Are you the publisher? Claim or contact us about this channel


Embed this content in your HTML

Search

Report adult content:

click to rate:

Account: (login)

More Channels


Channel Catalog



    “รับน้อง”...“ห้องเชียร์”...“พี่ว้าก”...“SOTUS”

    คำเหล่านี้แลดูจะถูกพูดถึงกันทุกปีเมื่อถึงช่วงเวลาเปิดเทอมของเหล่านิสิตนักศึกษา ข้อถกเถียงเดิมๆ ที่เกี่ยวกับการรับน้องยังคงวนไปวนมากันเสียจนเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่าย แต่ทว่าท่ามกลางข้อถกเถียงเดิมๆ เหล่านี้ ในที่สุดปีนี้ก็ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ รั้วมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวกับกิจกรรมรับน้องและประชุมเชียร์

    เริ่มจากมหาวิทยาลัยสีเขียวย่านบางเขนอย่างเกษตรศาสตร์ ที่ได้ออกประกาศมหาวิทยาลัยผ่านเฟซบุ๊ก สภาผู้แทนนิสิต องค์การนิสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เรื่อง การจัดกิจกรรมต้อนรับน้องใหม่และประชุมเชียร์ ปีการศึกษา 2559 โดยระบุให้กิจกรรมรับน้องเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ ไม่มีการตะโกน กดดัน หรือข่มขู่บังคับ โดยหากพบเห็นหรือทราบเบาะแสก็สามารถแจ้งไปยังสภาผู้แทนนิสิตฯ ได้ทันที

     


    ภาพจากเฟซบุ๊ก สภาผู้แทนนิสิต องค์การนิสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน
     

    อรรตชัย ประดับวงษ์ ประธานสภาผู้แทนนิสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน กล่าวว่า มาตรการรับน้องสร้างสรรค์ที่ประกาศออกมาเป็นระเบียบของมหาวิทยาลัยที่ออกโดยผู้บริหาร ซึ่งมีเป้าหมายให้กิจกรรมรับน้องไม่ใช้ความรุนแรงและไปในทางที่สร้างสรรค์มากขึ้น โดยทางสภาผู้แทนนิสิต อาจารย์ และผู้บริหารได้มีการประชุมหารือกันหลายครั้งจนออกมาเป็นมาตรการนี้ และนอกเหนือจากระเบียบที่ออกมา มหาวิทยาลัยยังมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบขึ้นเพื่อพิจารณาเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการรับน้องอีกด้วย

    หลังจากประกาศมาตรการรับน้องสร้างสรรค์ออกไป อรรตชัยบอกว่าก็มีกระแสทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการเปลี่ยนแปลง อีกทั้งอรรตชัยยังแสดงความเห็นถึงการรับน้องแบบที่ใช้ความรุนแรงว่าเป็นการฝึกเด็กเพื่อออกไปรับคำสั่ง ไม่ได้ทำให้เด็กกล้าคิดและตั้งคำถามในเชิงวิพากษ์ 

    “การที่เด็กแค่ก้มหน้าและก็รับฟัง โต้แย้ง โต้เถียงไม่ได้ มันไม่ใช่ปัญญาชน เราจะฝึกเด็กเพื่อออกไปรับคำสั่งแบบนั้นเหรอ หรือเราจะฝึกเด็กที่กล้าคิดกล้าตั้งคำถามในเชิงวิพากษ์เองได้ สมมติว่าถ้ายังเป็นในรูปแบบนี้ [การว้าก การใช้ความรุนแรง] เราก็ฝึกเด็กเป็นแค่เครื่องจักรเครื่องหนึ่งที่พร้อมไปรับคำสั่งข้างนอก” อรรตชัยกล่าว

    นอกจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ยังมีอีกสองสถาบันที่ออกประกาศในลักษณะใกล้เคียงกันนั่นคือ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ที่ระบุห้ามบังคับข่มขู่นักศึกษาใหม่ให้เข้าร่วมกิจกรรมรับน้องหรือประชุมเชียร์

     


    ภาพจากเฟซบุ๊ก พี่ มศว พาน้องสอบ


    ภาพจาก 
    เฟซบุ๊ก สภานักศึกษา ม.อ.หาดใหญ่

     

    จากการเริ่มเปลี่ยนแปลงของมหาวิทยาลัยหลายแห่งข้างต้น อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าระบบห้องเชียร์ที่อยู่มายาวนานกำลังค่อยๆ เสื่อมอำนาจลงไปตามกาลเวลา ซึ่งเป็นที่น่าสนใจว่าเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป สังคมยุคใหม่กำลังเปลี่ยนแปลง แล้วคนที่เคยอยู่กับระบบห้องเชียร์และประเพณีการรับน้องแบบเดิมๆ เขาเปลี่ยนไปอย่างไร ประชาไทจึงจะพาคุณไปทำความเข้าใจกับความคิดของ 2 อดีตพี่ว้าก จาก 2 สถาบันอย่างจุฬาฯ และแม่โจ้ 

    และอีกหนึ่งความคิดของอดีตนิสิตจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่พยายามจะเปลี่ยนห้องเชียร์ จนนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายของมหาวิทยาลัย     

     

    “ผ้าดำ” กลับใจ

    โอ้ต (นามสมมติ) อดีตนักศึกษาของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เล่าให้ฟังว่าตอนเรียนปีหนึ่งได้เข้าร่วมกิจกรรมรับน้อง 7 วันอันเลื่องชื่อของแม่โจ้ ซึ่งมีการรับน้องอย่างค่อนข้างเคร่งครัด อย่างเช่น ต้องก้มหน้าแทบจะตลอดเวลา ไม่เช่นนั้นจะถูกทำร้าย หรือ ถูกริบเครื่องมือสื่อสารไม่ให้ติดต่อกับภายนอก เป็นต้น

    “มันจะมีเขตให้เงยหน้ากับเขตให้ก้มหน้า ในมหาลัยมีเขตเงยหน้าอยู่ที่เดียวคือบริเวณหอที่น้องพักกัน ออกเขตเงยหน้าไปก็ต้องก้มหน้าตลอด แล้วก็จะให้วิ่งตอนเช้า แบ่งเป็นวันเว้นวันมั้งถ้าจำไม่ผิด ตอนนี้คือทุกเขตต้องก้มหน้าให้หมด จะมีรุ่นพี่เป็นแถวคอยตีกรอบให้วิ่งในถนน พอออกหอมาปุ๊ป รุ่นผมจะโดนตั้งแต่หน้าหอ สั่งให้ก้มหน้าแล้วต่อยเลย รุ่นพี่จะต่อยเลยเพราะรุ่นน้องไม่เห็นอยู่แล้ว” 

    และเมื่อหลังจากจบการรับน้อง 7 วัน เหล่านักศึกษาปี 1 ของแม่โจ้ก็ยังต้องรักษากฎระเบียบตลอดปีการศึกษา ซึ่งในตอนนั้นโอ้ตคลั่งไคล้กับวัฒนธรรมการรับน้องของมหาวิทยาลัยอย่างมากจนได้มีโอกาสมาเป็น “ผ้าดำ” หรือ พี่ว้ากของแม่โจ้ ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจที่ได้ส่งต่อวัฒนธรรมและธรรมเนียมปฏิบัติให้สืบต่อไป

    “ที่คิดตอนนั้นเหมือนได้ส่งต่อ seniority อะไรพวกนี้ เหมือนส่งต่อประเพณีพวกนี้ให้มันสืบต่อไป ก็ชอบ ภูมิใจ แบบเวลาเห็นพวกกลุ่ม Anti-Sotus มาว่า ก็จะ ‘เฮ้ย อะไรวะ’ เคยเข้าไปไฟต์กับเขาด้วย”

    โอ้ตภูมิใจกับหน้าที่ผ้าดำตลอดมา จนกระทั่งมีความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นกับชีวิตของเขา เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำการรัฐประหารในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เขาบอกกับเราว่ามันคือจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิตที่ทำให้เขาตระหนักว่า สิ่งที่เขาเคยกระทำ สิทธิของรุ่นน้องที่เขาเคยลิดรอน ไม่ต่างอะไรกับที่ คสช. กระทำกับเขาแต่อย่างใด

    “จุดเปลี่ยนมันคือรัฐประหารปี 57 เรารู้สึกว่ารุ่นน้องน่าจะรู้สึกแบบเดียวกันนี้ แบบประกาศเคอร์ฟิวห้ามออกไปไหนเลย รู้สึกโดนปิดกั้นสิทธิเสรีภาพ สิทธิมนุษยชนเป็นศูนย์ ทหารสามารถทำอะไรก็ได้ และเราเลยรู้สึกว่ามันก็เหมือนกับที่เราทำกับน้องเราตอน 7 วันนั้นนี่หว่า เป็นเหมือนกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นรุนแรงเลยนะครับที่ผมรู้สึก”

    หลังจากที่ความคิดของเขาได้เปลี่ยนแปลงไป โอ้ตก็ได้เข้าร่วมกับกลุ่ม ‘แม่โจ้เสรี’ ที่เคลื่อนไหวต่อต้านโซตัสของแม่โจ้ แต่การเข้าร่วมของเขาก็เป็นไปอย่างลับๆ เนื่องจากกลัวเรื่องความไม่ปลอดภัยหากเปิดเผยว่าตนเองต่อต้านวิถีการรับน้องแบบแม่โจ้ และเมื่อเขามองย้อนกลับไปก็ยังรู้สึกเสมอว่าสิ่งที่เขาเคยกระทำ เป็นความผิดพลาดครั้งหนึ่งในชีวิต

    “รู้สึกผิด รู้สึกว่าเป็นข้อผิดพลาดในชีวิตเลย ตอนนั้นไม่น่าทำเลย น่าจะปล่อย น่าจะบอกน้องให้สนใจเรียนมากกว่านี้ ควรจะไปเรียนกับอาจารย์คนไหน ไม่ใช่ไปบอกน้องว่า เอาหน่อยดิวะ สาขาเราจะได้มีหน้ามีตากับเขาบ้าง(หัวเราะ)”


    พี่ว้ากสามปีซ้อน กับการว้ากที่อาจไม่เวิร์ค(แล้ว)

    อาย-อคัมย์สิริ ภคปรีชาพัฒน์ อดีตสตาฟเชียร์ ของคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าถึงประสบการณ์ในการเป็นสตาฟเชียร์ หรือ พี่ว้ากของคณะนิเทศฯ ติดกันถึง 3 ปี ว่ามันเริ่มจากตอนที่เธอกำลังจะขึ้นชั้นปีที่ 2 อายได้ถูกเพื่อนชักชวนให้ลองไปเป็นสตาฟเชียร์ และเธอก็ตอบตกลงไปเพราะอยากจะช่วยเพื่อน ซึ่งหน้าที่ของสตาฟเชียร์คือคอยสอนน้องถึงกฎระเบียบและคุณค่าต่างๆ โดยสตาฟเชียร์จะมีบุคลิกที่นิ่ง ไม่ยิ้ม กดดัน และใช้เสียงดัง ซึ่งอายได้ให้เหตุผลที่ต้องกดดันและใช้เสียงดังว่า เป็นเพราะไม่รู้จะมีวิธีไหนที่ดีกว่านี้ในการสอนน้องให้ได้เรียนรู้หรือได้ทำกิจกรรมร่วมกัน

    "เหมือนมันยังไม่ได้มีวิธีไหนที่จะทำให้น้องเป็นรุ่น ที่จะดีไปกว่าวิธีนี้ ซึ่งจริงๆ มันก็เหี้ยนิดนึง เพราะมันก็แบบ 'ก็ทำกันมาแบบนี้' แต่ทุกปีมันก็คิดใหม่นะแต่ก็ยังมีกรอบอะไรแบบนี้อยู่ คือทุกปีมันก็ต้องตั้งเป้าหมายว่าทำไมถึงต้องทำ คือตอนนั้นรู้สึกว่ามันเป็นวิธีที่ทำให้น้องได้เรียนรู้ความเต็มที่แบบนิเทศศาสตร์ หรือให้น้องทำกิจกรรมร่วมกัน"

    หลังจากผ่านการเป็นสตาฟเชียร์ในปี 2 ไป อายมีความรู้สึกไม่ได้อยากเป็นสตาฟเชียร์อีกแล้ว แต่เนื่องจากธรรมเนียมของคณะนิเทศฯ ที่จะต้องมีพี่สตาฟเชียร์ให้ครบทุกชั้นปี อายจึงต้องมารับบทเป็นสตาฟเชียร์อีกทั้งในปี 3 และ ปี 4 

    "คือเหมือนยิ่งโตก็ยิ่งรู้สึกว่าจริงๆ แล้ววิธีการนี้มันไม่ได้เวิร์คอีกแล้วหรือเปล่า นี่มัน generation ใหม่แล้วอะ การตะโกนหรือการใช้เสียงดังมันอาจไม่ได้เวิร์คอีกแล้ว"

    อายยังบอกกับเราว่าถึงแม้จะเป็นพี่สตาฟเชียร์ติดกันถึง 3 ปี แต่เธอก็ไม่ได้รู้สึกภูมิใจ  และเมื่อถามว่าเคยโกรธรุ่นน้องที่ไม่เข้าห้องเชียร์หรือไม่เอาห้องเชียร์หรือไม่ อายบอกกับเราว่าไม่โกรธ เพราะคิดว่ามันเป็นสิทธิของน้องที่จะวิพากษ์หรือตั้งคำถามกับห้องเชียร์ 

    "มันมีทุกปีอยู่แล้วน้องที่ไม่เอาห้องเชียร์แล้ว เรารู้สึกว่ามันคือความคิดของน้อง เรารู้สึกว่าเขามีสิทธิจะวิพากษ์อะไรบางอย่าง หรือตั้งคำถามกับอะไรแบบนี้ได้ แล้วเราเชื่อว่าทุกคนแม่งฉลาด ทุกคนมีเหตุผลมากพอที่จะตั้งคำถามว่าทำไมต้องมีห้องเชียร์"

    เมื่อถามถึงคำถามโลกแตกอย่าง ‘หากไม่มีห้องเชียร์จะเอาอะไรมาแทนดี’ อายบอกว่าตัวเธอเองไม่เคยลองวิธีอื่นแต่หากให้คิดวิธีที่เป็นไปได้ก็อาจจะเป็นกิจกรรมที่ให้น้องได้มาทำร่วมกัน ได้ใช้เวลาร่วมกัน อาจจะเป็นกิจกรรมสนุกสนานที่ไม่จำเป็นต้องมีคนมาคอยกดดันก็ได้

    และสุดท้ายอายยังฝากไปถึงรุ่นน้องที่ยังคงเป็นสตาฟเชียร์ว่าอยากให้คิดดีๆ และอยากให้คำนึงถึงน้องทุกคนอีกด้วย

    "ให้ลองคิดดูว่ามันยังเหมาะหรือเปล่า ด้วยวิธีการกดดันหรืออะไร จริงๆ เหมือนมันไม่ได้มีใครที่จะมาชอบการถูกตะโกนใส่ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ทำผิด ก็เหมือนอยากให้คิดดีๆ คือถ้าสุดท้ายระบบนี้ยังอยู่ หรือห้องเชียร์ยังอยู่ ก็อยากให้คิดแทนน้องทุกแบบ"


    ผู้แทนนิสิต ม.เกษตร ผู้สนับสนุนให้ใช้เหตุผลในการรับน้อง

    หลุยส์-ทัดชนม์ กลิ่นชำนิ อดีตประธานสภาผู้แทนนิสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน เล่าว่าตลอด 4 ปีที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย เขาเกี่ยวข้องกับกิจกรรมห้องเชียร์มาตลอด โดยเริ่มตั้งแต่ปี 1 ที่เป็นนิสิตใหม่ก็ต้องเข้าห้องเชียร์ ได้เห็นและสัมผัสกับตัวกิจกรรมโดยตรงที่มีทั้งการว้าก การกดดัน และถึงแม้ว่าเขาจะไม่ชอบในวิธีการที่ห้องเชียร์ใช้ แต่เขาก็เข้าร่วมกิจกรรมตลอดจนจบ

    "คือมันไม่บังคับหรอกครับ ทางนิตินัยมันก็ไม่บังคับอยู่แล้ว แต่มันก็บังคับด้วยสังคมว่าต้องเข้า ซึ่งพอเข้าไปก็ไม่ได้อินอะไรกับมัน ก็รู้สึกไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากมัน เพราะเพื่อนที่รู้จักก็รู้จักจากตอนเรียนอยู่แล้ว ตอนเข้าห้องเชียร์ที่นั่งติดกันก็ไม่เห็นให้คุยกันเลย จะรู้จักกันได้ยังไง(หัวเราะ)"

    ต่อมาในชั้นปีที่ 2 หลุยส์เป็นทั้งประธานรุ่น อีกทั้งยังเป็นสตาฟในกิจกรรมห้องเชียร์ มีหน้าที่คอยดูแลและปลอบใจน้องที่ถูกว้ากมาอย่างหนักหน่วง หลุยส์บอกกับเราว่าในปีดังกล่าวเขาได้มีความพยายามที่จะพูดคุยกับรุ่นพี่ผู้จัดกิจกรรม ถึงแนวทางกิจกรรมห้องเชียร์ที่ไม่จำเป็นต้องมีการว้ากก็ได้ แต่ก็ไม่เป็นผล จนเมื่อเขาได้มาจัดกิจกรรมชุมนุมของสาขาเองในชั้นปีที่ 3 เขาและกลุ่มเพื่อนที่มีความคิดเห็นไปในทางเดียวกันว่ากิจกรรมที่คอยสร้างความสัมพันธ์ในหมู่นิสิตไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรงหรือการกดดันแต่อย่างใด แต่จะให้หักดิบไปเลยหลุยส์ก็เห็นว่าคงจะทำไม่ได้ จึงมีการต่อรองกันเจอคนละครึ่งทาง กลายเป็นว่าในปีนั้นก็ไม่มีการว้าก อาจจะมีเพียงพี่ระเบียบที่คอยยืนหน้าขรึมและบอกถึงกฎระเบียบเท่านั้น   

    "รูปแบบกิจกรรมก็พยายามเปลี่ยน จากเดิมที่การรับน้องต้องมาว้าก กอดคอกันร้องเพลง เราก็พยายามเอาเกมมาให้เล่น ทดสอบกำลังใจด้วยเกม ระดมสมอง ทำอะไรที่มันเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งส่วนตัวผมมองว่ามันค่อนข้างได้ผลนะ กับการที่เปลี่ยนแปลงไปตอนนั้นมันก็ทำให้เราเห็นว่า มันก็มีวิธีอื่นที่ให้มันไม่ว้ากได้นี่หว่า"
       
    จนพอขึ้นปี 4 หลุยส์ขยับขยายจากกิจกรรมสาขาหรือคณะ มาทำกิจกรรมของมหาวิทยาลัยในส่วนกลาง โดยมีหน้าที่เป็นประธานผู้แทนนิสิต ซึ่งในตอนนั้นนโยบายของมหาวิทยาลัยยังไม่ได้มีการห้ามว้ากในแบบปัจจุบัน มีเพียงการรณรงค์ว่ากิจกรรมเหล่านี้เป็นสิทธิที่น้องจะเลือกได้ ห้ามบังคับ ซึ่งทางสภานิสิตก็จะมีคณะกรรมการที่คอยสอดส่องแต่ละคณะ และคอยรับเรื่องร้องเรียน แต่นอกจากนั้นก็ยังมีความพยายามผลักดันในเชิงนโยบาย อย่างเช่นผลักดันให้กิจกรรมต่างๆ มีเหตุผลมากขึ้น ซึ่งจากการผลักดันเหล่านั้น ก็ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ปัจจุบันมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีการออกกฎห้ามว้ากออกมา

    และเมื่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้มีการออกกฎห้ามว้าก หลุยส์มองว่าแม้จะเป็นการหักดิบ แต่ก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะปัญหาอย่างหนึ่งที่ทำให้ห้องเชียร์ยังคงมีต่อ ส่วนหนึ่งก็มาจากที่รุ่นพี่ไม่รู้จะเอากิจกรรมอะไรมาทดแทน ซึ่งการหักดิบนี้ก็จะทำให้รุ่นพี่ผู้จัดกิจกรรมได้คิดสิ่งใหม่ๆ มาทดแทนระบบเก่า ซึ่งถือเป็นการสนับสนุนให้นิสิตเกิดความคิดสร้างสรรค์

    “มันถึงเวลาที่พวกแกต้องมาคิดกันใหม่แล้ว ว่าจะเอาอะไรมาทดแทน ผมว่ามันเป็นอะไรที่ท้าทายการเรียน และการทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัยนะครับ เพราะการเรียนและการทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัย เป้าประสงค์ของมันคือต้องการให้คุณคิดสร้างสรรค์ เพราะงั้นตรงนี้คือโจทย์ คือแบบฝึกหัดที่คุณจะได้พิสูจน์ว่าการทำกิจกรรมมันสร้างให้เกิดพวกนี้จริงๆ ไอ้พวกที่ออกมาโวยวายเนี่ย ผมจะรู้สึกว่า หรือคุณกำลังแสดงออกกลายๆ หรือเปล่าว่าแท้จริงแล้วพวกคุณคิดไม่ออกว่าจะเอาอะไรมาแทน"

    เมื่อพูดถึงวิธีการที่จะนำมาทดแทนห้องเชียร์ระบบเก่า หลุยส์เล่าในฐานะรุ่นพี่ที่เคยจัดกิจกรรมมาก่อนว่า จุดประสงค์หลักของห้องเชียร์มีอยู่ไม่กี่ข้อ คือ ให้น้องรู้จักกันเองและรู้จักพี่ ให้เกิดความรักคณะและพวกพ้อง และสร้างสรรค์ประโยชน์ให้กับสังคม ซึ่งในแต่ละข้อก็สามารถจะทำให้เกิดตามจุดประสงค์ได้จากการทำงานร่วมกัน

    "ถามว่าทุกวันนี้ที่เรารู้จักเพื่อนที่ทำงาน รู้จักคนทั่วไป เคยมีใครจะต้องมาตะคอก มาด่า มาเสียงดังให้เรารู้จักกันไหม คือความที่มนุษย์เป็นสัตว์สังคม เมื่อเราได้พูด ได้คุย ได้พบเจอกัน ยังไงมันก็รู้จักกันอยู่แล้ว และก็ด้วยรูปแบบกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นเฟิร์สเดท แรกพบ รับน้อง อะไรต่างๆ นานา ในช่วงก่อนเปิดเทอม ที่มาเต้นสันทนาการกัน มาละลายพฤติกรรมกัน มาเล่นเกมกันตรงนี้ มันเพียงพอสำหรับการทำให้น้องรู้จักกันว่าแกชื่ออะไร แกเรียนสาขาอะไร แล้วเดี๋ยวนี้น้องมีกลุ่มไลน์กันตั้งแต่แอดมิชชันติดแล้ว ก่อนรายงานตัวอีก เพราะฉะนั้นเนี่ย ในเรื่องของการรู้จักกัน มันไม่จำเป็นเลยที่ต้องใช้การว้ากเข้ามาช่วย"

    หลุยส์ยังยกตัวอย่างกิจกรรม อย่างเช่นรุ่นพี่อาจให้น้องทำกิจกรรมจิตอาสาที่มีเหตุผลและเห็นผลได้จริง และให้น้องไปหางบร่วมกัน ช่วยกันทาสี ช่วยกันทำโครงการที่ตั้งไว้ให้เห็นเป็นรูปธรรม ซึ่งจะทำให้รุ่นน้องได้ช่วยกันทำงาน ในขณะที่รุ่นพี่ก็คอยช่วยเหลือเคียงบ่าเคียงไหล่ให้คำแนะนำ หรืออาจให้น้องร่วมกันทำกิจกรรมอื่นๆ ที่สอดคล้องกับกิจกรรมมหาวิทยาลัย เช่น เมื่อถึงช่วงรับปริญญาก็ให้รุ่นน้องร่วมกันทำซุ้มเพื่อถ่ายรูป หรือ เมื่อถึงช่วงแข่งกีฬาก็ให้ไปทำขบวนพาเหรด ซึ่งหลุยส์มองว่ากิจกรรมเหล่านี้นอกจากจะตอบโจทย์ตามจุดประสงค์แล้ว ยังทำให้น้องได้รู้จักการทำงานจริงอีกด้วย  
     
    "ผมมั่นใจว่าคนที่เคยทำกิจกรรมมา พอผ่านกิจกรรมเหล่านี้ให้มันครบทุกด้าน ทั้งในเรื่องของการสันทนาการ การอาสาอะไรเหล่านี้ ถ้าเกิดน้องไม่รู้จักกัน น้องไม่รักกันก็แปลกแล้ว ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้สามารถสำเร็จได้โดยไม่ต้องว้ากเลย" หลุยส์กล่าว


     

    โปรดติดตาม รับน้องไงทำไมต้องว้าก #2 : คุยกับ ‘ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์’ นักวิชาการอดีต ‘ว้ากเกอร์’ ได้ที่นี่ เร็วๆ นี้
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ทางการตุรกีกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามรอบล่าสุด เตรียมผ่านกฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉิน จ่อปิดสื่อ โรงเรียน สถานพยาบาล ปรับโครงสร้างอำนาจหน่วยงานตำรวจและกองทัพ รวมถึงสั่งปิดโรงเรียนเตรียมทหาร โดยทั้งหมดนี้อ้างเรื่องความเกี่ยวข้องกับการพยายามทำรัฐประหารเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ขณะที่สหประชาชาติแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์สิทธิในตุรกี

    ประธานาธิบดีตุรกี เรเซป ไทยิป แอร์โดอัน (แฟ้มภาพ/วิกิพีเดีย)

    28 ก.ค. 2559 อัลจาซีรารายงานว่ารัฐบาลตุรกีออกกฤษฎีกาใหม่สั่งปิดองค์กรสื่อจำนวนมาก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการกวาดล้างโดยรัฐบาลของประธานาธิบดีเรเซป ไทยิป แอร์โดอัน หลังจากการรัฐประหารล้มเหลวในช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา ข้อกำหนดจากรัฐบาลตุรกีฉบับใหม่ที่เผยแพร่ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ของทางการตุรกีระบุสั่งปิดสื่อหลายแห่ง ได้แก่สำนักข่าว 3 แห่ง ช่องโทรทัศน์ 16 ช่อง สถานีวิทยุ 23 สถานี หนังสือพิมพ์รายวัน 45 หัว นิตยสาร 15 ฉบับ และสำนักพิมพ์ 29 แห่ง

    ในบรรดาสื่อที่โดนสั่งปิดได้แก่หนังสือพิมพ์ซามาน ช่องซามานโยลู และสำนักข่าวซิฮาน ซึ่งถูกกล่าวหาว่าสนับสนุนการเคลื่อนไหวของ เฟตุลเลาะห์ กูเลน ผู้ที่ทางการตุรกีกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อรัฐประหารที่ล้มเหลวเมื่อวันที่ 14 ก.ค. ที่ผ่านมา

    นอกจากนี้ในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินของแอร์โดอันยังมีแผนการสั่งปลดเจ้าหน้าที่ในกองทัพ 1,684 นาย รวมถึงนายพล 127 นาย เป็นพลเรือเอก 32 นาย โดยถูกกล่าวหาว่ามีส่วนพัวพันกับขบวนการของกูเลน นอกจากนี้ยังมีการปรับเปลี่ยนในระดับสถาบันความมั่นคงด้วยการออกข้อกำหนดให้ตำรวจภูธรและหน่วยรักษาการณ์ชายฝั่งจะสังกัดกระทรวงกิจการภายในหลังจากนี้ จากที่ก่อนหน้านี้ตำรวจภูธรอยู่ในสังกัดขอบเขตอำนาจขององค์กรตำรวจขณะที่หน่วยลาดตระเวณชายแดนจะอยู่ในสังกัดของกองทัพมาก่อน อัลจาซีราระบุว่าการปรับเปลี่ยนเช่นนี้ทำให้เกิดผลกระทบอิทธิพลของหน่วยงานติดอาวุธ

    ในตอนนี้ข้อกำหนดดังกล่าวจะต้องนำเข้าสู่รัฐสภาที่มีพรรคเอเคพีของแอร์โดอันกุมอำนาจอยู่เพื่อพิจารณาและประกาศบังคับใช้ในวันที่ 29 ก.ค. ในฐานะส่วนหนึ่งของการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

    หลังการพยายามรัฐประหารล้มเหลวแอร์โดอันก็พยายามกวาดล้างผู้ที่ต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง มีการจับขังทหาร ข้าราชการ ผู้พิพากษา ทนายความ 15,846 ราย มี 8,133 รายถูกฟ้องร้องดำเนินคดี นอกจากนี้ยังมีการสั่งปิดหน่วยงาน 2,341 แห่ง ทั้งโรงเรียน หน่วยงานการกุศล สถานพยาบาล และสหภาพ โดยกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของกูเลน นอกจากนี้ยังมีการสั่งปิดโรงเรียนทหารและปรับโครงสร้างวิทยาลัยของกองทัพ โดยมีการอ้างว่าคนที่เข้าร่วมการรัฐประหารที่ล้มเหลวมีนายทหารจากโรงเรียนทหารอยู่ 1,214 นายจากทั้งหมด 8,651 นาย มีนักเรียนทหารอายุ 14-17 ปีถูกกล่าวหาว่าอาจจะมีส่วนพัวพันกับขบวนการกูเลน

    การไล่จับคนเป็นว่าเล่นเช่นนี้ ทำให้นานาชาติแสดงความกังวลว่าประเทศจะเข้าสู่แนวทางแบบอำนาจนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ

    บันคีมุน เลขาธิการสหประชาชาติกล่าวเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่าเขารู้สึกเป็นห่วงสถานการณ์อย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับการกวาดจับหลังรัฐประหารล้มเหลวในตุรกี และบอกกับรัฐมนตรีการต่างประเทศว่าควรจะมีหลักฐานทีน่าเชื่อถือได้ก่อนการจับกุมตามกระบวนการกฎหายรวมถึงควรเคารพเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพในการชุมนุม และการดำเนินการตามหลักกฎหมาย

    อย่างไรกตามนายกรัฐมนตรี บินาลี ยิลดิริม ของตุรกีกล่าวในทำนองว่าการกวาดล้างของรัฐบาลยังไม่จบสิ้นและจะยังคงดำเนินต่อไป

    กูเลน ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการพยายามก่อรัฐประหารให้สัมภาษณ์ปฏิเสธไว้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้ว่าเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการรัฐประหารที่ล้มเหลว กูเลน เคยเป็นคนใกล้ชิดกับแอร์โดอนมาก่อนแต่ต่อมาเขาถูกกล่าวหาว่าเป็น "ผู้ก่อการร้าย" เพียงเพราะต้องสงสัยว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มที่พยายามตรวจสอบการทุจริตของรัฐบาลแอร์โดอัน ทำให้เขาต้องลี้ภัยไปอยู่ในสหรัฐฯ กูเลนกล่าวในการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อก่อนหน้านี้ด้วยว่ามีความเป็นไปได้ที่รัประหารที่ล้มเหลวในครั้งนี้อาจจะเป็นการสมคบคิดโดยแอร์โดอันเพื่อหาเรื่องกวาดล้างคนที่เห็นต่างจากเขา

    ทั้งนี้องค์กรสิทธิมนุษยชนอย่างฮิวแมนไรท์วอทช์ยังเคยระบุว่าพวกเขาได้รับรายงานเกี่ยวกับการทารุณกรรมผู้ต้องขังและไม่ยอมให้ญาติหรือทนายความเข้าพบผู้ต้องขังที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนพัวพันกับการพยายามก่อรัฐประหาร

     

    เรียบเรียงจาก

    Turkey shuts scores of media outlets, sacks generals, Aljazeera, 28-07-2016 http://www.aljazeera.com/news/2016/07/turkey-close-army-high-schools-failed-coup-160727165730365.html

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    รัฐบาลฮุนเซนของกัมพูชาส่งคนไปที่บ้านครอบครัวของ สม โสวันนารา อดีตทหารกัมพูชาอพยพ เพื่อสืบสวนสมาชิกในบ้านเป็นประจำทุกวัน หลังจากที่อดีตทหารกัมพูชาซึ่งปัจจุบันอพยพไปอยู่แคนาดา เคยพูดปลุกใจให้เกิดการต่อต้านรัฐบาลฮุนเซนผ่านทาง YouTube โดยฝ่ายรัฐบาลกัมพูชาอ้างว่าไปสืบสวนครอบครัวนี้เพราะเกรงว่าจะมีการวางแผนก่อรัฐประหาร

    สม โสวันนารา อดีตทหารในกัมพูชาอายุ 25 ปี อัพโหลดวิดีโอทางยูทูบเมื่อวันที่ 17 ก.ค. ที่ผ่านมาบอกให้รัฐมนตรีและกองทัพเตรียมตัวให้พร้อมที่จะ "ปลดปล่อยประเทศกัมพูชาจากรัฐบาลเผด็จการฮุนเซน" แต่ในวันต่อมาเขาบอกว่าวิดีโอของเขาเพียงแค่ต้องการปลุกใจให้เกิดการประท้วงอย่างสันติเท่านั้น อย่างไรก็ตามกระทรวงกลาโหมและกระทรวงกิจการภายในและศาลกรุงพนมเปญ ก็พากันสืบสวนเรื่องนี้เพราะมองว่าเป็นภัย

    พี่สาวของสมซึ่งอาศัยอยู่ในอำเภอสังคมถเม็ย จังหวัดพระวิหาร เปิดเผยเมื่อวันที่ 26 ก.ค. ที่ผ่านมาว่า ครอบครัวกังวลเรื่องความปลอดภัยหลังจากที่มีตำรวจและ "เจ้าพนักงาน" คนอื่นๆ คอยติดตามและสอดแนมครอบครัวเธอทุกวัน เจ้าหน้าที่ทางการถามเธอว่าเธอรู้หรือไม่ว่าน้องชายของเธอโพสต์อะไรบางอย่างบนเฟซบุ๊คเพื่อต่อต้านรัฐบาล เธอตอบว่าไม่รู้เรื่องนี้แต่ก็ถูกข่มขู่ให้ "ระวัง" และอย่าพูดอะไรที่กระทบกับรัฐบาล

    พี่สาวของสมกล่าวต่อไปว่าเธอกังวลเรื่องความปลอดภัยของครอบครัวเธอเพราะทางการกัมพูชาส่งคนมาคอยดูครอบครัวเธอทุกวัน ครอบครัวของเธอก็กลัวว่าคนเหล่านี้จะทำร้ายพวกเขา

    รส เฮง นายอำเภอสังคมถเม็ยกล่าวว่าพี่สาวของสมควรเปิดเผยตัวผู้ที่ข่มขู่เธอว่าเป็นใคร โดยเขาต้องการรู้ว่ามีเจ้าหน้าที่คนใดไปที่นั่นบ้าง ถ้าหากเจ้าหน้าที่ไปที่บ้านเธอจริงๆ เธอก็ควรจะรู้ว่าใครเป็นคนข่มขู่ครอบครัวเธอ ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่นต่างก็บอกว่าพวกเขาไม่รู้เรื่องคดีนี้หรือบางคนก็ปฏิเสธไม่ยอมตอบคำถามเรื่องนี้

    สมเป็นสมาชิกของกลุ่มแนวร่วมปลดปล่อยชาติกัมพูชา ปัจจุบันเขาอยู่ที่แคนาดา เขาบอกว่าเขาเป็นห่วงครอบครัวแต่ก็ไม่อยากกลับประเทศ เขาบอกอีกว่าเขายอมขึ้นศาลถ้าศาลกัมพูชาเป็นอิสระจริงแต่สำหรับสมแล้วศาลกัมพูชาไม่มีความยุติธรรม

    เรียบเรียงจาก

    ‘Coup’ Plotter’s Sister Claims Authorities Threatened Family, Cambodia Daily, 27-07-2016 https://www.cambodiadaily.com/news/coup-plotters-sister-claims-authorities-threatened-family-115941/

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai



    ในวันนี้ ( 26 กรกฎาคม 2559 ) เกิดปรากฎการณ์ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่ต้องให้ความสนใจและติดตามการดำเนินคดีอาญาโดยรัฐเป็นพิเศษด้วยกัน 2 กรณี คือ การเข้ารายงานตัวของนางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ นายสมชายหอมลออ และนางสาวอัญชนา  หีมมิหน๊ะต่อพนักงานสอบสวน สภ.ปัตตานีเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา โดยกอ.รมน.ภาค4 ส่วนหน้าเป็นแจ้งความร้องทุกข์ และการเข้าควบคุมตัวนางสาวนริศราวัลถ์ แก้วนพรัตน์โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสน.มักกะสัน 3 นายตามหมายจับที่ 104/2559 ที่ออกโดยศาลจังหวัดนราธิวาส ซึ่งขณะนี้ ( 18.00 น.) ยังไม่ทราบว่าใครผู้เป็นผู้กล่าวหาหรือกล่าวโทษ

    กรณีทั้งสองกรณีที่เกิดขึ้นในวันเดียวกันนี้ ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาด้วยข้อความอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อผู้อื่นหรือประชาชน จากการนำเสนอข้อมูลต่อสาธารณะว่า มีการซ้อมทรมานเกิดขึ้นจนเกิดอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายและจิตใจโดยทหารเป็นผู้กระทำ

    การมีอยู่ของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของรัฐเสรีนิยมประชาธิปไตยปัจจุบัน มีขึ้นเพื่อคุ้มครองบุคคลที่เกิดขึ้นจากการกระทำความผิดที่เกิดความเสียหายขึ้น ทั้งฝ่ายผู้กระทำความผิดและฝ่ายผู้เสียหายบนหลักการดำเนินคดีที่เป็นธรรม ( Fair Trial ) กระบวนการยุติธรรมทางอาญา ซึ่ง “รัฐ” เป็นผู้อำนวยการให้มีระบบด้วยสถาบันด้านการยุติธรรมขึ้นนั้น ก็มีเพื่อใช้ค้นหาความจริงที่เกิดขึ้น ด้วยการพิสูจน์ข้อความจริงที่เกิดขึ้นและก่อผลกระทบต่อสังคมบุคคลและสังคม เพื่อนำไปสู่การลงโทษผู้กระทำความผิด พร้อมกับเยียวยาผู้เสียหายได้อย่างเหมาะสม ทั้งป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันให้ลดลง

    ในระบบกฎหมายไทย หลักการดังที่กล่าวมาข้างต้นปรากฎในหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ ว่าด้วย สิทธิของบุคคลในกระบวนการยุติธรรม ประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และกฎหมายอื่นที่กำหนดโทษทางอาญาแก่บุคคลให้รับผิดเมื่อกระทำการฝ่าฝืนหรือละเมิดซึ่งนำความเสียหายมายังบุคคลอื่นและสังคม

    ข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นกับทั้งกรณีการเผยแพร่รายงาน“รายงานสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรี ในจังหวัดชายแดนใต้ ปี 2557-2558” ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยนางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ นายสมชายหอมลออ และนางสาวอัญชนา  หีมมิหน๊ะในนามมูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) และกลุ่มด้วยใจ และการแสดงข้อมูลการเสียชีวิตของพลทหารวิเชียร เผือกสม ทหารที่เสียชีวิตในค่ายนราธิวาสเมื่อปี 2554 ผ่านสื่อมวลชนโดยนางสาวนริศราวัลถ์ แก้วนพรัตน์ผู้เป็นหลานสาวนั้น เป็นการกล่าวหาว่าเป็นการกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ตามมาตรา 326 และ มาตรา 328 ประมวลกฎหมายอาญา ที่มาพร้อมกับความผิดฐานนำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ตามมาตรา 14 (1) พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 เนื่องจากข้อมูลดังกล่่าวปรากฏในระบบอินเตอร์เน็ตผ่านเวปไซต์และสื่อเครือข่ายสังคมออนไลน์และถูกเผยแพร่ซ้ำ

    โดยหลักการของความผิดฐานหมิ่นประมาทที่กำหนดในประมวลกฎหมายอาญา ก็เพื่อคุ้มครองชื่อเสียงเกียรติคุณและความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลให้ซึ่งเป็นสิทธิของบุคคลที่ต้องห้ามมิให้บุคคลอื่นละเมิดได้ กอ.รมน.ภาค4 ส่วนหน้า ซึ่งถูกกล่าวถึงเป็นพิเศษในการทรมานบุคคลที่ปรากฎในรายงานฯ และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของพลทหารวิเชียรฯ ได้อ้างว่าเป็นผู้เสียหายจากการเผยแพร่ข้อมูลเหล่านั้นในการดำเนินคดีอาญา

    ข้อสังเกตต่อการดำเนินคดีอาญาทั้งสองกรณีในวันนี้ มีด้วยกัน 2 ประการที่ขัดกับหลักการดำเนินคดีอาญาที่ดีและการดำเนินคดีอาญาที่เป็นธรรมที่ระบบกฎหมายไทยประกันเอาไว้ และกระทบต่อเสรีภาพของบุคคล ตลอดจนไม่เป็นการดำเนินคดีอาญาที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม กล่าวคือ

    1.การใช้บังคับกฎหมายโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์

    ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 326 และ มาตรา 328 มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองมิให้บุคคลถูกละเมิดด้วยการกล่าวข้อความอันเป็นเท็จ ที่อาจจะนำมาสู่ความเสียแก่บุคคลที่ถูกกล่าวถึงได้ แต่ในมุมกลับของการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยเรื่องหมิ่นประมาทซึ่งเป็นความผิดทางอาญาและมีอัตราโทษทางอาญาที่ถือว่าสูงที่ดำเนินการโดยทรัพยากรของรัฐผ่านพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ และศาลยุติธรรมนั้นได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำให้บุคคลตกเป็นความจากการแสดงข้อมูลของตนทั้งที่เป็นการแสดง "ข้อความจริง" หรือ พูดความจริงก็ตาม เนื่องจากกระบวนการยุติธรรมทางอาญากับกรณีดังกล่าวจะเป็นการสกัดกั้นไม่ให้บุคคลได้แสดงข้อมูลของตน เพราะต้องพบเจอกับภาระในฐานะตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา หรือผู้ทำความผิด หรือจำเลย เมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญาเพื่อต่อสู้คดีของตน เพราะจำเลยต้องมีทนายความที่มีความสามารถในการพิสูจน์ตามกฎหมายที่เปิดช่องให้ศาลเห็นได้ว่าการแสดงข้อเท็จจริงดังกล่าวนั้นไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทและไม่ต้องรับผิด และด้วยสภาพการบังคับใช้กฎหมายที่ตีความนำเอา พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาร่วมฟ้องเพื่อเพิ่มโทษให้หนักขึ้น จากการตีความว่าเป็นการกระทำที่เป็นความผิดฐานนำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ตามมาตรา 14 (1) นั้นก็ผิดออกไปจากหลักการของกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ด้วย เพราะเจตนารมณ์ของกฎหมายลักษณะนี้ มุ่งประสงค์บังคับต่อการนำเข้าข้อมูลปลอมผ่านระบบคอมพิวเตอร์ที่สร้างความเสียหายต่อบุคคลด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่การเผยแพร่ข้อความที่ไม่เป็นความจริงเข้าสู่เวปไซต์หรือสื่อเครือข่ายสังคมออนไลน์ผ่านการใช้ระบบอินเตอร์เน็ต

    การที่นำบทบัญญัติของกฎหมายทั้งสองฉบับมาตีความบังคับใช้ซึ่งผิดออกจากเจตนารมณ์และหลักการที่ตรากฎหมายดังกล่่าวมานั้น นำมาสู่การใช้กระบวนการยุติธรรมทางอาญาของรัฐเป็นเครื่องมือในการ "ปราม" บุคคลซึ่งเป็นคู่ขัดแย้ง เป็นผลกระทบต่อบุคคลคู่ตรงข้ามที่ตกเป็นจำเลยที่สร้างความเสียหายจากสังคมด้วยการปิดปากบด้วยการดำเนินคดีอาญาที่ทำให้สังคมไม่เข้าถึงข้อความจริงในหลายกรณีที่กระทบต่อเสรีภาพและสวัสดิภาพต่อสังคมโดยรวม

    2.ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นเป็นความจำเป็นที่ "รัฐ" ต้องทำความจริงให้เปิดเผยต่อสาธารณะด้วยกระบวนการยุติธรรม เพื่อคุ้มครองเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของบุคคล

    "ข้อมูล" ที่นำมาสู่การดำเนินคดีกับทั้งสองกรณี คือ ข้อมูลการซ้อมทรมานบุคคลจนเกิดอันตรายต่อชีวิต หรือร่างกายซึ่งเกิดจากที่บุคคลอยู่ใต้อำนาจการควบคุมตัวหรือผู้ภายใต้อำนาจบังคับบัญชาจากบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ใช้อำนาจรัฐผ่านตำแหน่งหน้าที่ภายใต้หน่วยงานของรัฐ ความตายหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นกับชีวิตและความเป็นอยู่ของบุคคลเป็นอาชญากรรมร้ายแรงที่กระทบต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตและสังคม "รัฐ" ผ่านหน่วยงานทางการยุติธรรมต้องให้ความสำคัญในการเปิดเผยข้อเท็จจริงดังกล่าวต่อสาธารณะ เพราะมีหน้าที่โดยตรงในการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่ต้องอำนวยความเป็นธรรมให้บุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดซึ่งเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ และฝ่ายผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำดังกล่าว และต้องป้องกันไม่ให้เกิดการใช้อำนาจในฐานะเจ้าพนักงานของรัฐที่ก่อความเสียหายในลักษณะที่เป็นอาชญากรรมให้เกิดขึ้นอีก

    แต่ด้วยเพราะความเป็น "กระบวนการยุติธรรมที่ดำเนินการโดยรัฐ" นี้เอง กลับกลายเป็นกระบวนการที่ทำให้ผู้เสียหายจากการละเมิดสิทธิในชีวิตและร่างกายไม่อาจเข้าถึงความยุติธรรมได้เพราะผู้ถูกกล่าวหาคือเจ้าหน้าที่รัฐเองและกลไกของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาด้วยการตีความบังคับใช้กฎหมายในปัจจุบันไม่นำไปสู่การนำบุคคลที่เกี่ยวข้องความตายดังกล่าวเข้าสู่การพิสูจน์ความจริงโดยศาลต่อสาธารณะได้โดยง่าย และหากเมื่อกระบวนการยุติธรรมทางอาญาทำให้บุคคลทั่วไปเข้าถึงได้โดยง่ายและดำเนินบนหลักกฎหมายที่มุ่งพิสูจน์ความจริงด้วยการแสดงพยานหลักฐานและข้อต่อสู้ได้อย่างเต็มที่ทั้งสองฝ่าย ย่อมทำให้ข้อกล่าวที่มีว่าความตายเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐถูกเปิดเผย ในหากเป็นกรณีที่พิสูจน์ได้ว่าผู้กล่าวหาหรือโจทก์กล่าวความเท็จเสียเองในคดี ด้วยกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่ดีย่อมคืนชื่อเสียงเกียรติคุณของเจ้าหน้าที่รัฐนั้นเอง และลงโทษผู้กล่าวหาหรือโจทก์อย่างเหมาะสมในที่สุด

    ข้อสังเกต 2 ข้อต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ มีขึ้นได้เพราะความตายที่เกิดขึ้นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ และความตายของพลทหารในอำนาจบังคับบัญชาโดยตรงไม่เคยได้รับการพิสูจน์เพื่อเปิดเผยความจริงต่อสาธารณะด้วยกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของรัฐที่ไม่ได้เอื้ออำนวยต่อการคุ้มครองเสรีภาพในชีวิตของบุคคลได้อย่างแท้จริง นำมาสู่การไม่นำไปสู่ความรับผิดชอบใดๆ ของเจ้าพนักงานของรัฐ ไม่ว่าจะดำรงอยู่ในฐานะของผู้รักษาความมั่งคงของรัฐ ผู้รักษาความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของสังคม และผู้รักษาความเป็นธรรม

    สิ่งที่เกิดขึ้นได้ทำให้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคนในรัฐนี้ไม่มีอยู่ เพราะขาดความมั่นคงในทางกฎหมายที่การตีความบังคับใช้ประกันแต่อำนาจรัฐที่สามารถใช้ได้อย่างอำเภอใจ ที่ไม่ได้ไว้เพื่อปกป้องแม้กระทั่งสิทธิพื้นฐานของบุคคลอย่างต่ำที่สุด คือ ชีวิตบุคคลนั่นเอง

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    เมื่อวันที่ 28 ก.ค.ที่ผ่านมา พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงภายหลังการประชุมสภากลาโหมว่า ที่ประชุมเห็นชอบการปฏิรูปกระทรวงกลาโหม เพื่อรองรับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยการปรับระบบงานด้านกําลังพล ซึ่งปัจจุบันกระทรวงกลาโหมประสบปัญหาความคับคั่งของกําลังพลในชั้นยศสูง จึงต้องปรับลดให้มีขนาดที่เหมาะสม โดยส่วนแรกได้ปรับลดกําลังพลในตําแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ผู้ทรงคุณวุฒิ นายทหารปฏิบัติการลงร้อยละ 2.5 ต่อปี โดยเริ่มดําเนินการตั้งแต่ปี 2551 และสิ้นสุดในปี 2571 ซึ่งจะสามารถลดจํานวนกําลังพลดังกล่าวได้ถึงร้อยละ 50 โดยปี 2551 มีนายทหารระดับ พลตรี พลโท พลเอก ในตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษทั้งหมด 768 นาย และจะลดลงในปี 2571 เหลือ 384 นาย เช่นเดียวกับนายทหารชั้นยศพันเอกพิเศษในตำแหน่งนายทหารปฏิบัติการ (นปก.) ที่มีอยู่ตั้งแต่ปี 2551 จำนวน 2,698 นายจะต้องลดลงในปี 2571 เหลือ 1,349 นาย
           
    โฆษกกระทรวงกลาโหมกล่าวว่า การลดจำนวนนายพลโดยลดอัตราผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ จะเริ่มค่อยๆ ดำเนินการต่อไปเพราะที่ผ่านมาก็เริ่มทำมาแล้วตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งจะสอดคล้องกับการผลิตนักเรียนจากโรงเรียนเตรียมทหารและนายร้อยฯ ทุกเหล่าทัพที่จะลดไปตามลำดับด้วย สำหรับการตั้งข้อสังเกตว่าในช่วงหลังมีตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษในโผทหารจำนวนมากนั้นก็เป็นปัญหาความคับคั่งในระดับรองลงไป ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหมได้จัดทําโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกําหนดจํานวน 3 โครงการ เพื่อเป็นกลไกรองรับต่อภารกิจดังกล่าว ทั้งระดับชั้นยศนายพล และทุกชั้นยศ มีกําลังพลเข้าร่วมโครงการใน 3 ปีที่ผ่านมากว่า 15,000 นาย
           
    พล.ต.คงชีพกล่าวอีกว่า ยังมีการจัดทําระบบข้าราชการพลเรือนกลาโหมซึ่งเป็นระบบงานกําลังพลที่สามารถจําแนกกําลังพลตามลักษณะงานได้อย่างเหมาะสม กล่าวคือ งานใดที่เป็นภารกิจทางทหาร ทหารเป็นผู้ปฏิบัติ งานใดที่เป็นงานสนับสนุนภารกิจทางทหารก็มอบให้ข้าราชการพลเรือนกลาโหมเป็นผู้ปฏิบัติซึ่งจะส่งผลให้กําลังพลในสังกัดกระทรวงกลาโหมมีความเป็นมืออาชีพ และจะประหยัดงบประมาณในด้านกําลังพลในอนาคตได้ การดําเนินการในปัจจุบันอยู่ระหว่างการจัดทํากฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนกลาโหม และคาดว่าจะเสนอต่อสภากลาโหมเพื่อพิจารณาภายในปีงบประมาณนี้ (ก.ย. 2559)
           
    นอกจากนี้ยังมีการบรรจุกําลังพลสํารองที่ผ่านการฝึกมาบรรจุทดแทนในอัตราทหารเป็นการชั่วคราวตามระยะเวลาของสัญญาที่กําหนด เพื่อให้หน่วยทหารมีอัตรากําลังพลเพียงพอในการปฏิบัติภารกิจ และมีการหมุนเวียนกําลังพลอย่างต่อเนื่องซึ่งจะส่งผลให้กองทัพประหยัดงบประมาณด้านกําลังพล แต่ยังคงขีดความสามารถไว้เช่นเดิม อีกทั้งสามารถช่วยแก้ปัญหาความคับคั่งของกำลังพลในระยะยาวได้ ปัจจุบันกระทรวงกลาโหมได้วางหลักเกณฑ์ คือ พ.ร.บ.กําลังพลสํารอง พ.ศ. 2558 มาตรา 30 กระทรวงกลาโหมอาจ รับสมัครกําลังพลสํารองเพื่อทําหน้าที่ทหารเป็นการชั่วคราวได้ ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการทหาร และกฎกระทรวง กําหนด ระยะเวลาการทําหน้าที่ เงินเดือน และค่าตอบแทนอย่างอื่น สิทธิประโยชน์ ระเบียบและวินัยของบุคคลเข้าทําหน้าที่ทหารเป็นการ ชั่วคราว พ.ศ. 2553 ไว้เรียบร้อยแล้ว

     

    ที่มา ไทยรัฐออนไลน์และผู้จัดการออนไลน์

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ‘ด้นถอยหลัง’ เป็นวิธีการเย็บผ้ารูปแบบหนึ่งที่นิยมมาก เนื่องจากทำได้ง่าย สร้างความแน่นหนาได้เป็นอย่างดี โดยลักษณะสำคัญของการเย็บรูปแบบนี้ คือการแทงเข็มขึ้นและย้อนกลับถอยไปข้างหลัง แล้วค่อยสนฝีเข็มขึ้นถัดจากรอยจรดเดิมเล็กน้อย  ที่แม้จะได้ระยะทาง ไปข้างหน้าทีละนิด ( เพราะต้องด้นกลับไปซ้ำด้านหลังให้แน่น) แต่ก็มั่นใจได้ว่าหากทำด้วยความปราณีตอุตสาหะ ย่อมได้รอยตะเข็บที่สวยคงทน ไม่แพ้รอยเย็บจากฝีจักรอย่างแน่นอน

    ด้นถอยหลังการศึกษา : ร่างรธน.’ฉบับมีชัย’กับสิทธิที่หายไป

    จากประเด็นข้อถกเถียงเนื้อหามาตรา 54 ในหมวด 5 ว่าด้วยหน้าที่ของรัฐใน ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 59 ในส่วนของสิทธิทางการศึกษาที่ลด น้อยลงกว่าเดิม ทั้งจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 40 และ 50  กล่าวคือ ในขณะที่รัฐธรรมนูญปี 40  สนับสนุนให้ประชาชนได้เรียนฟรีเป็นเวลา ‘ไม่น้อยกว่า 12 ปี’ ครอบคลุม’การศึกษาขั้นพื้นฐาน’  ซึ่งหมายถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่า  และรัฐธรรมนูญปี 50  ที่แม้ จะตัดคำว่า’การศึกษาขั้นพื้นฐาน’ออกไป แต่ยังคงไม่น้อยกว่า 12 ปี’ ไว้ดังเดิม  แต่ร่างรัฐธรรมนูญปี 59  กลับกำหนดการอุดหนุนเรียนฟรีดังกล่าวให้ยิ่งน้อยลง โดยกำหนดไว้เพียง ‘เป็นเวลา 12 ปี’ ของ’การศึกษาภาคบังคับ’ หรือระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นเท่านั้น สร้างข้อวิจารณ์ เรียกร้อง ถึงสิทธิที่หายไปในรัฐธรรมนูญดังกล่าวเป็นวงกว้าง จนท้ายที่สุดในวันที่ 15 มิถุนายน 2559 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องประกาศใช้อำนาจตามมาตรา 44  ให้มีการอุดหนุนการเรียนฟรี 15 ปีดังเดิม เพื่อลดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าว

    หากปรียบการแก้ปัญหาการศึกษาไทยกับการเย็บซ่อมผ้า  นโยบายการศึกษาในร่างรัฐธรรมนูญนี้ก็เปรียบได้เหมือนฝีเข็มที่หากด้นกลับด้านผิด แม้จะสร้างความแข็งแรงให้กับรอยตะเข็บผ้าได้เช่นกัน  แต่ก็เป็นการด้นที่ร่นถอยยาว ที่หาได้ก้าวไปข้างหน้าแต่อย่างใด

    อย่าไว้ใจทางอย่าวางใจม.44  ถ้าหวังดีต้องฟรีในรัฐธรรมนูญ

    เสียงวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นเรียนฟรีม.ปลายที่หายไป เริ่มเบาบางลง ภายหลัง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ออกคำสั่งที่ 28/2559 เรื่องให้จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปีโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย

    ในขณะเดียวกัน พริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิ้น นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา  อดีตเลขาธิการกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท กลับเห็นต่าง และยืนยันตามเจตนารมณ์เดิมว่า เรียนฟรีต้องเป็นสิทธิโดยเท่าเทียมในรัฐธรรมนูญเท่านั้น เพราะ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายหลักของประเทศ มีความศักดิ์สิทธิ์และคงทนถาวร (เว้นเสียแต่จะถูกฉีก) แตกต่างกับคำสั่งของ คสช. ตามมาตรา 44 ที่เป็นเพียงกฎหมายลูก ได้มาด้วยอำนาจชั่วคราวและไม่ปกติอาจถูกยกเลิกเมื่อใดก็ได้ อนาคตนักเรียนไทยไม่ควรต้องถูกแขวนไว้บนความไม่แน่นนอนดังกล่าว

    พริษฐ์มองว่า ปกติการศึกษาระดับมัธยมปลายก็ไม่ใช่การศึกษาภาคบังคับอยู่แล้ว การลิดรอนสิทธิการศึกษาและผลักไสคนยากไร้เข้าสู่ระบบกองทุนนั้น จะเกิดปัญหานักเรียนตกหล่นอย่างแน่นอน  พร้อมย้ำว่าการศึกษาฟรีเป็นสิทธิที่รัฐต้องให้การสนับสนุนโดยเท่าเทียม โดยที่ผ่านมาประเทศไทยก็จัดการ ‘ม.ปลายฟรี’ แม้กระทั่งควบคู่ไปกับ’อนุบาลฟรี’ ก็ ไม่ได้เป็นภาระมากนัก นโยบายการตั้งกองทุนช่วยเหลือ ตามคำกล่าวในร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แท้จริงคือการนำสิ่งที่ ‘ฟรี’สำหรับทุกคนอยู่แล้วแต่เดิม มาเลือกจัดสรรให้ใหม่ ที่ท้ายที่สุด จะสร้างความเหลื่อมล้ำระหว่างเด็กที่ต้องพึ่งพาและไม่ต้องพึ่งพากองทุนอย่างเลี่ยงไม่ได้

     พริษฐ์ทิ้งท้ายว่า ไม่มีประเทศใดในโลกนี้ ส่งเสริมความเท่าเทียมทางการศึกษาโดยการลิดรอนสิทธิของประชาชน เช่นเดียวกับที่ไม่มีประเทศใดเช่นกัน ที่ปฏิรูปการศึกษาได้โดยกลุ่มคนเพียงไม่กี่คน หาก ‘ผู้ใหญ่’  ผู้หวังดีทั้งหลาย หวังดีต่อการศึกษาและอนาคตเด็กไทยจริง ควรยอมลงจากอำนาจ เพื่อให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาการศึกษา ที่ปัจจุบัน เหมือนเรือรั่ว ที่ซ้ำร้ายโดนโจรสลัดไม่กี่คนปล้นไป

    ราคาที่ต้องจ่ายเมื่อ ม.ปลายไม่ฟรี

    นอกจากกลุ่มนักเรียนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเงื่อนไขการเรียนฟรีที่เปลี่ยนไปแล้ว  ‘ครู’ ก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลกระทบเช่นกัน ไม่เพียงภาระหลักสูตรที่อาจต้องเปลี่ยนไปในฐานะผู้สอน หากรวมไปถึง’ภูมิทัศน์’ ที่อาจเปลี่ยนไปในฐานะ ‘คนปลูกต้นไม้’ ที่คอยบ่มเพาะดูแลเมล็ดพันธุ์ของชาติให้ผลิดอกออกใบ ที่มีความเป็นไปได้ว่า อาจร่อยหรอร่วงหล่นมากกว่าที่เคย หากรัฐลดระดับการอุดหนุนการศึกษาลง

    แม้ยังไม่มีตัวเลขการอุดหนุนที่แน่ชัดสำหรับนโยบายเรียนฟรีโฉมใหม่ของคสช. แต่จากตัวเลขอุดหนุนเดิมของ ชัยยุทธปัญญสวัสดิ์สุทธิ์ (2558) ที่อ้างโดย ศุภชัย ศรีสชาติ(2559)  ชี้ให้เห็นว่าแม้ภายใต้นโยบายเรียนฟรี 15 ปีเดิม จำนวนงบประมาณอุดหนุนที่รัฐให้แก่นักเรียนระดับมัธยมศึกษาทั้งตอนต้นและตอนปลาย ก็อยู่ในระดับน้อยอยู่แล้ว เมื่อเปรียบเทียบกับระดับอื่นๆ  อีกทั้งคำว่า’ฟรี’ ก็ฟรีเพียงบางรายการ ยังคงเหลือส่วนต่างที่ต้องตกเป็นภาระของผู้เรียนส่วนหนึ่งด้วย ที่แม้จะเป็นส่วนต่างไม่มาก แต่สำหรับคนไม่มี  ส่วนต่างไม่มากเหล่านี้ก็เพียงพอจะทำให้พวกเขาจำนวนไม่น้อย ขาดโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาฟรีที่รัฐจัดสรรให้อยู่แล้ว

    ครูผู้เข้าร่วมโครงการผู้นำการเปลี่ยนแปลง มูลนิธิ Teach for Thailand (ไม่ประสงค์ออกนาม) ท่านหนึ่ง ให้สัมภาษณ์ในประเด็นนี้ สะท้อนให้เห็น ‘ราคา’ ของความฟรีที่ไม่ฟรี อย่างน่าสนใจว่า

    “ทุกวันนี้ที่เราพูดว่าเรียนฟรีๆ ความจริงแล้วมันไม่ได้ฟรีทั้งหมด การจะส่งลูกเรียนสักคนหนึ่ง มันไม่ได้มีแค่ค่าเทอมหรือค่าหนังสือที่รัฐออกให้เท่านั้น  ยังมีค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเดินทาง ค่าชุดนักเรียนและค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่นๆอีกมากมาย หากเราจะมองว่าค่าใช้จ่ายส่วนนี้ ผู้ปกครองก็ควรจะรับผิดชอบบ้าง แต่สำหรับคนที่ไม่มี ก็คือไม่มีจริงๆ คนยากคนจน คนหาเช้ากินค่ำ แค่หาเลี้ยงปากท้องยังแทบจะไม่พอ จึงไม่ต้องพูดถึงการส่งเสียลูกเรียนเลย หากรัฐไม่ช่วยเหลือใดๆเลยในการเรียนต่อม.ปลาย นักเรียนกลุ่มยากจน ก็จะไม่มีโอกาสได้เรียนต่อ และถ้าเขายังมีความรู้น้อย โอกาสในการประกอบอาชีพก็จะน้อยตามไปด้วย สุดท้ายก็หลุดไม่พ้นความจน เป็นปัญหาของประเทศชาติ”

    เมื่อถามต่อถึงประเด็นการร่นระยะเรียนฟรีลงมาเริ่มตั้งแต่อนุบาล ว่าเห็นด้วยหรือไม่  คุณครูอธิบายว่า ช่วงวัย 1 – 6 ปี เป็นช่วงแห่งการหล่อหลอมบุคลิกภาพ นิสัยใจคอของมนุษย์  หากวัยนี้ได้รับการพัฒนาที่เหมาะสม ก็จะทำให้เด็กมีแนวโน้มจะมีพัฒนาการที่ดีต่อไป การให้ทุนเรียนฟรีตั้งแต่อนุบาลจึงย่อมส่งผลดีอย่างแน่นอน

    แต่ในแง่ของความเท่าเทียม การเริ่มระยะเรียนฟรีตั้งแต่อนุบาล แม้จะเกิดความเท่าเทียมขึ้นตั้งแต่ช่วงต้น  แต่ต้องไม่ลืมว่า ไม่ใช่ทุกคนที่มีโอกาสได้เรียนต่อหลังจากจบม.3 หากรัฐมีการอุดหนุนถึงเพียงระดับม.3 ก็น่าเป็นห่วงว่าจะมีเด็กนักเรียนจำนวนมากที่ตกหล่นไป อาจทำให้ระดับการศึกษาโดยเฉลี่ยของคนในประเทศลดลงไปด้วย

    คุณครูเล่าว่า หากต้องการพัฒนาประเทศ ก็ต้องเริ่มจากการพัฒนาคน การศึกษาคือการพัฒนาคน ยิ่งมีสูงเท่าไหร่ยิ่งดี ประเทศก็จะยิ่งพัฒนามากขึ้นเท่านั้น จึงน่าเป็นห่วงสำหรับอนาคตการศึกษาไทย ที่ลำพังในปัจจุบันก็มีปัญหาพะรุงพะรังมากมายไม่รู้จะเริ่มแก้จากจุดไหน ไม่ต่างอะไรกับ “สายไฟที่พันๆกันบนท้องถนนกรุงเทพฯ"  ทางเดียวที่จะแก้ไขได้ คือการรื้อออกหมด ที่แม้อาจทำได้โดยลำบากและต้องใช้เวลา แต่ก็เชื่อว่าคุ้มค่าหากทำได้สำเร็จ

    การศึกษา’ฉบับมีชัย’ในสายตานักเศรษฐศาสตร์

    จากแนวคิดร่นระยะการเรียนฟรีลงมาที่ระดับก่อนประถมศึกษาเพื่อสร้างความเท่าเทียม ดร.ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์    นักเศรษฐศาสตร์ทรัพยากรมนุษย์ กลุ่มงานการศึกษา  ประจำธนาคารโลก สำนักงานประเทศไทย ให้ความเห็นว่า เป็นแนวคิดที่ดี เข้าใจได้ แต่มีเรื่องที่ต้องระวังหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่อง ‘กลุ่มเป้าหมาย’ ที่หากไม่มีข้อมูลและนโยบายการจัดการที่ดี อาจทำให้เด็กจำนวนมากตกหล่น เข้าไม่ถึงการการอุดหนุนที่รัฐจัดสรรให้

    เหตุผลที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้เลือกร่นระยะเรียนฟรีมาเริ่มตั้งแต่อนุบาล ดร.ดิลกะ อธิบายว่าเป็นแนวคิดที่สมเหตุสมผล ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย  และมีงานศึกษาจำนวนมากรองรับ ที่พบว่า การลงทุนในเด็กเล็กให้ผลตอบแทนที่สูงมาก เมื่อเทียบกับช่วงวัยอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การลงทุนให้ความช่วยเหลือเด็กวัยแรกเริ่ม (Early Child Intervention ) ในระดับอนุบาลจนถึงประถมต้น ที่พบว่า เป็นวัยที่สามารถพัฒนาทักษะหลายด้านได้อย่างรวดเร็ว เป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มพูนทักษะขั้นสูงต่อในอนาคต โดยเขาชี้ว่าทักษะที่เด็กในวัยนี้ควรได้รับการพัฒนามากที่สุดคือทักษะด้าน ‘การอ่าน’

    จากงานศึกษาของธนาคารโลกโดย Patrinos and Psacharopoulos (2004)  พบว่าทักษะการอ่านที่สูงขึ้นจะช่วยทำให้อัตราค่าจ้างในอนาคตเพิ่มสูงขึ้นด้วย  โดยจากการประมาณค่าทางเศรษฐมิติพบว่า หากเด็กมีทักษะการอ่านเพิ่มขึ้นมา 1 SD (การเพิ่มค่าความแปรปรวนจากค่าเฉลี่ยขึ้นอีก 1 ระดับ แสดงถึงทักษะการอ่านที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย 1 ระดับ ที่เพิ่มเข้าไปในแบบจำลอง) โดยเริ่มวัดตั้งแต่ ปฐมวัย จนเข้าสู่ตลาดแรงงาน เปรียบเทียบเป็นค่าจ้างที่ได้รับเพิ่มขึ้นถึง 20%  ในขณะที่การเพิ่มระยะการเรียนเรียนขึ้นอีก 1 SD (เพิ่มระยะเวลาเรียนขึ้นจากค่าเฉลี่ย 1 ปี) จะทำให้อัตราค่าจ้างในอนาคต เพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 10 % เท่านั้น

    หลายประเทศจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะการอ่านในระดับปฐมวัยมาก โดยตัวชี้วัดหนึ่งที่ธนาคารโลกใช้วัดทักษะในช่วงวัยนี้ ได้แก่ผลคะแนน EGRA (Early Grade Reading Assessment )สำหรับการอ่าน  และ EGMA ( Early Grade Mathematic  Assessment) สำหรับการคำนวณทางคณิตศาสตร์ เพื่อใช้ประเมินหานัยทางนโยบายที่เหมาะสม

    สำหรับประเทศไทย เบื้องต้นยังไม่มีการนำการทดสอบดังกล่าวเข้ามาปรับใช้ แต่จากผลคะแนน PISA ในปี 2012 ก็ชี้ให้เห็นว่า’การอ่าน’ เป็นปัญหาสำคัญ และเป็นปัจจัยหนึ่งในการสร้างความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของไทย โดยพบว่า 1ใน 3 ของเด็กไทย มีทักษะการอ่านอยู่ในระดับ Functionally Illiterate ที่รู้หนังสือไม่เพียงพอจะใช้งานได้ และกว่า 3 ใน 4 ของเด็กที่มีทักษะการอ่านในระดับดังกล่าว ล้วนแล้วศึกษาอยู่ในโรงเรียนขนาดเล็กของหมู่บ้านหรือตำบลหรือเมืองเล็กๆในพื้นที่ห่างไกล ในขณะที่เด็กที่มีทักษะการอ่านในระดับที่สูงกว่า ส่วนใหญ่มีแนวโน้มจะศึกษาในโรงเรียนขนาดใหญ่ในเขตเมือง สะท้อนให้เห็นปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียนขนาดเล็กในเขตชนบทและโรงเรียนขนาดใหญ่กว่าในเขตเมือง ที่นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยพบว่าปัญหาสำคัญมาจากปัญหาขาดแคลนครูทั้งในแง่คุณภาพและจำนวนครูที่ไม่ครบชั้นเรียนอย่างหนักในเขตชนบท (ธนาคารโลก, 2015)

    จากรายงานของธนาคารโลกฉบับข้างต้น  ดร.ดิลกะอธิบายเพิ่มเติมว่า หากภาครัฐต้องการแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยนโยบายใช้จ่ายการคลัง จำเป็นต้องเพิ่มงบประมาณด้านการศึกษาขึ้นอีกราว 14% โดยต้องเพิ่มครูอีกโดยประมาณ 108,000 คน หรือราว 27% เพื่อทำให้ครูครบชั้น ซึ่งเป็นการลงทุนมูลค่ามหาศาลและอาจไม่ใช่วิธีที่ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด ในทางเศรษฐศาสตร์มีวิธีอื่นอีกมากมายในการจัดการปัญหาดังกล่าวด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการจัดการจัดการปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กที่ขาดแคลนครู ทั้งในแง่ของปริมาณและคุณภาพ ที่งานศึกษาของธนาคารโลกโดย Lathapipat and Sondergaard (2015)  พบว่าปัญหาสำคัญที่สุดมาจากการขาดแคลนครูทั้งในแง่คุณภาพและจำนวนครูที่ไม่ครบชั้นเรียน และครบวิชา ซึ่งเป็นปัญหาหนักสำหรับโรงเรียนเล็กในเขตชนบท

    จากรายงานของธนาคารโลกฉบับข้างต้น  ดร.ดิลกะอธิบายเพิ่มเติมว่า หากภาครัฐต้องการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนครูดังกล่าวในสภาวะปัจจุบันที่มีโรงเรียนมากกว่า 31,000 แห่งทั่วประเทศ จะต้องเพิ่มครูอีกประมาณ 108,000 คน หรือราว 27% ของจำนวนครูทั้งหมด เพื่อทำให้ทุกห้องเรียนมีครูครบชั้น ครบวิชา ซึ่งจะเป็นการลงทุนมูลค่ามหาศาล และเป็นวิธีที่ไร้ประสิทธิภาพมาก  ในรายงานฉบับนี้ได้เสนอวิธีต่างๆหลายวิธีที่จะจัดการกับปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กที่ขาดแคลนครูด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า โดยที่นักเรียนจะยังสามารถเดินทางไปเรียนได้อย่างสะดวก  เขาย้ำว่าความรุนแรงของปัญหาการขาดแคลนครูนั้นวิกฤติมาก โดยเฉพาะสำหรับโรงเรียนประถมของไทย ซึ่ง 63% ของโรงเรียนประถมทั้งหมดมีครูเฉลี่ยไม่ถึง 1 คนต่อชั้นเรียน ปัญหานี้มีมาช้านานและมีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้นอีกหากไม่เร่งแก้ไข

    แม้การลงทุนในระดับปฐมวัย และการแก้ปัญหาขาดแคลนครูในระดับ ประถมจะเป็นโจทย์สำคัญที่ควรรีบอุดหนุนแก้ไข อย่างไรก็ดี   ดร.ดิลกะ ชี้ ว่าการลงทุนในระดับมัธยมศึกษาก็มีความสำคัญไม่แตกต่างและไม่ควรเลิกอุดหนุนเช่นกัน โดยเขาอธิบายว่าการศึกษาขั้นพื้นฐาน     (ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า) มีผลกระทบภายนอกทั้งบวก(Positive Externality/Spillover) จากการลงทุนสูงมาก ทั้งต่อสังคม (Social Return) และส่วนบุคคล ( Private Return ) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนบุคคล ที่พบว่าการศึกษาขั้นพื้นฐาน จะให้ผลตอบแทนในส่วนนี้มากในประเทศระดับรายได้น้อย (Low Income Country) และรายได้ปานกลาง (Middle Income Country)  ประเทศไทยมีผลกระทบภายนอกในส่วนนี้ถึง 4%  ซึ่งถือว่าสูงมาก เมื่อเทียบกับประเทศระดับรายได้ปานกลางอื่นๆที่ใกล้เคียง ดังนั้นหากเล็งเห็นความสำคัญของการศึกษาปฐมวัยว่าควรเร่งอุดหนุนพัฒนาแล้ว การอุดหนุนการศึกษาขั้นพื้นฐานในระดับมัธยมก็เป็นอีกช่วงการศึกษาที่รัฐไม่ควรละเลย ต้องพัฒนาควบคู่ไปด้วยเช่นกัน

    ดร.ดิลกะให้ความเห็นประเด็น ‘ความฟรี’ และ ‘สิทธิ’ ทางการศึกษา ที่ถกเถียงกันในปัจจุบันอย่างน่าสนใจว่า  “ ที่สำคัญ ต้องไม่ใช่แค่จ่ายเงิน  ตอนนี้เราเถียงกันเพียงเรื่องงบประมาณว่าจะลงตรงไหน แต่ยังไม่มีโครงการหรือกลุ่มเป้าหมายของโครงการที่ชัดเจนเลย... ด้วยระบบข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในปัจจุบัน ผมมองว่าเป็นเรื่องที่ยังต้องพัฒนาและมีความน่าเป็นห่วงอยู่มาก...”  สะท้อนให้เห็นถึงหนทางอีกยาวไกลของการพัฒนาการศึกษาไทย ที่แม้ระยะเวลาเรียนฟรีทีรัฐมอบให้จะเป็นปัจจัยที่สำคัญ แต่ก็ยังมีปัจจัยอื่นๆอีกมากเช่นกันที่ไม่ควรมองข้าม ทั้งการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนให้มีมาตรฐาน คุณภาพและความเพียงพอของครูผู้สอน การกระจายงบประมาณและการเลือกกลุ่มเป้ามาย ตลอดจนการประเมินผลกระทบของนโยบายและการบริหารจัดการฐานข้อมูลให้มีประสิทธิภาพสำหรับใช้ในการกำหนดนโยบายในระยะต่อไป ที่จะด้นถอยหลังเพื่อก้าวไปข้างหน้า หรือจะด้นถอยล่าเพื่อร่นถอยยาวไปข้างหลัง เป็นเรื่องที่สังคมไทยยังต้องจับตาดูกันต่อไปอีกยาวเช่นกัน

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    พล.อ.ประยุทธ์ ไม่สนอภิสิทธิ์ประกาศไม่รับร่าง รธน. ส่วนข้อเสนอให้ตนนำร่างเองหากไม่ผ่านประชามตินั้นมองเป็นการประชดมากกว่า ชี้ถ้าร่างใหม่ตนก็แค่ตั้งคณะขึ้นมาใหม่ขึ้นมาแค่นั้น ระบุยกเว้นไม่มีคนในประเทศไทยร่างได้ ตนถึงจะร่างได้ ยันรัฐบาลพร้อมรับผลประชามติ ถือเป็นเสียงประชาชน

    แฟ้มภาพประชาไท

    เมื่อวันที่ 28 ก.ค.ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไม่สน เพราะไม่รับก็คือไม่รับ ในกรณีที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงจุดยืนไม่รับร่างรธน. ส่วนกรณีที่อภิสิทธิ์ต้องการให้นายกรัฐมนตรีเป็นนำผู้ร่างเองนั้น  มองว่าเป็นการพูดประชดมากกว่า เพราะการร่างรัฐธรรมนูญต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาร่าง เพราะตนคนเดียวไม่สามารถร่างรัฐธรรมนูญเองได้ และอยากให้เห็นใจผู้ร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 2 คณะ ไม่ให้ดูถูกด้อยค่า เพราะการร่างรัฐธรรมนูญเป็นการนำปัญหาทั้งหมด มาแก้ไขและวางอนาคต แต่การประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญและโจมตีผู้ร่างรัฐธรรมนูญ จะไม่มีใครมาร่างรัฐธรรมนูญอีก ซึ่งตนจะร่างรัฐธรรมนูญเองแต่เมื่อประเทศไม่มีผู้ร่างรัฐธรรมนูญแล้ว 

    "จริงๆ ผมร่างเอง ผมร่างก็ต้องใช้คนร่าง ไม่ใช่ผมร่าง ผมพูดว่าร่างเอง ผมก็ตั้งคณะขึ้นมาใหม่ ก็แค่นั้น แต่ให้เห็นใจคนร่างมา 2 คณะบ้างนะ ไม่ใช่เขาถูกด่อยค่าดิสเครดิตเขาตลอด สงสารคนทำเขาบ้าง เขาก็ทำหวังดีเต็มที่ เขาก็เอาปัญหาของเก่ามาคลี่ดู แล้วอนาคตจะทำยังไงให้เกิดความเชื่อมั่นไว้วางใจกันระหว่างประชาชนกับนักการเมือง มันก็แค่นั้น แล้วคุณจะไปโจมตีคนร่างเขาอีกหน่อยก็ไม่มีคนร่างสิ ถ้าไม่มีคนในประเทศไทยร่างได้ ผมถึงจะร่างได้ ผมถึงจะร่างคนเดียวนั่นล่ะ มันจะไปอะไรกันนักหนา รัฐธรรมนูญคือรัฐธรรมนูญ มันก็จำเป็นกับกรอบทำงาน แต่ถามว่าที่ผ่าทนมามันทำไหมล่ะ มีรัฐธรรมนูญยังไงก็ทำบ้างไม่ทำบ้าง ไปดูรัฐบาลที่จะมาใหม่จะทำหรือเปล่า ไปดูตรงนั้น คนไทยต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงนะ เพราะว่าถ้าเราต้องการสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นแล้วเรายังทำตัวเหมือนเดิม ต้องการเหมือนเดิมโดยที่ไม่ฟังเหตุฟังผลขยายความขัดแย้งกันต่อ แล้วมันจะเกิดไปได้อย่างไร" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

    รัฐบาลพร้อมรับผลประชามติ ถือเป็นเสียงประชาชน

    วันเดียวกัน พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีอภิสิทธิ์ ประกาศจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ว่า เป็นสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แม้แต่ในพรรคประชาธิปัตย์เอง ส่วนรัฐบาลไม่ได้รู้สึกหนักใจหรือกดดันแต่ประการใด

    “นายกรัฐมนตรีพูดชัดเจนว่า ไม่ว่าผลการออกเสียงจะเป็นเช่นไรก็ต้องยอมรับ เพราะถือเป็นเสียงของประชาชน ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านความเห็นชอบของประชาชนหรือไม่ รัฐบาลยังคงมีหน้าที่ที่จะต้องทำตามโรดแมป เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ซึ่งเป็นความต้องการของคนส่วนใหญ่” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว
     
    พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า จากการการแสดงความเห็นของนายอภิสิทธิ์และนักการเมืองคนอื่น ๆ รวมถึงนักวิชาการ นักศึกษา สื่อมวลชนผ่านช่องทางหลากหลาย ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ หรือโซเชียลมีเดียอยู่ทุกวัน  เป็นเครื่องยืนยันได้ชัดเจนว่า รัฐบาลไม่ได้จำกัดสิทธิเสรีภาพในการถกเถียงหรือแสดงความคิดเห็น แต่กลับเปิดกว้างให้สังคมดำเนินการได้อย่างเสรี เพื่อรักษาบรรยากาศที่ดีของบ้านเมือง การแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ ของคนในสังคม จะต้องไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง หรือใช้ถ้อยคำเสียดสี ถากถาง หรือหยาบคาย เพราะวันนี้สังคมไทยต้องการการปฏิรูปให้มีความเจริญก้าวหน้า ประชาชนมีระดับจิตใจที่สูงขึ้น เช่นเดียวกันประเทศที่พัฒนาแล้ว
     
    “จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนผ่านโพลต่าง ๆ จะเห็นว่าเริ่มตื่นตัวและสนใจการลงประชามติมากขึ้น เช่น ผลสำรวจล่าสุดของมาสเตอร์โพลที่ระบุว่า แกนนำชุมชนส่วนใหญ่เคยอ่านร่างรัฐธรรมนูญแล้ว และเห็นว่าการทำประชามติจะนำไปสู่ประชาธิปไตย ขณะนี้เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วัน รัฐบาลจึงอยากให้พี่น้องประชาชนศึกษาร่างรัฐธรรมนูญจากแหล่งต่าง ๆ ที่น่าเชื่อถืออย่างรอบด้าน รวมทั้งสำรวจตรวจสอบสิทธิ์ สถานที่ลงประชามติ และขั้นตอนวิธีการลงประชามติให้เข้าใจก่อนไปออกเสียงในวันที่ 7 ส.ค.นี้”  โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    29 ก.ค. 2559 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักบริหารกิจการ สังกัด สำนักบริหารกิจการ คือ พันโทนราวิทย์ เปาอินทร์

    ทั้งนี้ พันโทนราวิทย์ เป็นอดีตรองผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร องค์การตลาด กระทรวงมหาดไทย, อดีตผู้อำนวยการสำนัก สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ, อดีตพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ, อดีตหัวหน้าแผนกกรรมวิธีข้อมูล กรมราชองค์รักษ์, อดีตนายทหารโปรแกรม/พัฒนาระบบ กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์, อดีตผู้บังคับหมวด กองพันทหารม้าที่ 29 รักษาพระองค์

    ก่อนหน้านี้ ส.ส.ท. ได้มีประกาศ ลงวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 เรื่อง รับสมัครพนักงานประจำ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักบริหารกิจการ สังกัด สำนักบริหารกิจการ จำนวน 1 อัตรา มีผู้มีสิทธิเข้ารับการสอบสัมภาษณ์ 3 ราย ได้แก่ ปวีณ นราเมธกุล, วุฒิชัย สอนหินลาด และ พันโทนราวิทย์ เปาอินทร์

    สำหรับ ปวีณ นราเมธกุล ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักจัดระบบการแพทย์ฉุกเฉิน สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ขณะที่ วุฒิชัย สอนหินลาด เป็นอดีตผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี โดยดำรงตำแหน่งรักษาการผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    กรรมการสิทธิฯ ติงรัฐทบทวนเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก แนะต้องฟังเสียงประชาชน นักวิชาการวิตกเกิดการแย่งยึดจากชาวบ้านทั้งทรัพยากรน้ำและไฟฟ้า

    กรณีการเร่งรัดผลักดันโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ของรัฐบาลกำลังจะเป็นอีกหนึ่งอภิโครงการด้านเศรษฐกิจของประเทศ ขณะเดียวกันก็เป็นประเด็นท้าทายของประชาชนภาคตะวันออกในมิติสิทธิมนุษยชน

    ในงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนพบประชาชน ภาคกลาง ที่จัดขึ้นที่พัทยา จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 27-29 กรกฎาคมที่ผ่านมา เตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุยชน กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่มีประชาชนหรือชุมชนส่งคำร้องมายังคณะกรรมการสิทธิ อย่างไรก็ตาม ในกรณีของชลบุรีขณะนี้มีเครือข่ายภาคประชาชนที่ติดตามเรื่องนี้อยู่แล้ว

    “ส่วนตัวอยากเห็นการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งสหประชาชาติได้จัดประชุมเมื่อปีที่แล้ว ท่านนายกฯ ก็ไปด้วย และรู้สึกประทับใจสองเป้าหมายคือเราต้องใช้ทรัพยากรทางทะเลและบนบกอย่างสมดุลและยั่งยืน คือการโตทางเศรษฐกิจต้องไม่เอาทรัพยากรทางทะเลและบนบกมาใช้อย่างล้างผลาญ แต่ที่เห็นขณะนี้ รัฐบาลไทยทุกยุคสมัยจะเน้นเรื่องเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ซึ่งสวนทางกัน”

    “การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกต้องทบทวน และต้องมาจากสองเรื่องที่เป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน คือการให้ข้อมูลรอบด้านว่ารัฐบาลคิดอะไร ภาคธุรกิจคิดอะไร แล้วชาวบ้านจะเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจและวางแผน ส่วนตัวอยากเห็นแผนบูรพาวิถีที่ทำขึ้นมาโดยภาคประชาชนและนักวิชาการบนฐานทางข้อมูลและวิชาการที่เป็นศักยภาพและอัตลักษณ์ของภาคตะวันออก รัฐบาลต้องฟังและนำไปปฏิบัติ แผนพัฒนาในแต่ละจังหวัด แต่ละภาค ประชาชนควรเป็นผู้ตัดสินใจเอง ไม่ใช่แค่รัฐและนายทุน”

    ด้านวีรวิทย์ วิวัฒนวานิช อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทราและอดีตที่ปรึกษา บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้ข้อมูลเพียงว่า เรื่องนี้ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และมีมติคณะรัฐมนตรีให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ไปเขียนโครงการภายใน 90 วัน จึงยังไม่มีรายละเอียด

    ด้านนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมภาคตะวันออกที่ติดตามประเด็นนี้อย่างสมนึก จงมีวศิน แสดงความเป็นห่วงว่าจะเกิดการแย่งยึดฐานทรัพยากรในภาคตะวันออก

    “ตอนนี้ 11 จังหวัดภาคตะวันออก 8 จังหวัดขาดน้ำปีละ 519,000 คิวต่อปี ตอนนี้เรามีนิคมเพิ่มขนาดนี้ ตัวอีสเทิร์น ซีบอร์ด ก็ขยายแล้วยังจะมีเขตเศรษฐกิจพิเศษอีก ผมถามว่าจะใช้น้ำเพิ่มขึ้นอีกเท่าไหร่ แล้วจะเอาน้ำที่ไหนใช้ ขณะที่โรงไฟฟ้าทุกวันนี้คนก็ต่อต้านเยอะ ต้นทุนถูกที่สุดคือโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่จะต้องมีโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีกเท่าไหร่ นอกจากเขาจะเอาฐานทรัพยากรของเราไปแล้ว ยังสร้างมลพิษด้วย”

    โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ภาครัฐกำลังเร่งผลักดัน โดยภาครัฐและเอกชนจะระดมเงินลงทุนขั้นต่ำ 1.5 ล้านล้านบาทภายใน 5 ปี ตั้งเป้าว่าจะมีการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย 5 แสนล้านบาท การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 4 แสนล้านบาท รวมไปถึงการลงทุนเมืองใหม่ โรงพยาบาล โรงเรียน ที่อยู่อาศัย และด้านการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพอีกประมาณ 6 แสนล้านบาท

    นอกจากนี้ยังมอบสิทธิประโยชน์ต่างๆ สำหรับการลงทุนที่จะเกิดขึ้น เช่น การลดภาษีเงินได้นิติบุคคล การลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับนักวิจัย หรือการให้ชาวต่างประเทศที่เข้าลงทุนสามารถเช่าที่ดินได้ยาวนานถึง 99 ปี เป็นต้น

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    29 ก.ค.2559 รายงานข่าวจาก มูลนิธิผสานวัฒนธรรม แจ้งว่า เมื่อวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดปัตตานีได้ไต่สวนพยาน  ปากฝ่ายพนักงานอัยการ ผู้ร้อง ในคดีหมายเลขดำที่ ช.6 /2559  ระหว่าง พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี ผู้ร้อง และ อับดุลลายิบ ดอเลาะ ผู้ตาย กูรอสเมาะ ตูแวบือซา ภรรยาผู้ตาย ซึ่งเป็นฝ่ายผู้ร้องซักถาม โดยศาลได้นัดไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้องหนึ่งปาก คือ นพ.กิตติศักดิ์ ศรีพงษ์ หัวหน้าคณะกรรมการชันสูตรศพ และเป็นอาจารย์แพทย์จากนิติเวชศาสตร์ ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ (มอ.หาดใหญ่) ซึ่งเป็นแพทย์ผู้ทำการชันสูตรพลิกศพผู้ตายที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ เนื่องจากญาติมีความประสงค์ให้ส่งศพไปชันสูตรโดยละเอียดอีกครั้งหลังจากมีชันสูตรในพื้นที่เกิดเหตุไปแล้ว

    การไต่สวนแพทย์ดังกล่าวใช้ระบบวีดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ โดยเชื่อมโยงสัญญาณระหว่างศาลจังหวัดสงขลากับศาลจังหวัดปัตตานี  นพ.กิตติศักดิ์ ให้การความว่า การชันสูตรพลิกศพอับดุลลายิบที่ขนย้ายจากจังหวัดปัตตานีไป เห็นว่าศพน่าจะมีปัญหาอะไรบางอย่างแน่นอน สำหรับสาเหตุการเสียชีวิต จึงได้ประชุมแพทย์หลายคนตั้งเป็นคณะแพทย์จำนวน 3 คนร่วมกันชันสูตรศพ อับดุลลายิบ ซึ่งปกติการชันสูตรจะใช้แพทย์คนเดียวเท่านั้นในการชันสูตรศพหนึ่งศพ โดยตนเองถูกแต่งตั้งเป็นหัวหน้าทีมแพทย์ในการชันสูตรพลิกศพของผู้ตาย  ซึ่งศพผู้ตายมาถึงโรงพยาบาล เวลา 14.30 น. ของวันที่ 4 ธ.ค. 2558  เนื่องจากสภาพภายนอกของศพไม่ปรากฏร่องรอยบาดแผลที่ชัดเจนใด ๆ ทีมแพทย์จึงแจ้งต่อภรรยาผู้ตายว่าหากจะทราบสาเหตุการตายได้อย่างชัดเจนแพทย์จะต้องทำการผ่าศพ แต่ภรรยาผู้ตายไม่ประสงค์ให้มีการผ่าศพ (เพราะภรรยาของผู้ตายยังมีความเชื่อของตนที่นับถือศาสนาอิสลามอยู่ว่าไม่สมควรผ่าศพ)  แพทย์จึงไม่ได้ทำการผ่าศพ แต่ได้ขออนุญาตภรรยาผู้ตาย ทำการเจาะเอาเลือดและน้ำเหลืองของผู้ตายไปตรวจด้วย ภรรยาของผู้ตายไม่ขัดข้อง
     
    ในการชันสูตรพลิกศพ แพทย์ไม่อาจระบุสาเหตุการตายของอับดุลลายิบที่แน่นอนได้ เพราะเมื่อไม่ได้ทำการผ่าศพ จึงไม่ทราบว่ามีบาดแผลหรือร่องรอยความผิดปกติที่อวัยวะภายในอื่นใดอีกบ้างหรือไม่ที่จะใช้ประกอบการวินิจฉัยสาเหตุการตายได้อย่างชัดเจน  สิ่งที่แพทย์ มอ.หาดใหญ่ให้ความเห็นต่างจากแพทย์ผู้ชันสูตรพลิกศพในพื้นที่ คือ จุดเลือดที่เกิดขึ้นในดวงตาทั้งสองข้างของผู้ตาย แพทย์ในพื้นที่บอกว่าจุดเลือดในดวงตาดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นหลังจากอับดุลลายิบถึงแก่ความตายแล้วก็ได้ แต่แพทย์ มอ.หาดใหญ่ยืนยันว่าจุดเลือดในดวงตาดังกล่าวเป็นภาวะเยื่อบุตาคั่งเลือดนั้นต้องเกิดขึ้นตอนผู้ตายมีชีวิตอยู่ หรือ หัวใจยังเต้นอยู่  และจะไม่เกิดหลังเสียชีวิต เพราะคนที่ตายแล้ว หัวใจหยุดสูบฉีดเลือด เลือดหยุดไหลเวียนในร่างกาย จึงไม่อาจเกิดภาวะเลือดออกมาคั่งที่เยื่อบุตาได้ ฉะนั้นจุดเลือดในตาที่พบดังกล่าวจึงต้องเกิดขึ้นก่อนที่อับดุลลายิบจะถึงแก่ความตาย และจุดเลือดคั่งในตาทั้งสองข้างดังกล่าวก็เป็นผลอย่างหนึ่งที่เกิดจากการขาดอากาศหายใจก่อนเสียชีวิต  สำหรับการขาดอากาศหายใจนั้นเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ กรณีอับดุลลายิบเมื่อไม่ได้ผ่าศพพิสูจน์เพื่อดูร่องรอยบาดแผลหรือความผิดปกติของอวัยวะภายใน แพทย์จึงวินิจฉัยสาเหตุไม่ได้ว่าการขาดอากาศหายใจเกิดจากอะไร อีกอาการที่ตรวจพบคือ ริมฝีปากผู้ตายมีสีเขียวคล้ำ แต่เนื่องจากญาติไม่อนุญาตให้มีการผ่าศพ  ทางทีมแพทย์ก็เคารพในความเชื่อทางศาสนาของญาติ  ดังนั้นจึงไม่สามารถระบุสาเหตุการตายที่ชัดเจนได้  เพราะไม่ได้ผ่าพิสูจน์หาร่องรอยบาดแผลใต้ชั้นผิวหนัง กล้ามเนื้อ ภายในหลอดลม กระเพาะ ลำไส้ และหัวใจ ด้วยว่ามีความผิดปกติอย่างไรหรือไม่  การตายของนายอับดุลลายิบจะเกิดจากการถูกทำร้ายด้วยวิธีการที่ทำให้ไม่พบบาดแผลภายนอกแต่มีปรากฏบาดแผลที่อวัยวะภายในหรือไม่นั้น จึงไม่อาจระบุได้ ดังนั้นแพทย์จึงทำความเห็นได้แต่เพียงว่าไม่อาจระบุสาเหตุการตายที่แน่ชัดได้
     
    หลังจากทีมแพทย์ที่ มอ.หาดใหญ่ ได้ทำการชันสูตรพลิกศพ อับดุลลายิบ เสร็จสิ้นแล้วเมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2558 เวลาประมาณ 18.00 น. ภรรยาอับดุลลายิบและญาติ ๆ จึงได้นำศพของผู้ตายกลับไปภูมิลำเนาเพื่อประกอบพิธีทางศาสนาอิสลามทันทีในเวลากลางคืนวันดังกล่าว
     
    ศาลจังหวัดปัตตานีกำหนดนัดไต่สวนพยานที่พนักงานอัยการ ผู้ร้อง แถลงว่าเหลืออีกเพียง 2 ปาก ได้แก่ เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และพนักงานสอบสวน ในวันที่ 10 ส.ค. 2559 เวลา 09.00 - 16.30 น.
     
    สำหรับการเสียชีวิตของอับดุลลายิบ นั้นเกิดขึ้นหลังจากที่เขาได้ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมเมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2558 โดยหน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วมจังหวัดปัตตานี และ หน่วยเฉพาะกิจปัตตานี 24 เข้าติดตามจับกุม บังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ต.คอลอตันหยง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี อับดุลลายิบ ดอเลาะ หรือ เปาะซู โดยระบุว่าเป็นผู้ก่อเหตุรุนแรง ระดับหัวหน้า kompi และผลการซักถามขั้นต้น อับดุลลายิบ ได้ให้การยอมรับว่า เป็นผู้ก่อเหตุรุนแรง เคยผ่านการซูมเปาะ ซึ่งในเวลาต่อมาเจ้าหน้าที่ได้นำไปลงบันทึกประจำวัน ณ สถานีตำรวจภูธรอำเภอหนองจิก และทำการส่งตัว อับดุลลายิบฯ ดำเนินกรรมวิธีซักถาม ณ หน่วยข่าวกรองทางทหาร ส่วนหน้า จังหวัดชายแดนภาคใต้ จนกระทั่งเสียชีวิตในระหว่างถูกควบคุมตัว เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2558

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ขานรับ HIA ฉบับใหม่ สช. วางกรอบนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาวะชุมชน สช.ชี้ HIA ฉบับ 2 เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกัน ลดความขัดแย้งในพื้นที่ที่มีผลจากนโยบายหรือโครงการพัฒนาทั้งของภาครัฐและเอกชน

    29 ก.ค.2559 เวลา 10.30 น. ที่ อาคารสุขภาพแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(สช.) จัดเสวนา ‘สตาร์ทอัพประกาศ HIA ฉบับใหม่ใครได้ ใครเสีย’ โดย นพ.นพดล ปิ่นประทีป เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ, นพ.วิพุธ พูลเจริญ ประธานกรรมการพัฒนาระบบและกลไกการประเมินผลกระทบบ้านสุขภาพ, เดชรัต สุขกำเนิด มูลนิธินโยบายสุขภาวะ, รศ.นพ.พงศ์ วิวรรธนะเดช หัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, และ กัญจน์ ทัตติยกุล ผู้ประสานงานเครือข่ายลุ่มน้ำบางปะกง ดำเนินรายการโดย ประวีณมัย บ่ายคล้อย

    นพ.พลเดช กล่าวว่า การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ หรือ HIA (Health Impact Assessment) เป็นกระบวนการตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ที่สนับสนุนให้เกิดสุขภาวะที่ดีและสร้างความเป็นธรรมให้กับสังคม มุ่งเน้นให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูลผลกระทบต่างๆ ทั้งในเชิงบวกและลบ จากนโยบายสาธารณะ ยุทธศาสตร์ แผนงาน โครงการหรือกิจกรรมร่วมกัน อันจะนำไปสู่ความร่วมมือในการดำเนินงาน ร่วมสร้างทางเลือกในการพัฒนาหรือการจัดการพื้นที่ ร่วมตัดสินใจอย่างสมานฉันท์ ตลอดจนร่วมติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลในระยะยาวต่อไป

    'ขณะนี้ ทุกภาคส่วนในสังคมมีความตื่นตัวและเข้าใจในกระบวนการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพมากขึ้น หลังจากที่หลักเกณฑ์ HIA มีผลบังคับใช้มากว่า 7 ปี ทั้งภาคประชาชน ภาคเอกชน หน่วยงานรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสถาบันทางวิชาการ/วิชาชีพ ต่างเห็นตรงกันว่า กระบวนการ HIA ได้เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีเวทีกลางที่สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการร่วมกันอย่างเป็นระบบ มีเหตุมีผล ช่วยลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ นำไปสู่การหาทางออกร่วมกัน เพื่อสุขภาวะที่ดีของชุมชน' นพ.พลเดช กล่าว

    ภาพ เดชรัต สุขกำเนิด

    เดชรัต กล่าวว่า เนื้อหาในประกาศ HIA ฉบับที่ 2 เกิดจากการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนในสังคม ซึ่งทุกฝ่ายเห็นความสำคัญและประโยชน์ร่วมกัน โดยหลักเกณฑ์ใหม่จะดำเนินการใน เชิงรุก มากขึ้น ตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มนโยบายสาธารณะหรือโครงการ ด้วยการ ก่อขบวน ชักชวนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้เสียมาออกแบบและวางแผนการทำ HIA เพื่อให้เกิดการยอมรับผลร่วมกัน ไม่ใช่ปล่อยให้มีการตัดสินใจไปแล้วจึงประเมินผลกระทบเหมือนที่ผ่านมา รวมถึงเมื่อมีข้อร้องเรียนในระหว่างที่ดำเนินโครงการ และ/หรือเมื่อแล้วเสร็จ ก็สามารถจัดทำ HIA ได้เช่นเดียวกัน

    เดชรัต กล่าวต่อว่า หลักเณฑ์ฉบับที่ 2 ให้ความสำคัญกับ 4 หลักการ 1.ต้องทำร่วมกัน รวมถึงการประเมินผลกระทบด้วยชุมชน 2.ทำได้ทุกขั้นตอน ไม่ใช่เฉพาะก่อนเริ่มดำเนินโครงการ เมื่อศึกษาเรียนรู้ปรับปรุงได้ทั้งโครงการ 3.เพื่อความยั่งยืนสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่การเหนี่ยวรั้งการพัฒนาแต่ถูกทิศถูกทาง 4.ทำเชิงรุก ไม่ได้หมายความว่าต้องไปรอขออนุญาตขออนุมัติโครงการ เราไม่จำเป็นต้องรอเรามีปัญหาเกิดขึ้นเราก็เริ่มต้นการดำเนินโครงการได้เลย โดยเสนอเรื่องที่ควรชวนกันก่อขบวนเพื่อการทำ HIA ได้แก่ แนวโน้มที่นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงในอนาคต มีทางเลือกทางนโยบายที่หลากหลาย มีทางเลือกใหม่ๆที่เกิดขึ้นในอนาคต มีความเห็นและผลกระทบที่แตกต่างกันในแต่ละกลุ่ม เกิดการเปลี่ยนแปลงในปัจจัยที่มีผลต่อสุขภาพ และฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องสามารถทำงานร่วมกันได้ โดยยกตัวอย่างประเด็นที่น่าสนใจ เช่น  โครงการพัฒนาริมน้ำเจ้าพระยา การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ การขนส่งในอนาคต การจัดผังเมืองและออกแบบเมือง เราจะใช้โอกาสเชิงรุกที่จะลดความเสียหายเรื่องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพได้อย่างไร ต้องมีการประเมินผลกระทบให้รอบด้าน ระบบหลักประกันสุขภาพล่วงหน้า ระบบสวัสดิการสังคมในอนาคต การเจรจาและการทำข้อตกลงทางการค้า เรื่องไหนควรถ้วนหน้า

    เดชรัต กล่าวถึงเรื่องการประเมินผลกระทบนั้นไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดโครงขึ้นก่อนถึงจะทำกระบวนการได้ แต่ HIA สามารถใช้ได้ในทุกกระบวนการและเกี่ยวกับนโยบายที่อาจสร้างผลกระทบด้วยไม่ใช่แค่เฉพาะโครงการนั้นๆอย่าง EIA หรือ EHIA ซึ่ง HIAไม่เกี่ยวข้องกับการอนุญาต/ไม่อนุญาตโครงการ แต่เป็นการแสวงหาข้อเท็จจริงร่วมกันโดยทำงานกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดย สช.ต้องมีภารกิจที่จะเป็นสะพานเชื่อมที่จะเอาคนที่มีข้อมูลหรือเป็นผู้เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ และไม่ใช่แค่เรียกคนแต่ละกลุ่มมาคุยกันเท่านั้น แต่ต้องนำข้อมูลมานำเสนอทางเลือกร่วมกันด้วย โดยการทำงานเหล่านี้ผู้ที่ทำ HIA จะต้องระวัง 6 ข้อจำกัด คือ 1.เวลาจำกัด 2.ทางเลือกจำกัด 3.จำกัดคนเข้าร่วม 4.รูปแบบจำกัด 5.ข้อมูลถูกจำกัด 6.การตัดสินใจจำกัด สิ่งเหล่านี้จะทำให้ HIA รวบรวมข้อมูลที่ไม่มีประสิทธิภาพและจะทำให้เพิ่มปัญหามากกว่าลดปัญหา

    'ปัญหาของ HIA ฉบับเดิม คือ หลายภาคส่วนต่างฝ่ายต่างดำเนินการ จึงมีการก่อรูปโครงสร้างใหม่ให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมดำเนินการกำหนดนโยบาย แผนงานต่างๆ ให้เกิดการยอมรับ เปิดรับข้อมูลรอบด้าน ทั้งด้านของผู้พัฒนาโครงการและของชุมชน อย่ามองว่าแข็งหรือผ่อนปรนมากขึ้น เพราะ สช. ไม่มีอำนาจในการบังคับให้หน่วยงานต้องปฏิบัติตาม แต่สิ่งสำคัญคือ ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญของการนำหลักเกณฑ์ HIA ไปประยุกต์ใช้ ระดมความคิดเห็นทุกภาคส่วน ให้เกิดประสิทธิผล เกิดประโยชน์ต่อนโยบายโดยภาพรวม' เดชรัต กล่าว

    ภาพ นพ.วิพุธ พูลเจริญ

    นพ.วิพุธ กล่าวว่า ปัจจุบันแนวทางการพัฒนานโยบายสาธารณะ แผนงาน โครงการ หรือกิจกรรม ตลอดจนการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร หรือกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของสังคม ได้มีการปรับตัวเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติจึงได้ปรับปรุง ประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพที่เกิดจากนโยบายสาธารณะ ฉบับที่ 1 ซึ่งบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2552 ให้ทันสมัย เหมาะสมกับสถานการณ์และบริบททางสังคม สอดคล้องกับเจตนารมณ์ที่มุ่งสู่สร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันมากยิ่งขึ้น พร้อมปรับปรุงโครงสร้างการทำงาน การผลิตบุคลากร ให้สอดรับกับหลักเกณฑ์วิธีการใหม่นี้ด้วย

    'ประกาศคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ ที่เกิดจากนโยบายสาธารณะ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2559 ได้เริ่มบังคับใช้มาตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หน่วยงาน องค์กรต่างๆ สามารถนำประกาศหลักเกณฑ์ HIA ฉบับใหม่ไปประยุกต์ใช้เป็นกรอบแนวทางในการกำหนดนโยบาย แผนงาน โครงการหรือกิจกรรมได้ โดยคำนึงถึงประเด็นผลกระทบทางสุขภาพในทุกมิติ ภายใต้กรอบปัจจัยทางสังคมกำหนดสุขภาพ (Social Determinants of Health) ในทุกนโยบาย หรือที่เรียกว่า Health in all olicies'

    นพ.วิพุธ กล่าวต่อว่า หลังจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ จะลงไปผนึกกำลังร่วมมือกับหน่วยงานผู้กำหนดโยบายและภาคส่วนต่างๆ เพื่อสนับสนุนให้มีการนำหลักเกณฑ์และวิธีการตามประกาศ HIA ฉบับที่ 2 ไปประยุกต์ใช้มากขึ้น โดยขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการใช้แล้วในเรื่องการศึกษาผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยาภายในประเทศจากโครงการศึกษาความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิกหรือ TPP ที่เป็นการทำ HIA ในระดับนโยบาย ในส่วนของ HIA ระดับโครงการก็ได้มีการประยุกต์ใช้ในหลายโครงการที่มีการร้องขอตามมาตรา 11 แห่ง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 เช่น โครงการท่าเทียบเรือ โครงการเหมืองแร่ โครงการโรไฟฟ้าจากขยะ

    กัญจน์ กล่าวว่า ขณะนี้ชุมชนอำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา กำลังศึกษาศักยภาพของชุมชนและผลกระทบที่อาจจะเกิดจากโครงการโกดังและท่าเทียบเรือขนถ่ายสินค้าริมแม่น้ำบางปะกง และจากการศึกษาโดยกระบวนการเอชไอเอ พบว่า แม่น้ำบางปะกงที่เป็นแหล่งผลิตกุ้ง เคย และมีอาชีพต่อเนื่องที่สร้างรายได้ให้กับคนทั้งครอบครัว โดยบางครอบครัวไม่ต้องไปประกอบอาชีพอื่นเลยเพราะแม่น้ำเลี้ยงพวกเขาได้ เช่น อาชีพประมงชายฝั่งที่หาอยู่หากินด้วยอุปกรณ์ประมงพื้นบ้าน เช่น ซั่ง โป๊ะ ก่ำ มีป่าจากและอาชีพทำตับจาก ขุดปูทะเล เลี้ยงปลาในกระชังริมแม่น้ำ ล่องเรือท่องเที่ยว และยังพบป่าโกงกางและค้างคาวแม่ไก่ริมน้ำอีกด้วย ซึ่งหากแม่น้ำบางปะกงเปลี่ยนแปลงย่อมกระทบต่อพวกเขาอย่างแน่นอน

    'การทำ HIA ครั้งนี้ มีทีมงานที่เป็นชาวบ้านและคนในชุมชนทั้งหมด โดยได้รับความร่วมมือจากสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยหัวใจหลักของการประเมินครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างการพัฒนาแม่น้ำบางปะกงอย่างยั่งยืน' กัญจน์ กล่าว

    ภาพ รศ.นพ.พงศ์เทพ วิวรรธนะเดช

    รศ.นพ.พงศ์เทพ กล่าวว่า ในส่วนของพื้นที่ภาคเหนือมีโครงการขนาดใหญ่ที่ส่งผลต่อสุขภาวะของประชาชนเกิดขึ้นจำนวนมาก ซึ่งที่ผ่านมา ได้นำกระบวนการประเมินผลกระทบทางสุขภาพไปใช้ในพื้นที่บริเวณ นิคมอุตสาหกรรมจังหวัดลำพูน มีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศที่สอดคล้องกับบริบทและความต้องการของพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และความร่วมมือจากชาวบ้านใน 4 ตำบลรอบนิคมฯ ได้แก่ บ้านกลาง มะเขือแจ้ เหมืองง่า และเวียงยอง โดยมี การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพโดยชุมชน (Community-Based Health Impact Assessment-CHIA) และ เครื่องมือระบาดวิทยาภาคประชาชน (Popular epidemiology) เฝ้าระวังปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้น ประยุกต์ใช้ในการประเมินความเชื่อมโยงระหว่างต้นเหตุของปัญหากับภัยคุกคามสุขภาพที่เกิดขึ้นใน 4 ตำบลร่วมกัน ส่งผลให้ชุมชนเกิดความเข้าใจ รับรู้ต้นเหตุของปัญหาสุขภาพ เช่น โรคมะเร็งปอด ถุงลมโป่งพอง และหอบหืด ไม่ได้เกิดจากกระบวนการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่กิจกรรมของชาวบ้านเองก็มีส่วนด้วย เช่น การเผาไม้-หญ้าแห้ง โรงงานเฟอร์นิเจอร์ในชุมชน ยาฆ่าแมลง โรงสีข้าว การเผาศพ การใช้สารเคมีในสวนลำไย การล้างถังสารเคมีจากนิคมอุตสาหกรรม เป็นต้น

    'การดำเนินการในครั้งนี้ ให้ ชุมชนได้มีส่วนร่วมทุกขั้นตอน กำหนดประเด็นปัญหา หาสาเหตุ ตรวจสอบ การทดสอบในห้องปฎิบัติการ นำเสนอแนวทางแก้ไข มีการอบรมเรื่องระบาดวิทยา ประกอบกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อพิสูจน์ความจริง ทำให้ชาวบ้านถึงเข้าใจผลกระทบดีขึ้น เรียนรู้ถึงสาเหตุอย่างรอบด้าน ไม่ใช่เพียงแต่โทษคนอื่น ไม่ใช้อคติ หรือความรู้สึกในการตัดสินเหมือนในอดีต' รศ.นพ.พงศ์เทพ กล่าว

     

    การประเมินด้านผลกระทบทางสุขภาพ หรือ HIA (Health Impact Assessment)คือ กระบวนการวิเคราะห์และคาดการณ์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากนโยบาย แผนงาน/ยุทธศาสตร์ โครงการหรือกิจกรรมของรัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการพัฒนาหรือการลงทุนเพื่อการสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบในทางบวกหรือทางลบ ที่มีต่อสุขภาพของประชาชนหรือชุมชน ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วมากว่า 7 ปี

    HIA มุ่งเน้นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันในสังคม เพื่อสนับสนุนในการตัดสินใจร่วมกัน และทางเลือกเชิงนโยบายที่จะเป็นผลที่ดีต่อสุขภาพประชาชน ทั้งในระยะสั้นและในระยะยาว มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบ ตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 และประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพที่เกิดจากนโยบาย สาธารณะ

    HIA ต่างจาก EIA หรือ EHIA อย่างไร ทั้ง 3 รูปแบบมีความเหมือนในเรื่องเป้าหมายคือส่งเสริมการคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่ง แวดล้อมและสุขภาพของประชาชน แต่แตกต่างกันที่อำนาจบังคับใช้ ขอบเขตและแนวทางปฏิบัติ
    HIA เป็นกระบวนการส่งเสริมศักยภาพให้กับภาคประชาชน เน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในกระบวนการพัฒนาทุกระดับ นโยบาย แผนงาน โครงการกิจกรรมเพื่อสาธารณะ ตั้งแต่การเข้าถึงข้อมูล แลกเปลี่ยนข้อมูล ร่วมเรียนรู้ จนนำไปสู่การตัดสินใจร่วมในการดำเนินการ ติดตามประเมินผลร่วมกันระหว่างภาคประชาชนกับภาครัฐหรือเอกชน หรือส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยการจัดเวทีรับฟังความเห็นช่วยยุติความขัดแย้งด้วยข้อมูลข้อเท็จจริง

    EIA หรือรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม, EHIA หรือรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ภายใต้ พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นหน่วยงานรับผิดชอบ เป็นกฎหมายหลักที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติอนุญาต โดยกำหนดว่า โครงการประเภทใด เช่น เขื่อน เหมืองแร่ โรงไฟฟ้า ถนน สนามบิน โรงงานอุตสาหกรรรม ฯลฯ และมีลักษณะ ขนาดใดบ้างที่เข้าข่ายต้องมีการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบฯ และหากมีผลกระทบจะต้องเสนอมาตรการแก้ไข ควบคุม ป้องกันและติดตามเพื่อประกอบการพิจารณาอนุมัติอนุญาตด้วย ซึ่งการประเมินผลกระทบฯ ทั้ง 2 รูปแบบ มีขอบเขตการประเมินผลกระทบเป็นเพียงเฉพาะรายงานหรือโครงการกิจกรรมนั้น ถึงแม้ว่าในพื้นที่ที่ตั้งโครงการหรือกิจกรรม จะมีโครงการหรือกิจกรรมเช่นเดียวกับที่อื่นๆที่มีส่งผลกระทบอยู่แล้ว เครื่องมือนี้ก็ไม่สามารถประเมินผลกระทบในภาพรวมได้ อีกทั้งยังไม่สามารถนำมาใช้ในการประเมินนโยบายหรือแผนงานในระดับชาติได้





     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    29 ก.ค.2559 นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ นายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ จ.ขอนแก่น เดินทางยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผ่านศูนย์บริการประชาชน เพื่อขอให้ใช้อำนาจมาตรา 44 ดำเนินการปฏิรูปสื่อมวลชน โดยในหนังสือระบุว่าเนื่องจากเมื่อวันที่ 26 ก.ค.ที่ผ่านมา มีสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งบุกรุกไปในห้องทำงานส่วนตัวระหว่างที่ทำงานแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชน เพื่อคาดคั้นให้ตอบคำถามเรื่องส่วนตัวกรณีที่มีภาพหลุดในโซเชียลมีเดีย โดยเป็นภาพของตนกับหญิงสาวรายหนึ่ง และมีการอ้างว่าเป็นการแต่งงานกับเด็กมัธยมศึกษาปีที่ 5 ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและไม่เหมาะสมแม้ตนจะเป็นบุคคลสาธารณะ แต่ก็ควรได้รับเกียรติ และสื่อควรให้ความสนใจเรื่องสาธารณะมากกว่าเรื่องส่วนตัว ดังนั้น จึงควรต้องปฏิรูปสื่อ

    ส่วนข่าวการล็อกห้องทำงานและจับสื่ออาวุโสวัย 64 ปีถอดเสื้อผ้านั้น นพ.เปรมศักดิ์ ยืนยันว่า เรื่องที่เกิดขึ้นไม่เป็นความจริง นักข่าวอายุ 64 ปี ไม่เห็นมีอะไรที่น่าดูน่าสนใจ ในส่วนนี้จะขอให้รายละเอียดในชั้นคณะกรรมการสอบสวนที่ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นตั้งขึ้น เพราะตนมีหลักฐานเป็นพยานบุคคลที่พร้อมอธิบายให้ข้อมูลเช่นกัน และแม้ห้องทำงานของตนจะสามารถเข้า-ออกได้ตลอด แต่ก็ไม่อยากให้สื่อเข้าไปคาดคั้น

    “ใครก็สามารถเข้าไปในห้องทำงานผมได้ จะคนทั่วไปหรือคนพิการ แต่ในระหว่างที่ผมทำงานอยู่ เหมาะหรือไม่ที่สื่อจะบุกเข้าไปโดยไม่ได้ขออนุญาต แล้วมาคาดคั้นสอบถามผมในเรื่องส่วนตัว และหากใครที่จะมายื่นเรื่องถอดถอนผมออกจากตำแหน่งใด ๆ ก็แล้วแต่ ผมไม่กลัว แต่อยากให้ไปดูด้วย ให้สื่อรู้ด้วยว่าคนที่ยื่นถอดถอนผม เขาก็เป็นนักการเมือง และประกาศตัวชัดเจนที่จะลงสมัครนายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ในสมัยถัดไป” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว

     

    ที่มา : สำนักข่าวไทย 

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    29 ก.ค.2559 ที่อาคารเพรสซิเด้นท์เพลส บริเวณสี่แยกราชประสงค์ พล.อ.สายหยุด เกิดผล ประธานคณะรัฐบุคคลและคณะแถลงเสนอแนวคิดทางเลือกแก่สังคมและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในการแก้ไขปัญหาทางการเมืองต่อจากนี้ เพื่อไม่ให้กลับมาเกิดวิกฤติอีก โดยเสนอให้ คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 8 โดยเพิ่มเนื้อหาว่า หากเกิดวิกฤติไม่สามารถหาทางออกได้ ให้ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบบ้านเมือง ประกาศใช้กฎอัยการศึก แล้วเชิญสถาบันหลัก และคนที่มีความรู้ความสามารถพิจารณาหาทางออกที่ดีที่สุดที่สามารถปฏิบัติได้ทันที แล้วให้ผู้บังคับการตามกฎอัยการศึก ร่างพระบรมราชโองการเพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงวินิจฉัยลงพระปรมาภิไธย ซึ่งจะต้องให้มี “ผู้รับผิดชอบ” การดำเนินการทั้งหมดภายในเวลา 1 ปี และต้องไม่เกิน 2 ปีจะต้องคืนระบอบประชาธิปไตยให้แก่ประชาชนและจัดให้มีการเลือกตั้ง
     
    พล.อ.สายหยุด เสนอให้ยกเลิกบทเฉพาะกาลในร่างรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่าหากแก้ไขมาตรา 8 ตามที่เสนอจะไม่จำเป็นต้องมีบทเฉพาะกาล อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธที่จะตอบว่าจะไปใช้สิทธิ์ลงประชามติหรือไม่ หากข้อเสนอถูกปฏิเสธ โดยระบุว่าเป็นเรื่องส่วนตัว
     
    “คณะรัฐบุคคลไม่ต้องการอะไร เพียงหาทางเลือกให้ประเทศ เพราะพิจารณาแล้วว่าทำได้ภายใต้อำนาจมาตรา 44 ซึ่งจะทำให้แก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน ไม่เกิดรัฐประหารขึ้นอีก” พล.อ.สายหยุด กล่าว
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    เก็บความจากการประชุมวิชาการกลุ่มคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)ประจำปี 2559 เมื่อวันที่ 29 ก.ค.2559 ในวาระ 100 ปีชาตกาล ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ “พาสังคมไทยไปให้ถึง: ปฏิทินแห่งความหวังจากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน”

    ช่วงหัวข้อ  “พาสังคมไทยไปให้ถึง: ความเท่าเทียมแห่งชีวิต” ผู้อภิปรายประกอบด้วย ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มธ., ยุกติ มุกดาวิจิตร อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาลและมนุษยวิทยา มธ., วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มธ., อภิชาต สถิตนิรามัย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มธ., ดำเนินรายการโดย ปกป้อง จันวิทย์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มธ.


    ประจักษ์ ก้องกีรติ

    เทรนด์โลกว่าด้วยรัฐประหารเชิงสัญญา รักกองทัพต้องเอาออกจากการเมือง

    อันที่จริงแล้วอาจารย์ป๋วยไม่เคยอยู่ห่างจากการเมือง เพียงแต่ไม่ได้เล่นการเมืองในฐานะนักการเมือง แต่โดยรากความคิดนั้นป๋วยคิดว่าการเมืองสำคัญกับชีวิต และเต็มไปด้วยความพยายามจะเข้าไปเปลี่ยนการเมืองหลัง 14 ตุลาให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ซึ่งนั่นนำไปสู่ชะตากรรมในบั้นปลายชีวิตของป๋วย

    เราสามารถสานต่อเจตนารมณ์ของป๋วยได้มากมาย ป๋วยถือเป็นชนชั้นนำคนหนึ่งที่จับเรื่องความเท่าเทียม ทำงานเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำมากที่สุดคนหนึ่ง โดยพูดและต่อสู้เรื่องนี้มาตั้งแต่ทศวรรษ 1960-1970 ซึ่งปัญหานี้ยังไม่ได้ถูกพูดถึงมากนักในสังคมไทย ในช่วง 3-4 ปีนี้ประเด็นความไม่เท่าเทียม ความเหลื่อมล้ำกลับมาเป็นปัญหาใหญ่ ถ้าอ่านรายงานของทุกองค์กรระหว่างประเทศจะพบว่าทุกองค์กรมาจับปัญหา “ความไม่เท่าเทียม” ทั้งสิ้น

    มีหนังสือเล่มหนึ่งที่อยากให้อ่าน ชื่อ Unequal Thailand ชื่อภาษาไทยคือ สู่สังคมเสมอหน้า มีผาสุก พงษ์ไพจิตร และคริส เบเกอร์ เป็นบรรณาธิการ หนังสือเล่มนี้ชี้ให้เห็นความไม่เท่าเทียมในหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ ความยุติธรรม การศึกษา การถือครองที่ดิน ฯลฯ หากเราดูสติถิเรื่องความไม่เท่าเทียมจะพบว่าประเทศไทยเป็นอันดับ 1 ในเอเชีย ในระดับโลกไทยอยู่ในระนาบเดียวกับประเทศในแถบแอฟริกา ละตินอเมริกา เราเพิ่งสนใจปัญหานี้ แต่การเข้าถึงปัญหานี้ของนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักนั้นสำหรับนักรัฐศาสตร์มองแล้วอาจไม่น่าพอใจนักเพราะพวกเขาไม่ได้มองว่าความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาโดยตัวมันเอง แต่กลับมองว่าเรื่องนี้นำไปสู่ปัญหาอื่น เช่น ความไม่สงบทางการเมือง ซึ่งสร้างปัญหากับการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ป๋วยนั้นกลับต่างออกไป ป๋วยไม่ได้เข้าถึงปัญหาความไม่เท่าเทียมจากมิตินี้ ไม่ใช่เพราะความไม่เท่าเทียมนำไปสู่สิ่งอื่นที่ไม่ดี แต่ความไม่เท่าเทียมเป็นปัญหาโดยตัวมันเอง โดยเฉพาะความเป็นพลเมืองที่ควรมีศักดิ์ศรีและสิทธิเท่ากัน

    ถ้าเราดูดัชนีเกือบทุกประเทศทั่วโลก ประเทศที่จัดการกับปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ดีที่สุดใน 30-50 อันดับแรก เกือบทั้งหมดปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย แทบจะเป็นกราฟเดียวกันระหว่างประชาธิปไตยที่มีคุณภาพกับการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เพราะเผด็จการนั้นผูกขาดอำนาจ เป็นความไม่เท่าเทียมทางการเมือง มีคนกระจุกเดียวผูกขาดอำนาจไว้ การใช้อำนาจตามอำเภอใจเป็นปรากฏการณ์ปกติของระบอบเผด็จการ โดยตัวมันเองเป็นศัตรูกับความไม่เท่าเทียมทางการเมือง และไม่แปลกที่จะเกิดการกระจุกตัวความมั่งคั่งในหมู่ผู้นำ เพราะอำนาจที่กระจุกตัวนำไปปกป้องผลประโยชน์ผู้มีอำนาจ โดยใครตรวจสอบทัดทานไม่ได้

    ถามว่าแก่นแกนหรือสาระของประชาธิปไตยคืออะไร เพราะทุกฝ่ายตอนนี้ต่างก็อ้างว่าตนเป็นประชาธิปไตย จริงๆ แล้วมันมีแค่ 3 องค์ประกอบง่ายๆ 1.ผู้ขึ้นสู่อำนาจต้องได้รับการคัดเลือกและยินยอมจากประชาชน เพราะ “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน” ผ่านการเลือกตั้งที่ยุติธรรม เสรีและทั่วถึง 2.การใช้อำนาจต้องถูกถ่วงดุลและกำกับด้วยกฎเกณฑ์ที่เป็นนิติรัฐ rule of law ไม่ใช่ rule by men ดังนั้นการมีรัฐธรรมนูญที่คุ้มครองประชาชนและจำกัดอำนาจรัฐจึงมีความสำคัญ 3. หลักสิทธิเสรีภาพ ถ้าผู้นำมาจากการเลือกตั้งก็จริงแต่ละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชนตามอำเภอใจก็ไม่เรียกว่าประชาธิปไตย ตุรกีเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด ตุรกีเผชิญภาวะ dilemma ผู้นำมาจากการเลือกตั้งก็จริง แต่ข้อ 2 กับ 3 นั้นบกพร่อง ขณะเดียวกันคนที่จะมาล้มรัฐบาลเลือกตั้งก็เลวร้ายกว่า เพราะเป็นทหารจะมารัฐประหาร ตุรกีจีงเผชิญกับชนชั้นนำสองกลุ่มที่ทำร้ายประชาธิปไตยทั้งคู่ ถ้ามองภาพกว้างออกไป ปัญหานี้เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก หลังสิ้นสุดสงครามเย็นเป็นต้นมา ประชาธิปไตยแพร่หลายทั่วโลก และเป็นระบอบเดียวที่ถูกพิสูจน์ว่าบกพร่องน้อยที่สุด มีกลไกแก้ปัญหาของตัวเองได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าประชาธิปไตยจะไม่มีข้อบกพร่องเลย มันก็มีความเสื่อมถอยทางคุณภาพเยอะ ปัญหาคือ เมื่อมีปัญหาหรือเสื่อมถอย สังคมนั้นแก้ปัญหาอย่างไร อันนั้นเป็นตัวชี้วัดวุฒิภาวะของสังคมนั้นๆ  

    ในสังคมทั่วโลก ตั้งแต่หลังสิ้นสุดสงครามเย็นจนถึงปี 2012 มีการรัฐประหารโดยกองทัพทั่วโลก 17 ครั้ง ถ้ารวมถึงปี 2014 ก็ 18 ครั้ง เรียกว่าแถบไม่มีการรัฐประหารอีกแล้วโดยกองทัพ เพราะมันเกือบจะเป็นบทพิสูจน์และประสบการณ์ที่ทุกประเทศเรียนรู้ด้วยตัวเองแล้วว่า ประชาธิปไตยจะบกพร่องอย่างไรก็ตามรัฐประหารไม่ใช่ทางออก เพราะหากเราแคร์ว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งใช้อำนาจตามอำเภอใจ การรัฐประหารยิ่งซ้ำเติมปัญหานี้

    การถดถอยของประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องผิดแปลก เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ทำอย่างไรจะแก้ไขปัญหาประชาธิปไตยโดยไม่ทำลายประชาธิปไตยเสียเอง อยากพูดถึงปรากฏการณ์หนึ่งทั่วโลกว่า 18 ครั้งของการรัฐประหาร ไทยเราจองไปแล้ว 2 ครั้ง นอกจากไทยก็จะมี ฟิจิ กินีบิสเซา บูร์กินาฟาโซ ที่มีรัฐประหาร 2 ครั้งในห้วงเวลานี้ การรัฐประหารช่วงหลังสงครามเย็น เป็น promissory coup (การรัฐประหารเชิงสัญญา) เป็นการรัฐประหารที่กองทัพอ้างอิงและให้สัญญาว่าทำไปเพื่อฟื้นฟูประชาธิปไตย ซึ่งพบมากขึ้นหลังสิ้นสุดสงครามเย็น กองทัพมักสัญญาว่าจะคืนประชาธิปไตย ให้มีการเลือกตั้งเร็วที่สุด ตรงนี้เป็นเทรนด์ปกติ และมักบอกด้วยว่ามาชั่วคราวเท่านั้น การเข้ามาเป็นขั้นตอนจำเป็นในการปรับปรุงประชาธิปไตยให้ดีขึ้น ก่อนสิ้นสุดสงครามเย็นกองทัพทั้งหลายไม่เคยอ้างแบบนี้ แต่อ้างเรื่องความมั่นคง แต่หลังสงครามเย็นกองทัพทั่วโลกรู้ว่าวาทกรรมเดิมไม่เวิร์ค แต่เมื่อวิเคราะห์รัฐประหารเชิงสัญญา 11 กรณีซึ่งรวมไทยแล้ว การเลือกตั้งไม่ได้เกิดเร็วตามสัญญา และไม่พบว่าคุณภาพประชาธิปไตยหรือธรรมภิบาลได้รับการพัฒนาขึ้นแต่อย่างใดเมื่อเทียบกับก่อนรัฐประหาร มีตัวอย่างมากมายที่ชี้ให้เห็นว่า ทุกประเทศที่เกิดรัฐประหารเชิงสัญญากลับพบว่าระดับความเป็นประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ เศรษฐกิจ ถดถอยไปกว่าก่อนเกิดรัฐประหาร เป็นคำถามที่สำคัญมากว่า อยู่ดีๆ ไทยที่เคยก้าวหน้ามากทางเศรษฐกิจตกไปอยู่ในกลุ่มเดียวกับประเทศเหล่านั้นได้อย่างไร ถ้าเราไม่ตอบเรื่องนี้ เราหลอกตัวเองที่จะมาพูดเรื่องการสร้างธรรมาภิบาล การลดความเหลื่อมล้ำ การปฏิรูป

    (เมื่อปกป้อง จันวิทย์ ผู้ดำเนินรายการถามถึงทางออกจากปัญหาโดยให้มองอนาคตระยะยาว อะไรคือเนื้อหาสาระที่ต้องยึดไว้ให้มั่นในรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน)

    อันนี้คุยล่วงหน้าไปเลย 20 ปีใช่ไหม (หัวเราะ) ผมว่าอาจารย์ปกป้องถามข้ามขั้น เราพูดถึงสังคมที่เท่าเทียม แต่เงื่อนไขพื้นฐานมันต้องเป็นสังคมประชาธิปไตยที่มีคุณภาพก่อน ประชาธิปไตยอาจไม่เพียงพอแต่เป็นเงื่อนไขที่จำเป็น ฉะนั้น เราอาจต้องถามอีกคำถามหนึ่งว่า เราจะกลับไปสู่สังคมประชาธิปไตยได้อย่างไร ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่กว่าเรื่องรัฐธรรมนูญ ตราบใดที่ยังไม่สามารถออกจากระบอบรัฐประหาร จะมีรัฐธรรมนูญกี่ฉบับก็หน้าตาไม่ต่างกัน เพราะมันตอบโจทย์ชนชั้นนำที่ยึดอำนาจ โจทย์นี้มันใหญ่และผมมองโลกแง่ร้ายว่ามันไม่ง่ายในรอบนี้ การจะเอาทหารออกจากการเมืองไทยในรอบนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ครั้งสุดท้ายที่สังคมไทยมีฉันทามติว่าทหารไม่ควรยุ่งกาเรมืองคือปี 2535 แต่ฉันทามตินี้ไม่เหลือ เพราะสังคมแตกเป็นสองข้าง

    ขอพูดสั้นๆ ว่า ในการสร้างสังคมที่เท่าเทียม สังคมอื่นเขาทำอย่างไร แบบที่ไม่ต้องใช้วิธีเผด็จการ เขาทำ 4 อย่าง คือ 1.ปฏิรูประบบเศรษฐกิจให้มีการแข่งขันกันมากขึ้น ลดการผูกขาด  2.กระจายอำนาจการปกครองไปยังท้องถิ่น 3.ให้เสรีภาพกับสื่อและประชาชนเพื่อสร้างการตรวจสอบ 4.สร้างระบอบการเมืองที่มีการถ่วงดุลที่สมดุล

    เพื่อจะบรรลุ 4 ข้อนี้ จากประสบการณ์ของประเทศต่างๆ ต้องมีปัจจัยอย่างน้อย 3 อย่าง คือ 1.การเปลี่ยนวัฒนธรรมความคิด 2.สร้างพลังทางสังคมที่จะกดดัน 3. สร้างกติกาที่ดี ตอนนี้เราไม่มีเลยทั้งสามอย่าง วัฒนธรรมความคิด ถ้าเราไม่สามารถเปลี่ยนความคิดเรื่องคนไม่เท่ากันได้ มันจึงยากที่จะนำไปสู่พลังทางสังคมหรือกติกา สังคมไทยยังมองคนไม่เท่า แค่ว่าสิทธิเลือกตั้ง หนึ่งคนหนึ่งเสียง ศตวรรษที่ 21 เรายังเถียงเรื่องนี้อีกเรียกว่าย้อนไปยุคกลางเลย โดยส่วนตัวเห็นด้วยกับอาจารย์วรเจตน์ว่า ความเท่าเทียมคือผลผลิตของประชาธิปไตย เมื่อความเท่าเทียมบรรลุ ประชาธิปไตยก็จะมีคุณภาพมากขึ้น เพราะมันรวมทุกคนเข้ามาในสังคมและเขาก็จะรักและหวงแหนสังคม แต่สังคมไทย ยิ่งนานวันมีแต่กันคนออกไป ส่วนกติกานั้นเป็นขั้นท้ายสุด ในสภาพที่ชักเย่อกันอยู่นี้ และยังไม่มีชุดคุณค่าพื้นฐานร่วมกันเลยจะร่างกติกาที่ทุกคนยอมรับได้อย่างไร

    ร่างรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ข้อดีประการเดียวของมันคือมีความชัดเจนในแง่เป้าหมาย ในแง่การเปลี่ยนย้ายอำนาจกลับไปสู่รัฐราชการรวมศูนย์ และถ่ายโอนอำนาจกลับไปสู่ชนชั้นนำที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ให้เขามากำกับควบคุมสังคมไทยแล้วกำหนดทิศทางประเทศ มันจึงไม่ตอบโจทย์ประชาธิปไตยและการสร้างความเท่าเทียม มันไม่ได้แก้ปัญหาการผูกขาดอำนาจ ไม่แก้ปัญหาให้ชนชั้นนำมีความพร้อมรับผิดต่อประชาชน การตรวจสอบชนชั้นนำที่ไปอยู่ในองค์กรอิสระ ส.ว. ตุลาการ ไม่มีความชัดเจนในร่างรัฐธรรมนูญนี้

    คนกลัวนักการเมืองเข้ามาโกง เราต้องนิยามก่อนว่าใครคือนักการเมือง ผมว่าคือ คนที่เข้ามาใช้อำนาจในตำแหน่งสาธารณะ นักการเมืองอาจมีหลายเครื่องแบบ เราไม่ควรกลัวแค่นักเลือกตั้งมาโกง เราควรกลัวทหาร กลัวส.ว.แต่งตั้ง กลัวองค์กรอิสระ ที่จะมีอำนาจแล้วตรวจสอบอำนาจไม่ได้ มันน่ากลัวทั้งนั้นแหละ ทำไมไปกลัวแต่นักเลือกตั้ง แล้ว 80 กว่าปี ชนชั้นนำกลุ่มต่างๆ ก็ผลัดเข้ามาใช้ประโยน์จากรัฐราชการรวมศูนย์โดยไม่เคยถูกปฏิรูป

    เราเดินหลงทางมาไกลมาก สองปีที่ผ่านมานี้จนวันนี้ก็ยังหลงทางอยู่ หาทางกลับไม่เจอ ความหวังเดียวถ้าจะมี คือ ต้องมีฉันทามติใหม่ในสังคม ระหว่างพลังการเมืองต่างๆ เสื้อสีต่างๆ ไม่ต้องเห็นด้วยกันทั้งหมด แต่อย่างน้อยต้องเห็นร่วมกันว่าจะขัดแย้งกันต่อไปนี้เพื่อมุ่งไปสู่สังคมที่ดีตามที่ตนเชื่อ โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการอำนาจนิยม ตราบใดยังไม่มีฉันทามติตรงนี้เราจะวนอยู่อย่างนี้อีกหลายปี และอาจต้องจัดการเสวนาอย่างนี้จนอายุ 80 เพื่อพูดเรื่องเดิม ทุกคนมาฟังแล้วปรบมือ แล้วเดินออกไปข้างนอกห้องก็หดหู่เหมือนเดิม

    จริงๆ ถ้าเรารักกองทัพ เราต้องเอากองทัพออกจากการเมือง เพราะประสบการณ์ของทุกประเทศ ตั้งแต่สงครามเย็นเป็นต้นมา เราไม่ค่อยเห็นรัฐประหารโดยกองทัพอีก เพราะกองทัพที่มายุ่งทางการเมืองนานๆ จะอ่อนแอ กองทัพถูกดีไซน์มาปกป้องประเทศในภาวะรัฐสมัยใหม่ ไม่ได้ถูกดีไซน์มาผลิตนโยบายสาธารณะ พอทำผิดหน้าที่ก็รวนไปหมด ถ้ารักกองทัพเราต้องค่อยๆ พาท่านออกจากการเมือง ให้ทำงานที่ถนัด เป็นกองทัพอาชีพ ขณะเดียวกันพรรคการเมืองก็ต้องปฏิรูป ไม่เช่นนั้นก็จะทำให้คนผิดหวังและเป็นชนวนให้กองทัพมายึดอำนาจอีก


    อภิชาติ สถิตนิรมัย

    ความไม่มั่นคงของคนชั้นกลาง การนำเข้าไม่ครบ ทางออกสังคม ‘แก่ก่อนรวย’

    ตัวเลขความเหลื่อมล้ำในรอบ 60 ปีนับตั้งแต่ปี 2500 นั้นพุ่งสูงตามระดับการพัฒนาเศรษฐกิจไทย จุดสูงสุดอยู่ราวๆ ปี 2535 แล้วตกลงมาเรื่อย ซึ่งเป็นข่าวดี การรวบอำนาจมันคือการรวบความมั่งคั่ง เพราะอำนาจทางากรเมืองถูกนำไปจัดสรรทรัพยากรที่เข้าข้างคนบางกลุ่ม ไม่แปลกที่อาจารย์ประจักษ์จะพูดว่า ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยความเหลื่อมล้ำน้อย ดังนั้น เราจะพูดได้บ้างไหมว่าหลังพฤษภาทมิฬ เราเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น

    หากดูตัวเลขเฉพาะด้านรายได้ ประเทศไทยสูงติดอันดับต้นของโลก และอยู่อันดับสูงสุดในเอเชียและอาเซียน ถ้าเราแบ่งประชากรเป็น 5 กลุ่ม กลุ่ม 20% บนที่รวยที่สุด เงินออมพุ่งขึ้นอย่างเทียบไม่ได้เลยกับอีก 4 กลุ่มล่าง ส่วนกลุ่ม 20% ที่จนสุดนั้นติดลบแปลว่าติดหนี้ คนรวยส่วนใหญ่มีรายได้หลักที่ไม่ได้มาจากแรงงาน พวกซีอีโอมือทองมีเพียงนิดเดียว แต่ส่วนใหญ่รวยจาก Unearned Income หรือมาจากสินทรัพย์รูปแบบต่างๆ เป็นหลัก ซึ่งก็มีความเหลื่อมล้ำด้านสินทรัพย์อีก ดูแล้วคนไทยมีความต่างกันมากถึง 70 เท่า ระหว่างคน 20% บนสุดและล่างสุด แต่คนเยอรมันนั้นมีความต่างไม่ถึง 1 เท่า

    ในช่วงสิบกว่าปีมานี้ คนชั้นกลางล่างรายได้เพิ่มขึ้นเร็วกว่าคนชั้นกลางบน แปลว่าข้างล่างกำลังไล่กวด ช่องว่างห่างกันลดลง อันนี้แปลว่า เรามี ‘1% problem’ เหมือนอเมริกา เพราะคน 1% บนที่รวยที่สุดของสังคมไทย เติบโตใน 20 ปีเกือบ 300% แต่ คน 1% ที่จนที่สุดนั้นติดลบ

    งานสำรวจที่เคยทำ ‘ทบทวนภูมิทัศน์การเมืองไทย’ ได้สอบถามคนที่ความคิด ‘เหลือง’ หน่อย คนที่ฐานะทางสังคมเศรษฐกิจสูงหน่อย เขาตระหนักเรื่องความเหลื่อมล้ำมากกว่าคนเสื้อแดงด้วยซ้ำ แปลว่าคนชั้นกลางบนมองขึ้นไปข้างบนแล้วเปรียบเทียบ เขาพบว่าสังคมเหลื่อมล้ำมหาศาล ขณะเดียวกันข้างหลัง (ชนชั้นต่ำกว่า) ก็ไล่ตามเข้ามา ฐานะของคนชั้นกลางกำลังถูกบีบทั้งบนและล่าง สิ่งที่ตามจึงเป็น insecurity (ความไม่มั่นคง) ทางความรู้สึก ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจแปรเปลี่ยนเป็นความเหลื่อมล้ำด้านการเมืองได้

    หากเราเหลียวหลังกลับไปดู ระบบทุนนิยมไทยที่นำเข้าในยุคสฤษดิ์ มีข้อดีทำให้คนส่วนใหญ่หลุดพ้นความยากจนออกมา ประเทศเราเป็นประเทศรายได้ปานกลาง คนส่วนใหญ่พอมีพอกินแต่เปราะบางต่อความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ไม่มีเงินออม แต่อีกทางหนึ่งมันขยายความเหลื่อมล้ำขึ้น และมันนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมือง คงไม่ต้องพูดมากว่า Trust (ความไว้วางใจ) ทางสังคมถูกทำลายไปมาก ไม่ว่าคุณจะพูดประเด็นอะไรขึ้นมา ต้องมีการแปะป้าย แปะสี มันเป็นสังคม “ทอนกำลัง” ตามคำหมอประเวศ วะสี มันร่วมมือกันไม่ได้ คุณจะผลักดันวาระแห่งชาติอะไรขึ้นมาก็ยาก เป็นผลต่อเนื่องของความขัดแย้งทางการเมือง

    คนส่วนใหญ่ที่ไม่มีเงินออมพอก็ต้องการสถาบันทางสังคมที่รองรับความเปราะบางทางเศรษฐกิจนี้ เป็นเรื่องเดียวกับที่ป๋วยเขียนไว้ในจากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน สถาบันที่เป็น Social Safety Net สำหรับคนที่พ่ายแพ้จากระบบตลาด

    ในสังคมเราความเหลื่อมล้ำสูงเพราะมีสถาบัน Safety Net ของเรามีน้อยมาก อย่างระบบประกันสังคมเพิ่งมีการจัดตั้งครั้งแรกในสมัยรัฐบาลชาติชาย ชุณหะวัณ แต่มันยังไม่ครอบคลุม สถานการณ์ดีขึ้นหลังปี 2540 ก็เพราะนโยบาย 30 บาท เพราะคนส่วนใหญ่ของเรา 60% อยู่นอกระบบ ไม่มีประกันสังคมรองรับ ดังนั้น ถ้ามองดูสถานการณ์ปัจจุบันสถาบันเซฟตี้เน็ตที่เป็นความหวังของอาจารย์ป๋วยก็ยังบกพร่องอยู่มาก

    เรายังมีปัญหาที่ท้าทายอีกอย่างในปัจจุบัน คือ ไทยเป็นสังคมที่จะชรามากขึ้นเรื่อยๆ และอย่างรวดเร็ว ตอนนี้สัดส่วนคนทำงานเรามีสูงที่สุดแล้วและมีแต่จะลดลงเรื่อยๆ ประเทศจะเข้าสู่สังคมคนแก่โดยสมบูรณ์คือ 20% ของประชากรมีอายุมากกว่า 60 ปี ในช่วง 2560 เศษๆ เท่านั้น แปลว่าสถาบันเซฟตี้เน็ตจะยิ่งสำคัญมากๆ คนส่วนใหญ่ของสังคมไทยจะดูแลตัวเองได้ในวัยเกษียณหรือเปล่า สังคมเราจะเป็นสังคม ‘แก่ก่อนรวย’ เตรียมยากจนในวัยไม่มีแรงทำงาน นั่นแปลว่าคุณจะมีรายได้พอเพียงรองรับสังคมคนแก่ ต้องใช้สัดส่วนแรงงานน้อยลงแต่มีประสิทธิภาพประสิทธิผลสูงขึ้น ต้องยกระดับ Productivity (ผลิตภาพ) การผลิตของเราให้สูงขึ้น ผลิตภาพจะเพิ่มได้มันหนีไม่พ้นที่เราจะต้องร่วมไม้ร่วมมือกันในการยกระดับเพื่อให้พ้นกับดักรายได้ปานกลาง เช่น การยกระดับผลิตภาพแรงงาน แรงงานจะร่วมมือกับนายจ้างคุณไหม มันขึ้นกับความแฟร์ในการแบ่งปันผลประโยชน์ ซึ่งที่ผ่านมามีปัญหามาก สัดส่วนกำไรต่อจีดีพีของเราสูงขึ้น แต่รายได้แรงงานต่อจีดีพีกลับลดลง มันทำให้คนงานไม่มีแรงจูงใจจะปรับปรุงงานเพราะเขาถูกเอาเปรียบตลอดและแทบไม่ได้อะไรจากการร่วมมือปรับปรุงนั้น ฉะนั้น เรากำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนเรื่องความไม่เป็นธรรมในระดับสูง ทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมือง นำมาซึ่งการทำลายความไว้วางใจระหว่างชนชั้นในสังคม เมื่อมันหายไปก็จะเกิดการยกระดับผลิตภาพยาก จึงทำให้เกิดสังคมแก่ก่อนรวย ระบบประกันสังคมแบบที่ป๋วยคาดฝันก็จะไปไม่ถึง

    ปัญหาทั้งหมดที่พูดมา เพราะ 50-60 ปีที่แล้วนำเข้าระบบทุนนิยมสมัยใหม่ในสังคมไทย แต่นำเข้าไม่ครบชุด ขาดอีก 2 สถาบัน คือ ไม่นำเข้าสถาบัน Social Safety Net มาด้วย และไม่ได้นำเข้าสถาบันการจัดการความขัดแย้งในสังคม เพราะ สังคมอุตาหกรรมต่อรองผลประโยชน์อย่างซับซ้อน ต้องมีสถาบันที่คอยจัดการความขัดแย้ง เราล้มเหลวตลอดในการสร้าง ตัวอย่างง่ายๆ คือ ต้องมีศาลที่ยุติธรรม เรานำเข้าระบบศาลรัฐธรรมนูญมาในปี 2540 แต่มันถูกแปรเปลี่ยนให้เข้ากับเนื้อดินสังคมไทย แทนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะทำตามฟังก์ชั่นในการยุติความขัดแย้งในสังคม ผลงานที่ผ่านมาเป็นที่ประจักษ์ว่าก่อให้เกิดความขัดแย้งในสังคมหนักขึ้นอีก

    ผมมีข้อเรียกร้องว่า ต้องขยายพื้นที่สิทธิเสรีภาพให้มากที่สุดในทุกแง่มุมม เรานำเข้าระบบทุนนิยมสมัยใหม่มา แต่ขาดอีกสองสถาบัน เราจะสร้างมันอย่างไร เนื่องจากมันนำเข้าสถาบันไม่เหมือนการนำเข้าเครื่องจักร การนำเข้ากับสถาบันต้องปรับให้เข้ากับเนื้อดินของสังคมไทย มีเงื่อนไขอะไรที่จะทำให้การนำเข้าสถาบันแล้วมันเข้ากับสังคมไทยแล้วไปข้างหน้ากับระบอบประชาธิปไตยซึ่งมันไปกันได้กับระบบทุนนิยมด้วย เงื่อนไขนั้นคือ ความเป็นประชาธิปไตยในความหมายที่ว่าพื้นที่สิทธิเสรีภาพ ในวิธีคิดแบบเศรษฐศาสตร์หรือที่เรียกว่า Participatory Politics เป็นอภิแม่แบบการสร้างสถาบัน เพราะมันทำหน้าที่รวบรวมความคิดข้อมูลจากคนจำนวนมากแล้วดึงมาปรับแต่งให้สถาบันที่ทำหน้าที่สองอย่างที่กล่าวถึงนั้นเข้ากับเนื้อดินสังคมไทย ซึ่งจะส่งผลให้สร้างความเป็นธรรมและลดความขัดแย้ง

    อีกเรื่องหนึ่งที่อยากเสนอและอยู่ในตรรกะเดียวกันคือ ต้องกระจายอำนาจขนานใหญ่ลงสู่ท้องถิ่น ร่างรัฐธรรมนูญนี้ไม่มีคำตอบต่อเรื่องนี้ มันจะทำให้คนกว้างในท้องถิ่นส่งต่อข้อมูลความคิดได้ และมันทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองลดลงด้วย ส่วนกลางรวมศูนย์มีอำนาจตัดสินใจหมดก็เท่ากับผลประโยชน์จากการยึดรัฐส่วนกลางสูงมาก เราต้องทุบอำนาจนี้ให้แบะแล้วกระจายสู่ชนบททั่วประเทศ มันจะทำให้ผลได้จากการยึดอำนาจส่วนกลางน้อยลง จะทำให้คนไปแข่งกันที่ท้องถิ่นมากขึ้น ความขัดแย้งความรุนแรงที่ต้องการยึดรัฐส่วนกลางจะน้อยลง 

    สุดท้าย ระบบราชการต้องปฏิรูปขนาดใหญ่ ไทยแลนด์ 4.0 กำลังจะถูกนำโดยรัฐราชการ คุณคิดว่ามันรอดไหมในทางเศรษฐกิจ
     

    ยุกติ มุกดาวิจิตร

    รากคิด "คนเท่ากัน" และ 4 โจทย์ใหม่-ใหญ่ของสังคมที่รัฐธรรมนูญไม่ตอบ

    ของแบ่งการพูดเป็น 2 ส่วน ตับแรกเรียกว่า ‘ความเท่าเทียม’ ตับสองเรียก ‘ความเท่าเทียมๆ’ เพราะคำนี้น่าสนใจ ความเท่าเทียมนั้นตกลงมันจะเท่าจริงหรือเท่าเทียม (ไม่จริง)

    ถามว่าในแง่การศึกษาด้านสังคมวัฒนธรรมเขาพูดถึงอะไรกันในเรื่องนี้ เขาพูดมานานแล้วว่า การศึกษาเรื่องนี้วางอยู่บนหลักการสำคัญ คือ 1.หลักการของคนเท่ากัน 2.ไม่มีสังคมใดเหนือสังคมอื่น หลักการทั้งสองเหมือนจะขัดแย้งกัน แต่มันยอมรับทั้งการมีอยู่ของปัจเจกบุคคลและของสังคม และยึดมั่นว่าความแตกต่างของปัจเจกและความหลากหลายของสังคมนั้นไม่ได้บอกว่าใครเหนือกว่าใคร ดังนั้น มันต้องมองคนเท่ากันตั้งแต่แรก

    ในระดับพื้นฐาน ทำไมการศึกษาทางสังคมวัฒนธรรมต้องยึดหลักการ “คนเท่ากัน”  เมื่อต้องเผชิญหน้าของการแยกสิ่งมีชีวิต ในสาขามนุษยวิทยากายภาพ พบโจทย์สำคัญคือ คนกับลิง ก่อนหน้านี้ร้อยกว่าปีอาจไม่มีปัญหานี้ เพราะเชื่อกันแต่แรกว่าคนแตกต่างจากลิงโดยไม่มีข้อสงสัย แต่ข้อสงสัยนี้สำคัญขึ้นมาเมื่อถึงยุคสมัยที่คนเชื่อว่าพระเจ้าไม่ได้สร้างมนุษย์ และมนุษย์กับลิงมีบรรพบุรุษร่วมกัน แล้วจะแบ่งอย่างไร จะใช้เกณฑ์อะไร ลิงมีหลายเผ่าพันธุ์ มนุษย์ก็เช่นกัน เพียงแต่ว่ามนุษย์มีมากกว่าหนึ่งเผ่าพันธุ์นั้นคือสถานการณ์เมื่อสองล้านปีที่แล้ว ระหว่างมนุษย์ด้วยกันเองทางชีววิทยาจะมีสิ่งที่เรียกว่า จีนัสโฮโม ซึ่งมีหลายโฮโม หลายเผ่าพันธุ์ แต่ความแตกต่างของมนุษย์เหล่านี้หายไปเมื่อราวล้านปีที่แล้ว ถ้าใครที่เชื่อว่ามนุษย์ไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากัน แปลว่าเขาเป็นมนุษย์เมื่อสองล้านปีที่แล้ว ปัจจุบันนี้เหลือเผ่าพันธุ์เดียว คือ โฮโมซาเปี้ยน (ซาเปี้ยนแปลว่า wisdom) ดังนั้น ทางกายภาพพื้นฐานที่สุด ไม่ว่ากำเนิดที่ไหนอย่างไร โดยพื้นฐานแล้วมีพันธุ์เดียวกัน ทุกคนจึงมีศักยภาพในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ มีความคิดทัดเทียมกัน แต่ทำไมมนุษย์ถึงต่างกัน นี่คือความมหัศจรรย์ของมนุษย์ ในพื้นฐานที่เหมือนกัน มนุษย์มีทางเลือกเยอะมาก มีจำนวนภาษา 5,000-7,000 ภาษา

    หลักการสำคัญอีกข้อ คือ “ไม่มีสังคมใดเหนือสังคมอื่น” หลักการนี้วางบนแนวคิดสัมพัทนิยมทางวัฒนธรรม และไม่ยึดมั่นวัฒนธรรมของตัวเองเป็นหลัก อย่าเอาค่านิยมของคุณไปตัดสินสังคมอื่น เช่น เห็นคนไม่ใส่เสื้อผ้าก็อย่าทึกทักว่าเขาต่ำกว่าเรา ความคิดแบบนี้แง่หนึ่งถูกบิดเบือนได้เหมือนกัน ในสังคมประชาธิปไตยความคิดทั้ง 2 ข้อนี้ มันอาจดูขัดแย้งกัน เพราะในหลายสังคมวัฒนธรรมไม่เคารพความเท่าเทียมกันของบุคคล พอถูกชาวโลกท้วงติงก็เอาความเท่าเทียมกันของวัฒนธรรมมากลบเกลื่อนความไม่เท่าเทียมกันของคนในสังคม เช่น สังคมนิยมหมอบกราบจะบอกว่าอย่าเอาค่านิยมอื่นมาบอกว่านั่นเป็นสิ่งไม่พัฒนา อันนี้เป็นความคิดที่บิดเบือนหลักการ “ไม่มีสังคมใดเหนือสังคมอื่น” เพราะมันมีเพื่อเอาไว้ปกป้องคุ้มครองสังคมที่ถูกดูถูกดูแคลน แต่ในสังคมไทยนั้นบิดเบือนแนวคิดนี้เอามาปกป้องคนอยู่ในอำนาจของสังคม

    มีการพูดกันมากในรอบหลายปีว่า หลักสิทธิมนุษยชน แนวคิดประชาธิไตยเป็นแนวคิดตะวันตก เป็นวัฒนธรรมที่ไปรับมาทำไม จริงๆ แล้วถ้าใครศึกษาประวัติศาสตร์ของสองสิ่งนี้ซึ่งได้รับการสถาปนาและใช้เป็นแบบอย่างมาจากสหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศส จะพบข้อถกเถียงใหม่ในการศึกษาประวัติศาสตร์วัฒนธรรม พบว่า ในฝรั่งเศสซึ่งมีอาณานิคมมากมาย เฮติซึ่งเป็นหนึ่งในอาณานิคมของฝรั่งเศสพบว่าการลุกฮือของชาวเฮติที่เกิดขึ้นก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศส และการลุกฮือของเฮติเป็นแรงบันดาลใจให้ฝรั่งเศส นอกจากนี้ก่อนการประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา คนยุโรปที่อพยพไปพบกับคนพื้นเมืองอเมริกันอินเดียน แล้วพบภารดรภาพแบบประชาธิปไตย เคารพซึ่งกันและกัน และเป็นแรงบันดาลใจในการเขียนรัฐธรรมนูญของสหรัฐ ดังนั้น สองหลักนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นแนวคิดของตะวันตก

    แล้วสังคมไทยมีแนวคิดแบบนี้ไหม ถ้าจะบอกว่าสองอย่างนี้ไม่อยู่ในเนื้อดินสังคมไทย เรากำลังหมายถึงคนกลุ่มไหนที่ไม่ยอมรับสองหลักการนี้ อย่างน้อยที่สุดเรามีหลักฐานชัดเจนว่า แนวคิดสิทธิมนุษยชนประกาศไว้ในประกาศของคณะราษฎรฉบับหนึ่ง “...ต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาพกัน (ไม่ใช่ให้พวก...มีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรอย่างที่เป็นอยู่)” เราไม่ได้ถูกตะวันตกบังคับให้ยอมรับ แต่เพราะคนในประเทศเองเห็นว่าควรต้องเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เป็นวัฒนธรรมสมัยใหม่ที่เห็นคนเท่ากัน

    สำหรับตับที่สอง ความเท่าเทียมๆ

    หลังการแถลงของหัวหน้าพรรคการเมืองหนึ่งซึ่งไม่อยากจะเอ่ยื่อ ผมคิดว่าเริ่มมีอะไรน่าสนใจมากขึ้นของแนวโน้มการลงประชามติ ณ นาทีนี้โจทย์ที่ถามว่าจะโหวตแบบไหน มันอาจเลยไปถึงว่า ทำไมกระแสโหวตโนมันแรงขึ้นเรื่อยอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีการปิดกั้นสิทธิการแสดงออกมากมาย แล้วตกลงโจทย์ของสังคมไทยขณะนี้คืออะไร ตรงนี้เห็นว่าแนวคิดของนิธิ เอียวศรีวงศ์ ยังเป็นประโยชน์ นั่นคือแนวคิดเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย ร่างรัฐธรรมนูญฉบับลายลักษณ์อักษรในปัจจุบันนี้ไม่สะท้อนความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง หรือยังไม่ได้สะท้อนฉบับวัฒนธรรมที่เรามี ถามว่าแล้ววัฒธรรมคืออะไร สังคมไทยใหญ่มาก เราไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นเนื้อเดียวกัน เราต้องประเมินว่ารอบ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ความขัดแย้งที่เราอยู่ด้วยกันมีโจทย์อะไรใหม่ๆ บ้าง เราเถียงกันเรื่องอะไรอยู่ จึงอยากชวนย้อนกลับไปพูดถึงรัฐธรรมนูญ 2540 หลังเปลี่ยนมาเป็นรัฐธรรมนูญ 2550 ก็ยังอาศัยฐานของรัฐธรรมนูญ 2540 มากเหมือนกัน แล้วรัฐธรรมนูญ 2540 มันตอบโจทย์อะไร โจทย์ของรัฐธรรมนูญ 2540 ชัดเจน มี 3 ข้อ 1.การทำให้นักการเมืองและพรรคการเมืองมีอำนาจในการกำหนดนโยบายและบริหารประเทศได้อย่างแท้จริง 2.การกระจายอำนาจไปยังท้องถิ่น และยอมให้ท้องถิ่นเก็บภาษีบำรุงท้องที่ได้ 3.การเกิดขึ้นขององค์กรอิสระ ในขณะนั้นเราพูดเรื่องความโปร่งใสมากมายเพื่อตอบโจทย์ว่าเมื่อให้อำนาจนักการเมืองมากแล้วก็ต้องออกแบบสถาบันที่จะถ่วงดุล สามข้อนี้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยมากมาย

    ปัจจุบันนี้รัฐธรรมนูญ 2540 กลายเป็นผู้ร้าย และถูกฉีกสองครั้งสองคราเพราะผลของมันก่อให้เกิดความขัดแย้งใหม่ สร้างคนกลุ่มใหม่ขึ้นมาแล้วไปท้าทายอำนาจของคนกลุ่มเก่า ถ้าถามเลยไปอีกว่า แล้วในปัจจุบันนี้มีโจทย์อะไรที่ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับประชามติมีโอกาสไม่ได้รับความเห็นชอบ ถ้าต้องร่างใหม่มีโจทย์อะไรสำคัญ เห็นว่ามีดังนี้

    1.ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์กับประชาชน

    2.การถ่วงดุลระหว่างการปราบโกงกับการดำเนินนโยบายเพื่อสนองความต้องการของประชาชน

    3.การถ่วงดุลระหว่างสิทธิเสรีภาพประชาชนกับความมั่นคงของรัฐ

    4.ความยุติธรรมและการปรองดอง

    สำหรับเรื่องการปราบโกงกับการผลิตนโยบาย ร่างรัฐธรรมนูญปี 2559 กลไกที่งอกเงย คือ องค์กรอิสระ สาแหรกต่างๆ ที่สืบทอดมาจาก คสช. กลายป็นว่าร่างนี้เน้นกลไกควบคุมนักการเมืองและวางนโยบายอีก 20 ปี แต่มันกลับไม่พูดถึงว่าปัญหาใหม่ต่างๆ มากมาย ปัจจุบันโลกนี้เขาพูดอะไรกันบ้าง ทุกอย่างถูกมองข้ามไปหมด พูดแต่เรื่องปราบโกงอย่างเดียว โดยไม่มีความฝันใหม่ๆ

    สำหรับเรื่องสิทธิเสรีภาพกับความมั่นคง กรอบความสัมพันธ์ระหว่างพลเมืองกับรัฐควรอยู่ตรงไหน สิ่งหนึ่งที่ทำให้ร่างโดนวิจารณ์มากคือ หลักประกันเรื่องสิทธิเสรีภาพหายไปอย่างมาก และความมั่นคงมากำกับอย่างมาก

    สำหรับประเด็นสุดท้าย เราไม่ค่อยได้พูดถึงในการถกเถียงในการร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา จริงๆ มีศัพท์ที่เรียกว่า “ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน” แต่คำว่า ความยุติธรรม และคำว่า ระยะเปลี่ยนผ่าน ถูกใช้จนคลาดเคลื่อน ประเด็นคือเราเลี่ยงไม่ได้กับข้อเท็จจริงที่ว่าเราบอบช้ำกันมามาก เราผลัดกันเป็นเหยื่อและผลัดกันใช้ความรุนแรงต่อประชาชน ผลัดกันเป็นผู้ละเมิดประชาชนและเป็นประชาชนที่ถูกละเมิด ทำอย่างไรจะก้าวข้ามตรงนี้ สังคมไทยต้องกลับไปให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ให้มากขึ้นและบรรจุเข้าไปในรัฐธรรมนูญ ทำอย่างไรจะเยียวยาเหยื่อทางการเมืองไม่ว่าฝ่ายใด เหตุการณ์ใด จะให้ความยุติธรรมกับเขาได้อย่างไร

    ถ้าสี่ข้อนี้ไม่ถูกตอบ เราจะอยู่ในวังวนความขัดแย้งนี้อย่างไร
     

    วรเจตน์ ภาคีรัตน์

    ความสัมพันธ์ของความเท่าเทียม-ประชาธิปไตย-นิติรัฐ และการชักเย่อที่ยังไม่จบ

    เมื่อรับมาพูดในเวทีเรื่องความเท่าเทียมของชีวิตก็ค่อนข้างหนักใจ เพราะหากดูอาจารย์จากสาขาต่างๆ ที่มาร่วมจะเห็นว่า กฎหมายนั้นเป็นสิ่งที่อยู่ทีหลังสุด ทุกอย่างถูกคิดโดยนักคิดสาขาอื่นๆ มาก่อนแล้วจึงมาร่างกฎกติกา วิชานิติศาสตร์เองจึงค่อนข้างแปลกแยก เนื่องจากลักษณะของนิติศาสตร์เป็นศาสตร์ของการใช้กฎหมาย การตีความ และวิธีการซึ่งการได้มาซึ่งความรู้และการตีความต่างกับสายสังคมศาสตร์

    ต่อคำถามที่ได้รับว่า ความเท่าเทียมกันกับประชาธิปไตยนั้นสัมพันธ์เชื่อมโยงกันอย่างไร ในทางกฎหมายไม่ค่อยได้ใช้คำว่า “ความเท่าเทียม” แต่ใช้คำว่า “ความเสมอภาค” ซึ่งเป็นหลักการสำคัญในกฎหมายมหาชนสมัยใหม่ คำอธิบายก็คือ คนเราเกิดมาเป็นมนุษย์เหมือนกันแต่มีความแตกต่างกันอยู่ คนแต่ละคน unique ทั้งสิ้น ในสังคมบ้านเราเองก็ยังชอบอธิบายว่า คนเรานิ้วมือยังไม่เท่ากันเลย จะทำให้คนเท่าเทียมได้อย่างไร เราต้องยอมรับว่าหลักคิดเรื่องความเสมอภาค สืบสาวกลับไปได้ในอารยธรรมตะวันตก หรืออมุมมองตะวันตกอธิบายได้ชัดกว่ามุมมองตะวันออก เขามีไอเดียว่า มนุษย์เสมอหน้ากันต่อหน้าพระเจ้า แล้วพัฒนาเป็นหลัก มนุษย์เสมอภาคกันเบื้องหน้ากฎหมาย ไอเดียแบบนี้เป็นการจัดการปกครองโดยกฎหมาย กำหนดกฎเกณฑ์การให้ความยุติธรรมแก่บุคคล ถามว่านิติรัฐกับประชาธิปไตยสัมพันธ์กันอย่างไร ผมคิดว่า การใฝ่หาความเสมอภาคนั่นแหละเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดการเรียกร้องระบอบการปกครองประชาธิปไตย

    ย้อนกลับดูในอดีตที่ไอเดียประชาธิปไตยยังไม่เป็นแบบนี้หรือแพร่หลายแบบนี้ ในอดีตการปกครองต้องมีผู้นำ เราบอกว่าการปกครองแบบนั้นคล้ายกับเผด็จการก็ได้ แต่มันยังไม่เป็นระบบระเบียบ ยุคสมัยนั้นเมื่อปกครองไปถึงจุดจุดหนึ่งคนจะเรียกร้องความเสมอภาค มนุษย์เราในเบื้องต้นต้องหาความปลอดภัยให้ชีวิตตัวเองเป็นเบื้องแรก เมื่อปลอดภัยแล้วก็จะเริ่มมองคนอื่น เมื่อมองเห็นคนอื่นแล้วพบว่ามีความไม่เท่ากันจึงเกิดการเรียกร้อง ประชาธิปไตยจึงเป็นการต่อสู้เรียกร้องอยู่โดยตลอด   

    ถ้าเราบอกว่าประชาธิปไตยเป็นผลมาจากการเรียกร้องให้มีความเสมอภาค แล้วในระบอบประชาธิปไตย อะไรจะเป็นเครื่องประกันว่าเราจะเสมอภาคกันได้จริง ข้อจำกัดในการเกิดเป็นมนุษย์นั้น ไม่มีใครเกิดมาแล้วจะเหมือนกันได้เลย แต่ในทางกฎหมายเราไม่ได้มุ่งให้ทุกคนมีทุกอย่างเหมือนกันหรือเท่ากันเพราะมันอาจอันตรายกับเรื่องเสรีภาพเหมือนกัน ในทางกฎหมายมันจึงหมายถึงเรื่องโอกาส รัฐต้องสร้างเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้นให้คนมีโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากร การแข่งขันเท่าเทียมกัน ซึ่งมันก็ต้องมีกฎเกณฑ์ทางกฎหมาย ถ้ากฎหมายออกโดยใครก็ได้ตามใจคนนั้นมันก็จะย้อนกลับไปสู่ระบอบอันเดิมก่อนเป็นประชาธิปไตยซึ่งเอื้อต่อพวกพ้องของตัวเอง ระบอบประชาธิปไตยเปิดโอกาสให้คนมีส่วนร่วมในการปกครอง ด้านหนึ่งมีคุณค่าพื้นฐานให้คนเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย ดังนั้นกฎหมายก็ต้องออกโดยคนทั้งหลายที่มีสิทธิมีเสียงในการปกครอง สองสิ่งนี้จึงเป็นเงื่อนไขต่อกันและกัน ถ้ากฎหมายไม่ได้ออกโดยคนทั่วไปมันก็ยากที่จะต่อรองให้เกิดความเท่าเทียมสำหรับคนทั่วไปได้ ฉะนั้น ในรัฐที่เป็นประชาธิปไตยและนิติรัฐ ต้องมีหลักการ 2 อย่างนี้คู่ไป คือ 1.ประกันเสรีภาพบุคคล คือ ต้องมีแดนแห่งเสรีภาพของบุคคล จะก้าวล่วงไม่ได้ ต้องให้เขาได้แสดงศักยภาพเต็มที่ 2. คนๆ นั้นเรียกร้องรัฐให้ปฏิบัติต่อเขาให้เท่าเทียมกันกับบุคคลอื่น เป็นสิทธิให้คนเรียกร้องต่อรัฐให้ปฏิบัติอย่างเท่าเทียม

    ความคิดแบบนี้เป็นผลิตผลของการต่อสู้ทางประวัติศาสตร์ มีหมุดหมายสำคัญจาก 2 เหตุการณ์ คือ การประกาศอิสรภาพของสหรัอเมริกา และปฏิวัติฝรั่งเศส ไอเดียกฎหมายมหาชนสมัยใหม่ตั้งฐานจากสองเหตุการณ์นี้ กฎหมายมหาชนสมัยใหม่จึงผูกกับหลักประชาธิปไตยและนิติรัฐ จึงเป็นธรรมดาที่กฎหมายมหาชนสมัยใหม่จะไปไม่ได้กับรัฐเผด็จการ เพราะรัฐแบบนั้นไม่มีระบบตรวจสอบการใช้อำนาจขององค์กรของรัฐเลย

    สังคมก่อนประชาธิปไตยนั้นปฏิบัติกับคนไม่เสมอภาคกัน เอารัดเอาเปรียบกัน คนเกิดชนชั้นสูงได้เปรียบกว่าในการเข้าถึงทรัพยากร คนที่เหลือรับกับสภาวะแบบนี้ไม่ได้จึงเกิดการเรียกร้องประชาธิปไตย แต่เฉพาะประชาธิปไตยอย่างเดียวไม่พอ เพราะยุคแรกประชาธิปไตยเน้นเสรีภาพของบุคคลนั้นจริงอยู่ แต่นึกดูว่าคนเรามีเสรีภาพในการประกอบอาชีพ ไม่ช้านานก็เกิดการเอารัดเอาเปรียบ เกิดความเหลื่อมล้ำอีก ในแง่นี้ตัวกฎเกณฑ์ของรัฐที่จะสร้างความเท่าเทียมต้องเป็นประชาธิปไตยที่คำนึงถึงสวัสดิการสังคม

    จริงๆ เรามีปัญหาตั้งแต่ขั้นแรก ต้องถามว่าเราเป็นประชาธิปไตยและนิติรัฐไหม ผมคิดว่าเราอยู่ในระบอบชักเย่อกัน การหาจุดคุณค่าพื้นฐานร่วมกันยังไม่จบ หลายสิบปีที่ผ่านมา ปัญหารากฐานประชาธิปไตยยังไม่จบ ปัญหาที่เกิดขึ้นยังชักเย่อระหว่างแนวคิดประชาธิปไตยกับแนวคิดปฏิปักษ์ประชาธิปไตย ถ้าการต่อสู้จบเมื่อไร มีคุณค่าพื้นฐานร่วมกัน เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รัฐไม่เลือกปฏิบัติ เราจะเจอปัญหาสวัสดิการสังคมอีก การทำให้รัฐเราสู่จุดหมายแบบป๋วยนั้นย่อมต้องใช้เวลาอีกนานมาก เพราะปัญหาในทางโครงสร้างพื้นฐานทางการเมืองมันยังไม่เสร็จ ไม่จบ

    กลไกที่มีอยู่ในระบบกฎหมายที่เรารับมาจากตะวันตก เมื่อเข้ามาในระบบเราแล้ว กลไกแบบนั้นไม่ได้ serve คุณค่าแบบที่เราพูดถึง เพราะมันยังไม่ถูกฝังลงในทางกฎหมาย รัฐธรรมนูญเขียนตั้งแต่ฉบับสองว่า บุคคลย่อมเสมอกันในทางกฎหมาย รับต่อเนื่องมาตลอด แต่ในทางความเป็นจริง เวลาใช้กฎหมายในบ้านเราหลายกรณียังห่างจากหลักความเสมอภาคที่ควรจะเป็น

    อันหนึ่งที่สำคัญ เวลาเราพูดถึงความเสมอภาคเป็นส่วนหนึ่งของนิติรัฐ นิติรัฐคือรัฐที่ปกครองโดยกฎหมายที่ยุติธรรม บางทีนักกฎหมายก็พูดแค่ว่านิติรัฐคือ รัฐที่ปกครองโดยกฎหมาย วันนี้มีการอ้างกฎหมายเต็มไปหมด และคนที่อ้างก็เป็นคนออกกฎหมายเอง กฎหมายกลายเป็นอะไรบางอย่างที่กดทับคน แต่เรากลับไม่ได้พูดถึงเนื้อหาว่ากฎหมายต้องมีเนื้ออย่างไร นิติรัฐต้องปกครองโดยกฎหมายที่ยุติธรรม หรือมีองค์ประกอบความยุติธรรมอยู่ในนั้น ถ้าไม่มีก็เป็นกฎหมายดิบๆ เถื่อนๆ

    เผด็จการไม่มีทางที่จะส่งมอบความเท่าเทียมกันได้ เพราะธรรมชาติของตัวระบอบอำนาจรวมศูนย์กับผู้มีอำนาจ กฎเกณฑ์ที่ออกไม่ได้ผ่านการต่อรองกัน และขาดเรื่องความชอบธรรม ในแง่นี้ทุกคราวที่มีระบอบเผด็จการถึงต้องมีคนเรียกร้องประชาธิปไตยเพราะมันมีพื้นฐานที่ดีที่จะต่อรองกัน มันกำหนดกฎเกณฑ์มัดอำนาจของรัฐไว้กับหลักการความเสมอภาค และมีการตรวจสอบและควบคุมในระนาบที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่ไม่ยอมตรวจสอบองค์กรที่ครองนิยามของความดี ประชาธิปไตยนิติรัฐปฏิเสธไอเดียเลือกปฏิบัติเช่นนั้น เพราะมนุษย์ทุกคนเกิดมาโดยเสมอภาคและเสรี ทุกคนมีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน และตามมาด้วยหลักที่บุคคลย่อมเสมอภาคกันในกฎหมาย แต่รายละเอียดของมนุษย์เราอาจไม่เหมือนกัน รัฐจึงต้องจะสร้างกฎเกณฑ์ที่เอื้อให้คนแต่ละคนเสมอภาคกันทางโอกาส

    (ปกป้อง จันวิทย์ ผู้ดำเนินรายการถามถึงทางออกจากปัญหาว่าจะสร้างสังคมที่เท่าเทียมได้อย่างไร โดยขอให้มองอนาคตที่ไกลกว่าความขัดแย้งเฉพาะหน้า อะไรคือเนื้อหาสาระที่ต้องยึดถือไว้ให้มั่น อะไรคือหลักที่ควรมีในรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน)

    รัฐธรรมนูญประชาธิปไตยต้องมีสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ คือ ความชอบธรรมทางประชาธิปไตยที่กำเนิดมาจากเจ้าของอำนาจ คือ ประชาชน เวลาออกแบบรัฐธรรมนูญต้องเป็นห่วงโซ่หรือสายธารที่โยงจากประชาชนไปยังคนใช้อำนาจของรัฐโดยไม่ขาดตอนลง คำถามที่สำคัญคือ คนที่จะมาใช้อำนาจสาธารณะมีจุดยึดโยงกลับมาเจ้าของอำนาจอย่างไร แล้วเขาจะรับผิดชอบต่อประชาชนเอง ปกติสายโซ่ที่ชัดเจนคือ สภาผู้แทนราษฎร ส่วนองค์กรอื่นที่ห่างออกไปเราต้องปฏิเสธการตั้งองค์กรคนดี ถ้าตัดขาดจากประชาชนหรือไม่มีความพร้อมรับผิด ไม่ต้องรับผิดชอบต่อใครในการใช้อำนาจ ถ้าจะมีระบบถ่วงดุลอำนาจก็ต้องตั้งฐานจากประชาธิปไตย ไม่ใช่เอาจากฐานอื่นมาถ่วงดุล จะสู้กับองค์กรที่มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยด้วยองค์กรที่อ้างความชอบธรรมลักษณะอื่นไม่ได้ ยกตัวอย่าง เราจะทำรัฐธรรมนูญ เรามีหลักการแบ่งแยกอำนาจ ทุกองค์กรต้องเชื่อมโยงกลับมาที่เจ้าของอำนาจ ตุลาการก็ต้องเกาะเกี่ยวด้วย เป็นไปไม่ได้ที่ปล่อยให้ศาลหลุดออกไปแล้วจัดระบบกันเอง ที่พูดเช่นนี้ไม่ได้จะให้การเมืองครอบงำตุลาการ แต่ฝ่ายตุลาการนั้นการจัดโครงสร้างก็ต้องมีความพร้อมรับผิด เช่น คณะกรรมการตุลาการที่คัดสรรตุลาการ ต้องตอบได้ว่ามาจากองค์กรไหนและสืบสาวมากับประชาชนอย่างไรซึ่งก็ทำได้หลายรูปแบบ ถ้ามีความผิดเกิดขึ้นจะรับผิดชอบอย่างไร  หรือองค์กรอิสระก็จะหลุดจากการตรวจสอบไม่ได้ กองทัพเป็นหน่วยงานประจำ แต่ระบบตรวจสอบต้องมีผู้ตรวจการกองทัพ คนนั้นต้องรู้เรื่องในกองทัพแล้วรับผิดชอบต่อสภาหรือประชาชนโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง เราต้องสืบสาวทุกอย่างมาที่ประชาชนได้ อาจยกเว้นได้เช่นองค์กรที่ปรึกษา ระดับความชอบธรรมทางประชาธิปไตยอาจไม่จำเป็นต้องเข้มข้นเท่าองค์กรที่ใช้อำนาจ อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ 2475 เป็นต้นมา องค์กรตุลาการเป็นองค์กรที่ขาดสิ่งเหล่านี้มาก

    ในรัฐธรรมนูญที่กำลังทำกันอยู่ทำให้ปัญหาลักษณะแบบนี้หนักขึ้นไปอีก เพราะเขากลัวองค์กรจากากรเลือกตั้งครอบงำองค์กรแบบอื่น องค์กรจากการเลือกตั้งมันมีทั้งฝ่ายข้างมากและฝ่ายข้างน้อย ก็ให้เขาถ่วงกัน และมันจะมีคนทั้งสองส่วนจะอยู่ในหน่วยงานเหล่านั้นทำการเช็คบาลานซ์อำนาจกัน เราต้องบาลานซ์โดยอย่าปฏิเสธประชาธิปไตย ผมไม่ได้ปฏิเสธการตรวจสอบถ่วงดุล แต่มันขัดดกันไม่ได้กับหลักประชาธิปไตย

    (ผู้ดำเนินการถามว่า ช่วงหลังมีคนพูดว่ารัฐธรรมนูญนี้เป็นฉบับปราบโกง การโกงก็ทำลายความเท่าเทียม ทุกคนต่างยอมรับกับเรื่องนี้ แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ปราบโกงได้จริงไหม?)

    ผมจะตอบคำถามนั้นโดยการตั้งคำถาม ในร่างรัฐธรรมนูญที่จะออกเสียงประชามติ มาตราสุดท้าย มาตรา  279 ให้บรรดาประกาศคำสั่งและการกระทำของ คสช.หรือหัวหน้าคสช.ที่บังคับอยู่ก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญหรือจะบังคับใช้ต่อไป ไม่ว่าทางนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย คำถามคือ สมมติว่าร่างนี้ประกาศใช้จริง อีกหลายปีข้างหน้า มีคนสงสัยว่าการบริหารราชการแผ่นดินเมื่อปี 2557 เป็นต้นมาอาจมีการทุจริตเกิดขึ้น อาจโดย คสช.หรือคนปฏิบัติตามคำสั่ง คสช. เราจะตรวจสอบการทุจริตได้ไหม ในเมื่อมันมีการรับรองไว้แล้วว่าการกระทำต่างๆ เหล่านี้ ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย บทบัญญัติแบบนี้จะปิดการตรวจสอบโดยสิ้นเชิงใช่ไหม อย่างนี้เป็นรัฐธรรมนูญปราบโกงได้หรือไม่

    เมื่อพิจารณาดูสิ่งที่เขาเรียกว่าปราบโกง คือ การกำหนดคุณสมบัติเข้าสู่ตำแหน่งไว้ว่าใครต้องคำพิพากษาไม่สามารถดำรงตำแหน่งได้ แต่ถามว่ามีตัววิธีการการปราบโกงไหม ไม่มี อาศัยเพียงกำหนคุณสมบัติคนเข้าสู่อำนาจ เท่าที่ศึกษารัฐธรรมนูญทั่วโลกไม่มีการเขียนกฎหมายปราบการทุจริตคอร์รัปชันได้เลย การปราบทุจริตคอร์รัปชันต้องทำโดยกลไกอย่างอื่นด้วย กฎหมายเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ยังกลไกทางวัฒนธรรม กลไกทางสังคม การเปิดให้มีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็งมาตราฐานเดียวกัน มิพักต้องพูดถึงว่าภายใต้การต่อสู้ทางการเมืองหลายสิบปีนี้ มีเสียงพูดถึงเรื่องสองมาตรฐาน ผมพูดจริงๆ แม้แต่คำพิพากษาของศาลที่ตัดสินแล้วในหลายกรณีถกเถียงได้ จะเอาตรงนี้เป็นเกณฑ์เด็ดขาดเลยเป็นเรื่องลำบาก เกรงว่าสิ่งที่เชื่อว่าปราบโกงนี้จะกลายเป็นเพียงเครื่องมือทางการเมืองในการขจัดคนที่ไม่ชอบไม่ให้เข้ามาสู่ตำแหน่ง 

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    29 ก.ค.2559 สมชัย ศรีสุทธิยากร คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวถึงการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงในวันที่ 7 สิงหาคมที่จะถึงนี้ว่า ยอมรับว่า ประชาชนยังไม่มีความเข้าใจเนื้อหาสาระร่างรัฐธรรมนูญ แต่ในการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญปี 50 ก็เชื่อว่าประชาชนไม่ได้เข้าใจทั้งหมด แต่ผลการออกเสียงที่ออกมาเหมือนกับเอาสีไประบายตามพื้นที่ต่าง ๆ ดังนั้นจึงเห็นว่าไม่จำเป็นที่ประชาชนต้องเข้าใจเนื้อหาทั้งหมด แต่ควรรับทราบเนื้อหาสำคัญและชั่งน้ำหนักเองว่าสิ่งที่ตัวเองสนใจกับร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่ออกมาดีหรือไม่ ถ้าดีก็รับ ไม่ดีก็ไม่ต้องรับ ดีกว่าจะบอกว่าไม่ต้องสนใจอะไรแล้วบอกให้กาซ้ายหมด หรือกาขวาหมด เพราะการพูดเช่นนี้เป็นการทำร้ายประเทศชาติ เนื่องจากเป็นการตัดสินใจที่ไม่มีเหตุผลแต่ใช้พวกมากลากไปเป็นเรื่องที่อันตราย

    สมชัย กล่าวด้วยว่า ก่อนจะถึงวันออกเสียงประชามติในวันที่ 7 ส.ค. 2559 ยังมีเวลาที่จะให้ข้อมูลกับประชาชนเกี่ยวกับเนื้อหาสาระร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น โดย กกต. ตั้งเป้าหมายว่า จะมีผู้มาใช้สิทธิร้อยละ 80 ซึ่งความสำเร็จของกกต.ในการรณรงค์ออกเสียงประชามติต้องวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิมากกว่าในปี 50 ที่อยู่ที่ร้อยละ 57 แต่ถ้าต่ำกว่าร้อยละ 57 ก็ถือว่าการทำงานของ กกต.มีปัญหา 

     

    ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์และผู้จัดการออนไลน์

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai