Are you the publisher? Claim this channel


Embed this content in your HTML

Search



Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


    สปสช. ปัดยังไม่มีข้อสรุปบริหารงบบัตรทองปี 2558 ในรูปแบบเขตสุขภาพ ยัน สธ.เข้าใจผิด แจงการประชุมเมื่อ 15 ก.ย.เพื่อรับทราบข้อมูลของ สธ. ใช้เป็นข้อมูลประกอบการประชุมบอร์ด สปสช. 22 ก.ย.นี้ ยังไม่มีการลงมติใดๆ
     
    18 ก.ย. 2557 สืบเนื่องจากกรณี นพ.บัญชา ค้าของ ผู้อำนวยการกลุ่มประกันสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ระบุว่า ได้มีการหารือเรื่องการบริหารจัดการงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2558 และได้ข้อสรุปร่วมกันว่า จะมีการบริหารงานแบบเขตสุขภาพ และให้มีการจัดสรรเงินเป็นก้อนในระดับเขต นั้น
     
    ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ โฆษกสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า การให้ข้อมูลของ นพ.บัญชา น่าจะเกิดจากความเข้าใจผิด ข้อมูลดังกล่าวไม่ตรงกับความเป็นจริง การประชุมวันนั้น  ไม่มีการลงมติใดๆทั้งสิ้น เป็นเพียงการหารือ ซึ่งการหารือดังกล่าวมีขึ้นเมื่อวันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา นพ.ณรงศักดิ์ อังคะสุวพลา และ นพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล ที่ปรึกษา รมต.สธ. ได้เชิญปลัด สธ. และ เลขาธิการ สปสช. ประชุมหารือเพื่อรับทราบข้อมูลของกระทรวง สธ.เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บอร์ด สปสช.) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 22 ก.ย.นี้ เนื่องจากจะมีวาระสำคัญเรื่องการพิจารณาการบริหารงบกองทุนหลักประกันสุขภาพปี 58
     
    ทพ.อรรถพร กล่าวต่อว่า การประชุมดังกล่าวก็เพื่อรับทราบข้อมูลจากสธ.เท่านั้น ไม่มีข้อตกลงใดๆเกิดขึ้นในการประชุม และไม่ใช่การประชุมเพื่อหาข้อยุติของเรื่องการจัดสรรเงินตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด ผลการหารือก็ไม่เกี่ยวข้องกับมติการจัดสรรเงินของปี 58 ที่ผ่านความเห็นชอบของอนุกรรมการการเงินการคลังดังนั้นข้อเสนอต่อบอร์ด สปสช. จึงยังคงเป็นข้อเสนอที่ผ่านอนุกรรมการการเงินการคลัง และ อนุกรรมการยุทธศาสตร์ ตามกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติทุกประการ
     
    “บรรยากาศในการหารือเป็นไปด้วยดี ถ้อยทีถ้อยอาศัย  สร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับกระบวนการ ขั้นตอน สำหรับความร่วมมือในการทำงานเพื่อประชาชนต่อไป และองค์ประกอบที่พูดคุยในวันนั้น(15 ก.ย.)ไม่มีอำนาจในการปรับเปลี่ยนมติของอนุฯการเงินการคลังแต่อย่างใด” โฆษก สปสช.กล่าว
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ทหาร "ขอความร่วมมือ" ผ่านมหาวิทยาลัยให้นักศึกษางดจัดเสวนาการล่มสลายของเผด็จการในต่างประเทศ นักศึกษาดื้อจัดต่อ ผู้ฟังนั่งพื้นเต็มโถงอาคาร เริ่มงานได้ครึ่งชั่วโมง ตำรวจบุกควบคุมตัวนักศึกษาผู้จัดไป สภ.คลองหลวง 


    18 ก.ย.2557 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ศูนย์รังสิต ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่อาคารบรรยายรวม1 มีการจัดเสวนาที่โถงชั้นลาง ‘ห้องเรียนประชาธิปไตยบทที่ 2 การล่มสลายของเผด็จการในต่างประเทศ’ และระหว่างการเสวนาดำเนินไปราวครึ่งชั่วโมงก็ถูกยกเลิกกลางคัน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยได้เข้าพูดคุยกับนักศึกษาผู้จัดงาน ระหว่างการปาฐกถาของนิธิ เอียวศรีวงศ์ เพื่อขอให้ยุติการจัดงานครั้งนี้ แต่นักศึกษายังคงยืนยันที่จะจัดต่อไป ทำให้เจ้าหน้ที่ตำรวจพูดคุยกับนิธิโดยตรงเพื่อขอให้ยุติการเสวนาทั้งหมด

    ก่อนหน้าที่จะยุติเวทีอย่างเป็นทางการ ประจักษ์ ได้แจ้งกับผู้ฟังจำนวนมากที่มุงดูเหตุการณ์ว่า

    "ในวันนี้ห้องเรียนต้องปิดแต่เพียงเท่านี้ แต่ไม่ใช่เพราะผู้สอนไม่อยากสอน ตราบใดที่เราไม่สามารถทำให้มหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่แห่งการใช้ปัญญาได้ ผมคิดว่าสังคมไทยไม่มีอนาคต" 

    จากนั้นได้เชิญตัวนักศึกษากลุ่ม LLTD 3 คนไปยัง สภ.คลองหลวง ท่ามกลางเสียงโห่ของผู้ร่วมฟังเสวนา ส่วนอาจารย์ร่วมเสวนาทั้งหมดเจ้าหน้าที่ได้เชิญตัวไปพูดคุยยังชั้นบนอาคารบรรยายรวม 1 ราว 15 นาทีก่อนที่อาจารย์ทั้งหมดจะเดินทางต่อไปยัง สภ.คลองหลวงเพื่อดูแลนักศึกษาที่ถูกควบคุมตัวไปก่อนหน้า

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สภ.คลองหลวงพบทหารราว 20-30 นายอยู่ที่สถานีตำรวจแล้ว และนักศึกษากับอาจารย์ถูกกันให้แยกกันคนละห้องสอบสวน ขณะที่เพื่อนนักศึกษาและผู้สื่อข่าวหลายสำนักยังคงพากันรอติดตามความคืบหน้าอยู่ด้านนอก 

    ต่อมาเวลาประมาณ เวลาประมาณ  19.20 น. พ.อ.พัลลภ เฟื่องฟู ผู้บังคับการกองบังคับการควบคุมกรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2 ผู้ออกคำสั่งขอความร่วมมือให้งดจัดกิจกรรมได้เดินทางมายัง สภ.คลองหลวง จากนั้นทหารได้แจ้งให้เพื่อนๆ ของผู้ถูกควบคุมตัวที่รออยู่ราว 10 คนรวมถึงสื่อมวลชนหลายสำนักที่รอทำข่าวให้ออกไปรอภายนอกสถานีตำรวจ

    จากนั้นไม่นานผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานีก็ได้เดินทางมายังสภ.คลองหลวงเช่นกัน

    เวลาประมาณ 19.50 น. อานนท์ นำภา และภาวิณี ชุมศรี ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รวมถึงปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มธ. ได้เดินทางมายังสถานีตำรวจ แต่เจ้าหน้าที่ทหารไม่อนุญาตให้ทั้งสามเข้าไปยังห้องสอบสวน 

    เวลาประมาณ 20.10 น. นายอำเภอคลองหลวงได้ออกมาจากห้องสอบสวนและแจ้งกับผู้รอติดตามความคืบหน้าว่า อีกราว 10 นาที จะปล่อยตัวทุกคนกลับบ้านโดยไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาใดๆ และครั้งนี้เป็นเพียงการเรียกมาพูดคุยกันเท่านั้น แต่จนถึงเวลา 20.30 น.ก็ยังไม่มีการปล่อยตัวแต่อย่างใด 

    ทั้งนี้ ในช่วงก่อนเริ่มงาน ธีระ สุธีวรางกูร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มธ. หนึ่งในสมาชิกกลุ่มนิติราษฎร์ได้โพสต์สเตตัสรูปจดหมายจากพ.อ.พัลลภ เฟื่องฟู ผู้บังคับการกองบังคับการควบคุมกรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2 ขอความร่วมมือกับทางมหาวิทยาลัยให้ประสานกับกลุ่มผู้จัดเพื่องดจัดงานดังกล่าว เนื่องจากเกรงจะเกิดความแตกแยกทางการเมือง กระทบต่อการแก้ปัญหาประเทศของ คสช.

    งานเสวนาดังกล่าวจัดโดย กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย (LLTD) โดยก่อนหน้าเวลาจัดงานราว 1 ชั่วโมง ผู้สื่อข่าวพบตำรวจนอกเครื่องแบบและในเครื่องแบบราว 10 นายบริเวณที่จัดงาน เมื่อสอบถามจากเจ้าหน้าที่กองกิจการนักศึกษาของมหาวิทยาลัยได้ความว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามแจ้งไม่ให้มีการจัดงานในวันนี้ ส่วนผู้จัดงานยังคงยืนยันว่าจะจัดงานต่อ และได้เตรียมสถานที่ใหม่ที่ชั้นล่างของอาคารบรรยายรวม 1 

    งานดังกล่าวมีวิทยากรคือ นิธิ เอียวศรีวงศ์, เชาวฤทธิ์ เชาว์แสงรัตน์, จันจิรา สมบัติพูนศิริ, ภาณุ ตรัยเวช พิธีกรโดย ประจักษ์ ก้องกีรติ

    เมื่อถึงกำหนดจัดงานในเวลา 16.45 น. นักศึกษาเริ่มมายังบริเวณจัดงานมากขึ้น และนิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้เดินทางมาถึงที่จัดงานแล้วเช่นกัน

    เวลาประมาณ 17.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การจัดเสวนายังคงดำเนินต่อไป มีนักศึกษาและผู้สนใจเข้าร่วมจนเต็มพื้นที่โถงชั้นล่างและผู้ฟังจำนวนมากต้องนั่งกับพื้น ก่อนหน้าการกล่าวปาฐกถาของนิธิ เอียวศรีวงศ์ จะเริ่มต้นขึ้น ผู้จัดได้ชี้แจงกับผู้เข้าร่วมงานว่า ทาง คสช.ได้สั่งระงับการจัดกิจกรรม และทางมหาวิทยาลัยไม่อนุญาตให้ใช้ห้องบรรยาย แต่ผู้จัดยังคงยืนยันที่จะจัดกิจกรรมต่อไปจึงต้องย้ายสถานที่อย่างกระทันหัน


     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ‘ประยุทธ์’ ขอโทษหากพูดแล้วเกิดไม่สบายใจ แจงความปลอดภัยไม่เหมือนกัน สั่งมหาดไทย-ตำรวจดูแลแล้ว เปรยที่พูดแรงเพราะกดดัน ไม่อยากวัวหายล้อมคอก ยันปิดเกาะเต่าจนกว่าจะจับคนร้ายได้ ‘ไก่อู’ อยากให้ดูบริบท วอนสื่อไทยช่วยแก้ข่าว
     
    18 ก.ย. 2557 ผู้จัดการออนไลน์รายงานว่า ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์เรื่องนักท่องเที่ยวใส่บิกินีที่พูดในการชี้แจงนโยบายแก่ข้าราชการระดับสูง เมื่อวันที่ 17 ก.ย.ที่ผ่านมาว่า ในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ คืนวันศุกร์ 19 ก.ย.ตนจะพูดเรื่องนี้ด้วย ต้องขอโทษด้วยถ้าพูดไปแล้วทำให้ไม่สบายใจ ตนไม่ได้หมายความดูถูกหรือว่าใคร เพียงแต่เตือนบางครั้งต้องระมัดระวังเหมือนกันในแต่ละสถานที่หรือบางเวลา ตนจะไปดูถูกหรือว่าเขาได้อย่างไร วันนี้ก็ยังรับรองอยู่ว่าปลอดภัย เว้นเพียงแต่ว่ามันมีคนไม่ดีอยู่ ซึ่งก็เหมือนกันทุกที่ในโลกนี้ ฉะนั้นต้องระมัดระวังเหมือนกัน เพราะบ้านเมืองเรากับบ้านเมืองเขาบางทีมีความปลอดภัยไม่เหมือนกันจึงเป็นห่วง
     
    เวลานี้ได้สั่งให้กระทรวงมหาดไทย ตำรวจ และฝ่ายที่เกี่ยวข้องไปดูมาตรการรักษาความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวให้มากขึ้นซึ่งเขาทำอยู่แล้วเพียงแต่ต้องเข้มขึ้นมากกว่าเดิม เพราะชาวต่างชาติเขาไม่รู้คิดว่าปลอดภัยอยากมาเที่ยว เราก็ต้องช่วยกันดูแลอย่าให้คนร้ายคนไม่ดีปะปนอยู่ คนที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนแรงงานอะไรต่างๆ มาทำงานไม่ได้ มันอันตรายและเป็นผลเสีย
     
    “บางครั้งผมพูดแรงไปเพราะผมกดดัน และเกิดจากความเสียใจที่มีคนตายคนเจ็บ จะเป็นคนไทยคนต่างชาติเสียใจทั้งนั้น ไม่อยากให้มีการสูญเสียอีก เพราะเราก็วัวหายล้อมคอกทุกครั้ง นี่ก็สั่งการไปแล้วทั้งรัฐมนตรีมหาดไทย และฝ่ายความมั่นคงให้ไปหามาตรการเพิ่มเติมว่าจะทำอย่างไร ข้อสำคัญต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากๆ เพราะทำให้เสียการท่องเที่ยวในพื้นที่เขา รายได้ก็สูญหายไปด้วย ดังนั้นต้องช่วยกัน จะรอเจ้าหน้าที่อย่างเดียวไม่ได้” นายกฯ กล่าว
     
    ผู้สื่อข่าวถามว่า ห่วงหรือไม่หากกรณีนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ 2 คนถูกฆ่าที่เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี แล้วจับตัวคนร้ายไม่ได้จะทำให้เกิดปัญหาตามมา นายกฯ กล่าวว่า ยังไงก็ต้องจับได้ ไม่มีอะไรที่ตำรวจไทยจับไม่ได้ ต้องจับได้ ยิ่งสมัยนี้ด้วย ส่วนความคืบหน้าของคดีขณะนี้กำลังตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอกันอยู่ คนที่จับมาแล้วทราบว่าดีเอ็นเอไม่ตรง เดี๋ยวหาได้จนตรงเพราะเขาปิดเกาะทั้งหมดอยู่แล้ว ไม่ให้ออกไปข้างนอก
     
    เมื่อถามว่า แสดงว่าจะปิดเกาะจนกว่าหาคนร้ายได้ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ต้องทำจนกว่าจะคลี่คลายได้ แต่ถ้าใครจะออกจากเกาะก็ต้องมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด เรื่องนี้อย่าไปขยายอีกเลย ปล่อยให้เป็นเรื่องของการสอบสวน และอย่าให้เกิดขึ้นอีก เมื่อถามว่า ทางสถานทูตอังกฤษได้ติดต่อมาหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า คุยกันหมดแล้ว วันนี้ก็เห็นมาคุยเข้าใจกันดี เขาก็ปล่อยให้เป็นเรื่องกระบวนการยุติธรรม สอบสวนให้ได้โดยเร็ว มันเป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นอยู่แล้ว เราก็ไม่อยากให้เกิด เขาก็ไม่อยากให้เกิด ตนก็เสียใจกับเขา เพียงแต่บอกว่ามันเป็นประเพณีคนละประเพณีฉะนั้นของเราต้องระมัดระวังมากหน่อย ซึ่งบางทีเขาคิดว่ามันปลอดภัย แต่ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยไม่ปลอดภัย เดี๋ยวไม่มีใครกล้ามาอีก คือขอโทษถ้าพูดแรงไป ทำให้เข้าใจผิดต้องขอโทษทุกเรื่อง บางทีมัน pressure (กดดัน) เสียใจ และในคืนวันศุกร์นี้จะพูดในทุกฐานะที่ตนเองมี
     
     
    ‘ไก่อู’ อยากให้ดูบริบท วอนสื่อไทยช่วยแก้ข่าว
     
    ด้านเนชั่นรายงานว่า พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้รับทราบข้อมูลที่สื่อต่างประเทศนำเสนอถ้อยคำของนายกรัฐมนตรีที่พูดระหว่างการมอบนโยบายผู้บริหารระดับสูง เกี่ยวกับการใส่ชุดว่ายน้ำบิกินี่ของนักท่องเที่ยวแล้ว ซึ่งนายกรัฐมนตรียืนยันว่าไม่ได้เป็นการติเตียนหรือมีเจตนาให้ร้ายใคร จึงอยากให้ดูบริบทของประโยคประกอบด้วย เพราะสิ่งที่นายกรัฐมนตรีต้องการสื่อสารมีเป้าหมายต้องการให้เจ้าหน้าที่และทุกคน ช่วยกันในการลดความเสี่ยง
     
    ดังนั้น จึงอยากให้สื่อมวลชนไทยได้ช่วยกันชี้แจงถึงเจตนาที่แท้จริงของนายกรัฐมนตรีที่มีหวังดี และไม่ได้ต้องการให้ร้ายใคร ย้ำว่ารัฐบาลจะต้องแก้ปัญหาให้กับทุกคนไม่ว่าจะเป็นชาวต่างชาติหรือชาวไทยด้วยความเท่าเทียม ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีได้เตรียมชี้แจงเรื่องดังกล่าวอย่างละเอียดในรายการคืนความสุขให้คนในชาติที่จะออกอากาศในวันพรุ่งนี้แล้ว 

    พ.อ.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้มีรายงานว่าทันทีที่นายกรัฐมนตรี มีถ้อยประโยคนี้ออกมา เจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย ได้โทรศัพท์มาสอบสอบถามความชัดเจนและความหมายที่นายกรัฐมนตรีสื่อสาร มายังคณะทำงานของนายกรัฐมนตรี และคณะทำงานได้ชี้แจงในเบื้องต้นแล้ว ว่านายกรัฐมนตรีพร้อมขอโทษหากคำพูดดังกล่าวทำให้เกิดความไม่สบายใจและอาจกระทบความสัมพันธ์
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    มูลนิธิผสานวัฒนธรรม เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองทำหนังสือถึงอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ ขอให้พักราชการนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร กรณีเผาทำลายบ้านของชาวกระเหรี่ยงในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และการหายตัวไปของ "บิลลี่" พะลอจี รักจงเจริญ

    หมายเหตุ: มูลนิธิผสานวัฒนธรรม, สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน, สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน, เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมเขตงานตะนาวศรี และเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ทำหนังสือขอให้ขอให้อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พักราชการนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร โดยมีรายละเอียดดังนี้

    ขอให้อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พักราชการนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร

    เมื่อวันที่ 18 กันยายน องค์กรสิทธิมนุษยชนตามรายนามด้านล่างจะจัดส่งจดหมาเปิดผนึกขอให้อธิบดี อุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชพักราชการนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร โดยมีเนื้อหาดังนี้

    สืบเนื่องจากความขัดแย้งในเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติพื้นป่าสำคัญของชาติคือความขัดแย้งในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน มีการเผาทำลายบ้าน  ยุ้งฉาง และข้าวของชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงดั้งเดิม จนนำมาสู่กรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรงที่สุดคือกรณี นายพอละจี  รักจงเจริญ  ถูกนายชัยวัฒน์  ลิ้มลิขิตอักษร  หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อีก 3 นายได้ควบคุมตัวในเขตอุทยานแห่งชาติกระจาน ตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2557 และไม่มีผู้ใดพบเห็นอีกเลยจนถึงปัจจุบัน

    มูลนิธิผสานวัฒนธรรมและองค์กรสิทธิมนุษยชนตามรายนามที่แนบมานี้ ขอนำเสนอข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณาขอให้พักราชการนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ดังนี้

    นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร  เป็นจำเลยในคดีอาญาเลขดำที่ 4653/2554  เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2554 ในข้อหาข้อหาจ้างวานฆ่า นายทัศน์กมล  โอบอ้อม  แกนนำเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิให้แก่ชุมชนบ้านโป่งลึก-บางกลอย ในการเรียกร้องสิทธิของชุมชนบ้านโป่งลึก-บางกลอย โดยปัจจุบันพนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรีได้ยื่นฟ้องนายชัยวัฒน์  ลิ้มลิขิตอักษร  เป็นจำเลย ต่อศาลจังหวัดเพชรบุรี  และคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลจังหวัดเพชรบุรี

    นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร  เป็นผู้ถูกฟ้องในคดีปกครองที่ ส.58 / 2555   สถานะคดี เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2557 ศาลปกครองมีคำสั่งเรียกคู่กรณี มาไต่สวนเพิ่มเติม คดีดังกล่าวซึ่งเป็นคดีชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงดั้งเดิมบ้านบางกลอย-โป่งลึก  ที่ถูกขับไล่  เผาบ้านและทรัพย์สิน    โดยมีนายชัยวัฒน์  ลิ้มลิขิตอักษร  เป็นหัวหน้าปฏิบัติการดังกล่าว  จนนำมาสู่การยื่นฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช  และนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร  ต่อศาลปกครองกลาง  เพื่อเยียวยาความเสียหายและรับรองสิทธิชุมชนดั้งเดิมตามรัฐธรรมนูญ

    นายชัยวัฒน์  ลิ้มลิขิตอักษร  ได้ถูกแจ้งความกล่าวโทษ โดยกลุ่มอนุรักษ์ จังหวัดราชบุรี  เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ นำโดย นางจิตนา  แก้วขาวต่อสำนักงานตำรวจภูธรภาค 7 ให้ดำเนินคดี   กรณีนายชัยวัฒน์  ลิ้มลิขิตอักษร  หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน กับพวกรื้อ ทำลาย บ้านเรือนของชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง  ที่ตำบลห้วยแม่เพรียง  อำเภอแก่งกระจาน  จังหวัดเพชรบุรี  ตามหนังสือฉบับลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2555  โดย เรื่องดังกล่าวอยู่ในการดำเนินการตรวจสอบของสถานีตำรวจภูธรแก่งกระจาน

    นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร  ในฐานะหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเป็นบุคคลสุดท้ายที่พบเห็นและควบคุมตัวนายพอละจี รักจงเจริญ ร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานฯ อีก 3 นาย ข้อเท็จจริงปรากฏในสำนวน   การไต่สวนในชั้นศาล จังหวัดเพชรบุรีได้ระบุชัดเจนว่านายพอละจีอยู่ในการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ในวันที่ 17 เมษายน 2557  แต่ผู้ควบคุมตัวตามกฎหมายในที่นี่คือหัวหน้าอุทยานแห่งชาติฯ ปฏิเสธที่จะรับทราบว่ามีการควบคุมตัวอยู่ แต่กลับอ้างด้วยคำให้การของตนเองและบุคคลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลในหน่วยงานเดียวกันทั้งเจ้าหน้าที่และนักศึกษาฝึกงาน  ปราศจากพยานหลักฐานที่ประจักษ์  อีกทั้งพยานหลักฐานที่นำเสนอต่อศาลนั้นขัดกันและไม่มีความน่าเชื่อถือ เท่ากับว่านายพอละจีเป็นบุคคลที่ถูกบังคับให้สูญหายเป็นสิ่งต้องห้ามและเป็นอาชญกรรมที่ร้ายแรง แม้ว่ากฎหมายไทยจะยังไม่มีข้อหาอาญาต่อความผิดนี้ก็ตาม  การปฏิเสธไม่ยอมรับว่ามีการควบคุมตัวนายพอละจีและอ้างว่ามีการปล่อยตัวไปแล้วนั้นย่อมเป็นการปกปิดชะตากรรมของนายพอละจีด้วย ดังนั้นการร้องขอให้ศาลไต่สวนตามมาตรา 90 และศาลได้ยกคำร้องของญาติจึงเป็นการกีดกั้นสิทธิของผู้ตกเป็นเหยื่อของการบังคับให้สูญหายไม่สามารถรับรู้ถึงความจริงเกี่ยวกับชะตากรรมของนายพอละจี และยังไม่ใช่เป็นการที่นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษรและพวกหลุดพ้นจากการมีส่วนรู้เห็นในการหายตัวไปของนายพอละจีแต่อย่างใด  ขณะนี้ผู้ร้องคือภรรยาของนายพอละจีได้ยื่นขออุทธรณ์ต่อศาลจังหวัดเพชรบุรีเมื่อวันที่ 16 กันยายน  2557

    นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร  คดีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา 157 กรณีการจับกุมตัวนายพอละจีในความผิดมีน้ำผึ้งป่าไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย  เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 โดยไม่นำตัวส่งพนักงานสอบสวน ไม่มีการทำบันทึกจับกุมและไม่มีการทำบันทึกการปล่อยตัวผู้กระทำความผิด ปัจจุบันคดีอยู่ในการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ กระทรวงยุติธรรม (ป.ป.ท.)  ซึ่งที่ประชุม สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ กระทรวงยุติธรรม (ป.ป.ท.) เห็นว่าคดีมีมูล จึงมีมติรับเป็นคดี และให้ตั้งคณะอนุกรรมการฯ ขึ้นมาตรวจสอบ

    นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร  ขณะดำรงตำแหน่งหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน  มีภาพ และคลิปวีดีโอ  การแปรรูปไม้ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน  ซึ่งผลการสอบสวนของคณะกรรมการจากกรมอุทยาน  สัตว์ป่า  และพันธุ์พืช  พบว่าเป็นการกระทำโดยเจ้าหน้าที่อุทยาน  และต่อมากองกำกับการภูธรจังหวัดเพชรบุรี โดย พ.ต.อ.สุรศักดิ์  สุขแสวง รองผู้บังคับการ  ได้ลงพื้นที่พร้อมคณะวิทยาการจังหวัดเพชรบุรี  พบว่าบริเวณโดยรอบหน่วยแม่สะเรียง (กจ.10)  พบการโค่นล้ม ไม้ และแปรรูปไม้  โดยใช้เลื่อยยนต์อีกจำนวน  26 ต้น

    นอกจากองค์กรสิทธิมนุษยชนทั้งในและต่างประเทศให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับการหายตัวไปและการเรียกร้องสิทธิให้กับนายพอละจี รักจงเจริญนักต่อสู้ชาวกระเหรี่ยงแล้ว  การให้ความสำคัญกับสิทธิของชนเผ่ากลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่อาศัยในป่าก็เป็นหลักการสำคัญขององค์การสหประชาติและองค์การยูเนสโกด้วย ดังข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้

    คณะกรรมการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อเชื้อชาติแห่งองค์การสหประชาชาติได้ระบุว่าในเดือนกุมภาพันธุ์ ปี 2555 ให้รับพิจารณาเรื่องร้องเรียนกรณีชาวกระเหรี่ยงในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานถูกบังคับไล่รื้อ  เผาทำลายบ้านและยุ้งข้าวไว้เป็นเรื่องเร่งด่วนและได้จัดให้มีจดหมายแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ดังกล่าวลงวันที่ 9 มีนาคม 2555 ส่งถึงรัฐบาลไทยเพื่อต้องการทราบรายละเอียดขั้นตอนการดำเนินการเพื่อปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของชาวกระเหรี่ยงในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

    คณะกรรมการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อเชื้อชาติแห่งองค์การสหประชาชาติได้เผยแพร่ข้อสังเกตเชิงสรุปในเอกสาร CERD/C/THA/Q/1-3 ลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2555 ในย่อหน้าที่ 16 มีความว่า   “ในประเทศไทยกฎหมายอนุรักษ์ป่าไม้และสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่หลายฉบับส่งผลกระทบเชิงการเลือกปฏิบัติต่อกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในป่า    คณะกรรมการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อเชื้อชาติยังกังวลว่าประเทศไทยไม่การขอรับฟังคำยินยอมโดยสมัครใจและล่วงหน้าก่อนที่จะมีการตัดสินใจใดใดว่าจะมีผลกระทบต่อกลุ่มชาติพันธุ์หรือไม่”

    คณะกรรมการต่อต้านการทรมานแห่งองค์การสหประชาชาติได้เผยแพร่ข้อสังเกตเชิงสรุปในเอกสารลงวันที่  23 พฤษภาคม 2557 ในย่อหน้าที่ 14 ว่า “มีกรณีที่กล่าวหาว่านักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนด้านต่อต้านการทุจริตและด้านสิ่งแวดล้อม และผู้ที่เป็นพยานการละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีล่าสุดนายพอละจี รักจงเจริญ ... คณะกรรมการฯ เสนอให้ประเทศไทยควรใช้มาตรการที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อป้องกันการบังคับให้สูญหายและเพื่อการต่อสู้กับการลอยนวลพ้นผิด”

    ด้วยเหตุผลทั้งความจำเป็นที่จะคงไว้ซึ่งหลักการด้านการอำนวยความเป็นธรรมต่อประชาชนที่ได้รับผลกระทบต่อนโยบายและการบริหารจัดการบุคคลกรของรัฐโดยเฉพาะต่อการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชาติให้สมบัติของชาติและของโลก  และในขณะเดียวกันเป็นการคุ้มครองสิทธิของประชาชนที่อยู่อาศัยเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมในพื้นที่อนุรักษ์ ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานจะได้รับการเสนอชื่อเป็นพื้นที่อนุรักษ์ภายใต้กรอบของยูเนสโกเป็นอันเป็นความภาคภูมิใจของประเทศอย่างสมภาคภูมิ

    มูลนิธิผสานวัฒนธรรมและองค์กรตามรายนามที่แนบนี้ ขอให้ท่านในฐานะอธิบดีกรมอุทยานฯ พิจารณาขอเรียกร้องให้พักราชการนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ซึ่งเป็นจำเลยในคดีอาญาร้ายแรงและพิจารณาอย่างรอบคอบในการกำหนดบุคคลกรให้เข้ามารับผิดชอบงานและกำกับดูแลงานในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โดยพิจารณาแนวทางการในการทำงานที่เคารพต่อหลักการด้านสิทธิมนุษยชน มีแนวทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติวิธี มีการอำนวยความเป็นธรรมต่อประชาชนและเอื้อประโยชน์ต่อการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชาติที่ยั่งยืน

    รายชื่อองค์กรร่วมลงนาม
    มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
    สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
    สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน
    เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมเขตงานตะนาวศรี
    เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    “ถ้าคุณไม่ชอบผม ผมไม่อยู่ไปตลอดกาลหรอก ถ้าคุณไม่ชอบรัฐบาล รัฐบาลนี้ไม่อยู่ไปตลอดกาลหรอก แต่ถ้าคุณตัดสินใจไปจากสหราชอาณาจักร ก็ต้องไปตลอดกาล”

    นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร

     

    นับย้อนไป 50 ปีให้หลัง น่าจะกล่าวได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า เป็นช่วงที่เป็นจุดเริ่มของความเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตเกษตรกรไทยเลยก็ว่าได้ เป็นความเปลี่ยนแปลงที่ค่อยๆ เกิดขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็หนักหน่วง ความเปลี่ยนแปลงที่ว่าคือการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกบทบาท  พลิกจากบทบาทเกษตรพอกิน เป็นเกษตรเชิงพาณิชย์ในลักษณะที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ประเด็นนี้เป็นที่รับรู้กันอย่างยาวนาน อีกทั้งเราน่าจะสามารถไล่เรียงเรื่องราวมาเล่าต่อกันได้อย่างไม่มีวันจบ เหตุผลก็คือ การเปลี่ยนแปลงในคราวนั้น มันมีผลพวงหลากหลายอย่างฉายภาพให้เห็นเป็นฉากๆ ตามกันมาจนถึงวันนี้แบบที่นับไม่ถ้วนเลยทีเดียว อีกทั้งยังมีรายละเอียดในแต่ละส่วนของประวัติศาสตร์ค่อนข้างมากจนทำให้เราไม่อาจเล่าจนจบแบบเบ็ดเสร็จได้ แต่ ณ ที่นี้จะไม่ขอฉายภาพในมุมที่สวยงามนัก เพราะภาพที่สวยงามนั้นถูกถ่ายทอด ถูกฉายให้เห็นไว้แล้วอย่างมากมาย แต่ขอพูดถึงภาพในบางมุมหรือยกตัวอย่างเพียงบางภาพในอีกด้าน กล่าวคือ จะขอยกกรณีศึกษาตัวอย่างชาวนา อ.หันคา จ.ชัยนาท ขึ้นมานำเสนอให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

    ผลพวงจากความเปลี่ยนแปลงที่พบจากครอบครัวชาวนา อ.หันคา จ.ชัยนาท นั้น ประเด็นแรกที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ พบว่าครอบครัวชาวนาได้เปลี่ยนไปจากที่มีแรงงานในแปลงนาแบบเครือญาติหรือแบบครอบครัวขยายเมื่อครั้งอดีตครอบครัวละเป็น 10 คน/ไม่นับรวมการเอาแรง (แบบไม่ต้องใช้เงินจ้าง) มาถึงยุคปัจจุบันครอบครัวชาวนามีแรงงานเฉลี่ยเพียงครอบครัวละ 1-2 คนเท่านั้น  คำถามที่อยากจะให้ช่วยกันคิดต่อก็คือ สมาชิกครอบครัวหายไปไหน ?

    ประเด็นที่สองคือ จากครอบครัวชาวนาที่สามารถถึงพา(ไม่ต้องซื้อกิน)ตัวเองในด้านอาหารได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบัน อาหารที่สำคัญสำหรับการดำรงชีวิตจำพวกเนื้อสัตว์ ผักและผลไม้ แม้กระทั่งข้าวที่ชาวนาเป็นผู้ปลูกเอง ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 ของครอบครัวชาวนาต้องมีการพึ่งพาอาหารทั้ง 4 ประเภทนี้จากภายนอก และร้อยละ 73 ของครอบครัวชาวนายังต้องซื้อข้าวกิน เกิดอะไรขึ้นกับปรากฏการณ์นี้  ?

    ความเปลี่ยนแปลงประเด็นที่สามนี้ ถือเป็นปรากฏการณ์ที่สำคัญมาก เพราะเชื่อว่าสมัยก่อน แม้จะมีระบบสินเชื่ออยู่บ้างแล้ว และครอบครัวชาวนาคงเป็นหนี้ไม่กี่อัฐ  แต่ปัจจุบันพบว่าชาวนามีรายได้เฉลี่ย 210,140  บาทต่อครอบครัวต่อปี มีรายจ่ายเฉลี่ย 250,323 บาทต่อครอบครัวต่อปี และมีหนี้สินเฉลี่ยครอบครัวละ 3 แสนกว่าบาท  ณ ตอนนี้คำถามยังอยู่ที่เดิมคือ เกิดอะไรขึ้นกับปรากฏการณ์นี้ ?

    ความเปลี่ยนแปลงที่สี่ซึ่งเป็นตัวอย่างของความเปลี่ยนแปลงตัวสุดท้ายที่จะหยิบยกขึ้นมา ซึ่งหากจะบอกว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงที่เป็นผลพวงจากความเปลี่ยนแปลงที่สามก็ว่าได้ คือ ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้จากการเปรียบเทียบด้านอาชีพหลักของกลุ่มคนสมัยรุ่นพ่อรุ่นแม่กับกลุ่มคนรุ่นปัจจุบัน เมื่อเราเหมารวมเอาว่า อาชีพทำนา ทำสวน ทำไร่ ทุกอย่างเป็นอาชีพเกษตรกรรม เราจะพบว่าครอบครัวที่พ่อแม่เคยประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นอาชีพหลัก(ร้อยละ 84) เมื่อมาถึงรุ่นลูก ความเปลี่ยนแปลงนี้ก็ยังคงไม่เปลี่ยนไปมากนัก คือ เหลือครอบครัวที่ทำเกษตรเป็นอาชีพหลักอยู่ร้อยละ 80 อย่างไรก็ตาม เจาะลึกลงไปอีกจะพบว่า คนที่ทำนาเป็นอาชีพหลักได้เปลี่ยนแล้ว กล่าวคือ สมัยก่อนครอบครัวที่ทำนาเป็นอาชีพหลักร้อยละ 70 มาถึงยุคปัจจุบัน แม้การทำนาจะสะดวกสบายขึ้นกว่าเดิมมาก ด้วยความที่ว่า ทุกกระบวนการทำนาใช้วิธีการจ้างทั้งหมด พบว่าเหลือชาวนาอยู่เพียงร้อยละ 50  ของครอบครัวผู้ที่มีการประกอบอาชีพทั้งหมดเท่านั้น

    มาถึงตรงนี้ จากตัวเลขที่เกิดขึ้น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ยึดอาชีพเกษตร(รวมเกษตรทุกประเภท)เป็นอาชีพหลัก ลดลงจากร้อยละ 84 เหลือร้อยละ 80  กับส่วนที่ยึดอาชีพทำนาเป็นอาชีพหลัก ลดลงจากร้อยละ 70 เหลือร้อยละ 50 ถ้าหากเราจะคิดตามตัวเลข เราคิดว่าตัวเลขดังกล่าวนี้บอกนัยอะไร ....

    ในความเห็นของผู้เขียนคิดว่า ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น บอกเป็นนัยๆ ว่า การทำนาเพียงอย่างเดียวคงไม่ใช่คำตอบของครอบครัวชาวนาในยุคปัจจุบันที่รายจ่ายของครอบครัวมีความหลากหลายและเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะครอบครัวที่มีบุตรอยู่ในช่วงของการเข้ารับการศึกษา จะมีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เพิ่มเข้ามา แต่สิ่งที่เกือบจะทุกครอบครัวเป็นไปในลักษณะเดียวกันก็คือ มีค่าใช้จ่ายเฉพาะที่เป็นค่าอาหารสูงเป็นลำดับที่หนึ่ง(ร้อยละ 42.24) เมื่อเทียบสัดส่วนกับค่าใช้จ่ายอื่นๆ ภายในครอบครัว

    ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ค่าอาหาร ค่าเล่าเรียนบุตร ค่าน้ำ-ค่าไฟ ค่ารักษาพยาบาล ค่าภาษีสังคม ค่าเครื่องอุปโภค รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ ทำให้รายได้ที่เคยเพียงพอกับค่าใช้จ่ายในช่วงก่อนหน้านี้ ปัจจุบันไม่มีความสมดุลกันแล้ว (รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย) ทำให้ชาวนาต้องปรับตัวตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น หรือพูดกันให้ตรงๆ เลยก็คือ “ทำนาอย่างเดียวไม่พอกิน” ดังนั้น จะเห็นได้ว่าในยุคปัจจุบันชาวนาผู้ที่จะอยู่รอดได้ (แบบไม่ลำบากมาก) ส่วนใหญ่ มักเป็นชาวนาผู้ที่ดำรงชีพด้วยการทำนาเป็นอาชีพหลัก และหารายได้จากการประกอบอาชีพเสริม ไม่เช่นนั้นอาจจะอยู่รอดได้ยาก

    อาชีพเสริมที่ว่ามีทั้งอาชีพเสริมที่เป็นอาชีพรอง(ทำนาเป็นอาชีพหลัก ทำไร่หรือทำสวนเป็นอาชีพรอง)  และอาชีพรับจ้างทั่วไป ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นการรับจ้างในแปลงเกษตร เช่น คนทำนาเป็นอาชีพหลัก หลังจากทำนาตัวเองเสร็จก็จะไปรับจ้างในแปลงนาของชาวนารายอื่น หรือไปรับจ้างปลูกอ้อย รับจ้างปลูกมันสำปะหลัง รับจ้างตัดข้าวดีด ฯ

    ทั้งหมดคือความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับชาวนาในยุคปัจจุบันซึ่งดำรงชีวิตในลักษณะของการพยุงตัว หรือเอาตัวรอดให้ได้นานที่สุดเท่านั้น  ความคิดสุดท้ายที่พอจะคิดออก ณ ขณะนี้มีเพียงว่า ลำพังจะเอาตัวเองและครอบครัวให้รอดยังยากอยู่ นับประสาอะไรกับการความคิดที่ว่า จะปลดเปลื้องหนี้สินที่มีอยู่เฉลี่ยครอบครัวละ 323,649.51 บาท (ยังไม่รวมดอกเบี้ยที่มีเฉลี่ยครอบครัวละ 233,209.36 บาท) จะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างไรจึงจะสัมฤทธิ์ผลเล่า

     

     

    ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่: www.landactionthai.org
     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

     
    18 ก.ย. 2557 มติชนออนไลน์รายงานว่า ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช.พร้อมนางธิดา ถาวรเศรษฐ์ นายแพทย์เหวง โตจิราการ แกนนำ รวมทั้งทนายความของกลุ่ม นปช. เดินทางเข้าพบพลตำรวจเอกสมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ว่าที่ ผบ.ตร. และคณะทำงานสอบสวนที่ดูแลคดีด้านความมั่นคง หลังเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการแถลงข่าวผลการสืบสวนจับกุมกลุ่มชายชุดดำที่ก่อเหตุใช้อาวุธเมื่อช่วงที่มีการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 โดยทางกลุ่ม นปช.ได้ทำจดหมายเปิดผนึกทำความเข้าใจและเรียกร้องต่อ พลตำรวจเอกสมยศและคณะให้มีการสอบสวนจับกุมรวมถึงการทำแผนเป็นไปตามหลักนิติรัฐนิติธรรม
     
    ทางกลุ่มนปช.ได้ตั้งข้อสังเกตการแถลงข่าวจับกุมชายชุดดำ 5 คน ว่าทำให้สังคมเกิดความเข้าใจว่าผู้ถูกจับกุมเป็นเหตุให้ทหารและพลเอกร่มเกล้า ธุวธรรมเสียชีวิตแท้จริงตำรวจเพียงตั้งข้อกล่าวหาร่วมกันมีและใช้อาวุธปืนและพกพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเหตุการณ์ที่แถลงเป็นคนละจุดสถานที่และต่างเวลากับกรณีพลเอกร่มเกล้าเสียชีวิต ทั้งที่ผลการสอบสวนและหลักฐานได้ข้อยุติว่าพลเอกร่มเกล้าพร้อมทหาร 4 นาย เกิดจากระเบิดขว้างแบบ M67 ไม่ใช่อาวุธที่นำมาแถลง
     
    ที่ผ่านมาศพของทหารไม่ได้มีการชันสูตรพลิกศพตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาสำหรับผู้เสียชีวิตผิดธรรมชาติ มีเพียงแค่กรณีศพของพลทหารณรงค์ฤทธิ์สาละเท่านั้น ซึ่งการแถลงข่าวมุ่งหวังเชื่อมโยงจากปี 2553 ถึง 2557 ให้สังคมเข้าใจว่าเป็นการกระทำต่อเนื่องโดยไม่แสดงความขัดเจนของข้อมูลที่น่าเชื่อถือ
     
    จึงเรียกร้องต่อพลตำรวจเอกสมยศและคณะดังต่อไปนี้ โดยให้นำคดีผู้เสียชีวิตปี 2553 ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือประชาชนทุกรายเข้าสู่กระบวนการสอบสวนโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และดำเนินการตามวิธีการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัดเท่าเทียมและโดยเร็ว เพื่อให้สังคมเข้าใจผิดและต้องหาคนผิดมาลงโทษ และไม่ให้ผู้บริสุทธิ์ต้องถูกกล่าวหา
     
    อีกทั้งขอให้ไม่กระทำละเมิดสิทธิมนุษยชน คุกคามบีบคั้น ให้ผู้ถูกกล่าวหาต้องรับสารภาพทางร่างกายและจิตใจ รวมถึงการแถลงข่าวจับกุมการทำแผนต้องทำโดยมีหลักฐานชัดเจน ไม่ใช่ทำเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของบุคคลใดหรือคณะใด
     
    นอกจากนี้นปช.ขอทำความเข้าใจว่ายินดีให้การสืบสวนสอบสวนดำเนินไปตามกฎหมายและหลักฐานไม่ได้ขัดขวางแต่ขอให้ทำงานตรงไปตรงมาพร้อมทั้งขอปฏิเสธการแถลงที่นำไปสู่ข้อสรุปว่า นปช.มีกองกำลังติดอาวุธ โดยยืนยันว่าที่ผ่านมาเคลื่อนไหวสงบ โดยหวังว่าตำรวจจะสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้น
     
    ทั้งนี้ ท้ายจดหมายเปิดผนึกได้มีการแนบประกาศของ คสช. ฉบับที่ 63/2557 เกี่ยวกับนโยบายเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมของรัฐแนบมาด้วย
     
    ล่าสุด ภายหลังกลุ่ม นปช. นำโดยนายจตุพร พรหมพันธุ์ ได้เข้าพบ พลตำรวจเอกสมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รอง ผบ.ตร.แล้วนั้น พล.ต.อ.สมยศ ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ผ่านมาในการดำเนินคดีชายชุดดำไม่เคยพาดพิงถึงกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลังเจ้าหน้าที่ได้ทำตามพยานหลักฐาน อีกทั้งไม่เคยกล่าวว่ากลุ่มชายชุดดำที่นำมาแถลงเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของพลเอกร่มเกล้า เพียงแต่จับกุมในข้อหาครอบครอบอาวุธสงครามเท่านั้น เนื่องจากจุดเกิดเหตุก็อยู่คนละจุดกับที่พลเอกร่มเกล้าเสียชีวิตจึงต้องแจ้งทำความเข้าใจกับทางกลุ่ม นปช.
     
    แต่ทั้งนี้หากการสอบสวนขยายผลว่า มีความเชื่อมโยงเจ้าหน้าที่จะดำเนินการ โดยยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ไม่นิยมการคุกคามบีบคั้นหรือทำร้ายร่างกายผู้ถูกกล่าวหาให้รับสารภาพ และพร้อมให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย
     
    ซึ่งคดีเกี่ยวข้องกับการชุมนุมปี 2553 ส่วนใหญ่จะอยู่ในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ทางสำนักงานแห่งชาติจะดูคดีที่เกี่ยวข้องกับคดีอาวุธสงครามเท่านั้น ถ้าคดีใดมีส่วนเกี่ยวข้องดีเอสไอจะขอโอนสำนวนไป
     
    ส่วนกรณีของ เปิ้ล กริชสุดา คุณะแสนที่เจ้าหน้าที่ออกหมายจับไปก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามหลักฐานหลังพบสลิปการโอนเงิน แต่ถ้ากริชสุดาปฏิเสธไม่มีส่วนเกี่ยวข้องขอให้บินกลับมาต่อสู้คดีที่ประเทศไทย
     
    ด้านนายจตุพร พอใจในการชี้แจงและเข้าใจการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และยืนยันไม่ได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องอีกทั้งไม่เคยรู้จักกับกลุ่มชายชุดดำ ขณะที่มั่นใจว่าจะไม่สร้างความขัดแย้ง เพราะการออกมาตามกรอบกติกาไม่เป็นการยุยงปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้ง
     
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    อดีตทหารสหรัฐฯ ที่เคยเผยแพร่ข้อมูลการละเมิดสิทธิมนุษยชนของกองทัพสหรัฐฯ ให้กับวิกิลีกส์และเคยปฏิบัติการในอิรัก ระบุในบทความถึงวิธีการที่ไอซิสใช้ประโยชน์จากความผิดพลาดและการโต้ตอบด้วยกำลังของชาติตะวันตก รวมถึงเสนอแนวทางที่จะทำให้ไอซิสแพ้ภัยตัวเอง


    เชลซี อี แมนนิง อดีตทหารสหรัฐฯ ที่ถูกตัดสินจำคุกฐานเผยแพร่ข้อมูล "ปิดลับ" ของกองทัพต่อสาธารณชน เขียนบทความให้กับสำนักข่าวเดอะการ์เดียน  เกี่ยวกับปฏิบัติการต่อต้านกลุ่มติดอาวุธไอซิส เผยแพร่เมื่อวันที่ 16 ก.ย. ในฐานะที่เธอเคยทำงานเป็นนักวิเคราะห์ข่าวกรองของกองทัพสหรัฐฯ และเคยทำงานในพื้นที่ประเทศอิรัก

    แมนนิงระบุว่ากลุ่มไอซิสเป็นกลุ่มก่อการร้ายที่มีความโหดเหี้ยมมาก ไอซิสมีพื้นเพมาจากกลุ่มกบฏต่อต้านการยึดครองอิรักของกองทัพสหรัฐฯ โดยจากประสบการณ์ของเธอเองที่ทำงานกับข้อมูลเชิงวิเคราะห์ในอิรักมาก่อน ทำให้เธอทราบว่าไอซิสไม่สามารถทำลายลงได้ด้วยระเบิดและกระสุนปืน แม้ว่าจะเป็นการต่อสู้ในซีเรียหรือแม้แต่การโจมตีทางอากาศของประเทศที่ไม่ใช่ประเทศตะวันตก

    แมนนิงเชื่อว่าไอซิสเติบโตได้เพราะความสำเร็จเชิงยุทธศาสตร์การทหารของประเทศตะวันตกซึ่งนำมาใช้ปราบปรามพวกเขาด้วยกำลัง แมนนิงเชื่ออีกว่าไอซิสได้ใช้ยุทธวิธีหาจุดอ่อนและข้อผิดพลาดของกระบวนการประชาธิปไตยของชาติตะวันตก โดยเน้นที่สหรัฐฯ และอังกฤษ ตามมาด้วยประเทศพันธมิตรในภูมิภาค

    "แน่นอนว่าพวกเขา (ไอซิส) มีความเข้าใจโลกตะวันตกทั้งในจุดแข็งและที่สำคัญมากกว่าคือในจุดอ่อน พวกเขารู้ว่าจะเรียกร้องความสนใจยุโรปและอเมริกาได้อย่างไร นอกจากนี้พวกเขายังผลักให้พวกเราแทรกแซงและกระทำเกินกว่าเหตุ นี่เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนเมื่อพิจารณาจากที่ไอซิสประสบความสำเร็จในการเกณฑ์ชาวอเมริกัน, อังกฤษ, เบลเยียม, เดนมาร์ก และชาวยุโรปอื่นๆ เข้าร่วมสงคราม" แมนนิงกล่าว

    ในบทความแมนนิงระบุว่าการใช้กำลังกับกลุ่มนี้จะทำให้เกิดวงจรความไม่พอใจและนำมาซึ่งการเกณฑ์คนต่อต้านชาติตะวันตกมากขึ้น ซึ่งกรณีรูปแบบเดียวกันนี้เคยเกิดขึ้นในช่วงสงครามกลางเมืองปี 2549-2550 และมีโอกาสจะเกิดขึ้นอีก

    แมนนิงเสนอว่าการไม่ตอบโต้โดยตรงน่าจะได้ผลกว่าเมื่อพิจารณาจากเหตุการณ์ที่ไอซิสพยายามหลอกล่อให้สหรัฐฯ แทรกแซงด้วยกำลังโดยวิธีการก่อการร้ายในกรุงแบกแดดในปี 2552-2553 แต่ในตอนนั้นกองกำลังสหรัฐฯ และทางการอิรักไม่ได้ (หรือไม่สามารถ) ตอบโต้สถานการณ์ได้ ทำให้ไอซิสไม่สามารถเกณฑ์คนร่วมเพิ่มได้มากเท่าที่ควรเนื่องจากพวกเขาต้องการใช้การโต้ตอบของทางการอิรักที่เป็นนิกายชีอะฮ์และการตอบโต้ของสหรัฐฯ เป็นข้ออ้างความชอบธรรมในการสู้รบ

    เมื่อพิจารณาจากงานข่าวกรองที่เธอทำตอนประจำการอยู่ที่อิรักแล้ว แมนนิ่งบอกว่าควรเน้นวิธีการจำกัดการเติบโตและลดประสิทธิภาพของไอซิส ประเทศตะวันตกหลายประเทศใช้วิธีการนี้ แต่จากการแสดงออกอย่างรุนแรงของไอซิสและภาพลักษณ์ด้านการช่วยเหลือทางมนุษยธรรมที่ถดถอยลง ก็ทำให้วิธีการนี้ถูกท้าทายและอาจจะใช้ได้ผลน้อยลง

    แมนนิงเสนอ 4 ยุทธวิธีที่จะทำลายการเติบโตของไอซิสได้ ยุทธวิธีแรกคือการนำเสนอเรื่องราวในเชิงตอบโต้เรื่องราวที่ไอซิสใช้เกณฑ์คน ซึ่งไอซิสได้ใช้ทั้งวิดีโอที่สร้างขึ้นอย่างมืออาชีพและภาพเซลฟี่ของนักรบมือสมัครเล่นในการโฆษณาชวนเชื่อให้กับกลุ่มเป้าหมายคนหนุ่มสาวที่รู้สึกสิ้นหวังและไม่พอใจ โดยทางการของตะวันตกต้องพยายามไม่ให้โฆษณาชวนเชื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายเหล่านี้ได้

    ยุทธวิธีที่ 2 คือ การจำกัดเขตแดนชั่วคราวให้ชัดเจนในพื้นที่ ซึ่งกันไม่ให้ไอซิสเข้าไปยึดพื้นที่ในเขตที่อาจจะเกิดวิกฤติด้านมนุษยธรรมได้

    ยุทธวิธีที่ 3 คือ ตั้งเงื่อนไขชั่วคราวให้นานาชาติงดเว้นการจ่ายเงินค่าไถ่ตัวประกัน และร่วมกับคนในภูมิภาคเพื่อป้องกันไม่ให้ไอซิสขโมยหรือหาประโยชน์จากวัตถุโบราณทางประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ยังมีการยึดแหล่งน้ำมันและสถานีแปรรูปในเบยจิ ประเทศอิรัก ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นวิธีหารายได้เพื่อบำรุงตัวเองของไอซิส

    ยุทธวิธีที่ 4 คือ การปล่อยให้ไอซิสจัดตั้ง "รัฐล้มเหลว" ของพวกเขาเองต่อไป เมื่อเวลาผ่านไปยาวนานพอ พวกเขาจะได้รับการพิสูจน์เองว่าไม่ได้รับความนิยมและไม่สามารถปกครอง ซึ่งจะกลายเป็นการทำลายชื่อเสียงทั้งด้านการนำและด้านอุดมการณ์ของไอซิสเองด้วย

    นอกจากนี้แมนนิงยังชี้ว่าถ้าหากจำกัดการเติบโตของไอซิสได้ พวกไอซิสก็อาจจะมีการแตกหักภายในแล้วก็จะแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยๆ ที่ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการก่อตั้งรัฐที่เข้มแข็งได้

    "แต่โลกนี้ต้องมีการควบคุมตัวเองดีพอที่จะให้ไอซิสเสื่อมลงไปด้วยตนเอง ต้องมีการแทรกแซงอย่างระมัดระวังและหลีกเลี่ยงกับดักการ 'ปฏิบัติการเกินเป้าหมายภารกิจ' ซึ่งจะกลายเป็นวงจรอุบาทว์" แมนนิงระบุในบทความ


    เรียบเรียงจาก

    How to make Isis fall on its own sword, The Guardian, 16-09-2014
    http://www.theguardian.com/commentisfree/2014/sep/16/chelsea-manning-isis-strategy

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    สรุปยอดผู้สมัครสรรหาผู้ตรวจการแผ่นดินแทน ‘พรเพชร’ ระหว่าง 12-18 ก.ย. ยอดรวม 21 คน พบอดีตรองปลัดกลาโหม - อดีต ส.ว.- ตำรวจ - ข้าราชการตุลาการ ผบ.ดีเอสไอ มาด้วย ตรวจสอบคุณสมบัติก่อนส่งให้ที่ประชุม สนช. เห็นชอบ
     
    18 ก.ย.2557 ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ตามที่คณะกรรมการสรรหาผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยมีนายดิเรก อิงคนินันท์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานคณะกรรมการ เพื่อบุคคลเพื่อเข้ารับการสรรหาเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน แทนนายพรเพชร วิชิตชลชัย ที่ลาออกจากตำแหน่ง ระหว่างวันที่ 12-18 กันยายนนั้น 

    ปรากฏว่า มีผู้เข้ารับการสรรหาจำนวน 21 คน ดังนี้ 

    1.พล.อ.วิทวัส รชตะนันทน์ อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม 
    2.พล.อ.วีรวิท คงศักดิ์ อดีต ส.ว.สรรหา 
    3.นายสมบูรณ์ ทองบุราณ อดีต ส.ว. 
    4.พล.ต.ต.สังวรณ์ ภู่ไพจิตรกุล ผู้บังคับการสถาบันฝึกอบรบและวิจัยการพิสูจน์หลักฐานตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 5.น.อ.พิสิฐ ประเสริฐศรี ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประจำจังหวัดอุบลราชธานี 
    6.นายปิยะรัช หมื่นแสน อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด 
    7.มล.ฤทธิเทพ เทวกุล ผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกา 
    8.นายวัส ติงสมิตร ผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกา 
    9.นายสุชาติ เวโรจน์ อดีตเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง 
    10.นายธีรภัทร สันติเมทนีดล อดีตรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี 
    11.นายสาธิต อนันตสมบูรณ์ อดีตนิติกร 8ว. สำนักงานนิติธรรม สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี 
    12.นายอนุชา วงษ์บัณฑิต กรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์หรือกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ ในคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม 13.พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ อดีตผู้บัญชาสำนักคดีอาญาพิเศษ และสำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญา กลุ่มสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ
    14.พล.อ.กะสิณ ทองโกมล ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม 
    15.นางจิระวรรณ ศิริบุตร อดีตผู้พิพากษาอาวุโส ในศาลอุทธรณ์ ภาค 7 
    16.พล.ต.ท.ทวีศักดิ์ ตู้จินดา อดีตผู้บังคับการตรวจการคนเข้าเมือง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ-ดอนเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 
    17.นายศุภโชติ มหานันทโพธิ์ ทนายความ 
    18.พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม 
    19.พล.อ.จิระ โกมุทพงศ์ เจ้ากรมพระธรรมนูญ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม 
    20.นายสามารถ จิตมหาวงศ์ อดีตผู้ตรวจการแผ่นดินภาค 9 และ 
    21.นายธานีรัฐ ศิริปะชะนะ อดีตรองปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

    อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนหลังจากนี้ ทางสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ในฐานะเลขานุการจะทำการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามก่อนที่คณะกรรมการสรรหาฯ จะทำการคัดเลือกก่อนจะส่งให้ที่ประชุม สนช.ให้ความเห็นชอบต่อไป 
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ประชาชน 4.2 ล้านคนในสกอตแลนด์อออกมาลงประชามติวันนี้เพื่อตัดสินใจว่าจะให้สกอตแลนด์เป็นเอกราชหรืออยู่ภายใต้สหราชอาณาจักรต่อไป โดยคาดว่าจะทราบผลการนับคะแนนภายในเช้าวันศุกร์นี้

    จัตุรัส West Parliament Square ซึ่งมีวิหารนักบุญไจลส์ (ซ้าย) และอาคาร Lothian Chambers (ขวา) ที่ทำการของสภาเมืองเอดินบะระและสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และในวันนี้ก็ยังใช้เป็นหน่วยลงคะแนนประชามติ (เอื้อเฟื้อภาพโดยอาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล) (ชมภาพบรรยากาศวันลงประชามติที่นี่)

    ประชาชนในสกอตแลนด์ออกมาลงคะแนนตั้งในวันนี้เพื่อตัดสินใจว่าจะให้สกอตแลนด์เป็นประเทศเอกราชหรืออยู่ภายใต้สหราชอาณาจักรต่อไป โดยมีผู้ลงทะเบียนเพื่อลงประชามติ 4.2 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 97 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในสกอตแลนด์ โดย บีบีซีระบุว่า เป็นที่คาดหมายว่าจะเป็นวันที่ยุ่งที่สุดในประวัติศาสตร์การลงคะแนนของสกอตแลนด์

    โดยการลงประชามติเกิดขึ้นในหน่วย 5,579 หน่วย จนถึงเวลา 22.00 น. วันนี้ตามเวลาท้องถิ่น จากนั้นจะมีการนับคะแนนใน 32 เขตการปกครองทั่วสกอตแลนด์ โดยคาดหมายว่าจะทราบผลการลงประชามติในวันศุกร์เช้านี้

    ก่อนหน้านี้ Dailyrecordของสหราชอาณาจักร รายงานว่าเมื่อวันที่ 15 ก.ย. นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร เดวิด คาเมรอน กล่าวสุนทรพจน์ว่าเขาจะรู้สึก "อกหักอย่างยิ่ง" ถ้าสกอตแลนด์ลงประชามติเพื่อแยกตัวจากสหราชอาณาจักร "การตัดสินใจนี้อาจจะเป็นการสิ้นสุดของครอบครัวที่เป็นชาติของเรา และตัดสกอตแลนด์ออกจากสหราชอาณาจักร" เขาย้ำต่อประชาชนในสหราชอาณาจักรว่าการตัดสินใจนี้จะไม่มีการ "รีรัน" เป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญครั้งเดียว "ถ้าสกอตแลนด์ลงมติว่า "ใช่" สหราชอาณาจักรก็จะถูกแยก และเราก็จะแยกจากกันตลอดไป" เขากล่าวด้วยว่า "ประเทศนี้กลายเป็นสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่ได้ก็เพราะความยิ่งใหญ่ของสกอตแลนด์"

    เขาวิงวอนครั้งสุดท้ายไปยังผู้ลงคะแนนชาวสกอตว่า "พวกเราต้องการให้ท่านอยู่ต่อ ทั้งร่างกาย หัวใจ และจิตวิญญาณ เราต้องการให้ท่านอยู่ต่อ" "อย่าเอาเรื่องระยะสั้นกับเรื่องถาวรมาปะปนกัน อย่าคิดว่า 'ฉันสับสนกับการเมืองตอนนี้ ดังนั้นฉันจะเดินออกประตูไปแล้วไม่กลับมาอีก' "

    "ถ้าคุณไม่ชอบผม ผมไม่อยู่ไปตลอดกาลหรอก ถ้าคุณไม่ชอบรัฐบาล รัฐบาลนี้ไม่อยู่ไปตลอดกาลหรอก แต่ถ้าคุณตัดสินใจไปจากสหราชอาณาจักร ก็ต้องไปตลอดกาล"

    เขาย้ำด้วยว่า "ลงมติเพื่อกอดคอร่วมกัน อยู่ด้วยกัน ลงมติเพื่อรักษาสหราชอาณาจักรของเรา"

    สามารถติดตามภาพบรรยากาศได้ใน "Scotland Decides: เช้าวันตัดสิน เพื่อนๆ สกอตแลนด์บุกถิ่น รณรงค์หน้าหน่วยลงคะแนน"

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    18 กันยายน 2014 วันลงคะแนนประชามติ ว่าสกอตแลนด์จะเป็นประเทศอิสระหรือไม่

    เช้าวันนี้บนถนนรอยัลไมล์คึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวตามปกติ ผสมกับคนที่มาลงคะแนน มารณรงค์ และสื่อที่มาทำข่าว ภาพด้านล่างนี้เป็นบริเวณ West Parliament Square ด้านซ้ายคือวิหารนักบุญไจลส์ ด้านขวาคืออาคาร Lothian Chambers ซึ่งเป็นที่ทำการของสภาเมืองเอดินบะระและสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และวันนี้ก็ยังใช้เป็นหน่วยลงคะแนนด้วย

    ระหว่างทางเดินไปหน่วยเลือกตั้ง เราจะเห็นคนติดเข็มกลัดทั้ง Yes และ No เดินผ่านอยู่ตลอด ผู้คนจับกลุ่มคุยกันเรื่องประชามติ บางคนไม่รู้จักกันมาก่อนแต่หยุดทักทายและคุยกัน ตามมุมถนนจะเห็นผู้สื่อข่าวหลากหลายสำนักสัมภาษณ์ผู้ลงคะแนนและผู้รณรงค์

    อ่านต่อที่ http://blogazine.in.th/blogs/bact/post/5047

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาห้ามจัด "ห้องเรียนประชาธิปไตยบทที่ 2 การล่มสลายของเผด็จการในต่างประเทศ" และควบคุมตัวนักศึกษากลุ่มธรรมศาสตร์เสรี และอาจารย์วิทยากรไป สภ.คลองหลวงนั้น ล่าสุดทุกคนได้รับการปล่อยตัว โดยเจ้าหน้าที่ทหาร-ตำรวจตั้งเงื่อนไขจัดเสวนาวิชาการต้องปิดห้องจัด-ห้ามคนภายนอกฟัง-ให้ทำเรื่องขอ คสช.

    18 ก.ย. 2557 - กรณีที่กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตยหรือ LLTD จัดเสวนาหัวข้อ "ห้องเรียนประชาธิปไตยบทที่ 2 การล่มสลายของเผด็จการในต่างประเทศ" โดยการเสวนาดำเนินไปราวครึ่งชั่วโมงก็ถูกยกเลิกกลางคันในเวลาประมาณ 17.30 น. และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้พานักศึกษากลุ่ม LLTD จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 3 ราย ได้แก่ สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ รัฐพล ศุภโสภณ คณะเศรษฐศาสตร์ และวรวุฒิ บุตรมาตร คณะนิติศาสตร์ และอาจารย์วิทยากร 4 รายได้แก่ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ประจักษ์ ก้องกีรติ จันจิรา สมบติพูนศิริ เชาวฤทธิ์ เชาว์แสงรัตน์ ไปที่ สภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานีนั้น (อ่านข่าวก่อนหน้านี้)

    ก่อนหน้าที่จะยุติเวทีอย่างเป็นทางการ ประจักษ์ ได้แจ้งกับผู้ฟังจำนวนมากที่อยู่ในเหตุการณ์ว่า "ในวันนี้ห้องเรียนต้องปิดแต่เพียงเท่านี้ แต่ไม่ใช่เพราะผู้สอนไม่อยากสอน ตราบใดที่เราไม่สามารถทำให้มหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่แห่งการใช้ปัญญาได้ ผมคิดว่าสังคมไทยไม่มีอนาคต"

    ทหารจากกรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2 เข้ามาประจำการหน้า สภ.คลองหลวง (ที่มา: ธนาพล อิ๋วสกุล)

    ทั้งนี้ที่ สภ.คลองหลวง ซึ่งเป็นสถานที่ควบคุมตัว เมื่อเวลาประมาณ 19.20 น. พ.อ.พัลลภ เฟื่องฟู ผู้บังคับการ กองบังคับการควบคุมกรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2 ผู้ออกคำสั่งขอความร่วมมือให้งดจัดกิจกรรมได้เดินทางมาด้วย โดยทหารได้แจ้งให้เพื่อนๆ ของนักศึกษาผู้ถูกควบคุมตัว และสื่อมวลชนที่รออยู่ ให้ออกไปรอนอกสถานีตำรวจ

    ประจักษ์ ก้องกีรติ ให้สัมภาษณ์หลังได้รับการปล่อยตัวจาก สภ.คลองหลวง (ที่มา: LLTD)

    ล่าสุดเวลา 21.30 น. อาจารย์และนักศึกษาทั้งหมดที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวได้รับการปล่อยตัวแล้ว โดยประจักษ์ ก้องกีรติ ออกมาให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวด้านนอก สภ.คลองหลวงด้วย โดยประจักษ์ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวถึงเงื่อนไขข้อตกลงจากเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารว่า ในการจัดกิจกรรมครั้งต่อไปต้องจัดในห้องที่มีลักษณะปิด ห้ามบุคคลภายนอกเข้ามาฟัง เนื่องจากเจ้าหน้าที่กลัวว่ามิเช่นนั้นจะกลายเป็นการจัดกิจกรรมทางการเมือง นอกจากนี้การจัดทุกกิจกรรมเสวนาทางวิชาการ ต้องมีการทำหนังสือของมหาวิทยาลัยหรือผู้จัดงาน ให้ส่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เพื่อพิจารณาอนุมัติเห็นชอบในการจัดงานเสวนาทางวิชาการ ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวถามว่าปฏิบัติเฉพาะกรณีนี้หรือไม่ ได้รับคำตอบว่าเป็นข้อปฏิบัติของทุกมหาวิทยาลัย

    ด้าน พล.ต.ต.สมิทธิ มุกดาสนิท ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานีแจ้งว่าการเชิญตัว นักศึกษา และอาจารย์ครั้งนี้ไม่ได้มีการแจ้งข้อหาใดๆทั้งสิ้น เป็นแค่เพียงการเชิญเพื่อเข้ามารวมพูดคุยทำความเข้าใจกัน และบอกให้นักศึกษาและประชาชนไม่ต้องตกใจ เพราะไม่มีการกระทำรุนแรง

    พล.ต.ต.สมิทธิระบุถึงสาเหตุที่เชิญตัวครั้งนี้ว่า เพราะกังวลว่าการเสวนาดังกล่าวไม่ได้อยู่ในในสถานที่ปิด เกรงบุคคลภายนอกจะเข้ามา และจะกลายเป็นกิจกรรมทางการเมือง ส่วนการจัดงานในครั้งต่อไป ผู้จัดงานจะต้องมีการประสานงานกับทางเจ้าหน้าที่มากขึ้น

    ส่วนนายรัฐพล ศุภโสพล นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในสมาชิกกลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยที่ทางเจ้าหน้าที่ไม่ต้องการให้บุคคลภายนอกเข้าร่วมฟังเสวนา แต่ก็ยอมรับในข้อตกลง

    "คืออย่างนั้นคนที่เรียนจบแล้ว เขาก็ต้องถูกแยกออก ไม่สามารถเข้าฟังงานวิชาการได้เลยหรือ ผมคิดว่าความรู้ก็ควรจะอยู่ได้กับทุกคนไม่ว่าจะเป็นความเรื่องไหนอย่างไรมันก็ประโยชน์กับทุกคนอยู่แล้ว และการพูดคุยครั้งนี้เราก็ทำให้เป็นงานเสวนาล้วนๆ ส่วนเนื้อที่มีการพูดนั้นก็เป็นเรื่องของเผด็จการในต่างประเทศ"

    "สำหรับเรื่องของการจัดกิจกรรมห้องเรียนประชาธิปไตยครั้งที่ 3 ทางกลุ่มเห็นว่าต้องมีการปรึกษากันมากพอสมควร เพราะได้ลงนามในข้อตกลงร่วมกับทางเจ้าหน้าที่ไว้"

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

     

     

    เกิดแล้วยังเกิดซ้ำ
    ความอัปยศยุคดึกดำบรรพ์สมัย
    ซากฟอสซิลคืนชีวิตลิดรอนไท
    ทะมึนดำคำรามในโลกาภิวัฒน์

    การตัดสินโดยใช้กำลัง
    ที่หว่านคำหวานให้ฟังเป็นอสัตย์
    "โถ ยุคใหม่ ใครจะประหารรัฐ"
    แล้วที่ชัด วันนี้ ปิศาจใด

    ใครกันปลุกไดโนเสาร์
    จากฝุ่นเถ้าแล้วเข้าแปลงพันธุกรรมใหม่
    เรียนรู้จากความผิดพลั้งครั้งก่อนใช้
    จนเกิดได้ สายพันธุ์อันเยี่ยมยุทธ

    เป็นอสุรกายมหึมา
    กรงเล็บคมเงื้อง้ากระชากฉุด
    ถอนรากโคนปูพรมเดินหน้ารุด
    ติดอาวุธทุกองคาพยพพันธุ์เดียวกัน

    แล้วจึงเริ่มกล่อมประสาท
    บทสวดประหลาดของศาสดาผู้อัดอั้น
    เช้า เที่ยง เย็น หัวถึงหมอนก่อนนอนฝัน
    ซึมแผ่ซ่านอยู่ในเนื้อ ในกระดูกดำ

    ที่สุดก็ทำให้เป็น "ซอมบี้"
    เหล่าผีดิบเซื่องๆอาศัยถ้ำ
    จะซ้ายหัน ขวาหัน ต้องฟังผู้นำ
    สมองช้ำ แขนขาเปลี้ย ไปเองไม่เป็น

    คือความสำเร็จ
    ควบคุมได้เบ็ดเสร็จ จนเข็ดเต้น
    แม้หลืบซอกตรอกแคบแทบไม่เว้น
    แต่ก็ใช่ว่า จะอยู่เป็น ตลอดกาล

    เพราะ...เกิดแล้วจะเกิดซ้ำ
    เมื่อฟอสซิล ดึกดำบรรพ์อื่น เริ่มขืนต้าน
    ด้วยผลประโยชน์ไม่ลงรอยหอยกระเดือกนั้น
    ก็ใช้กำลัง อีกครั้ง "ประหารรัฐ"

    ด้วยผลประโยชน์ผิดกลิ่นชีวพันธุ์
    ก็ใช้วิธีการ ดึกดำบรรพ์ "ประหารรัฐ"

     

    19 กย 57
    วาระ....ครบรอบ 8 ปี
    รัฐประหาร 19 กันยายน 2549

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

     

    การนำเสนอหัวข้อ "ชนชั้นนำมลายูและโครงสร้างอำนาจชายแดนใต้" โดยอสมา มังกรชัย

    ในเวทีวิชาการ "มุสลิมและกระแสอิสลามในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้" จัดโดย ศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับ วารสารธรรมศาสตร์และกองบริหารการวิจัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งจัดระหว่างวันที่ 13-14 กันยายนที่ผ่านมา ที่คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่นั้น โดยในวันที่ 14 ก.ย. ในหัวข้อ 4 "การเมือง-วัฒนธรรมมลายูในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้" อสมา มังกรชัย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี นำเสนอหัวข้อ"ชนชั้นนำมลายูและโครงสร้างอำนาจชายแดนใต้"

    เนื้อหาของการนำเสนอ ผู้ศึกษาใช้ทฤษฎีทุนและสนามของ Pierre Bourdieu โดยการนำเสนอประกอบด้วย หนึ่ง ทัศนะชนชั้นนำที่มีต่อเขตปกครองพิเศษ สอง ทุนของชนชั้นนำ และตารางจำแนกรายละเอียดว่าชนชั้นนำที่ได้คุย 30 คนและคัดเลือก 8 คน จากการสัมภาษณ์ชีวประวัติเชิงลึก ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ประกอบทุนขึ้นมาแบบไหน และได้เลื่อนตำแหน่งแห่งชั้นถือครองพื้นที่ในสนามด้วยยุทธวิธีอะไร และถือครองทุนอะไรบ้างในสนาม

    ตอนท้าย อสมากล่าวว่า ทุนทางวัฒนธรรมที่สังคมของสังคมมลายู ก็คือความเป็นอิสลามมลายู สำนึกตัวตนแบบมลายูบวกอิสลาม บวกสำนึกการต่อสู้ต่อรองกับรัฐเพื่อให้ได้มาซึ่งความยุติธรรม ในสนามทางการเมืองจะเห็นชัด ความเป็นเครือญาติก็ทำงานในสนามการเมือง เช่น มีการซื้อเสียงเวลาผ่านเครือข่ายญาติ นอกจากนี้ย่านใดก็ตามที่ตระกูลไหนมีญาติเยอะที่สุดก็จะได้คะแนนในสายตระกูลนั้น

    ส่วน "ออแฆแบแด" หรือผู้มีอำนาจในท้องถิ่น ครั้งหนึ่งเคยเป็นทั้งอำนาจที่ปกครองคุ้มครองและกดทับชาวบ้าน แต่หลังจากสถานการณ์รุนแรงเกิดขึ้น "ออแฆแบแด" ก็เปลี่ยนโฉมไปเยอะ กลายเป็นอำนาจที่กดคนมากกว่าจะพิทักษ์ปกป้อง เช่น กำนันอิทธิพล เวลาเห็นชาวบ้านมีปัญหาก็จะเอาชื่อชาวบ้านไปบอกว่าเป็นขบวนการ อำนาจต่อรองในท้องถิ่นก็หดหายไปเยอะ กลายเป็น "ออแฆแบแด" ที่บวกอิทธิพลของรัฐ

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    สมชัย ศรีสุทธิยากร และ ประธาน กกต. พาผู้อบรมหลักสูตร พตส.5 ดูงานลงประชามติสกอตแลนด์ เผยเปรียบกับเลือกตั้งของไทยพบว่าบรรยากาศเรียบร้อย แม้ต่างความคิดกันแต่ก็ไม่รุนแรง ทั้งสองฝ่ายใช้ข้อมูลเหตุผล ภาคประชาชนสังคมสนับสนุนจริงจัง

    19 ก.ย. 2557 - เว็บไซต์วอยซ์ทีวี รายงานว่า นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. ด้านการบริหารการเลือกตั้ง ระบุถึงการดูงานการลงประชามติของสกอตแลนด์ เปรียบเทียบกับการเลือกตั้งของไทย พบว่า บรรยากาศเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ไม่มีความรุนแรง แม้จะมีความคิดเห็นต่างกัน  กรรมการการเลือกตั้ง มีการเตรียมการ และเผยแพร่ข่าวสาร ส่วนฝ่ายการเมือง 2 ขั้ว ต่างรณรงค์ใช้ข้อมูลเชิงเหตุผล  ขณะที่ประชาชนและภาคสังคม มีส่วนสนับสนุนอย่างจริงจัง

    ทั้งนี้นายสมชัย อยู่ระหว่างการเดินทางไปศึกษาดูงานการจัดการเลือกตั้งของสหราชอาณาจักร และการลงประชามติในสกอตแลนด์ ร่วมกับนายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. และนายประวิช รัตนเพียร กกต. พร้อมคณะนักศึกษาหลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง รุ่นที่ 5 (พตส.5) ที่เมืองกลาสโกว์ และเมืองเอดินเบอระ สกอตแลนด์ สหราชอาณาจักร สำหรับรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือดเข้ารับการศึกษาอบรม พตส.5 จำนวน 80 ราย สามารถดูได้ในเว็บไซต์ของ กกต.

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai