อความเป็นเอกภาพในการบริหารงาน

    โดยสาระสำคัญของ "ร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ...." ที่เผยแพร่โดยสมาคมข้าราชการส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทยในมาตรา 5 กำหนดให้ "จัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลตามกฎหมายว่าด้วยสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบลทีมีอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนี้ใช้บังคับเป็นเทศบาลตำบลตั้งแต่วันที่ประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนี้ใช้บังคับเป็นต้นไป

    ให้เทศบาลตำบลที่ได้รับการจัดตั้งตามวรรคหนึ่ง มีชื่อและเขตตามชื่อและเขตขององค์การบริหารส่วนตำบลเดิม หากกรณีเทศบาลตำบลที่มีชื่อซ้ำกับเทศบาลตำบล เทศบาลเมือง และเทศบาลนครที่มีอยู่เดิมให้ดำเนินการเปลี่ยนชื่อเทศบาลตำบลนั้นตามที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด"

    นอกจากนี้ยังมีบทกำหนดให้โอนกิจการ ทรัพย์สิน หนี้สิน งบประมาณ บุคลากร ฯลฯ ขององค์กรบริหารส่วนตำบลเดิม ไปยังเทศบาลตำบลที่ตั้งขึ้นใหม่ ขณะที่ฝ่ายการเมืองขององค์การบริหารส่วนตำบล ไปเป็นฝ่ายการเมืองของเทศบาลตำบลและมีอายุทำงานจนกว่าจะครบวาระที่เหลือ หรือเมื่อได้ควบรวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าด้วยกันตามประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้ สปท. จะต้องเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบ และเมื่อให้ความเห็นชอบแล้ว จึงจะไปสู่ขั้นตอนตีความของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนส่งกลับมาให้คณะรัฐมนตรีเพื่อเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาและจัดทำเป็นกฎหมายต่อไป

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    23 ส.ค. 2559 ศาลทหาร กรุงเทพ ฯ อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว 8 ผู้ต้องหาเป็นแอดมินเพจ "เรารักพล.อ.ประยุทธ์" โดยก่อนหน้านั้นศาลทหารได้รับฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 8 ราย ในคดียุยง ปลุกปั่น ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 และพระราชบัญญัติคอมพิวตอร์ ด้วยวงเงินประกันตัว จำนวนคนละ 2 แสนบาทตามที่ทนายความได้ยื่นมา

    โดย วิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ เปิดเผยว่า การปล่อยตัวชั่วคราวครั้งนี้ มีเงื่อนไขคือ ห้ามออกนอกประเทศ และห้ามยุยง ปลุกปั่น การกระทำอันจะก่อไม่สงบต่อบ้านเมือง ซึ่งวันนี้เวลาประมาณ 19.00 น. จะนำหมายปล่อยตัวไปที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ฯ และทัณฑสถานหญิงกลาง เพื่อปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้ง 8 ราย

    สำหรับการยื่นประกันนั้น วิญญัติ ระบุว่า ใช้หลักฐานเดิมและยื่นประกันหลักทรัพย์คนละ 2 แสนบาท เหมือนที่เคยยื่นเรื่องไปก่อนหน้านี้ พร้อมมั่นใจว่าผู้ต้องหาทั้ง 8 คน ไม่เข้าข่ายกระทำความผิดตามมาตรา 116 เนื่องจากมีข้อขัดแย้งอยู่พอสมควร แต่ทั้งนี้ยังไม่เห็นรายละเอียด และหลักฐานของคำฟ้องที่ชัดเจน

    ส่วนการต่อสู้ทางคดีนั้น วิญญัติ ระบุว่า ไม่สามารถให้รายละเอียดได้ เพราะอาจส่งผลต่อรูปคดี ซึ่งมั่นใจในหลักฐาน แต่ไม่มั่นใจในระบบกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด พร้อมเรียกร้องอยากให้เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจอย่างระมัดระวัง และเป็นไปตามกรอบกฎหมาย

    8 ผู้ต้องหาในคดีนี้ประกอบด้วย นพเกล้า คงสุวรรณ, ศุภชัย สายบุตร, วรวิทย์ ศักดิ์สมุทรานันท์, โยธิน มั่งคั่งสง่า, กัณสิทธิ์ ตั้งบุญธินา, ธนวรรธ บูรณศิริ, หฤษฏ์ มหาทน และ ณัฏฐิกา วรธันยวิชญ์


    เวลาประมาณ 20.50 น. ผู้ต้องหาชายได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
    ขณะที่ผู้ต้องหาหญิงอีก 1 คนจะได้รับการปล่ยอตัวจากทัณฑสถานหญิงกลาง 
    ทั้งนี้ ศาลทหารมีระบบแตกต่างจากศาลอาญา
    ศาลอาญาสามารถปล่อยตัวผู้ต้องหาได้ที่ศาลทันทีหลังได้รับอนุญาตประกันตัว
    แต่ศาลทหารต้องนำตัวผู้ต้องหาที่ได้ประกันมาเข้าเรือนจำ แล้วจึงปล่อยตัวจากเรือนจำ

    เรียบเรียงจาก สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ตำรวจเรียกเสื้อแดงบ้านโป่ง มาเป็นพยานคดี 4 NDM- 1 นักข่าว ถูกจับกุมหน้าโรงพัก หลังพบพยานมีสติ๊กเกอร์โหวตโน แปะอยู่ที่หน้าอกเสื้อ ในวันเกิดเหตุ ด้าน 5 ผู้ต้องหาเตรียมเดินทางเข้ารายงานตัวต่อศาล 29 ส.ค. นี้

    23 ส.ค. 2559 บริบูรณ์ เกียงวรากูร กลุ่มคนเสื้อแดงบ้านโป่ง ได้เปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวว่า ได้รับหมายเรียกพยานจากสถานีตำรวจภูธรบ้านโป่ง เพื่อเป็นพยานในคดีระหว่าง พ.ต.ท.สรายุทธ บุรีวชิระ ผู้กล่าวหา กับปกรณ์ อารีกุล, อนุชา รุ่งมรกต, อนันต์ โลเกตุ สมาชิกขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ภานุวัฒน์ ทรงสวัสดิ์ชัย นักศึกษามหาวิทยาลัยแม่โจ้ และทวีศักดิ์ เกิดโภคา ผู้สื่อข่าวประชาไท ผู้ถูกกล่าวหา ตามข้อกล่าวหาฐานกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ มาตรา 61 วรรคสอง จากกรณีการที่ขบวนการประชาธิปไตยใหม่เดินทางไปให้กำลังใจชาวบ้าน 23 คนที่ถูกเรียกงานตัวฐานฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. จากกรณีการเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติ ขณะที่ผู้สื่อข่าวได้ติดรถไปทำข่าวด้วย (อ่านข่าวที่นี่)

    บริบูรณ์ ให้ข้อมูลว่า ตนได้รับหมายเรียกพยานดังกล่าวเมื่อเช้าของวันที่ 23 ส.ค. 2559 เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ส่งหมายดังกล่าวไปยังที่อยู่ตามทะเบียนบ้านซึ่งตนไม่ได้อาศัยอยู่ที่นั่นแล้ว  เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบว่าตนยังไม่ได้รับหมายเรียก จึงนำหมายเรียกพยานซึ่งออกเมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2559 ไปใส่ไว้ในซองจดหมายของที่พักปัจจุบัน ซึ่งหมายดังกล่าวระบุให้ไปพบพนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจภูธรบ้านโป่งในวันที่ 26 ก.ค. 2559 แต่เนื่องจากเลยกำหนดดังกล่าวมาแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดต่อให้ไปพบในวันพรุ่งนี้แทน (24 ส.ค. 2559) 

    ทั้งนี้ในหมายเรียกพยานได้ระบุด้วยว่า เรียกตัวบริบูรณ์มาเป็นพยานครั้งนี้ เนื่องจาก “เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมผู้ต้องหา 5 คน ฐานความผิดก่อความไม่สงบฯ มีการแจกจ่ายสติ๊กเกอร์ โหวตโน สีน้ำเงิน จากการสืบสวนทราบว่า พยานมีแผ่นสติ๊กเกอร์ติดอยู่หน้าอกเสื้อ ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในคดีนี้”

    ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า วันที่ 29 ส.ค. 2559 นี้ ผู้ต้องหาทั้ง 5 คนจะต้องไปรายงานตัวกับศาลจังหวัดราชบุรี ซึ่งวันดังกล่าวเป็นวันครบกำหนดที่พนักงานสอบสวนและอัยการจะต้องทำความเห็นต่อศาลว่า ควรฟ้องหรือไม่

    ทวีศักดิ์ เล่าว่า วันที่เกิดเหตุ (10 ก.ค.) หลังจากขบวนการประชาธิปไตยใหม่ได้เดินทางไปให้กำลังใจชาวบ้านที่อำเภอบ้านโป่ง โดยมีตนเองในฐานะผู้สื่อข่าวขอติดรถไปทำข่าวด้วย เวลาประมาณ 11.00 น. ขณะกลับมาที่รถ ซึ่งจอดอยู่หน้าบ้านพักของรองผู้กำกับฝ่ายสืบสวน สภ.บ้านโป่ง ก็พบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบได้ทำการค้นเอกสารต่างๆ ซึ่งอยู่ท้ายรถกระบะ โดยไม่ได้ขออนุญาตเจ้าของรถซึ่งคือ ปกรณ์ อารีกุล ก่อน แต่เมื่อพบว่ามีคนเดินมา เจ้าหน้าที่จึงได้ขออนุญาตค้นอีกครั้ง ซึ่งปกรณ์ได้อนุญาตให้ค้นโดยไม่ขัดขืน หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เชิญตัวทั้ง 4 คน ปกรณ์, อนุชา, อนันต์ และทวีศักดิ์ ขึ้นไปทำบันทึกประจำวัน แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นการทำบันทึกการจับกุม

    ในขณะที่บันทึกการจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุพฤติการณ์การจับกุมว่า "เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้รับแจ้งจากประชาชนอ้างว่าเป็นพลเมืองดีและศูนย์วิทยุ สภ.บ้านโป่ง ว่ามีบุคคลใช้รถยนต์กระบะเชฟโรเลท หมายเลขทะเบียน XXX บรรทุกอุปกรณ์สิ่งของท้ายรถมีพฤติการณ์น่าเชื่อว่าจะมาทำการแจกเอกสาร แผ่นพับ ใบปลิวในเรื่องรณรงค์ต่อต้านการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญในเขต อ.บ้านโป่ง ต่อมาจากการสืบสวนพบว่ารถยนต์คันดังกล่าวจอดอยู่ถนนทรงพล เทศบาลเมืองบ้านโป่ง เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวขอตรวจค้นรถดังกล่าว"

    ทั้งนี้ระหว่างที่ทั้ง 4 คนถูกควบคุมตัวอยู่ที่ สภ.บ้านโป่งเพื่อเตรียมส่งศาลเพื่อขออนุญาตฝากขังเมื่อวันที่ 10 ก.ค. ในเวลา 21.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตามไปควบคุมตัว ภานุวัฒน์ ทรงสวัสดิ์ชัย นักศึกษามหาวิทยาลัยแม่โจ้ จากบ้านพักในจังหวัดราชบุรีมายัง สภ.บ้านโป่งเพื่อสอบสวนและแจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 61 วรรค 2 ของพ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ

    ด้านทวีศักดิ์ ระบุด้วยว่า เขาได้แสดงตัวตนกับเจ้าหน้าที่ก่อนจะถูกควบคุมตัวหลายครั้งว่า ตนเองเป็นผู้สื่อข่าว และขอติดรถมาทำข่าวเพียงเท่านั้น ไม่ได้มีส่วนร่วมกับการแจกจ่ายเอกสาร หรือสติ๊กเกอร์ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจเห็นว่ามาด้วยกันจึงดำเนินคดีร่วมกัน อย่างไรก็ตามในวันที่ 12 ก.ค. 2559 ที่สำนักงานประชาไท กรุงเทพฯ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาพร้อมหมายค้น เพื่อตรวจและยึดเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการรณรงค์โหวตโน แต่ก็ไม่พบสิ่งใดที่เกี่ยวข้อง

    ต่อมาในวันที่ 11 ก.ค. 2559 ศาลได้อนุญาตให้ประกันตัวผู้ต้องหาทั้ง 5 คน โดยผู้ต้องหาแต่ละคนได้ยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสดคนละ 140,000 บาท และมีกำหนดให้ไปรายงานตัวต่อศาลอีกครั้งวันที่ 29 ส.ค. 2559

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ปมคำถามพ่วง ประยุทธ์เผยที่ประชุม ครม.-คสช. เข้าใจว่า 5 ปีแรก 2 สภาร่วมเลือกนายกฯ จากรายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอโดยต้องได้เสียงเกิดกึ่งหนึ่งคือ 376 เสียง แต่ถ้าไม่ได้เลือกรอบ 2 ถึงจะเลือกรายชื่อนอกตะกร้าที่พรรคการเมืองเสนอได้ เล็งแก้ รธน.เพิ่ม สนช.อีก 30 คน

    ที่มาภาพ เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล

    23 ส.ค. 2559 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ร่วมกับ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรื่องทำความเข้าใจคำถามพ่วงจากการทำประชามติ
     
    "5 ปีแรกในที่ประชุมร่วมของรัฐสภาคือ ส.ส. 500 คนนี่ และ ส.ว. 250 คน จะเป็นผู้ให้ความเห็นชอบเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งแปลว่าเดิมให้ ส.ส.ฝ่ายเดียวเลือก ก็เปลี่ยนเป็นให้ ส.ส. ส.ว. 750 คน เลือกตั้งแต่ต้น แต่รอบแรกจำเป็นต้องเลือกจากรายชื่อในตะกร้าที่แต่ละพรรคเสนอมาพรรคละ 3 คน ตรงนี้เข้าใจไหมรายชื่อในตะกร้าพรรคการเมืองเสนอนะ เออมันมีกติกาอยู่ข้างในเยอะแยะ รอบแรกต้องเลือกจากรายชื่อนี้เท่านั้น พรรคละ 3 คน ถ้าใครได้ถึงครึ่งคือ 376 จาก 750 คน ก็เป็นนายกรัฐมนตรี ถ้ายังไม่ได้ก็เลือกรอบ 2" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
     
    พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ในรอบ 2 นี้ก็คือแก้ปัญหาเดิมก็คืออะไรไปไม่ได้ก็มาตรา 7 จึงต้องแก้ตรงนี้ หากเลือกไม่ได้ก็เลือกใหม่ โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยว่า "เลือกรอบ 2 ทีนี้เลือกจากนอกตะกร้าก็ได้ อันนี้ใครเสนอชื่อผมยังไม่รู้ เป็นเรื่องของ กรธ. เขาพิจารณา มันก็ต้องไปหารือกับ สนช. สนช. ก็ต้องไปดูมติของ สนช.เขาหลายๆ อย่างที่ชี้แจงว่าคำถามพ่วงเขาทำมาเพื่ออะไร เขามีรายละเอียดหมดล่ะ มาพูดกันไปพูดกันมาอย่างนี้อย่างโน้นมันไม่ได้หรอก มันต้องเป็นไปตามตัวบทอักษร และก็ตามความมุ่งหมายที่ออกคำถามพ่วงไป"
     
    ประยุทธ์ กล่าวต่อว่าในเรื่องของ 5 ปีที่ว่านั้น ตนเข้าใจว่าจะเลือกกี่ครั้งมันก็อยู่ใน 5 ปีนั้น ส.ว. กับ ส.ส.ก็ต้องเลือกภายใน 5 ปีนั้น 
     
    "ถ้าได้คนดีมา แล้ว ส.ส.ก็เสนอมา แล้วใครจะไปปฏิเสธเขาได้ เขาก็ต้องยินยอม แล้วก็ใช้คะแนนเสียงครึ่งหนึ่ง 376 จาก 750 สองสภานั่นล่ะ นี่คือความเข้าใจของผม ของครม.ทั้งหมด แล้วก็ชี้แจงโดยอาจารย์วิษณุ (เครืองาม)ซึ่งเป็นผู้เชื่อมต่อของรัฐบาล เป็นฝ่ายกฏหมายของรัฐบาล เชื่อมต่อ กรธ. อะไรต่างๆ ก็สร้างความเข้าใจร่วมกันเท่านั้นเอง ต่อไปก็ได้หยุดสักที" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
     
    พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า มีเรื่องการแก้ไข ม.6 รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 เดิมที่มี สนช.ไม่เกิน 220 ก็เพิ่มอีก 30 คน เป็นไม่เกิน 250 คน เหตุผลเป็นเรื่องการเร่งรัดในเรื่องการทำกฏหมยสำคัญๆ ตามรัฐธรรมนูญ รวมทั้งกฏหมายตามนโยบายรัฐบาล
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ศาลให้ประกัน 15 คน โดนพ่อค้าร้านของเก่าโดนอายัดตัวต่อคดีอาวุธ ทนายระบุไม่มีความเชื่อมโยงเหตุระเบิดหลายจุดภาคใต้ แค่คนแก่ตั้งกลุ่มพูดคุย ผบ.ตร.เผยได้เบาะแสคนร้ายก่อเหตุระเบิด คาดเป็นคนรุ่นใหม่ฝึกมาโดยเฉพาะ

    ตำรวจกองปราบอายัดและควบคุมตัวนายสรศักดิ์ ดิษปรีชา ในคดีอาวุธ หลังศาลทหารให้ประกันคดีอั้งยี่

    23 ส.ค.2559 ช่วงเย็นถึงค่ำที่ผ่านมาญาติบางส่วนของผู้ต้องหา 15 คน ได้รับมารอรับตัวผู้ต้องหาที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และทัณฑสถานหญิงกลาง หลังจากเมื่อเวลา 14.00 น. ศาลทหารกรุงเทพอนุญาตให้ประกันตัวทั้งหมด โดยทีมทนายความได้ยื่นเรื่องขอประกันตัวในวงเงินคนละ 1 แสนบาท โดยใช้หลักทรัพย์เป็นโฉนดที่ดินมูลค่า 1 ล้านบาทและเงินสดอีก 5 แสนบาท

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลาประมาณ 19.15 น. มีการปล่อยตัวนายสรศักดิ์ ดิษปรีชา ออกมาก่อนเป็นคนแรก จากนั้นตำรวจจากกองปราบฯ ได้อายัดตัวเขาไว้ในคดีอาวุธและควบคุมตัวออกจากเรือนจำทันที ในขณะที่อีก 14 คนยังไม่ถูกปล่อยตัว

    ทั้งนี้ ผู้ต้องหาทั้ง 15 คนถูกทยอยจับกุมตั้งแต่วันที่ 13 ส.ค.หลังเกิดเหตุระเบิดหลายจุดในหลายจังหวัดภาคใต้ จากนั้นพวกเขาถูกควบคุมตัวใน มทบ.11 หลายวันก่อนมีการนำตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งข้อหาความผิดตามมาตรา 209 อั้งยี่ซ่องโจร และฝ่าฝืนคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2558 ว่าด้วยการชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน จากกรณีติดต่อกันเป็นขบวนการต่อต้านรัฐบาลและก่อตั้งพรรคแนวร่วมปฏิวัติเพื่อประาชาธิปไตย (นปป.) โดยตำรวจระบุว่าไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงกับเหตุระเบิดตามที่นายทหารพระธรรมนูญได้มาแจ้งความดำเนินคดีก่อนหน้านี้แต่อย่างใด

    วิญญัติ ชาติมนตรี และธนเดช พ่วงพูล ทนายความจากสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิและเสรีภาพ (สกสส.) ระบุว่า ศาลทหารอนุญาตให้ประกันโดยมีเงื่อนไขห้ามออกนอกประเทศ ห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง และห้ามแสดงความคิดเห็นทางการเมือง นอกจากนี้ศาลยังมีคำสั่งเพิกถอนหมายจับ ร.ต.ท.สมัย คูณสวัสดิ์ และ ร.ต.ต.หญิง วิไลวรรณ คูณสวัสดิ์ ซึ่งถูกออกหมายจับพร้อมกับผู้ต้องหาทั้ง 15 รายด้วย หลังจากที่ทนายความส่วนตัวได้มายื่นขอถอนหมายจับต่อตุลาการศาลทหาร เนื่องจากไม่มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกัน แต่อาจจะเป็นแค่มีความสัมพันธ์กับผู้ต้องหาในคดีขอนแก่นโมเดล ซึ่งเป็นเรื่องที่เห็นว่าหน่วยข่าวหรือเจ้าหน้าที่รัฐเพียงแค่เกิดความระแวงสงสัยก็นำประชาชนไปเป็นผู้ต้องหา เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่ากังวล ตนไม่อยากให้เกิดความกังวลแบบนี้ขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะถือเป็นการใช้อำนาจที่ค่อนข้างอันตราย

    ด้านนายธนเดช กล่าวว่า จากแนวทางการสอบสวนไม่สามารถนำเรื่องระเบิดหลายจุดในภาคใต้มาเชื่อมโยงกันได้ ดังนั้นคิดว่าคดีนี้ไม่น่าจะแจ้งข้อกล่าวหาคดีระเบิดต่อผู้ต้องหาทั้ง 15 คน เพราะแต่ละคนอยู่ในช่วงสูงวัย การที่พวกเขาไปพบปะกันก็เป็นไปในลักษณะของสภากาแฟแลกเปลี่ยนความเห็นในลักษณะของผู้สูงอายุ ส่วนประเด็นครอบครองอาวุธสงครามนั้นมี 1 รายเป็นพ่อค้ารับซื้อของเก่าเขารับซื้อของเก่าแล้วพบอาวุธสงครามจากนั้นเขาก็ได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบ แต่เจ้าหน้าที่กลับแจ้งข้อกล่าวหาครอบครองอาวุธ

    ล่าสุดเวลาประมาณ 20.30 น. เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ได้ปล่อยตัวผู้ต้องหา 12 คนแล้ว ขณะที่ผุ้ต้องหาหญิง 2 คนยังไม่ได้รับการปล่อยตัวจากทัณฑสถานหญิงกลาง

    จนกระทั่งเวลาประมาณ 21.30 น. ผู้ต้องหาหญิง 2 คนจึงได้รับการปล่อยตัวจากทัณฑสถานหญิงกลาง

    ผู้ต้องหาทั้ง 15 รายประกอบด้วย ด.ต.ศิริรัตน์ มโนรัตน์ อายุ 71 ปี ชาว จ.พัทลุง, นายวีระชัฏฐ์ จันทร์สะอาด อายุ 62 ปี ชาว จ.นนทบุรี, นายประพาส โรจนพิทักษ์ อายุ 67 ปี ชาว จ.ตรัง, นายปราโมทย์ สังหาญ อายุ 63 ปี ชาว จ.สตูล, นายสรศักดิ์ ดิษปรีชา อายุ 49 ปี ชาว กทม., น.ส.มีนา แสงศรี อายุ 39 ปี ชาว กทม., นายศิริฐาโรจน์ จินดา อายุ 56 ปี ชาว จ.หนองคาย, นายชินวร ทิพย์นวล อายุ 71 ปี ชาว จ.เชียงราย, นายณรงค์ ผดุงศักดิ์ อายุ 60 ปี ชาว จ.อ่างทอง, นายศรวัชษ์ กุระจินดา อายุ 60 ปี ชาว จ.มหาสารคาม, นายเหนือไพร เซ็นกลาง อายุ 41 ปี, นายวิเชียร เจียมสวัสดิ์ อายุ 59 ปี ชาว จ.นครศรีธรรมราช, นายบุญภพ เวียงสมุทร อายุ 61 ปี ชาว จ.เชียงราย, น.ส.รุจิยา เสาสมภพ อายุ 52 ปี ชาว จ.ร้อยเอ็ด, นายวิโรจน์ ยอดเจริญ อายุ 67 ปี ชาว จ.นครศรีธรรมราช

    ขณะที่เว็บไซต์หนังสือพิมพ์บ้านเมืองระบุว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.กล่าวถึงความคืบหน้าคดีลอบวางระเบิดหลายจุดในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ ระหว่างวันที่ 10-12 ส.ค.ที่ผ่านมา ว่าการสืบสวนนับตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคมเป็นต้นมามีความคืบหน้าไปมากจนทราบขั้นตอน วิธีการ และจุดรวมตัวของผู้ก่อเหตุทั้งหมดแล้วซึ่งต้องทำด้วยความรอบคอบ ทั้งการเดินทางมาและเดินทางกลับหลังจากเสร็จภารกิจ ทราบแล้วว่าแผนประทุษกรรมของคนร้ายเป็นอย่างไร น่าเชื่อว่าจะมีผู้ร่วมขบวนการ 20 คนขึ้นไป โดยวิธีการผิดแปลกไป ครั้งนี้การก่อเหตุพยามปกปิดใบหน้า ใส่กางเกงขาสั้นคล้ายนักท่องเที่ยวเพื่ออำพรางตัวเอง โดยปกติแล้วการแต่งกายต้องเป็นไปตามวัฒนธรรมของตัวเอง ขณะนี้ออกหมายจับผู้ร่วมก่อเหตุเพียง 1 ราย คือ นายอาหะมะ เลงหะ ชาว จ.นราธิวาส จากกรณีวางระเบิดที่ป่าตอง จ.ภูเก็ต

    ผบ.ตร.กล่าวว่า ส่วนประเด็นการก่อเหตุยังไม่ตัดทิ้ง ทั้งเรื่องการลงเสียงประชามติ การสร้างสถานการณ์ในพื้นที่ภาคใต้ การขยายพื้นที่ของแนวร่วมก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรืออาจจะมาทำงานแบบรับจ้างเฉพาะกิจก็อาจจะเป็นไปได้ เบื้องต้นในทางสืบสวนหน้าที่รู้ตัวแล้วว่ามีคนร้ายมากกว่า 20 คน ส่วนหนึ่งมีหมายจับ มีประวัติก่อเหตุในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
     
    “แต่ตั้งข้อสังเกตว่าการก่อเหตุครั้งนี้เป็นคนลงมือจากคนรุ่นใหม่ หลายคนไม่เคยมีประวัติมาก่อน แต่ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดว่าเป็นการกระทำของกลุ่มใด เพราะยังไม่มีการประกาศตัวอย่างชัดเจน แต่คนรุ่นเก่าก็อาจจะมีส่วนร่วมในการสนับสนุน เพราะดูจากแผนประทุษกรรมแล้วแทบจะเป็นคนรุ่นใหม่ ซึ่งทางการสืบสวนค่อนข้างลำบาก แต่อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่มีพยานหลักฐานอยู่ทั้ง 20 กว่าคน เชื่อว่าทั้งหมดผ่านการฝึกฝนก่อนที่จะมาก่อเหตุ" ผบ.ตร.กล่าว
     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ที่มา เว็บทำเนียบรัฐบาล

    23 ส.ค. 2559 เวลา 14.00 น. ณ บริเวณห้องโถง ชั้น 1 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงถึงสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีการจัดตั้งกลุ่มใหม่ขึ้นมาว่า ปัญหาดังกล่าว มีมายาวนานตั้งแต่อดีต โดยจะมีการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแสดงให้เห็นถึงความจริงใจที่จะร่วมกันแก้ปัญหาให้กับพี่น้องชาวไทยทุกคนได้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ซึ่งรัฐบาลมีความมุ่งมั่นแก้ปัญหาโดยเฉพาะการแก้ข้อกฎหมายให้พี่น้องชาวไทยมุสลิม ชาวไทยทุกคนในพื้นที่ภาคใต้ อย่าส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ความรุนแรง และหากพบเห็นเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ประพฤติผิดกฏหมายขอให้แจ้งโดยทันที จะได้ดำเนินการตามกฏหมายด้วยความยุติธรรม

    สำหรับเหตุการณ์การวางระเบิดใน 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบนนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งดำเนินการสืบสวนสอบสวนผู้ต้องสงสัย เพื่อเชื่อมโยงไปถึงวัตถุประสงค์ขอการก่อเหตุดังกล่าวโดยเร็ว หากผู้ต้องสงสัยมีการกระทำความผิดจริง ก็จะดำเนินการเอาผิดตามกฏหมายเพราะเป็นคดีอาญาที่กระทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย พร้อมกล่าวยืนยันว่า รัฐบาลต้องการยุติเหตุการณ์เหล่านี้โดยเร็ว เพื่อความสงบสุขของประชาชนทุกคน

    ย้ำมุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อกระจายความเจริญไปสู่ชนบท

    พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงเรื่อง แผนการดำเนินงานของรัฐบาลที่ผ่านมาว่า รัฐบาลได้มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เชื่อมโยงสังคมเมืองไปสู่สังคมชนบท พร้อมทั้งสร้างรายได้ให้กระจายไปสู่พื้นที่ชุมชนในชนบทให้ได้ในอนาคต แต่ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าว อาจจะต้องใช้ระยะเวลา เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน

    พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวย้ำว่า วันนี้รัฐบาลได้ทำงานกันอย่างมุ่งมั่น เพื่อแก้ไขปัญหาที่มีมาอย่างยาวนานให้สำเร็จ โดยคณะรัฐมนตรีและคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ร่วมกันหารือเพื่อวางแนวทางในการดำเนินการ ปรับปรุงโครงสร้างทั้งหมดอย่างเต็มกำลังและเร่งด่วน

    ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีได้เชิญชวนประชาชนทุกคนร่วมกันทำกิจกรรมการปลูกป่าในเชิงวิชาการเพื่อเพิ่มพื้นที่ธรรมชาติที่สมบูรณให้กับประเทศต่อไป

    ครม.ทราบรายงานการช่วยเหลือปชช.บาดเจ็บ-เสียชีวิต เหตุการณ์ระเบิด 7 จว.ภาคใต้

    พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงถึงเรื่องที่ ครม. รับทราบสรุปรายงานการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับอุบัติเหตุกรณีเหตุการณ์ระเบิดและเพลิงไหม้ใน 7 จังหวัดในช่วงที่ผ่านมาจาก วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ประชาชนที่เป็นคนไทยและชาวต่างชาติได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต โดยชาวต่างชาติที่ได้รับบาดเจ็บประกอบด้วย ชาวเยอรมัน ฮอลแลนด์ ออสเตรีย และอิตาลี มีจำนวนทั้งสิ้น 11 คน  ซึ่งขณะนี้ชาวต่างชาติที่ได้รับบาดเจ็บได้เดินทางกลับประเทศไปเรียบร้อยแล้ว จำนวน 10 คน และเหลืออีกจำนวน 1 คน ซึ่งเป็นชาวฮอลแลนด์ยังคงพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลกรุงเทพ ทั้งนี้ รัฐบาลได้มีการดูแลช่วยเหลือในเรื่องค่ารักษาพยาบาลอย่างเต็มที่ให้กับประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุดังกล่าว
     
    สำหรับกรณีคนไทยที่เสียชีวิต จำนวน 4 ราย  เบื้องต้นได้รับเงินช่วยเหลือจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 1,185,000 บาท ส่วนคนไทยที่ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 26 ราย รัฐบาลได้ให้ความช่วยเหลือดูแลตามเกณฑ์ที่มีอยู่ โดยยึดถือตามเกณฑ์ช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บจากกรณีเหตุการณ์ระเบิดที่ราชประสงค์
     
    อย่างไรก็ตามนายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบายที่จะให้มีการจ่ายเงินช่วยกรณีผู้ประสบอุบัติเหตุจากกรณีเหตุการณ์ระเบิดดังกล่าวให้ครบในครั้งเดียวโดยจะไม่แยกกระจายจ่ายเงินเหมือนที่ผ่านมา เว้นแต่หน่วยงานใดที่ได้มีการมอบเงินให้ไว้ก่อนแล้ว ขณะที่ในส่วนที่เหลือทั้งผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจะมอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้นำไปมอบให้โดยกำหนดให้เสร็จสิ้นภายในเดือนสิงหาคม 2559 นี้

     

     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ผลการพิจารณาข้อเสนอแนะ เพิ่มเติมตามการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของไทยภายใต้กระบวนการยูพีอาร์ รับไปแล้ว 181 ข้อ แต่ยังมีอีก 68 ข้อ ที่ยังพิจารณาอยู่ ส่วนการยกเลิกโทษประหารชีวิตและมาตรา 112 ยังไม่ตอบรับ เหตุเป็นประเด็นละเอียดอ่อน และยังคงการบังคับใช้คำสั่ง คสช.

    ที่มา เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล

    23 ส.ค. 2559 พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี ว่า จากผลการพิจารณาข้อเสนอแนะ เพิ่มเติมตามการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของไทยภายใต้กระบวนการยูพีอาร์ ที่รับไปแล้ว 181 ข้อ แต่ยังมีอีก 68 ข้อ ที่ยังพิจารณาอยู่ ซึ่งรับเพิ่มอีก 6 ข้อ เกี่ยวกับการให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาแรงงานระหว่างประเทศ การจัดตั้งหน่วยงานอิสระเพื่อตรวจสอบข้อกล่าวหาการทรมาน รวมถึงเหตุการรุนแรงในพื้นที่ใช้ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้ อีกทั้งการลดระดับโทษประหารชีวิต เพื่อยกเลิกโทษประหารชีวิตต่อไป

    นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอที่รับทราบ แต่ไม่ตอบรับอีก 62 ข้อ เนื่องจากมองว่ามีความละเอียดอ่อน ซึ่งแต่ละประเทศมีบริบท กติกาของที่พิเศษเหมาะสมกับสังคม โดยประเด็นละเอียดอ่อนของเราที่ยังไม่ตอบรับ นั่นคือ การยกเลิกโทษประหารชีวิตทุกด้าน และยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 รวมถึงประเด็นที่จำเป็นต้องคงไว้ในบริบทปัจจุบัน เช่น การบังคับใช้คำสั่ง คสช.

     

    ที่มา : สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    วิป สนช. สรุปประเด็นขอบเขตคำถามพ่วง ชี้ให้อำนาจ ส.ว. เสนอชื่อนายกได้ หากรายชื่อในตะกร้าของพรรคการเมืองมีปัญหา ตกลงกันไม่ได้ เปิดช่อง ส.ว. เสนอชื่อนายกฯ ให้รัฐสภาโหวต กี่ครั้งก็ได้ภายใน 5 ปี แรก

    23 ส.ค. 2559 มติชนออนไลน์รายงานว่า  นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิปสนช.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 24 ส.ค. นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษาเสนอแนะ และรวบรวมความเห็น เพื่อการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สนช. เพื่อสรุปความเห็นคำถามพ่วงที่ กมธ. ส่งให้ กรธ. นำไปพิจารณา ขณะนี้ถือเรื่องคำถามพ่วงของสนช.ถือว่านิ่งแล้ว นั่นคือ การพิจารณาเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรกให้ ส.ส.และ ส.ว. สามารถโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ตามบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอมา แต่หากไม่สามารถดำเนินการเลือกนายกฯตามบัญชีพรรคการเมืองได้ จะเข้าสู่ก๊อกสองคือ ให้สมาชิกรัฐสภา ซึ่งหมายความรวมถึง ส.ว. มีสิทธิเสนอรายชื่อบุคคลที่มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นอกเหนือจากบัญชีที่พรรคการเมืองเสนอมาได้ หมายถึงมีสิทธิเสนอชื่อคนนอกเป็นนายกฯได้ ทั้งนี้ภายใน 5 ปีแรก หากมีการเลือกนายกรัฐมนตรีเมื่อใด ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนดังกล่าวทุกครั้ง หลังจากนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของกรธ. ว่าจะเห็นด้วยกับข้อเสนอของ สนช. หรือไม่ ถ้า กรธ. จะตีความแบบแคบ ตามลายลักษณ์อักษรก็ไม่เป็นไร แต่ สนช .ตีความแบบกว้าง ทั้งนี้หลังจากที่ กรธ. แก้ไขปรับปรุงบทเฉพาะกาลเรียบร้อยแล้ว ต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอีกครั้งว่า มีความสอดคล้องกับคำถามพ่วงหรือไม่ หากศาลรัฐธรรมูญเรียกสนช.ไปชี้แจง ก็พร้อมไปให้ข้อมูล

    ด้าน ธานี อ่อนละเอียด สมาชิก สนช. กล่าวว่า ในร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 159 ให้ ส.ส. พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกฯ แต่หากว่า ส.ส. ไม่สามารถโหวตเลือกนายกฯได้ก็ให้ ส.ส. เข้าชื่อไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของ จำนวนสมาชิก ส.ส. เท่าที่มีอยู่ เช้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภา ซึ่งก็จะเป็นตามมาตรา 272 เพื่อขอยกเว้นให้เสนอชื่อนายกฯนอกบัญชีได้ แต่เมื่อคำถามพ่วงประชามติผ่านก็ต้องกลับมาพิจารณาว่า กระบวนการเลือกนายกฯนั้นจะเริ่มตั้งแต่แรกหรือไม่ โดยพิจารณาจากข้อความในคำถามพ่วงประชามติที่ว่า ร่วมพิจารณาให้ความเห็นชอบ ซึ่งจะเห็นว่า ส.ว. จะต้องดำเนินการตั้งแต่ต้นจนจบ เหมือนที่ พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช.ที่พูดชัดเจนคือ พิจารณาให้ความเห็นชอบ ซึ่งก็เปรียบเหมือนศาลที่จะมีคำติดสินอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีการไต่สวน สืบพยาน จนนำไปสู่การพิพากษา ดังนั้น ส.ว.จะร่วมพิจารณาโหวตนายกฯตั้งแต่เริ่มแรก โดยเลือกของบัญชีของพรรคการเมืองที่เสนอมา ยกเว้นกรณีไม่สามารถเลือกบัญชีรอบแรกได้ก็จะเข้าเงื่อนไขที่ให้ส.ว.มีสิทธิ์ เสนอชื่อนายกฯในรอบสองได้

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    พนักงานสอบสวน สน.บางนา เลื่อนการส่งสำนวนคดี โตโต้ ฉีกบัตรประชามติ ให้กับอัยการ ชี้ยังมีถ่อยคำต้องปรับแก้ ด้านโตโต้ ระบุในเมื่อ ตำรวจนัดมาเอง แต่ไม่ส่งฟ้อง นัดครั้งหน้าจะไม่มาอีก จนกว่าจะมีเลือกตั้ง หากจะออกหมายจับดำเนินการได้เลย

    ภาพจากเฟซบุ๊ก Piyarat Chongthep

    23 ส.ค. 2559 เวลาประมาณ 09.00 น.  ปิยรัฐ จงเทพ จิรวัฒน์ เอกอัครนุวัฒน์ และทรงธรรม แก้วพันพฤกษ์ เดินทางไปยัง สน. บางนา เพื่อเข้ารายงานตัวต่อพนักงานสอบสวน หลังจากเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2559 ปิยรัฐ ได้ทำการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ถึงการลงประชามติที่ไม่เป็นธรรม โดยการฉีกบัตรลงคะแนนเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมกับตะโกนว่า “เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ” โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตั้งข้อกล่าวหาทั้งหมด 4 ข้อกล่าวหา ประกอบด้วยความผิดฐานฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 59 มาตรา 60 (9) และกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 188 และมาตรา 358 ด้าน จิรวัฒน์ เอกอัครนุวัฒน์ และทรงธรรม แก้วพันพฤกษ์ ถูกเจ้าหน้าที่เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาด้วย ฐานฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 60 (9) โดยเจ้าหน้าที่เห็นว่าทั้งสองคนอยู่ในเหตุการณ์ และถ่ายคลิปขณะที่ปิยรัฐเดินออกจากคูหามาฉีกบัตร

    ต่อมาเวลา 10.00 น. พนักงานสอบสวนได้พาตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 ไปยังสำนักงานอัยการจังหวัดพระโขนง เพื่อนำสำนวนการสอบสวนคดีความมาให้กับอัยการ พร้อมความของพนักงานสอบสวนว่าควรฟ้องคดีหรือไม่

    ต่อมาในเวลา 12.00 น. พนักงานสอบสวนได้ขอดึงสำนวนกลับ เนื่องจากเห็นว่ายังไม่มีความเรียบร้อย ในส่วนของการปรับแก้ไขถ้อยคำ จึงขอนัดหมายผู้ต้องหาอีกครั้ง ภายใน 15 วัน ด้านปิยรัฐ จงเทพเห็นว่า การนัดมาครั้งนี้เป็นการนัดหมายของพนักงานสอบสวนอีก จึงชี้แจงกับพนักงานสอบสวนเจ้าของคดีว่า หากวันนี้ยังไม่ส่งฟ้อง ตนจะไม่เดินทางมาอีกแล้ว เนื่องจากเสียเวลา และต้องลางานมา หากจะนัดอีกครั้งขอให้เป็นหลังการเลือกตั้งปีหน้า แต่ถ้าออกหมายเลยก่อนหน้านั้นแล้วตนไม่ได้ หากเจ้าหน้าที่เห็นว่าควรออกหมายจับก็ดำเนินการได้เลย

    ด้าน เอกภาพ วงศ์สวัสดิ์ ทนายความ จากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้ให้ข้อมูลว่า สุดท้ายพนักงานสอบสวนได้เลื่อนการนัดพบกับอัยการไปอย่างไม่กำหนด

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    24 ส.ค. 2559 ผู้จัดการออนไลน์รายงานความคืบหน้าเหตุระเบิดที่ จ.ปัตตานี เมื่อคืนที่ผ่านมา ว่า จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุของเจ้าหน้าที่พบว่า คนร้ายลอบวางระเบิด จำนวน 3 จุด ในเวลาไล่เลี่ยกันช่วงเวลาประมาณ 22.40 น. เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 30 ราย ในจำนวนนี้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 5 ราย และเกิดเพลิงไหม้ทำให้ร้านค้า ห้องอาหารคาราโอเกะ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ที่จอดอยู่ได้รับความเสียหายจำนวนมาก

    ขณะนี้เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว และยังคงตรึงกำลังเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างเข้มงวด สำหรับจุดเกิดเหตุที่คนร้ายลอบวางระเบิด จุดแรกคือ บริเวณห้องน้ำในผับ ข้างโรงแรมเซาเทิร์นวิว ม.3 ต.รูสะมิแล อ.เมือง จ.ปัตตานี จุดที่ 2 เป็นระเบิดคาร์บอมบ์ โดยคนร้ายได้นำรถยนต์อีซูซุ ทะเบียน กจ 1381 ปัตตานี หมายเลขเครื่อง 4JK1LT0578 หมายเลขตัวถัง MP1TFR86JET014764 มาจอดไว้ด้านหน้าผับข้างโรงแรมเซาเทิร์นวิว ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 30 ราย จุดที่ 3 บริเวณถังขยะตลาดนัด ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี จุดนี้ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ
     
    สำหรับผู้เสียชีวิตในเหตุร้ายครั้งนี้ทราบชื่อคือ น.ส.อรพรรณ ศรีเรือนหัด อายุ 35 ปี พนักงานห้องอาหาร อยู่บ้านเลขที่ 44 ม.6 ต.หนองบ่อ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี รายชื่อผู้ได้รับบาดเจ็บ 30 ราย คือ 1.ด.ญ.ภทรานิศฐ์ แลดูขำ 2.ด.ญ.ลภัสรดา แลดูขำ 3.น.ส.ซอลีฮะห์ หวังและ 4.น.ส.นงคภัทธ์ สุขสวัตน์ 5.นายสมาน กาแลซา 6.น.ส.แลซอ แวสะดง 7.นางนันทนา ณ สงขลา 8.นางยินดี สุขสุวรรณ 9.นายสิริพันธ์ สมทรง 10.น.ส.ศราเรศถ์ ราชบุญ 11.นายเกศนรินทร์ สะนิ 12.น.ส.ปาตีเมาะ สาแล 13.น.ส.นูรไอนี เจะเลาะ 14.น.ส.สร้อยอุมา ภิรมพันธ์ 15.น.ส.ฮูไซมะห์ กือเด็ง 16 น.ส.สุปราณี สุวรรณศรี 17.น.ส.ชบาไพ ยิ่งยง 18.นายอาซือมัน กะเซะ 19.นายรุสมิน สาและ 20.น.ส.ดวงฤดี ไชพุทรา 21.น.ส.เพชรนภา เป้ามีศรี 22.นายดือเระ สาและ 23.น.ส.อรัญญา จันทร์ทอง 24.น.ส.ดารุณี ศรีสวัสดิ์ 25.นายซาการียา มามะ 26.น.ส.วิพาพร พงสำราญ 27.น.ส.กามารีเยาะ ยามา 28.น.ส.จุฑามาส คงกระเรียน 29 นางสัลมา ดือเระ และ 30.หญิงไม่ทราบชื่อ นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลเมืองปัตตานี
     

    ประวิตรไม่ตอบเลื่อน 'พูดคุยสันติสุข' หรือไม่

    วันนี้ คมชัดลึกออนไลน์รายงานด้วยว่า เมื่อเวลา 10.30 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะเลื่อนการพูดคุยสันติสุขออกไปหรือไม่ ต้องให้พล.อ.อักษรา เกิดผล หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุข ที่กำลังดูรายละเอียดอยู่ว่าเหตุระเบิดที่โรงแรมเซาเทิร์น จังหวัดปัตตานี มาจากสาเหตุอะไร หากยังมีเหตุระเบิดเราไม่สามารถกำหนดร่างบันทึกข้อตกลง (ทีโออาร์) ได้ เพราะต้องรอให้เหตุการณ์สงบก่อน และหากสถานการณ์เช่นนี้ ตนจะให้เจ้าหน้าที่ดูแลพื้นที่ให้เข้มงวดเพิ่มมากขึ้น โดยต้องวางมาตรการให้ประชาชนมีความปลอดภัย
     
    พล.อ.ประวิตร กล่าวต่อว่า ในช่วงสิ้นเดือนสิงหาคมตนมีกำหนดการเดินทางไปประเทศมาเลเซีย เพื่อพูดคุยกับรองนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เกี่ยวกับปัญหาแนวชายแดนทั้งการสร้างรั้ว การสร้างสะพาน การสร้างด่านศุลกากร ปัญหาบุคคล 2 สัญชาติ
     
    "ความจริงเรื่องของความสงบมันต้องให้เงี่ยบเสียก่อน แล้วมาเจรจากัน มาพูดจากัน ทั้งนอกรอบและในรอบ" พล.อ.ประวิตร กล่าว
     
     
    ขณะที่ วาสนา นาน่วม รายงานผ่านเฟซบุ๊ก 'Wassana Nanuam' ถึงความเห็นของ พล.อ.อักษรา ต่อกรณีเหตุระเบิดดังกล่าว โดย พล.อ.อักษรา กล่าวว่า ไม่มีผลกดดัน การพูดคุย และ ยังไม่เลื่อน กำหนด ลงนามTOR วันที่ 2 ก.ย. นึ้ออกไป ทั้งนี้ การก่อเหตุรุนแรง ไม่ใช่แนวทาง ที่ถูกต้อง ในการพูดคุยสันติสุข เพราะยิ่งมีเหตุรุนแรง ยิ่งทำให้การพูดคุย ไม่เป็นไปตามเป้า

    "ใช้ความรุนแรง กดดัน ก็ยิ่งไม่มีผลเพราะเรา ไม่ยอมรับความรุนแรง" พล.อ.อักษรา กล่าว พร้อมกล่าวด้วยว่า ไม่เชื่อว่า การก่อเหตุนี้ หวังผลต่อการพูดคุย เพราะ การพูดคุยเราไม่ได้หยุดชะงัก ยังคงมีอยู่ แต่เป็นขั้นของการปรับแก้ และ การพูดคุย สร้างความไว้วางใจ
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    24 ส.ค. 2559 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในการลงพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อติดตามการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล ว่าเมื่อเวลา 08.30 น. นายกรัฐมนตรีเดินทางถึงโรงแรมราชภัฏกรีนวิว มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด เพื่อเป็นประธานการประชุมและติดตามการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลกับหัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

    “ที่ผ่านมาบ้านเมืองวิกฤต เพราะฉะนั้นไม่ใช่อะไรๆ ก็จะต้องประชาธิปไตยหรือประชามติอย่างเดียว และถ้ามันไม่เลวร้ายผมคงไม่เข้ามา อย่าคิดแต่เรื่องประชามติ ประชาธิปไตยอย่างเดียว มันกินได้หรือไม่ ประชาธิปไตยคือความเห็นต่างโดยไม่เอาปืนมาไล่ยิงคน ถามว่าใครยิงคน ทหารยิงหรือ ไปถามไอ้ลูกหมาโน่น ต้องขอโทษนะที่พูดไม่เพราะ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวทักทายและพูดคุยกับคณาจารย์และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ดที่มารอต้อนรับ ก่อนการประชุม

    จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ได้ทักทายและพูดกับนักศึกษาอีกว่า “วันนี้ให้ช่วยกันอย่าไปคิดเรื่องเดิมๆ โดยเฉพาะเรื่องของความขัดแย้ง บ้านเมืองต้องแก้ไขโดยพวกเรา เข้าใจกันนะ ผมไม่ได้คาดหวังอะไรซักอย่าง กฎหมายมันละเว้นไม่ได้ขอให้ไปบอกเพื่อนๆ ด้วย จะให้ปล่อยตัวมันจะปล่อยได้อย่างไร เพราะกฎหมายก็ต้องเป็นกฎหมาย ทุกอย่างมีขั้นตอนและกระบวนการ”

    พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอนหนึ่ง ก่อนการประชุมว่า วันนี้ที่มาจังหวัดร้อยเอ็ด อยากเรียนว่า ความจริงตนพร้อมที่จะไปในทุกจังหวัดอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดใด จะชอบหรือไม่ชอบ ตนก็จะไป เพราะมีความตั้งใจและมีความปรารถนาดีกับทุกคน วันนี้เราพยายาม ที่จะร่วมมือกันทำอย่างไร ที่จะให้ร้อยเอ็ดมีการพัฒนาอย่างยั่งยืนและเป็นระบบ รวมทั้งการสร้างความเข้าใจกับพวกเราทุกคนและประชาชนในทุกมิติว่า วันนี้เรากำลังเดินหน้าประเทศกันอย่างไรและร้อยเอ็ดจะมีส่วนร่วมได้อย่างไร
           
    “ผมไม่ต้องการให้ประชาชน เข้าใจอะไรที่ผิดหรือถูกบิดเบือน เราต้องสร้างคนของเราให้รู้จักคิด เข้าใจเหตุผลและเข้าใจถึงหลักการของเรา ในการที่จะพัฒนาประเทศและการใช้จ่ายงบประมาณ จะต้องสร้างการรับรู้และความเข้าใจกับทุกคนว่า ประเทศไทยนั้นเป็นหนึ่งเดียว มี 77 จังหวัด เพราะฉะนั้นจะต้องนึกถึงคนอื่นด้วย แล้วรัฐบาลเองก็ไม่สามารถที่จะหางบประมาณเพิ่มเติมได้เลยในช่วงที่ผ่านมา เพราะช่วงที่ผ่านมานั้น ไม่อยากจะใช้คำว่ามันล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เพราะแม้จะมีความเจริญอย่างไร แต่ก็เป็นความเจริญท่ามกลางพยัญอันตรายระยะยาว ซึ่งเกิดจากความล้มเหลวทั้งหมด เพราะฉะนั้นการที่ต้องเข้ามาวันนี้ใช้เวลามา 2 ปี เพื่อแก้ปัญหา เพื่อที่จะเดินหน้าประเทศและสร้างความเข้าใจในทุกภาคส่วน ทั้งภาคราชการ ภูมิภาคและท้องถิ่น ทุกคนก็ต้องร่วมมือกันและเข้าใจตรงกัน ไม่เช่นนั้นเราก็เดินหน้าต่อไปไม่ได้” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

    โมเดล "ร้อยเอ็ด 4.101" 

    สำหรับการประชุมดังกล่าว อนุสรณ์ แก้วกังวาล ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด นำเสนอยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคเศรษฐกิจของจังหวัดให้สามารถนำไปสู่ภาวะที่เอื้อต่อการสร้างรายได้ สร้างโอกาส และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชน ทั้งนี้ สถานะทางเศรษฐกิจของจังหวัดร้อยเอ็ดในปัจจุบันขาดพลังในการขับเคลื่อน ซึ่งภาคการเกษตรที่เป็นรายได้หลักของประชาชนไม่แข็งแรงเพราะเป็นระบบการผลิตแบบดั้งเดิม และมีความเสี่ยงต่อความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ทางจังหวัดจึงกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาด้วยโมเดล "ร้อยเอ็ด 4.101" เพื่อใช้คุณค่าจากศักยภาพของจังหวัดที่มีอยู่ขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดตามโมเดล ดังนี้ 1. พัฒนาทุ่งกุลาร้องไห้ให้เป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มข้าวหอมมะลิทุ่งกุลา 2. พัฒนาจังหวัดร้อยเอ็ดให้เป็นพื้นที่เป้าหมายทางการท่องเที่ยวตามแผนสามเหลี่ยมการท่องเที่ยวสาเกตนคร 3. พัฒนาการเชื่อมโยงเครือข่ายการคมนาคมขนส่งสนับสนุนให้จังหวัดร้อยเอ็ดเป็นพื้นที่น่าสนใจการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง และ 4. การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำเพื่อบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้งซ้ำซากในพื้นที่อำเภอจังหาร ทุ่งเขาหลวง และเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อลดพื้นที่การเกษตรที่ประสบอุทกภัย และลดพื้นที่ภัยแล้ง

    ภายหลังการรับฟังการนำเสนอยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนาจังหวัดร้อยเอ็ดจากผู้ว่าราชการจังหวัด นายกรัฐมนตรีกล่าวมอบแนวทางการพัฒนาว่า การพัฒนาจะต้องสร้างความเข้มแข็งในทุกระดับ และพัฒนาไปพร้อม ๆ กัน ตามหลักความมั่นคง มั่นคั่ง และยั่งยืน โดยโครงการพัฒนาที่จังหวัดเสนอมานั้น นายกรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการและให้หน่วยงานไปร่วมกันพิจารณาดำเนินการ โดยเฉพาะในส่วนที่เชื่อมโยงกัน ส่วนโครงการใดที่อยู่ในแผนงานของส่วนราชการอยู่แล้วให้เร่งรัดดำเนินการให้ได้ในปีงบประมาณ 2560 เพื่อประชาชนจะได้รับประโยชน์และบรรเทาความเดือดร้อน ได้ผลอย่างชัดเจน นอกจากนี้ แผนการพัฒนาต่าง ๆ ต้องให้ความสำคัญเรื่องการเชื่อมโยง เช่น การท่องเที่ยวจะต้องเชื่อมโยงกลุ่มจังหวัด และจัดเป็นแพคเก็ตการท่องเที่ยวในภูมิภาค หรือการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานจะต้องเชื่อมโยงในแต่ละระดับทั้งถนน รถไฟ ท่าเรือ สนามบินรวมถึงการเชื่อมโยงไปประเทศเพื่อนบ้าน
     
    ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ส่วนราชการต่าง ๆ เร่งทำความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาประเทศของรัฐบาล เช่น ไทยแลนด์ 4.0 เพื่อให้นโยบายสามารถนำไปสู่การปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ และได้รับการสนับสนุนและตอบรับจากประชาชน
     
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai