Are you the publisher? Claim or contact us about this channel


Embed this content in your HTML

Search

Report adult content:

click to rate:

Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


    หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ พบกับ สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ รองศาสตราจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พูดคุยในโอกาสครบรอบ 50 ปี การจากไปของ ‘จิตร ภูมิศักดิ์’ นักประวัติศาสตร์และนักเขียนคนสำคัญของไทย ว่าทุกวันนี้ ‘จิตร ภูมิศักดิ์’ ถูกจดจำในหลากหลายภาพลักษณ์ เริ่มตั้งแต่ผู้แต่งบทกาพย์ยานี 11 “เปิบข้าว” ในแบบเรียนภาษาไทย ผู้แต่งเพลง “แสงดาวแห่งศรัทธา” ไปจนถึงนักวิชาการประวัติศาสตร์ผู้มีงานเขียนสำคัญ อาทิ โฉมหน้าศักดินาไทย, สังคมไทยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนสมัยศรีอยุธยา, ความเป็นมาของคำสยาม ไทย, ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ ฯลฯ นอกจากนี้เขายังทำให้สถานที่ซึ่งเขาจบชีวิต คือบ้านหนองกุง อ.วาริชภูมิ จ.สกลนคร กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดอีกด้วย

    เรื่องน่าสนใจอีกประการหนึ่งคือสำหรับนักต่อสู้ทางการเมืองทุกฝ่ายก็คือ บทเพลง “แสงดาวแห่งศรัทธา” ของจิตร ภูมิศักดิ์ ถูกนำไปขับร้องในกิจกรรมทางสังคมและการชุมนุมทางการเมืองของทุกกลุ่ม (ชมคลิป "แสงดาวแห่งศรัทธา" จากทุกเวที)โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นเพลงที่สร้างความประทับใจให้กับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นอย่างมาก ทั้งนี้เนื้อเพลง “แสงดาวแห่งศรัทธา” แต่งขึ้นในช่วงที่จิตร ภูมิศักดิ์ ถูกจองจำเป็นนักโทษการเมืองในคุกลาดยาว และทั้งที่ชีวิตยังอับเฉาในคุก แต่เขาก็ไม่สูญเสียความหวังในเรื่องชัยชนะของประชาชน โดยสุธาชัย เสนอว่า เพลงแสงดาวแห่งศรัทธา มีความสำคัญในแง่ ช่วยปลุกเร้าการต่อสู้ ในยามท้อแท้สิ้นหวัง ไม่รู้จะต่อสู้ไปอย่างไร และกลายเป็นเพลงที่มีความสำคัญสำหรับนักต่อสู้ทางการเมืองทุกสีทุกฝ่าย โดยที่ผู้แต่งเองก็ไม่สามารถผูกขาดการตีความหมายของเพลงไว้ได้

    ติดตามวิดีโอจากประชาไทที่

     

     

    ติดตามรายการหมายเหตุประเพทไทยย้อนหลังที่

    https://www.facebook.com/maihetpraphetthai หรือ

    https://www.youtube.com/playlist?list=PLyjd9jzMpO2Xby4FyxWMwY8auIFY01eVQ

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ย้อนดู ‘แบบแผน’ ของการจัดตั้งรัฐบาลของประเทศไทย การดำรงอยู่ และจุดจบของรัฐบาลทั้งรูปแบบ ‘เผด็จการ ประชาธิปไตยครึ่งใบ และประชาธิปไตย’ ในช่วงปี 2518-2539

     
    จากรายงานวิจัยเรื่อง 'รูปแบบรัฐบาลในระบบรัฐสภาไทย ระหว่าง พ.ศ. 2518-2539' โดย ธีรภัทร เสรีรังสรรค์ ด้วยเงินทุนสนับสนุนของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เผยแพร่เมื่อปี 2541 ที่ได้ศึกษาถึงลักษณะความแตกต่างของรูปแบบรัฐบาลในช่วงระยะเวลา 20 ปีเศษดังกล่าว และศึกษาปัจจัยที่ทำให้เกิดความแตกต่างของรูปแบบรัฐบาล รวมถึงทัศนคติของกลุ่มบุคคลสำคัญที่มีต่อรูปแบบรัฐบาล  ศึกษาเปรียบเทียบที่มาและการล่มสลายของรัฐบาลแต่ละรูปแบบภายใต้ระบอบการเมืองที่มีความแตกต่างกัน รวมทั้งที่มาและองค์ประกอบของคณะรัฐมนตรีในแต่ละรัฐบาล
     
    โดยงานวิจัยชิ้นนี้ศึกษาเริ่มจากรัฐบาลของ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช จนถึง รัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา มีการสำรวจทัศนคติของกลุ่มบุคคลชั้นนำทางการเมืองไทย โดยเฉพาะกลุ่มสมาชิกผู้แทนสภาผู้แทนราษฎร กลุ่มสมาชิกวุฒิสภา นักวิชาการ ข้าราชการประจำระดับสูง รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิอื่น ๆ ประมาณ 100 คน โดยผลวิจัยมีข้อค้นพบสำคัญด้าน แบบแผนการจัดตั้งรัฐบาลและการจัดความสัมพันธ์ทางการเมือง  ที่อาจเป็นข้อสังเกตสำหรับสถานการณ์ในปัจจุบัน
     
    ปัจจัยและความแตกต่าง ระหว่างปี 2518-2539
     
    ในช่วงระยะเวลา 20 ปี ดังกล่าว (2518-2539) มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐบาลในระบบรัฐสภาไทยทั้ง 3 รูปแบบคือ มีรัฐบาลรูปแบบเผด็จการ  รัฐบาลรูปแบบประชาธิปไตย และรัฐบาลรูปแบบกึ่งประชาธิปไตย ซึ่งปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความแตกต่างของรูปแบบการปกครอง สรุปได้ดังนี้
     
    รัฐธรรมนูญ ในการกำหนดรูปแบบของรัฐบาลในระบบรัฐสภาไทยในช่วงเวลาตั้งแต่ พ.ศ.2018-2539 ปัจจัยสำคัญที่สุดคือกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยรัฐธรรมนูญที่ใช้ปกครองประเทศจะกำหนดหลักเกณฑ์กติกาออกมาว่าในเวลานั้น ๆ ประเทศจะปกครองด้วยรูปแบบใด  จะปกครองด้วยรูปแบบเผด็จการ  รูปแบบประชาธิปไตย  หรือว่ารูปแบบกึ่งประชาธิปไตย  ในช่วงเวลาดังกล่าวปรากฏว่าประเทศไทยได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 6 ฉบับ ได้แก่ รัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2517 รัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2519 ธรรมนูญการปกครองฯ พ.ศ. 2520 รัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2521 ธรรมนูญการปกครองฯ พ.ศ. 2534 และรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2534  ในบรรดารัฐธรรมนูญและธรรมนูญการปกครองประเทศเหล่านี้จำนวน 3 ฉบับ  ที่กำหนดหลักเกณฑ์ให้มีรัฐบาลในรูปแบบเผด็จการ คือ รัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2519 ธรรมนูญการปกครองฯ พ.ศ. 2520 และธรรมนูญการปกครองฯ พ.ศ. 2534 ส่วนรัฐธรรมนูญที่กำหนดรูปแบบรัฐเป็นแบบกึ่งประชาธิปไตย ได้แก่ รัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2521 รัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2534 (ฉบับดั้งเดิมที่ยังไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติม)  และรัฐธรรมนูญกำหนดหลักเกณฑ์ให้มีรัฐบาลในรูปแบบประชาธิปไตย คือ  รัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2517  ทั้งนี้การกำหนดว่ารูปแบบรัฐบาลจะเป็นแบบใด  สามารถพิจารณาได้จากรูปแบบของสภาที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองการปกครองได้มากน้อยแค่ไหนนั่นเอง
     
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ผอ.รพ.มงกุฎวัฒนะและปธ.องค์กรเก็บขยะแผ่นดิน ระบุที่รพ.แม้มีคนต้านคสช.อยู่ แต่ก็เป็นส่วนน้อยและให้ความร่วมมือล่าแม่มดพวกหมิ่นฯเป็นอย่างดี แนะองค์กรอื่นเปิดเผยบอุดมการณ์ทางการเมืองบุคลากรเพื่อให้ผู้บริโภคสบายใจ

     

    30 พ.ค. 2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 10.38 น. ที่ผ่านมา เฟซบุ๊กแฟนเพจ 'เหรียญทอง แน่นหนา' ของ พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผอ.รพ.มงกุฎวัฒนะ และประธานองค์กรเก็บขณะแผ่นดิน ได้โพสต์ (ซึ่งเฟซบุ๊กเพจ 'องค์กรเก็บขยะแผ่นดิน' ได้แชร์ต่ออีกที) ว่า ขออนุญาตประชาสัมพันธ์การเปิดเผยข้อมูลเพื่อการตัดสินใจของผู้บริโภคหรือผู้ใช้บริการ รพ.มงกุฎวัฒนะ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุดมการณ์ทางการเมืองของแพทย์และบุคลากรส่วนน้อยบางคนตามโพสต์นี้

    "ผมเป็นคนชัดเจนจึงขอเปิดเผยว่า รพ.มงกุฎวัฒนะ ก็เป็นองค์กรหนึ่งที่มีแพทย์และบุคลากรที่ต่อต้าน คสช. แต่ก็มีเพียงส่วนน้อยและไม่ถึงกับเลวร้าย (พวกที่เลวร้ายไล่ออกไปตั้งแต่ปี 53 แล้ว) แต่ที่ทำให้ผมยอมรับได้ก็เพราะแพทย์และบุคลากรส่วนน้อยเหล่านี้ให้ความร่วมมือสืบค้นและส่งรายชื่อพวกหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นจำนวนมากให้แก่ผมเป็นอย่างดี ดังนั้นท่านผู้ใช้บริการ รพ.มงกุฏวัฒนะได้โปรดอย่ารังเกียจพวกเขา อย่างไรก็ตามหากท่านต้องการเลือกตรวจรักษากับแพทย์จำนวนมากที่สนับสนุน คสช. ท่านสามารถสอบถามข้อมูลโดยตรงได้ที่ผม" พล.ต.นพ.เหรียญทอง
     
    ผอ.รพ.มงกุฎวัฒนะ ระบุด้วยว่า ตนมีนโยบายเปิดเผยข้อมูล ทั้งนี้ก็เพราะทุกองค์กรมีคนประเภทนี้ปะปนอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น เพียงแต่ผู้บริหารองค์กรจะต้องเปิดเผยข้อมูลเพื่อให้ผู้บริโภคตัดสินใจรับการตรวจอย่างสบายใจ
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    "การใส่ชุดทหารมาเข้าร่วมกิจกรรมนั้น ไม่ถือว่าผิดระเบียบเพราะสถานศึกษาเป็นผู้กำหนด ผมมองว่านอกจากจะทำให้เด็กรู้สึกภาคภูมิใจและรู้สึกเข้มแข็งเมื่อสวมเครื่องแบบแล้ว รูปแบบของกิจกรรมอาจต้องการความทะมัดทะแมงจากเด็กด้วย” 
     
    เลขาธิการ กพฐ. กล่าว ถึงกรณีร.ร.ชุมชนดูนสาดจัดกิจกรรม "ทหารน้อยลูกแม่ฟ้าหลวง" โดยให้เด็กอนุบาลสวมชุดทหารมาเรียน, 27 พ.ค. 59

    คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากลและโพรเท็คชันฯ ออแถลงการณ์ร่วม ชี้คำพิพากษาพรุ่งนี้คดีอดีทหารนำกลุ่มชายฉกรรจ์ทำร้ายร่างกายชาวบ้านเปิดทางขนแร่ จ.เลย เป็นบททดสอบสำคัญเรื่องสิทธิของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

    ภาพเหตุการณ์ 15 พ.ค. 2557 กรณีกลุ่มชายฉกรรจ์ พร้อมอาวุธ เข้าเปิดทางให้รถบรรทุกขนย้ายแร่ทองคำออกจากเหมืองแร่ทองคำวังสะพุงจังหวัดเลย ชาวบ้านได้รับบาดเจ็บร่วม 30 คน 

    30 พ.ค. 2559 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า วันนี้ คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล หรือ ไอซีเจ (International Commission of Jurists) และโพรเท็คชัน อินเตอร์เนชั่นแนล (Protection International) ได้ออกแถลงการณ์ร่วม เรื่องคำพิพากษาของศาลจังหวัดเลยที่จะออกมาในวันพรุ่งนี้ (31พ.ค.59) ในคดีที่มีจำเลย คือ พล.ท.ปรเมษฐ์ ป้อมนาค (เกษียณอายุ) และพ.ท.ปรมินทร์ ป้อมนาค (บุตรชาย) จำเลยทั้งสองถูกกล่าวหาในคดีอาญาว่ามีส่วนร่วมในการใช้ความรุนแรง โดยใช้กลุ่มชายฉกรรจ์ติดอาวุธ กว่า 100 คน เข้าทำร้ายสมาชิกกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด รวมถึงชาวบ้านนอกเหนือจากกลุ่มดังกล่าวด้วย เหตุเกิดที่บ้านนาหนองบง จังหวัดเลย ในคืนวันที่ 15 พ.ค. 2557 โดยผู้เสียหายถูก ทำร้ายและกักขังไว้มากกว่า 7 ชั่วโมงระหว่างเกิดเหตุการณ์ปะทะกัน ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 20 ราย โดยในจำนวนดังกล่าวมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสจนต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลจำนวน 7 ราย 

    ซึ่งคำแถลงร่วมดังกล่าว ระบุว่า คำพิพากษาของศาลจังหวัดเลยที่จะออกมาในวันพรุ่งนี้ จะเป็นบททดสอบสำคัญต่อความยึดมั่นของประเทศไทยเรื่องการนำตัวผู้กระทำความผิดทางอาญาต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชนมาลงโทษ
     
    สำหรับกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดนั้น เป็นการรวมตัวของกลุ่มชุมชนที่ประท้วง โดยกล่าวอ้างว่าการทำเหมืองส่งผลกระทบ เป็นการทำลายสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของพวกเขา ทั้งนี้กิจกรรมของกลุ่มฯส่วนมาก เน้นที่การขอให้บริษัท ทุ่งคำ จำกัด หยุดการเหมืองแร่ทองคำ ที่ภูทับฟ้า จังหวัดเลย  

    แซม ซารีฟี (Sam Zarifi) ผู้อำนวยการคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล สำนักงานเอเชีย กล่าวว่า “สำหรับประเทศไทย คดีนี้กลายมาเป็นคดีสัญลักษณ์ที่นักปกป้องเพื่อสิทธิมนุษยชนถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนจากการที่พยายามคุ้มครองสิทธิชุมชนของพวกเขา” นอกจากนี้ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “มีคนจำนวนมากกำลังติดตามคดีนี้ เพื่อจะดูว่ารัฐบาลไทยจะได้ทำตามความยึดมั่นของตนเองที่จะคุ้มครองนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนหรือไม่”

    ทั้งนี้ การบุกโจมตีบ้านนาหนองบงดังกล่าวเกิดขึ้นสืบเนื่องมาจากกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดรวมถึงชาวบ้านในพื้นที่ตั้งสิ่งกีดขวางถนนเส้นในหมู่บ้านที่มุ่งไปทางเหมืองทองคำ ระหว่างการบุกโจมตี ได้มีการทำลายด่านกีดขวาง โดยมีรายงานว่ามีรถบรรทุกจำนวนอย่างน้อย 13 คัน เข้ามาขนแร่จากพื้นที่เหมือง

    จากคำให้การบางส่วนของชาวบ้าน พล.ท.ปรเมษฐ์ และพ.ท.ปรมินทร์ มีส่วนเกี่ยวข้องกับความรุนแรงในวันที่ 15 พ.ค.57  โดยบุคคลทั้งสองถูกตั้งข้อหาต่าง ๆ รวมถึงข้อหา ‘ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย’ และ ‘การกักขังผู้อื่นโดยมิชอบ หรือการลิดรอนเสรีภาพของผู้อื่นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 และ มาตรา 309

    แซม ยังได้กล่าวเสริมว่า “หากพิเคราะห์จากรายงานที่น่าเชื่อถือว่ามีกลุ่มชายฉกรรจ์ติดอาวุธมากกว่า 100 นาย เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว ไอซีเจมีข้อห่วงใยในประเด็นว่ามีจำเลยเพียงสองรายเท่านั้นที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาจากการโจมตีดังกล่าว ดังนั้น เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยได้สืบสวนคดีใหม่และประกันว่ามีการนำบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมารับผิดชอบ รวมถึงมีการให้การเยียวยาเหยื่อที่เกี่ยวข้องด้วย”

    คดีที่กล่าวหา พล.ท.ปรเมษฐ์ และพ.ท.ปรมินทร์ มีเหตุเชื่อมโยงมาจากความขัดแย้งระหว่างกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดและบริษัท ทุ่งคำ จำกัด โดยในรอบ 7 ปีที่ผ่านมา ทางบริษัทฯได้ยื่นฟ้องทั้งทางแพ่งและอาญากว่า 19 คดีต่อสมาชิกกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดและชาวบ้านอื่น ๆ จำนวน 33 ราย ซึ่งหนึ่งในการยื่นฟ้องคดีรวมถึงการฟ้องหมิ่นประมาททางอาญากับเด็กหญิงอายุ 15 ปี ที่ถูกกล่าวหาว่าได้กล่าวข้อความอันไม่เป็นผลดีเกี่ยวกับงานของบริษัทฯในรายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง

    อนึ่ง กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดได้เข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีอาญาและเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยทั้งสอง ศาลจังหวัดเลยได้นัดอ่านคำพิพากษาในวันอังคารที่ 31 พ.ค.59 เวลา 9.00 น.

    ข้อมูลพื้นฐาน :

    พล.ท.ปรเมษฐ์ ป้อมนาค และพ.ท.ปรมินทร์ ป้อมนาค ถูกตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการ ตามประมวลกฎหมายอาญา ได้แก่ มาตรา 295 (‘ความผิดฐานทำร้ายผู้อื่น จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย’) และมาตรา 296 (‘ระวางโทษฐานทำร้ายร่างกาย’), มาตรา 309 (‘ความผิดฐานการกักขังผู้อื่นโดยมิชอบ’ ) และมาตรา 310 (‘ระวางการกักขังผู้อื่นโดยมิชอบ’) , มาตรา 358 (‘ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ’), มาตรา 371 (‘ความผิดฐานพกพาอาวุธ’ ), มาตรา 376 (‘ความผิดฐานใช้ดินระเบิด’ ) , มาตรา 391 (‘ความผิดฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่น โดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตราย’) ประกอบกับข้อหาตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 ได้แก่ มาตรา 32, มาตรา 33 (‘การนำอาวุธปืนไปจดทะเบียนยังนายทะเบียนท้องที่’) รวมถึงมาตราอื่น ๆ ตามประมวลกฎหมายอาญา อาทิ มาตรา 83และมาตรา 84 (ตัวการและผู้ใช้), มาตรา 91 (มาตรา 90 และมาตรา 91 เป็นมาตราเกี่ยวกับการกระทำความผิดเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบท โดยให้ศาลลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ต้องไม่เกินโทษตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 91) นอกจากนี้ยังรวมถึงความผิดอื่น ๆ ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, มาตรา 7, มาตรา 8 ทวิ, มาตรา 72 และมาตรา 72ทวิ, พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2501 มาตรา 3, และคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ 44 ลงวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ข้อ 3,
    ข้อ6, และข้อ 7  

    ประเทศไทยมีพันธกรณีทางกฎหมายที่จะคุ้มครองนักปกป้องเพื่อสิทธิมนุษยชนจากการถูกโต้กลับด้วยเหตุที่มาจากการใช้สิทธิของพวกเขาที่ชอบธรรมและชอบด้วยกฎหมาย เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ประเทศไทยได้ร่วมกับประเทศอื่น ๆ อีก 126 ประเทศที่สมัชชาสหประชาชาติ (UN General Assembly) เพื่อรับเอาหนึ่งในข้อมติล่าสุดของสหประชาชาติเรื่องนักปกป้องเพื่อสิทธิมนุษยชน  ข้อมติสหประชาชาติที่ 70/161 ได้รับรองความสำคัญที่การให้ความคุ้มครองนักปกป้องเพื่อสิทธิมนุษยชนของรัฐต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องที่นักปกป้องเพื่อสิทธิมนุษยชนถูกประหัตประหารอันมีเหตุมาจากการมีกิจกรรมที่สงบและมติยังได้ต่อต้านภัยต่าง ๆ, การคุกคามและการข่มขู่ต่อนักปกป้องเพื่อสิทธิมนุษยชน รวมทั้งส่งเสริมให้รัฐต่าง ๆ สอบสวนข้อกล่าวหาเรื่องการข่มขู่และการโต้กลับ ทั้งยังสนับสนุนให้มีการนำตัวผู้กระทำผิดเข้ามาสู่กระบวนการยุติธรรม

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    30 พ.ค.2559 ที่ห้องพิจารณาคดี 912 ศาลอาญารัชดา นายธานัท ธนวัชรนนท์ หรือ ทอม ดันดี นักร้องดังวัย 58 ปีมาศาลในนัดตรวจความพร้อมของคู่ความ ในคดีหมายเลข อ.3575/2558 ก่อนจะถึงนัดสืบพยานในวันที่ 26-29 ก.ค.ที่จะถึงนี้ อย่างไรก็ตาม ในนัดนี้ทอม ดันดี ได้กลับคำให้การจากที่ปฏิเสธข้อกล่าวหาขอต่อสู้คดี เป็น รับสารภาพทุกข้อกล่าวหาและขอให้ศาลลงโทษสถานเบาและตัดสินคดีโดยเร็วเพื่อให้จำเลยได้มีโอกาสรับประโยชน์จากการพระราชทานอภัยโทษ ศาลได้ยกเลิกกำหนดสืบพยานเดิมและนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 1 มิ.ย.นี้เวลา 10.00 น.

    ทอม ดันดี กล่าวว่า เหตุที่ให้การรับสารภาพเนื่องจากติดคุกมาเกือบ 2 ปีแล้วถูกฟ้องคดี 112 ทั้งที่ศาลอาญาและศาลทหารโดยมองไม่เห็นทางว่าการต่อสู้คดีนั้นจะจบลงที่ใดจึงขอกลับคำให้การเพื่อให้คดีสิ้นสุดและเพื่อดำเนินการขออภัยพระราชทานอภัยโทษโดยเร็ว

    ทั้งนี้ ทนายจำเลยระบุว่าคาดว่าในศาลทหารที่มีกำหนดสืบพยานในวันที่ 21 มิ.ย.นี้ ทอม ดันดีก็จะกลับคำให้การเป็นรับสารภาพด้วยเช่นเดียวกัน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทอม ดันดี ถูกจับกุมตัวโดยเจ้าหน้ามที่ทหารเมื่อวันที่ 9 ก.ค.2557 เขาถูกแจ้งข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งคสช.ไม่มารายงานตัว ศาลลงโทษจำคุก 6 เดือนแต่ให้รอลงอาญา 2 ปี จากนั้นเขาถูกแจ้งข้อหาเพิ่มเติมอีก 2 คดี คือ ความผิดตามมาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1) (3) และ (5)

    คดี 112 คดีแรก พิจารณาคดีในศาลทหาร โดยอัยการทหารยื่นฟ้องเขาจากกรณีการปราศรัยเมื่อวันที่ 6 พ.ย.2556 ปรากฏเป็นคลิปในอินเทอร์เน็ตระหว่าง 6 พ.ย.2556-27 มิ.ย.2557 ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังรัฐประหาร และคสช.ประกาศให้คดี 112 ขึ้นศาลทหาร 

    คดี 112 คดีที่สอง อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 6 ยื่นฟ้องเขาต่อศาลอาญา รัชดา ในวันที่ 19 ต.ค.2558 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากเขาถูกคุมขังมา 1 ปี 3 เดือน เหตุจากกรณีมีคลิปปราศรัยของเขาปรากฏในอินเทอร์เน็ตระหว่างวันที่ 13 พ.ย.2556- 26 เม.ย.2557 ซึ่งเป็นเวลาก่อนการรัฐประหาร

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    30 พ.ค. 2559 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานว่า เมื่อเวลา 10.00 น. ศาลจังหวัดกำแพงเพชรนัดฟังคำพิพากษาในคดีระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร กับ กิตติภพ และ วิเศษ (สงวนนามสกุล) ในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112, ความผิดในการร่วมกันปลอมเอกสารราชการ และความผิดในการสวมเครื่องแบบหรือประดับเครื่องหมายของเจ้าพนักงานโดยไม่มีสิทธิ
     
    โดยพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ให้ลงโทษจำคุก 4 ปี ความผิดข้อหาสวมเครื่องแบบของเจ้าพนักงานโดยไม่มีสิทธิ ให้ลงโทษจำคุก 4 เดือน และความผิดข้อหาร่วมกันปลอมเอกสารราชการ ให้ลงโทษจำคุก 3 ปี รวมโทษจำคุก 7 ปี 4 เดือน แต่จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เหลือโทษจำคุกคนละ 3 ปี 8 เดือน
     
    ทั้งนี้ในการอ่านคำพิพากษา ศาลได้อ่านเฉพาะเรื่องการกำหนดโทษของจำเลยทั้งสอง แต่ไม่ได้อ่านในส่วนรายละเอียดคดีและข้อวินิจฉัยทางกฎหมายต่างๆ แต่อย่างใด ในเบื้องต้น จึงยังไม่ทราบรายละเอียดเนื้อหาในส่วนดังกล่าว
     
    ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิฯ รายงานด้วยว่า เหตุในกรณีนี้ กลุ่มจำเลยสี่คนถูกกล่าวหาว่าได้ร่วมกันปลอมเอกสารหนังสือราชการของสำนักราชเลขานุการ กองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และได้นำไปอ้างแสดงต่อเจ้าอาวาสวัดไทรงาม จังหวัดกำแพงเพชร พร้อมกับผู้เสียหายอีกหลายคน และยังมีการกล่าวอ้างว่าสามารถที่จะทูลเชิญสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ มาร่วมในพิธีของวัดได้ โดยมีการกล่าวอ้างแสดงตนว่าเป็นหม่อมหลวง พร้อมเรียกเงินค่าใช้จ่ายต่างๆ จากผู้เสียหาย ต่อมา ทางเจ้าอาวาสวัดไทรงามได้ให้ตัวแทนเข้าแจ้งความดำเนินคดี จำเลยทั้งสี่ได้ทยอยถูกควบคุมตัวในช่วงเดือนส.ค.58
     
    ต่อมา เมื่อวันที่ 22 เม.ย.59 กิตติภพ จำเลยที่ 2 และ วิเศษ จำเลยที่ 3 ซึ่งเคยให้การปฏิเสธข้อหา ได้ยื่นขอกลับคำให้การต่อศาล เป็นรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกข้อหา ศาลจึงได้นัดฟังคำพิพากษาในวันนี้ ขณะที่ อัษฎาภรณ์ จำเลยที่ 1 และ นพฤทธิ์ จำเลยที่ 4 ยืนยันให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา ศาลจึงให้อัยการโจทก์แยกฟ้องคดีของจำเลยที่ 1 และที่ 4 เข้ามาใหม่
     
    ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิฯ รายงานเพิ่มเติมด้วยว่า ในส่วนคดีของ อัษฎาภรณ์และ นพฤทธิ์ ที่ยังต่อสู้คดี พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องเป็นคดีใหม่ต่อศาลจังหวัดกำแพงเพชรมาเมื่อวันที่ 27 เม.ย.59 โดยคำฟ้องในคดีใหม่นี้เขียนในลักษณะเดียวกันกับคำฟ้องในคดีเดิม แต่ไม่ได้มีการฟ้องในข้อหาสวมเครื่องแบบหรือประดับเครื่องหมายของเจ้าพนักงานโดยไม่มีสิทธิ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 146 เหมือนในคดีแรก โดยศาลได้นัดพร้อมและสอบคำให้การในคดีใหม่นี้ในวันที่ 6 มิ.ย.59
     
    กรณีนี้ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิฯ ได้เข้าให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายกับ นพฤทธิ์ อายุ 28 ปี ซึ่งทำงานเป็นพนักงานบริษัทแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ นพฤทธิ์ ระบุว่าเขารู้จักกับ วิเศษ จำเลยอีกคนในคดีนี้ในฐานะรุ่นพี่รุ่นน้องที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน และไม่เคยรู้จักจำเลยอีกสองคนมาก่อน แต่วิเศษได้มาชวนไปร่วมทำบุญ โดยอ้างว่าให้เป็นเจ้าภาพร่วมกัน ที่วัดไทรงาม จังหวัดกำแพงเพชร ในช่วงเดือนเม.ย.58 แต่เขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแอบอ้างตามข้อกล่าวหา ไม่ทราบเรื่องการปลอมแปลงเอกสาร และไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆ โดยญาติของนพฤทธิ์เคยยื่นขอประกันตัวต่อศาลแล้ว 3 ครั้ง แต่ศาลไม่อนุญาต
     
    ก่อนหน้านี้ ในนัดสอบคำให้การครั้งแรก นพฤทธิ์และทนายความได้เคยยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้น ในประเด็นสถานะของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีว่าเป็นบุคคลตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือไม่ แต่ศาลได้ให้ยกคำร้องฉบับนี้ โดยระบุว่าชั้นนี้ยังไม่มีเหตุสมควรวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมาย
     
    ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิฯ ระบุว่า ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 บัญญัติบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองประกอบด้วยพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ในพื้นที่ชนบทของเนปาลยังคงมีความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับเรื่องประจำเดือนของผู้หญิง ทำให้เกิดการกีดกันที่ส่งผลถึงปัญหาสุขภาวะและทำให้ผู้หญิงเข้าไม่ถึงระบบการศึกษา แต่ก็มีผู้หญิงวัยรุ่น 7 คน จากจังหวัดสินธุลี ตอบโต้กลับด้วยการถ่ายภาพสิ่งที่พวกเธอถูกห้ามไม่ให้แตะต้องในช่วงที่มีประจำเดือน


    พวกเธอถ่ายสิ่งต้องห้ามขณะมีประจำเดือน (จากซ้ายไปขวา/บนลงล่าง) พวกเธอถูกห้ามดื่มนมวัว, ตัดเล็บ, ร่วมกิจกรรมชุมชน, ห้ามมองพระอาทิตย์ตรงๆ และต้องชำระร่างกายและแผ่นอนามัยในที่ลับตาคน
    ที่มาภาพ WaterAid 

    30 พ.ค. 2559 ในจังหวัดสินธุลีห่างจากกรุงกาฐมาณฑุลงไปทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ 130 กม. โครงการของหน่วยงานการกุศลวอเทอร์เอด (WaterAid) สนับสนุนโครงการให้ผู้หญิงวัยรุ่นทำการถ่ายภาพสิ่งต้องห้ามสำหรับพวกเธอในช่วงที่พวกเธอมีประจำเดือนเพื่อเป็นการท้าทายข้อห้ามในชุมชนและส่งเสริมสุขอนามัยสตรี มีการนำเสนอเรื่องนี้ผ่านสื่ออย่างดิอินดิเพนเดนต์เมื่อวันที่ 28 พ.ค. ที่ผ่านมาในโอกาสวันสุขอนามัยประจำเดือนนานาชาติ

    เนปาลมีความเชื่อว่าผู้หญิงในช่วงมีประจำเดือนเป็นสิ่งที่ "ไม่บริสุทธิ์" หรือ "แปดเปื้อน" จึงมีการแยกผู้หญิงจากครอบครัวในช่วงนั้น มีการห้ามมองพระอาทิตย์ ห้ามแตะต้องผลไม้หรือดอกไม้ หรือแม้กระทั่งห้ามอยู่ที่บ้านตัวเอง หนึ่งในข้อห้ามนี้มาจากประเพณี "เชาปาดี" (Chhaupadi) ที่นิยมในหมู่ชุมชนชาวฮินดูในตะวันตกของเนปาลที่กีดกันไม่ให้ผู้หญิงปฏิสัมพันธ์กับครอบครัวเป็นเวลา 6-10 วัน คนที่เพิ่งคลอดลูกก็อาจจะถูกห้ามในแบบเดียวกันเป็นเวลา 10 วันด้วย

    เรื่องนี้มาจากความเชื่อเหนือธรรมชาติที่ว่าผู้หญิงที่มีประจำเดือนไม่บริสุทธิ์และอาจจะทำให้เกิดโชคร้ายหรือความเจ็บป่วย ทำให้ผู้หญิงถูกห้ามไม่ให้กินเนื้อ นม ผลไม้ และผัก เพราะกลัวว่าประจำเดือนจะทำให้ผลผลิตแย่ลง ทำให้ผู้หญิงในช่วงมีประจำเดือนกินได้แต่ข้าว เกลือ และอาหารแห้งเท่านั้น เรื่องนี้อาจจะส่งผลกระทบต่อการศึกษา สุขภาวะทางกายและใจ รวมถึงบทบาทในชุมชนของผู้หญิงด้วย ถึงแม้ว่าประเพณี "เชาปาดี" จะถูกสั่งห้ามจากศาลสูงสุดของเนปาลในปี 2548 แต่ก็ยังคงมีชุมชนในชนบทยังคงปฏิบัติตามประเพณีเหล่านี้อยู่

    มานิชา หญิงวัยรุ่นอายุ 14 ปีที่เข้าร่วมโครงการเล่าว่าเธอต้องไปอยู่กับบ้านคนอื่นในช่วงที่มีประจำเดือนครั้งแรก เธอถูกห้ามไม่ให้ไปโรงเรียนและแม้กระทั่งถูกห้ามอ่านหนังสือ เธอมองว่ามันเป็นความเชื่อที่ผิดที่ห้ามคนเรียนหนังสือในช่วงมีประจำเดือน ในเนปาลมีจำนวนผู้หญิงที่ไม่รู้หนังสือมากถึงร้อยละ 58

    หญิงวัยรุ่นที่เข้าร่วมโครงการต่างก็ไม่เคยแตะกล้องมาก่อน แต่พวกเธอก็ได้รับโอกาสให้สามารถแสดงผลงานภาพถ่ายของเธอต่อชุมชนได้เพื่อให้เพื่อนและครอบครัวของพวกเธอร่วมกันหารือเกี่ยวกับข้อห้ามเรื่องประจำเดือน

    บาร์บารา ฟรอสต์ ผู้บริหารสูงสุดของวอเทอร์เอดกล่าวว่า ความเงียบและการตีตราเกี่ยวกับเรื่องประจำเดือนส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของผู้หญิง นอกจากนี้การที่ไม่มีห้องน้ำส่วนตัวในโรงเรียนทำให้ผู้หญิงมักจะโดดเรียนในช่วงที่มีประจำเดือนหรือบางคนก็ออกจากโรงเรียนไปเลยเมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น

    ฟรอสต์กล่าวอีกว่า "ความสามารถในการจัดการกับประจำเดือนอย่างถูกสุขลักษณะและมีศักดิ์ศรีได้เป็นสิ่งสำคัญต่อความเป็นอยู่ที่ดีของผู้หญิง มันทำให้ผู้หญิงรู้สึกว่าพวกเธอสามารถมีบทบาทอย่างเต็มที่ในสังคมได้ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาใดก็ตาม"

    หญิงวัยรุ่นที่เข้าร่วมโครงการถ่ายภาพต่างๆ ตั้งแต่ กระจก หวี ในฐานะสิ่งของที่ถูกห้ามใช้เวลาที่มีประจำเดือน ภาพของแสงอาทิตย์ ภาพครอบครัว ภาพผลไม้อย่างมะละกอ ภาพห้องน้ำโรงเรียนที่มีคนต่อแถวยาวเหยียดเพราะโรงเรียนห้องน้ำน้อยเกินไปจนไม่พอใช้ ภาพสถานที่ส่วนตัวที่พวกเธอใช้ชำระล้างผ้าอนามัยเนื่องจากถูกห้ามไม่ให้ชำระล้างในที่ๆ คนเห็น ภาพของคนที่ต้องเก็บหญ้าและฟืนเพื่อสะท้อนประสบการณ์สิ่งที่เธอกำลังทำอยู่ตอนมีประจำเดือนครั้งแรก

    ซุชมา ดิยาลี อายุ 15 ปี บรรยายถึงรูปกระจกกับหวีของเธอว่า หวีกับกระจกสำหรับเธอเป็นสิ่งที่สำคัญในการทำตัวเองให้สะอาดและมีสุขภาพดี เธอหวังว่าเพื่อนคนอื่นๆ ที่มีประจำเดือนเหมือนเธอจะสามารถเติบโตได้ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ถูกจำกัดเพียงเพราะมีประจำเดือน ได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวมากกว่านี้ และสามารถเป็นอิสระออกสำรวจหาโอกาสและศักยภาพที่ดีขึ้นรอบตัวพวกเธอได้

     

     

    เรียบเรียงจาก

    Nepalese girls take photos of all the things they can't touch during their periods due to menstrual taboos, The Independent, 28-05-2016
    http://www.independent.co.uk/news/world/asia/nepalese-girls-take-photos-of-all-the-things-they-cant-touch-during-their-periods-due-to-menstrual-a7052266.html

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    กกต.เผยมีผู้ร้องผ่านแอพตาสับปะรด 'สุรนันทน์-พิชญ์' ใส่เสื้อข้อความ “รับและไม่รับ" มีลักษณะชี้นำ ส่ง กกต.กทม.ตรวจสอบผิดกฎหมายหรือไม่ ระบุความผิดตาม พ.ร.บ.ประชามติ เป็นความผิดทางอาญา ผู้พบเห็นแจ้งพนักงานสอบสวนได้เลย

    ที่มา เฟซบุ๊ก 'Suranand Vejjajiva

    30 พ.ค. 2559 บุญส่ง น้อยโสภณ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า กกต.ได้รับแจ้งเบาะแสการกระทำการออกเสียงประชามติบริเวณปริมณฑล จำนวน 11 เรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง กลุ่มการเมืองที่ลงพื้นที่ แสดงความคิดเห็น และร้องว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อาจกระทำผิด พ.ร.บ.ประชามติ ซึ่งฝ่ายสืบสวนสอบสวนตรวจสอบแล้ว พบว่าไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามกฎหมาย และบางเรื่องเกิดขึ้นก่อนพ.ร.บ.ประชามติมีผลบังคับใช้ จึงได้สั่งยุติเรื่อง ดังนั้นจึงถือว่าไม่มีเรื่องร้องเรียนใน กกต.

    บุญส่ง กล่าวว่า พบว่ามีการแจ้งเบาะแสแอพพลิเคชั่นตาสับปะรด นับตั้งแต่เปิดตัวแอพฯ จนถึงวันที่ 16 พ.ค.59 จำนวน 2 เรื่อง โดยร้องว่า สุรนันทน์ เวชชาชีวะ สมาชิกพรรคเพื่อไทย และ พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สวมเสื้อข้อความ  “รับและไม่รับ” ที่มีลักษณะชี้นำ ซึ่งได้ส่งไปยัง กกต.กทม. ในฐานะเจ้าของพื้นที่ในการตรวจสอบ  ว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดอาญาหรือไม่

    นายบุญส่ง  กล่าวว่า แม้มาตรา 61 ของ พ.ร.บ.ประชามติ   จะถูกมองว่าขัดรัฐธรรมนูญ แต่ส่วนตัวเห็นว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ  เพราะการกระทำที่ถือว่าเข้าข่ายผิดมาตราดังกล่าวต้องมี 3 องค์ประกอบ  คือ 1.ต้องไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง 2.ต้องไม่ก้าวราว รุนแรง ข่มขู่ ปลุกระดม   และ 3.การกระทำนั้นมีเจตนามุ่งให้ประชาชนออกเสียงไปทางใดทางหนึ่ง  ยากมากที่จะมีการกระทำผิดในลักษณะดังกล่าวได้

    “ไม่อยากให้ผู้ที่จะแสดงความคิดเห็นเกรงกลัวมากเกินไป เพราะตัวกฎหมายมีเจตนาปรามเท่านั้น ความผิดตาม พ.ร.บ.ประชามติ เป็นความผิดทางอาญา ซึ่งกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจ กกต. ในการชี้ขาด ดังนั้น หากประชาชนพบเห็นการกระทำความผิดก็สามารถที่จะแจ้งต่อพนักงานสอบสวนได้เลย ถ้ามาแจ้ง กกต. ก็จะรวบรวมแจ้งต่อพนักงานสอบสวนให้ไปดำเนินการ ซึ่งแนวปฏิบัตินี้แจ้งเป็นหนังสือไปยังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 23 พ.ค.59 ว่าตำรวจจะดำเนินการอย่างไร” บุญส่ง กล่าว

    บุญส่ง ยังกล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายการเมืองเรียกร้องให้มีการเปิดพื้นที่แสดงความคิดเห็นมากขึ้น ว่า กรณีดังกล่าวไม่ใช่หน้าที่ของ กกต. ตนมองว่าผู้ออกกฎหมายควบคุมสถานการณ์มีเจตนาที่ดี เพราะขณะนี้สถานการณ์ยังอยู่ในช่วงที่มีความขัดแย้งอยู่

    ที่มา : สำนักข่าวไทยมติชนออนไลน์และเดลินิวส์

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    30 พ.ค. 2559 เมื่อเวลา 09.00 น. ที่กองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 22 ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี เกรียง กัลป์ตินันท์ อดีต ส.ส.อุบลราชธานี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และ วรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ อดีต ส.ส.อุบลราชธานี เขต 1 พรรคเพื่อไทย พร้อม พิศทยา ไชยสงคราม ภรรยา เข้ารายงานตัวตามคำสั่งเรียกของมณฑลทหารบกที่ 22 โดยมีอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย จังหวัดอุบลราชธานี ประกอบด้วย สมคิด เชื้อคง สมบัติ รัตโน ปัญญา จินตะเวช ณรงค์ศักดิ์ โกศัลวัฒน์ เอกชัย ทรงอำนาจเจริญ และสมาชิกสภาเทศบาลนครอุบลราชธานี เดินทางมาให้กำลังใจ

    ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ทหารได้เชิญ เกรียง และวรสิทธิ์ พร้อมนางสาวพิศทยา เข้าพบ พล.ต.อชิร์ฉัตร โรจนะภิรมย์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 22 (ผบ.มทบ.22 ) ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบจังหวัดอุบลราชธานี ที่ห้องประชุมชั้น 2 โดยไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าไปภายในห้องประชุมดังกล่าวใช้เวลาประมาณ 30 นาที

    ภายหลังการพูดคุย เกรียง เปิดเผยว่า การเข้าพบ ผบ.มทบ.22 ในครั้งนี้ เนื่องจากทางเจ้าหน้าที่ทหารติดต่อนัดหมายมาตั้งแต่วันที่ 26 พ.ค. 59 จึงได้เดินทางมาตามนัด ซึ่งจากการพบปะกันแล้ว เบื้องต้นทางทหารแจ้งว่าเข้าข่ายผู้มีรายชื่อกลุ่มผู้มีอิทธิพล 16 ด้าน ที่กระทรวงมหาดไทย ประกาศรายชื่อมาจากส่วนกลาง จึงปฏิเสธไปว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะเป็นเพียงอดีต ส.ส. และระยะหลังก็ไม่ได้ทำอะไร อยู่แต่บ้าน
     
    เกรียง เผยต่อว่า ผบ.มทบ.22 กล่าวว่าผู้กว้างขวางรู้จักคนมากกับผู้มีอิทธพลใกล้เคียงกันมาก และไม่รู้ว่าตนเองไปเข้าข่ายผู้มีอิทธพลด้านใด ก่อนที่ทาง ผบ.มทบ.22 จะพูดถึงเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ ว่า ในฐานะที่รู้จักชาวบ้านเยอะอยากให้ช่วย ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนออกมาลงประชามติ ซึ่งไม่กล้าพูดอะไรกับประชาชนมากเพราะเกรงจะเป็นการชี้นำ โดยหลังพูดคุยมีการลงชื่อในเอกสารว่าได้เข้ามาพบตามนัดหมายแล้วจึงเดินทางกลับ
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    ภาพที่หัวหน้า คสช. ถูกรุมล้อมจากประชาชนเพื่อขอถ่ายรูปเซลฟี่ราวกับซุปเปอร์สตาร์จากเกาหลี (ไม่แน่ใจว่าเป็นเกาหลีใต้หรือเกาหลีเหนือ) นั้นอาจทำให้หลายคนคิดไปไกลว่า คสช. ได้รับความนิยมล้นหลามจากคนไทยทั้งประเทศ

    ความจริงแล้วในทุกรัฐบาลย่อมมีทั้งคนรักและคนเกลียดเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป ดังนั้นการที่จะตัดสินความนิยมในรัฐบาลด้วยภาพถ่ายเพียงไม่กี่ภาพจึงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

    คสช. หมายมั่นปั้นมือถึงความสำเร็จในการลงประชามติรัฐธรรมนูญว่า จะช่วยปฏิรูปประเทศไทยได้ ด้วยความไม่วางใจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง คสช. จึงขอเป็นผู้แต่งตั้ง ส.ว. เสียเองเพื่อสานต่อภารกิจของ คสช. อย่างน้อย 5 ปี พร้อมพ่วงคำถามพิเศษเพื่อหวังให้ ส.ว. เหล่านี้มีอำนาจเลือกนายกฯได้

    หลายคนอาจคิดว่า ประชามติกับการเลือกตั้งไม่เกี่ยวกัน แต่สำหรับประชาชนหาเช้ากินค่ำ หรือที่มักเรียกกันว่า “ชนชั้นล่าง” อาจไม่ได้คิดเช่นนั้น  

    ก่อนการรัฐประหาร 2557 เรามีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหลายรัฐบาล แต่รัฐบาลเหล่านี้ต้องเผชิญความยุ่งยากจากการชุมนุมทางการเมืองของฝ่ายที่เห็นต่าง

    เห็นได้ชัดว่า ช่วงการชุมนุมทางการเมืองในรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ คนในกรุงเทพ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลาง-ชนชั้นสูง เนื่องจากการปิดถนนกีดขวางการจราจร ขณะที่ชาวชนบทได้รับผลกระทบน้อยกว่ามาก

    เมื่อ คสช. เข้ามาบริหารประเทศสามารถสยบการชุมนุมทางการเมืองของทุกฝ่ายลงได้อย่างราบคาบ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนในกรุงเทพ โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองที่ผ่านมาจะสนับสนุน คสช. 

    แต่การที่ คสช. ปรับเปลี่ยนนโยบายประกันราคาผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะข้าว และยางพารา ส่งผลให้ราคาผลผลิตทางการเกษตรเหล่านี้ตกต่ำอย่างหนักเป็นสิ่งที่สร้างผลกระทบต่อชาวชนบทอย่างรุนแรง ซ้ำร้ายภัยแล้งที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปียิ่งซ้ำเติมชาวชนบทเข้าไปอีก ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือ ชาวชนบท

    เม็ดเงินจากภาคการเกษตรหดหายอย่างมากทำให้ชีวิตของชาวชนบทที่เผชิญกับความยากลำบากอยู่แล้วยิ่งยากลำบากขึ้นไปอีก ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ 

    คสช. อ้างว่า เศรษฐกิจโลกตกต่ำเป็นผลให้เศรษฐกิจไทยต้องตกต่ำตามนั้น คำถามจึงอยู่ที่ว่า เศรษฐกิจไทยตกต่ำตามเศรษฐกิจโลกจริงหรือ ?

    อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย ปี 2000-2014



    อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในอาเซียน ปี 2000-2014

    ข้อมูลจากธนาคารโลก (World Bank) ระหว่างปี 2000-2014 แสดงให้เห็นว่า ช่วงปี 2001-2003 เป็นช่วงของรัฐบาลพลเรือนอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยค่อนข้างสูงคือ จากร้อยละ 2.17 ต่อปีในปี 2001 เป็นร้อยละ 7.14 ต่อปีในปี 2003 เป็นไปตามประเทศเกือบทุกประเทศในอาเซียน แต่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยสูงกว่าหลายประเทศมากจนขยับจากอันดับที่ 9 ของอาเซียนขึ้นมาอยู่เป็นอันดับที่ 3 ของอาเซียน รองจากพม่าและกัมพูชา

    ในปี 2005 เป็นช่วงที่เริ่มมีการชุมนุมทางการเมืองของฝ่ายตรงข้าม อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยมีแนวโน้มลดลงจากร้อยละ 6.37 ต่อปีในปี 2004 เหลือร้อยละ 4.6 ต่อปี แม้ว่าจะเป็นไปตามประเทศส่วนใหญ่ในอาเซียน แต่ประเทศไทยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำกว่าหลายประเทศจนอันดับร่วงมาอยู่เกือบรั้งท้ายของอาเซียน เหนือกว่าบรูไนเท่านั้น

    ช่วงรัฐบาลทหารปี 2006-2007 อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอยู่ภาวะทรงตัวร้อยละ 5.04-5.09 ต่อปี เป็นไปตามประเทศส่วนใหญ่ในอาเซียน ยกเว้นฟิลิปปินส์และติมอร์ เลสเต ที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสวนกระแส แต่อันดับของไทยก็ยังคงอยู่เกือบรั้งท้ายของอาเซียน เหนือกว่าบรูไนเท่านั้น

    หลังการเลือกตั้งปี 2008 ที่ทำให้ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีถึง 2 คนภายในปีเดียวกัน และผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกา อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยก็ตกอยู่ในภาวะดิ่งเหวเหลือร้อยละ 2.48 ต่อปี และร้อยละ - 2.33 ในปีถัดมา แม้จะเป็นไปตามหลายประเทศในอาเซียน แต่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยหดตัวรุนแรงที่สุด ฉุดรั้งให้ประเทศไทยร่วงมาอยู่อันดับสุดท้ายของอาเซียนในปี 2009

    ในปี 2010 แม้จะมีการชุมนุมทางการเมืองของฝ่ายตรงข้าม แต่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอยู่ภาวะก้าวกระโดด โดยขึ้นไปอยู่ที่ร้อยละ 7.81 ต่อปี เป็นไปตามประเทศเกือบทั้งหมดในอาเซียน ยกเว้นพม่าและติมอร์ เลสเต ที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลง แต่ด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยที่สูงกว่าหลายประเทศ ส่งผลให้ประเทศไทยขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 4 ของอาเซียน

    ในปี 2011 อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยหดตัวรุนแรงอีกครั้งจนเหลือร้อยละ 0.08 ต่อปี ด้วยภาวะเศรษฐกิจไทยที่เกือบไม่เติบโต ฉุดรั้งให้ประเทศไทยร่วงมาอยู่อันดับสุดท้ายของอาเซียนอีกครั้ง

    ในปี 2012 อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยกลับมาก้าวกระโดดอีกครั้ง โดยขึ้นไปอยู่ที่ร้อยละ 6.49 ต่อปี สวนกระแสหลายประเทศในอาเซียน ผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นไปอยู่อันดับที่ 6 ของอาเซียน

    ช่วงปี 2013-2014 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการชุมนุมทางการเมืองของฝ่ายตรงข้ามและการรัฐประหาร อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยทรุดตัวลง 2 ปีติดต่อกันจนลงมาเหลือร้อยละ 0.71 ต่อปี ฉุดรั้งให้ประเทศไทยลงมาอยู่ที่อันดับสุดท้ายของอาเซียนอีกครั้งในปี 2014

    แม้ประเทศไทยไม่อาจฝืนกระแสเศรษฐกิจโลกได้ แต่ข้อมูลเหล่านี้บ่งบอกว่า การชุมนุมทางการเมืองส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย ส่วนการรัฐประหารซึ่ง คสช. เชื่อว่า จะช่วยกอบกู้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยได้กลับไม่ได้ช่วยอะไร ดังนั้นการที่ คสช. พยายามสร้างภาพมายาเรื่องเศรษฐกิจจึงไม่ใช่ของจริง

     


     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    30 พ.ค.2559 จากกรณี เมื่อวันที่ 26 พ.ค.ที่ผ่านมา มีภาพและข่าวปรากฏโรงเรียนชุมชนดูนสาด ต.ดูนสาด อ.กระนวน จ.ขอนแก่น เด็กนักเรียนอนุบาลแต่งชุดทหารมาเรียน โดย อรุณ โพธิ์ศรี หัวหน้าสายอนุบาล เปิดเผยว่า สาเหตุที่ให้เด็กนักเรียนแต่งชุดทหารมาโรงเรียนคือ ทางโรงเรียนได้จัดทำโครงการ "ทหารน้อยลูกแม่ฟ้าหลวง" เพื่อเป็นการสำนึกในแม่ฟ้าหลวงของปวงชนชาวไทย โดยการปลูกฝังให้เด็กมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย มีระเบียบวินัย สร้างจิตสำนึกของเด็ก เน้นความเป็นอัตลักษณ์ของโรงเรียน คือ ยิ้ม ไหว้ ทักทาย จิตอาสา โดยให้เด็กแต่งชุดทหารมาทุกวันพฤหัสบดี โดยช่วงเช้าจะทำการรวมเด็กเกี่ยวกับการมีระเบียบวินัย ออกทำการเก็บขยะบริเวณโรงเรียน โดยเป็นการปลูกฝังนิสัยให้เด็ก ๆ ด้วย (อ่านรายละเอียด) จนก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลเน็ตเวิร์กทั้งเชิงเห็นด้วยและคัดค้าน รวมทั้งมีนักวิชาการได้ออกมาแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ถึงกรณีดังกล่าว

    ล่าสุดวันนี้ (30 พ.ค.59) ข่าวสดออนไลน์รายงานว่า ผู้สื่อข่าวของข่าวสดได้เดินทางไปที่โรงเรียนชุมชนดูนสาด พร้อมทั้งสอบถามกับ ประจักษ์  จันทร์ทอง ผู้อำนวยการโรงเรียนดังกล่าว ซึ่งแสดงสีหน้าเป็นกังวลอย่างมากในการตกเป็นข่าวครั้งนี้  โดย ประจักษ์ กล่าวว่า ตนเพิ่งย้ายมารับตำแหน่งในปี 56 แต่โครงการ “ทหารน้อยลูกแม่ฟ้าหลวง” มีมาก่อนที่ตนจะเข้ามาเป็นผู้อำนวยการของโรงเรียน ฉะนั้นตนจึงได้สั่งการให้ฝ่ายวิชาการค้นหาเอกสารโครงการดังกล่าวว่าเป็นไปตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการหรือไม่อย่างไร ถ้าทุกอย่างไม่ผิดระเบียบข้อบังคับใดๆ อีกทั้งชุมชนในพื้นที่เห็นด้วย ก็อาจจะดำเนินโครงการนี้ต่อไป เพียงย้ายจากวันพฤหัสบดีมาใส่ชุดทหารน้อยในวันพุธแทน เนื่องจากทุกวันพุธระดับชั้นประถมศึกษาจะแต่งกายชุดลูกเสืออยู่แล้ว ก็ให้น้องอนุบาลได้แต่งเป็นทหารน้อยรอไปก่อนจนได้เลื่อนชั้นถึงระดับประถมศึกษา

    ด้าน ศิริพร  พินิจมนตรี อายุ 27 ปี อาชีพทำนา ผู้ปกครองของนักเรียนเรียนซึ่งอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 1 โรงเรียนนี้ กล่าวว่า ทุกวันพฤหัสบดีตนต้องแต่งชุดทหารน้อยให้กับลูกสาวตอนเช้าก่อนไปโรงเรียน โดยเครื่องแบบนี้เป็นกางเกงลายทหารขายาว และเสื้อลายทหารแขนยาว พร้อมกับมีผ้าพันคอสีฟ้าขอบตะเข็บสีแดงซึ่งวันเปิดภาคเรียนใหม่ทางโรงเรียนได้จำหน่ายให้แก่เด็กทุกๆคน ราคาชุดละ 100 บาท
     
    ศิริพร กล่าวอีกว่า ตนรู้สึกสงสารลูกมากที่ต้องได้แต่งเป็นชุดทหารเสื้อแขน-กางเกงแขนยาวอย่างนี้ เพราะอากาศทางภาคอีสานโดยเฉพาะจังหวัดขอนแก่นของเราอากาศร้อนจัด ลูกสาวของตนพอกลับถึงบ้านก็ต้องรีบถอนเครื่องแบบชุดทหารน้อยออกพร้อมบ่นว่าร้อนมาก และตนก็ไม่เคยเห็นโรงเรียนไหนเขาให้เด็กนักเรียนแต่งชุดทหารกัน ยิ่งตำบลดูนสาดมีแต่ป่า ตนก็รู้สึกว่าแปลกๆอยู่เช่นกัน แต่ก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    โฆษกสำนักงานประธานาธิบดีพม่าเผย อองซานซูจี ซึ่งมีตำแหน่งที่ปรึกษาของรัฐ รมว.ต่างประเทศ และ รมว.สำนักงานประธานาธิบดี เตรียมเยือนไทยเดือนมิถุนายนนี้ แต่ยังไม่แน่ว่าประธานาธิบดีถิ่นจ่อ จะเยือนไทยด้วยหรือไม่ ด้านสื่อพม่า 'อิระวดี' แซวว่าไทย-พม่าเป็นชาติเพื่อนบ้านที่มีชะตาทางการเมืองพลิกผันกัน พม่าเปิดกว้างมากขึ้นแม้จะเป็นไปอย่างกระท่อนกระแท่น ส่วนไทยซึ่งเป็นที่พักพิงผู้อพยพ-แหล่งจ้างงานแรงงานพม่านับล้าน ขณะนี้ปกครองภายใต้รัฐบาลทหารมา 2 ปีแล้ว

    31 พ.ค. 2559 ซอเท โฆษกของสำนักงานประธานาธิบดีพม่า เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ (30 พ.ค.) ว่า อองซานซูจี ในฐานะที่ปรึกษาของรัฐ รัฐมนตรีประจำสำนักงานประธานาธิบดี และรัฐมตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะเดินทางมาเยือนประเทศไทยในเดือนมิถุนายนนี้ โดยรายละเอียดและกำหนดการเดินทางอยู่ระหว่างการหารือ

    อย่างไรก็ตาม ซอเท ปฏิเสธที่จะยืนยันว่า ประธานาธิบดีถิ่นจ่อจะเดินทางมาเยือนไทยด้วยหรือไม่

    ด้านสำนักข่าวอิระวดีของพม่า ยังอ้างแหล่งข่าวว่า หากกำหนดการเยือนประเทศไทยอยู่ระหว่าง 23 - 25 มิถุนายน คาดว่า ถิ่นจ่อ จะร่วมเดินทางเยือนไทยด้วย

    สำหรับกำหนดการเยือนต่างประเทศหลังพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยตั้งรัฐบาลพม่าเมื่อเดือนมีนาคมนั้น ก่อนหน้านี้ ในเดือนพฤษภาคม ถิ่นจ่อ และ อองซานซูจี เดินทางเยือนประเทศลาว และในวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา ถิ่นจ่อเดินทางเยือนรัสเซียเพื่อฉลองความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย 20 ปี

    ดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ หารือ อองซานซูจี ในฐานะ รมว.ต่างประเทศพม่าเมื่อ 9 พ.ค. ที่ผ่านมา (ที่มา: MNA)

     

    ก่อนหน้านี้เมื่อ 9 พฤษภาคม ดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเดินทางเยือนพม่าและเข้าพบอองซานซูจี ผู้นำพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งมีตำแหน่งเสมือนเป็นผู้นำ แต่ด้วยข้อจำกัดทางรัฐธรรมนูญทำให้อองซานซูจี ไม่สามารถขึ้นเป็นประธานาธิบดีได้

    ขณะที่เมื่อสัปดาห์ก่อน ผู้บัญชาการกองทัพพม่า พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ได้เยือนประเทศไทยเป็นเวลา 3 วัน ตามคำเชิญของผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.สมหมาย เกาฏีระ โดย พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ได้พบกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. รวมทั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

    ทั้งนี้สำนักข่าวอิระวดี บรรยายสภาพทางการเมืองของไทย-พม่าว่า "เป็นประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่พลเมืองของพวกเขาประสบกับสถานการณ์ทางการเมืองที่มีชะตาผกผันน่าสนใจในรอบไม่กี่ปีมานี้ โดยที่นับตั้งแต่ปี 2554 พม่าเคลื่อนไปในทิศทางที่เปิดกว้างและเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น แม้จะเป็นการเคลื่อนอย่างกระท่อนกระแท่นก็ตาม ซึ่งนำมาสู่การผ่อนคลายทางการเมืองมากขึ้นเมื่อพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยหรือเอ็นแอลดีชนะการเลือกตั้งที่ทำให้ อองซานซูจีขึ้นสู่อำนาจ

    ในขณะที่ประเทศไทยอยู่ภายใต้รัฐบาลทหารมาได้ 2 ปี นับตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยึดอำนาจ และเสรีภาพสื่อมวลชน เสรีภาพในการรวมตัวสมาคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรวมตัวของฝ่ายต่อต้าน คสช. ถูกจำกัดอย่างเข้มงวดโดยรัฐบาลทหาร

    สำนักข่าวอิระวดีกล่าวถึงสภาพของชาวพม่าในไทยว่า ผู้คนพม่านับหลายล้านคนเข้ามาทำงานในประเทศไทยในรอบหลายปีมานี้ ขณะที่คนเรือนแสนยังคงอยู่ในค่ายผู้อพยพตามแนวชายแดนไทย-พม่า พวกเขาหลบหนีภัยมาหลายทศวรรษแล้ว อันเนื่องมาจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลพม่าและกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ นอกจากนี้หลายคนก็หลบหนีการกดขี่ภายใต้อดีตรัฐบาลทหารพม่า

     

    แปลและเรียบเรียงจาก

    Suu Kyi to Visit Thailand in June, By THE IRRAWADDY, Monday, May 30, 2016 http://www.irrawaddy.com/burma/suu-kyi-to-visit-thailand-in-june.html

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    เข้าหน้าฝนชาวบ้านเมืองช้างแห่เข้าป่ากลางดึก เพื่อส่องหาเห็ดป่า และเก็บของป่าหายากขาย สร้างรายได้งามวันละกว่า 2 พันบาท โดยเก็บได้ทั้งดอกกระเจียว ลูกยาง กระท้อนป่า หน่อไม้ป่า เห็ดระโงกขาวไข่ รวมทั้งเห็ดเผาะหรือเห็ดถอบ ที่ราคารับซื้อเริ่มตั้งแต่กิโลละ 120 บาท จนถึง 200 บาท โดยแม่ค้าจะแถมใบส้มติ้วให้ด้วยเพื่อนำไปแกงใส่หน่อไม้

    30 พ.ค. 2559 - ที่ จ.สุรินทร์ ผลพวงจากที่มีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่องบริเวณ วนอุทยานป่าสนหนองคู ต.ทับทัน อ.สังขะ จ.สุรินทร์ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าสนหนองคู เนื้อที่ประมาณ 6,250 ไร่ ด้วยสภาพผืนป่าที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ ทำให้มีเห็ดป่านานาชนิด ออกดอกผุดจากพื้นดินเกิดขึ้นมากมายตามธรรมชาติ และพืชผักของป่าผลิดอกออกผลเป็นจำนวนมาก อาทิ ดอกกระเจียวสีแดง ผลไม้ป่าขึ้นชื่อของสุรินทร์ "ตุมกุย" หรือ ลูกยาง ซึ่งเมื่อผลสุกจะสีเหลืองอร่าม นอกจากนี้ยังมี กระท้อนป่า หน่อไม้ป่า หน่อไม้ป่า ผักป่าหายาก และของป่านานาชนิด

    ถุงเห็ดขายพร้อมผักส้มติ้วเครื่องเคียง

    เห็ดเผาะฝ้าย หรือเห็ดถอบฝ้ายราคารับซื้ออยู่ที่กิโลกรัมละ 120 บาท จนถึง 200 บาท

    ขายดอกกระเจียวที่ห้างริมทางหลวงสังขะ-สุรินทร์

    แม่ค้าและกองเห็ดในกาละมัง

    ตุมกุย หรือลูกยาง

    โดยชาวบ้านระบุว่า ปีนี้มีเห็ดป่าและพืชผักของป่า เกิดชุกชุมและมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา ต่างเก็บมาวางจำหน่ายที่ริมถนน ทางหลวง สายสังขะ-สุรินทร์ จึงคึกคักตลอดทั้งวัน

    ในทุกๆ ค่ำคืนจนถึงเช้ามืด ชาวบ้านจะพากันเข้าป่า เพื่อไปส่องหา เห็ดระโงกขาวไข่ เห็ดเผาะ และเห็ดนานาชนิด รวมทั้ง พืชผัก และผลไม้ป่าหายาก เพื่อนำมาวางขายในเพิงไม้ที่ตั้งเป็นร้านอยู่ตามริมถนนทางหลวง สายสังขะ-สุรินทร์ ให้แก่ประชาชนนักท่องเที่ยวที่สัญจรผ่านไปมา สามารถสร้างรายได้เสริมให้แก่ครอบครัวในช่วงฤดูฝนนี้เป็นอย่างดี

    โดยเห็ดป่าหลากหลายชนิดที่ชาวบ้านหามาได้ จะถูกนำมาล้างให้สะอาดและคัดแยกเห็ดแต่ละชนิดบรรจุในกระทงใบไม้ ประมาณกระทงละ 10-15 ดอก ขายในราคา 50 บาทต่อกระทง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเห็ดน้ำหมาก เห็ดผึ้ง เห็ดถ่าน เห็ดรังแหล่ ส่วนเห็ดระโงกขาวไข่ ขายในราคากิโลกรัมละ 350 บาท และเห็ดเผาะหรือเห็ดถอบ กิโลกรัมละ 200 บาท เนื่องจากหายาก รสชาติอร่อย และเป็นที่รู้จักจึงนิยมบริโภคกันมาก

    นางวิไลรัตน์ สุขเสริม แม่ค้าขายเห็ด กล่าวว่า เห็ดเผาะหนัง ต่างจากเห็ดเผาะฝ้ายทั่วไปเป็นสีขาว เห็ดเผาะหนังมีสีดำ ตนรับมากิโลกรัมละ 120 บาท นำมาขายต่อในราคา กิโลกรัมละ 200 บาท 2 ขีดกว่าราคา 50 บาท ขายดีบ้างขายไม่ดีบ้างเป็นบางวัน มีรายได้จากการขายเห็นวันละเกือบ 2,000 บาท ช่วงฝนตกเห็ดอื่นๆ ก็จะออกด้วย เช่น เห็ดระโงก โดยเขาขายเห็ดเผาะหนัง แถมใบส้มติ้ว สำหรับไว้นำไปแกงใส่หน่อไม้

    นางแหม สืบเสาะเสมอ แม่ค้าขายเห็ด กล่าวว่า ตนและสามีจะเข้าป่าช่วงกลางคืน เพื่อไปส่องหาเก็บเห็ด วิธีการสังเกต เห็ดระโงกจะอยู่บนดิน ถ้าดอกเล็กๆจะอยู่ใต้ใบไม้ เวลากลางคืนเมื่อใช้ไฟฉายส่องไปก็จะเห็นเป็นสีขาว ตนเรียนรู้วิธีการหาเห็ดมาตั้งแต่เด็ก ถ้าอันไหนไม่เคยกินก็จะไม่เก็บมาขายเด็ดขาด ตอนนี้ภายในป่าเห็ดเผาะและเห็ดโคนหายากที่สุด เห็ดเผาะจะเกิดในป่าที่อุดมสมบูรณ์ เกิดในที่โล่ง อยู่ใต้หินทำให้การหายากลำบาก ต้องสังเกตรอยดินแตกถึงจะเอาไม้เขี่ยเก็บได้

    นายสม สืบเสาะเสมอ พ่อค้าขายเห็ด กล่าวว่า เห็ดสองอย่างที่มีราคาแพงคือเห็ดเผาะ และเห็ดระโงกขาว ไข่ ลักษณะคล้ายไข่เป็ด ถ้าเราใช้ไฟฉายส่องหาเห็ดในเวลากลางคืนจะหาง่ายกว่า จะออกเป็นช่วงประมาณตี 3

    ถุงเห็ดขายพร้อมผักส้มติ้วเครื่องเคียง

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    เมื่อวันที่ 29 พ.ค. ที่ผ่านมา มติชนออนไลน์ รายงานว่า ที่โรงแรมไดฮิชิ อ.หาดใหญ่ มันโสด มะเต๊ะ ประธานภาคีเครือข่ายองค์กรสังเกตการณ์ ลงประชามติจังหวัดชายแดน ติดตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2559 โดยมีตัวแทนเครือข่าย 34 องค์ จาก 8 จังหวัดภาคใต้ เข้าร่วมประมาณ 50 คน โดย มันโสด กล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่จะจัดให้มีการลงประชามติในวันที่ 7 ส.ค. ตามมาตรา 7 พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 บัญญัติว่าบุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและ เผยแพร่ความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกเสียงโดยสุจริตและไม่ขัดต่อกฎหมาย จึงจัดตั้งองค์กรสังเกตการณ์ลงประชามติจังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้น โดยมีภาคีเครือข่าย 34 องค์กรเข้าร่วม

    “สมาคมสตรีมุสลิม สมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม สมาคมการศึกษาเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ศูนย์ประสานงานการศึกษาอิสลามประจำมัสยิด ชมรมโต๊ะอิหม่าน สมาคมฟัรดูอีน สมาพันธ์โรงเรียนเอกชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ เครือข่ายที่ดินทำกิน จ.พัทลุง เครือข่ายที่ดินทำกิน จ.พัทลุง ชมรมตาดีกาและองค์กรฮัจญ์และอุมเราะห์ จ.ปัตตานี”

    มันโสด กล่าวว่า เพื่อให้ประชาชนเข้าใจเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ เชิญชวนประชาชนออกไปใช้สิทธิลงประชามติ เพื่อให้การลงประชามติเป็นไปตามกฎหมายและเกิดความยุติธรรม ป้องกันและดำเนินการกับเจ้าหน้าที่รัฐและ ประชาชนไม่ให้กระทำผิดกฎหมายประชามติ สังเกตการณ์และเฝ้าระวังไม่ให้มีการทุจริต ในการนับคะแนนลงประชามติ และสื่อสารสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องการปกครองระบอบประชามติ

    มันโสด กล่าวว่า ก่อนที่ไปลงประชามติ ต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจรัฐธรรมนูญถ่องแท้ก่อน จะรับหรือไม่รับรัฐธรรม และให้ประธานระดับจังหวัดไปสร้างเครือข่ายในระดับอำเภอตำบลและหมู่บ้าน และให้มีการสรรหาประธานระดับอำเภอและตำบล เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพ

    นปช. จ่อเปิดศูนย์ปราบโกงการทำประชามติ 5 มิ.ย.นี้ 

    30 พ.ค.59 เฟซบุ๊กแฟนเพจ 'TV24 NEWSROOM' รายงานว่า ธนาวุฒิ วิชัยดิษฐ์ และ สมหวัง อัศราษี แกนนำ นปช. เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอความร่วมมือส่งวิทยากรไปให้ความรู้อาสาสมัครของ นปช.ที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบและติดตามการลงประชามติทั่วประเทศ โดยจะเปิดศูนย์ปราบโกงการทำประชามติ ในวันที่ 5 มิ.ย.นี้ ที่อิมพีเรียลเวิลด์ลาดพร้าว โดยหวังว่า กกต.จะช่วยอบรมให้อาสาสมัครเข้าใจกฏหมายประชามติมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะประเด็นใดทำได้ ประเด็นใดไม่สามารถทำได้ ส่วนรูปแบบการตรวจสอบนั้นจะมีความชัดเจนหลังวันที่ นปช.เปิดศูนย์อย่างเป็นทางการ โดยยืนยันว่า การติดตาม การลงประชามติ จะไม่สร้างความวุ่นวาย หรือสร้างความขัดแย้ง รวมถึงการลงพื้นที่ เพื่อคอยเฝ้าระวัง จะไม่มีรูปแบบของการชี้นำเพื่อให้ผลการลงประชามติออกมาในทางหนึ่งทางใด แต่เชื่อว่า การลงประชามติครั้งนี้ จะมีกลุ่มคนที่ทำผิดกฏหมายประชามติเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะในฝากฝั่งของคนที่ต้องการให้ผลประชามติผ่านความเห็นชอบจากประชาชน

    กสม.จี้คสช.ผ่อนสถานการณ์อีก

    ข่าวสดออนไลน์ รายงานด้วยว่า อังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมือง กล่าวกรณีคสช.จะยกเลิกคำสั่งที่เคยสั่งห้ามบุคคลเดินทางออกนอกประเทศยกเว้นบุคคลที่มีคดีติดตัว ว่า ส่วนตัวถือเป็นสัญญาณที่ดีในการที่จะยกเลิกการจำกัดสิทธิเสรีภาพการเดินทางของบุคคล นับเป็นแนวทางที่ดีมากและหวังว่าจะนำมาสู่การเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีสิทธิและเสรีภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้สิ่งที่ประชาชนร้องเรียนมากก็คือประเด็นสิทธิการแสดงความคิดเห็นโดยเฉพาะช่วงการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เนื่องจากกลุ่มชาวบ้านทั่วไปยังไม่มีความเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ส่วนตัวคิดว่ารัฐบาลควรผ่อนปรนและเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ถกแถลงร่างรัฐธรรมนูญเพราะจะเป็นการให้ความรู้กับประชาชน

     

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai