Are you the publisher? Claim this channel


Embed this content in your HTML

Search



Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


    ระบบสาธารณสุขในลิเบียอาจล่มทั้งระบบเนื่องจากขาดแคลนแรงงาน
     
    1 ส.ค. 2014 ทางการลิเบียเตือนว่าระบบสาธารณสุขในลิเบียอาจล่มทั้งระบบ เนื่องจากสถานการณ์การสู้รบระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ทำให้ชาวฟิลิปปินส์และชาวอินเดียที่ทำงานตามโรงพยาบาลในลิเบียพากันอพยพออกนอกประเทศ ทั้งนี้โรงพยาบาลในลิเบียเต็มไปด้วยผู้บาดเจ็บจากการสู้รบ แต่เจ้าหน้าที่ชาวฟิลิปปินส์ประมาณ 3,000 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 60 ของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลทั้งหมด และเจ้าหน้าที่ชาวอินเดียซึ่งคิดเป็นร้อยละ 20 ของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลทั้งหมด อาจเดินทางออกนอกลิเบียไปแล้ว 
     
    เกิดเหตุระเบิดที่โรงงานอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกของประเทศจีน
     
    2 ส.ค. 2014  เกิดเหตุระเบิดที่โรงงานอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งในเมืองคุนชาน ในมณฑลเจียงซู ทางตะวันออกของประเทศจีน เมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ (2 ส.ค.) เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 65 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกมากกว่า 100 คน สถานีโทรทัศน์ซีซีทีวี ของรัฐบาลจีนระบุว่าโรงงานดังกล่าวเป็นของบริษัท 'จงหรง เพลตติ้ง' (Zhongrong Plating) บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนให้บริษัทรถยนต์หลายเจ้ารวมถึงยักษ์ใหญ่อย่าง เจเนอรัล มอเตอร์ส มีแรงงานประมาณ 450 คน เหตุระเบิดเกิดขึ้นในส่วนของโรงงานขัดแต่งล้อแม็กซ์รถยนต์ โดยมีคนงานมากกว่า 200 คนอยู่ภายในโรงงาน ณ เวลาเกิดเหตุ
     
    หลังเกิดเหตุมีภาพที่เกิดเหตุมากมายถูกโพสต์ลงบนโลกออนไลน์ ซึ่งแสดงให้เห็นศพผู้เสียชีวิตไหม้เกรียมจากการถูกไฟคลอก กำลังถูกหามออกจากที่เกิดเหตุ บางภาพเผยให้เห็นผู้ได้รับบาดเจ็บ เสื้อผ้ามีร่องรอยถูกไฟไหม้ นั่งอยู่ภายนอกโรงงานที่มีควันดำพวยพุ่งออกมา ทั้งนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าอะไรเป็นสาเหตุทำให้เกิดการระเบิดครั้งนี้ แต่อุบัติเหตุในโรงงานอุตสาหกรรมของจีนเกิดขึ้นบ่อยครั้งจนเกือบเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากความหย่อนยานด้านมาตรฐานความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ตัวเลขอุบัติเหตุในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าจีนมีการพัฒนาด้านมาตรฐานความปลอดภัยมากขึ้น
     
    ฟิลิปปินส์เร่งพลเมืองอพยพออกจากลิเบีย
     
    2 ส.ค. 2014 กระทรวงต่างประเทศฟิลิปปินส์เรียกร้องให้แรงงานชาวฟิลิปปินส์หลายพันคนจากที่มีอยู่ 13,000 คน ในลิเบียให้เดินทางออกจากลิเบียทันทีขณะที่ยังมีโอกาสก่อนที่ช่องทางการออกนอกประเทศที่เหลืออยู่จะปิดลงในเร็วๆ นี้ แถลงการณ์ระบุว่า เรือที่ฟิลิปปินส์เช่าเหมาไว้จะแล่นออกจากมอลตาในอีกไม่กี่วัน เพื่อไปรับชาวฟิลิปปินส์ตามท่าเรือเมืองเบงกาซี เมืองมิสราตา และอาจจะไปยังกรุงตริโปลีของลิเบีย โดยเรือสามารถบรรทุกผู้โดยสารได้คราวละ 1,500 คน
     
    นายอัลเบิร์ต เดล โรซาริโอ รัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งขณะนี้อยู่ในตูนิเซีย ประเทศเพื่อนบ้านของลิเบียเพื่อประสานงานการอพยพ เกรงว่าการเดินทางออกจากลิเบียจะเหลือทางทะเลเพียงทางเดียว เพราะพรมแดนตูนิเซีย-ลิเบียปิดลงแล้ววานนี้ หลังจากเกิดเหตุยิงต่อสู้กัน ส่วนช่องทางด้านพรมแดนอียิปต์ก็ปิดมานานหลายเดือนแล้ว
     
    ทางการฟิลิปปินส์ประกาศเตือนให้ชาวฟิลิปปินส์อพยพออกจากลิเบียตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม จากนั้นได้สั่งบังคับอพยพเมื่อเดือนก่อนหลังจากเกิดเหตุคนงานก่อสร้างชาวฟิลิปปินส์ถูกตัดศีรษะที่เมืองเบงกาซี อีกทั้งยังเกิดเหตุพยาบาลฟิลิปปินส์ในกรุงตริโปลีถูกลักพาตัวไปรุมโทรม อย่างไรก็ดี แม้ว่าสถานการณ์ในลิเบียมีอันตรายแต่มีชาวฟิลิปปินส์กลับประเทศเพียง 800 คนเท่านั้น เพราะห่วงว่าจะไม่มีงานทำเมื่อกลับบ้านเกิด
     
    อังกฤษ-จีนอพยพคนหนีภัยลิเบีย
     
    3 ส.ค. 2014 รัฐบาลอังกฤษระบุว่า ทางการส่งเรือกองทัพเรือไปยังลิเบียเพื่อช่วยอพยพพลเมืองชาวอังกฤษ ขณะสถานการณ์ความมั่นคงแย่ลงเรื่อย ๆ ทำให้ประชาชนหลายพันคนต้องอพยพออกจากลิเบีย
     
    แหล่งข่าวรายงานว่า เรือกองทัพเรืออังกฤษจะไปถึงในเร็ว ๆ นี้ เพื่อรับพลเมืองชาวอังกฤษ และชาติอื่น ๆ ที่ต้องการเดินทางออกจากลิเบีย สถานีโทรทัศน์สกายนิวส์รายงานว่า เรือเอชเอ็มเอส เอนเตอร์ไพรส เดินทางมาทางชายฝั่งลิเบียและคาดว่าจะเทียบท่าทางกรุงตริโปลีในวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น ปฏิบัติการครั้งนี้จะเหมือนกับเมื่อปี 2554 ช่วงที่มีเหตุการณ์โค่นล้ม พ.อ.มูอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำลิเบีย ซึ่งกองทัพเรืออังกฤษได้มาอพยพชาวต่างชาติออกจากประเทศทาง
     
    ทางด้านสำนักข่าวซินหัวของจีนรายงานว่า ชาวจีนกว่า 400 คนได้รับการอพยพออกจากลิเบียแล้วในวันนี้ โดยก่อนหน้านี้อพยพไปแล้วหลายร้อยคนเนื่องจากการสู้รบในลิเบียทวีความรุนแรง โดยยวดยานหลายคันนำแรงงานชาวจีน 411 คน ออกจากกรุงตริโปลีข้ามพรมแดนเข้าไปในตูนิเซียตั้งแต่ช่วงเช้า และจะมีอีก 97 คนตามมาในวันนี้ สถานทูตจีนได้ดำเนินการอพยพชาวจีนออกจากลิเบียแล้วกว่า 700 คน ตั้งแต่สัปดาห์ก่อน หลังจากที่ได้แจ้งเตือนชาวจีนในลิเบียเมื่อวันจันทร์ที่แล้วให้เร่งเดินทางออกจากลิเบียโดยเร็วที่สุด เนื่องจากสถานการณ์เลวร้ายลงเรื่อย ๆ
     
    ผู้ที่หนีการสู้รบในลิเบียเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่าลิเบียกำลังเข้าสู่สงครามกลางเมืองที่เลวร้ายกว่าเมื่อครั้ง พ.อ.มูอัมมาร์ กัดดาฟี ถูกโค่นล้มและสังหารเมื่อปี 2544 เสียอีก รัฐบาลใหม่ไม่สามารถควบคุมกองกำลังต่าง ๆ ที่ช่วยกันโค่นล้มกัดดาฟีแล้วหันมาแย่งชิงอำนาจกันเองในกรุงตริโปลี ทำให้ต้องปิดท่าอากาศยานนานาชาติตริโปลี ขณะที่ในเมืองเบงกาซีทางตะวันออกของประเทศกองกำลังพิเศษของกองทัพกำลังปะทะกับกลุ่มติดอาวุธมุสลิม
     
    โรงงานระเบิดในเจียงซู เหตุเพิกเฉยคำเตือนฯ คนงานตาย 75 คน
     
    4 ส.ค. 2014 เซาท์ไชน่ามอร์นิง โพสต์ รายงานว่าโรงงานขัดเงาโลหะ ในเมืองคุนซานซึ่งระเบิดรุนแรงเมื่อเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา (2 ส.ค.) จนมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 75 คน มีสภาพการทำงานที่เสี่ยงอันตราย ภายใต้สภาพฝุ่นไวไฟซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของอุบัติเหตุ แม้จะได้รับคำเตือนมาหลายครั้งแต่ผู้บริหารโรงงานคุนซาน จ้งหรง เมทัล ซึ่งเป็นของชาวไต้หวันนี้ กลับละเลยที่จะป้องกันมาตลอด
           
    เจ้าหน้าที่สำนักกำกับดูแลด้านความปลอดภัยโรงงาน ได้แถลงว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา โรงงานแห่งนี้ได้รับคำเตือนให้ปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงาน แต่เจ้าของโรงงานฯ กลับละเลยมาตลอด ขณะที่เหตุระเบิดเมื่อเช้าวันเสาร์นั้น มีสาเหตุมาจากประกายไฟจากฝุ่นไวไฟที่ใช้ในการขัดเงาฝาครอบล้อแม็กซ์รถยนต์
     
    รายงานข่าวกล่าวว่า นอกจากผู้เสียชีวิต 75 คนแล้ว ยังมีคนงานได้รับบาดเจ็บไฟไหม้อีก 186 คน โดยทั้งหมดถูกส่งตัวเข้ารักษาที่โรงพยาบาลต่างๆ ในเซี่ยงไฮ้ ซูโจว หนานถง และอู่ซี ขณะที่ผู้เสียชีวิตทั้งหมดยังอยู่ระหว่างตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอเพื่อระบุบุคคลผู้เสียชีวิตก่อนส่งมอบกับครอบครัว คนงานส่วนใหญ่ในส่วนขัดเงานี้ มีอายุระหว่าง 35 - 45 ปี ซึ่งล้วนเป็นกำลังหลักของครอบครัวในการหารายได้ ที่จำยอมทำงานในสภาพที่ไม่ปลอดภัยต่อสุขภาพ เพื่อหาเงินเลี้ยงดูครอบครัว
           
    ทั้งนี้ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้จับกุมผู้บริหารของโรงงาน 5 คนแล้ว ในความผิดตามกฎหมายความปลอดภัยในการทำงานฯ ขณะที่ทางด้านสำนักงานใหญ่ในไต้หวัน ยังไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นอย่างใด ในอีกด้านหนึ่งตลอดวันเสาร์ อาทิตย์ที่ผ่านมา ประชาชนหนานถง ต่างออกมาบริจาคเลือดเพื่อช่วยเหลือคนงานโรงงานฯ หลังขาดแคลนโลหิตช่วยผู้บาดเจ็บ
     
    เกาหลีเปลี่ยนวิธีการรับเงินรางวัลสิ้นสุดการทำงาน
     
    5 ส.ค. 2014 ชาวต่างชาติที่ทำงานภายใต้ระบบการอนุญาตการจ้างงาน (EPS: Employment Permit System) และนักกิจกรรมประท้วงการแก้ไขระเบียบในการชำระเงินรางวัลสิ้นสุดการทำงานนายปาร์ค จิน วู (ผู้แทนสหภาพแรงงานต่างชาติ) กล่าวว่า "ระบบการทำธุรกรรมการเงินแตกต่างกันไปจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่ง คุณสามารถรับประกันได้อย่างไรว่าเงินจะไม่ไปในระหว่างทาง นอกจากนี้ ใครจะจ่ายค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมและอื่นๆ" ภายใต้ระเบียบใหม่ซึ่งมีผลบังคับ แรงงานจะสามารถรับเงินรางวัลสิ้นสุดการทำงานของตนเองได้หลังจากกลับประเทศบ้านเกิดของตน กระทรวงยุติธรรม (MOJ: Ministry of Justice) กล่าวว่าคนงานยังได้รับเงินรางวัลสิ้นสุดการทำงานของตนเองภายใน 14 วัน หลังจากสิ้นสุดสัญญาจ้างงาน
     
    ก่อนหน้านี้ แรงงานที่ออกจากประเทศสามารถรับเงินได้ที่สนามบินแต่จำนวนของแรงงานต่างชาติที่อยู่เกินวีซ่าเพื่อทำงานในเกาหลีต่อ กลับมีจำนวนเพิ่มขึ้น MOJ กล่าวว่าแก้ไขระเบียบเพื่อทำให้แน่ใจว่าแรงงานต่างชาติทุกคนได้รับเงินรางวัลสิ้นสุดการทำงานของตนเองหลังจากกลับบ้าน แต่ผู้สังเกตการณ์บอกว่าผลจะกลับตรงกันข้าม "แรงงานต่างชาติบางคนกังวลว่าจะไม่ได้รับเงินใดๆ เลย" นักการทูตเนปาลประจำกรุงโซล ที่ไม่ระบุชื่อบอก Korea Times แรงงานมีสิทธิได้รับเงินเพิ่มเติมของเงินเดือนหลังจากทำงานหนึ่งปีและจำนวนเงินจะเพิ่มขึ้นตามจำนวนของปีทำงานเพิ่มขึ้นบริษัทประกันภัยที่จัดการบัญชีจ่ายเงินรางวัลสิ้นสุดการทำงานเพื่อป้องกันไม่ให้นายจ้างเกาหลียักยอกเงิน นี่เรียกว่าระบบประกันรับประกันออกเดินทางกลับประเทศ (Departure Guarantee Insurance System)
     
    ตามระเบียบนี้ การจ่ายเงินประกันให้แรงงานต่างชาติจะดำเนินการขึ้นหลังจากแรงงานเดินทางออกจากประเทศแล้ว ถ้าเลือกที่จะอยู่อย่างผิดกฎหมายแรงงานไม่สามารถรับเงินได้ ระเบียบใหม่นี้เป็นความพยายามส่วนหนึ่งของรัฐบาลที่จะลดจำนวนแรงงานต่างชาติที่ผิดกฎหมาย ผู้สนับสนุนแรงงานต่างชาติอ้างว่าแรงงานต่างชาติไม่สามารถขอความช่วยเหลือได้ ถ้าเงินไม่ถึงประเทศบ้านเกิดของแรงงาน นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นในระหว่างการทำธุรกรรมผู้รับเงินเป็นผู้จ่าย เจ้าหน้าที่หนึ่งในห้าของผู้รับเหมาดูแลและจ่ายเงินดังกล่าวของบริษัทซัมซุงประกันภัยจำกัด กล่าวว่า"เรากำลังปฏิบัติงานเพื่อลดปริมาณของค่าธรรมเนียม วิธีที่ดีที่สุดให้รับเงินได้ที่สนามบินเมื่อคุณออกประเทศ" ณ เดือนมิถุนายน แรงงาน กว่า200,000 คน กำลังทำงานในระบบ EPS กระทรวงแรงงานประมาณการว่า เกือบ 54,000 คน พักอาศัยอยู่ที่นี่อย่างผิดกฎหมาย
     
    เมื่อ 10 ปีที่แล้ว คนงานเดินทางเข้ามาด้วยระบบ EPS จาก 15 ประเทศ ส่วนใหญ่อยู่ในเอเชีย ประเทศเวียดนามส่งคนงานจำนวนมากที่สุดอย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา รัฐบาลระงับการนำเข้าแรงงานเวียดนามไว้สองปีเนื่องจากจำนวนแรงงานผิดกฎหมายมีจำนวนมากขึ้น การพึ่งพาอาศัยแรงงานต่างชาติที่นำเข้าจะเติบโตเนื่องจากอัตราการเกิดต่ำและคนหนุ่มสาวจะไม่ทำงานในโรงงานหรือในฟาร์ม อย่างไรก็ตาม แรงงานต่างชาติไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมและมักจะถูกเลือกปฏิบัติและได้รับการคุ้มครองไม่กี่ประเภท
     
    บริษัทพัฒนาหุ่นยนต์รายใหญ่ของญี่ปุ่น "ซอฟต์แบงก์ (Softbank)" เตรียมวางจำหน่ายหุ่นยนต์แม่บ้าน ราวกุมภาพันธ์ปีหน้า
     
    7 ส.ค. 2014 ด้วยสังคมที่มีผู้สูงอายุเป็นจำนวนมาก และปัญหาการขาดแรงงาน Softbank จึงพัฒนาหุ่นยนต์เสมือนมนุษย์ซึ่งรับรู้อารมณ์ต่างๆ ได้ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัว โดยหุ่นยนต์อัจฉริยะนี้มีขนาด 120 เซนติเมตร มาพร้อมกลไกและระบบปัญญาประดิษฐ์หรือ artificial intelligence เทคโนโลยีคลาวด์ ที่สามารถอ่านอารมณ์ของผู้ใช้งานได้ด้วยภาษาพูดหรือภาษาธรรมชาติมากกว่า 70-80% เน้นให้หุ่นนหุ่นยนต์ดังกล่าวช่วยเหลืองานบ้านและสามารถดูแลผู้สูงอายุได้ นอกจากนี้ ยังสามารถเป็นเพื่อนเล่นให้กับเด็กๆ รวมถึงสอนคุณหนูๆ เรียนรู้คำศัพท์หรือเล่นเกมฝึกการคำนวณจากสื่อดิจิตอล โดยคาดว่าจะมีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 2,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 64,000 บาท
     
    ไนจีเรียระส่ำ สมาคมแพทย์ประกาศพักงาน 5 สัปดาห์ ประท้วงอีโบล่าระบาด-คร่าชีวิตผู้คน
     
    8 ส.ค. 2014 ความคืบหน้าด้านสถานการณ์อีโบล่าระบาดในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก ล่าสุด นายโจเซฟ โบไก รองประธานาธิบดีไลบีเรีย ได้เรียกร้องให้มีปิดกั้นพรมแดนระหว่างชาติเพื่อนบ้นแอฟริกาตะวันตก เพื่อระงับแพร่ระบาดของไวรัสอีโบล่า ระบุว่า มีคนจำนวนมากถูกพบว่าติดเชื้ออีโบล่า หลังจากเดินทางกลับจากเชียร์ร่า ลีโอน เพื่อร่วมพิธีศพเหยื่อที่เสีpชีวิตจากโรคนี้ นอกจากนี้ ไลบีเรียยังต้องการความช่วยเหลือด้านการเงินจากนานาชาติเพื่อต่อสู้กับโรคระบาดอันตรายนี้ โดยการเรียกร้องนี้มีขึ้นหลังจากที่ไนจีเรียได้ประกาศภาวะฉุกเฉินต่อสถานการณ์อีโบล่าที่ขณะนี้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในประเทศ
     
    ขณะเดียวกัน สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้ออีโบล่าในไนบีเรีย ยังทำให้ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งเลิกพึ่งความช่วยเหลือจากแพทย์ และหันมารักษาตัวเองเนื่องจากเห็นว่า โรงพยาบาลไร้ความสามารถที่จะรักษาพวกเขาและผุ้ป่วยรายอื่น ๆ โดยผู้ป่วยได้ซื้อยาจากร้านยาเพื่อมารักษาตัวเองด้วยการฉีด ขณะที่แพทย์เตือนว่า การกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องเสี่ยงอันตราย เนื่องจากผู้ป่วยบางรายอาจใช้ยาเกินขนาด และอาจทำให้เสียชีวิตได้
     
    ทางด้านไนจีเรีย หน่วยงานแพทย์ไนจีเรียได้ประกาศพักงาน 5 สัปดาห์เพื่อประท้วงการระบาดเชื้ออีโบล่า ที่ขณะนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ราย และติดเชื้ออีก 5 รายในกรุงลากอส โดยแถลงการณ์ขอสมาคมแพทย์ไนจีเรียระบุว่าสมาคมแพทย์จะพักงานด้วยเหตุผลหลักคือการแพร่ระบาดของอีโบล่าในไนจีเรีย
     
    คนงานเวียดนามที่ทำงานอยู่ในลิเบีย เดินทางกลับถึงบ้านเกิดแล้ว 626 คน 
     
    12 ส.ค. 2014 สำนักงานจัดการแรงงานในต่างประเทศ ของกระทรวงแรงงานและสังคมเวียดนาม แถลงว่า จนถึงเมื่อวานนี้ คนงานเวียดนามที่ทำงานอยู่ในลิเบีย เดินทางกลับถึงเวียดนามแล้ว 626 คน ล่าสุดเมื่อวานนี้ คนงาน 94 คนของบริษัทวินาเมกซ์และฮุนไดเอ็นจิเนียริงซึ่งเป็นหุ้นส่วน เดินทางกลับถึงเวียดนามโดยเครื่องบินของเวียดนามแอร์ไลน์ส์ ส่วนอีก 79 คนเดินทางกลับโดยเครื่องบินพาณิชย์สายอื่น
     
    อิตาลีช่วยชีวิตผู้อพยพทางทะเลได้เกือบ 100,000 คนในปีนี้
     
    12 ส.ค. 2014 กองทัพเรืออิตาลีกล่าววานนี้ว่า ได้ช่วยเหลือผู้อพยพกว่า 2,000 คนได้จากเรือที่ลอยลำอยู่ในทะเลเมดิเตอเรเนียนเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้จำนวนผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือในปีนี้อยู่ที่เกือบ 100,000 คน โดยผู้ที่เดินทางมาถึงอิตาลีล่าสุด รวมถึงผู้อพยพ 94 คน ที่โดยสารเรือใบขนาด 30 เมตรที่ถูกเจ้าหน้าที่ยามฝั่งสกัดไว้ได้บริเวณชายฝั่งคาลาเบรีย และเจ้าหน้าที่ได้จับกุมชายชาวตุรกีที่อยู่บนเรือไว้ได้ 3 คน เนื่องจากต้องสงสัยว่าเป็นผู้ลักลอบค้ามนุษย์ 
     
    สหรัฐเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานเพิ่มขึ้น 21,000 ราย สูงกว่าคาดการณ์
     
    14 ส.ค. 2014 กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 9 ส.ค. เพิ่มขึ้น 21,000 ราย สู่ระดับ 311,000 ราย ซึ่งเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับเพียง 295,000 ราย ส่วนจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานโดยเฉลี่ย 4 สัปดาห์ ซึ่งสามารถวัดแนวโน้มตลาดแรงงานได้ดีกว่าเพราะมีความผันผวนน้อยกว่าตัวเลขรายสัปดาห์นั้น ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2,000 ราย สู่ระดับ 295,750 ราย
     
    อย่างไรก็ตาม แม้จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานปรับตัวสูงขึ้น แต่นักวิเคราะห์มองว่าตลาดแรงงานของสหรัฐยังคงแข็งแกร่ง เนื่องจากภาคเอกชนชะลอการเลย์ออฟพนักงาน และยังคงมีการจ้างงานอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตรปรับตัวเพิ่มขึ้น 209,000 ตำแหน่งในเดือน ก.ค. และ ADP ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยตลาดแรงงานในสหรัฐ เปิดเผยว่า ภาคเอกชนทั่วสหรัฐมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 218,000 ตำแหน่งในเดือน ก.ค.
     
    ชาวฟิลิปปินส์ 810 คนเดินทางด้วยเรือออกจากลิเบียแล้ว
     
    15 ส.ค. 2014 สำนักข่าวซินหัวของทางการจีนรายงานอ้างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทางการฟิลิปปินส์ว่า เรืออพยพซึ่งบรรทุกชาวฟิลิปปินส์ 810 คนออกเดินทางจากลิเบียแล้ว โฆษกกระทรวงต่างประเทศฟิลิปปินส์กล่าวว่า เรือลำดังกล่าวกำลังมุ่งหน้าไปยังมอลตา หลังจากรับแรงงานชาวฟิลิปปินส์กลุ่มสุดท้ายจำนวน 367 คนจากท่าเรือในเมืองมิสราตาของลิเบียเมื่อวานนี้ โดยแรงงานเหล่านี้ได้ไปสมทบกับชาวฟิลิปปินส์ 443 คนและชาวต่างชาติ 15 คนที่ขึ้นเรือลำดังกล่าวจากเมืองเบงกาซีเมื่อวันพุธที่ผ่านมา นอกจากนี้ เครื่องบินเช่าเหมาลำของสายการบินฟิลิปปินส์แอร์ไลน์จะเดินทางไปยังมอลตาในช่วงบ่ายวันนี้และมีกำหนดเดินทางถึงในวันเดียวกัน
     
    เดิมมีชาวฟิลิปปินส์ราว 1,100 คนมาลงทะเบียนขออพยพออกจากลิเบียทางเรือ แต่กว่า 200 คนได้สละสิทธิ์หรือแจ้งว่านายจ้างจะเป็นผู้ส่งพวกเขากลับประเทศเอง ทั้งนี้ นายอัลเบิร์ต เดล โรซาริโอ รัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์กล่าวว่า รัฐบาลฟิลิปปินส์จะไม่จ้างเรืออีกลำเพื่ออพยพประชาชนอีกต่อไปแล้ว แต่จะใช้พรมแดนทางบกของลิเบียที่ติดกับอียิปต์และตูนิเซียในการอพยพชาวฟิลิปปินส์ออกจากลิเบียแทน
     
    แม่บ้านชาวต่างชาติในฮ่องกงเรียกร้องขอขึ้นเงินเดือน  
     
    15 ส.ค. 2014 ตัวแทนคนรับใช้ชาวต่างชาติเข้าพบเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานฮ่องกง ยื่นข้อเรียกร้องขอเงินเดือนเพิ่มเป็น 4,500 ดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 18,500 บาท) จากเดิมที่ได้เงินเดือนขั้นต่ำเดือนละ 4,010 ดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 16,500 บาท) และยังต้องการให้ปรับเบี้ยเลี้ยงค่าอาหารสำหรับคนรับใช้ที่นายจ้างไม่ได้จัดหาอาหารให้ เป็น 1,600 ดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 6600 บาท) สหภาพแรงงานคนรับใช้เอเชียในฮ่องกงระบุว่า นับตั้งแต่ปี 2541 มีการขึ้นเงินเดือนเพียงเล็กน้อย ขณะที่อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นมาก แต่ตัวแทนของฝ่ายนายจ้างบอกว่าข้อเรียกร้องของฝ่ายลูกจ้างเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้
     
    ฟิลิปปินส์ยังคงเดินหน้านำแรงงานกลับจากลิเบีย
     
    17 ส.ค. 2014 โฆษกประธานาธิบดีเบนิโญ อาคิโน กล่าวว่า รัฐบาลให้คำมั่นที่จะเดินหน้าทำงานเพื่อให้ความช่วยเหลือชาวฟิลิปปินส์ที่ตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายในต่างประเทศ ขณะนี้มีแรงงานทั้งหมดกลับจากลิเบียแล้ว 2,727 คน รวมถึงแรงงานจำนวน 766 คนที่เพิ่งจะบินกลับมาถึงช่วงสุดสัปดาห์ อย่างไรก็ตาม ทางการฟิลิปปินส์รายงานว่ายังคงมีแรงงานฟิลิปปินส์อยู่ในลิเบียอีกประมาณ 10,000 คน แม้รัฐบาลจะออกมาเตือนแล้วว่าอาจจะไม่สามารถส่งเรือเข้าไปช่วยเหลืออพยพได้
     
    รัฐบาลฟิลิปปินส์มีคำสั่งบังคับอพยพพลเรือนออกจากลิเบียในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา หลังสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างกองกำลังติดอาวุธกลุ่มต่างๆ ทวีความรุนแรงขึ้น ขณะที่รายงานการฆ่าตัดศีรษะคนงานก่อสร้างชาวฟิลิปปินส์และคดีรุมข่มขืนพยาบาลชาวฟิลิปปินส์ในกรุงตริโปลีเมื่อเดือนที่แล้ว ยิ่งทำให้สถานการณ์ในลิเบียเลวร้ายมากยิ่งขึ้น กระนั้นยังมีแรงงานชาวฟิลิปปินส์ส่วนหนึ่งปฏิเสธที่จะเดินทางออกจากลิเบีย เพราะกลัวว่ากลับประเทศไปจะไม่สามารถหางานที่ดีเช่นนี้ได้อีก
     
    แรงงานส่วนใหญ่ในลิเบียเป็นแรงงานด้านสาธารณสุข และเป็นแรงงานหลักที่ทำงานให้กับโรงพยาบาลของลิเบีย โดยแรงงานเหล่านี้ได้รับผลตอบแทนพิเศษเป็นแรงจูงใจให้อยู่ในลิเบียต่อไป ทั้งนี้ มีแรงงานฟิลิปปินส์ราว 10 ล้านคน ประกอบอาชีพต่างๆ ในต่างประเทศทั่วโลก เนื่องจากได้รับรายได้หรือผลตอบแทนที่ดีกว่าในฟิลิปปินส์
     
    ร้านอาหารในจีนเริ่มใช้หุ่นยนต์ปรุงและเสิร์ฟอาหาร
     
    18 ส.ค. 2014 ร้านอาหารแห่งหนึ่งใน Kunshan ประเทศจีน ได้นำเอาหุ่นยนต์มาใช้งานภายในร้าน มันสามารถกล่าวทักทายลูกค้า จากนั้นรับออร์เดอร์อาหารและส่งข้อมูลตรงไปยังครัว รวมทั้งยกอาหารมาเสิร์ฟที่โต๊ะลูกค้าทันทีที่ปรุงเสร็จ การใช้งานหุ่นยนต์ข้างต้นนั้นอาจจะยังดูไม่น่าตื่นเต้นเท่าไหร่นัก เพราะในบ้านเราก็มีการนำหุ่นยนต์มาใช้ในร้านสุกี้ชื่อดังเช่นกัน แต่ที่จริงแล้วร้านอาหารในเมืองจีนแห่งนี้ยังมีการใช้หุ่นยนต์ในการประกอบอาหารจำพวกผัดผักและเนื้อสัตว์ต่างๆ ด้วย
     
    Song Yugang ผู้ก่อตั้งร้านอาหารดังกล่าวเล่าถึงที่มาของการใช้หุ่นยนต์ในร้านของเขาว่าเกิดจากการที่ลูกสาวของเขาขอร้องให้เขาสร้างหุ่นยนต์ขึ้นมาเพื่อช่วยทำงานบ้าน (เพราะเธอขี้เกียจทำ) แต่แทนที่จะสร้างหุ่นขึ้นมาใช้งานในบ้านเฉยๆ Song กลับมองว่าเขาสามารถทำเงินจากตรงนี้ได้ จึงตัดสินใจนำหุ่นยนต์มาใช้งานในร้านอาหารนั่นเอง
     
    ภายร้านของ Song มีหุ่นยนต์ 2 ตัวคอยทักทายลูกค้า ในขณะที่หุ่นอีก 4 ตัวรับหน้าที่เสิร์ฟอาหาร และมีหุ่นขนาดใหญ่อีก 2 ตัวไว้ทำงานในครัว Song อ้างว่าพวกหุ่นยนต์เหล่านี้สามารถเข้าใจประโยคสนทนาในชีวิตประจำวันได้ราว 40 ประโยค โดยต้นทุนในการสร้างหุ่นแต่ละตัวอยู่ที่ประมาณ 40,000 หยวน (ราว 200,000 บาท) ซึ่งใกล้เคียงกับค่าจ้างตลอดปีของพนักงาน 1 คน (แต่ Song มองว่าหุ่นยนต์มีข้อดีตรงที่มันไม่เรียกร้องวันลาหยุด และไม่เจ็บป่วย)
     
    ประเด็นการใช้หุ่นยนต์ทำงานแทนการจ้างคนนี้นอกจากช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังถือได้ว่ามันจุดขายให้แก่ร้าน และเปิดช่องทางทำเงินจากการพัฒนาหุ่นยนต์นี้ต่อไปในอนาคตอีกด้วย โดยตั้งแต่ปีที่แล้วจีนได้แซงญี่ปุ่นขึ้นเป็นประเทศที่มีการใช้งานหุ่นยนต์แทนแรงงานคนมากที่สุดในโลก 
     
    ซาอุฯ เตรียมทุ่มงบ 1.2 แสนล้านปฏิรูปภาคแรงงาน หลังพบ 1 ใน 3 ของคนหนุ่มสาวยัง “ว่างงาน”
     
    19 ส.ค. 2014 กระทรวงแรงงานซาอุดีอาระเบียเผยในวันจันทร์ (18 ส.ค.) โดยระบุต้องใช้งบประมาณกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 127,355 ล้านบาทในการแก้ปัญหาการว่างงานและปฏิรูปตลาดแรงงานของประเทศ โดยรายงานข่าวระบุว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของทางกระทรวงแรงงานซาอุดีอาระเบีย มีขึ้นหลังมีการเปิดเผยผลการศึกษาด้านแรงงานล่าสุดซึ่งพบว่า ราว 1 ใน 3 ของแรงงานที่มีอายุต่ำกว่า 25 ปีในราชอาณาจักรกลางทะเลทรายแห่งนี้ยังคงเป็น “ผู้ว่างงาน”
           
    ยิ่งไปกว่านั้น ผลการศึกษาดังกล่าวยังพบว่า สตรีชาวซาอุฯ ซึ่งมีความรู้ความสามารถ และสำเร็จการศึกษาตั้งแต่ระดับวิทยาลัยขึ้นไปจำนวนหลายพันคนยังคงไม่มีงานทำ เพราะบริษัทต่างๆ ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐหลายแห่งยังคง “ไม่นิยม” จ้างแรงงานที่เป็นสตรีเข้าทำงานในองค์กรของตน 
     
    ความเคลื่อนไหวล่าสุดถูกมองว่า เป็น “บันไดขั้นที่ 2” ในการปฏิรูปภาคแรงงานของทางการซาอุฯ หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีการประกาศใช้แผนแม่บทด้านแรงงานฉบับใหม่ที่กำหนดให้บริษัทห้างร้านต่างๆ ในประเทศ ต้องจ้างแรงงานชาวซาอุฯเข้าทำงานก่อนเป็นลำดับแรก แทนการจ้างแรงงานต่างชาติที่มีสัดส่วน 1 ใน 3 ของประชากร 28 ล้านคนของซาอุดีอาระเบีย โดยผลพวงจากแผนดังกล่าวส่งผลให้มีการจ้างแรงงานซาอุฯ ทั้งชายหญิงเข้าทำงานเพิ่มขึ้นถึง 751,000 คนซึ่งสูงกว่าเป้าที่ทางกระทรวงแรงงานซาอุฯ คาดหมายไว้ ในอีกด้านหนึ่งมีรายงานว่า หลังจากมีการประกาศใช้แผนแม่บทด้านแรงงานฉบับดังกล่าว จำนวนแรงงานสตรีซาอุฯ ที่มีงานทำในซาอุดีอาระเบียได้เพิ่มจำนวนขึ้นถึง 7 เท่า จาก 48,406 คนในช่วงก่อนการประกาศแผนฯ เป็น 398,538 คน
     
    ปีนี้ลาวรับ ขรก.ใหม่เพียง 5,000 คน ศึกษาฯ-สาธารณสุขมากที่สุด
     
    20 ส.ค. 2014 ทางการลาวเพิ่มประกาศผลการสอบตัดเลือกเพื่อบรรจุแต่งตั้งเป็นรัฐกร หรือข้าราชการเพียง 5,000 คนเท่านั้น นับว่าน้อยกว่าทุกปีที่ผ่านมา หากเทียบกับจำนวนผู้เข้าสอบกว่า 28,700 คน ทั้งนี้ เป็นไปตามมติตกลงของรัฐบาลที่ได้พบข้อเท็จจริงว่า หลายปีมานี้ได้มีการบรรจุคนเข้าเป็นลูกจ้างของรัฐมากเกินความจำเป็น สื่อของทางการรายงาน 
           
    ตามโควตาประจำปี พ.ศ.2557-2558 นี้ จำนวนเพียง 3,901 คน ที่จะถูกบรรจุเข้าประจำใน 16 กระทรวง รวมทั้งสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงป้องกันประเทศและองค์การเทียบเท่าของภาครัฐ ซึ่งปรากฏว่า กระทรวงศึกษาธิการและกีฬา ได้โควตามากที่สุดเป็นจำนวน 1,800 คน และกระทรวงสาธารณสุขอีกราว 700 คน รับน้อยที่สุดปีนี้ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ สำนักนายกรัฐมนตรีและองค์การตรวจตราแห่งรัฐ มีโควตารวมกันเพียง 15 อัตราเท่านั้น กระทรวงอื่นๆ ที่เหลือรับอีกแห่งละ 50-200 คน สำนักข่าวสาารปะเทดลาวรายงาน
           
    การเข้าทำงานเป็นรัฐกรยังเป็นความปรารถนาสูงสุดของนักเรียนนักศึกษา ตลอดจนพ่อแม่ผู้ปกครองชาวลาว เนื่องจากเป็นอาชีพการงานที่มั่นคง มีสวัสดิการดี และมีเบี้ยบำเหน็จบำนาญให้เมื่อเกษียณ ปีที่แล้วมีผู้สมัครสอบบรรจุกว่า 34,000 คน และรับจำนวนเรือนหมื่น ถึงแม้ว่าค่าตอบแทนของรัฐกรจะยังต่ำกว่าลูกจ้างในภาคเอกชนทั่วไปอยู่ก็ตาม บรรดาผู้ที่สอบผ่านในอันดับต้นๆ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้รับการบรรจุ แต่ก็เป็นที่ต้องการของบริษัทเอกชน ห้างร้าน บริษัทลงทุนจากต่างประเทศทั่วไป รวมทั้งองค์การระหว่างประเทศด้วย ขปล.กล่าว
           
    กระทรวงกิจการภายในซึ่งรับผิดชอบในเรื่องนี้ ได้จัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเข้าเป็นรัฐกรในช่วงเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ทั้งภาคทฤษฎีการเมือง ความรู้ทั่วไป และความรู้วิชาเฉพาะ นายไซสี สันติวง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคนใหม่ ได้ออกรับรองหลายครั้ง รับประกันในเรื่องความโปร่งใสของการสอบบรรจุประจำปีนี้.
     
    ประธานเฟดเผยตลาดแรงงานของสหรัฐยังคงซบเซาแม้ว่าจะฟื้นตัวของเศรษฐกิจช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
     
    23 ส.ค. 2557 การออกมากล่าว สุนทรพจน์ ของ นาง เจเน็ต เยลเลน ในที่การประชุมประจำปีของของเฟดสาขาแคนซัส โดย ประธานเฟดชี้ว่า เศรษฐกิจขยายตัวขึ้นมาก จากเดิมที่การจ้างงานอยู่ในภาวะที่อ่อนแออย่างมาก การแสดงความเห็นของประธานหญิงของเฟด คล้อยตามกับใจความในรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟดประจำเดือน ก.ค. ที่ชี้ให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่ตระหนักรับรู้กันมากขึ้นว่า ตลาดแรงงานนั้นมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น แต่การฟื้นตัวอย่างเต็มรูปแบบของตลาดแรงงานนั้นถือเป็นเรื่องที่ลำบาก เมื่อพิจารณาจากความเสียหายอย่างหนักจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย ทั้งนี้ปัจจัยด้านโครงสร้างที่สำคัญๆได้ส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงาน รวมทั้งแรงงานที่มีอายุมากขึ้น ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงต่างๆนานาที่อาจจะเกิดขึ้นในพลวัตของตลาดแรงงาน
     
    นอกจากนี้ ประธานเฟดยังได้ยืนยันถึงจุดยืนเฟดในการคงนโยบายผ่อนคลายเงินตราไว้ต่อไป เมื่อพิจารณาจากความผันผวนในตลาดแรงงานและการคาดการณ์เรื่องเงินเฟ้อประธานเฟด กล่าวว่า มีแนวโน้มว่าการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ต่อไปอีกพักใหญ่ภายหลังจากที่โครงการซื้อพันธบัตรสิ้นสุดลงนั้น ถือเป็นเรื่องที่เหมาะสมโดยเฉพาะเมื่อเงินเฟ้อยังคงเคลื่อนไหวในระดับที่ต่ำกว่าเป้าหมายระยะยาวของคณะกรรมการที่ 2เปอร์เซ็นต์ และการคาดการณ์เรื่องเงินเฟ้อในระยะยาวยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมได้เป็นอย่างดีประธานเฟดกล่าวว่า อัตราว่างงานที่ลดลงนั้นไม่ได้หมายความว่า ภาวะตลาดแรงงานโดยรวมดีขึ้น เนื่องจากอัตราการมีส่วนร่วมของแรงงานที่ลดลง ตำแหน่งงานแบบชั่วคราวพบว่ามีความต้องการสูงมากขึ้น ทั้งตัวผู้ต้องการทำงานและผู้ให้ทำงาน
     
    อิตาลีพบ 18 ศพบนเรือแรงงานข้ามชาติวอน EU ช่วย
     
    24 ส.ค. 2557 สื่อต่างประเทศรายงาน เจ้าหน้าที่อิตาลี พบร่างผู้เสียชีวิต 18 ราย บนเรือแรงงานข้ามชาติ ที่ในสัปดาห์นี้ มีผู้ลี้ภัยเข้ามาทางทะเลแล้วราว 3,500 คน ซึ่งกองทัพเรือของอิตาลีรายงานผ่านสื่อออนไลน์ทวิตเตอร์ วันนี้ว่า เรือซิริโอที่ทำการตรวจค้นในเขตซิซิลี ทางใต้ของประเทศ มีผู้โดยสาร 266 ราย และร่างผู้เสียชีวิตอีก 18 รายบนเรือ
     
    อย่างไรก็ตาม ทางการอิตาลีรายงานว่า ปีนี้มีผู้ลี้ภัยเข้าประเทศแล้วประมาณ 100,000 ราย เตรียมขอให้สหภาพยุโรปช่วยเหลือลดภาระอิตาลีจากการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยที่มีจำนวนมากในแต่ละปี ซึ่งในปีที่ผ่านมาอิตาลีมีค่าใช้จ่ายสำหรับกองทัพเรือที่ลาดตระเวน ปฏิบัติหน้าที่ป้องกันและช่วยเหลือแรงงานที่ประสบอุบัติเหตุทางทะเลถึงเดือนละ 13 ล้านยูโร
     
    ชาวเวียดนามไหลเข้าทำงานในลาวเพิ่มขึ้น แก้ปัญหาแรงงานขาดแคลน
     
    24 ส.ค. 2557 ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีแรงงานชาวเวียดนามจำนวนมากเดินทางเข้าไปทำงานในฝั่งลาว เพื่อช่วยเหลือในโครงการลงทุนระหว่าง 2 ประเทศ โดยกระทรวงแรงงาน ผู้ทุพพลภาพ และกิจการสังคมของเวียดนาม ระบุว่า ปัจจุบันมีแรงงานชาวเวียดนามทำงานอยู่ในลาวประมาณ 13,500 คน และคาดว่าในปี 2558 จะมีจำนวนมากกว่า 20,000 คน
           
    รายงานของสมาคมนักลงทุนชาวเวียดนามในลาวระบุว่า ชาวเวียดนามเกือบ 7,000 คน เป็นพนักงานในกลุ่มบริษัทฮว่างแอ็งซาลาย บริษัทขนาดใหญ่ที่ดำเนินกิจการเกี่ยวกับเฟอร์นิเจอร์ อสังหาริมทรัพย์ ฟุตบอล และเหมืองแร่ ส่วนกลุ่มบริษัทยางเวียดนาม มีแรงงานชาวเวียดนามทำงานอยู่เกือบ 1,000 คน และบริษัทซองดา คอร์เปอเรชั่น มีแรงงานชาวเวียดนามราว 600 คน
           
    และจากรายงานของบรรดากิจการของชาวเวียดนามที่ลงทุนในลาว พบว่า แรงงานไม่มีฝีมือชาวเวียดนามที่ทำงานในลาวจะได้รับค่าแรงเฉลี่ย 250 ดอลลาร์ต่อเดือน ขณะที่แรงงานฝีมือจะได้รับค่าแรงประมาณ 500 ดอลลาร์ต่อเดือน นอกจากเงินเดือนแล้ว แรงงานเหล่านี้ยังได้ค่าเช่าที่พักและสิทธิประโยชน์จากนโยบายประกันสังคม และสุขภาพของเวียดนาม รวมทั้งระบบวันหยุด
           
    รองผู้อำนวยการกรมแรงงานต่างประเทศของเวียดนาม กล่าวว่า แรงงานชาวเวียดนามในลาวช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงานในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแขนงพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งยังช่วยตอบสนองความต้องการของโครงการการลงทุนขนาดใหญ่
           
    นอกจากแรงงานชาวเวียดนามถูกส่งไปลาวผ่านช่องทางหลักแล้ว ยังมีแรงงานส่งไปจากจังหวัดต่างๆ ของเวียดนามที่มีพรมแดนติดกับลาว เช่น จ.เหงะอาน และ จ.ห่าติ๋ง โดย จ.เหงะอาน มีพรมแดนติดต่อกับ 3 แขวงของลาว คือ แขวงบอลิคำไซ แขวงเชียงขวาง และแขวงหัวพัน เป็นความยาว 419 กิโลเมตร มีกิจการมากกว่า 50 แห่ง เกี่ยวข้องในการนำเข้าและส่งออกสินค้าไปยังลาว หรือเกี่ยวข้องกับการสำรวจแร่ แปรรูปไม้ ผลิตไวน์ ถลุงเหล็ก ป่าไม้ การท่องเที่ยว กิจการรถบรรทุกขนาดเล็ก ผลิตผลทางการเกษตร และสินค้าอุปโภคบริโภค คาดว่ามีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 70 ล้านดอลลาร์
           
    รัฐมนตรีช่วยกระทรวงแรงงานของเวียดนาม กล่าวว่า เวียดนามหวังที่จะลงนามข้อตกลงความร่วมมือด้านแรงงานฉบับใหม่ระหว่าง 2 ประเทศ ที่จะนำไปสู่การจัดหาแรงงานชาวลาวให้แก่บริษัทของเวียดนามที่ดำเนินกิจการอยู่ในลาว และบริษัทของเวียดนามจะให้การสนับสนุนโครงการฝึกอบรมวิชาชีพเพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ของลาว
     
    คนงานเกาหลีเหนือจำนวนมากล้มป่วย เนื่องจากถูกสารพิษที่เขตอุตสาหกรรมแคซอง
     
    27 ส.ค. 2557 เจ้าหน้าที่เกาหลีใต้กล่าววันนี้ว่า คนงานเกาหลีเหนือจำนวนมากที่เป็นลูกจ้างของโรงงานเกาหลีใต้ในเขตอุตสาหกรรมแคซองล้มป่วย หลังถูกสารเคมีเป็นพิษ กระทรวงรวมชาติเกาหลีใต้แถลงว่า คนงานที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวทำงานอยู่ที่บริษัทผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ 2 แห่ง ในเขตอุตสาหกรรมแคซอง พวกเขาได้ลาป่วยโดยให้เหตุผลว่าปวดศีรษะและมีอาการคลื่นไส้ ด้านเกาหลีเหนือกล่าวว่า คนงานเกาหลีเหนือเหล่านี้ถูกวางยาพิษ แต่ปฏิเสธข้อเสนอของเกาหลีใต้ที่จะให้มีการสอบสวนโดยผู้เชี่ยวชาญอิสระ 
     
    ฝรั่งเศสแย่หนัก ตัวเลขคนว่างงานสูงสุดเป็นประวัติการณ์
     
    28 ส.ค. 2557 กระทรวงแรงงานฝรั่งเศสเปิดเผยว่า ตอนนี้มีประชาชน 3.424 ล้านคนไม่มีงานทำ เพิ่มขึ้นจากหนึ่งเดือนก่อนหน้า 26,000 คน และนับเป็นการเพิ่มขึ้นของตัวเลขคนว่างงานรายเดือน เป็นเดือนที่ 9 ติดต่อกันแล้ว
     
    “ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นนี้สะท้องถึงอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นศูนย์ทั้งในยูโรโซนและในฝรั่งเศส” ฟรังซัวส์ เรบซาแมง รัฐมนตรีแรงงานฝรั่งเศสบอกในถ้อยแถลง
           
    ฝรั่งเศส ชาติเศรษฐกิจหมายเลข 2 ของยุโรป กำลังต่อสู้กับวิกฤตการเมืองและเศรษฐกิจที่ถูกมองว่าเลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่นายออลลองด์เข้ารับตำแหน่งกว่า 2 ปีก่อน โดยการเติบโตช่วงครึ่งปีแรกหยุดชะงัก ขณะที่นายออลลองด์เองก็ไม่สามารถทำตามคำมั่นสัญญาลดอัตราคนว่างงานให้น้อยลง ยุทธศาสตร์ของเขาสำหรับดึงฝรั่งเศสออกจากหล่ม คือ Responsibility Pact ซึ่งจะปรับลดค่าสวัสดิการสังคมของภาคธุรกิจ คิดเป็นเงิน 40,000 ล้านยูโร แลกกับการสร้างงาน 500,000 ตำแหน่งภายในปี 2017
           
    ขณะที่ฝรั่งเศสอยู่ในฐานะรัฐที่กำลังล่อแหลมจากตัวเลขขาดดุลงบประมาณและหนี้สิน มาตรการดังกล่าวจะช่วยให้สามารถตัดลดงบประมาณรายจ่ายลง 50,000 ล้านยูโร แต่แผนต่างๆเหล่านี้ก็กระตุ้นให้เกิดการก่อกบฏโดยพวกฝ่ายซ้ายภายในพรรคโซเชียลลิสต์ของนายออลลองด์เอง
           
    มาเลเซียแอร์ไลน์ อาจโละพนักงานกว่า 5 พันคน
     
    28 ส.ค. 2557 บริษัทลงทุนของรัฐบาลมาเลเซีย เตรียมยกเครื่องสายการบิน มาเลเซีย แอร์ไลน์ ครั้งใหญ่ อาจปลดพนักงานถึง 1 ใน 4 กว่า 5 พันคน หลังขาดทุนย่อยยับ จากโศกนาฏกรรมสองครั้งซ้อนในปีนี้ จากที่บริษัทการลงทุนคาซานาห์ นาซิโอนัล ของรัฐบาลมาเลเซีย เข้าถือหุ้น 69 เปอร์เซ็นต์ เทคโอเวอร์สายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส เพื่อปรับยุทธศาสตร์หลังสายการบินได้รับผลกระทบ สูญเสียความเชื่อมั่นและขาดทุนอย่างหนัก จากกรณีโศกนาฏกรรมเที่ยวบินเอ็มเอช 370 ที่สูญหายอย่างปริศนากลางมหาสมุทรอินเดีย และเที่ยวบินเอ็มเอช 17 ที่ถูกจรวดต่อต้านอากาศยานยิงตกเหนือน่านฟ้ายูเครนนั้น
     
    สำนักข่าวต่างประเทศเปิดเผยเมื่อวันที่ 27 ส.ค. ว่า บริษัทคาซานาห์เตรียมที่จะเปิดเผยแผนการยกเครื่ององค์กรครั้งใหญ่ในช่วงสิ้นเดือน ส.ค.นี้ ซึ่งอาจรวมถึงการปลดพนักงานกว่า 1 ใน 4 หรือคิดเป็นจำนวนกว่า 5,500 คน การปรับเส้นทางการบินไปยุโรป จีน และการเปลี่ยนตัวผู้บริหารระดับสูง อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวในสายการบินและอดีตพนักงานเปิดเผยว่า มาเลเซีย แอร์ไลน์ส ขาดทุนมาเรื่อยๆตั้งแต่ปี 2554 ก่อนเกิดโศกนาฏกรรมแล้ว และหลังจากเกิดเหตุก็มีพนักงานลาออกมากกว่า 180 คน
     
    พนักงานฮุนได-เกียผละงานประท้วงระลอกใหม่
     
    28 ส.ค. 2557 บริษัท ฮุนได เกีย ออโตโมทีฟ กรุ๊ป ของเกาหลีใต้ ได้รับผลกระทบจากการผละงานประท้วงระลอกใหม่ของสมาชิกสหภาพแรงงาน ซึ่งต้องการผลักดันให้มีการปฏิรูปค่าแรง ขณะที่สื่อทางการเกาหลีใต้ รายงานคาดว่า การผละงานประท้วงครั้งนี้จะทำให้เกิดความสูญเสียกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,200 ล้านบาท)
     
    พนักงานที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานกว่า 20,000 คน ที่โรงงานของบริษัท ฮุนได มอเตอร์ ในเมืองอุลซาน เมืองจอนจู และเมืองอาซาน พร้อมใจกันทำงานเพียง 1 ใน 4 ของเวลาทำงาน 8 ชั่วโมง ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการผลิตของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้
     
    การเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากสมาชิกสหภาพแรงงานที่บริษัท ฮุนได และบริษัท เกีย มอเตอร์ ผละงานประท้วงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยทำงานเพียง 6 ชั่วโมง จากทั้งหมด 8 ชั่วโมง สหภาพแรงงานยังได้เรียกร้องให้สมาชิกออกมาประท้วงที่หน้าสำนักงานใหญ่ของฮุนได เกีย ออโตโมทีฟ กรุ๊ป ในกรุงโซลด้วย
     
    คาดว่าเฉพาะการผละงานประท้วงในวันนี้ จะทำให้ฮุนไดสูญเสียการผลิตรถยนต์ราว 5,400 คัน และสูญเสียยอดขายราว 110,000 ล้านวอน (3,456 ล้านบาท) สหภาพแรงงานฮุนได มอเตอร์ ลงมติผละงานประท้วงเมื่อวันที่ 14 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยร้อยละ 70 ของสมาชิกสหภาพแรงงาน 47,262 คน เห็นชอบให้มีการผละงานประท้วง
     
    นักบินแอร์ฟรานซ์ขู่ผละงาน 5 วันเดือนหน้า
     
    28 ส.ค. 2014 นักบินของสายการบินแอร์ฟรานซ์ขู่จะผละงานเป็นเวลา 5 วันในเดือนหน้า เพื่อประท้วงการปรับเปลี่ยนเที่ยวบินครั้งใหญ่ทั้งในระยะสั้นและระยะกลาง
     
    สหภาพแรงงานนักบิน เปิดเผยว่า การผละงานประท้วงจะกระทบต่อเที่ยวบินในประเทศและในแถบยุโรป นับจากวันที่ 15-22 กันยายนที่จะถึงนี้  หากเดินหน้าไปตามแผน สหภาพแรงงานนักบินระบุว่า พวกเขาไม่ได้คัดค้านแผนการยกเครื่องสายการบินที่ประกาศไปเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา  ซึ่งอาจมีการยกบางเส้นทางไปให้สายการบินในเครือของแอร์ฟรานซ์ และว่า สายการบินไม่ได้เปิดการเจรจาอย่างสร้างสรรค์ ทำให้พวกเขาจำเป็นต้องออกมาประท้วง ประธานสหภาพแรงงานนักบินอ้างว่า เขารู้สึกเหมือนว่าการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างมีการตัดสินใจไว้ล่วงหน้าแล้ว
     
    รมว.ใหม่ฝรั่งเศสถูกวิจารณ์หนักหลังแตะ กม.ทำงานสูงสุดสัปดาห์ละ 35 ชม.
     
    28 ส.ค. 2014 นายเอ็มมานูเอล มาครอง ที่เพิ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีเศรษฐกิจ การฟื้นฟูอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของฝรั่งเศสเมื่อวานนี้ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักกรณีแสดงความเห็นก่อนรับตำแหน่งเรื่องกฎหมายแรงงานฝรั่งเศสที่จำกัดชั่วโมงการทำงานสูงสุดสัปดาห์ละ 35 ชั่วโมง
     
    นายมาครอง วัย 36 ปี อดีตนายธนาคารและอดีตที่ปรึกษาประธานาธิบดีฟรองซัวส์ โอลลองด์ ให้สัมภาษณ์นิตยสารรายสัปดาห์เลอปวงหนึ่งวันก่อนได้รับแต่งตั้ง แต่นิตยสารเผยแพร่ในวันนี้ว่า เขาเปิดรับแนวคิดเรื่องให้บริษัทและภาคธุรกิจต่าง ๆ ไม่เดินตามกฎหมายที่จำกัดให้ชาวฝรั่งเศสทำงานไม่เกินสัปดาห์ละ 35 ชั่วโมง เพราะในเมื่อมีแนวโน้มจะอนุญาตให้บริษัทที่ประสบปัญหาเลือกไม่ปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าว เหตุใดจึงไม่ขยายให้ครอบคลุมทุกบริษัทโดยให้เป็นการตกลงกันระหว่างบริษัทกับพนักงาน
     
    ด้านสำนักนายกรัฐมนตรีมานูเอล วาลลส์ ยืนยันว่า รัฐบาลยังคงเคารพกฎหมายดังกล่าว บริษัทต่าง ๆ สามารถปรับเปลี่ยนชั่วโมงการทำงานได้ตามการตกลงกับพนักงาน และขอย้ำว่าความเห็นของนายมาครองเกิดขึ้นก่อนเขาได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี ขณะที่บรรดาสหภาพแรงงานประกาศว่า ความเห็นของนายมาครองไม่ใช่เรื่องที่ดีและไม่ขอยอมรับอย่างเด็ดขาด
     
    กฎหมายจำกัดชั่วโมงการทำงานสูงสุดสัปดาห์ละ 35 ชั่วโมง เกิดขึ้นในยุครัฐบาลสังคมนิยมของนายลีโอเนล จอสแปง ฝ่ายที่สนับสนุนกฎหมายนี้อ้างว่า จะช่วยสร้างงานเพราะบีบให้บริษัทต้องจ้างงานคนเพิ่ม ขณะที่ฝ่ายไม่เห็นด้วยมองว่า เป็นกฎหมายที่ไม่ยืดหยุ่น เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานของภาคธุรกิจ และทำให้คนล้นงาน
     
    แรงงานอาร์เจนตินาเปิดฉากประท้วงครั้งที่ 2 หลังรบ.ผิดนัดชำระหนี้พันธบัตร
     
    28 ส.ค. 2014 สหภาพแรงงานในอาร์เจนตินาก็ได้เริ่มต้นประท้วงเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 5 เดือน ด้วยการปิดล้อมทางเข้ากรุงบัวโนสไอเรส และเดินขบวนสู่ใจกลางเมือง หลังจากที่รัฐบาลอาร์เจนตินาผิดนัดชำระหนี้พันธบัตรในเดือนก.ค. ที่ผ่านมา บรรดาพนักงานรถไฟ คนขับรถบรรทุก พนักงานประจำท่าเรือ และพนักงานเสิร์ฟต่างเริ่มหยุดงานในวันนี้ เพื่อประท้วงให้นายแจ้งขึ้นค่าแรง โดยพนักงานในบางรัฐเริ่มต้นประท้วงตั้งแต่เมื่อวานนี้ (27 ส.ค.)
     
    แบงก์ ออฟ อเมริกา ระบุว่า ประธานาธิบดีคริสตินา เฟอร์นานเดซ กำลังเผชิญหน้ากับความไม่พอใจของสาธารณชนที่เพิ่มมากขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจย่ำแย่ลง โดยการผิดนัดชำระหนี้พันธบัตรของรัฐบาลเมื่อเดือนที่แล้วส่งผลให้ยอดขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้น เงินสำรองของธนาคารกลางลดลง และอาจทำให้เกิดวิกฤตการเงิน
     
    นักบินสายการบินในเครือของลุฟท์ฮันซ่ารวมตัวหยุดงานประท้วงปัญหาความขัดแย้งเรื่องค่าแรงและผลประโยชน์จากการเกษียณ
     
    29 ส.ค. 2557 นักบินของสายการบินเยอรมันวิงส์ สายการบินในเครือของลุฟท์ฮันซ่า รวมตัวหยุดงานประท้วงในวันนี้ (29 ส.ค.) ซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่เวลา 06.00-12.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น (11.00-17.00 น. ตามเวลาไทย หลังจากการเจรจาปัญหาความขัดแย้งเรื่องค่าแรงและผลประโยชน์จากการเกษียณอายุก่อนเวลาระหว่างสายการบินกับสหภาพแรงงานล้มเหลว ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้โดยสารราว 15,000 คน และยังส่งผลให้ต้องระงับบริการเที่ยวบินกว่า 100 เที่ยว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเที่ยวบินต่อภายในประเทศจากสนามบินเมืองโคโลญจน์ เมืองสตุทท์การ์ท เมืองดุสเซลดอร์ฟ เมืองดอร์ทมุนด์ เมืองฮันโนเวอร์ เมืองฮัมบูร์ก และกรุงเบอร์ลิน
     
    เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในศูนย์รักษาผู้ติดเชื้ออีโบลาในเซียร์ร่าลีโอน ประท้วงผละงานหลังรัฐบาลไม่ยอมจ่ายเงินเดือน
     
    31 ส.ค. 2014 ที่เซียร์ร่าลีโอน ล่าสุด เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของศูนย์รักษาผู้ติดเชื้ออีโบลา ที่เมืองเคเนม่า ซึ่งเป็นศูนย์หลักประกาศประท้วงผละงาน หลังรัฐบาลรหยุดจ่ายค่าแรงให้กับพยาบาล และเจ้าหน้าที่ฝังศพ ที่จะได้รับประมาณ 50 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ ประมาณ 1,500 บาทต่อสัปดาห์ ซึ่งทำให้ความพยายามเพื่อระงับการระบาดทำได้ยากยิ่งขึ้น
     
    ส่วนที่เซเนกัล ประเทศที่ 5 ของแอฟริกาตะวันตก ที่พบการระบาด รัฐมนตรีสาธารณสุข ออกมายืนยันแล้วว่าผู้ป่วยรายแรกของประเทศ เป็นนักศึกษาชาวกินีที่หลบหนีจากการเฝ้าระวังโรค หลังพี่ชาย น้องสาว และแม่เสียชีวิต จากเชื้ออีโบลา ซึ่งข่าวดังกล่าว สร้างความวิตกและความโกรธแค้นให้กับประชาชนในกรุงดาการ์ ที่เชื้อไวรัสอาจแพร่ไปยังคนท้องถิ่น ตลอดระยะเวลา 3 สัปดาห์ ที่เข้ามาในประเทศ
     
    ส่วนที่กินี เกิดเหตุจลาจลที่ตลาดแห่งหนึ่งในเมืองเอ็นเซเรโกเร่ หลังรัฐบาลประกาศห้ามประชาชนออกนอกเคหสถานเป็นเวลา 24 ชั่วโมง และ พ่นสเปรย์ฆ่าเชื้อ รายงานระบุว่า ชาวบ้านหลายคนกลัวว่าการพ่นสเปรย์ดังกล่าว อาจทำให้ติดเชื้อ ขณะที่บางส่วนตะโกนว่า เชื้ออีโบลาเป็นเรื่องโกหก อย่างไรก็ตาม ในกินีมีจำนวนผู้ป่วยอีโบลารายใหม่ ลดลงอย่างมาก เมื่อเทียบกับไลบีเรียและเซียร์ร่าลีโอน โดยในปัจจุบัน ตามรายงานของ WHO มีผู้ติดเชื้ออีโบลาแล้ว อย่างน้อย 3,000 คน และ เสียชีวิตมากกว่า 1,500 คน
     
    ขณะที่ชาวไลบีเรียในชุมชนแออัดเวสต์พอยต์ ของกรุงมอนโรเวีย ต่างพากันออกมาเฉลิมฉลอง เต้นรำ และโห่ร้องด้วยความยินดี หลังกำลังทหาร และ แนวกั้นรอบชุมชนหายไป ตั้งแต่เช้าวานนี้ โดยรัฐมนตรีข่าวสารไลบีเรีย ระบุว่า การยกเลิกคำสั่งปิดล้อมชุมชนเวสต์พอยต์ ไม่ได้หมายความว่าชุมชนนี้ปลอดเชื้ออีโบลาแล้ว และ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข จะยังทำงานร่วมกับคนในชุมชนต่อไป เพื่อสกัดการระบาดของเชื้ออีโบลา
     
    ทั้งนี้ ชุมชนแออัดเวสต์พอยต์ต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนอาหารและน้ำดื่ม เนื่องจากรัฐบาลประกาศปิดล้อมชุมชนนานเกือบ 2 สัปดาห์ จนสร้างความไม่พอใจให้กับคนในชุมชน และ เกิดการปะทะกับกำลังทหารที่ปิดล้อมจนมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 คน
     
     
    ที่มาข่าวเรียบเรียงจาก
     
    ประชาไท, ครอบครัวข่าว, ASTV ผู้จัดการออนไลน์, สำนักข่าวไทย, กรุงเทพธุรกิจ, ไทยรัฐออนไลน์, เดลินิวส์, สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    สารปรอทเป็นสารพิษจากอุตสาหกรรมตัวหนึ่งที่เป็นอันตราย มันเป็นสารพิษทำลายประสาทที่ส่งผลต่อมนุษย์และสัตว์อื่นๆ ทำให้นักศึกษาจากรัฐเวอร์จิเนีย ทดลองด้วยการอัดเสียงนกร้องเพื่อเปรียบเทียบเสียงของนกที่รับสารพิษและไม่ได้รับสารพิษ เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับผลกระทบที่เกิดกับมนุษย์

    31 ส.ค. 2557 เคลลี่ ฮัลลิงเจอร์ ใช้ไมโครโฟนบันทึกเสียงร้องของนกหลายชนิดตามแนวแม่น้ำเซาธ์ริเวอร์ รัฐเวอร์จิเนีย ในสหรัฐอเมริกา เธอกำลังทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมชั้นในวิทยาลัยและอาจารย์วิชานิเวศวิทยาของเธอ แดน คริสตอล เพื่อค้นคว้าว่าสารปรอทที่ปล่อยออกมาจากโรงงานอุตสาหกรรมส่งผลต่อเสียงของนกหรือไม่

    ฮัลลิงเจอร์อัดเสียงนกไปตามแม่น้ำที่บางจุดก็มีมลภาวะ บางจุดปราศจากมลภาวะ เมื่อเธอนำกลับมาวิเคราะห์เสียงของนกในคอมพิวเตอร์ก็พบว่าเหล่านกกระจิบและนกกระจอกตามแหล่งที่มีมลภาวะร้องเพลงด้วยเสียงที่สั้นลง มีระดับเสียงต่ำลง และฟังดูเรียบๆ

    เป็นที่รู้กันดีว่าสารปรอทเป็นสารพิษที่สามารถทำลายสมองของมนุษย์ได้ อีกทั้งยังมีฤทธิ์ทำให้นกมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจนสังหารลูกของตนเอง แต่จากการวิจัยในครั้งนี้ก็ทำให้พบว่าเสียงนกร้องเปลี่ยนไปด้วย

    สารปรอทจากอุตสาหกรรมมาจากการเผาถ่านหิน มีงานวิจัยเมื่อไม่นานมานี้เปิดเผยว่าสารปรอทในชั้นบรรยากาศมีเพิ่มมากขึ้น 4 เท่า นับตั้งแต่มีการปฏิวัติอุตสาหกรรมของมนุษย์ อีกทั้งจำนวนสารปรอทจำพวกเมธิลเมอร์คิวรี (methyl mercury) ก็มีเพิ่มมากขึ้นในสัตว์

    สารเมธิลเมอร์คิวรีมีผลต่อเด็กในครรภ์ผ่านทางการที่มารดาทานอาหารที่มีสารตกค้างเหล่านี้ สารนี้ส่งผลให้เด็นในครรภ์มีปัญหาด้านการพูด การพัฒนาด้านภาษา ด้านการเรียนรู้ และด้านความจำ ทำให้การศึกษาผลของสารปรอทต่อนกเหล่านี้อาจจะช่วยให้ศึกษาเปรียบเทียบกับผลที่เกิดกับสมองของมนุษย์ได้ด้วย

    ฟิลลิปเป แกรนด์จีน จากนักวิทยาศาสตร์ด้านสาธารณสุขสิ่งแวดล้อมจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเปิดเผยว่า เมธิลเมอร์คิวรีส่งผลต่อระบบการเคลื่อนไหวและการควบคุมการพูดในมนุษย์ ซึ่งอาจจะส่งผลแบบเดียวกันในนก ซึ่งคริสตอลก็เปิดเผยว่านกที่ได้รับสารปรอทดูเหมือนจะมีปัญหาด้านการเรียนรู้เช่นกัน

    นิล บาสุ นักพิษวิทยาสิ่งแวดล้อมจากมหาวิทยาลัยแม็คกิลกล่าวว่า จำนวนนกร้องเพลงทั่วโลกกำลังลดลง ซึ่งสาเหตุน่าจะมาจากสารปรอทและสารเคมีอื่นๆ เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้จำนวนประชากรนกเหล่านี้ลดลง

    เสียงเพลงของนกมีบทบาทต่อวิถีชีวิตของพวกมัน ทั้งเรื่องการปกป้องอาณาเขตและการหาคู่ผสมพันธุ์ นกบางจำพวกเช่นนกกระจิบและนกกระจอกเรียนรู้การร้องเพลงจากพ่อของพวกมันเพื่อฝึกการใช้ความจำ การเลียนแบบ และการพัฒนาสมอง เช่นเดียวกับการฝึกพูดของคน นอกจากนี้นกแต่ละชนิดยังมีจังหวะและความเร็วของเพลงในแบบของตัวเอง นกบางชนิดยังมีระดับเสียงร้องต่างกันตั้งแต่เสียงสูงระดับโซปราโนของนกซีดาร์แว็กซ์วิงค์เล็ก ไปจนถึงเสียงทุ่มต่ำของนกกาเหว่า

    เสียงของนกยังมีระดับสเกลโน้ตที่ต่างกันเช่นนกบางชนิดจะร้องเสียงโน้ตเดียว แต่นกบางชนิดก็มีเสียงเหมือนขลุ่ย อย่างไรก็ตามหูของมนุษย์พบว่าเพลงของนกมีความซับซ้อนเกินไปจนต้องมีการใข้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยถอดเสียงของนก

    นอกจากคริสตอลและฮัลลิงเจอร์แล้วก่อนหน้านี้ก็มีการค้นพบว่านกที่ได้รับสารปนเปื้อนโลหะหนักจะร้องเพลงในช่วงพระอาทิตย์ขึ้นน้อยลงเมื่อเทียบกับนกในที่ที่ไม่ค่อยมีมลภาวะ และในบางแห่งก็มีการร้องเพลงผิดเพี้ยนไป

    จากการศึกษาของฮัลลิงเจอร์พบว่า นกกระจิบและนกกระจอกที่ร้องเพลงเพี้ยนเป็นผลมาจากความผิดปกติของสมองทำให้พวกมันไม่สามารถเรียนรู้เสียงเพลงได้ตามปกติ ซึ่งสอดคล้องกับเรื่องที่สารปรอทเป็นสารพิษทำลายประสาทที่ส่งผลต่อพัฒนาการสมองมนุษย์

    เรื่องนี้ถูกนำไปศึกษาต่อในห้องทดลองกับนกซีบราฟินช์ โดยให้บางส่วนได้รับอาหารที่ปนเปื้อนสารปรอทและอีกส่วนหนึ่งได้รับอาหารที่ไม่มีการปนเปื้อน จากนั้นจึงมีการเปรียบเทียบเสียงร้องระหว่างสองกลุ่มตัวอย่างและมีการเผยแพร่เสียงร้องผ่านทางเว็บไซต์ soundcloud


    เสียงของนกที่ไม่ได้รับสารปนเปื้อน


    เสียงของนกที่ได้รับสารปนเปื้อน


    ผลการทดลองพบว่านกที่ได้รับสารปนเปื้อนจะมีเสียงร้องที่ต่ำกว่าและมีความซับซ้อนน้อยกว่า โดยนกที่ไม่ได้รับสารปนเปื้อนจะร้องเพลงได้ด้วยเสียงสูงระดับ 8 กิโลเฮิรตซ์ ส่วนนกที่ได้รับสารพิษร้องได้สูงสุด 6 กิโลเฮิรตซ์ นกที่กินอาหารมีสารปรอทยาวนานเป็นเวลา 1 ปีจะไม่สามารถบินได้ นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อฮอร์โมนความเครียดทำให้นกมีปฏิกิริยาตอบสนองต่ออันตรายลดลง และยังยับยั้งภูมิต้านทานของนกอีกด้วย

    นอกจากนี้สารปรอทยังส่งผลกระทบที่น่ากลัวอย่างอื่นกับนก เบอร์กิต เบราน์ นักพิษวิทยาสิ่งแวดล้อมจากแคนาดากล่าวว่าตัวอ่อนของนกที่ได้รับสารปรอทจะเกิดมาโดยไม่มีดวงตา มีลักษณะปากแปลกออกไป หรือความผิดปกติอื่น และนกบางชนิด เช่น นกเหยี่ยว และนกกระยาง ก็มีความบอบบางต่อสารปรอทมาก

    "สารปรอทจัดเป็นสารพิษทำลายประสาทที่ส่งผลต่อพฤติกรรมและส่งผลทางกายภาพหลายอย่างต่อสัตว์มีกระดูกสันหลัง และเราก็ยังไม่สามารถทราบได้ว่าผลกระทบเหล่านั้นเกิดขึ้นอย่างไร เราจึงควรใช้ความระมัดระวังมากว่าเราจะจัดการกับสารพิษปนเปื้อนเหล่านี้อย่างไรในสังคม" เดวิด อีเวอร์ส จากศูนย์วิจัยเพื่อตวามหลากหลายทางชีวภาพในรัฐเมน สหรัฐฯ กล่าว

     


    เรียบเรียงจาก

    Heavy metal songs: Contaminated songbirds sing the wrong tunes, Environmental Health News, 28-08-2014
    http://www.environmentalhealthnews.org/ehs/news/2014/aug/wingedwarnings4heavy-metal-songs

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    กอ.รมน.พระนครศรีอยุธยา สร้างเครือข่ายข่าวภาคประชาชน คอยดูแลสอดส่องปัญหาในพื้นที่ชุมชน สร้างความมั่นคงให้กับประเทศชาติ ปลูกจิตสำนึกรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

     
    31 ส.ค. 2557 สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดพระนครศรีอยุธยารายงานว่า พันเอกนราธิปต์ ป้อมป้องกัน หัวหน้ากลุ่มงานข่าว กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมเครือข่ายข่าวภาคประชาชน เพื่อความมั่นคง ปี 2557 โดยมีตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชน จำนวนกว่า 50 คนเข้าร่วม ที่หอประชุมที่ว่าการอำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
     
    พันเอกนราธิปต์ ป้อมป้องกัน หัวหน้ากลุ่มงานข่าว กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า การจัดโครงการฝึกอบรมเครือข่ายข่าวภาคประชาชนในครั้งนี้ เป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจและให้ประชาชนตระหนักถึงภัยคุกคามที่มีผลกระทบต่อความเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ ซึ่งปัจจุบันมีการพัฒนาไปในหลายรูปแบบ ทั้งปัญหายาเสพติด ปัญหาความรุนแรง ปัญหาอาชญากรรมและปัญหาต่างๆ ในสังคม ที่ล้วนแล้วแต่จะส่งผลกระทบต่อความสงบสุขในบ้านเมือง ซึ่งในบางครั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจดูแลไม่ทั่วถึงหรือเข้าถึงได้ล่าช้า ดังนั้น หากมีประชาชนร่วมกันสอดส่องดูแลในพื้นที่ของตนเอง และแจ้งข่าวสารให้กับทางราชการ ก็จะช่วยให้สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที ทำให้เกิดความสงบสุขและเกิดความมั่นคงต่อประเทศชาติได้
     
    ทั้งนี้ ผู้เข้ารับการอบรมจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับงานด้านการข่าวเบื้องต้น ที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่ของของตนเอง การปลูกจิตสำนึกให้มวลชนเครือข่ายข่าว ได้มีความรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ พร้อมทั้งเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมสร้างความรัก สามัคคี ปรองดองสมานฉันท์ เพื่อสร้างความสุขให้กับคนในชาติ
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

     
    31 สิงหาคม 2557 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศแต่งตั้งรายชื่อคณะรัฐมนตรี หลังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แล้ว
     
     
     
     
     
    สำหรับรายชื่อบุคคลที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รวมทั้งประวัติโดยสังเขปมติชนออนไลน์ได้รวบรวมไว้ดังนี้
     
    พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
    รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม 
     
    "บิ๊กป้อม" เกิดเมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2488 อายุ 69 ปี สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเซนต์คาเบรียล โรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 6 ปี 12 โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 17 ปี 21 โรงเรียนเสนาธิการทหารบก สำหรับตำแหน่งสำคัญที่รับราชการ อาทิ ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ร.2 พัน.2 รอ.) ปี 32 เป็นผู้บังคับการกรมทหาราบที่ 12 รักษาพระองค์ (ร.12 รอ.) ปี 39 ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) ในปี 40 ได้รับตำแหน่งรองแม่ทัพภาคที่ 1 ปี 41 เป็นแม่ทัพน้อยที่ 1 ปี 43 และผู้ช่วยเสนาธิการทหารบกฝ่ายยุทธการ (ผช.เสธ.ทบ.ฝยก.) ได้รับตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1 และขึ้นเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก และผู้บัญชาการทหารบก ปี 47 
     
    พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร
    รมช.กลาโหม 
     
    "บิ๊กโด่ง" เกิดเมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2498 อายุ 59 ปี สมรสกับนางวิภาดา สีตบุตร สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเซนต์คาเบรียล โรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 14 โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 25 โรงเรียนเสนาธิการทหารบก หลักสูตรหลักประจำ ชุดที่ 65 เริ่มรับราชการตั้งแต่ปี 21 ผู้บังคับหมวดกองร้อยอาวุธเบา กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ฯ ส่วนตำแหน่งสำคัญ รองผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร.21 รอ.), ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ พ.ศ.2545, รองผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1 รอ.) ปี 47, เสนาธิการกองทัพภาคที่ 1 ปี 49, ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 9 ปี 51, รองแม่ทัพภาคที่ 1 พ.ศ.2552, แม่ทัพภาคที่ 1 พ.ศ.2553, เสนาธิการทหารบก (เสธ.ทบ.) ปี 55, รองผู้บัญชาการทหารบก ปี 56
     
    พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร
    รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ
     
    "บิ๊กเจี๊ยบ" เกิดวันที่ 9 พ.ย. 2496 อายุ 60 ปี สมรสกับนางเพ็ญลักษณ์ ปฏิมาประกร (บุนนาค) จบการศึกษาจากโรงเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 12 (ตท.12) และโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้ารุ่นที่ 23 ตท.12 และ จปร.23 ร่วมรุ่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร เติบโตมาจากกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ทหารเสือราชินี) และหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ จ.ลพบุรี และเคยเป็นผู้บังคับบัญชาหน่วยนี้มาก่อน นอกจากนี้ยังเคยเป็นผู้บังคับบัญชาคนแรกของหน่วยปฏิบัติการเฉพาะกิจ 90 (ฉก.90) 
     
    ดอน ปรมัตถ์วินัย
    รมช.ต่างประเทศ
     
    เกิดวันที่ 25 ม.ค. 2493 อายุ 64 ปี สมรสกับนางนรีรัตน์ ปรมัตถ์วินัย นายดอนจบการศึกษาจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนรับทุน ก.พ.เรียนต่อ
     
    สหรัฐอเมริกา UCLA (ป.ตรีและโท) Fletcher School of Law and Diplomacy, Tufts University (ป.โท) เป็นอดีตข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ และเคยเป็นทูตใหญ่ประจำในหลายประเทศ ก่อนเกษียณอายุราชการในตำแหน่ง เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรแห่งประเทศไทยประจำสหประชาชาติ
     
    วิษณุ เครืองาม
    รองนายกรัฐมนตรี 
     
    เกิดวันที่ 15 ก.ย. 2494 อายุ 63 ปี สมรสกับนางวัชราภรณ์ เครืองาม มีบุตรชาย 1 คน ชื่อนายวิชญะ เครืองาม จบการศึกษาคณะนิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมดีมาก) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจบเนติบัณฑิตไทย สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ระดับปริญญาโท Master of Laws (LL.M.) และปริญญาเอก Doctor of the Science of Law (J.S.D.) จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ประเทศสหรัฐอเมริกาด้วยทุนรัฐบาล เริ่มรับราชการโดยเป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ก่อนจะย้ายไปประจำที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เริ่มงานทางการเมืองในตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อปี พ.ศ.2535 สมัยรัฐบาล พล.อ.สุจินดา คราประยูร และได้เข้าทำงานการเมืองอีกครั้งในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี พ.ศ.2545 โดยรับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีถึง 2 สมัย ต่อมาหลังการรัฐประหาร ปี 49 ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ร่วมร่างรัฐธรรมนูญปี 50 ด้วย
     
    ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล
    รองนายกรัฐมนตรี 
     
    เกิดวันที่ 15 กรกฎาคม 2490 อายุ 67 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาโทบริหารธุรกิจ สาขาธุรกิจระหว่างประเทศ จาก Wharton School มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย เริ่มทำงานที่ธนาคารกสิกรไทย แล้วมารับตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรี เป็น รมช.พาณิชย์ ในรัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน และ พล.อ.สุจินดา คราประยูร จากนั้นดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก่อนมารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลังในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์
     
    ยงยุทธ ยุทธวงศ์
    รองนายกรัฐมนตรี
     
    เกิดเมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2487 อายุ 70 ปี สมรสกับนางอรชุมา ยุทธวงศ์ จบโรงเรียนเซนต์คาเบรียล และเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (มหาวิทยาลัยมหิดลในปัจจุบัน) คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้รับปริญญาตรีเคมี เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง จากมหาวิทยาลัยลอนดอน และปริญญาเอกสาขาอินทรีย์เคมีจากมหาวิทยาลัยออกซ
     
    ฟอร์ด ได้รับรางวัล "นักวิทยาศาสตร์ดีเด่น" และได้รับการยกย่องเป็น "นักวิทยาศาสตร์อาวุโส" เคยเป็น รมว.วิทยาศาสตร์ฯในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ 
     
    ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล
    รมต.สำนักนายกฯ
     
    เกิดวันที่ 26 สิงหาคม 2499 อายุ 58 ปี จบโรงเรียนสาธิต มศว ประสานมิตร จากนั้นจึงติดตามครอบครัวไปศึกษาต่อในต่างประเทศ ณ โรงเรียนเตรียมทหารคิงส์ ประเทศออสเตรเลีย โดยสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีทางวิทยาศาสตร์ และปริญญาโททางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จาก Brigham Young University สหรัฐอเมริกา เริ่มต้นเข้ารับราชการในกองทัพบก ตำแหน่ง อาจารย์ สังกัดส่วนการศึกษา กองวิชากฎหมายและสังคมศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ชั้นยศร้อยเอก จากนั้นได้โอนย้ายมารับราชการ สังกัดกองการต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง ทั้งรองผู้ว่าฯสมุทรสาคร รองผู้ว่าฯปทุมธานี และรองผู้ว่าฯบุรีรัมย์ ต่อมาในเดือนพฤษภาคม 2550 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ระดับ 10 (ชช.) ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านความมั่นคง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และเป็นผู้ว่าฯนครปฐม ในปี 2552 ต่อมาในปี 2553 ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯเชียงใหม่ จนปี 2555 ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย และในปี 2557 คสช.ได้แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
     
    สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ
    รมต.สำนักนายกฯ
     
    อายุ 60 ปี เคยผ่านงานที่สำคัญของหน่วยข่าวกรอง อาทิ ทำงานปฏิบัติการที่ประเทศกัมพูชา ปฏิบัติงานที่ประเทศออสเตรเลีย ผ่านงานด้านการรักษาความปลอดภัย ผ่านงานด้านการต่อต้านการก่อการร้าย ผ่านการปฏิบัติการในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผ่านงานการบริหารในสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) เป็นรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และเป็นผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ
     
    พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา
    รมว.มหาดไทย 
     
    "บิ๊กป๊อก" เกิดเมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2492 สมรสกับนางกุลยา เผ่าจินดา มีบุตร-ธิดา 2 คน ชื่อนายยุทธพงษ์ เผ่าจินดา และ น.ส.วิมลิน เผ่าจินดา จบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนอำนวยศิลป์ พระนคร โรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 10 โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 21 โรงเรียนเสนาธิการทหารบก จบศิลปศาสตรบัณฑิต (รัฐศาสตร์) มหาวิทยาลัยรามคำแหง และรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต (การจัดการสำหรับนักบริหาร) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เป็นนายทหารที่อยู่ในสายงานคุมกำลังรบมาตั้งแต่เริ่มรับราชการใหม่ เคยเป็นผู้บัญชาการกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ทหารเสือราชินี (ผบ.ร.21 รอ.) เป็นผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (ผบ.พล.1 รอ.) ก่อนจะได้เลื่อนเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1 และแม่ทัพภาคที่ 1 ซึ่งในขณะที่ดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1 นั้น ได้เป็นหนึ่งในทหารผู้ก่อการรัฐประหารในประเทศไทย 19 ก.ย. 49 ต่อมาได้รับเลือกให้เป็นผู้บัญชาการทหารบก (คนที่ 36) เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 50 
     
    สุธี มากบุญ
    รมช.มหาดไทย
     
    เกิดเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2493 ปัจจุบันอายุ 64 ปี สมรสกับนางต้องฤดี มากบุญ จบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนอำนวยศิลป์ พระนคร จบรัฐศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) รับราชการครั้งแรกเมื่อปี 17 ในตำแหน่งปลัดอำเภอตรี อ.ศรีธาตุ จ.อุดรธานี และได้รับการบรรจุเป็นนายอำเภอตาลสุม จ.อุบลราชธานี ปี 31 และย้ายสลับระหว่างตำแหน่งนายอำเภอและเป็นผู้อำนวยการกอง จนกระทั่งปี 2539 ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม จากนั้นในปี 40 เป็นรองผู้ว่าฯสกลนคร ลพบุรี นครสวรรค์ มุกดาหาร ตามลำดับ ก่อนที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าฯยโสธร ปี 45 ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯอุบลราชธานี ปี 48 และผู้ว่าฯนครราชสีมา ปี 50 กระทั่งเกษียณอายุราชการในตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในปี 52
     
    พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา
    รมว.ยุติธรรม
     
    "บิ๊กต๊อก" เกิดวันที่ 21 มิ.ย. 2498 สมรสกับนางพจนี คุ้มฉายา จบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนอู่ทอง เป็นโรงเรียนประจำอำเภอ และจบจากโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่น 15 (ตท.15) และโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่น 26 (จปร.26) รุ่นเดียวกับ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ท.ปรีชา จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 3 ศึกษาต่อปริญญาโท หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับราชการตำแหน่งหลักของกองทัพบก ผู้บังคับกองพัน ผู้บังคับการกรม ทั้ง 3 กรม ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ แม่ทัพภาคที่ 1 ก่อนขึ้นสู่ผู้ช่วย ผู้บัญชาการทหารบก เป็น ผบ.หน่วย ฉก.เพชราวุธ เป็นทหารหน่วยแรกนอก ทภ.4 ที่ไปปฏิบัติงาน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่ปี 47 และเป็นนายทหารสายวงศ์เทวัญเพียงคนเดียวที่อยู่ท่ามกลางบูรพาพยัคฆ์
     
    พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว
    รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
     
    "บิ๊กอู๋" เกิดเมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2497 ชาวนครพนม อายุ 59 ปี สมรสกับนางอรัญญา อรัณยกานนท์ มีบุตรชาย 1 คน จบมัธยมโรงเรียนเทเวศร์ศึกษา เป็นนักเรียนโรงเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) รุ่นที่ 29 จบปริญญาโทด้านพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ปริญญาวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยนครพนม เริ่มต้นชีวิตราชการ รอง สวป.สน.ปทุมวัน ย้ายเป็นผู้บังคับหมวดหน่วยปฏิบัติการพิเศษ จ.นครพนม เป็น สวป.เมืองมุกดาหาร สว.สภ.กิ่ง อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร สว.สภ.นิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร, เป็นหัวหน้าแผนก 3 ยุทธการ กก.ตชด.13 จ.กาญจนบุรี, รอง ผกก.อก.ตชด.ภาค 1, รอง ผกก.2 สสน.ตชด., อาจารย์ภาควิชาทหารและทหารฝึก ร.ร.นรต., รอง ผบก.รร.นรต., รอง ผบก.ตชด.ภาค 1, ผบก.สำนักงานแผนงานและงบประมาณ ผบก.จร., ผู้ช่วย ผบช.น., รอง ผบช.น., ผบช.ภ.3, ก่อนลงใต้เป็น ผบช.ภ.9 ทำหน้าที่ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่วนหน้า นำทัพกองกำลังตำรวจในภารกิจดับไฟใต้ กระทั่งเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร.ก็ยังคงอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นปรึกษา (สบ 10), รอง ผบ.ตร. และเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ก่อนเป็น ผบ.ตร.ในเดือน ต.ค. 55 และถูกย้ายไปประจำสำนักนายกฯหลังปฏิวัติ 22 พ.ค. 57
     
    พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ
    รมว.พาณิชย์ 
     
    "บิ๊กนมชง" เกิดวันที่ 5 ส.ค. 2498 อายุ 59 ปี สมรสกับ พล.ต.หญิง อัญรัช สาริกัลยะ จบการศึกษาจากโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่น 12 (ตท.12) และ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่น 23 (จปร.23) รุ่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เติบโตมาจากเหล่า "ทหารช่าง" และถือเป็น "ขุนศึก" ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐกิจ-การเงิน มากที่สุดคนหนึ่งของกองทัพบก ตำแหน่งสำคัญ เจ้ากรมการเงินทหารบก รองปลัดบัญชีทหารบก ผู้ช่วยเสธ.ทบ. ฝ่ายส่งกำลังบำรุง รอง เสธ.ทบ. ก่อนขยับขึ้นพลเอกในตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ แล้วก้าวสู่ตำแหน่งผู้ช่วย ผบ.ทบ.เคยเป็นกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ททบ.5 
     
    อภิรดี ตันตราภรณ์
    รมช.พาณิชย์ 
     
    จบการศึกษาปริญญาโทด้านการค้าระหว่างประเทศ Syracuse University, U.S.A รับราชการในกระทรวงพาณิชย์หลายตำแหน่ง อาทิ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทย ประจำองค์การการค้าโลก ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อธิบดีกรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ประธานบริหาร หัวหน้าคณะเจรจาเขตการค้าเสรีระหว่างประเทศไทยกับประเทศต่างๆ
     
    ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์
    รมว.วิทยาศาสตร์ฯ 
     
    เกิดเมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ.2498 ปัจจุบันอายุ 59 ปี จบปริญญาเอก ด้านนโยบายและการจัดการสาธารณะจาก Wharton School, University of Pennsylvania ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ผ่านมาเคยดำรงตำแหน่งทั้งหน่วยงานของรัฐและระดับมหาวิทยาลัยมากมาย อาทิ ผู้อำนวยการสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ ผู้อำนวยการสถาบันคลังสมองของชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กรรมการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ กรรมการผู้คุณวุฒิในสำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) กรรมการมูลนิธิสิ่งแวดล้อมไทย และที่ปรึกษาอธิการบดีด้านนโยบายและแผน มจธ. โดยถือเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระดับต้นๆ ของประเทศไทย
     
    พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์
    รมว.แรงงาน
     
    "บิ๊กเต่า" เกิดวันที่ 7 กันยายน 2497 อายุ 59 ปี สมรสกับ นางแสงอรุณ กาญจนรัตน์ มีบุตร 2 คน เพื่อนเตรียมทหาร รุ่น 12 (ตท.12) และโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่น 23 (จปร.23) ของ พล.อ.ประยุทธ์ เติบโตมาในสายกิจการพลเรือน โดยเป็นอาจารย์หัวหน้าวิชาการปฏิบัติการจิตวิทยา โรงเรียนกิจการพลเรือน กรมกิจการพลเรือน ทบ. และผ่านตำแหน่งสำคัญๆ ประกอบด้วย เจ้ากรมกิจการพลเรือน ทบ. ผู้ช่วย เสธ.ทบ.ฝ่ายกิจการพลเรือน ทบ. รองเสนาธิการ ทบ. หัวหน้าสำนักงานผู้บัญชาการ ทบ. และรองปลัดกระทรวงกลาโหม ก่อนได้รักษาราชการในตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหมแทน พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ที่ถูกโยกไปเป็นประธานที่ปรึกษากระทรวงกลาโหมตามคำสั่ง คสช. ก่อนจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นปลัดกระทรวงกลาโหมอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 57
     
    พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง
    รมว.คมนาคม
     
    "บิ๊กจิน" เกิดวันที่ 7 มีนาคม 2497 อายุ 60 ปี สมรสกับ นางจินตนา จั่นตอง มีบุตร 2 คน จบโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่น 13 (ตท.13), โรงเรียนนายเรืออากาศ รุ่นที่ 20 (นรอ.20), วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 48 (วปรอ.48) และสำเร็จการศึกษาระดับดุษฎีบัณฑิต จากสถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เคยผ่านตำแหน่งสำคัญๆ มากมาย เช่น ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผน กรมยุทธการ ทอ. ผู้บังคับการกองบิน 1 กองพลบินที่ 2 กองบัญชาการยุทธทางอากาศ ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารอากาศไทยประจำกรุงบอนน์ รักษาการผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารอากาศไทยประจำกรุงปารีส รักษาการผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารอากาศไทยประจำกรุงโรม เจ้ากรมข่าวทหารอากาศ เจ้ากรมยุทธการทหารอากาศ ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งเสนาธิการ ทอ. ในปี 2552 ก่อนจะขยับขึ้นนั่งงเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการ ทอ. ในปี 2554 และรับตำแหน่งผู้บัญชาการ ทอ.ในปี 2555
     
    อาคม เติมพิทยาไพสิฐ
    รมช.คมนาคม
     
    เกิดเมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2499 ปัจจุบันอายุ 58 ปี จบเศรษฐศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต Williams College, USA ปี 39-42 เป็นผู้อำนวยการกองวิเคราะห์และประมาณการเศรษฐกิจ ปี 42-43 เป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 9 ชช. (ผู้เชี่ยวชาญ) ปี 43-46 เป็นผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปี 46-47 เป็นที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงาน ปี 47-53 เป็นรองเลขาฯสศช. และปี 53-ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งเลขาฯสศช. ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และลาออกเพื่อมารับตำแหน่งรัฐมนตรี 
     
    พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย
    รมว.ศึกษาธิการ 
     
    "บิ๊กเข้" เกิดวันที่ 7 ตุลาคม 2496 อายุ 60 ปี "บิ๊กเข้" จบเตรียมทหารรุ่น 13 (ตท.13) โรงเรียนนายเรือรุ่นที่ 20 หัวหน้านักเรียน เหล่าพรรคนาวิน ผ่านตำแหน่งที่สำคัญประกอบด้วย ผู้บังคับการเรือ ร.ล.คีรีรัฐ ร.ล.ปราบปรปักษ์ ร.ล.ตาปี และผู้บังคับเรือหลวงนาคา จากนั้นเป็นหัวหน้าแยกประเภท กองกำลังพล กรมกำลังพล ทร. และรักษาการ ผบ.รล.วิทยาคม จากนั้นมาเป็นอาจารย์ที่สถาบันวิชาการทหารเรือชั้นสูง (สรส.) ก่อนกลับไปเป็นรอง ผอ.กกฝ. กรมยุทธการ ทร. และเป็น ผอ.กองยุทธการ กรมยุทธการทหารเรือ ต่อมาได้เป็นผู้ช่วยทูตทหารเรือไทย ประจำกรุงโรม อิตาลี ก่อนกลับมาเป็น รองเสนาธิการ สรส. แล้วก้าวเป็นรองเจ้ากรมยุทธการทหารเรือ ต่อด้วยผู้ช่วยเจ้ากรมยุทธการทหาร บก.กองทัพไทย จากนั้นข้ามมาเป็นเสนาธิการกองเรือภาค 2 กองเรือยุทธการ แล้วกลับมาเป็นเจ้ากรมยุทธการ ทร. แล้วขึ้นเป็น ผช.เสธ.ทร.ฝ่ายยุทธการ เป็นรอง เสธ.ทร. เป็นพลเรือเอก ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ จนปี 2555 ได้ขึ้นเป็นรอง ผบ.ทร. และเป็น ผบ.ทร.ในปี 2556
     
    พล.ท.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์
    รมช.ศึกษาธิการ 
     
    "บิ๊กน้อย" อายุ 59 ปี สำหรับตำแหน่งสำคัญที่รับราชการที่สำคัญ อาทิ ผบ.กองพลทหารราบที่ 4 (พล.ร.4) เป็นรองแม่ทัพภาคที่ 3 และเป็นแม่ทัพน้อยภาคที่ 3 (พล.ท.) ข้ามมาเป็นผู้ช่วยเสนาธิการทหารบก ฝ่ายกิจการพลเรือน (ผช.เสธ.ทบ.ฝกร.) และขยับรองเสนาธิการทหารบก (รอง เสธ.ทบ.) และได้เป็นรองหัวหน้าฝ่ายสังคมจิตวิทยา คสช.
     
    ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร
    รมช.ศึกษาฯ 
     
    เกิดวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ.2489 ปัจจุบันอายุ 67 ปี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี B.Sc.First Class Hons. Electrical Engineering (เกียรตินิยมอันดับ 1) ในปี พ.ศ. 2511 และปริญญาเอกด้านวัสดุวิศวกรรมไฟฟ้า แขนงวิศวกรรมไมโครเวฟ จากมหาวิทยาลัยกลาสโกว์ สหราชอาณาจักร เริ่มรับราชการที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และได้เป็นอธิการบดี มจธ.และได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ในปี 2549 จนเกษียณอายุราชการ ปัจจุบันยังทำงานในแวดวงการศึกษา อาทิ เป็นรองประธานคณะกรรมการสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน (สสค.) เป็นต้น 
     
    พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ
    รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
     
    "บิ๊กหนุ่ย" เกิดวันที่ 8 กันยายน 2496 อายุ 60 ปี สมรสกับ พ.อ.หญิง สุพัตรา รัตนสุวรรณ ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก เริ่มต้นชีวิตราชการทหารครั้งแรกกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) ต่อมาปี พ.ศ.2530 ได้เป็นราชองครักษ์เวร จากนั้นได้เป็นฐานะผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (ผบ.พล.1 รอ.) ซึ่งมีอำนาจในการควบคุมกำลังรบหลักของกรุงเทพฯ ก่อนขึ้นดำรงตำแหน่งรองแม่ทัพภาค 1 จากนั้นในปีถัดมาจะได้เป็นผู้ช่วยเสนาธิการ ทบ.ฝ่ายยุทธการ และได้เลื่อนขึ้นมาเป็นรองเสนาธิการ ทบ. และเสนาธิการ ทบ. นอกจากนี้ เมื่อครั้งรัฐประหารปี 2549 พล.อ.ดาว์พงษ์ยังได้รับแต่งตั้งให้เป็น สนช. และนั่งเป็นเลขาธิการ กอ.รมน. และผู้ช่วยเลขานุการ ศอฉ.เมื่อครั้งการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ปี 2553 ด้วย
     
    นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน
    รมว.สาธารณสุข
     
    เกิดวันที่ 13 สิงหาคม 2493 ปัจจุบันอายุ 64 ปี เคยเป็นอนุกรรมการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการควบคุมอันตรายในการใช้ยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สธ. ระหว่างปี พ.ศ.2538-2542 ประธานวิชาการ ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย กรรมการบริหารราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย ประธานวิชาการ สมาคมต่อมไร้ท่อแห่งประเทศไทย นอกจากนี้ยังได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และลาออกจากตำแหน่ง โดยปัจจุบันดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลและประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.)
     
    นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศม์
    รมช.สาธารณสุข
     
    เกิดวันที่ 28 กรกฎาคม 2496 อายุ 61 ปี จบการศึกษาปริญญาโทด้านสาธารณสุขศาสตร์ จาก Royal Tropical Institute,Amsterdam ประเทศเนเธอร์แลนด์ ก็เข้ารับราชการเมื่อปี 2526 ได้รับตำแหน่งต่างๆ ตั้งแต่ผู้อำนวยการโรงพยาบาล หัวหน้าสำนักประสานงานวิชาการและพัฒนากำลังคน ด้านสาธารณสุข ผอ.สำนักนโยบายและแผนสาธารณสุข เคยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยปลัดกระทรวง สธ.ในปี พ.ศ.2543 จนถึงปี พ.ศ.2544 มีผลงานทั้งที่เป็นตำราและงานวิจัยมากมาย นอกจากนี้ยังเป็นผู้ริเริ่มการศึกษาและพัฒนาระบบบริการด้านโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศ ที่มี นพ.ประเวศ วะสี เป็นประธาน มีคณะกรรมการ 27 คน ภายหลังมีการสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในปี 2553 ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.)
     
    กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร
    รมว.กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา 
     
    เกิดวันที่ 19 กันยายน 2503 อายุ 54 ปี สมรสกับ พล.ต.ต.ชนสิษฎ์ วัฒนวรางกูร จบการศึกษาโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ปริญญาตรี ด้านสถาปัตยกรรมจาก Rhode Island School of Design ประเทศสหรัฐอเมริกา (Bachelor Degree in Architecture) และหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง (วตท.5) สถาบันวิทยาลัยการตลาดทุน เริ่มทำงานในปี 2529 เป็นผู้จัดการแผนกโฆษณา ปี 2555 เป็นผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และเป็นประธานกรรมการบริหารบริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด และในปี 2557 ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก่อนที่จะลาออกมารับตำแหน่ง
     
    สมหมาย ภาษี
    รมว.คลัง 
     
    เกิดวันที่ 26 มิถุนายน 2487 ปัจจุบันอายุ 70 ปี สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีเศรษฐศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมดี) ในปี 2510 และปริญญาโทสาขาเดียวกัน ในปี 2513 จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศึกษาระดับปริญญาโทด้านการวางแผนและพัฒนา ที่มหาวิทยาลัยวานเดอบิลต์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เคยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการ รมว.คลัง (นายสมหมาย ฮุนตระกูล) และเข้ารับราชการในกระทรวงการคลัง อยู่ในตำแหน่งสูงสุดคือรองปลัดกระทรวงการคลังจนเกษียณอายุราชการ ได้รับแต่งตั้งเป็น รมช.คลัง ในรัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แต่ต้องพ้นจากตำแหน่งตามกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 182(3) เนื่องจากศาลอาญาพิพากษาเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2550 ตัดสินจำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา จากกรณีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการสั่งพักงาน นายทัศพงษ์ วิชชุประภา ผู้บริหารบริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด เมื่อปี พ.ศ.2547 แต่ได้อุทธรณ์ในคดีดังกล่าว และชนะคดีในชั้นศาลอุทธรณ์
     
    ณรงค์ชัย อัครเศรณี
    รมว.พลังงาน 
     
    เกิดวันที่ 3 กรกฎาคม 2488 ปัจจุบันอายุ 69 ปี สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาเอก ด้านเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา มีส่วนร่วมในการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของไทย ปี พ.ศ.2549 ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และในปี พ.ศ.2557 ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นครั้งที่สอง
     
    พรชัย รุจิประภา
    รมว.เทคโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
     
    จบการศึกษาปริญญาเอก Ph.D. (Regional Economics) University of Pennsylvania, U.S.A. เคยทำงานเกี่ยวข้องกับด้านพลังงานเป็นหลัก อาทิ กรรมการอิสระและประธานกรรมการตรวจสอบ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และกรรมการ ประธานกรรมการ และประธานคณะกรรมการลงทุนของบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน ประธานกรรมการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เป็นต้น 
     
    ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยธุยา
    รมว.เกษตรและสหกรณ์ 
     
    เกิดวันที่ 22 มกราคม 2490 ปัจจุบันอายุ 67 ปี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท MPA. California State University วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 33 ทำงานภาครัฐหลายหน่วยงาน อาทิ วิทยากร กองศึกษาภาวะเศรษฐกิจ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ผู้อำนวยการกองจัดการปฏิรูปที่ดิน สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กระทั่งขึ้นเป็นปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อปี 2541 เป็นผู้อำนวยการสำนักงานการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน (องค์การมหาชน) และข้ามมาเป็นปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
     
    จักรมณฑ์ ผาสุกวณิช
    รมว.อุตสาหกรรม
     
    เกิดวันที่ 15 กุมภาพัน์ 2491 ปัจจุบันอายุ 66 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาโท เศรษฐศาสตร์ California State University in Northridge, U.S.A. เข้าเรียนหลักสูตรนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12 หลักสูตรป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 39 วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รับราชการหลายหน่วยงานรัฐ ได้แก่ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) กรรมการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม  และประธานกรรมการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย
     
     
    วีระ โรจน์พจนรัตน์
    รมว.วัฒนธรรม
     
    เกิดวันที่ 11 มีนาคม 2495 อายุ 63 ปี จบการศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประวัติการทำงาน เคยดำรงตำแหน่งอดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม พ.ศ.2549-กันยายน 2553 รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม พ.ศ.2546-2549 รองอธิบดีกรมศิลปากร พ.ศ.2542-2546 เลขานุการกรมศิลปากร พ.ศ.2536-2542 ปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมสภามหาวิทยาลัยพะเยา ด้านสังคมได้รับเลือกเป็นบุคคลดีเด่นที่สนับสนุนงานด้านคนพิการ ประจำปี พ.ศ.2547 จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้รับรางวัลสถาปนิกดีเด่นด้านสังคมและวัฒนธรรม จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ปี 2551 เครื่องราชอิสริยาภรณ์ มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) ปี 2551
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

     

    หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ พบกับ ‘คำ ผกา’ และพิธีกรรับเชิญ ‘มนทกานติ รังสิพราหมณกุล’ บรรณาธิการบริหาร นิตยสารมาดามฟิกาโร ชวนกันสนทนาเรื่องแฟชั่น และนัยยะจากแฟชั่นที่สะท้อนภาพความเปลี่ยนแปลง และการกลืนกลายเข้าหากันของวัฒนธรรมของกลุ่มคนคนแต่ละชนชั้นในสังคม ผ่านแฟชั่นเครื่องแต่งกายภายใต้สินค้าแบรนด์เนม

    ข้อสังเกตสำหรับผู้ที่อยู่ในแวดวงแฟชั่น คือ ในปีนี้มีการจัดแสดงแบบโดยนำรองเท้าแตะแบบคีบมาเข้าคู่กับชุดหรูให้นายแบบและนางแบบสวมใส่เดินบนแคทวอล์คในงานแฟชั่นโชว์ระดับนานาชาติ รวมถึงการนำรองเท้าผ้าใบสไตล์กีฬามาจับคู่กับชุดต่างๆ เพื่อกำหนดเทรนด์ของแฟชั่นฤดูหนาวปลายปีนี้ สิ่งที่น่าสนใจคือ รองเท้าแตะและรองเท้าผ้าใบ ซึ่งปรกติจะไม่ถูกนำเข้าชุดกับเครื่องแต่งกายหรูหรา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นของแฟชั่นปีนี้ เป็นการนำเครื่องแต่งกายที่อยู่คนละลำดับชั้นทางสังคมมาเข้าคู่กัน  สะท้อนวิธีคิดและการกลืนกลายเข้าหากันมากขึ้นของคนชนชั้นสูง ชนชั้นกลาง และชนชั้นล่าง ผ่านการออกแบบเครื่องแต่งกายที่เดิมเคยเป็นตัวบ่งชี้ระดับชั้นของคนในสังคม

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    บรูซ ไรเนอร์ หนึ่งในผู้ร่วมรักษาคนทำงานด้านมนุษยธรรม 2 คนที่ได้รับเชื้ออีโบลาจากแอฟริกาเปิดเผยว่า ไม่ใช่อิทธิปาฏิหาริย์หรือวัคซีนมหัศจรรย์ใดๆ ที่ช่วยฟื้นฟูคนไข้ทั้ง 2 คน แต่เป็นเรื่องการดูแลประคับประคองคนไข้อย่างจริงจัง ระบบจัดการความสะอาดที่ดีและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดแคลนในประเทศที่อีโบลาแพร่ระบาดหนัก

    30 ส.ค. 2557 ก่อนหน้านี้เมื่อราวสองสัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวของคนทำงานให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมชาวอเมริกัน 2 คนคือเคนท์ แบรนท์ลีย์ และแนนซี ไรท์โบล ติดเชื้ออีโบลาขณะทำงานในประเทศแถบแอฟริกาตะวันตกก่อนที่ต่อมาได้ออกจากโรงพยาบาลเนื่องจาก "ได้รับการฟื้นฟูแล้ว" จากความช่วยเหลือของหน่วยงานโรคติดต่อโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเอมอรี ในรัฐแอตแลนตา

    แม้ว่าก่อนหน้านี้คนไข้ทั้งสองคนจะถูกอ้างผ่านสื่อหลายแห่งว่าพวกเขาได้ "ขอบคุณพระเจ้า" ที่ช่วยให้พวกเขารอดชีวิตจนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ ทางเว็บไซต์ Scientific American สัมภาษณ์บรูซ ไรเนอร์ ผู้อำนวยการหน่วยงานโรคติดต่อโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเอมอรี เพื่อสอบถามว่าชาวอเมริกัน 2 คน หายจากโรคได้อย่างไร และจะมีวิธีการนำมาใช้กับผู้ป่วยรายอื่นๆ ได้อย่างไร

    ไรเนอร์ เปิดเผยในบทสัมภาษณ์ว่าผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาจนฟื้นฟูจากการติดเชื้อไวรัสอีโบลา ร่างกายพวกเขาจะพัฒนาจนมีภูมิคุ้มกันต่อต้านไวรัสในสายพันธุ์ที่พวกเขาติดเชื้ออย่างเข้มแข็ง ทำให้แบรนท์ลีย์และไรท์โบลมีโอกาสน้อยมากในการติดเชื้ออีโบลาสายพันธุ์เดิมอีก อย่างไรก็ตามเชื้ออีโบลามีอยู่ 5 สายพันธุ์ การมีภูมิคุ้มกันข้ามสายพันธุ์นั้นไม่เข้มแข็งเท่าใด โดยพวกเขายังอยู่ในช่วงศึกษาแบรนท์ลีย์และไรท์โบลอยู่

    เมื่อถามว่าทางโรงพยาบาลเอมอรีได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการดูแลคนไข้ทั้ง 2 คน ที่จะสามารถนำไปใช้ได้กับคนไข้ในแอฟริกาตะวันตก ไรเนอร์ตอบว่าประเทศแถบแอฟริกาตะวันตกยังคงขาดแคลนเครื่องมือหลายอย่าง เช่น เครื่องมือตรวจวัดเซลล์เม็ดเลือดที่เป็นเครื่องมือที่ใช้เป็นมาตรฐานในการตรวจคนไข้ในโรงพยาบาลของพวกเขา เครื่องมือตรวจวัดทางการแพทย์สำคัญต่อคนไข้ที่ติดเชื้ออีโบลาเนื่องจากพวกเขาจะมีภาวะอิเล็กโทรไลต์ในร่างกายผิดปกติเนื่องจากการสูญเสียน้ำในร่างกาย ทำให้ต้องคอยตรวจเช็กร่างกายคนไข้อยู่เสมอ

    ไรเนอร์เปิดเผยอีกว่าคนไข้ชาวตะวันตกทั้ง 2 คนมีอาการบวมน้ำ คือการที่มีของเหลวจำนวนมากอยู่ในเนื้อเยื่อของพวกเขา โรคจากไวรัสอีโบลาจะสร้างความเสียหายต่อตับ ทำให้ตับไม่สามารถผลิตโปรตีนได้มากเท่าเดิม ทำให้โปรตีนในเลือดมีน้อยมากและมีของเหลวรั่วไหลออกไปยังเนื้อเยื่อ ทำให้พวกเขาเรียนรู้อย่างหนึ่งว่าควรให้ความสนใจในเรื่องการขาดโปรตีนและเสริมโปรตีนให้กับคนไข้

    ไรเนอร์กล่าวถึงเรื่องการขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์ว่า ประเทศที่พัฒนาแล้วควรให้ความช่วยเหลือในด้านเครื่องมือรักษาคนไข้และช่วยเหลือด้านการพัฒนาเครื่องมือเหล่านี้ ซึ่งไรเนอร์คาดว่าภายในอีก 5 ปี ข้างหน้าพวกเขาจะมีเครื่องมือทางการแพทย์ไว้ใช้

    ขณะเดียวกันไรเนอร์เปิดเผยอีกว่าพวกเขากำลังทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐหลายหน่วยงานรวมถึงกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ เพื่อนำเสนอสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการรักษาผู้ป่วยและเป็นคู่มือแนวทางเพื่อแจกจ่ายต่อประเทศอื่นๆ เนื่องจากนั่นเป็นเป้าหมายของคณะทำงานในเอมอรี

    ในบทสัมภาษณ์ไรเนอร์บอกว่ากรณีคนทำงานด้านสุขภาวะทั้ง 2 คนเหมือนกับกรณีที่คนไข้ถูกส่งต่อไปให้แพทย์คนอื่น เนื่องจากพวกเขาไม่มีเครื่องมือที่สามารถตรวจวัดได้

    ในเรื่องที่องค์การอนามัยโลกเคยกล่าวว่าผู้ป่วยอาจจะกลับมาติดเชื้อได้ในอีกหลายเดือนถัดมาหลังจากฟื้นตัวแล้ว ไรเนอร์กล่าวขยายความในเรื่องนี้ว่า แม้ผู้ป่วยหลายคนจะฟื้นตัวจากการติดเชื้อไวรัสอีโบลาแล้ว เชื้อก็อาจจะยังคงปล่อยส่วนที่เป็นสารนิวเคลียร์พันธุกรรม (nuclear material) ที่ช่วยแพร่กระจายไวรัสไว้ตามของเหลวพวกน้ำอสุจิหรือน้ำจากช่องคลอดของสตรี รวมถึงอาจจะอยู่ในปัสสาวะด้วย ซึ่งไรเนอร์แนะนำว่าผู้ที่ได้รับการฟื้นฟูไม่ควรมีเพศสัมพันธ์โดยไม่มีการป้องกันภายใน 3 เดือนหลังจากนั้น

    เกี่ยวกับขั้นตอนการดูแลรักษาคนทำงานด้านสุขภาวะทั้ง 2 คน ไรเนอร์เปิดเผยว่าพวกเขาใช้พยาบาล 21 คน และแพทย์ 5 คน รวมถึงมีคนช่วยเหลืออีกจำนวนมากที่คอยดูแลเครื่องมือที่ต้องทำการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนสูงทุกครั้งหลังนำออกจากห้องที่ดูแลผู้ป่วย รวมถึงต้องจ้างวานบริษัทที่เชื่อถือได้ในการจัดการกับของเหลือทิ้งทางการแพทย์ให้แน่ใจว่าไม่มีเชื้ออีโบลาเหลืออยู่ในนั้นแล้ว

    ในบทสัมภาษณ์ถามว่ามีการนำเลือดของคนไข้ที่ได้รับการฟื้นฟูแล้วมาใช้กับแบรนท์ลีย์ ซึ่งวิธีการนี้มีบทบาทอย่างไรบ้าง แต่ไรเนอร์บอกว่าวิธีการนี้ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่ามีส่วนทำให้คนไข้ฟื้นฟูอาการได้หรือไม่ และวิธีการนี้ก็ไม่ใช่การรักษาที่เป็นมาตรฐานในสหรัฐอเมริกา

    ในแง่การตรวจวินิจฉัยโรค ไรเนอร์เปิดเผยว่าในสหรัฐฯ จะใช้วิธีการหลักๆ ที่เรียกว่า "ปฏิกิริยาลูกโซ่โพลีเมอเรส" (Polymerase chain reaction) คือการนำเลือดของผู้ป่วยใส่ลงในเครื่องตรวจเพื่อหาว่ามีสารนิวเคลียร์พันธุกรรมจากเชื้ออีโบลาอยู่ด้วยหรือไม่ ซึ่งศูนย์ควบคุมโรคของสหรัฐฯ (CDC) มักจะใช้วิธีการนี้กับผู้ที่เดินทางมาจากประเทศซึ่งเสี่ยงต่อการแพร่ระบาด นอกจากนี้ยังมีการตั้งห้องทดลองของ CDC ทั้งในประเทศและตามที่ต่างๆ ในแอฟริกาตะวันตก ซึ่งเรื่องนี้ไรเนอร์บอกว่าเป็นวิธีการที่ไม่ยากนัก

    ไรเนอร์ชี้อีกว่าโรคจากเชื้อไวรัสอีโบลาไม่มีการรักษาให้หายได้ ผู้รอดชีวิตต้องอาศัยการดูแลประคับประคอง ด้วยการเสริมของเหลวและอิเล็กโทรไลต์ที่คนไข้สูญเสียไป การเติมเกล็ดเลือดในกรณีที่มีเกล็ดเลือดต่ำหรือมีเลือดออก การให้โปรตีนเสริมซึ่งคนไข้บางรายจะขาดโปรตีน ในประเทศพัฒนาแล้วมีเครื่องมือในการประคับประคองเหล่านี้มากกว่าในแอฟริกาตะวันตก

    นอกจากนี้ยีงมีกรณีของยาที่ชื่อ ZMapp ซึ่งเป็นยาที่ยังอยู่ในขั้นทดลองซึ่งมีการพยายามนำมาใช้รักษาโรคจากเชื้ออีโบลา แต่ก็ยังมีคนเสียชีวิตหลังจากได้รับยานี้อยู่ ไรเนอร์กล่าวว่ายาในขั้นทดลองนี้ยังบอกไม่ได้ว่านำมาใช้ได้จริงหรือไม่ ตัวยาอาจจะส่งผลดีแต่อาการคนไข้อยู่ในระยะที่เกินกว่ายาจะช่วยเหลือได้ หรือตัวยาเองอาจจะยังไม่ได้ผล ซึ่งเรื่องนี้ต้องใช้อย่างระมัดระวัง

    "ในอดีต ผู้คนคิดว่าพวกเขาต้องการอะไรสักอย่างเพื่อการ 'รักษาให้หาย' แต่กลายเป็นว่าตัวที่จะช่วยรักษาพวกนั้นกลับลดความสามารถในการรอดชีวิตของคนไข้เสียเอง เราควรเน้นในเรื่องการดูแลผู้ป่วยอย่างละเอียดถี่ถ้วนจริงจังและความสามารถในการจัดการความผิดปกติจากกระบวนการภายในร่างกายแทนที่จะใช้วัคซีนมหัศจรรย์หรือของที่อาจจะเพิ่มหรือลดอัตราการอยู่รอดก็ได้" ไรเนอร์กล่าว

    เมื่อถามว่ามีการพยายามทดลองทางการแพทย์อื่นๆ นอกเหนือจากยา ZMapp ในประเทศอื่นนอกจากสหรัฐฯ พวกเขามีการแลกเปลี่ยนข้อมูลหรือมีผู้คอยดูแลควบคุมในเรื่องนี้อย่างไร ไรเนอร์ตอบว่าเขาไม่ทราบว่าจะมีองค์กรหรือหน่วยงานจำเพาะหน่วยงานใดที่จะทำหน้าที่ประสานงานในจุดนี้ แต่ก็คาดเดาว่าผู้ผลิตและค้นคว้าเรื่องยาคงทราบดีว่ากลุ่มอื่นๆ ทำอะไรอยู่และมีการเปรียบเทียบกับการค้นคว้าของตนเองเพราะรู้สึกว่ามันจะเป็นประโยชน์ถ้าพวกเขาทำงานร่วมกัน

    คณะกรรมการฝ่ายจรรยาบรรณขององค์การอนามัยโลกเคยกล่าวไว้ว่าการให้ยาทดลองเพื่อรักษาผู้ป่วยอีโบลาเป็นเรื่องในเชิงจรรยาบรรณแต่ก็ไม่มีการระบุชี้ชัดว่าคนกลุ่มไหนควรได้รับยาก่อนกันหรือควรมีการแจกจ่ายวัคซีนในลักษณะใด ในแง่นี้ไรเนอร์กล่าวว่าจริงอยู่ที่ควรคำนึงถึงหลักจรรยาบรรณแต่ก็ต้องมีความระมัดระวังสูง เนื่องจากเรายังไม่ทราบชัดเจนว่ายาชนิดใดใช้ได้ผลจริง และอาจจะเป็นประโยชน์มากกว่าในการที่ยังไม่แจกจ่ายยาออกไป

    สิ่งที่ทางคณะทำงานของไรเนอร์ได้เรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับอีโบลาอีกเรื่องหนึ่งคือ ประชาชนยังมีความรู้เรื่องเกี่ยวกับเชื้อไวรัสอีโบลาอยู่น้อยและมีความกังวลต่อเรื่องที่คนไข้จะถูกส่งตัวออกนอกแอฟริกาไปรักษาในประเทศอื่นๆ เนื่องจากคิดว่าโรคนี้มีความร้ายแรงสูงมากดูจากอัตราการเสียชีวิต แต่ในความเป็นจริงแล้วไรเนอร์กล่าวว่าอัตราการเสียชีวิตสูงเกิดขึ้นในประเทศที่กำลังพัฒนาและมีการระบาดของโรคเนื่องจากทรัพยากรทางการแพทย์ไม่เพียงพอ

    "พวกเรารู้สึกอยู่เสมอว่าโอกาสการอยู่รอดของคนไข้จะเพิ่มขึ้นมากเมื่อได้รับการดูแลอาการในประเทศที่พัฒนาแล้ว" ไรเนอร์กล่าว

    นอกจากนี้ในบทสัมภาษณ์ยังระบุอีกว่าผู้ติดเชื้ออีโบลาที่อยู่ในประเทศพัฒนาแล้วมีการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นน้อยมาก โดยคณะทำงาน 26 คน ของพวกเขาไม่มีใครได้รับเชื้อจากการรักษาคนไข้เลย

    ไรเนอร์กล่าวถึงการป้องกันการติดต่อจากการรักษาว่า พวกเขาไม่จำเป็นต้องสวมเครื่องป้องกันมากเท่าคณะทำงานในแอฟริกาซึ่งต้องสวมเครื่องป้องกันทั้วตัว พวกเขาแค่ป้องกันไม่ให้เลือดหรือของเสียจากร่างกายผู้ป่วยถูกตัวพวกเขา ซึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณของของเหลวด้วย

    "พวกเราสามารถจัดการให้มีโอกาสติดต่อของเชื้อน้อยมาก ไม่ใช่ว่าพวกเรานำเชื้อโรคเข้ามาในฝั่งอเมริกา" ไรเนอร์กล่าว

     

    เรียบเรียงจาก

    Ebola Doctor Reveals How Infected Americans Were Cured, Scientific American, 27-08-2014
    http://www.scientificamerican.com/article/ebola-doctor-reveals-how-infected-americans-were-cured/

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    1 ก.ย.2557 ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ทนายจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน แจ้งว่า สายวันนี้ศาลอาญารัชดา ได้พิพากษาคดีของนายเฉลียว (ขอสงวนนามสกุล) ผู้ต้องขังวัย 50 กว่าปี อาชีพช่างตัดเสื้อในคดีความผิดตามมาตรา 112 จากกรณีอัปโหลดคลิปดีเจรายหนึ่งสู่ระบบอินเทอร์เน็ต โดยลงโทษจำคุกและให้รอลงอาญา

    ทนายระบุว่า ผู้ต้องหารายนี้รับสารภาพตั้งแต่ชั้นสอบสวน วันนี้เป็นวันฝากขังครบ 7 ผลัด (84 วัน) ผู้ต้องขังถูกนำตัวเข้าฟังคำพิพากษาในห้องเวรชี้ซึ่งบุคคลอื่นไม่สามารถเข้าไปได้ ทำให้ยังไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนโทษจำคุก ทราบเพียงว่าโทษดังกล่าวได้รับการรอลงอาญา และจะได้รับการปล่อยตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในช่วงเย็นวันนี้

    ศูนย์ข้อมูลกฎหมายและคดีเสรีภาพโดยไอลอว์ รายงานเพิ่มเติมว่า เฉลียวได้รับการปล่อยตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในช่วงค่ำ พร้อมญาติมิตรที่รอรับราว 20 คน โดยเฉลียวระบุว่าศาลพิพากษาจำคุก 3 ปี เนื่องจากรับสารภาพจึงได้รับการลดหย่อนโทษลงกึ่งหนึ่ง เหลือ 1 ปีครึ่งและศาลให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี 

    ทั้งนี้ เฉลียว อายุ 50 กว่าปี มีอาชีพเป็นช่างตัดกางเกง เขาเป็นหนึ่งในชาวบ้านธรรมดาที่มีรายชื่อปรากฏในคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 44/2557 ให้เข้ารายงานตัวในวันที่ 3 มิ.ย. เขาถูกคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ทหาร 7 วัน ระหว่างควบคุมตัวเขาถูกสอบสวนหลายครั้ง ครั้งละหลายชั่วโมง ในขณะที่คนอื่นๆ ที่ถูกเรียกรายงานตัวในคำสั่งฉบับเดียวกันนั้นถูกสอบ 1-2 ครั้ง และเขายังถูกนำเข้าเครื่องจับเท็จหลายครั้งด้วย นอกจากนี้ยังมีการนำกำลังเจ้าหน้าที่ทหารบุกตรวจค้นบ้านซึ่งเป็นห้องแถวที่ทำเป็นร้านตัดเย็บผ้าย่านสะพานซังฮี้ ยึดคอมพิวเตอร์ เครื่องมือสื่อสาร

    ทหารกล่าวหาว่าเขาอาจจะเป็น “ดีเจบรรพต” แต่เขายืนกรานปฏิเสธ

    ต่อมาวันที่ 9 มิ.ย.2557 หลังถูกควบคุมตัวในค่ายทหารครบ 7 วัน เฉลียวถูกนำตัวไปที่กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) เพื่อตั้งข้อหามาตรา 112 จากการอัปโหลดคลิปเสียงของดีเจบรรพตไว้ใน 4Share ซึ่งเฉลียวให้การรับสารภาพ อย่างไรก็ตาม พนักงานสอบสวนอนุญาตให้กลับบ้านได้ในคืนนั้น โดยนัดหมายให้ไปพบกันที่ศาลอาญาในวันรุ่งขึ้นเพื่อขอฝากขังและยื่นขอประกันตัว

    วันรุ่งขึ้นเฉลียวและครอบครัวเดินทางไปที่ศาลอาญา ญาติยื่นขอประกันตัวด้วยหลักทรัพย์มูลค่า 800,000 บาท แต่ศาลไม่อนุญาตเพราะเห็นว่าเป็นการเผยแพร่ต่อข้อมูล เป็นความผิดร้ายแรง เฉลียวจึงถูกควบคุมตัวไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ



    หมายเหตุ เพิ่มเติมเนื้อหา 2 ก.ย.2557

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

     

    วันที่ 31 ส.ค.57 เรามีคณะรัฐมนตรีเพื่อบริหารประเทศ ท่ามกลางการรัฐประหาร และการประกาศใช้กฎอัยการศึก ไม่รู้ว่าคณะรัฐมนตรีชุดนี้จะมีอายุการทำงานกี่ปี อย่างไรก็ตามระหว่างนี้ก็มีการดำเนินการทางสภานิติบัญญัติที่กำลังพิจารณา กฎหมายงบประมาณปี 2558 ด้วย ในส่วนกระทรวงสาธารณสุข มีหมอ 2 ท่านมาเป็นรัฐมนตรี ทั้งนี้ รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขจะเป็นประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ด้วยในทันที ตามที่กฎหมายระบุไว้ สิ่งที่ท้าทาย รมว.สธ.และประธานบอร์ดหลักประกันสุขภาพ คือการชี้แจงเพื่อขอปรับเพิ่มงบประมาณค่าใช้จ่ายรายหัวประชากรของระบบหลักประกันสุขภาพ ที่มีการแช่แข็งโดย คสช.ไม่ยอมปรับขึ้นให้ตามข้อเสนอของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพ จังหวะนี้คงต้องให้เป็นบทบาทภาระหน้าที่ของประธานคนใหม่ ได้แสดงฝีมือและวิสัยทัศน์ในการสร้างหลักประกันสุขภาพให้ประชาชน

    เหตุผลที่ คสช. ไม่ปรับเพิ่มงบคือ ประเทศไทยต้องจำกัดค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการสังคม นับเป็นเหตุผลที่ไร้ความเข้าใจอย่างแท้จริงในการลดความเหลื่อมล้ำ ในสังคมไทยดังเป้าหมายของ คสช.ที่ต้องการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ การสมานฉันท์ การปรองดอง คนในสังคมจะปรองดองกันได้ก็ต่อเมื่อสามารถลดช่องว่างการกระจายรายได้ที่ต่างกันกว่า 15 เท่า คนรวยยิ่งรวย คนจนยิ่งจน การจัดสวัสดิการโดยรัฐเช่น ระบบหลักประกันสุขภาพ เป็นการลดช่องว่างทันทีโดยคนจนไม่จนยิ่งขึ้นจากการล้มละลายในการจ่ายค่ารักษา ขณะที่คนรวยก็ไม่ล้มละลายเช่นกันเมื่อป่วยด้วยโรคค่าใช้จ่ายสูง เพราะระบบหลักประกันสุขภาพคุ้มครองดูแลคนทุกคนเสมอภาคกัน ด้วยการบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้จ่ายแบบเหมาจ่ายบนหลักการคนป่วยได้รับบริการ คนไม่ป่วยก็ยังไม่ต้องใช้บริการ แต่รับประกันว่าใครป่วยเมื่อไร อย่างไร จะสามารถเข้าถึงการรักษาได้ทุกคนเท่าเทียมกัน การแช่แข็งงบประมาณทั้งที่ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศยังไม่เกินร้อยละ 4 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและพัฒนาแล้ว จึงเป็นการดำเนินการที่ไม่ถูกต้อง ประเทศที่จะก้าวหน้าทัดเทียมอารยะประเทศได้ต้องมีการจัดสวัสดิการสังคมสำหรับประชาชนในการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน ด้านอาหาร ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย การศึกษา และความยุติธรรม

    ดังนั้น นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน และ นายแพทย์สมศักดิ์ ชุณหรัศม์ ที่เข้ามารับตำแหน่ง รมว.และรมช.สธ.ในยุคไม่ปรกติของประเทศไทย จำเป็นต้องเร่งรีบสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในการลดความเหลื่อมล้ำ การสร้างหลักประกันสุขภาพ ด้วยการปกป้องระบบให้ได้รับค่าใช้จ่ายรายหัวประชากรที่เหมาะสม ซึ่งจะถือเป็นผลงานที่มีคุณค่าในห้วงเวลาที่ประชาชนอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai


    ชุมชนตำบลบางชัน อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี เป็นชุมชนเก่าแก่ มีหลักฐานการจัดตั้งชุมชนอ้างอิงจากใบวิสุงคามสีมาของโบสถ์วัดบางชันเมื่อปี พ.ศ. 2441 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ต่อมาในปี พ.ศ 2505 ได้มีการออกประกาศเป็นเขตป่าสงวน จึงเป็นที่มาของปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าสืบเนื่องมาจนทุกวันนี้ ปัจจุบันตำบลบางชัน มีจำนวน 6 หมู่บ้าน เนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 64.4 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 40,305 ไร่ พื้นที่เกษตร  19,050  ไร่  พื้นที่โดยส่วนใหญ่เป็นป่าชายเลน โดยพื้นที่ 95% อยู่ในเขตป่าสงวน ชาวบ้านประกอบอาชีพประมง เลี้ยงกุ้ง เลี้ยงหอย วางลอบปู อวนปู อวนลอยกุ้ง ชาวบ้านแทบทุกหลังคาเรือนมีการใช้หลักโพงพางหรือหลักเคยไว้เป็นเครื่องมือทำกิน
     
    ความขัดแย้งระหว่างรัฐและชาวบ้างบางชัน
    นายไพริน โอฬารไพบูลย์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 บ้านปากน้ำเวฬุ  ต.บางชัน อ.ขลุง จ.จันทบุรี กล่าวว่า สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้น คือเรื่องพื้นที่ทำกิน  เนื่องจากทางการสั่งรื้อถอนหลักโพงพางเมื่อ พ.ศ. 2521 มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาในพื้นที่เพื่อรื้อถอนหลักโพงพาง ชาวบ้านมีความกังวลในการทำมาหากิน จึงได้เกิดการรวมกลุ่มขึ้นมา เพื่อที่จะแก้ไขปัญหา ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่ก็ไม่ได้มีความรู้เท่าใดนัก ยิ่งในเรื่องความรู้เรื่องกฎหมาย ทำให้ชาวบ้านหลายคนต้องถูกจับดำเนินคดี ปัจจุบันก็มีการจับกุมชาวบ้านจากเจ้าหน้าที่รัฐ ปัญหาใหญ่ที่ควรได้รับการแก้ไข คือปัญหาการประกอบอาชีพเพราะเสี่ยงต่อการกระทำผิดกฎหมาย
     
    นายชูชาติ จิตนาวา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่5 บ้าน นากุ้ง ต.บางชัน อ.ขลุง จ.จันทบุรี กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากปัญหาทำกิน ยังมีปัญหาน้ำกัดเซาะในปัจจุบัน ชาวบ้านไม่มีเอกสารสิทธิการถือครอง ปัจจุบันบ้านทุกหลังคาเรือนของตำบลบางชันมีเพียงบ้านเลขที่ชั่วคราว  พอน้ำเซาะคนในชุมชนก็ต้องขยายเข้าไปอยู่ในเขตป่าสงวน ทำให้ต้องทำผิดกฎหมายบุกรุกพื้นที่ไปเรื่อยๆ คำถามคือจะทำอย่างไรให้คนอยู่กับป่าได้  เพราะชาวบ้านในชุมชนก็ไม่มีใครอยากอยู่อย่างผิดกฎหมาย และสถานที่สำคัญหลายแห่ง เช่น  สถานีอนามัย โรงเรียน วัด ทั้งหมดก็อยู่ในเขตป่าสงวน จะให้ชาวบ้านทำอย่างไรให้อยู่กับป่าได้ นี่คือปัญหาใหญ่

    คำชี้แจงจากเจ้าหน้าที่รัฐ
    นายวินัย บุญล้อม หัวหน้าสถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่45 (ด่านเก่า-ตราด) กล่าวว่า ปัญหาในพื้นที่เรื่องของสิทธิในการถือครองที่ดินของชาวบ้านตำบลบางชัน เป็นปัญหาต่อเนื่อง เนื่องจากปี 2505 มีการประกาศให้พื้นที่ตำบลบางชัน เป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ จึงห้ามมีการกระทำบุกรุกพื้นที่ มีเพียงประมาณ 5% ที่ไม่อยู่ในเขตป่าสงวน  ทางหน่วยงานสถานีพัฒนาทรัพยากรฯที่ดูแลพื้นที่ มีภาพถ่ายทางอากาศเป็นหลักฐานในปี 2480 แสดงให้เห็นว่าไม่มีการจัดตั้งเป็นชุมชน แต่ปัจจุบันมีการเข้ามาอยู่อาศัยและตั้งเป็นชุมชน

    ส่วนการออกโฉนดที่ดินนั้น นายวินัยบอกว่า ไม่สามารถออกให้ได้เพราะติดในข้อกฎหมายของกรมที่ดินซึ่งระบุไว้ชัดเจนว่า พื้นที่ใดจะออกเอกสารสิทธิ์โฉนดชุมชนต่างๆ จะต้องมีหลักฐานการได้มา เช่น ส.ค1 หรือมีร่องรอยการทำประโยชน์ก่อนที่จะมีประกาศเขตพื้นที่ป่าสงวน จึงจะสามารถออกหลักฐานการครอบครองที่ดินได้

    หัวหน้าสถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลน กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเสนอร่าง พ.ร.บ การมีส่วนร่วมของชุมชน ตั้งแต่ปี 2550 ซึ่งยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาในรัฐสภา คาดการณ์ว่าจะผ่านในรัฐบาลชุดนี้แน่นอน ในเนื้อหานโยบายจะมีการจัดการพื้นที่ในชุมชน ให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการทำงาน โดยแบ่งพื้นที่ไว้ 4 ส่วน แบ่งเป็น 30-30-30-10 โซนที่1จะเป็นโซนอนุรักษ์ โซนที่ 2 จะเป็นการใช้ไม้หรือใช้ประโยชน์ในพื้นที่ โซนที่ 3 พื้นที่ทำกิน และโซนที่ 4 จะเป็นเรื่องที่อยู่อาศัย แต่การทำงานทั้งหมดต้องรอการอนุมัติจาก ครม. และในเรื่องการรับฟังความคิดเห็น ต้องทำตามมติคณะรัฐมนตรี มาตรา 34 ที่ระบุว่าห้ามทั้งรัฐบาลและเอกชนใช้ประโยชน์จากป่าสงวนโดยเด็ดขาด ในปัจจุบันการทำงานต้องทำตามคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 64 เรื่อง การปราบปรามและการหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ และฉบับที่ 66 เรื่อง เพิ่มเติมหน่วยงานสำหรับการปราบปราม หยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้  โดยจะมีการตรวจตราพื้นที่การบุกรุกใหม่ กรณีชาวบ้านรายได้น้อย สามารถผ่อนผันได้ แต่ห้ามมีการขยายพื้นที่ใหม่
     
    นายไพโรจน์ แสงจันทร์ หัวหน้าศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นด้านตะวันออก กล่าวว่า สำหรับปัญหาของชุมชนบางขัน เป็นปัญหาเรื่องการทำกิน ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ ก็ต้องใช้กฎหมาย เพราะเป็นข้อถือปฎิบัติ อาจจะมีใช้สำเร็จและไม่สำเร็จ ทางเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้อยากใช้กฎหมายกับชาวบ้าน เนื่องจากหลายครอบครัวก็หาเช้ากินค่ำ จึงมองปัญหาที่เกิดขึ้น ต้องแก้ไขจากการเข้ามาร่วมมือพูดคุยกัน จัดประชุมเชิญผู้นำชุมชนและเจ้าหน้าที่รัฐมาพูดคุย หาทางออกก่อนที่ปัญหาจะลุกลามไปมากกว่านี้
     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ‘ชุมชนบ่อแก้ว’ ภาพแทนของหลายชุมชนซึ่งกำลังถูกหน่วยงานรัฐปิดป้ายไล่รื้อ ทางเลือกของพวกเขาคือจำนนต่อชะตาชีวิต หรือจะยืนหยัดต่อสู้เพื่อสิทธิการทำกิน เพราะหากถูกไล่อีกครา พวกเขาอาจไม่มีที่อยู่ ไม่มีที่ทำกินอีกต่อไป
     
     
     
    ตะวันทำหน้าที่แผ่ความร้อนมาตลอดวัน ยันใกล้จะสิ้นแสงทิ้งตัวลงลับขอบโลก มองออกไปไกลจนสุดเนินลาดเชิงเขา บรรยากาศโชยมาเตะต้องกายอย่างเย็นเฉียบ ความรู้สึกดูเหมือนจะถูกผสมไปด้วยความเงียบ อ้างว้าง ช่างเป็นช่วงที่มองดูเยือกเย็น หม่นหมอง เหมือนดั่งชีวิตคนเรา... ที่เขาว่าคำนวณอย่างไรก็ไม่เท่าฟ้าลิขิต เรื่องนี้จริงแท้แค่ไหนไม่ประจักษ์
     
    หากจะกล่าวเฉพาะบางมุมในชีวิตของคนที่นี่ ด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์ของพวกเขา เปรียบเสมือนเป็นเชื้อไฟที่โหมพัด ให้ชีวิตของพวกเขาไม่เคยมอดดับไปตามอุปสรรค ไม่เคยละทิ้งผืนดินทำกินที่ถูกความไม่เป็นธรรมฉวยโอกาสประกาศเขตป่าฯ แล้วขับไล่พวกเขาออกไป พวกเขาจึงทั้งรักและหวงแหนที่จะอยู่ และต่อสู้ให้ที่ทำกินของพวกเขากลับคืนมาสู่อ้อมกอดอันอบอุ่น เหมือนดังที่เคยเป็น
     
     
    “จะให้ทำอย่างไรได้ ยายไม่มีที่ดินทำกิน เขามาไล่เราออกไป บอกว่าเป็นพื้นที่ป่า มาขู่ว่าหากไม่ออกจะถูกจับดำเนินคดีติดคุกนะ เขาบอกพวกยายแบบนั้น ยายขบคิดมาตลอดว่า บุกรุกที่ไหน ทำกินในพื้นที่มาตั้งแต่เด็กยันเป็นสาวมีครอบครัว แต่กลับมาถูกขับไล่ ต้องมาช่วยกันประคองหอบลูกน้อยไปหารับจ้าง บางครั้งก่อนนอนในค่ำบางคืน น้ำตาไหลพรากออกมาโดยไม่รู้ตัว แม้ในขณะที่มือยังจับจอบก้มตัวลงผสมปูน คราบน้ำตายังเกาะปนกับเหงื่อไคลบนสองแก้ม ด้วยความอาวรณ์ถึงผืนดินที่เคยทำกิน” นางตัน เดชบำรุง แม่เฒ่าร่างเล็กทรวดทรงบอบบาง วัย 69 ปี บอกเล่า
     
    ริ้วรอยบนใบหน้าเหี่ยวย่นไปตามวัย เปล่งเสียงแหบห้าวฟังดูมีพลัง เล่าถึงความย้อนถึงความหลังที่มักจู่โจมหวนกลับมาให้ระลึกถึงผืนดินทำกินที่ถูกยึดไปกว่า 50 ไร่ ขณะที่ยังสาวๆ เรี่ยวแรงยังพอมี ยังพอไหวที่จะเร่ร่อนไปหารับจ้าง แม้สมัยนั้นความสะดวกในการเดินทางยังลำบาก แต่จำทนต้องสู้ดิ้นรนหิ้วลูกน้อยไปเป็นแรงงานก่อสร้างถึงกรุงเทพฯ
     
    ก่อนนั้นทุกวันโลกของพวกเขามีแต่ความสุข ครั้งเมื่อชีวิตยังคงผูกพันอาศัยหากินอยู่กับป่า อยู่ร่วมกับต้นไม้ อาศัยเก็บผลหมากรากไม้ หาเก็บเห็ด หน่อไม้ เด็ดยอดกระถินตำลึงริมรั้ว เคยเผื่อแผ่ เกื้อกุลกัน แต่กว่า 40 ปีมาแล้ว เป็นเรื่องน่าเศร้าใจ หลังจากที่องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) ยึดที่ของพวกเขาไปปลูกป่ายูคาลิปตัส เมื่อปี 2521 ส่งผลให้หลายครอบครัวต้องถูกอพยพออกจากพื้นที่ทำกิน บ้างไปอาศัยอยู่กับญาติ บางครอบครัวแตกสลาย กลายเป็นแรงงานรับจ้าง เพราะไม่มีที่ดินทำกิน
     
    ท่ามกลางปัญหา อุปสรรค ที่พวกเขาไม่ได้เป็นผู้สร้างขึ้นมา มันคือความไม่ชอบธรรม ที่เบียดขับให้พวกเขากลายเป็นคนตกขอบของแผ่นดิน
     
    เสียงเรียกร้องสิทธิของผู้ได้รับผลกระทบกว่า 200 คอบครัว ต้องดิ้นรนต่อสู้ กระทั่งทวงคืนผืนทำดินเดิม กลับคืนมาได้ในวันที่ 17 กรกฎาคม 2552 และจัดตั้งหมู่บ้าน ชื่อ “ชุมชนบ่อแก้ว”
     
     
    กว่า 5 ปี แล้วชาวบ้านที่ได้ร่วมกันพลิกฟื้นทั้งชีวิตและผืนดิน มาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งในวันครบรอบ 3 ปีบ่อแก้ว ได้ร่วมกันประกาศเป็นหมู่บ้านเกษตรกรรมอินทรีย์ ทำการผลิตปลูกผักต่างๆ ทั้ง กล้วย ตะไคร้ งา ถั่วแดง ข้าวโพด และอีกหลายชนิด เพื่อให้คนในชุมชนสามารถพึ่งตนเองในระดับครอบครัวได้ โดยไม่ต้องพึ่งแหล่งอาหารจากภายนอก มีบางรายที่นำไปขายเป็นรายได้เลี้ยงครอบครัว มาจนถึงวันนี้
     
    “เดี๋ยวนี้มันเกิดความเศร้าใจขึ้นมาอีกครั้ง ป่าไม้มันเข้ามาติดป้ายประกาศไล่ให้พวกเรารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างรวมทั้งพืชผลทั้งหมดออกไปภายใน 30 วัน อีกแล้ว” แม่เฒ่าบอกเล่าสถานการณ์
     
    ภายใต้ชายคาแคบๆ อ้อมแขนของยายยังคงโอบกอดหลานน้อยไว้แน่น ราวกับว่าเป็นสมบัติอันมีค่าชิ้นสุดท้ายเทียบเท่ากับผืนดิน สายตาของยายทอดมองขึ้นไปบนฟ้าที่มืดครึ้มอย่างเศร้าสร้อย ไม่กี่อึดอัดใจ ยายหวนนึกถึงชีวิตลูก และหลานๆ อันเป็นสุดที่รัก เป็นลมหายใจ เป็นแม้กระทั่งชีวิตของแก...
     
    น้ำเสียแม่เฒ่าขาดห้วงไปชั่วขณะ ก่อนเอ่ยความในที่อัดอั้นตันใจ น้ำตาเอ่อไหลลงมาตามแก้มที่เหี่ยวย่น ขณะที่ชี้นิ้วนำสายตาให้เหลียวมองไปตามภาพของแผ่นป้ายปิดประกาศขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ทางเข้าชุมชนบ้านบ่อแก้ว ต.ทุ่งพระ อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ
     
    ในวันที่โลกดูเหมือนแคบลงไปด้วยความสะดวกในเส้นทาง ตามมาด้วยระบบการสื่อสาร ทั้งเทคโนโลยีต่างๆ ได้แทรกเข้าไปในทุกมุมของโลก ทว่าความทุกข์ยากของชาวบ้าน กลับถูกปิดกั้นจากข้อกฎหมาย จากภาระอันหนักหน่วงที่รัฐบาลหลายยุคสั่งสมมาให้ชาวบ้านแบกรับ จากวันเป็นเดือน จากเดือนเคลื่อนไปเป็นปี
     
    อย่างไรก็ตาม ระหว่างทางในการร่วมกันแก้ไขปัญหา ผืนแผนดินที่ตั้งชุมชนบ่อแก้วได้ผ่านการพิสูจน์สิทธิ์จากหลายหน่วยงาน จนเป็นที่ยอมรับและมีมติร่วมกันมาหลายครั้งว่า สวนป่าคอนสารทับที่ทำกินชาวบ้าน
     
     
    แต่สถานการณ์ครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้น เสมือนยิ่งเป็นการกดทับความทุกข์ยากของพวกเขาให้หนักหน่วงขึ้นกว่าเดิม ด้วยว่าทางเจ้าหน้าที่ได้เข้าทำการปิดประกาศ โดยเนื้อหาระบุว่า อาศัยอำนาจคณะอนุกรรมการป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่า และคำสั่งของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ที่ 64/2557 ลงวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 25557 เรื่องการเข้าไปบุกรุกยึดถือครอบครองในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม บริเวณป่าคอนสาร ต.ทุ่งพระ อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ เป็นการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14 ฐานยึดถือครอบครองทำประโยชน์อยู่หรืออาศัยในที่ดิน ก่นสร้าง แผ้วถาง...
     
    นายนิด ต่อทุน วัย 68 ปี ประธานโฉนดชุมชนบ้านบ่อแก้ว เล่าว่า เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2557 ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังติดป้ายไปทั่วหมู่บ้าน ชาวบ้านได้เข้าไปสอบถามถึงที่มา ซึ่งเจ้าหน้าที่ป่าไม้อ้างแต่ว่าได้รับคำสั่งจากจังหวัดชัยภูมิ
     
    “ความทุกข์ยากที่รัฐบาลโยนมาให้นั้นก็สุดจะหนักหน่วงอยู่แล้ว ผืนดินทำกินถูกประกาศเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม และให้อุตสาหกรรมป่าไม้ได้รับสัมปทานนำต้นยูคาฯ มาปลูกทับพื้นที่ ขับไล่พวกเราออกไป พร้อมใช้กระบวนการทางยุติธรรมมาดำเนินคดี แจ้งข้อกล่าวหาบุกรุก แผ้วผางฯ วันนี้กลับมาอ้างคำสั่งไล่รื้อ ทั้งที่พื้นที่ได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบมาแล้ว” เสียงห้าวๆ ก้องกังวาน จากชายใบหน้าคมสัน ริ้วรอยบนใบหน้าแสดงถึงประสบการณ์ชีวิตอันโชกโชนเอ่ย
     
    ผู้เฒ่าที่ฟ้าลิขิตให้ผ่านปัญหาชีวิตมานับครั้งไม่ถ้วน นับจากสูญเสียที่ทำกินไปกว่า 30 ไร่ ได้นำการต่อสู้เรียกร้องเคียงบ่าไหล่กับพี่น้องที่ทุกข์ยากมาโดยตลอด กระทั่งได้นำขบวนคนทุกข์ยึดพื้นที่กลับคืนมาได้ นอกจากมติที่ได้รับจากทุกคะแนนเสียงที่มอบหน้าที่ให้เป็นประธานโฉนดชุมชนบ้านบ่อแก้วแล้ว สิ่งที่ติดตัวเขามากระทั่งอยู่ในชั้นการพิจารณาของศาลฎีกา คือ ตำแหน่ง ‘จำเลยที่ 1’ จากจำนวนทั้งหมด 31 คน ในคดีบุกรุกป่า
     
    ประธานโฉนดชุมชน เล่าว่า ทุกช่วงของเวลาที่ผ่านมานั้น พวกเขาได้สรุปบทเรียนเกี่ยวกับการปลูกสร้างสวนป่าของหน่วยงานรัฐว่าไม่สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตของเกษตรกรอย่างพวกเขา เมื่อกลับเข้ามาทวงดินทำกินคืนมาแล้ว จึงได้ร่วมกันพลิกฟื้นผืนดินเพื่อให้เกิดความยั่งยืน พร้อมทั้งได้พัฒนาที่อยู่อาศัย ควบคู่ไปกับพัฒนาชีวิต และจัดการบริหารที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน
     
    “แน่นอนว่าสิ่งที่เกิดขึ้น พี่น้องของเราย่อมหวาดผวา กลัว รู้สึกไม่ปลอดภัยในการดำเนินชีวิตไปบ้าง แต่เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ เพราะทุกวันนี้ในหลายชุมชนทั่วประเทศกำลังถูกหน่วยงานของรัฐปิดป้ายไล่รื้อ รวมทั้งพื้นที่ชุมชนโคกยาว ต.ทุ่งลุยลาย สมาชิกของพวกเราที่เหลือไม่กี่วันจะครบกำหนดตามป้ายคำสั่งที่ป่าไม้นำมาปิดประกาศแล้ว ฉะนั้นทางเลือกของพวกเราคือ จะยืนหยัด ต่อสู้ เพื่อให้ข้ามผ่านไปบนทางที่ถูกต้อง เพื่อความเป็นธรรม เพราะที่ผ่านมาพี่น้องเราถูกปิดกั้นสิทธิในการถือครองที่ดินทำกินมาโดยตลอด หากถูกไล่ออกไปอีกครานี้ พวกเราจะไม่มีที่อยู่ ไม่มีที่ทำกินกันอีก” นายนิดกล่าว
     
    จากป่ายูคาฯ มาจนถึงผลผลิตที่พวกเขาร่วมกันพลิกฟื้นกลับคืนมาบริการจัดการในรูปแบบการสร้างชุมชนเกษตรกรรมอินทรีย์ ถือเป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้สังคม ดังนั้นพวกเขาจะรักษาผืนดินไว้ให้มีความมั่งคง และยั่งยืน สืบทอดไปสู่ลูกหลาน นี่คือคำมั่นของเกษตรกรนักสู้
     
     
    แสงแรกที่จับขอบฟ้า จนค่อยๆกระจ่างขึ้น เสมือนเป็นสัญญาณแห่งการเริ่มต้นของทุกชีวิตที่นี่ ให้ตื่นขึ้นมาขยับจังหวะชีวิตในทุกๆ วัน โดยเฉพาะนับจากที่มีแผ่นป้ายปิดประกาศขับไล่ พวกเขาต้องเดินทางไปยื่นหนังสือต่อหน่วยงานต่างๆ  ทั้งต่อนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิฯ รวมทั้ง พล.ต.มารุต ลิ้มเจริญ ผู้อำนวยการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดชัยภูมิ (ผบ.กกล.รส.จว.ชัยภูมิ) เพื่อแจ้งข้อเท็จจริงแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
     
    ถือเป็นการเดินทางไปขอความเห็นใจจากผู้มีอำนาจเพื่อคืนความสุขให้ประชาชน คืนสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดิน โดยหนังสือที่ยื่นมีข้อเรียกร้อง คือ 1.ให้ยกเลิกประกาศจังหวัดชัยภูมิ เรื่อง การป้องกันและปราบปรามการลักลอบตัดไม้และบุกรุกพื้นที่ป่าจังหวัดชัยภูมิ และ 2.ให้พิจารณามาตรการและแนวทางการคุ้มครองสิทธิในที่ดินและทรัพย์สินของชาวบ้านที่เดือดร้อน เพื่อให้เกิดความปกติสุขในการดำเนินชีวิต จนกว่าจะมีกระบวนการในการแก้ไขปัญหาในทางนโยบายต่อไป
     
    อากาศเริ่มเย็นเฉียบ แรงลมยังคงพัดมาไม่แปรเปลี่ยน การเดินทางเพื่อร้องเรียนของผู้ได้รับผลกระทบ ดำเนินการผ่านความเหนื่อยล้ามาตลอดวัน ยันตะวันเริ่มคล้อยลงใกล้ทาบกับทิวเขาเบื้องหน้าอันยาวไกล ฝูงนกโผบินกลับคืนสู่รัง ไม่ต่างกับชีวิตของคนทำมาหากิน แสงจากเตาไฟในชุมชนบ่อแก้วกำลังถูกติดขึ้นมา บ่งบอกถึงเวลาที่กำลังเข้าสู่การประกอบอาหาร ทีละเตา สองเตา ตามทุกครัวเรือน
     
    แม้ยามราตรีนี้ แสงไฟจากคนบ่อแก้ว จะค่อยๆ ดับไป ทีละดวง สองดวง จนความมืดดำเข้ามาปกคลุมในชุมชนอย่างเต็มที่ แต่ชีวิตของคนที่นี่ไม่เคยมอดดับไปตามอุปสรรค พวกเขามีหัวใจที่เสมือนเป็นเชื้อไฟที่โหมพัด ที่ต้องลุกขึ้นมากำหนดชีวิตตนเอง และก้าวข้ามไปสู่ความถูกต้อง เป็นธรรม
     
    เพื่อรักษาผืนดินทำกินไว้ให้คงอยู่บนอ้อมกอดอันอบอุ่นของพวกเขา และเพื่อลูกหลานสืบไปจนตลอดชีวิต...
     
     
     
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

     

    -          ภาวะสุดโต่งแห่งศรัทธาในพุทธศาสนาไทยเป็นสิ่งที่มีมาแต่โบราณกาล หรือเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้?

    -          พลังศรัทธาที่ขับเคลื่อนสังคมไทยเป็นสิ่งที่เหมือนหรือแตกต่างอย่างไรกับในอดีต?

    -          ถึงจุดใดที่ศรัทธาในศาสนาได้ก้าวพ้นความเมตตากรุณาที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการละเมิดสิทธิต่อผู้เห็นต่างทางความคิด และพัฒนาไปสู่ความรุนแรงทางการเมืองที่กระทำต่อเพื่อนร่วมชาติได้อย่างโหดเหี้ยม?

    ศรัทธาในสถาบันศาสนาคือรูปแบบหนึ่งของความรักที่ถูกบ่มเพาะและปลูกฝังในสังคมไทยอย่างเข้มข้น ศาสนาคือ “ที่พึ่งทางใจ” ศูนย์รวมแห่งการยึดมั่นถือมั่น อันเป็นข้อยกเว้นที่ไม่เคยถูกเตือนสติไว้ในคำสอนของพุทธศาสนาประจำชาติ การรับไตรสรณคมณ์ ที่ไม่ได้หมายถึง การตื่นรู้ในตน (พุทธะ) การเผชิญความจริง (ธรรมะ) หรือการเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ (สังฆะ)  แต่หมายถึงการรับเอาอุดมการณ์สูงสุดอันลบหลู่ ดูหมิ่น จาบจ้วง หรือวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้เป็นสรณะ พุทธศาสนาไทยจึงถูกทำให้กลายเป็นลัทธิอำนาจนิยมอันปราศจากความตื่นรู้ ความคิดสร้างสรรค์ อารมณ์ขัน และความรักความกรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ

    ในประเทศไทย แม้แต่สติ๊กเกอร์ LINE ก็กลายเป็นวัตถุต้องห้ามอันขัดต่อศีลธรรมอันดีไปได้ราวกับต้องคำสาป การออกมาพิทักษ์ปกป้องพุทธศาสนาของกลุ่มชาวพุทธไทยในครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ก่อนหน้านี้เรายังเคยเห็นการรณรงค์เรียกร้องให้อำนาจรัฐเข้ามาจัดการต่อกรณี “หมิ่นศาสนา” อยู่บ่อยครั้ง  ไม่ว่าจะเป็น กรณีพระเกษมเหยียบฐานและใช้มือตบหน้าพระพุทธรูป กรณีหอศิลป์ในเมืองนอริช ประเทศอังกฤษ วางกล้วยหอมและไข่ไก่สองฟองบนตักพระพุทธรูป นิตยสารฉบับหนึ่งโชว์นางแบบเปลือยอกถ่ายรูปคู่พระพุทธรูป การลงสีพระพุทธรูปเป็นลายแม็คโดนัลด์ หรือ การล้อเลียนชีวิตพระศาสดาในการ์ตูนอนิเมะเรื่อง Saint Young Man เป็นต้น 

    ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน มีผู้ร่วมลงชื่อรณรงค์ให้ยกเลิกการจำหน่ายสติ๊กเกอร์ล้อเลียนพระพุทธเจ้ากว่า 7000 รายชื่อ พลังแห่ง “มวลมหาพุทธศาสนิกชน”ก่อตัวขึ้นเป็นแนวร่วมตามอารมณ์ได้รวดเร็วรุนแรงราวกับพายุไต้ฝุ่น ประหนึ่งว่าประเทศชาติกำลังประสบภัยก่อการร้ายครั้งยิ่งใหญ่ กระทบกระเทือนศูนย์รวมจิตใจคนไทยทั้งชาติ

    สติ๊กเกอร์ล้อเลียนพระพุทธเจ้าที่ขณะนี้ถูกระงับการจำหน่ายในประเทศไทยไปแล้วนั้น ถูกสร้างสรรค์ขึ้นโดยนักออกแบบชาวญี่ปุ่น ซึ่งไม่ใช่ว่าคนญี่ปุ่นเขานึกอยากจะดูแคลนศาสนาพุทธหรืออย่างไรหรอกนะครับ เพียงแต่เขาไม่ได้มีทัศนคติไปในทางพิทักษ์ปกป้องพระศาสนาเหมือนในบ้านเราเท่านั้นเอง

    เมื่อศักดิ์ศรีของชาติไม่ได้ผูกโยงอยู่กับอำนาจความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันหนึ่งสถาบันใดอันลบหลู่ดูหมิ่นไม่ได้ ทว่าสถาบันทางสังคมของเขาต่างรู้จักปรับตัวให้สอดคล้องกับโลกสมัยใหม่ ความเชื่อทางศาสนาก็เหมือนความเชื่ออื่นๆ ที่สามารถดำรงอยู่ได้ด้วยคุณค่าของตัวมันเอง โดยไม่ต้องมีใครไปโอบอุ้มหรือยกไว้ให้อยู่สูงเกินจริง เมื่อศาสนาอยู่ในโลกของความเป็นจริง ศาสนาของประชาชนก็มีชีวิตชีวาและเรียนรู้ที่จะอยู่กับผู้คนในสังคมสมัยใหม่อย่างไม่แปลกแยก พลังศาสนธรรมแบบโลกวิสัยงอกงามบนพื้นฐานของหลักสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาค  ความเชื่อทางศาสนามีความสำคัญเท่าเทียมกับศิลปะวิชาการด้านอื่นๆ เปิดกว้างต่อเสรีภาพในการตีความ การชื่นชมให้คุณค่า และการวิพากษ์วิจารณ์  ส่วนบุคคลอันเป็นที่เคารพศรัทธาทางศาสนาก็มีความเป็นคนเท่ากันกับคนอื่นๆ ด้วย  

    เวลาไปเยี่ยมชมวัดในประเทศญี่ปุ่น อย่างที่คามาคุระหรือนารา ซึ่งมีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ (ไดบุตสึ) ให้พุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวเข้าไปสักการะและชื่นชมความงดงาม หากเข้าไปในร้านขายของที่ระลึก เราจะพบกับสินค้ากิ๊บเก๋คาวาอิมากมาย น่าสังเกตครับว่า สินค้าเหล่านั้นไม่ใช่พระเครื่อง ตะกรุด ของขลัง อันแสดงออกถึงอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธเจ้าอย่างที่เห็นกันเกลื่อนกลาดในวัดไทย แต่เราจะพบได้กับพระพุทธรูปหรือภาพไดบุตสึน่ารักๆ ที่มีใบหน้าเป็น Hello Kitty  หรือตัวการ์ตูนต่างๆ คุกกี้ไดบุตสึ ลูกกวาดไดบุตสึ ถุงเท้าไดบุตสึ หรือแม้แต่ เบียร์ไดบุตสึ!!!  เรียกได้ว่าเมื่อลองเปรียบเทียบกันแล้ว กรณีสติ๊กเกอร์ไลน์รูปพระพุทธเจ้านั้นดูจิ๊บจ๊อยไปเลย

    การที่พุทธศาสนาในญี่ปุ่นสามารถเอาพระพุทธเจ้ามาล้อเล่นได้อย่างเป็นกันเอง ไม่ได้แสดงถึงความเสื่อมของพุทธศาสนาในประเทศญี่ปุ่นอย่างที่ชาวพุทธไทยรู้สึกเป็นเดือดเป็นร้อน แต่แทนที่จะแสดงออกถึงความศักดิ์สิทธิ์สูงส่ง จนถึงขนาดว่าแตะต้อง เข้าใกล้ กระทั่งทำความเข้าใจไม่ได้ พระพุทธเจ้า พระพุทธรูป หรือแม้แต่พระภิกษุญี่ปุ่น มีเอกลักษณ์อยู่ที่ “ความสาธารณ์” สถานะอันธรรมดาสามัญของพุทธศาสนาในญี่ปุ่นสอดคล้องกับหลักคำสอนมหายาน มุ่งเน้นไปที่ความกรุณาและการร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเพื่อนมนุษย์ การล้อได้ เล่นได้ หยอกได้ ขำได้กับพระพุทธเจ้า แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระดับสายตาและเป็นมิตร อีกทั้งยังเป็นการท้าทายการยึดมั่นถือมั่นในอัตตา หรือมายาคติความศักดิ์สิทธิ์ของรูปเคารพทั้งหลายในฐานะที่พึ่งภายนอกตัวเราอีกด้วย สถานะความเป็น “ที่พึ่งทางใจ” หรือ “ความดีสูงสุด” ถูกแทนที่ด้วยความสัมพันธ์อย่างเป็นกันเองกับ “พุทธะ” ในฐานะพลังการตื่นรู้ที่มีอยู่แล้วในตัวคนทุกคน ข้ามพ้นสถานะของความเป็นพระหรือความเป็นเจ้า พุทธะคือความธรรมดาและคนธรรมดา ร่วมทุกข์ร่วมสุขอย่างตื่นรู้กับผู้คนในทุกบริบทอย่างไม่กลัวสกปรกหรือแปดเปื้อน คุณค่าทางจิตวิญญาณของผู้ปฏิบัติธรรมเกิดขึ้นจากการฝึกใจ ไม่ใช่เกิดขึ้นจากอำนาจ  

    ยังจำงานศิลปะ “ล้มพระพุทธเจ้า” ในเมืองมิวนิค ประเทศเยอรมัน เมื่อสองปีก่อนกันได้ไหมครับ พระพุทธรูปถูกจัดวางให้ล้มหงายบนพื้นที่สาธารณะ แถมยังเปิดให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ขึ้นไปปีนป่ายบนพระพุทธรูปได้ งานนี้ก็เช่นกันที่มีพระภิกษุและชาวพุทธไทยกลุ่มหนึ่งแสดงความไม่พอใจ มองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการหมิ่นศาสนา และมีการรวมตัวเรียกร้องให้อำนาจรัฐเข้ามาจัดการขบวนการล้มพระพุทธเจ้านั้นเสีย แต่สำหรับผม งานแสดงชิ้นนั้น คืองานศิลปะร่วมสมัยที่มีความงดงามในตัวมันเอง คนทั่วไปที่เดินผ่านมาพบเห็นพระพุทธเจ้าล้มสามารถเข้าไปเล่นได้ แตะได้ หยอกได้ ยิ้มได้ และหัวเราะได้ การได้เห็นภาพเด็กๆ ปีนป่ายพระพุทธรูปล้มหงายในพื้นที่สาธารณะช่วยเปิดจินตนาการ สร้างบรรยากาศอันผ่อนคลายและเปิดกว้างในใจได้อย่างน่าประหลาด

    ตรงกันข้ามกับภารกิจการขยายมณฑลการพิทักษ์คุ้มครองพุทธศาสนาแบบไทยๆ ซึ่งดูแล้วก็ไม่แน่ใจเหมือนกันครับว่าการพยายามเบ่งอำนาจศาสนาให้ครอบคลุมไปทั่วทั้งจักรวาลเช่นนี้ จะเกิดประโยชน์อะไรแก่ใครบ้าง แต่ที่แน่ๆ การรณรงค์ต่อต้านการหมิ่นศาสนาในแต่ละครั้ง ได้สร้างบรรยากาศความกลัวและความไม่เป็นมิตรอย่างไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นในสังคมพุทธ  นอกจากจะแสดงออกถึงตัวกูอันใหญ่โต ราวกับเป็นศาสนาพุทธของกูแต่เพียงผู้เดียวแล้ว การเรียกร้องให้ใช้อำนาจรัฐจัดการพวกหมิ่นศาสนา ดูจะไม่ต่างอะไรกับการเรียกร้องให้ใช้ทุกวิถีทางจัดการกับพวกขายชาติหรือพวกล้มเจ้า เรากำลังอยู่ในยุคสมัยที่ศรัทธาในศาสนากลายเป็นส่วนหนึ่งของความบ้าคลั่ง การละเมิดสิทธิเสรีภาพ และการกำจัดผู้คนที่เห็นต่างทางการเมืองได้อย่างน่าเศร้า

    เมื่ออำนาจค้ำจุนความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันคืออวิชชา อาจถึงเวลาที่พระพุทธเจ้าจะล้มลง เพื่อเปิดพื้นที่ให้มนุษยธรรมและความรักในเพื่อนมนุษย์สามารถกระจายออกไปได้ในแนวราบ 

    ...ก้าวแรก คือการปีนข้ามภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรมลูกนี้ไปให้ได้   

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    "ผมไม่ลาออกครับ เพราะผมเป็นข้าราชการประจำ"

    1 ก.ย.57 ปลัดสำนักนายกฯ ตอบคำถามว่าจะลาออกหรือไม่ หลังควบตำแหน่ง รมต.สำนักนายกฯ อีก

     

    กรณีหนึ่งที่นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงความโปร่งใสของตน ก็คือการขายโรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์  เรามาลองตรวจสอบย้อนหลังกันดูว่ารัฐบาลของนายอานันท์ โปร่งใสจริงหรือไม่  ตั้งแต่ในประเด็นการรีบร้อนขาย การเลือกบริษัทประเมินราคา ราคาที่ขายเหมาะสมหรือไม่ และอื่นๆ  ทั้งนี้ผู้เขียนได้นำข่าวคราวเกี่ยวกับไทยออยล์ในหน้าหนังสือพิมพ์ในช่วงที่ผ่านมา มาวิเคราะห์ประกอบ

    ทำไมจึงรีบร้อนขาย          

    ประเด็นแรกที่มีผู้ตั้งคำถามมากที่สุดก็คือ ทำไมจึงรีบร้อนขาย ทำไมไม่รอรัฐบาลจากการเลือกตั้ง โดยถือเป็นการขายที่ "ฉุกละหุก" คือมีการประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อขายในวันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน 2535 (ปกติจะประชุมทุกวันอังคาร) แล้วในวันรุ่งขึ้น (ศุกร์ที่ 11 กันยายน 2535) ก็ทำสัญญาซื้อขายเรียบร้อย [1]  ทั้งนี้ก่อนวันเลือกตั้งใหญ่ 13 กันยายน เพียง 2 วันเท่านั้น "โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานอัยการสูงสุดอันถือว่าไม่ได้รับความเห็นชอบจากทนายแผ่นดิน" [2]  นี่จึงเป็นที่มาของคำครหา

    สำหรับคำชี้แจงของนายอานันท์ก็คือ "ถ้าเผื่อว่าจะสงสัย มันก็สงสัยกันได้ทุกอย่างล่ะครับ...คือผมอยากเรียนข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งผมไม่แน่ใจว่าเราเข้าใจระบบวิธีการบริหารราชการแผ่นดินกันหรือไม่ อาจจะเป็นเพราะความเคยชินในอดีตหรือเปล่าผมไม่ทราบ แต่ผมรับประกันได้ว่า ในขณะที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรี . . . ผมนี่เป็นคนที่ไม่ใช้อำนาจเด็ดขาด ในเรื่องของการบริหารงาน ผมจะฟังเสียงทุกคน. . ." [3]  คำชี้แจงที่มีผู้ถามว่าทำไมต้องขายนี้ ดูจะไม่เป็นเหตุเป็นผลเท่าที่ควร

    วิธีการคัดเลือกบริษัทประเมิน

    ในการคัดเลือกบริษัทประเมินนั้น "ให้กระทรวงอุตสาหกรรมคัด 1 ราย ไทยออยล์คัด 1 ราย และให้บริษัททั้งสองร่วมกับคณะกรรมการคัดเลือกสถาบันการเงินในประเทศและต่างประเทศอย่างละ 1 ราย" [4]  ประเด็นที่พึงพิจารณาก็คือ

              1. บริษัทที่ทำประเมิน ไม่ใช่บริษัทวิชาชีพประเมิน เป็นสถาบันการเงินหรือหน่วยงานอื่น ซึ่งคงไม่มีผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้เป็นของตนเอง อาจไปว่าจ้างบริษัทประเมินจริง ๆ มาทำการประเมินให้ในนามหรือเปล่าก็ไม่อาจทราบได้

              2. บริษัทประเมินค่าทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการประเมินโรงกลั่นในอังกฤษและสหรัฐอเมริกามีมากมาย แต่กลับไม่จ้าง อาจเป็นเพราะทางราชการไม่รู้จักวิชาชีพนี้ จึงจ้างสถาบันการเงินที่ไม่ได้ประกอบวิชาชีพนี้โดยตรงมาดำเนินการแทน ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง

              3. ยิ่งกว่านั้นการว่าจ้างบริษัทภัทรธนกิจซึ่งเป็นบริษัทในเครือกสิกรไทย และเกี่ยวพันกับนายเกษม จาติกวณิช [5] จึงไม่เป็นการสมควร แม้ราคาที่ประเมินได้จากบริษัทนี้จะสูง แต่ราคาจริงโดยบริษัทวิชาชีพประเมิน ก็ยังอาจสูงกว่านี้ก็เป็นได้  และยังไม่ใช่บริษัทที่เชี่ยวชาญด้านการประเมินค่าทรัพย์สิน

    ราคาที่ประเมินเหมาะสมหรือไม่

    ราคาที่ประเมินได้เฉพาะตัวโรงกลั่นคือ 200, 196, 140 และ 106 ล้านเหรียญสหรัฐตามลำดับ คณะกรรมการได้แล้วเอาสูงสุดและต่ำสุดออก เฉลี่ยได้ 168 ล้านเหรียญสหรัฐ วิธีการนี้ไม่เหมาะสมกับความเป็นจริง

              1. ในการพิจารณารายงานประเมินค่าทรัพย์สิน ไม่ใช่พิจารณาแต่เฉพาะตัวเลขที่ประเมินได้  ความจริงควรดูที่มาที่ไปว่าเขาคำนวณอย่างไร มีอะไรน่าเชื่อถือหรือไม่ ให้มีการตอบคำถามและประชุมร่วมกันทุกฝ่าย [6]

              2. ในแง่หนึ่งถ้าพิจารณาจากตัวเลขที่ปรากฏ  จะเห็นได้เบื้องต้นว่าราคาที่ประเมินได้ใกล้เคียงกัน 2 บริษัทคือ 196 และ 200 ล้านเหรียญสหรัฐ ก็มีความเป็นไปได้ที่เป็นราคาที่แท้จริงที่น่าจะเกาะอยู่ในกลุ่มนี้มากกว่าตัวเลขที่แตกต่างออกไปที่ 140 และ 106 ล้านบาท  ดังนั้นมูลค่าที่ประเมินได้น่าจะเป็น 198 ล้านบาท แทนที่จะเป็น 168 ล้านเหรียญสหรัฐหรือต่างกันถึง 30 ล้านเหรียญหรือ 758 ล้านบาท

    อย่างไรก็ตามนายอานันท์กลับสรุปเรื่องราคาประเมินว่า "ผลการประเมินราคาก็ต่ำ เราก็บอกว่าเราไม่ใช้ราคานั้นแล้ว เรามาได้ราคาหนึ่ง ซึ่งมากกว่า 100 เปอร์เซ็นต์คือ 8 พันกว่าล้านบาท" [3]  กรณีนี้เป็นการบิดเบือนหรือไม่ ราคาที่ประเมินได้คือราคาตัวโรงกลั่น ส่วนราคาที่สูงกว่านั้นรวมค่าเช่าที่ดินและหลังจากหักค่าเสื่อม และราคาที่ซื้อจริงไม่ได้มากกว่าเกิน 100% ตามที่นายอานันท์อ้างแต่อย่างใด

    ราคาที่ซื้อขายกันเหมาะสมหรือไม่

    ราคาที่มีการซื้อขายกันสุดท้ายตีไว้ 348.64 ล้านเหรียญสหรัฐหรือ 8,803.16 ล้านบาท ซึ่งรวมค่าเช่าที่ดินโรงกลั่นตามสัญญาและค่าตัวโรงกลั่นที่ 1 และ 2 รวมทั้งส่วนควบอื่นๆ  ราคานี้มีข้อน่าสงสัยคือ

              1. ถ้านายวัฒนา อัศวเหมซึ่งในขณะนั้นเสนอซื้อ 15,000 ล้านบาท จะได้แต่เครื่องและให้ย้ายออกในเวลา 6 เดือน [5] ทั้งที่ๆ ไทยออยล์ซื้อ รวมค่าเช่าที่ดินและส่วนควบอื่น  การตอบโต้ของนายเกษมเช่นนี้แสดงถึงการมีเลศนัย ไม่โปร่งใสหรือไม่

              2. ถ้านิติบุคคลอื่นเสนอซื้อที่ 15,000 ล้านบาท จะได้เฉพาะตัวโรงงานแล้วให้รื้อไป ใช้ท่าเรือก็ไม่ได้ แสดงว่าการที่อยู่ติดตรึงกับไทยออยล์ มีมูลค่ามากกว่านี้ใช่หรือไม่ [7] [8]

              3. ในการหักค่าเสื่อมอาคารจนเป็นมูลค่าซากนั้น เป็นการหักโดยไม่คำนึงถึงอายุขัยทางเศรษฐกิจซึ่งน่าจะสูงล้ำกว่าอายุขัยทางกายภาพหรือไม่ อาคารโรงกลั่น ซึ่งได้รับการบำรุงรักษาอย่างดีเพื่อให้ใช้งานได้ น่าจะมีอายุขัยในการใช้งานนานกว่าและมีมูลค่ามากกว่าที่คาดไว้หรือไม่

    จะเห็นได้ว่าไทยออยล์ได้ประโยชน์เพิ่มเติมหลังจากการซื้อโรงกลั่น ถือเป็น Goodwill ตามรายงานของไทยออยล์เองก็กล่าวว่า "ภายหลังจากการขยายกิจการโรงกลั่นน้ำมันครั้งที่ 2 เป็นที่เรียบร้อยในปี 2536 โรงกลั่นน้ำมันของบริษัทฯ กลายเป็นโรงกลั่นน้ำมันเดี่ยว (Single-Site) ที่ใหญ่ที่สุด และเป็นโรงกลั่นน้ำมันแบบคอมเพล็กซ์ (Complex Refinery) ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ ด้วยกำลังการกลั่นน้ำมันดิบถึง 190,000 บาร์เรลต่อวัน" [9] เป็นการเพิ่มมูลค่าขึ้นซึ่งรัฐบาลไม่ได้มีส่วนได้ด้วย

    ที่ดินที่เช่าจากกรมธนารักษ์ ซุกหรือไม่

    ตามข่าวที่รวบรวมไว้ มีผู้ถามว่าในเมื่อสัญญาเช่าที่ดินโรงกลั่นจะหมดลงในอีก 8 ปีข้างหน้า ทำไมรัฐบาลไม่จัดประมูลใหม่  ทำไม่ไม่ขายให้คนอื่นมาดำเนินการ  ทำไมรัฐบาลโดย ปตท และสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อยู่แล้ว ทำไมให้ผู้ถือหุ้นส่วนน้อยมาบริหารไทยออยล์ [10] ข้อนี้อาจยังข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใสต่อสังคมอยู่พอสมควร

    แต่ประเด็นหลักที่น่าสนใจก็คือ การที่กรมธนารักษ์ให้เช่าที่ดินแก่ไทยออยล์อีก 30 ปีนับแต่นั้นและจะหมดอายุในปี 2565 มีค่าเช่าเท่าไหร่ไม่เป็นที่เปิดเผย  มีใครไปประเมินค่าทรัพย์สินอย่างเป็นธรรมเป็นที่ยอมรับและเปิดเผยต่อสังคมหรือไม่  ข้อนี้มีความสำคัญมาก เพราะเป็นการเช่าระยะยาว และเป็นที่ตั้งโรงกลั่นสำคัญซึ่งมีมูลค่าสูง ไม่ใช่การเช่าที่ราชพัสดุสำหรับการทำนา ทำสวน  มูลค่าที่เช่านี้น่าจะสูงมาก แต่ไม่ได้อยู่ในจำนวนเงิน 8,803.16 ล้านบาทที่ขายโรงกลั่นไป  นี่อาจถือเป็นประเด็นสำคัญของความไม่โปร่งใสของนายอานันท์หรือไม่

    นอกจากนั้นยังมีข้อพึงพิจารณาว่า จริงหรือไม่ที่รัฐบาลอานันท์เอื้อประโยชน์ให้กับไทยออยล์ โดยนายอานันท์สั่งให้กระทรวงคมนาคมลดอาณาเขตน่านน้ำท่าเรือแหลมฉะบังลงจาก 80 ตารางกิโลเมตรเหลือ 40 ตารางกิโลเมตรทำให้ท่าเรือไทยออย์ไม่ต้องจ่ายค่าผ่านให้กรมเจ้าท่า [7] เป็นการลดรายจ่ายให้กับไทยออยล์  หรือกรณีที่ทำไมไทยออยล์จึงตระเตรียมเงินซื้อเกือบหมื่นล้านบาทได้ทันที ทั้งนี้ไทยออยล์อ้างว่าเป็นเงินสำรองไว้เพื่อซื้อน้ำมันและเพื่อลงทุนในหน่วยกลั่นที่ 4 ซึ่งข้ออ้างเหล่านี้คงพิสูจน์ได้ยาก [11]

    บทสรุปของความโปร่งใสหรือขมุกขมัว?

    ข้อน่าสังเกตหนึ่งก็คือรัฐมนตรีของนายอานันท์ปกป้องไทยออยล์หรือไม่  เช่น นายวีระ สุสังกรกาญจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการอุตสาหกรรมที่ได้ชื่อว่ามีประวัติซื่อสัตย์คนหนึ่งกล่าวว่า โรงกลั่นนี้ไม่ใช่ของรัฐ แต่ไทยออยล์สร้างแต่ให้รัฐเมื่อครบสัญญาโดยรัฐไม่ต้องเสียอะไรเลย [4]  การกล่าวเช่นนี้อาจดูคล้ายถูกต้องแต่ผิดถนัด เพราะตามกฎหมาย บรรดาอาคารทั้งหลายที่ก่อสร้างบนที่ดินเช่าระยะยาว ย่อมต้องตกเป็นของเจ้าของที่ดินเมื่อครบกำหนดสัญญาเช่า (เว้นแต่จะมีการทำสัญญาเป็นอื่น)  ท่านรัฐมนตรีผู้ซื่อสัตย์กลับมองว่าเป็นทรัพย์สินของไทยออยล์ 

    ส่วนนายเกษมชี้แจงเรื่องความโปร่งใสว่า "คนที่คิดว่าไม่โปร่งใสก็คงจะเป็นการดูถูกการทำงานของ 2 ปลัดกระทรวงกับ 5 รัฐมนตรีเป็นแน่" [11] ถือเป็นการชี้แจงที่ดู "กำปั้นทุบดิน" ไม่เป็นเหตุเป็นผลเท่าที่ควร  เป็นการอ้างตัวบุคคลมาเฉย ๆ เข้าทำนอง "อมพระมาพูด" หรือไม่  ยิ่งกว่านั้นนายเกษมยังกล่าวว่า "วันเซ็นสัญญาก็ออกข่าวไปทั่วประเทศ ไม่มีอะไรปกปิด แล้วจะว่าดำเนินการไม่โปร่งใสอย่างไร" [12]  ซึ่งการออกข่าวไม่ได้แสดงถึงความโปร่งใสแต่อย่างใด

    เรื่องนี้ผ่านไป 22 ปีแล้ว แต่ยังมีผู้กังขาอยู่  ผู้เขียนจึงได้รวบรวมหลักฐานจากข่าวคราวเหล่านี้มานำเสนอ  ส่วนจะมีข้อสรุปเป็นอย่างไรคงต้องมีหลักฐานที่แน่ชัดมากกว่าข่าวที่ปรากฏ และคงขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละคน  เพียงแต่ผู้เขียนให้ข้อสังเกตไว้ถึงความไม่สมเหตุสมผลบางประการเท่านั้น

     

    อ้างอิง

    [1]   สภายันกัดไม่ปล่อย ขายไทยออยล์ฉาว วัฒนาท้ารับซื้อเอง/ย้ำการซื้อขายมีพิรุธเหมือนฮั้ว สยามรัฐ 9 ก.พ.36 น.3.

    [2]   แฉขายไทยออยล์กลิ่นฉึ่ง มวลชน-ชาติไทยตามเช็ดรัฐบาลอานันท์/เป้าถล่ม'สิปปนนท์' สยามรัฐ 3 ธ.ค.35 น.3.

    [3]   อานันท์ ปันยารชุน เคลียร์ข้อกล่าวหา'ไม่โปร่งใส'กรณีขายโรงกลั่นอื้อฉาว 8,500 ล้าน สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ 39,47 (25 เม.ย.-1 พ.ค.36) 10-11.

    [4]   พลิกแฟ้ม'โรงกลั่นไทยออยล์' นักการเมืองไร้กึ๋น ฤาอานันท์ไม่โปร่งใส ประชาชาติธุรกิจ 18-20 ก.พ.36 น.12.

    [5]   เกทัพวัฒนาซื้อไทยออยล์ 1.5 หมื่นล้าน ได้แต่เครื่อง ฐานเศรษฐกิจ 11-13 ก.พ.36 น.1.

    [6]   กิตติ พัฒนพงศ์พิบูล. รายงานประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ อย่าดูเพียงบันทัดสุดท้าย. www.thaiappraisal.org/thai/standard/standard04.htm

    [7]   'ซูเปอร์เค'รับคำท้าทายฝ่ายค้าน พร้อมขายโรงกลั่นไทยออยล์ 1.5 หมื่นล./แถมกลั่นน้ำมันให้อีก 6 เดือน สยามรัฐ 10 ก.พ.36 น.3.

    [8]   วัฒนาเร่งเครื่องไม่แตะเบรก กลับคำไทยออยล์เน่าไม่ซื้อ สยามรัฐ 11 ก.พ.36 น.16.

    [9]   ส่วนที่ 4 การรับรองความถูกต้องของข้อมูล capital.sec.or.th/webapp/corp_fin/datafile/56/20080799T05.DOC

    [10] วัฒนายันเอาจริงซื้อไทยออยล์ 1.5 หมื่นล้าน สยามรัฐ 10 มี.ค.36 น.2.

    [11] ไทยออยล์ขายโรงกลั่น ใครเงินหนายินดีขาย สยามรัฐ 6 ก.พ.36 น.7.

    [12] 'ซูเปอร์เค'-ไขปริศนาเรื่องวุ่น ๆ ทำไมต้องซื้อ-ขายโรงกลั่น? ประชาชาติธุรกิจ 7-10 ก.พ.36 น.35.

    [13] ปตท.ติงหนี้'ไทยออยล์'อุปสรรคหลักแผนจ้างกลั่น ผู้จัดการรายวัน 26 ก.พ.42 น.5.

    [14] เกษม จาติกวณิช นำไทยออยล์สู้ศึกโรงกลั่นเสรี ธุรกิจก้าวหน้า 6,69 (เม.ย.37) 86-92.

    [15] เบื้องลึกวิวาทะ'เกษม-วัฒนา' ประชาชาติธุรกิจ 18-20 ก.พ.36 น.12.

    [16] เลหลังโรงกลั่นไทยออยล์ ใคร? ได้ประโยชน์ ฐานเศรษฐกิจ 11-13 ก.พ.36 น.22.

    [17] อวสาน ซูเปอร์เค? ผู้จัดการรายสัปดาห์ 15-21 ก.พ.36 น.1.

    [18] ไทยออยล์: ตำนานน้ำมันไทยที่ควรจดจำ http://info.gotomanager.com/news/details.aspx?id=1457

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกงชุมนุมต่อต้านและเข้าไปตะโกนไล่ขณะที่ผู้มีตำแหน่งจากทางการจีนกำลังปราศรัย เนื่องจากไม่พอใจที่ทางการจีนยังไม่ให้ 'ประชาธิปไตยเต็มใบ' จนตำรวจพยายามสลายการชุมนุมด้วยสเปรย์พริกไทย


    1 ก.ย. 2557 สำนักข่าวอัลจาซีรารายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจในฮ่องกงใช้สเปรย์พริกไทยสลายการชุมนุมของกลุ่มผู้เรียกร้องประชาธิปไตย หลังจากกลุ่มผู้ชุมนุมบุกฝ่าจุดตรวจเข้าไปในสถานที่ปราศรัยของเจ้าหน้าที่ทางการจีนหลังมีการประกาศว่าทางการจีนจะไม่ให้เขตบริหารพิเศษฮ่องกงซึ่งเป็นอดีตอาณานิคมอังกฤษได้รับประชาธิปไตยอย่างเต็มที่

    ขณะเกิดเหตุ หลี่เฟย รองเลขาธิการสภาประชาชนจีนกำลังปราศรัยอยู่นอกตัวอาคาร แต่กลุ่มผู้ประท้วงและ ส.ส. ฮ่องกง ตะโกนรบกวนการพูดปราศรัยจนต้องมีการระงับการปราศรัยชั่วคราว หนึ่งในกลุ่มผู้ประท้วงคือเหลียงกวอกฮุง ส.ส. ผู้ต่อต้านทางการจีน ผู้ตะโกนเรียกร้องให้ผู้ปราศรัยลงจากแท่นพร้อมทั้งชูมือขึ้นกลางอากาศ

    จากนั้นจึงมีผู้ชุมนุมเข้ามาสมทบกับเหลียงเหลียงกวอกฮุง มีผู้ชุมนุมคนหนุ่มสาวจำนวนหนึ่งกางป้ายผ้าที่หน้าแท่นปราศรัยของหลี่เฟยพร้อมกับตะโกนว่าต่อว่ารัฐบาลกลางของจีนว่า "รัฐบาลกลางผิดคำสัญญา ช่างน่าละอาย"

    ก่อนหน้านี้เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (31 ส.ค.) ทางการจีนปฏิเสธข้อเรียกร้องของผู้สนับสนุนประชาธิปไตยในฮ่องกงซึ่งเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งผู้นำคนใหม่ได้อย่างเสรี ทำให้ผู้คนในเขตปกครองพิเศษฮ่องกงจำนวนมากไม่พอใจ

    แม้ว่าสภาประชาชนแห่งชาติจีนจะอนุญาตให้ฮ่องกงเลือกตั้งผู้บริหารสูงสุดคนใหม่ได้ในปี 2560 ที่จะถึงนี้ แต่ก็ยืนยันว่าทางการจีนจะเป็นผู้สรรหาผู้สมัครชิงตำแหน่งเอง หลังจากการประกาศนี้ กลุ่มนักกิจกรรมก็แสดงความไม่พอใจและพากันประกาศว่าจะเกิดยุคสมัยของ "อารยะขัดขืน" เกิดขึ้นโดยวางแผนจะไปปักหลักประท้วงตามย่านการค้านานาชาติ

    อย่างไรก็ตาม ร็อบ แม็กไบร์ด นักข่าวอัลจาซีรารายงานจากในฮ่องกงว่า มีฝ่ายผู้ชุมนุมสนับสนุนทางการจีนพากันชุมนุมภายในเมืองซึ่งมีจำนวนมากกว่าผู้ชุมนุมอีกฝ่ายหนึ่ง กลุ่มผู้ชุมนุมสนับสนุนทางการจีนต้องการให้ฮ่องกงยังคงอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลจีนและไม่อยากให้สร้างความโกรธเคืองต่อรัฐบาลกลาง

    ในการปราศรัย หลี่เฟยซึ่งพูดด้วยภาษาจีนกลางในเมืองที่คนส่วนใหญ่พูดภาษาจีนกวางตุ้งกล่าวว่าทางการจีนจะไม่ทนต่อผู้นำที่ไม่จงรักภักดีต่อจีนแผ่นดินใหญ่ และบอกว่าจะไม่เลือกคนเหล่านี้เป็นผู้สมัครเลือกตั้ง

    "ผู้ที่ต้องการให้ฮ่องกงมีผู้แทนทางการเมืองอย่างอิสระ หรือต้องการเปลี่ยนแปลงระบอบสังคมนิยมในประเทศนี้จะไม่มีอนาคตทางการเมือง" หลี่เฟยกล่าว

    ก่อนหน้าการปราศรัยมีนักศึกษาจำนวนมากไปประท้วงที่หน้าโรงแรมที่หลี่เฟยอาศัยอยู่ ทำให้เขาซึ่งเพิ่งเดินทางจากกรุงปักกิ่งไปยังฮ่องกงต้องฝ่าฝูงชนเข้าไป

    หลังจากที่ทางการจีนได้รับคืนเกาะฮ่องกงจากอังกฤษในปี 2540 ฮ่องกงยังคงมีเสรีภาพอยู่บางส่วน เช่น สิทธิในการชุมนุมและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีในจีนแผ่นดินใหญ่


    เรียบเรียงจาก

    Hong Kong police disperse pro-democracy group, Aljazeera, 01-09-2014
    http://www.aljazeera.com/news/asia-pacific/2014/09/hong-kong-police-disperse-pro-democracy-group-20149142031693583.html

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    2 ก.ย.2557 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ท.ภาสกร กุลรวีวรรณ ผู้บังคับกองพันทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ ได้ทำจดหมายแจ้งขอความร่วมมือให้ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน งดจัดกิจกรรมแถลงข่าวและเสวนา “ความยุติธรรมที่ปิดปรับปรุง” ซึ่งมีกำหนดจะจัดขึ้นในวันนี้ เวลา 14.00 น.ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (FCCT) โดยให้เหตุผลว่า เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และหากมีเรื่องร้องเรียนจากประชาชนที่ประสบปัญหาการเข้าถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรมและการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในห้วงที่ผ่านมา หรือข้อเสนอแนะสำหรับการปฏิบัติงานด้านสิทธิมนุษยชนในห้วงต่อไปให้ดำเนินการผ่านศูนย์ดำรงธรรม (สายด่วน 1567)

    ผู้สื่อรายงานเพิ่มเติมว่า ผู้จัดงานได้อีเมล์แจ้งสื่อมวลชนว่าได้รับจดหมายดังกล่าวในวันนี้เวลา 11.39 น. ผ่านทางโทรสาร อย่างไรก็ตาม ทางคณะผู้จัดงานจะคงไปยัง FCCT เพื่อรอรับเอกสาร (ตัวจริง) กับทางตัวแทน คสช. ตั้งแต่เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป 

    เวลา 12.30 น. มีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจมากกว่า 10 นายเข้าดูแลพื้นที่ชั้น 1 ของอาคารจัดงาน

    ทั้งนี้ งานดังกล่าวจัดโดยศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชน ร่วมกับมูลนิธิผสานวัฒนธรรม และเอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai