Are you the publisher? Claim or contact us about this channel


Embed this content in your HTML

Search

Report adult content:

click to rate:

Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


    ศาลไต้หวันให้บริษัทอาร์ซีเอของอเมริกัน จ่ายค่าเสียหายแก่อดีตคนงานและครอบครัวที่เจ็บป่วยและเสียชีวิตจากโรคมะเร็งกว่า 560 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน

     
     
     

    เมื่อวันที่ 17 เม.ย. 2015 ที่ผ่านมา เว็บไซต์ focustaiwan.tw รายงานว่าศาลของไต้หวันได้ตัดสินเมื่อวันศุกร์ (17 เม.ย.) ให้บ...

    Posted by Workazine on 17 เมษายน 2015

     
    เมื่อวันที่ 17 เม.ย. 2015 ที่ผ่านมาเว็บไซต์ focustaiwan.twรายงานว่าศาลของไต้หวันได้ตัดสินเมื่อวันศุกร์ (17 เม.ย.) ให้บริษัทอาร์ซีเอ (RCA) จ่ายค่าเสียหายแก่อดีตคนงานและครอบครัว เป็นจำนวนเงินประมาณ 560 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ประมาณ 18 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) โดยระบุว่าสารเคมีจากโรงงานของบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากสหรัฐฯ รายนี้ได้ทำให้คนงานเสียชีวิตและเจ็บป่วยจากโรคมะเร็ง
     
    อดีตคนงานมากกว่า 200 คนของโรงงานบริษัทอาร์ซีเอในเมืองเถาหยวน (Taoyuan) เริ่มทยอยเสียชีวิตในช่วงทศวรรษ 1990 โดยโรงงานแห่งนี้เปิดดำเนินการเมือปี 1970 และปิดตัวลงไปเมื่อปี 1992 
     
    ทั้งนี้ผลการสอบสวนระบุว่าน้ำใต้ดินของโรงงานแห่งนี้ปนเปื้อนสารเคมีอันตรายซึ่งเชื่อมโยงไปถึงการเสียชีวิตของอดีตคนงานในโรงงาน นอกจากนี้โรงงานยังไม่มีเครื่องป้องกันให้แก่คนงานที่ต้องสัมผัสตัวทำละลายอินทรีย์โดยตรง และไม่มีการตรวจสุขภาพให้แก่คนงานตามที่กฎหมายกำหนด โดยทนายความของผู้เสียหายระบุว่าว่าคดีนี้จะสร้างบรรทัดฐานให้แก่บริษัทที่ไร้ความรับผิดชอบและช่วยให้คนงานได้รับความคุ้มครองมากขึ้น ด้านญาติผู้เสียชีวิตบางรายระบุว่าได้รับค่าเสียหายต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับความเสียหายจำนวนคนที่เจ็บป่วยและเสียชีวิต 
     
     
    ที่มาข่าวเรียบเรียงจาก
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ผู้อำนวยการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติเตรียมเสนอ ครม. แก้ไขกฎหมายยกฐานะกองทุนหมู่บ้านเป็นสถาบันการเงินชุมชนเพื่อเศรษฐกิจพอเพียง

     
     
    18 เม.ย. 2558 สำนักข่าวไทยรายงานว่านายนที ขลิบทอง ผู้อำนวยการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ เปิดเผยว่า เพื่อให้กองทุนหมู่บ้านที่มีศักยภาพเป็นแหล่งเงินทุนในชุมชนและต้องการส่งเสริมการออมแทนการให้กู้เงินเพียงอย่างเดียว จึงเตรียมเสนอ ครม.พิจารณาแก้ไข พ.ร.บ.กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองด้วยการยกระดับกองทุนหมู่บ้านเป็น “สถาบันการเงินชุมชนเพื่อเศรษฐกิจพอเพียง” ด้วยการปรับปรุงบทบัญญัติเกี่ยวกับคณะกรมการกองทุนหมู่บ้าน การคัดเลือกคณะกรรมการ การกำหนดให้มีหลักเกณฑ์ค้ำประกันเงินกู้ให้รัดกุมมากขึ้น เพื่อปรับปรุงการดำเนินงานของกองทุนหมู่บ้านเพื่อใช้เป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับรากหญ้า และให้การดำเนินงานของกองทุนหมู่บ้านมีความมั่นคงและเป็นมาตรฐานเดียวกัน
     
    โดยไม่จำกัดเรื่องทุนของกองทุนหมู่บ้านต้องสูงขึ้นมากนัก เช่น อาจมีประมาณ 3-5 ล้านบาท สามารถจัดตั้งได้ แต่จะกำหนดให้สมาชิกต้องออมเงินผ่านสัจจะออมทรัพย์หรือสะสมเงินออมในรูปแบบต่างๆ เช่น สมาชิกต้องมีเงินฝากสะสมสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 50 ของสมาชิกทั้งหมดในหมู่บ้าน การมีผลประเมินกองทุนที่มีในระดับเกรดดีหรือดีมาก ผ่านตัวชี้วัดในหลายด้าน มีการจัดทำระบบบัญชีมีมาตรฐาน เพื่อให้หลายกองทุนหมู่บ้านรวมตัวกันเป็นสถาบันการเงินชุมชน มีเป้าหมายให้ได้ตำบลละ 1 แห่ง แล้วแต่ศักยภาพในพื้นที่ โดยมีคณะกรรมการสถาบันการเงินชุมชนเข้ามาบริหารและควบคุมดูแล
     
    คาดว่าในปี 2558 จะเห็นกองทุนหมู่บ้านเกิดขึ้น สถาบันการเงินชุมชนเพื่อเศรษฐกิจพอเพียง ประมาณ 2,000 แห่ง เพราะขณะนี้ทั้ง ธ.ก.ส.และออมสิน ได้ส่งเสริมให้มีสถาบันการเงินชุมชนแล้ว จึงต้องการนำทั้งสองแบบเข้ามารวมกันอยู่ในโครงการเดียวกันและใช้ชื่อเดียวกัน สัญลักษ์เดียวกัน รวมทั้งแก้ไขในเรื่องติดปัญหาการฟ้องร้องอ้างตามกฎหมายขัดทรัพย์ เนื่องจากเงินของกองทุนหมู่บ้านเป็นเงินของรัฐ หากมีคดีความผูกพันจะได้รับการพิจารณาเรื่องการอายัดทรัพย์ เพราะเป็นเงินของรัฐ คาดว่าจะเสนอ ครม.พิจารณาได้ก่อนการจัดงานครบรอบ 14 ปี กองทุนหมู่บ้านในช่วงเดือนกรกฎาคมปีนี้
     
    นายลักษ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า วางเป้าหมายส่งเสริมให้กองทุนหมู่บ้านขยับฐานะเป็นสถาบันการเงินชุมชนในปี 2558 จำนวน 1,500 แห่ง เพราะได้รับมอบหมายให้ดูแลกองทุนหมู่บ้านที่มีผลดำเนินงานดีมาก 10,569 แห่ง และผลดำเนินงานดี 10,015 กองทุน สำหรับกองทุนเกรดดีมากจะให้สินเชื่อเพิ่มต่อยอดอีกจากวงเงิน 1 ล้านบาท เป็น 2 ล้านบาท สำหรับกองทุนเกรดดี จะได้รับสินเชื่อต่อยอดอีก 500,000 บาทต่อกองทุน เพื่อส่งเสริมให้ชุมชนได้มีแหล่งเงินทุนดูแลตนเอง
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ชาวบ้านชุมชนคลองมุดงฉลอง จ.ภูเก็ต ถูกนายทุนขับไล่ที่ ชาวบ้านชี้ตามกฎหมายที่ดินต้องเป็นของรัฐหลังหมดสัมปทานบัตรเหมืองแร่เก่า แล้วนายทุนได้โฉนดที่ดินมานั้นมีกระบวนการได้มาอย่างไร หน่วยงานไหนเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบออกให้

     
     
     
     
     
     
    18 เม.ย. 2558 นักข่าวพลเมืองแจ้งข่าวกับประชาไทว่า สืบเนื่องมาจากกรณีที่ชาวบ้านชุมชนคลองมุดงฉลอง จ.ภูเก็ต ได้ถูกนายทุนขับไล่ที่ออกจากที่อยู่อาศัย เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2557 ที่ผ่านมา โดยชาวบ้านระบุว่าทั้งๆ ที่เรื่องดังกล่าวกำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจราณาของศาลจังหวัดภูเก็ต และแม้ชาวบ้านมีเอกสารใบนัดของศาลมายืนยัน แต่กลุ่มคนที่มาขับไล่รื้อถอนก็ไม่ยอมรับฟัง โดยชายฉกรรจ์ประมาณ 100 คน เข้ามาข่มขู่ชาวบ้าน รวมทั้งได้ทำลายที่อยู่อาศัยโดยใช้เครื่องจักร และได้นำเอกสารโฉนดที่ดินมาให้ชาวบ้านดู
     
    นักข่าวพลเมืองได้ระบุว่าที่ดินดังกล่าวที่ชาวบ้านอาศัยอยู่เป็นที่ดินสัมปทานบัตรเหมืองแร่เก่า ซึ่งได้หมดอายุบัตรไปเกือบ 50 ปี ตามหลักกฎหมายหากหมดสัมปทานแล้ว และไม่มีผู้ใดยื่นเรื่องราวภายในวันและเวลาที่กำหนดให้ถือว่าสัมปทานบัตรนั้นสิ้นอายุในวันที่ครบกำหนดคือ 90 วัน ดังนั้นที่ดินดังกล่าวก็จะต้องตกเป็นของรัฐดังเดิม ห้ามมิให้กระทำการใด ๆ นอกเสียจากได้รับอนุญาต หรือมีคำสั่งอื่น ๆ จากรัฐ ซึ่งชาวบ้านได้ตั้งข้อสงสัยว่าการที่นายทุนได้โฉนดที่ดินมานั้นมีกระบวนการได้มาอย่างไร และหน่วยงานไหนเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบออกให้ 
     
    ทั้งนี้ที่ดินดังกล่าวมีโฉนดอยู่จริงแค่ประมาณ 4 ไร่ แต่สามารถออกโฉนดครอบที่ดินสัมปทานบัตรผืนนี้มา 80 กว่าไร่ และยังติดเขตป่าชายเลนชุมชนคลองมุดง ส่วนชาวบ้านเข้ามาอยู่อาศัยกันประมาณ 60 ครัวเรือน มีที่อยู่อาศัยคนละ 10 เมตร ถึง 20 เมตร พอที่จะสร้างที่อยู่อาศัยได้ ไม่ได้มีจุดประสงค์จะมาถือครองเพื่อทำธุระกิจเหมือนกับพวกนายทุนต่าง ๆ โดยชาวบ้านทำมาหากินโดยการ เก็บของเก่าขาย ปลูกผักผลไม้ เลี้ยงปลา เป็นต้น
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    "สมบัติ ธำรงธัญวงศ์" ประธาน กมธ.ปฎิรูปการเมือง ค้านระบบเลือกตั้งเยอรมนี ย้ำรัฐบาลผสมทำเกิดปัญหาต่อรองผลประโยชน์ ชี้นายกคนนอกไม่ตรงความต้องการประชาชน

     
    18 เม.ย. 2558 สำนักข่าวไทยรายงานว่านายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการปฎิรูปการเมือง สภาปฎิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้ (19 เม.ย.) จะประชุมคณะกรรมาธิการปฎิรูปการเมือง ที่อาคารรัฐสภา เพื่อเตรียมความพร้อมกำหนดกรอบประเด็นที่จะอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 20-26 เมษายนนี้ เนื่องจากปรับเวลาการอภิปรายให้สั้นลง โดยประธานกรรมาธิการแต่ละคณะคนละ 30 นาที และสมาชิกคนละ 15 นาที ส่วนตนเองจะพูดในภาพรวม และให้สมาชิกอภิปรายอย่างเต็มที่ ไม่ต้องยึดกรอบของกรรมาธิการ เพื่อจะได้มีอิสระ จึงต้องวางแนวทางการอภิปรายไม่ให้ซ้ำซ้อนกัน เพราะเวลาที่ได้รับถือว่าน้อย หากเทียบกับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเมืองที่มีอยู่มากกว่า 100 มาตรา อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าบรรยากาศจะไม่ดุเดือดเข้มข้น เพราะเป็นการชี้แจงให้ข้อมูล หักล้างด้วยเหตุและผลมากกว่าใช้อารมณ์เหมือนการอภิปรายของนักการเมืองในอดีต
     
    “การอภิปรายภาพรวมจะชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของโครงสร้างและการออกแบบรัฐบาลให้มีความเป็นเอกภาพเข้มแข็ง โดยเฉพาะจากประเทศที่กำลังพัฒนาและขณะนี้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่างประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย หรือเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นประเทศที่มีรัฐบาลที่เข้มแข็งหรือมีรัฐบาลพรรคเดียว แต่ร่างรัฐธรรมนูญที่กมธ.ยกร่างเขียนขึ้นกลับมองตรงกันข้าม โดยต้องการให้มีรัฐบาลผสมด้วยการนำการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมของประเทศเยอรมันมาใช้ ซึ่งในความเป็นจริงรัฐบาลผสมจะยิ่งเกิดปัญหา เพราะหากพรรคเสียงข้างมากมีเสียงไม่เกินกึ่งหนึ่ง จึงต้องดึงพรรคการเมืองอื่นมาร่วมรัฐบาล จะทำให้เกิดการต่อรองอำนาจภายในพรรคร่วมรัฐบาล เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทำให้รัฐบาลทำงานไม่ราบรื่น เข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า การเมืองเพื่อผลประโยชน์ของพรรคร่วม” นายสมบัติ กล่าว
     
    นายสมบัติ กล่าวว่า ส่วนประเด็นที่มาของนายกรัฐมนตรีที่เปิดช่องให้เลือกนายกรัฐมนตรีจากคนนอกได้ ไม่ต้องผ่านการเลือกตั้ง ยิ่งสร้างปัญหา เพราะจากการลงพื้นที่เปิดเวทีรับฟังความเห็นของกมธ.ปฎิรูปการเมืองพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีด้วยตนเองถึงร้อยละ 70 สะท้อนให้เห็นถึงอำนาจประชาธิปไตยของประชาชนที่ต้องการแสดงออกทางการเมืองในการเลือกผู้ที่จะขึ้นมาบริหารประเทศด้วยตัวเอง ส่วนกลไกการตรวจสอบทั้งการอภิปรายไม่ไว้วางใจและการยื่นถอดถอนก็ไม่มีอะไรใหม่หรือสามารถใช้ได้จริงกับนักการเมืองที่มีเรื่องของพวกพ้องและผลประโยชน์ต่างตอบแทนเข้ามาเกี่ยวข้อง ตนจึงเสนอให้ใช้เสียงของส.ส. 1 ใน 10 เข้าชื่อยื่นต่อประธานวุฒิสภาตั้งคณะอนุกรรมาธิการวิสามัญไต่สวน หากพบว่ามีความผิดให้ยื่นเรื่องกลับไปยังประธานวุฒิสภา ส่งให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไปพิจารณาต่อ จะทำให้กลไกการตรวจสอบมีประสิทธิภาพมากขึ้น” นายสมบัติ กล่าว
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    แรงงานหลายสาขาอาชีพจากหลายเชื้อชาติในสหรัฐอเมริกากว่า 200 เมือง ชุมนุมครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง - เรียกร้องค่าแรงขั้นต่ำ 15 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมง เพื่อให้สามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้ พร้อมเรียกร้องความเป็นธรรมทางสังคมด้านอื่น รวมทั้งต่อต้านการเหยียดสีผิว

    สำนักข่าวคอมมอนครีมส์รายงานว่าเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (16 เม.ย.) มีการประท้วงของแรงงานเพื่อเรียกร้องค่าแรงขั้นต่ำ ครั้งใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา โดยมีแรงงานจากหลากหลายสาขาอาชีพอาทิเช่น แรงงานฟาสต์ฟู้ด, แรงงานซักรีด, คนทำงานบ้าน, พี่เลี้ยงเด็ก, แรงงานร้านค้า และลูกจ้างงานด้านการศึกษา รวมหลายหมื่นคนออกมาเดินขบวนกันตามเมืองต่างๆ มากกว่า 200 เมืองทั่วสหรัฐอเมริกา

    การเคลื่อนไหวในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียกร้องค่าแรงขั้นต่ำ 15 เหรียญสหรัฐ (480 บาท) ต่อชั่วโมงซึ่งเป็นเรื่องที่มีการพูดถึงในสหรัฐฯ มาเป็นเวลามากกว่า 3 ปีแล้วเกี่ยวกับปัญหาความยากจนและความไม่เสมอภาคในสังคม โดยในการเคลื่อนไหวล่าสุดนี้ไม่เพียงแค่คนงานในสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังมีกลุ่มคนงานจากอีก 35 ประเทศ ใน 6 ทวีป เช่น นิวซีแลนด์, บราซิล, ญี่ปุ่น เข้าร่วมด้วย

    เทอร์เรนซ์ ไวส์ ซึ่งเป็นพ่อลูกสาม ซึ่งทั้งสามคนทำงานในร้านฟาสต์ฟู้ดที่เมืองแคนซัสซิตี้ รัฐมิสซูรี ไวส์แถลงต่อสื่อว่าพนักงานฟาสต์ฟู้ดกำลังเรียกร้องสิทธิพลเมืองร่วมกับนักกิจกรรมสายอื่นๆ อย่างนักศึกษา นักกิจกรรมต่อต้านการเหยียดผิว นักวิชาการ และแรงงานสายอื่น ทำให้พวกเขาเข้มแข็งมากขึ้น และไวส์เชื่อว่าพวกเขาจะชนะ

    การประท้วงเมื่อวันพุธที่ผ่านมาได้รับการสนับสนุนจากสหภาพแรงงานภาคบริการนานาชาติ (Service Employees International Union) ซึ่งจงใจให้จัดการประท้วงตรงกับวันภาษีแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (15 เม.ย.) เพื่อเน้นย้ำให้เห็นว่าคนงานค่าแรงขั้นต่ำถูกบีบให้จำเป็นต้องพึ่งพาโครงการสาธารณะเพื่อจะมีชีวิตอยู่รอดได้

    คนงานผู้ประท้วงชูป้าย "พวกเรามีค่ามากกว่านี้" ในขณะที่เรียกร้องค่าแรงที่สามารถเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้ (living wages) รวมถึงเรียกร้องสิทธิในการรวมกลุ่มกันในที่ทำงานโดยไม่ถูกข่มขู่คุกคามหรือถูกลงโทษ

    ผู้ประท้วงยังช่วยกันร่วมเรียกร้องในประเด็นอื่นๆ นอกจากเรื่องค่าแรง โดยเชื่อมโยงเรื่องความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจกับความเป็นธรรมทางสังคมเช่นในประเด็นเรื่องที่ตำรวจสังหารคนผิวดำที่ไม่มีอาวุธในหลายกรณีเช่นที่เกิดขึ้นในเมืองชาร์ลสตัน รัฐเซาท์แคโรไลนา หรือในเมืองเฟอร์กูสัน รัฐมิสซูรี โดยมีการรำลึกถึงผู้ที่ถูกตำรวจสังหารซึ่งเป็นกิจกรรมของขบวนการ 'ชีวิตคนผิวดำก็มีความหมาย' (Black Lives Matter) ที่กำลังเติบโตขึ้น

    ชาร์ลีนน์ คาร์รูเทอร์ ผู้อำนวยการ 'โครงการยุวชนคนผิวดำ 100' (Black Youth Project 100) กล่าวว่าพวกเขาร่วมต่อสู้กับคนงาเพื่อเรียกร้องค่าแรง 15 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมงเพราะคิดว่าความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและความเป็นธรรมด้านเชื้อชาติสีผิวเป็นเรื่องเดียวกัน "คนงานผิวดำต้องคอยชำระหนี้ที่พวกเขาไม่ควรจะมีให้กับบรรษัทจอมละโมบมาเป็นเวลานานเกินไปแล้ว" คาร์รูเทอร์กล่าว

    เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (13 เม.ย.) โครงการกฎหมายการจ้างงานแห่งชาติสหรัฐฯ (National Employment Law Project) เผยแพร่รายงานระบุว่ามีผู้หญิงและคนผิวสีอยู่ในกลุ่มคนงานที่ได้รับค่าแรงต่ำกว่าที่ควรเป็นจำนวนมาก โดยมีคนงานเชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกันมากกว่าร้อยละ 50 และคนงานเชื้อสายละตินมากกว่าร้อยละ 60 ได้ค่าแรงน้อยกว่า 15 เหรียญสหรัฐฯ ต่อชั่วโมง

    ทั้งนี้ กลุ่มผู้ประท้วงเมื่อวันพูะยังเรียกร้องให้มีความเป็นธรรมต่อแรงงานเกิดขึ้นในที่อื่นๆ นอกจากสหรัฐฯ ด้วย

    มาสซิโม แฟรตตินี่ ผู้ประสานงานระหว่างประเทศของสหภาพแรงงานอาหารสากลแถลงต่อสื่อว่า อุตสาหกรรมอาหารฟาสต์ฟู้ดถูกถูกกุมอำนาจอยู่โดยบรรษัทระดับโลกที่ร่ำรวยระดับพันล้านอยู่เพียงไม่กี่บรรษัท ดังนั้นพวกเขาจึงต้องฟลัหกันขบวนการเคลื่อนไหวของแรงงานไปสู่ระดับโลกเพื่อให้ได้ค่าจ้างที่ดีขึ้น การปฏิบัติต่อคนงานที่ขึ้น และสิทธิที่ดีขึ้น

    ผู้เข้าร่วมการชุมนุมกล่าวว่าขบวนการนี้เป็นการโต้ตอบอย่างเร่งด่วนต่อความไม่เสมอภาคที่เพิ่มมากขึ้นทั้งในสหรัฐฯ และทั่วโลก

    "เพียงเพราะผมทำงานในร้านฟาสต์ฟู้ดไม่ได้หมายความว่าผมจะต้องทนใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก" แอนดรูว์ โอลซัน พนักงานแมคโดนัลด์ในลอสแองเจลิสกล่าวให้สัมภาษณ์ต่อสื่อแอลเอไทม์

    อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวชื่อรานา ฟอรูฮาร์ ระบุในนิตยสารไทม์ว่าการเปลี่ยนค่าแรงขึ้นต่ำเป็น 15 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมงเป็นการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ทำให้เป็นเรื่องที่นักการเมืองต้องพิจารณาหนักมากในช่วงการเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้เพราะประเด็นนี้ดูเหมือนจะยังไม่จบลงง่ายๆ

    เรียบเรียงจาก

    'I Know We Will Win': Largest Ever Low-Wage Worker Protest Sweeps United States, CommonDreams, 16-04-2015 http://www.commondreams.org/news/2015/04/16/i-know-we-will-win-largest-ever-low-wage-worker-protest-sweeps-united-states

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

     

    เพื่อทำความเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญ 2558 และข้อสังเกตบางประการ ขอแบ่งออกเป็น 5 ประเด็น คือ 1.นายกรัฐมนตรี 2. สภาผู้แทนราษฎร 3. วุฒิสภา 4. คณะกรรมการ สภา สมัชชา ที่จัดตั้งตามรัฐธรรมนูญ และ 5. เรื่องโดยรวม


    1. นายกรัฐมนตรี

    นายกรัฐมนตรีมาจาก "การเลือก" ของ ส.ส. แต่ไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้ง หากมาจากการเลือกตั้ง สภาผู้แทนฯ โหวตโดยใช้คะแนนเสียงเกิน1/2 ในกรณีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง สภาผู้แทนฯ ต้องใช้คะแนนเสียง 2/3 (ม. 172)

    กำหนดวาระว่าห้ามเกิน 2 สมัย รัฐธรรมนูญปี 50 ใช้คำว่าห้ามเกิน 8 ปี แปลว่าคราวนี้การดำรงตำแหน่งอาจยิ่งสั้นลง เพราะ 2 วาระ อาจไม่ถึง 8 ปี

    นำหลักแบ่งแยกอำนาจแบบฝรั่งเศสซึ่งเคยใช้ใน รัฐธรรมนูญปี 40 กลับมาใช้ กล่าวคือ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาในขณะเดียวกันมิได้ หมายความว่า ส.ส.ต้องลาออกมาเพื่อรับตำแหน่ง รมต.


    2. สภาผู้แทนราษฎร

    สภาผู้แทนราษฎรจำนวนโดยประมาณ 450 คน มาจาก

    ก) เลือกตั้งระบบเสียงข้างมากธรรมดา 1 เขต 1 คน จำนวน 250 คน ดังนั้นเขตเลือกตั้งจะใหญ่ขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเปลี่ยนจากเดิม 375 เขต เหลือ 250 เขต

    ข) เลือกตั้งแบบผสมเขตและสัดส่วน (MMP) จำนวนประมาณ 200 คน โดยแบ่งประเทศเป็น 6 เขต น่าจะตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้แบ่งไว้ แต่ละภาคประชากรไม่เท่ากัน ดังนั้นแต่ละเขตอาจมี ส.ส. จำนวนไม่เท่ากัน การเลือกตั้งบัญชีรายชื่อเป็นแบบเปิด ผู้ใช้สิทธิสามารถเลือกผู้สมัครในบัญชีที่พรรค/กลุ่มการเมืองเสนอมา ได้ 1 ชื่อ

    ข้อสังเกตคือ ประชาชนมีแนวโน้มเลือกผู้สมัครที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก ส่วนผู้สมัครคนอื่น ๆ ในบัญชี ก็ต้องหาเสียงแข่งกันเพื่อให้ตัวเองถูกเลือก เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะได้เห็นการเลือกตั้งที่เน้นตัวบุคคล มากกว่านโยบายและแบรนด์พรรคการเมือง เคยประเมินประเด็นนี้ไปแล้วว่า จะทำให้พรรคขาดแรงจูงใจนำเสนอนโยบาย ทำให้การซื้อเสียงโดยตัวบุคคลเพิ่มสูงขึ้น และจะทำใหระบบอุปถัมภ์และเจ้าพ่อท้องถิ่นกลับมามีบทบาทในการเมืองระดับชาติ เพราะทั้ง ส.ส เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เน้นตัวบุคคลทั้งสองระบบ

    ประเทศต้นแบบอย่างเยอรมัน และประเทศอื่น ๆ อีก 9 ประเทศที่ใช้ระบบ MMP ใช้ระบบบัญชีรายชื่อแบบปิด ส่วนประเทศที่ใช้ระบบบัญชีรายชื่อแบบเปิด มักไม่มี ส.ส. เขต เช่น อินโดนีเซีย

    ในมาตรา 112 มีข้อกำหนดว่า ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมือง หมายความว่าไม่จำเป็นต้องจัดตั้งพรรคการเมือง เป็นแต่เพียงการรวมกลุ่มอย่างหลวมๆ ซึ่งดูเหมือนจะเอื้อให้เกิดการรวมกลุ่มโดยธรรมชาติ

    แต่ในมาตราเดียวกันกลับกำหนดว่าหากพรรคหรือกลุ่มการเมืองส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อในภาคใด ก็ต้องส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตในภาคนั้นเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อด้วย

    มองได้ว่าเป็นมาตรการที่สร้างข้อจำกัดให้พรรคขนาดเล็ก เพราะที่ผ่านมาพรรคการเมืองขนาดเล็ก ทุนน้อยประสบปัญหาในการหาผู้ลงสมัครในนามพรรค นอกจากนั้นยังเอื้อพรรคภูมิภาค สกัดพรรคที่ได้รับความนิยมระดับชาติ เช่นพรรครักไทยของคุณชูวิทย์ซึ่งในการเลือกตั้งปี 2554 ส่งแต่บัญชีรายชื่อ ไม่ส่งผู้สมัครระบบเขต

    นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญได้ทำให้การการช่องไม่ประสงค์ลงคะแนน มีนัยสำคัญต่อผลเลือกตั้ง โดยกำหนดว่า ผู้สมัครจะได้รับเลือกตั้งต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าคะแนนเสียงที่ไม่เลือกผู้ใดหรือไม่เลือกบัญชีใด (ม113)

    การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยสภาผู้แทนฯ ทำได้เช่นเดียวกับที่เคยกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญปี 50 คือ อภิปรายนายกรัฐมนตรีใช้เสียงไม่น้อยกว่า 1/5 อภิปราย รมต รายบุคคล ใช้เสียงไม่น้อยกว่า 1/6 และหลังจาก 2 ปี ลดเหลือเพียง ½ ของฝ่ายค้าน

    ผู้เคยถูกถอดถอนหรือถูกตัดสิทธิในการดำรงตำแหน่งทางการเมืองหมดสิทธิลงเลือกตั้ง

     

    3. วุฒิสภาจำนวน 200 คน มาจาก 5 ช่องทาง

    ก) 77 คนมาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ 1 คน แต่ผู้ลงสมัครต้องผ่านการกลั่นกรองจากคณะกรรมการจังหวัดผู้ทรงคุณวุฒิและคุณธรรม 10 คน ส่วนคณะกรรมการจังหวัดชุดนี้มีที่มาอย่างไร รัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุไว้ ต้องรอดู พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา

    ข) ผู้เคยเป็นปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า 10 คน และปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด หรือ ผู้บัญชาการเหล่าทัพ 10 คน โดยเลือกกันเองในแต่ละประเภท

    ค) ตัวแทนสภาวิชาชีพ องค์กรวิชาชีพ เลือกกันเอง 15 คน

    ง) ผู้แทนองค์กรด้านเกษตรกรรม ด้านแรงงาน ด้านวิชาการ ด้านชุมชน และด้านท้องถิ่น เลือกกันเอง 30 คน

    จ) ผู้ทรงคุณวุฒิและคุณธรรมด้านต่างๆ มาจากการสรรหา 58 คน ทั้งนี้คณะกรรมการสรรหาเป็นใครบ้าง มีที่มาอย่างไร ไม่ได้ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ

    เช่นเดียวกับ รัฐธรรมนูญ ปี 40 และ 50 ที่กำหนดว่า สว. ต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี และเหมือน รัฐธรรมนูญ ปี 50 ที่ห้ามเป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของ ส.ส. นอกจากนี้ยังห้ามผู้เคยเป็น ส.ส. ภายใน 5 ปี และ เคยดำรงตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญภายในระยะเวลา 2 ปี มาเป็น สว.ด้วย

    ข้อสังเกตสำคัญคือ มีการเพิ่มอำนาจวุฒิสภาอย่างกว้างขวางและเข้มข้น กล่าวคือ ก) การแต่งตั้งรัฐมนตรีทั้งคณะและรายบุคคลจะต้องผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา (มาตรา 130) ข) วุฒิสภา 40 คน สามารถเสนอร่างพระราชบัญญัติได้ (มาตรา 147) และ ค) สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาต่างมีอำนาจยับยั้งร่างกฎหมายของอีกฝ่าย (มาตรา 153-154)

    จะเห็นได้ว่าเป็นการเพิ่มอำนาจวุฒิสภาจากรัฐธรรมนูญ 40 และ 50 อย่างมาก เมื่อพิจารณาอำนาจที่ใช้ร่วมกับสภาผู้แทนราษฎรในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วยมติ 3/5 ของรัฐสภา (มาตรา 253-254) อาจทำให้มองเบื้องต้นได้ว่าระบบรัฐสภาไทยมีอำนาจหน้าที่คล้ายกับรัฐสภาคู่ที่เท่าเทียมกัน (symmetrical bicameralism) ของสหรัฐอเมริกา
    หากแต่ ความแตกต่างที่เด่นชัดคือ สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาของอเมริกา ต่างมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน และภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ของไทย ดูเหมือนวุฒิสภาจะมีอำนาจหน้าที่มากกว่าสภาผู้แทนราษฎร


    4. คณะกรรมการ สภา สมัชชา และองค์กรที่จัดตั้งตามรัฐธรรมนูญ

    ถ้านับไม่ผิด รัฐธรรมนูญได้จัดตั้ง คณะกรรมการ องค์กร สภา สมัชชา ขึ้นมาใหม่ ที่มุ่งหมายให้แสดงบทบาทสำคัญในอนาคตไว้อย่างน้อย 10 องค์กร ได้แก่

    1.สภาผู้ทรงคุณวุฒิ คุณธรรม 77 จังหวัด (10 คน) กลั่นกรองผู้สมัคร สว.

    2.สภาตรวจสอบภาคพลเมือง (50 คน) ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐภายในเขตจังหวัดของตน 77 จังหวัด

    3.สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ

    4.คณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติ

    5.คณะกรรมการดำเนินการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนโดยระบบคุณธรรม

    6.ศาลปกครองแผนกคดีวินัยการคลังและการงบประมาณ

    7.คณะกรรมการดำเนินการจัดการเลือกตั้ง (กจต.)

    8.ผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิมนุษยชน (เป็นการยุบรวมคณะกรรมสิทธิมนุษยชนฯ เดิม เข้ากับผู้ตรวจการแผ่นดิน)

    9.คณะกรรมการอิสระเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติ

    10.สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ

    การจัดการเลือกตั้ง จะไม่ได้เป็นหน้าที่ของ กกต แต่จะมี คณะกรรมการดำเนินการจัดการเลือกตั้ง ซึ่งประกอบด้วย ข้าราชการที่แต่งตั้งโดยปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และผู้บัญชาการตารวจแห่งชาติ มาดำเนินการแทน (มาตรา 268)


    5. เรื่องโดยรวม มีประเด็นอื่น ๆ ที่น่าสนใจ เช่น

    5.1 ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประชาชน กำหนดไว้ชัดเจนด้วยประโยคว่า
    “ประชาชนชาวไทยย่อมมีฐานะเป็นพลเมือง” ความเป็นพลเมืองและหน้าที่ของพลเมือง (มาตรา 26 และ 27) มาก่อนมาตราที่ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย

    คุณสมบัติของพลเมืองเช่น มีค่านิยมที่ดี มีวินัย รู้รักสามัคคี มีความเพียร พึ่งตนเอง เสียภาษีอากรโดยสุจริต ไม่ทำให้เกิดความเกลียดชังกัน ฯลฯ รัฐมีหน้าที่ต้องปลูกฝัง เพื่อสร้างความเป็นพลเมืองตามมาตรานี้

    5.2 อำนาจวินิจฉัยของศาลรัฐธรมนูญ ระบุไว้ชัดเจนในมาตรา 7 ว่า สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาลฎีกา ศาลปกครองสูงสุด หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ สามารถขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ชี้ขาดได้ กล่าวคือ ไม่ต้องฟ้องผ่านอัยการสูงสุดตามที่เคยถกเถียงกัน นอกจากนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ (เดิม) ของเนื้อหารัฐธรรมนูญ (ใหม่) เสมอ

    5.3 พรรคการเมืองจะถูกควบคุมภายใต้แนวคิด “ผู้นำการเมืองที่ดีและระบบผู้แทนที่ดี” มีการใช้คำว่า การสร้างความเป็นประชาธิปไตยในพรรคการเมือง มีความพยายามที่จะให้พรรคจัดการเลือกตั้งขั้นต้น โดยใช้คำว่าหยั่งเสียงประชาชน อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้ จะต้องดู พรบ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ว่าจะไปไกลแค่ไหน

    5.4 การแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้จะมีการเขียนไว้เสมือนทำได้เหมือนภายใต้รัฐธรมนูญ 50 แต่ในทางปฎิบัติ จะเป็นไปได้ยากมาก เพราะมีข้อห้ามหลายประการ เช่น ห้ามเปลี่ยนโครงสร้างและองค์ประกอบของแต่ละสภา ห้ามแก้ไขกลไกที่กระทบวินัยการเงิน การคลัง และการงบประมาณ หลักนิติธรรม ศาล และองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ รวมถึงการปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง ข้อห้ามเหล่านี้ครอบคลุมแทบทุกสาระหัวใจของรัฐธรรมนูญ (มาตรา 300) และดังที่กล่าวไว้ข้างต้น ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ อีกทั้งยังต้องผ่านประชามติ (เสียง 1/2) โดยประชาชนอีกด้วย ทุก 5 ปี จะมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอิสระประเมินผลการใช้บังคับรัฐธรรมนูญ

    5.5 ให้ความคุ้มครองการใช้อำนาจของ คสช. และรัฐบาลปัจจุบัน โดยบทเฉพาะกาลมาตรา 315 ระบุว่าบรรดาการใด ๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้
     

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    องค์กรประชาสังคม 18 องค์กรทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายกฯ ชี้ท่าทีและจุดยืนการคุ้มครองการลงทุนที่มีผลกระทบต่อการจัดทำนโยบายสาธารณะ หลังหน่วยราชการอ้างกลัวถูกนักลงทุนต่างชาติฟ้องร้อง เตะสกัดนโยบายและกฎหมายเพื่อประชาชน

    19 เมษายน 2558 กรุงเทพฯ  กรรณิการ์ กิจติเวชกุล ผู้ประสานงานกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน เปิดเผยว่า องค์กรภาคประชาสังคม 18 องค์กรได้รวมตัวกันทำจดหมายเปิดผนึกถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้มีคำสั่งกระทรวงต่างประเทศให้มีการชี้แจงท่าทีและจุดยืนการคุ้มครองการลงทุนที่มีผลกระทบต่อการจัดทำนโยบายสาธารณะ หลังหน่วยราชการอ้างกลัวถูกนักลงทุนต่างชาติฟ้องร้อง ตั้งท่าขวางนโยบายและกฎหมายเพื่อประชาชน อาทิ การแก้ไข พรบ.ยา พ.ศ.2510, การปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี มาตรการทำให้สังคมไทยไร้แร่ใยหินภายใน 2 ปี เมื่อวันที่ 12 เม.ย.พ.ศ.2554 และ พรบ.ควบคุมยาสูบฉบับใหม่

    “กระทรวงพาณิชย์อ้างว่า กฎหมายต่างๆ ที่กำลังแก้ไขเพื่อให้ประชาชนคนไทยมีสุขภาวะที่ดีขึ้นซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนการปฏิรูปประเทศอาจสร้าง ‘ผลกระทบต่อการค้าและการลงทุน’ จะทำให้รัฐไทยถูกนักลงทุนต่างชาติฟ้องเรียกค่าเสียหายผ่านอนุญาโตตุลาการ ทั้งที่ตัวแทนของกระทรวงการต่างประเทศได้ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการของรัฐสภาหลายสมัยและหลายวาระ ยืนยันว่า การคุ้มครองการลงทุนของไทยในเอฟทีเอต่างๆนั้น ยังไม่อนุญาตให้มีการฟ้องร้องผ่านกลไกระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐและเอกชนต่อนโยบายสาธารณะ เราจึงต้องการให้รัฐบาลชี้แจงต่อสาธารณะอย่างเปิดเผยว่า จุดยืนและท่าทีของรัฐบาลชุดปัจจุบันยังเป็นเช่นนี้หรือไม่ หรือมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อเอาใจนักลงทุนไปแล้ว”

    ที่ผ่านมา รัฐไทยเคยถูกนักลงทุนต่างชาติฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายมูลค่า 1,400 ล้านบาทต่ออนุญาโตตุลาการ จากกรณีบริษัทวอเตอร์บาวน์และดอนเมืองโทลล์เวย์ ทำให้คณะรัฐมนตรีมีมติลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2552 ระบุว่า หากจะใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐกับนักลงทุนต่างชาติ จะต้องมีความยินยอมจากรัฐบาลไทยเป็นการเฉพาะในทุกกรณีไป  ซึ่งมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว ระบุเหตุของมตินี้ว่า หากหน่วยงานของรัฐเป็นฝ่ายแพ้คดีหรือเป็นฝ่ายที่ต้องชดใช้ค่าชดเชย จะเกิดภาระด้านงบประมาณแผ่นดิน และในทุกรัฐบาลที่ผ่านมาจะค่อนข้างระมัดระวังในการเจรจาประเด็นนี้อย่างมาก

    “ที่ผ่านมา ผู้เจรจาเอฟทีเอประเด็นนี้จะยึดตามกรอบการเจรจาความตกลงเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 190 ที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2553 ที่กำหนดให้ ไม่คุ้มครองการลงทุนที่ไม่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริง (real economic activities) และจะคุ้มครองการลงทุนที่มีการลงทุนแล้ว (post-establishment) เท่านั้น และกำหนดมาตรการที่จำเป็น และเหมาะสมเพื่อรักษาประโยชน์สาธารณะ เช่น สิ่งแวดล้อม สุขภาพสาธารณะ มาตรการเพื่อปกป้องดุลการชำระเงิน นโยบายเศรษฐกิจมหภาค ต้องถูกละไว้ ไม่ให้เป็นประเด็นที่นำไปสู่การฟ้องร้อง แต่ขณะนี้ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กำลังกำหนดกรอบการให้ความคุ้มครองการลงทุนแก่นักลงทุนต่างประเทศโดยไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะมากนัก เราจึงขอให้การกำหนดกรอบต่างๆเป็นไปอย่างมีธรรมาภิบาลและโปร่งใส แม้จะดำเนินการในรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารก็ตาม”

    นอกจากนี้ ผู้ประสานงานเอฟทีเอ ว็อทช์ระบุว่า นอกเหนือจากคดีบริษัทวอเตอร์บาวน์ ยังมีผู้ถือหุ้นชาวมาเลเซียของบริษัททุ่งคาฮาเบอร์ซึ่งทำเหมืองทองที่ จ.เลย ได้ยื่นฟ้องร้องรัฐบาลของไทยต่ออนุญาโตตุลาการอีกกรณี

    “ช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมากระทรวงการต่างประเทศได้มีการเจรจาอย่างไม่เป็นทางการกับผู้ถือหุ้นของบริษัทดังกล่าว ขอให้เปิดเผยต่อสาธารณะอย่างตรงไปตรงมาว่า กรณีนี้มีความคืบหน้าอย่างไร การเจรจาต่อรองจะส่งผลทำให้รัฐบาลไทยต้องย่อหย่อนกฎระเบียบต่างๆ ของ ก.ล.ต.(คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย) หรือมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมในการทำเหมืองและผลกระทบต่อชุมชนรอบเหมืองหรือไม่อย่างไร เราตระหนักดีว่า รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารย่อมต้องการแสวงหาการยอมรับจากต่างประเทศ แต่นั่นไม่พึงเป็นเหตุให้เกิดการทำลายหรือแลกเปลี่ยนกับนโยบายสาธารณะที่มีไว้เพื่อปกป้องประชาชนและสังคม”

    ทั้งนี้ ภาคประชาสังคม 18 องค์กรที่ร่วมลงนามประกอบไปด้วย กลุ่มศึกษาเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch), เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย, กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ, สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค, เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก,ชมรมเพื่อนโรคไต, เครือข่ายเพื่อนมะเร็ง, มูลนิธิเข้าถึงเอดส์, คณะกรรมการองค์การพัฒนาเอกชนด้านเอดส์, มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์, มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, มูลนิธิเภสัชชนบท, ชมรมเภสัชชนบท, กลุ่มศึกษาปัญหายา, มูลนิธิชีววิถี, มูลนิธิบูรณะนิเวศ, มูลนิธิสุขภาพไทย และ โครงการศึกษาและปฏิบัติการงานพัฒนา

     

     


    ..........................

     

    เนื้อหาจดหมายเปิดผนึก

     

    วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2558

     

    เรียน                       นายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา)

    สำเนาเรียน           รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร)

                                    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (พล.อ.ฉัตรชัย สาลิการิยะ)

                                    อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (นายชุตินทร คงศักดิ์)

    เรื่อง                       ท่าทีและจุดยืนการคุ้มครองการลงทุนที่มีผลกระทบต่อการจัดทำนโยบายสาธารณะ

     

                    ตามที่ ขณะนี้หน่วยราชการต่างๆ ดังเช่น กระทรวงพาณิชย์มักจะอ้างว่า กฎหมายต่างๆ ที่กำลังแก้ไขเพื่อให้ประชาชนคนไทยมีสุขภาวะที่ดีขึ้นซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนการปฏิรูปประเทศตามนโยบายของรัฐบาลในปัจจุบัน อาจสร้าง ‘ผลกระทบต่อการค้าและการลงทุน’ โดยหน่วยงานของรัฐเหล่านั้นมีท่าทีที่จะขัดขวางหรือชะลอนโยบายสาธารณะที่กล่าวมา อาทิ การแก้ไข พรบ.ยา พ.ศ.2510[1] , การปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี มาตรการทำให้สังคมไทยไร้แร่ใยหินภายใน 2 ปี เมื่อวันที่ 12เม.ย.พ.ศ.2554 และ พรบ.ควบคุมยาสูบฉบับใหม่

                    พวกเรา ภาคประชาสังคม อันประกอบไปด้วย เครือข่ายนักวิชาการ เครือข่ายผู้ป่วย เครือข่ายผู้บริโภค เครือข่ายองค์กรประชาชน และองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานด้านสุขภาวะ ตามรายนามด้านล่าง ขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้กระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบหลักในเรื่องความตกลงด้านการคุ้มครองการลงทุนระดับทวิภาคี ชี้แจงต่อสาธารณะอย่างเปิดเผยในประเด็นต่อไปนี้

    1.     ตัวแทนของกระทรวงการต่างประเทศได้ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการของรัฐสภาหลายสมัยและหลายวาระ ยืนยันว่า การคุ้มครองการลงทุนของไทยในความตกลงทวิภาคีฉบับต่างๆนั้น ยังไม่อนุญาตให้มีการฟ้องร้องผ่านกลไกระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐและเอกชนต่อนโยบายสาธารณะ ซึ่งรวมทั้งความตกลงด้านการลงทุน (ACIA) ของอาเซียน ซึ่งมีเนื้อหาส่วนหนึ่งลอกแบบมาจากมาตรา 20 ของความตกลง GATT ที่เป็นรากฐานของความตกลงในองค์การการค้าโลก (WTO) ที่ยืนยันสิทธิอันชอบธรรมของประเทศสมาชิกในการกำหนดนโยบายสาธารณะเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนได้ โดยที่ไม่อาจนำมาเป็นเหตุให้นักลงทุนต่างชาติฟ้องร้องให้รัฐบาลประเทศนั้นๆ ยกเลิกนโยบายสาธารณะดังกล่าว หรือเรียกร้องค่าเสียหายได้ โดยอาศัยกลไกระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐและเอกชนนอกประเทศ (ISDS) แทนที่จะใช้กระบวนการยุติธรรมภายในประเทศ  ขอให้กระทรวงต่างประเทศยืนยันว่า คำชี้แจงของเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศต่อคณะกรรมาธิการรัฐสภาชุดต่างๆ ยังคงเป็นไปตามนั้นหรือไม่ และหน่วยงานราชากรอื่นๆ รับทราบเกี่ยวกับเรื่องนี้มากน้อยอย่างไร

    2.     ที่ผ่านมา จากการชี้แจงของตัวแทนกระทรวงการต่างประเทศยืนยันว่า ในความตกลงฯใหม่ๆ รัฐไทยค่อนข้างระมัดระวังในการเจรจาประเด็นนี้มากทีเดียว โดยผู้เจรจายึดตามกรอบการเจรจาความตกลงเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 190 ที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา[2] เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2553 ที่กำหนดให้ ไม่คุ้มครองการลงทุนที่ไม่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริง (real economic activities) และจะคุ้มครองการลงทุนที่มีการลงทุนแล้ว (post-establishment) เท่านั้น และกำหนดมาตรการที่จำเป็น และเหมาะสมเพื่อรักษาประโยชน์สาธารณะ เช่น สิ่งแวดล้อม สุขภาพสาธารณะ มาตรการเพื่อปกป้องดุลการชำระเงิน นโยบายเศรษฐกิจมหภาค ต้องถูกละไว้ ไม่ให้เป็นประเด็นที่นำไปสู่การฟ้องร้อง และเนื่องจากรัฐไทยเคยถูกนักลงทุนต่างชาติฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายมูลค่า 1,400 ล้านบาทต่ออนุญาโตตุลาการ จากกรณีบริษัทวอเตอร์บาวน์ และดอนเมืองโทลล์เวย์ ทำให้คณะรัฐมนตรีมีมติลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2552 ระบุว่า หากจะใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐกับนักลงทุนต่างชาติ จะต้องมีความยินยอมจากรัฐบาลไทยเป็นการเฉพาะในทุกกรณีไป  ซึ่งมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวระบุเหตุของมตินี้ว่า หากหน่วยงานของรัฐเป็นฝ่ายแพ้คดีหรือเป็นฝ่ายที่ต้องชดใช้ค่าชดเชย จะเกิดภาระด้านงบประมาณแผ่นดิน  จึงขอให้กระทรวงการต่างประเทศชี้แจงว่า จนถึงทุกวันนี้ในการเจรจาการคุ้มครองการลงทุนต่างๆ กระทรวงการต่างประเทศยังคงปฏิบัติตาม มติ ครม.เมื่อวันที่ 28 ก.ค.52 และ กรอบการเจรจาที่ผ่านรัฐสภาเมื่อวันที่ 8 ก.ย.2553 หรือไม่อย่างไร

    3.     หลังจากรัฐไทยเคยถูกนักลงทุนต่างชาติจากบริษัทวอเตอร์บาวน์ ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายมูลค่า 1,400 ล้านบาทต่ออนุญาโตตุลาการจากการลงทุนในดอนเมืองโทลล์เวย์ไปแล้ว ยังมีรายงานจากสื่อมวลชนอีกว่า ผู้ถือหุ้นชาวมาเลเซียของบริษัททุ่งคาฮาเบอร์ได้ยื่นฟ้องร้องรัฐบาลของไทยต่ออนุญาโตตุลาการ[3] และกระทรวงการต่างประเทศได้มีการเจรจาอย่างไม่เป็นทางการกับผู้ถือหุ้นของบริษัทดังกล่าว ขอให้กระทรวงการต่างประเทศชี้แจงว่า กรณีนี้มีความคืบหน้าอย่างไร การเจรจาต่อรองจะส่งผลทำให้รัฐบาลไทยต้องย่อหย่อนกฎระเบียบต่างๆ ของ ก.ล.ต.หรือมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมในการทำเหมืองและผลกระทบต่อชุมชนรอบเหมืองหรือไม่อย่างไร โปรดเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส

    4.     ในขณะนี้กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กำลังกำหนดกรอบการให้ความคุ้มครองการลงทุนแก่นักลงทุนต่างประเทศ ขอให้กระทรวงการต่างประเทศชี้แจงว่า กระบวนการนี้ดำเนินไปถึงขั้นไหนแล้วและอย่างไร กระทรวงฯ ได้เปิดเผยต่อสาธารณะมากน้อยเพียงไร  ขอให้ชี้แจง และดำเนินการอย่างมีธรรมาภิบาลด้วย

    ทั้งนี้  เราทั้งหมดนี้ไม่ปฏิเสธว่า การค้าและการลงทุนมีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไม่มากก็น้อย แต่การค้าและการคุ้มครองกรลงทุนต้องตั้งอยู่บนหลักของธรรมภิบาลและความเป็นธรรม และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนโดยรวมเป็นหลัก  เรายังคงเชื่อมั่นว่า การค้าและการลงทุนที่เป็นธรรมจะเกิดขึ้นได้ ต่อเมื่อกระบวนการในการพิจารณาและตัดสินใจ ตลอดจนการเจรจา มีความโปร่งใส ธรรมาภิบาล และมีการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง

                    จึงเรียนมาเพื่อขอให้ทางรัฐบาลชี้แจงต่อสาธารณชนอย่างเร่งด่วน

     

    ขอแสดงความนับถือ

    (ภญ. สำลี ใจดี)

    กลุ่มศึกษาเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch)

    เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย, กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ,

    สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค, เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก, ชมรมเพื่อนโรคไต, เครือข่ายเพื่อนมะเร็ง, มูลนิธิเข้าถึงเอดส์, คณะกรรมการองค์การพัฒนาเอกชนด้านเอดส์, มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์, มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค,

    มูลนิธิเภสัชชนบท, ชมรมเภสัชชนบท, กลุ่มศึกษาปัญหายา, มูลนิธิชีววิถี, มูลนิธิบูรณะนิเวศ, มูลนิธิสุขภาพไทย,

    โครงการศึกษาและปฏิบัติการงานพัฒนา

     

     




    [1] หนังสือของกระทรวงพาณิชย์ ที่ พณ 0703/275 ลงวันที่ 15 ม.ค.2558 ความตอนหนึ่งว่า “จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศและบรรยากาศการลงทุนของไทย โดยเฉพาะหาก อย.ไม่อนุญาตให้บริษัทต่างชาติซึ่งเข้ามาลงทุนในประเทศขึ้นทะเบียนยาด้วยเหตุโครงสร้างราคายาไม่เหมาะสม นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติอาจฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายจากรัฐไทยผ่านกลไกระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐและเอกชน (Investor-State Dispute Settlement - ISDS) เพื่อปกป้องสิทธิของตนที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการที่ออกโดยรัฐบาลไทยภายใต้ความตกลงการคุ้มครองการลงทุนทวิภาคี ซึ่งปัจจุบันไทยมีความตกลงคุ้มครองการลงทุนทวิภาคีบังคับใช้แล้วกว่า 37 ฉบับ และอยู่ระหว่างการเจรจาจัดทำอีกกว่า 50 ฉบับ”

    [2] ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา เมื่อวันที่ 8 ก.ย.2553 http://www.mfa.go.th/business

    [3] ผู้ถือหุ้น”ทุ่งคา”ยื่นฟ้อง รบ. ก.ล.ต.มึนปมต้านเหมืองทองคำ จ.เลยบานปลาย, ประชาชาติธุรกิจ 23 ส.ค.57

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0


                                                               
                                         
    เป็นไงสหาย
    ที่เคยใส่ร้ายป้ายสีเขาไปทั่ว
    คำประชาชนคำก็มหาประชาชนระรัว
    คนอื่นชั่วเมื่อไม่เอาไม่ตามใจ

    ที่เคยกร่างเบ่งบอกจะปฏิรูป
    รักกอดจูบแกนนำ น้ำปลื้มไหล
    เลิกเผด็จการเสียงข้างมาก ประชาธิปไตย
    ประชาชนต้องเป็นใหญ่ถล่มทลาย

    ปิดบ้านทิ้งเรือน นั่งเครื่องบิน
    ไปอยู่กินสนุกกันหลากหลาย
    ปิดเมืองปิดถนน พล่านท้าทาย
    ไม่สนใจกฏหมาย ลงขันเงินตรา

    คงยังไม่ลืมนะสหาย
    วาดฝันอันพริ้งพราย สวยหนักหนา
    คนโกงจะหมดสิ้น จากแผ่นดินมารดา
    ราคาพืชผล เต็มยุติธรรม

    ข้าวชาวนา ยางพารา สวนปาล์ม
    ราคาจะงามไม่ตกต่ำ
    ทุนนิยมสามานย์เคยกระทำ
    จะสิ้นซากคนนำบางตระกูล

    เป็นอย่างไรสหาย
    สบายสมอยาก สิ่งเคยสูญ
    ยึดประเทศมาได้ รัฐธรรมนูญ
    ได้คืนมาสมบูรณ์ คงสมใจ

    คงไม่มีการนิรโทษกรรม
    อย่างพวกศีลธรรมต่ำ แล้วใช่ไหม
    ในรัฐธรรมนูญคงไม่เขียนไว้
    เรื่องให้นิรโทษกรรมตัวเอง

    ยังนอนกับลูกกับเมียเปี่ยมสุขศรี
    เมียคงปรนเปรอผัวดี ยิ้มบานเบ่ง
    ไทยไม่เป็นทาสแล้ว แสนครื้นเครง
    ไม่มีใครเอาเปรียบข่มเหง สหายแล้ว

    อ่านรัฐธรรมนูญใหม่แล้วนะสหาย
    ประกายฉลาด จรัสแก้ว
    คงเต็มตาสมอง อยู่พราวแพรว
    เป็นหลักแนวแถวหน้าของโลกสินะ

    ขอแสดงความยินดีด้วย คนเก่งสหาย
    ลูกหลานคงสบายไปทุกขณะ
    มรดกแห่งความมืดมน ภาระ
    คงผละไปจากลูกหลานเคยอ้างกัน

    มีความสุขและเชื่องดีนะสหาย
    ควายและอีโง่ สมาธิสั้น
    พร้อมกับรัฐธรรมนูญใหม่คงสูญพันธุ์
    ไชโยให้โลกลั่นเลย สหายที่รัก!

     


    00:02 น./ 19 เมษายน 2015
    เนินตะวัน - พรหมคีรี: นครศรีธรรมราช
    "หลังอ่านกวาด ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2558"
     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

     

     

    หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ เป็นควันหลงอันเนื่องจากการถึงแก่อสัญกรรมของ ‘ลีกวนยู’ อดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ซึ่งเป็นผู้นำที่ได้รับการยอมรับว่ามีบทบาทโดดเด่นอย่างสำคัญในการสร้างประเทศ รายการในเทปนี้ชวนท่านผู้ชมมาทำความรู้จักประเทศที่เป็นเกาะเล็กๆ อันเก่าแก่แห่งนี้ ในแง่มุมด้านประวัติศาสตร์ กำเนิดและความเป็นมาของสิงคโปร์ รวมถึงการเรื่องราวของลีกวนยูที่นำการพัฒนาประเทศจนมีความเจริญก้าวหน้าเป็นอันดับต้นๆ ของภูมิภาค พบกับ อรรถ บุนนาค และแขกรับเชิญ ‘ลลิตา หาญวงศ์’ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญทางด้านประวัติศาสตร์

    คลิกไลค์เพื่อติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของรายการได้ที่ facebook.com/maihetpraphetthai

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

     

    ในขณะที่โลกเรากำลังสับสนวุ่นวายเพราะเหตุแห่งความขัดแย้งทางศาสนา ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งต่างศาสนาเช่น พุทธศาสนิกชนกับชาวมุสลิมในรัฐยะไข่ของพม่า ความขัดแย้งในศาสนาเดียวกันระว่างสุหนี่กับชีอะห์ของศาสนาอิสลาม หรือแม้แต่ในไทยเราเองระหว่างเอาธรรมกายกับไม่เอาธรรมกาย ฯลฯ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดเพราะเป็นเรื่องของความเชื่อและศรัทธา ซึ่งในอดีตก็เคยมีการสู้รบกันอย่างยาวนานถึงสามร้อยปีคือคริสต์กับอิสลามในสงครามครูเสด ผมในฐานะของผู้ที่สนใจศึกษาในศาสนามาอย่างยาวนานแม้ว่าจะยืนยันตนเองในรายการของสำเนาทะเบียนบ้านว่าไม่นับถือศาสนาใดๆเป็นการเฉพาะก็ตาม ก็ได้พบว่ามีข้อมูลที่น่าสนใจที่น่าจะนำมาเสนอต่อผู้อ่าน

    ข้อมูลดังกล่าวที่ว่าก็ได้มาจากการสำรวจของสำนักวิจัยพิว(Pew Research Center) ในสหรัฐอเมริกาพบว่าในปี 2050(2593)หรือในอีก 35 ปีข้างหน้าซึ่งโลกจะมีประชากร 9.3 พันล้านคน หากสถิติการเพิ่มของประชากรของโลกยังอยู่ในอัตราปัจจุบันนี้เมื่อเปรียบเทียบกับสถิติของปี2010 แล้วพบว่า

    1)โลกจะมีจำนวนชาวมุสลิมใกล้เคียงกับชาวคริสต์ คือ 2.8 : 2.9 พันล้านคน(30:31%) ซึ่งในปี 2010 ศาสนาคริสต์มีผู้นับถือมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง(31%) คือ 2.2 พันล้านคนซึ่งคิดเป็นหนึ่งในสามของประชากรโลกที่มีอยู่ 6.9 พันล้านคน ส่วนศาสนาอิสลามมีผู้นับถือเป็นอันดับสอง คือ 1.6 พันล้านคน หรือ 23 %

    2)พวกที่ไม่นับถือศาสนาใดๆ(ซึ่งอยู่ในอันดับสามของโลกรองจากคริสต์และอิสลาม) ที่ถึงแม้ว่าจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นในสหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศสโดยจะเพิ่มจากเดิมในปัจจุบัน 1.1 พันล้านคนอีกประมาณ100 ล้านคนเป็น 1.2 พันล้านคน แต่อัตราส่วนโดยรวมต่อประชากรของโลกจะลดลงจาก 16% เป็น 13%

    3)จำนวนของผู้ที่นับถือศาสนาพุทธจะคงที่เท่ากับปี2010 เนื่องจากประเทศที่มีชาวพุทธส่วนใหญ่จะอยู่ในสังคมคนสูงวัย(aging population)และอัตราการเกิดต่ำ(low fertility rates) เช่น จีน ไทยและญี่ปุ่น เป็นต้น แต่ในขณะเดียวกันผู้ที่นับถือศาสนาฮินดู(Hindu)กับชาวยิว(Jewish)กลับมีจำนวนมากขึ้นกว่าปัจจุบัน

    4)ในยุโรปประชากรชาวมุสลิมจะมีจำนวนเพิ่มเป็น 10 % ของประชากรชาวยุโรป

    5)ในอินเดียผู้ที่นับถือศาสนาฮินดูจะยังคงเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ แต่ในขณะเดียวกันประชากรที่นับถือศาสนาอิสลามในอินเดียจะมีจำนวนมากที่สุดในโลกแซงอินโดนีเซียในปัจจุบัน ในภาพรวมทั้งโลกผู้นับถือศาสนาฮินดูจะเพิ่มขึ้น 34%จากจำนวนเกินหนึ่งพันล้านคนนิดหน่อยไปเป็นเกือบ 1.4 พันล้านคน

    6)ในสหรัฐอเมริกาชาวคริสต์จะมีจำนวนลดลงจากเดิมที่มีจำนวนสามในสี่ของประชากรปี2010ไปเป็นสองในสามในปี2050 จำนวนผู้นับถือศาสนายูดาย(Judaism)จะไม่มีจำนวนมากที่สุดของบรรดาผู้ที่ไม่ใช่ชาวคริสต์ในสหรัฐอเมริกาอีกต่อไป แต่จำนวนชาวมุสลิมในสหรัฐอเมริกาจะมีจำนวนมากกว่าผู้ที่ระบุตนเองว่าเป็นชาวยิว(Jewish)แทน

    7)จากสีในทุกๆสิบคนของชาวคริสต์ในโลกนี้จะเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในซับสะฮาราอาฟริกา(sub-Saharan Africa)

    นอกจากนั้นในรายงานยังระบุว่าในทศวรรษที่จะถึงนี้ศาสนาคริสต์จะเสียดุลของการเปลี่ยนศาสนา โดยจะมีผู้ที่เปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ 40 ล้านคน แต่ในขณะเดียวกลับสูญเสียไป 106 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่เปลี่ยนไปเป็นผู้ไม่นับถือศาสนาใดๆ

    แนวโน้มหลังจากปี 2050(2593)

    ถ้าแนวโน้มยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่องเช่นเดิมจำนวนชาวมุสลิมจะมีอัตราส่วนเท่ากับชาวคริสต์คือ 32% ในราวๆปี2070(2613) หลังจากนั้นจำนวนของชาวมุสลิมจะมากกว่าชาวคริสต์และก่อนปี2100(2643)จะมีชาวมุสลิม 35 % และชาวคริสต์ 34%

    ที่นำข้อมูลทั้งหมดมาเสนอนี้เพื่อเป็นข้อมูลทางวิชาการเพื่อให้ศาสนิกแต่ละศาสนาให้รู้ว่ามีข้อมูลและแนวโน้มเช่นนี้อยู่ ส่วนใครจะนำไปปรับใช้อย่างไรก็สุดแล้วแต่มุมมองของแต่ละคนครับ

     

     

     

    หมายเหตุ
    1)สามารถค้นคว้าเพิ่มเติมรายงานฉบับสมบูรณ์ได้ที่ http://www.pewforum.org/2015/04/02/religious-projections-2010-2050/

    2)ผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 15 เมษายน 2558

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    18 เม.ย. 2558 เดวิด คอร์เตน นักวิจารณ์บรรษัทตัวยงผู้ร่วมก่อตั้งและกรรมการวารสาร YES! เขียนบทความเกี่ยวกับการหารืออย่างลับๆ ในการประชุมความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) ซึ่งทางผู้นำสหรัฐฯ กำลังส่งร่างข้อตกลงสุดท้ายให้กับรัฐสภาพิจารณาเร็วๆ นี้

    จากเอกสารลับเกี่ยวกับความตกลง TPP ที่ถูกเปิดโปงระบุว่าข้อตกลงดังกล่าวนี้ไม่ได้สนับสนุนสิทธิแรงงาน การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม หรือการช่วยเหลือธุรกิจขนาดเล็กตามที่กล่าวอ้างโดยรัฐบาลสหรัฐฯ

    คอร์เดนอ้างอิงร่างเอกสารลับที่ลงวันที่ 20 ม.ค. ที่ถูกเปิดโปงโดยเว็บไซต์วิกิลีกส์ ระบุให้เห็นว่ากลุ่มผู้สนับสนุน TPP พยายามปกปิดเอกสารลับเหล่านี้เพื่อทำให้การเจรจาดำเนินไปอย่างปิดลับ และสิ่งที่ถูกเปิดโปงเป็นไปตามสิ่งที่กลุ่มต่อต้านความตกลง TPP เคยวิจารณ์ไว้ คือการที่ข้อตกลงนี้ให้อำนาจบรรษัทในการฟ้องร้องรัฐบาลถ้าหากรัฐบาลช่วยเหลือคุ้มครองแรงงานหรือสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังทำให้การช่วยเหลือธุรกิจในท้องถิ่นโดยรัฐบาลเป็นเรื่องผิดกฎหมาย

    คอร์เตนช่วยย่อยเอกสารลับของการประชุม TPP ออกมาเป็นภาษาที่เข้าใจง่ายและเผยแพร่เป็นหัวข้อต่างๆ ในบทความดังต่อไปนี้

    1) การสั่งห้ามสนับสนุนเจ้าของธุรกิจท้องถิ่นเกินหน้าบรรษัทยักษ์

    ในข้อตกลง TPP ส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องการลงทุนมีการระบุข้อควรปฏิบัติของประเทศสมาชิกต่อนักลงทุนจากต่างชาติไว้ว่า ประเทศสมาชิกควรปฏิบัติต่อนักลงทุนจากประเทศสมาชิกชาติอื่นในระดับที่ไม่ด้อยไปกว่าปฏิบัติกับนักลงทุนในชาติตนเองด้านต่างๆ ของธุรกิจ ทั้งการก่อตั้ง การจัดหา การขยาย การบริหาร การดำเนินการ การปฏิบัติการ และการขาย รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ของการลงทุน ซึ่งสรุปอย่างง่ายว่าห้ามการสนับสนุนธุรกิจในท้องถิ่นเหนือธุรกิจต่างชาติในด้านต่างๆ รวมถึงส่วนที่เกี่ยวข้องกับสภาพความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของประชาชนด้วย

    ในเวลาต่อมาประเทศสมาชิกทั้ง 12 ประเทศยังประกาศยกเลิกสิทธิในการสนับสนุนเข้าข้างเจ้าของธุรกิจในประเทศตนไม่ว่าจะในระดับเล็กหรือระดับใหญ่ แม้ว่าธุรกิจในประเทศเหล่านั้นจะส่งเสริมให้มีการสร้างงาน สร้างสินค้าและการบรอการเพื่อรับใช้คนในประเทศ โดยถูกระบุให้ปฏิบัติต่อบรรษัทข้ามชาติเท่าๆ กับธุรกิจในประเทศตนเอง

    2) ต้องมีการจ่ายให้กับบรรษัทในกรณีที่ต้องกำจัดมลภาวะ

    ในข้อตกลงของ TPP ยังมีการกำหนดเงื่อนไขห้ามไม่ให้มีการอายัดหรือทำให้ "การลงทุน" กลายเป็นของประเทศนั้นๆ ซึ่งอาจจะฟังดูมีเหตุผล แต่ข้อตกลงนี้มีการนิยามการลงทุนว่าหมายรวมถึง "ความคาดหวังรายได้หรือกำไร" คอร์เตนระบุว่าการนิยามนี้เปิดโอกาสให้บรรษัทฟ้องร้องประเทศสมาชิกได้หากประเทศสมาชิกออกกฎที่ทำให้บรรษัทมีผลกำไรที่คาดหวังไว้ลดลงเช่น การสั่งห้ามขายสินค้าอันตราย การห้ามทำลายสิ่งแวดล้อม หรือห้ามกดขี่แรงงาน

    "พูดอีกอย่างหนึ่งคือประเทศสมาชิก TPP มีสิทธิในการยับยั้งบรรษัทต่างประเทศในการทำร้ายประชาชนและสิ่งแวดล้อมของพวกเขา แต่ทว่าประเทศนั้นๆ ต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับบรรษัทเพื่อไม่ให้พวกเขาทำสิ่งเหล่านั้น" คอร์เตนระบุในบทความ

    องค์กรจับตามองการค้าเสรีระบุว่าข้อตกลงทำนองเดียวกันนี้เคยมีระบุไว้ในความตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) เช่นกัน โดยมีบรรษัทต่างชาติชนะคดีได้รับค่าชดเชยจากรัฐรวม 360 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นเงินภาษีประชาชนสหรัฐฯ

    3) มีการตั้งศาลลับโดยอาศัยนักกฎหมาย 3 คน

    ข้อมูลที่ถูกเปิดโปงระบุอีกว่าประเทศสมาชิกจะมีวิธีการแก้ไขข้อพิพาทด้วยการตั้งศาลยุติธรรมที่ประกอบด้วยผู้ตัดสิน 3 คน สองคนแรกมาจากการแต่งตั้งของคู่ขัดแย้งที่มีข้อพิพาทกันฝ่ายละหนึ่งคน คนที่สามจะเป็นผู้ตัดสินที่มาจากการแต่งตั้งโดยการตกลงกันระหว่างคู่ขัดแย้ง ทั้งนี้เว้นแต่คู่ขัดแย้งจะตกลงร่วมกันให้เป็นไปในลักษณะอื่น

    คอร์เตนระบุว่า ผู้ตัดสินที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นนักกฎหมายที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน ซึ่งเป็นความพยายามให้อำนาจกับบรรษัทในการฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายจากสาธารณะ อีกทั้งยังมีการปกปิดกระบวนการศาลและตัวตนของผู้ตัดสินเป็นความลับ ทำให้การตัดสินไม่ได้รับการพิจารณาจากระบบยุติธรรมของชาตินั้นๆ

    สำนักข่าวเดอะนิวยอร์กไทม์ระบุว่าศาลของ TPP มีต้นแบบมาจากศาลแบบเดียวกับ NAFTA ซึ่งให้อำนาจพลิกคำตัดสินแม้แต่จากศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ได้ จอห์น ดี อีเชเวอร์เรีย นักวิชาการด้านกฎหมายจากมหาวิทยลัยจอร์จทาวน์กล่าวว่า วิธีการแก้ไขข้อพิพาทแบบนี้เป็นภัยอย่างใหญ่หลวงต่อความเป็นอิสระของระบบศาลสหรัฐฯ

    4) ให้สิทธินักเก็งกำไรเคลื่อนย้ายเงินได้เต็มที่

    ในข้อตกลงยังระบุห้ามไม่ให้มีการจำกัดการเคลื่อนย้ายเงินข้ามประเทศ แต่กลับให้สิทธินักเก็งกำไรในการทำลายเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ ผ่านการชักใยอัตราแลกเปลี่ยนและตลาดการเงินโดยไม่มีการแทรกแซงจากรัฐบาลชาตินั้นๆ โดยการห้ามไม่ให้รัฐบาลของประเทศสมาชิกมีสิทธิจำกัดการเก็งกำไร

    5) ให้ผลประโยชน์บรรษัทมาก่อนผลประโยชน์ของชาติ

    ส่วนหนึ่งของข้อตกลงระบุเน้นย้ำให้เห็นว่าบรรษัทไม่จำเป็นต้องทำเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนที่อาศัยอยู่ในประเทศที่พวกเขาทำธุรกิจอยู่ โดยสั่งห้ามไม่ให้ประเทศสมาชิกออกข้อบังคับให้บรรษัทต้องผลิตเพื่อส่งออกหรือใช้ในประเทศตามที่กำหนดจำนวนไว้ รวมถึงไม่สามารถออกข้อบังคับให้ต้องซื้อสินค้าหรือทำสัญญาเรื่องการใช้สินค้าของผลิตภัณฑ์ในประเทศนั้นๆ นอกจากนี้ยังมีข้อกำหนดเพิ่มเติมอีก 6 ข้อซึ่งระบุไปในทางไม่จำเป็นต้องให้บรรษัททำประโยชน์ต่อประเทศ

    ถึงแม้เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลโอบามาจะอ้างว่าข้อกำหนดข้างต้นมีไว้เพื่อให้บริษัทสัญชาติอเมริกันมีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้นบ้างในการทำธุรกิจกับต่างชาติ แต่คอร์เตนก็ตั้งคำถามสำคัญว่า "บริษัทสัญชาติอเมริกันคืออะไรกันแน่"

    โดยบทความของคอร์เตนระบุถึงการที่บรรษัทขนาดใหญ่ที่ทำกำไรมหาศาลระดับล้านล้านโดยมีที่ตั้งอยู่ในสหรัฐฯ หลีกเลี่ยงจ่ายภาษีให้กับรัฐบาลสหรัฐฯ เหตุใดถึงยังเรียกบรรษัทเหล่านี้ว่ามีสัญชาติอเมริกันฯ

    คอร์เตนระบุอีกว่า การอนุมัติ TPP จะหมายถึงการบูชายันต์ประชาธิปไตยและสิทธิในการควบคุมตลาดและทรัพยากรเพื่อทำประโยชน์ให้ส่วนรวมของพวกเขาเพื่อให้ประโยชน์กับพวกบรรษัทที่แอบอ้างชาติอเมริกันในการกดขี่ประชาชนประเทศอื่นและใช้ทรัพยากรของประเทศอื่นที่ร่วมลงนามในข้อตกลงที่ต่ำทรามนี้ด้วย

     

    เรียบเรียงจาก

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    รายงานพิเศษจากพื้นที่ เรื่องราวต่อเนื่องหลังความตาย 4 ศพ ที่บ้านน้อมเกล้า ต.สุคิริน อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ตอน เยียวยารอยร้าว…หลังเหตุการณ์สุคิริน

    การเยียวยาข้ามวัฒนธรรมสมานบาดแผลและรอยร้าวทางใจกรณีเหตุการณ์สี่ศพ ที่สุคิริน

    “ใช้สุขให้เยอะ ทุกข์ไม่ต้องเอามาใช้ มันหนัก เกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมดา” ยายเจียม รัตนะ วัย 88 ปี บอกกล่าวแก่สมาชิกเครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ และสมาชิกสภาประชาสังคมชายแดนใต้ ที่ไปแสดงความเสียใจกับญาติผู้เสียชีวิต ณ วัดลำภู อ.เมือง จ.นราธิวาส ในวันที่ 17 เมษายน 2558 ซึ่งเป็นวันฌาปนกิจศพนางอารีและนายสมนึก รัตนะ  สองแม่ลูกที่ถูกยิงเสียชีวิตภายในบ้านพักและจุดไฟเผา ณ บ้านน้อมเกล้า ม.12 ต.สุคิริน อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ทั้งสองเป็นลูกสาวและหลานชายของยายเจียม ศพของคนทั้งสองตั้งบำเพ็ญกุศลอยู่ในวัดแห่งนี้ เพื่อความสะดวกในการจัดการงานศพ ของญาติและผู้มาร่วมงาน

    นับเนื่องจากช่วงค่ำวันที่ 12 เมษายน 2558 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงวันสงกรานต์ของพี่น้องชาวไทยทั่วประเทศ รวมทั้งในพื้นที่ชายแดนใต้ เป็นช่วงเกิดเหตุร้ายกับพี่น้องไทยพุทธ 4 รายคือ นางอารี และ นายสมนึก รัตนะ สองแม่ลูก และ นายจุลกับนางดำ อินเอิบ สองสามีภรรยา ทั้งสี่ถูกยิงเสียชีวิตพร้อมถูกจุดไฟเผาในบ้านพัก

    สองครอบครัวนี้ เป็นสองครอบครัวสุดท้ายของพี่น้องไทยพุทธที่ยังคงปักหลักอาศัยและทำมาหากิน ณ บ้านน้อมเกล้า มาเกือบ 30 ปี จนเริ่มมีสถานการณ์ร้ายเกิดขึ้นในพื้นที่ และเกิดเหตุกับเพื่อบ้านใกล้กัน ทำให้ผู้เสียชีวิตทั้งสี่เตรียมตัวละทิ้งทุกอย่างไปอยู่กับลูกหลานในพื้นที่ที่คิดว่าปลอดภัยกว่า หากแต่ยังมิทันได้ย้ายกลับ ก็มาเกิดเหตุร้ายเสียก่อน

    “หมดแล้ว ไม่มีใครเหลือ เรามีอยู่แค่นี้จะไปแบกปืนก็ไม่ใช่ กำลังเตรียมทำบ้านเตรียมย้ายออกมาอยู่ที่ลำภู แต่ก็ออกมาไม่ทัน” วนิดา รัตนะ ลูกสาวคนโตของนางอารี บอกด้วยสายตาหมดหวัง

    “วันที่ 11 ได้ไปรับแม่ออกมานอนด้วยที่นี่ พอวันที่ 12 ทำพิธีรดน้ำดำหัวเสร็จเขาบอกว่าจะกลับ บอกให้นอนอีกคืนก็ไม่ยอม เขาว่าไม่ได้เตรียมเสื้อผ้ามา กลับบ้านดีกว่า ยาก็ไม่ได้เอามา น้องเขยไปส่งตอนสี่โมงเย็น พอหกโมงแม่ก็โดนยิง มีคนโทรมาบอกตอนทุ่มกว่า บ้านที่ถูกเผา ชาวบ้านแถวนั้นก็มาช่วยดับไฟ จริงๆ วันนั้นจะตามแม่กลับไปด้วย แต่บ้านที่น้อมเกล้า น้ำจะแห้งเวลาหน้าร้อน ลำบากเรื่องน้ำ จึงไม่ได้ตามไป ไม่อย่างนั้นคงโดนมากกว่านี้”

    เธอบอกด้วยว่าแม่และน้องชายกำลังเตรียมการที่จะมาอยู่ด้วยกันที่ ต.ลำภู ซึ่งเธอได้มาใช้ชีวิตกับครอบครัวอยู่ก่อนแล้ว สาเหตุที่แม่ของเธอตัดสินใจนาน เพราะเป็นห่วงบ้าน สวนยางและสวนผลไม้ ที่เป็นรายได้หลัก

    “แม่สู้ชีวิต ทำงานหนักมาตลอด ตั้งแต่ไปเริ่มบุกเบิกทำมาหากินตรงนั้น จนกระทั่งพ่อและน้าชายมาถูกยิงเมื่อปี 2547 แม่ก็สู้มาตลอด พวกเราย้ายออกมาก่อน แม่อยู่กับน้องชายคนสุดท้อง ที่ดินเป็นสวนผสม 20 ไร่ มีสวนยาง 7 ไร่ นอกนั้นเป็นสวนผลไม้ บางอย่างไม่ต้องออกมาขายที่ตลาด พี่น้องมุสลิมที่อยู่ใกล้ๆ กันก็มาช่วยซื้อกันตลอด เราอยู่กันมาเป็น 30 ปี ไม่เคยมีอะไรผิดใจกัน  เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันมาตลอด”

    ด้วยความที่มีอยู่กันเพียงสองครอบครัวสี่ชีวิตของครอบครัวรัตนะ และครอบครัวอินเอิบ ที่บ้านรั้วติดกัน ทำให้ลูกหลานก็สนิทชิดเชื้อกัน แต่รุ่นลูก รุ่นหลานของสองครอบครัวนี้จะออกมาอยู่กันแถววัดลำภูเป็นส่วนใหญ่ เพราะดั้งเดิมเป็นคนที่นี่ และเมื่อเกิดสถานการณ์ ก็ไม่มีลูกหลานคนไหนกลับไปอยู่และทำมาหากินในชุมชนบ้านน้อมเกล้านี้อีก  จนเกิดเหตุสลดใจล่าสุดขึ้น ทุกคนจึงเห็นพ้องกันว่าให้ขายที่ดิน

    วนิดาบอกว่า เมื่อจัดการงานศพแม่และน้องชายเสร็จ ก็จะเข้าไปขนย้ายข้าวของที่บ้านน้อมเกล้า ส่วนเรื่องที่ดินนั้นอยากขาย และทราบว่าทางเจ้าหน้าที่อาจจะเข้าไปตั้งฐานตรงจุดนั้น จะเป็นอย่างไรต่อก็ไม่ว่าอะไร เพราะเธอเองก็ไม่มีกำลังที่จะไปทำอะไรในที่ดินนั้นอีกแล้ว

    ในงานศพวันนั้น  ลูกสาวคนโตของนายจุลและนางดำ อินเอิบ สองสามีภรรยา เพื่อนบ้านของอารีที่ถูกยิงและเผาเช่นเดียวกันคือ อุบล อินเอิบ อยู่ในงานศพเช่นกัน ศพของพ่อแม่เธอฌาปนกิจไปเมื่อวันที่ 16 เมษายน เธอต้อนรับคณะผู้มาเยือนต่างศาสนิกด้วยท่าทีเป็นมิตร

    อุบลบอกว่า พ่อและแม่ของเธอกำลังเตรียมตัวทานข้าวเย็นแต่มาเกิดเหตุร้ายก่อน

    “เขาอยู่กันสองคนตายาย มีลูกสี่คน ออกมาอยู่ข้างนอกหมด อยู่นราธิวาสสามคน อยู่นครราชสีมาหนึ่งคน ชวนพ่อแม่ออกมาอยู่ด้วยกัน เขาก็กำลังตัดสินใจ เราเองก็เข้าไปหาเดือนละครั้ง ไม่ได้ไปหาตลอด แม่กรีดยางเอง เพราะเพิ่งเปิดหน้ากรีดได้ 2 ปี ส่วนพ่อไม่ได้ทำอะไรดูแลสวนผลไม้ที่มี”

    “เราไม่เคยมีปัญหากับใคร มุสลิมทำตูป๊ะ(ข้าวต้มมัด)  ทำขนมก็เอามาให้ แม่ปลูกผักก็เอาไปให้ เป็นความเอื้ออาทรที่มีให้กัน เรื่องที่เกิดขึ้น ก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำ ในวันเกิดเหตุการณ์เดียวกันนี้ ยางแผ่นสวยๆ ที่แม่เก็บไว้ก็ถูกขโมย ยางแผ่นหลังบ้านก็เอามาเผา ขี้ยางในสวนก็ถูกขโมยในช่วงที่ขนศพออกมา เพื่อนบ้านจะไปเอาขี้ยางมาขาย เพื่อเอาเงินมาช่วยงานศพก็ไม่ทัน เหตุการณ์ครั้งนี้มันสะท้อนใจ ไม่ดูข่าว ดูไลน์เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับพ่อและแม่ ถ้าดูแล้วสะเทือนใจ”

    ลม้าย มานะการ ตัวแทนจากสภาประชาสังคมชายแดนใต้ และเครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพฯ ที่ไปร่วมในงานวันนั้นด้วยบอกว่าดีใจและประทับใจ เมื่อพี่น้องเครือข่ายภาคประชาสังคมบอกว่า อยากไปเยี่ยมเยียนให้กำลังใจ

    “ตื้นตันแทนญาติ บางองค์กรหยิบเรื่องนี้มาปรึกษากัน และลงมติส่งตัวแทนไปเยี่ยม รู้สึกมีความหวังว่า ภาคประชาสังคมไม่ทอดทิ้งกัน ที่คาดหวังในฐานะที่อยู่ที่นี่มา และคงอยู่ต่อไปคือ จะร่วมแชร์กับพวกเราที่เป็นประชาสังคมทั้งหลาย ให้เป็นตัวต่อที่สำคัญของการสร้างสันติภาพ ถ้าสันติภาพนั้นหมายถึง ความสัมพันธ์ที่ช่องว่างของการแบ่งพวก แบ่งฝ่าย มีน้อยที่สุด ทุกคนมีความปรารถนาดีต่อกัน อยากให้ทุกคนปลอดภัย  มีพื้นที่ปลอดภัย อยากให้ประชาสังคม ศอ.บต. กอ.รมน. และชุมชนช่วยกันสร้างสิ่งนี้ ในพื้นที่อันดับแรกเลย ที่เร่งด่วน คือพื้นที่ชุมชนพุทธมุสลิมอยู่ร่วมกัน ซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ ของทั้งฝ่ายก่อการเอง  ฝ่ายรัฐ ฝ่ายชุมชน และประชาสังคม ซึ่งเราต้องร่วมกันทำอะไรที่เป็นรูปธรรม เพื่อไม่ให้ใครต้องเป็นเหยื่อและถูกบังคับให้ต้องทิ้งถิ่นฐาน ไม่ว่าชุมชนนั้นจะมีพี่น้องส่วนน้อยส่วนใหญ่เป็นใคร ทุกคนมีสิทธิอยู่อย่างปลอดภัย”

    คำนึง ชำนาญกิจ จากเครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมฯ ที่ไปร่วมเยี่ยมครอบครัวด้วยในวันนั้น บอกว่า แม้ว่าเธอเป็นมุสลิม แต่ก็เห็นใจในชะตากรรมที่พี่น้องพุทธประสบ ตอนแรกก็รู้สึกกลัวๆเหมือนกันที่จะมาเยี่ยม  ไม่รู้ว่าพี่น้องชาวพุทธ จะต้อนรับหรือเปล่า หรืออาจจะรู้สึกไม่ดี หรือหวาดระแวงต่อพี่น้องมุสลิมหรือเปล่า แต่เมื่อมาเยี่ยมแล้ว  ครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบก็ดีใจ  รู้สึกมีกำลังใจ  และรู้ว่าพี่น้องมุสลิมก็ห่วงใยเขา

    คำนึง บอกว่า เหตุการณ์ความรุนแรงรายวัน  อาจมีแรงขึ้น ทั้งประชาชนชาวพุทธ มุสลิมกลายเป็นเหยื่อ ข้ามไปมา  จึงอาจจะทำให้เกิดความหวาดระแวง และรอยร้าวระหว่างคนสองศาสนามากขึ้น การเยี่ยมครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบแบบข้ามวัฒนธรรม เช่นพุทธเยี่ยมมุสลิม มุสลิมเยี่ยมพุทธ  เพื่อแสดงให้เห็นว่าต่างฝ่ายต่างทุกข์ร้อนในความตายของอีกฝ่าย  จะช่วยเยียวยาความรู้สึก และสมานรอยร้าวทางใจของกันและกันได้

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0


              

    ความที่จะกล่าวต่อไปเป็นการนำเสนอภาพความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยโดยจะชี้ให้เห็นถึงระลอกของการก่อตัวของชนชั้นกลางในแต่ละช่วงเวลาเพื่อจะนำมาสู่ประเด็นของความเปลี่ยนแปลงสังคมไทยในปัจจุบันที่เป็นการขยายตัวระลอกสุดท้ายของชนชั้นกลางในสังคมไทย  ซึ่งมีผลทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงนานัปการเลยทีเดียว

    แม้ว่าจะตั้งใจอธิบายการขยายตัวระลอกสุดท้ายของสังคมไทยที่มีผลต่อความเปลี่ยนแปลงทุกมิติในสังคมไทย แต่ก็เกรงว่าจะไม่มีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้สังคม ( ผู้อ่าน) ได้มองเห็นปฏิบัติการทางสังคมของชนชั้นกลาง จึงตัดสินใจที่จะอธิบายประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวของชนชั้นกลางที่ผานมาเพื่อที่จะเสริมความหนักแน่นในการคิดหาทางเลือกได้มากขึ้น 

    หากเราเริ่มต้นด้วยการมองว่าอะไรเป็นสาเหตุทำให้โลกเราพัฒนามาถึงวันนี้

    ไม่ว่าเราจะมองจากสาเหตปัจจัยอะไร    ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญๆที่เกิดขึ้นในโลกนี้ล้วนแล้วแต่ต้องมีความสัมพันธ์กับการเกิดขึ้นและขยายตัวของคนกลุ่มใหม่ในสังคมทั้งสิ้น ส่วนความเปลี่ยนแปลงนำไปสู่อะไรนั้นก็ขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของโครงสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมแบบเดิมว่าจะรองรับ/ปรับเปลี่ยน/ดูดกลืนชนกลุ่มใหม่ได้หรือไม่ หากไม่สามารถทำอะไรเช่นการดูดกลืนให้เข้ากับคนกลุ่มใหม่ได้ ก็นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมที่แปรรูปไปจากเดิม

    ปฏิสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างทางสังคมเดิมกับคนกลุ่มใหม่ที่เกิดขึ้นจึงส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมไม่เหมือนกันในแต่ละพื้นที่ในโลกใบนี้    การทำความเข้าใจความแตกต่างในแต่ละพื้นที่จำเป็นที่จะต้องมองในสองด้าน ด้านหนึ่งได้แก่ รัฐ ซึ่งเป็นองค์กรทรงอำนาจอย่างมาก และในอีกด้านหนึ่ง ได้แก่ ลักษณะเฉพาะของสังคมหนึ่งๆ

    การศึกษาของโจเอล เอส. มิกดัล (Joel S. Migdal) เรื่อง State in Society: Studying How the States and Society Transform and Constitute One Another  ได้วิพากษ์วิจารณ์กรอบการศึกษาที่เน้นบทบาทของรัฐในฐานะพลังหลักในการกำหนดความเปลี่ยนแปลงของสังคมว่าทำให้ไม่สามารถเข้าใจส่วนที่สำคัญที่ส่งผลให้เกิดการก่อรูปรัฐขึ้นมาได้  โดยเขาได้เน้นถึงความสัมพันธ์เชิงแปรรูปและก่อรูป (transform and constitute) ซึ่งกันและกันระหว่างรัฐกับสังคม ที่ทำให้เกิดการประกอบสร้างกันขึ้นมาเป็นรูปรัฐและสังคมดังที่ปรากฏได้  แม้ว่ารัฐจะเป็นพลังสำคัญ แต่รัฐก็ไม่ได้ขยายตัวเข้าไปในพื้นที่สุญญากาศ หากแต่มีการก่อรูปของสังคมแบบใหม่ในระดับหนึ่งอยู่แล้ว  และรัฐก็ต้องปรับตัวรับกับลักษณะการจัดตั้งทางสังคมในท้องถิ่น ขณะที่ผู้คนในสังคมท้องถิ่นที่มีการจัดตั้งอยู่แล้วก็ได้ปรับตัวรับกับการขยายตัวของรัฐแตกต่างกันออกไปตามลักษณะเฉพาะของการจัดตั้งทางสังคมของท้องถิ่นนั้นๆ

    แม้ว่าในท้ายที่สุดแล้ว มิกดัล พยายามยกระดับกรอบคิดการศึกษาการแปรรูปกลืนกลายระหว่างรัฐกับสังคมที่มีปฏิสัมพันธ์กัน ให้เป็นทฤษฏีที่เน้นการพิจารณาคุณลักษณะของรัฐและสังคมว่าแต่ละฝ่ายมีความเข้มแข็งหรืออ่อนแออย่างไร    และเมื่อมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐและสังคมที่มีความเข้มแข็ง/อ่อนแอแตกต่างกันแล้วจะก่อให้เกิดรูปลักษณะการปกครองที่ไม่เหมือนกันอย่างไรบ้าง เช่น ถ้ารัฐเข้มแข็งแต่สังคมอ่อนแอก็จะเกิดรัฐเผด็จการอำนาจนิยม เป็นต้น  ซึ่งการยกระดับให้เป็นทฤษฏีเช่นนี้อาจจะไม่มีประโยชน์มากนักสำหรับการศึกษาเชิงประวัติศาสตร์  แต่กรอบคิดที่เน้นให้พิจารณาปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคมก็มีคุณค่าอย่างมาก เพราะทำให้เกิดมุมมองใหม่ที่ไม่เน้นบทบาทรัฐเป็นปัจจัยหลักในการก่อรูปลักษณะของสังคมหนึ่งๆ ซึ่งกรอบการคิดของ มิกดัล ทำให้มองเห็นปัญหาของการศึกษาความเปลี่ยนแปลงของสังคมที่มีมาในอดีตได้ชัดเจนขึ้น

    การศึกษาของมิกดัลในเรื่องการมองปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับการจัดตั้งทางสังคมของท้องถิ่นนี้มีประโยชน์อย่างมากในการหยิบยืมมาเป็นกรอบกว้างๆในการอธิบายสังคมไทย  เพราะวงวิชาการและคนทั้วไปในสังคมไทยมักจะมองหรือให้ความสำคัญแก่ผู้นำหรือรัฐว่าเป็นปัจจัยหลักในการกำหนดความเปลี่ยนแปลง 

    ตัวอย่างการมองเฉพาะบทบาทชนช้นนำหรือรัฐเป็นปัจจัยหลังในการกำหนดความเปลี่ยนแปลง ที่สำคัญ ได้แก่ การศึกษาการเปลี่ยนแปลงการปกครองในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวหรือ และการศึกษาความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองด้วยกรอบคิดการพัฒนาการทางการเมือง (Political Development)ที่ขยายตัวและได้รับความนิยมอย่างมากในยุคอิทธิพลอเมริกา  ซึ่งล้วนแล้วแต่มองข้ามความเปลี่ยนแปลงในเชิงตอบรับ/เปลี่ยนแปลง/ปรับตัวของผู้คนในสังคม

    กลุ่มคนที่เรียกโดยรวมว่า “ชนชั้นกลาง” ได้ก่อให้ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมาหลายครั้งแล้ว แม้ว่าเราจะใช้คำว่า “ ชนชั้นกลาง” เหมือนกัน แต่ในแต่ละระลอกของความเปลี่ยนแปลง  คุณลักษณะและบทบาทในการเปลี่ยนแปลงของ “ ชนชั้นกลาง” ก็ไม่ได้เหมือนกันไปหมดทุกเรื่อง แม้ว่าในเรื่องหรือแกนหลักของคนกลุ่มนี้จะคล้ายคลึงกันก็ตาม

    ภายหลังจากการทำสนธิสัญญาการค้าเสรีในปี พ.ศ. 2398  การเปลี่ยนรูปรัฐโดยเริ่มต้นจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทำให้เกิดการขยายตัวของระบบราชการและดึงเอาสามัญชนจำนวนหนึ่งเข้าสู่ระบบราชการ  พร้อมๆกับการขยายตัวของการผลิตเพื่อขายได้ที่เกิดขึ้นหลังการเปิดประเทศเพื่อการค้าเสรีทำให้เกิดกลุ่มคนที่ทำงานในระบบการแบ่งงานกันทำมากขึ้น  ได้แก่ กลุ่มพ่อค้า กลุ่มนักหนังสือพิมพ์ เป็นต้น

    กลุ่มที่ทำงานเลี้ยงชีพตนเอาด้วยความสามารถ/ศักยภาพส่วนตัวที่มีการจัดตั้งทางสังคมเข้มแข็งที่สุด ได้แก่ กลุ่มสามัญชนที่เป็นข้าราชการ  เพราะช่วงแรกของการขยายตัวของระบบราชการจำเป็นต้องสร้างการสื่อสารภายในกระทรวงทบวงกรมทำให้คนกลุ่มนี้สามารถที่จะสื่อสารกันได้ในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการพบปะกัน หรือผ่านวารสารของหน่วยราชการนั้น   ในชณะที่กลุ่มพ่อค้าจำเป็นที่จะต้องพึ่งพิงรัฐเพื่อความอยู่รอดของตนเองมากกว่า ส่วนกลุ่มหนังสือพิมพ์ที่ถือว่ามีบทบาทไม่น้อยก็ไม่ได้มีความมั่นคงในชีวิตการทำงานนัก เพราะอำนาจรัฐควบคุมการนำเสนอความคิดเห็นอย่างเข้มข้น

    แม้ว่ากลุ่มข้าราชการที่มีที่มาจากสามัญชนจะได้รับพระมหากรุณาธิคุณในการชุบเลี้ยงให้เติบโตในระบบราชการ  แต่พื้นฐานของความเป็นสามัญชนก็ได้กำหนดอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของพวกเขาให้มองเห็นว่าในอีกด้านหนึ่งของความสำเร็จทางราชการของตนนั้นเกิดขึ้นจากความสามารถ/ศักยภาพส่วนตัว  แรงปะทะ/ยื้อฉุดกันระหว่างความรู้สึกนึกคิดในสองทางนี้ดำรงอยู่มาเป็นเวลานานแม้กระทั่งหลังจากที่ชนชั้นนำของคนกลุ่มนี้ได้เปลี่ยนแปลงการปกครองแล้วในปี พ.ศ. 2475

    แม้ว่ารัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่สามารถรักษาระบอบการเมืองของตนไว้ได้ยาวนาน  เพราะมีชีวิตเพียงประมาณห้าสิบปี  แต่ผลของการเปลี่ยนรูปและการขยายตัวของรัฐเข้าสู่สังคมชาวนาธรรมดา  และดึงเอาลูกหลานชาวนาที่หากว่าไม่เข้ามาสัมพันธ์กับรัฐ/ไม่เข้ามาสู่ระบบราชการก็ไม่มีทางที่จะมีชีวิตที่มีความหมายอีกแบบหนึ่งได้  ทำให้รากฐานของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่ได้ถูกหักล้างลบทิ้งโดยสิ้นเชิง

    เมื่อกลุ่มก้อนของข้าราชการที่มาจากสามัญชนที่มีความเข้มแข็งและสื่อสารกันทางความคิดเห็นได้อย่างกว้างขวางจนเห็นว่าหากปล่อยให้รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ดำรงอยู่ต่อไปก็อาจจะเกิดปัญหาแก่ “บ้านเมือง” มากขึ้น  เพราะการกำหนดชาติกำเนิดไว้สูงกว่าศักยภาพและความสามารถส่วนบุคคลได้กลายเป็นปัจจัยเหนี่ยวรั้งความก้าวหน้าของชาติ  จึงได้รวมกลุ่มกับเปลี่ยนแปลงการปกครองในนามของคณะราษฎร 

    การสร้างรัฐใหม่หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองของกลุ่มคนที่ใช้ความสามารถ/ศักยภาพส่วนตัวในการดำรงชีวิตแต่เป็นการดำรงชีวิตในระบบราชการ    จึงทำให้ด้านหนึ่งนั้นหลุดไม่พ้นจากการคิดคำนึงถึงการใช้กลไกอำนาจรัฐราชการในการเปลี่ยนแปลงสังคมเศรษฐกิจ  การขยายตัวของการผลิตแบบทุนนิยมโดยใช้กลไกรัฐเป็นเครื่องมือจึงขยายออกอย่างรวดเร็วหลังจากพวกเขาสามารถมีอำนาจเต็มหลัง พ.ศ 2480  ในอีกด้านหนึ่ง  พวกเขาก็ดึงเอาบรรดาพ่อค้าที่ทั้งเป็นคนจีนสยามและคนไทยเข้ามาอยู้ภายใต้ระบบทุนนิยมราชการนี้  การก่อรูปรัฐระบบราชการจึงเกิดขึ้นและดำเนินมาจนถึงจังหวะความเปลี่ยนแปลงอีกระลอกหนึ่งหลังการรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

    หลังสงครามโลกครั้งที่สอง พ่อค้าจีนระดับต่างๆได้ค่อยๆตัดสินใจที่จะอยู่เมืองไทยอย่างถาวร  เพราะไม่สามารถที่จะกลับประเทศจีนได้  การลงทุนในการค้าระดับต่างๆได้ทวีสูงมากขึ้น    สถิติของการเปิดร้านค้าพาณิชย์เพิ่มสูงขึ้นในทุกพื้นที่โดยเฉพาะในเขตเมืองของทุกจังหวัด เพราะ  การออกไปในถิ่นฐานที่มีลู่ทางทางการค้าใหม่ๆเป็นทางเลือกของชีวิตที่ดีกว่าที่จะจ่อมจมอยู่ในกรุงเทพฯแบบเดิม ( เดิมหวังว่าทำงานเก็บเงินแล้วจะเดินทางกลับบ้านเกิดที่ประเทศจีน )

    การค้าที่ขยายตัวออกไปทุกพื้นที่ของประเทศได้เชื่อมต่อเส้นทางการค้าระหว่างกรุงเทพฯกับหัวเมืองให้แน่นกระชับมากขึ้น  แต่ระบบการค้าประสบปัญหาจากกลไกระบบราชการที่พยายามเป็นผู้ผลิต ผู้จำหน่ายจ่ายแจกแบบระบบทุนนิยม  จึงทำให้เกิดแรงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปรัฐจากรัฐระบบราชการทางเศรษฐกิจ ( ทุนนิยมโดยรัฐ) มาสู่รัฐที่ปล่อยให้เอกชนดำเนินการค้าโดยเสรีมากขึ้น

    กลุ่มชนชั้นกลางรุ่นที่สองที่เป็นคนจีนและลูกจีนรุ่นแรกๆต้องการอิงกับอำนาจรัฐแต่ต้องเป็นอำนาจรัฐอีกลักษณะหนึ่งที่ต้องเปิดโอกาสและเอื้ออำนวยให้ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของตน   (พรรคคอมมิวนิสต์ที่พยายามจะใช้ฐานความเป็นคนจีนในการขยายฐานก็ไม่ประสบผลสำเร็จ )  การเคลื่อนไหวทั้งหมดจึงทำให้เกิดการเปลี่ยนรูปรัฐจากรัฐระบบราชการให้กลายเป๋นรัฐระบบราชการแห่งการพัฒนาขึ้นมา

    การรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์และการดำเนินงานการเมืองต่อเนื่องของจอมพลถนอมและเครือข่ายจึงเป็นการผสมผสานระหว่างระบบราชการเดิมให้มีอำนาจการตัดสินใจทางการเมืองต่อไป แต่ขณะเดียวกันก็ลดบทบาททางเศรษฐกิจลงเพื่อเปิดโอกาสให้แก่กลุ่มพ่อค้าได้ขยายตัวมากขึ้น  พร้อมกับได้ตอบสนองแก่กลุ่มพ่อค้าในภุมิภาคด้วยการสร้างโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะถนนแทนรถไฟเพื่อทำให้แต่ละพื้นที่สามารถที่จะติดต่อค้าขายกันได้สะดวกยิ่งขึ้น

    การขยายตัวของชนชั้นกลางทั้งสองระลอกนี้กินพื้นที่ทางสังคมไม่มากนัก  ช่วงแรกเป็นกลุ่มข้าราชการที่เป็นเพียงส่วนยอดๆของคนในแต่ละพื้นที่  ช่วงที่สอง ก็เป็นกลุ่มพ่อค้าจีนที่เริ่มออกทำการค้าหัวเมือง  จึงทำให้ทั้งสองกลุ่มล้วนแต่ต้องให้กลไกอำนาจรํฐเป็นเครื่องมือในการปรับเปลี่ยนตนเอง ไม่สามารถที่จะมีและใช้อำนาจของกลุ่มตนในการเปลี่ยนแปลงรูปรัฐ จึงทำให้รัฐไทยจึงมีส่วนผสมผสานของรากฐานเดิมตลอดมา

    ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของสังคมไทยอันเป็นผลมาจากการขยายตัวและบทบาทชนชั้นกลางได้เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งหลังจาการดำเนินการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติในทศวรรษ 2500  เพราะการเน้นพัฒนาเศรษฐกิจไปสุ่อุตสาหกรรมทำให้ต้องขยายการศึกษาเพื่อสร้างแรงงานเฉพาะด้านขึ้นมาพร้อมไปกับการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นถนนหนทาง ไฟฟ้า น้ำปะปา ฯลฯ

    การสร้างโครงสร้างพื้นฐานออกไปอย่างกว้างขวางได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ความสัมพันธ์ทางสังคมอย่างใหญ่หลวงและลึกซึ้ง  เพราะคนในหัวเมืองทั้งหลายได้ถูกดึงเข้ามามีส่วนร่วมใน “ยุคสมัยแห่งการพัฒนา”  ในทุกมิตินอกจากภาพพื้นที่หัวเมืองที่เริ่มเป็น “ น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี “ แล้วอีกคำหนึ่งที่คนจดจำกันได้ได้แก่ “ มีงานทำ”   ลูกหลานของผู้คนเหล่านี้จึงได้เริ่มถูกผลักดันจากพ่อแม่ให้ “เรียนอย่างเดียวนะลูก พ่อแม่ไม่มีอะไรจะทิ้งไว้ให้เป็นมรดกนอกจากการเรียน” ( วลีทองที่คนรุ่นนั้นนิยมบอกกล่าวกับลูกหลาน)   การแข่งขันกันสอบเข้ามหาวิทยาลัย วิทยาลัยครู โรงเรียนอาชีวะ เพื่อที่จะใช้เป็นบันไดในการหางานทำเริ่มเข้มข้นมากขึ้น

    การขยายตัวของการจ้างงานไม่ว่าในระบบราชการ รัฐวิสาหกิจและบริษัทเอกชน ได้ทำให้เกิดพลังแห่งความหวังให้แก่คนจำนวนไม่น้อยว่าตนเองและครอบครัวจะสามารถขยับฐานะและสถานะได้ในสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลง  หนังสือแจกงานศพของผู้ที่มีชีวิตในช่วงนี้มักจะการบรรยายความสำเร็จของชีวิตตนเองด้วยการเน้นถึงความสำเร็จการศึกษาในระดับสูงของลูก/หลาน

    การเข้าสู่มหาวิทยาลัยพร้อมกับความหวัง/ความฝันที่จะขยับฐานะของนักศึกษาได้เกิดขึ้นพร้อมๆกับการได้เรียนรู้เป็นครั้งแรกในชีวิตของพวกเขาว่าชีวิตของผู้คนต่างพื้นที่ ต่างภาค มีความเป็นอยู่กันอย่างไร  พร้อมกับการที่สังคมในขณะนั้นได้ให้ความยกย่องแก่นักศึกษาโดยเฉพาะมหาวิทยาลัยอย่างสูง  จึงทำให้นักศึกษาจำนวนมากรู้สึกถึงความภาคภูมิใจในความเป็นนักศึกษาในฐานะ “ ปัญญาชน” ผู้ที่ควรจะนำความเปลี่ยนแปลงให้แก่สังคม ขณะเดียวการเรียนรู้จากเพื่อนพ้องน้องพี่จากภูมิภาคอื่นๆ ก็ทำให้เห็น/ตระหนักถึงความแตกต่างของพื้นที่ของคนร่ำรวยและพื้นที่ของคนยากจน โดยเฉพาะพื้นที่ของภาคอีสานที่ถูกนำเสนอว่ายากลำบากกว่าทุกภูมิภาค

    ความสำนึกที่ซ้อนทับกันเช่นนี้  ทำให้กิจกรรมนักศึกษาที่ได้รับความนิยมได้แก่การออกค่ายอาสาพัฒนาชนบทกับการเป็นนักคิดและนักเขียนสื่อสารกับเพื่อนนักศึกษาด้วยกัน  การออกชนบทได้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงความคิดเรื่อง “ความยากจน”  เพราะการออกค่ายทำให้นักศึกษา “ ค้นพบ” คนจน   และการค้นพบนี้ได้กลายเป็นฐานของงานเขียนจำนวนมากของนักศึกษาเพื่อแสดงความเป็น “ ปัญญาชน”

    ที่กล่าวว่าเป็นการ “ค้นพบ” คนจนก็เพราะว่าในความเป็นจริงชาวบ้านเขาอยู่อย่างนั้นมานานแล้ว แต่เมื่อนักศึกษาออกค่ายอาสาพร้อมกับความคิดว่าตนเองเป็นผู้นำทางปัญญาเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมจึงทำให้นักศึกษาได้เลือกสร้างและเขียนภาพ “ คนจน” ขึ้นมาให้เด่นชัดเป็นครั้งแรก 

    ความปรารถนาที่จะเป็น “ ปัญญาชน”จึงทำให้นักศึกษาจำนวนไม่น้อยพยายามที่จะสร้างงานเขียนลักษณะต่างๆขึ้นมา  เพราะงานเขียนเป็นสัญญลักษณ์ของความเป็นผู้มีปัญญา   กลุ่มนักเขียนและกลุ่มนักศึกษาค่ายอาสาพัฒนาจะมีความสัมพันธ์คาบเกี่ยวกันส่งผลให้งานเขียนวรรณกรรม บทความ มักจะมีเนื้อหาสัมพันธ์กับความยากจนและคนจนที่ตนได้ไปพบพานในการออกค่ายอาสา

    ความสำนึกในความเป็นปัญญาชนและการค้นพบคนจนในชนบทกลายเป็นฐานทางความคิดที่สำคัญในการดำรงอยู่เป็นนักศึกษา  วรรณกรรมจำนวนมากจะทิ้งท้ายไว้ด้วยการวาดความหวังและความฝันของตนว่าจะหวนคืนชนบทเพื่อแก้ไขปรับเปลี่ยนความยากจนของผู้คน

    แรงแห่งความหวังและความฝันของนักศึกษานี้ได้ปะทะกับอำนาจรัฐเผด็จการที่ครองอำนาจมายาวนาน เพราะในช่วงก่อนที่จะเกิดการเคลื่อนไหวใหญ่ในพ.ศ. 2516  การขยายตัวของอำนาจรัฐที่เดิมถูกให้ความหมายในด้านที่จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ดีต่อสังคมไทย  กลับกลายเป็นอำนาจที่กระจุกตัวอยู่กับกลุ่มชนชั้นนำทหารไม่กี่ตระกูล   การใช้อำนาจรัฐไปเพื่อผลประโยชน์ของตระกูลทหารถุกกล่าวขานอันอย่างกว้างขวางในหมู่นักศึกษาและส่วนใหญ่ให้ความเห็นสอดคล้องกันว่าเพราะการผูกขาดอำนาจและผลประโยชน์เช่นนี้เป็นสาเหตุของความยากจน

    การต่อต้านการใช้อำนาจรัฐเพื่อเบียดบังผลประโยชน์เข้าสู่กลุ่มตนเองจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งของนักศึกษา กรณีสุดโต่งที่ใช้อำนาจรัฐไปเพื่อความสนุกสนานอย่างเดียวจึงยิ่งทำให้นักศึกษาโกรธเคืองมากกว่าปรกติ ได้แก่ การใช้เฮลิตอปเตอร์ไปล่าสัตว์ที่ทุ่งใหญ่  และในท้ายที่สุด การเรียกร้อง “รัฐธรรมนูญ” เพื่อที่จะกำจัดอำนาจรัฐเผด็จการและกลุ่มผู้ผูกขาดอำนาจรัฐจึงเกิดขึ้นและนำไปสู่เหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม 2516

    กล่าวได้ว่าแม้นักศึกษาจะมีความเป็น” ชนชั้นกลาง” อยู่แต่นักศึกษายังไม่ได้อยู่ในฐานะชนชั้นกลางอย่างแท้จริงทำให้ฐานคิดจึงยังคงเป็นไปในเชิง “ อุดมคติ”  ความปรารถนาที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นในเร็ววันจึงทำให้ขบวนการนักศึกษาหันเหเข้าไปสู่ขบวนการฝ่ายซ้ายเมื่อพบว่าการแก้ไขในแนวทางรัฐสภาปรกตินั้นยังอีกยาวไกล นักศึกษาจำนวนไม่น้อยจึงเริ่มฝันถึงการเปลี่ยนแปลงทั้งสังคมไม่ใช่เพียงแค่การแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างเดียว เพราะพบว่าอุปสรรคของการทำให้สังคมงดงามขึ้นได้แก่ระบบของสังคมเอง

    ด้วยความเป็น “นักอุดมคติ” จึงทำให้นักศึกษาหันเหออกจากขบวนการฝ่ายซ้ายเมื่อพบว่าขบวนการนั้นก็ไม่ได้มีภาพเช่นอุดมคติที่ตนเองวาดหวังไว้ และได้หวนคืนกลับมาสู่ระบบสังคมเศรษฐกิจแบบเดิมที่ตนเองเคยอึดอัดและเจ็บปวดมาก่อน

    “ชนชั้นกลางไทย” ระลอกที่สองได้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมากมายแม้ว่าจะไม่สามารถที่จะสถาปนาระบอบของสังคมที่มีการต่อรองกันอย่างเสมอภาคได้อย่างที่คาดหวัง  สังคมไทยหลัง 14 ตุลาคม 2516 จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ชนชั้นกลางรุ่นต่อๆมาได้มีทีทางทางการเมืองและสังคมวัฒนธรรมมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม บทบาทชนชั้นกลางทั้งสองรุ่นนี้ล้วนแล้วแต่เป็นความปรารถนาที่จะเป็น “ผู้กระทำ” แทนคนอื่นๆในสังคมในการเปลี่ยนแปลงสังคม

    การขยายตัวของชนชั้นกลางในสังคมไทยไม่ได้เป็นกระบวนการเดียวกันทั้งสังคม หากแต่มีลักษณะของการกระเพื่อมเป็นระลอกเหมือนระลอกคลื่น  ซึ่งทำให้ความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยจึงไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมทั้งสังคมหรือไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปสู่ “ประชาธิปไตย” อย่างที่คาดหวังกันว่าชนชั้นกลางจะเป็นผู้สร้างสรรค์ขึ้นมาได้ในช่วงเวลาเดียว

    ระลอกแรกของชนชั้นกลางได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 แต่เนื่องจากว่าชนชั้นกลางที่มาจากระบบราชการไม่มีอิสระทางเศรษฐกิจจึงทำให้ต้องสร้างรัฐระบบราชการขึ้นมา  ระลอกที่สอง แม้ว่าเป็นกลุ่มคนที่เป็นอิสระจากระบบราชการ แตก็มีจำนวนและขนาดไม่มากนัก จึงเป็นเสมือนหัวหอกของความเปลี่ยนแปลงไปสู่จินตภาพของการปกครองที่เสมอภาคมากขึ้นเท่านั้น 

    ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจจากทศวรรษ 2520 เป็นต้นมาได้ก่อให้เกิดการขยายตัวของชนชั้นกลางอีกระลอกหนึ่งที่ได้น่าจะได้มีโอกาสและบทบาทมากขึ้นในการที่จะสร้าง “ รัฐประชาธิปไตย” ขึ้นมา

    ทศวรรษ 2520 เป็นช่วงที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นอย่างลึกซึ้งและรวดเร็ว  ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนับเนื่องมาจนถึงพิธีการเฉลิมฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ในพ.ศ.2525 ได้ทำให้กลุ่มนักลงทุนชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่น มีความเชื่อมั่นในเสถียรภาพของสังคมไทยอย่างสูง  เพราะทุกคนเชื่อในพระบารมีของสถาบันพระมหากษัตริย์ ( ผมกำลังจะเขียนเรื่องความหมายทางการเมืองและเศรษฐกิจของการเฉลิมฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครับ  ช่วยรออ่านด้วยนะครับ)

    เสถียรภาพทางการเมืองได้ทำให้รัฐได้โอกาสในการขยายตัวออกไปสู่พื้นที่หัวเมืองต่างๆอย่างเข้มข้นมากขึ้น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ สี่และห้า ได้มุ่งเน้นสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในหัวเมืองหลักๆอย่างมาก  การขยายตัวของรัฐเข้าไปในพื้นที่ชนบทก็เข้มข้นขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน  ในช่วงต้นทศวรรษ คุณ บุญชู โรจนเสถียรได้เริ่มโครงการเงินผันสู่สภาตำบลซึ่งถือได้ว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่รัฐได้เปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้ตัดสินใจใช้เงินงบประมาณเอง (ก่อนทักษิณนานเลยครับ)

    ต่อมารัฐมนตรีในรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ก็ได้หยิบกรอบคิดของคุณบุญชูไปดัดแปลงเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนในชนบทอย่างรอบด้านมากขึ้น  การคิดและสร้างนโยบายรัฐลงสู่ชนบทอย่างเป็นระบบเกิดขึ้นในช่วงที่คุณโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการประสานการพัฒนาชนบทแห่งชาติและที่ปรึกษาพลเอกเปรม ในเรื่องการพัฒนาชนบท

    พร้อมกัน ความภาคภูมิใจใน “ความเป็นไทย” ที่ทำให้รัฐไทยรอดพ้นจากภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์  ก็เป็นแรงผลักดันให้รัฐสร้างนโยบายการท่องเที่ยว “แห่งชาติ”  ซึ่งทำให้รายได้จากภาคการท่องเที่ยวขยายตัวขึ้นสูงอย่างมาก

    การขยายตัวของรัฐเข้าไปสู่ชนบทในช่วงทศวรรษ 2520 เป็นต้นมาป็นโอกาสที่สำคัญที่ผู้คนในชนบทได้สัมพันธ์กับอำนาจรัฐอย่างเข้มข้นมากขึ้น  ความสัมพันธ์กับอำนาจรัฐเป็นทั้งโอกาสในการปรับตัวทางเศรษฐกิจและสังคม และเป็นการเปลี่ยนแปลงความหมายของตัวตน “ ชาวบ้าน” ที่ต้องจัดความสัมพันธ์กับอำนาจรัฐที่ใกล้ชิดตนเองมากขึ้น

    การปรับตัวและการเปลี่ยนแปลงความหมายตัวตนของ “ ชาวบ้าน” ในแต่ละภูมิภาคมีความแตกต่างกันไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับสภาพเดิมทางกายภาพและสังคมเศรษฐกิจของพื้นที่นั้นๆ  แต่ก็กล่าวได้ว่าจะมีความแตกต่างแต่ก็มีลักษณะร่วมใหญ่ๆหลายประการ 

    ความเปลี่ยนแปลงในภาคการเกษตรทั้งหมดเป็นการเข้าสู่การผลิตเพื่อขายมากขึ้นๆ  จนในช่วงต้นของทศวรรษ 2540 ก็กล่าวได้คนทำการเกษตรทั้งหมดในสังคมไทยไม่ใช่ชาวนา/ชาวบ้านที่ทำการเพาะปลูกแบบเดิมอีกแล้ว  การปลูกพืชเพื่อขายล้วนแล้วแต่ต้องยึดโยงกับกลไกของตลาดเป็นหลัก  การต่อรองกับตลาดโดยอาศัยอำนาจรัฐหรือการใช้รัฐเป็นเครื่องมือในการพยุงราคาพืชผลเป็นเรื่องปรกติมากขึ้นนับจากทศวรรษ 2520 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน

    พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงมาสู่การผลิตเพื่อขายเป็นหลัก  ชาวบ้านในแต่ละพื้นที่ล้วนแล้วแต่ใช้โอกาสที่การขยายตัวของรัฐลงไปในชนบทเป็นการปรับตัวที่สำคัญ   การปรับตัวมาหลายลักษณะขึ้นอยู่กับทุนเดิมของชาวบ้านในพื้นที่นั้นๆ กับโอกาสที่เกิดขึ้น  เช่น การขยายถนนหนทางทำให้เกิดการเกิดขึ้นของพ่อค้าเร่ในภาคอีสาน การขยายตัวของการปลูกยางพันธ์ใหม่ได้ทำให้การเกิดขึ้นของตลาดใหม่ๆในภาคใต้   การขยายตัวของธุรกิจการท่องเที่ยวทำให้เกิดการอพยพเข้าสู่ภาคบริการในภาคเหนือ รวมทั้งการเริ่มต้นเป็นแรงงานรับจ้างในภาคเกษตรของชาวบ้านภาคกลาง   เป็นต้น

    นโยบายรัฐที่ทำให้เกิดการเติบโตของหัวเมืองทุกภูมิภาคก็เป็นโอกาสที่สำคัญของผุ้คนที่เคลื่อนย้ายเข้ามาสู่การทำงานเฉพาะด้านต่างๆในเขตเมือง  การขยายตัวของการผลิตภาคไม่เป็นทางการเพิ่มมากขึ้นมาก ไม่ว่าจะเป็นการค้าขายเล็กๆน้อยๆริมทางเท้า  การเป็นผู้รับเหมาช่วงในการผลิตสินค้า หรือเป็นแรงงานในธุรกิจการก่อสร้าง ฯลฯ

    การจัดความสัมพันธ์ลักษณะใหม่กับตลาดในภาคเกษตรกรรม  และการเคลื่อนย้ายเข้ามาสู่การทำงานระดับต่างในเขตเมืองที่เติบโตมากขึ้นจากนโยบายรัฐมีผลอย่างสำคัญในการเปลี่ยนแปลงความหมายของตัวตน “ ชาวบ้าน”  เพราะพี่น้องชาวบ้านทั้งหมดได้กลายมาเป็นผู้ขายทักษะ/ความสามารถส่วนตัวในการดำรงชีวิต  ทักษะและความสามารถส่วนตัวนั้นไม่ได้มาจากการศึกษาในระบบอย่างเช่นชนชั้นกลางสองรุ่นที่ผ่านมา  แต่เป็นการสร้างและสั่งสมกันมาในช่วงสอง/สามทศวรรษหลัง 2520 เช่น พี่น้องร้อยเอ็ดที่ขับแท็กซี่อยู่ในปัจจุบันล้วนแล้วแต่ย้อนไปได้ถึงญาติพี่น้องที่เคยขับ “ บลูเบิร์ด” ในสมัย 2520

    กล่าวได้ว่า การขยายตัวของชาวบ้านที่ปรับตัวมาสู่การขายทักษะ/ความสามารถส่วนตัวนี้เป็นลักษณะร่วมกันของความเป็นชนชั้นกลาง หากแต่ทักษะ/ความสามารถส่วนตัวนี้แตกต่างไปจากชนชั้นกลางเดิมในก่อนหน้านี้ 

    ที่สำคัญที่สุดของกระบวนการการขยายตัวของคนกลุ่มนี้  ได้แก่ เป็นการขยายตัวรุ่นสุดท้ายของชนชั้นกลางในสังคมไทยเพราะทุกคนในภาคชนบทล้วนแล้วแต่เข้ามาสู่การเป็น “ชนชั้นกลาง” ดัวกล่าวจนหมดสิ้นแล้ว แม้พี่น้องปาเกอะญอในพื้นที่ห่างไกลก็ไม่ได้อยู่แบบเดิมอีกต่อไปแล้ว ลูกหลานของพี่น้องเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เข้าสู่ระบบการศึกษาแบบทางการจนหมดสิ้น

    นี่คือระลอกสุดท้ายของชนชั้นกลางในสังคมไทย  ไม่มีชาวนาและสังคมชาวนาแบบเดิมเหลืออีกแล้ว  ต่อจากนี้ไป สังคมไทยก็จะต้องจัดความสัมพันธ์ในสังคมชนชั้นกลางกันใหม่เพื่อจะข้ามพ้นวิกฤติด้านต่างๆที่รุมเร้าอยู่

    การเปลี่ยนบทบาทและการขยายตัวของรัฐจากทศวรรษที่ 2520 เป็นต้นมาได้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างไพศาลและลึกซึ้ง  ที่สำคัญได้แก่  การขยายตัวเข้าไปในชนบททั้งทางด้านควบคุมและบริการ ซึ่งได้ทำให้ “ชาวบ้าน” เริ่มเกิดสำนึกของความเป็น “ พลเมือง “  เพราะได้รับผลประโยชนจากรัฐมากกว่าที่เคยได้รับมาและเป็นการได้รับผลประโยชน์จากรัฐในฐานะที่ตนเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคมการเมืองไทย

    พร้อมกันไปกับการขยายตัวของรัฐ  การขยายตัวของการผลิตเชิงพาณิชย์และการผลิตภาคบริการโดยเฉพาะการท่องเที่ยวได้เป็นแรงผลักดันให้ผู้คนในชนบทเปลี่ยนแปลงชีวิตของตนเองด้วยการเข้าสู่การประกอบอาชีพเกษตรกรรมเพื่อการขายเต็มตัวและการเข้าสู่การทำงานด้วยความสามารถส่วนตัวแม้ว่าจะเป็นความสามารถในระดับที่ไม่สูงมากนัก

    ทางกระบวนการการขยายตัวของรัฐและการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ทำให้เกิดนการขยายตัวรุ่นของชนชั้นกลางรุ่นสุดท้ายขึ้นในสังคมไทยเพราะทุกคนในภาคชนบทล้วนแล้วแต่เข้ามาสู่การเป็น “ชนชั้นกลาง” ดัวกล่าวจนหมดสิ้นแล้ว ตัวอย่างของพี่น้องปาเกอะญอในพื้นที่ห่างไกลก็ไม่ได้อยู่แบบเดิมอีกต่อไปแล้ว ลูกหลานของพี่น้องเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เข้าสู่ระบบการศึกษาแบบทางการและเข้าสู่การทำงานเฉพาะด้านจนหมดสิ้น 

    กล่าวได้ว่าสังคมไทยทั้งหมดกลายเป็นสังคมของ “ชนชั้นกลาง” แล้ว   แต่ก็ยังอยู่ในช่วงเวลาของการก่อรูปสังคม  ดังนั้นจึงยังไม่ใช่สังคมชนชั้นกลางในความหมายที่มีความใกล้เคียงกันทางรายได้และเสมอภาคกันทางด้านการเมืองวัฒนธรรม   ทางด้านรายได้  ก่อนการรัฐประหารมีงานวิจัยของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่พบว่าสัดส่วนคนยากจนในสังคมไทยลดลง  แต่มีคนที่ “ เกือบจน”  อีกประมาณเจ็ดล้านคน

    กลุ่มคน “ เกือบจน”  เหล่านี้เป็นผู้ที่หลุดออกมาจากการทำงานภาคเกษตรมาสู่การทำงานภาคไม่เป็นทางการ ความสม่ำเสมอของรายได้ไม่คงที่   แม้ว่าคนเหล่านี้จำนวนมากยังคงพำนักอาศัยในพื้นที่ชนบท  แต่ชิวิตจริงสัมพันธ์อยู่กับระบบเศรษฐกิจใหญ่ของสังคม

    ดังนั้น แม้ว่าสังคมไทยเริ่มเข้าสู่สังคมมชนชั้นกลางแต่ก็ยังไม่ได้อยู่ในรูปของสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนแนวตั้งหรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่ารูปแบบเพชร  หากแต่ยังคงเป็นรูปแบบของสามเหลี่ยนฐานกว้างอยู่ แต่ก็ถือได้ว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดในช่วงหลังทศวรรษหลังนี้

    ปัญหาที่สำคัญที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงมาสู่สังคมชนชั้นกลางที่มีหลายระดับของความเป็นชนชั้น ก็คือ ความปรารถนาของแต่ละกลุ่มหรือแต่ละชั้นในชนชั้นกลาง (ด้วยกัน) ในการที่จะจัดความสัมพันธ์กับรัฐนั้นแตกต่างกันไป  ซึ่งได้ทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองมายาวนานกว่าสิบปี

    กลุ่มคนที่ทำงานให้ทักษิณ ชินวัตรจำนวนหนึ่งมองเห็นแรงปรารถนาที่ในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของพี่น้องคนในชนบทที่เกิดขึ้น  จึงได้สร้างนโยบายที่เอื้ออำนวยให้แก่การปรับเปลี่ยนตัวเองของพี่น้องชนบท   แต่ไม่สามารถที่จะอธิบายหรือทำความเข้าใจในนโยบายเช่นนี้ให้แก่ชนชั้นกลางกลุ่มก่อนหน้านี้ได้  ทั้งๆที่หากชนชั้นกลางรุ่นสุดท้ายนี้เข้มแข็งขึ้นทางเศรษฐกิจก็จะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมและต่อชนชั้นกลางเก่าด้วย

    นอกจากไม่มีความสามารถในการอธิบายความเปลี่ยนแปลงนี้ให้กระจ่างแก่สังคมแล้ว  ทักษิณ ชินวัตร กลับพยายามหาฐานเสียงโดยไม่คำนึงถึงความแตกแยกของผู้คน   ดังที่เห็นถึงความพยายามจะเป็น “ ฮีโร่” ของคนจนอย่างเดียว  และไม่ได้แสดงถึงวิสัยทัศน์ในการทำให้เกิดการเคลื่อนของทั้งสังคม  จึงยิ่งทำให้เกิดความแตกต่างภายในชนชั้นของชนชั้นกลางจึงไม่ใช่เพียงแค่ความแตกต่างในระดับฐานะ หากนำไปสู่ความแตกต่างทางความคิดด้วย   การพูด(คนเดียว)รายสัปดาห์ของทักษิณในช่วงหลังๆแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเขาไม่มีวิสัยทัศน์ต่อการทำพาสังคมเคลื่อนไปข้างหน้า นอกจากการหาฐานเสียงเท่านั้น

    น่าเสียดายที่  ความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจของสังคมไทยกำลังจะเปิดโอกาสให้แก่การปรับตัวแก่ผู้คนจำนวนมากที่จะได้เข้ามาสู่การร่วมกันสร้างสังคมชนชั้นกลางใหม่  แต่การสร้างเงื่อนไขทางการเมืองที่จะครองอำนาจของนักการเมืองกลับทำให้โอกาสที่คาราคาซังอยู่   และยังไม่เดินไปข้างหน้าได้

    รัฐบาลทหารที่ครองอำนาจมาเกือบปีก็มองไม่เห็นประเด็นปัญหานี้  การสร้างนโยบายจำนวนไม่น้อยกลับเป็นการซ้ำเติมพี่น้องในชนบทเพราะคิดได้แบบชนชั้นกลางรุ่นเก่า  เช่น นโยบายที่ดิน/ที่ป่า ซึ่งทำให้เกิดความเดือดร้อยของพี่น้องมากมาย  รัฐบาลมองไม่เห็นว่าภายใต้เงื่อนไขที่ทรุดต่ำลง  การใช้งบประมาณที่จะทำไปสู่การจ้างงานหรือผลิตงานนั้นจะมุ่งไปสู่คนกลุ่มใด 

    ที่สำคัญ  รัฐบาลทหารมองไม่เห็นแนวทางการสร้างความเข้าใจร่วมกันของชนชั้นกลางทั้งหมดว่าสังคมไทยกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนเข้าสู่สังคมชนชั้นกลาง  ซึ่งต้องการพลังรวมกันในการผลักดันสังคมทั้งหมด   พวกเขามองเห็นแต่การกลับไปสู่ “ ความเป็นไทย /ความสามัคคี” แบบเดิมๆ  ซึ่งไม่ได้ผลทางจิตใจแต่ประการใด

    แม้ว่าจะไม่รู้ว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะมาถึงเมื่อไร  แต่ก็หวังไว้ว่าน่าจะมีพรรคการเมือง “ใหม่”ที่เข้าใจปัญหาความขัดแย้งระหว่างชนชั้นกลางด้วยกันได้รับเลือกตั้งเข้ามาบ้าง  เพื่อที่จะทำให้เกิดพลังร่วมกันในการผลักดันสังคมไทย  ที่เน้นว่าพรรคการเมือง “ ใหม่” ก็เพราะว่าพรรคใหญ่ทั้งสองพรรค อันได้แก่ ประชาธิปัตย์ และเพื่อไทย  ไม่มีทางที่จะเป็นทางเลือกให้แก่อนาคตสังคมชนชั้นกลางได้  ทั้งสองพรรคจมอยู่กับความสำเร็จในอดีตของตนจนมองไม่เห็นปัจจุบันและอนาคต  มิพักต้องพูดถึงพรรคทหาร

    การจัดความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างรัฐกับสังคมชนชั้นกลางจึงจะเป็นประเด็นสำคัญที่จะชี้ว่าเราจะไปรอดหรือจะเป็นคนป่วยไข้ที่น่าอนาถในสายตาของสังคมโลกต่อไป
                                                                  

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    กิจกรรมนอกรั้วมหา'ลัยจากแดนใต้ เมื่อคนหนุ่มสาวจากสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง (ม.อ.ตรัง) โบกรถออกทำกิจกรรมศึกษาประวัติศาสตร์ สภาพปัญหาชุมชน รวมถึงทำกิจกรรมใช้แรงงานและระดมทุนเพื่อสร้างโอกาสการศึกษาให้กับเยาวชนชนบทในพื้นที่กันดารร่วมกับชาวชุมชน

    รถกระบะ 4-5 คันค่อยๆ ลำเลียงนักศึกษาชาย หญิงประมาณ 50 ชีวิต จากทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 (เพชรเกษม) บริเวณหน้าองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ละมอ อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง เลี้ยวซ้ายเข้าซอยแรกข้างๆ อบต. แล้วเดินทางลัดเลาะตามถนนลาดยาง คอนกรีต และเส้นทางดินลูกรัง ลึกไปประมาณ 12 กิโลเมตร และที่สุดมาถึง ‘เหมก’ ในเวลาประมาณ 18.30 น. ท่ามกลางสายฝนแรกของฤดูร้อนที่โปรยปรายลงมา

    นักศึกษาม.อ.ตรัง โบกรถไปออกค่าย

    นับตั้งแต่บ่ายโมง ถึง 4 โมงเย็น ของวันที่ 3 เมษายน 2558 นักศึกษาชาย หญิง ต่างทยอยโบกรถเดินทางจากหน้ามหาวิทยาลัยไปยังหน้า อบต.ละมอ อันเป็นจุดที่นัดรวมตัวกันครั้งสุดท้าย ก่อนมุ่งเข้าสู่ ‘เหมก’ หมู่บ้านที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ทเลย ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของค่ายกิจกรรมอาสาสร้างของกลุ่มนักศึกษา Sholar Of People แห่งมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง (ม.อ.ตรัง)

    ในทันทีที่พวกเขาและเธอมาถึง กลุ่มนักศึกษา Sholar Of People ม.อ.ตรัง และทีมรุ่นพี่ที่ปรึกษา อย่าง กลุ่มแตกหน่อประชาธิปไตยประชาชน ก็เรียกขึ้นไปรวมตัวกันบนศาลาไม้ที่หลังคายังมุงไม่เสร็จดี ซึ่งติดป้ายริมบันไดว่า ‘ศูนย์ศึกษาภาษานานาชาติ ม.9 ต.ละมอ อ.นาโยง จ.ตรัง’ หากมองไปข้างๆศาลา ก็เห็น ห้องน้ำ3-4 ห้องที่ชาวบ้านรีบโหมทำให้เสร็จก่อนนักศึกษามาออกค่ายครั้งนี้ไม่ถึง 1 วัน

    บนศาลาเริ่มด้วยการให้ชาวบ้าน ‘เหมก’ อย่าง นายอานนท์ ศรีเพ็ญ ซึ่งเป็นทั้งผู้ประสานงานศูนย์ศึกษาภาษานานาชาติฯ และผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรชุมชนรักเทือกเขาบรรทัด เท้าประวัติความเป็นมาของ ‘เหมก’  เล่าถึงสภาพปัญหาของคนเหมก คนละมอ หนทางแก้ปัญหาและสิ่งที่ทำอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงแนวทาง แนวความคิดในอนาคตด้วย

    ‘เหมก’ คำเหยียดคนบ้านนอกของ ‘ตรัง’

    อานนท์ เริ่มต้นด้วยการอธิบายคำว่า ‘เหมก’ ว่า ‘เหมก’ เป็นคำเรียกเชิงดูถูกคนบ้านป่า คนบ้านนอกของคนในจังหวัดตรัง ความหมายของ ‘เหมก’ หนักกว่าและเลวร้ายกว่าคำว่า ‘หมง’ ที่เป็นคำเรียกเชิงดูถูกคนบ้านป่า คนบ้านนอกของคนภาคใต้เช่นเดียวกัน อานนท์ ยกตัวอย่างรูปธรรมที่ชัดเจน คือ การเรียกของคนตรัง และสร้างภาพลักษณ์ เหยียดการแต่งตัวเชยๆ ไม่ทันยุคทันสมัยว่า “แต่งตัวเหมือนพวกเหมก” จนทำให้คนเหมกเองไม่กล้าเปิดเผยตัวว่าอยู่เหมก


    ชุมชนมุสลิมโบราณ250-300 ปี เส้นทางสัญจร 2 ฝั่งทะเล

    อานนท์ เท้าความว่า ‘เหมก’ มีชื่อเรียกอีก 2 ชื่อ คือ บ้านสำนักหินปัก ส่วนอีกชื่อหนึ่งในทางราชการ คือ บ้านกลาง หมู่ที่ 9 ตำบลละมอ อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง ประวัติความเป็นมาคนเฒ่าคนแก่เล่าว่า ‘เหมก’ เส้นทางการสัญจรไปมาระหว่างทะเล 2 ฝั่งทั้งอ่าวไทยและอันดามัน ของผู้คนในสมัยก่อนที่ต้องข้ามเทือกเขาบรรทัดบริเวณนี้ ข้ามจากฝั่งพัทลุง มายังตรังใช้ระยะเวลา 2 ชั่วโมง และด้วยเหตุผลของการเป็นเส้นทางสัญจรโบราณนี่เองจึงได้ก่อเกิดเหมก หรือสำนักหินปักขึ้นเมื่อ 250-300 ปีที่แล้ว

    อานนท์ สันนิษฐานที่มาของชื่อสำนักหินปัก ว่า มาจากหลุมฝังศพ (กุโบร์) ที่มีหินปักข้างบน รวมถึงชื่อเรียกลำธาร ลำห้วย ชื่อคุ้มบ้าน ชื่อต้นไม้โบราณในหมู่บ้านที่ถูกเรียกด้วยศัพท์ภาษา หรือชื่อของมุสลิม เหมก หรือสำนักหินปักน่าจะเป็นหมู่บ้านมุสลิมโบราณ ส่วนที่มาของคำว่าเหมกนั้นน่าจะมาจากคำว่า ‘เมฆ’ อันหมายถึงที่สูง ไกลสุดล้าฟ้าเขียวจากเมือง


    ฐานที่มั่นพคท.หลอมนักรบป่าเป็นแกนชาวบ้าน

    “หลังปี 2517 เหมก ถือเป็นฐานสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ชาวบ้านที่นี่เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ เข้าร่วม ส่งลูกหลานเข้าร่วม คอยให้ความช่วยเหลือ เป็นแนวร่วม พคท. เป็นฐานที่มั่นต้นๆ ของ พคท.บนเทือกเขาบรรทัดทีเดียว” อานนท์ ผู้ซึ่งเป็นอดีตทหารปลดแอก เล่า

    อานนท์ สะท้อนสิ่งที่ตัวเขาและคนที่นี่ได้เรียนรู้ปัญหาสังคมจากพคท. ว่า หลังป่าแตกชาวบ้านที่เป็นมวลชนของ พคท.ก็กลับมาตั้งใจทำมาหากิน เป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย และพอมีหลักคิดที่เข้าใจการเมืองอยู่ระดับหนึ่งร่วมกันพัฒนาหมู่บ้าน ตำบล ดังนั้นแกนนำชาวบ้านหลักๆ ในปัจจุบัน คือคนที่ออกมาจากป่า ทั้งผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำองค์กรชาวบ้าน


    ปัญหาที่ดินรุงรัง ม็อบบนท้องถนน-สู้ช่องกฎหมาย

    ร้อยละ 70 ของคนตำบลละมอมีปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ อุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า ทับที่ถึง 5 หมู่บ้าน ประกอบด้วย บ้านละมอ บ้านคลองลำปริง บ้านทุ่งส้มป่อย บ้านวังหยี และบ้านกลาง อันหมายถึง ‘เหมก’ หรือบ้านสำนักหินปัก ที่มีปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน และอยู่อาศัยด้วย

    ที่สาธารณะประกาศทับที่ถึง 4 หมู่บ้าน ประกอบด้วย บ้านควนหนองเจาะ บ้านหนองยวน บ้านต้นเหรียง และบ้านหาญเพ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าคลองลำชานทับที่ถึง 7 หมู่บ้าน ประกอบด้วย บ้านละมอ บ้านควนเจาะ บ้านหนองยวน บ้านต้นเหรียง บ้านหาญเพ บ้านวังหยี และบ้านนาหาร

    อานนท์ ย้อนอธิบายถึงต้นเหตุปัญหาเรื่องที่ดินของคนละมอ ว่า เกิดจากเมื่อปี 2525 รัฐประกาศเขตอุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า ทับที่อยู่อาศัยที่ทำกินของชาวบ้านทั้งในเขตจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง และตรัง โดยไม่ได้ลงสำรวจจริง ต่อมากลับกลายเป็นว่าชาวบ้าน คือจำเลยไปบุกรุกสร้างที่อยู่อาศัยที่ทำกินในเขตอุทยานฯ พอชาวบ้านโค่นยางพาราที่หมดสภาพเพื่อปลูกใหม่ก็ถูกข้อหาบุกรุก ถูกตรวจยึด ตัดฟันอาสิน มีปัญหาในการประกอบอาชีพโดนทั้งคดีอาญา ทั้งคดีแพ่ง

    อานนท์  เล่าถึงกระบวนการต่อสู้เรื่องปัญหาที่ดินของคนละมอ คนเหมก ว่า เริ่มมาตั้งแต่ปี 2533 มีแกนนำชาวบ้านรวมกลุ่มกับผู้นำหมู่บ้านปรึกษากัน ต่อมาปี 2543 ซึ่งเป็นก้าวที่ 2 ที่สำคัญได้รวมตัวกับชาวบ้านจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง และตรัง จำนวน 13 องค์กร ร่วมก่อตั้งเครือข่ายองค์กรชุมชนรักเทือกเขาบรรทัดขึ้น ร่วมต่อสู้ในระดับประเทศกับ ‘สมัชชาคนจน’

    “ต่อมาปี 2553 เครือข่ายองค์กรชุมชนรักเทือกเขาบรรทัด ได้เล็งเห็นช่องทางพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551 ในการแก้ไขปัญหาที่ดิน และมีมติว่าให้สมาชิกเครือข่ายฯ ในแต่ละตำบลศึกษาเรียนรู้ ตำบลไหนพร้อมก็ร่วมก่อตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลในตำบลของตัวเองได้เลย โดยสภาองค์กรชุมชนตำบลละมอถูกก่อตั้งเมื่อปี 2555 และถือว่าสามารถแก้ไขปัญหาที่ดินร่วมกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานของรัฐไปได้ระดับหนึ่ง” อานนท์ ให้ภาพเส้นทางการต่อสู้

    ฝันศูนย์ศึกษาภาษานานาชาติ สร้างโอกาสเด็กชนบท

    ศูนย์ศึกษาภาษานานาชาติตำบลละมอ ซึ่งตั้งอยู่ที่ ‘เหมก’ หรือสำนักหินปัก เป็นแนวคิดเบื้องต้นของอานนท์ เสนอผ่านสภาองค์กรชุมชนตำบลละมอ และเครือข่ายองค์กรชุมชนรักเทือกเขาบรรทัด ปัจจัยผลักคือความเป็นคนเหมก ที่เป็นหมู่บ้านทุรกันดารในหุบเขาห่างไกลความเจริญ

    อานนท์ บอกถึงความคับแค้นว่า ในรอบ 50-60 ปีที่ผ่านมา คนเหมก หรือคนสำนักหินปัก ไม่สามารถอ่านออกเขียนได้ ส่วนหนึ่งเพราะไม่มีโรงเรียน จึงขาดโอกาสในการเล่าเรียน ต่อมาเมื่อกาลเวลาผ่านไปคนในหมู่บ้านได้มีโอกาสออกไปเล่าเรียนข้างนอก มีโอกาสเรียนจบสูงๆ และมีหน้าทีการงานดีๆ แต่ก็ยังถือว่าเป็นส่วนน้อยของคนเหมกอยู่

    “ผมมองว่าคนเหมกไม่ได้โง่ แต่คนเหมกขาดโอกาส เข้าไม่ถึงโอกาสต่างหาก ปัจจุบันนี้เด็กจบป.6 แล้วก็เลิกเรียนเพราะความห่างไกลจากโรงเรียน และฐานะทางบ้านที่อัตคัด เด็กที่นี่น่าจะมีโอกาสมากกว่านี้”

    อานนท์ สะท้อนความรู้สึกลึกๆ  และคิดว่า ปีนี้ 2558 เปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซี่ยนขณะเดียวกัน ประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศหนึ่งที่ด้อยเรื่องภาษามาก อานนท์อยากพัฒนาเด็กในหมู่บ้าน และเด็กในตำบลได้เรียนภาษา

    “จากประสบการณ์ที่ทำงานในขบวนการชาวบ้าน งานเพื่อสังคม ได้พบได้เห็นแนวคิดเบื้องต้นหลายๆ แนวคิด แนวคิดหนึ่งที่ได้เห็น คือ โรงเรียนร้อยหวันพันป่า ที่บ้านควรไม้บ้อง ตำบลวังอ่าง อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราชภายใต้การดูแลและแนวความคิดของนายสุรศักดิ์ เย็นทั่ว สมาคมอาสาสมัครนานาชาติเพื่อการพัฒนาสังคม (ดาหลา) จึงมีอยากให้มีที่เหมกบ้าง”  อานนท์ บอกถึงที่มาของแนวคิดอยากเปิดศูนย์ศึกษาภาษานานาชาติ

    เมื่อได้รู้จักและสัมพันธ์กับสมาคมอาสาสมัครนานาชาติเพื่อการพัฒนาสังคม (ดาหลา) อานนท์จึงได้เล็งเห็นช่องทางที่จะขออาสาสมัครชาวต่างชาติเข้ามาสอนเด็กๆ ในศูนย์ศึกษาภาษานานาชาติ ‘เหมก’ หรือสำนักหินปัก จึงได้ชักชวนชาวบ้าน ผู้นำในหมู่บ้าน ผู้นำในตำบล รวมถึงสภาองค์กรชุมชนตำบลละมอ และเครือข่ายองค์กรชุมชนรักเทือกเขาบรรทัดไปดูงานที่จังหวัดนครศรีธรรมราช มีการพูดคุยสร้างความเข้าใจ สร้างความมั่นใจในการก่อสร้าง และพัฒนาศูนย์ศึกษาภาษานานาชาติ ‘เหมก’ หรือสำนักหินปักร่วมกัน

    อานนท์ ตั้งใจว่า จะเปิดศูนย์ศึกษาภาษานานาชาติ ‘เหมก’ หรือสำนักหินปักอย่างเป็นทางการประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2558 นี้ จึงพยายามเร่งระดมทุน เร่งระดมแรงจากภาคส่วนต่างๆ ในการพัฒนาศูนย์ฯ ซึ่งนักศึกษาจาก ม.อ.ตรัง ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์แห่งนี้ เพราะที่ผ่านมาเคยมาจัดค่ายอาสาช่วยขุดดินปรับสภาพพื้นที่ครั้งหนึ่งแล้วเมื่อเดือนมกราคม 2558 ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2

    อานนท์ ตั้งใจว่า อยากจะปรับสภาพพื้นที่และก่อสร้างเป็นอาคารโรงอาหาร 1 หลัง อาคารบ้านพัก 4 หลัง ห้องน้ำ 3 หลัง อาคารที่ทำเป็นห้องสมุดและจัดนิทรรศการ 1 หลัง อาคารกองอำนวยการอีก 1 หลัง รวมถึงสร้างฝายแม้วและทำประปาภูเขาด้วย

    ทว่าศูนย์ศึกษาภาษานานาชาติ ‘เหมก’ หรือสำนักหินปัก ยังขาดแคลนงบประมาณและทุนทรัพย์อยู่มาก ที่ผ่านมาได้ยืมเงินของเครือข่ายองค์กรชุมชนรักเทือกเขาบรรทัด 5 หมื่นบาทเพื่อก่อสร้างและพัฒนาศูนย์ฯ ต่อมาได้รับงบประมาณหนุนเสริมจากโครงการวิจัยชุมชนของนักศึกษามหาวิทยาลัยทักษิณจำนวน 9 พันบาท รวมถึงการเปิดรับบริจาคจากชาวบ้านในชุมชน

    “คาดว่าในอีกไม่นานคงต้องหางบประมาณ หาเงินทุนในการพัฒนาศูนย์ฯ ต่ออีกเยอะ ผมคิดไว้คร่าวๆ แล้วว่าอาจมีการจัดกิจกรรมเลี้ยงน้ำชาเพื่อระดมทุน” อานนท์ บอกถึงสภาพจำกัด ความต้องการ และแนวทางในการหางบประมาณมาพัฒนาศูนย์ ฯ


    ฟัง ‘บทบาทของนักศึกษาในสังคมไทย’

    ค่ำคืนวันที่ 3 เมษายน 2558 เกือบล่วงเข้าสู่ 19.15 น.ซึ่งเป็นช่วงปลายๆ เวลาละหมาดมัฆริบของนักศึกษามุสลิม กลุ่มนักศึกษา Sholar Of People ม.อ.ตรัง และทีมรุ่นพี่ที่ปรึกษา อย่าง กลุ่มแตกหน่อประชาธิปไตยประชาชน จึงรีบปล่อยนักศึกษามุสลิมเพื่อทำภารกิจละหมาดมัฆริบ-อีชา รวมถึงการอาบน้ำชำระร่างกายของนักศึกษาพุทธ-มุสลิม แล้วกินข้าวปลา อาหารร่วมกันภายใต้เต็นท์ที่จัดไว้เฉพาะ และเรียกนักศึกษาชาย หญิงมารวมตัวกันอีกครั้งบนตัวศาลาไม้ในเวลา 21.10 น.

    จากนั้นก็เริ่มด้วยกิจกรรมละลายพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ จากนายศราวุธ จิตแหง และนายรัฐประชา พุฒนวล สลับการกีตาร์ร้องเพลงค่ายของ ‘ตู่ ลมเถื่อน’ ซึ่งทั้ง 3 มาจากกลุ่มแตกหน่อประชาธิปไตยประชาชน ก่อนเข้าสู่การบรรยายในหัวข้อ ‘บทบาทของนักศึกษาในสังคมไทย’ โดยนายสุชานนท์ สินธิทันยา ซึ่งอยู่ในกลุ่มแตกหน่อประชาธิปไตยประชาชน เช่นกัน

    สุชานนท์  เริ่มบรรยายด้วยการเชื่อมโยงถึงการเกิดของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึงเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของสยาม ที่ถือกำเนิดจากโรงเรียนสำหรับฝึกหัดวิชาข้าราชการฝ่ายพลเรือน โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งขึ้น ณ ตึกยาวข้างประตูพิมานชัยศรีในพระบรมมหาราชวัง เมื่อ 2452

    สุชานนท์  บรรยายตามด้วยการเกิดของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง ภายใต้การริเริ่มของ ศ.ดร.ปรีดี พนมยงค์  ผู้นำคณะราษฎรสายพลเรือนหลังการปฏิวัติสยาม 2475 เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบประชาธิปไตย โดยการตราพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง 2476 ขึ้นเมื่อ17 มีนาคม และมีผลบังคับใช้เมื่อ 20 มีนาคม ในปีเดียวกัน

    “คณะราษฎร เกิดจากกลุ่มนักศึกษาที่ไปเรียนยังต่างประเทศในทวีปยุโรป ที่เห็นปัญหาของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จึงทำการเปลี่ยนแปลงปกครองมาสู่ระบอบประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475” สุชานนท์ ย้ำให้เห็นว่าปฏิวัติสยาม 2475 ก็เกิดจากพลังนักศึกษา

    แล้วสุชานนท์ ก็ข้ามไปยังการประท้วงของนักศึกษาต่อการเลือกตั้งสกปรกของรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงครามในปี 2500 จนนำไปสู่การรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2500 และทำให้ขบวนการนักศึกษาซบเซาตั้งแต่ 2501-2506 แล้วขบวนการนักศึกษาก็เริ่มก่อรูปขึ้นมาใหม่อีกครั้งในปี 2508 ได้จับกลุ่มทำกิจกรรมออกค่ายอาสาตามพื้นที่ชนบท กระทั่งปี 2516 ขบวนการนักศึกษาเติบโตและเบ่งบานเต็มที่ นำไปสู่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่นักศึกษามากกว่า 5 แสนคน เรียกร้องรัฐธรรมนูญจากรัฐบาลของจอมพลถนอม กิตติขจร

    “ทว่าความเติบโตและเบ่งบานเต็มที่ของขบวนการนักศึกษาทำให้เกิดกลุ่มที่ต่อต้านขบวนการนักศึกษาด้วยวิธีการโจมตีให้ร้ายว่านักศึกษาเป็นพวกเป็นพวกหัวรุนแรง เป็นคอมมิวนิสต์ จนนำไปสู่การปราบปรามเข่นฆ่านักศึกษาครั้งใหญ่ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ทั้งที่นักศึกษาประท้วงการกลับประเทศของจอมพลถนอม ซึ่งถูกบีบให้ออกไปอยู่นอกประเทศตั้งแต่ 14 ตุลาคม 2516” สุชานนท์ สาธยายยุคเฟื่องฟูของขบวนการนักศึกษา ก่อนนำมาสู่การปราบปราม

    สุชานนท์ อธิบายต่อว่า หลังการปราบปรามเข่นฆ่านักศึกษาเมื่อ 6 ตุลาคม 2519 นักศึกษาก็หนีตายเข้าป่าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) หลังป่าแตก หรือการล่มสลายของพคท.หลังปี 2522-2525 นักศึกษาที่เคยเข้าป่าเหล่านั้นก็หลั่งไหลเข้าสู่งานองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ)

    “เหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ที่นักศึกษา ประชาชน เอ็นจีโอเคลื่อนไหวประท้วงรัฐบาลพลเอกสุจินดา คราประยูร ซึ่งสืบทอดอำนาจของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ที่รัฐประหารรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2534 จนวันที่ 20 พฤษภาคม 2535 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งให้ผู้นำทั้ง 2 ฝ่าย คือพลเอกสุจินดา และพลตรีจำลอง ศรีเมือง  โดยผู้ที่นำเข้าเฝ้าคือพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ต่อมาพลเอกสุจินดา ก็ลาออกจากตำแหน่ง ตามด้วยมีการทูลเกล้าฯ เพื่อโปรดเกล้าฯ ให้นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกฯ รักษาการ  และมีการเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศเมื่อ 13 กันยายน 2535 พรรคประชาธิปัตย์ได้รับคะแนนเสียงลำดับหนึ่ง และนายกฯ คนที่ 20  คือนายชวน หลีกภัย” สุชานนท์ บรรยายถึงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 และบริบทต่อเนื่อง

    ทว่าขณะที่สุชานนท์ บรรยายเกี่ยวกับ ‘บทบาทของนักศึกษาในสังคมไทย’ ถึง ณ ตอนนี้เวลาก็ปาเข้าไป 23.00 น. ทั้งนักศึกษา ทั้งรุ่นพี่ที่ปรึกษาก็ล้าและง่วงนอนมากแล้ว จึงตัดสินใจหยุดการบรรยายลง แล้วปล่อยให้ทุกคนแยกย้ายกันไปนอนพักผ่อน โดยผู้หญิงนอนบนศาลา ขณะที่ผู้ชายผูกเปล และกางเต็นท์นอน ส่วนใครที่อยากสนทนาต่อก็ตามอัธยาศัย ใครอยากล้อมวงกินเหล้าต่อก็แยกย้ายกันไปกินเป็นสัดเป็นส่วน

    ใช้แรงงาน ขุด-ขน-ถมดิน ปรับสภาพพื้นที่

    บรรยากาศยามเช้าวันที่ 4 เมษายน 2558 ของค่ายอาสาหลังเขาเป็นไปด้วยความเรียบง่าย นักศึกษามุสลิมตื่นแต่เช้ามืดเพื่อละหมาดซุบฮิ์ ก่อนปล่อยตัวอ้อยอิ่งเคล้าหมอกยามเช้า ทอดเท้าเดินบนดิน สัมผัสกอหญ้าที่มีน้ำค้างพร่างพรม เพื่อรอเพื่อนๆ ที่ทยอยตื่น แล้วก็ทยอยพากันไปอาบน้ำเย็นๆ ใสๆ ในลำธาร ลำห้วยขนาดเล็กซึ่งคดเคี้ยวผ่านราวป่า เขา ควน ผ่านบ้านชาวบ้าน ผ่านสวนยางพารา ก่อนไหลไปสู่เบื้องล่าง คือ แม่น้ำตรัง บ้างก็อาบน้ำในห้องน้ำที่บ้านของชาวบ้านใกล้ๆ ค่าย

    ใครที่กลับมาแล้วก็แต่งเนื้อแต่งตัว นั่งล้อมวงสนทนาดื่มกาแฟกันไปพลางคุยกันอย่างออกอรรถรส ขณะเดียวกันภายใต้อาณาบริเวณเต็นท์ใหญ่ อาหารเช้า ถูกจัดเตรียมปรุงหุงหาโดยฝ่ายสวัสดิการ มีข้าว มีแกง พืชผัก น้ำท่า ล้างช้อน ถ้วย จานฯลฯ และต่อมาในเวลา 07.45 น. ก็กินอาหารเช้าร่วมกัน

    กิจกรรมของค่ายอาสาเริ่มขึ้นอีกครั้งบนศาลาไม้ในเวลา 08.20 น. ด้วยกระบวนการละลายพฤติกรรมของแต่ละคน สลายกลุ่มเพื่อนสนิทดั้งเดิมที่ผูกติดกันมา โดยผ่านการเล่นเกม ร้องเพลงจนแบ่งกลุ่มได้ 3 กลุ่ม เพื่อแบ่งหน้าที่งานกันทำ โดยกลุ่มหนึ่งรับหน้าที่ขุดดินบริเวณที่จะปรับให้เป็นเวที และลานกิจกรรมของศูนย์เรียนรู้ภาษานานาชาติ อีกกลุ่มหนึ่งรับหน้าที่ขุดดินบริเวณที่จะปรับให้เป็นโรงอาหาร ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งรับหน้าที่ขนดินแล้วใส่ดินลงในกระสอบ แล้วแยกย้ายกันใช้แรงงาน ขุด ขน ถมดินในเวลา 09.30 น.

    สองมือหนุ่มสาว 9-10  คน จับจอบจวกลงไปบนดินสันควนที่แข็งโป๊ก ดินที่สลับกับหิน ด้ามแล้วด้ามเล่าจน 2 มือแดงฉ่ำจนเป็นปุ่มน้ำใสๆ แสบร้อน ด้วยแรงเสียดสีและความที่ไม่เคยทำงานหนัก เหงื่อแตกพลั่กๆ เหงื่ออาบเสื้ออาบฮิญาบเปียกชุ่ม  ขณะที่หนุ่มสาวอีกชุดราว 15 คน ก็พาบุ้งกี๋ ถัง และกระสอบเย็บสอดลำไผ่ 2 ด้านสำหรับขน 2 คน พวกเขาและพวกเธอเที่ยวแล้วเที่ยวเล่านำดินใส่ในกระสอบปุ๋ยที่มีอีกกลุ่มประมาณ 6-7 คน คอยเปิดปากกระสอบใส่ดิน จากนั้นก็มีชาวบ้าน ‘เหมก’ คอยช่วยวางถมทับริมลำธารเพื่อกันเป็นคันสำหรับการทำฝายแม้ว ส่วนหนุ่มสาวอีกชุดซึ่งมีด้วยกันประมาณ 15 คน  แยกออกไปยังขุดสันควนอีกสันหนึ่งริมต้นไผ่หลังศาลาเพื่อปรับสภาพสำหรับสร้างให้เป็นโรงอาหารในอนาคต

    คนไหนที่รับหน้าที่ขุดจนเหนื่อยหอบก็หยุดพัก สลับให้ชุดใหม่อีกชุดมาทำหน้าที่ขุด บางครั้งบางที่กลุ่มซึ่งขนดิน กลุ่มที่คอยเปิดปากกระสอบ หรือแม้แต่ฝ่ายสวัสดิการก็มาช่วยขุด ด้วยอยากลงแรกออกเหงื่อ คนไหนเหนื่อยก็พักดื่มน้ำแดงหวานๆ ที่ฝ่ายสวัสดิการจัดมาให้ ชงดื่มกาแฟซองที่เตรียมไว้ใกล้ๆกับหม้อต้มน้ำร้อน ผู้ชายบางส่วนก็ปลีกตัวสูบบุหรี่ พอพักไปสักชั่วครู่ก็ลุกขี้นจับจอม จับบุ้งกี๋ ถัง และกระสอบเย็บสอดลำไผ่ 2 ด้าน ฮึดลงแรงกันอีกรอบ ก่อนจะพักในเวลา 12.00 น. เพื่อกินข้าวกลางวัน และละหมาดดุฮิ์รี

    บ่ายโมงครึ่ง ก็รวมตัวกันอีกครั้ง จับจอม จับบุ้งกี๋ ถัง และกระสอบเย็บสอดลำไผ่ 2 ด้าน ฮึดด้วยแรงงานหนุ่มสาวขุดจากสันควนสูงกลายเป็นที่ราบต่ำลงเรื่อยๆ เป็นเวที และลานกิจกรรมของศูนย์เรียนรู้ภาษานานาชาติเริ่มเป็นเค้าราง พื้นที่ที่จะสร้างโรงอาหารก็เช่นกัน ขณะที่ริมลำธารก็เต็มไปด้วยกระสอบบรรจุดินถมยาวเหยียด เมื่อหมดกระสอบใส่ดินสำหรับถมริมลำธารแล้วก็นำดินที่ขนไปถมยังที่ลุ่มๆ ให้เสมอกับพื้นดินโดยส่วนใหญ่ ระหว่างนั้นในเวลาบ่าย 3 โมงครึ่ง นักศึกษามุสลิมก็แยกตัวไปละหมาดอัศรี แล้วก็กลับมาช่วยงานต่อจนตกเย็น 17.30 น. ก็เลิก

    ค่ำคืนนั้นมีการจัดกิจกรรมรอบกองไฟ มีการเล่นกีตาร์ร้องเพลงค่าย มีชาวบ้าน ‘เหมก’ นายอานนท์ ศรีเพ็ญ นายสมปอง บุญรอด นายสายัญ คงสมมาเล่าสภาพปัญหาที่ดิน ปัญหาชุมชน แนวทางในการต่อสู้ รวมถึงแนวคิดในการสร้างศูนย์ศึกษาภาษานานาชาติ มีนายสุรศักดิ์ เย็นทั่ว จากสมาคมอาสาสมัครนานาชาติเพื่อการพัฒนาสังคม (ดาหลา) มาอ่านบทกวี และพูดถึงแนวโน้มความเป็นไปได้ศูนย์ศึกษาภาษานานาชาติ ในการเจริญรอยตามโรงเรียนร้อยหวันพันป่า ในระหว่างนั้นนักศึกษามุสลิมก็แยกย้ายกันไปละหมาดมัฆริบ-อีกชากันตามอัธยาศัย

    เวลา 20.30 น. เมื่อกินข้าวร่วมกันเสร็จ แล้วก็มาร่วมกิจกรรมรอบกองไฟกันต่อ มีการเชิญชวนนักศึกษาร่วมแสดงความรู้สึกของการมาค่ายครั้งนี้ โดยส่วนมากสะท้อนว่าการมาค่ายครั้งนี้ก็เพื่อหวังชั่วโมงกิจกรรม 18 ชั่วโมงเพื่อกู้ยืมเงินจากกองทุนกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา (กยศ.) เท่านั้น มหาวิทยาลัยบังคับว่าหากกู้เงิน กยศ.ต้องทำกิจกรรม 18 ชั่วโมงใน หนึ่งเทอม แต่พอมาสัมผัสบรรยากาศค่ายแล้วถึงแม้ว่าจะเหนื่อยมาก แต่ก็สนุก และเปี่ยมไปด้วยมิตรภาพ แปลกใหม่จากค่ายเดิมๆ ที่เคยไปโดยไม่ได้เรียนรู้ปัญหาชาวบ้านจริง เรื่องเกี่ยวกับขบวนการนักศึกษาก็ไม่เคยได้เรียนรู้ และลงท้ายด้วยว่าถ้าหากมีค่ายหน้าจะมาอีก ฯลฯ หลังจากนั้นก็มีการนำมันและข้าวโพดหมกไฟกินกัน และเลิกจนดึกดื่น

    5 เมษายน 2558 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของค่ายท่ามกลางหุบเขาอันเหน็บหนาว นักศึกษามุสลิมตื่นแต่เช้ามืดเพื่อละหมาดซุบฮิ์ ส่วนคนอื่นๆ ที่ทยอยกันตื่นก็ล้อมวงน้ำชา กาแฟสนทนากันเพื่อรอสมทบกับคนที่ตื่นหลัง และคนที่ละหมาดเสร็จ  ส่วนฝ่ายสวัสดิการก็เตรียมอาหารเช้ากันอย่างขะมักเขม้นเพื่อบริการเพื่อนพ้องสมาชิกของค่าย ขณะที่บางกลุ่มทยอยกันไปอาบน้ำลำธาร ลำห้วย ใกล้ๆ ชายอาบน้ำอยู่คุ้งหนึ่ง หญิงก็เล่นตามอยู่คุ้งหนึ่ง หรืออาจจะเป็นห้องน้ำของบ้านชาวบ้านใกล้ๆ ครั้นเมื่อทุกคนอาบน้ำแต่งเนื้อแต่งตัวเสร็จก็มากินอาหารเช้าพร้อมกันในเวลา 08.00 น.

    เดินสายเปิดหมวกออกค่าย บริจาคสบทบทุนสร้างศูนย์

    เวลา 08.30 น. กิจกรรมของค่ายอาสาเริ่มขึ้นอีกครั้งบนศาลาไม้ ด้วยกระบวนการเล่นเกมละลายพฤติกรรม รวมถึงร้องเพลงค่าย ต่อมาก็ปล่อยใช้แรงงานให้ลงมือขุด ขนดินกันอีกครั้งในเวลา 09.30 น.  ก่อนพักเที่ยงในเวลา 12.30 น. อาบน้ำอาบท่า กินอาหารกลางวัน และละหมาดดุฮ์รี กระทั่งนักศึกษาถูกเรียกตัวมารวมตัวกันอีกครั้งบนศาลาไม้ในเวลา 14.10 น. เพื่อให้ทุกคน สะท้อน แสดงความรู้สึกของตัวเองจากการมาค่ายอาสา

    จากนั้นก็มีการถ่ายรูปหมู่รวมกัน และบริจาคเงินที่พวกเขาและพวกเธอได้มาจากการเรี่ยไรเปิดรับบริจาคตามถนนคนเดิน ตลาดเซ็นเตอร์พอยท์ ฯลฯ ในตัวเมืองตรังเพื่อมาทำค่ายอาสา และสบทบทุนสร้างและพัฒนา ‘ศูนย์ศึกษาภาษานานาชาติ ม.9 ต.ละมอ อ.นาโยง จ.ตรัง’ จำนวนหนึ่ง

    และกลับออกมาจาก ‘เหมก’ ในเวลา 15.50 น.

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ลงพื้นที่หมู่บ้านอังแตง เมืองเย ทางตอนใต้ของรัฐมอญ ประเทศพม่า เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยผู้สื่อข่าวประชาไท ได้รับเชิญจากผู้นำชุมชนชาวมอญ และมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ ทั้งนี้ชาวบ้านแสดงความกังวลต่อผลกระทบด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และผลกระทบทางเศรษฐกิจ หากมีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่

     

     

    ชาวบ้านอังแตง เมืองเย รัฐมอญตอนใต้ ชี้ให้ดูแนวเขตพื้นที่ซึ่งคาดหมายว่าจะมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 1,280 เมกะวัตต์ในพื้นที่ชุมชน โดยโรงไฟฟ้าดังกล่าว ตามแผนก่อสร้างมีขนาด 500 เอเคอร์ หรือ 1,250 ไร่

    พื้นที่ส่วนหนึ่งที่วางแผนเป็นที่ตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหิน เป็นหาดเลนและชายทะเลซึ่งเป็นแหล่งจับสัตว์น้ำสำคัญของชุมชนบ้านอังแตง และหมู่บ้านใกล้เคียง

    สวนหมากเป็นแหล่งรายได้สำคัญของชุมชน  เฉพาะสวนหมาก 5,000 ไร่ของหมู่บ้าน สร้างมูลค่ากว่า 42 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ชาวบ้านแสดงความกังวลว่าผลผลิตทางการเกษตร และการทำประมง จะได้รับผลกระทบหากมีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินตั้งอยู่ใกล้ชุมชน

    หลังคาของบ้านหลังหนึ่งในหมู่บ้านอังแตง เมืองเย รัฐมอญตอนใต้ ชาวบ้านดัดแปลงหลังคาให้เป็นลานตากผลหมาก ก่อนส่งจำหน่ายผลหมากทั่วพม่า

    ทั้งนี้ บริษัทโตโย-ไทย คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือปัจจุบันในชื่อ บริษัท ทีทีซีแอล จำกัด (มหาชน) เป็นผู้เตรียมก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินดังกล่าว โดยเริ่มการหารือสาธารณะในพื้นที่ตั้งแต่เดือนเมษายน ปี 2557 และเพิ่งลงนามในสัญญาการลงทุนใหม่กับรัฐบาลกลางของพม่า โดยโรงไฟฟ้าถ่านหินดังกล่าว มีกำลังผลิตไฟฟ้า 1,280 เมกะวัตต์ มูลค่าโครงการ 2.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 9.1 หมื่นล้านบาท พื้นที่โครงการ 500 เอเคอร์ หรือ 1,250 ไร่ จะเริ่มก่อสร้างในปี 2559

    ด้านพระนันตา เจ้าอาวาสวัดบ้านอังแตง กล่าวว่าในการประชุมหารือสาธารณะ ซึ่งจัดโดยบริษัทโตโย-ไทย ดำเนินการเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว ชาวบ้านร้อยละ 95 ลงมติว่าไม่ต้องการโรงไฟฟ้าถ่านหิน

    ขณะที่ในรอบปีที่ผ่านมา มีผู้กว้านซื้อที่ดินจากชาวบ้านได้ 3 ราย รวมเนื้อที่ 100 เอเคอร์ ขณะที่ชาวบ้านที่เหลือยังไม่ยอมขายที่ดินเพิ่มเติม

    ในการสำรวจชุมชน ชาวบ้านอังแตงได้พาชมสวนหมาก สวนยางพารา สวนผลไม้ และนาข้าว ในพื้นที่ โดยชาวบ้านระบุว่าสวนหมากถือเป็นแหล่งรายได้สำคัญของชุมชน เฉพาะสวนหมาก 5,000 ไร่ของหมู่บ้าน สร้างมูลค่ากว่า 42 ล้านบาทต่อปี

    นอกจากการทำประมงชายฝั่ง พื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้าส่วนหนึ่งเป็นหาดเลน และหาดทราย ซึ่งเป็นแหล่งดักจับสัตว์น้ำของชาวบ้าน โดยชาวบ้านมักวางที่ดักปู และที่ดักจับสัตว์น้ำบริเวณหาดเลนท้ายหมู่บ้าน และเมื่อน้ำลดก็จะมาเก็บสัตว์น้ำที่ดักจับได้

    ขณะที่สภาพของหมู่บ้าน ซึ่งเป็นหมู่บ้านชายฝั่งทะเลอันดามัน ในช่วงเย็นจะมีลมทางทะเลจะพัดจากทิศตะวันตกมาทางทิศตะวันออกเข้ามาทางหมู่บ้าน ทำให้ชาวบ้านกังวลว่า หากมีโรงไฟฟ้าถ่านหินบริเวณชายฝั่งทะเลจริง ชาวบ้านจะได้รับผลกระทบด้านสุขภาพจากควันที่เกิดจากการเดินเครื่องของโรงไฟฟ้าถ่านหิน รวมถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับพืชผลทางการเกษตรของชุมชน รวมถึงการทำประมงของชุมชน เนื่องจากโรงไฟฟ้าถ่านหินต้องใช้น้ำปริมาณมหาศาลในช่วงเดินเดินเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้า

    ทั้งนี้พระนันตา ระบุว่า ที่ผ่านมาได้ร้องเรียนทั้งรัฐบาลรัฐมอญ สภาท้องถิ่นรัฐมอญ ซึ่งในส่วนของรัฐบาลท้องถิ่นได้สนับสนุนการคัดค้านของชาวบ้าน นอกจากนี้ในเดือนธันวาคมปีก่อน ชาวบ้านได้เขียนจดหมายเปิดผนึกร้องเรียนไปยังประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ที่เนปิดอว์ด้วย

    อย่างไรก็ตาม ในส่วนของรัฐบาลกลางมีท่าทีที่ต่างไปจากรัฐบาลของรัฐมอญ โดยเมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา บริษัท โตโย-ไทย คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) หรือปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ทีทีซีแอล จํากัด (มหาชน) ภายหลังการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจําปี 2558 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายนที่ผ่านมานั้น ในวันเดียวกัน ยังได้ร่วมลงในสัญญาการลงทุนใหม่กับกระทรวงพลังงานไฟฟ้า ของรัฐบาลพม่า เพื่อพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน ประเภท Ultra Super Critical (USC) ตลอดจนการดำเนินงานโรงไฟฟ้า ด้วยมูลค่าลงทุน 2.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ กำลังผลิตไฟฟ้ารวม 1,280 เมกะวัตต์ และได้รับสัญญาสัมปทานดำเนินงานเป็นระยะเวลา 30 ปี (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)

     

    ทีทีซีแอล: จากออกแบบ-ก่อสร้างโรงงาน-สู่ธุรกิจพลังงานก๊าซธรรมชาติ-แสงอาทิตย์-ถ่านหิน

    สำหรับ บริษัท ทีทีซีแอล จำกัด (มหาชน) จดทะเบียนจัดตั้งเป็นบริษัทตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2528 ทุนจดทะเบียนในขณะนั้น 20 ล้านบาท เพื่อประกอบธุรกิจการให้บริการด้านการออกแบบวิศวกรรม การจัดหาเครื่องจักรและอุปกรณ์ และการก่อสร้างโรงงานแบบครบวงจร ภายใต้การร่วมทุนกันของ Toyo Engineering Corporation (TEC) ประเทศญี่ปุ่น และ บมจ. อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) ในสัดส่วนร้อยละ 49.0 และร้อยละ 51.0 ตามลำดับ โดยจัดเป็นบริษัทผู้ให้บริการออกแบบวิศวกรรม จัดหาเครื่องจักร และก่อสร้างโรงงานแบบครบวงจร หรือ Integrated EPC รายแรกของประเทศไทย

    โดยในปี 2556 บริษัทได้เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 560 ล้านบาท เพื่อรองรับการขายหุ้นเพิ่มทุนแก่ผู้ถือหุ้นเดิมและแก่ประชาชนทั่วไป โดยวัตถุประสงค์ในการเพิ่มทุนครั้งนี้เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน และเป็นเงินลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้า

    สำหรับในส่วนของธุรกิจพลังงานของทีทีซีแอล ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ทีทีซีแอล ได้เริ่มลงทุนในกิจกรรมพลังงาน ทั้งโรงไฟฟ้าจากพลังงานก๊าซธรรมชาติ และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์

    โดยในส่วนของโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติ ในปลายปี 2553 ทีทีซีแอล ได้ร่วมลงทุนในบริษัท นวนครการไฟฟ้า จำกัด เพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมกังหันก๊าซ ขนาด 120 เมกกะวัตต์ ที่ จ.ปทุมธานี โดยลงทุนในฐานะผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ์ คิดเป็นจำนวนเงิน 642.66 ล้านบาท หรือร้อยละ 41.95 ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด จำนวนเงิน 1,532 ล้านบาท และโรงไฟฟ้าดังกล่าวได้เริ่มการผลิตในเชิงพาณิชย์ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2556 และมีสัญญาซื้อ-ขายไฟฟ้าให้กับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เป็นระยะเวลา 25 ปี

    ในปลายปี 2555 กลุ่มบริษัททีทีซีแอล ได้ตั้งบริษัท TOYO THAI POWER MYANMAR CO., LTD. และลงนามในบันทึกสัญญากับกระทรวงพลังงานไฟฟ้า ของพม่า ในการลงทุนและก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมกังหันก๊าซ ขนาด 120 เมกกะวัตต์ ที่เขตอะห์โลน นครย่างกุ้ง จำนวนเงิน 51.59 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยทีทีซีแอลถือหุ้นสามัญ คิดเป็นจำนวนเงิน 30.79 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 59.68 ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด และได้เริ่มการผลิตในเชิงพาณิชย์เป็นบางส่วนตั้งแต่เดือนเมษายน 2556 และมีสัญญาซื้อ-ขายไฟฟ้าให้กับกระทรวงเพลังงานไฟฟ้า รัฐบาลพม่า เป็นระยะเวลา 30 ปี ในรูปแบบ Build-Operate-Transfer (BOT)

    ในส่วนของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ได้ร่วมลงทุนในบริษัท สยาม โซล่า เพาเวอร์ จำกัด เพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาด 8 เมกกะวัตต์ ที่ จ.อ่างทอง โดยกลุ่มบริษัททีทีซีแอล ได้ลงทุนในฐานะผู้ถือหุ้นสามัญ คิดเป็นจำนวนเงิน 100 ล้านบาทคิดเป็นร้อยละ 40 ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด จากจำนวนเงินทั้งหมด 250 ล้านบาท โดยโรงไฟฟ้าดังกล่าวได้เริ่มการผลิตในเชิงพาณิชย์ ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2556 และมีสัญญาซื้อ-ขายไฟฟ้าให้กับ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เป็นระยะเวลา 10 ปี

    และในปลายปี 2556 กลุ่มบริษัททีทีซีแอล ได้ร่วมลงทุนในบริษัท สยาม จีเอ็นอี โซล่า เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด เพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาโรงงาน ขนาด 0.743 เมกะวัตต์ที่ จ.ระยอง ประเทศไทย โดยกลุ่มบริษัททีทีซีแอลได้ลงทุนในฐานะผู้ถือหุ้นสามัญ คิดเป็นจำนวนเงิน 8 ล้านบาท หรือร้อยละ 50 ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด 16 ล้านบาท และโรงไฟฟ้าดังกล่าวได้เริ่มการผลิตในเชิงพาณิชย์ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2557 และมีสัญญาซื้อ-ขายไฟฟ้าให้กับ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเป็นระยะเวลา 25 ปี

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai