Are you the publisher? Claim this channel


Embed this content in your HTML

Search



Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


     

    ท่ามกลางความพยายาม 'ล้ม' ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ผ่านข้อเสนอ 'การร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาล' (co-pay) ดังที่เป็นข่าวในช่วงเดือนกรกฎาคม 2557 นั้น ข้อเสนอของกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ที่สวนกลับว่า ถ้าคิดว่าระบบร่วมจ่ายมันดีกว่าและจำเป็นต้องทำ ก็ขอให้เริ่มทดลองใช้กับ 'ระบบสวัสดิการข้าราชการ' ก่อนระบบอื่น เป็นข้อเสนอที่ 'เด็ดขาดบาดใจ' เหลือเกิน

    ถ้าคิดว่าระบบหลักประกันสุขภาพที่ช่วยเหลือคน 48 ล้านคนทั่วประเทศที่ไม่ได้อยู่ในระบบราชการและระบบประกันสังคม สิ้นเปลืองงบประมาณ และทำให้เกิดการใช้บริการพร่ำเพรื่อเพราะเป็นของฟรี ลองหันไปดูข้อมูลของกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพที่ชี้ว่า ระบบสวัสดิการข้าราชการที่มีสมาชิกประมาณ 5 ล้านคน มีการเบิกเงินกันปีละ 6 หมื่นล้านบาท ตกหัวละ 12,000 บาทต่อปี ขณะที่ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ที่ดูแลคน 48 ล้านคน ได้รับจัดสรรงบประมาณปีละประมาณ 1.1 แสนล้านบาท – ตกหัวละ 2,755.60 บาทต่อปีเท่านั้น

    ดูตัวเลขแล้วไม่แน่ใจว่าระบบไหนควรจะต้องถูกปฏิรูปก่อนกัน ผมไม่ได้หมายความว่าระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมันดีเลิศจนไม่ต้องแก้ไขอะไรทั้งสิ้นแล้ว รายละเอียดหลายอย่างควรจะต้องทบทวน แต่ในเรื่องหลักการหรือจิตวิญญาณของความเป็นระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าจำเป็นต้องรักษาไว้

    ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งคนทั่วไปอาจจะคุ้นกับชื่อ '30 บาท รักษาทุกโรค' มากกว่า ไม่ใช่นโยบายประชานิยม แต่เป็นการสร้างระบบสวัสดิการสังคมที่ช่วยเหลือทุกคนอย่างถ้วนทั่ว เพราะมันเปลี่ยนสถานะของบริการสาธารณสุขจาก 'สินค้า' (ในระบบตลาดที่คนมีเงินเท่านั้นที่เข้าถึงได้) หรือ 'ส่วนบุญ' (ในระบบสังคมสงเคราะห์ที่ต้องพกบัตร ต้องจน ต้องถูกแบ่งแยกกดต่ำ ต้องแสดงให้เห็นว่าตน ‘ด้อย’ กว่าจึงจะได้รับความช่วยเหลือ) ให้เป็น 'สิทธิ์' ของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

    เป็น 'สิทธิ์' ที่ไม่ต้องร้องขอ และไม่ต้องรอให้ใครอนุมัติก่อน

    ประเด็นนี้มีความสำคัญมากและถือเป็นจิตวิญญาณของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าก็ว่าได้ เพราะมันเปลี่ยนผ่านความสัมพันธ์เชิงอำนาจแนวดิ่งที่หมอหรือโรงพยาบาลถือครองอำนาจเหนือกว่าผู้ป่วย มาเป็นความสัมพันธ์เชิงพันธสัญญาที่หมอหรือโรงพยาบาลต้องกลายมาเป็นผู้ให้บริการผู้ป่วยไม่ว่าเขาจะยากดีมีจน มีการศึกษาสูงต่ำเพียงใด มันทำให้พลังอำนาจของหมอกับคนไข้เข้าใกล้กันมากขึ้น

    หลายคนถึงกล่าวว่า การเกิดขึ้นของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในปี 2545 ถือเป็นการปฏิรูประบบบริการสาธารณสุขครั้งสำคัญที่สุดของประเทศไทย และเป็นตัวอย่างชั้นดีที่ชี้ให้เห็นว่าการปฏิรูปครั้งใหญ่ในสังคมเกิดขึ้นได้ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ตัวอย่างชั้นดีที่สุดในชั่วชีวิตของผมคือ การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนปี 2540 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเราทำเรื่องที่ยากที่สุดเรื่องหนึ่งได้สำเร็จภายใต้ระบอบประชาธิปไตย หรือถ้าเราไม่ลืม ระบบประกันสังคมก็เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลประชาธิปไตยเช่นกัน

    กรณีการผลักดันระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าบอกเราว่า เมื่อประชาชนหลากหลายกลุ่มรวมพลังกันเรียกร้องต่อเนื่อง มีงานวิชาการที่ดีหนุนหลัง พยายามทำความเข้าใจกับประชาชนวงกว้างผ่านสื่อและกิจกรรมทางสังคมต่างๆ พยายามหาวิธีทำงานกับนักการเมืองผู้กำหนดนโยบาย สุดท้ายนักการเมืองที่ต้องรับผิดรับชอบต่อประชาชน ก็ต้องฟังและตอบสนองต่อเสียงเหล่านั้น จะได้มากน้อยสมใจแค่ไหนก็ต้องต่อสู้กันต่อไป เพราะการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเป็นกระบวนการต่อเนื่องไม่รู้จบ ไม่จบแค่เข็นกฎหมายออกมาบังคับใช้

    แน่นอนว่า กระบวนการเหล่านี้ต้องออกแรงเหนื่อยหนัก เพราะมันไม่มักง่าย ไม่ใช่การเดินทางลัดข้ามหัวประชาชน ไม่ได้เปลี่ยนผ่านด้วยอำนาจที่ไม่ชอบธรรม แต่ด้วยเหตุผลและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันของทั้งสังคม กระนั้น ข้อดีของมันก็คุ้มเหนื่อย เพราะหากเริ่มต้นได้สำเร็จ มันจะอยู่ยั่งยืน คนจะรู้สึกหวงแหน และพร้อมต่อสู้หากจะมีใครไปพรากสิทธิของเขาไป ก็ 'มันเป็นของเขา'  นี่ครับ

    ผลประโยชน์ของข้าราชการกระทรวงที่อยากจะล้มหรือทำหมันระบบ เพราะส่วนหนึ่งอยากจะดึงงบฯกลับมาที่กระทรวง (งบฯภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ายิงตรงไปที่โรงพยาบาลเป็นรายหัว โดยไม่ต้องผ่านกระทรวงสาธารณสุข) หรือผลประโยชน์ของสถานพยาบาลเอกชนที่คิดว่าจะได้ประโยชน์มหาศาลหากล้มระบบนี้สำเร็จ ก็ไม่น่าจะเอาชนะพลังของประชาชนที่ต้องการปกป้องสิทธิ์อันพึงได้ของตน ก็ 'มันเป็นของเขา' แล้วนี่ครับ

    พูดถึงกรณีระบบหลักประกันสุขภาพแล้ว ชวนนึกไปถึงคำพูดของหลายคนที่ชอบบอกว่า ระบอบประชาธิปไตยสร้างการปฏิรูปไม่ได้ นักการเมืองไม่คิดปฏิรูปหรอก เพราะตัวเองเสียประโยชน์ หลายคนที่คิดแบบนี้แอบหวังลึกๆ ว่า รัฐประหารแต่ละครั้งคือโอกาสเปิดในการเปลี่ยนแปลงประเทศในแบบที่เขาอยากให้เป็น…อ้าว แล้วไม่คิดบ้างหรือครับว่าระบอบเผด็จการทหาร ซึ่งมีข้าราชการเป็นใหญ่ โดยเฉพาะกองทัพ ไม่คิดปฏิรูปหรอก เพราะตัวเองเสียประโยชน์ พรรคราชการหรือพรรคทหารนี่ก็ผลประโยชน์ไม่แพ้พรรคการเมืองนะครับ ไม่ได้ยืนเด่นเป็นกลางแต่อย่างใด ถ้าใช้ตรรกะเดียวกัน ข้าราชการในระบบราชการจะมีศักยภาพในการเป็นผู้นำปฏิรูปได้อย่างไร ถ้าพูดถึงการถูกปฏิรูปละก็ว่าไปอย่าง (ฮา)

    แล้วทำไมนักเปลี่ยนแปลงสังคมหลายคนถึงคิดกันแบบนั้น? ก็ภายใต้รัฐบาลรัฐประหาร มันผลักดันอะไรง่ายกว่าสบายกว่าไงครับ เราแค่หาทางต่อสายกับผู้มีอำนาจให้เจอ ล็อบบี้ให้อยู่หมัด ไม่ต้องเสียเวลาไปคุยกับหลายคนหลายฝ่ายให้วุ่นวาย คำถามก็คือ แล้วประชาชนที่เข้าไม่ถึงผู้มีอำนาจละ เขาจะแสดงออกอย่างไร จะคัดค้านแลกเปลี่ยนกรณีที่ไม่เห็นด้วยอย่างไร เราถือสิทธิ์สูงส่งกว่าคนอื่นอย่างไร เราแน่ใจได้อย่างไรว่าข้อเสนอของเราดีที่สุดแล้ว ใครตรวจสอบเรา และเราเข้าใจมิติอื่น มุมมองอื่น ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องอื่น อย่างรอบด้านแล้วจริงๆ หรือ

    ในโลกที่ซับซ้อนขึ้น ทั้งในแง่เศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ดังที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ โมเดลเผด็จการ + คนดี + คนเก่ง มันตอบโจทย์โลกยุคใหม่ไม่ได้แล้วครับ คนอื่นๆ ในสังคมที่ถูกข้ามหัวไปเขาก็ไม่ยอมแล้วด้วย การผลักดันนโยบายสาธารณะจึงไม่มีทางอื่น นอกจากสนทนากับสังคม กับประชาชน ในบรรยากาศที่เท่าเทียมและทุกคนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ไม่ใช่การปิดห้องคุยกับผู้มีอำนาจดังที่เคยทำสำเร็จกันมาในอดีต

    เช่นนี้แล้วจึงมีแต่ระบอบประชาธิปไตยเท่านั้นที่สร้างการปฏิรูปอย่างยั่งยืนได้ ถ้าวันนี้มันยังทำหน้าที่ของมันได้ไม่ดี ก็ต้องปฏิรูปประชาธิปไตยให้มีประสิทธิภาพและสร้างความเป็นธรรมได้ดีขึ้น ให้ประชาธิปไตยใช้ปฏิรูปประเทศไทย สร้างการเปลี่ยนแปลงและตอบสนองความต้องการของประชาชนวงกว้างได้ดีขึ้น

    พูดมาทั้งหมด มันไม่ง่ายหรอกครับ ต้องใช้เวลา ต้องใช้แรง ต้องใช้ความรู้ ต้องใช้พลังผลักดัน แต่มันไม่มีทางอื่น และมันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง หากคุณเชื่อว่าประเทศไทยเป็นของพวกเราทุกคนและคนเราเท่ากัน

     

     

    หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร WAY 76 สิงหาคม 2557

    ที่มา: http://waymagazine.org/columnist/healthsystem

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ที่ปรึกษา คสช. ตอบคำถาม "ประวิตร โรจนพฤกษ์" เรื่อง ม.44 "พรเพชร" ยัน คสช.ไม่ไปไกลเหมือนสฤษดิ์ ตอนไม่มี รธน. ทำได้มากกว่า ม.44 แต่ก็ไม่ทำ "วิษณุ" ม.44 คสช. ใช้ทำเรื่องลำบากแทน ครม. จะหาว่า "Retro" ก็แล้วแต่ - พร้อมตอบสื่อ รธน.ไม่ห้าม หัวหน้า คสช. นั่งนายกฯ แต่ได้เป็นหรือไม่อยู่ที่ สนช.

    พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา หัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คสช. ทักทาย นายวิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษา คสช. ภายหลังชี้แจงเนื้อหารัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2557 (ที่มา: ศูนย์สื่อทำเนียบรัฐบาล)

    ผู้แถลงชี้แจงเนื้อหารัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2557 ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล (จากซ้ายไปขวา) นายวิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษา คสช., พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วย ผบ.ทบ., หัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คสช., นายพรเพชร วิชิตชลชัย ที่ปรึกษาหัวหน้า คสช. (ที่มา: ศูนย์สื่อทำเนียบรัฐบาล)

     

    24 ก.ค. 2557 - ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 23 ก.ค. ที่ผ่านมา พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก หัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช., นายพรเพชร วิชิตชลชัย ที่ปรึกษา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ, นายวิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษา คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ร่วมแถลงชี้แจงเนื้อหาของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ทั้งนี้การแถลงดังกล่าวมีการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยด้วย

    วิดีโอคลิปจากการแถลงเนื้อหารัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ช่วงที่นายประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโส หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น ถามที่ปรึกษา คสช. โดยเป็นช่วงท้ายของการถ่ายทอดสดโดยโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย

    "ประวิตร โรจนพฤกษ์" ถามคนร่าง รธน. เรื่องมาตรา 44 และ 48

    โดยภายหลังการแถลงข่าวซึ่งกินเวลาประมาณ 50 นาที (อ่านข่าวก่อนหน้านี้)มีการเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนซักถาม โดยนายประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโส หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น โดยขอถามนายพรเพชร และนายวิษณุ 2 มาตรา คือ มาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เปรียบเทียบกับ มาตรา 17 ในธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2502 สมัยจอมพลสฤษฎดิ์ ธนะรัชต์  และมาตรา 48 เรื่องบทนิรโทษกรรม คสช.

    โดยมาตรา 44 นายประวิตรถามว่า ที่ระบุว่ากรณีหัวหน้า คสช. เห็นว่ามีความจำเป็น ให้หัวหน้า คสช. โดยความเห็นชอบของ คสช. มีอำนาจสั่งการระงับยับยัง หรือกระทำการใดๆ ได้ ไม่ว่าการกระทำนั้น จะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ  และให้ถือว่า คำสั่งหรือการกระทำ รวมทั้งการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่ง หรือการกระทำหรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญนี้ และเป็นที่สุด

    นายประวิตรถามต่อไปว่า "ตรงนี้นี่สามารถตีความได้ไหมครับว่า อำนาจของหัวหน้าคณะ คสช. ก็คือสูงสุด และอาจจะมีความคล้ายคลึงกับยุคสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ปกครองผ่านมาตรา 17 อันนี้คือความเป็นห่วงเป็นใย แล้วถ้าเป็นเช่นนั้นเนี่ย จะถือได้ไหมครับว่า  ในความเป็นจริงแล้วอำนาจของหัวหน้า คสช. ในช่วงที่ยังมีการใช้ รัฐธรรมนูญชั่วคราวเนี่ย ก็ยังอยู่เหนือ ครม. และตัวนายกรัฐมนตรี"

    ส่วนคำถามที่สองที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 48 ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว นายประวิตรถามว่า "ขอถามไปที่ มาตรา 48 ที่พูดถึงว่า การกระทำใดๆ ที่โยงกับ การยึดอำนาจในวันที่ 22 พ.ค. ที่ผู้ปฏิบัติทุกท่าน "หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมาย ให้ผู้กระทำนั้นพ้นจากความผิดและความรับผิดชอบโดยสิ้นเชิง" จากนั้นประวิตรถามว่า "คำถามนี้อาจจะโยงเกี่ยวกับเรื่องการปรองดอง เพราะในขณะเดียวกัน ก็คงชัดว่า คสช. ไม่ต้องรับผิดชอบ ทางกฎหมายใดๆ กับการกระทำ ในการยึดอำนาจวันที่ 22 พ.ค. แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยังมีประชาชน หรือคนจำนวนหนึ่งที่ ออกมาก่อการกระทำบางอย่าง โดยนายประวิตรยกตัวอย่าง กรณีนายจาตุรนต์ ฉายแสง หรือนายสมบัติ บุญงามอนงค์ ที่ถูก คสช. ดำเนินคดี

    อย่างไรก็ตามไม่ทันที่จะถามจบ สัญญาณถ่ายทอดสดโทรทัศน์ตัดเข้าสู่รายการปกติ อย่างไรก็ตามช่วงถาม-ตอบ ยังคงดำเนินอยู่ โดยที่ก่อนหน้าการแถลงข่าวเจ้าหน้าที่ได้แจ้งว่า จะไม่มีการถ่ายทอดสดช่วงถาม-ตอบ โดยหลังการตั้งคำถาม ทั้งนายพรเพชร และนายวิษณุได้ตอบคำถาม 2 ข้อดังกล่าว

    พรเพชรระบุ ม.44 ไม่ไปไกลเหมือนสฤษดิ์ ตอนไม่มี รธน. คสช. ทำได้มากกว่า ม.44 แต่ก็ยังไม่ทำ

    โดยในประเด็นมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว นายพรเพชรตอบว่า ยอมรับว่า คสช. มีอำนาจเหนือกฎหมาย "การใช้อำนาจนี้คงไม่ไปไกลเหมือนจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ไปยุ่งเกี่ยวในคดีอาญาปกติ และไปยิงเป้า" นายพรเพชรตอบด้วยว่า ที่ผ่านมาตอนที่ยังไม่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ คสช.เป็นรัฏฐาธิปัตย์ ทำได้มากกว่ามาตรา 44 แต่ก็ยังไม่ทำ

    "ผมมั่นใจว่า มาตรา 44 จะช่วยสร้างสรรค์ดูแลให้เกิดความสงบเรียบร้อย"

    วิษณุตอบ ม.44 ให้ คสช. ทำเรื่องลำบากแทน ครม. "จะว่าเรา Retro ก็แล้วแต่"

    ส่วนนายวิษณุตอบคำถามนี้ว่า"เรื่องการใช้อำนาจพิเศษนั้น เชื่อมโยงกับการมี คสช. ถ้า คสช. ไม่อยู่ อำนาจพิเศษก็ไม่มีความจำเป็น" นายวิษณุกล่าวด้วยว่า มาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวจะช่วย "ทำหน้าที่บางอย่าง" ที่คณะรัฐมนตรีทำได้ลำบาก นอกจากนี้เพื่อป้องกันหากมีการปฏิวัติซ้อน "ใครจะหาว่าเรา Retro (ย้อนยุค) ก็แล้วแต่ ไม่อย่างนั้นจะหาอำนาจใดมาจัดการกับปัญหารุนแรงมิได้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตคือเกิดการปฏิวัติซ้อน"

    นายวิษณุยอมรับว่าต้นแบบของมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว มาจากมาตรา 17 ของธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2502 โดยต้นแบบมาจากรัฐธรรมนูญฝรั่งเศส "โดยมีที่มาจากรัฐธรรมนูญฝรั่งเศสด้วย แล้วมันกลายมาเป็นมาตรา 17 แล้วมาเป็นมาตรา 44" อย่างไรก็ตามนายวิษณุยืนยันว่าการใช้มาตรา 44 จะเป็นไปอย่างจำกัด "คงไม่ใช่เป็นการใช้อำนาจแบบประจำวัน และคงไม่ใช่นึกจะใช้ก็ใช้" นายวิษณุกล่าวด้วยว่า 2 เดือนที่ผ่านมา คสช. มีอำนาจมากกว่ามาตรา 44 เสียอีก แต่ก็ไม่ใช้ นอกจากนี้กรณีที่มีเหตุฆ่าข่มขืน มีเสียงเรียกร้องมายัง คสช. แต่ คสช. ก็ยืนยันว่าจะดำเนินคดีอาญาตามปกติ

    เขียนบทนิรโทษใน ม.48 เป็นธรรมเนียม ถ้าไม่เขียนอาจมีการจองเวร

    นายวิษณุยอมรับว่า การใช้อำนาจตามมาตรา 44 เปรียบได้มี "ประกาศิต" แต่ก็เหมือนเป็น "ดาบสองคม" "คงต้องไปดูว่าจะใช้มาตรานี้ในทางสร้างสรรค์ หรือทำลาย มันเหมือนดาบสองคม และ คสช. ยังอยู่ภายใต้การจับตาจากทุกฝ่าย"

    ส่วนคำถามที่สองของนายประวิตรซึ่งเกี่ยวข้องกับมาตรา 48 ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ซึ่งมีเนื้อหานิรโทษกรรม คสช. ขณะที่อีกฝ่ายที่ออกมาต่อต้าน คสช. ยังถูกดำเนินคดีนั้น นายวิษณุตอบคำถามนี้ว่า "มันเป็น Tradition (ธรรมเนียม) ที่เป็นมาตั้งแต่ยึดอำนาจ พ.ศ. 2475 ถ้าไม่เขียนไว้ก็จะมีการจองเวรจองล้าง" นายวิษณุยังตอบเรื่องที่ฝ่ายต่อต้าน คสช. ถูกดำเนินคดีด้วยว่า รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมิได้ห้ามมิให้มีกาเยียวยาผู้อื่นหรือฝ่ายอื่นแต่อย่างใด

    ไม่ระบุเรื่องทำประชามติ รธน. เพราะขั้นตอนจะยืดยาว อนาคตจะทำหรือไม่ต้องดูเหมาะสม

    ส่วนคำถามจากผู้สื่อข่าวอื่นๆ นั้น มีผู้ถามว่า ทำไมในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวไม่ระบุให้มีการทำประชามติรัฐธรรมนูญฉบับถาวร นายวิษณุ เป็นผู้ตอบ ระบุว่า ได้พิจารณากันแล้ว และถามผู้มีประสบการณ์ในการทำรัฐธรรมนูญ 2550 แล้วว่าการทำประชามติอาจจะมีขั้นตอนที่ยืดยาวนานหลายเดือนและต้องออกกฎหมายว่าด้วยการทำประชามติก็จะทำให้การเลือกตั้งเนิ่นนานออกไปอีก เลยไม่บังคับไว้ ส่วนอนาคตจะทำประชามติหรือไม่ก็ต้องดูความเหมาะสมต่อ เพราะหากจำเป็นเชื่อว่า ครม. และ คสช. จะดำเนินการได้ จึงคิดแค่นี้ในขณะนี้ก่อน

    พล.อ.ไพบูลย์-วิษณุ ระบุตาม รธน. หัวหน้า คสช. นั่งนายกรัฐมนตรีได้ แต่ได้เป็นไหมอยู่ที่ สนช.

    เมื่อถามว่าหัวหน้า คสช.สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า คำถามนี้อาจารย์คนไหนก็ตอบไม่ได้นอกจากหัวหน้าของอาจารย์ จากนั้นนายวิษณุก็ขอให้ พล.อ.ไพบูลย์ ตอบคำถาม โดยพล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า การที่มีแนวทางที่หัวหน้า คสช.ได้มอบหมายมาเป็นเรื่องที่ดี คาดว่าเดือนสิงหาคมนี้ สนช.คงเกิดขึ้น

    จากนั้นมีผู้ถามย้ำว่าตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว หัวหน้า คสช. สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่ ทำให้ พล.อ.ไพบูลย์ต้องหันไปถามนายวิษณุว่า "ตามรัฐธรรมนูญเป็นได้ไหมครับ" ทำให้นายวิษณุตอบด้วยการพยักแล้วพูดโดยปิดไมโครโฟนว่า "ได้" จากนั้น พล.อ.ไพบูลย์ก็ตอบซ้ำว่า "ได้"

    ทั้งนี้หลัง พล.อ.ไพบูลย์กล่าวจบ นายวิษณุก็กล่าวด้วยว่า "รัฐธรรมนูญเขาให้เป็นได้ครับ แต่ได้เป็นไหมเป็นเรื่องของ สนช."

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    อธิบดีกรมการจัดหางานเผยแรงงานไทยในอิสราเอลเสียชีวิตแล้ว 1 รายจากเหตุโจมตีทางอากาศ หลังสื่ออิสราเอลเผยแพร่ข่าว 

     
    24 ก.ค. 2557 นายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กระทรวงแรงงาน เผยว่า ได้รับรายงานว่ามีแรงงานไทยในอิสราเอล 1 คนเสียชีวิต เนื่องจากเหตุโจมตีทางอากาศ ทราบชื่อต่อมาคือ นายนรากร กิตติยังกุล มีภูมิลำเนาอยู่ อำเภอปัว จังหวัดน่าน
     
    โดยขณะก่อนเกิดเหตุได้มีประกาศเตือนให้แรงงานไทยหลบเข้าที่ปลอดภัย แต่มีแรงงานไทย 4-5 คน ออกไปภายนอก เมื่อมีการโจมตีทางอากาศแรงงานไทยกลุ่มนี้ได้กระจายกันหลบตามต้นไม้ แต่มีแรงงานไทย 1 คน ได้เสียชีวิตจากเหตุโจมตี ทางอากาศ เนื่องจากอยู่ใกล้พื้นที่ที่จรวดตกลงมา
     
    เบื้องต้นได้แจ้งไปยังญาติของผู้เสียชีวิตให้ทราบแล้ว พร้อมประสานไปยังนายจ้าง เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ การส่งศพกลับมายังประเทศไทย พร้อมแจ้งทางอิสราเอลให้พิจารณาย้ายแรงงานไทยจากจุดดังกล่าว
     
    สื่ออิสราเอลระบุแรงงานไทยเสียชีวิตจากเหตุโจมตีในอิสราเอล
     
    สำนักข่าวไทยรายงานว่าสื่ออิสราเอลระบุว่า ทหารชาวอิสราเอลเสียชีวิต 2 นาย ในการสู้รบที่เมืองกาซา ส่วนแรงงานชาวไทยที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตลงจากเหตุยิงโจมตีที่เมืองแอชคะลัน
     
    กองทัพอิสราเอลรายงานว่า ทหาร 2 นายเสียชีวิตจากเหตุสู้รบเมื่อคืนวันอังคาร ทำให้ยอดทหารอิสราเอลเสียชีวิตนับตั้งแต่มีปฏิบัติการทหารโจมตีในเมืองกาซาเพิ่มขึ้นเป็น 29 คน โดยมีรายงานทหารอีกนายสูญหาย ซึ่งคาดว่าอาจเสียชีวิตแล้ว
     
    ส่วนเมื่อค่ำวานนี้มีรายงานแรงงานไทยในอิสราเอลเสียชีวิตจากเหตุยิงโจมตีจากกาซาเข้ามาที่เมืองแอชคะลัน นับเป็นพลเรือนรายที่ 3 ที่เสียชีวิตในการยิงจรวดโจมตีมาจากเมืองกาซา โดยระบุว่าแรงงานไทยได้รับบาดเจ็บและนำตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์เพื่อไปรักษาที่ศูนย์แพทย์บาร์ซิไลในเมืองทางใต้ของอิสราเอล แต่เสียชีวิตในเวลาต่อมา


    กต.เผยสั่งย้ายคนไทย 4 พันคน ออกมาอยู่ในที่ปลอดภัย-ยุติการทำงานชั่วคราว
     
    ด้านสำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์รายงานว่า นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า มีคนไทยจำนวน 38 คน ประสงค์ขอย้ายออกจากพื้นที่ ซึ่งสถานทูตไทยฯ ได้ประสานกับกระทรวงการต่างประเทศอิสราเอล และนายจ้างในนิคมการเกษตร 96 แห่ง ซึ่งอยู่ใกล้ฉนวนกาซา และมีคนไทยทำงานอยู่ประมาณ 4 พันคน ให้ย้ายคนไทยออกมาอยู่ในที่ปลอดภัย รัศมีห่างประมาณ 10 - 20 กิโลเมตร โดยไม่มีข้อแม้ และให้ยุติการทำงานชั่วคราว

    อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการอพยพคนไทยออกจากประเทศอิสราเอล ขณะที่สถานทูตไทยฯ ติดตามสถานการณ์และดูแลคนไทยในพื้นที่อย่างใกล้ชิด
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    "ใครจะหาว่าเรา Retro (ย้อนยุค) ก็แล้วแต่ ไม่อย่างนั้นจะหาอำนาจใดมาจัดการกับปัญหารุนแรงมิได้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตคือเกิดการปฏิวัติซ้อน"

    23 ก.ค. 57, ที่ปรึกษา คสช. กล่าวถึงมาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ให้อำนาจพิเศษแก่หัวหน้า คสช.

    หลังมีคำตัดสินสั่งจำคุกนักข่าวอัลจาซีราสามคน ซึ่งถูกวิจารณ์ไม่มีมูลและดำเนินคดีอย่างบกพร่อง ล่าสุดเดอะการ์เดียน เผยคำแถลงและคำตัดสินของศาลอียิปต์ที่อ้างว่านักข่าวเหล่านี้ "เป็นพวกเดียวกับปีศาจ" ซึ่งญาติของผู้ต้องหาที่ได้อ่านรายงานคำตัดสิน 57 หน้าแล้วบอกว่ามันเต็มไปด้วย "ความไร้สาระ"


    24 ก.ค. 2557 สำนักข่าวเดอะการ์เดียนรายงานว่ามีการระบุในคำตัดสินจำนวน 57 หน้า ของศาลอียิปต์ถึงนักข่าวอัลจาซีราสามคนที่ถูกจับกุมตั้งแต่ปลายปี 2556 อ้างว่าพวกเขา "เป็นพวกเดียวกับปีศาจ"

    ตั้งแต่เดือน มิ.ย. ผู้พิพากษามาฮัมเหม็ด นากี ชีฮาตา ตัดสินลงโทษนักข่าวอัลจาซีรา 3 คน ได้แก่ โมฮัมเหม็ด ฟาห์มี, ปีเตอร์ เกรสต์ และ บาเฮอร์ โมฮัมเหม็ด ให้มีความผิดฐานสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายและสร้างข่าวเท็จ โดยสั่งจำคุก 7-10 ปี ท่ามกลางความไม่พอใจของกลุ่มนักการทูตและกลุ่มเฝ้าระวังด้านสิทธิซึ่งมองว่าข้อกล่าวหาเหล่านี้ไม่มีมูลและกระบวนการดำเนินคดีมีความบกพร่อง

    ผู้พิพากษาชีฮาตาแถลงข่าวเป็นครั้งแรกหลังจากที่มีการดำเนินคดีว่า ปีศาจได้ส่งเสริมให้พวกเขาใช้การทำข่าวเพื่อนำมาโจมตีประเทศอียิปต์

    ชีฮาตาอ้างอีกว่านักข่าวอัลจาซีราได้ดัดแปลงตัดต่อภาพและเสียงจากเหตุการณ์ที่แตกต่างกันเพื่อเป็นประโยชน์ต่อ'กลุ่มก่อการร้าย' ซึ่งขัดต่อความเป็นจริงในช่วงที่มีความโกลาหลและสร้างความเสียหายต่อประเทศ

    แต่ในกระบวนการศาลไม่มีการแสดงภาพวิดีโอที่ชีฮาตากล่าวอ้างถึงแต่อย่างใด มีแต่ภาพวิดีโออื่นๆ ซึ่งบางชิ้นไม่ได้ทำขึ้นโดยสำนักข่าวอัลจาซีรา

    โมฮัมเหม็ด ลอตฟี ผู้อำนวยการบริหารของคณะกรรมการเพื่อสิทธิเสรีภาพของอียิปต์ กล่าวว่าการตัดสินคดีในครั้งนี้ไม่มีการไต่สวนและการพิจารณาคดีแต่เป็นการจงใจเซ็นเซอร์ความคิดเห็นและเนื้อหาข่าวโดยอ้างว่าทำลายผลประโยชน์ของประเทศ

    ทางด้านอาเดล ฟาห์มี พี่ชายของโมฮัมเหม็ดฟาห์มีบอกว่ารายงานคำตัดสินของศาลเต็มไปด้วย "ความไร้สาระ" เขาพบว่าจำเลยไม่มีโอกาสให้การแก้ต่างเลย ราวกับว่ามีการวางคำตัดสินไว้แล้วตั้งแต่วันที่พวกเขาถูกจับกุมตัว ฝ่ายผู้พิพากษาก็ไม่มีอะไรที่ให้ความชอบธรรมต่อจุดยืนของตัวเองได้เลย มีการอ้างถึง "การสืบราชการลับ" แต่ก็ไม่ได้ขยายความออกมาว่าสืบสวนได้ว่าอย่างไร

    อย่างไรก็ตามยังมีความหวังว่านักข่าวทั้งสามคนจะได้รับการยื่นอุทธรณ์ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาหลายเดือน ในตอนนี้นักข่าวทั้ง 3 คนถูกขังอยู่ในเรือนจำแดนเดียวกับลูกชายของอดีตผู้นำเผด็จการฮอสนี มูบารัค นอกจากนี้ประธานาธิบดีคนใหม่ของอียิปต์อับเดล ฟัตตาห์ อัลซีซี ยังปฏิเสธที่จะเรียกร้องให้มีการอภัยโทษและยังบอกอีกว่าเขาหวังว่าจะมีการส่งตัวนักข่าวเหล่านี้ออกนอกประเทศ


    เรียบเรียงจาก

    Egyptian judge accuses al-Jazeera journalists of being in league with devil, The Guardian, 23-07-2014
    http://www.theguardian.com/world/2014/jul/23/egyptian-judge-al-jazeera-journalists-devil

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ภาพจากเฟซบุ๊กกรมทางหลวง

     

    23 ก.ค.2557 เว็บไซต์แนวหน้ารายงานว่า พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผู้บัญชาการทหารเรือ รองคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. หัวหน้าฝ่ายสังคมและจิตวิทยา ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (สผ.) ครั้งที่ 1/2557 เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้พิจารณาวาระ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่มีผลกระทบสิ่งแวดล้อมต่อการก่อสร้างด้านโครงสร้างพื้นฐาน

    โดยโครงการที่ผ่านการพิจารณาการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA คือ โครงการของกรมทางหลวง ประกอบด้วย โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) สายพัทยา - มาบตาพุด โครงการทางเชื่อมผืนป่ามรดกโลกบนทางหลวงหมายเลข 304 สาย อ.กบินทร์บุรี - ปักธงชัย จ.นครราชสีมา และโครงการก่อสร้างทาง 4 ช่องจราจร ทางหลวงหมายเลข 304 ตอนอ.กบินทร์บุรี - ปักธงชัย (ช่วง กม. 26-29 และกม.42-กม.57) ที่ประชุมได้พิจารณาให้ EIA เช่นกัน

    “การพิจารณาเส้นทางหมายเลข 304 ที่จะขยายเป็น 4 ช่องจราจรนั้น ผ่านพื้นที่ป่าดงพญาเย็น และอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ โดย กรมทางหลวง จะต้องก่อสร้างเป็นทางยกระดับ หรืออุโมงค์เป็นช่วงๆ เพื่อลดผลกระทบต่อสัตว์ป่าที่จะได้ไม่ต้องเดินผ่านถนนสายดังกล่าว” พล.ร.อ.ณรงค์ กล่าว

    ส่วนอีกโครงการที่ผ่านEIA คือ โครงการระบบรถไฟทางคู่เพื่อการขนส่ง และการจัดการโลจิสติกส์ระยะเร่งด่วน ช่วงชุมทางถนนจิระ - ขอนแก่น ระยะทาง 185 กิโลเมตร วงเงิน 2.6 หมื่นล้านบาท ของ การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ ร.ฟ.ท. โดยหลังจากนี้สามารถนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม คณะรัฐมนตรี หรือ ครม. เพื่อจัดตั้งงบประมาณ และเดินหน้าโครงการประกวดราคาต่อไป

    ในส่วนของโครงการรถไฟทางคู่อีก 3 เส้นทาง คือ 1.เส้นทางมาบกะเบา - นครราชสีมา ระยะทาง 132 กิโลเมตร วงเงิน 2.9 หมื่นล้านบาท 2.เส้นทางนครปฐม - หัวหิน ระยะทาง 165 กิโลเมตร วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท และ3.เส้นทางประจวบคีรีขันธ์ - ชุมพร ระยะทาง 167 กิโลเมตร วงเงิน 1.7 หมื่นล้านบาท อยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ หรือ คชก. เพื่อพิจารณาแก้ไข ก่อนส่งเข้าที่ประชุมคณะใหญ่พิจารณาต่อไป ซึ่งคาดว่าจะมีการประชุมทุกเดือน

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    หลังจากที่ถูกกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการใช้แรงงานต่างชาติอย่างหนัก ประเทศใน “ตะวันออกกลาง” จึงได้ออกข้อบังคับให้คนงานพักยาวในช่วงกลางวันระหว่างช่วงเดือนที่ร้อนที่สุดของภูมิภาค ส่วนที่ “เวียดนาม” วัฒนธรรมงีบหลับในที่ทำงานกำลังถูกท้าทายด้วยการปรับภาพลักษณ์เพื่อค้าขายกับต่างชาติ

     

     

     

    หลังจากที่ถูกกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการใช้แรงงานต่างชาติอย่างหนัก ตั้งแต่ปี ค.ศ.2012 เป็นต้นมา ประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางจึงได้ออกข้อบังคับให้คนงานสามารถพักยาวได้ในช่วงกลางวัน เพื่อป้องกันไม่ให้คนงานได้รับอันตรายจากการสัมผัสแสงแดดและอุณหภูมิที่สูงในช่วงเดือนที่มีอากาศร้อนที่สุดของภูมิภาค สำหรับปี ค.ศ.2014 ข้อบังคับนี้ได้เริ่มมาตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

    การให้แรงงานพักผ่อนในช่วงกลางวันที่มีอากาศร้อนระอุนี้ ถือว่าเป็นข้อบังคับของรัฐบาลหลายประเทศในตะวันออกกลาง มีผลบังคับใช้ 2-3 เดือน (มิถุนายน-สิงหาคม หรือกันยายน) โดยคูเวตและโอมาน ประกาศใช้ไปเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน, กาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ประกาศใช้เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน, บาห์เรนและซาอุดีอาระเบียประกาศใช้เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา

    กาตาร์เป็นประเทศที่ประกาศห้ามทำงานในเวลากลางวันนานที่สุดถึง 5 ชั่วโมง ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นประเทศที่ให้เวลาช่วงพักทำงานสั้นที่สุดเพียง 2.5 ชั่วโมง

    ด้านการตรวจสอบนั้นจะมีคณะผู้ตรวจสอบจากกระทรวงแรงงานของประเทศต่างๆ เดินทางไปตรวจเยี่ยมไซต์งานก่อสร้างที่มีการจ้างงานแรงงานต่างชาติหลายหมื่นแห่งในภูมิภาคโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า และหากพบการละเมิดข้อบังคับก็จะมีโทษปรับเงินรวมถึงการสั่งระงับการดำเนินงานชั่วคราว

    ทั้งนี้พบว่าโทษปรับเงินของการละเมิดข้อบังคับนี้มีจำนวนที่ไม่มากนัก โดย constructionweekonline.comรายงานตัวอย่างในซาอุดิอาระเบียมีโทษปรับเพียง 800 - 2,600 ดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนในบาห์เรนมีโทษปรับเพียง 1,300 - 2,600 ดอลลาร์สหรัฐฯ เท่านั้น และยังพบว่าช่วงนี้ของทุกปีมักจะมีข่าวการละเมิดข้อบังคับอยู่เนืองๆ อย่างในปี 2012 ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์พบบริษัทละเมิดข้อบังคับให้แรงงานพักนี้ถึง 102 แห่ง [1]ในปี 2013 ที่บาห์เรนพบบริษัท 118 แห่งละเมิดข้อบังคับ [2]ส่วนในปี 2014 นี้ เมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาก็พบว่ามีบริษัท 54 แห่งที่ละเมิดข้อบังคับนี้ไปแล้ว [3]

    การออกกฎให้แรงงานพักผ่อนในช่วงกลางวันที่มีอากาศร้อนนั้นสืบเนื่องมาจากการกฎดันขององค์กรสิทธิมนุษยชนและองค์กรแรงงานต่อประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีการจ้างงานแรงงานต่างชาติเป็นจำนวนมาก และการให้คนงานปฏิบัติงานในสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวยนั้นถือว่าเป็นการเข้าข่ายการบังคับใช้แรงงาน ตัวอย่างในปี 2013 ได้มีการเปิดเผยเอกสารจากสถานทูตเนปาลที่ระบุว่าคนงานเนปาลเสียชีวิตกว่า 44 คน ในกาตาร์ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมซึ่งเป็นช่วงอากาศร้อนที่สุด โดยกว่าครึ่งมาจากปัญหาเกี่ยวกับหัวใจที่ต้องทำงานหนักไม่ได้หยุดและขาดน้ำท่ามกลางอุณหภูมิที่สูงถึง 50 องศา

    ข้อมูลจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ระบุว่า ในแต่ละปีนั้นการบังคับใช้แรงงานที่ถือว่าเป็นการละเมิดกฎหมาย สามารถทำเงินได้ถึง 1.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐทั่วโลก และในจำนวนนี้มีถึง 8.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐที่เป็นเม็ดเงินจากการบังคับใช้แรงงานในภูมิภาคตะวันออกกลาง

    อนึ่งสำหรับสภาพภูมิอากาศในตะวันออกกลางนั้น มี 2 ฤดู ได้แก่ฤดูร้อนและฤดูหนาวโดยระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงกันยายนอากาศร้อนจัดและความชื้นสูงอุณหภูมิประมาณ 30-50 องศาเซลเซียส ส่วนในเดือนตุลาคมถึงเมษายนเป็นฤดูหนาวซึ่งอากาศไม่หนาวมากนักอุณหภูมิเฉลี่ย 15-30 องศาเซลเซียส

     

    เมื่อบริษัทข้ามชาติห้ามพนักงานเวียดนามนอนกลางวัน

     

     

     

    วัฒนธรรมการนอนกลางวันที่ชาวเวียดนามคุ้นเคยและได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่ครั้งเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส กำลังถูกท้าทาย โดยบริษัทด้านไอทีแห่งหนึ่งได้ห้ามพนักงานงีบหลับตอนกลางวันภายในสถานที่ทำงาน เพื่อปรับปรุงภาพลักษณ์ให้ดีขึ้นเพื่อการทำธุรกิจกับต่างประเทศ

    เมื่อกลางเดือนมิถุนายน 2014 ที่ผ่านมา globaltimes.cnรายงานว่าบริษัทด้านไอทีอย่าง FPT-IS ของเวียดนาม ที่มีสาขาทั่วโลกถึง 18 แห่ง ได้ออกคำสั่งห้ามพนักงานนอนกลางวันภายในบริษัท โดยผู้บริหารได้ให้เหตุผลว่า ลูกค้าของ FPT-IS ในสหรัฐอเมริกาและเนเธอร์แลนด์ได้สะท้อนมาว่าพวกเขารู้สึกตกใจเมื่อเห็นพนักงานชาวเวียดนามนอนกลางวันในที่ทำงานซึ่งเป็นสิ่งที่แปลกสำหรับพวกเขา

    ผู้บริหารของ FPT-IS ยังระบุอีกว่าการแข่งขันในอุตสาหกรรมไอทีระดับโลกนั้น เวียดนามกำลังแข่งขันกับบริษัทจากอินเดียและจีนอย่างดุเดือดทั้งด้านเทคนิคและวัฒนธรรม ดังนั้นเพื่อที่จะได้สัญญาจากลูกค้าต่างชาตินั้น พนักงานชาวเวียดนามควรเลิกการนอนกลางวันเสียที

    นอกจากนี้สื่อท้องถิ่นยังได้ทำการสัมภาษณ์ผู้บริหารของบริษัทเอกชนอีกแห่งหนึ่งในเวียดนามที่มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกับผู้บริหารของ FPT-IS ระบุว่าการนอนหลับในสำนักงานไม่เป็นผลดีต่อภาพลักษณ์ของบริษัท ส่วนชาวเน็ตในเวียดนามจำนวนมาก ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อโซเชียลมีเดียต่อคำสั่งห้ามนอนกลางวันในสำนักงานกันอย่างหลากหลาย โดยบางส่วนสนับสนุนการห้ามนอนกลางวันในที่ทำงานนี้แต่ระบุว่าถ้าพนักงานอยากจะนอนพักเที่ยง ก็ควรกลับไปยังที่พัก เช็กอินโรงแรม หรือไม่ก็ไปงีบหลับตามสวนสาธารณะแทน

    ส่วนพนักงานของ FPT-IS ที่ได้ให้สัมภาษณ์สื่อกลับระบุว่า ควรอนุญาตให้มีการนอนกลางวันเป็นเวลาสั้นๆ ในช่วงเที่ยงวัน เพราะจะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยพวกเขารู้สึกสดชื่นขึ้นหลังได้นอนพัก 10-15 นาที

     

     

     

    อนึ่งสำหรับประเด็นการงีบหลับระหว่างทำงานนั้น แม้แต่ในโลกตะวันตกก็มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ระบุว่าการได้งีบหลับเป็นวิธีที่ดีในการเพิ่มความตื่นตัวในการปฏิบัติงาน เพิ่มความกระปรี้กระเปร่า พัฒนาการจดจำ ทักษะการขับยานพาหนะ การตัดสินใจและอารมณ์ ลดความเครียด ลดความประมาท หรือแม้แต่ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ เป็นต้น

    ทั้งนี้ในหน่วยธุรกิจที่คำนึงถึงการเพิ่มประสิทธิภาพให้พนักงานนั้นถึงกับมี “ห้องงีบ” (Nap Rooms) ให้พนักงาน ไว้พักงีบเลยทีเดียว ตัวอย่างเช่น บริษัท Nike ก็มีห้องงีบนี้ไว้สำหรับพนักงานในการงีบหลับหรือทำการนั่งสมาธิ ส่วนบริษัทยักษ์ใหญ่ในด้านนวัตกรรมอย่าง Google ก็ถึงกับสร้างแคปซูลไฮเทคไว้ทั่วสำนักงานในเมืองเมาท์เทนวิว รัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อให้พนักงานไว้งีบหลับ เป็นต้น

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เผยยังไม่ได้รับการประสานเข้ามอบตัวจาก พ.อ.อภิวันท์ หลังถูกออกหมายจับคดี ม.112 ขณะที่ ตำรวจออกหมายจับ 2 ผู้ต้องหา ร่วมก่อเหตุยิง ไม้หนึ่ง ก.กุนที

    24 ก.ค.2557 พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า หลังจากพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลชนะสงครามได้ขอศาลอนุมัติออกหมายจับ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จากกรณีขึ้นกล่าวบนเวทีปราศรัยที่บริเวณหาดปึกเตียน จังหวัดเพชรบุรี เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 54 หลังมีประชาชนนำเทปบันทึกคำปราศรัยเข้าแจ้งความที่ สน.ชนะสงคราม ตำรวจจึงรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลอนุมัติหมายจับ และศาลได้อนุมัติหมายจับแล้ววานนี้(23 ก.ค.) ซึ่งเหตุผลที่เพิ่งมาร้องทุกข์ในช่วงนี้เนื่องจากก่อนหน้านี้พรรคเพื่อไทยที่พันเอกอภิวันท์เป็นสมาชิกพรรคอยู่เป็นแกนนำรัฐบาล จึงทำให้ขาดความเชืี่อมั่นเลยมาแจ้งภายหลัง

    พล.ต.อ.สมยศ เปิดเผยด้วยว่าวันนี้ยังไม่ได้รับการประสานเข้ามอบตัวจาก พ.อ. อภิวันท์ ซึ่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. สั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศอยู่แล้ว หากเจ้าหน้าที่พบสามารถดำเนินการได้ตามกฎหมาย

    นอกจากนี้ พล.ต.อ.สมยศ ยังเปิดเผยด้วยว่า ศาลจังหวัดมีนบุรี ออกหมายจับผู้ต้องหาร่วมกันก่อเหตุยิง นายกมล ดวงผาสุข หรือ ไม้หนึ่ง ก.กุนที กวีเสื้อแดง เสียชีวิตที่ร้านอาหาร ย่านถนนเกษตรนวมินทร์ แล้ว 2 ราย คือ มือปืนที่ก่อเหตุ และผู้ที่ขับขี่รถจักรยานยนต์พาหลบหนี จากการสืบสวน มีพยานหลักฐานแน่ชัดว่า ผู้เสียชีวิตมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาวุธสงครามที่นำมาก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่นครบาลหลายคดี พร้อมเตรียมขยายผลถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่อไป

    รอง ผบ.ตร. กล่าวต่อถึงการประชุมความมั่นคง ในวันนี้ (24 ก.ค.) ว่า เตรียมวางแผนการรักษาความสงบเรียบร้อยผู้ชุมนุม เนื่องในวันอัลกุดส์สากล หรือ วันแห่งการปลดปล่อย ในวันพรุ่งนี้ (25 ก.ค.) เบื้องต้น มีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจอารักขาและควบคุมฝูงชน จำนวน 1 กองร้อย และชุดเคลื่อนที่เร็วฝ่ายสืบสวนรวม 80 นาย บริเวณสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล ประจำประเทศไทย ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย สาขาอโศก รวมถึง บ้านพักเอกอัครราชทูต และคณะทูตต่างๆ

     

    เรียบเรียงจาก มติชนออนไลน์, สำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ชี้ระบบอาหารไทยเข้าขั้นวิกฤติ คนไทย 70% แห่ซื้ออาหารนอกบ้านรับประทาน ทั้งที่ไม่รู้แหล่งผลิต หวั่นเกิดสารปนเปื้อนและไม่ผ่านค่ามาตรฐาน เผยอาหารแช่แข็งยังครองแชมป์ยอดฮิต แนะส่งเสริมเกษตรกรรายย่อยสู่ระบบที่ยั่งยืน-พัฒนางานวิจัย ควบคุมการใช้สารเคมีที่ต้นทาง ด้านนักวิจัยมาเลเซียแฉ พบสารตกค้างในผลิตภัณฑ์การเกษตรของมาเลเซียอื้อ วอนหน่วยงานรัฐแก้กฎหมายคุมครองผู้บริโภค ฟากนักวิจัยฟิลิปปินส์ชี้อุตสาหกรรมอาหาร โหมการตลาดโฆษณาเกินจริงหลอกผู้บริโภค


    24 ก.ค. 2557 เมื่อเวลา 10.00 น. ในงานประชุมวิชาการมหกรรมอาหารและสุขภาพ วิถีไท ครั้งที่ 1 ภายใต้แคมเปญ “กินเปลี่ยนโลก: บทบาทอาหารกับสุขภาพ สังคมและสิ่งแวดล้อม” จัดโดย มูลนิธิสุขภาพไทย มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค มูลนิธิชีววิถี มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ มูลนิธิเกษตรยั่งยืน (ประเทศไทย) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่ายความมั่นคงทางอาหารและสุขภาพวิถีไทย

    นางสาวกิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา รองผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี กล่าวระหว่างเสวนาหัวข้อ บทเรียนการทำงานของแต่ละประเทศในประเด็นความมั่นคงด้านอาหาร ว่า ปัจจุบันผู้บริโภคมีความเสี่ยงในการรับประทานอาหารที่จัดว่าอยู่ในขั้นวิกฤต เพราะเลือกรับประทานอาหารนอกบ้านและซื้ออาหารสำเร็จรูปมากกว่าร้อยละ 70 ของรายจ่ายค่าอาหารทั้งหมด โดยที่ไม่สามารถรู้แหล่งผลิตได้เลยว่าขั้นตอนการทำเป็นเช่นไร

    รองผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี  กล่าวต่อว่า วิกฤตที่กำลังเผชิญอยู่แบ่งเป็น 3 แหล่ง คือ 1.เกษตรกรรายย่อยนับวันจะหายไปจากระบบ เพราะเอาตัวไม่รอด กำไรหดหาย 2.ระบบการผลิต ทำลายสิ่งแวดล้อม เนื่องจากใช้ทรัพยากรสิ้นเปลืองทำให้คนไทยมีวิถีการกินอยู่ที่น้อยลง หันไปพึ่งอาหารแช่แข็งมากขึ้น 3.วิกฤตผู้บริโภค ประสบปัญหาไม่มีทางเลือกในการกิน จากระบบผูกขาดของบริษัทผู้ค้ารายใหญ่ รวมถึงผู้บริโภคขาดความรู้ในการเลือกอาหาร ซึ่งแม้ปัจจุบันจะมีฉลากระบุในบรรจุภัณฑ์ แต่พบว่าไม่ตรงกับความเป็นจริง จึงเสี่ยงที่ผู้บริโภคอาจได้รับสารปนเปื้อนที่มีอันตรายต่อร่างกายได้

    “สิ่งที่ควรทำคือต้องจัดการอาหารทั้งระบบ โดยผู้บริโภคต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมเกษตรกรรายย่อย รวมทั้งต้องสนับสนุนให้เกิดการรวมกลุ่ม พัฒนาวิจัย จัดตั้งระบบสหกรณ์รายย่อย ควบคุมสารเคมีที่ต้นทาง นอกจากนี้ควรมีการควบคุมการดำเนินงานกิจการธุรกิจทางการเกษตร ให้เกษตรกรรายย่อยลุกขึ้นมามีบทบาท และรัฐบาลควรสร้างตลาดขนาดเล็ก ตลาดทางเลือกให้เกษตรกรเข้ามามีพื้นที่ ขณะเดียวกันกฎหมายเกี่ยวกับอาหารควรเข้มงวดมากขึ้นเพราะที่ผ่านมาแม้จะมีกฎหมายแต่การบังคับใช้ไม่มีประสิทธิภาพ และคณะกรรมการยังละเลยไม่ใช้กฎหมายที่มีอยู่อย่างจริงจัง” นางสาวกิ่งกร กล่าว

    นางสาวฮูซนา ซาฮีร์ นักวิจัยจากองค์กรผู้บริโภค ประเทศอินโดนีเซีย (Yayasan Lembaga Konsumen Indonesia, YLKI) กล่าวว่า แม้อินโดนีเซียจะมีแหล่งทรัพยากรที่เพียงพอ และข้าวเป็นอาหารหลัก แต่กว่า 50% ต้องนำเข้าจากเพื่อนบ้าน รวมถึงอาหารอื่นๆ และมีแนวโน้มราคาสูงขึ้นทุกปี ซึ่งรัฐบาลแม้จะสนับสนุนให้ปลูกข้าว แต่ไม่ได้จริงจังในเรื่องการผลิตและส่งออก อีกทั้งเกษตรกรส่วนใหญ่นิยมใช้สารเคมี ทำให้สิ้นเปลือง เกิดหนี้สิน และส่งผลเสียต่อผลผลิต เกษตรกรจึงเริ่มมองหาพืชพื้นบ้านเพื่อนำมาทดแทน เช่น ปลูกข้าวฟ่าง ข้าวโพด และประสบความสำเร็จแค่เพียงระดับท้องถิ่น เนื่องจากรัฐบาลไม่ให้ความร่วมมือ อย่างไรก็ตาม ภาครัฐควรยกระดับอาหารพื้นบ้านเหล่านี้ และศึกษาพัฒนางานวิจัยใหม่ๆ ให้เข้ามาตอบโจทย์เกษตรกรรมรูปแบบต่างๆ จัดอบรมให้ความรู้กับผู้บริโภคดังคำขวัญของประเทศคือ “กินอาหารท้องถิ่น รักษาเกษตรกรท้องถิ่น”

    นางสาวหัทธิยา ฮาสซิม นักวิจัยจากสมาคมผู้บริโภคแห่งปีนัง ประเทศมาเลเซีย (Consumer Association of Penang) กล่าวว่า มาเลเซียมีโรงงานอุตสาหกรรมผลิตอาหารจำนวนมาก แต่กลไกการผลิตนั้นอาจมีการปนเปื้อนและมีสารเคมีตกค้าง โดยที่ผู้บริโภคไม่รู้ ที่ผ่านมาชมรมผู้บริโภคปีนัง พยายามแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภคที่มีมานานกว่า 30 ปีแล้ว เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในเรื่องวัตถุดิบ สารปนเปื้อน การห้ามนำเข้า เช่น สารเร่งเนื้อสัตว์ที่ทำให้โตไว ซึ่งมีเข้ามาและเปลี่ยนชนิดเปลี่ยนรูปแบบใหม่ไปเรื่อยๆ ทำให้กฎหมายเกิดความหละหลวมไม่สามารถคุ้มครองผู้บริโภคได้

    “เราจำเป็นต้องรณรงค์กับผู้บริโภคและผู้ขายอาหารตามข้างทาง เกี่ยวกับคุณภาพอาหาร รณรงค์ลดน้ำตาล เนื่องจากประเทศอินโดนีเซียติดอันดับ 8 ของโลกที่บริโภคน้ำตาลสูง เพราะมีผลต่อสุขภาพ ทั้งนี้รัฐบาลอินโดนีเซียควรเน้นคุ้มครองเกษตรกรรายย่อยที่ทำการเกษตรอินทรีย์เพื่อความยั่งยืน และคุ้มครองสิ่งแวดล้อมด้วยวิธีการจับปลาที่เน้นเชิงอนุรักษ์” นางสาวหัทธิยา กล่าว

    นางสาวเจนนิเฟอร์ กุสต์ นักวิจัยจากองค์กรผู้บริโภคประเทศฟิลิปปินส์ (IBON Foundation) กล่าวว่า ปัจจัยที่ยังท้าทายวิกฤติอาหารของฟิลิปปินส์คือการมีโฆษณาชวนเชื่อ ส่งเสริมการแปรรูปอาหารและมีทุนในระบบอุตสาหกรรมมากเกินไป ซึ่งที่ผ่านมาฟิลิปปินส์เกิดการขาดแคลน ขาดดุลทางอาหารเพราะมีการนำเข้ามากกว่าส่งออก รัฐบาลมีนโยบายเปิดการค้าเสรี จึงทำให้เกิดแหล่งธุรกิจเอกชนมากขึ้น ประชากรไม่สามารถเข้าถึงแหล่งอาหารที่มีราคาถูก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้การค้าข้าวมีการผูกขาด ซื้อถูกขายแพง เกิดการกักตุน ลักลอบนำเข้าโดยไม่จ่ายภาษี นอกจากนี้ในเรื่องของการผลิตข้าวโพดที่ปรับแต่งพันธุกรรม (GMO) ก็มีผลกระทบต่อเกษตรกร ล่าสุดล้มละลายถึง 10% ของเกษตรกรที่ปลูกข้าวโพด อีกทั้งส่งผลให้เป็นโรคหอบหืด ภูมิแพ้สารเคมี

    “อยากให้เกิดบทบาทของภาครัฐมากกว่าที่เป็นอยู่ ส่งเสริมผลผลิตของเกษตรกรให้สูงขึ้น เพราะอย่าลืมว่าผู้บริโภคตื่นตัวเรื่องอาหารและความเป็นอยู่ สนใจอาหารออแกนิกส์เพราะตระหนักได้ถึงความปลอดภัย อย่างไรก็ตามเราพยายามต่อสู้หันมาทำเกษตรทางเลือก พยายามล็อบบี้หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อให้มีใบรับรอง มีกฎหมายที่สนับสนุนทำเกษตรอินทรีย์ซึ่งอยู่ในระหว่างดำเนินการ” นางสาวเจนนิเฟอร์ กล่าว

    นางสาวอลิซ ฟาม นักวิจัยจากองค์กรผู้บริโภค ประเทศเวียดนาม (CUTS Internation) กล่าวว่า ประเทศเวียดนามเป็นประเทศยากจน และประเทศที่ผลิตข้าวกว่า 73% มีการส่งออกข้าว 3 ล้านตันต่อปี ซึ่งรองจากประเทศไทย ทั้งนี้ยอมรับว่าเทคโนโลยีในการผลิตข้าวยังไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อีกทั้งเวียดนามยังประสบปัญหาภัยพิบัติน้ำท่วม ฝนแล้งอย่างต่อเนื่อง ทำให้รายได้ของเกษตรกรลดลง การแข่งขันสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ภาครัฐต้องเพิ่มผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรใหม่ๆ ไม่พึ่งพาข้าวอย่างเดียว และเกษตรกรต้องได้ตัดสินใจว่าจะปลูกพืชอะไร ไม่ถูกชี้นำจากรัฐบาล

    นายซิว ก๊ก เซียง ผู้วิจัยจากสมาคมผู้บริโภค ประเทศสิงคโปร์ (Consumer Association of Singapore, CASE) กล่าวว่า สิงคโปร์เป็นประเทศที่ทำการเกษตรค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่ 90% นำเข้าจากต่างประเทศ โดยหน่วยงาน ABA ด้านการเกษตรและปศุสัตว์จัดทำหน้าที่เชื่อมโยงการนำเข้าผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยมีการประเมินสารปนเปื้อนตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อไม่ให้บริโภคมีความเสี่ยง นอกจากเรายังพยายามส่งเสริมให้ผู้บริโภคมีทางเลือกทั้งเรื่องราคาและคุณภาพของอาหาร

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    คำสั่ง คสช.ที่ 93/2557 สั่งยกโทษปลดออกจากราชการ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ตามคำพิพากษาศาลปกครองกลาง

    24 ก.ค.2557 มติชนออนไลน์รายงานว่า ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 131 ตอนพิเศษ 139 ง วันที่ 23 ก.ค. 2557 ได้ตีพิมพ์คําสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 93/2557 เรื่อง "ยกโทษปลดออกจากราชการ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ" ลงวันที่ 17 ก.ค.2557

    เนื้้อหาระบุว่า โดยที่ศาลปกครองกลางได้มีคําพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 99/2554 ลงวันที่ 28 ก.พ. 2557 ให้นายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับแจ้งมติของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ในการประชุมครั้งที่ 17/2552 เมื่อวันที่ 30 ธ.ค. 2552 และครั้งที่ 1/2553 เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2553 ที่ให้สั่งยกโทษปลด พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ออกจากราชการตามคําสั่งสํานักนายกรัฐมนตรี ที่ 228/2552 ลงวันที่ 19 ต.ค. 2552 ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คําพิพากษาถึงที่สุด นั้น

    เพื่อดําเนินการให้เป็นไปตามคําพิพากษาศาลปกครองกลาง ซึ่งถึงที่สุดข้างต้น หัวหน้าคสช.ในฐานะผู้ใช้อํานาจนายกรัฐมนตรีตามประกาศ คสช.ฉบับที่ 10/2557 เรื่อง ให้อํานาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี เป็นอํานาจหน้าที่ของหัวหน้า คสช. ลงวันที่ 22 พ.ค. 2557  จึงอาศัยอํานาจตามความในมาตรา 72 (1) และมาตรา 105 แห่งพระราชบัญญัติตํารวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 ประกอบกับข้อ 18 (2) (ง) ข้อ 21 และข้อ 23 แห่งกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาอุทธรณ์ พ.ศ. 2547 มีคําสั่งให้ยกโทษปลด พล.ต.อ.พัชรวาท ออกจากราชการตามคําสั่งสํานักนายกรัฐมนตรี ที่ 228/2552 ลงวันที่ 19 ต.ค. 2552

    ทั้งนี้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ เป็นน้องชายของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานที่ปรึกษา คสช. พล.ต.อ.พัชรวาท เคยถูกปลดออกจากราชการ ในสมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากกระทำผิดวินัยร้ายแรง เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้อาวุธปราบปรามประชาชนที่กำลังชุมนุม ในพื้นที่บริเวณหน้ารัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    บอร์ด กสทช. เคาะราคาคูปองทีวีดิจิตอล 690 บาท เตรียมส่งเรื่องให้ คสช.พิจารณา 30 ก.ค.นี้ โดยคูปองดังกล่าวจะแลกได้เฉพาะทีวีที่มีตัวรับสัญญาณ และกล่องรับสัญญาณแบบ DVB-T2 ไม่รวมกล่องทีวีดาวเทียม-เคเบิล

    24 ก.ค.2557ไทยรัฐออนไลน์รายงานว่า นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช.) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ กสทช. มีมติเอกฉันท์ 10 เสียง อนุมัติราคาคูปองทีวีดิจิตอล อยู่ที่ 690 บาท โดยมีเงื่อนไขแลกว่าจะต้องรับได้เฉพาะกล่องรับสัญญาณดิจิตอลภาคพื้นดิน หรือ ดีวีบี ที2 และโทรทัศน์ที่มีเครื่องรับทีวีดิจิตอล ไม่รวมกล่องดาวเทียมอื่นๆ ซึ่งราคาคูปองมีอายุ 6 เดือน และเตรียมเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. พิจารณาในวันที่ 30 ก.ค.2557 นี้

    เลขาธิการ กสทช.กล่าวต่อว่า สำหรับกรอบการดำเนินการ ทาง กสทช.จะเริ่มแจกคูปองได้ในช่วงเดือน ก.ย.2557 โดยจะดำเนินการนำร่องใน 4 จังหวัด คือ กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล เชียงใหม่ สงขลา และ ขอนแก่น ตามพื้นที่โครงข่ายเข้าถึง ก่อนจะทยอยแจกให้ครบ 22 ล้าน 9 แสนครัวเรือนตามข้อมูลของกรมการปกครอง ณ เดือน มีนาคม 2557

    นายฐากร กล่าวอีกว่า ขณะที่วิธีการแจกจัดส่งทางไปรษณีย์ ประสานทะเบียนราษฎร กับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย โดยยึดหลักการลดค่าใช้จ่าย ส่วนวิธีการพิมพ์ จ้างหน่วยงานของรัฐเป็นผู้ดำเนินการ และให้จัดตั้งคณะกรรมการจัดพิมพ์ จัดส่ง และเรียกเก็บเงินจาก กสทช. โดยใช้เงินจากสำนักงาน กสทช. จ่าย สำหรับประชาชน เมื่อได้รับคูปองแล้ว ให้นำบัตรประชาชนไปแสดงตัวตน เพื่อเป็นหลักฐานพร้อมคูปอง จากนั้นทางร้านจะนำสติกเกอร์ที่ติดอยู่ที่กล่องมาติดไว้บนคูปอง ก่อนให้นำไปแลกซื้อ

    "เงื่อนไขการใช้คูปองที่เปลี่ยนจากเดิมที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์หรือ กสท. กำหนดเงื่อนไขให้แลกรับได้ 4 ประเภท คือ กล่อง ดีวีบี ที2 เคเบิลทีวี ทีวีดาวเทียม และ สมาร์ททีวี เหลือ 2 ประเภท เนื่องจากได้รับการทักท้วงจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ที่เห็นว่าการแลกรับกล่องดาวเทียมอื่นๆ นั้นไม่ถูกต้องตามประกาศ

    สำหรับบริษัทผู้ผลิตกล่องที่จะเข้าร่วมโครงการนี้ ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่ กสทช. กำหนด คือ มีเงินค้ำประกัน 2 ล้านบาท รับประกันกล่อง 3 ปี สามารถเปลี่ยนได้ทันทีหากกล่องมีปัญหา และมีจุดแลกซื้อคูปองในวันที่เริ่มต้นแจก" เลขาธิการ กสทช.กล่าว

    นายฐากร กล่าวด้วยว่า คาดว่าจะมีประชาชนร้อยละ 30 ไม่มาแลกคูปอง โดยเงินตรงนี้จะถูกส่งกลับไปเป็นรายได้แผ่นดินต่อไป ขณะที่มูลค่าการคูปอง 15,801 ล้านบาท คำนวณจากราคาคูปอง 690 บาท คูณ 22 ล้าน 9 แสนครัวเรือน ส่วนประเด็น แลกกล่องดาวเทียม เคเบิลไม่ได้นั้น กสทช. มีความเห็นว่าช่วงเริ่มต้นเปลี่ยนผ่าน เป็นการสนับสนุนภาคพื้นดิน แล้วต่อไปค่อยไปสนับสนุนดาวเทียมภายหลัง ขณะที่ สตง. มีความเห็นว่า กล่องดาวเทียม ต้องไปแข่งขันกันด้านธุรกิจ ซึ่งไม่เกี่ยวกับการประมูลทีวีดิจิตอล

    รายงานข่าวแจ้งว่า การประชุมเพื่อการเคาะราคาครั้งนี้ พันเอกนที ศุกลรัตน์ รองประธาน กสทช. ไม่ได้เข้าร่วมประชุม

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมา มีข่าวเล็กๆ ที่น่าจับตาอยู่ข่าวหนึ่งคือ การแถลงข่าวหัวข้อ “เครือข่ายผู้บริโภคไม่ขานรับการเลื่อนประมูลคลื่น คสช. : เตะหมูเข้าปากหมา รัฐเสียหาย ประชาชนไม่ได้ประโยชน์” เรื่องราวในการแถลงข่าวนี้มีหลายประเด็นที่น่าหยิบยกมาคุยกันครับ
     

    1. เครือข่ายผู้บริโภคคัดค้านอะไร?
    เครือข่ายผู้บริโภคคัดค้านคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 94/2557 ที่ให้ กสทช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระมีหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่และกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม ชะลอการประมูลคลื่นความถี่โทรคมนาคมออกไป 1 ปี โดยอ้างเหตุผลเพื่อคุ้มครองผู้ใช้บริการและคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ

    คำสั่ง คสช.ดังกล่าวยังระบุด้วยว่า ให้ กสทช. ดำเนินการให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อรองรับการจัดสรรคลื่นในอนาคต โดยอ้างเหตุผลเพื่อความโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้
     

    2. ทำไมต้องคัดค้าน? กฎกติกาเกี่ยวกับการประมูลในปัจจุบันมีปัญหาจริงหรือ?
    บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรคลื่นความถี่โทรคมนาคมโดยตรงคือ มาตรา 45 ของพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 (ต่อไปจะเรียกว่า กฎหมาย กสทช.) ที่บัญญัติไว้ว่า “ผู้ใดประสงค์จะใช้คลื่นความถี่เพื่อกิจการโทรคมนาคมต้องได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งต้องดำเนินการโดยวิธีการประมูลคลื่นความถี่ ...”
    จะเห็นว่ากฎหมาย กสทช. เขียนบังคับไว้อย่างชัดเจนว่า การจัดสรรคลื่นความถี่โทรคมนาคมต้องดำเนินการด้วยวิธีประมูลเท่านั้น

    นักเศรษฐศาสตร์โดยทั่วไปต่างก็เห็นว่าการจัดสรรคลื่นความถี่ด้วยวิธีการประมูลเป็นวิธีการที่ดีที่สุด เพราะคลื่นความถี่จะไปตกอยู่ในมือของผู้ประกอบการที่ให้คุณค่ามันสูงสุด กล่าวคือ ผู้ชนะประมูลคือผู้ที่มีความสามารถในการใช้คลื่นความถี่อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ด้านสังคมส่วนรวมก็จะได้รับประโยชน์เต็มที่สูงสุดด้วยเช่นกัน

    นอกจากนั้น การประมูลภายใต้การออกแบบกฎกติกาที่ดีเป็นการจัดสรรทรัพยากรอย่างโปร่งใส จำกัดการเลือกใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ปิดช่องทางมิให้เจ้าหน้าที่มีพฤติกรรมในทางเอื้อประโยชน์แก่ผู้เข้าประมูลรายใดรายหนึ่ง ซึ่งจะช่วยลดโอกาสเกิดปัญหาคอร์รัปชันได้อย่างดี

    แต่บางคนไม่คิดอย่างนั้นครับ

    กสทช. บางท่านเขียนบทความเผยแพร่ต่อสาธารณะว่า กฎหมาย กสทช. มีปัญหาหลายประการ หนึ่งในนั้นคือการเขียนบังคับไว้ให้ต้องจัดสรรคลื่นความถี่โทรคมนาคมด้วยวิธีการประมูลเท่านั้น กสทช. ท่านนั้นเสนอให้แก้กฎหมายในระยะเร่งด่วนโดย “แก้ไขปรับปรุงวิธีการจัดสรรคลื่นความถี่ในกิจการโทรคมนาคมให้สามารถใช้วิธีการต่างๆ เช่น การประมูลคลื่นความถี่ เปรียบเทียบข้อเสนอ หรือวิธีการอื่นที่เหมาะสมได้”

    ในเมื่อคำสั่ง คสช. เปิดโอกาสให้ กสทช. ดำเนินการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการจัดสรรคลื่นความถี่ได้ และ กสทช. คนสำคัญเปิดเผยแนวคิดของตนว่าควรเปิดช่องให้ใช้วิธีอื่นในการจัดสรรคลื่นได้ด้วย จึงน่าจับตาว่าในการแก้ไขกฎหมาย กสทช. ในยุค คสช. จะมีการแก้ไขมาตรา 45 หรือไม่ และแก้แล้ว ประโยชน์ตกอยู่กับใคร
     

    3. ชะลอประมูลเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้บริโภค หรือผลประโยชน์ของใคร?
    การชะลอการประมูลตามคำสั่งของ คสช. ส่งผลกระทบต่อการจัดสรรคลื่นความถี่ 1800 MHz และคลื่นความถี่ 900 MHz โดยตรง
    สำหรับคลื่นความถี่ 1800 MHz เป็นคลื่นที่บริษัททรูมูฟ จำกัด (ทรูมูฟ) และบริษัทดิจิตอล โฟน จำกัด (ดีพีซี) ได้รับสัมปทานจากบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) (CAT)

    คลื่นนี้เดิมทีหมดสัญญามาตั้งแต่ 15 กันยายน 2556 แล้ว หาก กสทช. ตอนนั้นทำงานตามแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ที่ตนประกาศใช้เมื่อต้นเดือนเมษายน 2555 ก็คงจัดประมูลใหม่ พาเข้าสู่ระบบใบอนุญาตที่มีความโปร่งใสกว่าและสร้างกติกาการแข่งขันที่เท่าเทียมกว่าระบบสัมปทานเดิมไปแล้ว แต่ กสทช. ที่รู้อยู่แล้วว่าคลื่นความถี่จะหมดอายุสัมปทาน มีเวลาเตรียมการ 18 เดือนล่วงหน้า กลับไม่เตรียมการหรือลงมือดำเนินการใดๆ เช่น จัดประมูลล่วงหน้าก่อนหมดสัญญา ให้ข้อมูลผู้ใช้บริการย้ายค่ายล่วงหน้าและขยายขีดความสามารถในการให้บริการย้ายค่ายเบอร์เดิม

    กระทั่งเมื่อใกล้ถึงเวลาหมดสัญญา ก็เกิดการจับผู้บริโภคเป็นตัวประกัน อ้างว่าต้องปกป้องผลประโยชน์ผู้บริโภค ไม่ยอมให้ซิมดับ โดยออกมาตรการเยียวยาให้ผู้บริโภคยังใช้บริการได้เหมือนเดิมเป็นการชั่วคราวอีก 1 ปี คำถามสำคัญที่หลายคนเคยตั้งไว้คือ การเยียวยานี้เป็นการช่วยผู้บริโภคหรือช่วยผู้ประกอบการรายเดิมกันแน่

    มาตรการเยียวยาดังกล่าวส่งผลเสมือนเป็นการขยายระยะเวลาสัมปทาน เรียกว่า แทนที่ผู้ประกอบการจะต้องคืนคลื่นเพื่อให้รัฐนำไปจัดสรรใหม่ กลับได้สิทธิให้บริการต่ออีก 1 ปี รักษาฐานลูกค้าเก่าไว้ได้ แถมคราวนี้ใช้คลื่นความถี่ได้เสมือนฟรีอีก เพราะสัญญาสัมปทานจริงหมดอายุไปแล้ว คำแถลงของเครือข่ายผู้บริโภคชี้ว่า แต่ก่อนผู้ได้รับสัมปทานยังต้องจ่ายค่าสัมปทาน 20-30% ของรายได้ (ปี 2554 จ่ายไป 6,800 ล้านบาท) แต่รอบนี้ไม่ต้องจ่ายเลย แม้ประกาศเยียวยาจะบอกว่าต้องส่งรายได้และดอกผลหลังหักค่าใช้จ่ายให้รัฐ แต่ผู้ประกอบการแจ้งว่าตัวเองขาดทุน จึงไม่ต้องนำส่ง
    เครือข่ายผู้บริโภคยังประเมินด้วยว่า ถ้าคืนคลื่นและจัดสรรใหม่ผ่านระบบใบอนุญาต ภาครัฐจะได้รายได้อย่างน้อย 1,200 ล้านบาทต่อปี นี่คือรายได้ที่ภาครัฐเสียไปจากการที่ กสทช.ไม่จัดประมูลคลื่นใหม่ให้ทันเวลา และแก้ปัญหาด้วยมาตรการเยียวยาดังที่เป็นอยู่

    ผลของคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 94/2557 คือการยืดอายุการเยียวยาที่กำลังจะหมดลงในวันที่ 15 กันยายน 2557 นี้ ต่อออกไปอีก 1 ปี โดยอ้างผู้บริโภค (อีกแล้ว) ผลก็คือทำให้การประมูลคลื่นใหม่ ซึ่งเดิมคาดว่าน่าจะมีขึ้นในเดือนสิงหาคม 2557 เกิดขึ้นไม่ได้จนกว่าจะอีก 1 ปีข้างหน้า (เดือนกรกฎาคม 2558) เป็นอย่างเร็ว

    ท่านผู้อ่านก็ลองพิจารณากันดูว่าใครได้ประโยชน์จากการเลื่อนดังกล่าวเป็นปีที่สอง

    ส่วนคลื่นความถี่ 900 MHz เป็นคลื่นที่บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ได้รับสัมปทานจากบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) (TOT) กรณีนี้สัญญาสัมปทานกำลังจะหมดลงวันที่ 30 กันยายน 2558 เดิมที กสทช. ตั้งใจจะจัดประมูลคลื่นความถี่ใหม่ล่วงหน้าภายในเดือนพฤศจิกายน 2557 นี้ โดยกำหนดราคาตั้งต้นในการประมูลไว้แล้วที่ 11,600 ล้านบาท สุดท้ายก็ต้องเลื่อนออกไปตามคำสั่ง คสช.

    สังคมควรจับตาดูต่อไปว่าคลื่นความถี่ที่มีผลประโยชน์มหาศาลนี้ จะถูกนำมาจัดสรรด้วยวิธีการใด หากกฎหมาย กสทช.มาตรา 45 ถูกแก้ จนเปิดช่องให้มีการจัดสรรคลื่นความถี่ได้ด้วยวิธีการอื่น อาจทำให้ประเทศเสียประโยชน์มหาศาล คลื่นความถี่ตกอยู่ในมือของผู้ประกอบการที่ไม่ได้มีศักยภาพสูงสุดในการใช้ประโยชน์จากมัน และรัฐเสียโอกาสที่จะได้รายได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยอย่างที่ควรจะเป็น
    ผมไม่มีความรู้และข้อมูลพอที่จะวิเคราะห์ว่า การชะลอการประมูลคลื่น 900 MHz ในคราวนี้ ใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์ ผู้บริโภค รัฐ หรือผู้ประกอบการรายใด ฝากท่านช่วยวิเคราะห์กันต่อไปเอง

    การแก้มาตรา 45 ของกฎหมาย กสทช. ตามที่ กสทช.บางคนปรารถนานั้น จะทำให้เราไม่สามารถคาดการณ์ได้เลยว่า คลื่นความถี่ที่เป็นสมบัติสาธารณะจะถูกจัดสรรด้วยกติกาใด และสร้างความคุ้มค่าสูงสุดแก่สังคมหรือไม่ กลับเป็นการเปิดช่องให้ กสทช. ใช้ดุลพินิจในการจัดสรรได้มาก ซึ่งหลักการทางเศรษฐศาสตร์บอกเราว่า ยิ่งเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจมากเท่าใด ยิ่งเปิดช่องให้มีการแสวงหาผลประโยชน์มากเท่านั้น

    บางคนชอบอ้างว่า การประมูลเป็นการมุ่งแสวงหารายได้สูงสุดเข้ารัฐอย่างเดียว ไม่คำนึงถึงมิติอื่นๆ นอกจากเรื่องเงินทอง อันนี้ไม่จริงนะครับ เพราะเราสามารถออกแบบการประมูลที่ดีได้ โดยกำหนดเงื่อนไขในการประมูลในทางที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ นอกเหนือจากราคาที่เสนอให้รัฐ เช่น ความครอบคลุมของการให้บริการ ราคาค่าบริการที่ต้องลดลงจากเดิม การประกันคุณภาพการให้บริการบางประเภท เป็นต้น เช่นนี้แล้ว ผู้ประกอบการก็จะแข่งขันกันเสนอราคาภายใต้ข้อกำหนดที่บังคับให้ทุกรายต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะดังกล่าว

    บางคนชอบอ้างว่า ถ้าเอกชนต้องจ่ายค่าประมูลแพงๆ ก็จะผลักภาระให้ผู้บริโภคต้องจ่ายราคาแพงขึ้น ผู้ใช้บริการก็ลำบากอยู่ดี สู้ให้รัฐได้รายได้น้อยหน่อย แต่ผู้บริโภคสบายไม่ดีกว่าหรือ คำตอบก็คือว่า เคยเห็นผู้ชนะประมูลที่จ่ายเงินให้รัฐถูกลงกว่าที่ตัวเองเต็มใจจ่าย แล้วใจดีลดราคาให้ผู้บริโภคจริงๆ ไหมครับ ผู้บริโภคจะจ่ายถูกหรือแพงไม่ได้ขึ้นอยู่กับค่าประมูล แต่ขึ้นอยู่กับสภาพการแข่งขันในตลาดภายหลังการประมูล รวมถึงประสิทธิภาพในการกำกับดูแลขององค์กรกำกับดูแลอย่าง กสทช. ต่างหาก ไม่ว่าจะจ่ายถูกจ่ายแพงอย่างไร ถ้ามีผู้ให้บริการหลายเจ้าแข่งกัน ราคาก็จะถูกลงเอง ถ้ามีการกำกับดูแลที่ดี ผู้ให้บริการก็เอาเปรียบผู้บริโภคได้ยาก

    บางประเทศอาจจัดสรรคลื่นได้ด้วยวิธีอื่นๆ เช่น การเปรียบเทียบข้อเสนอ แต่ต้องดูด้วยครับว่าการออกแบบกฎกติกาอื่นๆ หรือปัจจัยเชิงสถาบันต่างๆ ที่ล้อมรอบการจัดสรรคลื่นของเขาเป็นอย่างไร ผมพูดตรงๆ ว่าสำหรับประเทศไทย การจัดสรรทรัพยากรสาธารณะด้วยวิธีอื่นที่ไม่ใช่การประมูลนี่ ผมไม่กล้าจะคิดเลยครับ ขนาดที่ผ่านมา เราจัดสรรคลื่นความถี่ด้วยวิธีการประมูล เช่น กรณี 3G ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามอย่างหนักหน่วง ถ้ายิ่งใช้วิธีการอื่นที่เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจใช้ดุลพินิจส่วนตัวสูง ประสบการณ์ในอดีตทำให้ผมยิ่งไม่กล้าจินตนาการถึงผลลัพธ์
     

    4. ความเห็นส่งท้าย
    ผมมีความเห็นว่า กิจการโทรคมนาคมไทยควรจะเร่งเดินหน้าออกจากระบบสัญญาสัมปทาน ซึ่งโปร่งใสน้อยกว่า และสร้างการแข่งขันที่ไม่เท่าเทียม ไปสู่ระบบใบอนุญาต ที่โปร่งใสมากกว่า สร้างกติกาการแข่งขันที่เท่าเทียม และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย กสทช.

    เช่นนี้แล้ว การชะลอการประมูลคลื่นความถี่ไปอีก 1 ปี ไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใด สำหรับกรณีคลื่น 1800 MHz ควรให้การเยียวยาผู้ใช้บริการยุติลงตามกำหนดเดิมและนำคลื่นความถี่มาจัดสรรใหม่ และควรดำเนินการจัดสรรคลื่น 900 MHz ตามกำหนด

    ในการจัดสรรคลื่นใหม่เพื่อเข้าสู่ระบบใบอนุญาตต้องใช้วิธีการประมูลเท่านั้น และต้องมีการออกแบบกฎกติกาการประมูลที่ดี นั่นคือ ต้องส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันในการประมูลอย่างเต็มที่ที่สุด และมีการกำหนดเงื่อนไขอื่นๆ ที่จำเป็นและเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะในการประมูลด้วย เช่น เงื่อนไขที่เป็นคุณแก่การคุ้มครองผู้บริโภค ทั้งนี้ สังคมต้องช่วยกันตรวจสอบการออกแบบกติกาการประมูลและจับตากระบวนการประมูล เพื่อไม่ให้เกิดกรณีเช่นการประมูล 3G ที่ออกแบบกติกาการประมูลที่ไร้การแข่งขัน จนทำให้รัฐเสียประโยชน์มหาศาล

    ท่ามกลางกระแสผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมาย กสทช. ของหลายฝ่ายในขณะนี้ เราจำเป็นต้องช่วยกันส่งเสียงเพื่อรักษามาตรา 45 ของกฎหมาย กสทช.ไว้

    การจัดสรรคลื่นความถี่โทรคมนาคมของไทยควรใช้วิธีการประมูลเท่านั้น
     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    เชื้อปรสิต Toxoplasma gondii ที่อยู่ในลำไส้ของเจ้าเหมียว ถูกนำมาทดลองพบว่าสามารถกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันทำงานต่อต้านเซลล์เนื้องอกและมะเร็งได้ แม้จะเป็นความหวังใหม่ของการรักษามะเร็ง แต่ยังต้องศึกษาทดลองอีกมากและถือว่ายังไม่ปลอดภัยสำหรับผู้ที่ต้องการรับเชื้อโดยตรงไม่ผ่านการดัดแปลงเป็นวัคซีน


    24 ก.ค. 2557 เมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา ศูนย์วิจับมะเร็งดาร์ตเมาธ์ฮิชค็อก นอร์ริสค็อตตอน ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์วิจัยมะเร็งชั้นนำในสหรัฐฯ ได้ทำการค้นคว้าปรสิตที่ชื่อว่า "Toxoplasma gondii" (T. gondii) ซึ่งพบในลำไส้และอุจจาระของแมว แล้วพบว่าระบบภูมิคุ้มกันของคนมีปฏิกิริยาต่อปรสิตดังกล่าวในรูปแบบเดียวกับที่พยายามต่อสู้กับเนื้องอก

    T. gondii เป็นปรสิตเซลล์เดียวที่นอกจากจะอยู่ในลำไส้ของแมวแล้ว ยังสามารถอยู่ได้ในสัตว์เลือดอุ่นอื่นๆ เว็บไซต์ไซเอนซ์เดลี่ระบุว่า T. gondii ส่งผลกระทบต่อประชากรราว 1 ใน 3 ของโลก มีจำนวน 60 ล้านคนเป็นชาวสหรัฐฯ คนส่วนใหญ่ที่มี T. gondii อยู่จะไม่แสดงอาการอะไร แต่ก็มีบางคนที่แสดงอาการคล้ายเป็นหวัด แต่กับผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันไม่ค่อยดีอาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อรุนแรงได้ถ้าร่างกายไม่สามารถกำจัดเจ้าปรสิตชนิดนี้ออกไป

    อย่างไรก็ตามในกลุ่มคนที่มีระบบภูมิคุ้มกันดีมีโอกาสได้ประโยชน์จากปรสิตตัวนี้ โดยเดวิด เจ. ชิค ศาตราจารย์วิชาจุลชีววิทยาและภูมิคุ้มกันวิทยาจากวิทยาลัยแพทย์ที่ดาร์ทเมาธ์กล่าวว่าปรสิต T. gondii สามารถกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายตอบสนองในแบบที่อยากต่อสู้กับมะเร็ง

    T. gondii กระตุ้นให้ร่างกายสร้างเซลล์ที่เรียกว่าไซโตท็อกซินทีเซลล์ ซึ่งเป็นเซลล์เพชรฆาตที่พยายามกำจัดเซลล์มะเร็ง แม้ว่ามะเร็งจะพยายามขัดขวางระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย แต่เมื่อ T. gondii ไปอยู่ในสภาวะที่มีเนื้องอกก็สามารถทำให้ระบบภูมิคุ้มกันกลับมาทำงานได้

    บาร์บาร่า ฟ็อกซ์ ผู้ช่วยนักวิจัยจากหน่วยงานเดียวกับชิคเปิดเผยว่าลักษณะทางชีววิทยาของปรสิตนี้ทำให้ต้องใช้วิธีการที่แตกต่างจากการรักษาเชิงกระตุ้นภูมิคุ้มกันแบบอื่นๆ ที่แค่กระตุ้นเซลล์ภูมิคุ้มกันจากภายนอก แต่ในกรณีนี้พวกเขาใช้ T. gondii ที่ถูกดัดแปลงสายพันธุ์แล้ว เข้าไปเปลี่ยนแปลงภายในทำให้ระบบภูมิคุ้มกันออกมาต่อต้านเซลล์เนื้องอกและเซลล์มะเร็งอย่างเป็นธรรมชาติ

    อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าแค่รับตัวปรสิต T. gondii เข้าไปด้วยตัวเองแล้วจะปลอดภัย แต่ต้องใช้วัคซีนที่ชื่อ "cps" ซึ่งชีคและฟ็อกซ์ร่วมกันดัดแปลงจากตัวปรสิตโดยนำยีนที่กลายพันธุ์ไปเพาะเลี้ยงโดยไม่ต้องอาศัยตัวสัตว์ได้

    การใช้วัคซีน "cps" จะทำให้ปรสิต T. gondii ไม่สามารถแบ่งตัวได้ทำให้มีความปลอดภัยกว่า และแม้ว่าผู้รับวัคซีนตัวนี้จะมีภูมิคุ้มกันบกพร่องก็ยังสามารถกระตุ้นให้เกิดการทำงานของภูมิคุ้มกันได้

    นักวิจัยได้ทดลองวัคซีนดังกล่าวกับหนูที่เป็นมะเร็งผิวหนังเมลาโนมาและมะเร็งรังไข่ในระดับที่ขยายตัวเร็วมาก แล้วพบว่าหนูทดลองสามารถรอดชีวิตจากมะเร็งมาได้ในอัตราที่สูงมากอย่างไม่เคยพบมาก่อน และคิดว่าอาจจะนำมาใช้กับคนได้ในวันข้างหน้า

    แต่ฟ็อกซ์และชิคก็บอกว่ายังต้องมีการวิจัยวัคซีน "cps" มากกว่านี้ก่อนที่จะให้มันออกจากห้องทดลองได้ โดยพวกเขายังต้องศึกษาในระดับโมเลกุลและกลไกของเป้าหมาย

    "การใช้ cps รักษามะเร็งด้วยการกระตุ้นภูมิคุ้มกันเป็นความหวังอย่างยิ่งในการสร้างวัคซีนและยารักษามะเร็ง" ชีคกล่าว

     

    เรียบเรียบจาก

    Parasites in Cat's Excreta Can Help Cure Cancer: Study, International Business Times, 18-07-2014
    http://au.ibtimes.com/articles/559611/20140718/parasites-toxoplasma-gondii-tgondii-cat-poop-cancer.htm?fs=4fc87#.U9Ecm-OSzjK

    Does cat poop parasite play a role in curing cancer?, Science Daily, 15-07-2014
    http://www.sciencedaily.com/releases/2014/07/140715095515.htm

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    4 องค์กรวิชาชีพสื่อถกคุมจริยธรรมสื่อ เตรียมร่างแนวทางปฏิบัติตามกรอบจรรยาบรรณวิชาชีพ เล็งดึง กสทช.ร่วมดูแลจริยธรรม พร้อมเสนอแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์


    24 ก.ค.2557เว็บไซต์เดลินิวส์รายงานว่า ที่อาคารสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยตัวแทน 4 องค์กรวิชาชีพสื่อ นำโดย นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นายวิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์ นายกสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ไทย นายจักร์กฤษ เพิ่มพูล ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ และนายก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ ประธานสภาวิชาชีพข่าววิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ได้ประชุมหารือถึงสถานการณ์สื่อมวลชนไทยและแนวทางการปฎิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชน ในสถานการณ์ปัจจุบัน หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีประกาศฉบับที่ 103/2557 ให้องค์กรวิชาชีพสื่อกำกับดูแลเรื่องจริยธรรมสื่อกันเอง โดยใช้เวลาหารือกว่า 3 ชั่วโมง

    นายจักร์กฤษ เพิ่มพูล ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ เปิดเผยว่า การหารือกับองค์กรวิชาชีพสื่อในวันนี้ เป็นการทำความเข้าใจการทำหน้าที่สื่อร่วมกันแต่ละองค์กรวิชาชีพสื่อ และข้อสรุปร่วมกันว่า สภาวิชาชีพสื่อ ทั้งสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ จะมีการร่วมกันร่างแนวทางปฏิบัติงานสื่อตามกรอบจรรยาบรรณวิชาชีพ ที่มีความชัดเจนมากขึ้นและจะเข้มงวดในการกำกับดูแลการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนตามหลักจริยธรรม ภายใต้กฎหมายที่มีการบังคับใช้  โดยเฉพาะหากมีการข้อร้องเรียนจากประชาชน จะมีการตรวจสอบอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งจะมีการดึง กสทช.เข้ามาร่วมดูแลเรื่องจริยธรรมของสื่อมวลชนด้วย

    นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังมีการเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 กำหนดให้องค์กรที่จะะจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนได้นั้น จะต้องเป็นสมาชิกสภาการวิชาชีพด้วย อย่างไรก็ตามข้อเสนอนี้ยังไม่เป็นที่ยุติ

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ถกร่วมกว่า 3 ชั่วโมง เดินตามกรอบจรรยาบรรณวิชาชีพ เข้มงวดในการกำกับดูแล จ่อ ดึงกสทช.ร่วมดูแลจริยธรรม พร้อมเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550
     
    24 ก.ค. 2557 ไทยรัฐออนไลน์รายงานว่า ที่อาคารสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยตัวแทน 4 องค์กรวิชาชีพสื่อ นำโดย นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นายวิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์ นายกสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ไทย นายจักรกฤษณ์ เพิ่มพูล ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ และนายก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ ประธานสภาวิชาชีพข่าววิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ได้ประชุมหารือถึงสถานการณ์สื่อมวลชนไทยและแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชน ในสถานการณ์ปัจจุบัน โดยใช้เวลาในการหารือกันกว่า 3 ชั่วโมง
     
    ภายหลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีประกาศฉบับที่ 103/2557 ให้องค์กรวิชาชีพสื่อกำกับดูแลเรื่องจริยธรรมสื่อกันเอง เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2557
     
    นายจักรกฤษณ์ เพิ่มพูล ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ เปิดเผยว่า การหารือกับองค์กรวิชาชีพสื่อในวันนี้ เป็นการทำความเข้าใจการทำหน้าสื่อร่วมกันแต่ละองค์กรวิชาชีพสื่อ และข้อสรุปร่วมกันว่า สภาวิชาชีพสื่อ ทั้งสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ จะมีการร่วมกันร่างแนวทางปฏิบัติงานสื่อตามกรอบจรรยาบรรณวิชาชีพ ที่มีความชัดเจนมากขึ้น และจะเข้มงวดในการกำกับดูแลการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนตามหลักจริยธรรม ภายใต้กฎหมายที่มีการบังคับใช้ โดยเฉพาะหากมีการข้อร้องเรียนจากประชาชน จะมีการตรวจสอบอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งจะมีการดึง กสทช.เข้ามาร่วมดูแลเรื่องจริยธรรมของสื่อมวลชนด้วย
     
    นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังมีการเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 กำหนดให้องค์กรที่จะจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนได้นั้น จะต้องเป็นสมาชิกสภาการวิชาชีพด้วย อย่างไรก็ตามข้อเสนอนี้ยังไม่เป็นที่ยุติ
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai