Are you the publisher? Claim this channel


Embed this content in your HTML

Search



Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


    19 ส.ค.2557 สำนักงานข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อการดำเนินคดีและตัดสินลงโทษบุคคลหลายคนในประเทศไทยด้วยกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ตั้งแต่หลังรัฐประหาร 22 พ.ค. เป็นต้นมา เริ่มมีการสอบสวนคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพคดีใหม่อย่างน้อย 13 คดี รวมถึงมีการรื้อบางคดีขึ้นมาพิจารณาด้วย

    แถลงการณ์กล่าวถึงกรณีนักศึกษา 2 คนที่ถูกจับกุมจากการแสดงละครเมื่อตุลาคม ปีที่แล้ว กรณีนาย พ. ถูกตัดสินจำคุก 15 ปีในความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จากการโพสต์เฟซบุ๊ก และกรณีคนขับแท็กซี่ ซึ่งถูกตัดสินจำคุก 2 ปี 6 เดือน จากบทสนทนากับผู้โดยสาร พร้อมแสดงความเป็นห่วงว่าจะมีการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่ม รวมถึงจะมีการตัดสินลงโทษที่รุนแรงมากขึ้นในสัปดาห์ต่อๆ ไป

    นอกจากนี้ แถลงการณ์ระบุด้วยว่า เมื่อปี 2556 ข้าหลวงใหญ่ฯ ได้เคยสนับสนุนการแก้ไขมาตรา 112 ของกฎหมายอาญา ขณะที่เมื่อปี 2554  แฟรง ลา รู ผู้ตรวจการพิเศษสหประชาชาติด้านส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิในการมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออก เรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว เนื่องจากมองว่า คลุมเครือเกินไปและกำหนดโทษสูงเกินไป ซึ่งขัดแย้งกับข้อกำหนดด้านเสรีภาพในการแสดงออกภายใต้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ที่ไทยได้ให้สัตยาบันไว้

    สำนักงานข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ระบุต่อว่า เราขอย้ำข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลทหาร เพื่อทำให้แน่ใจว่าไทยได้ปฏิบัติตามพันธกรณีของกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR)

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    รอง ผอ.สำนักการบังคับใช้กฎหมายฯ กอ.รมน.ภาค 4 สน.เผยกระบวนการคุยสันติสุขเวอร์ชั่นใหม่ ต้องเปิดกว้าง ฟังความเห็นและมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ด้าน บก.อาวุโส DSW ต้องคุยกับคนเห็นต่าง สื่อต้องเสนอด้านดีถ่วงดุลความรุนแรง 

    19 ส.ค.2557 เมื่อวานนี้ที่ห้องประชุมพิมพ์มาดา โรงแรมปาร์ควิว รีสอร์ท จ.ปัตตานี กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) จัดเวทีการเสวนาเรื่อง “บทบาทสื่อกับกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้” โดยมีสื่อมวลชนทั้งสื่อกระแสหลักและสื่อทางเลือก นักจัดรายการวิทยุทั้งที่เป็นวิทยุภาครัฐและวิทยุชุมชน ตลอดจนตัวแทนองค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าร่วมกว่า 100 คน

    พ.อ.วิชาญ สุขสง รองผู้อำนวยการสำนักการบังคับใช้กฎหมาย สิทธิมนุษยชน และนิติวิทยาศาสตร์ กอ.รมน.ภาค 4 สน. กล่าวบรรยายสรุปในหัวข้อ “ยุทธศาสตร์การพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้” โดยกล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพูดคุยเพื่อสันติสุขว่า ไม่มีความขัดแย้งใดที่แก้ไขให้ยุติด้วยการใช้กำลัง เห็นได้จากบทเรียนในต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นไอร์แลนด์เหนือ อาเจะห์ หรือมินดาเนา และบทเรียนภายในประเทศอย่างการยุติความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หรือการแก้ไขปัญหาโจรจีนคอมมิวนิสต์ก็ต้องยุติด้วยการพูดคุยเพื่อสันติภาพ นอกจากนี้ ยังถือเป็นแนวทางสากลที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยและเป็นการหลีกเลี่ยงความสูญเสียและการละเมิดสิทธิมนุษยชน

    “องค์กรระหว่างประเทศและประชาชนในพื้นที่กลุ่มต่างๆ ก็เรียกร้องต้องการให้เกิดกระบวนการนี้ขึ้น อีกทั้งหากความรุนแรงยังจะยังมีอยู่ก็จะไม่เกิดผลดีต่อประเทศของเราเมื่อก้าวสู่ประชาคมอาเซียน”

    พ.อ.วิชาญ กล่าวต่อว่า แม้ที่ผ่านมาจะมีการพูดคุยมาโดยตลอดนับตั้งแต่ปี 2536 แต่ก็ยังไม่ยกระดับการพูดคุยเป็นระดับรัฐและไม่ได้มีผลผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายใดๆ แต่การพูดคุยที่เริ่มขึ้นในปี 2555 ซึ่งผลักดันโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่โน้มน้าวทางการมาเลเซียก็มีผลอย่างมาก จนกระทั่งมีการกำหนดเป็นนโยบายบริหารและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็มีการระบุถึงการพูดคุยกับผู้เห็นต่างเป็นครั้งแรก

    “วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 ที่มีการลงนามกันที่กัวลาลัมเปอร์นั้นถือเป็นวันคิกออฟ หรือวันประวัติศาสตร์ของการพูดคุยสันติภาพก็ว่าได้ แต่หลังจากการพูดคุยผ่านไป 7 ครั้ง เราก็กำลังอยู่ในช่วงที่เรียกว่าภาวะชะงักงัน จนกระทั่ง คสช.รับเรื่องนี้ต่อและต้องการเดินหน้าการพูดคุยต่อไป”

    นายทหารจาก กอ.รมน.ภาค 4 กล่าวต่อว่า การเจรจาสันติภาพในปี 2556 นั้นมีข้อเรียกร้องจากทั้งสองฝ่าย ในขณะที่ฝ่ายไทยนั้นเรียกร้องให้มีการลดความรุนแรง แต่บีอาร์เอ็นได้เสนอข้อเรียกร้อง 5 ข้อซึ่งเป็นที่โจษจันกันอย่างมาก พอจะเข้าใจได้ว่าเหตุที่พวกเขานำเสนออย่างนั้นก็เพื่อแก้ปัญหาภายในของพวกเขาด้วยเช่นกัน เนื่องจากในบรรดาพวกเขาด้วยกันเองก็มีทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการพูดคุยสันติภาพ

    “ผมมองว่าสภาผู้นำของพวกเขาคงต้องออกข้อเรียกร้องในลักษณะนี้เพื่อป้องกันการปฏิเสธ เขาพยายามเขียนให้สอดรับกับกฎหมายระหว่างประเทศ พยายามยกระดับการพูดคุยเป็นการเจรจา ต้องการให้มาเลเซียเปลี่ยนสถานะจากผู้อำนวยความสะดวกมาเป็นผู้ไกล่เกลี่ย ต้องการให้องค์กรระหว่างประเทศมาสังเกตการณ์ ซึ่งผมว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องแปลก การเจรจาที่อื่นๆ ก็เป็นแบบนี้ พวกเขาก็ต้องทำให้ได้มากที่สุด แต่จะได้หรือไม่ได้นั้นก็ขึ้นอยู่กับกระบวนการ”

    พ.อ.วิชาญ กล่าวว่า การพูดคุยสันติภาพในปี 2556 มีบทเรียนสำคัญหลายประการ ได้แก่ 1) การพูดคุยไม่มีความคืบหน้ามากนัก เนื่องทั้ง 2 ฝ่ายยังขาดความไว้วางใจต่อกัน 2) ไม่มีกรอบแนวทางการพูดคุยที่แต่ละฝ่ายต้องยึดถืออย่างเคร่งครัด ไม่มีการพูดคุยกันก่อนและอยู่ๆ ก็ขึ้นเวทีใหญ่เลย ในขณะที่การเปิดเผยในที่สาธารณะก็ไม่ได้สอดคล้องกับที่เป็นไปในเวทีการพูดคุย ต่างฝ่ายจึงช่วงชิงความได้เปรียบ 3) ขบวนการบีอาร์เอ็นเข้าร่วมการพูดคุย เนื่องจากถูกบีบบังคับจากมาเลเซีย ซึ่งที่จริงแล้วพวกเขาไม่ได้ต้องการผลลัพธ์จากการพูดคุยมากนัก เพียงแต่ต้องการยกระดับให้กลายเป็นประเด็นระหว่างประเทศต่างหาก 4) ฝ่ายไทยไม่มีความพร้อม ไม่มีกรอบแนวทางและยุทธศาสตร์การพูดคุยที่ชัดเจน การเตรียมตัวในการพูดคุยก็น้อย

    พ.อ.วิชาญ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามการพูดคุยครั้งดังกล่าวก็เกิดผลดี นั่นคือ เกิดสัญญาณที่ดีต่อการแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งอย่างสันติ ฝ่ายไทยเองก็ได้ทราบความเคลื่อนของกลุ่มขบวนการที่ไม่ได้มีเพียงกลุ่มเดียวและได้ทราบว่าการพูดคุยกับกลุ่มเดียวจะไม่สามารถยุติความรุนแรงได้ เหล่านี้เป็นข้อดีที่ทำให้ทราบถึงปัญหาและอุปสรรคในการเริ่มต้นพูดคุยเพื่อสร้างสันติสุขในปีนี้อีกครั้ง ซึ่งถือเป็นช่วงส่งผ่าน

    “ที่เราเรียกว่าการพูดคุยสันติสุขนั้น เพราะมีบางคนวิจารณ์ว่าบีอาร์เอ็นต้องการยกระดับปัญหา แต่เราเองต้องการลดระดับของปัญหาและระดับของการพูดคุย เพราะถือว่าปัญหาความขัดแย้งเป็นเรื่องภายในของเรา ในพื้นที่แห่งนี้ไม่ได้มีคู่สงคราม ไม่มีประเทศที่ทำสงคราม ทหารที่ลงมาทำหน้าที่ก็ไม่ได้มาทำสงคราม แต่มาบังคับใช้กฎหมาย เราจึงเรียกว่าเป็นการพูดคุยเพื่อสันติสุข แต่ถึงอย่างนั้นชื่ออะไรก็ไม่สำคัญ หากกระบวนการเดินหน้าต่อไปได้นั้นสำคัญกว่า”

    พ.อ.วิชาญ เปิดเผยว่า นโยบายการพูดคุยสันติสุขปี 2557 เน้นที่การพูดคุยสันติสุขยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยมีมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวก และให้เพิ่มการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน องค์กรภาคประชาสังคม องค์กรพัฒนาเอกชนให้มากขึ้น รวมทั้งกำหนดยุทธศาสตร์การพูดคุยเพื่อสันติสุขในพื้นที่ เป็นกรอบแนวทางให้ทุกส่วนยึดถือปฏิบัติ

    พ.อ.วิชาญ เปิดเผยอีกว่า ความมุ่งหมายของแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวนั้นให้ความสำคัญกับการสร้างกลไกหรือระบบเพื่อขับเคลื่อนการพูดคุยของทุกของทุกภาคส่วนในพื้นที่ และระดับนโยบายให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และสามารถสนับสนุนการปฏิบัติซึ่งกันและกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการสร้างเอกภาพ และลดความซ้ำซ้อนในการปฏิบัติ นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการสร้างสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมและเกื้อกูลในเวทีการพูดคุย รวมทั้งการเปิดพื้นที่สาธารณะให้ประชาชนรับทราบข้อมูลและเสนอความคิดเห็นอีกด้วย

    พ.อ.วิชาญ เปิดเผยต่อไปว่า ขั้นตอนการดำเนินการกระบวนการพูดคุยสันติสุขนั้นมีอยู่ 3 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนแรก คือ ขั้นของการสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ที่มีทั้งช่องทางการสื่อสารกับผู้เห็นต่างและการสร้างการมีส่วนร่วมและรับฟังจากทุกภาคส่วน ขั้นตอนที่สอง คือ การลงสัตยาบันร่วมกัน และขั้นตอนที่สาม คือ การจัด Roadmap หรือแผนที่เดินทางเพื่อสร้างสันติสุข โดยแต่ละขั้นตอนไม่สามารถระบุระยะเวลาที่ชัดเจน

    “เวทีครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในเวอร์ชั่นใหม่ นโยบายคือต้องทำเวทีอย่างนี้ให้กว้างขวางมากที่สุด จะต้องให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามีส่วนร่วมในการให้ข้อเสนอแนะ ข้อมูลต่างๆ จะต้องมาจากกลุ่มต่างๆ ให้ได้มากที่สุด หลังจากที่พิสูจน์ว่ามีความไว้วางใจกันแล้ว ก็จะเดินหน้าสู่ขั้นที่สองต่อไป"

    พ.อ.วิชาญ กล่าวด้วยว่า การดำเนินการพูดคุยสันติสุขของกอ.รมน ภาค 4 ส่วนหน้าจะเริ่มเปิดช่องทางการติดต่อสื่อสารกับกลุ่มผู้เห็นต่างทุกขบวนการ ทั้งบีอาร์เอ็น พูโลทั้งกลุ่มเก่าและกลุ่มใหม่ รวมถึงบีไอพีพี โดยใช้ช่องทางลับเพื่อสร้างความไว้วางใจ ในขณะเดียวกันก็จัดเวทีสร้างการมีส่วนร่วมกับภาคประชาชน องค์กรภาคประชาชนสังคม องค์กรพัฒนาเอกชน และอื่นๆ ในพื้นที่เพื่อแจ้งข่าวสารและรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อที่จะฝากให้คณะพูดคุยนำไปพูดคุยที่กับกลุ่มที่มีความเห็นต่างต่อไป

    จากนั้นจึงมีการเสวนาในหัวข้อ “บทบาทสื่อกับการพูดคุยเพื่อสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้” โดย ผศ.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (DSW) กล่าวว่า จุดเด่นของของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กับ กอ.รมน.ภาค ภาค 4 สน. ในเรื่องการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่คือมีการต่อเนื่องในเรื่องของกระบวนการพูดคุยสันติภาพ โดยการเสริมความเข้มแข็งให้กระบวนการพูดคุยสันติภาพ โดยมีการบูรณาการเพื่อให้มีความประสิทธิผลในการดำเนินการ


    ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมีการเปิดพื้นที่สาธารณะมากยิ่งขึ้น เพื่อที่ให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อสร้างความเข้าใจ ซึ่งถือว่าเป็นการกระบวนการพูดคุยสันติภาพที่เกิดจากคนใน ซึ่งเป็นไปตามสิ่งที่ภาควิชาการและภาคประชาสังคมได้ดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้วก่อนหน้านี้ นั่นคือกระบวนการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการสร้างพื้นที่สันติภาพจากคนใจ หรือ IPP (Insider Peace builders Platform) โดยที่เรามีเชื่อว่ากระบวนการสร้างสันติภาพจากคนใน สามารถที่จะเปลี่ยนความรุนแรงและหันมาใช้กระบวนการสันติวิธีได้

    ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาองค์กรภาคประชาสังคมพื้นที่มีการจัดเวทีที่เกี่ยวกับการสร้างกระบวนการสันติภาพในพื้นที่จำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ 2556 ซึ่งเป็นปีที่มีการพูดคุยสันติภาพระหว่างรัฐบาลไทยกับขบวนการบีอาร์เอ็น สิ่งเหล่านี้เป็นพลังของประชาชนระดับรากหญ้าที่ทำให้ทหารในพื้นที่ยอมรับขอการสร้างพื้นที่กลางของประชาชนในพื้นที่ด้วยเจตนาที่ดี

    “ความอดทนของเจ้าหน้าทหารที่เหล่านี้ทำให้ภูมิทัศน์การสื่อสารพื้นที่เปลี่ยนไป จึงทำให้เกิดยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ดังนั้น วันนี้เป็นจุดเริ่มสัญญาณที่ดีในการแก้ปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ ในรอบใหม่ ภายใต้กรอบที่ดี” ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าว

    ด้านมูฮำมัดอายุบ ปาทาน บรรณาธิการอาวุโส ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (DSW) กล่าวว่า การจัดเวทีครั้งนี้เป็นการสะท้อนว่าภูมิทัศน์ข่าวสารเกี่ยวกับชายแดนใต้เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายจะต้องขยายพื้นที่การพูดคุยให้กว้างมากที่สุด แต่จะต้องไม่ทำให้ความคิดหดแคบลง ทุกฝ่ายจะต้องเริ่มพูดคุยกับคนที่เห็นต่างจากตนเอง ไม่ใช่คุยกันเฉพาะในกลุ่มของตนเอง แต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องทบทวนว่าจะหนุนเสริมกระบวนการสันติภาพต่อไปอย่างไร

    มูฮำมัดอายุบ กล่าวว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ สื่อมวลชนในพื้นที่ถือเป็นตัวตัดเชือกหรือตัวแสดงสำคัญในการสร้างความเข้าใจในกระบวนการสันติภาพและการเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้กับประชาชนในระดับรากหญ้า โดยเสนอแนะว่าจะต้องมีการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ถ่วงดุลความรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเสนอแง่มุมเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ของผู้คน พร้อมทั้งเสนอว่าจะต้องมีเน้นเนื้อหาไปที่เรื่องราวของกลุ่มคนสำคัญๆ ในพื้นที่ ซึ่งมีพื้นที่นำเสนอในสื่อน้อยมาก ได้แก่ 1) ผู้นำศาสนาในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นผู้นำศาสนาอิสลาม พระสงฆ์ หรือบาทหลวงในศาสนาคริสต์ 2) เยาวชน โดยเฉพาะเยาวชนที่มีความคิดเห็นต่าง 3) นักศึกษาที่อยู่ในพื้นที่ โดยการนำเสนอวิธีชีวิตของนักศึกษาอยู่ในพื้นที่ได้อย่างไร 4) นักการเมืองท้องถิ่นหรือองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ในพื้นที่ และ 5) นำเสนอชีวิตของคนไทยพุทธที่อยู่ในพื้นที่

    บรรณาธิการอาวุโสศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ กล่าวอีกว่า สื่อทางเลือกกับเจ้าหน้าที่ทหารเชื่อมกันมากยิ่งขึ้นในพื้นที่ โดยเฉพาะเมื่อสื่อทางเลือกจัดงานก็ควรเชิญเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาร่วมด้วย หรือเมื่อเจ้าหน้าที่ทหารจัดงาน ก็ควรเชิญสื่อทางเลือกมาเข้ารวมด้วย เพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างกัน ซึ่งหากไม่มีการเชื่อมกัน ทำให้การนำเสนอข่าวในลักษณะการใช้ถ้อยคำที่ทำให้เกิดความเกลียดชัง (Hate Speech) ยังคงมีอยู่และไม่เป็นผลดีต่อกระบวนการสันติภาพ

    นายมูฮำหมัดอายุบ กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันสถานการณ์ในพื้นที่เป็นสถานการณ์ในการสร้างกระบวนการสันติภาพ ดังนั้นที่สิ่งที่สื่อมวลชนในพื้นที่ต้องร่วมกันทำคือ ต้องมีการวางแผนการของการสื่อสารเพื่อนำไปสู่กระบวนการสันติภาพในพื้นที่

    “ส่วนเรื่องของชื่อการพูดคุยสันติภาพหรือการพูดคุยสันติสุข ไม่ได้ขึ้นอยู่ที่เจ้าหน้าที่ทหารหรืออยู่ที่ขบวนการบีอาร์เอ็น แต่ขึ้นอยู่กับประชาชนในพื้นที่ต้องการชื่ออะไร หากเปิดพื้นที่แก่ประชาชนแล้ว ปรากกฎว่าประชาชนต้องการชื่อว่าการพูดคุยสันติภาพ เจ้าหน้าที่ทหารก็อาจจะต้องเปลี่ยนจากการพูดคุยสันติสุข มาเป็นการพูดคุยสันติภาพ เพื่อเป็นไปตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่” บรรณาธิการอาวุโสศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้กล่าว

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

     
    ภรรยาแรงงานไทยในไนจีเรียห่วงสามีกลัวติดเชื้ออีโบลา
     
    อุดรธานี 13 ส.ค.-ภรรยาแรงงานไทยในประเทศไนจีเรียเป็นห่วงสามีเจะติดเชื้อไวรัสอีโบลา แม้ว่าเมืองที่ทำงานอยู่จะห่างจากเมืองที่มีการระบาดของเชื้ออีโบลาค่อนข้างมากก็ตาม
     
    นางบุษยา ศรีปัญญา อายุ 41 ปี ชาวบ้านหมู่ 14 บ้านพังงู ต.พังงู อ.หนองหาน จ.อุดรธานี ซึ่งเคยไปทำงานที่ประเทศไนจีเรีย พร้อมกับนายสมโชค พันพินิจ สามี และญาติๆ รวม 5 คน แต่นางบุษยาเดินทางกลับไทยมาก่อนเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา แสดงความเป็นห่วงสามีที่ยังทำงานอยู่ที่ไนจีเรียในขณะนี้จะติดเชื้อไวรัสอีโบลา หลังมีข่าวว่าเชื้อดังกล่าวเริ่มระบาดเข้าไปในประเทศไนจีเรีย
     
    นางบุษยา เปิดเผยว่า ได้โทรศัพท์คุยกับสามี สอบถามว่าทางที่ทำงานเป็นอย่างไรบ้าง เพราะเป็นห่วงสามีและญาติจะไปติดเชื้ออีโบลา สามีก็บอกว่าไม่มีอะไร นายจ้างและคนงานยังคงทำงานปกติ รวมถึงญาติพี่น้องของพวกเราทั้ง 4 คน ยังไม่มีอะไรผิดปกติ ซึ่งเมืองที่มีคนตายด้วยโรคอีโบลา คือเมืองลากอส อยู่ห่างจากเมืองบูกามา ที่พวกเราทำงานกันอยู่ค่อนข้างมาก คาดว่าเชื้อโรคคงไม่มาถึงง่ายๆ แต่สามีก็ยอมรับว่ากลัวอยู่เหมือนกัน
     
    (สำนักข่าวไทย, 13-8-2557)
     
    กกจ.หารือพิสูจน์สัญชาติแรงงานลาวปลายเดือนนี้
     
    นายสุเมธ มโหสถ รองอธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ได้หารือกับ นายหลี บุญค้ำ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชน (สปป.) ลาวเกี่ยวกับการพิสูจน์สัญชาติและออกพาสปอร์ตให้แก่แรงงานลาวโดยจากการหารือในเบื้องต้นทูตสปป.ลาว เห็นว่า ขณะนี้มีแรงงานลาวมาจดทะเบียนที่ศูนย์บริการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวแบบเบ็ดเสร็จ (วันสตอปเซอร์วิส) ในจังหวัดต่างๆ มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ซึ่งอยู่ที่ 4 - 5 หมื่นคน แต่ขณะนี้มีแรงงานลาวมาจดทะเบียนแล้วกว่า 1.2 แสนคน จึงอยากให้ไทยเร่งดำเนินการพิสูจน์สัญชาติแรงงานซึ่ง สปป.ลาวพร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่
           
    อธิบดี กกจ. กล่าวอีกว่า กกจ. และ สปป.ลาว ได้นัดประชุมหารือกันในรายละเอียดเรื่องของการพิสูจน์สัญชาติ การออกพาสปอร์ตให้แก่แรงงานลาว การให้แรงงานลาวตามแนวชายแดนไทย-ลาว เข้ามาทำงานในไทยในลักษณะเช้ามาเย็นกลับและทำงานตามฤดูกาลรวมทั้งการปรับปรุงบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู) ระหว่างไทยกับลาวด้านแรงงานในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ ที่จังหวัดหนองคาย โดยในเรื่องของการออกพาสสปอร์ตนั้น ทาง สปป.ลาว แจ้งว่า จะมีออกพาสปอร์ตให้แก่แรงงานลาวที่สถานทูตลาวประจำประเทศไทย และจะมีศูนย์ออกพาสปอร์ตเคลื่อนที่ในรูปแบบของรถโมบายด้วย โดยทูต สปป.ลาว ขอให้ กกจ. ช่วยกำหนดรูปแบบการดำเนินการและนำมาหารือกันอีกครั้ง
     
    (ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 13-8-2557)
     
    คดีคอนโดฯถล่มจับแล้ว 4 วิศวะ-ผู้เกี่ยวข้อง
     
    วันที่ 13 ส.ค. ที่ บช.ภ.1 พล.ต.ต.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รรท. ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.วิรุฬ เอี่ยมไพจิตร์ รอง ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.สมิทธิ มุกดาสนิท ผบก.ภ.จ.ปทุมธานี ได้ร่วมกันแถลงผลการดำเนินคดี กรณีอาคารยูเพลสคอนโดมิเนียมถล่ม และศาลจังหวัดธัญบุรี อนุมัติหมายจับผู้ต้องหาจำนวน 5 ราย ขณะนี้จับกุมตัวได้แล้ว 3 ราย คือนางเพ็ญศรี กิติไพศาลนนท์ อายุ 49 ปี ผู้ขออนุญาตก่อสร้าง นายศักดิ์สิทธิ์ อินทร์ทอง อายุ 44 ปี วิศวกรผู้ควบคุม และนายเดี่ยว ปราบโจร อายุ 43 ปี ผู้รับเหมาช่วง ส่วนนายบุญยกร หีบทอง อายุ 48 ปี กรรมการผู้จัดการบริษัทยูเพลส จำกัด และเป็นสามีของนางเพ็ญศรี ที่ได้เข้ามอบตัว โดยทั้งหมดได้ถูกดำเนินคดีในข้อหา กระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย
     
    จากการสอบสวนนายศักดิ์สิทธิ์ อินทร์ทอง วิศวกรผู้ควบคุมให้การว่า สาเหตุเกิดจากที่ผู้รับเหมาเทคอนกรีตโดยพลการ ทางวิศวกรยังไม่มีการเข้าตรวจสอบหรืออนุญาตให้ดำเนินการใดๆ เนื่องจากเป็นช่วงวันหยุดยาว ขณะที่นายเดี่ยวผู้รับเหมาช่วง ให้การว่า ทางหัวหน้าบริษัทรับเหมาชื่อ “กบ” ไม่ทราบชื่อและนามสกุลจริง ได้สั่งให้เทคอนกรีตได้ จึงสั่งคนงานให้เทคอนกรีตและไม่ทราบว่าจะเกิดเหตุการเช่นนี้ขึ้น ด้านนางเพ็ญศรีผู้ขออนุญาตก่อสร้างกล่าวว่า รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมที่จะรับผิดชอบกับเรื่องที่เกิดขึ้นทุกอย่าง
     
    ที่วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ซอยรามคำแหง 39 กทม. นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ นายสิริวัฒน์ ไชยชนะ เลขาธิการ วสท.นายเอนก ศิริพานิชกร ประธานสาขาวิศวกรรมโยธา วสท. ร่วมแถลงกรณีตึกถล่มที่ จ.ปทุมธานี ได้นำทีมผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโยธา ลงสำรวจพื้นตรวจสอบและนำแบบแปลนก่อสร้างโครงการมาศึกษาวิเคราะห์ หาสาเหตุที่ทำให้ตึกถล่ม นายเอนกกล่าวว่า การตรวจสอบอาคารที่ถล่มพบโครงสร้างมีเสารองรับตัวอาคาร 4 เสา หรือ 4 มุม เสาทางด้านซ้ายสุดเป็นเสาจุดอ่อนแอไม่แข็งแรง ประกอบกับมีการติดตั้งคอนกรีตพื้นสำเร็จรูปถึงชั้น 6 โดยการวางนั่งร้านเป็นฐานรองรับ แต่ระหว่างติดตั้งคอนกรีตสำเร็จรูปน้ำหนักของตัวคอนกรีตกลับมาอยู่จุดด้านซ้ายของเสาซ้ายสุด ทำให้นั่งร้านค้ำยันการก่อสร้างแผ่นพื้นมีจำนวนไม่เพียงพอ และน้ำหนักของโครงสร้างอาคารถูกดึงมาฝั่งด้านซ้ายจุดที่เสาไม่แข็งแรง เกิดสูญเสียตำแหน่งอย่างมาก จนเกิดการพังทลายลงมา
     
    ด้านนายสิริวัฒน์กล่าวว่า อาคารยูเพลสคอนโดมิเนียมมีการขออนุญาตจากกรมโยธาและผังเมือง จ.ปทุมธานี ในการก่อสร้างตามแบบถูกต้องตามกฎหมาย ดังนั้น ความผิดต้องตรวจสอบไปยังผู้ควบคุมงานคือวิศวกรว่ามีการเร่งรัด ใช้วัสดุได้มาตรฐานหรือไม่ ส่วนความรับผิดชอบตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคารฉบับปี พ.ศ.2522 เจ้าของโครงการ ผู้รับเหมา และผู้ควบคุมต้องมีจิตสำนึกในความรับผิดชอบของความเสียหาย วิศวกรจะได้รับการไต่สวนจากสภาวิศวกรฯ ซึ่งผู้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ หากก่อความเสียหายขึ้น จะถูกตักเตือน พักใบอนุญาต และเพิกถอนในอนุญาต ตามลำดับความรุนแรงของความ เสียหาย
     
    (ไทยรัฐ, 14-8-2557)
     
    คสช.เห็นชอบเพิ่มเงินค่าตอบแทน อส. และจ่ายเงินตอบแทนพิเศษพนักงาน กนอ.
     
    (13สค.57) คสช. ได้เห็นชอบร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายค่าตอบแทน เงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราว และเงินช่วยเหลือสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน กระทรวงมหาดไทย สาระสำคัญ คือ ปรับอัตราเงินค่าตอบแทนของสมาชิก อส. เพิ่มขึ้น ในอัตราร้อยละ 5 มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2554 โดยระยะเวลาการปรับขึ้นเงินค่าตอบแทน ระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2554 ถึง 31 ธันวาคม 2554 ปรับใหม่ เป็น อัตราขั้นต่ำ 8,610 บาท และอัตราขั้นสูง 12,285 บาท และตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 เป็นต้นไป อัตราขั้นต่ำ 9,000 บาท อัตราขั้นสูง 12,285 บาทเช่นเดิม
     
    นอกจากนั้น ยังเห็นชอบการจ่ายเงินตอบแทนพิเศษให้แก่พนักงานการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ กนอ. ที่มีเงินเดือนเต็มขั้นสูงของระดับตำแหน่ง ภายใต้วงเงินรวมไม่เกินร้อยละ 4 ของฐานเงินเดือนรวมของพนักงานที่มีเงินเดือนเต็มขั้น โดยเงินตอบแทนพิเศษเป็นเงินที่ได้รับนอกเหนือจากเงินเดือน และจะไม่นำไปเป็นฐานในการคำนวณสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับเงินเดือน
     
    (มติชน, 14-8-2557)
     
    กรมป้องกันฯ สรุปยอดเสียชีวิตจากอาคารถล่มที่ปทุมฯ 14 ราย บาดเจ็บ 25 ราย
     
    กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานกรณีเกิดเหตุอาคารถล่มในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี มีผู้เสียชีวิตรวม 14 ราย ผู้ได้รับบาดเจ็บ 25 ราย (รักษาตัวที่โรงพยาบาล 5 ราย) พร้อมประกาศยุติการค้นหาผู้ที่ติดอยู่ใต้ซากอาคาร แต่ยังปฏิบัติการรื้อถอนซากอาคาร
     
    นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันฯ กล่าวว่า ขณะนี้ได้ประกาศยุติการค้นหาผู้ที่ติดอยู่ใต้ซากอาคารแล้ว เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2557 เวลา 23.30 น. เนื่องจากตรวจสอบพบผู้ประสบภัยครบหมดแล้ว ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัย ชุดเผชิญสถานการณ์วิกฤตของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หน่วยทหาร จังหวัด มูลนิธิ อาสาสมัคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ยังคงระดมกำลังปฏิบัติการรื้อถอนซากอาคารต่อไป
     
    สำหรับการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บและญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุอาคารถล่ม ผู้ประสบภัยที่ขึ้นทะเบียนไว้ในระบบประกันสังคม จะได้รับเงินชดเชยของประกันสังคมตามสิทธิกองทุนเงินทดแทนเนื่องจากบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการทำงาน กรณีบาดเจ็บได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลตามที่จ่ายจริงในวงเงินไม่เกินคนละ 300,000 บาท เงินค่าทดแทนการขาดรายได้กรณีหยุดงานเพื่อรักษาตัว รวมถึงเงินชดเชยค่าทดแทนกรณีพักรักษาตัว กรณีสูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพเป็นจำนวนเงินร้อยละ 60 ของค่าจ้างตามระยะเวลาใบรับรองแทพย์ พร้อมค่าฟื้นฟูสมรรถภาพจนสามารถกลับมาทำงานได้
     
    สำหรับผู้เสียชีวิตจะได้รับเงิน ค่าจัดการศพรายละ 30,000 บาท และเงินสงเคราะห์ร้อยละ 60 ของค่าจ้างงวดสุดท้าย เป็นระยะเวลา 8 ปี หากเป็นแรงงานที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ในระบบประกันสังคม สำนักงานประกันสังคมจังหวัดจะออกคำสั่งให้บริษัทที่เป็นนายจ้างจ่ายเงินสิทธิประโยชน์ต่างๆ ทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าจัดการศพ เงินทดแทนจากการขาดรายได้ ตามสิทธิที่ได้รับจากกองทุนเงินทดแทนฯ
     
    ในส่วนของการกำหนดมาตรการป้องกันในระยะยาว กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจะได้ร่วมกับกรมโยธาธิการและผังเมือง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์กำหนดมาตรการ
     
    ด้านความปลอดภัยของอาคาร ทั้งการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยในการก่อสร้างที่ครอบคลุมทั้งแบบแปลน วัสดุการก่อสร้าง วิศวกร ผู้รับเหมา และผู้ควบคุมการก่อสร้าง การดูแลความปลอดภัยของคนงานในพื้นที่ก่อสร้าง เพื่อมิให้เกิดเหตุการณ์อาคารถล่มซ้ำรอย
     
    นายฉัตรชัย กล่าวต่อไปว่า ปภ.จะได้เร่งพัฒนาทีมค้นหาและกู้ภัยในเขตเมืองขนาดกลาง (Medium USAR Team) ของหน่วยงานให้มีศักยภาพในการปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัย รวมถึงช่วยชีวิตผู้ประสบภัยอาคารถล่ม ทั้งนี้ จะได้นำเหตุการณ์อาคารถล่มมาถอดบทเรียน เพื่อให้สามารถตอบโต้เหตุฉุกเฉินระดับสูงสุดในทุกพื้นที่ รวมถึงสามารถปฏิบัติการร่วมกับทีมกู้ชีพกู้ภัยของต่างประเทศตามมาตรฐานสากล
     
    (ryt9.com, 15-8-2557)
     
    เสนอแก้กฎหมายเงินทดแทนให้แรงงาน
     
    สมบุญ ศรีคำดอกแค ประธานสภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยจากทำงานและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย ระบุถึงกรณีเกิดเหตุตึกถล่มที่ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ส่งผลให้มีแรงงานทั้งชาวไทยและแรงงานข้ามชาติบาดเจ็บและเสียชีวิต แม้ว่าภาครัฐจะให้การเยียวยาแรงงานที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติเงินทดแทนปี 2537 ที่ระบุให้นายจ้างต้องจ่ายค่าทำศพแก่ผู้จัดการศพ จ่ายค่าทดแทนเป็นรายเดือนให้แก่ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิ กรณีไม่สามารถทำงานได้ ร้อยละ60 ของค่าจ้างรายเดือน สำหรับกรณีที่ลูกจ้างต้องสูญเสียอวัยวะบางส่วน กรณีลูกจ้างทุพพลภาพ กรณีที่ลูกจ้างถึงแก่ความตายหรือสูญหาย และหากลูกจ้างเสียชีวิตหรือสูญหาย ให้บิดา มารดา สามี ภรรยา หรือบุตร เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนจากนายจ้าง
     
    แต่การจ่ายค่าทดแทนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทนควรมีการปรับปรุงกฎหมายให้มีอัตราที่สูงขึ้น เนื่องจากความเสียหายที่ลูกจ้างได้รับ เทียบไม่ได้กับจำนวนเงินชดเชยที่ลูกจ้างได้รับ
     
    ขณะที่นายชฤทธิ์ มีสิทธิ์ นักกฎหมายด้านแรงงาน ระบุว่า กรณีแรงงานข้ามชาติที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตามกฎหมาย จะไม่มีสิทธิ์ได้รับเงินทดแทน ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะต้องตรวจสอบว่านายจ้างของแรงงานเหล่านี้เป็นใคร และสั่งให้นายจ้างเป็นผู้จ่ายแทน หากพบว่ามีการหลบหนีของนายจ้าง ทางเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องติดตามนายจ้างเพื่อมาดำเนินคดีต่อไป
     
    (ไทยพีบีเอส, 15-8-2557)
     
    ถังไอน้ำโรงงานย้อมผ้าระเบิดฉีกร่างคนงานได้รับบาดเจ็บ 22 คน
     
    เหตุถังไอน้ำโรงงานย้อมผ้าระเบิดคนงานบาดเจ็บถึง 21 คน เปิดเผยเมื่อเวลา 05.00 น. วันที่ 17 ส.ค. ร.ต.ท.ชัยณเรศ สุพร พนักงานสอบสวน สภ.เมืองสมุทรปราการ รับแจ้งเหตุถังไอน้ำโรงงานย้อมผ้าระเบิดมีผู้บาดเจ็บหลายคน เหตุเกิดภายในบริษัทวงศ์พสิษฐ์ การพิมพ์ จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 50 หมู่ 14 ถนนท้ายบ้าน ต.ท้ายบ้าน ไปตรวจสอบพร้อมด้วยพ.ต.อ.พัลลภ แอร่มหล้า ผกก.สภ.เมืองสมุทรปราการ และรถดับเพลิงจากพื้นที่ใกล้เคียง
     
    ที่เกิดเหตุเป็นโรงงานย้อมผ้าเนื้อที่ประมาณ 20 ไร่ ภายในโรงงานจัดแยกส่วนเป็นโซนทำสี เก็บผ้า และเครื่องทำความร้อน ตรวจสอบพบถังไอน้ำหรือบอยเลอร์ขนาดใหญ่รูปทรงกระบอก ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2 เมตร สูง 5 เมตร เกิดระเบิดได้รับความเสียหาย แรงระเบิดทำให้หลังคากระเบื้องแตกเป็นวงกว้าง โครงสร้างหลังคาพังถล่มลงมา กำแพงคอนกรีตแตก รถบรรทุกที่จอดอยู่ใกล้ๆได้รับความเสียหายอีก 1 คัน และบ้านพักชุมชนคลองกะลาวนที่ปลูกอยู่ข้างโรงงานพังพินาศ
     
    นอกจากนี้ มีคนงานทั้งชาวไทยและพม่าได้รับบาดเจ็บถึง 21 คน จึงนำส่งโรงพยาบาลสมุทรปราการ ในจำนวนนี้มีอาการสาหัส 5 คน ประกอบด้วยนายนำโชค แก้วชาด อายุ 19 ปี นายแดง อายุ 28 ปี ชาวพม่า นายจอ อายุ 30 ปี ชาวพม่า และอีก 2 คน ไม่ทราบชื่อ เป็นคนงานหญิงอายุประมาณ 30 ปี 1 คน และคนงานชายอายุไล่เลี่ยกันอีก 1 คน ส่วนใหญ่ถูกเศษวัสดุและน้ำร้อนลวกอาการโคม่า แพทย์ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด
     
    สอบสวนนายเจษฎากร ศิริเวช อายุ 17 ปี คนงาน ให้การว่า ขณะทำงานอยู่ในห้องย้อมสีพร้อมเพื่อนร่วมงานทั้งชาวไทยและชาวพม่า ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 100 เมตร จู่ๆได้ยินเสียงระเบิด เสียงดังสนั่นจากโกดังในส่วนทำไอน้ำ และมีเศษชิ้นส่วนถังไอน้ำกระเด็นไปทั่ว คนงานที่อยู่ในเหตุการณ์ได้รับบาดเจ็บไปตามๆกัน ส่วนคนงานที่ไม่ได้รับบาดเจ็บรีบเข้าไปช่วยปฐมพยาบาล
     
    ด้าน พ.ต.อ.พัลลภ แอร่มหล้า ผกก.สภ.เมืองสมุทรปราการ กล่าวว่า จากการสอบสวนเบื้องต้นคาดว่าระหว่างที่เครื่องกำลังทำงานถังไอน้ำอาจแห้งจนเกิดความร้อนและแรงอัดสูง อีกทั้งเครื่องมีสภาพเก่าอาจเป็นสาเหตุให้เกิดการระเบิดขึ้น อย่างไรก็ตามต้องรอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานมาตรวจพิสูจน์อย่างละเอียดอีกครั้งเพื่อสรุปหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป ส่วนค่าเสียหายคาดว่าไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท
     
    ต่อมาเวลา 16.30 น.วันเดียวกัน นายจีรศักดิ์ สุคนธชาติ ปลัดกระทรวงแรงงาน เดินทางไปตรวจสถานโรงงานย้อมผ้าที่เกิดเหตุ จากนั้นเปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานและหน่วยงานในสังกัดลงพื้นที่มาตรวจสอบความเสียหายพบว่าสาเหตุเกิดจากปั๊มน้ำชำรุดและเกิดไฟดับ ทำให้น้ำไม่สามารถเข้าไปหล่อ เลี้ยงอุณหภูมิในหม้อน้ำได้ทำให้เกิดแรงดันมหาศาล ก่อนเกิดการระเบิดขึ้น ส่วนตัวเลขผู้บาดเจ็บตรวจสอบแล้วมีทั้งหมด 22 คน สำนักงานประกันสังคม โดยกองทุนทดแทนจะเป็นผู้ดูแลทั้งหมดร่วมกับนายจ้างต่อไป
     
    ขณะที่นายอู เต็ง นาย เลขาธิการทูตพม่า ได้เดินทางไปติดตามการช่วยเหลือคนงานชาวพม่าที่ได้รับบาดเจ็บ พร้อมกับเปิดเผยว่าขอความร่วมมือกับผู้ประกอบการให้ช่วยดูแลชาวพม่าที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ ถ้าอยากให้สถานทูตพม่าช่วยเหลืออะไรก็ขอให้ประสานมา ทางเรายินดีร่วมมือในทุกด้าน
     
    ด้านนายปิยะเดช วงศ์อารีย์ อายุ 40 ปี ผู้เช่ากิจการโรงงานย้อมผ้า กล่าวว่า รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในนามผู้ประกอบการยินดีชดใช้และเยียวยาจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบทุกราย ส่วนสาเหตุอาจเป็นกระแสไฟฟ้าของหม้อน้ำลัดวงจร ทำให้ระบบเติมน้ำอัตโนมัติของหม้อต้มไม่ทำงานจนน้ำแห้งเกิดความร้อนสูงจนระเบิดในที่สุด จากนี้ต้องเช็กเครื่องจักรในโรงงานทั้งหมดและหามาตรการป้องกันกับสิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อป้องกันการเกิดเหตุซ้ำรอย
     
    (ไทยรัฐ, 17-8-2557)
     
    สภาทนายความแนะคนเจ็บและเสียชีวิตจากตึกถล่ม คลองหก สามารถฟ้องแพ่ง เรียกค่าเสียหายได้ อายุความ 1 ปี 
     
    นายสุนทร พยัคฆ์ อุปนายกสภาทนายความฝ่ายช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย สภาทนายความ เปิดเผยถึงกรณีอาคารก่อสร้างคอนโดมิเนียม สูง 6 ชั้น บริเวณถนนเลียบคลอง 6 อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี พังถล่มลงมาขณะเทปูน ส่งผลให้แรงงานก่อสร้างเสียชีวิต 14 ราย และได้รับบาดเจ็บ 25 ราย ซึ่งทางรัฐได้มอบเงินช่วยเหลือไปแล้วจำนวนหนึ่งนั้น
     
    ซึ่งเรื่องนี้ ผู้ได้รับบาดเจ็บและผู้เสียชีวิตได้รับความช่วยเหลือเยียวยาตามกฎหมายเพียงพอแล้วหรือยัง ทั้งด้านคดีอาญาและคดีแพ่ง
     
    โดยในส่วนอาญา เห็นว่าผู้เกี่ยวข้องน่าจะเป็นความผิดฐานกระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และบาดเจ็บสาหัส กับ ข้อหาผู้ควบคุมทำการก่อสร้าง อาคารสิ่งปลูกสร้าง ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ หรือวิธีการอันพึงต้องกระทำการโดยประมาทเกิดอันตรายแก่บุคคลอื่น มีทั้งโทษจำและปรับ
     
    ส่วนคดีแพ่งก็จะมีความผิดฐานละเมิด ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ค่าปลงศพ ค่าขาดไร้อุปการะ ค่ารักษาพยาบาล ค่าขาดการงาน ค่าเสียหายที่อาจเรียกได้ในอนาคตกรณีพิการ ซึ่งคดีแพ่ง จะมีอายุความ 1 ปี นับจากวันเกิดเหตุ
     
    (ไอเอ็นเอ็น, 18-8-2557)
     
    ก.แรงงานสั่ง สปส.ดูแลแรงงานถูกหม้อต้มระเบิด
     
    นายจีรศักดิ์ สุคนธชาติ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงความช่วยเหลือแรงงานไทยและต่างด้าวโรงงานย้อมสีผ้า จ.สมุทรปราการ ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุหม้อต้มน้ำระเบิดจำนวน 22 คนว่า ตนได้สั่งการให้สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ช่วยเหลือ โดยจะช่วยจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้แรงงานที่บาดเจ็บ ตามที่จ่ายจริง ไม่เกินคนละ 300,000 บาท และเงินทดแทนการขาดรายได้ เนื่องจากหยุดงาน เพื่อพักรักษาตัว โดยเป็นไปตามระยะเวลาการรักษาตั้งแต่ 3 วันขึ้นไปถึง 1 ปี จะได้รับเงินทดแทนร้อยละ 60 ของค่าจ้าง ซึ่งในส่วนของแรงงานที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกองทุนเงินทดแทนแล้วก็จะนำเงินกองทุนมาจ่ายเพื่อช่วยเหลือได้ทันที
     
    ทั้งนี้ หากแรงงานคนใดยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับกองทุนก็จะให้ สปส. ดำเนินการออกคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินช่วยเหลือตามสิทธิที่ได้รับจากกองทุน และขณะนี้ สปส. กำลังตรวจสอบว่าแรงงานทั้ง 22 คน ได้รับการขึ้นทะเบียนไว้กับกองทุนเงินทดแทนทั้งหมดหรือไม่
     
    อย่างไรก็ตาม เวลา 16.30 น. ปลัดกระทรวงแรงงาน จะลงพื้นที่จุดเกิดเหตุหม้อน้ำระเบิด ณ โรงงานย้อมสีผ้า จ.สมุทรปราการ และเยี่ยมแรงงานที่บาดเจ็บที่โรงพยาบาลสมุทรปราการ
     
    (ไอเอ็นเอ็น, 18-8-2557)
     
    เตรียมใช้บัตรผ่านแดนชั่วคราวนำต่างด้าวเข้าทำงานเขตเศรษฐกิจพิเศษ
     
    กรุงเทพฯ 19 ส.ค.-ก.แรงงาน เตรียมใช้บัตรผ่านแดนชั่วคราวนำแรงงานต่างด้าวเข้าทำงานเขตเศรษฐกิจพิเศษ 5 จังหวัด พร้อมให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานอบรมพัฒนาและทดสอบฝีมือแรงงาน สกัดแรงงานไร้ฝีมือ
     
    นายจีรศักดิ์ สุคนธชาติ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยหลังประชุมคณะอนุกรรมการศูนย์บริการเบ็ดเสร็จด้านแรงงาน สาธารณสุข และความมั่นคงที่กระทรวงแรงงาน ว่า ที่ประชุมได้หารือเรื่องเอกสารการผ่านแดนของเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษใน 5 จังหวัด คือ มุกดาหาร สงขลา สระแก้ว ตราด และตาก ซึ่งแนวโน้มจะใช้เป็นบัตรผ่านแดนชั่วคราว โดยประเทศไทยได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ 4 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย ลาว กัมพูชา และเมียนมาร์ ไปแล้วเพราะถือเป็นวิธีที่สามารถดำเนินการได้รวดเร็วที่สุด โดยจะมีการเพิ่มเรื่องการเข้ามาทำงานในลักษณะเช้ามาเย็นกลับและทำงานตามฤดูกาลในบัตรผ่านแดนชั่วคราว ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศจะรับหน้าที่ไปเจรจากับประเทศเพื่อนบ้าน 
     
    ส่วนศูนย์บริการเบ็ดเสร็จด้านแรงงาน หรือวันสตอปเซอร์วิส จะแตกต่างจากศูนย์วันสตอปเซอร์วิสที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยจะเพิ่มขั้นตอนในการเข้าเมืองซึ่งต้องมีสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งนายจ้างจะต้องแจ้งความต้องการทั้งจำนวนแรงงาน ประเภทงานและหน้าที่แรงงานต่างด้าวแต่ละคนที่จะเข้ามาทำงาน ซึ่งเป็นหน้าที่ของกรมการจัดหางาน (กกจ.) ในการดูแล โดยแรงงานต่างด้าวที่จะเข้าทำงานในไทยสามารถใช้หนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) หรือหนังสืออนุญาตผ่านแดนชั่วคราวก็ได้โดยเข้ามาผ่านระบบเอ็มโอยู
     
    ทั้งนี้ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) จะไปดำเนินการอบรมพัฒนาฝีมือและทดสอบทักษะฝีมือแรงงานต่างในเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อสกัดกั้นแรงงานที่ไม่มีฝีมือและนำแรงงานที่มีฝีมือเข้ามาทำงานในพื้นที่ด้านในได้ นอกจากนี้ ที่ประชุมยังแต่งตั้งอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เป็นอนุกรรมการศูนย์บริการเบ็ดเสร็จด้านแรงงานฯ เนื่องจากหลังจากมีการจ้างงานและเข้าสู่ระบบการดูแลด้านแรงงาน และสาธารณสุข จะต้องเรื่องของการคุ้มครองแรงงานและการร้องเรียนตามเข้ามา โดยจะมีการตั้งศูนย์คุ้มครองแรงงานขึ้นมาดูแลอีก 5 ศูนย์ด้วย โดยจะเสนอคณะกรรมนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) ในเดือนกันยายนนี้
     
    (สำนักข่าวไทย, 19-8-2557)
     
    ตั้งอนุกรรมการศึกษาจัดตั้งโรงพยาบาลประกันสังคม
     
    เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม นายจีรศักดิ์ สุคนธชาติ ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการประกันสังคม (สปส.) กล่าวหลังประชุมบอร์ด สปส.ว่าที่ประชุมเห็นชอบให้ตั้งอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อศึกษาแนวทางการจัดตั้งรพ.ประกันสังคมจำนวน 16 คนโดยมีนายไสว พราหมณี ผู้ทรงคุณวุฒิระบบประกันสังคมเป็นประธานอนุกรรมการและอนุกรรมการ 15 คน มาจากผู้แทนหน่วยงานต่างๆ เช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการคลัง ลูกจ้าง นายจ้าง ซึ่งให้เวลาศึกษาเป็นเวลา 3เดือนโดยคณะอนุกรรมการฯจะประชุมนัดแรก ในวันที่ 27 สิงหาคมนี้ 
        
    นายจีรศักดิ์ กล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบร่างประกาศสปส.ในเรื่องหลักเกณฑ์การตั้งคณะกรรมการและเกณฑ์การคัดเลือกบริษัทเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนเพื่อมาช่วยสปส.บริหารเงินกองทุนในส่วนของเงินลงทุนในไทยและต่างประเทศโดยหลักเกณฑ์มีข้อกำหนด เช่น โครงสร้างองค์กร พิจารณาการดำเนินงานย้อนหลัง ข้อมูลการกระทำผิด บุคลากร ระบบบริหาร มุมมองด้านการลงทุน การวางเงินประกันสัญญาจ้าง ซึ่งสปส.สามารถทำสัญญาว่าจ้างบริษัทเอกชนที่มความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนเช่น หุ้น พันธบัตร อสังหาริมทรัพย์ได้หลายบริษัทโดยขึ้นอยู่กับเป้าหมายการลงทุนและงบลงทุนโดยเมื่อคณะกรรมการคัดเลือบริษัทได้แล้วต้องเสนอให้บอร์ดสปส.พิจารณาอีกครั้งก่อนจะทำสัญญาจ้าง
     
    นอกจากนี้ ในที่ประชุมผู้แทนฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างได้เสนอให้ตั้งคณะกรรมการติดตามเงินที่รัฐบาลค้างจ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคมในช่วงที่ผ่านมาซึ่งรวมแล้วเป็นยอดเงินสะสมกว่า 6 หมื่นล้านบาท แต่บอร์ดสปส.ยังไม่ได้เห็นชอบในเรื่องนี้โดยขอให้สปส.ไปศึกษาข้อมูลและแนวทางการดำเนินการให้รอบคอบก่อนแล้วนำเสนอต่อบอร์ด สปส.อีกครั้ง
     
    (มติชน, 19-8-2557)
     
    ชงกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับรัฐบาลใหม่ ลูกจ้างออมเงินได้มากกว่านายจ้าง
     
    นายพิสิฐ ลี้อาธรรม นายกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เปิดเผยว่า กองทุนจะยื่นข้อเสนอกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับต่อรัฐบาลชุดใหม่ที่จะถูกจัดตั้งขึ้น โดยปรับปรุงกฏเกณฑ์ให้ลูกจ้างสามารถออมเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพิ่มขึ้น จากข้อกำหนดเดิมที่ห้ามลูกจ้างเพิ่มเงินออมมากกว่าส่วนของนายจ้าง เพื่อเพิ่มอัตราการออมใช้ในการเกษียณอายุให้ตรงกับความต้องการของลูกจ้างมากที่สุด และบังคับใช้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพในทุกบริษัทควบคู่สิทธิประกันสังคม รวมถึงเร่งผลักดันลูกจ้างชั่วคราวเข้าสู่ระบบ
     
    สำหรับในปัจจุบันประเทศไทยมีแรงงานจำนวนทั้งสิ้น 37 ล้านคน เป็นลูกจ้างที่ได้รับสิทธิประกันสังคม 10 ล้านคน เป็นผู้ที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพร้อมประกันสังคม 2.7 ล้านคน ระยะแรกจะพยายามผลักดันให้รัฐบาลประกาศบังคับใช้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพแก่ลูกจ้างที่มีประกันสังคมทั้งหมด และในระยะต่อไปจะผลักดันลูกจ้างชั่วคราวทั้งประเทศเข้าสู่ระบบ จะช่วยให้ไทยมีอัตราการออมเงินภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น เทียบเท่าศักยภาพการออมเงินของประเทศภายในภูมิภาคได้
     
    ในประเด็นการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับทางกองทุนพยายามเสนอต่อรัฐบาลมาตั้งแต่ปี 43 เป็นต้นมา แต่ไม่ได้รับความสนใจจากรัฐบาลในสมัยนั้น มองว่าขณะนี้ประเทศได้มีการเร่งมือแก้ไขจุดบกพร่องด้านต่างๆ ถือว่าเป็นเวลาที่เหมาะสมในการนำเสนอเรื่องดังกล่าวเพื่อประกอบการพิจารณาอีกครั้ง โดยมีความเป็นไปได้ว่าจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล
     
    เพราะกองทุนดังกล่าวช่วยเอื้อประโยชน์แก่ลูกจ้างโดยตรง และเพิ่มอัตราการออมในประเทศให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น”
     
    นอกจากนี้สถิติตัวเลขในปัจจุบันมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในประเทศทั้งสิ้น  421 กองทุน มีลูกจ้างรวมกันเป็นจำนวน 2.7 ล้านราย และนายจ้าง 13,000 ราย มีสินทรัพย์รวมกัน ณ สิ้น เดือนพฤษภาคม 2557 จำนวน  7.4 แสนล้านบาท
     
    (มติชน, 19-8-2557)
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    เวทีเสวนาที่ มช. "ประวัติศาสตร์และความยุติธรรม: หอจดหมายเหตุ ศาล คุก และหลักฐานของความรุนแรง” โดยไทเรล ฮาเบอร์คอร์น เล่าเรื่องเอกสารและบันทึกสมัยรัฐบาลสมัยเผด็จการที่กระทำต่อพลเรือน กรณีศึกษาบราซิล กัวเตมาลา อินโดนีเซีย รวมทั้งประเด็นเรื่องการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์การใช้ความรุนแรงในไทยนับแต่ปี 2475

    17 ส.ค.57 - ที่คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศูนย์อาเซียนศึกษา ร่วมกับ หลักสูตรนิติศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดสัมมนากฎหมายและสังคมในหัวข้อเรื่อง “ประวัติศาสตร์และความยุติธรรม: หอจดหมายเหตุ ศาล คุก และหลักฐานของความรุนแรง” มีวิทยากรคือไทเรล ฮาเบอร์คอร์น ภาควิชาการเปลี่ยนแปลงสังคมและการเมือง มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย และดำเนินรายการโดย นัทมน คงเจริญ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

     

    รัฐเผด็จการเก็บข้อมูลหลักฐานการทารุณอย่างไร?

    ไทเรลกล่าวถึงคำถามเริ่มต้นในการศึกษาชิ้นนี้ ซึ่งมาจากที่เคยทำงานวิจัยประวัติศาสตร์ไทย ได้แก่ รัฐเผด็จการต่างๆ ได้บันทึกข้อมูลอะไรบ้างเกี่ยวกับการกระทำอันทารุณ เช่น การกักขังโดยมิชอบ การซ้อมทรมาน การบังคับอุ้มหาย การสังหาร, รัฐเก็บเอกสารบันทึกเหล่านี้ที่ไหนและอย่างไร, นักสิทธิและนักเคลื่อนไหวได้เก็บบันทึกอะไรไว้ และแตกต่างจากเอกสารของรัฐอย่างไร, หลังกระบวนการเปลี่ยนผ่านมีอะไรที่เกิดขึ้นกับเอกสารบันทึกเหล่านี้, ความหมายและประโยชน์ของเอกสารเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร หรือในกรณีที่ไม่มีกระบวนการเปลี่ยนผ่าน ยังมีรัฐเผด็จการอยู่ หรือมีกลิ่นของมรดกเผด็จการอยู่ การบันทึกเหล่านี้ได้ถูกดึงออกมาใช้ในการต่อต้านได้อย่างไรบ้าง

    สาเหตุที่สนใจความรุนแรงของรัฐเผด็จการ คือจากมุมมองของนักสิทธิมนุษยชน ความรู้และการเข้าถึงความรู้เกี่ยวกับการกระทำอันทารุณของเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นส่วนสำคัญของการต่อต้านการยกเว้นการรับผิดของเจ้าหน้าที่เอง โดยสหประชาชาติเคยระบุว่ามีสามหลักที่สำคัญ คือสิทธิที่จะรู้ สิทธิที่จะได้รับความยุติธรรม สิทธิที่จะได้รับการเยียวยาและไม่เกิดความรุนแรงซ้ำอีก

    อันที่สอง คือสนใจศึกษาว่าถ้าอยากศึกษารัฐเผด็จการและการกระทำอันทารุณจะมีหลักฐานอะไรบ้าง โดยปกติรัฐเผด็จการจะบันทึกอะไรเยอะ พบว่ารัฐเก็บข้อมูลของทุกคนที่ถูกสงสัย ประชาชนถูกมองด้วยความสงสัย แต่ช่วงยุคเปลี่ยนผ่านในหลายกรณีๆ ประชาชนก็ได้เข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ โดยเอกสารไม่ถูกทำลาย แต่ควรกล่าวด้วยว่ารัฐที่มองตัวเองว่าเป็นประชาธิปไตย ก็กระทำสิ่งที่โหดร้ายได้เหมือนกัน

    ในแง่หนึ่ง ไม่แปลกที่รัฐเผด็จการจะเก็บข้อมูลที่เรามองว่าผิดกฎหมายหรือละเมิดต่อความเป็นมนุษย์ โดยรัฐเองก็คงมองในอีกมุมหนึ่ง ที่มองว่ากระทำนั้นทำเพื่อชาติหรือปกป้องความมั่นคง แต่ตนไม่ค่อยสนใจสาเหตุของรัฐที่บันทึก แต่สนใจว่ารัฐเก็บอะไรไว้ แล้วนักสิทธิและนักประวัติศาสตร์นำไปใช้อย่างไรมากกว่า โดยจะใช้กรณีตัวอย่างจากสามประเทศ ได้แก่ บราซิล กัวเตมาลา และอินโดนีเซีย ซึ่งล้วนเป็นประเทศที่เคยมีรัฐเผด็จการอยู่ แต่ได้มีกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยไปแล้ว หรือกำลังมีการเปลี่ยนผ่านในปัจจุบัน

    ไทเรลกล่าวว่าสิ่งที่ช่วยตอบคำถามของตนมาจากบทความของออเดรอ ลอร์ด (Audre Lorde) ที่เขียนว่า “เครื่องมือของเจ้านายไม่เคยได้ทำให้บ้านเขาล้ม” (The master’s tools will never dismantle the master’s house) โดยตนมองว่าบางครั้งเครื่องมือของเจ้านายเองต่างหากที่ทำให้บ้านเขาล้มลง ซึ่งกรณีของบราซิลและกัวเตมาลาจะชี้ให้เห็นเรื่องนี้

     

    บราซิล: จากเอกสารศาลทหารสู่รายงานการกระทำอันทารุณของรัฐ

    ไทเรลได้เล่าถึงกรณีบราซิลว่าคณะทหารได้รัฐประหารเมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2507 และผลักดันให้ประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งต้องออกจากตำแหน่ง เผด็จการทหารนี้อยู่ในอำนาจกว่า 20 ปี ถึงเดือนมีนาคม 2528 ในระหว่างนั้นมีการปราบปรามนักเคลื่อนไหว นักศึกษา แรงงาน ผู้ถูกมองเป็นฝ่ายซ้าย โดยความหมายของ “ความเป็นซ้าย” ในสายตาของรัฐช่วงนั้นกว้างขวางมาก คนที่วิจารณ์การกระทำใดๆ ของรัฐก็สามารถถูกมองว่าเป็น “ภัย” ต่อรัฐ

    ในช่วงนั้นนักสิทธิมนุษยชนกว่า 400 คน ถูกบังคับสูญหาย หลายพันคนถูกจับกุมและซ้อมทรมาน หลายคนต้องผ่านกระบวนการยุติธรรมในศาลทหาร โดยมีตั้งข้อหาแปลกๆ และใช้หลักฐานแปลกๆ กับพลเรือน เช่น มีคนถูกตั้งข้อหากบฏ โดยอัยการใช้หลักฐานหลักที่ว่าเขาใช้ชีวิตในสหภาพโซเวียตนาน 9 ปี และหลายคนที่ถูกดำเนินคดีในศาลทหารก็ถูกซ้อมทรมาน

    ในปี 2522 ได้เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง รัฐเผด็จการบอกว่าจะเริ่มกลับสู่ประชาธิปไตย และจะออกพรบ.นิรโทษกรรม ในช่วงนั้นมีกลุ่มนักเคลื่อนไหว กลุ่มศาสนา กลุ่มทนาย และนักศึกษา ร่วมกันคิดว่าอยากจะใช้เอกสารของศาลทหาร เพื่อที่จะรวบรวมข้อมูลรายละเอียดการกระทำของรัฐเผด็จการ จนเกิดเป็นโครงการ “Brazil: Nunca Mais”

    มีการใช้วิธีให้ทนายไปยืมสำนวนคดี และนำมาให้คนที่ถ่ายเอกสาร จากหนังสือความทรงจำของคนที่ร่วมในกิจกรรม หลายคนบอกว่าตอนที่ถ่ายเอกสารหลายคนไม่รู้ว่าทำไปเพราะอะไร เข้าใจว่าถ่ายเพื่อให้ทนายไปทำงานของเขา หลายคนเห็นว่าจะปลอดภัยกว่าถ้าไม่บอกรายละเอียดต่อกัน ใช้เวลาประมาณ 1 ปี ถ่ายเอกสารประมาณ 1 ล้านหน้า มีคดี 700 กว่าคดี โดยมีการทำเป็นไมโครฟิล์มและส่งออกไปรวบรวมไว้นอกประเทศ

    หลังจากนั้นมีนักวิจัยพยายามศึกษาเอกสารชุดนี้ ใช้เวลาประมาณ 5 ปี เขียนรายงานกว่า 7 พันหน้า เกี่ยวกับการกระทำของรัฐเผด็จการ โดยรายงานนี้มีสี่ส่วน ตั้งแต่อธิบายโครงสร้างของรัฐเผด็จการ อธิบายวิธีการทำโครงการและวิจัย มีการเปรียบเทียบกฎหมายฉบับต่างๆ และกระบวนการในศาลทหาร โดยส่วนสุดท้ายเป็นส่วนสำคัญที่สุด หนากว่า 2,700 หน้า เป็นส่วนที่บันทึกรายละเอียดการกระทำอันทารุณของเจ้าหน้าที่รัฐ

    ส่วนเหตุที่มีข้อมูลแบบนี้ในเอกสารของศาลทหารเพราะคนที่ถูกดำเนินคดีมองว่าตนไม่มีทางชนะ ดังนั้นสิ่งที่ทำได้คือพูดถึงความจริงของสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขา แม้ไม่ได้ออกจากศาลทหาร แต่อย่างน้อยเขาคิดว่าได้พูดความจริงที่เกิดกับชีวิต รายงานในส่วนนี้จึงได้ให้รายละเอียดของการซ้อมทรมาน ชื่อของผู้ซ้อมทรมาน สถานที่ซ้อมทรมาน ชื่อของนักโทษการเมืองที่ถูกสังหาร ชื่อของที่ผู้ถูกบังคับสูญหาย

    หลังจากนั้น ได้มีนักเคลื่อนไหว-นักหนังสือพิมพ์ ได้เขียนสรุปสั้นๆ ประมาณ 4 ร้อยหน้า เป็นหนังสือเล่มออกมาในปี 2528 หลังการสิ้นสุดของรัฐเผด็จการทหาร และกลายเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดในปีแรกที่ออกพิมพ์ หมายความว่าประชาชนบราซิลล้วนอยากรู้ว่าอะไรเกิดขึ้นในประเทศของเขาในรอบ 20 ปีนั้น

    ส่วนเอกสารไมโครฟิล์มได้ถูกนำไปอยู่ในห้องสมุดหลายแห่ง มีจำนวนมากกว่า 1 ล้านหน้า โครงการนี้ตอบสนองต่อสิทธิที่จะรู้ (Right to know) ได้ดีมาก จนในปี 2556 ได้มีการจัดทำหอจดหมายเหตุดิจิทอล ซึ่งเปิดให้เข้าถึงได้อย่างเสรี และสามารถค้นหาได้ง่าย ขณะเดียวกัน ก็เริ่มมีกระบวนการยุติธรรมเปลี่ยนผ่านในบราซิล ในช่วงปี 2554 จนถึงช่วงสิ้นปี 2556 ได้เริ่มมีการดำเนินคดีอุ้มหายเป็นคดีแรก เอกสารชุดนี้เป็นส่วนหนึ่งที่อัยการกำลังใช้ดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่รัฐที่สังหารเขา กล่าวได้ว่าบราซิลกำลังใช้เอกสารของรัฐบาลเผด็จการทหารเอง ในการดำเนินการกับผู้กระทำในช่วงนั้นเอง

     

    กัวเตมาลา: สมุดบันทึกการสังหารและเอกสารตำรวจแห่งชาติ

    ไทเรลกล่าวถึงกรณีกัวเตมาลา ซึ่งมีสงครามกลางเมืองกว่า 36 ปีในช่วงระหว่างปี 2503-2539 เป็นสงครามระหว่างรัฐเผด็จการ ผู้มีอำนาจอิทธิพล กับกลุ่มต่างๆ ที่รัฐมองว่าเป็นภัย ทั้งชนพื้นเมืองหลายๆ กลุ่ม พรรคการเมืองก้าวหน้า และกลุ่มสนับสนุนประชาธิปไตยหลายกลุ่ม มีการปราบปรามประชาชนอย่างรุนแรง กว่า 4-5 หมื่นคนถูกบังคับให้สูญหาย มีอีกจำนวนมากถูกจับกุมและซ้อมทรมาน 

    หลังสงครามกลางเมือง มีสนธิสัญญาระหว่างกองทัพและตัวแทนของประชาชน ส่วนหนึ่งระบุว่ากองทัพต้องให้มีกรรมาธิการหาความชัดเจนของประวัติศาสตร์ โดยให้มีการเปิดเผยเอกสารของกองทัพ แต่ในความจริงกองทัพก็ไม่ค่อยยอม โดยให้เข้าถึงเอกสารแค่ไม่กี่ชิ้น แต่ก็มีทั้งเอกสารที่รั่วออกมา และเอกสารที่ถูกเจอโดยบังเอิญ 

    เอกสารที่รั่วออกมา ได้แก่ สมุดบันทึกการสังหาร (El Diario Militar) ยาว 43 หน้า โดยนักเคลื่อนไหวได้รับเอกสารนี้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2542 ในสมุดนี้มีชื่อของประชาชน 183 คนที่ถูกสังหารโดยทหาร ระหว่างปี 2526-28 โดยให้รายละเอียดการสังหารแต่ละคน และเอกสารนี้ทำให้ญาติและเพื่อนของคนที่อุ้มหายไปและไม่เคยได้เจออีก ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับครอบครัวของตัวเอง คำถามคือทำไมเจ้าหน้าที่ที่จับกุมและสังหารประชาชนถึงบันทึกเหตุการณ์รายละเอียดเหล่านี้ เป็นคำถามที่น่าสนใจทั้งในทางวิชาการและความเป็นมนุษย์ ซึ่งยังไม่ทราบแน่ชัด

    ยังมีเอกสารอีกชุดหนึ่งที่ถูกพบโดยบังเอิญ คือเอกสารในอาคารตำรวจแห่งชาติ โดยตำรวจเป็นองค์กรหนึ่งที่มีส่วนในการใช้ความรุนแรงแต่ประชาชน และถูกยุบไปหลังสงครามกลางเมือง จนในปี 2548 ได้มีการระเบิดในตึกเก่าของตำรวจแห่งชาติ แล้วมีการติดต่อร้องเรียนกรรมการสิทธิมนุษยชนให้ไปตรวจสอบอาคารนี้ จนได้พบเอกสารของตำรวจจำนวนกว่า 80 ล้านหน้า ที่มาจากการทำงานของตำรวจแห่งชาติกว่า 100 ปี ซึ่งมีทั้งเอกสารฝ่ายซ้ายที่ตำรวจเก็บไว้ โทรเลข บันทึกประจำวัน ข้อมูลส่วนตัวของบุคคล แผนการต่อต้าน “ผู้ปลุกระดม” หรือบันทึกการสอบสวนต่างๆ

    หลังจากนั้นได้มีการปรับปรุงเป็นหอจดหมายเหตุตำรวจแห่งชาติกัวเตมาลา โดยในปี 2550 ได้มีโครงการทำเป็นหอจดหมายเหตุดิจิทอล เอกสารกว่า 15 ล้านหน้าได้ถูกทำเป็นไฟล์ดิจิทอล ทำให้สาธารณชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย

    เอกสารชุดนี้ยังถูกใช้ในกระบวนการยุติธรรม ในปี 2555 ได้ถูกใช้ในดำเนินคดีกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนเดิม ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีส่วนในการอุ้มหายนักศึกษานักกิจกรรมรายหนึ่งตั้งแต่ในปี 2524 โดยลูกสาวของนักกิจกรรมรายนี้ที่เป็นทนาย ได้กล่าวถึงเอกสารชุดนี้ว่าแสดงให้เห็นว่าพ่อของเธอถูกจับกุมโดยเจ้าหน้าที่รัฐที่ไหน และใครมีส่วนในการจับตอนนั้น โดยถึงปัจจุบันนี้คดียังดำเนินอยู่

    กรณีกัวเตมาลาเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่เครื่องมือของเจ้านายเองทำให้บ้านเขาล้ม แต่อาจต้องใช้เวลานาน แม้ผู้กระทำผิดอาจจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่ในแง่หนึ่ง ความรู้ก็ยังเป็นสิ่งที่สำคัญ โดยสองกรณีในละตินอเมริกานี้เป็นรัฐที่มีการเปลี่ยนผ่านจากรัฐเผด็จการสู่ประชาธิปไตยแล้ว

     

    อินโดนีเซีย: หอจดหมายเหตุเงาของนักกิจกรรม

    ไทเรลกล่าวถึงกรณีของประเทศที่ยังเปลี่ยนผ่านได้ไม่สมบูรณ์ และยังมีกลิ่นอายของความรุนแรงโดยรัฐอยู่ในสังคม คำถามคือกรณีนี้แบบนี้จะมีหลักฐานอะไรที่ประชาชนสามารถนำมาใช้เข้าใจเผด็จการและเข้าใจการต่อต้านเผด็จการ การตอบคำถามนี้จะเล่าถึงการต่อสู้ของนักศึกษาต่อรัฐบาลซูฮาร์โตในอินโดนีเซีย ในช่วง 10 ปีสุดท้ายของซูฮาร์โต โดยใช้งานชิ้นหนึ่งของเพื่อนนักมานุษยวิทยาที่กำลังจะพิมพ์เป็นหนังสือชื่อ Activism Achieve, Youth culture and Political Past in Indonesia  

    ใน 33 ปีตั้งแต่ปี 2508 ที่รัฐเผด็จการทหารอยู่ในอินโดนีเซีย เริ่มต้นด้วยการสังหารสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ของอินโดนีเซียหรือคนที่ถูกสงสัยจำนวนมาก และมีคนที่ถูกจับโดยข้อหาทางการเมืองหลายพันคน ลูกหลานของผู้สังหารในช่วงแรกก็ถูกสงสัยจากชุมชนและโรงเรียน แต่ในเวลาเดียวกันตลอด 30 ปีนั้น ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์และต่อสู้ โดยมีเยาวชนเป็นแนวหน้ากลุ่มหนึ่ง งานหนังสือเล่มนี้สนใจว่านักกิจกรรมได้ทำอะไรบ้างในการต่อต้านช่วงสุดท้ายของซูฮาร์โต ช่วงปีพ.ศ.2530-41 รัฐได้ตอบโต้หรือปราบปรามอย่างไร และมีแหล่งข้อมูลอะไรบ้างในเรื่องนี้

    สิ่งสำคัญในอินโดนีเซีย คือไม่มีหอจดหมายเหตุหรือเอกสารทางการที่คนธรรมดาเข้าถึงได้เหมือนที่กล่าวถึงในสองประเทศก่อน หนังสือเล่มนี้ได้ใช้เอกสารที่นักกิจกรรมเก็บไว้เอง บางชิ้นก็ถูกนำไว้นอกประเทศ ในห้องสมุดมหาลัยต่างๆ โดยพบว่าการเก็บเอกสารเป็นสิ่งสำคัญในสายตาของนักกิจกรรมอินโดนีเซีย ซึ่งพบว่ามีทั้งบทกวี เรื่องสั้น แถลงการณ์ของกลุ่มต่างๆ หลายพันหน้า เอกสารของศาล เอกสารบันทึกของคนในคุก ข้อความสั้นๆ ในกระดาษเล็กๆ ที่คนถูกดำเนินคดีจะจด และส่งให้เพื่อนหรือคนรักในศาล โดยที่ทั้งสองคนถูกดำเนินคดีเช่นกัน ซึ่งอาจมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมต่อต้านโดยตรงก็ได้

    แม้เอกสารของรัฐในอินโดนีเซียยังไม่เคยถูกเปิดเผย แต่เอกสารที่นักกิจกรรมรวบรวมก็มีลักษณะเป็น “หอจดหมายเหตุเงา” (Shadow Achieve) มีลักษณะเป็นการขัดขวางเอกสารของรัฐโดยตรง นักศึกษายังได้เก็บรวบรวมเอกสารที่บอกว่ารัฐมองเขาอย่างไร และเก็บบันทึกของตำรวจหรือเอกสารของศาล ซึ่งกลายเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ชนิดหนึ่ง

    ในเอกสารชุดนี้มีเอกสารสองชนิดที่สำคัญ คือ แถลงการณ์เปิดและปิดคดีของฝ่ายจำเลย ในศาลช่วงนั้น นักศึกษาถือเป็นช่องทางในการพูดถึงความจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกรณีของตัวเองต่อศาล เป็นทั้งการบันทึกความจริงและความกล้าหาญของนักศึกษา เช่น มีนักศึกษาคนหนึ่งที่ถูกกล่าวหาว่าพยายามบ่อนทำลายรัฐ เขาได้กล่าวแถลงปิดคดีว่ารัฐเองต่างหากที่กำลังบ่อนทำลายประเทศชาติ

    ในอินโดนีเซีย ยังไม่มีกรณีที่นำเอกสารนี้มาใช้ในกระบวนการยุติธรรม ดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ แต่เอกสารชุดนี้กลายเป็นบันทึกการเคลื่อนไหวก่อนมีการชุมนุมล้มรัฐบาลในปี 2541 และยังแสดงว่าการล้มรัฐบาลซูฮาร์โตไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในอาทิตย์เดียว แต่เป็นสิ่งที่ดำเนินมาจากการต่อสู้ต่อต้านและเสียสละของหลายคนที่ต้องอยู่ในคุกกว่า 10 ปี ก่อนหน้านั้นแล้ว

     

    คำถามถึงการศึกษาประวัติศาสตร์ไทย

    ไทเรลได้กล่าวถึงกรณีของไทย จากการศึกษาประวัติศาสตร์ของการใช้ความรุนแรงโดยรัฐตั้งแต่ปี 2475 ถึงปัจจุบัน หลังจากพยายามหาเอกสารมา 5 ปี ก็ยังไม่เจอเอกสารของรัฐแบบในบราซิลหรือกัวเตมาลา

    ไทเรลกล่าวว่าสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนในรัฐไทยคือ ประชาชนถูกปราบปรามโดยรัฐมาตลอด ไม่ว่าในรัฐเผด็จการทหาร หรือรัฐที่ดูเป็นประชาธิปไตย ทั้งการสังหาร การกักขังโดยมิชอบ การอุ้มหาย หรือการคุกคามต่างๆ โดยเธอสนใจความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายกับความรุนแรงนอกระบบ ว่ากฎหมายเปิดช่องให้ใช้ความรุนแรงนอกระบบหรือไม่ หรือกฎหมายจะช่วยประชาชนเข้าถึงความยุติธรรมหรือไม่

    อุปสรรคอันใหญ่ที่เจอ คือจะหาหลักฐานที่ไหน โดยไม่ใช้วิธีการหาคนที่ทำงานในกองทัพหรือตำรวจโดยตรงในการเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ สุดท้ายได้พยายามใช้ข้อมูลที่ปรากฏอยู่แล้วในที่สาธารณะ ทั้งเอกสารในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เอกสารในห้องสมุดรัฐสภา หรือเอกสารในหนังสือพิมพ์ต่างๆ โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ฝ่ายขวาที่จะรายงานการกระทำของเจ้าหน้าที่โดยละเอียด

    ไทเรลได้แนะนำในการหาเอกสารเพื่อศึกษาประเด็นเหล่านี้ เช่น เอกสารเกี่ยวกับกฎหมาย และเอกสารประกอบการทำกฎหมาย ควรไปค้นเอกสารของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ส่งไปที่หอจดหมายเหตุ หรือค้นคำพิพากษาของศาล และหนังสืองานศพ โดยข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ที่ร่วมในเหตุการณ์ต่างๆ บางครั้งก็ยังภูมิใจอยู่ในการกระทำ ก็อาจจะมีการเขียนถึงในหนังสือ รวมทั้งหนังสือบันทึกเล่าเรื่องชีวิตของข้าราชการ หรือบันทึกประชุมของสภา

    ไทเรลสรุปว่าข้อมูลที่อยู่ในที่สาธารณะก็มีความสำคัญในอีกแง่หนึ่ง คือเป็นข้อมูลที่กำลังรอนักประวัติศาสตร์หรือนักคิดจะมารวบรวม โดยบทบาทของนักประวัติศาสตร์ควรจะเป็นการรวบรวมและบันทึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อไม่ให้สังคมลืม

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ภาพจากงานรำลึกวีรชน "ซอว์ บาอูจี" และผู้เสียชีวิตในช่วงการต่อสู้เพื่ออิสรภาพชาวกะเหรี่ยง ที่รัฐกะเหรี่ยง ริมฝั่งแม่น้ำสาละวิน ขณะที่กองพลน้อยที่ 7 KNLA จัดงานรำลึกที่ริมฝั่งแม่น้ำเมยเช่นกัน

    พิธีรำลึก "วันวีรชน" ปีที่ 64 ที่ฐาน KNDO ริมแม่น้ำสาละวิน รัฐกะเหรี่ยง เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2557 (ที่มา: นักข่าวพลเมืองเอื้อเฟื้อภาพ)

    เมื่อวันที่ 12 ส.ค. ที่ผ่านมา มีการจัดงานรำลึก "วันวีรชน" (Martyrs Day) ที่กองบัญชาการขององค์กรป้องกันแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNDO) ของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ริมแม่น้ำสาละวิน ตรงข้าม จ.แม่ฮ่องสอน ทั้งนี้มีประชาชนชาวกะเหรี่ยงเข้าร่วมจำนวนมาก รวมทั้ง พล.ท.บอจ่อแฮ รองผู้บัญชาการกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA) ซึ่งเป็นผู้นำทางการทหารคนสำคัญของฝ่ายกะเหรี่ยง

    สำหรับงานวันวีรชนจัดขึ้นเพื่อเป็นการรำลึกถึงผู้นำกะเหรี่ยงที่ชื่อซอว์ บาอูจี ผู้ก่อตั้งสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง ซึ่งถูกลอบสังหารในวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2493 โดยชาวกะเหรี่ยงถือเอาวันดังกล่าวเป็นการรำลึกถึงทหารและประชาชนกะเหรี่ยงที่เสียชีวิตในช่วงสงครามกลางเมืองต่อต้านรัฐบาลพม่าซึ่งดำเนินมาตั้งแต่ พ.ศ. 2492

    นอกจากนี้ตามรายงานของ สำนักข่าวกะเหรี่ยง ยังมีการจัดงาน "วันวีรชน" ที่กองบัญชาการ KNLA กองพลน้อยที่ 7 ฝั่งแม่น้ำเมย ซึ่งอยู่ตรงข้าม อ.ท่าสองยาง จ.ตาก โดย พล.อ.ซอว์ จอห์นนี ผู้บัญชาการกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง KNLA รวมทั้ง ประธานสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ซอว์ มูตู เซพอ ได้เข้าร่วมพิธีด้วย

    ทั้งนี้ พล.อ.ซอว์ จอห์นนี กล่าวว่า "เจตจำนงของวีรชนทุกนามผู้เสียสละชีวิตเพื่อการต่อสู้ของชาวกะเหรี่ยงยังไม่บรรลุผล พวกเราประชาชนชาวกะเหรี่ยงมีหน้าทีต้องแบกรับภารกิจนี้ไว้จนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย"

    สำหรับสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ที่ต่อสู้กับรัฐบาลพม่ามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2492 ล่าสุดภายหลังประธานาธิบดีเต็ง เส่ง เข้ามาบริหารประเทศในปี พ.ศ. 2554 ภายหลังจัดการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2553 ได้ประกาศเจรจากับกลุ่มชาติพันธุ์ในพม่า ต่อมาในเดือนเมษายน พ.ศ. 255 คณะกรรมการเจรจาสันติภาพของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ได้เจรจาหยุดยิงกับรัฐบาลพม่า มีการวางกรอบข้อตกลงเจรจาสันติภาพร่วมกัน 13 ข้อ อย่างไรก็ตามจนถึงขณะนี้การเจรจายังไม่บรรลุผล รวมทั้งยังไม่มีทางออกเรื่องรูปแบบการปกครองตนเองของชาวกะเหรี่ยง

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

     

    คดีความผิดในมาตรา 112 หรือที่เรียกกันติดปากว่าคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเกิดขึ้นและเป็นที่รับรู้ในสังคมอยู่พอสมควร นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งทางการเมืองเหลือง-แดง และการรัฐประหารปี 2549 เป็นต้นมา โทษจำคุกที่หนักหน่วงและการไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างต่อสู้คดีเป็นภาพที่ปรากฏให้เห็นบ่อยครั้ง

    ในยุคหลังที่บทบาทของอินเตอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียขยายตัวก็มักมีการใช้มาตรานี้ควบคู่ไปกับ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ซึ่งจะช่วยเอื้ออำนวยให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ต้องสงสัยจากผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตได้อย่างสะดวก

    ช่วงปี 2555-56 ก่อนหน้าจะมีการรัฐประหาร อัตราการผู้ต้องขังรายใหม่ในคดีนี้ในกรุงเทพฯ เริ่มมีแนวโน้มลดลง ขณะที่จำนวนมากได้รับพระราชทานอภัยโทษหลังถูกคุมขังมานาน 1-3 ปี ส่งผลให้ ณ วันก่อนการรัฐประการ ปรากฏผู้ต้องขังในเรือนจำเหลืออยู่ 6 ราย คือ สมยศ พฤกษาเกษมสุข, เอกชัย, เคนจิ, ดารณี ชาญเชิงศิลปกุลปภัสชนัญญ์ ฉิ่งอินทร์ หรือ เจ๊แดง โคราช, และ คธา (รายหลังถูกแจ้งข้อหาเพียง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์)

    อย่างไรก็ตาม ภายหลังการรัฐประหารรอบล่าสุด ผู้ต้องขังในคดี 112 ในเรือนจำเพิ่มขึ้นอีก 15 ราย รวมแล้วเป็น 21 ราย (นับเฉพาะเท่าที่มีข้อมูลเท่านั้น) ในจำนวนนี้เป็นหญิง 3 ราย เป็นนักศึกษา 3 ราย

    ในที่นี้จะนำเสนอเฉพาะกรณีที่เกิดหลังรัฐประหารเท่านั้น ทั้งรายที่ถูกฝากขังหรือถูกพิพากษาให้คุมขังในเรือนจำ และขออนุญาตปกปิดนามสกุลเพื่อลดผลกระทบด้านสังคมที่อาจเกิดกับครอบครัวผู้ถูกกล่าวหา

    รายละเอียดมีดังต่อไปนี้

    1.ภรณ์ทิพย์ หรือ กอล์ฟ  

    วันที่ถูกจับ : 15 ส.ค.2557  (ปัจจบุันฝากขัง)
    ข้อหา : มาตรา 112

    ข้อมูลเพิ่มเติม  

    กอล์ฟ หรือที่หลายคนเรียกว่า กอล์ฟ เด็กปีศาจ  อายุ 25 ปี พื้นเพเป็นคนจังหวัดพิษณุโลก แม่ของเธอทำไร่มันสำปะหลัง

    เธอถูกส่งตัวเข้าเรือนจำก่อนหน้าวันเกิดของเธอ 1 วัน เธอถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวที่สนามบินหาดใหญ่ระหว่างกำลังจะเดินทางไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ

    รายงานข่าวแจ้งว่าหมายจับออกมาตั้งแต่วันที่ 6 มิ.ย.2557 โดยไม่มีหมายเรียก ตำรวจตั้งข้อหาว่าเธอมีส่วนเกี่ยวพันกับละครเวทีเรื่อง เจ้าสาวหมาป่า ละครที่หลายคนมองว่าเป็นละครตลกเสียดสีสังคม การเมือง  จัดแสดงเมื่อวันที่  6 ต.ค.2556 (เวอร์ชั่นสั้น) และ 13 ต.ค.2556 ในงานรำลึก 14 ตุลาฯ ที่หอประชุม มธ.

    ก่อนหน้าที่หมายจับจะออก เพื่อนๆ ในกลุ่มประกายไฟถูกเรียกรายงานตัวโดยคำสั่ง คสช. หลายคน รายงานข่าวแจ้งว่าทุกคนถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับละครเรื่องนี้เนื่องจากนักแสดงบางส่วนนั้นมาจากกลุ่มประกายไฟการละคร

    ทั้งนี้กลุ่มประกายไฟการละครเป็นกลุ่มละครที่แยกออกมาต่างหากจากกลุ่มประกายไฟซึ่งเป็นกลุ่มศึกษาการเมือง ประกายไฟการละครก่อตั้งในราวปี 2553 และปิดตัวในอีก 2 ปีถัดมาเนื่องจากปัญหาภายในของสมาชิกที่ต้องการศึกษาทฤษฎีการเมืองเพิ่มเติม จุดมุ่งหมายของกลุ่มประกายไฟการละครคือทำละครให้เข้าถึงชนชั้นรากหญ้าและใช้ละครเป็นสื่อทางวัฒนธรรมในการสื่อสารเรื่องสังคมการเมือง

    อย่างไรก็ตาม กอล์ฟถือได้ว่าเป็นนักกิจกรรมรุ่นใหม่ที่ทำกิจกรรมทางสังคมมาตั้งแต่อยู่ชั้นมัธยมปีที่ 5 เธอทำกิจกรรมเรื่อยมาจนแม้กระทั่งหลังจบการศึกษาที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

    หลังการจับกุมที่สนามบินหาดใหญ่ กลางดึกคืนนั้นตำรวจได้ส่งตัวเธอมาควบคุมยังห้องขัง สน.ชนะสงคราม ซึ่งเป็นพื้นที่เกิดเหตุ(แสดงละคร) ท่ามกลางเพื่อนฝูงที่มาคอยให้กำลังใจหลายสิบคน เธอให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา วันรุ่งขึ้นตำรวจได้ยื่นคำร้องขอฝากขังผลัดแรกต่อศาลอาญา ขณะที่เพื่อนฝูงของเธอนำเงิน 500,000 บาทขอประกันตัว ศาลไม่อนุญาตให้ประกัน เธอถูกนำไปคุมขังที่ทัณฑสถานหญิงกลางจนปัจจุบัน

    2.ปติวัฒน์ หรือ แบงก์

    วันถูกจับกุม : 14 ส.ค.2557 (ปัจจุบันฝากขัง)
    ข้อหา : มาตรา 112

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    ปติวัฒน์ หรือ แบงก์ อายุ 23 ปี กำลังเรียนคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เขาเลือกเรียนเอกดุริยางคศิลป์และการแสดงพื้นบ้าน ทั้งที่คะแนนของเขาในการสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยนั้นสามารถเรียนคณะสาธารณสุขได้ สิ่งที่เขาสันทัดมากคือการแสดงหมอลำ จนกระทั่งเขาได้ฉายาว่า ‘บักหนวดเงินล้าน ปฏิภาณลือชา’ เขามีฝีไม้ลายมือระดับรับจ้างเจ้าภาพในจังหวัดต่างๆ เพื่อหาเงินเลี้ยงตัวเองได้ ผลงานของเขามีมากมายดังที่ปรากฏในยูทูปและได้รับรางวัลระดับชาติก็ไม่น้อย นอกจากนี้เขายังสนใจประเด็นสังคมการเมืองทำกิจกรรมชุมนุมซุ้มเกี่ยวดาวซึ่งสนใจประเด็นเชิงสังคม ต่อมาได้รับเลือกเป็นประธานสหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน ( สนนอ.) ซึ่งเป็นกลุ่มนักศึกษาที่เคลื่อนไหวในประเด็นการศึกษา สิทธิและเสรีภาพ ตลอดจนสังคมการเมือง

    ก่อนหน้าวันที่ถูกจับกุม 1 วัน เจ้าหน้าที่ทหารติดต่อขอพบเขาที่คณะเพื่อถ่ายรูปเป็นหลักฐาน วันรุ่งขึ้นเจ้าหน้าที่ทหารติดต่อนัดที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งโดยแจ้งว่าจะขอให้เซ็นต์ข้อตกลงว่าจะไม่เคลื่อนไหวทางการเมือง เมื่อปติวัฒน์เดินทางไปพร้อมรองคณบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แสดงตัวเข้าจับกุม ก่อนพาไปที่ สภ.เมืองขอนแก่น แบงก์ให้การรับว่าเป็นผู้ร่วมแสดงจริง ต่อมาเจ้าหน้าที่นำตัวเขาเข้ากรุงเทพฯ เพื่อขอฝากขังต่อศาลอาญา ทนายได้ยื่นประกันตัวด้วยเงินสด 300,000 บาทแต่ศาลไม่อนุญาต ปัจจุบันเขาถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร โดยยังมีความกังวลว่าอาจจะพ้นสภาพนักศึกษาเนื่องจากยังไม่ได้ลงทะเบียนในเทอมใหม่

    เหตุแห่งการจับกุมสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 6 และ 13 ต.ค. 2556 ผู้ต้องหาได้ร่วมแสดงละครเวทีเรื่องเจ้าสาวหมาป่าเช่นเดียวกัน

    ทั้งนี้ ต้องหมายเหตุไว้ด้วยว่า ‘เจ้าสาวหมาป่า’ กลายเป็นประเด็นใหญ่จากรณีที่วันที่ 30 ต.ค.2556 เครือข่ายเฝ้าระวัง พิทักษ์และปกป้องสถาบัน มีการจัดประชุมสมาชิกเครือข่าย โดยมีผู้เข้าร่วมราว 200-300 คน เพื่อแจกจ่ายคลิปดังกล่าวและนัดแนะให้เครือข่ายฯ เข้าแจ้งความตามมาตรา 112 ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ที่สมาชิกอยู่อาศัย

    3.อัครเดช หรือ เค

    วันถูกจับกุม : 18 มิ.ย.2557 (ปัจจุบันฝากขัง)
    ข้อหา :  มาตรา 112 และ มาตรา 14 พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    อัครเดช อายุ 24 ปี เขาเป็นอดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในภาคใต้ แต่ ‘ซิ่ว’ มาเรียนที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร คณะวิศวกรรมศาสตร์ เช่นเดียวกับพ่อของเขา

    เขาถูกจับกุมตัวที่หอพักย่านหนองจอก สืบเนื่องจากต้นเดือนมีนาคม 2557 มีผู้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับเขาที่ สน.สุทธิสาร จากกรณีโพสต์เฟซบุ๊ก จำนวน 1 ข้อความ ซึ่งเขาระบุว่าเป็นการโพสต์ข้อความโต้ตอบเรื่องการเมืองกับคนในเฟซบุ๊ก ต่อมาหลังรัฐประหาร ในวันที่ 18 มิ.ย.2557 ตำรวจได้เข้าจับกุมเขาที่ห้องพักและยึดคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์สื่อสาร พร้อมนำตัวเขามาควบคุมตัวที่ สน.2 วัน เขารับสารภาพว่าเป็นผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อดังกล่าวจริง จากนั้นเขาถูกฝากขังที่ศาลอาญากรุงเทพฯ พ่อของเขานำเงิน 200,000 บาทยื่นขอประกันตัว แต่ศาลปฏิเสธ

    ทนายจำเลยยื่นประกันอีกรวมเป็น 4 ครั้งแต่ศาลสั่งยกคำร้อง จากนั้นทนายอุทธรณ์คำสั่งโดยให้เหตุผลการเปิดเทอมและโอกาสการเรียนในปีสุดท้ายก่อนจบการศึกษา แต่ศาลยังคงปฏิเสธการให้ประกันตัว ปัจจุบันเขายังคงถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

    4. อภิชาติ  

    วันถูกจับกุม : 23 พ.ค.2557  (ปัจจุบันฝากขัง แต่ได้ประกัน)
    ข้อหา : ฝ่าฝืนกฎอัยการศึก จากนั้นถูกแจ้งข้อหาความผิดตามมาตรา 112

    ข้อมูลเพิ่มเติม  

    อภิชาติอายุ 25 ปี พื้นเพเป็นคนภาคใต้ กำลังจะสำเร็จหลักสูตรบัณฑิตอาสา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และกำลังจะเข้าเรียนปริญญาโทอีกใบในคณะนิติศาสตร์ มธ.ขณะถูกจับกุมเขาเพิ่งทำงานที่คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ได้ไม่กี่เดือน

    หลังรัฐประหาร 1 วัน อภิชาติเป็นคนหนึ่งที่ออกมาร่วมประท้วงที่หน้าหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ และถูกทหารจับกุมตัวไปเนื่องจากชูป้ายแสดงข้อความว่า “ไม่เอาอำนาจเถื่อน” เขาถูกทหารควบคุมตัวพร้อมคนอื่นอีก รวม 4 คน หนึ่งในนั้นคือ ธนาพล อิ๋วสกุล บก.วารสารฟ้าเดียวกัน เจ้าหน้าที่นำตัวทั้งหมดไปที่กองพลทหารม้าที่ 2 รอ. (สนามเป้า) 1 คืน ก่อนจะนำตัวไปขังที่กองบังคับการปราบปราบ หลังครบกำหนด 7 วัน อภิชาติถูกแจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 โดยอภิชาติให้การภาคเสธในชั้นตำรวจตามคำแนะนำของอาจารย์ท่านหนึ่ง เขาระบุด้วยว่าในทัศนะของเขาข้อความดังกล่าวไม่มีอะไรละเมิด เป็นแต่เพียงการตั้งคำถามและการแสดงความคิดเห็น และตำรวจน่าจะนำข้อความดังกล่าวมาจากคู่ขัดแย้งของเขาซึ่งเป็นคนดังในฝ่ายอนุรักษ์นิยมและเคยนำข้อความเดียวกันนั้นเองมาข่มขู่กลั่นแกล้งเขาในโลกออนไลน์

    อภิชาติอยู่ในเรือนจำนาน 26 วัน โดยทนายได้ยื่นขอประกันตัวรวม 2 ครั้ง ครั้งแรกศาลไม่อนุญาตประกันระบุว่าตำแหน่งของรองอธิการบดีที่ใช้ค้ำประกันนั้นไม่มีความเกี่ยวข้องกับผู้ต้องหา ครั้งที่สองศาลไม่อนุญาตเพราะเป็นคดีร้ายแรง เกรงจะหลบหนี จนครั้งสุดท้ายทนายจำเลยใช้วิธีคัดค้านการฝากขังของพนักงานสอบสวน และนำพยานต่างๆ รวมถึงอาจารย์จากหลักสูตรบัณฑิตอาสาขึ้นให้การ ทำให้ศาลไม่อนุญาตฝากขังต่อ และสั่งปล่อยตัวเขาในวันที่ 24 มิ.ย.57

    5. สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด หรือ หนูหริ่ง  

    วันถูกจับกุม : 5 มิ.ย.2557 (ปัจจบุันฝากขัง แต่ได้ประกัน)
    ข้อหา : ฝ่าฝืนไม่รายงานตัวตามคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 3/2557 ต่อมาถูกแจ้งข้อหาตามมาตรา  112

    ข้อมูลเพิ่มเติม  

    สมบัติเป็น ‘แกนนอน’ ของคนเสื้อแดงมายานาน เป็นที่รู้จักในฐานะนักกิจกรรมแถวหน้าที่มักสร้างกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ หลังรัฐประหารครั้งล่าสุด เขาไม่ยอมรายงานตัวตามคำสั่งคสช. ทั้งยังออกเคมเปญ ‘catch me if you can’ ท้าทายผู้มีอำนาจ กระทั่งเจ้าหน้าที่ตามจับกุมตัวเขาได้ที่จังหวัดชลบุรีในเวลาต่อมา สมบัติพร้อมเพื่อนสนิทรวม 4 คนถูกควบคุมตัวโดยทหารโดยไม่ทราบสถานที่รวม 7 วัน ต่อมาคนใกล้ชิดของเขาถูกปล่อยตัวทั้งหมด ส่วนเขาถูกแจ้งข้อกล่าวหาขัดคำสั่ง คสช. และปลุกปั่นยั่วยุให้เกิดความแตกแยก ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 เขาถูกควบคุมตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ อยู่ไม่กี่วัน ตำรวจจาก สภ.ร้อยเอ็ด ได้เดินทางมาแจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 กับเขาเพิ่มอีกหนึ่งข้อหา ต้นเรื่องผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษคือ iPadหรือ วิพุธ สุขประเสริฐ มือหนึ่งในการแจ้งข้อกล่าวหามาตรา 112 กับผู้เห็นต่างทางการเมืองหลายราย ซึ่งในกรณีนี้เขาได้แจ้งความสมบัติไว้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2557

    สมบัติระบุว่าภาพที่ถูกนำไปฟ้องนั้นเป็นภาพตัดต่อล้อเลียนกลุ่ม กปปส. และพรรคประชาธิปัตย์ 1 ภาพที่แชร์มาจากที่อื่นอีกทีหนึ่ง โดยตัดรูปใบหน้าของคนประชาธิปัตย์ใส่แทนหน้าของคณะรัฐประหาร คมช. โดยมีสุเทพและภรรยาอยู่ด้านหลัง

    ต่อมาวันที่ 1 ก.ค. เขาถูกส่งตัวไปสอบปากคำที่ สภ.ร้อยเอ็ด ภรรยาของสมบัติได้ใช้เงินสด 300,000 บาทยื่นขอประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวนและได้รับอนุญาตให้ประกันตัว แต่มีเงื่อนไข ห้ามยุยงปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ห้ามยุยงปลุกปั่นประชาชนให้ละเมิดต่อกฎหมาย และห้ามออกนอกประเทศ

    6. สิรภพ หรือรุ่งศิลา 

    วันถูกจับกุม : 25 พ.ค.2557  (ปัจจุบันฝากขัง)
    ข้อหา : ฝ่าฝืนคำสั่ง ไม่ไปรายงานตัวตามคำสั่ง คสช. ฉบับที่  41/2557 ต่อมาถูกแจ้งข้อหา มาตรา 112   และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14(3)

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    รุ่งศิลา อายุ 51 มีชื่ออยู่ตามคำสั่งเรียกรายงานตัวของ คสช. แต่เขาไม่ต้องการเข้ารายงานตัวและเตรียมหาทางเดินทางไปยังประเทศเพื่อนบ้านเพื่อขอสถานะผู้ลี้ภัยจาก UNHCR ระหว่างทางเขาถูกจับกุมตัวที่ จ.กาฬสินธุ์โดยกลุ่มทหารอาวุธครบมือ เขาถูกนำตัวไปคุมขังที่ค่ายทหารใน จ.กาฬสินธุ์และอุดรธานีแห่งละ 1 วัน จากนั้นจึงนำตัวมายังค่ายทหารในกรุงเทพฯ คุมขังต่อจนครบ 7 วัน จากนั้นจึงถูกแจ้งข้อหาฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.

    วันที่ 2 ก.ค.รุ่งศิลาถูกนำตัวไปฝากขังที่ศาลทหาร และศาลอนุญาตให้ประกันตัว อย่างไรก็ตาม หลังจากเขาถูกนำตัวมายังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อทำการปล่อยตัว ก็พบว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) มารออายัติตัวต่อเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 ต่อ และทำให้เขาต้องถูกควบคุมตัวในเรือนจำต่อจนปัจจุบัน

    รุ่งศิลา มีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง เขาเป็นคนที่รักการอ่านและสนใจการเมืองมาแต่ไหนแต่ไร จากปากคำของลูกสาวที่บอกว่าพ่ออ่านหนังสือเยอะมากและที่บ้านเต็มไปด้วยหนังสือหลากประเภท รุ่งศิลาเป็นที่รู้จักในโลกไซเบอร์เนื่องจากเป็นผู้แอคทีฟทางการเมืองตามเว็บบอร์ดต่างๆ ตั้งแต่สมัยหลังรัฐประหารปี 2549 จากนั้นเขาสร้างบล็อกของตนเองเพื่อเผยแพร่บทกวีการเมือง บทความทางการเมืองรวมถึงบทความทางทหาร โดยรุ่งศิลาระบุว่าทั้งบทกวีและความรู้ทางการทหารนั้นเป็นสิ่งที่เขาสนใจศึกษาด้วยตนเอง นอกจากนี้เขายังยืนยันว่าเขาไม่เคยไปร่วมการชุมนุมใดๆ เลยและเป็นคนค่อนข้างเก็บตัว ไม่มีเครือข่าย อาศัยเพียงเผยแพร่สิ่งที่ตนเองคิดทางอินเทอร์เน็ต

    รุ่งศิลามีลูกชายหญิง 3 คน เรียนมัธยมปลาย มหาวิทยาลัย และเพิ่งจบการศึกษา ลูกทั้งสามคนอยู่บ้านที่จังหวัดสงขลาก่อนที่เขาจะโดนจับกุมและทหารได้เข้าตรวจค้นบ้าน จากนั้นคุมตัวทั้ง 3 คน พร้อมหลานวัยไม่ถึง 1 ขวบในช่วงบ่ายวันหนึ่งเพื่อนำตัวไปสอบข้อเท็จจริงที่ค่ายทหารในจังหวัดสงขลาจนกระทั่งราวเที่ยงคืน จึงปล่อยตัวทั้งสี่คนออกมา

    7. ทะเนช 

    วันถูกจับกุม :  2 ก.ค.2557  (ปัจจุบันฝากขัง)
    ข้อหา : มาตรา 112 และ มาตรา 14 พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    ทะเนชอายุ 45 ปี พื้นเพเป็นชาวเพชรบูรณ์ มีอาชีพขายอาหารเสริมบำรุงพืชผลทางการเกษตรทางอินเตอร์เน็ต พี่สาวของเขาเล่าว่าชีวิตในวัยเด็กของครอบครัวลำบากมาก พี่สาวเป็นผู้ดูแลเขาเป็นหลัก เหตุที่ชื่อของเขาเขียนแปลกแทนที่จะเป็น ‘ธเนศ’ เช่นคนอื่นก็เพราะพี่สาวซึ่งจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เป็นผู้สอนการสะกดชื่อให้เขา แต่สะกดผิด เขาเคยมาทำงานที่กรุงเทพฯ หลายปี แต่ต่อมาต้องกลับไปอยู่ใกล้กับพี่สาวที่เพชรบูรณ์เนื่องจากความป่วยไข้ด้วยโรคประจำตัวและอาการหลอน

    เขาถูกเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจเข้าควบคุมตัวที่บ้านพักในวันที่ 2 ก.ค.57 และถูกคุมตัวอยู่ในค่ายทหารจังหวัดเพชรบูรณ์จนครบ 7 วัน จากนั้นถูกนำตัวส่งให้กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ (ปอท.) ในวันที่ 8 ก.ค. ขณะที่หมายจับลงวันที่ 7 ก.ค. จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้สอบสวนโดยกล่าวหาว่าเขาได้ส่งอีเมล์ข้อมูลที่เข้าข่ายหมิ่นให้กับผู้ต้องหาที่อาศัยอยู่ประเทศสเปนชื่อ  Emillio Estaban ผู้ใช้นามแฝงว่า stoplesemajeste เผยแพร่ข้อมูลในอินเตอร์เน็ต โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าเขาได้เข้าถึงอีเมล์ของ Estaban และพบการส่งอีเมล์ของทะเนชในช่วงเดือนมิถุนายนปี 2553  

    ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ขอฝากขังต่อศาล ญาติยังไม่มีเงินประกันตัว ปัจจุบันถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

    8 เฉลียว   

    วันถูกจับกุม : รายงานตัวตามคำสั่ง คสช.วันที่ 3 มิ.ย.2557  (ปัจจุบันฝากขัง)
    ข้อหา : เข้ารายงานตัวกับคสช. จากนั้นโดนแจ้งข้อหามาตรา 112

    ข้อมูลเพิ่มเติม  

    เฉลียว อายุ 50 กว่าปี มีอาชีพเป็นช่างตัดกางเกง เขาเป็นหนึ่งในชาวบ้านธรรมดาที่มีรายชื่อปรากฏในคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 44/2557 ให้เข้ารายงานตัวในวันที่ 3 มิ.ย. เขาถูกคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ทหาร 7 วัน ระหว่างควบคุมตัวเขาถูกสอบสวนหลายครั้ง ครั้งละหลายชั่วโมง ในขณะที่คนอื่นๆ ที่ถูกเรียกรายงานตัวในคำสั่งฉบับเดียวกันนั้นถูกสอบ 1-2 ครั้ง และเขายังถูกนำ เข้าเครื่องจับเท็จหลายครั้งด้วย นอกจากนี้ยังมีการนำกำลังเจ้าหน้าที่ทหารบุกตรวจค้นบ้านซึ่งเป็นห้องแถวที่ทำเป็นร้านตัดเย็บผ้าย่านสะพานซังฮี้ ยึดคอมพิวเตอร์ เครื่องมือสื่อสาร

    ทหารกล่าวหาว่าเขาอาจจะเป็น “ดีเจบรรพต” แต่เขายืนกรานปฏิเสธ

    ต่อมาวันที่ 9 มิ.ย.2557 หลังถูกควบคุมตัวในค่ายทหารครบ 7 วัน เฉลียวถูกนำตัวไปที่กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) เพื่อตั้งข้อหามาตรา 112 จากการอัพโหลดคลิปเสียงของดีเจบรรพตไว้ใน 4Share ซึ่งเฉลียวให้การรับสารภาพ อย่างไรก็ตาม พนักงานสอบสวนอนุญาตให้กลับบ้านได้ในคืนนั้น โดยนัดหมายให้ไปพบกันที่ศาลอาญาในวันรุ่งขึ้นเพื่อขอฝากขังและยื่นขอประกันตัว

    วันรุ่งขึ้นเฉลียวและครอบครัวเดินทางไปที่ศาลอาญา ญาติยื่นขอประกันตัวด้วยหลักทรัพย์มูลค่า 800,000 บาท แต่ศาลไม่อนุญาตเพราะเห็นว่าเป็นการเผยแพร่ต่อข้อมูล เป็นความผิดร้ายแรง เฉลียวจึงถูกควบคุมตัวไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ 

    เฉลียวพื้นเพเป็นคนจังหวัดร้อยเอ็ด เขาบวชเรียนอยู่นานปี และเข้ากรุงเทพฯ ในช่วงวัยรุ่นโดยอาศัยอยู่กับพี่เขย พร้อมๆ กับฝึกวิชาชีพเย็บผ้าจากพี่เขย จากนั้นมาเขาก็ยึดอาชีพนี้หาเลี้ยงครอบครัวมาโดยตลอด เขาเล่าว่า ร้านของเขาเป็นร้านเล็กๆ มีแรงงานไม่กี่คนซึ่งส่วนใหญ่เป็นญาติๆ กัน จะรับออเดอร์มาจากร้านใหญ่อีกที ตัดเฉพาะกางเกงของทหารและตำรวจ โดยครั้งหนึ่งในใบออเดอร์ซึ่งจะมีชื่อลูกค้าปรากฏอยู่ด้วยนั้น มีชื่อของ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ด้วย

    ส่วนความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์นั้น ภรรยาของเขาเล่าว่า เฉลียวสนใจศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเองโดยการซื้อหนังสือมาอ่าน หัดประกอบคอม หัดใช้งานอินเตอร์เน็ตในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยที่ไม่ได้ไปชุมนุมทางการเมืองแต่อย่างใดเนื่องจากเป็นคนเก็บตัวและมีภาระงานประจำ

    9. คฑาวุธ   

    วันถูกจับกุม : รายงานตัวตามคำสั่ง คสช. วันที่ 3 มิ.ย.2557  (ปัจจุบันฝากขัง)
    ข้อหา : มาตรา 112

    ข้อมูลเพิ่มเติม  

    เว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลกฎหมายและคดีเสรีภาพ(ไอลอว์) ระบุว่า ในอดีตคฑาวุธเคยเป็นนายทหารพระธรรมนูญ และเคยเป็นทนายความ ในช่วงการเมืองเข้มข้นเขาเป็นดีเจจัดรายการทางอินเทอร์เน็ต ชื่อรายการว่า “คฑาวุธ นายแน่มาก” เป็นแนววิเคราะห์การเมือง ความยาวประมาณ 1 ชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมงครึ่ง และเผยแพร่ทางเว็บไซต์ที่จัดทำโดยทีมงานของเขาเอง แต่รายการนี้ก็มีผู้ดาวน์โหลดและนำมาเผยแพร่ต่อในยูทูปจำนวนมาก 

    เขามีรายชื่ออยู่ในประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 44/2547 จากนั้นเขาเข้ารายงานตัวตามประกาศในวันที่ 3 มิ.ย.2557

    วันที่ 9 มิ.ย.2557 หลังถูกควบคุมตัวครบ 7 วัน  คฑาวุธถูกนำมาควบคุมตัวต่อที่สถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้อง เพื่อให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหา

    วันที่ 10 มิ.ย.2557 คฑาวุธถูกนำตัวไปที่ กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) เพื่อพบพนักงานสอบสวน ในบ่ายวันเดียวกันคฑาวุธถูกนำตัวไปฝากขังที่ศาลอาญา โดยมีเพื่อนและทีมงานช่วยกันระดมเงินจำนวน 200,000 บาทเพื่อยื่นขอประกันตัว และพนักงานสอบสวนไม่คัดค้านการประกันตัว แต่ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว เนื่องจากข้อหาที่ถูกกล่าวหามีอัตราโทษสูง การกระทำกระทบต่อจิตใจประชาชนจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ทั้งเป็นการดำเนินการผ่านเว็บไซต์โดยมีกลุ่มดำเนินการอยู่ที่ สปป.ลาว ซึ่งผู้ต้องหามีธุรกิจก่อสร้างอยู่ ดังนั้นหากปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาอาจหลบหนีออกนอกประเทศ ยากแก่การติดตามตัว เขาจึงถูกนำตัวไปควบคุมที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ อยู่จนปัจจุบัน แม้ญาติจะยื่นประกันอีก 2  ครั้งแต่ศาลก็ยังคงปฏิเสธการให้ประกันตัว

    10. ยุทธศักดิ์  

    วันถูกจับกุม : 2 มิ.ย.2557  (ปัจจุบันพิพากษาแล้ว)
    ข้อหา : มาตรา 112

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    เว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลกฎหมายและคดีเสรีภาพโดยไอลอว์ ระบุว่า ยุทธศักดิ์มีอาชีพขับแท็กซี่ เมื่อราวเดือนมกราคม 2557 ระหว่างขับรถแท็กซี่เขาได้พูดเรื่องการเมืองกับผู้โดยสารคนหนึ่ง ปรากฎว่าความเห็นทางการเมืองของทั้งสองไม่ตรงกัน และผู้โดยสารเห็นว่าคำพูดของผู้ต้องหาเข้าข่ายหมิ่นฯ ผู้โดยสารจึงใช้โทรศัพท์มือถือบันทึกเสียงการสนทนาและนำไฟล์บันทึกเสียงไปแจ้งความกับตำรวจ

    2 มิ.ย.2557 เจ้าหน้าที่ตำรวจนำกำลังไปบริเวณอู่เช่ารถแท็กซี่ย่านห้วยขวางและทำการจับกุมตามหมายจับจากนั้นนำตัวไปฝากขังที่สถานีตำรวจนครบาลพญาไทเพื่อทำการสอบสวน วันรุ่งขึ้นผู้ต้องหาประสานให้ญาติมาเยี่ยมเพื่อนนำยาฉีดอินซูลินมาให้เพราะเขาป่วยเป็นโรคเบาหวาน วันถัดมาเจ้าหน้าที่นำตัวเขาไปฝากขังยังศาลอาญารัชดา ญาติใช้เงินสดยื่นขอประกันตัว 200,000 บาท แต่ศาลไม่อนุญาต

    เขาถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จนกระทั่งวันที่  8 ส.ค.57 ซึ่งเป็นวันนัดสอบคำให้การ ผู้ต้องหาเดินทางไปที่ศาลโดยไม่มีใครทราบ ไม่มีทนายอยู่ร่วมกระบวนการ ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ ต่อมาในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ลงโทษจำคุกเป็นเวลา 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 2 ปี 6 เดือน

    11.ทอม ดันดี  

    วันถูกจับกุม : 9 ก.ค.2557  (ปัจจุบันฝากขัง)
    ข้อหา : ไม่รายงานตัวตามคำสั่ง คสช.และมาตรา 112

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    ก่อนจะถูกจับกุมในคดี 112 ทอม ดันดี เคยถูกจับกุมตัวมาแล้วครั้งหนึ่งด้วยข้อหาไม่รายงานตัวตามคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 53/2557 ทั้งที่ภรรยาของเขาได้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่แล้วว่าทอมจะเข้ารายงานตัวในช่วงเย็น แต่ระหว่างที่เขากลับจากการส่งหน่อไม้ทหารก็ได้จับกุมตัวเขาและนำไปไว้ที่ค่ายทหาร 4 วัน จากนั้นเขาถูกนำตัวมาที่กองปราบฯ ก่อนนำตัวไปฝากขังที่ศาลทหาร เขาถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไม่กี่วันก่อนได้รับการประกันตัว เขากลับไปทำสวนไผ่และสวนมะนาวที่บ้านจังหวัดเพชรบุรีเช่นเดิม

    ต่อมาวันที่ 9 ก.ค.ที่บ้านจังหวัดเพชรบุรี กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ (บก.ปอท.) ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหาร รวมประมาณ 20 นายทั้งในและนอกเครื่องแบบ บุกจับกุมตัวทอมที่บ้านพัก โดยแจ้งข้อกล่าวหาตาม มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

    วันรุ่งขึ้นเขาถูกนำตัวไปฝากขังยังศาลทหาร ทนายแจ้งว่าทอมถูกแจ้งข้อหาจากกรณีการปราศรัยของเขาในเวทีเล็กๆ ที่เกิดขึ้นช่วงเดือน พ.ย. 56 ก่อนที่จะประกาศกฎอัยการศึก ต่อมาได้มีผู้นำคลิปการปราศรัยไปเผยแพร่ลงเว็บไซต์ยูทูปในเดือน มิ.ย. 57 (หลังรัฐประหาร) ทีมทนายเห็นว่าศาลทหารไม่มีอำนาจพิจารณาคดีนี้ เพราะการโพสต์คลิปปราศรัยลงเว็บไซต์ยูทูปไม่ได้เป็นการกระทำของนายทอม เนื่องจากนายทอมไม่มีทักษะในการใช้งานคอมพิวเตอร์ จึงมองว่าอาจเป็นการกลั่นแกล้งของบุคคลเพื่อนำตัวขึ้นศาลทหาร อย่างไรก็ตาม ศาลทหารไม่อนุญาตให้ประกันตัวและทอมถูกขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จนปัจจุบัน

    12.หนุ่มอุบล  

    วันถูกจับกุม : 16 มี.ค.55  (ปัจจุบันพิพากษาแล้ว)
    ข้อหา : มาตรา 112  มาตรา 14(3) พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    คดีนี้จำเลยไม่เปิดเผยชื่อ อายุ 27 ปี เป็นนักดนตรี เขาถูกพิพากษาให้จำคุก 13 ปี 24 เดือน (ทนายแจ้งว่าได้ยินศาลอ่านคำพิพากษาว่า 22 เดือนแต่ที่ถูกต้องคือ 24 เดือน) นี่คือโทษที่ลดแล้วกึ่งหนึ่ง จากโทษทั้งหมด 30 ปี

    คดีของเขาเกิดขึ้นอย่างเงียบเชียบในจังหวัดอุบลราชธานี จากกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าโพสต์ข้อความหมิ่นฯ 9 ข้อความในเฟซบุ๊กในระหว่างปี 2554-2555 หลังจากตำรวจบุกจับกุมตัวเขาที่บ้านในวันที่ 16 มี.ค.2555 เขาก็ได้รับการประกันตัวมาโดยตลอดในชั้นสอบสวน โดยญาติใช้หลักทรัพย์มูลค่า 500,000 บาท จนกระทั่งถึงวันครบกำหนดฝากขังก็ไม่มีการส่งฟ้องศาลจึงมีคำสั่งปล่อยตัว

    อย่างไรก็ตาม เว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลและคดีเสรีภาพฯ ระบุว่า จากคำบอกเล่าของมารดา ระบุว่า ในระหว่างที่เขาได้รับการประกันตัวจากการฝากขัง ตำรวจมีจดหมายและโทรศัพท์มาเรียกให้จำเลยไปพบและถูกส่งตัวไปพบแพทย์เพื่อตรวจอาการทางจิต และก่อนพิพากษาก็มีการไต่สวนแพทย์ผู้รักษาซึ่งแพทย์ระบุว่าจำเลยมีอาการทางจิต อาการไม่รุนแรงแต่หากไม่รักษาต่อเนื่องอาการอาจรุนแรงได้ อย่างไรก็ตามแพทย์มีความเห็นว่าจำเลยยังสามารถต่อสู้คดีได้ นอกจากนี้ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าในระหว่างกระทำความผิดเมื่อสองปีก่อนจำเลยมีอาการทางจิตหรือไม่

    หลังการรัฐประหาร ปรากฏชื่อของเขาในคำสั่งเรียกรายงานตัวด้วย เขาเข้ารายงานตัวในวันที่ 13 มิ.ย. 2557 และถูกควบคุมตัวภายใต้กฎอัยการศึกเป็นเวลาสามคืน หลังการควบคุมตัว วันที่ 16 มิ.ย.อัยการสั่งฟ้องคดีนี้ทันที เขาถูกควบคุมตัวระหว่างการพิจารณาคดีที่เรือนจำจังหวัดอุบลราชธานีเรื่อยมาจนกระทั่งมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 31 ก.ค.2557 นับเป็นคดีที่มีโทษหนักที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา

    13. จ่าประสิทธิ์  

    วันถูกจับกุม : 29 พ.ค.57  (ปัจจุบันอยู่ในชั้นพิจารณาคดี)
    ข้อหา : มาตรา 112

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ เป็นอดีต ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย เป็นแกนนำ นปช. จังหวัดสมุทรสาคร

    เว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลกฎหมายและคดีเสรีภาพฯ ระบุว่า วันที่ 7 พ.ค.57 จ่าประสิทธิ์ขึ้นปราศรัยที่ห้างอิมพีเรียลลาดพร้าว และ กอ.รมน. ได้แจ้งความข้อหา 112 ไว้ตั้งแต่วันที่ 9 พ.ค.57

    ภายหลังการรัฐประหารได้มีคำสั่งเรียกให้จ่าประสิทธิ์เข้ารายงานตัว และจ่าประสิทธิ์ได้เข้ารายงานตัวต่อทหารในวันที่ 24 พ.ค.จนกระทั่งวันที่ 29 พ.ค. ทหารได้คุมตัวจ่าประสิทธิ์มาที่ สน.โชคชัย เพื่อส่งตัวผู้ต้องหาตามหมายจับที่ 912/2557 ลงวันที่ 26 พ.ค. 2557 ในข้อหาตามมาตรา 112

    บ่ายวันที่ 29 พ.ค.2557 จ่าประสิทธิ์ถูกนำตัวไปฝากขังต่อศาลอาญา ภายหลังนางนิภาพร เมืองมูล ภรรยาของจ่าประสิทธิ์ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวพร้อมหลักทรัพย์เงินสดหกแสนบาท แต่ศาลไม่อนุญาต จ่าประสิทธิ์จึงถูกนำตัวไปควบคุมที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ปัจจุบันคดีครบฝากขัง ศาลนัดพร้อม สอบคำให้การจำเลย ตรวจพยานหลักฐานไปเมื่อเร็วๆ นี้

    14. ชายไม่ทราบชื่อ  

    วันถูกจับกุม : 25 พ.ค.2557 ถูกทหารบุกจับกุมที่บ้านพัก  (ปัจจุบันฝากขัง)
    ข้อหา : มาตรา 112

    ข้อมูลเพิ่มเติม : -

    15. สมัคร

    วันถูกจับกุม :  9 ก.ค.2557 (ปัจจุบันฝากขัง)
    ข้อหา :   มาตรา 112

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    เว็บไซต์ASTVผู้จัดการออนไลน์ รายงานข่าวว่า ตำรวจเมืองเทิงพร้อมผู้ใหญ่บ้าน ร่วมกันตรวจสอบที่เกิดเหตุกลางดึกที่ผ่านมา (8 ก.ค.) หลังรับแจ้งมีเหตุคนทำลายพระบรมฉายาลักษณ์ ปากทางเข้าหมู่บ้านป่าสัก หมู่ 10 ต.ปล้อง เมื่อไปถึงพบสภาพของพระบรมฉายาลักษณ์ที่ชาวบ้านได้ร่วมกันจัดสร้างไว้ที่ทางเข้าหมู่บ้าน ถูกดึงลงมาจนกองอยู่กับพื้น เหลือแต่โครงว่างเปล่า พบชาย 1 คน ทราบชื่อต่อมานายสมัคร อายุ 49 ปี คนในหมู่บ้านดังกล่าว สอบถามให้การว่า เป็นคนกระทำการดังกล่าวจริง

    เขามีอาชีพทำนา  เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 ปัจจุบันถูกขังผลัดที่สี่ อยู่ที่เรือนจำจังหวัดเชียงราย
     

     


    หมายเหตุ : มีการเพิ่มเติมกรณีที่ 15 เนื่องจากตกหล่น (10.00 น. 20 ส.ค.57)

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    สถานการณ์โกลาหลที่เมืองเฟอร์กูสัน รัฐมิสซูรี สหรัฐฯ มีการจับกุมคนในเหตุการณ์อย่างน้อย 31 คน จำนวนหนึ่งเป็นนักข่าว มีคำบอกเล่าถึงต้นเหตุของการปะทะจากผู้อยู่ในเหตุการณ์ซึ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ว่ามีคนนอกเข้ามาสร้างสถานการณ์ โดยขณะที่สื่อหลักถูกกักตัว สื่อพลเมืองก็ทำหน้าที่แทน


    19 ส.ค. 2557 หลังจากที่เหตุการณ์ประท้วงในเมืองเฟอร์กูสัน รัฐมิสซูรี สหรัฐฯ ลุกลามจนเกิดเป็นการจลาจล เจ้าหน้าที่ตำรวจและกองกำลังป้องกันมาตุภูมิรัฐมิสซูรีได้เข้าไปในพื้นที่เพื่อควบคุมสถานการณ์ตั้งแต่เมื่อคืนระหว่างวันจันทร์-วันอังคารที่ผ่านมา (18-19 ส.ค.)

    สื่อต่างประเทศหลายแห่งรายงานว่ามีการใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมหลังจากการประท้วงลุกลามจนเกิดความโกลาหล โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ประท้วงได้อย่างน้อย 31 ราย ซึ่งสำนักข่าวคอมมอนดรีมส์รายงานว่ามีนักข่าวถูกจับกุมไปด้วยอย่างน้อย 4 ราย ในขณะที่พวกเขากำลังทำข่าวการชุมนุม

    รายงานข่าวหลายแห่งระบุอีกว่ามีเสียงปืนดังขึ้นในขณะที่กำลังชุลมุนแต่ไม่ทราบว่าใครเป็นคนยิง มีผู้ชุมนุม 2 รายได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืน โดยฝ่ายเจ้าหน้าที่ปฏิเสธว่าไม่ได้ใช้ปืนในช่วงสลายการชุมนุม โดย ร.ต.อ. รอน จอห์นสัน จากหน่วยลาดตระเวนทางหลวงของรัฐมิสซูรีได้แถลงข่าวว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถยึดปืนพกได้ 2 กระบอกและระเบิดขวดอีก 1 ขวด

    แม้ว่าการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก แต่จอห์นสันก็ยืนยันว่าฝ่ายเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการด้วยความอดกลั้นเพื่อยับยั้ง "การก่ออาชญากรรมของผู้ละเมิดกฎหมายกลุ่มเล็กๆ" จอห์นสันเปิดเผยอีกว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งที่ตำรวจถูกโจมตีด้วยอาวุธปืนและมีการใช้ก้อนหินและขวดน้ำขว้างปาเข้าใส่ เขายังได้เรียกร้องให้ผู้ที่ชุมนุมอย่างสงบดำเนินการชุมนุมได้ในช่วงกลางวันและเลิกชุมนุมช่วงกลางคืนโดยอ้างว่าจะทำให้อาชญากรใช้เป็นที่กำบังในการก่อเหตุได้

    อย่างไรก็ตามเดอะการ์เดียนระบุว่าในช่วงเช้าของวันจันทร์ยังคงมีการชุมนุมอย่างสงบ แม้จะมีกลุ่มวัยรุ่นขว้างปาขวดน้ำใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ยืนเฝ้าอยู่ แต่ก็มีอาสาสมัครในกลุ่มผู้ชุมนุมพยายามตั้งแถวสกัดกั้นพวกเขาไม่ให้โจมตีตำรวจพร้อมทั้งขอร้องไม่ให้ตำรวจเข้ามาสลายการชุมนุม แต่ฝ่ายตำรวจได้ใช้ยุทธวิธีให้หน่วยจับกุมเข้าไปจับตัวผู้ชุมนุมบางคนออกมา ในขณะนั้นเองก็เริ่มเกิดเหตุการณ์มีอาคารบางส่วนถูกรื้อ ชิงทรัพย์ และถูกเผาแล้ว

    เดอะการ์เดียนรายงานโดยอ้างอิงคำบอกเล่าของคนในพื้นที่ว่าผู้ก่อเหตุจลาจลเป็นคนมาจากพื้นที่อื่น ซึ่งผู้ที่เข้าร่วมประท้วงก็ไม่ทราบว่าพวกเขาเป็นใครและรู้สึกว่าพวกเขาใช้วิธีการที่รุนแรงเกินไป ผู้คนในพื้นที่ซึ่งได้รับความเสียหายจากการก่อจลาจลยังได้วิพากษ์วิจารณ์ว่าผู้ที่ก่อความวุ่นวายไม่ใช่นักกิจกรรมแต่เป็นอันธพาลที่ฉวยโอกาสใช้เหตุการณ์ก่อความรุนแรง

    อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตว่า มีการใช้หน่วยกองกำลังป้องกันมาตุภูมิซึ่งไม่ได้มีการเรียกใช้มาตั้งแต่เหตุการณ์จลาจลที่ลอสแอนเจลิสในปี 2535

    การประท้วงที่เมืองเฟอร์กูสันล่าสุดมาจากความไม่พอใจที่ตำรวจรายหนึ่งใช้ปืนยิงคนผิวสีอายุ 17 ปี ที่ชื่อไมเคิล บราวน์ โดยที่เขาไม่มีอาวุธ รวมถึงเหตุการณ์ใช้กำลังเกินกว่าเหตุของตำรวจในอีกหลายกรณีที่เกิดขึ้นในช่วงไม่นานมานี้

    ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ซึ่งยังไม่ได้แสดงท่าทีเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง กล่าวถึงเหตุการณ์ครั้งนี้โดยเรียกร้องให้มีการพิจารณาการติดอาวุธทหารให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องถิ่น โอบามาเตือนว่าการทำเช่นนี้เป็นเรื่องที่ "ขัดต่อธรรมเนียม" ของสหรัฐฯ อีกทั้งยังได้กล่าวถึงรากเหง้าของปัญหาว่าวัยรุ่นคนผิวสีในประเทศมีความรู้สึกแปลกแยกและถูกทำให้เป็นคนที่ดูน่ากลัว อย่างไรก็ตามโอบามาก็ได้วิจารณ์ผู้ประท้วงบางคนที่สร้างสถานการณ์ความปั่นป่วนวุ่นวายโดยเอาความตายของบราวน์เป็นเรื่องบังหน้า

    ยูจีน โรบินสัน เขียนบทความในวอชิงตันโพสต์ ระบุถึงรากเหง้าของปัญหาไว้คล้ายกับคำกล่าวของโอบามา แต่โรบินสันยังเขียนไว้อีกว่าเรื่องนี้ไม่เพียงแค่เป็นเรื่องของเชื้อชาติแต่อย่างเดียว เพราะคนผิวสีจำนวนหนึ่งในสหรัฐฯ สามารถขยับตัวขึ้นไปเป็นชนชั้นกลางได้ หรือในระดับผู้นำอย่างโอบามากับรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมอิริค โฮลเดอร์ แต่ก็ยังมีคนผิวสีอีกจำนวนมากที่ยังมีความเป็นอยู่ยากจน และถูกปิดกั้นหนทางที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้นได้


    เมื่อสื่อหลักถูกกักกัน สื่อประชาชนกลายเป็นผู้รายงานแทน

    หนึ่งในนักข่าวที่ถูกจับตัวไปคือสก็อต โอลซัน เป็นช่างภาพผู้ซึ่งถ่ายภาพผู้ชุมนุมที่กำลังยกมือยอมจำนนต่อหน้าเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบ ด้านเว็บเก็ตตีอิมเมจ ผู้ให้บริการขายภาพทางอินเทอร์เน็ต ออกแถลงการณ์ประณามการจับกุมสก็อต ซึ่งสมควรจะได้ทำหน้าที่สื่อรายงานเหตุการณ์สำคัญเช่นนี้

    ในอีกแง่หนึ่ง เว็บไซต์กิกะโอมระบุว่าเหตุการณ์ประท้วงในครั้งนี้สื่อจากประชาชนก็มีส่วนสำคัญเช่นเดียวกับเหตุการณ์การประท้วง 'อาหรับสปริง' ในอียิปต์ หรือการใช้กำลังปราบปรามประชาชนในยูเครน สาเหตุหนึ่งเนื่องมาจากการจับกุมนักข่าวจากสื่อกระแสหลักอย่างนักข่าวจากวอชิงตันโพสต์และฮัฟฟิงตันโพสต์ซึ่งได้รับการปล่อยตัวในเวลาต่อมาโดยไม่มีข้อหา

    ในสหรัฐฯ การกักกันตัวนักข่าวไม่ให้ทำหน้าที่ รวมถึงการกระทำอื่นๆ เช่นการถอดกล้องหรืออุปกรณ์นำเสนอข่าวอื่นๆ ถือเป็นการผิดบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 1 ของรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ที่ว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

    แต่การกักกันนักข่าวก็ไม่สามารถหยุดยั้งการใช้สื่อโดยพลเมืองทั่วไปได้ พวกเขาอาศัยเครื่องมือรายงานข่าวแบบทันเหตุการณ์เช่นทวิตเตอร์ แม้ว่าส่วนหนึ่งจะทำให้เกิดข่าวที่ได้มีการตรวจเช็คข้อเท็จจริงปนอยู่บ้าง ในอีกแง่หนึ่งสื่อของพลเมืองก็กลายเป็นผู้รายงานการจับกุมตัวนักข่าวจากสื่อหลักได้ด้วย เช่น ผู้ใช้ทวิตเตอร์รายหนึ่งสามารถเก็บภาพและวิดีโอคลิปตำรวจถอดกล้องและอุปกรณ์ของสำนักข่าวอัลจาซีราเอาไว้ได้

    เซย์เน็ป ตูเฟคสกี นักสังคมวิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านโซเชียลมีเดีย เคยเขียนเกี่ยวกับเรื่องพลังของการใช้โซเชียลมีเดียในการประท้วงในตุรกีไว้ว่า การที่ทำให้ข้อมูลกระจายออกไปได้ผ่านสื่ออย่างทวิตเตอร์ ทำให้คนภายนอกสามารถรู้ได้ว่าเจ้าหน้าที่ทางการประพฤติในทางที่ผิดหรือไม่


    เรียบเรียงจาก

    Ferguson: outsiders spread unrest and unease in pursuit of eclectic aims, The Guardian, 19-08-2014
    http://www.theguardian.com/world/2014/aug/19/ferguson-outsiders-protesters-riots-peaceful-unrest

    Ferguson: 31 arrested as huge show of force fails to quell unrest, The Guardian, 19-08-2014
    http://www.theguardian.com/world/2014/aug/19/ferguson-police-national-guard-michael-brown-missouri-crisis

    In Ferguson, a sense of being left behind, Washington Post, 18-08-2014
    http://www.washingtonpost.com/opinions/eugene-robinson-in-ferguson-a-sense-of-african-americans-being-left-behind/2014/08/18/9ba06380-2714-11e4-958c-268a320a60ce_story.html

    Crowd-powered journalism becomes crucial when traditional media is unwilling or unable, Gigaom, 14-08-2014
    http://gigaom.com/2014/08/14/crowd-powered-journalism-becomes-crucial-when-traditional-media-is-unwilling-or-unable/

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ประเทศไทยใช้รถยนต์ญี่ปุ่นกันเยอะ หากจะลองเอาวัฒนธรรมการขับรถญี่ปุ่นมาใช้ควบคู่ไปด้วย ท้องถนนบ้านเราอาจจะงดงามขึ้น

    ผมสอบใบขับขี่ที่ญี่ปุ่นเสียค่าเล่าเรียนไปประมาณแสนบาทได้ คนไทยฟังแล้วก็คงตกใจทำไมมันแพงขนาดนั้นซึ่งราคานี้รวมการเรียนภาคทฤษฏี 26 ชั่วโมงภาคขับจริง 34 ชั่วโมง สำหรับคนญี่ปุ่นแล้วทุกคนต้องเข้าโรงเรียนสอนขับรถยกเว้นบ้านใครกว้างมีถนนส่วนตัวอาจไม่ต้องเข้าโรงเรียนก็ได้ แต่ก็ต้องจ้างคนมาสอนอยู่ดี จะไปหัดขับตามถนนสาธารณะแล้วให้พ่อสอนแบบบ้านเราไม่ได้

    และแม้ว่าจะสอบใบขับขี่ผ่าน สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้ก็คือนอกจากกฎระเบียบที่กฎหมายกำหนดแล้ว บนท้องถนนก็มีธรรมเนียมปฏิบัติที่ไม่ได้เขียนในกฎหมายที่ช่วยเพิ่ม รอยยิ้มและความงดงามบนท้องถนน

    ธรรมเนียมปฏิบัตินั้นก็คือ ธรรมเนียมการให้สัญญาณ “อะริงะโตะ” ซึ่งเป็นบทเรียนบทแรกที่ผมได้เรียนเมื่อได้ออกสู่ท้องถนนจริง และเป็นบทเรียนที่ผมรู้สึกว่ามันดีมาก ยอดมาก และอยากให้คนบนท้องถนนใช้เยอะๆ

    ตอนขับรถใหม่ๆ ผมเองก็ยังขับไม่ค่อยเร็ว การขับบนถนนเลนเดียวนั้น หลายครั้งก็ยังไม่ค่อยกล้าปล่อยความเร็วมากนัก ขับตามที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด หรือบางครั้งอาจช้าไปนิด

    สำหรับคนญี่ปุ่นคนได้ใบขับขี่ในปีแรก จะต้องติดป้ายสัญลักษณ์เขียวเหลืองไว้ท้ายรถและหน้ารถ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้รถคันอื่นระวังเรา และเป็นสัญลักษณ์ให้คนขับรถรุ่นพี่ๆทุกคนคอยเป็นกำลังใจให้น้องใหม่ ไม่ตัดหน้าน้องใหม่ ทำใจกว้างๆ เมื่อเห็นน้องใหม่ขับรถยังไม่ได้ดั่งใจเรา ดังนั้นแม้มือใหม่จะขับช้าไปหน่อย รถคันหลังก็จะไม่เปิดไฟไล่ หรือ บีบแตรใส่

    ดังนั้นเมื่อเห็นรถตามหลังผมมา ผมจะชะลอเล็กน้อยเปิดไฟเลี้ยวซ้าย เพื่อเป็นสัญญาณให้รถคันหลังแซงออกไป รถทุกคนที่แซงออกไปหลังจากแซงพ้นไปแล้ว ก็จะกดไฟฉุกเฉิน ให้กะพริบสองครั้ง ในความหมายว่า “อะริกะโตะ”

    สำหรับคนมือใหม่แล้วรู้สึกอบอุ่น ที่ได้รับไม่ตรีจิตจากรุ่นพี่ร่วมถนน ตอนขับใหม่ๆ วันหนึ่งได้รับคำขอบคุณ หลายสิบครั้ง
    การใช้ไฟอะริกะโตะนี้ ถือเป็นวัฒนธรรมอันงดงามบนท้องถนนที่ผมรู้สึกประทับใจที่สุดตอนขับรถ และผมเองก็ติดนิสัยนี้ทำให้พยายามใช้ทุกครั้งเมื่อได้รับไมตรีจากผู้ร่วมท้องถนน

    สาเหตุที่ใช้ไฟฉุกเฉินแทนคำว่าขอบคุณนั้น น่าจะเป็นเพราะว่า เป็นสัญลักษณ์ที่จะส่งถึงรถคันหลังได้ง่ายที่สุดและเข้าใจง่ายที่สุด

    เพราะตอนเราจะเปลี่ยนเลน หากรถคันที่อยู่เลนข้างๆชะลอให้เรา เมื่อเราเข้าไปแล้วเราจะขอบคุณก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ดังนั้นการกดไฟฉุกเฉินให้กะพริบสองครั้งจึงเป็นช่องทางที่สะดวกที่ดีที่สุด ถ้าอยู่ตรงปากซอยและรถอีกคันจอดให้เราออก เราเห็นหน้ารถคันนั้นคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ก็จะเปิดกระจกแล้วคำนับให้หรือไม่เปิดกระจกก็จะค้อมหัวให้แล้วค่อยเลี้ยว เลี้ยวเสร็จ หากรถคันนั้นต่อท้ายเราอยู่ เราก็กด “ไฟอะริกะโตะ”ให้อีกรอบ

    หรือถ้ารถวิ่งสวนกันแล้วเขาหยุดให้เราเลี้ยวเข้าซอย บางคนก็จะใช้วิธีการตบแตรเบาๆ เพื่อเป็นการขอบคุณ ซึ่งการตบแตรเบาๆและการค้อมหัวให้ หรือการยกมือขวาขึ้นเพื่อขอบคุณมักจะทำเฉพาะในกรณีที่รถสวนกันและเราเห็นหน้าคนขับรถอีกฝ่าย

    แต่ในกรณีการขับตามๆ กัน หรือในเวลากลางคืน การขอบคุณโดยวิธีการใช้ไฟฉุกเฉิน จึงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดและสะดวกสุด

    หลังจากขับรถในญี่ปุ่น ซึมซาบวัฒนธรรมญี่ปุ่นอย่างเต็มที่ ผมได้ไปขับที่เมืองไทย สิ่งหนึ่งที่รู้สึกแตกต่างก็คือ บ้านเรารถมักจะติดฟิล์มดำ จนมองไม่ค่อยเห็นกันและกัน การก้มหัวขอบคุณก็แทบจะไม่มีประโยชน์ ต้องเปิดกระจกขอบคุณอย่างเดียว
    และหลายครั้งก็ต้องเปลี่ยนเลนซ้ายบ้างขวาบ้าง รถคันหลังที่ชะลอให้เรา เราก็อยากขอบคุณแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร จะเปิดประตูออกไปแล้วขอบคุณก็กะไรอยู่ จึงคิดเล่นๆว่า หากบ้านเรา เอารถญี่ปุ่นเข้ามาใช้ เราน่าจะเอาวัฒนธรรมการขับรถแบบญี่ปุ่นมาใช้บ้างก็น่าจะดี

    ผมว่าคนไทยเราก็ไม่ได้เป็นคนแล้งน้ำใจหรอก มีคนที่ชะลอให้ เราเปลี่ยนเลนก็พอหาได้ เมื่อเราเปลี่ยนเลนได้แล้วเราก็อยากขอบคุณแต่ไม่รู้จะขอบคุณอย่างไร ตอนที่ผมไปเมืองไทยก็เลยลองเอาวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปใช้ดู แม้รู้ว่าคนไทยจะไม่เข้าใจ แต่คิดว่า หากมีการใช้กันเยอะๆ น่าจะมีคนใช้มากขึ้น

    ตอนกลับไปเมืองไทยผมก็เคยคิดอยากรณรงค์โดยคอนเซ็ปท์ที่ว่า นำรถญี่ปุ่นมาขับ แล้ว นำวัฒนธรรมการขับรถแบบญี่ปุ่นมาใช้บ้างก็น่าจะดี โดยสิ่งแรกที่อยากรณรงค์ก็คือ อยากให้ใช้ “ไฟขอบคุณ” หรือ”ไฟอะริงะโตะ” กันเยอะๆ หาก ท้องถนนบ้านเรามีการขอบคุณกันมากขึ้น รถอาจจะติดน้อยลง คนน่าจะมีความสุขมากขึ้น เพราะคนเราเมื่อทำอะไรไปแล้วได้รับคำขอบคุณเรามักแอบภูมิใจเล็กๆ

    ใครสนใจร่วมรณรงค์ก็ลองทำดูได้ตั้งแต่วันพรุ่งนี้นะครับ เห็นด้วยช่วยแชร์ก็ได้นะครับ

    ใครมาญี่ปุ่นก็อย่าลืมขอบคุณเมื่อคนญี่ปุ่นให้ทางเราด้วยนะครับ

     

    ปล.อย่างไรก็ตามการใช้สัญญาณอะริงะโตะ ก็ต้องดูจังหวะ ด้วยหากอยู่กลางสี่แยก หรือกำลังเลี้ยวก็อย่าเพิ่งกด เดี๋ยวจะทำให้เข้าใจสัญญาณ ผิด ให้รถตั้งลำเรียบร้อย ก่อนแล้วค่อยขอบคุณก็ได้

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    เฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘คืนความจริง’ เผยแพร่วิดีโอคลิปบทสนทนากับ ปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์ภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตอนที่2 ว่าด้วย การเปลี่ยนผ่านรัฐธรรมนูญ บทเรียนจากต่างประเทศและ ตอน 3 ปัจจุบันและอนาคตการเมืองไทย ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2557 (ชั่วคราว)

    โดยก่อนหน้านี้มีการเผยแพร่บทสนทนากับปิยบุตร ตอนที่ 1 ว่าด้วย เนติบริกรในประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญร่วมสมัยของไทยแล้ว 

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai


    20 ส.ค.2557 นายมานพ ทิพย์โอสถ โฆษกและอุปนายกฝ่ายสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชน สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการบริหาร สมาคมนักข่าวฯ วันนี้ว่า ที่ประชุมมีมติเสนอชื่อนายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ นายกสมาคมนักข่าวฯและ ดร.สุรศักดิ์ จิรวัสตร์มงคล อุปนายกฝ่ายวิชาการ สมาคมนักข่าวฯ เข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ สายสื่อมวลชน

    ในวันเดียวกันที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย มีมติเสนอชื่อนายสมหมาย ปาริจฉัตต์ อดีตนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทยและนายจักร์กฤษ เพิ่มพูล ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติเข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ สายสื่อมวลชน

    ทั้งนี้ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จะมีการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อสนับสนุนและติดตามการทำงานของสื่อมวลชนที่ได้ รับการสรรหาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติต่อไป และจะเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนทุกแขนงและประชาชนทุกภาคส่วนทั่วไป ร่วมแสดงความเห็นเรื่องการปฏิรูปสื่อ ไม่ว่าผู้แทนจากสมาคมนักข่าวฯจะได้รับการสรรหาหรือไม่ก็ตาม และสมาคมนักข่าวฯพร้อมรับฟังความคิดเห็นและรับทราบถึงข้อห่วงใยและความกังวล ของเพื่อนผู้ร่วมประกอบวิชาชีพต่อสถานการณ์ดังกล่าว
     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

     

    19 ส.ค 2557 ในการสัมมนาหัวข้อ ยุทธศาสตร์และทิศทางการพัฒนาระบบการบริหารจัดการน้ำประเทศไทย จัดโดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)  

    นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย กล่าวว่า การบริหารจัดการน้ำเห็นได้ว่าเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานาน ซึ่งเมื่อปี 2554 ทุกคนก็ทราบกันดีว่ามีน้ำท่วมครั้งใหญ่ในประเทศไทย หลายพื้นที่ได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ปัจจุบันมีข้อกังวลเกี่ยวกับนโยบายและแผนการบริหารจัดการน้ำของ คสช.ว่าด้วยในด้านเศรษฐกิจและสังคม เนื่องจากรัฐยังมองว่าโครงการป้องกันน้ำท่วมเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ผู้ที่ได้รับผลกระทบควรเป็นผู้ที่เสียสละ ทั้งนี้ปัญหาที่ตามมาก็คือการรวมตัวออกมาคัดค้านของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ อีกทั้ง คสช. ได้แต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ แต่แบ่งหน้าที่ของอนุกรรมการชุดต่างๆ ตามรายกระทรวง ซึ่งทำให้เกิดข้อกังวลว่า โครงการที่หน่วยงานนำเสนอขึ้นมาจำนวนมาก เป็นรูปแบบของขนมชั้น ที่ขาดการบูรณาการและไม่เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ

    นิพนธ์กล่าวว่า คสช.ไม่ควรเร่งสรุปผลภายใน 15 ต.ค.นี้ และควรให้สภาปฏิรูปร่วมกับ สศช.เดินทางสายรับฟังความเห็นประชาชน ดำเนินการภายใน 1 ปี เพื่อให้ คสช.นำข้อมูลไปประกอบการวางแผน ไม่ให้ซ้ำรอยกับโครงการ 3.5 แสนล้านที่เอาทุกโครงการมารวมกันโดยบางโครงการไม่มีความพร้อมและยังไม่ได้ศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมหรือความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ


    “ในอนาคตโครงการป้องกันน้ำท่วม จะเกิดผลกระทบรุนแรงต่อคนที่มีฐานะและชนชั้นกลางที่อาศัยในชานเมืองและชนบท ปัจจุบันจะเห็นว่าชุมชนย่านชานเมืองที่อาศัยนอกคันกั้นน้ำ ล้วนเป็นโรงงานอุตสาหกรรมหรือธุรกิจของชนชั้นกลางและฐานะดี ส่วนในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นคนชนชั้นกลางและเป็นฐานเสียงที่กลุ่มใหญ่ที่สุด

    ชุมชนบางแห่งในพื้นที่จะถูกเวนคืนที่ดิน แต่มีผู้นำชุมชนที่เข้มแข็ง มีความรู้ความสามารถเนื่องจากคนในชุมชนร่วมมือกัน ปัจจุบันชาวบ้านมีการศึกษาและรายได้เพิ่มขึ้น จึงแสดงให้เห็นว่าชาวบ้านให้ความสำคัญต่อมูลค่าสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นมากขึ้น” 

    นิพนธ์ พัวพงศกร กล่าวเพิ่มเติม ปัจจุบันมักจะพบเห็น ชาวบ้าน เอ็นจีโอ นักวิชาการ ออกมาต่อต้านโครงการน้ำท่วมหรือโครงการชลประทาน ยกตัวอย่างเช่นกรณีแก่งเสือเต้น ประชาชนเริ่มออกมาตั้งคำถามว่าใครได้รับผลประโยชน์หรือเสียผลประโยชน์จากสิ่งก่อสร้างป้องกันน้ำท่วม ใครแบกรับภาระของการป้องกันน้ำท่วมและมีทางเลือกอื่นในการจัดการความเสี่ยงจากน้ำท่วมไหม

    สุจริต คูณธนกุลวงศ์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ประเทศไทยมีข้อจำกัดด้านพลังงานซึ่งคาดการณ์ว่าทรัพยากรธรรมชาติจะหมดภายใน 70 ปี ทางออกคือการซื้อทรัพยากรธรรมชาติจากต่างประเทศ ในอนาคตการพัฒนาคือการขยายตลาด AEC จุดเด่นคือ ธุรกิจขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ทั้งนี้ประเทศไทยมีความเสี่ยงในการขาดแคลนน้ำ และภัยพิบัติมากขึ้นโดยเฉพาะภาคกลางและภาคตะวันออก เนื่องจากมีความต้องการน้ำมากขึ้น น้ำจะเป็นข้อจำกัดในการเติบโตของประเทศ ภายใต้โครงสร้างเช่นนี้จะต้องมีระบบการบริหารจัดการน้ำที่ยืดหยุ่น และพร้อมรับมือกับความเสี่ยงภัยที่เพิ่มขึ้นให้เหมาะสม

    “ขั้นตอนในการดำเนินการ แยกเป็น 2 โครงการ ด้านโครงการใหญ่ (top down) จัดทำโครงการ พร้อมศึกษาความเหมาะสมและศึกษาผลกระทบ อาจรวมถึงการจัดทำประชาพิจารณ์ จัดทำการของบประมาณ ดำเนินโครงการและการบำรุงรักษา ด้านโครงการขนาดเล็ก (ชุมชน) (bottom up) มีการจัดทำเวทีในชุมชน รวมเป็นโครงการใน อปท. เลือกเสนอโครงการผ่าน อปท. จังหวัด หน่วยงาน ในการดำเนินการขึ้นอยู่กับงบประมาณที่ได้มา”

    สุจริต กล่าวเพิ่มเติมว่า ต้องดูว่าศักยภาพแหล่งน้ำของประเทศไทยมีปริมาณเท่าไรถึงจะพอที่จะตอบสนองความต้องการของประชาชน และเห็นว่าควรมีการทบทวนทั้งภาครัฐและประชาชนเพื่อที่จะได้แก้ไขปัญหา ในการจัดการเพื่อนำนโยบายไปสู่การปฎิบัติ ควรมีการทำวิจัยเกี่ยวเก็บเรื่องทรัพยากรน้ำไว้เป็นข้อมูล ที่สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลแนวทางการจัดทำนโยบายและการปฎิบัติ

    ด้านภาคประชาชนที่ได้รับผลกระทบ บุษบงก์ ชาวกัณหา เครือข่ายลุ่มน้ำปราจีน กล่าวว่า นโยบายของประเทศไทยนิยมนำแนวทางของต่างประเทศมาเป็นนโยบายแก้ปัญหา ซึ่งบางอย่างก็ไม่เหมาะสมกับพื้นที่ของประเทศไทย ปัญหาน้ำท่วมที่ภาคตะวันออกได้ส่งผลกระทบต่อการเกษตรเป็นอย่างมาก ที่ผ่านมาหน่วยงานที่ได้เข้ามาแก้ไขปัญหาคือกระทรวงวิทยาศาสตร์ ชาวบ้านพบว่ามีการวางท่อใยหิน ซึ่งมีอายุการใช้งานเพียง 20 ปี ปัจจุบันพื้นที่ตอนล่างได้รับความเสียหายจากการขาดแคลนน้ำ อีกทั้งมีการเข้ามาของโรงงานอุตสาหกรรม โดยมีการกว้านซื้อที่ดินตอนล่างทำให้ชาวบ้านต้องเช่าที่ทำการเกษตร

    “ปัจจุบันพื้นที่ตอนล่างมีปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำในการเกษตรเป็นอย่างมาก เพราะมีการแก้ปัญหาจากภาครัฐโดยการตั้งเครื่องสูบน้ำจากที่ต่ำไปที่สูง น้ำในอ่างเก็บน้ำก็เก็บไว้ใช้สำหรับเจ้าหน้าที่รัฐ จึงอยากให้เจ้าหน้าที่รัฐหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบเข้ามาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ชาวบ้านยังประสบปัญหาเรื่องของน้ำเค็มที่หนุนขึ้นมาทำให้ยากต่อการเจริญเติบโตของพืชผลทางการเกษตร หน่วยงานของรัฐควรจัดอบรมหรือเวทีให้ความรู้กับประชาชน ซึ่งพื้นที่ของจังหวัดปราจีนบุรี จุดแข็งคือการปลูกทุเรียนซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจ อยากให้คำนึงถึงเรื่องปากท้องของชาวบ้านด้วย” บุษบงก์กล่าว


    กัมปนาท ภักดีกุล รองศาสตราจารย์คณะทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวเพิ่มเติมว่า ควรให้ความสำคัญกับการผันน้ำระหว่างประเทศ เพราะในอนาคตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จะมีการสร้างเขื่อนผุดขึ้นมาอีกมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่มีผลกับประเทศไทยในอนาคตอย่างแน่นอน ควรมีการเตรียมตัวรับมือเช่นการออกแบบถนนที่ระบายน้ำท่วม ออกแบบวิจัยบ้านที่รับมือกับเหตุการณ์น้ำท่วม ซึ่งเป็นเรื่องที่อยากฝากไว้ให้พิจารณา

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงโม่ตรังภูทอง โจทก์ ถอนฟ้อง ชาวบ้าน อ่าวลึก จังหวัดกระบี่ พร้อมยื่นเงือนไขให้ชาวบ้านฟ้องต่อศาลปกครองภายใน 60 วัน

    20 ส.ค.2557 สมาคมนักกฏหมายสิทธิมนุษยชน(Human Rights Lawyers Association) รายงานว่า วันนี้ เวลา 9.00 น. ศาลแขวงดุสิต ศาลนัดสืบพยานโจทก์ คือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงโม่ตรังภูทอง โดยนายนรินทร์ เก่งธนทรัพย์ หุ้นส่วนผู้จัดการ ในคดีที่ ยื่นฟ้องชาวบ้าน จังหวัดกระบี่ ประกอบด้วย นายสถิต ยอดพิจิตร์ กับพวกรวม 7 คน ก่อนสืบพยาน ศาลดำเนินการไกล่เกลี่ยคู่ความทั้งสอง โดยโจทก์ประสงค์จะถอนฟ้องชาวบ้าน โดยมีเงือนไขให้จำเลยฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อให้หน่วยงานราชการเพิกถอนประทานบัตร ภายใน 60 วัน โจทก์และจำเลยทั้ง 7 คน ได้ยอมรับตามเงื่อนไข ศาลจึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

    ทั้งนี้คดีเกิดจาก กรณีที่ชาวบ้าน ตำบลบ้านกลาง อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ ในนาม “กลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมท้องถิ่น” ออกมาคัดค้านการออกประทานบัตรการทำเหมืองแร่หินของทางราชการ ที่ออกให้แก่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงโม่ตรังภูทอง ซึ่งได้ออกไปแล้วเมื่อวันที่ 25 ต.ค. 55 แต่ชาวบ้านเห็นว่ากระบวนการออกใบอนุญาตไม่เป็นธรรม กลุ่มชาวบ้านจึงได้ร้องเรียนไปยังต่ออธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานเหมืองแร่ แต่เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงโม่ตรังภูทอง ทราบความดังกล่าว จึงได้แจ้งความต่อชาวบ้าน ในข้อหาแจ้งความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    มจธ. จับมือเครือข่ายฯ จัดระเบียบสถานศึกษาปลอดเหล้านำร่อง เดินหน้าลุยสถานประกอบการร้านค้าและหอพัก ในโครงการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รอบมหาวิทยาลัย พร้อมร่วมกับตำรวจสน.ราษฎร์บูรณะเตรียมใช้มาตรการพิเศษควบคุมพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ บทลงโทษตั้งแต่บำเพ็ญประโยชน์จนพ้นสภาพนักศึกษา

    มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมกับสำนักงานป้องกันและบำบัดการติดยาเสพติด สำนักงานเขตทุ่งครุ สถานีตำรวจนครบาลราษฎร์บูรณะ และกองพันทหารช่างที่ 9 จัดโครงการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รอบมหาวิทยาลัยฯ และโรงเรียนนาหลวง สังกัดกรุงเทพมหานคร ตามมาตรการสถานศึกษาปลอดเหล้านำร่องตั้งแต่ปี 2555 โดยได้เชิญผู้ประกอบการร้านค้าร้านอาหารและหอพักห้องเช่าในพื้นที่รอบมหาวิทยาลัยมาประชุมชี้แจงทำความเข้าใจและขอความร่วมมือปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มและแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 เพื่อป้องกันการเกิดนักดื่มหน้าใหม่ในพื้นที่

    สุชาติ เพริดพริ้ง ที่ปรึกษาอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่า การจัดโครงการดังกล่าวเพื่อต้องการให้ทุกภาคส่วนและทุกคนในชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดระเบียบสังคมเพื่อให้สังคมและชุมชนของเราน่าอยู่ โดยเฉพาะสถานประกอบการร้านค้าที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และหอพักห้องเช่าที่มีการจำหน่ายอาหารมหาวิทยาลัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ขอความร่วมมือไม่ให้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กับนักศึกษาและผู้ที่อายุต่ำกว่า 20 ปี ร่วมด้วยสน.ราษฎร์บูรณะมีมาตรการมาใช้ควบคุมนอกจากการรณรงค์เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และช่องทางการร้องเรียนการกระทำผิด การสร้างเครือข่ายนักเรียนและนักศึกษา แกนนำในการเฝ้าระวังการกระทำผิดหรือการละเมิดกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การจัดกิจกรรมประเพณีปลอดเหล้า อีกทั้งยังมีการจัดหน่วยตรวจร่วมกับทหาร ตำรวจ เครือข่ายชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รอบสถานศึกษาและหอพัก ซึ่งจะเริ่มรณรงค์ตั้งแต่เดือนสิงหาคมนี้

    พ.ต.อ. เจษฎา สวยสม ผู้กำกับการ สถานีตำรวจนครบาลราษฎร์บูรณะ กล่าวว่า ปัจจุบันพื้นที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยรอบ มจธ. และโรงเรียนนาหลวง ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของ สน.ราษฎร์บูรณะมีเพิ่มมากขึ้นและการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามสถานประกอบการต่างๆ มีนักเรียน นักศึกษานิยมเข้าไปดื่มมากขึ้นโดยเฉพาะในช่วงคืนวันศุกร์ถึงวันอาทิตย์ จากสถานการณ์ดังกล่าวทำให้ทุกฝ่ายทั้งผู้บริหารมหาวิทยาลัย สถานีตำรวจนครบาลฯ ทหาร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเครือข่ายในชุมชน เห็นพ้องร่วมกันต้องการให้เป็นพื้นที่ต้นแบบของสถานศึกษาปลอดเหล้านำร่อง ควบคุมสถานประกอบการให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม และไม่ส่งผลกระทบต่อนักศึกษาเด็ก และเยาวชน รวมถึงไม่ก่อความเดือดร้อนรำคาญให้กับชุมชน และต้องไม่กระทบกับผู้พักอาศัยใกล้เคียง จึงขอให้ผู้ประกอบการร้านค้าเร่งดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย ทั้ง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2555  พ.ร.บ.สุรา พ.ศ.2493 และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยจะขอความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องของกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมสุรา และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามาตรวจสอบกรณีร้านค้าหรือสถานประกอบการใดที่มีการส่งเสริมการขายด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เช่น การจัดโปรโมชั่นซื้อสุรา 2 แถม 1 เพื่อประชาสัมพันธ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การใช้ป้ายโฆษณา การโชว์สินค้า เหล่านี้ถือเป็นสิ่งที่ยั่วยุทำให้เยาวชนเข้าถึงได้ง่าย รวมถึงการจำหน่ายสุราให้กับเด็กอายุไม่ถึง 20 ปี การจำหน่ายสุราโดยไม่มีใบอนุญาต การเปิดและปิดตามเวลาที่กำหนด การปล่อยให้มีการพกพานำอาวุธเข้ามายังสถานประกอบการโดยไม่มีการตรวจสอบดูแล หากตรวจพบหรือมีการกระทำความผิดเกิดขึ้น ผู้ประกอบการจะต้องถูกดำเนินการตามกฎหมายทุกข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นจริง หากยังเพิกเฉยไม่ให้ความร่วมมือ ถือเป็นการทำร้ายสังคม ก็จำเป็นต้องนำมาตรการตามกฎหมายทุกรูปแบบมาใช้

    สำหรับการรณรงค์ป้องกันกลุ่มเยาวชนที่จะเป็นนักดื่มหน้าใหม่ภายในสถานศึกษานั้น พ.ต.อ. เจษฎา กล่าวว่า “ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ราษฎร์บูรณะร่วมกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยมีการกำหนดมาตรการร่วมกันเป็นมาตรการพิเศษเฉพาะในการควบคุมพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของนักศึกษา นอกเหนือจากมาตรการทางกฏหมายและมาตรการทางวินัยตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด โดยมาตรการพิเศษนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ทหารจะใช้เพื่อควบคุมความประพฤติของเด็กนักศึกษาร่วมกับมหาวิทยาลัย มีกำหนดบทลงโทษตั้งแต่เบา เช่น การทำกิจกรรม การบำเพ็ญประโยชน์ จนถึงขั้นพ้นสภาพนักศึกษาซึ่งถือเป็นบทลงโทษสูงสุด”

    ด้าน ร.อ.ณัฐพงษ์ เสริมสุข นายทหารยุทธการผู้บังคับการกองพันทหารช่างที่ 9 ปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่เขตทุ่งครุ กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่ายังคงมีสื่อที่สร้างค่านิยมให้กับเยาวชนไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะภาพยนตร์หรือละครมักจะมีภาพที่มีการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกือบทุกเรื่อง  ดังนั้นสถาบันการศึกษาจึงจำเป็นจะต้องปลูกฝังค่านิยมที่ดีให้กับเยาวชน และการใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อควบคุมเยาวชนไม่ให้มีการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือสิ่งเสพติดก่อนวัยอันควร จึงอยากขอให้ผู้ประกอบการร้านค้าในเขตที่มีสถานศึกษานึกถึงผลกระทบที่มีต่อสังคมโดยรวมมากกว่านึกถึงผลประกอบการหรือรายได้ เพราะเยาวชนถือเป็นอนาคตของชาติ หรือแม้แต่หอพักห้องเช่าต้องขอความร่วมมือในการกวดขันเยาวชนที่อายุไม่ถึง 20 ปีหากพบว่ามีการมั่วสุมของเยาวชนมีการนำเอาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือมีสิ่งเสพติดเข้าไปภายในห้องพักให้รีบแจ้ง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ทหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้เข้าไปควบคุมตรวจสอบให้เป็นไปตามกฎระเบียบต่อไป

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ทหารชี้ ขบวนเดินเท้าข้าหุ้นปฎิรูปพลังงาน ทำผิดกฎหมาย ห้ามชุมนุมเกิน 5 คน วอนให้ยุติกิจกรรม ก่อนที่ขบวนเดินต่อและถูกรวบเข้าค่ายทหารในเวลาต่อมา

    หลังจากเมื่อวานนี้(19 ส.ค.) ช่วงเช้า เจ้าหน้าที่ทหารได้ร้องขอให้ เครือข่ายภาคประชาชน 11 จังหวัดภาคใต้ ยุติการกิจกรรมที่กำลังรวมตัวกันที่บริเวณหอนาฬิกา อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เตรียมเดินเท้าเข้ากรุงเทพฯ เรียกร้องปฏิรูปพลังงาน ภายใต้ชื่อกิจกรรม ขบวนเดินเท้า “ขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน” โดยเจ้าหน้าที่ทหาร อ้างจะเป็นแบบอย่างให้พื้นที่อื่นทำตาม อย่างไรก็ตามดขบวนเดินเท้าของเครือข่ายภาคประชาชน ฯ ยังคงยืนยันเดินต่อและถูกทหารบันทึกภาพขณะผ่านด่านตรวจนั้น(อ่านรายละเอียด : ทหารเบรกภาค ปชช.ใต้เดินเท้ามุ่ง กทม.เรียกร้องปฏิรูปพลังงาน)

    ล่าสุดวันนี้(20 ส.ค.) ซึ่งเป็นการเดินขบวนวนวันที่ 2 เว็บไซต์คนชายข่าว คนชายขอบรายงานว่า เมื่อเวลา 15.00 น. ตำรวจและทหาร และรถประมาณ 10 คัน ได้เชิญตัวขบวนเดินเท้าประมาณ 15 คน ไปค่ายเสนาณรงค์แล้ว

    ภาพจากเฟซบุ๊ก 'ณาตยา แวววีรคุปต์'

    โดยเว็บไซต์คนชายข่าวฯ รายงานด้วยว่า เมื่อก่อนหน้านั้น เวลา  12.00 น. ระหว่างที่ขบวนเดินเท้าหยุดพักรับประทานอาหารกลางวันในปั้มน้ำมันพีแอนซีปิโตเลียม ได้มีนายทหาร ตำรวจ ข้าราชการพลเรือน ประมาณ 20 คนทั้งระดับผู้บังคับบัญชา อาทิ พ.อ.วรพล วรพันธ์ เสนาธิการมลทลทหารบกที่ 42 อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายสัมพันธ์ เนตตกุล นายอำเภอรัตภูมิ เดินทางมาพบคณะเดินเท้า โดยพ.อ.วรพล ได้สั่งการให้ขบวนเดินเท้ายุติการเดิน โดยให้เหตุผลว่าเป็นการทำผิดกฎหมายที่ห้ามชุมนุมเกิน 5 คน

    “ทำไมพวกคุณไม่ไปใช้ช่องทางปฎิรูป เขาไม่จำกัดทุกเพศทุกวัย วิธีการที่พวกคุณทำกันอยู่นี่มันผิด ผมขอให้พวกคุณหยุดแค่นี้แล้วไปนั่งคุยกัน ผมจะเชิญผู้ว่าราชการฯมาร่วมด้วย พวกคุณอยากเสนออะไรก็ไปใช้ช่องทางที่ถูกต้อง รู้มั้ยบ้านเราตอนนี้ไม่มีใครเขาอยากมาเที่ยวแล้ว ผมเข้าใจสิ่งที่พวกคุณกำลังทำอยู่ แต่มันผิดกฎหมาย ผมไม่อยากบังคับใช้กฎหมาย หยุดตรงนี้แล้วไปหาช่องทางที่ถูกต้อง”พ.อ.วรพล กล่าว

    พ.อ.วรพลกล่าวว่า ทุกคนต้องเข้าใจว่าตอนนี้การบริหารประเทศของคสช.อยู่ในระยะที่ 2 มีการแต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติแล้ว และกำลังจะมีการคัดเลือกสภาปฎิรูปแห่งชาติ ซึ่งก็สามารถเอาปัญหาเหล่านี้เข้าไปได้ โดยหัวหน้าคสช.ไม่ชอบอะไรที่ทำผิดกฎหมาย

    ทั้งนี้ทางกลุ่มผู้ร่วมขบวนเดินเท้าพยายามชี้แจงว่า การเดินขบวนครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องทางการเมือง และเป็นการทำด้วยใจบริสุทธิ์โดยได้เตรียมตัวกันมาระยะหนึ่งแล้ว ที่สำคัญคือไม่เคยเห็นคสช.เป็นศัตรู

    “คสช.อย่ามาผูกขาดความรักชาติ วันนี้การเปิดใจกว้างเป็นเรื่องสำคัญโดยเฉพาะเมื่อมีการปฎิรูป และข้อเรียกร้องของพวกเราก็ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ว่าราชการจะตอบได้ เช่น การให้ยกเลิกสัมปทานสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จริงแล้วตรงนี้เป็นกระแสปฎิรูปที่คสช.ควรช่วยสร้างด้วยซ้ำ พวกเราพยายามไม่ทำผิดกฎหมายเพราะโทรโข่งก็ห้ามเราใช้ ขบวนเราก็จัดให้เหลือเล็กลงแล้ว ทุกคนต่างก็มีหน้าที่ เรามีหน้าที่เดินก็จะเดินต่อไป ถ้าท่านจับพวกเราก็ไปนอนอยู่ข้างใน ถ้าจะให้หยุดก็ต้องหยุดโครงการต่างๆตามที่เราเรียกร้อง”ผู้ประสานงานในทีมเดินเท้ารายหนึ่ง กล่าว

    ทั้งนี้การพูดคุยเป็นไปอย่างเคร่งเครียดกว่า 1 ชั่วโมง จนกระทั่งเวลา 13.25 น.จึงยุติลงโดยภาคประชาชนยืนยันว่าจะเดินหน้าทำกิจกรรมรณรงค์ต่อไป และยอมถูกควบคุมตัว นอกเสียจากว่าทหารจะยอมประกาศให้มีการยกเลิกโครงการขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านทุกโครงการ ซึ่งพ.อ.วรพลบอกว่าตนเองไม่มีอำนาจเช่นนั้น และตนขอทำตามหน้าที่

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ระดมโฉนดประกันตัวเพื่อนที่ถูกฟ้อ พร้อมแถลง กรณีปั่นข่าวลวงทุ่งคำยอม “ปิดเหมือง” ข้อเท็จจริงรัฐเตรียมดันสัญญาฯ เงียบผ่าน ผู้ใหญ่บ้าน ส.อบต.

    20 ส.ค.2557 เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาบริเวณหน้าศาลจังหวัดเลย มีประชาชนนำเอาโฉนดที่ดิน และ น.ส.3.ก ซึ่งได้รับการประเมินราคาแล้วมาประกันตัวผู้ต้องหาคดีอาญา จากการที่บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ฟ้องชาวบ้านรวมทั้งหมด 33 ราย รวมคดีที่บริษัททุ่งคำฟ้องคดีแพ่งและอาญาชาวบ้าน 7 คดี ซึ่งที่ผ่านมาศาลได้รับฟ้องคดีแล้ว 2 คดี และในวันนี้เป็นการยื่นขอประกันตัวในคดีอาญา 2 คดี

    โดยหนึ่งในผู้ต้องหาที่มาทำการประกันตัว คือ นางวิรอน รุจิไชยวัฒน์ ที่เพิ่งคลอดลูกสาวอายุไม่ครบเดือน ส่วนสามี นายสุรพันธ์ รุจิไชยวัฒน์ เป็นผู้ต้องหาทั้งหมด 7 คดี

    ทั้งนี้ กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้าน ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย ได้ออกแถลงการณ์ เพื่อยืนยันกับสาธารณะว่า การเจรจาที่จัดขึ้นโดยหน่วยงานรัฐเพื่อแก้ปัญหาระหว่างชาวบ้านและเหมืองทองของบริษัททุ่งคำฯ ในช่วงที่ผ่านมา "ยังไม่มีข้อยุติใดๆ" รวมถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นนั้นไม่ตรงตามที่สื่อมวลชนหลายสำนักได้รายงาน แถลงการณ์มีเนื้อหาดังนี้

    การที่ข่าวท้องถิ่น ข่าวออนไลน์ และข่าวต่างๆ ออกไปว่า ชาวบ้าน 6 หมู่บ้าน ให้บริษัททุ่งคำ ขนแร่ และขอเปิดทำเหมืองต่ออีก 2 แปลง คือ แปลงภูเหล็ก และแปลงนาโป่ง ต่ออีก 12 ปี นั้น ไม่เป็นความจริง เนื่องจาก การเจรจาระหว่างหน่วยงานรัฐ, ชาวบ้าน, เหมืองทองคำ เมื่อวันที่ 17 ส.ค. ที่ผ่านมา ยังไม่สามารถตกลงกันได้

    ข้อตกลงจะต้องปฏิบัติตามที่แต่ละข้อ เป็นขั้นเป็นตอน จะเลือกปฏิบัติไม่ได้ ข้ามไปก่อนข้อใดข้อหนึ่งก็ไม่ได้ ฉะนั้น ข้อตกลงที่จะเกิดขึ้นโดยกระบวนการที่ให้ผู้ใหญ่บ้าน 6 หมู่บ้าน สมาชิก อบต. 6 หมู่บ้าน และชาวบ้าน 6 หมู่บ้าน ร่วมกับเหมือง (บริษัททุ่งคำ) ลงนามในข้อตกลงหรือสัญญา เพื่อให้บริษัทกับชาวบ้านอยู่ร่วมกันนั้น ชาวบ้าน 6 หมู่บ้านจะไม่ยอมรับข้อตกลงใดๆ ทั้งสิ้น จะขอสู้ตามแนวทางตนเองต่อไป คือ อาศัยความสมัครสามัคคีของฅนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้าน เป็นที่ตั้ง

    ส่วนเรื่องคดีความระหว่างเหมืองกับชาวบ้าน 6 หมู่บ้านนั้น กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดเห็นว่า การจะถอนฟ้องผู้ใดผู้หนึ่งหรือบางคดีความ แล้วเหลือไว้บางคนในบางคดีจะทำไม่ได้ เพราะเราอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนเครือญาติพี่น้อง ดังนั้น เราขอสู้ร่วมกับชาวบ้าน 33 คน ที่ถูกฟ้องคดีความ เพื่อปกป้องแผ่นดินบ้านเกิด ต้องปิดเหมืองถาวร คืนภูเขา ป่าไม้ แม่น้ำ สิ่งแวดล้อม ให้กับฅนรักษ์บ้านเกิดทั้ง 6 หมู่บ้าน

    "หากมีการทำสัญญา หรือมีการทำข้อตกลง ระหว่างหน่วยงานรัฐ เหมืองทองคำ และ ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิก อบต. โดยที่ชาวบ้านยังไม่ได้พิจารณาและลงมติเห็นชอบต่อเนื้อหาในสัญญาหรือข้อตกลงที่จัดทำขึ้น ชาวบ้านจะไม่ยอมรับ และจะคัดค้านการตกลงกันในครั้งนี้ เนื่องจากหากผู้ใหญ่บ้านไปลงนามก็จะเป็นการลงนามในฐานะตัวแทนของฝ่ายรัฐ สมาชิก อบต.หากลงนาม ก็จะเป็นการลงนามในฐานะตัวแทนขององค์การบริหารปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ใช่เป็นตัวแทนของชาวบ้านอันรวมตัวกันเป็นชุมชน ดังนั้นสัญญาหรือข้อตกลงที่จะจัดทำขึ้น จะต้องนำมาผ่านความเห็นชอบของชาวบ้านในชุมชน 6 หมู่บ้าน โดยการทำประชาคมเพื่อลงมติเห็นชอบหรือไม่เท่านั้น" นายสุรพันธ์ รุจิไชยวัฒน์ แกนนำกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดกล่าว

     

    มติประชาคม 6หมู่บ้าน เมื่อวันที่ 16สิงหาคม 2557

    1. ให้มีการปิดเหมืองโดยจัดทำสัญญาขึ้นเป็นสัญญาลายลักษณ์อักษร ระหว่าง บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ตัวแทนชาวบ้าน 6 หมู่บ้าน ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในจังหวัดเลย ร่วมลงนามใน “สัญญาการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากเหมืองคำ ตำบลเขาหลวง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย” เพื่อกำหนดเป็นหลักฐานว่า

    1.1 บริษัท ทุ่งคำ จำกัด จะไม่ดำเนินการใดๆ ในการประกอบกิจการเหมืองแร่ หากไม่ได้รับการยินยอมจากชาวบ้านทั้งหมดในพื้นที่ที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป (บรรลุนิติภาวะ)

    1.2 ให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกันพื้นที่ที่เป็น “แหล่งน้ำซับซึม” อันเป็นต้นน้ำที่สำคัญต่อระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อม และเป็นแหล่งน้ำที่สำคัญในด้านการเกษตร และการอุปโภค-บริโภค ของชาวบ้าน 6 หมู่บ้าน และในจังหวัดเลย เพื่อเป็นพื้นที่สงวนหวงห้าม โดยมิให้ใช้ประโยชน์อื่นใดในที่ดินดังกล่าว

    1.3 ให้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 โดยส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจะต้องทำการศึกษาสาเหตุของการปนเปื้อนโลหะหนักในพื้นที่เหมืองแร่และพื้นที่โดยรอบเหมืองแร่ 6 หมู่บ้าน จนกว่าจะได้ข้อสรุปการปนเปื้อน ผลประเมินความคุ้มค่าของฐานทรัพยากรธรรมชาติ ค่าภาคหลวงแร่ กับวิถีชีวิตความเป็นอยู่แบบเศรษฐกิจพอเพียงของประชาชน และผลการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ หรือ HIA โดยให้นักวิชาการที่ชาวบ้านมีส่วนในการคัดเลือกเป็นผู้ทำการศึกษาตามหลักการของกระบวนการมีส่วนร่วม

    1.4 ให้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) จัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ EHIA ขึ้นมาใหม่ หากจะอนุญาตให้ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด หรือ ผู้ประกอบการรายอื่น เปิดการดำเนินกิจการเหมืองแร่ โดยการจัดทำรายงานฯ ต้องไม่ให้ผู้ประกอบการที่มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง

    2. เงื่อนไขในการขนแร่ ของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ออกนอกพื้นที่

    2.1 ให้ถอนฟ้องคดีความ 7 คดี ที่ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ได้ฟ้องร้อง-กล่าวโทษเอาผิดกับชาวบ้าน 33 ราย

    2.2  ให้ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด รื้อถอนและขนย้ายเครื่องจักรออกนอกพื้นที่แปลงประทานบัตร

    2.3 ส.ป.ก.จังหวัดเลย ต้องไม่ต่อใบอนุญาตให้ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด เข้าใช้ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน จำนวน 369 ไร่ 3 งาน 17 ตารางวา เพื่อใช้ในกิจการเหมืองแร่ทองคำ ที่หมดอายุลง และให้นำที่ดินดังกล่าวมอบให้ชาวบ้านทั้ง 6 หมู่บ้าน จัดทำเป็นป่าชุมชน โดยให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจัดงบประมาณสนับสนุนการจัดทำป่าชุมชนให้กับชาวบ้านทั้ง 6 หมู่บ้าน โดยมีคณะกรรมการจาก 6 หมู่บ้าน เป็นผู้ดำเนินการ

    2.4 ทสจ.จังหวัดเลย ต้องไม่ต่อใบอนุญาตให้ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด เข้าใช้ที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าโคกภูเหล็ก จำนวน 6๐8 ไร่ 3 งาน 34 ตารางวา และที่ดินในเขตป่าตามมาตรา 4(1) จำนวน 312 ไร่ 2 งาน 13 ตารางวา เพื่อใช้ในกิจการเหมืองแร่ทองคำ ที่หมดอายุลง และให้นำที่ดิน ในเขตป่าตามมาตรา 4(1) จำนวน 312 ไร่ 2 งาน 13 ตารางวา มอบให้ชาวบ้านทั้ง 6 หมู่บ้าน จัดทำเป็นป่าชุมชน โดยให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจัดงบประมาณสนับสนุนการจัดทำป่าชุมชนให้กับชาวบ้านทั้ง 6 หมู่บ้าน โดยมีคณะกรรมการจาก 6 หมู่บ้าน เป็นผู้ดำเนินการ

    2.5 อบต.เขาหลวง ต้องไม่อนุญาตให้ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด เข้าใช้ที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าโคกภูเหล็ก

    2.6 ให้ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ขนแร่ออกนอกพื้นที่ เฉพาะแร่แต่งแล้ว จำนวน 1,942.54 ตัน

    2.7 บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ขนแร่ ต้องขนแร่โดยปฏิบัติตามกฎหมาย พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2510 ระเบียบที่ประกาศโดยส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง พ.ร.บ.ทางหลวง และระเบียบชุมชนว่าด้วยการใช้ถนนชุมชนและการควบคุมน้ำหนักบรรทุก

    2.8 การขนแร่ของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ออกนอกพื้นที่ จะต้องมีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการขนแร่ ภายใน 15 วัน หลังจากมีการลงนามในสัญญาฯ นี้ คณะกรรมการประกอบด้วย ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ตัวแทนที่ได้รับการคัดเลือกจากชาวบ้าน ในอัตราส่วนที่เท่ากัน โดยให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจัดงบประมาณในการดำเนินงานของคณะกรรมการดังกล่าว

    2.9 การขนแร่ของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ออกนอกพื้นที่ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจะต้องแจ้งวันและเวลาในการขนแร่ แก่คณะกรรมการตรวจสอบการขนแร่ ก่อนการขนแร่ 15 วัน และให้ทำการขนแร่ได้ในเวลากลางวันเท่านั้น

    2.10 หากการขนแร่ของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด มีการทำผิดกฎหมายหรือระเบียบใดๆ ก็ตาม ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจะต้องฟ้องร้องดำเนินคดีกับ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด และข้าราชการที่ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ให้ถึงที่สุด

    2.11 ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจะต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ EHIA ขึ้นมาใหม่ หากจะอนุญาตให้ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด และผู้ประกอบการอื่นๆ ประกอบโลหกรรม โดยการจัดทำรายงานฯ ต้องไม่ให้ผู้ประกอบการที่มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง

    3. เงื่อนไขในการฟื้นฟูผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ ให้ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) จัดตั้งคณะกรรมการในการศึกษา จัดทำแผน และดำเนินการฟื้นฟูระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม คณะกรรมการฯ ประกอบด้วย ตัวแทนของชาวบ้าน 6 หมู่บ้าน นักวิชาการจากสาขาที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการด้านสิทธิมนุษยชน นักวิชาการด้านกฎหมาย ที่ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการเสนอชื่อ คัดเลือก แต่งตั้ง โดยนำงบประมาณในการดำเนินการมาจาก กองทุนประกันความเสี่ยง และกองทุนฟื้นฟูพื้นที่ภายหลังการทำเหมืองแร่ โดยต้องไม่ให้ผู้ประกอบการที่มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง

    โดยขั้นตอนการดำเนินการ ตามมติความต้องการของชาวบ้าน 6 หมู่บ้าน ในครั้งนี้ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในจังหวัดเลย จะต้องปฏิบัติตามขั้นตอน ดังนี้

    ขั้นตอนที่ 1. หลังจากการปิดเหมือง โดยจัดทำสัญญาการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากเหมืองคำ ตำบลเขาหลวง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ตำรวจ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด และตัวแทนชาวบ้าน ลงนามในสัญญาฯ เพื่อเป็นหลักฐานให้เป็นที่เรียบร้อย

    ขั้นตอนที่ 2. ให้บริษัท ทุ่งคำ จำกัด และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตามข้อตกลงในสัญญาฯ ให้แล้วเสร็จ และรายงานต่อ คณะกรรมการตรวจสอบการขนแร่ ตามข้อ 2.8 ก่อนจะมีการขนแร่

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai