Are you the publisher? Claim or contact us about this channel


Embed this content in your HTML

Search

Report adult content:

click to rate:

Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


    ห้ามจัดเสวนา "ที่ดิน เหลื่อมล้ำ ภาษี: ก้าวที่ต้องร่วมเลือก" ที่ห้องสมุดศิลปะรีดดิ้งรูม ผู้จัดแจง คุยเรื่องวิชาการ-นโยบาย ไม่เกี่ยวความขัดแย้งการเมือง พร้อมชวนทหารร่วมเวที ด้านทหารแนะมีประเด็นอะไรให้ส่งเอกสาร สปช.ได้เลย


    ห้องสมุดศิลปะ รีดดิ้งรูม

    20 พ.ย. 2557 เมื่อเวลาประมาณ 13.55 น. ผู้จัดแจ้งยกเลิกงานเสวนา เรื่อง "ที่ดิน เหลื่อมล้ำ ภาษี: ก้าวที่ต้องร่วมเลือก" ร่วมจัดโดยคณะทำงานรณรงค์กฎหมาย 4 ฉบับและห้องสมุดศิลปะ เดอะรีดดิ้งรูม ซึ่งเดิม มีกำหนดจัดขึ้นในเวลา 18.00 น. วันนี้ ที่ห้องสมุดศิลปะ เดอะรีดดิ้งรูม สีลม ซอย 19  

    จักรชัย โฉมทองดี ผู้ประสานงานคณะทำงานรณรงค์กฎหมาย 4 ฉบับ ให้สัมภาษณ์ว่า มีผู้ที่แจ้งว่าเป็นผู้ดูแลพื้นที่โทรศัพท์มาพูดคุย โดยตนเองพยายามชี้แจงว่า งานวันนี้เป็นงานวิชาการ โดยวิทยากรทั้งสาม ไม่ว่า คุณกรณ์ จาติกวนิช, อ.อนุสรณ์ ธรรมใจ หรือ  อ.ดวงมณี เลาวกุล ล้วนเป็นนักวิชาการนักนโยบาย และหวังว่าการพูดคุยวงเล็กเรื่องความเหลื่อมล้ำนี้น่าจะเป็นประโยชน์ ไม่ว่ากับฝ่ายไหน ทั้งนี้ ยืนยันด้วยว่าไม่ได้จะระดมกำลังคนเพื่อปฏิบัติการใดๆ หรือเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมือง

    จักรชัยเล่าว่า นอกจากนี้ยังได้ยืนยันกับเจ้าหน้าที่ที่โทรมาด้วยว่า ในฐานะที่ตนเองจะเป็นผู้ดำเนินรายการเอง หากทหารไม่สบายใจ ก็สามารถเข้าร่วมได้ อีกทั้งยืนยันว่าไม่ได้ปลุกปั่นทางการเมือง ขณะที่ฝ่ายความมั่นคงยืนยันว่า เรื่องที่เกี่ยวกับการปฏิรูป นโยบาย หรือประเด็นทางสังคม เศรษฐกิจ มี สปช. อยู่แล้ว ดังนั้น ให้ทำเรื่องไปที่ สปช. เป็นเอกสารเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องดำเนินกิจกรรมด้านนอก 

    "พื้นที่ทางความคิด แลกเปลี่ยนกันทางความรู้ ไม่ได้รับอนุญาตให้เกิดขึ้น นี่เป็นเรื่องที่แปลกใจที่สุด" จักรชัยกล่าวและว่า คงจัดไม่ได้ เพราะขณะที่คุยโทรศัพท์อยู่ก็ทราบจากทางรีดดิ้งรูมด้วยว่า มีทหารเข้าไปในพื้นที่แล้ว ส่วนตัวรู้สึกเห็นใจรีดดิ้งรูม เจ้าของสถานที่ซึ่งเป็นพื้นที่ของคนเล็กๆ ในการพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน 

    จักรชัย กล่าวว่า งานวันนี้เป็นงานส่วนหนึ่งของคณะทำงานรณรงค์กฎหมาย 4 ฉบับ ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของเครือข่ายองค์กรพัฒนาสังคม นักกิจกรรมทางสังคม และเครือข่ายภาคประชาชน มีเป้าหมายหลัก เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจร่วมกันในสังคมต่อการปฏิรูปที่ดินในมิติต่างๆ ไม่ได้จะเคลื่อนไหว หรือเสนอกฎหมายอะไร เนื่องจากต้องการสร้างความรู้ความเข้าใจร่วมในสังคมก่อนที่จะเกิดกฎหมายใดๆ 

    ด้าน นราวัลลภ์ ปฐมวัฒน ผู้ก่อตั้งห้องสมุดศิลปะ The Reading Room สีลม 19 ให้สัมภาษณ์ว่า ได้รับโทรศัพท์จากผู้ที่ระบุว่า ชื่อ พ.ท.พัลลภ ดูแลพื้นที่ สน.บางรัก ซึ่งแจ้งว่า เรื่องที่จะจัดเป็นเรื่องเกี่ยวกับภาษีและนโยบายรัฐ อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อรัฐได้ ดังนั้น ต้องทำเรื่องขออนุญาตก่อน ประกอบกับวิทยากรคนหนึ่งคือ กรณ์ จาติกวณิช นั้นเป็นนักการเมือง อาจจะพูดพาดพิงถึงรัฐบาลได้ พร้อมขอให้เข้าใจด้วยว่าขณะนี้อยู่ระหว่างประกาศกฎอัยการศึก

    นราวัลลภ์ เล่าว่า หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ห้องสมุดแจ้งว่า มีทหารชั้นผู้น้อย 4 นายเข้าไปที่ห้องสมุดและถามหาตนเอง แต่ขณะนั้นตนเองอยู่ที่บ้าน จึงพูดคุยกันทางโทรศัพท์ และต่อมา ทราบว่า พ.ท.พัลลภได้เดินทางไปสมทบที่ห้องสมุดด้วย แต่เมื่องานยกเลิกแล้ว ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นนอกจากมีการขอถ่ายรูปร่วมกับเจ้าหน้าที่ห้องสมุด

    "การเซ็นเซอร์มันปัญญาอ่อนอยู่แล้ว แต่ภายใต้กฎอัยการศึกแบบนี้ จะพยายามถามหาเหตุผลใต้คณะเผด็จการทหาร คงเป็นไปไม่ได้ ถามว่าเหมาะไหมกับศตวรรษที่ 21 ก็คงไม่เหมาะ" นราวัลลภ์ทิ้งท้าย


     
     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    สมคิด เตรียมบินไปดูงานฟุตบอลอังกฤษ หวังนำประสบการณ์มาใช้กับฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ ตั้งนครินทร์ เป็นผู้รักษาราชการแทนรักษาราชการแทนอธิการบดี มธ.

     

    สมคิด เลิศไพฑูรย์ รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ รักษาราชการแทนรักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ที่มาของภาพ: วิกิพีเดีย/ประชาไท)

    คำสั่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ 2390/2557 ตั้งนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ เป็นผู้รักษาราชการแทนผู้รักษาราชการแทนอธิการบดี

    20 พ.ย. 2557 - เมื่อวันที่ 17 พ.ย. ที่ผ่านมา สมคิด เลิศไพฑูรย์ รักษาราชการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้ลงนามในคำสั่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ 2390/2557 เรื่อง แต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนผู้รักษาราชการแทนอธิการบดี โดยให้นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้รักษาราชการแทนผู้รักษาราชการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยคำสั่งดังกล่าว มีรายละเอียดดังนี้

    000

    ด้วยศาสตราจารย์ ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ รักษาราชการแทนอธิการบดี มีกำหนดการเดินทางไปราชการต่างประเทศ โดยได้รับเชิญจาก สมาคมธรรมศาสตร์ ในพระบรมราชูปภัมภ์ ให้ไปดูงานจัดการแข่งขันฟุตบอลของประเทศสหราชอาณาจักร เพื่อนำประสบการณ์จัดการแข่งขันมาใช้ประโยชน์กับการจัดการแข่งขันฟุตบอลประเพณีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ - จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระหว่างวันที่ 21-24 พฤศจิกายน 2557 ณ ประเทศสหราชอาณาจักร

    อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2531 จึงแต่งตั้งให้ ศาสตราจารย์ ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ รักษาราชการในตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายบริหารท่าพระจันทร์ เป็นผู้รักษาราชการแทนผู้รักษาราชการแทนอธิการบดี ตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2557 เป็นต้นไป จนกว่าผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีจะกลับมาปฏิบัติราชการตามปกติ

    สั่ง ณ วันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
    ศาสตราจารย์ ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์
    รักษาราชการแทนอธิการบดี

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ภาพนักศึกษาถือป้าย สัญลักษณ์สันติภาพ "No! Violence" "Free Thailand" หน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ที่แท้เป็นภาพเก่าเมื่อเดือนพฤษภาคม

    20 พ.ย.2557 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 6.10 น. มีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ ‘อิทธิพล สุขแป้น’ โพสต์ภาพกลุ่มคนถือป้ายสัญลักษณ์สันติภาพ "No! Violence" "Free Thailand" พร้อมบรรยายประกอบภาพดังกล่าวว่า “มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี และมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีษะเกษ ร่วมกันต่อต้านรัฐประหาร พี่ขอเป็นกำลังใจให้น้องร่วมกันต่อสู้ไปด้วยกันครับ ถ้าเราร่วมกันสามัคคีกันเราชนะเผด็จการแน่ ร่วมกันสู้กับมัน...ลุย”

    โพสต์ดังกล่าวมีผู้กดถูกใจกว่า 800 และแชร์กว่า 300 แชร์ โดยหลายคนที่แชร์เข้าใจว่าเป็นเหตการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

    ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบว่าภาพดังกล่าวเคยถูกโพสต์ไว้ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 24 พ.ค.57 (2 วันหลัง คสช. ยึดอำนาจ) โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ ‘อุบลราชธานี ศรีวนาไล’  โดยให้เครดิต ‘ปชส.’ และบรรยายประกอบภาพว่า “14:02น.กลุ่มคนต่อต้านการรัฐประหาร ที่หน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี” ซึ่งมีผู้กดถูกใจกว่า 800 และแชร์กว่า 100 แชร์

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai




    (ภาพ: ยูนิเซฟ โดย สุขุม ปรีชาพานิช)


    20 พ.ย. 2557 เนื่องในโอกาสวันเด็กสากลและครบรอบ 25 ปีของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กในวันนี้ เด็กและเยาวชนไทยหลายร้อยคนจากทั่วประเทศรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องให้เด็กๆ ทุกคนและทุกกลุ่มมีโอกาสที่เท่าเทียมกันในการพัฒนา

    วันนี้ ตัวแทนเด็กและเยาวชนไทยได้ยื่นแถลงการณ์และข้อเสนอแนะต่อ พล.ต.อ. อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ณ อาคารสหประชาชาติ กรุงเทพฯ โดยเด็กๆ เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้เกิดโอกาสที่เท่าเทียมและสังคมที่เป็นมิตรต่อเด็ก ตลอดจนนำเสนอสิ่งต่างๆ ที่รัฐบาล ภาคเอกชน พ่อแม่และผู้ดูแลเด็กต้องดำเนินการเพื่อส่งเสริมและปกป้องสิทธิของเด็กทุกคนในประเทศไทย

    “ความเป็นอยู่ของเด็กในประเทศไทยแตกต่างกันมากในแต่ละพื้นที่” นายพงษ์นรินทร์ นนท์ก่ำ รักษาการประธานสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทยกล่าวและว่า “เด็กที่มาจากครอบครัวที่ร่ำรวยหรือที่อาศัยอยู่ในเมืองมักมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาหรือการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ หรือมีโอกาสอื่นๆ ที่จะพัฒนาตนเองมากกว่าเด็กที่มาจากครอบครัวยากจนหรือที่อาศัยอยู่ในชนบท พวกเราต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้ เพราะเด็กทุกคนควรมีโอกาสที่เท่าเทียมกันในการพัฒนาเพื่อที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ”

    นอกเหนือจากโอกาสที่เท่าเทียมกันแล้ว เด็กและเยาวชนยังสะท้อนว่าพวกเขาต้องการความรักความเข้าใจจากครอบครัว อยากให้ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวแน่นแฟ้นขึ้น ตลอดจนต้องการให้พ่อแม่มีทักษะในการเลี้ยงลูกมากขึ้นและหยุดใช้ความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งถือเป็นปัญหาสำคัญและเกิดขึ้นบ่อยครั้งในครอบครัวไทยจำนวนมาก

    “พวกเรายังต้องการให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของพวกเรามากขึ้น เราอยากให้ผู้ใหญ่รับฟังเสียงของเด็กอย่างแท้จริงและลงมือทำสิ่งต่างๆ เพื่อเด็ก” นายพงษ์นรินทร์กล่าวและว่า “ผมหวังว่าข้อเสนอแนะของพวกเราในวันนี้จะไม่เป็นเพียงแค่กระดาษแผ่นหนึ่งเท่านั้น”

    แถลงการณ์และข้อเสนอแนะของเด็กและเยาวชนนี้ จัดทำขึ้นโดยเด็กและเยาวชนกว่า 400 คนทั่วประเทศโดยผ่านเวทีสิทธิเด็กที่รวมเด็กทุกกลุ่ม เช่น เด็กพิการ เด็กไร้สัญชาติและเด็กด้อยโอกาส ซึ่งได้สะท้อนมุมมองของพวกเขาเกี่ยวกับสถานการณ์ของเด็กในประเทศไทยในปัจจุบัน โอกาสและปัญหาต่างๆ ที่พวกเขายังคงต้องเผชิญ

    เวทีสิทธิเด็กนี้จัดขึ้นใน 4 ภาคทั่วประเทศในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยสำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ ด้วยการสนับสนุนจากยูนิเซฟ เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้แสดงความคิดเห็นและให้เสียงของพวกเขาได้รับการรับฟัง

    พล.ต.อ. อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวว่า พม.เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก โดยรัฐบาลไทยมีหน้าที่ต้องรายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานตามอนุสัญญาต่อสหประชาชาติทุกๆ 5 ปี ซึ่งเป็นหลักประกันว่าสิทธิของเด็กทุกคนในประเทศจะได้รับการส่งเสริมและปกป้องคุ้มครอง

    “การสร้างสังคมที่เป็นมิตรต่อเด็กถือเป็นการนำหลักการสิทธิเด็กไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยเด็กจากทั่วประเทศได้มาร่วมกันคิดข้อเสนอแนะเพื่อสังคมที่เป็นมิตรต่อเด็ก เพื่อทบทวนสถานการณ์ที่เด็กกำลังประสบ และหาข้อท้าทายเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงสถานการณ์ให้ดีขึ้น”

    อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก หรือ the Convention on the Rights of the Child (CRC) ได้รับการรับรองจากที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในปี 2532 ซึ่งได้ระบุสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็กทุกคนในโลกและหน้าที่ของรัฐในการพิทักษ์สิทธิเด็ก อนุสัญญานี้ เป็นสนธิสัญญาที่มีประเทศต่างๆ ให้สัตยาบันมากที่สุดในโลก โดยระบุว่าเด็กทุกคน ทุกแห่งหน มีสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่รอด ได้รับการพัฒนา และได้รับการปกป้องคุ้มครองจากความรุนแรงทุกรูปแบบ ตลอดจนมีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของพวกเขาตามอายุและวุฒิภาวะของพวกเขา

    ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กเมื่อปี 2535 และเป็นหนึ่งใน 194 ประเทศที่ได้ให้สัตยาบัน

    นายพิชัย ราชภัณฑารี ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวในงานวันนี้ โดยเน้นถึงความสำคัญของมาตรา 12 ในอนุสัญญาฯ ซึ่งระบุว่าเด็กและเยาวชนมีสิทธิแสดงความคิดเห็น และเสียงของเด็กต้องได้รับการรับฟังจากผู้ใหญ่ที่มีส่วนตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพวกเขา  งานเวทีสิทธิเด็กที่จัดขึ้นทั่วประเทศนั้นเป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าสิทธิในการมีส่วนร่วมของเด็กนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นได้จริง

    “ถึงตอนนี้ก็เป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่แล้ว” นายพิชัยกล่าว “เด็กและเยาวชนได้สะท้อนมุมมองของพวกเขาแล้ว และตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่อย่างพวกเราในการนำข้อเสนอแนะเหล่านี้ไปพิจารณาในการวางแผน ตัดสินใจ และดำเนินการต่างๆ ต่อไป”

    อนึ่ง ใน พ.ศ. 2497 สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติประกาศวันเด็กสากลเป็นครั้งแรก โดยสนับสนุนให้ประเทศต่างๆ ระลึกถึงวันสำคัญนี้เพื่อส่งเสริมความเข้าใจและความร่วมมือที่มีต่อเด็ก ต่อมาประเทศต่างๆ ได้ยึดเอาวันที่ 20 พฤศจิกายนของทุกปีเป็นวันเด็กสากล ซึ่งเป็นวันที่สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้รับรองปฏิญญาว่าด้วยสิทธิเด็กใน พ.ศ. 2502 และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กใน พ.ศ. 2532

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ตั้งแต่ช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมามีชาวเคนยาทั้งหญิงและชายร่วมประท้วงต่อต้านการใช้กำลังข่มเหงผู้หญิงที่สวมชุดกระโปรงสั้นหรือ 'มินิสเกิร์ต' แล้วอ้างว่าเพราะเธอสวมชุด 'ยั่วยวน' ซึ่งแสดงให้เห็นความขัดแย้งทางความคิดเรื่องเพศสภาพของสังคมเคนยาในปัจจุบัน


    20 พ.ย. 2557 จากเหตุการณ์ในประเทศเคนยาที่มีกลุ่มผู้ชายล่วงละเมิดทางเพศด้วยการเข้าไปถอดชุดของผู้หญิงที่สวมใส่กระโปรงสั้นโดยอ้างว่าเพราะชุดที่เธอสวม "ไม่สุภาพ" และมีลักษณะ "ยั่วยวน" ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้วทำให้ผู้คนหลายร้อยคนพากันออกมาประท้วงการกระทำดังกล่าวในกรุงไนโรบี ประเทศเคนยา ตั้งแต่ช่วงต้นสัปดาห์นี้

    สำนักข่าวอัลจาซีรารายงานบรรยากาศของการประท้วงว่ามีทั้งผู้หญิงและผู้ชายร่วมกันถือธงและชูกำปั้นขึ้นกลางอากาศในขณะที่พวกเขาเดินทางไปยังที่เกิดเหตุที่ผู้หญิงถูกถอดชุดออก โดยผู้หญิงที่เข้าร่วมประท้วงจำนวนมากพากันนัดสวมใส่มินิสเกิร์ตเข้าร่วมด้วย

    ทางด้านนักข่าวบีบีซี แอนน์ ซอย รายงานว่าผู้ประท้วงพากันเดินไปแจกดอกไม้ที่ป้ายรถประจำทางที่เกิดเหตุ พวกเขาบอกว่าต้องการประท้วงเพื่อหยุดการใช้ความรุนแรงต่อสตรีไม่ว่าพวกเธอจะสวมชุดแบบใดก็ตาม

    หลังจากเกิดเหตุการทำร้ายผู้หญิงในครั้งนี้ก็มีวิดีโอเผยแพร่ออกไปบนอินเทอร์เน็ตจนทำให้เกิดกระแสตอบโต้เกิดเป็นการรณรงค์ทางอินเทอร์เน็ตในชื่อ #MyDressMyChoice หรือ 'ชุดฉัน ฉันเลือกเอง' โดยกลุ่มที่ชื่อ 'กลุ่มคุณแม่คิริมานี' เป็นผู้จัดตั้งการประท้วงด้วยการนัดสวมมินิสเกิร์ตเพื่อปกป้องสิทธิในการสวมใส่เสื้อผ้าที่ผู้หญิงเลือกเองโดยไม่ตกเป็นเป้าโจมตี

    "ฉันเป็นแม่ของลูกสาว 2 คน พอฉันเห็นวิดีโอแล้วฉันก็ร้องไห้ ฉันรู้สึกเจ็บปวดในฐานะผู้หญิงด้วยกันและไม่อยากจะเชื่อว่าเธอต้องมาเจอกับการเหยียดหยามลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แบบนี้" รูธ คเนาสท์ สมาชิกกลุ่มคุณแม่คิริมานีกล่าว

    แต่ในโลกออนไลน์ก็ไม่มีเพียงแค่กลุ่มผู้กล่าวประณามการใช้ความรุนแรงต่อสตรีเท่านั้น ยังมีบางคนในเคนยาที่แสดงการสนับสนุนการใช้กำลังต่อสตรีที่ "แต่งกายไม่เหมาะสม" ในที่สาธารณะ มีบางคนที่ไปร่วมชุมนุมตอบโต้เพราะไม่เห็นด้วยกับกลุ่มผู้ประณาม บางคนอ้างว่าในเหตุการณ์โจมตีหญิงมินิสเกิร์ตนั้น ฝ่ายผู้โจมตีทำถูกแล้วเพราะผู้หญิงคนนั้นทำให้ศีลธรรมเสื่อมเสีย ขณะที่บางส่วนมองว่าการแต่งตัวของผู้หญิงคนนั้นเป็นการยั่วยุให้เกิดการข่มขืนเพราะมีลักษณะยั่วยวนผู้ชาย

    ไม่เพียงกรณีที่เกิดขึ้นที่กรุงไนโรบีเท่านั้น เมื่อสัปดาห์ที่แล้วยังมีวิดีโออีกชุดหนึ่งแสดงให้เห็นผู้หญิงถูกถอดเสื้อผ้าและถูกลวนลามทางเพศในเมืองมอมบาซา ในขณะที่มีกลุ่มคนล้อมรอบส่งเสียงเยาะเย้ย นักการเมืองท้องถิ่นของเคนยาบอกว่ามีกรณีการทำร้ายผู้หญิงในที่สาธารณะเกิดมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีนักการเมืองบางคนที่กล่าวประณามการถอดเสื้อผ้าผู้หญิงในที่สาธารณะ แต่ประชาชนบางคนก็มองว่านักการเมืองมัวแต่ให้ความสำคัญกับผู้หญิงมากเกินไป เรื่องนี้ถือเป็นความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในช่วงที่เคนยากำลังพัฒนาเข้าสู่โลกาภิวัตน์และการทำให้กลายเป็นเมือง

    เหตุการณ์ตึงเครียดยังเกิดขึ้นอีกในช่วงที่มีกลุ่มคนเดินทางไปรวมตัวกันที่สำนักงานตำรวจของเคนยาเพื่อยื่นรายชื่อเรียกร้องให้มีการดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุทำร้ายผู้หญิง แต่ก็มีชายที่มีท่าทีโมโหหลายร้อยคนเข้าล้อมผู้ประท้วงพร้อมด่าทอโดยมีบางคนถือคัมถีร์ไบเบิลโบกไปมา บางคนถอดเสื้อยืดของตนแล้วฉีกออกโบกไปมาเหนือศีรษะเป็นเชิงสัญลักษณ์

    หลังจากการประท้วงเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจของเคนยาสามารถจับกุมคนราว 100 คนที่เป็นผู้ต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีผู้หญิงในที่สาธารณะหลังการประท้วงจบลง ซึ่งอธิบดีกรมตำรวจของเคนยาให้คำมั่นว่าพวกเขาจะนำตัวผู้กระทำผิดมาไต่สวนและจะไม่ยอมให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวเอบีซีระบุว่ามีการดำเนินคดีอาชญากรรมทางเพศในเคนยาน้อยมาก

    แดน โมเชนเบิร์ก ผู้อำนวยการศูนย์สตรีศึกษาที่มหาวิทยาลัยจอร์จวอชิงตันเคยระบุไว้ในบทความที่เกี่ยวกับการปกป้องการสวมกระโปรงมินิสเกิร์ตในประเทศยูกันดาว่า "ผู้หญิงเข้าใจว่าผู้ที่มีปัญหากับการสวมเสื้อผ้าของพวกเธอเป็นการพยายามโจมตีสิทธิในการเลือกด้วยตนเองของผู้หญิง"

    หลายสำนักข่าวของตะวันตกระบุว่าเคนยาเป็นสังคมแบบอนุรักษนิยมและมักจะมีเรื่องการสะเมิดสิทธิสตรีอยู่เป็นประจำ แต่ทางด้านสำนักข่าวอัลจาซีราระบุว่าเคนยาเป็นประเทศที่เสรีนิยมที่สุดในกลุ่มประเทศแอฟริกาตะวันออก และกรุงไนโรบีก็มีการเติบโตของเมืองและมีวิถีชีวิตการสังสรรค์ช่วงกลางคืนมีสื่อมิวสิกวิดีโอฮิปฮอปที่อาจจะทำให้แม้แต่ผู้สนับสนุนมินิสเกิร์ตยังขวยอายได้

    อัลจาซีราระบุอีกว่ากลุ่มประชาสังคมในเคนยาก็กำลังเติบโตโดยมีกลุ่มด้านสิทธิสตรีจำนวนหลายสิบกลุ่มสามารถเข้าถึงสังคมและกระบวนการทางกฎหมายในสภาได้ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ แต่ในขณะเดียวกันก็มีรายการวิทยุและสื่อโซเชียลมีเดียที่กล่าวร้ายต่อผู้หญิง บางสื่อมักจะกล่าวหาว่ากลุ่มสิทธิสตรีที่รณรงค์แนวคิดแบบตะวันตกรับเงินต่างชาติ ซึ่งรายงานของอัลจาซีราระบุว่าผู้คนในเคนยาน่าจะกลัวสูญเสียอำนาจของตัวเองไปมากกว่ากลัวจะสูญเสียเรื่องวัฒนธรรม

    วันเกจี โมเอกี ผู้อำนวยการบริหารของศุนย์เพื่อการเรียนรู้และการเท่าทันในเรื่องสิทธิกล่าวว่า แม้หลายคนจะกล่าวหาเรื่องการสนับสนุนสิทธิสตรีทำให้สิทธิของบุรุษเพศสูญเสียไป แต่สังคมเคนยายังมีการกระทำที่ไม่ดีต่อผู้หญิงอีกมาก เช่น มีเด็กผู้หญิงอายุ 4 ขวบถูกข่มขืน มีผู้หญิงถูกให้แต่งงานตั้งแต่อายุ 14 ปี และมีผู้หญิงบางคนถูกตัดอวัยวะเพศ

     

    เรียบเรียงจาก
     

    'Miniskirt' assault protest draws thousands, Aljazeera, 18-11-2014
    http://www.aljazeera.com/indepth/features/2014/11/assault-protest-draws-thousands-201411186550199914.html

    Woman assaulted after march against mini-skirt attacks in Kenya, ABC, 19-11-2014
    http://www.abc.net.au/news/2014-11-19/kenyan-woman-assaulted-after-march-against-miniskirt-attacks/5901618

    Kenyans protest after woman is beaten and stripped in public, The Guardian, 17-11-2014
    http://www.theguardian.com/world/2014/nov/17/kenya-mydressmychoice-protest-woman-stripped

    Kenyans protest over Nairobi miniskirt attack, BBC, 17-11-2014
    http://www.bbc.com/news/world-africa-30080848

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    20 พ.ย.2557 คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน และ สหพันธ์องค์กรผู้บริโภคในนามของตัวแทนองค์กรผู้บริโภคทั่วประเทศ ร่วมแถลงข้อเสนอต่อการปฏิรูปประเทศ และเรียกร้องให้รัฐบาลผ่านกฎหมายองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค พร้อมยุติการจับกลุ่มบุคคล กลุ่ม องค์กร ที่รณรงค์ปัญหาความเดือดร้อน ยืนยันรัฐควรสร้างบรรยากาศการปฏิรูปด้วยการเปิดโอกาสให้กลุ่มต่างๆ ได้จัดกิจกรรมโดยไม่มีการจับกุมย่อมเป็นผลดีต่อการร่างรัฐธรรมนูญ และการปฏิรูปประเทศโดยรวม เพราะเชื่อว่า รัฐธรรมนูญเป็นของทุกคน และต้องทำให้การปฏิรูป “ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน” ดังที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายที่ต้องการพัฒนาปรับปรุงกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนและกลไกในการเสนอกฎหมายของประชาชนผ่านช่องทางคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายโดยให้ความสำคัญกับกฎหมายประชาชนเป็นลำดับแรก

    น.ส.บุญยืน ศิริธรรม ประธานสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค กล่าวว่า “เครือข่ายผู้บริโภคได้จัดทำข้อเสนอรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้รัฐบาลผ่านกฎหมายองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค พร้อมเรียกร้องให้ยุติการจับกุมบุคคล กลุ่ม องค์กร ที่รณรงค์ปัญหาความเดือดร้อน เพราะเชื่อว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการยกร่างรัฐธรรมนูญและการปฏิรูปประเทศไทยในครั้งนี้ต่างต้องการให้รัฐธรรมนูญและการปฏิรูปได้รับการยอมรับจากสังคมและประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องสอดคล้องกับข้อเสนอของประชาชนและได้รับความร่วมมือจากประชาชน จึงต้องเปิดโอกาสให้บุคคล กลุ่ม องค์กร ต่างๆ สามารถเสนอความทุกและปัญหาต่างที่รอการปฏิรูปได้”

    ประธานสหพันธ์องค์กรผู้บริโภคยังกล่าวต่อไปว่า “การร่างรัฐธรรมนูญควรยึดหลักการ ‘สร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยต้องลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน มีกลไกที่ดีในการตรวจสอบการเอาเปรียบผู้บริโภคและการคอร์รัปชัน และมีกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญที่รับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและมีการจัดทำประชาพิจารณ์ รวมถึงท้ายที่สุดต้องมีการลงประชามติ นอกจากนี้รัฐต้องรับรองสิทธิพลเมืองในฐานะผู้บริโภคให้ได้รับการคุ้มครองที่เทียบเท่าในระดับสากล ด้วยสิทธิผู้บริโภค 8 ประการ”

    ด้าน นางสุภาพร ถิ่นวัฒนากูล กรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน กล่าวถึงข้อเสนอเชิงระบบต่อการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภคว่า 1.รัฐต้องสนับสนุนองค์กรผู้บริโภคให้มีส่วนร่วม ในการให้ข้อคิดเห็นต่อนโยบายและมาตรการที่มีผลกระทบต่อผู้บริโภค ติดตามตรวจสอบการคุ้มครองผู้บริโภค รวมทั้งทำหน้าที่ให้ข้อมูลและสนับสนุนผู้บริโภคให้เท่าทันในการดำเนินชีวิต 2.รัฐต้องให้ความสำคัญต่อสัดส่วนของตัวแทนผู้บริโภคอย่างน้อยครึ่งหนึ่งในโครงสร้างของคณะกรรมการทุกระดับที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภค 3.รัฐต้องมีการปรับปรุงมาตรการเชิงลงโทษผู้ประกอบการให้เข้มงวดมากขึ้น หรือเพิ่มมาตรการเยียวยาผู้เสียหายอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม และ 4.รัฐต้องพัฒนาโครงสร้างระบบความมั่นคงของประเทศ ทั้งด้านความมั่นคงทางยา และอาหาร

    “รัฐต้องตระหนักถึง "แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ" ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐต้องให้ความสำคัญและต้องดำเนินการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิพลเมืองในฐานะผู้บริโภค ได้แก่ พ.ร.บ.องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค และก่อนการทำสัญญาที่มีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรือเป็นภาคี พันธสัญญาระหว่างประเทศ รัฐต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคม และวิถีชีวิต วัฒนธรรมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันงบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ และต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา” นางสุภาพร กล่าว

    ขณะที่ ภญ.ชโลม เกตุจินดา กรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน ได้เน้นย้ำถึงการเปิดพื้นที่ในการเสนอความเห็นทั้งบุคคล กลุ่ม องค์กร และสื่อมวลชน ได้อย่างอิสระและเปิดกว้าง พร้อมทั้งมีการเชื่อมโยงกัน

    “สิ่งที่พี่น้องทำอยู่ไม่ได้รบกวนบรรยากาศการปฏิรูป ฉะนั้นตั้งแต่การจับกุมที่พื้นที่ภาคใต้ การเคลื่อนไหวเรื่องพลังงานต่างๆ และล่าสุดคือการจับกุมน้องๆ มข. ก็คิดว่าจะมีการจับกุมกลุ่มใหม่ๆ เพิ่มขึ้น จึงอยากให้ยกเลิกการจับกุมกุล่มบุคคลที่เรียกร้องเรื่องปัญหาความเดือดร้อน ซึ่งปัญหาความเดือดร้อนนั้นสะท้อนให้เห็นว่ามันเกิดจากกระบวนการอะไรก็แล้วแต่ที่มันสะสมมานาน อยากให้เปิดพื้นที่นี้ให้มีความชัดเจนมากขึ้น กระทั่งทำให้สื่อมวลชนเองก็จะได้ทำงานสื่อสารข่าวสารของพวกเราได้อย่างอิสระ สื่อต้องทำให้ข้างล่างและข้างบนสื่อสารเชื่อมต่อกันอย่างอิสระและเปิดกว้างจริงๆ การที่เราเน้นเรื่องนโยบายแห่งรัฐไม่ว่ารัฐจะมาจากไหนเราเชื่อว่าสิ่งนี้นั้นรัฐต้องดำเนินการให้เปิดกว้างอย่างแท้จริง” ภญ.ชโลมกล่าวทิ้งท้าย

     

    ข้อเสนอของเครือข่ายองค์กรผู้บริโภคต่อการร่างรัฐธรรมนูญ การปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภค

    คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน

    พฤศจิกายน 2557

     

    1.  ข้อเสนอต่อเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญและกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญ

    เสนอให้การร่างรัฐธรรมนูญควรต้องยึดหลักการ  “ สร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยต้องลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน มีกลไกที่ดีในการตรวจสอบการเอาเปรียบผู้บริโภคและการคอรัปชั่น และมีกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญที่มีการรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนและทำ เป็นประชาพิจารณ์รวมถึงต้องมีการลงประชามติ

    2.  ข้อเสนอในเชิงเนื้อหาต่อร่างรัฐธรรมนูญ

                2.1.     รัฐธรรมนูญควรต้องยึดหลักการ  “ สร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยต้องลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน มีกลไกที่ดีในการตรวจสอบการเอาเปรียบผู้บริโภคและการคอรัปชั่น ”  ในประเด็นสำคัญต่อไปนี้

    2.1.1.  การรับรองสิทธิพลเมืองในฐานะผู้บริโภค  เนื่อง จากพลเมืองไทยทุกคนเป็นผู้บริโภค จึงควรกำหนดสิทธิของบุคคลซึ่งเป็นผู้บริโภคให้ได้รับการคุ้มครองในสิทธิผู้ บริโภคในระดับสากล ที่ประกอบด้วย สิทธิ 8 ประการ คือ

     1. สิทธิที่จะได้รับสินค้าและบริการที่จำเป็นในการดำรงชีวิต

    2. สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าและบริการ

    3. สิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองจากการหลอกลวงของโฆษณา หรือการแจ้งประกาศที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด หรือสิทธิที่จะได้รับข้อมูลข่าวสารที่จำเป็นต่อการตัดสินใจเลือกซื้อ

    4. สิทธิที่จะได้เลือกซื้อสินค้าและบริการในราคายุติธรรม

    5. สิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นในฐานะตัวแทนผู้บริโภคเพื่อให้ได้รับประโยชน์ที่พึงได้

    6. สิทธิที่จะได้รับค่าชดเชย ในกรณีที่ถูกละเมิด หลอกลวงให้ได้รับสินค้าและบริการที่ไม่มีคุณภาพ

    7. สิทธิที่จะได้รับความรู้และไหวพริบอันจำเป็นต่อการบริโภคอย่างเท่าทัน

    8. สิทธิที่จะดำรงชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี และยังชีพได้อย่างปลอดภัย

                เพื่อให้สามารถรับรองสิทธิพลเมืองในฐานะผู้บริโภคดังกล่าวข้างต้น โดยเฉพาะสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นในฐานะตัวแทนผู้บริโภค ให้มีองค์การเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็นอิสระจากหน่วยงานของรัฐ ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนผู้บริโภคทำหน้าที่ให้ความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณา ของหน่วยงานของรัฐในการตราและการบังคับใช้กฎหมายและกฎ และให้ความเห็นในการกำหนดมาตรการต่างๆเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค รวมทั้งตรวจสอบและรายงานการกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการคุ้มครองผู้ บริโภค ทั้งนี้ ให้รัฐสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการขององค์การอิสระดังกล่าว


      2.1.2 การรับรองสิทธิชุมชน

    เพื่อเป็นการรับรองสิทธิผู้บริโภคในฐานะพลเมืองที่จะได้รับสิทธิ ที่จะได้รับการดำรงชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีอย่างปลอดภัย  ด้วยการรับรองสิทธิชุมชน ชุมชนท้องถิ่น ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ให้มีสิทธิในการอนุรักษ์ ฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรม รวมถึงการมีส่วนร่วมในการจัดการบำรุงรักษาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ความหลากหลายทางชีวภาพ

    ด้วยการระบุอย่างชัดเจน เรื่องการรับฟังความเห็นประชาชน การจัดทำประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสุขภาพ ด้านสังคม โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และให้มีองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสุขภาพ ด้านสังคม ด้านผู้บริโภค เพื่อให้ความเห็นต่อการดำเนินกิจกรรม โครงการที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ต้องยึดหลักการยินยอมที่ได้รับการบอกแจ้งล่วงหน้า และเป็นอิสระในการตัดสินใจ (Free, Prior and Informed Consent: FPIC) ของชุมชน

    3.     กรอบแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ

    เพื่อ เป็นการรับรองสิทธิผู้บริโภคในฐานะพลเมืองที่จะได้รับสินค้าและบริการที่จำ เป็นต่อการดำรงชีวิต อันสำคัญ ได้แก่ อาหาร ที่อยู่อาศัย การเข้าถึงบริการสุขภาพ การสาธารณสุข การศึกษา การเลี้ยงดูบุตรกรณีที่เป็นครอบครัวเดี่ยว การมีงานทำ”การยังชีพอย่างมีคุณภาพของผู้พิการ/ทุพพลภาพ ผู้มีอายุเกินหกสิบปีมีระบบบำนาญประชาชน  การจัดสรรที่ดินทำกิน ทั้งนี้รวมถึงการบรรเทาทุกข์อย่างเร่งด่วน ในกรณีภัยพิบัติทางธรรมชาติ  เด็ก เยาวชน  ผู้พิการ และผู้สูงอายุซึ่งไม่มีผู้ดูแล มีสิทธิได้รับการเลี้ยงดูจากรัฐ ทั้งนี้ให้คำนึงถึงการดำเนินการที่เหมาะสมและสอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่น ประเพณี ความเชื่อ และศาสนา

    รัฐธรรมนูญควรต้องยึดหลักการ  “กำหนดหน้าที่ของรัฐ” ในประเด็นสำคัญ ดังนี้

    3.1 รัฐต้องออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิพลเมืองในฐานะผู้บริโภค ได้แก่ พรบ.องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค

    3.2รัฐต้องให้หลักประกันแก่ประชาชนในด้านศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และคุณภาพแห่งชีวิต โดยทั่วถึงและเสมอภาคกัน หลักประกันดังกล่าวครอบคลุมถึง การมีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมกับวิถีการดำรงชีวิต  การเข้าถึงบริการด้านสุขภาพที่ได้มาตรฐานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย  บำนาญพื้นฐานที่เพียงพอสำหรับคนสูงอายุ  สวัสดิการการเลี้ยงดูบุตร สวัสดิการและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับ คนสูงอายุ คนพิการหรือทุพพลภาพที่เน้นโอกาสเข้าถึงวิถีชีวิตที่ใกล้เคียงหรือเสมอภาค กับบุคคลทั่วไป

    3.3รัฐต้องคุ้มครองให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณูปโภคที่มีคุณภาพ มาตรฐาน ในราคาที่เป็นธรรม รวมทั้งสนับสนุนให้ท้องถิ่น ชุมชน มีส่วนร่วมในการจัดบริการสาธารณูปโภค ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม

    3.4  ก่อน การทำสัญญาที่มีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรือเป็นภาคี พันธสัญญาระหว่างประเทศ รัฐต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคม และวิถีชีวิต วัฒนธรรมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันงบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา

    3.5  รัฐต้องส่งเสริมให้ประชากรมีงานทำ คุ้มครองแรงงานที่อยู่ในวิถีการผลิต ทุกประเภท โดยเฉพาะแรงงานเด็ก และแรงงานหญิง  จัดระบบแรงงานสัมพันธ์ การประกันสังคม  รวมทั้งคุ้มครองค่าตอบแทนแรงงานให้เป็นธรรม

    3.6รัฐต้องกระจายอำนาจในการจัดบริการการศึกษา การสาธารณสุข การพัฒนาสังคม ชุมชน  ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรชุมชน  หรือองค์กรเอกชน ทั้งนี้ รัฐต้องควบคุมให้เป็นการจัดบริการที่มีคุณภาพ มาตรฐาน และประสิทธิภาพ โดยไม่หวังผลกำไร

     

    4. ข้อเสนอเชิงระบบการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภค

     

    4.1การปรับโครงสร้างคณะกรรมการทุกระดับที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภค ให้มีสัดส่วนของตัวแทนผู้บริโภคอย่างน้อยหนึ่งในสาม

    4.2รัฐต้องพัฒนาระบบโครงสร้างความมั่นคงทางยาของประเทศ ( พัฒนากลไกอัตโนมัติ ในการยกเลิกการใช้ยา สารเคมีอันตราย สินค้าหรือบริการที่พบว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพ อาทิเช่น กรณียาที่ปรากฎเป็นข่าวอันตรายต่อสุขภาพ หรือมีผลข้างเคียงจนนำมาซึ่งถูกยกเลิกการใช้ในต่างประเทศ หรือประเทศผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือภูมิภาคอาเซียน อาจกำหนดไว้ในคณะกรรมการแห่งชาติด้านยา สารเคมีอันตราย ที่ถูกยกเลิกการใช้ในประเทศผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือภูมิภาคอาเซียนอาจกำหนดไว้ในคณะกรรมการแห่งชาติด้านการจัดการปัญหาสาร เคมี )

    4.3การปรับปรุงมาตรการเชิงลงโทษให้เข้มงวดมากขึ้น หรือการเยียวยาผู้เสียหายเชิงลงโทษ เช่น

    -           การลงโทษผู้ผลิตที่โฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือโฆษณาเกินจริง หลอกลวง อีกทั้งเพิ่มบทลงโทษในฐานความผิดจากการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพให้หนักขึ้น รวมถึงให้มีบทลงโทษเจ้าของสื่อหรือเจ้าของสถานี โดยต้องรับผิดชอบในความผิดทุกกรณีของการโฆษณา โดยอาจตั้งคณะกรรมการเฉพาะเรื่องเพื่อพิจารณา ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนผู้บริโภคไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง

    -           การชดเชยเยียวยาผู้เสียชีวิตจากรถโดยสารสาธารณะเทียบเท่ากับผู้เสียชีวิตจาก การชุมนุมทางการเมือง  และควรมีการเพิ่มวงเงินค่ารักษาพยาบาลที่คุ้มครอง โดยไม่ต้องรอพิสูจน์ถูกผิด

    -           สร้างระบบร่วมจ่ายระหว่างบริษัทประกันภัยกับผู้ประกอบการ (ทั้งที่มีใบอนุญาตและร่วมบริการ)

    -           เรื่องความรับผิดของผู้ประกอบการกรณีความชำรุดบกพร่องแล้ว  แก้ไขไม่ได้ แก้แล้วแก้อีก หรือกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขได้ภายใน 30 วัน ให้เพิ่มบทลงโทษสูงสุดกับผู้ประกอบการ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาให้กับผู้บริโภค เช่น ให้ซื้อห้องคืนทันทีเป็นต้น

    -           ให้มีการสร้างหลักประกันให้กับผู้ซื้อบ้านแล้วไม่ได้บ้าน เช่น กลไกการประกันเงินดาวน์ รวมถึงกองทุนชดเชยความเสียหายให้กับผู้ซื้อบ้านที่ไม่ได้บ้าน ต้องได้รับเงินคืนพร้อมดอกเบี้ยโดยไม่มีการหักค่าใช้จ่ายและเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น โดยเงินอาจมาจากทั้งผู้ประกอบการและการนำเงินของผู้บริโภคบางส่วนที่จ่ายไป ในการดาวน์บ้านหรือทำระบบการรับประกันการดาวน์ที่ชัดเจน

    4.4 การสนับสนุน องค์กรผู้บริโภค ให้มีส่วนร่วมและติดตามกำกับการคุ้มครองผู้บริโภค รวมทั้งทำหน้าที่ให้ข้อมูลและสนับสนุนผู้บริโภค

    การ คุ้มครองผู้บริโภคมีหลายหน่วยงานมากที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพาณิชย์ อุตสาหกรรม และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค แต่พบว่า ปัจจุบัน รัฐยังไม่สามารถให้การคุ้มครองผู้บริโภคได้จริง ดังนั้นรัฐจะต้องสนับสนุน ศูนย์ประสานงานหรือศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคภาคประชาชน องค์กรผู้บริโภคให้มีส่วนร่วมในการทำงานคุ้มครองผู้บริโภคในทุกด้าน ให้มีความสามารถกลั่นกรอง ช่วยเหลือ และที่สำคัญสนับสนุนในการให้ข้อมูลกับผู้บริโภคที่สามารถใช้ประกอบการตัดสิน เลือกแบบแผนการผลิตและการบริโภค รวมถึงให้ผู้บริโภคตระหนักและเท่าทันปัญหาในยุคบริโภคนิยม สนับสนุนการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาและคุ้มครองสิทธิของตนเอง รวมถึง ในการออกประกาศหรือกำหนดมาตรการต่างๆ เช่น การกำหนดอัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียมทางการเงินต่างๆ ขอให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชน และขอให้มีการเพิ่ม สัดส่วนผู้แทนผู้บริโภค เพื่อให้มีส่วนร่วมในการกำหนดมาตรการหรือประกาศที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภค

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    บวรศักดิ์ อุวรรณโณ คาดว่าจะได้กรอบยกร่าง รธน. ไม่เกินสิ้นปี และจะเริ่มลงมือร่างหลังปีใหม่ กำชับสปช. วางปฏิทินให้ชัดเจน พร้อมเผยกรณีคสช. ตั้งมีชัย ฤชุพันธ์ เป็นกรรมการติดตามการยกร่าง รธน. ไม่ใช่การครอบงำ แต่เป็นเรื่องดี

    บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2557 ที่รัฐสภา ที่มาภาพ: เว็บรัฐสภา

    20 พ.ย. 2557 - ที่รัฐสภา นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม มอบนโยบายการบริหารราชการแก่คณะผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ว่า ที่ประชุมได้เน้นย้ำให้สภาปฏิรูปแห่งชาติจัดทำปฏิทินกำหนดการทำงานเช่นเดียว กับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งในวันที่ 1 ธันวาคม คณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) ทั้ง 11 คณะจะเสนอกรอบความคิดเห็นในการยกร่างรัฐธรรมนูญมายัง กมธ. หลังจากนั้นในวันที่ 2-9 ธันวาคม กมธ.ก็จะนำกรอบดังกล่าวมาหารือและส่งข้อสรุปที่ได้ไปยังสภาปฏิรูปแห่งชาติใน วันที่ 10 ธ.ค.  ตามที่ นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ กำหนดไว้ว่า ให้คณะกรรมาธิการวิสามัญประจำสภาปฏิรูปทุกคณะส่งความเห็นที่จะให้บรรจุไว้ใน รธน.มายังประธาน และคาดว่าสภาปฏิรูปแห่งชาติจะเปิดประชุมในวันที่ 15-17 ธ.ค. เพื่อนำรายงานของทั้ง 18 คณะมาหารือกัน คาดว่าไม่เกิน 29 ธ.ค. จะได้กรอบการยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมด หลังจากนั้นจะนำความเห็นที่ได้ทั้งหมดมาพิจารณาและจะเริ่มลงมือยกร่าง รธน.หลังปีใหม่

    นายบวรศักดิ์กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า การแต่งตั้ง นายมีชัย ฤชุพันธ์ กรรมการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เป็นกรรมการติดตามการยกร่าง รธน. นั้นไม่ใช่เจตนาของรัฐบาลที่จะเข้ามาก้าวก่าย หรือ ครอบงำการทำงานของกมธ.ยกร่างฯ แต่เป็นเพียงการแต่งตั้งให้เป็นคณะทำงานของรัฐบาลเพื่อให้ความเห็นต่อคณะกรรมาธิการฯ เท่านั้น ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ในกรณีนี้ถือว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มาตรา 36 ซึ่งกำหนดให้ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญส่งร่างรัฐธรรมนูญให้กับ ครม. คสช. พิจารณา ซึ่ง ครม.และ คสช.สามารถเสนอความคิดเห็นหรือยื่นคำขอแก้ไขเพิ่มเติมได้ จึงจำเป็นที่ต้องมีบุคคลที่ทำการบ้านเสนอไปยัง ครม.และ คสช.

     

    เรียบเรียงจาก : เว็บสถานนีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย, ไทยรัฐออนไลน์

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai


     

    20 พ.ย.2557 กระแสความวุ่นวายในการจับกุมนักศึกษาเกิดขึ้นตลอดทั้งวัน สืบเนื่องจากกลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย (LLTD) ที่จัดกิจกรรมดูหนัง The Hanger Games ที่โรงหนังสกาลา มีการควบคุมตัวนายรัฐพล ศุภโสพล หนึ่งในสมาชิกของ LLTD  และนายแชมป์ ที่สน.ปทุมวัน ก่อนปล่อยตัวในช่วงเย็น (อ่านที่นี่)

    หลังจากนั้นไม่นาน มีการควบคุมตัวนักศึกษาอีกคนหนึ่งคือ นัชชชา กองอุดม จากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ซึ่งยกมือชูสามนิ้วท่ามกลางสื่อมวลชนขณะเดินเข้าโรงภาพยนตร์ที่ฉายเรื่อง The Hanger Games ที่ห้างสยามพารากอน กรณีของนัชชชานั้นถูกควบคุมตัวที่สน.ปทุมวัน ก่อนส่งตัวต่อไปยังการควบคุมตัวของทหารที่สนามกีฬา ทบ. ถนนวิภาวดี รังสิต

    นัชชชาได้ให้สัมภาษณ์เบื้องต้นว่า มาคนเดียว ไม่มีกลุ่ม สนใจหนังเรื่องนี้เพราะสาระของเรื่องสอดคล้องกับสถานการณ์การเมืองในบ้านเรา และทราบดีว่าถ้าชูสามนิ้วแล้วจะถูกจับกุม แต่เธอไม่กลัว

    16.30 น. นักศึกษาจากกลุ่ม LLTD และ ศนปท. ราว 10 คนได้เดินทางมาให้กำลังใจและรอติดตามข่าวนัชชชาที่สนามกีฬา ทบ.ด้วย โดยเจ้าหน้าที่ให้ผู้ติดตามทั้งหมดรออยู่ด้านนอก

    19.00 น. เกศรินทร์ เตียวสกุล เจ้าหน้าที่จากคณะอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งเข้าร่วมการพูดคุยระหว่าง นัชชชา นักศึกษาม.กรุงเทพที่ชูสามนิ้วที่ถูกควบคุมตัวกับนายทหารพระธรรมนูญ แถลงหลังการหารือกว่า 3 ชั่วโมงเสร็จสิ้น

    เกศรินทร์กล่าวว่า ในเบื้องต้นไม่มีการดำเนินคดีใดๆ เนื่องจากเป็นการกระทำครั้งแรก แต่ทางทหารขอให้นักศึกษาคนดังกล่าวยุติกิจกรรมการเคลื่อนไหวในการต่อต้านรัฐประหาร หรือการต่อต้านการทำงานของ คสช. โดยทำเป็นบันทึกความเข้าใจร่วมกัน

    ด้านนัชชชากล่าวเพียงสั้นๆ ว่าระหว่างที่ถูกควบคุมตัวโดยทหารและตำรวจนั้น เจ้าหน้าที่ปฏิบัติต่อเธอด้วยดี

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ชาวบ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด จังหวัดเลย ชู 3 นิ้ว กลางทุ่งนา ให้กำลังใจนักศึกษากลุ่ม 'ดาวดิน' พ่อบุญช่วย กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมฯ ขอนแก่น ส่งจดหมายยกย่องความกล้าหาญและเสียสละ ระบุนักศึกษาไม่ได้เหลือง-แดง แต่ทำเพื่อสิทธิเสรีภาพและความเป็นธรรม

    20 พ.ย.2557 สืบเนื่องจากกรณีนักศึกษากลุ่มดาวดิน 5 คนชูสามนิ้ว ต้านรัฐประหาร ต่อหน้า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขณะลงพื้นที่ จ.ขอนแก่น เมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา จนถูกเจ้าหน้าที่ทหารคุมตัวเข้าสอบสวนที่สถานีตำรวจและค่ายศรีพัชรินทร มทบ.23  ก่อนปล่อยตัวชั่วคราวและนัดมีการเรียกพบผู้ปกครองของนักศึกษาทั้ง 5 ที่ค่ายศรีพัชรินทรฯ ช่วงเช้าวันนี้(20 พ.ย.)

    เมื่อช่วงเช้าวันนี้เช่นกัน ชาวบ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ต่อต้านเหมืองทองคำ อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ชู 3 นิ้ว กลางทุ่งนา ให้กำลังใจนักศึกษากลุ่ม 'ดาวดิน' พร้อมป้ายที่มีข้อความว่า “ถึงลูกๆ ดาวดิน ตามหา..รอยประชาธิปไตย เป็นกำลังใจให้ลูกๆ ทุกคนเด้อ กลุ่มฅนรักบ้านเกิด"

    เฟซบุ๊กแฟนเพจ 'เหมืองแร่ เมืองเลย' เผยแพร่ภาพกลุ่มรักษ์บ้านแหง จ.ลำปาง ถือป้ายข้อความให้กลังใจกลุ่ม 'ดาวดิน' กลางทุ่งนาด้วยเช่นกัน 

    ภาพกลุ่มรักษ์บ้านแหง จ.ลำปาง ที่มาภาพ  'เหมืองแร่ เมืองเลย

    นอกจากนี้เมื่อคำวันที่ 19 พ.ย.เฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘จดหมายถึงนกพิราบ’ ได้เผยแพร่จดหมายให้กำลังใจกลุ่มดาวดิน จากพ่อบุญช่วย กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมห้วยเสือเต้นและโคกหินขาว อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น โดยระบุว่า “ถึงลูกดาวดิน 5 คนแห่งความกล้าหาญและเสียสละ และดาวดินทุกคน

    สามัญชนเหล่านี้ทำเพื่อความถูกต้องเป็นธรรมเพื่อความเสมอภาคของคนไทยทุกคน ไม่ได้อยู่กับเหลืองหรือแดง สิ่งที่พวกเขาทำเพื่อสิทธิเสรีภาพและความเป็นธรรม มิได้ทำเพื่อผู้หนึ่งผู้ใด ทุกภาคส่วนโปรดรู้ไว้เถิดว่าพวกเขาทำเพื่อคนไทยทุกคน พวกเราทุกคนขอให้กำลังใจ 5 ดาวดิน ด้วยความรักความห่วงใย และขอชื่นชมในความกล้าหาญของ 5 ดาวดิน ดาวดินสู้ๆ”

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    บิ๊กป้อมไม่หนักใจ กรณีนักศึกษาชูสามนิ้ว อ้างคนไทยมีอีกตั้ง 67 ล้านคน มั่นใจประชาชนเข้าใจว่าคสช. ทำอะไรอยู่ ย้ำ "คิดต่างได้แต่อย่าแสดงออก"

    20 พ.ย. 2557 - ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงการแสดงสัญลักษณ์ต่อต้านรัฐบาลโดยชู 3 นิ้วตามสถานที่ต่าง ๆ อาทิ โรงภาพยนตร์สกาล่า และพารากอนช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ว่า ไม่มีอะไร ไม่หนักใจ เพราะมีคนตั้ง 67 ล้านคน เชื่อว่าจะไม่บานปลาย และนายกรัฐมนตรีได้ตอบคำถามหมดแล้ว ตนไม่จำเป็นต้องตอบ จะถามซ้ำทำไม นายกรัฐมนตรีพูดแล้วก็จบ ทั้งนี้ไม่มีการประเมินการข่าวว่าเป็นอย่างไร ตนมั่นใจและเห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจว่า คสช.และรัฐบาลทำอะไรอยู่ เราต้องการความปรองดอง ไม่ได้ต้องการความแตกแยก คิดต่างได้ แต่อย่าแสดงออก ขอเวลา คสช.บ้าง ตามเนื้อเพลงคืนความสุข ซึ่งขอเวลาแค่ 1 ปี ไม่นานเกินไป พอสปช. ปฏิรูปสำเร็จแล้วเดินสู่การเลือกตั้งก็จบไม่มีอะไร อย่าคิดมาก

    เมื่อถามว่าการแสดงเชิงสัญลักษณ์จะเป็นการทำลายบรรยากาศหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวพร้อมชี้นิ้วมายังผู้สื่อข่าวว่า “ไม่ทำลาย คุณน่ะแหละที่ทำลาย คุณกำลังจะทำลายบรรยากาศ” พล.อ.ประวิตร กล่าวและยืนยันว่า การลงพื้นที่ยังคงมีอยู่ และลงไปได้ทุกพื้นที่ นายกฯไม่ได้มีความขัดแย้งกับใคร นายกฯ คสช. และรัฐบาลมาทำเพื่อประชาชนคนไทยและประเทศชาติ และทำทุกอย่างด้วยความโปร่งใสชัดเจน

    เรียบเรียงจาก : เดลินิวส์ออนไลน์

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    20 พ.ย.2557 ผู้ใช้ชื่อบัญชีในยูทูปว่า ‘tvthainetwork’ โพสต์คลิปร้องประสานเสียงของ 5 นักศึกษากลุ่มดาวดิน ร้องเพลง ‘บทเพลงของสามัญชน’ พร้อมสวมเสื้อ ‘ไม่’ ‘เอา’ ‘รัฐ’ ‘ประ’ ‘หาร’ โดยระบุว่า “คลิปสุดท้ายของ นศ.กลุ่มดาวดิน คืนก่อนวันแสดงออกทางสัญลักษณ์ต่อหน้านายกรัฐมนตรีจนถูกควบคุมตัว บันทึกเทปเมื่อเวลาประมาณเที่ยงคืนครึ่ง วันที่19 พ.ย. 2557”

    โดยระหว่างร้องเพลง มีการอ่านบทกวีด้วยความว่า

    “ความคิดไม่อาจขัง เพียงผนังไม่อาจกั้น

    เพียงรอยขีดเขียนคอยกีดกัน ใช่ลบฝันที่เรามี

    บทเพลงเพื่อเพื่อนพ้อง จะร้ำร้องจากทุกที่

    ด้วยบทเพลงแห่งเสรี ด้วยบทกวีเพื่อผู้คน

    เพื่อนยังคงใฝ่ฝัน ตราบใดที่ฟ้าหม่น

    บทเพลงสามัญชน บนเส้นทางที่เราเดิน”

    โดยในวันรุ่งขึ้น พวกเขาทั้ง 5 คน พร้อมเสื้อ ‘ไม่’ ‘เอา’ ‘รัฐ’ ‘ประ’ ‘หาร’ ได้เดินทางมาชู 3 นิ้ว ต้านรัฐประหาร ต่อหน้า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขณะลงพื้นที่ จ.ขอนแก่น จนถูกเจ้าหน้าที่ทหารคุมตัวเข้าสอบสวนที่สถานีตำรวจและค่ายศรีพัชรินทร มทบ.23  ก่อนปล่อยตัวชั่วคราวและมีการเรียกพบผู้ปกครองของนักศึกษาทั้ง 5 ที่ค่ายศรีพัชรินทรฯ ช่วงเช้าวันนี้(20 พ.ย.)อีกครั้ง

    สำหรับบทเพลงของสามัญชน ที่ทั้ง 5 คนร้อง เป็นเพลงที่นักกิจกรรมทางสังคมใช้ร้องในหลากหลายรูปแบบและมีการท้าส่งต่อให้คนอื่นร้องตาม พร้อมเผยแพร่ผ่านทางยูทูบ กว่า 50 คลิป เมื่อช่วงเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา  โดยเนื้อเพลงเป็นการให้กำลังใจกับคนที่ถูกคุกคามเสรีภาพ ซึ่งแต่งโดย ชูเวช เดชดิษฐรักษ์ อายุ 22 ปี นักศึกษาปริญญาโทสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และ แก้วใส สามัญชน (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม)

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ‘สุริยะใส กตะศิลา’ โพสต์เฟซบุ๊กแนะนำรัฐบาล และคสช. ใช้ 10 นิ้วเร่งสร้างผลงาน เพื่อสยบคลื่นใต้น้ำกรณีน.ศ. ออกมาประท้วงต้านรัฐประหาร ด้วยการชู 3 นิ้ว

    20 พ.ย.2557 จากเหตุการณ์ในช่วงสองวันที่ผ่านมา ซึ่งนักศึกษาหลายมหาวิทยาลัยได้ออกมาประท้วงต้านรัฐประหาร และคสช. โดยแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ ด้วยการ ชู 3 นิ้ว อาทิเช่นกรณี 5 นักศึกษากลุ่มดาวดิน พร้อมใส่เสื้อสกรีนข้อความ "ไม่" "เอา" "รัฐ" "ประ" "หาร" ต่อหน้า พล.อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา นากยกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ขณะมอบนโยบายให้กับเจ้าหน้าที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในกลุ่มจังหวัดภาคอีสาน บริเวณศาลากลาง จ.ขอนแก่น (อ่านข่าวที่นี่) รวมทั้งกรณี นักศึกษากลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย จัดกิจกรรม "รำกระตั้ว คั่วป๊อบคอร์น นอนดูหนัง" ซึ่งเป็นการประกาศชวนเพื่อน ไปดูภาพยนต์เรื่อง "The hunger games" ที่โรงหนังสกาล่า และพารากอน ซีนีเพล็กซ์ (อ่านข่าวที่นี่)

    ล่าสุด เมื่อเวลาประมาณ 16.00 น. สุริยะใส กตะสิลาผู้ประสานงานกลุ่มกรีน ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กแฟนเพจตนเอง ถึงกรณีดังกล่าว เพื่อแนะนำรัฐบาล และคสช. ว่า

    "3 นิ้ว ฤาจะสู้ 10 นิ้ว กระแสต่อต้านคณะรัฐประหาร ที่ดูเหมือนขยายตัวในขณะนี้ ถือเป็นปรากฎการณ์ปกติ เพราะผู้คนที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารก็มีไม่น้อย ครั้นจะมุ่งหมายไล่ห้าม ไล่ปิดปาก ก็คงทำได้ระดับหนึ่ง ส่วนจะลุกลาม จน "เอาอยู่" หรือไม่ นั่นต้องดูหลายปัจจัย ก่อนทุบโต๊ะหรือฟันธง!

    การชู 3 นิ้ว ที่หายไปหลังช่วงรัฐประหารใหม่ๆ กลับมาได้อย่างไร? อันนี้น่าคิด และน่าตีความยิ่ง!

    มันคงไม่ใช่เพียงเพราะหนัง The Hunger Game ที่เพิ่งจะเข้าฉายในโรงภาพยนต์นั่นหรอก ปัจจัยสำคัญน่าจะอยู่ที่สถานการณ์ในภาพรวมของ คสช. และ รัฐบาลนั่นต่างหากครับ "ภาพรวม" ที่หมายถึง 6 เดือนแห่งการ "คืนความสุข"

    6 เดือนแห่งการบริหารราชการแผ่นดิน ไปถึงไหนอย่างไร 6 เดือนแห่งการอยู่ดีกินดี?

    6 เดือนมีผลงานมั้ย คนทั่วไปรู้สึกดีกว่าเดิมจริงมั้ย หรือแค่รู้สึกกันเอง

    นี่ต่างหากที่จะเป็นปัจจัยชี้ขาดทำให้ "คลื่นใต้น้ำ" ปะทุขึ้นเหนือน้ำได้หรือไม่ "ผลงาน" ของรัฐบาลจะเป็นตัวชี้วัดครับ

    3 นิ้ว ยังไงก็ไม่สู้ 10 นิ้ว เร่งมือถากถาง สร้างงาน ให้เป็นประจักษ์ เถอะครับ"

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    วานนี้ (19 พ.ย.2557) ที่ศาลาประชาคม องค์การบริหารส่วนจังหวัดเลย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยและ บริษัท เอ็นไวร์ไซน์ จำกัด บริษัทที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมได้เปิดเวทีชี้แจงโครงการและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ต่อขอบเขตและแนวทางการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (IEE)  โครงการระบบโครงข่ายไฟฟ้า 500 กิโลโวลต์ เลย2 (ท่าลี่) 3 – ขอนแก่น 4 (ส่วนที่พาดผ่านป่าอนุรักษ์โซน C) จำนวน 5.3 กิโลเมตร จากระยะทางทั้งหมด 196 กิโลเมตร ในพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงขุนแคม ป่าโคกใหญ่ ป่าภูผาแง่มและป่าลาดค่าง ในเขตตำบลน้ำแคม อ.ท่าลี่ จ.เลย ป่าสวนแห่งชาติป่าโคกภูเหล็ก ต.กกดู่ อ.เมือง และป่าสงวนแห่งชาติป่าภูหัวหมาก ป่าภูทอกและป่าภูปอบิด ต.ชัยพฤกษ์ ต.นาดินดำ และต.น้ำสวย อ.เมือง จ.เลย

    นายทรงฤทธิ์ นนทนำ ผู้ชำนาญการสิ่งแวดล้อม ตัวแทนจากบริษัท เอ็นไวร์ไซน์ จำกัด ได้ชี้แจงถึงขอบเขตและแนวทางการศึกษาข้อมูลผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นในพื้นที่ดังกล่าว ในช่วงเดือนสิงหาคม 2557 – เดือน กรกฎาคม 2558 หลังจากนั้นจึงได้เปิดเวทีให้ประชาชนได้แสดงความเห็น

    นายสำรวย ทองจันทร์ ตัวแทนชาวบ้าน ต.นาดินดำ ซึ่งจะถูกสายส่งไฟฟ้าแรงสูงพาดผ่าน กล่าวว่า ที่ผ่านมา ทาง กฟผ.ไม่ได้มีการชี้แจงให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการดังกล่าวให้รับทราบเลย การทำรายงานการศึกษาดังกล่าว เป็นเหมือนการทำเพื่อให้ครบตามขั้นตอนของกระบวนการและกฎหมายเท่านั้น ยกเลิกไม่ได้ เท่ากับมัดมือชกให้ชาวบ้านยอมรับโครงการดังกล่าว

    เขาบอกด้วยว่า หากจะรับฟังความคิดเห็นของชาวบ้านจริงๆ ก็ควรจะอยู่บนพื้นฐานความรู้ที่เท่ากัน แต่ตอนนี้เหมือนพูดคนละเรื่อง เพราะวันดีคืนดี เจ้าหน้าที่ กฟผ.ก็เอาหมุดไปปักในที่ดินของตน โดยที่ไม่ได้แจ้งอะไรเลย มาทำเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย ตนเองรู้สึกหนักอกหนักใจ บางคนมีที่ดิน 3 ไร่ โดนเสาไฟพาดผ่านไปครึ่งหนึ่งก็ไม่เท่ากับว่าไม่สามารถทำประโยชน์อะไรได้เลย แล้ว กฟผ.จะเยียวยาความรู้สึกและจิตใจชาวบ้านอย่างไร

    ด้านนายสายรุ่ง ฝั่งกาน รอง ผอ.สำนักงานการประถมศึกษาเขต 1 จ.เลย กล่าวว่า เรื่องมันเกิดขึ้นมาตั้ง 3 เดือนแล้ว ที่เจ้าหน้าที่ กฟผ.ได้เข้ามาปักหมุดในที่ดินของตนเองโดยที่ไม่แจ้งอะไรเลย ไม่มีการประชาสัมพันธ์ชี้แจงข้อมูลใดๆ และตอนนี้ก็ไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ในที่ดินที่เสาไฟแรงสูงจะพาดผ่านว่า ชาวบ้านจะยังสามารถใช้ประโยชน์ได้มากน้อยเท่าไหร่ และเท่าที่ทราบการใช้ พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 เพื่อเข้ารอนสิทธิในที่ดินของชาวบ้าน ก็มีการจ่ายค่าชดเชยน้อยมาก รวมไปถึงข้อกังวลเรื่องผลกระทบสุขภาพของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้ๆ เสาไฟแรงสูง ซึ่งในงานศึกษาของต่างประเทศ พบว่า มีผลต่อสุขภาพจริง อยากให้ทาง กฟผ.ชี้แจงให้ชัดเจนและต้องมีการศึกษาเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพเข้ามา และพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่จะถูกตัดออกไปเป็นจำนวนมากและอาจจะเป็นสาเหตุให้สัตว์ป่าต้องสูญพันธุ์มากขึ้น พร้อมกับห่วงกังวลเรื่องผลกระทบของสายไฟแรงสูงต่อการท่องเที่ยวของจังหวัดที่กำลังส่งเสริมกัน เห็นว่ามันช่างเป็นการพัฒนาที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง

    นายสีธาตุ สุทิน ตัวแทนชาวบ้านกกดู่ กล่าวว่า ตนเองมีที่ดิน 3 แปลง ปลูกยางพาราเป็นรายได้เลี้ยงครอบครัว 8 คนและที่ดินดังกล่าวจะถูกสายไฟแรงสูงพาดผ่านหมดทุกแปลง  ตอนนี้เจ้าหน้าที่ได้เอาสีแดงไปป้ายตามต้นยางพาราไว้หมดแล้ว ถ้าเป็นเช่นนี้จะเอาอะไรเลี้ยงครอบครัว และทราบว่า ที่ดินบางแปลงที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ กฟผ.จะไม่จ่ายค่าชดเชยอะไรให้เลย จึงขอเสนอให้ทาง กฟผ.เช่าที่ดินเป็นระยะยาวหรือเวนคืนที่ดินไปเลยน่าจะดีกว่าการจ่ายค่าลิดรอนสิทธิ์ เพราะยังไงก็ต้องเสียภาษีตลอดชีวิตรวมทั้งลูกหลานด้วย ถ้าจะให้ซื้อที่ดินใหม่ ก็ไม่มีศักยภาพแล้ว 

    นอกจากนี้ยังมีตัวแทนชาวบ้านอีกหลายคนที่ได้แสดงความเห็นในทิศทางเดียวกันและตั้งคำถามว่า คนเมืองเลยจะได้ประโยชน์อะไรจากสายไฟฟ้าแรงสูงที่พาดผ่านพื้นที่ครั้งนี้ รวมถึงข้อกังวลเรื่องสุขภาพและสิทธิในที่ดินของตนเอง 

    ต่อมา ตัวแทน กฟผ.ได้กล่าวอธิบายต่อที่ประชุมว่า คนจังหวัดเลยจะได้ไม่มีปัญหาไฟฟ้าดับหรือตกอีกต่อไป เพราะจะมีการเพิ่มกำลังวัตต์ในการจ่ายไฟเข้าระบบมากขึ้น และอธิบายถึงกระบวนการเกี่ยวการสำรวจและปักหมุดเสาไฟในที่ดินของชาวบ้าน และมีการปิดประชุมในเวลา 12.00 น. หลังเลิกการประชุมชาวบ้านจำนวนหนึ่งได้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ กฟผ.ว่า ขณะที่จัดเวทีรับฟังความเห็นอยู่นี้ มีเจ้าหน้าที่สำรวจของ กฟผ.ไปเรียกประชุมชาวบ้านและรวบรวมให้นำโฉนดที่ดิน บัตรประจำตัวประชาชนมาส่งในหมู่บ้านและทำให้ชาวบ้านเกิดความงุนงงและสับสนเป็นอย่างมาก และทำให้ชาวบ้านไม่สามารถมาร่วมเวทีวันนี้ได้ เนื่องจากเกิดเหตุการณ์ซ้อนกันในวันนี้  และเมื่อเสร็จเวทีทาง กฟผ.และบริษทที่ปรึกษาได้แจกผ้าห่มให้กับทางชาวบ้านที่มาร่วมงานเป็นที่ระลึกด้วย

    สำหรับโครงการระบบโครงข่ายไฟฟ้า 500 กิโลโวลต์ เลย2(ท่าลี่) – ขอนแก่น4 เป็นส่วนหนึ่งของของโครงการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าจังหวัดเลย หนองบัวลำภู และขอนแก่น เพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศลาว เพื่อเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในภาคอีสานและส่งไปยังภาคกลาง ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศปี 2555-2573 (PDP2010 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3) โดยคณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 ซึ่งคาดว่าจะเป็นโครงการสายส่งไฟฟ้าแรงสูงที่ทาง กฟผ.จะรับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนไซยะบุรี ที่กำลังก่อสร้างกั้นในแขวงไซยะบุรี และเครือข่ายประชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขงได้ยื่นฟ้องศาลปกครองเกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ปี 2550

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    สาธิต ปิตุเตชะ ระบุว่าไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติ แต่พฤติกรรมกลุ่มชููสามนิ้วต่อหน้า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นการก่อกวน ไม่ใช้สติแก้ปัญหา เหมือนมีผู้อยู่เบื้องหลังกำหนดแผนให้ทำ เป็นวิธีการเดียวกับที่อภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ถูกกระทำตอนเป็นรัฐบาล พร้อมแนะนักศึกษาไปต้านคนโกงชาวนาดีกว่า

    ที่มา: เพจสาธิต ปิตุเตชะ

    20 พ.ย. 2557 - เมื่อวันที่ 20 พ.ย. เว็บไซต์พรรคประชาธิปัตย์ เผยแพร่ความเห็นของ สาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งแสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊คของเขา มีรายละเอียดดังนี้

    000

    "ผมไม่เคยเห็นด้วยกับการปฏิวัติ แต่ผมก็ไม่เห็นด้วยกับการแสดงออกแบบนี้"

    "ผมคนหนึ่งละไม่เคยไดัประโยชน์จากการปฏิวัติ ไม่เคยคิดว่าการปฏิวัติจะแก้ปัญหาประเทศได้ และก็มีหลายสิ่ง หลายนโยบาย หรือการบริหาร การแก้ปัญหา ผมก็ยังมีความเห็นต่างอยู่อย่างมาก

    แต่พฤตืกรรมที่น้องๆทำวันนี้ต่อหน้าการปฏิบัติหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีผมเห็นว่ามันเป็นการใช้อารมณ์ ก่อกวน สร้างกระแสและดิสเครดิต ไม่ได้ใช้สติในการแก้ปัญหา

    และที่สำคัญเหมือนมีคนอยู่เบื้องหลังกำหนดแผนให้ทำ เพราะวิธีการมันเหมือนกับท่านอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ถูกกระทำ ตลอดเวลาตอนเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ ดูเหมือนเป็นธรรมชาติ เกิดขึ้นเองแต่พอไปสืบดูอย่างลึกๆ หรือเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่งก็จะรู้ว่ามันถูก "setting" จากทีมของต่างแดนทั้งสิ้น

    รัฐบาลก็ควรตระหนักใหัดีว่านี่ไงความร้ายกาจของ ระบอบนี้ มันทำทุกอย่างทำลายทุกคน เพื่อประโยชน์ตัวเองมันไม่สนหรอกว่าจะคุยกันใว้อย่างไร เห็นและเจอมาแล้วด้วยตัวเองยังจะไปมีเมตตาโดยใช้คำว่า ปรองดอง ขอโทษครับ ปรองดองต้องแยกให้ชัดว่ามันไม่เกี่ยวกับความผิดกับความเลว

    อ้อ!!!ลืมบอกน้องผู้กล้าทั้งหลายว่าพี่จะขอบคุณมาก ถ้าใช้ความกล้ากับการไปต่อต้านการโกงชาวนา โกงประเทศทำให้ประเทศมีหนี้เกือบเจ็ดแสนล้าน ทำให้น้องกับพ่อแม่น้องและคนไทยทั้งประเทศต้องแบกรับหนี้ไปอีก 30 ปี"

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    วานนี้ (19 พ.ย.57) ณ หอประชุมชั้น 1 สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ และนายธวัชชัย จิตรภาษ์นันท์ กสทช. ด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ร่วมเป็นประธานการประชุม เรื่อง การหารือแนวทางแก้ไขผลกระทบจากปัญหาการขยายโครงข่ายโทรทัศน์ ประเภทที่ใช้คลื่นความถี่ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล โดยมีผู้ประกอบกิจการดิจิตอลทีวี 24 ช่อง และผู้ให้บริการโครงข่ายดิจิตอลทีวี (MUX) ทั้ง 4 ราย เข้าร่วมการประชุม

    นางสาวสุภิญญา กล่าวถึงบรรยากาศการประชุมครั้งนี้เป็นไปอย่างเข้มข้น ได้มีข้อสรุปร่วมกันว่า สำนักงานจะตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบคุณภาพของโครงข่ายทั้งด้านความครอบคลุมของสัญญาณและด้านคุณภาพ คณะทำงานจะประกอบด้วย ตัวแทนช่องดิจิตอลทีวีที่เป็นผู้จ้างโครงข่าย ตัวแทนโครงข่ายฯ ตลอดจนนักวิชาการด้านวิศวกรรม พร้อมด้วยสำนักงาน กสทช. จะร่วมกันลงพื้นที่ตรวจวัดประสิทธิภาพของโครงข่ายในแต่ละพื้นที่ แล้วร่วมกันประเมินว่าตรงกับข้อมูลแผนการคำนวณ การจัดทำพื้นที่ครอบคลุมสัญญาณและจำนวนครัวเรือนที่ครอบคลุม ที่อาศัยซอฟต์แวร์แบบจำลองการแพร่กระจายคลื่น (simulation) หรือไม่ หากพบว่าไม่ตรง ผู้ให้บริการโครงข่ายต้องมีส่วนรับผิดชอบแก้ไข เยียวยาต่อไป ทั้งนี้ในระหว่างการประชุม นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. ได้เข้าร่วมการประชุมและรับทราบแนวทางการตั้งคณะทำงานเรื่องนี้ต่อไป

    นายธวัชชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงข่ายที่ล่าช้าไม่เป็นไปตามแผน ต้องขอความช่วยเหลือจากโครงข่ายที่พร้อมมากกว่า หรือ คือการให้ MUX ทั้ง 4 ราย แก้ปัญหาร่วมกัน ส่วนเรื่องของมาตรการลงโทษทางปกครองกับผู้ให้บริการ MUX นั้น จะเกิดขึ้นหากผู้ประกอบการไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผน ส่วนการเปิดโอกาสให้รายใหม่เข้ามาแข่งขันนั้น จะเป็นทางเลือกสุดท้ายหากผู้ให้บริการ หรือผู้รับใบอนุญาตโครงข่ายรายเดิมไม่สามารถดำเนินการได้

    “คลื่นเป็นสิทธิของช่องทีวีที่เป็นผู้ประมูลได้รับใบอนุญาต 15 ปี ส่วนภาครัฐที่เป็นผู้ให้บริการโครงข่ายฯ เปรียบเหมือนผู้วางรางรถไฟให้คลื่นวิ่ง ถ้ารางไม่พร้อมคนใช้คลื่นก็เสียสิทธิ ทั้ง กสทช. และ ผู้ให้บริการโครงข่ายต้องมีส่วนร่วมแก้ปัญหาและรับผิดชอบ” นางสาวสุภิญญา กล่าว

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai