Are you the publisher? Claim or contact us about this channel


Embed this content in your HTML

Search

Report adult content:

click to rate:

Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


    0 0

    ฉากเมืองไทยเมื่อการเมืองไม่รับใช้คนเลือกตั้ง ยุทธศาสตร์ชาติมุ่งย้อนเวลาในวันที่เศรษฐกิจ การเมือง สังคมไม่ใช่แบบเดิม รธน. การเลือกตั้งมุ่งสืบทอดอำนาจ แนะ ปลดล็อคเมื่อไหร่ประชาชนเคลื่อนไหวให้สุด ไม่หยุดที่การเลือกตั้ง กำหนดสัดส่วนเลือกตั้งแบบใหม่ถือว่าตั้งโจทย์ผิด ให้ประชาชนตัดสินเองว่านโยบายคุ้มค่าหรือไม่

    วิดีโอเสวนาหัวข้อ "โฉมหน้าอนาคตประเทศไทยหลังเลือกตั้ง" คาดคะแนโมเดล "นายกฯ คนนอก" รูปแบบต่างๆ โดยอภิชาต สถิตนิรามัย การเลือกตั้งแบบสืบทอดอำนาจโดย พล.ท.พงศกร รอดชมภู อดีตรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ

    จากซ้ายไปขวา: พงศกร ยาห้องกาศ พล.ท.พงศกร รอดชมภู รศ.อภิชาต สถิตนิรามัย

    เมื่อ 10 ธ.ค. มีการเสวนา "โฉมหน้าอนาคตประเทศไทยหลังเลือกตั้ง" มี รศ.อภิชาต สถิตนิรามัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ  พงศกร ยาห้องกาศ นิสิตปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย และ พล.ท.พงศกร รอดชมภู อดีตรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นผู้ร่วมเสวนา งานจัดขึ้นที่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

    โฉมหน้าอนาคตเมื่อการเมืองไม่รับใช้คนเลือกตั้ง ยุทธศาสตร์ชาติมุ่งย้อนเวลาในวันที่เศรษฐกิจ การเมือง สังคมไม่ใช่แบบเดิม

    อภิชาติกล่าวว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าที่เป็นแบบสัดส่วนผสมที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เขต กับ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ หรือปาร์ตีลิสต์ แต่จะมีบัตรเลือกตั้งใบเดียวแล้วใช้คะแนนที่ได้จาก ส.ส. เขต ไปคำนวณ ส.ส. ปาร์ตีลิสต์ในลักษณะแปรผกผัน ใต้ระบบบัตรเลือกตั้งนี้พรรคที่ได้ ส.ส. เขต เยอะก็จะได้สัดส่วนปาร์ตีลิสต์น้อย

    ระบบเลือกตั้งที่มีบัตรใบเดียวแบบนี้ มีอาจารย์ท่านหนึ่งเรียกมันว่าไม่สะท้อนเจตจำนงที่แท้จริงของประชาชน คือการเลือกตั้งกำมะลอ การเลือกตั้งทั่วไปเลือกสองอย่างคือ เลือกผู้ปกครองเรา คือรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี สอง หน้าที่สำคัญคือการเลือกนโยบายที่เราถูกใจ การเลือกตั้งระบบนี้มันกำมะลอเพราะว่าจะไม่ได้ทั้งสองอย่าง คือไม่ได้รัฐบาลและนโยบายที่เราต้องการ

    การเลือกตั้งใต้บัตรใบเดียวทำให้การเลือกตั้งแบบเดิมที่เลือกคนที่รักเลือกพรรคที่ชอบไม่ได้อีกต่อไป เราต้องเลือกอันใดอันหนึ่งระหว่าง ส.ส. เขต กับนโยบาย ระบบนี้บุคคลสำคัญกว่านโยบายของพรรค ในการเลือกตั้งครั้งหน้าการแข่งขันทางนโยบายที่ชนะการเลือกตั้งจะไม่เกิด นักการเมืองไม่มีแรงจูงใจที่จะชนะการเลือกตั้งด้วยนโยบายพรรค นโยบายสำคัญต่อการชนะเลือกตั้งน้อยลง จะเป็นการเน้นว่าเขตนี้ใครดีหรือไม่ดี การซื้อเสียงก็จะกลับมา ที่สำคัญระบบเลือกตั้งนี้ออกแบบโดยจงใจที่จะให้พรรคใหญ่ได้คะแนนเสียงลดลง ทำให้พรรคขนาดกลางและพรรคระดับภูมิภาคได้คะแนนเสียงมากขึ้น เพราะถ้าได้เขตเยอะก็จะได้ปาร์ตีลิสต์น้อย ประชาธิปัตย์และเพื่อไทยจะได้ ส.ส. โดยรวมน้อยลง จะไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากเกินร้อยละ 50 ของรัฐสภา พรรคขนาดกลางจึงมีอำนาจต่อรองมากในการจัดตั้งรัฐบาลผสม

    นอกจากนี้ยังมีการให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อนายกฯ สามคน เป็นวิธีการที่ให้คนที่ไม่เป็น ส.ส. เป็นนายกฯ หรือที่เรียกกันว่านายกฯ คนนอก เป็นประเด็นที่ชี้ให้เห็นชัดว่ามันกำมะลอ หนึ่ง เราเลือกตัวนายกฯ ไม่ได้ เลือกพรรครัฐบาลไม่ได้ เพราะขึ้นอยู่กับพรรคขนาดกลางที่จะต่อรอง สาม นโยบายจะไม่ได้เป็นตัวชี้ขาดการเลือกตั้ง คุณเลือกไปอาจไม่ได้นโยบายที่ต้องการเพราะตัวบุคคลสำคัญกว่า

    ประเด็นที่สำคัญที่ทำให้การเลือกตั้งไร้ค่าคือ ยุทธศาสตร์ชาติ เป็นระบบที่จะทำให้การเลือกตั้งไม่มีผลในการกำหนดนโยบาย ตอนนี้ก็มี พ.ร.บ. ยุทธศาสตร์ชาติแล้ว

    ในมาตรา 65 ของ พ.ร.บ. ยุทธศาสตร์ฯ ระบุว่าการเลือกตั้งและวิธีการทำนโยบายที่ผ่านมามันเหมือนบันไดลิง พรรคหนึ่งชนะก็ขึ้นไปกำหนด พรรคที่แพ้ก็ลงมา มันจึงไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่มียุทธศาสตร์ชาติว่าไทยควรไปทางไหน จึงสร้างแผนที่เป็นอำนาจบังคับ  เขาจะบังคับให้รัฐบาลมุ่งไปตามอุโมงค์แบบงูที่เดินทางในอุโมงค์

    รัฐธรรมนูญกำหนดให้รับฐาลที่มาจากการเลือกตั้งต้องแถลงนโยบายหลังจัดตั้งรัฐบาลเสร็จต่อรัฐสภา โดยบังคับว่านโยบายรัฐบาลชุดนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ หมายความว่านักการเมืองไม่สามารถมีนโยบายนอกกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ในการจัดทำ พ.ร.บ. รายจ่ายประจำปี รัฐบาลต้องแถลงว่างบประมาณสอดคล้องกับยุทธศาสตร์หรืือไม่อย่างไร เพื่อใช้เงินของรัฐบาลที่มาจากภาษีของเรา

    ให้สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) หรือสภาผู้แทนคอยตรวจสอบว่าหน่วยงานใดปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ชาติหรือไม่ และมีอำนาจลงโทษหน่วยงานนั้นได้ถ้าไม่ปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ชาติ และมาตรา 29 ที่ให้อำนาจ ส.ว. ชุดแรก ซึ่งทั้งหมดมาจากการแต่งตั้งโดย คสช. มีอำนาจในการพิจารณาว่าการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐว่าสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติหรือไม่ และถ้าการดำเนินงานไม่สอดคล้อง ไม่ว่าจะเป็นเพราะผลจากมติของคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือการปฏิบัติงานเอง ครม. โดยตรง ถ้าเป็นเช่นนั้นก็สามารถส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ และกรรการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณาได้

    องค์ประกอบยุทธศาสตร์ชาติมีทหารและข้าราชการ ตัวแทนจากสภาเกษตร สภาหอการค้า สภาธนาคาร สภาอุตสาหกรรม องค์ประกอบหลักยุทธศาสตร์ชาติถูกนำด้วยทุนใหญ่และข้าราชการที่นำโดยทหาร ผู้มีส่วนได้รับเลือกเป็นสมาชิกในคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ จะมี 3 คนที่มาจากการเลือกตั้ง ในกรณีที่นายกฯ ไม่ใช่คนนอก ถ้าเป็นคนนอกก็เหลือแค่ 2 คน แต่ตอนนี้แต่งตั้งมาแล้ว 28 จาก 34 คน ก็เหลือ 6 คน ที่รัฐบาลจากการเลือกตั้งจะแต่งตั้งเข้ามาได้ จำนวนคนที่จะมาจากการเลือกตั้ง และที่แต่งตั้งจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมากที่สุดที่จะมาจากการเลือกตั้งคือ 9 คน จากทั้งหมด 34 คน

    ยุทธศาสตร์ชาติในตัวมันเองถูกตีความได้สูงมาก จึงสามารถกลายเป็นลูกฟุตบอลทางการเมืองได้ตลอดเวลาว่านโยบายที่รัฐทำนั้นสอดคล้องหรือไม่สอดคล้องกับยุทศาสตร์ชาติ เราจะเห็นสิ่งที่เป็นไปได้ 2-3 แบบ หนึ่ง สมมติว่ารัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง นายกฯ ไม่ใช่คนนอก มีปาฏิหาริย์ให้นักการเมืองหลายพรรคจับมือกัน เลือกนายกฯ ที่มาจาก ส.ส. ได้ จากระบบเลือกตั้งนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดรัฐบาลผสมหลายพรรคที่อ่อนแอ เพราะว่าอำนาจต่อรองหลายพรรคหลากหลาย มันจะกลับไปเป็นภาพรัฐบาลบรรหาร ศิลปอาชา รัฐบาลเชาวลิต ยงใจยุทธเมื่อก่อนปี 2540 รัฐบาลชวน หลีกภัย หรือรัฐบาลหลังยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่มีพรรครัฐบาลผสม 5-7 พรรค รัฐบาลแตกง่าย ยุบสภาบ่อย ทะเลาะกันบ่อย ยังไม่รวมการถูกสอยจากคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ รัฐบาลที่เปราะบางจะผลักดันประเทศไปทางไหนได้หรือไม่ ในทางเศรษฐกิจการผลักดันโดยรัฐบาลผสมนั้นยากเพราะไทยกำลังเป็นสังคมสูงวัย และแรงงานลดจำนวนลง เหตุผลที่ทำให้รัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ทำให้รัฐบาลเข้มแข็งจะกลับมา แต่คิดว่าโอกาสเกิดฉากนี้ได้น้อย

    แบบที่สอง เกิดนายกฯ คนนอก คือเปรมโมเดลปี 2520-2521 เป็นต้นมา คือเป็นนายกที่ไม่ได้ลงเลือกตั้ง จัดตั้งพรรคทหารในแบบกว้าง คืออาจเป็นพรรคการเมืองที่สนับสนุนโดยทหาร คือรัฐบาลประกอบด้วยนายกฯ ที่มาจากข้าราชการที่นำโดยทหารและเทคโนแครต ปัจจุบันเทคโนแครตไทยปัจจุบันมีไหม ตายไปหมดตั้งแต่ปี 2540 แล้ว แต่จะแย่กว่ารัฐบาลเปรมเพราะมีองค์กรอิสระที่คอยตรวจสอบทั้งแนวดิ่งและแนวราบ ปัญหาคือจะทำให้องค์กรอิสระเหล่านี้ขัดขารัฐบาล หรือขัดขากันเอง ยกตัวอย่างที่ตอนนี้คุณสมชัย ศรีสุทธิยากร จาก กกต. ก็ซัดกับคุณมีชัย ฤชุพันธ์ทุกวัน ที่สำคัญ ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชากลับมาเป็นนายกฯ จริง เขาจะไม่มี ม. 44 แล้ว เขาจะสามารถขับเคลื่อนไทยไปข้างหน้าได้หรือเปล่า

    ไม่ว่าจะเป็นฉากไหนก็ตาม เศรษฐกิจไทยไม่มีทางที่จะโตอย่างรวดเร็วปีละร้อยละ 4-5 เหมือนในอดีต เราจะไม่เห็นภาพอย่างนั้นไปอีกอย่างน้อย 4-5 ปี เพราะตอนนี้ปัญหาเศรษฐกิจเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง คือการขาดความสามารถในการแข่งขัน ภาวะสังคมสูงวัยและระบบการศึกษาไม่ได้ผลิตทรัพยากรมนุษย์ที่เก่งพอ ถ้าปัญหาเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไข แรงกดดันต่อรัฐบาลก็มีมากขึ้น

    ฉากที่จะเกิดขึ้นไม่ว่าฉากหนึ่งหรือสองต่างก็ย้อนยุคทั้งนั้น กติกาที่จะไขนาฬิกากลับมันขัดกับเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนไปแล้ว ในเวลา 30-40 ปี ที่ผ่านมาให้กำเนิดตัวละครใหม่ คือชนชั้นกลางและชนชั้นกลางระดับล่าง ปีที่ผ่านมา แม้เศรษฐกิจโตขึ้นร้อยละ 3 แต่คนจนเพิ่มขึ้น 9 แสนคน ทำไมคนจนจะไม่เพิ่มได้ เพราะราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ แม้จะดีขึ้นแต่ก็น้อยลง ค่าแรง 300 บาทที่ขึ้นตั้งแต่ปี 2554 ตอนนี้ไม่ทันอัตราเงินเฟ้อแล้ว แล้วคนเหล่านี้ที่เขาเคยมีสิทธิ์มีเสียงทางการเมือง คนที่เคยชอบประชาธิปไตยแบบกินได้ในปี 2540 ที่เลือกนโยบายได้ คุณจะเรียกว่าประชานิยมก็ตามแต่ พวกเขาจะอยู่เฉยหรือเปล่า

    ชนชั้นกลางในเมืองอึดอัดหรือยังกับสภาพที่เป็นอยู่ งานสำรวจของผมพบว่าชนชั้นกลางระดับบนในกรุงเทพฯ ไม่รู้สึกมั่นคงกับชีวิตตนเอง ไม่คิดว่าอนาคตในระยะสั้นของพวกเขาและระยะยาวในรุ่นลูกหลานจะดีขึ้น หลังจากไม่มี ม.44 แล้ว ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลนายกคนในหรือนายกคนนอก ท่านคิดว่าพวกเขาจะอยู่เฉยทางการเมืองไหม ถ้าเขาไม่เฉย รัฐบาลก็จะมีแรงกดดัน ขนาดตอนนี้มี ม.44 ยังขาลงเลย ในอนาคตถ้าไม่มี ม.44 จะแก้ปัญหาขาลงแบบนี้อย่างไร ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 นั้นตามกฎหมายแล้วแก้ยาก แต่อย่างไรก็ขอให้ตั้งสติเพราะอนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน

    รัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งคือการสืบทอดอำนาจรัฐ-ทุนเก่า แนะ ปลดล็อคเมื่อไหร่ประชาชนเคลื่อนไหวให้สุด ไม่หยุดที่การเลือกตั้ง

    พล.ท.พงศกรระบุว่า เรื่องความมั่นคงจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงไม่ว่าในแบบสันติหรือไม่สันติ แต่ก็ต้องตั้งสติเพราะการเปลี่ยนแปลงทุกแบบมีการเตรียมการ มีการตั้งตัว

    ตอนนี้ประเทศไทยถือว่าถูกแช่แข็งแล้ว เพราะภาพใหญ่ในสังคมโลกมีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ทั้งเรื่องระบบสารสนเทศใหญ่เข้ามา ทำให้คนระดับล่างเกิดการตื่นตัวและรู้การเมือง เช่น คนต่างจังหวัดรู้ว่าเลือกอันนี้ก็จะได้อันนั้น คนในเมืองเลือกใครก็ไม่รู้ว่าจะได้อะไร เลือกส่งเดชไป ตอนนี้สังคมไทยในความเห็นผมนั้นชัดเจนเหมือนประเทศในยุโรปหรือสหรัฐฯ คือแบ่งเป็นขวา-ซ้าย ชัดเจน เดิมสมัยพล.อ.เปรมยังกั๊กได้ ให้พรรคการเมืองมาฮั้วกัน แต่พอผ่านการเรียนรู้ทางการเมืองมาทำให้รู้ดีขึ้น

    ทำไมต้องแช่แข็ง เพราะกลัวจะเกิดความไม่มั่นคงในระบบว่าใครจะกุมอำนาจในช่วงเปลี่ยนผ่าน ตอนนี้ก็เปลี่ยนผ่านแล้ว รัฐธรรมนูญตัวนี้เป็นการออกแบบการเปลี่ยนผ่านเอาไว้ล่วงหน้าเพื่อให้ครองอำนาจให้นานพอเพื่อรอกระบวนการที่เปลี่ยนผ่าน

    พงศกรระบุว่า อนาคตไทยหลังการเลือกตั้ง หากดูจากแผนที่เขาวางแล้วมันคือการสืบทอดอำนาจต่อไป ตอนนี้ฝ่ายขวาจัดมีทุนผูกขาดที่อิงกับข้างบน ที่ตอนนี้ข้างบนเขาตัดทิ้งแล้ว และพรรคการเมืองบางพรรคฝ่ายขวาจัดก็มีฝ่ายการเมืองเขาเองและพรรคทางใต้ พรรคกลางๆ หรือพรรคภูมิภาคต้องคุยกัน จับมือกันตั้งแต่ต้นเพื่อดูว่าจะมี ส.ส. เกิน 250 คนไหม ถ้าเกินแล้วโอกาสเกิดนายกฯ คนนอกก็ยาก การเอาคนนอกเข้ามานั้นขึ้นกับพรรคที่ไม่เอาขวาจัดว่ามีพันธมิตรพอไหม สมมติถ้าขวาจัดไม่ได้ คนในก็ต้องเป็นพรรคการเมืองที่ต้องสนับสนุนขวาจัดหรือขวาเบาหน่อยจะจับตัวกับทุนใหญ่ แต่ถ้าคนนอกมา ฝ่ายทหาร หรือพรรคประชาธิปัตย์มาก็ต้องมาเจอกรรมการยุทธศาสตร์ สิ่งที่ตามมาคือ การเมืองเป็นระบบราชการปกครอง เศรษฐกิจเป็นทุนผูกขาด ช่องว่างระหว่างรายได้มากขึ้น คนจนจนลงเพราะเกษตรกรหมด คนจับจ่ายใช้สอยไม่มี แม่ค้าก็หมดเพราะไม่มีคนซื้อ

    ประชาชนควรใช้โอกาสนี้เคลื่อนไหวแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะฉบับนี้ทุเรศจริง ต้องแก้ระบบยุติธรรมที่ไม่ได้แก้ไขมาตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ควรคิดว่าทำอย่างไรไม่ให้เกิดรัฐประหาร อาจจะแก้อะไรในกฎหมายที่ทำให้ทหารรัฐประหารไม่ได้ ภาคประชาชนต้องเป็นผู้ตรวจสอบการทุจริตของราชการ วันนี้เราบอกว่านักการเมืองทุจริต แต่กระบวนการคอร์รัปชันเกิดจากระบบราชการ ข้าราชการก็ต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินเช่นกัน

    กฎหมายในช่วง คสช. มีอะไรแปลกๆ เยอะ โดยเฉพาะการขูดรีดประชาชนผ่านภาษี กฎหมายที่มาจากรัฐประหารตั้งแต่ยุคต้นก็ต้องเอามาทบทวนใหม่ทั้งหมด เช่น เรื่องกระบะท้าย เรื่องภาษีรถเก่า 7 ปี ต้องเลิกไปหมด ฝ่ายขวาจัดที่อิงกับทุนใหญ่ต้องแก้กฎหมายผูกขาด เพื่อกระจายอำนาจและทุนให้คนทั่วไป

    พงศกรยังระบุว่า ควรทำให้สังคมเป็นสังคมอุดมปัญญา ไม่ใช้ความเชื่อ ส่งเสริมทางวิทยาศาสตร์มากๆ เตรียมตัวกับการเปลี่ยนแปลงที่จะมีการตีกลับจากการดึงอำนาจไปมา ประชาชนต้องขยับต่อ ผลักดันต่อไม่ใช่แค่เลือกตั้งแล้วก็จบ ประชาชนต้องออกตัวตั้งแต่มีการปลดล็อคการเมืองเพื่อให้ตัวแสดงอื่นขยับตาม

    กำหนดสัดส่วนเลือกตั้งแบบใหม่ถือว่าตั้งโจทย์ผิด แจงวงเงินทำนโยบายก่อนเลือกตั้งเป็นการบีบให้นักการเมืองขาดนวัตกรรม คุ้มเงินหรือไม่ให้คนเลือกตั้งตัดสิน

    พงศกรระบุว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะเกิดขึ้นในระบบเลือกตั้งคือมันกำลังจะบั่นทอนและดึงอำนาจจากมือประชาชนออกไป หลัง 2540 ใช้ระบบเลือกตั้งผสมมาตลอด คือพยายามสร้าง ระบบเขต พยายามสร้าง ส.ส. ที่ใกล้ชิดกับประชาชนในเขต ระบบสัดส่วนเป็นพื้นที่ให้คนที่เก่งทางเทคนิคแต่ไม่เก่งการเลือกตั้งก็มีพื้นที่

    การเลือกตั้งที่จะถึงนี้ไม่สะท้อนเจตนารมย์ประชาชน สมมติว่าถ้าประชาชนอยากเลือก ส.ส. คนหนึ่งที่เราเห็นว่าดูแลเราดี แต่ในระดับชาติเราไม่ชอบนโยบายพรรคที่เราสังกัดเราก็เลือกไม่ได้ หรือถ้าอยากให้พรรคหนึ่งเป็นรัฐบาล แต่ ส.ส. พรรคนั้นในพื้นที่เขาแย่มาก ก็เลือกแยกไม่ได้

    การเลือกตั้งแบบนี้จะเป็นการบั่นทอนสถาบันพรรคการเมือง ในเมื่อเรานำระบบบัญชีรายชื่อผูกไว้กับเขตเลือกตั้ง พรรคจะเน้นตัวบุคคล สิ่งที่เกิดคือมีการกว้านซื้อสมาชิกพรรคที่มีฐานเสียงเยอะ เพราะพรรคต้องการฐานคะแนนเสียง และถ้าใครได้อ่านคำถาม 6 คำถามของนายกฯ ที่ถามว่าอยากมีพรรคการเมืองใหม่หรือไม่  ถ้าพรรคการเมืองต้องการจะได้ระบบบัญชีรายชื่อก็จะต้องส่ง สส. ระดับเขต แล้วพรรคขนาดเล็กจะเอา สส. เขตจากไหนไปแข่งกับพรรคใหญ่

    การออกแบบระบบเลือกตั้งไม่มีระบบไหนที่ดีที่สุดที่ใช้ได้กับทุกประเทศ แต่สิ่งที่สำคัญคือต้องสะท้อนเจตนารมย์ประชาชนให้มากที่สุด ถ้าไปตั้งสมมติฐานว่าการเลือกตั้งดีที่สุดคือการทำให้ได้สัดส่วนตัวแทนที่ดีสุดก็เป็นการตั้งประเด็นที่ผิดไป

    พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) พรรคการเมืองที่ระบุว่า การจัดตั้งพรรคต้องมีทุนประเดิม 1 ล้านบาทค่อนข้างเป็นอุปสรรคกับพรรคใหม่ และการที่จะต้องมีสมาชิกพรรค 5 พันคนในเวลาหนึ่งปีและเพิ่มเป็น 1 หมื่นคนภายในสี่ปี ถ้าดูจากพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นพรรคที่เก่าแก่ที่สุดก็มีสมาชิกแค่ 3 ล้านคนเท่านั้น เรายังมีอีกหลายพรรคที่มีสมาชิกพรรคน้อยมาก เราอยากได้พรรคการเมืองทางเลือกแต่ว่าระบบที่วางไว้กลับเป็นอุปสรรคเสียเอง นอกจากนี้ การที่พรรคการเมืองต้องบอกวงเงินที่จะใช้ในการทำนโยบายและวัดความคุ้มค่าไม่ค่อยสมเหตุสมผลเพราะคนที่ตัดสินความคุ้มค่าคือประชาชนเมื่อนโยบายนั้นๆ ดำเนินไป ถ้ามีคนอ้างว่าทุจริต มันก็จะต้องมีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็งมากกว่าจะไปจำกัดกรอบให้นักการเมืองคิดอะไรใหม่ๆ ไม่ได้ เพราะที่ผ่านเราก็แทบจะหานักการเมืองที่มีนโยบายที่มีทางเลือกใหม่ พรรคการเมืองยังพัฒนาไปไม่ถึงความคาดหวังทางนโยบายของประชาชน

    ประเด็นการเงิน ปี 2540 ไม่ได้กำหนดเงินบริจาคพรรคการเมือง พรรคเลยผูกขาดโดยกลุ่มทุน มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าพรรคใหญ่พรรคนั้นเป็นของนายทุน แต่จริงๆ แล้วก่อนปี 2540 พรรคการเมืองหลายพรรคได้รับเงินบริจาคเกิน 10 ล้านบาทจากบุคคลคนเดียว ตอนนี้มีการกำหนดเพดานไม่ให้บริจาคเกิน 10 ล้านบาท แต่ธุรกิจใหญ่ก็สามารถใช้บริษัทย่อยของตัวเองแบ่งกันบริจาคให้พรรคการเมืองเหมือนกัน

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    บทบรรณาธิการสื่ออังกฤษวิจารณ์การที่ 'โดนัลด์ ทรัมป์' ประกาศให้ 'เยรูซาเลม' เป็นเมืองหลวงอิสราเอลว่าเป็นการทำลายความเชื่อถือที่เขาพยายามสร้างไว้กับพันธมิตร ขณะที่สันนิบาตอาหรับและนักวิชาการด้านยิวศึกษาต่างก็วิจารณ์ว่าทรัมป์ทำตัวสุมเชื้อไฟความขัดแย้งให้บานปลาย อีกทั้งยังขัดต่อหลักการนานาชาติว่าด้วยการจัดการความขัดแย้ง 'อิสราเอล-ปาเลสไตน์'

     
     
    11 ธ.ค. 2560 การตัดสินใจประกาศยอมรับเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอลของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งผลให้เกิดแรงโต้ตอบจากนานาชาติและการประท้วงบนท้องถนนที่ประชาชนถูกปราบอย่างรุนแรง เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. ที่ผ่านมากลุ่มสันนิบาตอาหรับ (Arab League) ได้เรียกร้องให้ทางการสหรัฐฯ ยกเลิกการประกาศดังกล่าว โดยบอกว่ามันเป็นการประกาศที่ "ละเมิดกฎหมายนานาชาติขั้นรุนแรง" และไม่มีผลใด ๆ ตามกฎหมายถือเป็น "โมฆะ"
     
    กลุ่มสันนิบาตอาหรับซึ่งเป็นกลุ่มองค์กรภูมิภาคอาหรับ 22 ประเทศ พวกเขาแถลงในการประชุมที่อียิปต์โดยมีองค์ประชุมครบ 22 ประเทศว่าการประกาศยอมรับเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงโดยสหรัฐฯ จะทำให้ความขัดแย้งในภูมิภาคเลวร้ายลงกว่าเดิม ความโกรธแค้นไม่พอใจอาจจะนำไปสู่ความรุนแรงและความโกลาหลที่เพิ่มขึ้นได้
     
    เดอะการ์เดียนระบุว่าการที่กลุ่มชาติอาหรับประณามทรัมป์ในเรื่องนี้ทำให้เห็นภาพขัดกับตอนช่วงเดือน ม.ค. ที่กลุ่มประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ในอาหรับพากันชื่นชมทรัมป์ในช่วงเข้ารับตำแหน่งใหม่ ๆ
     
    เยบราน แบสซัล รัฐมนตรีต่างประเทศของเลบานอนเสนอในที่ประชุมสันนิบาตอาหรับว่าควรจะให้มีมาตรต่าง ๆ ต่อสหรัฐฯ เริ่มจากมาตรการทางการทูต ตามด้วยมาตรการทางการเมือง มาตรการทางเศรษฐกิจ และการคว่ำบาตร ตามลำดับ โดยที่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มมาตรการเหล่านี้ี้
     
    เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. ที่ผ่านมา นักวิชาการยิวศึกษา 120 รายทั่วสหรัฐฯ ประท้วงและวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของทรัมป์ว่าเป็นการสุมเชื้อไฟความรุนแรงและทำให้สถานการณ์ที่แย่อยู่แล้วแย่ลงไปอีก รวมถึงเรียกร้องให้ทรัมปหาวิธีลดระดับความตึงเครียดและประกาศให้ชาวปาเลสไตน์ทราบว่าพวกเขามีส่วนร่วมกับอนาคตของเยรูซาเลม
     
    นักวิชาการยิวศึกษาระบุว่าชาวปาเลสไตน์ในเยรูซาเลมต้องทนกับความไม่เท่าเทียมกับระดับโครงสร้างระบบ ไม่ว่าจะเป็นความไม่เท่าเทียมในการจัดสรรงบประมาณของเมือง บริการเทศบาล ถูกปฏิเสธการอนุญาตก่อสร้างอาคารซึ่งอาคารต่าง ๆ รองรับแต่เฉพาะกับชาวยิวเท่านั้น รวมถึงถูกทำลายบ้านเรือนและถูกยึดครองทรัพย์สินที่ดินโดยชาวยิวจากการอ้างเรื่องกฎหมาย
     
    คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติก็ประณามการกระทำของทรัมป์และมีการจัดประชุมด่วนในเรื่องนี้เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. ที่ผ่านมา นิคโคเลย์ มลาเดนอฟ ผู้ประสานงานพิเศษของยูเอ็นเพื่อกระบวนการสันติภาพในตะวันออกกลางกล่าวว่าคำประกาศของทรัมป์ขัดต่อหลักแนวทางของประชาคมโลกในเรื่องการเจรจาสันติภาพปาเลสไตน์-อิสราเอล
     
    บทบรรณาธิการของสื่อเดอะการ์เดียน-ดิออบเซอร์เวอร์ ระบุว่าคำประกาศของทรัมป์เป็นการทรยศต่อประธานาธิบดีฟาเลสไตน์ มาห์มูด อับบาส ที่ฝ่ายการทูตสหรัฐฯ พยายามทำให้เขารู้สึกอยู่ข้าง ๆ ในกระบวนการสันติภาพที่กำลังร่อแร่ อีกทั้งยังมีนักวิเคราะห์และทูตมองว่าการประกาศเมืองหลวงของอิสราเอลล่าสุดเป็นการที่สหรัฐฯ ขัดกับหลักการของตนเองในแง่ที่พวกเขาเคยร่วมสนับสนุนกระบวนการสันติภาพตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศรวมถึงมติของยูเอ็นที่ยืนยันว่าสถานภาพของเยรูซาเลมควรจะต้องตกลงกันผ่ายการเจรจาหารือเท่านั้น
     
    บทบรรณาธิการของดิออบเซอร์เวอร์ ประเมินว่าการกระทำของทรัมป์ถือเป็นการทำลายความพยายามของตนเองเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาในการที่จะสร้างอิทธิพลกับประเทศอย่างอิสราเอล และซาอุดิอาระเบีย เพื่อหวังควบคุมการแผ่ขยายอำนาจของอิหร่าน นอกจากนี้แม้แต่ประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ อย่างจอร์แดน หรืออียิปต์เองก็ยังต้องหันมาเล่นบทรับ รวมถึงผู้นำอิสราเอลเองด้วย
     
    ดิออบเซิร์ฟเวอร์วิจารณ์ว่าสิ่งที่ทรัมป์ทำไปเป็นการดำเนินนโยบายการต่างประเทศแบบฝ่ายเดียวและไม่สร้างสรรค์ เพราะนโยบายการต่างประเทศควรมีลักษณะความร่วมมือจากฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งนี่อาจจะเป็นการสะท้อนให้เห็นลักษณะของทรัมป์ที่ขาดความอดทน ไม่ซื่อสัตย์ ขาดความรู้ความเข้าใจ และขี้โอ่ 
     
    "หนึ่งในหลักการเบื้องต้นของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคือการทูตที่ได้ผลจริงควรจะต้องปฏิบัติโดยมีวัตถุประสงค์ด้านนโยบายต่างประเทศอย่างชัดเจนอยู่เสมอ นั่นทำให้คำประกาศที่เต็มไปด้วยการแสดงออกล้นเกินและความอวดเบ่งของโดนัลด์ ทรัมป์ ในเรื่องการยอมรับเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอลและแผนการที่จะย้ายสถานทูตสหรัฐฯ จากเมืองเทลอะวีฟนั้น ไม่เพียงแค่อันตราย แต่ยังน่าแปลกใจอีกด้วย" ดิออบเซอร์เวอร์ระบุในบทบรรณาธิการ
     
    ไม่เพียงแค่ในกรณีของตะวันออกกลางเท่านั้น ดิออบเซอร์เวอร์วิจารณ์ทรัมป์ในกรณีอื่น ๆ เช่น เอเชีย ที่ทรัมป์แสดงออกให้เห็นว่าตลอดช่วง 11 เดือน ที่เขาอยู่ในตำแหน่งเขาทำให้โลกนี้เข้าใกล้ความขัดแย้งมากขึ้นเรือย ๆ ทิ้งซากความเสียหายด้านการต่างประเทศไว้เป็นทาง ไม่ว่าจะเป็นสนธิสัญญาโลกร้อนปารีสไปจนถึงข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน ในบทบรรณาธิการยังเรียกร้องให้ฝ่ายการต่างประเทศของสหราชอาณาจักรรวมถึงสหภาพยุโรปสร้างวิสัยทัศน์ทางเลือกขึ้นและทำให้มาตรฐานของฉันทามติการต่างประเทศกลับคืนมา อย่าให้การกระทำของทรัมป์ถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติ
     
    เรียบเรียงจาก
     
    Trump Jerusalem move 'a dangerous violation' of international law, says Arab League, The Guardian, 10-12-2017
     
    The Observer view on Trump and Jerusalem, The Guardian, 10-12-2017
     
    120 Jewish Studies Scholars Condemn Trump's Jerusalem Declaration, Common Dreams, 08-12-2017
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    ระบุ ทรัมป์ให้เยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงอิสราเอล และการที่ชาวอิสราเอลตั้งถิ่นฐานในเยรูซาเล็มละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศ อิสราเอลแค่ก่อตั้งประเทศในดินแดนคนอื่นก็ถือว่ารุนแรงพอแล้ว เรียกร้องให้อิสราเอลยุติการละเมิดชีวิต ทรัพย์สิน สิทธิมนุษยชนชาวปาเลสไตน์

    ภาพทางอากาศบริเวณทิศใต้ของเทมเปิลเมาท์ โดมสีทองตรงกลางคือ Dome Of Rock ส่วนโดมเล็กสีดำด้านหน้าคือมัสยิด อัล-อัคซา ตั้งอยู่ที่บริเวณตะวันออกของเยรูซาเล็ม (ที่มา: วิกิพีเดีย)

    เมื่อ 10 ธ.ค. 2560  เครือข่ายองค์กรมุสลิมในประเทศไทย ออกแุถลงการณ์คัดค้านและประณามการประกาศเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงของอิสราเอลโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา โดยระบุว่าเยรูซาเล็มเป็นเมืองนานาชาติที่ศาสนิกทั้งจากศาสนายูดาย อิสลามและคริสต์มีสิทธิ์ร่วมกัน ทั้งยังเรียกร้องให้อิสราเอลยุติการกระทำที่เป็นการละเมิดต่อชีวิต ทรัพย์สิน สิทธิมนุษยชนและคุณค่าความเป็นมนุษย์ของชาวปาเลสไตน์ ซึ่งดำเนินมาเป็นเวลากว่า 70 ปีแล้ว

    ทั่วโลกประณาม-ชาวปาเลสไตน์ประท้วง หลัง 'ทรัมป์' ประกาศเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงอิสราเอล

    อิสราเอล-ปาเลสไตน์ 101: เปิดปูมดราม่า เหตุผลที่โลกขยับเพราะประเทศเล็กๆ

    เยอรมนียกเลิกถ่ายทอดสดคอนเสิร์ต 'โรเจอร์ วอเตอร์ส' จากกรณีที่เขาบอยคอตต์อิสราเอล

    แถลงการณ์คัดค้าน

    และประณามการประกาศเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล

    คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติมีมติเลขที่ 2334 วันที่ 23 ธันวาคม 2559 เกี่ยวกับความกังวลเรื่องการก่อสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับชาวอิสราเอลในดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครองตั้งแต่ ค.ศ. 1967 ซึ่งรวมถึงด้านตะวันออกของเยรูซาเล็มด้วย มติดังกล่าวผ่านการเห็นชอบของสมาชิกสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ด้วยคะแนนเอกฉันท์ (14-0) โดยสหรัฐอเมริกา หนึ่งในสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติงดออกเสียง มติดังกล่าวมีรายละเอียดคือการดำเนินการก่อสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับชาวอิสราเอล เป็นการละเมิดต่อกฎหมายระหว่างประเทศที่ปรากฏชัด และไม่มีความชอบธรรมทางกฎหมาย จึงมีความต้องการให้อิสราเอลยุติการกระทำดังกล่าว และปฏิบัติตามหน้าที่ในฐานะเป็นอำนาจที่เข้ายึดครอง ภายใต้การประชุมเจนีวาครั้งที่สี่

    ตามมตินี้จะเห็นได้ว่า แม้แต่การก่อสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับชาวอิสราเอลในเขตเยรูซาเล็มก็เป็นการละเมิดข้อตกลงและกฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้น การที่อิสราเอลประกาศให้เยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงของตนเอง โดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้สนับสนุน จึงไม่เพียงเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศเท่านั้น แต่เป็นการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ โดยที่แต่เดิมนั้นการยึดครองดินแดนปาเลสไตน์เพื่อการก่อตั้งประเทศอิสราเอลเมื่อ ค.ศ. 1948 โดยการดำเนินการของรัฐบาลอังกฤษในขณะนั้น ตามคำประกาศของลอร์ดบัลโฟร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษเมื่อ ค.ศ. 1917 ซึ่งถือเป็นอาชญากรรมที่ร้ายแรงต่อมนุษยชาติอยู่แล้ว ที่ประเทศหนึ่งทำหนังสือประกาศยกดินแดนของอีกประเทศหนึ่ง ให้กับชนชาติอื่นที่ไม่ใช่เจ้าของประเทศ โดยที่ประเทศที่ประกาศยกดินแดนให้และประเทศผู้รับดินแดน ต่างไม่มีสิทธิ์ในดินแดนที่จะมีการยกให้ และเจ้าของประเทศไม่เคยรับรู้หรือมีโอกาสคัดค้านเรื่องดังกล่าว

    เครือข่ายองค์กรมุสลิมในประเทศไทย จึงขอคัดค้านและประณามการที่อิสราเอลจะประกาศให้เยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล โดยการสนับสนุนอย่างเต็มที่ของสหรัฐอเมริกา เนื่องจากเยรูซาเล็มเป็นเมืองของนานาชาติ ซึ่งศาสนิกของทั้งสามศาสนาคือคริสต์ อิสลามและยูดาย มีสิทธิ์ร่วมกันโดยบริบูรณ์ เป็นสิ่งที่นานาชาติให้การยอมรับ และสหประชาชาติก็มีมติเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นจำนวนมากและตลอดมา

    เครือข่ายองค์กรมุสลิมในประเทศไทย ยังขอเรียกร้องให้อิสราเอลยุติการกระทำใดๆ ที่เป็นการละเมิดต่อชีวิต ทรัพย์สิน สิทธิมนุษยชนและคุณค่าความเป็นมนุษย์ของชาวปาเลสไตน์ ซึ่งดำเนินมาเป็นเวลากว่า 70 ปีแล้วด้วย โดยปฏิบัติตามมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติทุกฉบับเกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ และคืนสิทธิของดินแดนให้แก่ชาวปาเลสไตน์ตามเขตแดนก่อนปี ค.ศ. 1967 ด้วย

    องค์กรเพื่อสันติภาพและสิทธิมนุษยชน

    สถาบันส่งเสริมการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับอิสลาม

    ศูนย์สารสนเทศอิสลาม

    ชมรมนักกฏหมายมุสลิม

    10 ธันวาคม 2560

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    อภิปรายในประเด็นรัฐธรรมนูญ/รัฐสวัสดิการโดยษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี- แสงศิริ ตรีมรรคา-พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์-จาตุรนต์ ฉายแสง ว่าจำเป็นแค่ไหนสำหรับ "รัฐสวัสดิการ" ในประเทศไทย อุปสรรคและความเป็นไปได้ ฐานภาษีต้องเก็บแค่ไหน  สวัสดิการนำไปใช้ในเรื่องใด และพิจารณาว่ารัฐธรรมนูญ 2560 จะเป็นเครื่องส่งเสริมหรือขัดขวางรัฐสวัสดิการกันแน่

    ภาพโดย Bundit Uawattananukul

    อภิปรายหัวข้อ "รัฐธรรมนูญ/รัฐสวัสดิการ" เสวนาวิชาการในวันรัฐธรรมนูญ 2560 ว่าด้วยสาเหตุและความจำเป็นที่จะต้องมีรัฐสวัสดิการในประเทศไทย อุปสรรค ความเป็นไปได้ และความคาดหวังที่จะสร้างรัฐสวัสดิการไทย และพิจารณาว่ารัฐธรรมนูญ 2560 จะเป็นเครื่องส่งเสริมหรือขัดขวางรัฐสวัสดิการกันแน่

    การอภิปรายประกอบด้วย 1. "ทำไมต้องมีรัฐสวัสดิการ?" ผศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี วิทยาลัยสหวิทยาการ ม.ธรรมศาสตร์  2. "รัฐสวัสดิการถ้วนหน้าช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างไร?" แสงศิริ ตรีมรรคา กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ และเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ 3. "ความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์ของรัฐสวัสดิการไทย" รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ 4. "อุปสรรคของรัฐสวัสดิการไทยทั้งในและนอกรัฐธรรมนูญ" จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ดำเนินรายการโดย ณัฏฐา มหัทธนา

    กิจกรรมเป็นส่วนหนึ่งของงานนิทรรศการ 'เจาะเวลาหาอนาคต' จัดโดย Third Way Thailand ระหว่างวันที่ 10 ถึง 11 ธันวาคม ที่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    ทำไมต้องมีรัฐสวัสดิการ?

    ษัษฐรัมย์ เริ่มต้นด้วยการกล่าวว่า เงื่อนไขที่จะสร้างรัฐสวัสดิการต้องมาจากรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่เผด็จการ ถ้ามีการเลือกตั้งครั้งต่อไปเราต้องผลักดันให้พรรคการเมืองผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและรัฐสวัสดิการ 

    ษัษฐรัมย์ กล่าวว่า ในช่วงเวลา 20-30 ปีที่ผ่านมา คุณภาพชีวิตของคนไทยมีการเปลี่ยนแปลงก็จริง แต่ไม่เพียงพอ เมื่อเทียบกับการเติบโของโครงสร้างของทุนที่มีจำนวนมาก โดยการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ๆ ในการสร้างสวัสดิการนั้นเราเกิดจากการผลักดันในช่วงที่เรามีประชาธิปไตย ซึ่งก็ที่มีช่วงเวลาที่สั้น ในประเทศของเรา เรารับผิดชอบตัวเองตั้งแต่เกิดจนตาย ต้องยอมรับการแข่งขันที่สูงแล้วเชื่อว่าจะเดินไปถึงดวงดาวได้
    ผศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี วิทยาลัยสหวิทยาการ ม.ธรรมศาสตร์  (ภาพโดย Bundit Uawattananukul)
     
    สำหรับสวัสดิการ ษัษฐรัมย์ กล่าวว่า ประเทศที่แย่ที่สุดในการสร้างสวัสดิการคือการใช้กลไกตลาดในการสร้าง เพราะรัฐผลักให้ไปซื้อประกันสุขภาพประกันชีวิต ส่วนอีกระบบคือระบบประกันสังคมของบิสมาร์ค ในเยอรมัน ที่ให้รัฐ ทุน และคนงานร่วมกันจ่าย ระบบแบบนี้อาจทำให้คนมีความมุ่งมั่นในการทำงาน แต่ก็ไปอิงกับวัฒนธรรมจารีต เผด็จการในที่ทำงาน เพื่อควบคุมให้คนในสังคมทำงานหนัก แต่อีกโมเดลคือ รัฐสวัสดิการ แบบนอร์ดิก ที่มีการเก็ยภาษีทางตรงในอัตราก้าวหน้า สร้างสวัสดิการที่ถ้วนหน้าครบวงจร 
     
    ษัษฐรัมย์ กล่าวว่า รัฐสวัสดิการเกิดขึ้นบนฐานของกรปกครองแบบประชาธิปไตย โจทย์ไม่ใช่โจทย์ทางเศรษฐกิจ แต่เป็นโจทย์ทางการเมืองที่เป็นฉันทามติของคนในสังคมต้องเห็นพ้อง เราต้อบงมีประชาธิปไตยที่เข้มแข็งพอที่เสียงเราจะดัง สำหรับผลของรัฐสวัสดิการ จะสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ผู้คนมีความปลอดภัย มีอาชีพที่หลากหลาย ค่าจ้างไม่แตกต่างกัน เกิดแรงจูงใจในการมีส่วนร่วมกับมิติทางเศรษฐกิจ ความรู้สึกของการเป็นเจ้าของ ขณะที่ผลในทางการเมืองจะทำให้อำนาจท้องถิ่นมีเพิ่มขึ้น ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตตัวเอง ส่วนในทางสังคมจะสร้างสังคมที่มีความเชื่อใจกัน ความรุนแรงทางสังคมต่ำ การเลือกปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐต่ำ และยอมรับความหลากหลายสูง 
     

    รัฐสวัสดิการถ้วนหน้าช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างไร?

    แสงศิริ เริ่มต้นด้วยโจทย์คือ ทำไมเราเชื่อว่ารัฐสวัสดิการถ้วนหน้าลดความเหลื่อมล้ำได้? แล้ความเหลื่อล้ำ คืออะไร อะไรที่บอกว่าเรามีความเหลื่อมล้ำ? เราพร้อมหรือยังเงินมาจากไหน? พร้อมยกตัวอย่างความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยว่า สิ่งแรกที่เห็นคือเรื่องของรายได้ ในสังคมไทยกลุ่มคนที่รายได้น้อยนั้นจะมีรายได้น้อยกว่ารายจ่าย มีภาระค่าใช้จ่ายเกินกว่ารายได้  และหากมองในการถือครองทรัพยสิน มีคนเพียง 10% เท่านั้นที่ถือครองมากกว่า 61% และคนที่มีรายได้ต่ำสุดค่าใช้จ่ายจะไปอยู่ที่ค่าใช้จ่ายส่วนของอาหาร
     
    โดยที่รวมแล้วมี 3 ประเด็นที่แก้ปัญหาความเหลือมล้ำ คือ นอกจากระบบประกันสุขภาพและประกันรายได้แล้ว ยังมีเรื่อของการศึกษา ที่คนจนนั้นโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการพื้นฐานด้านการศึกษาของรัฐนั้นต่ำมาก 
     
    ทำไมสวัสดิการถ้วนหน้าถึงลดความเหลือมล้ำได้ แสงศิริ กล่าวว่า จากการพิสูจน์ของระบบหลักประกันสุงขภาพแห่งชาติ หรือ บัตรทอง มีงานวิจัยที่ออกมาหลังมีบัตรทอง คนมีรายจ่ายเกี่ยวกับการรักษาสุขภาพตรงนี้ลดลง ลดจำนวนครัวเรือนที่ล้มละลาย แต่ถามว่าบัตรทองเป็นสวัสดิการที่ถ้วนหน้าหรือยัง วิธีคิดแบบบัตรทองนั้นมันเป็นสิทธิแบบถ้วนหน้า แต่ยังมีปัญหาเรื่อการจัดการอยู่ และใน 3 ระบบหลักประกันสุขภาพนั้น มันยังมีความเหลือมล้ำอยู่ สวัสดิการข้าราชการนั้นได้สวัสดิการเรื่องสุขภาพ โดยรัฐให้งบประมาณสูงสุด เมื่อเทียบกับอีก 2 ระบบ  ดังนั้นสวัสดิการที่มีอยู่ในปัจจุบัน เป็นสวัสดิการแบบชนชั้น
     
    แสงศิริ กล่าวว่า สวัสดิการเป็นสิทธิ์ รัฐต้องประกันความมั่นคงให้กับประชาชน เนื่องจากทุกคนมีส่วนเพิ่มพูนมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศนี้ ดังนั้นความหวังอนาคตในการสร้างประชาธิปไตยในการสร้างรัฐบาลนั้นประชาชนเราจะลุกขึ้นมาทำข้อตกลงกับรัฐได้หรือไม่ ประชาชนได้มีส่วนร่วมไปกับนโยบายการคลังหรือไม่ เราจะช่วงชิงเคลื่อนไหว ทำข้อตกลงกับรัฐทีจะเข้ามาได้ไหม ในการจัดการคุณภาพชีวิตของคนและลดความเหลือมล้ำได้อย่างได้ และที่สำคัญในการสร้างรัฐสวัสดิการ ถ้าจะสร้างได้ ประชาชนต้องเชื่อใจรัฐ เพราะรัฐต้องเก็บภาษีมาแล้วเอาเงินไปสร้างสวัสดิการ แต่ที่ผ่านมารัฐไม่สามารถสร้างความเชื่อใจตรนี้ได้
     
    สำรับ รัฐธรรมนูญ 2560 นี้  มันช่วยในการสร้างรัฐสวัสดิการหรือไม่นั้น แสงศิริ กล่าวว่า แต่คนเขียน รัฐธรรมนูญเขียนแบบสงเคราะห์ เพราะถ้าไม่คิดแบบนั้นต้องไม่ใช้คำว่า "ผู้ยากไร้" ในนั้น แต่สำหรับการสร้างรัฐสวัสดิการต้องเขียนว่าเป็นสิทธิของทุกคนในนั้นด้วย ไม่ใช่เฉพาะผู้ยากไร้

    อุปสรรคของรัฐสวัสดิการไทยทั้งในและนอกรัฐธรรมนูญ

    จาตุรนต์ กล่าวว่าถ้าดูจากรัฐธรรมนูญ 2560 เรื่องการศึกษา รัฐธรรมนูญ ใช้คำว่าเรียนฟรี 12 ปี ก็มีการตีความว่าการเรียนฟรีไม่ถึง ม.ปลาย แต่ภายหลังมีคำสั่ง คสช. ออกมา แก้ แต่ก็มีคำถามว่า คำสั่ง คสช. นั้นจะมีผลหรือไม่ เรื่องแบบนี้มันสะท้อนความลักลั่น ที่จะทำให้ ร่างรัฐธรรมนูญนี้ ผ่าน ประชามติ

    จาตุรนต์ ฉายแสง (ภาพโดย Bundit Uawattananukul)

    เรื่องสาธารณะสุขในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จาตุรนต์ กล่าวว่า ก็มีการใส่เรื่องคำว่าผู้ยากไร้ แทนที่จะใช้คำว่าถ้วนหน้า ส่วนเรื่องการดูแลเกษตรกร รัฐธรรมนูญนี้กพูดเรื่องให้คุ้มครอง แต่ไม่ได้พูดถึงเรื่องประกันความเสียงหรือรายได้อย่างไร ดังนั้นเข้าใจว่า รัฐธรรมนูญนี้ไม่ได้ส่งเสริมรัฐสวัสดิการ 

    ในประเด็นด้านเศรษฐกิจกับการสร้างรัฐสวัสดิการนั้น จาตุรนต์ มองว่า ขนาดของเศรษฐกิจ ถ้ามองจากวันนี้เราอยากมีสวัสดิการของรัฐในสังคมให้มีความถ้วนหน้ามากขึ้น เราจำเป็นให้เศรษฐกิจที่โตกว่านี้ ขนาดของเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่จะดีขึ้นโดยให้เศรษฐกิจดีขึ้น หรือดีขึ้นโดยให้คนมีสวัสดิการที่ดีแล้วทำให้เศษฐกิจดี นั้นคิดไปพร้อมกันได้ แต่ต้องให้เศรษฐกิจโตด้วย ไม่เช่นนั้นก็ไม่สามารถดูแลคนในสังคมได้มีคุณภาพมากได้
     
    สำหรับอัตราของภาษีต่อ GDP จาตุรนต์ กล่าวว่า ต้องคิดกันว่าประเทศที่มีรัฐสวัสดิการเข้มแข็ง หลายประเทศเก็บภาษีประมาณ 30% ของรายได้ประชาชาติ แต่ไทย 15-17% ของ GDP เราจะขยานฐานภาษีอย่างไร และสร้างแรงจูงใจให้คนยินดีที่จะเสียภาษีได้อย่างไร เพราะไทยเรามีแรงจูงใจในการหนีภาษีมาก เพราะธุรกิจเขาแข่งกับคนที่หนีภาษีอยู่ จะทำอย่างไให้เก็บภาษีได้มากกว่านี้ นอกจากนี้ในระบบที่ดูแลคนจนนั้น ต้องคิดด้วยว่าจะทำอย่างไรให้ไม่มีแรงจูงใจให้คนอยากจนไม่จบ เนื่องจากไม่อยากพ้นจากเงื่อนไขในการมีบัตรคนจนก็จะกลายเป็นไม่มีบัตรต่อไป ก็กลายเป็นหลีกเลี่ยนไม่ให้เสียบัตรด้วย

    จาตุรนต์ ฉายแสง (ภาพโดย Bundit Uawattananukul)

    สำหรับเรื่องภาษีที่ดินและมรดก จาตุรนต์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ชูขึ้นมาเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับ คสช. ตอนยึดอำนาจใหม่ๆ แต่ผ่านมาแล้ว 3 ปีกว่าก็ไม่ได้มีผลอะไรในการนำรายได้เหล่านี้มาสร้างสวัสดิการ ดังนั้นในระหว่างนี้ การเลือกเรื่องที่จะทำ ประสิทธิภาพคุณภาพอาจเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญ 

    ประเด็นที่ว่าควรกำหนดเรื่องรัฐสวัสดิการในรัฐธรรมนูญ หรือไม่ หรือเขียนเนื้อหาอย่างไรให้ส่งเสริ่มรัฐสวัสดิการนั้น จาตุรนต์ กล่าวว่า คงมีหลายท่านมีความคิดอย่างนี้ และแนวความคิดว่าใครอยากให้บ้านเมืองดีในเรื่องอะไรก็ใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นความคิดที่มีมาตั้งแต่ในสมัยปี 40 ก็เกิดเรื่องดีๆ หลายๆ อย่างในตอนนั้น แต่ต่อมารัฐธรรมนูญ 50, 60 มีความต่าง ตรงที่ว่าคนเขียนไม่เหมือนกัน ปัญหาของรัฐธรรมนูญนี้ ก็มีเนื่อหาที่ไม่เป็นประชาธิปไตยแล้ว ยังไม่เป็นประโยชน์กับประชาชน รัฐธรรมนูญ 60 ยังมีลักษณะพิเศษเพิ่มขึ้นอย่างน้อยข้อหนึ่งคือมีเรื่องยุทธศาสตร์ชาติกับแผนปฏิรูป มีกระบวนการทำกันโดยที่ประชาชนไม่เกี่ยว เพราะฉะนั้นถ้าโยงกันว่ารัฐธรรมนูญกับรัฐสวัสดิการ ในความหมายว่า ถ้าใครอยากเห็นรัฐสวัสดิการในไทย แล้วมองไปที่รัฐธรรมนูญเพื่อให้รัฐธรรมนูญส่งเสริมนั้น เป็นเรื่องที่มันไม่เข้ากัน ไม่สอดคล้องกันเลย เป็นไปไม่ได้เลย 
     
    จาตุรนต์ กล่าวว่า เราผ่านปี 40 50 60 ต้องทำความเข้าใจใหม่ ว่าความคิดที่ว่าใครอยากให้บ้านเมืองดีอย่างไร ในแง่ไหน อาชีพตัวเองดีอย่างไร ให้เขียนเนื้อหามากๆ ละเอียดมากๆ แล้วไปใส่ในรัฐธรรมนูญนั้น ต้องเลิกความคิดนี้ และมันเป็นไปไม่ได้ รัฐธรรมนูญ 60 นี้แก้ได้ แต่แก้ยากมาก จนกระทั่งเหมือนว่า แผนของ คสช. จะทำให้คนไทยไปดวงจันทร์ถภายใน 20 ปี  และกระบวนการสร้างรัฐสวัสดิการนั้น จะผลักดันผ่านการแก้รัฐธรรมนูญ ไม่ได้ จะผลักดันกับรัฐบาลหรือพรรคการเมืองก็เป็นไปได้ยาก เนื่องจากมีการกำหนดเงื่อนไขต่างๆ ที่กำหนดในกลไกยุทธศาสตร์ชาติ แผนปฏิรูปไว้ ว่าต้องดำเนินการตามแผ่นในยุคที่ คสช. วางไว้ ถ้าไม่ทำตามแผนปฏิรูปก็จะถูกตรวจสอบถอดถอน  ถ้านำเอาข้อเสนอเหล่านี้ไปเสนอผู้แทนราษฎรนั้นก็ร่างไปเลย แต่ถ้ารัฐบาลและพรรคการเมืองเอาด้วย เขาก็จะมีคณะพิจารณาว่า ร่างกฎหมายใดเกี่ยวกับการปฏิรูป  ซึ่งก็ต้องขึ้นอยู่ก้บ  ส.ว. ที่น่าจะมีอำนาจมากกว่า ถ้าเขาวินิจฉัยว่า ร่างที่เสนอนั้นเกี่ยวกับกรปฏิรูป กฎหมายดังกล่าวจะไมได่พิจารณาจากสภาปกติ แต่จะพิจารณาจาก สภา 2 ฝ่าย และกรรมาธิการก็มี 2 ฝ่าย จึงเป็นการการพิจารณากฎหมาย แบบที่ ส.ว. มีอิทธิพลมากกว่า ซึ่งมันเป็นข้อเท็จจริงที่รัฐธรรนูญนี้มีเงื่อนไขจำกัด  ดังนั้นประเด็นที่สำคัญ ภายใต้รัฐธรรมนูญแบบนี้ไม่ได้ส่งเสริมรัฐสวัสดิการ และปิดทางให้คนที่จะเสนอผลักดัน แล้วจะทำอย่างไร ก็ต้องทำความเข้าใจ สร้างความนิยม เสนอให้คนเห็น และจะทำได้จริงๆ ต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางการเมืองให้ได้ก่อนด้วย   

    ความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์ของรัฐสวัสดิการไทย

    พิชิต เริ่มต้นด้วยการกล่าวว่า จุดอ่อนสำคัญของรัฐสวัสดิการในประเทศไทยคือพูดด้านเดียว พูดแต่ด้านดี ประสบการณ์ในประเทศอื่นที่ทำสำเร็จคือการศึกษา แต่ในอีกหลายประเทศทำแล้วล้มเหลว ดังนั้นคนที่รณรงค์เรื่องรัฐสวัสดิการในไทยต้องทำการบ้านอีกมาก เมื่อรณรงค์ต้องเจอกับเทคโนแครตฝ่ายโน้น เขามีข้อมูลอีกเพียบ 
     
    สำหรับแนวความคิดเรื่องการที่รัฐมีหน้าที่ต้องช่วยสวัสดิการประชาชนนั้น พิชิต กล่าวว่า เพิ่งมีมาไม่ถึง 100 ปี ถอยหลัง 200 ปีไปนั้น ผู้ปกครองคิดแต่เรื่องขูดรีดประชาชน รัฐสวัสดิการ มันมาจากความคิดที่ว่าคนเราเท่ากัน เกิดมาจากท้องแม่แล้วทุกคนเท่ากันหมด เป็นคนที่รัฐมีหน้าที่รับผิดชอบให้เขาได้ใช้ชิวิตไปตามศักยภาพ ลดอุปสรรคทางสังคม ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการดูแลคุ้มครอง และรัฐมีหน้าที่ ดังนั้นฝั่งหนึ่งมีสิทธิ ฝังหนึ่งมีหน้าที่ แะมีความต่างของการให้ ให้ในฐานที่เป็นมนุษย์ กับให้ในฐานการกุศล ระบบสวัสดิการในประเทศเผด็จการ ส่วนใหญ่เป็นสวัสดิการแบบชนชั้น เพราะระบบสวัสดิการในประเทศเผด็จการเป็นระบบแบบชนชั้น มองคนอื่นเป็นมนุษย์ชั้น 2 รัฐไม่ได้มีหน้าที่ดูแล แต่ให้เพราะความใจบุญ ต้องตรีตรา ต้องกันคนพวกนี้ที่ต้องได้ เพราะฉะนั้นต้องมีบัตร พกบัตรและเข้าช่องเฉพาะอีก ดังนั้นระบบสัวสดิการที่รัฐให้บนพื้นฐานที่มองคนเท่าเทียมกัน มันมาบนพื้นฐานของสิทธิและหน้าที่ และอยู่บนพื้นฐานของประชาธิปไตย

     รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ (ภาพโดย Bundit Uawattananukul)

    พิชิต กล่าวว่าหากพิจารณาข้อดีหลายอย่างรวมกัน เช่น อัตราความยากจนต่ำ ความยากจนน้อย กลุ่มนอร์ดิกจะสมบูรณ์แบบ ขณะที่ออสเตรเลียกับสหรัฐจะมีช่องว่างเยอะหน่อย โดยคุณภาพชีวิตของประชาชนในกลุ่มนอร์ดิกจะดีที่สุด
     
    ลักษณะการให้สวัสดิการโดยรัฐ พิชิต อธิบายว่า มี 2 รูปแบบ 1. ผ่านการใช้จ่ายของรัฐผ่านสถาบันต่างๆ เช่น งบประมาณให้โรงเรียน ไม่ได้ให้เงินกับประชาชนโดยตรง อันที่ 2. สวัสดิการที่ให้มือประชาชนโดยตรง เช่น เงินประกันการว่างงาน ทั้ง 3 กลุ่มประเทศที่เป็นตัวแบบของสวัสดิการนั้น มีส่วนที่ต่างคือเงินในส่วนที่ 2. โดยประเทศในกลุ่มนอร์ดิกนั้นจะให้ส่วนที่ 2. นี้ เยอะสุด 
     
    ส่วนคำถามที่ว่าระบบนี้จะทำให้คนขี้เกียจและไม่ทำงานไหม และภาษีสูง มันเป็นแรงจูงใจให้คนไม่ตั้งบริษัทหรือธุรกิจ ดังนั้นประเทศพวกนี้คนจบจะไม่ทำธุรกิจ เป็นลุูกจ้างดีกว่า มั่นคงที่สุดไหม? พิชิต ตั้งคำถาม พร้อมตอบด้วยว่า มีงานวิจัยออกมาคนในประเทศเหล่านี้ก็ยังมีความรับผิดชอบในการทำงานไม่ต่างกัน ระดับการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทไม่ต่างกัน
    เพราะรัฐเข้าไปส่งเสริม เงินภาครัฐเข้าไปส่งเริ่มตรงนี้สูงมาก รัฐนอกจากช่วยเหลือประชาชนแล้ว ยังช่วยเหลือภาคเอกชนด้วย 
     
    ทำอย่างไรนั้นมันมีผล พิชิต กล่าวว่า กลุ่มประเทศเหล่านี้รายจ่ายภาครัฐต่อ GDP นั้น 30% ของไทยมีประมาณ 16% เท่านั้น ส่วนการทำรัฐสวัสดิการ รัฐมาจาก 2 ทาง ทางหนึ่งคือกู้ ด้วยการขายพันธบัตรรัฐบาลขายให้กับประชาชน และอีกทางคือเก็บภาษี ถ้าไปดูภาษีในกลุ่มประเทศเหล่านี้ ภาษีทรัพย์สิน ภาษีที่ดิน ภาษีมรดก ในประเทศเหล่าเก็บได้น้อย เพราะคนไม่ใช่เป้านิ่ง ประเทศพวกนั้นคนรวยไม่สะสมที่ดิน รวมก็เก็บเป็นเพชรเป็นทอง และพันธบัตรรัฐบาล ข้อดีคือปลอดภาษี คนรวยที่นั่นก็ตั้งกองทุน เหมือนมูลนิธิ ก็สามารถเลี่ยงภาษีได้อีก โดยภาษีหลังๆ มาจาก ภาษีเงินได้นิติบุคคล - บุคคล และ VAT รายได้มาจากการใช้จ่ายนั้นเกินครึ่ง ประเทศกลุ่มนี้เป็นประเทศที่ VAT สูงที่สุดในโลก คนงานทั้งภาครัฐและเอกชนหักภาษีแล้วเหลือประมาณ 40% ของเงินเดือน 
     
    พิชิต กล่าวดว้ยว่า ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการภาครัฐนั้นสำคัญมาก จะทำอย่างไรให้เสียไปกับราชการให้น้อย การที่คนในประเทศเหล่านั้นยอมเสียไปกับสวัสดิการนั้น เพราะเขามั่นใจไปกับรัฐบาลนั้น คือความไว้วางใจ ความสามารถที่จะตรวจสอบได้ ความโปร่งใส่ของระบบราชการและการเมือง ดัชนีความโปร่งใส่และคอรัปชั่น กลุ่มนอร์ดิกก็อยู่อันดับต้นๆ  ปัญหาความเหลือล้ำแทบไม่มีก็จริง แต่มีปัญหาการว่างงานของเยาวชนสูงมาก บัณฑิตจบใหม่ว่างงานสูงสุด เพราะ บริษัทเอกชนไม่ค่อยรับคนเข้าทำงาน เนื่องจากรับมาแล้วค่าใช้จ่ายจำนวนมาก การปลดคนงานออกนั้นทำได้ยากมาก ดังนั้นบริษัทก็รับคนเข้าทำงานยาก 
     
    ปัญหาเรื่องหนีสาธารณะ พิชิต กล่าวว่า ประเทศกลุ่มนอร์ดิกนั้นจัดการดี แต่ประเทศหลายประเทศที่พยายามทำแล้วพัง อย่างเช่น สเปน ก็มี แม้กระทั่งสวีเดนก็เจอวิกฤตเศรษฐกิจก็มีการตัดสวัสดิการออกบ้าง 
     
    พิชิต กล่าวว่าย้ำดว้ยว่า รัฐสวัสดิการที่มีอยู่ในประเทศเหล่านี้ไม่ได้มาฟรีๆ แต่มันมาจากการต่อสู่ เช่น สหภาพแรงงาน สหภาพสตรี สหภาพคนชรา มันเป็นการต่อสู้กันมาอย่างยาวนานมาก ก่อนที่จะได้รูปแบบนี้ เพราะฉะนั้นถึงแม้ภายหลังมีนักการเมืองฝ่ายขวาจะปรับลด แต่คนก็ไม่ยอม ในกรณีเมืองไทยนั้นมีปัญหา เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค มาจากการเลือกตั้ง ดังนั้น พลังที่จะรักษามันไว้ มันไม่มี ก่อนเลือกตั้งถ้าเขาทยอยลดเลิกจะทำอย่าไรได้ เพราะมันไม่ได้เกิดจากการต่อสู้ ในแง่นี้ในสวัสดิการของรัฐจะมีแบบไหนต้องเลือกเอา 
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    รายงานฉบับใหม่ของยูนิเซฟชี้ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล พร้อมเจาะลึกผลกระทบของอินเทอร์เน็ตและสื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อความปลอดภัยและความอยู่ดีมีสุขของเด็ก

    11 ธ.ค. 2560 องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย รายงานว่า รายงานฉบับใหม่ของยูนิเซฟซึ่งเผยแพร่วันนี้ ชี้ให้เห็นว่าแม้มีเด็กจำนวนมหาศาลกำลังเข้าสู่โลกออนไลน์ ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 3 ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลก แต่กลับมีความพยายามเพียงน้อยนิดที่จะปกป้องเด็กจากพิษภัยในโลกดิจิทัลและเพิ่มการเข้าถึงเนื้อหาออนไลน์ที่ปลอดภัย

    รายงานสภาวะเด็กโลก 2560: เด็กในโลกดิจิทัล (The State of the World’s Children 2017: Children in a digital world) คือ รายงานประจำปีฉบับพิเศษของยูนิเซฟที่ได้นำเสนอมุมมองอย่างครอบคลุมเป็นครั้งแรกถึงผลกระทบของเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีต่อชีวิตและโอกาสของเด็กในลักษณะต่างๆ ทั้งในแง่อันตรายและโอกาสที่ได้รับ ทั้งยังชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลและภาคเอกชนของแต่ละประเทศไม่สามารถก้าวทันความเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้เด็กต้องเผชิญกับความเสี่ยงและอันตรายรูปแบบใหม่ๆ อีกทั้งยังทอดทิ้งเด็กขาดโอกาสหลายล้านคนไว้ข้างหลัง

    โธมัส ดาวิน ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า “ทุกวันนี้ เทคโนโลยีดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตกลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของพวกเรา ในประเทศไทย เด็กและเยาวชนในประเทศไทยเองก็ใช้เวลาอยู่ในโลกออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมีทั้งประโยชน์และโทษ เราต้องเท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเพื่อให้เด็กได้รับประโยชน์สูงสุดและปกป้องเด็กจากภัยคุกคามบนโลกออนไลน์ เราต้องส่งเสริมให้เด็กๆ มีทักษะในการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้อย่างปลอดภัย”

    องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย รายงานด้วยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ยูนิเซฟได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของเด็กและเยาวชนอายุ 15-19 ปี จำนวน 1,500 คนในประเทศไทยผ่านเครือข่ายยูรีพอร์ต ซึ่งพบว่า เด็กและเยาวชน 2 ใน 3 บอกว่าพวกเขาเรียนรู้การใช้อินเทอร์เนตด้วยตนเองหรือไม่ก็เรียนรู้จากเพื่อนหรือพี่น้อง มีเพียงร้อยละ 7 ของเยาวชนเท่านั้นที่บอกว่าพวกเขาเรียนรู้จากพ่อแม่ผู้ปกครอง

    รายงานสภาวะเด็กโลกได้ระบุถึงประโยชน์ที่เทคโนโลยีดิจิทัลมีต่อเด็กที่ขาดโอกาสและเด็กที่เติบโตท่ามกลางความแร้นแค้นหรือได้รับผลกระทบในสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น การเพิ่มการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การเสริมสร้างทักษะการทำงานในสถานที่ที่มีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล รวมทั้งการให้พื้นที่ในการเชื่อมต่อและสื่อสารความคิดเห็นของเด็กเหล่านี้

    อย่างไรก็ดี รายงานแสดงให้เห็นว่าเด็กหลายล้านคนถูกละเลย โดยประมาณ 1 ใน 3 ของเยาวชนทั่วโลก (346 ล้านคน) ยังเข้าไม่ถึงโลกออนไลน์ ส่งผลให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำรุนแรงยิ่งขึ้น และลดทอนความสามารถของเด็กในการมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเติบโต

    นอกจากนี้ รายงานฉบับนี้ยังระบุด้วยว่าอินเทอร์เน็ตเพิ่มความเสี่ยงต่อภัยต่างๆ ให้กับเด็กได้อย่างไร ซึ่งรวมถึงการนำข้อมูลส่วนตัวของเด็กไปใช้ในทางที่ผิด การเข้าถึงเนื้อหาที่เป็นอันตราย และการกลั่นแกล้งในโลกไซเบอร์ นอกจากนี้ ความแพร่หลายของอุปกรณ์มือถือทำให้เด็กจำนวนมากเข้าสู่โลกออนไลน์อย่างไร้การควบคุมดูแลและอาจเสี่ยงอันตรายยิ่งขึ้น  พร้อมชี้ว่าเครือข่ายดิจิทัลทั้งหลาย เช่น ดาร์คเว็บ (Dark Web) และคริปโตเคอเรนซีหรือสกุลเงินดิจิทัล ล้วนมีส่วนทำให้เกิดการแสวงประโยชน์และการข่มเหงในรูปแบบที่เลวร้ายที่สุด ซึ่งรวมถึงการค้ามนุษย์และการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กแบบ ‘ให้บริการตามสั่ง’ (Made to order) ทางออนไลน์

    องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ระบุต่อว่า รายงานได้แสดงให้เห็นข้อมูล ณ ปัจจุบันพร้อมบทวิเคราะห์เกี่ยวกับการใช้อินเทอร์เน็ตของเด็ก ตลอดจนผลกระทบของเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีต่อความอยู่ดีมีสุขของเด็ก โดยสำรวจถึงประเด็นที่ถกเถียงกันเกี่ยวกับการ “เสพติด” ดิจิทัล และผลที่อาจเกิดขึ้นของเวลาที่ใช้บนหน้าจอต่อพัฒนาการทางสมอง

    ข้อมูลเพิ่มเติมจากรายงาน มีดังนี้

    • คนหนุ่มสาวเป็นกลุ่มวัยที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตมากที่สุด โดยร้อยละ 71 ทั่วโลกเข้าถึงโลกออนไลน์ เปรียบเทียบกับร้อยละ 48 ของประชากรทั้งหมด
    • เยาวชนชาวแอฟริกามีการเชื่อมต่อน้อยที่สุด โดยประมาณ 3 ใน 5 คนเข้าไม่ถึงโลกออนไลน์ เปรียบเทียบกับเพียง 1 ใน 25 คนในยุโรป
    • ประมาณร้อยละ 56 ของเว็บไซต์ทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษ  และยังมีเด็กอีกจำนวนมากที่ไม่สามารถหาเนื้อหาที่พวกเขาเข้าใจได้ หรือ มีความเกี่ยวข้องกับพวกเขาในเชิงวัฒนธรร
    • มากกว่า 9 ใน 10 ของเว็บไซต์ที่เผยแพร่เนื้อหาที่ล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กซึ่งถูกค้นพบทั่วโลก มีเซิร์ฟเวอร์ตั้งอยู่ใน 5 ประเทศ ได้แก่ แคนาดา ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา

    ทั้งนี้ รายงานชี้ว่า หนทางเดียวที่จะทำให้เด็กมีความเท่าเทียมทางดิจิทัล ตลอดจนสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้มากขึ้นและปลอดภัยยิ่งขึ้น คือการร่วมมือกันระหว่างรัฐบาล ภาคเอกชน องค์กรเพื่อเด็ก ชุมชนในแวดวงการศึกษา ครอบครัว และตัวเด็กเอง  โดยระบุข้อเสนอแนะที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการกำหนดนโยบาย และเพิ่มความรับผิดชอบในการดำเนินธุรกิจเพื่อยังประโยชน์ให้แก่เด็ก ดังนี้ 

    • ช่วยให้เด็กทุกคนสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลออนไลน์ที่มีคุณภาพสูงในราคาไม่แพง
    • คุ้มครองเด็กจากภัยออนไลน์ เช่น การล่วงละเมิด การแสวงประโยชน์ การค้ามนุษย์ การกลั่นแกล้งในโลกไซเบอร์ และการเปิดรับเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม
    • ปกป้องความเป็นส่วนตัวและอัตลักษณ์ของเด็กบนโลกออนไลน์
    • สอนทักษะการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล เพื่อให้เด็กได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร มีส่วนร่วม และมีความปลอดภัยในการใช้งานอินเทอร์เน็ต
    • เพิ่มบทบาทให้แก่ภาคเอกชนในการส่งเสริมมาตรฐานทางจริยธรรมและการปฏิบัติที่ปกป้องและเป็นประโยชน์ต่อเด็กทางอินเทอร์เน็ต
    • กำหนดนโยบายดิจิทัลโดยมีเด็กเป็นศูนย์กลาง

     

    ในส่วนของประเทศไทย ยูนิเซฟได้ร่วมมือกับรัฐบาลและพันธมิตรอื่นๆ เพื่อปกป้องเด็กจากภัยออนไลน์ โดยในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา รัฐบาลได้เห็นชอบร่างยุทธศาสตร์ส่งเสริมและปกป้องคุ้มครองเด็กและเยาวชนในการใช้สื่อออนไลน์ นอกจากนี้ ยูนิเซฟยังร่วมมือบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค จัดทำคู่มือพ่อแม่ยุคดิจิทัล เข้าใจลูก เข้าใจโลกไซเบอร์ เพื่อให้พ่อแม่สามารถให้คำแนะนำแก่ลูกในการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัย

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    ดอน คาดที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติรับข้อเสนอของไทยให้วันที่ 12 ธ.ค.ของทุกปีเป็น “วันหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าสากล” ชี้ระบบหลักประกันสุขภาพไทยถือเป็นจุดเด่นไม่แพ้การท่องเที่ยว-อาหาร ได้รับการยกย่องอย่างสูงจากนานาชาติ สมควรที่คนไทยจะภูมิใจและช่วยกันสร้างการรับรู้ในวงกว้าง

    ดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

    11 ธ.ค.2560 รายงานข่าวแจ้งว่า ดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า การประชุมสมัชชาสหประชาชาติในปีนี้ ประเทศไทยในฐานะประธานกลุ่ม Foreign Policy and Global Health Initiative หรือ FPGH (ประกอบด้วย 7 ประเทศ ได้แก่ บราซิล นอร์เวย์ ฝรั่งเศส เซเนกัล แอฟริกาใต้ อินโดนีเซีย และ ไทย) ได้เสนอร่างข้อมติต่อที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติให้ทุกวันที่ 12 ธ.ค.ของทุกปี เป็นวันหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าสากล (International UHC Day) โดยเชื่อว่าที่ประชุมจะรับข้อมติดังกล่าว ซึ่งถือเป็นการรับรองถึงความสำคัญของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและตอกย้ำถึงบทบาทของฝ่ายสาธารณสุขทั่วโลกไม่เฉพาะแค่เมืองไทยอย่างเดียว

    ดอน กล่าวว่า ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Health Coverage : UHC) ของไทย ถือเป็นจุดเด่นอย่างหนึ่งของประเทศไม่แพ้เรื่องการท่องเที่ยว อาหาร มวยไทย ฯลฯ แต่การรับรู้อาจจะยังน้อย อาจจะเฉพาะในวงการสาธารณสุขเท่านั้น ซึ่งระบบนี้ไม่ใช่ว่าประเทศไหนก็ทำได้ ต้องมีความพร้อม ทั้งบุคลากร ความตั้งใจจริง มีงบประมาณระดับหนึ่ง และมีการสนับสนุนจากภาคส่วนต่างๆ ให้เกิดเป็นจริง ดังนั้นจึงเป็นเป้าหมายอย่างหนึ่งของไทยในการเผยแพร่จุดเด่นดังกล่าวให้เป็นที่รู้จักในเวทีระหว่างประเทศว่าไทยที่เป็นประเทศระดับกลางของโลกก็ยังมีจุดเด่นทางด้านการดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมทั้งชักชวนให้ประเทศต่างๆ เอาแบบอย่างที่ดีไปใช้ ซึ่งหากทำได้กว้างขวางขึ้นก็จะเป็นสิ่งที่ดีต่อประชาชนในประเทศนั้นๆ

    ทั้งนี้ การดำเนินการที่ผ่านมาของไทย ได้ร่วมสนับสนุนและเสนอข้อมติในเรื่อง UHC ให้ได้รับการรับรองในเวทีระหว่างประเทศต่างๆ เช่น การประชุมสมัชชาอนามัยโลกสมัยที่ 58 เมื่อปี 2548 และสมัยที่ 64 เมื่อปี 2554 ไทยได้ร่วมสนับสนุนข้อมติเรื่อง UHC เพื่อเป็นบรรทัดฐานในการส่งเสริมเรื่องหลักประกันสุขภาพให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น รวมทั้งในปี 2555 ไทยในฐานะสมาชิกกลุ่ม FPGH ยังร่วมกันจัดทำข้อมติเรื่อง UHC เพื่อผลักดันผ่านที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญครั้งที่ 67 ให้UHC เป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนซึ่งกำหนดให้ประเทศสมาชิกองค์การสหประชาชาติจัดทำ UHC ภายในประเทศตนให้สำเร็จในปี 2573

    “เราได้เสนอในเวทีระหว่างประเทศให้มีข้อมติต่างๆ เพื่อสนับสนุนเรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า สิ่งเหล่านี้ได้รับการยอมรับเป็นอย่างดี หลายประเทศยังพูดกันอย่างชัดเจน  ทางเลขาธิการสหประชาชาติก็รู้ถึงบทบาทนี้ของไทย หรือ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ก็เช่นกัน รวมทั้งท่านผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ทั้งคนก่อนและคนปัจจุบันก็รับรู้ถึงบทบาทนี้ของไทยเป็นอย่างดี ท่านนายกรัฐมนตรีเองก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ อีกทั้งยังได้ไปกล่าวถ้อยแถลงในกิจกรรมคู่ขนานระหว่างการประชุมสมัชชาสหประชาชาติในเดือน ก.ย. 2558 ด้วย” ดอน กล่าว

    สำหรับการดำเนินการในขั้นต่อไป กระทรวงการต่างประเทศจะร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขอย่างใกล้ชิดเพื่อผลักดัน UHC อย่างเข้มข้น แข็งขันและยั่งยืนมากขึ้น ทั้งการถ่ายทอดประสบการณ์ในการดำเนินการของไทยในเวทีระหว่างประเทศและในภูมิภาคอาเซียน เพื่อช่วยให้ประเทศอื่นสามารถบรรลุ UHC ได้ ตลอดจนการส่งเสริมการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพของผู้โยกย้ายถิ่นด้วย เนื่องจาก 1 ใน 7 ของประชากรโลกเป็นผู้โยกย้ายถิ่นฐาน และไทยก็มีระบบบริการสาธารณสุขแก่ผู้โยกย้ายถิ่นฐานที่มีมาตรฐานและครอบคลุมทุกกลุ่ม เช่น การดูแลรักษาแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาในประเทศเสมอเหมือนคนไทย การช่วยพัฒนาศักยภาพประเทศเพื่อนบ้านในการดูแลด้านสุขภาพ เป็นต้น

    “แม้ว่านโยบายการให้บริการผู้โยกย้ายถิ่นอาจจะแตกต่างตามกลุ่มและสถานะ แต่ในความเป็นจริงโรงพยาบาลจะให้บริการกับผู้โยกย้ายถิ่นในทุกกรณีบนหลักการด้านมนุษยธรรมโดยไม่คำนึงถึงสถานะทางกฎหมายของคนเหล่านั้นซึ่งเป็นสิ่งที่หายากสำหรับภูมิภาคต่างๆทั่วโลก เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่พูดว่าเรามีปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชน ความจริงไม่มี เรามีล้นเต็มเปี่ยมด้วยซ้ำ นี่คือข้อที่เป็นรูปธรรมที่สามารถบอกกล่าวได้ในทุกแห่ง” ดอน กล่าว

    ดอน กล่าวทิ้งท้ายว่า ความสำเร็จของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทย ต้องยอมรับว่ามาจากทุกภาคส่วนที่ให้กำลังใจและสนับสนุนให้มีระบบเช่นนี้ แม้การดำเนินการจะไม่ใช่เงินจำนวนเล็กน้อย แต่รัฐบาลก็เห็นว่าคุ้มค่ามากว่าประชาชนทุกคนไม่ว่าจะแวดวงใดหรือยากดีมีจนแค่ไหนก็ได้รับการดูแลเอาใจใส่ในด้านสุขภาพ เช่นเดียวกับการได้รับการยกย่องในด้านสาธารณสุขจากนานาประเทศก็ถือว่ามีค่ามาก เพราะเท่ากับยกย่องว่าไทยเป็นประเทศที่มีประชากรที่มีคุณภาพ คนที่มีคุณภาพเท่านั้นที่สามารถดูแลทุกข์สุขด้านสุขอนามัยต่างๆ ได้ เพราะฉะนั้นสมควรที่คนไทยจะภูมิใจในสิ่งที่รัฐบาลได้นำเสนอต่อโลกภายนอก และต้องช่วยกันพูดออกไปให้รับรู้ในวงกว้างมากขึ้น

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    ภูเหี้ยนป่าหายเพราะไฟดับ
    ยอทัพยั้งปืนหยุดขืนแข็ง
    ทุนเถื่อนเคลื่อนพลเข้าปล้นแรง
    สุดแย้งแว้งป้องเพราะต้องกิน

    ป่าดิบฉิบหายกลายข้าวโพด
    แจ้งโฉดโทษร้ายถึงภัยถิ่น
    ปากท้องต้องเลี้ยงมีเพียงดิน
    จำดิ้นสิ้นทางสุดขวางภัย

    เกิดป่าโตป่ารู้ค่าป่า
    ใครหาว่าผิดควรคิดใหม่
    ทุนใครสามานย์กว้านกำไร
    นั่นไงไขว่ห้างอยู่กลางเมือง

    ภูเหี้ยนป่าหายเพราะใครหนุน
    กระสุนทุนกราดมิขาดเนื่อง
    ไฟเก่าเถ้าระอุยิ่งคุเคือง
    รอเปรื่องเปรี้ยงปังสวนทางทุน.
     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0


    หมายเหตุ: ต่อจาก ก้าวคนละก้าว: ก้าวที่หลงทาง (1)


    การขาดแคลนงบประมาณเป็นสาเหตุหลักในการบริหารประเทศทุกสมัย รัฐบาลส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่การหารายได้ แต่ไม่สนใจรายจ่าย แม้มีรายได้ แต่บริหารรายจ่ายไม่เป็นย่อมมีผลให้งบประมาณถูกใช้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ

    2. การจัดสรรงบประมาณ: งบประมาณ พ.ศ. 2561 (ต.ค. 2560-ก.ย. 2561) จัดสรรงบประมาณให้กับยุทธศาสตร์ 7 ด้าน รวมเป็นเงินกว่า 2.9 ล้านล้านบาท

    ในจำนวนนี้ คสช. จัดสรรงบประมาณให้กับด้านความมั่นคงกว่า 271,267 ล้านบาทคิดเป็นร้อยละ 9.35 ของงบประมาณ

    ปี พ.ศ. 2560 กองทัพมีความต้องการทหารกองประจำการ (ทหารเกณฑ์) จำนวน 103,097 นาย

    เมื่อรวมทหารเกณฑ์เหล่านี้เข้ากับทหารเกณฑ์ที่ยังไม่ปลดประจำการ ไทยมีทหารกว่า 420,000 คน ติด 1 ใน 25 กองทัพที่ใหญ่ที่สุดของโลก

    หากเปรียบเทียบขนาดกองทัพจีนที่มีทหารในกองทัพกว่า 2,300,000 คน เราจะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน

    - จีนมีประชากร (2559) กว่า 1,379 ล้านคน คิดเป็นอัตราส่วนประชากร 600 คนต่อทหาร 1 คน

    ข้อมูลของกรมการปกครองไทยมีประชากร (2559) กว่า 65.9 ล้านคน คิดเป็นอัตราส่วนประชากร 157 คนต่อทหาร 1 คน

    เห็นได้ชัดว่า จีนมีทหารต่อประชากรน้อยกว่าไทยเกือบ 4 เท่า แถมจีนมีนโยบายลดขนาดกองทัพเหลือเพียง 2 ล้านคนภายในสิ้นปีนี้เพื่อประหยัดงบประมาณ

    - จีนมีพื้นที่ขนาด 9.6 ล้านตารางกิโลเมตร คิดเป็นอัตราส่วนพื้นที่ 2608.7 ไร่ต่อทหาร 1 คน

    ไทยมีพื้นที่ขนาด 513,115 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นอัตราส่วนพื้นที่ 763.6 ไร่ต่อทหาร 1 คน

    เห็นได้ชัดว่า ทหารจีนดูแลพื้นที่มากกว่าไทยกว่า 3 เท่า จำนวนทหารจึงไม่ใช่ตัวชี้วัดประสิทธิภาพของกองทัพ

    เมื่อเปรียบสัดส่วนทหารไทย-จีนจะเห็นได้ชัดว่า ทหารไทยมีมากเกินความจำเป็น

    เมื่อดูรายละเอียดงบประมาณด้านความมั่นคงเราจะพบว่า แผนงานบุคลากรภาครัฐ (ด้านความมั่นคง) มีการจัดสรรงบประมาณสูงกว่า 106,951 ล้านบาท

    งบประมาณนี้ถูกจัดสรรให้กับเงินเดือน, เบี้ยเลี้ยง, สวัสดิการ, อาหาร และอื่นๆให้กับทหาร

    ขณะที่แผนงานบูรณาการพัฒนาระบบประกันสุขภาพมีการจัดสรรงบประมาณสูงกว่า 207,096.6 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบงบประมาณจะพบว่า แผนงานบุคลากรภาครัฐ (ด้านความมั่นคง) มีงบประมาณมากกว่าครึ่งของแผนงานบูรณาการพัฒนาระบบประกันสุขภาพ

    หากไทยลดขนาดกองทัพเหลือ 100,000-150,000 คนจะช่วยให้เราประหยัดงบประมาณส่วนนี้กว่า 50,000 ล้านบาท เงินจำนวนนี้สามารถช่วยเหลือแผนงานอื่นที่จำเป็นมากกว่า

    นอกจากนี้ไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2568 ซึ่งจะมีผู้อายุมากกว่า 60 ปีกว่า 14.4 ล้านคน แต่ประชากรวัยทำงาน (อายุ 20-60 ปี) กลับลดลงเหลือกว่า 30 ล้านคน ไทยอาจต้องเผชิญปัญหาการขาดแคลนประชากรวัยทำงานในอนาคต

    ดังนั้นการเกณฑ์ทหารเกินความจำเป็นจึงการซ้ำเติมสถานการณ์การขาดแคลนแรงงานมากขึ้น

    ขณะที่การลดขนาดกองทัพจะช่วยให้ประชากรวัยทำงานสามารถทำงานเพื่อสร้างผลผลิตให้กับประเทศได้อย่างเต็มที่ รัฐสามารถจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น

    การจัดสรรงบประมาณที่ไม่เหมาะสม การกักประชากรวัยทำงานจนไม่สามารถทำงาน เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รัฐขาดแคลนงบประมาณ

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0



    ความพรั่นพรึงต่อการเลือกตั้งของคณะรัฐประหาร อ้างเหตุต่างๆ ที่จะเลื่อนการเลือกตั้ง เป็นเรื่องไม่ปกติสำหรับคณะรัฐประหารที่ผ่านมาในอดีตของไทยนัก

    ตามปกติคณะรัฐประหารจะวางเงื่อนไขการสืบทอดอำนาจไว้ในรัฐธรรมนูญ หลังจากนั้นก็ระดมการสนับสนุนของนักการเมือง, ข้าราชการ, นายทุน, ไว้เพื่อจัดการตามเงื่อนไข หลังเลือกตั้งผู้นำการรัฐประหารจะได้เสียงสนับสนุนในสภามากพอจะจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้อย่างมั่นคง ยิ่งหากยังได้กองทัพหนุนหลังอยู่ ก็จะคุมพรรคการเมืองได้เด็ดขาดขึ้น

    การเลือกตั้งและการได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไม่ได้เป็นเพียงการสืบทอดอำนาจเท่านั้น แต่เป็นการพิสูจน์ว่าการรัฐประหารที่ผ่านมานั้นมีความชอบธรรม อย่างน้อยก็ได้รับการสนับสนุนจากรัฐสภาซึ่งส่วนหนึ่งเป็นตัวแทนประชาชน การเลือกตั้งจึงประกันความปลอดภัยของคณะรัฐประหารในทางปฏิบัติ ที่น่าจะมีผลมั่นคงในอนาคตเสียยิ่งกว่ากฎหมายนิรโทษกรรมตัวเองเสียอีก

    การเลือกตั้งจึงเป็นบันไดทองของคณะรัฐประหาร ไม่ใช่ไว้ลงจากอำนาจ แต่ลงจากอำนาจที่ไร้ความชอบธรรม มาสู่อำนาจที่อย่างน้อยก็ชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งจึงเป็นจุดจบที่คณะรัฐประหารทั้งหลายที่ผ่านมาในเมืองไทยต้องการ

    งานเลี้ยงที่ไม่ยอมเลิกรานั้นน่ากลัว ทั้งแก่เจ้าภาพและแขกพอๆ กัน

    อันที่จริงคณะรัฐประหารปัจจุบันมีเหตุที่พึงวิตกกังวลกับการเลือกตั้งน้อยมาก เพราะได้วางเงื่อนไขไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างรัดกุมพอสมควร ป้องกันไม่ให้ผลของการเลือกตั้งมีส่วนตัดสินอะไรได้มากนัก เช่นอาจไม่ให้อำนาจบริหารแก่ผู้ชนะการเลือกตั้ง หรือถึงช่วงชิงตำแหน่งนั้นไป ก็เป็นเพียงตำแหน่งกลวงๆ ที่ไร้ความหมาย เพราะยังมีอำนาจอื่นที่คณะรัฐประหารแต่งตั้งเอาไว้คอยกำกับควบคุมอย่างแน่นหนา จนนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าเปิดป้ายโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ

    หากคุมไม่อยู่ ก็อาจถอดถอนออกจากตำแหน่งได้ด้วยอำนาจขององค์กรซึ่งแต่งตั้งเอาไว้อย่างง่ายดาย

    นายกรัฐมนตรีที่อาจบริหารประเทศได้จริง ก็คือคนที่องค์กรต่างๆ ซึ่งคณะรัฐประหารตั้งเอาไว้ยอมรับเท่านั้น จริงอยู่สภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้ง มีอำนาจผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี จึงอาจขัดขวางนายกรัฐมนตรีที่มาจากคณะรัฐประหารได้ แต่ภายใต้โครงสร้างของรัฐธรรมนูญที่ไม่เอื้อให้นักการเมืองจากการเลือกตั้งมีบทบาทมากนัก การเจรจาต่อรองกับพรรคการเมืองเพื่อให้ผ่านงบประมาณ ย่อมทำได้ไม่ยากนัก ทั้งตบหัวและลูบหลัง

    หากระบอบถนอม-ประภาส หรือระบอบสุจินดา คราประยูร มีรัฐธรรมนูญอย่างนี้ เราก็คงต้องอยู่กับทายาททางอำนาจของบุคคลเหล่านั้นสืบมาจนทุกวันนี้

    เหตุใดคณะรัฐประหารชุดปัจจุบันจึงไม่อาจวางใจกับเงื่อนไขที่พร้อมมูลของรัฐธรรมนูญ แล้วเปิดการเลือกตั้ง เพื่อปิดฉากอำนาจที่ขาดความชอบธรรม เปิดเข้าสู่ฉากใหม่ของอำนาจที่ดูชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ

    เหตุผลที่คณะรัฐประหารและบริวาร กับคนชั้นกลางที่สนับสนุนการรัฐประหาร น่าจะมองเห็นแล้วในบัดนี้ก็คือ การเมืองไทยได้เปลี่ยนไปแล้ว และไม่สามารถใช้อำนาจเด็ดขาดของคณะรัฐประหารดึงการเมืองแบบเก่ากลับมาได้อีก

    ความเปลี่ยนแปลงนี้ก็คือ การเมืองไทยได้กลายเป็นการเมืองมวลชนไปเสียแล้ว การเกี้ยเซี้ยระหว่างผู้มีอำนาจกลุ่มต่างๆ อย่างเดียว ไม่เพียงพอที่จะทำให้การเมืองสงบราบคาบได้อย่างแต่ก่อน พรรคการเมืองไม่ได้นำประชาชน แต่ประชาชนเป็นผู้นำพรรคการเมือง จึงยากมากที่คณะรัฐประหารจะสามารถหาเสียง ส.ส.มาสนับสนุนได้เป็นกอบเป็นกำ

    ถึงแม้รัฐธรรมนูญจะวางเงื่อนไขให้คะแนนเสียงของ ส.ส.ค่อนข้างกระจาย แต่พรรคการเมืองที่ยังหวังจะมีอนาคตในการเมืองไทยต่อไปข้างหน้า ไม่อาจสนับสนุนการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหารได้เต็มที่นัก จะเหลือก็แต่พรรคเฉพาะกิจที่ตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนคณะรัฐประหารโดยตรง แต่การหยั่งเสียงที่ทำกันอย่างลับๆ ชี้ให้เห็นว่า พรรคเช่นนี้จะได้รับเลือกตั้งไม่มากนัก

    แม้แต่พรรคภูมิใจไทย ก็ต้องแสดงท่าทีที่ไม่ถึงกับสยบยอมอย่างที่เคยเป็นข่าวเมื่อสองสามปีที่แล้ว

    การเมืองมวลชนของไทยคงขยายตัวอย่างรวดเร็วในปลายทศวรรษ 2530 น่าสังเกตว่าพลเอกสุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรี ซึ่งถูกคนชั้นกลางในเมืองใหญ่ประท้วงขับไล่นั้น ที่จริงแล้วได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนในสภาอย่างท่วมท้น

    แสดงว่าจนถึง 2535 มวลชนที่เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองคือคนชั้นกลางในเขตเมืองเท่านั้น ในขณะที่คนในชนบทยังพร้อมจะเดินตามพรรคการเมืองหรือหัวคะแนน แสดงว่าเป้าหมายทางการเมือง คือประโยชน์ที่ท้องถิ่นจะได้รับจากนักการเมืองระดับชาติ มากกว่าเข้ามามีส่วนร่วมในการเมืองระดับชาติโดยตรง

    แต่หลังรัฐประหาร 2549 ผู้คนจำนวนมากที่ไม่เคยเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างใกล้ชิดได้หลั่งไหลเข้ามาเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างคึกคัก การเคลื่อนไหวของคนชั้นกลางในเมืองสูญเสียอำนาจนำทางการเมืองในระดับประเทศไป หรืออย่างน้อยก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเมืองมวลชน

    จุดมุ่งหมายของการรัฐประหารใน 2549 ไม่บรรลุผลจน “เสียของ” แม้แต่การแทรกแซงของกองทัพเพื่อตั้งรัฐบาลประชาธิปัตย์ขึ้นก็ไม่ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน ก็เพราะการเมืองไทยได้เปลี่ยนเป็นการเมืองมวลชนไปแล้ว การเจรจาต่อรองระหว่างชนชั้นนำบนเวทีรัฐประหารและอำนาจพิเศษ ไม่อาจคืนความสงบราบคาบให้แก่การเมืองได้อย่างเคย

    การเคลื่อนไหวทางการเมืองในระยะกว่าทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งฝ่ายคนชั้นกลางในเมือง และคนชั้นกลางจากชนบท ได้ให้ประสบการณ์ทางการเมืองแก่คนไทยอย่างไม่เคยมีมาก่อน

    สื่อไซเบอร์ทำให้การจัดตั้งทางการเมืองทำได้ง่ายขึ้น ประสบการณ์ทำให้รู้ว่าต้องเคลื่อนไหวอย่างไร จึงจะสามารถยึดความชอบธรรมทางกฎหมายไว้ได้ การเมืองมวลชนจึงเต็มไปด้วยสีสันของการเคลื่อนไหวของผู้คนจำนวนมาก

    มวลชนที่มีสำนึกทางการเมืองชัดเจนถึงเพียงนี้ ทำให้พรรคการเมืองต้องเดินตามมวลชน

    จริงอยู่ไม่ว่าเสื้อแดงหรือ กปปส.ล้วนได้รับการอุดหนุนทั้งด้านการเงินและอื่นๆ จากนักการเมือง แต่ทั้งสองกลุ่มไม่ใช่สมุนของพรรคการเมืองแท้ๆ นักการเมืองไม่อาจตั้งเงื่อนไขได้ว่าหากรับการอุดหนุนของตนแล้วต้องเคลื่อนไหวอย่างไร ตรงกันข้าม เพราะมวลชนเคลื่อนไหวทางการเมืองต่างหาก นักการเมืองที่หวังผลการเลือกตั้งจึงไม่อาจวางเฉยหรือขัดขวางได้ กลายเป็นว่านักการเมืองต่างหากที่ต้องเดินตามมวลชน

    การเมืองมวลชนทำให้วิธีรวบอำนาจอย่างที่เคยทำกันมาเป็นไปไม่ได้เสียแล้ว แม้จะเขียนรัฐธรรมนูญให้เอื้อต่อการรวบอำนาจของคนบางกลุ่มอย่างไร ก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้มากนัก เพราะการเมืองมวลชนทำให้เส้นทางการรวบอำนาจไม่มีวันราบรื่นไปได้ บันไดลงจากอำนาจที่ไม่ชอบธรรมซึ่งรัฐธรรมนูญจัดไว้ให้เป็นบันไดที่ล้าสมัยไปเสียแล้ว ขืนลงบันไดนั้น ก็อาจไม่ได้พบกับอำนาจที่ดูชอบธรรมได้ แต่อาจพบกับความไร้ระเบียบที่ไม่มีอำนาจใดๆ สามารถจัดการได้

    ไม่จำเป็นว่าการเมืองมวลชนจะนำมาซึ่งระบอบประชาธิปไตยเสมอไป การเมืองมวลชนอาจนำมาซึ่งระบอบเผด็จการก็ได้ แต่ไม่ใช่เผด็จการเชยๆ อย่างที่เราคุ้นเคย ต้องเป็นเผด็จการอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งมี “ประสิทธิภาพ” สูง ทั้งในเชิงกำกับควบคุมและในเชิงการยอมรับของมวลชน เมืองไทยยังไม่เคยมีเผด็จการทันสมัยประเภทนี้

    มีอุปสรรคหลายอย่างที่ทำให้เราเป็นประชาธิปไตยได้ยาก และมีอุปสรรคหลายอย่างที่ทำให้เราเป็นเผด็จการทันสมัยได้ยากกว่า เช่น เรามีกลไกรัฐที่ขาดเอกภาพ เราไม่มีอุดมการณ์ของความเปลี่ยนแปลง ซึ่งขาดไม่ได้ในเผด็จการทันสมัย กองทัพซึ่งอาจเป็นหัวหอกหรือผู้สนับสนุนหลักของเผด็จการทันสมัย ต้องเป็นกองทัพที่ประสบความสำเร็จอย่างเลื่องลือบางอย่าง เช่น กู้ชาติ หรือรวมประเทศเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างมั่นคง ฯลฯ

    บ่ายหน้าไปทางประชาธิปไตยก็ยาก บ่ายหน้าไปทางเผด็จการทันสมัย ก็ดูไม่มีแววจะเป็นไปได้เลย

    แล้ว คสช.จะลงจากอำนาจอันไม่ชอบธรรมของตนอย่างไร จากสามปีที่แล้วเมื่ออำนาจประเภทนี้ยังเป็นกำไรหรือข้อได้เปรียบ (asset) นับวันกลับกลายเป็นภาระ (liability) เพิ่มขึ้นทุกวัน

     

    หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกใน www.matichonweekly.com

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

     

    ผู้เขียนและคณะวิจัยที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เสนอผลงาน วิจัยที่ได้รับการสนับสนุน
    จาก สกว.เรื่องการปฏิรูประบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน เนื่องจากมีเนื้อหาที่น่าสนใจมากจึงสรุปมาให้ผู้อ่านได้รับทราบดังนี้

    ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (personal income tax หรือ PIT) เป็นแหล่งรายรับภาษีสำคัญของรัฐบาลแหล่งหนึ่ง ทั้งเป็นเครื่องมือเชิงนโยบายที่สามารถลดความเหลื่อมล้ำในประเทศได้ และหากมีการปฏิรูปที่เหมาะสมจะเพิ่มรายรับให้รัฐเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและธำรงโครงการเช่นระบบสุขภาพถ้วนหน้าได้

    โครงการวิจัยนี้จึงจัดทำขึ้น เพื่อชี้ให้ทั้งผู้วางนโยบายและประชาชนทั่วไปได้เข้าใจในระบบของ PIT อย่างแจ่มชัดมากขึ้น และเพื่อเป็นพื้นฐานในการผลักดันการปฏิรูประบบภาษีนี้ต่อไป โดยจุดเด่นของโครงการคือได้ใช้ข้อมูลปฐมภูมิจากตัวอย่างผู้ยื่นแบบภาษี ภ.ง.ด.90 และ ภ.ง.ด.91 ในปีภาษี 2555 ที่ได้รับการอนุเคราะห์จากกรมสรรพากรโดยไม่มีข้อมูลใดๆ ที่บอกตัวตนของผู้กรอกผลงานวิจัย มีข้อสรุปสำคัญ คือ

    ในด้านระบบภาษีและประสิทธิผล กรมสรรพากรประสบความสำเร็จสูงในการบริหารการจัดเก็บภาษีเงินได้ประเภทเงินเดือนประจำ แสดงถึงการได้รับความร่วมมืออย่างดีจากนายจ้างทั่วประเทศ แต่การเก็บภาษีเงินได้ที่เกิดจากทรัพย์สินและการประกอบธุรกิจของบุคคลธรรมดานั้น ยังเก็บได้ต่ำกว่าที่ควร กล่าวได้ว่า ระบบภาษียังไม่เป็นธรรมสำหรับบุคคลที่มีแหล่งเงินได้ต่างกัน

    ทั้งนี้ การจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีรูปแบบที่หลายหลาก (multiple tax system) นั่นคือระบบยังขาดการจัดเก็บภาษีเงินได้จากหลายแหล่งแบบบูรณาการ โดยการเก็บแบบบูรณาการ เป็นการรวมเงินได้ทุกประเภท ทั้งเงินได้ที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว และที่ยังไม่ได้หัก ณ ที่จ่าย มารายงานในแบบภาษี เพื่อคำนวณภาษีในอัตราเดียวกันตามขั้นเงินได้สุทธิ แต่ระบบของไทยเป็นระบบแบบแยกส่วน จึงเกิดความลักลั่นในการคิดคำนวณและการจัดเก็บภาษีจากเงินได้ประเภทต่างๆ

    การบรรเทาภาระภาษีของบุคคลธรรมดาโดยการยกเว้น การหักค่าใช้จ่าย และการลดหย่อนเงินได้ที่มีหลากหลายรูปแบบ เปรียบเสมือนเป็นการสร้างรายจ่ายผ่านมาตรการทางภาษี (tax expenditure) ที่มีขนาดใหญ่ ส่งผลให้ รายรับภาษีลดต่ำลงไป มากไปกว่านั้น มาตรการลดหย่อนต่างๆ ที่ผ่านมา ยังเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มต่างๆ ไม่ทัดเทียมกัน

    และนี่คือ ตัวชี้ของความไม่เป็นธรรมของระบบ PIT ในปัจจุบันอีกด้วย

    หากมองระบบ PIT นี้ในภาพรวมใหญ่ของทั้งประเทศ ผู้เสียภาษีจริงมีไม่ถึงร้อยละ 10 ของประชากรในวัยทำงาน ซึ่งในด้านนี้มีสองประเด็นที่ต้องพิจารณา

    เรื่องที่หนึ่งคือ จุดอ่อนอันเกิดจากกฎหมายและระเบียบ เช่น การยกเว้นรายได้สำคัญบางประเภท การเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่ายบางประเภทในอัตราต่ำ และการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาเป็นต้น
    เรื่องที่สองคือ การหลีกเลี่ยงภาษี โดยการรายงานรายได้ต่ำกว่าจริงหรือไม่ครบถ้วน หรือการที่ผู้มีรายได้ไม่กรอกแบบภาษีเลย นี่คือผู้ที่หลุดออกจากระบบโดยสิ้นเชิง อาจมีทั้งผู้มีฐานะดีและสมาชิกครอบครัวที่ได้รับรายได้จากจากการขายทรัพย์สินหรือค่าเช่าโดยปัจเจกบุคคล หรือรายได้ที่รับผ่านนอมินี และยังมีกลุ่มรายได้ระดับกลางๆ ที่ทำงานส่วนตัวและไม่กรอกแบบภาษีด้วย

    ในมิติการกระจายรายได้ ระบบภาษี PIT ของไทยมีลักษณะก้าวหน้า (progressive) คือ ผู้ยื่นแบบที่มีเงินได้น้อยก็ไม่ต้องเสียภาษี และในบรรดาผู้ยื่นแบบทั้งหมดนั้น ภาษีที่เก็บส่วนใหญ่มาจากกลุ่มที่มีเงินได้สูงสุดร้อยละ 10 ของผู้มีรายได้ทั้งประเทศ แต่ระบบ PIT ยังครอบคลุมเงินได้ไม่ครบทุกประเภท ความก้าวหน้าของภาษีที่กล่าวถึงนี้ จึงไม่ได้ลดความเหลื่อมล้ำมากนัก โดยเฉพาะ สำหรับเงินได้จากทรัพย์สินและการทำธุรกิจนั้น การแจ้งรายงานเงินได้และการจัดเก็บภาษีในส่วนนี้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ส่งผลให้ความเป็นธรรมลดน้อยลง

    สำหรับประสบการณ์ในต่างประเทศพบว่า ประเทศที่รายรับ PIT สูง มักใช้ระบบภาษีแบบบูรณาการเป็นหลัก โดยประชาชนส่วนใหญ่มีรายได้พอที่จะเสียภาษีตามขั้นเงินได้ 3-5 ระดับขั้น ประเทศที่รายรับ PIT สูงนั้น แสดงให้เห็นถึงความเสมอภาคด้านรายได้

    ส่วนประเทศสมาชิกอาเซียนมีระบบ PIT ที่ใกล้เคียงกัน โดยประชาชนจำนวนมากไม่ต้องเสีย PIT และภาษี PIT ที่จัดเก็บได้ต่ำกว่าร้อยละ 2.5 ของรายได้ทั้งประเทศ ทั้งๆ ที่อัตราภาษีสูงสุดอยู่ที่ร้อยละ 20-35

    การที่บางประเทศมีรายรับ PIT สูงนั้น อาศัยความร่วมมือของประชาชนส่วนใหญ่ที่เห็นประโยชน์และเชื่อว่าระบบภาษีเป็นธรรม ซึ่งความเข้าใจนี้สะท้อนความต้องการที่จะเป็นสังคมเดียวกันทั้งคนรวยคนจน และหากการเมืองและการบริหารภาครัฐได้ไปถึงจุดนี้แล้ว จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ และทำให้สรรพากรสามารถตรวจสอบการรายงานรายได้ และดำเนินการลงโทษผู้ที่หลีกเลี่ยงหรือรายงานเท็จแบบแน่นอน

    ปัญหาสืบเนื่องจากภาวะโลกาภิวัตน์ต่อระบบภาษีในนานาประเทศ คือ บุคคลบางกลุ่มโยกย้ายไปรับเงินได้ในประเทศอื่นๆ ที่ไม่ต้องเสียภาษีหรือเสียน้อย (tax haven) ประเทศใหญ่ทั่วโลกรวมทั้งประเทศสำคัญในเอเชีย เช่น จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เป็นต้น จึงได้ตกลงร่วมกันสร้างระบบเพื่อลดปัญหาดังกล่าวนี้ โดยคิดโครงการแลกเปลี่ยนข้อมูลผู้เสียภาษีและรายได้ที่ได้รับ โดยมีหลักการว่า ผู้มีรายได้ควรเสียภาษี ณ ประเทศที่พำนักอาศัย (tax residence) บนฐานรายได้ที่ได้รับทั่วโลก (worldwide income) ซึ่งตามหลักการเดียวกันนี้ แต่ละประเทศยังจะมีระบบภาษีที่ต่างกันได้

    ส่วนประเทศไทยได้เข้าเป็นสมาชิกลำดับที่ 139 ของ Global Forum เพื่อดำเนินการในเรื่องนี้ต่อไป

    สําหรับนัยต่อนโยบายของไทยสรุปได้ว่ากรมสรรพากรได้ดำเนินการหลายเรื่องเพื่อให้ระบบ PIT ของไทยมีความเป็นธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะรัฐบาลได้กำหนดให้ยกเลิกการลดหย่อนภาษีเพื่อการลงทุน (LTF) จาก พ.ศ.2563 เป็นต้นไป ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยที่พบว่าหากเลิกได้จริงจะเพิ่มรายรับ PIT ได้หมื่นกว่าล้านบาทต่อปี

    นอกจากนี้ กรมได้เริ่มลดอัตราที่ใช้ในการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาตั้งแต่ พ.ศ. 2560 เป็นต้นไป สำหรับธุรกิจหลายประเภท ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนไห้หักค่าใช้จ่ายตามจริง และกรมได้แนะนำผู้มีรายได้สำคัญให้ทำบัญชีที่ตรวจสอบได้ หรือจดทะเบียนกิจการธุรกิจเป็นนิติบุคคล ทั้งหมดนี้เป็นทางที่น่าจะต้องดำเนินการต่อไป รวมทั้งกำหนดว่ารายการใดบ้างที่สมควรหักเป็นค่าใช้จ่ายในการประกอบกิจการต่างๆ ให้ชัดเจน เพื่อให้ระบบครอบคลุมคนที่มีรายได้ระดับกลางมากขึ้น

    ในระยะยาว การปรับระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ครอบคลุมผู้ที่ควรเข้ามาในระบบและรายได้จากทรัพย์สินทุกประเภทให้ทั่วถึงมากกว่าที่เป็นอยู่เป็นเรื่องจำเป็นเพื่อความเป็นธรรมและเพื่อให้มีความเข้าใจและความยินยอมเสียภาษีในอนาคต หากสามารถขยายฐานภาษีออกไปอย่างที่ควรเป็น เช่น ให้ครอบคลุมประชากรในวัยทำงานให้ได้มากขึ้น นั่นแหละระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจึงจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำลงได้บ้าง

    นอกจากนี้ ไทยจำเป็นที่จะต้องร่วมมือกับประเทศในกลุ่มอาเซียนและประเทศอื่นๆ ทั่วโลก เพื่อเลี่ยงการแข่งกันลดภาษี และเพื่อช่วยกันปรับปรุงระบบ PIT โดยการใช้เทคโนโลยีเชื่อมระบบข้อมูลรายได้และรหัสผู้เสียภาษี ซึ่งในที่สุดอาจนำมาใช้ในการคำนวณภาษี ณ ประเทศที่พำนักอาศัย (tax residence) บนฐานรายได้ที่ผู้เสียภาษีได้รับทั่วโลก (worldwide income)

    การที่กรมสรรพากรให้ความอนุเคราะห์ข้อมูลปฐมภูมิด้านภาษีให้แก่นักวิจัยเป็นเรื่องที่ดี ผลงานวิจัยเป็นประโยชน์ต่อการทำงานของกรมสรรพากร ต่อการเรียนรู้ของประชาชนทั่วไปที่จะได้รับรู้ถึงการทำงานสำคัญของกรม ได้เข้าใจระบบภาษีและมีความยินยอมเสียภาษีมากขึ้น จึงควรเปิดเผยข้อมูลต่อไปอย่างต่อเนื่อง

     

    ที่มา: มติชนออนไลน์

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

     


    เป็นไงล่ะ ว่าที่ กกต.ชุดใหม่ “สเป๊กมหาเทพ” ของปู่มีชัย กกต.สมชัยหัวร่อกลิ้ง ตั้งแต่เห็นรอง ผบ.ตร. รองปลัดยุติธรรม ผู้พิพากษาอาวุโส ฯลฯ ขาดคุณสมบัติ

    สเป๊กสูงลิบขนาดต้องเป็นอธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการ 5 ปี ตำรวจทหารก็ต้องเป็น ผบ.เหล่าทัพเท่านั้น มีซักกี่คนกัน ตอนตั้งกรรมการสรรหา สเป๊กเดียวกัน จึงได้อดีตอธิบดีกรมหม่อนไหมและกรมการข้าว

    คิดอีกทีก็ดีเหมือนกัน เบื่อตำรวจทหารข้าราชการแก่ๆ แต่ในขณะเดียวกัน ใครมีตั๋วทนายครบ 20 ปี ใบประกอบวิชาชีพอิสระ หมอ วิศวะ สถาปนิก 20 ปี ทั้งข้าราชการและเอกชนกลับสมัครได้ มันแปลกดีไหม ครูประถม มัธยม ก็ได้ แต่อาจารย์มหาวิทยาลัยต้องเป็นศาสตราจารย์ครบ 5 ปี จึงถือว่าขลัง

    จะบอกว่าเจตนาตั้งสเป๊กสกัดข้าราชการก็ไม่น่าใช่ ดูเหมือนเขียนกฎหมายบกพร่องโดยพิกลเสียมากกว่า

    หวย กกต.เลยมาออกที่เลขาฯ กสทช. อดีตผู้ว่าฯ คณะทำงาน “บิ๊กป๊อก” อดีตอธิการบดีราชมงคล ราชภัฏ ซึ่งรายหลังก็พอดี๊ เป็นศาสตราจารย์รัฐศาสตร์ มีความรู้ความสามารถ ขึ้นเวที “ยามเฝ้าแผ่นดิน” มาแล้วเมื่อปี 51

    รายสุดท้ายเซอร์ไพรส์หนักมาก ทนายหญิงที่ไม่มีใครรู้จัก ท่านอาจดีบริสุทธิ์ ประทับใจกรรมการสรรหา แต่ถามหน่อยว่า คนจะเป็นองค์กรอิสระ ควรมีบทบาทผลงานเป็นที่ประจักษ์ไหม

    ถ้ามาจากศาลก็ว่าไปอย่าง เพราะปกติผู้พิพากษาสมถะ โลว์โปรไฟล์ เพียงแต่ครั้งนี้ได้คนที่สังคมรู้จัก เพราะท่านแรกอยู่ใน “63 ตุลาการรักแผ่นดิน” ลงชื่อคัดค้านร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรม

    กกต.สมชัยไม่ใช่หัวร่อแค่การสรรหา กกต.เท่านั้น หากยังเห็น พ.ร.ป.องค์กรอิสระที่เอนไปเอนมายิ่งกว่าหอเอน ปิซ่า ในเรื่องคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งอยู่ก่อน หากขัด “สเป๊กมหาเทพ” จะทำอย่างไร ทีแรก กรธ.ก็บอกว่าจะ “รีเซ็ต” ทั้งหมด คือใครคุณสมบัติครบอยู่ต่อ ใครเป็นอธิบดีเป็นศาสตราจารย์ไม่ครบ 5 ปีก็ตกเก้าอี้ไป สรรหาใหม่ เป็นหลักเกณฑ์เดียวกันทุกองค์กร

    ที่ไหนได้ พอร่างกฎหมายเข้า สนช.กลับถูกแก้ไขไปคนละทิศละทาง กกต.ถูก Set Zero โดยอ้างว่าจะเพิ่มจาก 5 เป็น 7 ไม่ให้มี “ปลาสองน้ำ” ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่รีเซ็ต ให้อยู่ต่อจนครบวาระ กสม.ถูก Set Zero ตั้งแต่ร่างของ กรธ.โดยอ้างว่าให้เป็นไปตามหลักการปารีส เพราะถูกลดเกรด

    พอมาถึงศาลรัฐธรรมนูญ กลับเปิงไปอีกอย่าง ตุลาการ 9 คนมี 5 คนครบวาระ คำสั่ง คสช.ให้อยู่ต่อไปก่อน รอกฎหมายลูกเสร็จค่อยสรรหา ปรากฏว่า สนช.กลับให้อยู่ต่อจนหลังเลือกตั้ง จนมีประธานสภาและผู้นำฝ่ายค้าน มาร่วมเป็นกรรมการสรรหา โดยอ้างว่า “สง่างาม”

    ส่วนอีก 4 คนที่ร่าง กรธ.ให้รีเซ็ต ก็ให้อยู่ต่อจนครบวาระ แบบเดียวกับผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยอ้างว่าศาลเป็นอิสระ ปลดศาลไม่ได้ ต่างชาติจะนินทา

    กกต.สมชัยก็เลยแต่งกลอนถาม นี่ไม้หลักหรือไม้เลื้อย สองมือถือกฎหมาย ละอายกันหรือไม่

    เรื่องตลกกว่านั้นคือ ในที่ประชุมกรรมาธิการ สนช.ที่มีสมคิด เลิศไพฑูรย์ เป็นประธาน ตัวแทน กรธ.3 คน ได้แก่ สุพจน์ ไข่มุกด์, อุดม รัฐอมฤต, ธนาวัฒน์ สังข์ทอง ค้านหัวชนฝา โดยเฉพาะสุพจน์ อดีตตุลาการเจ้าของวาทกรรม “ทำถนนลูกรังให้หมดก่อน” ยืนยันว่า การต่ออายุเพื่อนตุลาการ 5 คนขัดรัฐธรรมนูญ

    แต่ท้ายที่สุด กรธ.กลับมาประชุมกันแล้วมีมติว่า จะไม่ส่งความเห็นค้าน สนช. โดยอ้างว่าผู้แทน 3 คนแสดงความเห็นไปแล้ว และศาลรัฐธรรมนูญก็เคยมีคำวินิจฉัยแล้ว ในกรณีร่าง พ.ร.บ.ผู้ตรวจการแผ่นดินว่า ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ (คือจะเขียนรีเซ็ต เซ็ตซีโร่ อยู่ต่อ ต่ออายุ อย่างไรก็ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ)

    แหม่ เสียดายจัง เมื่อ กรธ.ไม่ค้าน ก็คงไม่มีการส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ

    แต่เข้าใจตรงกันนะ ถ้าท่านวินิจฉัยว่าไม่ขัด ก็ไม่ใช่ ผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะมีคำวินิจฉัยร่าง พ.ร.บ.ผู้ตรวจการแผ่นดินนำร่องไว้แล้วไง

    ก็ต้องกลับไปถามสุพจน์ ไข่มุกด์ ที่อ้างว่าตุลาการ 5 คน ส่วนใหญ่อยากลาออกเต็มที นั้นจริงไหม

     


    เผยแพร่ครั้งแรกใน:ข่าวสด 8 ธันวาคม 2560 (หน้า 6)

    ที่มา:www.khaosod.co.th

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0


     

    แหวนมารดา  นาฬิกาของยืมเพื่อน
    ชีวิตนี้ไม่แปดเปื้อนทุจริต
    เรือดำน้ำ  เที่ยวฮาวาย  เรื่องน้อยนิด
    อย่าไปคิดสงสัยอะไรเลย

    ยึดอำนาจเพื่อปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง
    พอคล้อยหลังพ่ออิเหนาก็เอาเหวย
    ว่าแต่เขา เรายิ่งโจรปล้นกว่าเคย
    เขียนโรดแม็ป นี่ไงเฮ้ย! ขอเวลา!

    เงินโรงหมอให้ ‘พี่ตูน’ ตามกระแส
    สุดแม่สายเงินก็หวนคืน  เพิ่มค่า
    เออลงทุนท้นกำไร  ได้หน้าตา
    เอ๊ะ! ทำไป ทำมา ชักหน้าดู

    ประเทศไทย...
    พวกบ้าใบครองอำนาจชาติหดหู่
    มีแต่ถอยหลังลงคลองทุกประตู
    ลูกหลานเอย...  เจ้าจะอยู่กันอย่างไร?!?!

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    คณะรัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรปเผย เตรียมฟื้นฟูความสัมพันธ์กับไทย-หลังหัวหน้า คสช.บอกจัดเลือกตั้งพฤศจิกายน 61 ส่วนการเจรจา FTA ไทย-อียู รอรัฐบาลพลเรือนหลังเลือกตั้ง เน้นย้ำให้ยกเลิกข้อจำกัดด้านเสรีภาพ ปลดล็อกให้พรรคการเมือง-ภาคประชาสังคมทำงาน เคารพนักปกป้องสิทธิมนุษยชน จัดการเลือกตั้งที่น่าเชื่อถือ และให้ความสำคัญกับรัฐบาลพลเรือนหลังเลือกตั้ง

    คณะรัฐมนตรีคณะที่ 61 หรือ ครม.ประยุทธ์ 5 ถ่ายภาพร่วมกันหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาลเมื่อ 4 ธันวาคม 2560 (ที่มา: เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล/วิกิพีเดีย)

    ธงสหภาพยุโรป (ที่มา: Facebook/European Union in Thailand)

    11 ธ.ค. 2560 ในเฟสบุ๊ค European Union in Thailandได้เผยแพร่ผลการประชุมของคณะรัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรปเกี่ยวกับประเทศไทย (Council Conclusions on Thailand) โดยมีรายละเอียดดังนี้

    คณะรัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรป ได้มีการตกลงที่จะปรับความสัมพันธ์ด้านการเมืองกับประเทศไทย รวมไปถึงด้านสิทธิมนุษยชน เสรีภาพขั้นพื้นฐาน และแผนการดำเนินงานสู่ประชาธิปไตย
    EU foreign ministers agree to step up political engagement with Thailand, including on human rights, fundamental freedoms and the road to democracy.

    ผลสรุปการประชุมของคณะรัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรปเกี่ยวกับประเทศไทย (Council Conclusions on Thailand)

    วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม 2560
    คณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป (Council of the European Union)

    1. คณะรัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรป ยังคงยืนยันถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสหภาพยุโรปและประเทศไทย คณะรัฐมนตรีฯ เล็งเห็นถึงคุณค่าของบทบาทที่ประเทศไทยมีในฐานะประเทศผู้ประสานการเจรจาและสนับสนุนการขยายความร่วมมือระหว่างกลุ่มประเทศ อียู-อาเซียน (EU-ASEAN Dialogue Relations) ในปัจจุบัน

    2. คณะรัฐมนตรีฯ ขอย้ำถึงข้อเรียกร้องให้ประเทศไทยมีการคืนสู่กระบวนการทางด้านประชาธิปไตยอย่างเร่งด่วนที่สุด โดยผ่านการเลือกตั้งที่น่าเชื่อถือและมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย รวมถึงความเคารพต่อสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน

    3. คณะรัฐมนตรีฯ ยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับสิทธิทางการเมือง สิทธิพลเมือง และเสรีภาพ ซึ่งได้ถูกลดรอนไปอย่างรุนแรงในประเทศไทยหลังจากการรัฐประหารเมื่อปี พ.ศ.2557 เสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมยังคงถูกจำกัดอยู่เป็นอย่างมาก ผ่านกฎหมายและคำสั่งของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลายฉบับ นอกจากนี้นักเคลื่อนไหวภาคประชาสังคมและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนยังคงเผชิญกับการคุกคามทางกฎหมาย คณะรัฐมนตรีฯ ตอกย้ำถึงความสำคัญของเสรีภาพขั้นพื้นฐานดังกล่าวที่ต้องได้รับการฟื้นฟูขณะที่ประเทศไทยดำเนินการไปสู่ประชาธิปไตย และขอย้ำถึงความสำคัญของเสรีภาพขั้นพื้นฐานดังกล่าวซึ่งมีความเชื่อมโยงกับบทบาทของภาคประชาสังคมในระบอบประชาธิปไตยที่มีประสิทธิภาพ ด้วยเหตุนี้สหภาพยุโรปจะยังคงสนับสนุนองค์กรภาคประชาสังคมและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนต่อไป

    4. คณะรัฐมนตรีฯ ส่งเสริมให้ผู้มีอำนาจของไทยดำเนินการตามข้อเสนอแนะที่ประเทศไทยได้ให้คำมั่นระหว่างการทบทวนรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนภายใต้กลไก UPR (Universal Periodic Review) ครั้งที่สองของประเทศไทย (พฤษภาคม 2016)

    5. คณะรัฐมนตรีฯ พึงสังเกตว่าการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับใหม่เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2560 ซึ่งระบุว่าการเลือกตั้งทั่วไปจะเกิดขึ้นภายใน 150 วันหลังจากมีการประกาศใช้กฏหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่จำเป็นสี่ฉบับ นอกจากนี้คณะรัฐมนตรีฯ ยังตั้งข้อสังเกตว่าการเตรียมความพร้อมในทางนิติบัญญัติเพื่อจัดการเลือกตั้งกำลังมีความคืบหน้า ในบริบทนี้คณะรัฐมนตรีฯ ยอบรับแถลงการณ์ของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2560 ซึ่งระบุว่าการเลือกตั้งทั่วไปจะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2561 คณะรัฐมนตรีฯ เรียกร้องให้มีการประกาศใช้กฏหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เหลืออยู่อย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และให้เคารพกำหนดการการจัดการเลือกตั้งตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ

    6. คณะรัฐมนตรีฯ ตั้งข้อสังเกตถึงการตัดสินใจของผู้นำทางทหารในการลดการดำเนินคดีต่อพลเรือนในศาลทหารหลายคดีลง ตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2559 ทั้งการกระทำความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง และความผิดเกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ คณะรัฐมนตรีฯ เรียกร้องให้ผู้มีอำนาจของไทยไม่ดำเนินคดีต่อพลเรือนในศาลทหาร ซึ่งรวมถึงความผิดเกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2559

    7. คณะรัฐมนตรีฯ ทบทวนผลสรุปการประชุมเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ.2557 ที่ระบุว่าสหภาพยุโรปตัดสินใจที่จะทบทวนความสัมพันธ์กับประเทศไทย และอาจจะพิจารณาดำเนินการมาตรการอื่นๆ ต่อไปตามสถานการณ์ เมื่อพิจารณาจากความคืบหน้าที่กล่าวไปข้างต้น คณะรัฐมนตรีฯ จึงเห็นว่ามีความเหมาะสมที่จะเริ่มกลับมาปรับความสัมพันธ์ด้านการเมืองกับประเทศไทยอย่างช้าๆ

    8. ดังนั้น คณะรัฐมนตรีฯ ตัดสินใจที่จะกลับเข้าสู่การติดต่อทางการเมืองในทุกระดับกับประเทศไทยเพื่ออำนวยความสะดวกการเจรจาในประเด็นที่มีความสำคัญร่วมกัน อันรวมถึงด้านสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน และแผนการดำเนินงานสู่ประชาธิปไตย สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปจะใช้จากการเจรจาติดต่อดังกล่าวอย่างเต็มที่เพื่อหยิบยกประเด็นข้อกังวลเหล่านี้

    9. คณะรัฐมนตรีฯ อยากเห็นความก้าวหน้าในความสัมพันธ์ที่เพิ่มขึ้นกับประเทศไทย หลังจากการจัดการเลือกตั้งที่น่าเชื่อถือและมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายและการปรับปรุงของสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชน สหภาพยุโรปหวังให้ผู้มีอำนาจของไทยจะดำเนินการให้ประเทศไทยมีสภาพแวดล้อมทางการเมืองที่ฝ่ายค้านและภาคประชาสังคมสามารถทำงานได้อย่างเสรี

    10. ในบริบทนี้ คณะรัฐมนตรีฯ ขอให้คณะกรรมาธิการยุโรปสำรวจความเป็นไปได้ในการกลับมาเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างยุโรป-ไทย (EU-Thailand Free Trade Agreement)

    11. การลงนามในกรอบข้อตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือ (Partnership and Cooperation Agreement - PCA ) และการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) กับประเทศไทย จะสามารถดำเนินการได้กับรัฐบาลพลเรือนที่ได้รับการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่

    12. คณะรัฐมนตรีฯ ย้ำอีกครั้งว่าจะยังคงพิจารณาทบทวนความสัมพันธ์กับประเทศไทย โดยให้ความสำคัญกับประเด็นในด้านต่อไปนี้:

    - การยกเลิกข้อจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพสื่อ ตลอดจนเสรีภาพในการชุมนุมและการรวมกลุ่ม การยกเลิกข้อจำกัดเกี่ยวกับกิจกรรมทางการเมืองของพรรคการเมืองและองค์กรภาคประชาสังคม รวมถึงการเคารพและสนับสนุนการทำงานของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

    - การจัดการเลือกตั้งที่น่าเชื่อถือและมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย อันสอดคล้องกับมาตรฐานสากลซึ่งนำไปสู่สถาบันทางประชาธิปไตยที่ทำงานได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ

    - การเข้าประจำตำแหน่งของรัฐบาลพลเรือนที่ได้รับการเลือกแบบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่

    13. สหภาพยุโรปพร้อมที่จะช่วยเหลือประเทศไทยให้บรรลุวัตถุประสงค์เหล่านี้ด้วยเจตนารมณ์ของความร่วมมือและความเป็นหุ้นส่วน

    14. คณะรัฐมนตรีฯ ขอให้ผู้แทนระดับสูงของสหภาพยุโรปและคณะกรรมาธิการยุโรป ร่วมกันติดตามสังเกตการณ์และแจ้งให้คณะรัฐมนตรีฯ ทราบเกี่ยวกับความคืบหน้าที่เกิดขึ้น

    ผลสรุปการประชุมของคณะรัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรปฉบับภาษาอังกฤษ - Council Conclusions in English: http://www.consilium.europa.eu/media/32026/st15583en17.pdf อ่านเพิ่มเติม - More: http://bit.ly/2yf2xvm

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    ในสหรัฐฯ มีการพยายามผลักดันข้อเรียกร้องและนโยบายต่างๆ เพื่อคนข้ามเพศ แต่ก็มีความคิดเห็นแตกต่างกันในประเด็นเหล่านี้ นักรัฐศาสตร์สำรวจพบว่าถ้าหากใครที่มีคนรู้จักเป็นคนข้ามเพศหรือเคยเห็นตัวละครคนข้ามเพศในสื่อในเชิงบวกมาก่อนก็จะมีแนวโน้มสนับสนุนประเด็นและนโยบายต่างๆ เพื่อคนข้ามเพศมากขึ้น


    ภาพจาก pixabay.com

    11 ธ.ค. 2560 สื่อวิทยาศาสตร์ Phys นำเสนอผลการวิจัยของนักวิจัยด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งแคนซัส ดอน ไฮเดอร์-มาร์เคิล และแพทริค มิลเลอร์ ระบุว่าคนที่รู้จักกับคนข้ามเพศ (transgender) เป็นการส่วนตัวหรือเคยเห็นตัวละครคนข้ามเพศในสื่อมาก่อนมีแนวโน้มที่จะแสดงออกทางบวกในการสนับสนุนสิทธิของคนข้ามเพศมากขึ้น

    ไฮเดอร์-มาร์เคิล ศาตราจารย์และหัวหน้าภาควิชารัฐศาสตร์เปิดเผยว่าสิ่งที่งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นคือผู้ที่เรียกร้องสิทธิของคนข้ามเพศน่าจะใช้วิธีทำให้ผู้คนได้รู้จักกับคนข้ามเพศมากขึ้นด้วย เพื่อทำให้เกิดแรงสนับสนุนจากประชาชนทั่วไป ประเด็นคล้ายๆ กันนี้ยังเคยเป็นข้อถกเถียงกันเกี่ยวกับกรณีที่มีการบอกให้เกย์และเลสเบียนเปิดเผยเพศวิถีตัวเองให้เพื่อนและครอบครัวได้รับรู้

    นักวิจัยทั้งสองคนเป็นผู้ที่ศึกษาเรื่องการเมืองของคนข้ามเพศมาหลายเรื่องและได้ตีพิมพ์ในวารสารต่างๆ ตลอดช่วงปีนี้ โดยผลงานล่าสุดเผยแพร่ในวารสารพับลิคโอพีเนียนควอเตอร์ลี งานวิจัยก่อนหน้านี้พวกเขาเก็บข้อมูลเกี่ยวกับคนข้ามเพศได้จำกัดและมีผลที่ไม่แน่นอนเกี่ยวกับทัศนคติต่อคนข้ามเพศสำหรับคนที่เคยปฏิสัมพันธ์กับคนข้ามเพศมาก่อน

    แต่งานวิจัยล่าสุดพวกเขาพบว่าคนที่รู้จักคนข้ามเพศเป็นการส่วนตัวมีแนวโน้มจะสนับสนุนขบวนการเคลื่อนไหวของคนข้ามเพศด้านต่างๆ เช่นการลดการกีดกันเลือกปฏิบัติในการจ้างงานหรือในการเช่า/ซื้อที่อยู่อาศัย ส่วนในประเด็นที่คนในสหรัฐฯ มีความเห็นแตกต่างกันมากๆ คือเรื่องเกี่ยวกับเนื้อตัวร่างกายและเรื่องบทบาททางเพศ  เช่น เรื่องห้องน้ำ หรือเรื่องการระบุเพศในเอกสารราชการ นักวิจัยก็พบคนที่เคยปฏิสัมพันธ์กับคนข้ามเพศอย่างใกล้ชิดมากกว่าก็มีทัศนคติสนับสนุนคนข้ามเพศในประเด็นเหล่านี้มากกว่า

    พวกเขาสำรวจเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2558 โดยใช้วิธีการให้มาตรวัดระดับความรู้สึกสนับสนุนคนข้ามเพศและนโยบายต่างๆ เกี่ยวกับคนข้ามเพศ

    ถึงแม้ว่าโดยรวมๆ แล้วคนที่มีความคุ้นเคยกับคนข้ามเพศมาก่อนมักจะมีทัศนคติดีกว่าโดยรวมๆ แต่นักวิจัยก็ตั้งข้อสังเกตว่ากลุ่มตัวอย่างที่มีทัศนคติไปในทางบวกกับคนข้ามเพศมากที่สุดมักจะเป็นผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครต มีแนวทางการเมืองแบบเสรีนิยม เป็นผู้หญิง และเป็นคนที่ไม่ค่อยฝักใฝ่ศาสนา

    นอกจากเรื่องนี้จะสนับสนุนทำให้คนข้ามเพศกล้าเปิดตัวมากขึ้นแล้ว แต่ก็ยังอาจจะหมายถึงการที่ควรจะมีตัวละครคนข้ามเพศในสื่อมากขึ้นด้วย ไฮเดอร์-มาร์เคิล ยกตัวอย่างว่าก่อนหน้านี้เคยมีการนำเสนอภาพของคนรักเพศเดียวกันผ่านสื่อมากขึ้น ทำให้ผู้คนมีทัศนคติต่อคนรักเพศเดียวกันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมช่วงยุคคริสต์ทศวรรษ 1990-ช่วงต้นคริสต์ทศวรรษ 2000

    มีการยกตัวอย่างรายการโทรทัศน์ "Will & Grace" (ชื่อเรื่องไทยคือ "เจ๊วิล คุณนายเกรซ เพื่อนกันไม่มีวันจบ") ที่เป็นซิทคอมเกี่ยวกับทนายความเกย์และเพื่อนผู้หญิงคนรักต่างเพศที่เป็นนักออกแบบภายใน เรื่องนี้นำเสนอผ่านช่องเอ็นบีซีช่วงปี 2541-2549 ได้รับการชื่นชมว่าทำให้ผู้คนได้เรียนรู้เข้าใจเกย์และทำให้คนมีทัศนคติต่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBT) ดีขึ้น อีกตัวอย่างหนึ่งที่นักวิจัยพูดถึงคือซีรีส์ได้รับรางวัลที่ชื่อ "ทรานส์พาเรนท์" ที่เกี่ยวข้องกับคนข้ามเพศ

    ไฮเดอร์-มาร์เคิล บอกว่าคนที่ไม่ได้รู้จักกับคนข้ามเพศถ้าหากพวกเขาได้รับชมตัวละครคนข้ามเพศที่สื่อออกมาในภาพทางบวก ก็จะทำให้คนมีความรู้สึกทางบวกและสนับสนุนสิทธิของคนข้ามเพศได้ ผู้วิจัยบอกอีกว่างานวิจัยในเรื่องเช่นนี้ยังเป็นตัวชี้วัดกว้างๆ เกี่ยวกับสังคมว่ายังเป็นประชาธิปไตยอยู่มากน้อยแค่ไหม

     

    เรียบเรียงจาก

    Knowing a transgender person could influence one's political stance, study finds, Phys, 05-12-2017
    https://phys.org/news/2017-12-transgender-person-political-stance.html


    ข้อมูลเพิ่มเติมจาก
    https://en.wikipedia.org/wiki/Will_%26_Grace

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    กอ.รมน.ภาค 4 แจงกรณีคลิปการซ้อมทหาร เป็นคลิปเก่า ไม่ใช่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย อีกคลิป ตั้ง กก.สอบสวน โดยได้ลงทัณฑ์ผู้ทำผิดแล้ว ชี้ผู้ปล่อยคลิปเป็นความพยายามที่จะทำลายความน่าเชื่อถือ พล.ท. ปิยวัฒน์ เตรียมใช้มาตรการทางกฎหมายต่อ

    12 ธ.ค. 2560 โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 (กอ.รมน.ภาค 4 )รายงานว่า วันนี้ เวลา 09.30 น. พ.อ. ปราโมทย์  พรหมอินทร์  โฆษก กอ.รมน.ภาค 4  เปิดเผยว่า ตามที่มีการแชร์คลิปพร้อมข้อความ “ช่วยกันแชร์ด้วยครับ กระจายให้มากที่สุด คนไทยจะได้เห็นกับตา ค่ายฝึกของ พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 คนนี้มันโหดร้ายขนาดไหน” ซึ่งต่อมาพบว่ามีการแชร์คลิปดังกล่าวในสื่อสังคมออนไลน์อย่างกว้างขวาง ดังนั้น เพื่อให้ได้รับทราบข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง กองทัพภาคที่ 4 / กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4  จึงขอชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจ ดังนี้

    1. จากการตรวจสอบคลิปที่มีการแชร์มี 2 คลิป โดยคลิปแรก เป็นภาพการทำร้ายทหารด้วยการเฆี่ยนตีและเตะต่อย จากการตรวจสอบพบว่าเป็นคลิปเก่าที่เคยนำมาแชร์เมื่อ พฤษภาคม 2560 พิจารณาจากสถานที่, เครื่องแต่งกายและภาษา สามารถยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า ไม่ใช่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และคลิปที่ 2 เป็นการรวบรวมภาพการทำร้ายร่างกายทหารที่เกิดขึ้นในอดีตหลายเหตุการณ์  ในห้วงปี 2554 - 2556 ซึ่งทุกเหตุการณ์ กองทัพได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน โดยได้ลงทัณฑ์ ผู้ที่ร่วมกระทำความผิดทางวินัยทหาร และประมวลกฎหมายอาญาทหาร ทั้งจำขัง พักราชการ และปลดออก จากราชการแล้วหลายราย และบางรายอยู่ในระหว่างดำเนินคดี จึงเห็นได้ว่าคลิปที่นำมาเผยแพร่ดังกล่าวไม่ได้อยู่ในช่วงที่ พล.ท.ปิยวัฒน์ ดำรงตำแหน่ง แม่ทัพภาคที่ 4 (ตั้งแต่ ตุลาคม 2559 – ปัจจุบัน) แต่อย่างใด

    2. การเผยแพร่คลิปดังกล่าว พิจารณาได้ว่าเป็นความพยายามที่จะทำลายความน่าเชื่อถือและทำลายชื่อเสียงของ พล.ท. ปิยวัฒน์ ผู้ที่ได้อุทิศตนปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 ด้วยความทุ่มเท เสียสละ มีคุณธรรม จริยธรรม จนเป็นที่ยอมรับจากทุกภาคส่วน ซึ่งผลจากการปฏิบัติงานดังกล่าว อาจทำให้บุคคลบางคน หรือบางกลุ่มเสียประโยชน์ จึงพยายามทำทุกวิถีทาง เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือในรูปแบบต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลกระทบจากพฤติกรรมดังกล่าว อาจทำให้พี่น้องประชาชนเสื่อมศรัทธา และทำลายภาพลักษณ์ของกองทัพอีกด้วย ทั้งนี้ กองทัพบกและกองทัพภาคที่ 4 ไม่เคยปฏิเสธหรือเพิกเฉยต่อทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต โดยได้กำหนดนโยบายที่ชัดเจนในเรื่องการฝึกและการลงทัณฑ์ทหาร โดยห้ามมิให้มีการทำร้ายร่างกายและซ้อมทรมานทหารกองประจำการ หรือผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างเด็ดขาด หากใครฝ่าฝืนก็จะมีมาตรการลงโทษขั้นสูงสุดทั้งวินัยทหาร และถูกดำเนินคดี ตามกฎหมายโดยไม่มีข้อยกเว้

    3. แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้สั่งการให้หน่วยที่เกี่ยวข้องทำการตรวจสอบบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องและรู้เห็นในการเผยแพร่คลิปดังกล่าว ขณะนี้พอจะทราบเบาะแส ในเบื้องต้นแล้ว โดยจะใช้มาตรการทางกฎหมายดำเนินการต่อไป พร้อมกับขอให้พี่น้องประชาชนใช้ดุลยพินิจในการบริโภคข้อมูลข่าวสารอย่างมีสติ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของผู้ไม่หวังดี และให้หยุดการแชร์ข้อมูล เพราะอาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่มีโทษตามกฎหมาย ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 4 จะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะทหารของพระราชาที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างกับพี่น้องประชาชน “ก้าวข้ามทุกวิกฤติไปด้วยกัน และจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอย่างเด็ดขาด”

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai