Are you the publisher? Claim or contact us about this channel


Embed this content in your HTML

Search

Report adult content:

click to rate:

Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


    0 0

    ครม. มีมติอนุมัติหลักการร่าง พ.ร.บ.สหกรณ์ ใหนายทะเบียมีอำนาจดำเนินคดีต่อบุคคลที่กระทำให้สหกรณ์ได้รับความเสียหาย พร้อมทั้ง อนุมัติร่าง พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. .... และร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... 

    17 ม.ค. 2560 สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี รายงานผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผ่าน เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล โดยมีมติที่น่าสนใจ เช่น อนุมัติหลักการ ร่างพระราชบัญญัติสหกรณ์ (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. .... และร่าง พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... 

    ครม. มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติสหกรณ์ (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของสำนักงานศาลยุติธรรมและธนาคารแห่งประเทศไทยไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป

    ทั้งนี้ ในส่วนเรื่องกองทุนพัฒนาสหกรณ์และกองทุนรักษาเสถียรภาพระบบสหกรณ์ ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอเรื่องดังกล่าวต่อคณะกรรมการนโยบายการบริหารทุนหมุนเวียนเพื่อพิจารณาเสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีตามนัยมาตรา 14 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการบริหารทุนหมุนเวียน พ.ศ. 2558 แล้วแจ้งผลการพิจารณาเพื่อประกอบการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาต่อไป

    สำหรับสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ เว็บไซต์ทำเนียบฯ ระบุไว้ว่า 1. กำหนดให้มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจากภาคเอกชนเข้าเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ และมีการออกระเบียบเพื่อให้มีการคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิ 2. กำหนดให้นายทะเบียนสหกรณ์มีอำนาจออกระเบียบ หรือคำสั่งใด ๆ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการของสหกรณ์ มีอำนาจในการดำเนินคดีต่อบุคคลที่กระทำให้สหกรณ์ได้รับความเสียหาย และสั่งการให้สหกรณ์ดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดภายในสหกรณ์

    3. กำหนดเกี่ยวกับการยื่นอุทธรณ์ของผู้มีส่วนได้เสียจากการออกคำสั่งทางปกครองตามกฎหมาย 4. กำหนดให้กองทุนพัฒนาสหกรณ์สามารถให้ความช่วยเหลือด้านเงินทุนดำเนินธุรกิจกับกลุ่มเกษตรกร 5. กำหนดให้นายทะเบียนสหกรณ์ประกาศกำหนดประเภทของสหกรณ์ที่สามารถรับบุคคลธรรมดาเข้าเป็นสมาชิกสมทบได้ เพื่อให้สามารถรับเด็กและเยาวชนเข้าเป็นสมาชิกสมทบได้

    6. กำหนดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการดำเนินงานสหกรณ์ให้สามารถดำรงตำแหน่งต่อเนื่องกันได้ 7. กำหนดความรับผิดชอบของกรรมการและผู้จัดการสหกรณ์เมื่อกระทำให้สหกรณ์เกิดความเสียหาย 8. กำหนดคุณสมบัติของกรรมการสหกรณ์ที่เข้ามาทำหน้าที่ในการบริหารสหกรณ์ให้เหมาะสมกับประเภทสหกรณ์ ธุรกิจ และขนาดของสหกรณ์  9. กำหนดให้สหกรณ์มีผู้ตรวจสอบกิจการเพื่อดำเนินการตรวจสอบกิจการของสหกรณ์แล้วทำรายงานเสนอต่อที่ประชุมใหญ่

    10. กำหนดให้มีกองทุนรักษาเสถียรภาพระบบสหกรณ์เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่บรรดาสหกรณ์ที่ขาดสภาพคล่อง ให้มีคณะกรรมการบริหารกองทุนรักษาเสถียรภาพระบบสหกรณ์ ประกอบด้วยรองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งปลัดกระทรวงเกษตรฯ มอบหมายเป็นประธานกรรมการ และผู้อำนวยการสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยเป็นกรรมการและเลขานุการ 11. กำหนดการบัญชี จัดระบบบัญชี รวมถึงการกำหนดชื่อทางบัญชีใหม่ให้สอดคล้องกับระบบบัญชีสากล 12. กำหนดให้มีการควบรวมสหกรณ์เพื่อสร้างความเข้มแข็ง โดยคำนึงถึงขนาดของสหกรณ์ ความเสี่ยงของสหกรณ์ เงินทุนหมุนเวียนและหนี้สิ้น และการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ และ  13. ปรับปรุงบทกำหนดโทษให้เหมาะสมยิ่งขึ้นในเชิงป้องปรามและกำหนดอัตราโทษขั้นต่ำไว้ด้วย

    อนุมัติร่าง กม.คณะกรรมการนโยบายที่ดิน และ แก้กม.ที่ดิน

    ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... รวม 2 ฉบับ ตามที่คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสภาเกษตรกรแห่งชาติไปประกอบพิจารณาด้วย แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป
     
    สาระสำคัญของ ร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. .... มีดังนี้ มีดังนี้ 1 กำหนดวัตถุประสงค์และหลักการการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศ 2 กำหนดให้มี คทช. ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ รองนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นรองประธานกรรมการ กรรมการโดยตำแหน่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และเลขาธิการ คทช. เป็นกรรมการและเลขานุการ มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแล การบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินโดยทั่วไป รวมทั้งให้มีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบาย และแผนการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศ เพื่อขอความเห็นชอบต่อคณะรัฐมนตรี กำหนดแนวทางหรือมาตรการเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือและประสานงานระหว่างหน่วยงานของรัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีกฎหมายหรือให้แก้ไขเพิ่มเติม ปรับปรุง หรือยกเลิกกฎหมายที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดิน
     
    3 กำหนดให้การดำเนินการจัดทำนโยบายและแผนการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศ ต้องคำนึงถึงความสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศษรฐกิจและสังคมแห่งชาติและแผนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง และจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ตามที่ คทช. กำหนด ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา 4 กำหนดให้ คทช. มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจ คณะอนุกรรมการ หรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อพิจารณาศึกษา เสนอแนะหรือปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใด ตามที่ คทช. มอบหมาย
     
    5 กำหนดให้สำนักงานเลขาธิการ คทช. มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบงานธุรการของ คทช. คณะกรรมการเฉพาะกิจ คณะอนุกรรมการ และผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งวิเคราะห์นโยบายและแผนการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศ รวมทั้งแนวโน้มและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นเสนอต่อ คทช. เพื่อพิจารณา และ 6 กำหนดบทเฉพาะกาลให้ คทช. ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. 2557 ปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ตามพระราชบัญญัตินี้ไปพลางก่อนจนกว่าจะได้มีการแต่งตั้ง เลขาธิการ คทช. และจัดตั้งสำนักงานเลขาธิการ คทช. ในสำนักนายกรัฐมนตรี และแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กรรมการผู้แทนองค์กรชุมชน ตามพระราชบัญญัตินี้
     
    ส่วน ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน ดังนี้   1 แก้ไขเพิ่มเติมองค์ประกอบของ คจช. โดยให้มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อธิบดีกรมการปกครอง อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ อธิบดีกรมชลประทาน อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร อธิบดีกรมป่าไม้ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม อธิบดีกรมธนารักษ์ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นกรรมการ อธิบดีกรมที่ดินเป็นกรรมการและเลขานุการ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอื่น อีกไม่เกินเจ็ดคนซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง และ 2 แก้ไขเพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ของ คจช. ให้มีความชัดเจนและไม่ซ้ำซ้อนกับอำนาจของ คทช.
     

                      

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    สุเทพ เทือกสุบรรณ หนุนรัฐบาลเดินหน้าปรองดอง แต่ไม่ยอมเซ็น MOU ชี้ไม่ใช่การปรองดองที่แท้จริง ย้ำไม่เอานิรโทษกรรมคดี 112 คอร์รัปชั่น และความผิดทางอาญา ด้านณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อัด อย่าคิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลาง ยัน นปช. พร้อมเข้าร่วม

    แฟ้มภาพ

    17 ม.ค. 2560 สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. ระบุถึงกรณีที่รัฐบาลเตรียมตั้งคณะกรรมการเตรียมสร้างความสามัคคีปรองดอง โดยให้พรรคการเมืองต่างๆ รวมถึงกลุ่มที่เห็นด้วยและเห็นแย้งกับรัฐบาลมาร่วมแสดงความคิดเห็นหาทางออกเพื่อความปรองดองของประเทศ และการเซ็น MOU ร่วมกันนั้น นายสุเทพกล่าวว่า ตนในฐานะตัวแทนมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ขอสนับสนุนการดำเนินการดังกล่าวของรัฐบาล ทั้งในด้านของยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ เพราะสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ที่ต้องการเห็นประเทศไทยมีการปฏิรูปไปในทิศทางที่ดีขึ้น เพื่อให้เป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ในด้านของการตั้งคณะกรรมการปรองดองนั้นมีหัวใจหลักใน 3 ด้าน คือ เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติ การปฏิรูปประเทศไทย และการปรองดอง ทั้งนี้ในส่วนของการสร้างความปรองดองนั้น ยังมีความกังวล

    สุเทพกล่าวต่อว่า หัวใจหลักที่สำคัญของการปรองดองคือ จะต้องรณรงค์ให้ประชาชนทั้งประเทศไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหนจะต้องเคารพกฎหมายบ้านเมือง และจะต้องปฏิบัติอยู่ในกรอบของกฎหมาย และหวังว่าการปรองดองนั้นจะทำให้ทุกอย่างสงบสุข เรียบร้อยประเทศเจริญก้าวหน้า เดินไปข้างหน้าได้ นอกจากนี้ในส่วนของการจับมือเซ็น MOU ร่วมกันนั้น ตนเห็นว่าคงไม่ใช่วิธีที่จะสร้างความปรองดองได้ เพราะความปรองดองจะเกิดขึ้นได้นั้นประชาชนทุกคนในชาติต้องสามัคคีกัน พร้อมทั้งตนไม่เห็นด้วยหากจะมีการนิรโทษกรรมที่อ้างความปรองดอง หรือ การออกกฎหมายลบล้างความผิดต่างๆ ในอดีต เช่น การกระทำความผิดตามมาตรา 112, การกระทำการทุจริตคอร์รัปชัน, การกระทำความผิดอาญาต่างๆ เป็นต้น เพราะจะเป็นการสร้างปัญหามากกว่าการปรองดอง
           
    สุเทพกล่าวต่อว่า ในส่วนของตนและมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยนั้นจะไม่ไปร่วมลงนาม MOU ดังกล่าวอย่างแน่นอน เพราะมองว่าการลงนามนั้นไม่ใช่ประโยชน์หรือทางออกของการปรองดองอย่างแท้จริง พร้อมเชื่อว่าหากแค่ทำการลงนาม MOU ปรองดองนั้นจะไม่ได้ผลและความปรองดองอย่างแท้จริง แต่หากมีการเชิญตนให้ไปร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อหาทางออกของความปรองดองนั้น ตนยินดีที่จะเข้าร่วม

    แฟ้มภาพ

    ด้าน ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. ให้สัมภาษณ์ถึงการให้สัมภาษณ์ของ สุเทพ ว่า ไม่รู้ว่าอะไรทำให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อปฏิรูปประเทศ คิดว่าตัวเองสำคัญถึงขั้นกำหนดเงื่อนไขการปรองดองก่อนเริ่มต้นได้ ถือเป็นความเลอะเลือนอย่างยิ่งที่ใครก็ตามคิดว่าตัวเองคือศูนย์กลาง และการปรองดองจะเกิดได้ภายใต้ความต้องการของตนเท่านั้น ทั้งนี้ ขออธิบายให้เข้าใจว่า การที่นปช.แสดงจุดยืนให้ความร่วมมือนั้นเราไม่เห็นนายสุเทพเลย เพราะได้มองข้ามไปถึงเป้าหมายว่าจะช่วยกันอย่างไรให้คนที่เห็นต่างอยู่ร่วมกันในหลักการและกติกาที่ยอมรับกันได้ ข้อเสนอใดๆ ที่มีจะนำไปเสนอในเวทีพูดคุย เพราะเชื่อว่าพูดกันไปมาตอนนี้มีแต่จะทำให้ยุ่ง และกระบวนการเริ่มนับหนึ่งไม่ได้

    “เราคือกลุ่มที่สูญเสียชีวิตพี่น้องกว่า 100 ชีวิต บาดเจ็บกว่า 2,000 คน ทั้งมวลชนและแกนนำสลับกันเข้าคุกเป็นว่าเล่น เราไม่มีเลือดจะกลืน ไม่มีน้ำตาจะกลั้น เพราะมันไหลออกไปแทบหมดตัวแล้ว แต่เมื่อพูดถึงเรื่องการปรองดองเราขานรับตลอดมา เพราะการต่อสู้ของเราคือการต่อสู้ทางการเมือง ไม่ใช่การต่อสู้ทางทหาร เมื่อเป็นการต่อสู้ทางการเมืองย่อมปฏิเสธเวทีที่จะพูดคุยกันด้วยเหตุผลเพื่อหาทางออกจากความขัดแย้งโดยสันติไม่ได้ ส่วนใครตั้งแง่อย่างไรเป็นเรื่องผู้มีอำนาจต้องไปคุยกันเอาเอง กำลังจะเล่นบทพระเอกแท้ๆ แต่คนรักเก่าออกมายืนเหวี่ยงอยู่อย่างนี้ จัดการให้ดีก็แล้วกัน” นายณัฐวุฒิ กล่าว

    ณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า สำหรับนปช.พร้อมเสมอกับกระบวนการปรองดอง ยินดีร่วมเสียสละอย่างเป็นธรรมเพื่อให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้า แต่ไม่มีหน้าที่ไปง้อใครให้เข้าร่วม และไม่พร้อมเป็นลูกไล่ให้ใครกระทบกระแทกเอาดีเข้าตัว เจ้าภาพพร้อมเมื่อไหร่ จะให้มีส่วนร่วมอย่างไรก็บอกมา ถ้าไม่พร้อมหรือเดินหน้าไม่ได้ก็รีบบอกด้วย ประชาชนจะได้ไม่ต้องรอ

    เรียบเรียงจาก: ผู้จัดการออนไลน์ , มติชนออนไลน์

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    วงเสวนาชี้ CL เป็นเครื่องมือสำคัญที่ถูกกฎหมาย ช่วยคนเข้าถึงยาจำเป็นราคาแพง เฉพาะยาต้านไวรัส 6 ปีประหยัด 1.6 หมื่นล้าน แถมเพิ่มอำนาจการต่อรองราคายา เตือนระวังสารพัดวิธีอุตสาหกรรมยาข้ามชาติเอาคืน เสนอรัฐบาลประยุทธ์ใช้ CL อีกกับยาไวรัสตับอักเสบซีที่แพงเกิน ผูกขาดสองชั้น

    17 ม.ค. 2560 ที่คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีการแถลงข่าวจากเวที ‘มองไปข้างหน้า: บทเรียน 10 ปี CL และการเข้าถึงยาจำเป็น’ จัดโดยเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชเอวี/เอดส์ ประเทศไทย, มูลนิธิเข้าถึงเอดส์, แผนงานพัฒนาวิชาการและกลไกคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ (คคส.) และ แผนงานศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.)

    ทั้งนี้ CL ย่อมาจาก Compulsory Licensing คือ การบังคับใช้สิทธิตามสิทธิบัตร ซึ่งเป็นมาตรการทางกฎหมายของไทยที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522  และเป็นไปตามปฏิญญาโดฮา ตามข้อตกลง TRIPS (Trade Relate Intellectual Property Rights) ภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) ที่ให้อำนาจแก่ประเทศสมาชิกผลิตหรือนำเข้าผลิตภัณฑ์ยาที่ติดสิทธิบัตรได้หากเกิดความจำเป็นเร่งด่วน,  เกิดวิกฤตด้านสาธารณสุขขึ้นในประเทศ หรือ เพื่อประโยชน์สาธารณะที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์ หลังการรัฐประหาร 2549

    ภายใต้รัฐบาลสุรยุทธ์ จุลานนท์ ประเทศไทยได้ประกาศใช้ CL กับยา 3 รายการเป็นครั้งแรก และจนปัจจุบันยาที่ได้ประกาศซีแอลที่ยังคงในระบบ นั่นคือ 1. ยาต้านไวรัสสูตรผสมโลพินาเวียร์และริโทนาเวียร์ จากราคา 74.23 บาท/เม็ด หลังประกาศซีแอลเหลือ 18.18 บาท/เม็ด และปี 2559 ราคา 12.35 บาท/เม็ด 2. ยาต้านไวรัสเอฟฟาไวเรนซ์ มีขนาดยาต่างๆ อาทิ ขนาด 600 มิลลิกรัม จากราคา 65.78 บาท/เม็ด หลังประกาศซีแอลเหลือ 10.37 บาท/เม็ด ปี 2559 เหลือ 4.578 บาท/เม็ด เป็นต้น และ 3. ยาโคลพิโดเกรล จากราคา 70 บาท/เม็ด หลังประกาศซีแอลเหลือ 1.08 บาท/เม็ด ปี 2559 ราคาอยู่ที่ 2.74 บาท/เม็ด เมื่อคำนวณมูลค่าราคายาที่ลดลงจากการประกาศซีแอลทั้งหมด โดยใช้ราคายาในปี 2552 เป็นฐานคิดคำนวณพบว่า เฉพาะในกลุ่มยาต้านไวรัสตั้งแต่ปี 2553-2559 รัฐสามารถประหยัดงบประมาณลงได้ 16,569 ล้านบาท 

    นพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล อดีตเลขา อย. กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกลไกการควบคุมราคายาที่มีประสิทธิภาพ การผูกขาดในการตั้งราคายาแต่เพียงผู้เดียวของยาที่มีสิทธิบัตร ทำให้ยาที่มีราคาสูงอย่างไม่เป็นธรรม ดังนั้นการทำซีแอลยังจำเป็น และต้องนำไปสู่การสร้างระบบสิทธิบัตรมีความสมดุลมากขึ้น

    ภก.วิทยา กุลสมบูรณ์ อาจารย์ประจำคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ ชี้ว่า ประเทศไทยเป็นต้นแบบของโลกในเรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและการเข้าถึงยา การใช้สิทธิโดยรัฐหรือซีแอลเป็นส่วนหนึ่งของบทบาทรัฐในการทำให้ประชาชนเข้าถึงยาจำเป็นที่มีราคาแพง การทำให้ยามีราคาถูกลงไม่ใช่เพื่อประหยัดงบประมาณของรัฐแต่เพื่อขยายจำนวนการเข้าถึงยาของผู้ป่วยให้ครอบคลุมมากที่สุด  

    “หากระบบการค้าโลกไม่สุดโต่ง ซีแอลคือส่วนหนึ่งในการทำให้สังคมโลกเกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน เพราะไม่ทอดทิ้งคนข้างหลังที่ยากจนเข้าไม่ถึงยา และพิสูจน์แล้วว่า ไม่ได้มีผลกระทบในเชิงการค้าและการพัฒนานวัตกรรมยา คนไทยต้องตระหนักตื่นตัวพิทักษ์ระบบหลักประกันสุขภาพและการเข้าถึงยาให้มั่นคงและยั่งยืน”

    เฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล เจ้าหน้าที่ฝ่ายรณรงค์เข้าถึงยาจำเป็น มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่า หลังจากการใช้มาตรการใช้สิทธิโดยรัฐของไทยผ่านมา 10 ปี แม้ว่าเราจะแก้ไขปัญหาการเข้าถึงยาได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะกับยารักษาเอชไอวีและเอดส์ และสามารถลดราคายาโรคหัวใจและยามะเร็งได้บ้าง แต่เรากำลังเผชิญปัญหาการเข้าถึงยาในโรคอื่นๆ โดยเฉพาะโรคไวรัสตับอักเสบซี ที่ยามีราคาแพงมากเพราะการผูกขาดด้วยสิทธิบัตร อีกทั้งอุตสาหกรรมยาข้ามชาติกำลังใช้สารพัดวิธีในการยืดอายุการผูกขาดนั้นให้ยาวนานที่สุด ดังนั้นซีแอลจึงเป็นคำตอบที่ผู้ทรงคุณวุฒิในสหประชาชาติแนะนำให้ประเทศต่างๆ พิจารณา

    เขาชี้ว่า ยาจำเป็นที่ต้องพิจารณาขณะนี้คือ โซฟอสบูเวียร์ ซึ่งเป็นยาตัวหลักในการรักษาไวรัสตับอักเสบซี ยาตัวนี้แพงและมีปัญหาสิทธิบัตร โดยขณะนี้บริษัทยามาขอจดสิทธิบัตรในประเทศไทย แม้อยู่ระหว่างพิจารณา การผูกขาดเริ่มแล้ว มีคำขอทั้งสิ้น 13 ฉบับโดยเหลื่อมเวลากันไป ทำให้แม้กฎหมายจะคุ้มครองสิทธิบัตรเป็นเวลา 20 ปี แต่จะมีผลผูกขาดนาน 30 ปี 

    เฉลิมศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบัน ราคายาไวรัสตับอักเสบซีของบริษัทต้นแบบครบโดสอยู่ที่ 2,500,000 บาท ทำให้ สปสช. คิดหนักว่าจะรวมยานี้ในชุดหรือไม่ ที่ผ่านมา มีการเสนอต่อคณะบัญชียาแล้ว แต่เพราะราคาแพงมากจึงยังคุยกันไม่ตกว่าราคาที่สมควรอยู่ที่เท่าไร แล้วใครจะได้รักษาก่อน เพราะในไทยประมาณการว่ามีคนที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีและต้องรักษาตั้งแต่หลักหมื่นถึงแสนกว่า ทั้งนี้ ตัวเลขยังคลาดเคลื่อน เพราะยังไม่มีการตรวจคัดกรอง ไม่รู้ว่ามีผู้ป่วยที่ต้องรักษาเท่าไร

    นอกจากสิทธิบัตรแล้ว บริษัทยาต้นแบบยังเดินเกมไปทำสัญญากับบริษัทยาชื่อสามัญที่สามารถผลิตยาตัวนี้ได้ในราคาถูกในอินเดีย ไม่ให้ขายยาราคาต้นทุนต่ำแก่บางประเทศ ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในประเทศเหล่านั้น นี่คือการผูกขาดสองชั้น ทำให้เป็นปัญหา 

    สำหรับทางออกของไทยนั้นยังไม่เห็นทางออก แม้จะเจรจาต่อรองราคาบริษัทก็ยังไม่ลดให้ สิทธิบัตรก็ผูกขาด ขอใช้ยาอินเดียก็ไม่ได้เพราะไม่ยอมให้ใช้สิทธิ เลยคิดว่ามาตรการซีแอลเป็นมาตรการที่รัฐบาลควรพิจารณา 

    ทั้งนี้ยาต้นแบบ มีราคา 1,000 ดอลลาร์ต่อเม็ดหรือราว 30,000 บาทไทย ขณะที่ยาอินเดียที่สามารถทำซีแอลนำเข้ามาได้ราคา 100 บาทต่อเม็ด โดสหนึ่งใช้ 3 เดือน ดังนั้น ยาต้นแบบเบ็ดเสร็จจะต้องใช้เงิน 2,500,000 บาท ขณะที่ซื้อจากอินเดียจะเป็นเงิน 20,000 บาท 

    เมื่อถามถึงความแตกต่างในการผลักดันประเด็นนี้ ระหว่างรัฐบาลรัฐประหารคราวก่อน (คมช.ปี2549) กับรัฐบาลรัฐประหารคราวนี้ (คสช.ปี2557) เฉลิมศักดิ์ตอบว่า รัฐบาลชุดนี้รับฟังเสียงของภาคธุรกิจและนักลงทุนมากกว่า ขณะที่ก็มีเสียงวิพากษ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนเยอะ มีแรงกดดันว่าสมควรบริหารประเทศอยู่หรือไม่ พอมีการวิจารณ์เยอะ ยิ่งมีเสียงกดดันไม่ค้าขายกับประเทศไทย เช่น สหภาพยุโรป ทำให้มีความกังวลว่าพอประกาศใช้ CL เขาไม่ค้าขายกับเราจะทำให้เศรษฐกิจแย่ลงหรือเปล่า เป็นความวิตกโดยไม่ได้ดูวิชาการหรือข้อเท็จจริงเป็นหลัก ทำให้ไม่กล้าประกาศใช้ CL ขณะที่ตอนนั้น เราค่อนข้างพร้อมเพราะนักวิชาการในกระทรวงสาธารณสุขมีข้อมูลพร้อมสรรพ องค์การผลิตมีความพร้อมในการหาแหล่งผลิต รวมถึงมีแรงสนับสนุนจากประเทศอื่น 

    นิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ เสนอว่า ควรมีการแก้ไขให้หน่วยงานรัฐที่กว้างออกไปมีสิทธิประกาศใช้ CL ได้ รวมถึงให้ผู้ที่เสียหายจากการผูกขาดสิทธิบัตร มีสิทธิยื่นขอใช้ CL ได้ โดยเทียบเคียงจากการที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาตัดสินให้เอ็นจีโอมีสิทธิฟ้องคดีสิทธิบัตรมิชอบได้ นอกจากนี้ เขาเสนอให้มีการแก้ไขต้องยืดระยะเวลาการคัดค้านคำขอสิทธิบัตรให้ยาวขึ้น เนื่องจากกฎหมายสิทธิบัตรเอื้อผู้ทรงสิทธิมากเกินไป โดยยกตัวอย่างอินเดียที่สามารถค้านได้ตั้งแต่มีการยื่นขอจนการพิจารณาสิ้นสุด เพื่อให้มีเวลาศึกษาค้นคว้าคัดค้านคำขอ เพราะหากปล่อยไป ต้องไปฟ้องร้องศาล ถ้าแก้เงื่อนไขการคัดค้านให้ยาวขึ้น จะแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้เยอะ

    ทางด้าน อนันต์ เมืองมูลไชย ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย กล่าวว่าที่ผ่านมากลไกซีแอลนี้ได้รับการพิสูจน์ทั้งจากไทยและต่างประเทศว่ามีประโยชน์ แม้จะเหลือเพียงไม่กี่ประเทศที่มีความกล้าหาญทางการเมืองในการใช้มาตรการนี้ก็ตาม แต่ภาคประชาสังคมยังต้องช่วยเฝ้าระวังไม่ให้กลไกต่างๆ ที่ช่วยสร้างความมั่นคงในระบบยาอ่อนแอลงไปจากการเจรจาทางการค้าและการแก้ไขกฎหมายต่างๆ  เพราะจนถึงทุกวันนี้ยังมีความพยายามจากอุตสาหกรรมยาข้ามชาติที่ต้องการทำลายกลไกในการต่อรองราคายาเพื่อบีบบังคับให้ประเทศต้องซื้อยาราคาแพงเท่านั้น

    ภก.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการแผนงานศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) กล่าวว่า การเข้าถึงยามีปัจจัยสองด้าน คือ ปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก สำหรับปัจจัยภายใน ย้ำว่าเรามีกฎหมายในการควบคุมราคายาอยู่ หน่วยงานรัฐต้องปฏิบัติตาม กระทรวงพาณิชย์ต้องทบทวน ทั้งประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาและการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ย้ำว่าจะต้องดูแลผลประโยชน์ของประชาชน 

    “ที่สำคัญที่สุดในขณะนี้ คือต้องจับตา พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ที่กำลังมีผลบังคับใช้ เพราะเดิม พ.ร.บ.ฉบับนี้ทำขึ้นมาเพื่อเปิดทางให้ไทยได้เข้าร่วมการเจรจา TPP ที่กำลังจะกลายเป็นอดีตไปแล้ว ดังนั้นต้องติดตามการออกกฎกระทรวงที่กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลังกำลังพิจารณาให้ยังคงกลไกในการสร้างความสมดุลในการจัดซื้อจัดหายาของประเทศไว้”

    ส่วนปัจจัยภายนอก แม้ TPP ดูเหมือนจะล้มหายตายจากไป แต่อาจแปลงร่างเป็นการเจรจาระหว่างสองประเทศ โดยขณะนี้มีการเจรจาการค้าในกลุ่มอาเซียน+6 หรือ RCEP ที่ญี่ปุ่นและเกาหลีสอดแทรกเนื้อหาที่เกินไปกว่าความตกลงทริปส์ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการเข้าถึงยาและทำลายระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทย 

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    17 ม.ค. 2560 กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มประจำปีงบประมาณ 2560 วงเงิน 190,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 5  ส่วน ได้แก่ งบประมาณตามแผนงานบูรณาการเสริมสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้เศรษฐกิจภายในประเทศ  วงเงิน 115,000  ล้านบาท แบ่งเป็นตามแผนพัฒนากลุ่มจังหวัด 80,000  ล้านบาท  กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ 20,000 ล้านบาท โดยใช้เงินจากงบกลางปีงบประมาณ 2560 เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทุกกลุ่มจังหวัดของประเทศ ประกอบด้วย 1. กลุ่มเริ่มทำธุรกิจใหม่ แต่มีเงินลงทุนไม่พอ 2.กลุ่มธุรกิจที่ต้องการเงินทุนสำหรับยกเครื่องหรือปรับเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจ และ 3.กลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพแต่มีปัญหา ซึ่งในอนาคตจะขยายสู่ภาคเอสเอ็มอีเกษตร ท่องเที่ยว และบริการด้วย  โดยคาดว่าโครงสร้างกองทุนฯ จะแล้วเสร็จภายใน 2 เดือน และงบกลาง 15,000  ล้านบาท  โดยจะให้กลุ่มจังหวัดเสนอของบ เพื่อพัฒนาจังหวัด 5 ด้าน ประกอบด้วย เพิ่มศักยภาพภาคอุตสาหกรรม  การค้า และการลงทุน  เพิ่มศักยภาพภาคการเกษตร  ภาคการท่องเที่ยวและบริการ  พัฒนาสังคม  ยกระดับคุณภาพชีวิต  และสิ่งแวดล้อม  และโครงการพัฒนาพิเศษขนาดใหญ่  เช่น  การศึกษาออกแบบรถไฟสายใหม่ อำเภอดอนสัก เชื่อมรถไฟสายใต้ หรือการพัฒนาเส้นทางรถไฟชุมพรท่าเรือน้ำลึก

    หอการค้าประเมินน้ำท่วมยืดเยื้อ เสียหายกว่า 8.5 หมื่นล้าน

    วันเดียวกัน วิชัย อัศรัสกร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลกระทบปัญหาอุทกภัยครอบคลุม 12 จังหวัดภาคใต้ จากทั้งหมด 14 จังหวัด จากการสำรวจหอการค้าภาคใต้และรายงานหอการค้าส่วนกลางทราบผลกระทบเสียหาย หากภาวะน้ำท่วมสามารถยุติได้ใน 1-2 สัปดาห์ข้างหน้าความเสียหายที่เกิดขึ้นจะไม่เกิน 15,000 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.1 ของจีดีพี  อย่างไรก็ตาม หากปัญหายืดเยื้อ 2-3 เดือนข้างหน้าจะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า  85,000-120,000  ล้านบาท  หรือร้อยละ 0.5-0.7 ต่อจีดีพี  ความเสียหายจะครอบคลุมพื้นที่การเกษตร  ทั้งยางพารา และปาล์มน้ำมัน  ในส่วนของยางพาราถ้าน้ำท่วมเกิน 20  วัน และปาล์มน้ำมันหากท่วมขังเกินกว่า 1 เดือน ทำให้ต้นยางพาราและปาล์มน้ำมันต้องตาย  โดยพื้นที่เพาะปลูกสินค้าเกษตรทั้ง 2 ชนิด ต้องใช้ระยะเวลาเก็บเกี่ยวนานนับปี

    นอกจากนี้  ยังมีความเสียหายการทำปศุสัตว์ที่โคและกระบือต้องล้มตายจำนวนมาก  ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวจากการติดตามส่วนใหญ่กระทบแหล่งท่องเที่ยวทะเลอ่าวไทยมีการยกเลิกการจองห้องพักประมาณร้อยละ 10-20  นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไปเที่ยวฝั่งอันดามันแทนอาจทำให้ผลกระทบไม่มาก หากมีการจัดงานกระตุ้นการท่องเที่ยวจะทำให้นักท่องเที่ยวกลับมาท่องเที่ยวในพื้นที่ช่วงสงกรานต์นี้
     
    ทั้งนี้  ในส่วนของภาคเอกชนต้องขอบคุณรัฐบาลที่มีการจัดมาตรการช่วยเหลือไม่ว่ามาตรการสถาบันการเงินภาครัฐ ธนาคารออมสิน  ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์)  มาตรการผ่อนชำระบ้านของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)  เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย  รวมถึงการส่งสิ่งของไปช่วยเหลือ

    5 มาตรการ เพื่อป้องกันปัญหาซ้ำในอนาคต

    อย่างไรก็ตาม รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เสนอด้วยว่า ระยะยาวหอการค้าภาคใต้มีข้อเสนอ 5  มาตรการ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดซ้ำในอนาคต ประกอบด้วย 1.ขอให้บังคับใช้กฎหมายผังเมืองเข้มงวด เพื่อไม่ให้การก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างไปกระทบก่อให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขังแต่ละพื้นที่  2.เสนอจัดทำผังน้ำและจัดพื้นที่ส่วนกลาง เพื่อเป็นพื้นที่รับน้ำหรือฟลัดเวย์  เช่น พื้นที่แก้มลิง หรือบึงรับน้ำต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ด้านเกษตรได้ด้วย  3.จัดกิจกรรมลดราคาการจัดซื้อสิ่งปลูกสร้างและเครื่องเรือน เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในการซ่อมแซมที่อยู่อาศัย  4.ขอให้ปรับปรุงโครงสร้างการผลิตด้านการเกษตร  โดยเฉพาะพื้นที่เพาะปลูกการเกษตรต่าง ๆ ก็ให้มีการปรับไปสู่การเพาะปลูกเพื่อผลการเกษตรที่เป็นเป้าหมายระยะยาว และ 5.ขอให้จัดแคมเปญกระตุ้นท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้อย่างเร่งด่วน
     
    ที่มา สำนักข่าวไทย 1, 2
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0



    นางเมขลาล่องลอยบนนภากาศเหนืออนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

    เสรีภาพว่ายน้ำท่วมยังมาไม่ถึง

    บนพานว่างเปล่า

    ตำรวจถือปืนคาบบุหรี่ หรี่ตาเล็ง

    เด็กยืนหัวเราะ

    เฮเกลกอดเสาแน่น อธิษฐานขอพระแก้วมรกตช่วย

    วิภาษวิธีหลีกทางให้ไตรลักษณ์

    นางเมขลาเมินเฉย

    พระแม่ธรณีบีบมวยผม

    เสรีภาพจมน้ำตาย.

    0000

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0


    ภาพของ จตุภัทร บุญภัทรรักษา ในวัยเยาว์ 


    ทำไมเวลามีพระท้าทายอำนาจการตีความ “ธรรมวินัย” ของคณะสงฆ์หรือศาสนจักรของรัฐ พระรูปนั้นมักถูกกล่าวหาว่าเป็น “เทวทัต” ดังยุคหนึ่งสมณะโพธิรักษ์ก็เคยถูกกล่าวหาว่าเป็นเทวทัต แม้กระทั่งนักการเมืองที่ถูกกล่าวหาว่าเลว ก็ถูกกล่าวหาทำนองเดียวกัน ดังเช่นพระป่าบางรูปที่ชาวบ้านยกย่องว่าเป็น “พระอริยะเจ้า” ก็เคยกล่าวหาว่า “ทักษิณเป็นนักการเมืองเทวทัต” เป็นต้น

    ดูเหมือนจะเป็นเรื่องไร้สาระมาก ถ้าเราเชื่อว่าเทวทัตเคยมีตัวตนอยู่จริงในสมัยพุทธกาลเมื่อเกือบ 3,000 ปีมาแล้ว แต่ยังมีคนอ้างพฤติกรรมของเขามาอธิบายการกระทำของพระและนักการเมืองยุคปัจจุบันที่ท้าทายอำนาจคณะสงฆ์ และอำนาจฝ่ายอนุรักษ์นิยม แต่เรื่องที่ดูไร้สาระเช่นนั้น กลับดูเหมือนจะเวิร์ค หรือยัง “ทำงาน” ได้จริงในสังคมไทยปัจจุบัน

    ทำไมเป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่าเรื่องราวของเทวทัตอาจกล่าวได้ว่าเป็น “รูปแบบมาตรฐาน” ของ “ศีลธรรมแบบขาว-ดำ” และเป็นศีลธรรมขาว-ดำที่เชื่อมโยงกับ “อำนาจ” อย่างซับซ้อน

    แรกสุดเลยคือ “อำนาจอรรถาธิบาย” เราต้องเข้าใจว่าเรื่องราวของเทวทัต ไม่ใช่เรื่องเล่าจากปากของเทวทัต และไม่ใช่เรื่องราวที่บันทึกขึ้นจากสาวกหรือผู้ที่ศรัทธาเลื่อมใสในตัวเขา หากเป็นเรื่องเล่าจากฝ่ายตรงข้าม หรือฝ่าย “ผู้ชนะ”

    แกนหลักของปัญหาจริงๆ นั้น มาจาก “ความเห็นต่าง” ในเรื่องวัตรปฏิบัติของสังฆะ กล่าวคือ เริ่มจากเทวทัตเสนอต่อพุทธะว่า 1.ให้ภิกษุอยู่ป่าเป็นวัตร  2.ให้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร 3.ให้ครองผ้าบังสุกุล (ให้เอาผ้าที่ชาวบ้านทิ้งหรือผ้าห่อศพมาทำจีวร) เป็นวัตร 4.ให้อยู่โคนไม้เป็นวัตร และ 5.ไม่ฉันปลาและเนื้อจนตลอดชีวิต ข้อเสนอดังกล่าวมีลักษณะเรียกร้องให้บังคับพระภิกษุให้เคร่งในวัตรปฏิบัติมากขึ้น แต่พุทธะไม่เห็นด้วยที่จะบังคับตายตัวเช่นนั้น ควรปล่อยให้เป็นอิสระที่พระแต่ละรูปจะเลือกเองมากกว่า

    เมื่อข้อเสนอของตนถูกปฏิเสธจากพุทธะ เทวทัตจึงชวนพระภิกษุที่เห็นด้วยกับตนแยกกลุ่มออกไป (อาจอธิบายหยาบๆ ว่า “แยกนิกาย”) แต่การกระทำเช่นนั้นถูกตัดสินจากฝ่ายตรงข้ามว่า เทวัตทำ “สังฆเภท” คือทำสงฆ์ให้แตกแยก เป็น “อนันตริยกรรม” หรือกรรมหนัก ห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพาน

    จากปัญหาความขัดแย้งทางความคิดและการแยกกลุ่มดังกล่าว ภาพลักษณ์ของเทวัตผ่านเรื่องเล่าของฝ่ายตรงข้าม คือภาพเปรียบเทียบระหว่างพุทธะกับเทวทัตแบบ “ขาว” กับ “ดำ” พุทธะคือผู้บริสุทธิ์สะอาด สมบูรณ์แบบ ขณะที่เทวทัตคือผู้สกปรกโสมม ชั่วร้ายผิดมนุษย์ทั่วไป ไม่เพียงแต่เทวทัตจะทำชั่วร้ายต่างๆ นานากับพุทธะในชาตินี้เท่านั้น เขายังเป็นศัตรูที่มุ่งทำสิ่งเลวร้ายต่อพุทธะมาก่อนนับชาติไม่ถ้วน

    แต่ถึงที่สุดแล้ว เทวทัตก็พ่ายแพ้ต่ออำนาจบารมีของพุทธะ โดยในวาระสุดท้ายของชีวิตเขาสำนึกผิดและถูกธรณีสูบไปทุกข์ทรมาณในนรกอเวจีชั่วกัปป์ชั่วกัลป์ ทว่าเนื่องจากเขาสำนึกผิดและน้อมจิตบูชาพุทธะ จึงมีอานิสงส์ให้ได้ตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธะในอนาคตหลังจากพ้นจากนรกอเวจีมาเกิดเป็นมนุษย์

    สิ่งที่คนชั่วบริสุทธิ์อย่างเทวทัตได้รับคือ “ผลกรรม” อันเกิดจากการกระทำต่อผู้บริสุทธิ์ คือพุทธะ ซึ่งเป็น “มนุษย์สมบูรณ์แบบ” หรือ perfect man การได้รับผลกรรมโดยถูกธรณีสูบลงนรกอเวจีดังกล่าว นับเป็นการพ่ายแพ้ต่อ “พุทธานุภาพ” ในประวัติศาสตร์ยุคต่อมาบอกเราว่า ชนชั้นปกครองในรัฐที่นับถือพุทธศาสนาได้เข้า “สวม” ภาพลักษณ์ของ perfect man ในฐานะสมมติเทพ พระโพธิสัตว์ พระพุทธเจ้าอยู่หัว

    แน่นอน ศัตรูของผู้ปกครองเช่นนั้นย่อมต้องได้รับผลกรรมเช่นเดียวกับเทวทัต แต่ผลกรรมไม่ได้ถูกควบคุมโดยกรรมแห่งกรรม และไม่เกี่ยวกับพุทธานุภาพ แต่ถูกควบคุมโดย “อำนาจ” ของชนชั้นปกครอง ขณะเดียวกันจินตานาการเกี่ยวกับนรกขุมต่างๆ และวิธีการลงโทษสัตว์นรกแบบต่างๆ ก็ถูกนำมาออกแบบคุกและออกแบบวิธีการลงโทษรุนแรงเพื่อให้สาสมแก่กรรมชั่วที่ทำลงไป ปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในพุทธศาสนายุคอโศกเป็นต้นมาเป็นอย่างน้อย

    โปรดสังเกตว่า ในรัฐพุทธศาสนาในประวัติศาสตร์นั้น คนที่สวมภาพลักษณ์ perfect man ของพุทธะ ไม่ได้เป็นนักบวชแบบพุทธะ แต่เป็นผู้ปกครองที่มีอำนาจบารมีและอำนาจกองกำลังปกครองทั้งพระสงฆ์  เจ้าขุนมูลนาย ไพร่ ทาส ผู้ปกครองที่เป็น perfect man จึงมีทั้งอำนาจบารมีในฐานะผู้ทรงคุณธรรมความดีโดยปราศจากระบบตรวจสอบ แต่อำนาจในการควบคุมกฎแห่งกรรมให้เป็นจริงนั้น ไม่เกี่ยวกับเรื่องคุณธรรมความดี หากเป็นเรื่องของการใช้อำนาจรัฐที่ทำให้ผู้ไม่เชื่อฟัง หรือเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐได้รับผลกรรมชั่วอย่างสาสม

    ทุกวันนี้วัฒนธรรมการมองดี ชั่วแบบขาว ดำ มองคนดีแบบ perfect man และมองคนเลวบริสุทธิ์แบบเทวทัต ก็ยังทำงานอยู่จริงในสังคมไทย ดังเห็นได้บ่อยๆ จากละครหลังข่าว ที่จงใจสอนความเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมผ่านบทบาทของตัวละคนที่ดี เลวแบบขาว ดำ

    ละครการเมืองผ่านเหตุการณ์รัฐประหาร 2 ครั้ง จนปัจจุบันก็ไม่ต่างกัน ฝ่ายผิดดูเหมือนจะถูกทำให้เป็นเสมือนคน “เลวบริสุทธิ์” ไม่ต่างอะไรจากเทวทัต ทั้งๆ ที่แกนหลักของปัญหาคือ “ความเห็นต่าง” ข้อเสนอ ข้อเรียกร้องที่ต่างกัน แม้เหตุการณ์ปัจจุบันจะซับซ้อนต่างจากเรื่องเทวทัตมาก จนไม่อาจเทียบกันได้อย่างสมเหตุสมผล แต่ก็ดูเหมือนจะมีอำนาจเด็ดขาดคอยกำหนด “กฎแห่งกรรม” ให้ฝ่ายผิดทำอะไรก็ผิด ฝ่ายถูกถึงทำผิดก็ยังถูก หรือสถาปนาพวกตนเองเป็นฝ่ายถูกจากการทำสิ่งที่ผิด เพื่อมาขจัดคนเลวและความชั่วร้ายต่างๆ

    คนอย่างไผ่ ดาวดิน ที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตย ก็คือคนที่ถูกตัดสินจากทัศนะทางศีลธรรมแบบขาว-ดำ เพราะความผิดของไผ่ไม่สามารถอธิบายได้บนหลักความเสมอภาคทางกฎหมาย หลักสิทธิ เสรีภาพ หรือแม้แต่ไม่ใช่ความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายที่กำหนดให้เป็นความผิด (เช่น “การเย้ยหยันอำนาจรัฐ” ไม่มีกฎหมายระบุความผิดไว้เป็นต้น)

    สิ่งที่บ่งบอกอิทธิพลของศีลธรรมแบบขาว-ดำ ก็คือ ปรากฏการณ์แบบไผ่ ไม่ได้ก่อความสะเทือนใจจากผู้คนในสังคมมากนัก ซึ่งแสดงถึงทัศนะเชิงยอมรับหรือยอมจำนนต่อ “กฎแห่งกรรมที่ถูกกำหนดโดยอำนาจรัฐ” ทำนองว่ากรรมใดใครก่อ คนนั้นก็ต้องก้มหน้ารับกรรม(โทษทัณฑ์จากรัฐ)ไป เรื่องของไผ่ซึ่งเป็นเรื่องต่อสู้เพื่อส่วนรวมจึงถูกมองเป็น “กรรมส่วนตัว” ไป

    ที่ว่ามาทั้งหมด อาจมีคนแย้งว่า “ไม่ตรงตามหลักพุทธศาสนา” ก็ไม่เป็นไร เพราะผมไม่ต้องการจะพูดให้ตรง และยากที่จะพิสูจน์ว่าพูดอย่างไรถึงจะตรงร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่นี่คือการมองเรื่องราวเทวทัตอีกมุมหนึ่ง ทำให้เห็นว่าเรื่องราวของเทวทัตเป็นวาทกรรมทางศีลธรรมแบบดี เลว ขาว ดำ มองคนดีแบบ perfect man และมองคนเลวแบบเลวบริสุทธิ์ที่สมควรรับผลกรรมอย่างสาสม

    แต่วาทกรรมดี เลว ขาว ดำ perfect man และคนเลวบริสุทธิ์กลับสัมพันธ์กับ “อำนาจสีเทา” อย่างซับซ้อน และอำนาจสีเทานั่นเองที่เป็นอำนาจควบคุมกฎแห่งกรรมให้เป็นจริง ภายใต้สภาวะ paradox เช่นนี้กลับมีคนที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อปกป้องความเป็นมนุษย์ของตนเองและคนอื่น ปกป้องเสรีภาพ และประชาธิปไตยแบบไผ่ ดาวดิน คนแล้วคนเล่าที่ต้องกลายเป็น “ไก่ที่ถูกเชือดให้ลิงดู” เพื่อสร้างความหวาดกลัวในสังคม


     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

     

    “โรดแมป”โดยความหมายตรงตัวคือ “แผนที่การเดินทาง” แต่ถูกนำมาใช้ในความหมายของแผนการดำเนินการ แต่กระนั้นในระยะที่ผ่านมาในอดีต สังคมไทยไม่เคยมีสิ่งที่เรียกว่า “โรดแมป” หรืออย่างน้อยก็ไม่เคยมีการใช้คำนี้ในทางการเมืองไทยอย่างเป็นทางการ คำว่า “โรดแมป” กลายเป็นคำทางการ หลังจากการยึดอำนาจล้มล้างระบอบประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2557 หลังจากนั้น 1 สัปดาห์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบ (คสช.) ก็แถลงเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย มีสาระสำคัญว่า คสช.มีเป้าหมายที่จะคืนความสุขให้ประชาชนคนไทยทั้งชาติ รวมทั้งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเร่งด่วนเฉพาะหน้าเป็นการชั่วคราว เพื่อให้ประเทศชาตินั้นเดินหน้าต่อไปได้ และที่สำคัญที่สุด คือเพื่อให้สถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งทรงอยู่เหนือความขัดแย้งทั้งปวงตลอดมาได้รับการปกป้องจากคนไทยทุกคน และนำประเทศไปสู่การเป็นประชาธิปไตยที่ยั่งยืนปราศจากความขัดแย้ง

    จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ คสช.จะใช้โรดแมป 3 ขั้น คือ ระยะที่ 1 คือ ช่วงแรก ของการควบคุมอำนาจในการปกครอง จะดำเนินการในเรื่องการปรองดองสมานฉันท์ให้เร็วที่สุด ในกรอบเวลา 2-3 เดือน ระยะที่ 2 การใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ซึ่งกำลังดำเนินการจัดทำอยู่ในฝ่ายกฎหมาย จะมีการจัดตั้งสภานิติบัญญัติ สรรหานายกรัฐมนตรี ตั้งคณะรัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการ ร่างและจัดทำรัฐธรรมนูญ พร้อมกับการตั้งสภาปฏิรูป เพื่อปฏิรูปการแก้ไขในทุกเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องการและเป็นที่ยอมรับ โดยน่าจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี ถ้าหากสถานการณ์เรียบร้อยเป็นปกติ ปฏิรูปสำเร็จ ปรองดองสมานฉันท์กับทุกฝ่าย ประชาชนมีความรักความสามัคคีกัน ก็จะเริ่มดำเนินการก้าวเข้าสู่ระยะที่ 3 คือ การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์

    ในการชี้แจง”โรดแมป”ครั้งนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ยังย้ำตอนท้ายด้วยว่า “ประชาธิปไตยที่จะต้องเตรียมการแก้ไขปรับปรุงนั้นก็จะมาถึงในระยะเวลาที่ไม่นานนัก” และ “ทหารก็จะกลับไปทำภารกิจของเราต่อไป และจะคอยเฝ้ามองประเทศชาติ และประชาชนชาวไทยก้าวต่อไปข้างหน้าสู่อนาคต” ตามนัยยะของการแถลงเช่นนั้น หมายความว่า คณะ คสช.จะดำเนินการเปลี่ยนผ่านตาม”โรดแมป”และนำมาสู่การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยภายในไม่เกิน พ.ศ.2558

    โรดแมปของ คสช.ในระยะที่ 1 ดูเหมือนจะผ่านไปเรียบร้อยดี จึงมีการเปลี่ยนผ่านมาสู่ระยะที่สอง โดยมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวในวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ.2557 มีการแต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สภาปฏิรูปแห่งชาติ และแต่งตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เองมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีการตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญถาวร มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน

    แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยคณะกรรมการชุดนี้ ถูกคว่ำในสภาปฏิรูปแห่งชาติในวันที่ 6 กันยายน พ.ศ.2558 จึงต้องนำมาสู่การตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่ที่นำโดยนายมีชัย ฤชุพันธ์ เหตุการณ์นี้กลายเป็นข้ออ้างสำคัญที่นำมาสู่การเลื่อน”โรดแมป”ครั้งใหญ่ของ คณะ คสช. โดย นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้แถลงในวันที่ 7 กันยายน พ.ศ.2558 ว่า โรดแมปใหม่จะเป็นไปตามสูตร 6+4+6+4=20 คือ ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ใน 6 เดือน ทำประชามติภายใน 4 เดือน และเมื่อรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ จะประกาศใช้ในเดือนกันยายน พ.ศ.2559 จากนั้น ก็จะร่างกฎหมายลูกภายใน 6 เดือน แล้วก็จะให้มีการเลือกตั้งใน 4 เดือน ซึ่งหมายถึงว่าจะเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2560 นายวิษณุ อธิบายว่า ที่ต้องใช้เวลานานถึง 20 เดือนเพราะการดำเนินการในแต่ละขั้นตอน”มีความยาก” จึงไม่สามารถทำให้เสร็จภายในระยะเวลาอันรวดเร็วได้

    สรุปจาก”โรดแมป”ที่นายวิษณุอธิบายในขณะนั้น ระยะแห่งการครองอำนาจของรัฐบาล คสช.ในระยะเปลี่ยนผ่านขั้นที่สองก็จะยืดยาวจากกรกฎาคม พ.ศ.2557 ถึง กรกฎาคม พ.ศ.2560 หรือเปลี่ยนจาก 1 ปี กลายเป็น 3 ปี แต่เมื่อรัฐธรรมนูญผ่านการลงประชามติมาแล้วเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ.2559 ก็ยังไม่มีการประกาศใช้ และในที่สุด มีแนวโน้มของการเลื่อนโรดแมปการเลือกตั้งอีกครั้ง เมื่อนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติออกมาเปิดประเด็นว่า การเลือกตั้งน่าจะเลื่อนไปถึงช่วงกลางปี พ.ศ.2561 เพราะร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับ รวมไปถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีก 50 ฉบับ อาจจะพิจารณาไม่เสร็จ

    กรณีการแถลงของนายสุรชัย แม้ว่าจะมีเสียงคัดค้านจำนวนมาก แต่เมื่อวันที่ 6 มกราคม นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี อธิบายว่า “โรดแมปคืออย่างนี้ และก็ยังเป็นเช่นนี้ เพียงแต่เมื่อหลายเดือนก่อนรัฐบาลบอกว่าการเลือกตั้งน่าจะเกิดขึ้นได้ในปี 2560 เพราะมองด้วยสมมุติฐานที่ว่าได้ทูลเกล้าฯร่างรัฐธรรมนูญไปเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 คิดว่าน่าจะได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯลงมาในเดือนพฤศจิกายน 2559 แล้วประกาศใช้ต่อไป ถ้าเป็นอย่างนั้นการเลือกตั้งก็เกิดขึ้นได้ในปี 2560 แต่บัดนี้เกิดกรณีที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 สวรรคต ทุกอย่างเลื่อนไป และจนถึงวันนี้ยังไม่พระราชทานรัฐธรรมนูญลงมา เราจึงนับไม่ถูก ตอบไม่ถูก”

    ภายใต้กระแสเช่นนี้ ในวันที่ 8 มกราคม ที่ผ่านมา สวนดุสิตโพล ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นโพลเอาใจฝ่ายรัฐบาลทหาร ก็ได้เปิดเผยผลสำรวจว่า ประชาชนที่สำรวจ 51.23% เห็นว่าสถานการณ์บ้านเมือง ณ วันนี้ ยังไม่พร้อมจะเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง เพราะยังมีความขัดแย้ง กังวลว่าบ้านเมืองจะไม่สงบ อาจเกิดการชุมนุมเคลื่อนไหว ปัญหาการเมืองไทยแก้ไขได้ยาก สถานการณ์บ้านเมืองอยู่ในภาวะที่ยังไม่พร้อม จะมีพระราชพิธีสำคัญ ขณะที่ 48.77% เห็นว่าควรจะมีการเลือกตั้งตามโรดแมป ข้อสรุปจากโพลจะเห็นได้ว่า การเลื่อนการเลือกตั้งออกไปจะมีผลตอบรับในทางบวก

    เมื่อมาถึงขณะนี้ จะเห็นได้ว่า โรดแมปเดิมของคณะ คสช. ที่เคยแถลงเมื่อหลังการรัฐประหาร กลายเป็นเรื่องที่เป็น”ตำนาน” ไม่มีใครจะประเมินได้ว่า การดำเนินการที่จะให้มีการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเมื่อไร เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า แผนการที่จะให้มีการเลือกตั้งของคณะ คสช.นั้น มาจากการกดดันของโลกนานาชาติ ที่อยากเห็นสังคมไทยแก้ปัญหาด้วยการเลือกตั้งตามวิถีทางประชาธิปไตย

    ปัญหาสำคัญอยู่ที่ว่า ชนชั้นนำไทยและอาจจะรวมถึงชนชั้นกลางในเมือง ไม่เคยเห็นว่าการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยจะเป็นทางออกของประเทศ แต่กลับมีความวิตกเสมอว่า ประชาธิปไตยจะทำมาซึ่งความวุ่นวาย และจะนำมาสู่การบริหารประเทศของนักการเมืองทุจริต พร้อมทั้งนโยบายประชานิยม

    ดังนั้น เมื่อสังคมภายใต้ระบบเผด็จการมีเสถียรภาพและมีการปฏิรูปอยู่แล้ว เราก็หาโพลหรือหาข้ออ้างที่จะเลื่อนโรดแมปเลือกตั้งต่อไป และก็อยู่กันอย่างคืนความสุขให้ประชาชนอย่างนี้



    หมายเหตุ:เผยแพร่ครั้งแรกใน โลกวันนี้วันสุข ฉบับ 599 วันที่ 14 มกราคม 2560

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    หลายหน่วยงานรัฐพูดเรื่องจัดสอบไม่ตรงกัน  ขณะที่เจ้าตัวยืนยันจะไม่ร้องขอการจัดสอบในเรือนจำ UN แสดงความกังวลต่อบทบาทเจ้าหน้าที่ทหารระหว่างสืบสวนสอบสวนและการถอนประกันคดี ‘ไผ่’ เรียกร้องต่อรัฐบาลและหน่วยงานรับผิดชอบให้ ‘ไผ่’ ได้เข้ารับการสอบตามกำหนด ทั้งยังเรียกร้องให้ทบทวนการควบคุมตัวบุคคลในคดี 112


    ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 60 ผศ.กิตติบดี ใยพูล คณบดีนิติศาสตร์ ม.ขอนแก่น ได้ปฏิเสธว่า ไม่ได้มีการจัดสอบเป็นกรณีพิเศษให้ นายจตุรภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน ผู้ต้องหาคดี 112  ในเรือนจำให้ตามกำหนด 17-18 ม.ค.ตามที่เป็นข่าวออกไป แต่ได้มีการเข้าไปพูดคุยในเรือนจำและเสนอให้นายจตุภัทร์ทำหนังสือขออนุเคราะห์ไปยังมหาวิทยาลัยเพื่อจัดสอบให้ ซึ่งการแถลงดังกล่าวได้ขัดแย้งกับคำชี้แจงของ ผอ.สนง.คุ้มครองสิทธิฯ ภาค 2 ที่ว่ามหาวิทยาลัยขอนแก่นรับจะทำการจัดสอบเป็นกรณีพิเศษให้ที่ทัณฑสถานฯ 

    ตามที่มีรายงานข่าวว่า เมื่อวันที่ 16 ม.ค.60 กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ได้ออกเอกสารข่าวชี้แจงกรณีการสอบวิชาสุดท้ายของนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาในคดีหมิ่นพระมหากษัตริย์ฯ และถูกคุมขังที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่น ระบุว่า ได้มอบหมายให้สำนักงานคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ภาค 2 เข้าร่วมหารือกับผู้อำนวยการทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่น, คณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.ขอนแก่น, พ.ท.พิทักษ์พล ชูศรี สังกัดกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดขอนแก่น, รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น, และผู้แทนตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น และได้ข้อยุติ โดยได้ให้ทางมหาวิทยาลัยขอนแก่นเข้าพบนายจตุภัทร์ เพื่อสอบถามความประสงค์ ซึ่งทางคณบดีคณะนิติศาสตร์แจ้งว่า ในเบื้องต้นนายจตุภัทร์ยอมที่จะเข้ารับการสอบตามข้อเสนอของมหาวิทยาลัย กล่าวคือ ทางมหาวิทยาลัยขอนแก่นจะจัดการสอบให้ที่ทัณฑสถานฯ เป็นกรณีพิเศษโดยจะจัดสอบวิชาคอมพิวเตอร์ภาคทฤษฎีให้เสร็จภายในสิ้นเดือนมกราคม 2560 หากสอบผ่านจะสอบภาคปฏิบัติภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ทั้งนี้ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยของแก่นจะทำหนังสือขอมายัง ผอ.ทัณฑสถานฯ เพื่อขออนุญาตจัดการสอบดังกล่าว

    อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ (17 ม.ค.60) นางพริ้ม บุญภัทรรักษา มารดาของผู้ต้องขังได้เปิดเผยหลังเข้าเยี่ยมในช่วงเช้าว่า จตุรภัทร์ ได้เล่าถึงการที่ ผศ.กิตติบดี ใยพูล คณบดีคณะนิติฯ มาเข้าเยี่ยม โดยได้พูดคุยสอบถามว่าจะทำอย่างไรต่อเท่านั้น ไม่ได้มีข้อเสนอเรื่องการสอบ และจตุภัทร์ก็ไม่ได้ตอบตกลงอะไร ส่วนความตั้งใจของไผ่ในเรื่องการสอบนั้นจตุภัทร์ยืนยันว่า หากจัดให้สอบในเรือนจำตามกำหนดคือวันที่ 17-18 ม.ค. นี้ เขาก็จะสอบ แต่จะไม่ร้องขอให้จัดสอบเป็นกรณีพิเศษ

    ทั้งนี้ น.ส.ภาวิณี ชุมศรี หนึ่งในทีมทนายความได้โทรศัพท์สอบถามความชัดเจนจาก กิตติบดี ได้รับคำตอบว่า ในการเข้าไปพบไผ่วันนี้ แค่พูดคุยไถ่ถามเรื่องอนาคตทางการศึกษาระหว่างอาจารย์กับลูกศิษย์เท่านั้น ไม่ได้จะไปจัดสอบให้ตามกำหนดวันที่ 17-18 ม.ค. และไม่ได้มีข้อเสนอเรื่องการจัดสอบเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งหากไผ่ต้องการให้จัดสอบเช่นนั้น ต้องทำหนังสือขอความอนุเคราะห์ไปที่มหาวิทยาลัย และทางมหาวิทยาลัยต้องพิจารณาอีกว่า จะจัดสอบเป็นพิเศษให้ได้หรือไม่ ทางทัณฑสถานฯ จะอนุญาตให้ไปจัดสอบหรือไม่ ทั้งนี้ ที่ข่าวออกไปว่ามหาวิทยาลัยจะมาจัดสอบให้จตุภัทร์ที่ทัณฑสถานฯ ความจริงนั้น มหาวิทยาลัยยังต้องตรวจสอบว่าจะดำเนินการได้หรือไม่เพียงใด

    ด้าน นางศกุลตรา นนตรี ผอ.สนง.คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ภาค 2 จ.ขอนแก่น ได้ชี้แจงต่อทนายความว่า มีการประชุมหลายฝ่ายเพื่อหารือกรณีไผ่ แต่ระยะเวลากระชั้นชิด ทำให้จัดสอบตามกำหนดในวันที่ 17-18 ม.ค. ไม่ทัน แต่ทางมหาวิทยาลัยรับว่า จะจัดการสอบให้ไผ่เป็นกรณีพิเศษ โดยให้สอบทฤษฎีปลายเดือนมกราคม และสอบปฏิบัติเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อช่วยให้ไผ่จบปริญญาตรี โดยกรมคุ้มครองสิทธิฯ ได้ทำหนังสือขอความอนุเคราะห์ไปให้มหาวิทยาลัยขอนแก่นแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ มหาวิทยาลัยจะประสานไปที่ทัณฑสถานฯ ซึ่งในที่ประชุมทัณฑสถานฯ ก็ตอบรับว่า สามารถจัดการสอบให้ได้

    ภาวิณี ในฐานะตัวแทนทีมทนายความของจตุภัทร์ ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมต่อกรณีนี้ว่า การสอบในวิชาคอมพิวเตอร์ครั้งนี้เป็นเรื่องสำคัญสำหรับไผ่ เพราะเป็นการสอบเพื่อจบปริญญาตรี ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ไผ่ยื่นขอประกันตัวมาโดยตลอด เมื่อศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว  ไผ่จึงได้ขอให้ศาลสั่งให้ผู้คุมควบคุมตัวไผ่ไปสอบที่มหาวิทยาลัย เมื่อสอบเสร็จก็ให้ควบคุมตัวกลับมาขัง กรณีเช่นนี้เป็นกรณีที่ทำได้ เนื่องจากไผ่ถูกขังตามคำสั่งของศาล และเพื่อเป็นหลักประกันว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะปฏิบัติตามคำสั่งศาล แต่เมื่อศาลปฏิเสธ  ยกคำร้อง  โดยให้เรือนจำหารือกับมหาวิทยาลัยขอนแก่นจะให้สอบในทัณฑสถานฯ ซึ่งบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมไม่เอื้อ แต่จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีการเตรียมการแต่อย่างใด อีกทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็พูดไม่ตรงกัน ไม่มีอะไรรับรองได้เลยว่า ไผ่จะได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมตามสิทธิของเขา ซึ่งไผ่เห็นว่าเขาไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะปัจจุบันเขายังเป็นผู้บริสุทธิ์


    ยูเอ็นกังวลบทบาทเจ้าหน้าที่ทหารระหว่างสืบสวนสอบสวนและการถอนประกันคดี ‘ไผ่’ เรียกร้องให้ทบทวนการควบคุมตัวบุคคลในคดี 112

    ในวันเดียวกัน สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  (OHCHR)  ได้แจ้งต่อศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน  ว่าได้มีการจดหมายแสดงความกังวลต่อบทบาทของเจ้าหน้าที่ทหารในระหว่างการสืบสวนสอบสวน และการเพิกถอนสัญญาประกันไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและต่อศาลจังหวัดขอนแก่น นอกจากนี้ยังได้เรียกร้องต่อรัฐบาลไทยให้ทบทวนการควบคุมตัวบุคคลซึ่งถูกดำเนินคดีตาม ม.112 เป็นที่เรียบร้อย

    นายลอคอง ไมยอง รักษาการผู้แทนประจำภูมิภาค สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ตอบกลับศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนว่า“สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR)ได้ติดตามกรณีของนายจตุภัทรอย่างใกล้ชิดตั้งแต่การจับกุมเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2559 ทั้งนี้ทางสำนักงานฯ ได้ส่งจดหมายไปยังปลัดกระทรวงยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงการต่างประเทศ และศาลจังหวัดขอนแก่น เพื่อแสดงความกังวลเกี่ยวกับการดำเนินคดีนายจตุภัทร์ในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอันเนื่องมาจากการใช้สิทธิเสรีภาพของเขาในการคิดและการแสดงออกซึ่งแสดงความเห็น นอกจากนี้ยังได้แสดงความกังวลต่อบทบาทของเจ้าหน้าที่ทหารในระหว่างการสืบสวนสอบสวน รวมทั้งหยิบยกประเด็นเรื่องการออกคำสั่งเพิกถอนการประกันตัวอันอ้างอิงการแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลซึ่งมิได้เป็นเงื่อนไขของคำสั่งให้ประกันตัวด้วย”

    นอกจากนี้ในจดหมายยังระบุว่า OHCHR ได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยทบทวนการควบคุมตัวบุคคลซึ่งถูกดำเนินคดีมาตรา 112 ความว่า“สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยทบทวนคดีของบุคคลทุกคน  (รวมทั้งกรณีนายจตุภัทร์) ซึ่งถูกดำเนินคดีตามความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ให้รัฐบาลพิจารณาการควบคุมตัวบุคคล ให้เป็นไปตามหลักการเรื่องความเหมาะสม และความสมเหตุสมผล และสอดคล้องกับหลักการเรื่องการสันนิษฐานเบื้องต้นว่าผู้ต้องสงสัยเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด รวมทั้งเรียกร้องให้นายจตุภัทร์เข้าสอบในวันที่ 17-18 มกราคม 2560”


    ที่มา:ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รัฐพูดเรื่องจัดสอบให้ ‘ไผ่’ ไม่ตรงกัน ทนายชี้ไม่มีหลักประกันสิทธิ ด้านยูเอ็นเรียกร้องรัฐบาลทบทวนการควบคุมตัวในคดี 112 และให้ ‘ไผ่’ เข้าสอบตามกำหนด

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0


     

    เมื่อต้นปี 2548 ทหารและตำรวจได้เข้ากวาดจับกุมนักศึกษา มอ.ปัตตานี โดยใช้กฎอัยการศึก สืบเนื่องสถานการณ์เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ 4 มกราคม 2547 มีนักศึกษาจำนวนไม่น้อยที่ถูกกล่าวหาและจับตามองอย่างเข้มงวด เช่นมีการส่งสันติบาล ตำรวจนอกเครื่องแบบ มาเฝ้าหน้าห้องสอบ ในตึกอาคารเรียนรวมของมหาวิทยาลัย

    หากทว่ากรณีที่เป็นข่าวใหญ่ที่สุดคือ การจับกุมดำเนินคดีแก่นายมุสตอปา เจ๊ะยะ, นายอิลยาส หรืออิสยาส มันหวัง, นายอุสมาน ปะชี, นายยูไล โสะปนแอ และนายมะอาซี บุญพล ทั้งหมดเป็นสมาชิกขบวนการเบอร์ซาตู ในกลุ่มบีอาร์เอ็น คอร์ดิเนต ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และร่วมกันก่อการร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1

    สิ่งที่น่าสนใจฐานความผิดตามกฎหมายคือร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายและก่อการร้ายในรูปแบบต่างๆ ในเขตพื้นที่ จ.ปัตตานี เพื่อแบ่งแยกดินแดน โดยใช้ปืนฆ่าตำรวจเพื่อสร้างความปั่นป่วนให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน มุ่งหมายเพื่อบังคับขู่เข็ญรัฐบาลไทยให้ยินยอมแบ่งแยกดินแดนใน จ.ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และบางส่วนของ จ.สงขลา ออกจากราชอาณาจักร เพื่อสถาปนาเป็นรัฐอิสระปกครองตนเอง

    คดีใหญ่ขนาดนี้ เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว คงไม่มีใครกล้ารับรองประกันตัว คงไม่ต้องกล่าวถึงการผ่อนปรนต่อผู้ต้องสงสัยทั้ง 5 คน ที่แม้ว่าบางส่วนยังมีสภาพเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยของรัฐ เพราะข้อหาและความผิดไม่ใช่เป็นเรื่องความคิดทางการเมืองที่แตกต่าง แต่เป็นคดีอาญาในมาตราหนึ่งของรัฐธรรมนูญปี 2540 ผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ในขณะนั้น พูดก็พูดเถอะ คนรับสนองพระบรมราชโองการคือคนมลายู และผู้ถูกกล่าวหาที่จะฉีกแผ่นดินก็คือคนมลายู

    หากว่าความจริงที่เกิดขึ้นกับ นายยูไล โสปนแอ และนายอุสมาน สาและ และซึ่งกำลังศึกษาในระดับปริญญาตรี ปีสุดท้าย ที่เหลือวิชาสอบตัวสุดท้าย ผมจำได้แม่นยำว่าคราวนั้น ผู้บริหารมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ได้นำข้อสอบไปให้ทำถึงในเรือนจำที่กรุงเทพมหานคร โดยทางเรือนจำได้ให้สอบเป็นกรณีพิเศษ และอาจารย์ผู้สอนในรายวิชาดังกล่าวก็ไปนั่งรอที่เรือนจำ เพื่อตรวจข้อสอบ โดยได้นำคะแนนเก็บทั้งหมดบวกกับคะแนนสอบในเรือนจำ ประกาศเกรดผลการสอบที่เรือนจำ เป็นอันว่าทั้งสองได้เกรดเพียงพอสำหรับการจบระดับปริญญาตรี และทางมหาวิทยาลัยได้ทำเรื่องแจ้งการจบการศึกษาให้แก่นักศึกษาทั้งสองคน ขณะที่ไปเยี่ยมทั้งสองคน ก็เล่าให้ผมฟังว่า ทางเพื่อนๆที่เรือนจำบางส่วนก็ได้เข้ามาแสดงความดีใจหลังจากทราบข่าวว่าทั้งสองจบการศึกษา

    และระหว่างการรอพิจารณาคดีจากศาลฎีกา ท้ัง 5 คนก็ได้รับการประกันปล่อยตัวชั่วคราว และทราบข่าว ทั้ง 5 คนก็ได้เข้าทำงานและประกอบอาชีพต่างๆโดยใช้วุฒิปริญญาตรีในการรับรองตน แม้ว่ายังติดคดีในศาล แต่เนื่องจากมีใบปริญญาจึงสามารถหางานทำได้ ระหว่างรอฟังคำพิพากษา และไม่ได้หลบหนีไปไหนทั้งสิ้น เป็นเวลาหลายปี จนกระทั่งวันที่ 29 ธันวาคม 2558 ศาลฎีกาได้ตัดสินจำคุกทั้ง 5 คน โดยทั้ง 5 คนได้เข้าร่วมฟังคำตัดสินและรับโทษตามคำตัดสินของศาลฎีกา ไม่มีการหลบหนี

    ที่เขียนเรื่องข้างต้นได้เป็นเพราะข่าวของนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน ที่ตอนนี้ยังไม่สามารถได้ประกันตัวและยังไม่ชัดเจนว่าจะได้สอบวิชาสุดท้ายของมหาวิทยาลัยหรือไม่ ?

    สำหรับกรณีการแชร์บทความ BBC Thai ของนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน ที่ไม่สามารถประกันตัวออกมาได้และยังไม่มีท่าทีที่จริงจังของสถาบันการศึกษาต้นสังกัด ที่ออกมาร่วมทุกข์ในระดับการปกป้องสิทธิและเสรีภาพของนักศึกษาตนเอง ที่เป็นปรัชญาของมหาวิทยาลัย

    หากเปรียบเทียบและข้อกล่าวหาและบริบททางการเมืองในชายแดนใต้เมื่อ 10  กว่าปีก่อน กับปัจจุบันแตกต่างกันอย่างมาก และยิ่งห่างไกลกันมากหากเปรียบเทียบข้อกล่าวหาของกลุ่มนักศึกษา มอ.ปัตตานี กับกรณีของ ไผ่ ดาวดิน แต่วิธีการปฎิบัติกลับแตกต่างกัน ทั้งที่ผู้เกี่ยวข้องของทั้งสองเหตุการณ์ก็แทบจะบอกว่าเหมือนกัน ไมว่าจะเป็น ทหาร ศาล มหาวิทยาลัย และองค์กรสิทธิมนุษยชน และที่เหมือนยิ่งกว่าและสัมผัสได้ก็คือ การไม่รู้ร้อนรู้หนาวของคนในสังคมไทย ที่ “เลือดเย็น” และ “อยู่เป็น” อันไม่รู้สึกถึงเพดานมาตราฐานเสรีภาพต่ำลงเรื่อยๆในสังคมไทย

    คำถามจึงมีอยู่ว่าหากเปรียบเทียบทั้งสองกรณีหลักปฎิบัติและมาตราฐานกระบวนการยุติธรรมของสังคมไทยอยู่ตรงไหน ? 

     

    หมายเหตุ:เผยแพร่ครั้งแรกใน Patani Forum

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    จากที่มีการเปิดโปงบทสนทนาระหว่างเจ้าของสื่อใหญ่ในอิสราเอลกับเบนจามิน เนทันยาฮู ทำให้ตอนนี้นายกฯ อิสราเอล มีโอกาสถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับสินบนเพื่อให้สื่อนำเสนอภาพลักษณ์เขาแต่ในทางที่ดี โดยที่รายงานของอัลจาซีราสำรวจล้วงลึกกว่านั้นถึงเรื่องราวก่อนหน้าที่เผยให้เห็นเกมกุมสื่ออันซ่อนเงื่อนของเนทันยาฮู

    17 ม.ค. 2560 เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีการรายงานถึงเรื่องอื้อฉาวของเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล โดยสื่ออัลจาซีราได้รวบรวมเรื่องอื้อฉาวของเนทันยาฮูโดยเฉพาะเรื่องที่เขามีสายสัมพันธ์กับกลุ่มธุรกิจชั้นนำและถูกกล่าวหาเรื่องเกี่ยวกับสินบน เช่น การครอบงำสื่อต่างๆ ให้นำเสนอแต่ภาพลักษณ์ดีๆ ของตัวเอง

    โจนาธาน คุก จากสื่ออัลจาซีราระบุว่า ในขณะที่การสืบสวนในอดีตส่วนหนึ่งเปิดเผยให้เห็นการใช้ชีวิตอย่างหรูหราของเนทันยาฮูกับภรรยาของเขา แต่ยังขาดหลักฐานที่ชัดเจนที่จะโยงเรื่องการใช้ชีวิตอย่างหรูหราของเขาแลกกับการอุปถัมภ์ และประชาชนที่รู้เรื่องนี้ก็มองเป็นเรื่องตลกมากกว่าจะแสดงความไม่พอใจ ทว่าในการเปิดโปงครั้งหลังๆ เป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อนายกรัฐมนตรีอิสราเอลผู้นี้มากกว่า จนอาจจะทำให้อิสราเอลถูกมองว่าเป็นรัฐที่มีผู้นำฉ้อฉลได้

    เรื่องที่เนทันยาฮูถูกเปิดโปงมีอยู่สองคดีซึ่งตำรวจเรียกว่าคดี 1,000 และคดี 2,000 ซึ่งคดีหลังดูจะมีอะไรร้ายแรง

    ในคดี 1,000 เนทันยาฮูถูกกล่าวหาว่ารับของกำนัลจากนักธุรกิจที่ร่ำรวยเป็นวงเงินหลายแสนดอลลาร์โดยแลกกับการให้ประโยชน์ตอบแทนพวกเขา หนึ่งในนั้นคืออาร์นอน มิลชาน อดีตเจ้าหน้าที่ 'มอสซาด' หน่วยสืบราชการลับของอิสราเอลที่ปัจจุบันเป็นเศรษฐีอิสราเอลและผู้ผลิตภาพยนตร์ฮอลลีวูดเปิดเผยว่ามิลชานส่งซิการ์กับแชมเปญให้เนทันยาฮูเพื่อแลกกับการช่วยเหลือให้นายกรัฐมนตรีอิสราเอลช่วยล็อบบี้จอห์น แคร์รี รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ ในการต่ออายุวีซาสหรัฐฯ ให้กับมิลชาน

    อีกกรณีหนึ่งเป็นกรณีที่เศรษฐีชาวออสเตรเลีย เจมส์ แพคเกอร์ ถูกกล่าวหาว่าให้ของกำนัลกับเนทันยาฮูเพื่อให้ได้รับสถานะผู้อาศัยถาวรในอิสราเอล รวมถึงการจัดการสถานะเรื่องภาษีให้ จากข้อกล่าวหาเหล่านี้ทนายของเนทันยาฮูไม่ปฏิเสธว่าเขารับของกำนัลจริง แต่ก็แก้ต่างว่าไม่ได้มีเจตนารับของเหล่านี้ในฐานะอามิสสินจ้างแต่อย่างใด

    ส่วนคดี 2,000 นั้น เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เนทันยาฮูถูกกล่าวหาว่าติดสินบนสื่อใหญ่ให้รายงานข่าวเข้าข้างตัวเขา หลักฐานคดีนี้มาจากการอัดเสียงพูดคุยกันระหว่างเนทันยาฮูกับอาร์นอน โมเซส เจ้าของเครือข่ายสื่อเยดิออธ อาห์โรนอธ ซึ่งมีหนังสือพิมพ์ที่คนซื้อมากที่สุดในอิสราเอล ในรายงานการสืบสวนช่วงอาทิตย์นี้เปิดเผยว่าทั้งเนทันยาฮูกับเจ้าของสื่อใหญ่อิสราเอลเอื้อประโยชน์ต่อกันและกันด้วยการที่โมเซสเสนอว่าจะออกข่าวของเนทันยาฮูที่มีแต่ภาพลักษณ์ดีๆ เพื่อให้เขายังอยู่ในอำนาจเพื่อแลกกับการที่เนทันยาฮูส่งเสริมกฎหมายที่จะช่วยกำจัดคู่แข่งสื่อของเขา มีหลักฐานการบันทึกเสียงชิ้นหนึ่งเปิดเผยว่าในช่วงเลือกตั้งต้นปี 2558 เนทันยาฮูจะ "จัดการ" กับโมเซสถ้าหากสื่อของเขารณรงค์ต่อต้านเนทันยาฮู

    ศาลอิสราเอลมองว่าเรื่องนี้เป็นคดีเกี่ยวกับสินบนแน่นอน แต่ทนายความของเนทันยาฮูก็โต้แย้งว่ากรณีของโมเซสเป็นฝ่ายโมเซสที่ขู่กรรโชกเนทันยาฮู นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเจ้าหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีถึงบันทึกเสียงการสนทนาไว้ แต่อดีตรองหัวหน้าผู้พิพากษาศาลสูงสุดของอิสราเอล อิไลยาฮู แมตซา ก็กล่าวว่าถ้าหากเนทันยาฮูถูกขู่กรรโชกจริงในฐานะที่เขาเป็นนายกรัฐมนตรีก็สามารถนำเรื่องนี้แจ้งต่ออธิบดีกรมอัยการได้ ซึ่งจะทำให้เขาพ้นข้อสงสัยไปด้วย แต่เขาก็ไม่ทำ

    จากลักษณะของการสนทนาระหว่างเจ้าของสื่อใหญ่กับนายกรัฐมนตรีก็มีลักษณะไปในทางเอื้อผลประโยชน์ต่อกันในแบบที่ โอเรน เพอซิโก ผู้สื่อข่าวจากเว็บ Seventh Eye เว็บจับตามองสื่ออิสราเอลบอกว่ามีรูปแบบประหนึ่ง "ปฏิบัติการของแก๊งอาชญากรรม" ซึ่งในขณะที่เนทันยาฮูบอกว่าต้องมีการควบคุมดูแลให้สื่อลดความเป็นปฏิปักษ์ต่อเขา โมเซสก็กล่าวในบทสนทนาที่รั่วไหลออกมาว่าพวกเขาจะทำให้เนทันยาฮูได้เป็นนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอน

    เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (15 ม.ค.) เนทันยาฮูกล่าวกับเจ้าหน้าที่พรรคของเขาว่ามีคนพยายามเปิดเผยข้อมูลรั่วไหลเขาอย่างมีอคติเพื่อ "บิดเบือน" หรือ "ทำให้เกิดความไขว้เขว" จากเรื่องจริง

    ทั้งนี้ยังมีการตั้งข้อสังเกตในสื่ออัลจาซีราว่า อวิไช เมนเดลบลิต อธิบดีกรมอัยการรอเวลาถึง 6 เดือน หลังบันทึกบทสนทนารั่วไหลออกสู่สาธารณะถึงจะอนุญาตให้มีการสืบสวน ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า เมนเดลบลิต อยู่ใกล้ชิดกับเนทันยาฮูมากเกินไป

    ยูเซฟ จาบารีน นักการเมืองพรรคของชาวปาเลสไตน์กล่าวว่า "ถ้าหากอิสราเอลเป็นประเทศที่มีการจัดการอย่างเหมาะสมจริงหลักฐานต่อเนทันยาฮูก็มากพอจะทำให้เขาต้องออกจากตำแหน่งได้แล้ว...แต่เจ้าหน้าที่กฎหมายก็ถูกรัฐบาลเนทันยาฮูโจมตีอย่างไม่หยุดยั้งมาหลายปีจนทำให้ความเป็นอิสระของพวกเขาถูกทำลายลงอย่างมาก"
     

    เกมกุมสื่ออันซ่อนเงื่อน

    อย่างไรก็ตาม อัลจาซีราก็นำเสนออีกมุมมองหนึ่งว่าสื่อใหญ่อย่างเยดิออธ อาหโรนอธ เองก็กุมสื่อสิ่งพิมพ์อิสราเอลไว้ทั้งหมดจนเรียกได้ว่าเกือบจะผูกขาด ทำให้เนทันยาฮูเกิดความกังวลว่าจะได้รับการนำเสนอแต่ในเชิงลบ ขณะเดียวกันก็กลัวว่าสื่อใหญ่จะสนับสนุนศัตรูทางการเมืองของเขา ขณะเดียวกันตัวเนทันยาฮูเองก็เคยเล่นเกมอำนาจในการชักจูงสื่อมาก่อนอย่างในปี 2550 เขาเตรียมตัวกลับเข้าสู่อำนาจด้วยการที่เชลดอน อเดลสัน เศรษฐีคาสิโนสหรัฐฯ เปิดตัวสื่อฮะยอมในอิสราเอลเป็นสื่อแจกฟรีที่มียอดจำหน่าย 400,000 ฉบับต่อวันถือว่ามากกว่าสื่อในเครือเยดิออธ อาห์โรนอธ แต่มันก็เป็นสื่อที่เชียร์เนทันยาฮูโจ่งแจ้งมากจนถูกคนเรียกชื่อล้อว่า "หนังสือพิมพ์บีบี" ซึ่งบีบีเป็นชื่อเล่นของเนทันยาฮู

    นักการเมืองฝ่ายตรงข้ามตัดพ้อว่าสื่อฮะยอมทำให้เนทันยาฮูชนะเลือกตั้งในปี 2552 และทำให้คงอำนาจอยู่ได้รวมถึงมีข้อสงสัยว่าอาจจะมีการนำงบประมาณเลือกตั้งไปใช้อย่างผิดๆ ในจุดนี้ ทำให้อเดลสันรอดพ้นจากกฎหมายว่าด้วยทุนทางการเมืองภายในประเทศได้ ซึ่งเพอสิโกจากเว็บจับตามองสื่อเห็นด้วยในเรื่องนี้ว่าสื่อฮะยอมเป็น "ของกำนัลทางการเมือง" จากอเดลสันเพื่อใช้เป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อเนทันยาฮูและครอบครัว องค์กรฟรีดอมเฮาส์จากสหรัฐฯ เองก็ลดระดับเสรีภาพสื่อในอิสราเอลจากเสรีมาเป็นแค่ "เสรีบางส่วน" เพราะอิทธิพลของสื่อฮะยอม

    เพอสิโกวิเคราะห์ว่าทั้งสื่อฮะยอมและเยดิออธ อาห์โรนอธ ต่างก็ขับเคี่ยวกันโดยที่ทั้งสองฝ่ายต่างเสียรายได้ขณะที่อเดลสันฝ่ายสื่อฮะยอมดูจะยอมขาดทุนเพื่อช่วยให้เนทันยาฮูบีบให้เยดิออธ อาห์โรนอธ สูญเสียทางการเงินไปด้วย จนกระทั่งกลายเป็นแรงจูงใจทำให้โมเซสยอมเสนอตัวช่วยเหลือเนทันยาฮูในบทสนทนาที่กำลังมีการสืบสวนล่าสุด ซึ่งในตอนนั้นเป็นช่วงปลายปี 2557 ที่รัฐสภาอิสราเอลกำลังพิจารณาการออกกฎเพื่อควบคุมฮะยอมทำให้เยดิออธแข็งแกร่งขึ้น เนทันยาฮูเองออกตัวต่อต้านกฎหมายนี้ต่อหน้าสาธารณะขณะที่พรรคที่เป็นปรปักษ์กับเขาซึ่งอยู่ในพรรคร่วมรัฐบาลสนับสนุนกฎหมายนี้จึงมีโอกาสที่กฎหมายนี้จะออกมาได้ แต่ก็ไม่มีการลงมติในขั้นตอนสุดท้ายเพราะเนทันยาฮูเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่ต้นปี 2558 เสียก่อน และการเลือกตั้งใหม่นี้ก็ตัดการเจรจาต่อรองระหว่างเนทันยาฮูกับโมเซสไปด้วย

    แต่กรณีสองสื่อใหญ่นี้ก็อาจจะเป็นแค่สิ่งที่จาฟาร์ ฟาราห์ หัวหน้ากลุ่มสนับสนุนชนกลุ่มน้อยปาเลสไตน์เรียกว่าเป็น "ยอดภูเขาน้ำแข็ง" เท่านั้น อัลจาซีรารายงานว่าหลังจากชนะการเลือกตั้งปี 2558 เนทันยาฮูก็วางตัวเองเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการสื่อสาร ซึ่งนักวิจารณ์มองว่าเขาใช้อำนาจตรงนี้ในการกดดันสื่อเพื่อให้หันมานำเสนอข่าวสนับสนุนเขามากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม เดวิด บิทัน ประธานพรรคลิคุดซึ่งเป็นพรรคที่เนทันยาฮูสังกัดอยู่กล่าวในทำนองว่าเนทันยาฮูเป็นเหยื่อการดำเนินคดีและเกรงว่าจะเป็น "การรัฐประหารโดยใช้ตำรวจ" ทว่านักวิเคราะห์ก็ประเมินว่าเนทันยาฮูอาจจะพ้นจากข้อกล่าวหานี้ดูจากการที่ประชาชนอิสราเอลไม่ค่อยให้ความสนใจ การที่อธิบดีกรมอัยการใกล้ชิดกับเนทันยาฮู และการที่พรรคร่วมรัฐบาลยังไม่อยากให้ต้องมีการเลือกตั้งอีกรอบในเร็วๆ นี้ นอกจากนี้ฟาราห์ยังเปิดเผยว่าเนทันยาฮูพยายามเบี่ยงเบนความสนใจจากข้อกล่าวหาที่มีต่อเขาไปสู่เรื่อง "ความมั่นคง"

    อัลจาซีราระบุว่าถ้าหากเนทันยาฮูถูกตั้งข้อหาเขาก็คงจะลงจากตำแหน่งแบบเดียวกับเคยเกิดขึ้นกับอดีตนายกรัฐมนตรีอิสราเอลอีกคนหนึ่งคือเอฮุด โอลเมิร์ต ผู้ที่ถูกตั้งข้อหารับเงินสินบนจากนักธุรกิจ

     

    เรียบเรียงจาก

    Netanyahu's media scandal: Who bribed whom?, Aljazeera, 15-01-2017
    http://www.aljazeera.com/indepth/features/2017/01/netanyahu-media-scandal-bribed-170112085111121.html


     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0


    ภาพโดย Alicia Neal
     

    18 ม.ค. 2560 บารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ออกคำสั่งลดโทษ เชลซี แมนนิ่ง อดีตทหารสหรัฐฯ ผู้เปิดโปงกองทัพด้วยการส่งเอกสารให้กับวิกิลีกส์ จากการลดโทษดังกล่าวจะทำให้แมนนิ่งพ้นโทษในวันที่ 17 พ.ค. นี้

    คำสั่งลดโทษให้แมนนิ่งนี้เป็นหนึ่งในคำสั่งชุดสุดท้ายภายใต้ตำแหน่งประธานาธิบดีของโอบามา โดยนอกจากเธอแล้ว โอบามายังลดโทษให้บุคคล 209 รายและอภัยโทษให้ 64 ราย

    แมนนิงเป็นหญิงข้ามเพศที่ถูกลงโทษจำคุก 35 ปีจากการที่เธอเปิดโปงเอกสารลับของทางการสหรัฐฯ ซึ่งนับเป็นการต้องโทษจำคุกยาวนานที่สุดเมื่อเทียบกับผู้เปิดโปงความลับของสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ เธอถูกกล่าวหาว่าทำให้ข้อมูลเอกสารและวิดีโอของทางการสหรัฐฯ จำนวนมากกว่า 700,000 ชิ้นรั่วไหลออกไปสู่สาธารณชน ซึ่งนับว่าเป็นการรั่วไหลของข้อมูลทางการทหารของสหรัฐฯ ที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ แมนนิ่งถูกตัดสินให้มีความผิด 20 ข้อหา ซึ่งหกข้อหาอ้างตามกฎหมายการจารกรรม โดยแมนนิ่งพ้นจากข้อกล่าวหาเรื่องการให้ความช่วยเหลือศัตรูมาได้

    เธอถูกจำคุกนานเกือบ 7 ปีแล้วในเรือนจำชายที่ฟอร์ท ลีเวนเวิร์ธ คุกทหารในรัฐแคนซิส เมื่อปีที่แล้วเธอพยายามฆ่าตัวตายถึงสองครั้ง 

    บีบีซีรายงานว่า ความเห็นของสาธารณชนในสหรัฐฯ ต่อแมนนิ่ง แบ่งออกเป็นสองแบบ ฝั่งหนึ่งมองว่าเธอเป็น whistleblower หรือผู้เปิดโปงความลับของกองทัพสหรัฐฯ มีประชาชนกว่าแสนคนเข้าชื่อกันเรียกร้องให้ปล่อยตัวเธอ รวมถึงมีการรณรงค์ให้ปล่อยตัว ขณะที่ฝั่งหนึ่งมองว่าเธอเป็นคนขายชาติที่ทำให้บุคลากรในกองทัพไม่ปลอดภัย

    ปฏิกิริยาหลังรู้ข่าว
    หลังข่าวลดโทษ เดวิด คูมส์ ทนายความของแมนนิ่ง บอกว่า การลดโทษครั้งนี้จะทำให้ลูกความของเขาโล่งใจเป็นอย่างยิ่ง พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณโอบามาที่ตัดสินใจเช่นนี้ ด้าน เกล็น กรีนวัลด์ ผู้สื่อข่าวที่เผยแพร่ข้อมูลลับที่ได้จาก เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน บอกว่า เธอไม่ควรที่จะอยู่ในคุกแม้แต่สักวันเดียว และยังบอกอีกว่าเธอเป็นวีรสตรีและเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนหลายล้านคนทั่วโลก

    ขณะที่อีกด้านหนึ่ง จอห์น แมคเคน ส.ว.รีพับลิกัน กล่าวว่าการตัดสินใจของโอบามาเป็นความผิดพลาดที่ร้ายแรง และกลัวว่าจะกลายเป็นการส่งเสริมการจารกรรมอื่นๆ ในอนาคต ส่วน พอล ไรอัน ประธานสภาผู้แทนราษฎร บอกว่า การตัดสินใจนี้เป็นการกระทำที่อุกอาจ

    จูเลียน อัสซานจ์ จะทำไงต่อ
    ก่อนหน้านี้ วิกิลีกส์ ระบุว่า จูเลียน อัสซานจ์ ผู้ก่อตั้งวิกิลีกส์ ตกลงจะยอมถูกส่งตัวข้ามแดนกลับมาหากโอบามายอมผ่อนผันให้แมนนิ่ง แต่ทำเนียบขาวระบุว่า การตัดสินใจลดโทษนี้ไม่ได้เป็นผลจากข้อเสนอของอัสซานจ์แต่อย่างใด

    ด้าน จูเลียน อัสซานจ์ ซึ่งลี้ภัยอยู่ในสถานทูตเอกวาดอร์ ในลอนดอน สหราชอาณาจักร ตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา ยังไม่ได้แสดงความเห็นว่าเขาวางแผนอย่างไรต่อไป ทั้งนี้ เขาได้ทวีตขอบคุณทุกคนที่ช่วยรณรงค์ให้แมนนิ่งได้รับการลดโทษ และชื่นชมว่าความกล้าหาญและมุ่งมั่นได้ทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้เป็นไปได้

    แล้วสโนว์เดน?
    ก่อนหน้านี้ มีผู้ลงชื่อเรียกร้องให้โอบามาอภัยโทษให้สโนว์เดนกว่าล้านคน อย่างไรก็ตาม ทำเนียบขาวระบุว่า สโนว์เดนไม่ได้ทำเรื่องขอลดโทษ

    เมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว โอบามาให้สัมภาษณ์สื่อเยอรมัน เดอสปีเกล ว่า เขาไม่สามารถอภัยโทษให้คนที่ยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้

    กรณีของแมนนิ่งนั้น ทำเนียบขาวระบุว่า เธอได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของกองทัพแล้วและยอมรับสารภาพ ขณะที่สโนว์เดนนั้นออกจากสหรัฐฯ ในปี 2555 หนีข้อหาซึ่งอาจทำให้เขาถูกจำคุกสูงถึง 30 ปี และขอลี้ภัยในรัสเซีย ประเทศคู่ขัดแย้งของสหรัฐฯ

     

    เรียบเรียงจาก
    Obama commutes Chelsea Manning sentence
    http://www.bbc.com/news/world-us-canada-38659068

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    รื้อกระบวนทัศน์-โครงสร้างการขนส่งสาธารณะ เมื่อความปลอดภัยในการเดินทางสาธารณะต้องเป็นสิทธิพื้นฐาน นักวิชาการเผยที่ผ่านมารัฐไม่เคยวางแผนภาพใหญ่ ปล่อยให้วินเกิดแบบไม่มีแผนรองรับ ทั้งที่การขนส่ง-ผังเมือง-การใช้ประโยชน์ที่ดินต้องไปด้วยกัน แนะทำแผนภาพใหญ่ ยกระดับวินเป็นนิติบุคคล สร้างระบบการรับผิดชอบร่วม

    โศกนาฏกรรมรถตู้ที่เกิดขึ้นช่วงปีใหม่ตามมาด้วยปรากฏการณ์ล้อมคอกดังเหตุการณ์อื่นๆ ก่อนหน้า หลังจากกระแสซบซา โดยมากแล้วก็กลับคืนสู่รูปเดิม ชีวิตของประชาชนหวนคืนสู่การแขวนอย่างหมิ่นเหม่บนเส้นด้ายบางๆ ของดวงชะตา บุญกรรม และพระเครื่องที่ห้อยคอ

    การตอบสนองของภาครัฐช่วยให้อุ่นใจได้บ้างในช่วงแรกๆ แต่ในระยะยาว โศกนาฏกรรมล่าสุดไม่ใช่ครั้งสุดท้ายแน่นอน บางทีการแก้ปัญหารถตู้คงไม่ใช่การเพ่งมองเฉพาะ ‘รถตู้’ แต่ต้องขุดลึกถึงระดับกระบวนทัศน์ของรัฐต่อการมองประเด็น ‘การขนส่งสาธารณะ’ ยาวไกลไปถึงการวางผังเมือง นั่นหมายความว่าต้องมีการวางแผนอย่างเป็นระบบในภาพใหญ่

    ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศไทยในขณะนี้-ไม่มี

    รื้อกระบวนทัศน์รัฐ เมื่อความปลอดภัยในการเดินทางสาธารณะเป็นสิทธิพื้นฐาน

    อภิวัฒน์ รัตนวราหะ ภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชวนตั้งคำถามถอยกลับไปขั้นรากฐานหน้าที่ของรัฐว่า ความปลอดภัยในการเดินทางเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนหรือไม่ คำตอบของเขาคือ ใช่ ผนวกเรื่องความเป็นธรรมเข้าไป รัฐต้องวางนโยบายขนส่งสาธารณะที่ช่วยเหลือคนจน คนด้อยโอกาสในสังคมก่อน

    “ผมต้องการจะบอกว่าความปลอดภัยในการเดินทางสาธารณะเป็นสิทธิพื้นฐาน เมื่อความปลอดภัยมีต้นทุน ไม่ว่ารัฐจะต้องทุ่มเงินเท่าไหร่ ก็ต้องทำให้การเดินทางขนส่งสาธารณะปลอดภัย ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับบริการขนส่งสาธารณะ การขนส่งสาธารณะอย่างรถตู้ คนที่ใช้ไม่ได้เป็นคนจนที่สุดของสังคม คนจนที่สุดในสังคมไม่ได้ใช้รถตู้เสมอไป ในบางกรณี ใช่ แต่โดยมาก ในเมือง คนที่ใช้รถตู้เป็นชนชั้นกลางขึ้นไป ดังนั้น เราต้องเคลียร์ก่อนว่ารัฐต้องการสนับสนุนให้เกิดการเดินทางสาธารณะทั้งภายในเมืองและระหว่างเมืองด้วยรูปแบบไหน ที่มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม”

    อภิวัฒน์ย้ำเจตนาของเขาว่า ในกรณีการเดินทางระหว่างเมือง ไม่ได้บอกให้ต้องทำสำหรับคนจนที่สุดเท่านั้น รัฐจึงจะเข้าไปอุดหนุน แต่เมื่อเทียบระหว่างรถยนต์ส่วนตัวกับรถสาธารณะ เหตุผลที่รัฐยังจำเป็นและควรเข้าไปช่วยอุดหนุนรถโดยสารสาธารณะระหว่างเมืองก็เป็นเพราะว่ารัฐต้องพยายามให้คนใช้รถส่วนตัวน้อยที่สุด นี่ไม่นับว่ายังมีคนอีกมากที่ไม่มีรถยนต์ส่วนตัว นี่คือเหตุผลว่าทำไมรัฐยังคงต้องเข้าไปช่วยอุดหนุนรถโดยสารระหว่างเมืองให้มีความสะดวก ปลอดภัยมากกว่าที่เป็นอยู่

    ขนส่ง-ผังเมือง-การใช้ประโยชน์ที่ดิน ต้องไปด้วยกัน

    ดูจากแนวนโยบายที่ผ่านๆ มา เห็นได้ชัดว่ารัฐจัดลำดับความสำคัญรถโดยสารสาธารณะไว้อันดับหลังๆ ในแง่คะแนนนิยมและการกระตุ้นเศรษฐกิจ รถโดยสารสาธารณะเทียบไม่ได้กับระบบรางที่กำลังเร่งผลักดัน การลงทุนในส่วนนี้จึงน้อยมาก ที่ผ่านมาบริษัท ขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. แทบจะไม่มีการปรับองค์กรและเส้นทางที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการเดินทาง จึงเกิดปัญหาว่าเส้นทางของ ขสมก. ไม่สามารถแข่งกับรถตู้ได้ เนื่องจากรถตู้ภายในเมืองมีความยืดหยุ่นกว่า เขตนอกเมืองก็เช่นกัน รถตู้สามารถแข่งขันได้มากกว่ารถใหญ่ของ ขสมก. หรือรถร่วม ซึ่งก็ย้อนกลับมาว่ารัฐไม่ได้มีแผนใหญ่เรื่องการขนส่งสาธารณะทั้งภายในเมืองและระหว่างเมือง เป็นข้อสังเกตภาพใหญ่ของอภิวัฒน์

    “ผมต้องการจะบอกว่าความปลอดภัยในการเดินทางสาธารณะเป็นสิทธิพื้นฐาน เมื่อความปลอดภัยมีต้นทุน ไม่ว่ารัฐจะต้องทุ่มเงินเท่าไหร่ ก็ต้องทำให้การเดินทางขนส่งสาธารณะปลอดภัย"

    “การบริการรถโดยสารสาธารณะจึงกลายเป็นสิ่งที่เอกชนทำไป โดยที่รัฐไม่มีแผนวางไว้ เมื่อไม่มีแผนก็ทำให้ไม่รู้ว่าตรงไหนจะขาดทุนและรัฐต้องเข้าไปช่วยเหลือหรืออุดหนุน แล้วถ้าตรงไหนทำกำไรก็เอาส่วนที่ทำกำไรจากตรงนั้นมาโปะส่วนที่ขาดทุนแต่จำเป็น”

    ความยืดหยุ่น ความเร็ว ความถี่ในการออกรถ การไปส่งถึงที่หมายปลายทาง มีวินที่อยู่ใกล้แหล่งชุมชนสามารถเดินทางไปได้สะดวก กลายเป็นข้อได้เปรียบที่รถทัวร์ขนาดใหญ่และรถเมล์มีให้ผู้โดยสารไม่ได้ เฉพาะประเด็นที่ตั้งสถานีขนส่งก็เห็นชัด สถานีขนส่งในกรุงเทพฯ ไม่นับเอกมัย (ซึ่งก็มีข่าวว่าจะย้ายไกลออกไปในอนาคต) ทั้งหมอชิตและสายใต้ใหม่ตั้งอยู่ห่างออกไปจากตัวเมือง หรือในกรณีสถานีขนส่งหมอชิตกลับไม่ได้ทำการเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าอย่างที่ควรจะเป็น

    “การที่สถานีขนส่งในต่างจังหวัดอยู่ห่างจากเมือง คือแต่เดิมรถวิ่งเข้าไปกลางเมือง แต่เมื่อเมืองขยายมากขึ้น มีความหนาแน่นมากขึ้น มีคนใช้มากขึ้น ที่ที่มีอยู่เดิมไม่พอ แล้วก็ไม่มีการขยาย เนื่องจากการวางผังเมืองของประเทศไทยไม่ได้คิดไกลไปถึงโครงสร้างพื้นฐานอย่างสถานีขนส่ง เมื่อการวางผังเมืองกับการวางแผนขนส่งสาธารณะไม่ได้ไปด้วยกัน จึงเกิดปัญหาสถานีขนส่งไปอยู่ข้างนอกเมือง

    “ในภาพใหญ่กว่านั้น ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เหตุผลหนึ่งที่รถตู้รุ่งเรืองได้ เพราะผังเมืองไม่ได้วางแผนไปกับการขนส่งสาธารณะและไม่มีการพัฒนาเมืองให้มีความหนาแน่นมากพอ ทำให้เกิดการพัฒนาหมู่บ้านจัดสรรและการพัฒนาเมืองแบบกระจัดกระจาย สิ่งที่เกิดขึ้นคือมีที่อยู่อาศัยที่ขนส่งสาธารณะเข้าไม่ถึง ถ้าคนมีเงินก็ซื้อรถ แต่คนจำนวนมากที่ไปอยู่หมู่บ้านจัดสรรที่ไกลออกไปเพราะที่ดินหรือโครงการที่อยู่อาศัยในเมืองมีราคาแพง รถเมล์ก็ไม่คุ้มที่จะเข้าไป กลายเป็นมอร์เตอร์ไซค์รับจ้างกับรถตู้ที่เข้ามารับในส่วนนี้”

    “เราต้องเปลี่ยนระบบแรงจูงใจใหม่ ให้ความปลอดภัยเป็นตัวตั้ง แต่จะทำอย่างนั้นได้ก็ต้องมีระบบสวัสดิการให้กับคนขับที่ไม่ขึ้นอยู่กับจำนวนรอบหรือความเร็ว จะไปถึงสวัสดิการได้ต้องมีการรวมตัวที่แข็งกว่านี้และรวมตัวในระดับองค์กรที่มีกฎหมายรองรับ"

    คือตัวอย่างของการวางผังเมืองที่ไม่มีประสิทธิภาพที่ทำให้เกิดปัญหาการขนส่งสาธารณะที่ไม่มีประสิทธิภาพไปพร้อมๆ กัน การวางแผนการขนส่งสาธารณะ การวางผังเมืองและการใช้ประโยชน์ที่ดิน จึงต้องถูกคิดในภาพรวมพร้อมกัน

    ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศไทยในขณะนี้-ไม่มี

    แผนการขนส่งสาธารณะคือไม่มีแผน

    เมื่อแผนการขนส่งสาธารณะเดียวที่มีคือไม่มีแผน ลักษณะการกำกับที่ผ่านมาของรัฐจึงเป็นในลักษณะว่า เอกชนรายไหนมาขอเปิดเส้นทาง รัฐจะเช็คว่าเปิดได้หรือไม่ ถ้าได้ก็ปล่อยให้เปิด รถทัวร์ขนาดใหญ่จึงเกิดขึ้นได้ยากกว่ารถตู้ เนื่องจากรถตู้มีจุดคุ้มทุนต่ำกว่า จากนั้นก็รั้งรอให้เกิดปัญหาขึ้นเช่นกรณีล่าสุด แล้วคอยวิ่งไล่ตามแก้ปัญหา เหตุผลหนึ่งที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุก็เพราะตัวเส้นทางและจุดคุ้มทุนไม่ได้ถูกวางแผนมาตั้งแต่ต้น ทำให้ไม่มีการกำหนดมาตรฐานการบริการ

    “เพราะไม่มีแผนใหญ่ด้านการขนส่งสาธารณะของประเทศ เอกชนก็ต้องลดต้นทุนของตัวเองเพื่อให้คุ้มทุน เอกชนซื้อรถมาและผ่อน รับต้นทุน เพราะเขาต้องไปกู้ซื้อรถ เนื่องจากรัฐไม่ได้ให้เงินช่วยเหลือผู้ประกอบการ เขาก็ต้องวิ่งให้ได้รอบมากที่สุดเพื่อเอาเงินนั้นไปผ่อน

    “ถ้ารัฐบอกว่าเส้นทางนี้จะมีดีมานด์เท่านี้ก็จะสามารถบอกได้ว่า รถจะวิ่งแล้วปลอดภัยต้องมีรถจำนวนเท่าไหร่ เช่น เส้นทางจันทบุรีช่วงปีใหม่จะมีคนประมาณเท่านี้ ต้องมีรถวิ่ง 20 คัน ถ้าวิ่ง 3 เที่ยว แต่เนื่องจากไม่ได้วางแผนเลยกลายเป็นว่าแทนที่จะเป็น 3 รอบก็กลายเป็น 5 รอบ นี่คือสิ่งที่เรียกว่าไม่มีมาตรฐานการบริการ และเมื่อไม่มีแผน จึงไม่ได้เอาแผนนั้นมาแปลงเป็นกำลังคนที่จะมากำกับดูแลรถตู้”

    ยกระดับวินรถตู้เป็นนิติบุคคล-สร้างระบบแรงจูงใจจากความปลอดภัย

    “ประเด็นสำคัญต่อมาคือ เนื่องจากที่ผ่านมารถตู้โดยมากเป็นผู้ประกอบการรายย่อย จำนวนมากเป็นผู้ที่ซื้อรถมาเองและผ่อนเอง แต่มารวมตัวกันหลวมๆ เป็นวิน อาจจะมีการบริการจัดการบางอย่างภายในวิน อาจมีคนที่มีรถหลายคันเป็นเถ้าแก่ แล้วก็ปล่อยให้คนอื่นเช่า อาจมีคนที่ซื้อรถมาแล้วจ้างคนอื่นมาเป็นคนขับ แต่ทั้งหมดตั้งอยู่บนฐานที่ว่ารายได้มาจากจำนวนรอบที่วิ่งเป็นหลัก ก็จะเกิดปัญหาแรงจูงใจที่ทำให้ต้องวิ่งให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด”

    อภิวัฒน์ย้ำว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เมื่อคนขับรถตู้ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของรถเองหรือรับจ้างขับก็ตาม คนกลุ่มนี้กลายเป็นแรงงานนอกระบบที่ไม่มีสวัสดิการ ไม่มีรายได้พื้นฐาน แม้ว่ามีบางวินจะมีเงินเดือนให้ แต่ก็ยังมีรายได้เสริม แรงจูงใจ หรือเบี้ยขยันที่ไปอ้างอิงกับจำนวนรอบที่วิ่งได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรมีเลยในระบบขนส่งสาธารณะ เพราะขัดกับหลักความปลอดภัยอย่างยิ่ง

    "การวางผังเมืองของประเทศไทยไม่ได้คิดไกลไปถึงโครงสร้างพื้นฐานอย่างสถานีขนส่ง เมื่อการวางผังเมืองกับการวางแผนขนส่งสาธารณะไม่ได้ไปด้วยกัน จึงเกิดปัญหาสถานีขนส่งไปอยู่ข้างนอกเมือง"

    ขณะที่ในต่างประเทศกลับใช้ระบบที่กลับกันกับของไทย กล่าวคือรายได้หรือโบนัสจะขึ้นอยู่กับบันทึกความปลอดภัยของคนขับแต่ละคน การให้แรงจูงใจตามจำนวนรอบและความเร็วที่วิ่งโดยไม่ได้ขึ้นอยู่กับความปลอดภัยเป็นระบบแรงจูงใจที่ผิด แต่ระบบที่ดีคือยิ่งขับขี่ปลอดภัยมากเท่าไหร่ยิ่งได้โบนัส

    ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศไทยในขณะนี้-ไม่มี

    “เราต้องเปลี่ยนระบบแรงจูงใจใหม่ ให้ความปลอดภัยเป็นตัวตั้ง แต่จะทำอย่างนั้นได้ก็ต้องมีระบบสวัสดิการให้กับคนขับที่ไม่ขึ้นอยู่กับจำนวนรอบหรือความเร็ว จะไปถึงสวัสดิการได้ต้องมีการรวมตัวที่แข็งกว่านี้และรวมตัวในระดับองค์กรที่มีกฎหมายรองรับ เป็นนิติบุคคล อาจจะเป็นสหกรณ์ บริษัท หรืออะไรก็ตาม”

    Chain of Responsibility

    “การรวมตัวนี้จะมีประโยชน์อีกประการหนึ่งคือการรับผิดชอบร่วมกัน Chain of Responsibility หรือห่วงโซ่ของความรับผิดชอบ เป็นแนวคิดที่อยู่ในนโยบายและกฎหมายการขนส่งของหลายประเทศ หลักมีอยู่ว่าความผิดซึ่งเกิดจากคนขับคนหนึ่ง ไม่ใช่ความผิดเฉพาะของคนคนนั้น แต่เป็นความผิดของทั้งระบบ อาจจะเป็นของหัวหน้า ของบริษัท การประยุกต์ใช้แนวคิดนี้กับการขนส่งผู้โดยสารมีตัวอย่างในนิวยอร์ก เป็นระบบที่เชื่อม 3 อย่างเข้าด้วยกัน คือเป็นระบบที่ควบคุมคนขับ พาหนะ และเส้นทาง ซึ่งต้องไปด้วยกัน แต่ของเราไม่ไปด้วยกัน ของเราจะกำกับดูแล 3 อย่างนี้แยกกัน ไม่เชื่อมกัน

    “ผมยกตัวอย่าง ถ้าคนขับคนหนึ่งทำผิด แน่นอนว่าคนขับต้องรับผิดชอบ แต่ความผิดของคนคนนั้นต้องนับเป็นแต้มความผิดของทั้งวินซึ่งเป็นนิติบุคคลด้วย เมื่อคนขับคนหนึ่งทำผิดเกิน 3 ครั้งก็ขับต่อไม่ได้ เพราะแต้มจะสะสมความผิด ถ้าวินนั้นมีคนขับในวินทำผิดเกินที่กำหนด บริษัทนั้นก็ไม่สามารถวิ่งบนเส้นทางนั้นได้ เมื่อรัฐตรวจมาตรฐานรถยนต์แบบสุ่ม ถ้าค้นพบว่าผิดก็นับเป็นแต้มผิดด้วย นับเป็นปีในช่วงเวลาที่กำหนด ถ้าบริษัทนั้นมีบันทึกความผิดก็จะยกเลิกใบอนุญาตให้วิ่ง”

    การจะทำให้ระบบนี้ทำงานได้ รัฐเองก็ต้องมีมาตรการตระเตรียมให้บริษัทอื่นมาวิ่งแทนเพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน เพราะถ้าประชาชนไม่มีทางเลือก ผู้ประกอบการก็จะไม่สนใจกับมาตรการลงโทษ

    “เหตุผลว่าทำไมนโยบายรถโดยสารสาธารณะของไทยยังไม่พัฒนาพอในเชิงกระบวนทัศน์ เพราะว่าเราแยกไม่ออกระหว่างสิ่งที่เรียกว่าการแข่งขันในตลาดกับการแข่งขันเพื่อตลาด ตอนนี้เป็นการแข่งขันในตลาดคือมีการแข่งขันที่ทำให้เกิดปัญหา เป็นเพราะนโยบายและการกำกับควบคุมของรัฐเป็นแบบการแข่งขันในตลาด แต่มันมีทางเลือกอื่นที่ทำให้ระบบการกำกับควบคุมพัฒนาขึ้นได้ คือต้องผสมทั้งการแข่งขันในตลาดและการแข่งขันเพื่อตลาด เพื่อให้มีการขนส่งโดยสารสาธารณะที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย”

    ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ประเทศไทยยังไม่มี

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กองหัพหนุนรัฐบาลคสช. เต็มที่เรื่องสร้างความปรองดอง ไม่สนข้อครหาว่าเป็นคู่ขัดแย้ง ชี้เป็นเพียงความคิดของคนไม่กี่คน ด้าน ผอ.สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ระบุ คกก.ป.ย.ป. ต้องหลากหลาย ไม่ใช่มีแต่ทหารเพียงฝ่ายเดียว

    ภาพจาก: สำนักข่าวไทย

    18 ม.ค. 2560 พล.อ.สุรพงษ์  สุวรรณอัตถ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) แถลงหลังเป็นประธานเนื่องในวันกองทัพไทย ว่า การจัดงานในครั้งนี้เพื่อรำลึกถึงสมเด็จพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช รวมถึงบูรพกษัตริย์ทุกพระองค์ และบรรพชนในอดีตที่สละเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อปกป้องรักษาผืนแผ่นดินไทยไว้เป็นมรดกตกทอดมาจนทุกวันนี้  ซึ่งวันนี้เป็นวันสำคัญที่ทหารทุกนายจะต้องตระหนักถึงภาระหน้าที่ในการปกป้องผืนแผ่นดินไทย รักษาบ้านเมืองไว้ให้ลูกหลาน ขอให้ความมั่นใจว่าว่ากองทัพพร้อมปกป้องสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และให้การสนับสนุนงานของรัฐบาลอย่างเต็มกำลังความสามารถ

    สำหรับจุดยืนของกองทัพไทยในช่วงที่เปลี่ยนผ่านไปสู่การเลือกตั้งนั้น ผบ.สส. กล่าวว่า  กองทัพสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลอย่างเต็มที่ เพราะรัฐบาลมีความตั้งใจที่จะทำให้ประเทศชาติก้าวหน้าซึ่งไทยอยู่ในวังวนปัญหามากกว่า 10 ปีแล้วดังนั้น จะต้องช่วยกันทำให้บ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อย เดินหน้าต่อไปประชาชนอยู่อย่างสงบสุข อยู่ดีกินดี ประเทศก้าวไปสู่ความทันสมัย

    เมื่อถามว่ากองทัพเตรียมการเพื่อนำไปสู่ความปรองดองอย่างไรบ้าง พล.อ.สุรพงษ์ กล่าวว่า กองทัพมีความพร้อมและทุ่มเททุกอย่างในการสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลและ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ซึ่งปัจจุบันมีการตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง  (ป.ย.ป.)  เชื่อว่าเป็นกลไกที่เป็นประโยชน์ ช่วยให้ประเทศชาติก้าวข้ามปัญหาต่าง ๆ ซึ่งกองทัพพร้อมสนับสนุนและจะทำทุกอย่างเพื่อให้การทำงานสำเร็จลุล่วงด้วยดี  ส่วนการเตรียมแผนพูดคุยกับกลุ่มการเมือง ขณะนี้อยู่ในระหว่างเตรียมการ ซึ่งอยากให้ทุกส่วนให้การสนับสนุน เพราะเป็นโอกาสที่สำคัญและมีไม่บ่อยนัก จะทำให้ประเทศไทยของเราก้าวข้ามปัญหาต่างๆในอดีตไปได้

    “การทำงานของป.ย.ป. ประกอบด้วย 4 ส่วน เหมือนกับรถยนต์ ที่ติดอยู่ในหล่ม พยายามแก้ปัญหาด้วยล้อใดล้อหนึ่งก็ทำไม่ได้สักที ตอนเห็นจึงเห็นว่ามี 4 ล้อ ดังนั้นต้องแก้ทั้ง 4 กลุ่มงาน ป.แรก คือการปฏิรูปประเทศซึ่งดำเนินการอยู่แล้ว ส่วน ย. คือยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งที่ผ่านมาการทำงานจะหวังแค่ผลระยะสั้น  การทำงานระยะยาวไม่มีแผนชัดเจน ส่วนป.ปรองดอง มีความจำเป็น เพราะเราอยู่ในปัญหาความขัดแย้งที่แก้ด้วยวิธีรุนแรงมานาน  จำเป็นต้องหาทางออก สุดท้ายคือกลุ่มที่ช่วยในเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งหากเราแก้ปัญหาทั้ง 4 กลุ่มงานก็จะทำให้เราก้าวพ้นไปได้” ผบ.สส. กล่าว

    ต่อข้อถามว่า มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าความปรองดองจะเกิดขึ้นได้ยากหรือไม่เกิดขึ้น และกองทัพก็เป็นคู่ขัดแย้งของคนบางกลุ่ม  ผบ.สส.กล่าวว่า เป็นความคิดเห็นของคนบางคน ซึ่งหัวหน้าคสช.และนายกรัฐมนตรี มีความมุ่งมั่น ทำอย่างเต็มที่ที่จะให้ประเทศไทยกลับไปสู่ความสงบสุข  หากทุกคนให้การสนับสนุนทั้ง 4 กลุ่มงาน ประเทศไทยก็จะขับเคลื่อนก้าวข้ามปัญหาไปได้  ส่วนที่มีบางกลุ่มประกาศตัวไม่เข้าร่วม ขอให้มองประเทศชาติและส่วนรวมเป็นที่ตั้ง

    ผอ.สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ชี้ใช้ทหารเป็นองค์ประกอบหลักในการแก้ไขความขัดแย้งไม่ได้

    ด้าน พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ในฐานะเลขานุการอนุกรรมาธิการรวบรวมข้อเสนอการแก้ปัญหาความขัดแย้ง ในกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เปิดเผยว่า จะประชุมนัดแรกวันจันทร์ที่23 ม.ค. นี้ เวลา 13.00 น. เพื่อหามาตรการสร้างความปรองดองที่ยังไม่สำเร็จให้ได้ข้อสรุปก่อนเสนอไปยังรัฐบาล อาทิ มาตรการการพักโทษ ที่ให้ผู้กระทำความผิดรับสารภาพก่อนเข้าสู่กระบวกการชะลอโทษ 5 ปี ซึ่งหากไม่กระทำความผิดซ้ำโทษดังกล่าวก็จะหมดไป

    “เรื่องความปรองดองมีการศึกษามาเป็นเวลานาน และมีเอกสารจากหลายคณะ ดังนั้น สามารถนำมาทำเป็นแผนขับเคลื่อน และเปิดพื้นที่ให้กลุ่มต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วม พร้อมเห็นว่ารัฐบาลควรกำหนดแผนสร้างความปรองดองให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และควรออกเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หรือพระราชกำหนดใช้บังคับ” พล.อ.เอกชัย กล่าว

    พล.อ.เอกชัย กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้ความปรองดองยังไม่เกิดขึ้น เพราะผู้ที่ดำเนินการเรื่องนี้ไม่อดทนต่อการรับฟังความคิดเห็นต่าง ไม่เปิดใจมุ่งมั่นทำให้สำเร็จ และดำเนินการไม่ต่อเนื่อง ซึ่งหากต้องการให้สำเร็จ ต้องทำอย่างจริงจัง อย่าอคติ อย่าเอาชื่อคนเป็นที่ตั้ง เพราะสุดท้ายจะไม่เห็นผล ไม่ต้องมองข้างหลัง ให้ดูที่มีการเสนอว่าจะเคลื่อนอย่างไรให้สำเร็จและเปิดพื้นที่พูดคุยกัน

    ส่วนกรณีที่มีคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง(ป.ย.ป.) โดยมีทหารดำเนินการ จะสำเร็จหรือไม่ พล.อ.เอกชัย กล่าวว่า ต้องถามใจว่ามีความมุ่งมั่นหรือไม่ แต่เชื่อว่ารัฐบาลนี้ทำได้ เพราะไม่มีรัฐบาลใดจะมีอำนาจสูงสุดเท่ารัฐบาลชุดนี้อีกแล้ว แต่จะใช้ทหารเป็นองค์ประกอบหลักในการแก้ไขปัญหาเรื่องความขัดแย้งไม่ได้ ต้องมีบุคคลหลากหลาย และเรื่องความปรองดองจะใช้อำนาจหรือกำลังไม่ได้ ต้องใช้ปัญญาและความรู้

    เรียบเรียงจาก : สำนักข่าวไทย 1 , 2

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    ชาญชัย ลิขิตจิตถะ องคมนตรี 2 รัชกาล อดีต รมว.ยุติธรรมรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และอดีตประธานศาลฎีกาสมัยตุลาการภิวัตน์ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว อายุรวม 71 ปี

    (ซ้าย) ชาญชัย ลิขิตจิตถะ (ขวา) แฟ้มภาพ/ผัน จันทรปาน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ) ปฎิบัติหน้าที่ประธาน ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อัขราทร จุฬารัตน์ ประธาน ศาลปกครองสูงสุด ชาญชัย ลิขิตจิตถะ ประธานศาลฎีกา กำลังประชุมหาทางออกแก้วิกฤติการเมือง เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2549 (ที่มา: หนังสือพิมพ์แนวหน้า)

     

    18 ม.ค. 2560 ชาญชัย ลิขิตจิตถะ องคมนตรีและอดีตประธานศาลฎีกา ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อเวลา 08.30 น. ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ อายุรวม 71 ปี ด้วยโรคปัญหาเกี่ยวกับระบบเลือด

    ก่อนหน้านี้ชาญชัย เคยดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกา และกรรมการกฤษฎีกา และหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เคยถูกทาบทามจากคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ในที่สุดทาง คปค. ได้ตัดสินใจเลือก พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์เป็นนายกรัฐมนตรีแทน ส่วนชาญชัยถูกเลือกให้เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในคณะรัฐมนตรีแทน

    เมื่อพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีแล้ว ชาญชัยยื่นหนังสือถึงประธานศาลฎีกา เพื่อขอกลับรับราชการเป็นผู้พิพากษาอาวุโส และต่อมาได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นองคมนตรีในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน  2551 และได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นองคมนตรีในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2559

     

    ชาญชัย ลิขิตจิตถะ และบทบาทช่วงตุลาการภิวัตน์

    ในช่วงวิกฤตการเมือง หลังจัดการเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน 2549 และมีผู้สมัครคนเดียวในหลายเขตเลือกตั้งของภาคใต้ ทำให้ต้องกำหนดวันเลือกตั้งเพิ่มเติมในวันที่ 23 เมษายน นั้น

    ต่อมาในวันที่ 25 เมษายน 2549 อักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุด พร้อมด้วยตุลาการศาลปกครองสูงสุด และชาญชัย ลิขิตจิตถะ ประธานศาลฎีกา นำผู้พิพากษาประจำศาล สำนักงานศาลยุติธรรม เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับตำแหน่งหน้าที่ โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระราชดำรัสแก่คณะตุลาการ ทรงชี้แนะให้พิจารณาว่าการที่ต้องมีการเลือกตั้งภายใน 30 วัน หลังยุบสภานั้นถูกต้องหรือไม่ รวมทั้งทรงแสดงความเห็นว่าการเลือกตั้งโดยมีผู้สมัครพรรคเดียวไม่เป็นประชาธิปไตย นอกจากนี้มีพระราชดำรัสเกี่ยวกับเรื่องข้อเสนอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน และมาตรา 7 ในรัฐธรรมนูญ 2540 โดยทรงกล่าวว่า "เป็นการอ้างที่ผิด มันอ้างไม่ได้" การปกครองแบบมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มิได้ให้พระมหากษัตริย์มีอำนาจทำอะไรได้ทุกอย่าง และทรงแนะแนวทางให้ฝ่ายตุลาการ คือ ศาลฎีกา ศาลปกครองสูงสุด และศาลรัฐธรรมนูญ ร่วมกันหารือเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)

    ต่อมาในวันที่ 28 เมษายน 2549 ที่อาคารสำนักงานยุติธรรม ถนนรัชดาภิเษก ชาญชัย ลิขิตจิตถะ ประธานศาลฎีกา อัขราทร จุฬารัตน์ ประธานศาลปกครองสูงสุด และผัน จันทรปาน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ปฏิบัติหน้าที่ประธานที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมกับคณะตุลาการทั้ง 3 ฝ่ายประชุมปรึกษาหารือร่วมกันเพื่อพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาการเมือง

    ในรายงานของแนวหน้าหลังแล้วเสร็จการประชุม เวลา 12.00 น. จรัญ ภักดีธนากุล เลขาธิการประธานศาลฎีกาในขณะนั้นแถลงว่า จากการแลกเปลี่ยนความเห็นข้อกฎหมายในหลายประเด็นแล้ว ทั้ง 3 ศาล มีความเห็นพ้องกันใน 3 ประเด็นว่า 1.แต่ละศาลจะเร่งรัดพิจารณาพิพากษาคดีและดำเนินการในส่วนที่อยู่อำนาจหน้าที่ของแต่ละศาล ให้รวดเร็วทันต่อของความเร่งด่วนในแต่ปัญหาที่เกิดขึ้น

    2.การพิจารณาคดีความแต่ละศาล จะต้องใช้และตีความตัวบทกฎหมายเดียวกันนั้นต้องระมัดระวัง ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งนี้เพื่อป้องกันความขัดแย้งและสับสนของประชาชน

    และ 3.ในการดำเนินการของแต่ละศาลนั้นยังต้องยึดถือหลักความเป็นอิสระของศาล ตามเขตอำนาจแต่ละศาลให้ดำเนินไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ด้วยความสุจริตและยุติธรรม

    โดยทั้ง 3 ประเด็นนี้เป็นข้อยุติที่ประธานทั้งสามศาลเห็นพ้องต้องกันอย่างไม่มีข้อแม้ ส่วนรายละเอียดของวิธีดำเนินการต่างๆ จะเป็นเรื่องที่แต่ละศาลจะต้องไปพิจารณาพิพากษาในแต่อรรถคดีที่ขึ้นไปสู่ศาลแต่ละศาล จะนำไปเปิดเผยล่วงหน้าก่อนที่จะมีคดีไปสู่ศาลไม่ได้ ซึ่งคาดว่าประธานทั้ง 3 จะมีการประชุมกันอีก แต่ยังไม่ได้นัดวันเวลากันแต่อย่างใด

    เลขานุการประธานศาลฎีกา กล่าวอีกว่า ที่ประชุมได้นำเกือบทุกประเด็นปัญหาของบ้านเมือง อาทิ การจะให้เดินหน้าการเลือกตั้งในวันที่ 29 เมษายนต่อไปหรือไม่ การเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน ชอบธรรมด้วยกฎหมายหรือไม่ แต่ไม่มีข้อยุติ ถ้ามีการลงมติของประธานทั้ง 3 ศาล จะถือเป็นการชี้นำการพิจารณาคดี โดยสภาพแล้วทำไม่ได้ ทุกศาลจะต้องดำเนินการให้รวดเร็วทันต่อเหตุการณ์บ้านเมือง ทันต่อความจำเป็นเร่งด่วน ของแต่ละเรื่อง แต่จะชะลอหรือไม่ศาลจะเป็นผู้ตอบในคดีที่ค้างศาลอยู่ในเวลานี้แม้การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นศาลก็จะพิจารณาที่เป็นอิสระ

    ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญ กำหนดการพิจารณาวินิจฉัย ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2549 โดยศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 8 ต่อ 6 ชี้ว่า การเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในประเด็นกำหนดวันเลือกตั้งไม่เป็นธรรม และการจัดคูหาหันหลังให้คณะกรรมการทำให้การลงคะแนนไม่เป็นความลับ พร้อมมีมติ 9 ต่อ 5 ให้จัดการเลือกตั้งใหม่ทั้งกระบวนการ (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)

    และหลังจากนั้น กรณีที่ถาวร เสนเนียม รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ในเวลานั้น ยื่นฟ้อง กกต. ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ความผิดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภานำมาซึ่งคำพิพากษาให้ กกต.ต้องโทษจำคุก และออกจากตำแหน่งไปเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2549 มีการสรรหา กกต.ใหม่ และกำหนดการเลือกตั้งใหม่ ตามพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง ในวันที่ 15 ตุลาคม 2549 อย่างไรก็ตามมีการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เกิดขึ้นเสียก่อน ทำให้ไม่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    กสทช.เผยแผนเยียวยาสมาชิกทรูวิชั่นส์ ยังไม่คืบหน้า แถมโปรเดิมยังถูกลด – ฝากบอร์ด ทรูฯคำนึงถึงธรรมาภิบาล ไม่เอาเปรียบลูกค้า จี้ลดราคาแพคเกจ

    18 ม.ค. 2560 สุภิญญา กลางณรงค์ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยความคืบหน้าการติดตามแผนเยียวยาผู้ใช้บริการ กรณีบริษัท ทรู วิชั่นส์ กรุ๊ป จำกัด ยกเลิกการให้บริการ 6 ช่องรายการ คือ HBO, Cinemax, HBO Signature, HBO Family, HBO hit และ RED BY HBO ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 มกราคมนั้น เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ได้เชิญบริษัททรูฯ มาชี้แจงตามมติคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) และหารือร่วมกับตัวแทนผู้บริโภค แต่บริษัททรูฯ ไม่สามารถเข้าร่วมได้ตามที่เป็นข่าวไปแล้วนั้น และทราบว่าจะมีการประชุมบอร์ดของบริษัททรูฯเพื่อพิจารณาแผนเยียวยาสมาชิกที่ได้รับความเดือดร้อน ในวันที่ 20 มกราคมนี้

    ทั้งนี้ จากการพูดคุยกับตัวแทนผู้บริโภคที่เข้ามาชี้แจงกับอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคฯ มีข้อเสนอที่จะฝากไปถึงบริษัททรูฯ ให้พิจารณาเรื่องการปรับลดค่าแพ็คเกจลงเนื่องจากช่องที่นำมาชดเชยไม่สามารถทดแทนช่องเดิมได้  เพราะมูลค่าต้นทุนของช่องต่ำลงกว่าเดิมมาก ควรลดราคาทุกแพ็คเกจที่ได้รับผลกระทบในราคา 300 – 500 บาท  หากลูกค้าที่ต้องการยกเลิกต้องให้สิทธิในการแจ้งยกเลิกได้ไม่น้อยกว่า 3 เดือน เพราะจากประสบการณ์การยกเลิกช่องรายการแบบบอกรับสมาชิก พบปัญหาว่าสมาชิกแต่ละรายใช้เวลาในการติดต่อบริษัทนานมากเนื่องจากมีผู้ติดต่อเข้าไปเป็นจำนวนมาก ทำให้ล่วงเลยระยะเวลาที่กำหนดในแผนเยียวยาทำให้เสียโอกาสที่จะได้รับสิทธิชดเชย และหากสมาชิกมีความประสงค์จะยกเลิกการใช้บริการบริษัทฯ ต้องไม่คิดค่าปรับใดๆ แต่ต้องเสียค่าปรับให้กับผู้บริโภคด้วยเนื่องจากแจ้งผู้บริโภคล่าช้ากว่า 30 วัน  สิ่งที่สำคัญอีกประการในแผนเยียวยา คือ ต้องมีแนวทางการประชาสัมพันธ์ขั้นตอนและวิธีการที่ผู้บริโภคได้รับสิทธิการเยียวยาให้สมาชิกทุกรายได้รู้อย่างทั่วถึง และต้องมีช่องทางในการติดต่อเพื่อให้เข้าถึงสิทธิการเยียวยาได้อย่างง่าย

    “สำนักงาน กสทช. ได้รับการติดต่อจากบริษัททรูฯ ว่าไม่สามารถเข้ามาชี้แจงกับอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้ภายในสัปดาห์นี้ เพราะจะมีการประชุมบอร์ดวันศุกร์นี้ และจะนำแผนเยียวยาสมาชิกมาให้อนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคพิจารณาอีกครั้งในวันที่ 27 มกราคมนี้ ดังนั้นในฐานะที่ดิฉันฟังเสียงสะท้อนจากผู้บริโภคมาหลายราย จึงอยากให้ทรูฯ นำไปพิจารณาเพื่อสร้างพึงพอใจให้กับสมาชิกที่ได้รับผลกระทบด้วย นอกจากนี้ดิฉันยังทราบว่าหลังจากที่ทรูยกเลิกบริการทั้ง 6 ช่องไปแล้วนั้น ได้ออกข่าวว่าจะอัพเกรดแพคเกจให้สมาชิก 1 ระดับเป็นระยะเวลา 30 วัน แต่ล่าสุดเพิ่งได้รับร้องเรียนจากสมาชิกหลายรายว่าสามารถรับชมช่องที่อัพเกรดขึ้นมาเพียง 10 กว่าวันเท่านั้น ช่องที่อัพเกรดขึ้นมาก็หายไปแล้ว ยังไม่ถึงระยะเวลาตามที่แจ้งผู้บริโภคไว้ การทำเช่นนี้ยิ่งสร้างความไม่พอใจให้กับผู้บริโภคมากขึ้นในขณะที่แผนเยียวยาที่ชัดเจนก็ยังไม่แล้วเสร็จ

    "ดิฉันขอฝากถึงทรูวิชั่นส์ว่าถ้ายังต้องการทำธุรกิจด้านทีวีบอกรับสมาชิกอยู่ ควรต้องให้ความใส่ใจกับลูกค้ามากกว่านี้ โดยเฉพาะในยุคที่มีสื่อใหม่ๆ เข้ามา อย่าคิดว่าผู้บริโภคจะยอมทนตลอดไป ถ้าไม่รักษาฐานสมาชิกที่ซื่อสัตย์ไว้ด้วยหลักธรรมาภิบาล ก็ยากที่จะทำธุรกิจนี้ยั่งยืนได้ในระยะยาว” สุภิญญากล่าว
     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai