Are you the publisher? Claim or contact us about this channel


Embed this content in your HTML

Search

Report adult content:

click to rate:

Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


    เดอะการ์เดียนสะท้อนบรรยากาศการบีบบังคับและปราบปรามทางการเมืองในไทยหลังรัฐประหาร ระบุถึงความกังวลของผู้คนที่ไม่เป็นไปตาม "อุดมคติ" ของผู้นำเผด็จการ การเซนเซอร์ตัวเองของสื่อ และการต่อสู้ด้วยกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ต่อต้านรัฐประหาร

    26 มี.ค. 2558 สำนักข่าวเดอะการ์เดียน รายงานถึงสถานการณ์ในประเทศไทย สะท้อนว่าแม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่มาจากการรัฐประหารจะมีความพยายามทำให้ประเทศไทยเป็นสถานที่ๆ มี "ความสุข" แต่สิ่งที่เขาทำมีแต่การลิดรอนเสรีภาพพลเมือง ทำให้เกิดการเติบโตของระบอบเผด็จการที่มีลักษณะ "เหนือจริง" (surreal)

    ผู้สื่อข่าวของเดอะการ์เดียนรายงานถึงการจัดงาน "2558 ปีท่องเที่ยววิถีไทย" (2015 Discover Thainess) ซึ่งจัดขึ้นที่สวนลุมพินีเมื่อไม่นานมานี้เพื่อพยายามแสดงให้เห็นว่าคนไทยมี "ความสุข" แม้อยู่ภายใต้กฎอัยการศึก แต่ความคิดเห็นของประชาชนกลับไม่เป็นเช่นนั้น

    ผู้สื่อข่าวของเดอะการ์เดียนได้สัมภาษณ์คนทำงานเป็นหัวหน้าพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารแห่งหนึ่งนามสมมติว่า 'ดรีม' เธอเป็นผู้หญิงข้ามเพศ (Transgender) ในขณะที่งานท่องเที่ยววิถีไทยพยายามนำเสนอภาพคนในภาคเหนือแต่งตัวเป็นชาวนาถ่ายภาพกับควายจำลอง ส่วนคนในภาคกลางแต่งตัวดูมีสง่า ดรีมให้สัมภาษณ์ว่าตัวเธอมาจากจังหวัดในภาคเหนือ แม้ว่าพ่อแม่เธอจะเป็นชาวนาชาวไร่แต่เธอเรียนดีและเข้าไปทำงานที่โรงแรมในกรุงเทพฯ ตั้งแต่อายุ 18 ปี เพราะต้องการมีชีวิตที่ดีขึ้น เธอสวมชุดที่ดูทันสมัยไปเที่ยวงาน แม้เธอจะบอกว่างานนี้สนุกแต่บอกว่ามันไม่ได้สะท้อนภาพของไทยในปัจจุบันแต่เป็นเมืองไทยเมื่อ 20 หรือ 30 ปีที่แล้ว

    เดอะการ์เดียนระบุว่าการจัดงานที่ดูเหมือนเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวนี้มีการแฝงโฆษณาชวนเชื่อให้คนในประเทศไปด้วยโดยการนำเสนอภาพอดีตในอุดมคติในขณะที่ประชาธิปไตยถูกระงับควบคุม

    "ไม่มีอะไรที่เป็นการละเมิดหลักนิติธรรมไปมากกว่าการใช้ปืนจี้ให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งพ้นจากตำแหน่งแม้ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มีข้อเสียก็ตาม" เดอะการ์เดียนระบุในรายงาน

    แม้ว่าประยุทธ์จะจะยืนยันว่าเป้าหมายของเขาคือการสร้างความปรองดองในชาติ แต่ดรีมกล่าวว่าสิ่งที่รัฐบาลจากการรัฐประหารทำจะยิ่งเป็นการกีดกันคนไทยจำนวนมาก และในฐานะที่เธอเป็นผู้หญิงข้ามเพศเธอกลัวว่าสักวันหนึ่งกองทัพอาจจะปราบปรามคนอย่างเธอก็เป็นได้ เพราะเธอไม่เข้ากับอุดมคติที่พวกเขาตั้งไว้

    รายงานของเดอะการ์เดียนตั้งข้อสังเกตอีกว่า ประยุทธ์มักจะแสดงท่าทางเหมือนคนมีอาการจุกเสียด อีกทั้งยังมักจะแสดงท่าทีฉุนเฉียวต่อสื่อที่ตั้งคำถามกับเขา นอกจากนี้กลุ่มเผด็จการทหารในนามของคณะรักษาความสงบแห่งชาติก็ทำการลงโทษคนที่เห็นต่าง มีการห้ามกิจกรรมทางการเมืองและเซนเซอร์สื่อ ทำให้สิทธิมนุษยชนในไทยถดถอยอย่างหนัก โดยมีข้อกล่าวหาเรื่องการทารุณกรรมและมีการอ้างใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งการ์เดียนระบุว่าเทียบกับการรัฐประหารในปี 2549 แล้ว ตอนนั้นยังมีการปราบปรามน้อยกว่า

    เดอะการ์เดียนระบุว่านับตั้งแต่ปี 2549 กลุ่มรากหญ้าที่ให้การสนับสนุนทักษิณมีการรวมตัวเป็นระบบมากขึ้น แต่ในขณะที่ฝ่ายเผด็จการมุ่งทำลายการสนับสนุนตระกูลชินวัตร พวกเขาก็ไม่ทันได้คิดว่าหลายคนมองตระกูลชินวัตรเพียงหนึ่งในสัญลักษณ์ของการเรียกร้องความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและความเท่าเทียม มีกลุ่มผู้ประท้วงเชิงสัญลักษณ์หลากหลายรูปแบบหลังการรัฐประหารปี 2557 ทั้งการประท้วงอ่านหนังสือ "1984" ของจอร์จ ออร์เวลล์ การชูสามนิ้วเลียนแบบ "เดอะฮังเกอร์เกมส์" การร่วมทานแซนด์วิชในที่สาธารณะจนทำให้เผด็จการทหารประกาศห้าม รวมถึงล่าสุดมีการจับกุมชายที่เดินประท้วงเดี่ยว "พลเมืองรุกเดิน" ในกรุงเทพฯ

    นอกจากนี้รายงานของเดอร์การ์เดียนยังระบุว่าสิ่งที่เหล่าผู้นำจากการรัฐประหารพูดมักจะมีอะไรที่ฟังดูย้อนแย้ง เช่นการที่บอกอนุญาตให้จัดทำโพลได้แต่ต้องไม่ใช่โพลที่ต้าน คสช. หรือคำกล่าวอ้างว่าพวกเขาไม่ได้จำกัดเสรีภาพสื่อแต่เสรีภาพจะต้องมีการจำกัด

    ในแง่การเซนเซอร์สื่อ ผู้ใช้นามสมมติชื่อ 'เชอร์รี่' ให้สัมภาษณ์ต่อเดอะการ์เดียนระบุว่าในไทยมักจะมีลักษณะการเซนเซอร์ตัวเองเกี่ยวกับเรื่องอ่อนไหว และเผด็จการทหารหลังรับประหาร 2557 ก็ใช้วิธี "ขอ" ไม่ให้สื่อรายงานสิ่งที่จะสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณะรัฐบาลเผด็จการทหารซึ่งไม่ได้ขีดเส้นชัดเจนทำให้สื่อต้องเซนเซอร์ตัวเองและมีความหวาดระแวงเกินกว่าเหตุ สื่อที่เชอร์รี่ทำงานด้วยโดนปิดชั่วคราวเพื่อเป็นการเตือนว่ามีการ "รายงานข่าวอย่างไม่เหมาะสม" และตัวเธอเองก็เคยถูกสถานีระงับออกรายการหลังจากที่เธอโพสต์ข้อความสร้างแรงบรรดาลใจให้ผู้หญิงลุกขึ้นเรียกร้องเพื่อตัวเองพร้อมรูปที่เธอเคยไปเข้าร่วมกับการประท้วงต่อต้านรัฐประหารเพราะสถานีกลัวว่าเธอจะวิจารณ์ทหารออกสื่อ

    เดอะการ์เดียนยังวิจารณ์การที่ผู้นำเผด็จการเลื่อนวันเลือกตั้งไปเรื่อยๆ อีกทั้งยังคงกฎอัยการศึกไว้ต่อไปโดยอ้างเรื่องความมั่นคงในขณะที่เศรษฐกิจไทยซบเซาและภาพลักษณ์ในสายตาต่างชาติก็ดูสั่นคลอนมากขึ้นเรื่อยๆ เดอะการ์เดียนระบุในรายงานอีกว่า ลักษณะการเป็นผู้นำของประยุทธ์เองไม่เพียงดูแปลกประหลาดแต่ยังขาดความสามารถในการประชาสัมพันธ์จนทำให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในไทยเห็นเป็นเรื่องตลกขำขันคลายเครียดเล็กๆ น้อยๆ ดูจากการพูดถึงปัญหาต่างๆ ผ่านสื่อ จนแม้แต่ผู้เขียนบทและกำกับรายการ "เจาะข่าวตื้น" อย่าง จรรยา วงศ์สุรวัฒน์ ยังให้สัมภาษณ์ต่อเดอะการ์เดียนว่า มันเป็นเรื่องยากที่จะสร้างตลกเสียดสีในเมื่อเป้าหมายที่คุณต้องการเสียดสีทำตัวน่าขันมากระดับเลยขีดของการเสียดสีไปแล้วในชีวิตจริง

    นอกจากนี้เดอะการ์เดียนยังพูดถึง วิญญู วงศ์สุรวัฒน์ หรือ "จอห์น วิญญู" และณัฐพงศ์ เทียนดี หรือ "พ่อหมอ" ผู้จัดรายการเจาะข่าวตื้นร่วมกัน โดยจอห์น วิญญู ให้สัมภาษณ์ต่อเดอะการ์เดียนว่า การเสียดสีเป็นเครื่องมือที่ดีเพราะเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยมีอยู่ในอารมณ์ขันแบบไทย พวกเขาระบุถึงการล้อเลียนเสียดสีความตกต่ำและไร้เหตุผลของ สนช. ที่ถูกแต่งตั้งโดยรัฐบาลจากการรัฐประหาร มีผู้สนับสนุนการรัฐประหารบางคนไม่พอใจพวกเขาแต่จอห์นก็บอกว่าการได้ทำรายการเป็น "การบำบัด" ความรู้สึกไม่พอใจอย่างหนึ่งและหวังว่าคนดูจะรู้สึกเช่นนั้นด้วย

    รายงานของเดอะการ์เดียนยังระบุถึงกิจกรรม "เลือกตั้งที่ (รัก) ลัก" ในช่วงวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมา โดยมีผู้เข้าร่วมรายหนึ่งสวมเสื้อยืดต้านรัฐประหารถือดอกกุหลาบสีแดงกล่าวให้สัมภาษณ์ว่า พวกเขาต้องการเสรีภาพและความยุติธรรมทางสังคมให้กับทุกคนในประเทศในฐานะที่เป็นวันแห่งความรักสำหรับคนไทยทุกคน แต่ก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามขัดขวางการทำกิจกรรมจนกระทั่งจับตัวผู้ประท้วงส่วนหนึ่งไป

    "เมื่องานจบลง ทุกคนกลับบ้านไปแล้ว มีนักช้อปเดินออกมาตามพื้นคอนกรีตที่คดเคี้ยวอยู่เหนือลานกว้าง สิ่งที่อยู่ภายใต้พวกเขาในระดับพื้นถนนคือดอกกุหลาบแดงที่ถูกเหยียบย่ำกระจัดกระจาย" เดอะการ์เดียนระบุในรายงาน

     

    เรียบเรียงจาก

    Bangkok’s Big Brother is watching you, The Guardian, 22-03-2015
    http://www.theguardian.com/world/2015/mar/22/bangkok-big-brother-politics-ruling-party-democracy

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ในต่างประเทศมีเหตุการณ์ที่คนสั่งห้ามหรือเหยียดหยามผู้หญิงที่ให้นมลูกในที่สาธารณะเกิดขึ้นหลายที่ ทั้งๆ ที่นมแม่เป็นแหล่งอาหารสำคัญที่จะทำให้เด็กสุขภาพดีและฉลาด ทางการเมืองเซาเปาโล ในบราซิล เล็งออกกฎสั่งปรับคนที่เหยียดหรือห้ามผู้หญิงให้นมลูกในที่สาธารณะ


    25 มี.ค. 2558 นมแม่เป็นแหล่งรวมสารอาหารที่ดีที่สุดสำหรับเด็กตามที่ระบุโดยองค์การอนามัยโลก นอกจากนี้งานวิจัยบางชิ้นยังบ่งบอกอีกว่าเด็กที่ได้รับนมแม่จะมีภูมิต้านทานโรคและมีระดับสติปัญญาสูงกว่าเด็กที่ไม่ได้รับนมแม่

    แต่แม่ในบางสังคมก็อาจจะประสบความยากลำบากในการเลี้ยงดูลูกด้วยนมตนเองโดยเฉพาะถ้าหากต้องออกไปนอกบ้าน เพราะผู้คนในหลายสังคมยังคงตื่นตระหนกหรือต่อต้านการที่แม่บางคนเผยส่วนหนึ่งของหน้าอกตัวเองให้ลูกได้ดื่มนมในที่สาธารณะ และบางแห่งอาจจะแย่ถึงขั้นมีการเหยียดหยามผู้หญิงที่ให้นมลูกเช่นที่เมืองเซาเปาโล ประเทศบราซิล

    อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่นานมานี้ทางการเมืองเซาเปาโลผ่านร่างกฎหมายห้ามไม่ให้กลุ่มคนไม่ว่าจะเป็นองค์กร ธุรกิจของรัฐหรือเอกชนใดๆ ต่อต้านการให้นมลูกในที่สาธารณะ โดยผู้ฝ่าฝืนจะถูกปรับเป็นวงเงินราว 150 ดอลลาร์ (ราว 4,800 บาท) ซึ่งเหลือแค่ขั้นตอนให้นายกเทศมนตรีลงมติเห็นชอบร่างกฎหมายฉบับนี้ภายในสัปดาห์หน้า

    แม้ว่าสิทธิในการให้นมลูกในที่สาธารณะจะเป็นสิทธิที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายในหลายประเทศ แต่ก็ยังเกิดเหตุการณ์ที่ผู้หญิงซึ่งให้นมลูกในที่สาธารณะถูกตำหนิหรือถูกเหยียดโดยเจ้าหน้าที่หรือผู้พบเห็นคนอื่นๆ มีกรณีที่ดังมากเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วในเซาเปาโล เมื่อนางแบบชื่อพริสซิลา นาร์วาร์โร บูเอโน ถูกพนักงานรักษาความปลอดภัยตะคอกใส่เพราะเธอให้นมลูกสาวอายุ 7 เดือนของเธอนอกพิพิธภัณฑ์อิมเมจแอนด์ซาวน์ในเซาเปาโลซึ่งกำลังมีงานจัดแสดงผลงานเกี่ยวกับเดวิด โบวี่ นักร้องชาวอังกฤษ

    นารืวาดร บูเอโน กล่าวว่า "สังคมมีความเคร่งครัดศีลธรรมมากเกินไป ในขณะที่ผู้หญิงสามารถโชว์หน้าอกได้ในงานคาร์นิวาล แต่พวกเธอไม่ได้รับอนุญาตให้เลี้ยงนมลูกตัวเอง มันเป็นเรื่องไร้สาระที่ผู้หญิงต้องให้นมลูกในห้องปิด"

    นอกจากนี้ยังเคยมีเหตุการณ์คล้ายกันเกิดขึ้นในประเทศแคนาดาและอังกฤษ ในกรณีอังกฤษเกิดขึ้นเมื่อเดือน ธ.ค. 2557 เมื่อโรงแรมหรูแห่งหนึ่งในลอนดอนสั่งให้คุณแม่คนหนึ่งเอาผ้าเช็ดปากคลุมตัวขณะที่เธอให้นมลูกอยู่ จนเกิดการประท้วงหมู่โดยมีกลุ่มแม่หลายคนพากันมาให้นมลูกนอกโรงแรมห้าดาวดังกล่าว

    สำนักข่าวโกลบอลโพสต์ระบุว่าแม้ว่าจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นหลายแห่งในโลกในช่วงที่ผ่านมา แต่กลุ่มแม่ก็ยังต่อสู้เพื่อปกป้องการเลี้ยงนมลูกของพวกตน

    โดยในบราซิลยังมีกลุ่มแม่ที่จัดการประท้วงประจำปีที่ชื่อว่า "Mamaço Time" ซึ่งในปีที่แล้วมีแม่เข้าร่วมประท้วง 40 คน ที่อาคารอเวนิดา เปาลิสตา ในย่านใจกลางเมืองเซาเปาโล โดยมีการให้นมลูกและเปล่งคำขวัญร่วมกันว่า "การให้นมลูกเป็นสิทธิของพวกเรา"

    คำประกาศขององค์การอนามัยโลกที่ระบุว่าถ้าหากมีเด็กทุกคนได้รับการเลี้ยงดูด้วยนมแม่จนถึงอายุ 2 ปี จะช่วยให้มีเด็กรอดชีวิตมากขึ้นราว 800,000 คน ทำให้บางประเทศสนใจปัญหานี้จริงจังจนนำมาปรับเป็นนโยบาย ซึ่งปัจจุบันมีเด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือน ได้รับการเลี้ยงดูด้วยนมแม่น้อยกว่าร้อยละ 40 เท่านั้น ถ้าหากต้องการทำให้ผู้หญิงเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ก็ต้องหยุดยั้งไม่ให้มีการเหยียดผู้ให้นมลูกในที่สาธารณะ


    เรียบเรียงจาก

    Sao Paulo will now fine people who shame breastfeeding moms, Globalpost, 20-03-2015
    http://www.globalpost.com/dispatch/news/regions/americas/united-states/150320/breastfeeding

    São Paulo breastfeeding law would fine those who try to stop nursing mothers, The Guardian, 19-03-2015
    http://www.theguardian.com/world/2015/mar/19/brazil-law-breastfeeding-mothers-fine-sao-paulo

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    27 มี.ค.58 ที่ศาลทหาร นายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ นายวรณเกียรติ ชูสุวรรณ และนายอานนท์ นำภา ผู้ต้องหาคดีจัดงานเลือกตั้งที่(รัก)ลัก มารายงานตัวกับอัยการทหารตามนัดหมาย ส่วนนายสิริวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ ‘จ่านิว’ นักศึกษา ม.ธรรมศาสตร์ รายการตัวไปก่อนหน้านี้เนื่องจากมติดภารกิจในวันนี้

    ภายหลังการรายงานตัวอานนท์กล่าวว่า อัยการทหารนัดฟังคำสั่งว่าจะฟ้องคดีหรือไม่ในวันที่ 22 เม.ย.เนื่องจากจะต้องมีการสอบปากคำพยานตามที่จำเลยได้ยื่นคำร้องไว้ 4 คนตั้งแต่ในชั้นพนักงานสอบสวน คือ นิธิ เอียวศรีวงศ์, ชัยวัฒน์ สถาอานันท์, สมชาย ปรีชาศิลปกุล และประภาส ปิ่นตบแต่ง

    คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากกิจกรรมเลือกตั้งที่(รัก)ลัก ทั้ง 4 คนถูกนำตัวจากพื้นที่กิจกรรมไปยัง สน.ปทุมวัน จากนั้นถูกแจ้งข้อกล่าวหาฝ่าฝืนคำสั่งคสช.ฉบับที่ 7/2553 จากนั้นมีการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มกับอานนท์ ผิดมาตรา 14 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ รวม 5 กรรม จากนั้นพันธ์ศักดิ์ริเริ่ม ‘พลเมืองรุกเดิน’ มาให้ปากคำเพิ่มเติมที่สน.ปทุมวัน และศาลทหารจนถูกเจ้าหน้าที่บุกจับกุมตัวยามวิกาลและถูกแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่ม คือ มาตรา 14 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 กระทำให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยออกแถลงการณ์ เรื่องการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนระบุ "ประยุทธ์" เข้าใจการทำงานของสื่อคลาดเคลื่อนกรณีฐปณีย์ทำข่าวลูกเรือประมงไทย  ชี้ท่าทีเกรี้ยวกราดและคำพูดที่รุนแรงต่อการทำงานของสื่อมวลชนต่อสาธารณะนั้นถือเป็นความสุ่มเสี่ยงที่นายกจะถูกเข้าใจว่าเป็นเผด็จการได้

     
     
     
    27 มี.ค. 2558 สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยออกแถลงการณ์เรื่องการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนโดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
     
    แถลงการณ์สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
    เรื่อง การทำหน้าที่ของสื่อมวลชน
     
    จากกรณีที่นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แสดงความไม่พอใจการทำหน้าที่ของผู้สื่อข่าวที่วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ รัฐบาล รวมทั้งการนำเสนอข่าวลูกเรือประมงไทยที่ถูกหลอกไปทำงานที่อินโดนีเซีย ของนางสาวฐปณีย์ เอียดศรีไชย ดังปรากฏเป็นข่าวแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศนั้น ชี้ชัดว่านายกรัฐมนตรีมีความเข้าใจต่อการทำงานของสื่อมวลชนที่คลาดเคลื่อน
     
    การนำเสนอข่าวของเพื่อนร่วมชาติที่ต้องทนทุกข์ทรมานในต่างแดน ถือเป็นการทำหน้าที่ของสื่อ นำเสนอข้อเท็จจริงเพื่อหวังให้เกิดการแก้ไข ส่วนผลกระทบที่จะตามมาในประเด็นการค้ามนุษย์ตามที่นายกรัฐมนตรีกังวลนั้น ไม่น่าจะเกิดจากการรายงานข่าวดังกล่าวเนื่องจาก ประเทศหรือองค์กรที่ทำงานด้านการค้ามนุษย์นั้นมีข้อมูลที่หลากหลายจากแหล่งต่าง ๆ
     
    นอกจากนี้การแสดงอาการไม่พอใจของนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้อธิบายว่าตนเองเป็นมนุษย์ มีความรู้สึก เป็นสิ่งที่สังคมสามารถเข้าใจได้ หากแต่การแสดงท่าทีเกรี้ยวกราดและคำพูดที่รุนแรงต่อการทำงานของสื่อมวลชนต่อ สาธารณะนั้น ถือเป็นความสุ่มเสี่ยงที่นายกรัฐมนตรีจะถูกเข้าใจว่า เป็นเผด็จการ ไม่ยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์และการตรวจสอบ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อตัวนายกรัฐมนตรีเองรวมทั้งประเทศชาติด้วย
     
    การนำเสนอข่าวสาร ความเห็น วิพากษ์วิจารณ์ของสื่อมวลชน ที่ไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม ไร้จรรยาบรรณ ไม่ว่าใครในประเทศนี้ล้วนมีสิทธิ์ทักท้วง ตำหนิ ติติง ร้องเรียนไปยังองค์กรวิชาชีพสื่อ หากไม่พอใจในการกำกับดูแลกันเองของสื่อก็สามารถดำเนินการทางกฎหมายได้ ที่สำคัญการชี้แจงให้สังคมทราบว่าข้อเท็จจริงเป็นเช่นไร สื่อนำเสนอคลาดเคลื่อน หรือบิดเบือนตรงไหน เป็นวิธีการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องที่ได้ผล ยิ่งผู้ชี้แจงมีตำแหน่งถึงนายกรัฐมนตรีย่อมมีความน่าเชื่อถือสูง
     
    สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย มีความเป็นห่วงในกรณีดังกล่าว สถานการณ์ของประเทศช่วงนี้มีความละเอียดอ่อนจำเป็นที่ทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็น สื่อ หรือรัฐบาลจะต้องช่วยกันประคับประคอง การเปิดกว้าง รับฟัง และเข้าใจในการทำหน้าที่ที่อาจแตกต่างกันแต่มีเป้าหมายร่วมกันคือเพื่อ ประโยชน์ของประเทศชาติ จะทำให้เราผ่านสถานการณ์นี้ไปได้ตลอดรอดฝั่ง
     
    สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
    27 มีนาคม 2558
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    พล.อ.ประยุทธ์ ย้ำจะยกเลิกกฎอัยการศึกเมื่อถึงเวลา เบื้องต้นจะอาศัยอำนาจคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้ ม. 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 เพื่อออกคำสั่งใหม่มาใช้แทนกฎอัยการศึก แต่ยังไม่ระบุเวลาที่แน่ชัดโดยทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอน

     
    27 มี.ค. 2558  ในการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ ครั้งแรก ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่สถานพักฟื้นและพักผ่อนกองทัพบก สวนสนประดิพัทธ์ ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง  โดย พล.อ.ประยุทธ์ แถลงขอบคุณชาวหัวหินและประจวบคีรีขันธ์ที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น เป็นความบริสุทธิ์ใจของประชาชน อย่ามองเป็นเรื่องการเมือง เราต้องเดินหน้าปฏิรูปต่อไป เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้
     
    ส่วนกรณีประเทศญี่ปุ่นสั่งห้ามเที่ยวบินของไทยเข้าญี่ปุ่น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นเรื่องของการขอเพิ่มเที่ยวบินเช่าเหมาลำ และเกี่ยวกับมาตรฐานองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ICAO ที่มีการเตือนมาหลายครั้ง แต่ไม่มีการแก้ไข รัฐบาลนี้กำลังดำเนินการแก้ไขอยู่ จะต้องมีการเจรจาโดยอาศัยความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน ปัญหาทั้งหมดเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่รัฐบาลที่มาผ่านไม่ดำเนินการ พร้อมยืนยันว่าจะไม่มีการย้ายอธิบดีกรมการบินพลเรือน เพราะเป็นเรื่องนโยบาย
     
    สำหรับเรื่องการยกเลิกกฎอัยการศึก นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะเป็นผู้พิจารณาเองเมื่อเห็นสมควร แต่เบื้องต้นจะอาศัยอำนาจคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 เพื่อออกคำสั่งใหม่มาใช้แทนกฎอัยการศึก แต่ยังไม่ระบุเวลาที่แน่ชัด โดยทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอน
     
    “ผมออกเอง ต้องคุมสถานการณ์ให้อยู่ ออกมาแล้ว อย่าต่อต้านแล้วกัน เพราะถือว่าผมลดลงให้แล้ว คำสั่งที่จะออกมา ไม่ใช่กฎหมายใหม่ ไม่ใช่ พ.ร.บ. เป็นคำสั่ง คสช. ที่ออกมาเพื่อให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้เหมือนเดิม สร้างความปลอดภัยให้กับทรัพย์สินและชีวิตของประชาชน เพราะคำสั่ง คสช.อยู่เหนือทุกอย่าง” นายกรัฐมนตรี กล่าว
     
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่แถลงข่าวเสร็จ นายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานเปิดนิทรรศการนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อเอสเอ็มอีและเกษตรกร ที่แสดงถึงความก้าวหน้านวัตกรรมและงานวิจัยของคนไทย กว่า 300 ชิ้น โดยนิทรรศการดังกล่าวจัดภายในสวนสนประดิพัทธ์ และเปิดให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชมจนถึงวันพรุ่งนี้ (28 มี.ค.)
     
    นายกรัฐมนตรีได้ให้ความสนใจสอบถามทุกบูธที่นำมาแสดง แต่ให้ความสนใจเป็นพิเศษในเรื่องของการนำผลิตภัณฑ์ยางพารามาทำเป็นแผ่นรองถนนคอนกรีต และหมอนรองรางรถไฟ ซึ่งจะช่วยลดพื้นที่ในการเก็บสตอกยางพารา นอกจากนี้ ยังให้ความสนใจกับการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งรัฐบาลได้มีแผนยุทธศาสตร์ ทั้งความมั่นคงด้านการเกษตร และการบริหารจัดการน้ำท่วม การขนส่งทางราง
     
    ทั้งนี้ ระหว่างชมบูธของกรมหม่อนไหม นายกรัฐมนตรีได้ทดลองกินถังเช่าแบบสด ซึ่งมีมูลค่าหลายหมื่นบาท พร้อมระบุว่า ไม่ได้กินเพื่อเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ แต่เพราะมีสรรพคุณในการดูแลระบบไหลเวียนโลหิต ช่วยการพักผ่อนให้ดีขึ้น ส่วนคุณสมบัติช่วยเรื่องจำ ต้องนำไปให้คนที่ต่อต้านรัฐบาลกิน เพราะเป็นพวกสมองเสียพูดและไม่รู้จักฟัง
     
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ที่น่าสนใจวันนี้ (27 มี.ค.) อาทิ กำหนดให้การท่องเที่ยวสงกรานต์ปี 2558 เป็นการท่องเที่ยวสงกรานต์แบบวิถีไทย รณรงค์ใน 8 เรื่อง อาทิ แต่งกายสุภาพ  ไม่ใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูง กำหนดเวลาเล่นน้ำที่ชัดเจน เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ และเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมของไทย นอกจากนี้เห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงไอซีที และ กสทช. เปิดประมูลคลื่นความถี่ 1,800 MHz จำนวน 2 ใบอนุญาต ในเดือนสิงหาคมนี้ รองรับการใช้มือถือระบบ 4 G  และยังเห็นชอบเปิดด่านสิงขรให้เป็นจุดผ่อนปรนการค้าพิเศษชายแดน เนื่องจากยังไม่ได้ข้อยุติเรื่องปักปันเขตแดนร่วมกัน ระหว่างไทยและเมียร์มาน จึงยังไม่สามรถเปิดเป็นจุดผ่านแดนถาวร
     
    พล.อ.ประวิตร ยันไม่มีการหารือเรื่องลดระดับการบังคับใช้กฎอัยการศึก
     
    ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 26 มี.ค. ที่ผ่านมาพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  เปิดเผยว่าว่าสถานการณ์ขณะนี้ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ขณะที่การหารือกับภาคเอกชนและนักธุรกิจเมื่อช่วงเช้าวันนี้ (26 มี.ค.) ไม่มีการเสนอยกเลิกกฎอัยการศึก
     
    “เหตุที่รัฐบาลไทยจะทบทวนการประกาศใช้กฎอัยการศึก เนื่องจากองค์การสหประชาชาติ ต้องการให้ปรับเปลี่ยนการใช้กฎหมายอื่น ซึ่งรัฐบาลโดยฝ่ายกฎหมายก็มีการเสนอแนวทางมาแล้ว และกำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา ขอย้ำว่าสถานการณ์ความวุ่นวายขณะนี้ลดลง แต่มีการเฝ้าระวังทุกจุดอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้เกิดเหตุร้ายขึ้นอีก” พล.อ.ประวิตร กล่าว
     
    พล.อ.ประวิตร ยังแสดงความไม่พอใจเมื่อถูกถามว่าเหตุรุนแรงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเป็นการสร้างสถานการณ์โดยฝ่ายรัฐบาล  พร้อมระบุว่า เป็นผู้รักษากฎหมายจะสร้างสถานการณ์เพื่ออะไร พร้อมตำหนิสื่อมวลชนอย่างรุนแรงว่าใช้คำถามที่ไม่สร้างสรรค์ สร้างความเสียหายต่อประเทศ
     
     
    ที่มาข่าวเรียบเรียงจากสำนักข่าวไทย
     
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    รายการคืนความสุขให้คนในชาติ "พล.อ.ประยุทธ์ ย้ำหน้าที่สื่อ ต้องเตือนหากมี ขรก.-นักการเมืองทุจริต แต่ไม่ใช่สร้างความหวาดระแวง ชี้สื่อเขียนส่งเดช จะไม่ให้โมโหได้อย่างไร พร้อมขอโทษหากบางจังหวะมีอารมณ์รุนแรง หวังให้คนเห็นใจบ้าง

     
    27 มี.ค. 2558 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม 2558 เวลา 20.15 น. โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
     
    รายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม 2558
     
    สวัสดีครับ พี่น้องประชาชนที่รักทุกท่าน
     
    ก่อนอื่นผมในนามของรัฐบาลและประชาชนชาวไทยขอแสดงความเสียใจอย่างที่สุดกับพี่น้องประชาชนชาวสิงคโปร์ที่ต้องสูญเสียเอกบุรุษของประเทศไป ในช่วงเวลานี้ ฯพณฯ ท่าน นาย ลี กวน ยู อดีตนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ที่ได้รับการยกย่องให้เป็น “บิดาผู้ก่อตั้งประเทศสิงคโปร์สมัยใหม่” ได้ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ท่านดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ ท่านได้ใช้วิสัยทัศน์อันยาวไกลของท่านนำพาความเจริญรุ่งเรือง ความมั่งคั่งและมั่นคงทางเศรษฐกิจมายังประเทศสิงคโปร์ ทำให้ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้นำที่โดดเด่นมากที่สุดคนหนึ่งของโลก ผมมั่นใจว่า ฯพณฯ ท่าน นายลี กวน ยู ยังคงจะได้รับความจดจำว่าเป็นผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของเอเชียอีกด้วย ซึ่งผมก็จะได้เดินทางไปเคารพศพท่านในวันอาทิตย์นี้
     
    เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ผมและคณะได้เดินทางไปประเทศบรูไนอย่างเป็นทางการ ซึ่งในโอกาสนี้ ได้เข้าเฝ้ารับเสด็จสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไนอย่างใกล้ชิดทั้งคณะ  ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ได้พระราชทานวโรกาสนี้ โดยสมเด็จพระราชาธิบดี ได้ถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และ พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ให้ทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง จากนั้น ได้มีการหารือทวิภาคีในหลายประเด็นที่สำคัญ ได้แก่ การกระชับความร่วมมือทางด้านการค้า การลงทุน มีการลงนามกรอบความร่วมมือด้านการเกษตรกรรม  การกระชับความร่วมมือทางด้านอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล  นอกจากนั้น ได้มีการหารือกันถึงความสำคัญของความมั่นคงทางด้านราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำในกลุ่มประเทศอาเซียน  ซึ่งเราเป็นแหล่งอาหารสำคัญของโลก รวมทั้งในเรื่องการแก้ปัญหาไฟป่าในภูมิภาคอาเซียน การปลูกป่าอาเซียนด้วย
     
    สำหรับเรื่องการศึกษา รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ผมได้แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาการศึกษา เพื่อทำหน้าที่เป็นซุปเปอร์บอร์ดด้านการศึกษา ในการร่วมกันหารือและขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการศึกษาของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาล สำหรับการดำเนินงานของคณะกรรมการฯ นี้ มุ่งเน้นใน  3 ภารกิจหลัก คือ 1. การดำเนินงานตามภารกิจประจำ 2. การดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล และ 3. การดำเนินงานสำหรับการวางรากฐานเพื่อส่งต่อไปยังรัฐบาลในอนาคต ทั้งนี้ จะดำเนินการทั้งในด้านการศึกษา การปรับหลักสูตร การพัฒนาคุณภาพครูและผู้เรียน การยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา การใช้จ่ายงบประมาณ และการกระจายอำนาจ เน้นให้มีทั้งนักวิชาการและนักปฏิบัติ โดยจะพิจารณานำแนวทางการดำเนินงานจากต่างประเทศมาปรับใช้  ตามความเหมาะสม ซึ่งผมได้มอบหมายให้หน่วยงานและผู้เกี่ยวข้องนำไปพิจารณาดำเนินการ และนำไปเสนอต่อผม ในโอกาสต่อไป ทั้งนี้ เพื่อจะพัฒนาคุณภาพการศึกษาของประเทศที่ตอบสนองต่อความคาดหวังของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
     
    ในที่ประชุมได้มีการแสดงความคิดเห็นกัน และสรุปว่าเห็นตรงกันว่าการพัฒนาการศึกษา ต้องมีความสอดคล้องกับการพัฒนาในพื้นที่ด้วย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค ไม่ใช่มารวมกันอยู่ตามเมืองใหญ่ ๆ หรือในกรุงเทพฯ อย่างเดียว รวมถึงต้องมีการบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การศึกษาทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยมีการประเมินผลการพัฒนาการศึกษาในประเทศ และเปรียบเทียบกับต่างประเทศ ที่ประสบความสำเร็จ
     
    ทั้งนี้ ต่อไปเรากำลังเข้าสู่การมีเศรษฐกิจดิจิตอล จะนำมาสนับสนุนการพัฒนาการศึกษานี้ด้วย โดยอาศัยครูที่มีประสบการณ์ ที่อาจจะมีการเรียน การสอนที่นักเรียนชอบและทำให้เข้าใจง่าย ๆ ซึ่งวันนี้ก็ไปสอนตามโรงเรียนกวดวิชา เป็นจำนวนมาก ก็จะนำมาช่วยด้วย ขอร้องกันให้มาช่วยกัน ใช้ความสามารถในการถ่ายทอดความรู้เผยแพร่ผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ ก็น่าที่จะได้รับความสนใจจากประชาชนที่อยู่ทางบ้าน คุณพ่อ คุณแม่ ลูก อาจจะนั่งฟังด้วยกันก็ได้ เป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์ภายในครอบครัวด้วย อีกอันที่ผมเห็นเป็นประโยชน์เกี่ยวกับเรื่องการสอนทางโซเชียลมีเดียนี้ หรือทางระบบดิจิตอล ผมว่าเราต้องสอนให้คนรู้จักว่าเราจะใช้ประโยชน์อย่างไร ถ้าเราใช้ในทางที่ผิด และไปคาดหวังกับระบบอย่างเดียว โดยไม่สนใจครู ไม่สนใจผู้ปกครอง ก็ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของการพัฒนาการของสังคม ท่านอยู่กับคอมพิวเตอร์อย่างเดียวไม่ได้ ฝากไว้ด้วย
     
    ในส่วนของการพัฒนาเผยแพร่เทคโนโลยีสารสนเทศนั้น ต้องกำหนดการพัฒนาเส้นทางอาชีพของครูในกลุ่มนี้ ปัญหาคือครู อาจจะไม่เพียงพอและสอนไม่ตรงวุฒิการศึกษาที่จบมา ตอนนี้ได้สั่งให้ไปเตรียมการ และดำเนินการแก้ไขให้ได้โดยเร็ว ครูเก่า ครูใหม่ ต่าง ๆ ผมได้สั่งไปหมดแล้ว และจะได้สร้างแรงจูงใจ
     
    การสอนโดยใช้สื่อดิจิตอลนั้น จะเป็นสื่อการสอนที่มีความสำคัญในการขยายโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพเข้าสู่ทุกพื้นที่ ลดความเหลื่อมล้ำ การเข้าถึงการศึกษา การดำเนินการในระยะต้นที่ผ่านมานั้น เราได้ทำมาแล้ว โดยได้ให้กระทรวงศึกษาธิการเพิ่มเติมในเรื่องของการใช้ศูนย์การพัฒนาคุณภาพการศึกษาทางไกลผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ (Distance Learning Information Technology : DLIT) เพิ่มเติมเป็นศูนย์กลางในการผลิตสื่อสารการสอนโดยครูเก่ง ครูที่ได้รับความนิยมเหล่านี้ เพื่อจะเผยแพร่ให้โรงเรียนในสังกัดอย่างแพร่หลาย คือเพิ่มเติมสาระต่าง ๆ ที่สำคัญเพิ่มเติมไปจากในส่วนของโครงการทางไกลผ่านดาวเทียม ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วย ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความหลากหลาย ให้เกิดความที่ช่วยกันพัฒนาสนใจร่วมมือกันน่าจะเป็นสิ่งที่ดี
     
    นอกจากนั้น ได้มีการหารือแนวทางที่จะผนวกการพัฒนาการศึกษาเข้ากับเงื่อนไขของการส่งเสริมการลงทุน คือการลงทุนต่างประเทศ ถ้าเราสามารถที่จะนำมาร่วมมือกัน กับในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ หรือในเขตภูมิภาค การให้เขาไปดูแลในส่วนของมหาวิทยาลัย วิทยาลัยต่าง ๆ เป็นลักษณะเป็นทวิภาคี ผมว่าน่าจะใช้ได้ ตอนนี้ก็คิดแล้ว แล้วก็สั่งการไปพิจารณาดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ให้สอดคล้องกันระหว่างโครงการภาครัฐขนาดใหญ่ และการเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษ ในแต่ละภูมิภาคด้วย ก็จะเป็นแหล่งการจ้างงานที่สำคัญ เราก็ควรสนับสนุนให้ผู้ประกอบการที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนนั้นได้มีข้อตกลงทำความร่วมมือจัดการศึกษาแบบทวิภาคีหรือสหกิจศึกษา รวมทั้งส่งเสริมการฝึกอบรมแรงงานฝีมือ วิศวกร ช่างเทคนิคต่าง ๆ ซึ่งเราขาดแคลนเป็นจำนวนมาก เพื่อรองรับโครงการที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ดังกล่าวด้วย
     
    สำหรับการศึกษาระดับอาชีวศึกษา คณะกรรมการฯ เห็นว่าต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับความก้าวหน้าของโลกสมัยใหม่ ที่ต้องการผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่หลากหลาย การอาชีวศึกษาต้องดูแนวโน้มการผลิตคนให้สอดคล้อง  อะไรขาด อะไรเกินต้องมีลิมิต แล้วก็ควบคุมให้ได้ ทั้งนี้ ควรนำประสบการณ์ต่างประเทศเช่นด้วยกัน ของประเทศที่ประสบความสำเร็จในการจัดการศึกษามาเป็นกรณีศึกษา เช่น ประเทศสิงคโปร์ จะมี Institute of Technical Education (ITE) ซึ่งเป็นสถาบันที่จัดการศึกษาสำหรับผู้ต้องการทักษะทางช่าง และช่างผีมือ
     
    การศึกษาระดับอุดมศึกษา ที่ยังมีปัญหาในการจัดหลักสูตรและบุคลากรในการสอน ขาดงานวิจัยและพัฒนาที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง รวมถึงมหาวิทยาลัยในภูมิภาคอาจจะเปิดการเรียนการสอนที่เหมือนกัน โดยไม่ได้คำนึงถึงการสนับสนุนการพัฒนาในภูมิภาคนั้น ๆ คือตรงกับความต้องการของพื้นที่ ทางคณะกรรมการฯ เห็นว่าจำเป็นต้องมีการปฏิรูประบบการศึกษาระดับอุดมศึกษาด้วย เพื่อผลิตกำลังคนให้สอดคล้องกับคลัสเตอร์ ในการพัฒนาประเทศและโครงการขนาดใหญ่ ก็จะต้องช่วยยกระดับมหาวิทยาลัยภายในประเทศ เพิ่มการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการเรียนการสอนด้วย
     
    อีกเรื่องหนึ่ง อย่างที่ผมได้เคยกล่าวไว้ในงานปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันการค้าของประเทศไทย” ว่า การจะทำให้อุตสาหกรรมของไทยเข้มแข็งต่อไป อย่างยั่งยืนนั้น ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคธุรกิจต่าง ๆ จะต้องร่วมมือกัน วันนี้รัฐบาลได้ทำให้ประเทศกลับมาสงบสุข สถานการณ์ทุกอย่างที่ไม่ดีชะลอลงตามลำดับ แต่ยังคงมีประชาชนที่ไม่เข้าใจอยู่  โดยเฉพาะประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากธุรกิจสีเทาที่ไม่ค่อยถูกกฎหมายในประเทศที่ถูกลดจำนวนลง อาจจะทำให้ประชาชนส่วนนี้ขาดรายได้ รัฐบาลเห็นใจ แต่ประเทศจะต้องมีการจัดระเบียบไม่อย่างนั้น ก็ไม่มีความเป็นธรรมกับคนอื่นที่เขาทำถูก ต้องลดความเหลื่อมล้ำ ถ้าเราปล่อยต่อไปไม่ได้ แต่เราต้องหาทางว่าจะทำอย่างไร ให้เขามีที่ทำกินมีที่ค้าขายให้ได้ กำลังทำอยู่ก็ต้องยอมรับกันบ้าง เพราะท่านทำอยู่มันผิด แล้ววันหน้าถ้าเข้มแข็งได้ จะได้เข้าสู่การพัฒนาตนเอง เพิ่มความก้าวหน้าในหลักการเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถ้าเริ่มลงทุน ก็ต้องมีภูมิคุ้มกันใช่หรือไม่ พอมีรายได้มากมายพอ ก็สามารถมาช่วยเหลือประเทศชาติได้ ภาษีก็มีโอกาสที่จะเสียภาษีได้ อย่าหนีจากระบบภาษี ผมอยากให้ทุกคนมีหมายเลข การเสียภาษีทุกคน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไปเก็บทุกคน ปัญหาที่ผมทราบขณะนี้ก็คือ หลายคนก็ไม่อยากจะมีหลักฐานทางภาษี จะทำอย่างไร อย่าตำหนิรัฐบาลอย่างเดียว เราคิดทุกมิติ ว่าเขาจะไม่เดือดร้อนได้อย่างไร เราจะช่วยเหลือเขาได้อย่างไร เราจะจัดกลุ่มคนเดือดร้อนมากเดือดร้อนน้อย คนยากจนได้อย่างไร ปรากฎว่าไม่ได้เพราะว่าฐานข้อมูลไม่มี และประชาชนหลายส่วนไม่ยอมเข้าในระบบ ไม่ต้องกลัว ถ้าท่านมีรายได้น้อย ใครจะไปเก็บภาษีท่านได้ ภาษีก็ต้องเก็บตามรายได้ ที่มีอยู่ตามหลักเกณฑ์ ถ้าไม่ถึงก็เก็บไม่ได้อยู่แล้ว อย่าหาว่าผมมารีดเลือดกับท่าน เป็นการวางอนาคต วันหน้าต้องให้ทุกคน ถ้าเข้าระบบภาษีได้ก็คือทุกคนมีงาน มีอาชีพ มีรายได้ที่เพียงพอ ถึงวันนั้นน่าจะต้องเตรียมความพร้อมตั้งแต่บัดนี้ ไม่ใช่ว่าทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ไม่ได้
     
    อีกเรื่องหนึ่ง ขณะนี้รัฐบาลกำลังเร่งทำเศรษฐกิจชุมชนที่เป็นตลาดภายในประเทศ ในทุกภูมิภาค ทุกจังหวัด เป็นลักษณะให้เกษตรกรมาขายสินค้าเกษตรให้กับประชาชน ผมเคยพูดมาหลายครั้งแล้ว ช่วยกันไปดูหน่อย ไปอุดหนุนหน่อย มีสัก 2,000 กว่าแห่งแล้วตอนนี้ ว่าเดินหน้าได้แค่ไหน ไปได้อย่างไร ถ้าหากขายสินค้าแล้วจะมีการให้พี่น้องนำอย่างอื่นมาได้หรือไม่ ของเก่า ของใช้แล้ว ของอะไรที่อาจจะไม่มีความจำเป็นในการใช้ของเรา แต่เป็นประโยชน์กับคนอื่น ทีวีเก่า อะไรเก่าต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นการเผื่อแผ่แบ่งปัน กระติกน้ำร้อนเก่า วิทยุเก่า ที่เราไปซื้อขนาดดีมาแล้ว ของเก่าทิ้งไว้หลังบ้าน มาบริจาค มาอะไรให้กับคนในพื้นที่เขา จะสร้างความรักความสามัคคี
     
    ในส่วนของเกษตรกร วันนี้ก็ยังอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วงเพราะราคาผลิตผลตกต่ำ คงจะต้องแก้ไขระบบให้ได้โดยเร็ว นี่ก็กำลังเตรียมการเพื่อจะช่วยเหลือดูแลในครอปใหม่ว่าจะทำอย่างไร ให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรฯ ไปหารือกันอยู่ ในเรื่องของต่างประเทศผมก็พูดคุยกับท่าน สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไน ด้วยบอกให้ช่วยตรงนี้ด้วย ในฐานะที่ท่านเป็นผู้นำอาวุโสสูงสุดในอาเซียน ว่าทำอย่างไรว่าอาเซียนจะพูดคุยกันได้ ในเรื่องของจำหน่ายขายสินค้า เพราะถ้าแข่งขันกันเองทั้งหมดยิ่งไปไม่ได้ทั้งหมด ราคาก็ตกไปเรื่อย ๆ เรื่องข้าว เรื่องยาง อะไรก็แล้วแต่ เราต้องรวมกลุ่มกันให้ได้ ทุกประเทศไม่ใช่แค่ 2-3 ประเทศ ทุกประเทศที่มีการปลูกยาง ปลูกข้าวต่าง ๆ เพราะเราไม่ใช่คู่แข่งขันกันแล้ววันนี้เราเป็นพันธมิตร หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์
     
    เรื่องสำคัญก็คือขอฝากให้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้สนับสนุนดำเนินการในสิ่งใหม่ ๆ ที่ผมกล่าวมาแล้วด้วย เรื่องนี้ ภาครัฐกับภาคเอกชนจะต้องดำเนินการร่วมกันตั้งแต่การเริ่มต้น แก้ไขปัญหา รับทราบปัญหาร่วมกัน ทำงานสอดประสานช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างห่วงโซ่ ห่วงโซ่ทางอาหาร ห่วงโซ่เศรษฐกิจสีเขียว อุตสาหกรรมสีเขียว ให้ต่อเนื่องเชื่อมโยงชุมชน ท้องถิ่น ภูมิภาค ประเทศ อะไรทำนองนี้ คือไม่สร้างอะไรที่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมด้วย อันนี้เป็นประเด็นที่โลกให้ความสำคัญอยู่แล้วก็ให้มีความเชื่อมโยงกัน เพื่อจะได้แลกเปลี่ยนสินค้า เดินทางสัญจรไปมา แล้วก็การท่องเที่ยวก็ไปได้หมด เพราะว่าเราเชื่อมโยงกันอยู่แล้ว วันหน้าอย่างไร เขาพูดว่าวันหน้าโลกเราจะไร้พรมแดน รวมทั้งต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยี วิจัย วิเคราะห์พัฒนา วันนี้ผมก็ให้มีการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับเรื่องการวิจัยและพัฒนาของไทย รู้สึกจะมีอยู่หลาย เป็น 1,000 ๆ อย่างที่มาที่หัวหิน ได้รับรายงานว่าคนสนใจ แล้วเราก็จะได้อธิบายเขาว่า SMEs เราเตรียมการสนับสนุนอย่างไรให้เป็นรูปธรรม ถ้าทุกคนไปบ่นอย่างเดียว ผมได้รับ ผมติดตามมามากแล้วเรื่องของการพูดคุย เรื่องเศรษฐกิจของประเทศไทย ผมพยายามจะอธิบายแต่บางครั้ง ผมว่าการรับรู้ยังไม่ได้ ผมยังเห็นในหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ ก็จะมีพวกนายกฯ สมาคมผู้ประกอบการต่าง ๆ จะไปบ่นเรื่องโน้นเรื่องนี้ อะไรต่าง ๆ แล้วก็พูดมาว่ารัฐบาลยังไม่เห็นทำอะไรเลย ผมก็เสียใจ แล้วก็เมื่อวานนี้ เนื่องจากผมไปบรูไน ผมก็เลยให้ท่าน พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นคณะขับเคลื่อนของผมแล้ว ไปพบปะเขาดูซิ ปรากฏว่าท่านก็ถามว่าต้องการอะไร อยากให้รัฐบาลทำอะไร ที่เขาพูด เขาพูดในสิ่งที่เราทำไปแล้ว แสดงว่าการรับรู้ไม่ได้เลย ไม่ได้ ผมว่ายังมีปัญหาอยู่ ไม่ว่าจะเรื่องของกฎหมาย ไม่ว่าจะเรื่องข้อบังคับเราปลดล็อคไปตั้งมากมายแล้ว ตั้งแต่ รง. 4  (ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน) ตั้งแต่ระเบียบ BOI ใหม่ ตั้งแต่การส่งเสริมการลงทุน สิทธิประโยชน์ แล้วก็เกี่ยวกับเรื่องลดขั้นตอน และก็มีศูนย์ติดต่อ One Stop Service ในแต่ละธุรกิจ ก็ขอให้กระทรวงไปช่วยกันหน่อย เพราะผมพูดหลายครั้งแล้ว ท่านก็บอกว่าท่านส่งต่อ ท่านก็ประชาสัมพันธ์ไปแล้ว แต่ยังไม่ถึง ผมไม่รู้ว่าติดอยู่ตรงไหน ข้อสำคัญก็คือผู้ประกอบการเหล่านั้นต้องติดตาม ว่ารัฐบาลเขาทำอะไรไปแล้ว แล้วท่านก็ไปที่กระทรวงก็ได้ อะไรก็ได้ ไปถามเขาก็ได้ ผมก็พูด รัฐมนตรีก็ออกมาพูด หน่วยงานเขาออกมาพูด แต่ท่านไม่ได้ฟัง แล้วท่านก็กลับไปตำหนิติเตียนพวกเราอยู่ในหนังสือพิมพ์
     
    วันนี้ทำทุกอย่าง ที่ผ่านมา ทำน้อย เพราะอย่างนั้นขอให้เข้าใจกันบ้าง อย่ามาบ่นอีก เมื่อท่านบ่นแล้วก็ทำให้ความมั่นใจการค้าลงทุนในประเทศก็ตกลงไป เพราะไม่มั่นใจในสถานภาพ ไม่เชื่อมั่นรัฐบาล ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลบอกแล้วว่ามีปัญหาตรงโน้นตรงนี้ ก็จะแก้ให้ ท่านก็ไม่เข้าใจ พอท่านพูดก็ไม่มีใครกล้าลงทุน คนไม่มีความเชื่อมั่น ซึ่งผมต้องการแก้ตรงจุดนี้อยู่แล้ว ทำไปแล้ว แต่ท่านบอกว่าไม่ได้ทำ อย่างนี้ไม่ได้ เสียหายแล้วทำให้ทั้งประเทศปั่นป่วนไปหมด สื่อก็ไปขยายความกันไปใหญ่โต แล้วท่านจะให้ใครเขามาเชื่อมั่น พวกเรากันเองยังไม่รู้เลย ยังไม่เชื่อมั่นเลย ผมก็พูดจนไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว พูดทุกอย่างอยู่แล้ว ฟังหน่อย กรุณาฟังหน่อย อย่าติอย่างเดียว ถ้าท่านพูดดี เพราะเราทำ ผมไม่ได้ให้ท่านไปโกหก ถ้าเราทำแล้วท่านพูดให้ผมหน่อย ว่ารัฐบาลดี เขาทำตรงนี้ ตรงนี้เขายังไม่ดี ผมก็ได้ข้อเสนอแนะ ให้รัฐบาลเขารับไป พูดอย่างนี้เขาเรียกว่าติเพื่อก่อ เข้าใจหรือเปล่า แต่ถ้าติทุกเรื่องไป อย่างนี้ไม่ใช่ สร้างศัตรู
     
    เรื่อง “ชุมชนเข้มแข็ง” รัฐบาลให้ความสำคัญมาก หมายความว่าชุมชนที่มีขีดความสามารถในการใช้ศักยภาพของตนเอง เข้าแก้ไขจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชนได้ ฉะนั้นต้องเป็นชุมชนที่มีผู้นำที่มีความสามารถ มีการเรียนรู้ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง มีพื้นฐานของจริยธรรม วัฒนธรรม ความเชื่อทางศาสนา และเศรษฐกิจในพื้นที่ จะทำให้คนในชุมชนสามารถพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันได้ โดยส่วนหนึ่งอาจได้รับความร่วมมือการสนับสนุนจากรัฐบาล ราชการ อีกส่วนคือองค์กรภายนอก พ่อค้า นักธุรกิจต่าง ๆ อาจจะต้องมาช่วยกันเสียสละ ว่าเราจะดูแลคนยากคนจนเหล่านี้อย่างไร รัฐบาลไปไม่ถึงทั้งหมดเพราะเงินก็มีเท่านี้ จำกัด ต้องใช้มากมาย ปัญหาก็มาก เพราะฉะนั้นถ้าทุกคนช่วยกันเสียสละรับผิดชอบตรงนี้ตรงนั้น ชุมชนนี้ ชุมชนนั้น ผมว่านี่คือสังคมไทยในอดีต น่าจะทำได้แต่วันนี้ อย่าไปหวังกำไรเต็มที่ เหมือนเดิมต้องกำไรเท่าเดิม ทุกคนบอกว่าเศรษฐกิจตกเพราะ จริง ๆ แล้วผมถามว่าท่านขาดทุนหรือไม่ ท่านก็ไม่ขาดทุน ขาดทุนก็เล็กน้อย ก็เพียงแต่ลดกำไรลงไปหน่อยได้ไหม ผมพูดหลายครั้งแล้ว ถ้าไม่อย่างนี้คนก็ไม่กล้าจับจ่ายใช้สอย แถมพูดให้ไม่เกิดความเชื่อมั่นอีก อันนี้เป็นสิ่งที่ผม บางครั้งผมก็อาจจะใช้คำพูดที่แรงไปบ้างขอโทษนะครับ แต่ก็เสียใจ เสียใจที่ไม่ฟัง เพราะฉะนั้นในทุกจังหวัดจะต้องพึ่งพาอาศัยกันได้แล้วก็เป็นชุมชนเข้มแข็งในจังหวัดตัวเอง แล้วก็เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคที่เรามีงบประมาณลงไปอีกในเรื่องของกลุ่มจังหวัด เงินงบประมาณรัฐไปหลายทาง ทำไมไม่เจริญสักที ผมก็ไม่เข้าใจ
     
    ในปัจจุบันก็มีหมู่บ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม ร้านค้า เพิ่มมากขึ้นในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษที่จะจัดตั้งนี้จะมากขึ้น ในไม่ช้าความเจริญก็จะเข้ามาแผ่ขยายในพื้นที่รอบ ๆ เหล่านั้น ก็จะเป็นการสร้างอาชีพให้ได้แต่ต้องใช้เวลา แรงงานก็ใช้จากนอกพื้นที่บ้าง ในพื้นที่บ้าง เพราะนั้น ทำอย่างไรท่านต้องเตรียมความเข้มแข็งของชุมชนเหล่านี้ให้พร้อมรับการเจริญเติบโต พร้อมรับกับการขยายทั้งคน ทั้งโรงงาน แน่นอนถ้าท่านไม่ขยายเหล่านี้ การค้า การลงทุนในพื้นที่ของท่านก็น้อยเศรษฐกิจก็ไม่เคลื่อนไหว ถ้าเราจะอยู่กับธรรมชาติอย่างเดียวก็ได้ ท่านก็ต้องจัดสัดส่วนว่า อะไรอยู่ตรงไหน ควรจะมีอย่างไร เท่าไร จะได้เสริมกัน
     
    วันนี้การท่องเที่ยวมีบทบาทสำคัญค้าขายอย่างเดียวอาจจะไม่ได้ เพราะฉะนั้น แต่ละจังหวัดถ้ามีสถานที่ท่องเที่ยวด้วย มีการค้าเป็นแต่ละจังหวัด แต่ละภูมิภาคที่ตัวเองสามารถทำได้ดีที่สุด เหมือนกับทำ OTOP เหล่านี้ก็จะเป็นชื่อเสียงของจังหวัด จะได้ไม่แก่งแย่งกันแล้วไปหาตลาด รัฐบาลพอจะจัดกลุ่มให้ได้ อย่างเช่น บางอย่างผมบอกลองไปดูจะขายในเครื่องบินได้ไหม ถ้าเราไม่ทำแบบนี้ ไม่หาตลาดสนับสนุนกัน ผลิตอย่างเดียวจะไปขายให้ใคร แล้วก็บอกว่ารัฐบาลไม่ทำ รัฐบาลนี้จะทำให้  OTOP  สามารถที่จะเข้าสู่การผลิตให้ได้ ท่านก็ต้องไปสร้างความเข้มแข็ง อยากให้ทุกคนอยู่กันท่ามกลางความแตกต่างในอนาคตให้ได้ เพราะอาจจะมีคนนอกพื้นที่ไปอยู่ในพื้นที่ของท่าน เพื่อไปทำงาน เพื่อไปทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น เพราะฉะนั้นทุกคนมีคุณค่าในตัวเอง อย่าไปดูถูกซึ่งกันและกัน มีสภาพต่างกันไปรวยบ้าง รายได้มาก รายได้น้อย ทำอย่างไรจากหลาย ๆ สาขาอาชีพ จากหลากหลายพื้นที่จะมาอยู่รวมกัน เป็นชุมชนเข้มแข็ง สามัคคีกันร่วมมือกันให้ได้เพื่อจะร่วมกันพัฒนา ร่วมกันแก้ปัญหาท้องถิ่นของตนเองแล้วก็ ในเรื่องเศรษฐกิจต่าง ๆ ก็ดีขึ้น แต่ถ้าเราไม่สร้างความเข้มแข้งตรงนี้ไว้ก่อน ขณะกำลังเกิดภัยพิบัติ ภัยธรรมชาติจะมีปัญหามากต่างคนก็ต่างอยู่ไม่ร่วมมือกัน บ้านติดกันไม่คุยกัน ที่ผ่านมาก็มีเรื่องการเมืองเข้ามาอีก ทำให้มีปัญหาหมดแล้วเวลามีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่นก็จะพบว่ามีคนจากภายนอกเข้ามาอยู่ใหม่ เช่น ในหมู่บ้านจัดสรรในพื้นที่ ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรท่านเพียงแต่ว่า เท่าที่รับรายงานมามักไม่ค่อยมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง เพราะท่านมาจากข้างนอก การกระจายอำนาจ การมอบหมายความรับผิดชอบไม่เกิดผลสัมฤทธิ์ เพราะต่างคนต่างอยู่ สังคมชนบทอีกแบบหนึ่ง เพราะฉะนั้น การสร้างชุมชนเข้มแข็งไม่ยากก็เป็นความร่วมมือกัน ระหว่างผู้คนในชุมชนเองอย่างแท้จริง
     
    เรื่องปรองดอง ทุกคนต้องมีจิตใจอยากปรองดอง ไม่ใช่ถูกบังคับให้ปรองดอง ให้มีกฎหมายให้ปรองดอง ต้องใช้กฎหมายทุกเรื่องเลยหรือไง ท่านต้องมีจิตใจเอง เพราะบ้านเมืองเป็นอย่างนี้ ถ้าไม่ปรองดองกัน ผมก็ไม่รู้จะทำอย่างไร บังคับท่านไม่ได้อย่ามาพูดเรื่องนี้อีกแล้วต้องต่อเนื่องด้วยการทำของท่าน เขาเรียกว่าการกระจายอำนาจ การกระจายความรับผิดชอบ กระจายหน้าที่แล้วสิทธิ์ก็จะตามมา เพราะว่าเข้มแข็งแล้วไง หัวใจสำคัญของการมีชุมชนที่เข้มแข็งคงต้องใช้ปรัชญา“เศรษฐกิจพอเพียง” บางคนบอกว่ารัฐบาลนี้บอกว่าใช้ปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ไม่เห็นใช้อะไรเลยเศรษฐกิจ ท่านไปดูความหมายเศรษฐกิจพอเพียงคืออะไร ท่านอาจจะมองว่าเศรษฐกิจพอเพียงนี้คือทำให้ดีขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ท่านไปดูความหมายที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านทรงรับสั่งไว้ว่าคืออะไร ผมเห็นเมื่อสองสามวันในบางสื่อ ในบางคอลัมนิสต์เขียนออกมา ที่เศรษฐกิจไม่ดี เพราะ ไม่นำเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้
     
    ผมบอกแล้วว่ารัฐบาลนี้ นำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ปรัชญา“เศรษฐกิจพอเพียง” มาเป็นหลักการในการทำงาน ผมเคยพูดตั้งแต่ต้นไปดูคำพูดเก่า ๆ ได้ว่า มีอยู่ 3 ห่วง 2 เงื่อนไข มีมากใช้มาก มีน้อยใช้น้อย ย่อ ๆ มีความรู้ มีคุณธรรมถึงจะเข้มแข็ง เมื่อเข้มแข็งแล้วทำอย่างที่ผมว่าเมื่อสักครู่เศรษฐกิจก็จะดีขึ้น ไม่ใช่ทุกคนจะต้องเป็นเถ้าแก่หมดทุกคน เป็นไปไม่ได้ อันไหนดีก็ไปก่อน อันไหนไม่ดี มีภูมิคุ้มกันไง หาความรู้ ดูเขา เมื่อพร้อมเราก็ก้าวอีกอยากเป็นเถ้าแก่ อันดับ 2 อะไรทำนองนี้ หาเงิน หาทอง ดูตัวอย่างเขา นี่คือหลักการใช้เศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่ให้ประหยัด ไม่ใช่ให้อดออม เข้าใจสักทีไม่อย่างนั้นทุกคนบอกว่ารัฐบาลใช้เศรษฐกิจพอเพียง พวกบอกว่าสอนให้ทุกคนอดออม คนละเรื่อง อันนั้นเป็นเรื่องการออม อันนี้เป็นเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง ใช้ได้ทุกอย่างการดำรงชีวิตก็ได้ การจับจ่ายใช้สอยก็ได้ การผลิตก็ได้ ต้องเข้มแข็งก่อนถึงจะลงทุนให้มากขึ้น ถ้ายังไม่เข้มแข็งก็ทำให้ดีขึ้น แก้ปัญหาให้ได้ พอกินแล้วก็แลกเปลี่ยนกัน จากนั้นก็ไปขายจากขายก็ไปตั้งโรงงาน มีปัญหาทางเศรษฐกิจเงินทอง อย่างเช่นตอนนี้ บางอันก็ไปไม่ไหวก็ต้องหยุดรอไว้ก่อน เป็นไปไม่ได้ถ้าโลกตกต่ำแล้ว เพราะฉะนั้นจะเกิดขึ้นด้วยการลงทุนจากต่างประเทศ หรือลงทุนโดยพ่อค้ารายใหญ่ในปัจจุบัน ซึ่งหลายคนเขาพร้อมที่จะลงทุน แต่ท่านก็พูดจนเข้าใจกันผิดไปหมด เรื่องธุรกิจรถยนต์ก็กระเตื้องขึ้น ผมจะไม่พูดเรื่องเก่า
     
    คำว่าต้องมีการพัฒนา ผมไม่หมายความว่าจะให้เกิดวันนี้ ผมพูดให้คนคิดตามผมว่า อนาคตวันหน้าอาจจะ 20 ปี 30 ปี ก็ได้อีกหน่อยอาจจะใช้พลังไฮโดรเจนหรือใช้แสงแดดกับรถหรือไฟฟ้าทั้งหมด โน้นเราต้องเตรียมไปสู่ตรงโน้น วันนี้เรามีอีโคคาร์ก็ทำไปกี่โครงการผมไม่ว่า จะทำกี่ปีก็ทำไป แต่ต้องเตรียมการไว้ก่อน เขาเรียกว่านั้นคือภูมิคุ้มกัน ใช่ไหม ผมพูดนี่คือภูมิคุ้มกัน ไม่ใช่วันนี้ มีบางคนบอกว่าผมพูดทำให้การค้ารถยนต์ตกต่ำ ต่างประเทศไม่เชื่อมั่น วันนี้ผมเชิญเขามาเลยมาสร้างอีโคคาร์ สอง สาม  สี่ ห้า ก็ทำไป แต่ท่านก็ต้องมีส่วนหนึ่งที่คิดค้นคว้า วิจัยไปแล้วใครจะมาทำ วันหน้าโลกเขาเปลี่ยนท่านยังไม่มีเลย ไม่มีความรู้เลย ขุดเจาะน้ำมันก็เหมือนกันที่จะเจาะเอง ทำอง สำรวจเองก็ยังไม่พร้อมสักอย่าง แต่ไม่ได้ ไม่เข้าใจ ดูหนังเหมือนดูไม่จบเรื่อง ดูไม่จบเรื่องแล้วก็วิจารณ์หนัง ไม่ถูก ไม่รู้จะลงทุนไปทำไม ผู้ทำหนังก็เสียใจ เพราะฉะนั้น ก็อยากจะนำมาเล่าให้พี่น้องประชาชนฟัง
     
    เรื่องสหกรณ์การเกษตรพิมาย เป็นตัวอย่างจังหวัดนครราชสีมา ที่ผมไปเยือนมาแล้ว สหกรณ์ตั้งมากว่า 40 ปีแล้ว เริ่มจากสมาชิกกว่า 2,000 คน วันนี้มีสมาชิกกว่า 11,000 คน 80% ของเกษตรกรในพื้นที่ มีหลายกิจกรรม คือ ผลผลิตทางการเกษตรทั้งหมด มีเงินทุนมากถึง 350 ล้านบาท มีสินทรัพย์กว่า 1,000 ล้านบาทในปัจจุบัน
     
    อีกตัวอย่างที่ผมพบก็คือ การให้จัดกิจกรรมในทำนองที่ว่า “เมืองนี้ฉันรัก (We Love Cities)” ของกองทุนสัตว์ป่าโลก เป็นกิจกรรมที่ได้เชิญชวนให้เมืองต่าง ๆ รอบโลกเข้าร่วมในการสร้างความยั่งยืน ช่วยกันประหยัดพลังงาน โดยคณะกรรมการจะพิจารณามาตรการต่าง ๆ รวมถึงพันธสัญญาของเมืองจากรายงานที่แต่ละเมืองจัดทำขึ้นเพื่อคัดเลือกเมืองต้นแบบของแต่ละประเทศสำหรับรางวัล “National Earth Hour Capital” ซึ่งจะมีการมอบรางวัลในวันที่ 9 เมษายนนี้ ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ แล้วที่ประทับใจอันนี้เป็นการคัดเลือกโดยต่างประเทศ ประเทศไทยของเรามีเมืองที่ได้รับเลือกเข้าร่วมกิจกรรมนี้ถึง 3 เมืองด้วยกัน น่าภูมิใจไหมล่ะครับ  เทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เทศบาลนครขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น และเทศบาลตำบลมาบอำมฤต จังหวัดชุมพร เป็น 3 ใน 44 เมือง จาก 16 ประเทศทั่วโลกที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้ารอบสุดท้ายจากทั้งหมด 163 ประเทศ เข้าไปได้แค่นี้ผมก็ดีใจแล้ว จากอีกกี่เมืองนี้ 3 จังหวัดเอง มีตั้ง 77 จังหวัด ทำอย่างไร 76 บวกกับกรุงเทพมหานคร ทำอย่างไร ไปดูซิ แต่ละเมืองจะมีวิธีการจัดการเมืองอย่างยั่งยืนแตกต่างกันไป ผ่านการริเริ่มการมีส่วนร่วมของเทศบาล ชุมชน โรงเรียน ภาคเอกชน เรามีทั้งหมดบ้าน วัด โรงเรียน ใช่ไหม  อาทิ ในเรื่องของการใช้พลังงานการผลิตกระแสไฟฟ้าจากมูลสัตว์ ขยะ การฟื้นฟูป่าชายเลน ป่าไม้ การผลิตพลังงานชีวภาพจากน้ำมันที่เหลือใช้ ระบบการจัดการขยะ แยกขยะ ธนาคารขยะ แล้วก็การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ น่าสนใจนะครับ
     
    เพราะฉะนั้น ผมก็อยากให้ผู้นำชุมชนที่สนใจที่ท่านอยากจะกระจายอำนาจไปดูก่อน ว่าท่านทำได้อย่างนี้หรือเปล่า ถ้าทำได้ผมว่าไม่มีปัญหาจะทำอย่างไรก็ได้ วันหน้า วันนี้ยังไม่พร้อม กระจายความรับผิดชอบไปก่อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่น เพราะเราต้องใช้เงินจำนวนมาก ขอให้ไปดู ศึกษารายละเอียดข้อมูล ถ้าใครยังไม่ได้ทำอย่างที่ว่าก็แสดงว่ายังไม่มีการพัฒนาแล้วเราก็จะถูกบริหารจัดการโดยการเมืองทั้งสิ้น วันนี้มี 2 เรื่อง ที่คนสนใจ วันนี้เศรษฐกิจไม่ดี สองเลือกตั้ง ผมไม่เห็นจะทำให้ดีขึ้นเท่าไหร่เลย เรื่องเลือกตั้งก็แล้วแต่ท่านแล้วกัน ผมก็บอกไปหลายที ถ้าเลือกมาแล้วดีกว่าเดิมก็เอา ก็ทำเถอะ ถ้าไม่ดีกว่าเดิมใครจะมาช่วยท่าน ไม่มีแล้ว ไปว่ามา
     
    เพราะฉะนั้น ช่วยกันโหวตให้เมืองเหล่านี้ด้วย คือยังไม่ได้ตัดสิน ใช่ไหม ตอนนี้เป็นการเสนอเข้ามาคัดรอบแรก รอบสุดท้ายคัดเลือกมีเราเข้ามา 3 จังหวัด ขอให้ทุกคนช่วยไปโหวตลงคะแนน ตามเว็บไซต์ด้านล่าง นี้นะครับ www.welovecities.org อันนี้อ่านแล้วก็ทำตามนั้น
     
    ที่น่าสนใจ ที่ได้ทราบกับสื่อสร้างสรรค์ ก็คือ การส่งเสริมสถาบันการเงินชุมชน อันนี้คือตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สร้างเครือข่ายสัจจะสะสมทรัพย์ จังหวัดจันทบุรี และ สถาบันการเงินชุมชนสุขสำราญ ของ อบต. รับร่อ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ก็สามารถช่วยเหลือชาวนาในพื้นที่ห่างไกล ให้มีเงินทุนหมุนเวียนอย่างเพียงพอในการประกอบอาชีพ ไม่ต้องกู้ยืมเงินนอกระบบ ส่งเสริมให้คนในชุมชนรู้จักอดออม จะเล็กจะน้อยจะกี่บาทไม่รู้ ทำบัญชีครัวเรือนให้ได้ เป็นหนี้อยู่ก็ไม่เป็นไรจะได้รู้ว่าที่เป็นหนี้อยู่ใช้อะไรที่เกินความจำเป็นไหม มีเหตุมีผลไหม พอประมาณไหมแล้วเราก็หยุดใช้ตรงนั้นไปหน่อยหนึ่ง อย่างน้อยหนี้ก็ลดลง ไม่ไปสร้างหนี้ใหม่ เพราะหนี้ที่ผ่านมานั้นอาจจะเป็นหนี้ เพราะความจำเป็นบ้าง ไม่จำเป็นบ้าง ธรรมดามนุษย์ก็อยากจะซื้อความสะดวกสบายบ้าง แต่ถ้าเราทำแล้วมีปัญหา เราก็ต้องลดลงการใช้จ่ายเหล่านั้น
     
    อย่างวันนี้ทุกคนก็เป็นกังวลเป็นคำว่าหนี้ครัวเรือน ซึ่งสูงขึ้นคงไม่ใช่เลวร้ายทั้งหมด เพราะการที่จะไปกู้หนี้ ยืมสินจากใครเขาได้แสดงว่า ตัวเขาต้องสามารถใช้หนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารอะไรต่าง ๆ ก็ต้องมีหลักมีฐานไปกู้เขา เว้นแต่ไปกู้เงินนอกระบบ อันนั้นเราออกกฎหมายไปช่วยท่านแล้ว พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ทวงถามหนี้ แล้วก็เจ้าหน้าที่ทุกคนก็พร้อมที่จะดูแลให้มาบอก แต่ในเรื่องของหนี้ครัวเรือน ผมเห็นบางประเทศมีหนี้ครัวเรือน 200 กว่าเปอร์เซ็นต์ ของเราเท่าไหร่ 89 – 90 พูดไปจนร้ายแรงไปหมด เพราะฉะนั้น ทุกคนก็ต้องมีหนี้ ผมคิดว่าท่านไม่ได้เกิดมาเป็นลูกท่านหลานเธอ ใช่ไหม ไม่มีมรดกก็ต้องเป็นหนี้ละมั่ง การที่จะมีอะไรสักอย่าง เพราะซื้อไม่ได้ต้องผ่อน ผมไม่อยากให้สังคมมองเรื่องนี้อย่างเดียว พอมองเรื่องเงินทุกคนก็อยากจะได้เงิน ไม่ว่าจะผิดหรือถูกก็อยากได้เงิน ทุกคนนับถือหน้าตาด้วยเงินทองฐานะทางเศรษฐกิจเป็นหลัก ไม่ใช่ ความเป็นคนดี มีศีลธรรม มีคุณธรรม มีธรรมาภิบาลนั้นเป็นสิ่งที่ควรได้รับการเคารพนับถือ คนเหล่านี้เขาอาจจะไม่ได้อะไรมากนักแต่การที่เขาทำตนเป็นคนดีเขาได้กุศล ทางศาสนาก็ตอบแทนด้วยความสุขในอนาคต คนร่ำรวยแล้วไม่ทำก็สิ่งตอบแทนบางทีทำผิดมาก ๆ ก็มีคดีความติดคุกอะไรก็ว่าไป นั้นละเขาเรียกว่าตอบแทนไง
     
    เพราะฉะนั้นขอให้ช่วยกันจัดสวัสดิการตอบแทนให้กับชุมชน แล้วนำดอกเบี้ยนั้นมาเป็นสวัสดิการให้ชาวบ้านทั้งในเรื่องการรักษาพยาบาล การให้ทุนการศึกษาบุตรหลานในชุมชน  สร้างความเข้มแข็ง ท่านทำเองได้ทั้งหมดแต่ท่านไม่ค่อยทำกัน รอ อบต. จะทำไหม อบจ. จะทำหรือเปล่า จังหวัดจะทำไหม รัฐบาลจะนำเงินมาช่วยเมื่อไหร่ ท่านก็มีเงินกัน เพราะฉะนั้นท่านก็เก็บเล็กน้อยคนละ 5 บาท 10 บาท สมัยก่อนเขาเรียกอะไร ธนาคารใช่ไหม ธนาคารชุมชนก็เหมือนกับธนาคารอาหาร ที่ธนาคารข้าวก็แบบเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านก็ทรงมีพระราชดำริเหล่านี้ อดออมกันตั้งสมาชิกขึ้นมา 5 บาท 10 บาทลงไปก่อนวันหน้าก็เป็น 10 บาท วันต่อไปก็ 100 บาทก็มากขึ้น ๆ ดูแลคนได้มากขึ้น ไม่เริ่มต้นจะไปได้อะไร รอนี่ รอโน่น พอไม่ได้ก็โทษโน่นนี่ ผมว่าไม่น่าคิดแบบนี้ ไม่ได้ ต่างประเทศที่เขาเจริญเขาเลิกคิดไปแล้ว เขาไม่มารอหวังประเทศชาติอย่างเดียว ให้ประเทศชาติไปพัฒนาใหญ่ ๆ เล็ก ๆ ก็ต้องช่วยตัวเองบ้าง เงินทองก็รัฐสนับสนุนบ้าง สร้างอำนวยความสะดวกหาโอกาสให้อะไรให้ ต่างประเทศเขาไปโน่นแล้ว เรายังมานั่งต้องช่วยเหลือค่าการเกษตร ค่าอะไรต่าง ๆ แล้วผมถามว่าที่ผ่านมาการบริหารบ้านเมืองทำอะไรกันมา ผมว่าวันนี้คิดใหม่ ให้ประชาชนก็ต้องร่วมมือกับผม ไม่ใช่ วันนี้จะวันนี้จะต้องได้วันนี้ พรุ่งนี้ ไม่ได้หรอกครับ เพราะไม่เข้มแข็ง ไม่ได้เตรียมพื้นฐานไว้เลยก็ทำเป็นชิ้น ๆ มาแบบนี้ก็เป็นอยู่มาแบบนี้ เข้าใจสักที
     
    นอกจากในเรื่องนี้แล้วก็อยากให้มีการจัดทีมงานลงพื้นที่ด้วยแล้วไปตรวจสอบดูว่าอะไรที่เขาควรจะต้องปรับปรุง อะไรที่ควรสนับสนุนก็ทุกกระทรวง ทุกหน่วยงาน สหกรณ์ จังหวัด มีทุกหน่วยงาน แต่ท่านทำงานให้ได้ผลมีประสิทธิภาพด้วย ไม่ใช่อยู่ต่างจังหวัดแล้วก็ทำไปแกน ๆ ไม่ได้ วันนี้ต้องช่วย รัฐบาลทำแทบตายแล้วท่านไม่ทำ ท่านไม่ได้ช่วยทุ่มเท ไม่ได้ ให้รัฐมนตรีก็ไม่ได้ ท่านอยู่กับประชาชน เพราะฉะนั้น ถ้าประชาชนเรียกร้องขึ้นมาว่า ข้าราชการจังหวัดนี้ จังหวัดโน้นมีทุจริตผมจะต้องจัดการ อย่าหาว่าผมไปขู่ท่านเลย แต่ไม่ไหวถ้าปล่อยไปเรื่อย ๆ แล้วไม่เกิดอะไรขึ้นมาเลย ที่อื่นทำไมเขาทำได้ ทำไมที่นี่ไม่ทำ ไม่มีผลงาน ไม่มีอะไรปรากฏก็ คนดี ๆ อย่าเสียใจ เสียกำลังใจไม่ได้
     
    การผลิตปุ๋ยต้องทำอย่างไร ปุ๋ยอินทรีย์ขายกันเองภายในกลุ่ม ตั้งธนาคารปุ๋ย ธนาคารเมล็ดพันธุ์พืช ทำจุลินทรีย์ ทำของใช้ที่จำเป็นแจกจ่ายชุมชนลดค่าใช้จ่าย ช่วงนี้เงินไม่ดีอย่าเพิ่งซื้อของข้างนอกเลยแพง เรานำมาทำอะไรที่จำเป็นต้องใช้ตะกร้า กระเป๋าก็ทำไปก่อน พอวันหน้าดีขึ้นเศรษฐกิจดีขึ้นค่อยไปซื้อแพง ๆ นี้เขาเรียกว่ามีภูมิคุ้มกันต้องเข้าใจ วันนี้ถ้าหากว่าเป็นไปได้ผมเห็นหลายพื้นที่มีการลงทุนกันแล้วก็ซื้อที่เก็บไว้แล้วก็ให้ชาวบ้านในพื้นที่ได้มีที่ทำกินลักษณะช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เพราะไปแจกทุกคนคงไม่ได้ลักษณะเป็นนารวมเป็นพื้นที่รวมทางการเกษตรแล้วแบ่งปันกันรายได้ภายในชุมชนแล้วก็สร้างสถาบันการเงินให้เข้มแข็ง เด็ก ๆ คนในพื้นที่เรียนจบ มีความรู้ความสามารถก็อยากที่จะกลับมาทำงานในชุมชนที่มีอนาคต เพราะฉะนั้น พ่อแม่ ผู้ปกครองช่วยกันเหมือนกับการทำงานในเมือง ต้องมีรายได้แล้วก็อดออม รู้จักมีภูมิคุ้มกัน เมื่อไหร่จะเดินหน้า เมื่อไหร่จะหยุดรอไว้ก่อนอะไรทำนองนี้ สำหรับผู้ริเริ่มโครงการเหล่านี้ ผมขอชื่นชมทุกคน ผมอาจจะกล่าวได้ไม่หมด หลายจังหวัดหลายพื้นที่ หลายอำเภอ หลายตำบล หลายหมู่บ้านมีอีกมาก เขาไม่บ่นอะไร เพียงแต่ว่าเขาสร้างความเข้มแข็งแล้วผมสะท้อน  เพียงแต่ว่า เขาสร้างความเข้มแข็ง ผมเห็นในทีวีแล้วผมสะท้อนใจ คนเหล่านี้ทำไมเขาไม่บ่นอะไรเลย เราต้องช่วยกันอย่างนี้ มาในฐานะอะไรอย่างนี้ เขาไม่มาด่าว่า บ่นรัฐบาลเลย เพราะอะไร เขาก็เป็นเกษตรกรเหมือนกัน เขาบอกว่าวันนี้เป็นอย่างนี้ เราก็ต้องช่วยกัน เราเป็นคนไทย ผมฟังเขาพูด ผมน้ำตาตกเหมือนกัน กลับอีกพวกหนึ่งบ่นทั้งวัน เศรษฐกิจไม่ดี รัฐบาลเข้ามาทำให้เกิดปัญหา ไปดูสิว่าเกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ผมกำลังทำให้ เพราะฉะนั้นช่วยกัน ขยายให้ทุกชุมชนเขาด้วย
     
    เรื่องแรงงานประมงวันนี้อาจจะมีหลายท่านไม่เข้าใจ ว่ามีปัญหามายาวนานพอสมควรเป็น 10 ๆ ปี  เรื่องการค้ามนุษย์มีปัญหา ผมได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) ซึ่งรับผิดชอบในเรื่องนี้มาตั้งแต่แรกกับผม ช่วยดำเนินการในการขับเคลื่อนทางนี้ ในภาคประมงแล้ว อยากจะเรียนว่า รัฐบาลได้สั่งการให้หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องส่งคณะทำงานไปที่เกาะ Benjina (เบน-จิ-น่า) แล้วก็หารือกับฝ่ายอินโดนีเซีย เพื่อจะร่วมกันและเร่งหาข้อมูลผู้ประกอบการ และการดำเนินการกับผู้กระทำความผิด คนไทยที่ไปถูกจับที่โน่น ที่ข่าวออกมาเป็นจำนวนมากหลายร้อยคน เราไม่ได้นิ่งนอนใจ ก็ทยอยทำมาเรื่อย แต่เราไม่อยากประชาสัมพันธ์มาก เพราะคนเหล่านี้ไปทำความผิดในประเทศเขา ใช่ไหม และทุกคนก็เป็นเหยื่อ ต้องถูกองค์กรสิทธิมนุษยชนเข้ามาดู องค์กรระหว่างประเทศมาดู และประเทศต้องรับผิดชอบ ท่านก็ต้องมาบอกเรา ว่าที่ไหนอย่างไร แนะนำตรงไหนเพิ่มเติม เราจะได้ไปหาทางช่วยกันให้ได้ เพราะว่าวันนี้ผมทราบว่า บางทีไปทำงานแล้วถูกจับไปแล้ว  เจ้าของผู้ประกอบกิจการไม่สนใจ เขาจับ จับไป เรือมีตั้งหลายลำ ไปเสียค่าไถ่ก็ไม่ยอมเสีย ช่วยลูกเรือก็ไม่ช่วย แล้วโยนให้รัฐบาลดู ครั้งที่ผ่านมา 5 ปี ถูกจับไปที่โซมาเลีย แล้วพึ่งกลับมา เหมือนกับตายไปแล้วเกิดใหม่
     
    เพราะฉะนั้นถ้าเรายังมีการเอาเปรียบเพื่อนมนุษย์อยู่แบบนี้ ผมกำหนดไปแล้วว่า ไม่สมควรให้ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการใด ๆ อีกต่อไปในประเทศไทย และต้องได้รับโทษทางกฎหมาย คือต้องเข้มงวดกัน ฉะนั้นเจ้าหน้าที่ก็ต้องถูกติดตามประเมินผลด้วย ไม่ว่าจะประมง กรมเจ้าท่า อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ทั้งหมด เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต้องทำให้ครบจดทะเบียน ติดเครื่องมือ และแก้ปัญหาในเรื่องของการทำประมงร่วม Joint Venture กับประเทศโน้นประเทศนี้ ผมก็เดินหน้าเรื่องนี้มาโดยตลอด วันนี้ก็เตรียมตัวทำ Joint Venture กับอินโดนีเซีย มีปลามาก แต่เราชอบเข้าไปตรงที่เขาไม่ให้เข้า แล้วมาบอกว่าก็ขอให้ยกเว้นหน่อยแล้วกัน เพราะว่าเป็นอาชีพเขารายได้น้อย แล้วกฎหมายอยู่ตรงไหน ประเทศเขาก็มีกฎหมาย ถ้าผมอนุโลมท่าน ไม่จับกุม ไม่ดำเนินคดี ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย แล้วท้ายที่สุดจะเกิดอะไรขึ้น ท่านรู้ไหม เรื่องสินค้าประมง เขาจะมีมาตรการไม่ให้เราขาย วันนั้นผมบอกว่า 2 แสนกว่าล้านบาท ไม่ใช่ 2 แสนกว่าล้านตัน ท่านไม่จับให้ตรง ผมพูดเสียงดัง ถ้า IUU (Illegal Unreported and Unregulated fishing หรือ IUU Fishing) ที่เราผิดอยู่นี่ทั้งหมด ค้ามนุษย์ด้วย อะไรด้วย ทางยุโรป ทางอเมริกาเขาบอกว่าเราค้ามนุษย์อยู่ แล้วทำนี่ก็ผิดกฎหมาย ละเมิดน่านน้ำ เขาบอกว่าต่อไปนี้ไม่รับซื้อสินค้าจากไทย เริ่มจากสินค้าประมงก่อน ต่อไปก็เป็นเรื่องที่ผิด ๆ ก็ลากพาไปสู่เรื่องผลไม้ ข้าว ยาง ไปหมด คนเหล่านี้ที่ทำความผิดตรงนี้ ต้องสำนึกตนเอง ทำมานานแล้ว หลายปีแล้ว ทุกรัฐบาลไม่เคยทำได้ รัฐบาลนี้จะทำกับท่าน อย่าหาว่าผมใจร้าย เอาเปรียบคนอื่นเขาได้อย่างไร ผู้ประกอบการบางคนรวยไม่รู้จะรวยอย่างไร มีเรือเป็นสิบ ๆ ลำ ทำตามกฎหมายบ้าง
     
    เราจะจริงจังกับนโยบาย zero tolerance ในทุกคดีที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ และก็ทำเต็มที่เพื่อให้ปัญหาค้ามนุษย์หมดไปจากแผ่นดินไทย ต้องไปพูดคุย ไปเจราจาว่าเรากำลังดำเนินการอยู่เป็นขั้นเป็นตอนอย่างนี้ เราไม่สามารถจะแก้ไขปัญหาที่ยาวนานมาเป็น 10 กว่าปี มาในช่วงเวลาเพียง 7 – 8 เดือนนี้ได้ แล้วที่ผ่านมาทำอะไรกันอยู่ ทำไมไม่แก้ หลายปีมาแล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้อย่าบอกว่าไม่รู้เรื่องอีก เรื่องค้ามนุษย์ ก็ชอบไปบ่นว่ารัฐบาลไม่ทำอะไรเลยต่าง ๆ ทุกเรื่องมีปัญหาไปหมด ลืมไปทั้งหมดแล้ว ก่อน 22 พฤษภาคม 2557 เป็นอย่างไร วันนี้จะเดินหน้าไปสู่ความขัดแย้งใหม่อีกแล้ว เรากำหนดให้มีการปราบปรามการค้ามนุษย์เป็นวาระแห่งชาติ วาระแห่งชาติคืออะไร ทุกหน่วยงานทุกคน ประชาชนต้องร่วมมือร่วมใจกัน เหมือนกับเรื่องยาเสพติด อะไรทำนองนี้ ใช้กฎหมายบังคับใช้ให้ได้ ต้องเตรียมการต้องมีระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน และร่วมมือกันกับรัฐบาลเพื่อนบ้านในภูมิภาค โดยเฉพาะอินโดนีเซีย เมื่อวานผมก็ได้พูดกับสมเด็จพระราชาธิบดีบูรไนด้วยว่า เราจะต้องทำประมงร่วมกัน ฟิลิปปินส์ ใช่ไหม ที่อยู่น่านน้ำแถวนี้ รอบ ๆ บ้านเรา กัมพูชา จะทำกันอย่างไร  Joint Venture กันอย่างไร กองเรือเราก็มีมากมาย ต้องรู้จักแบ่งปันบ้าง วันนี้เราเป็นพันธมิตรกัน แข่งขันไม่ได้ เดี๋ยวก็ไปโดนจับ ทะเลาะเบาะแว้งกัน ยิงกันไปยิงกันมาอีก นี่เราก็จับเขาเหมือนกัน แต่เขาจับเรามากกว่า
     
    เรื่องนี้ผมทราบว่าสื่อมวลชนไทย ต่างประเทศได้ช่วยกันรายงานหน้าที่เต็มที่ ขอบคุณ หน้าที่อีกอย่างหนึ่งของสื่อ คือการเฝ้าระวัง ผมไม่ใช่ศัตรูกับสื่อ ทุกสื่อ ทุกคน หน้าที่ของสื่อต้องมีหน้าที่เหมือนกับเฝ้าบ้าน ต้องคอยแจ้งเตือนเจ้าของบ้าน เหมือนเครื่องมือสักอย่าง เหมือนกล้อง cctv หรือในตาวิเศษอะไรสักอย่าง เพราะเวลามีเหตุร้ายมีโจร ขโมยขึ้นบ้าน หรือจะเห็นการทุจริตผิดกฎหมาย สื่อทำหน้าที่คอยเตือนประชาชน เมื่อไหร่ก็ตามที่มีนักการเมือง ข้าราชการโกงทุจริตต้องเตือนตอนนั้น หรือมีนักบริหารออกนโยบายที่จะสร้างความเสียหายให้กับประเทศ แต่ไม่ใช่สื่อมาทำให้เกิดความระแวงกันเอง เพราะท่านมีหน้าที่ในการดูแลบ้านหลังนี้ เจ้าของบ้านเขาให้ท่านดู ติดตั้งท่าน อะไรท่าน เหมือนกับสื่อคอยดูแทน แล้วปรากฏว่าท่านไม่ดู ท่านกลับมาเล่นงานเจ้าของบ้าน กลับมาเล่นงานคนในบ้าน แล้วโจรก็เข้ามาได้ นั้นคือเรื่องธรรมดา ผมไม่อยากยกตัวอย่างเป็นอย่างอื่น แม้กระทั้งให้คนในบ้านแตกความสามัคคี สร้างความเดือดร้อนเสียหาย บางครั้งอาจจะมีความผิดพลาดบ้างในการติดต่อสื่อสาร แต่ให้รู้ความตั้งใจของรัฐบาลของทุกกระทรวงมานี้ อาจจะมีการสื่อสารที่ไม่ตรง ไม่เข้าใจกันบ้าง หนักนิดเบาหน่อยก็ให้อภัยกัน วันนี้เราอยู่ทีมเดียวกัน ท่านบอกว่าท่านมีหน้าที่ ท่านบอกว่าท่านมีสิทธิและหน้าที่ของสื่อ จะต้องนี่ต้องโน่นผมไม่ได้ขัดแย้งท่าน ท่านนายกสมาคมสื่อมวลชนหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ แห่งประเทศไทย (ส.น.ว.ท.) บอกว่า ขอร้องให้ผมเข้าใจสื่อ เป็นการทำงานของสื่อ เพื่อติติงอะไรก็ได้ ผมไม่ได้ว่าเลย ถ้าท่านทำอย่างนั้นดีอยู่แล้ว แต่ถ้าท่านอีกอย่างเหมือนกับเล่นงานผมทุกเรื่องไปเลย ผมว่าไม่เป็นธรรมกับผม แล้วพอผมบอกให้ท่านไปดูแลกันเอง ตอบผมว่าอย่างไร สำหรับสื่อที่เป็นสมาชิกของสมาคมดังกล่าว จะดำเนินการต่อไปตามปัญหาที่เกิดขึ้น แต่เนื่องจากมีสื่อหลายสื่อ ไม่ได้เป็นสมาชิกของสมาคม อันนี้ไม่สามารถจะรับผิดชอบได้ ท่านไปทำสิครับ หรือไม่ จะให้ผมต้องออกกฎหมายว่า สื่อทุกสื่อต้องเป็นสมาชิกของสมาคมท่าน สมาคมหนังสือพิมพ์ สมาคมสื่อ เอาไหม ผมจะทำให้ ไม่อย่างนั้นก็อ้างอยู่อย่างนี้ บางสื่อก็คุมไม่ได้ อะไรไม่ได้ เขียนไปเรื่อย แล้วจะไม่ให้ผมโมโหมีอารมณ์รุนแรงได้อย่างไรในบางครั้ง ผมขอโทษผู้ที่สุภาพอาจจะไม่ชอบ แต่ท่านต้องเห็นใจผม พอบอกให้ไปดูแล บอกไม่เห็นผิดตรงไหนเลย ผิดตรงไหนไปอ่านดูที่เขียน อันนี้สร้างสรรค์ สนับสนุนท่านทุกอย่าง โอ้โหด่าทุกวัน บอกว่านี่เป็นการติติง ก็ผมทำไปแล้ว กำลังทำ ท่านก็บอกว่าผมไม่ทำอะไร ยกตัวอย่างง่าย ๆ หรือไม่ก็ เรื่องนี้ไม่รู้จะกล้าทำหรือเปล่า ถ้าไม่กล้าทำผมไม่เข้ามาเอาอย่างนี้แล้วกัน เพียงแต่ว่าจะทำได้เมื่อไหร่ ผมไม่อยากจะไปบังคับขู่เข็นคนมากนัก ผมฝากพี่น้องประชาชนทั่วไปแล้วกัน จะให้ผมทำอย่างไรบอกมา จะให้หนักกว่านี้ หรือเบากว่านี้ ใช้อำนาจมากกว่านี้ว่ามา ผมจะไปพิจารณาอีกที ผมเข้ามาแล้วก็อยากให้สำเร็จ การปฏิรูปอีกมากมาย ไม่ได้จบภายในปีหนึ่ง ปีหนึ่งแค่ลดความขัดแย้ง แค่คิดไว้ว่าจะทำอะไรต่อไปในวันข้างหน้า ผมว่าอีก 10 ปียังไม่ทันเลย สิงคโปร์เขาทำ 30 ปี เอาง่าย ๆ แล้วเขาเลยเวลาเหล่านั้นมาแล้ว วันนี้เขาเข้มแข็งหมดทุกอัน บางคนบอกว่าไทยทำไม่ได้หรอก เพราะเรามีคนมากกว่า เขามีพื้นที่เล็กกว่าเรา เรายิ่งใหญ่ ไปดูในแผนที่ว่าใหญ่ขนาดไหน มีคน 60 – 70 ล้านคน ก็ใช่ แต่ 60 ล้านคน รวมกันได้เป็นหนึ่งไหม รวมเป็นไม้ไผ่ก้อนเดียวได้ไหม ไม่ได้ 60 กว่าล้านคน 60 กว่าความคิด มีกลุ่มชุมชน วันนี้ไม่ใช่แค่ประชาชนแล้ว เป็นกลุ่มชน เป็นของคนนี้ ของคนนั้น ของพวกนี้ พวกนั้น เป็นกลุ่ม แล้วคนเหล่านี้ก็เข้ามาสู่กระบวนการเลือกตั้ง เมื่อเลือกตั้งเสร็จแล้วก็เรียกร้องกับรัฐบาล เรียกร้องความต้องการจากรัฐบาลจนไม่มีความเพียงพอ เมื่อไม่เพียงพอ รัฐบาลก็ต้องมาดูแลเป็นพิเศษ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวมีปัญหาการบริหารราชการ ใช่ไหม คนอื่นก็ไม่ต้องได้ นี่แหละคือปัญหาของประชาธิปไตยไทย ท่านจะทำอย่างไรไปทำ วันนี้ผมจะทำให้ทั่วถึงก่อน วันหน้าจะให้ส่งต่อให้ระบบแข็งแรง ข้าราชการ หรือการเมืองแข็งแรงกว่านี้ ที่ผ่านมาไม่รู้จะโทษใคร
     
    เรื่องเศรษฐกิจสำคัญขอให้เข้าใจ ผมพูดไปหลายครั้งแล้ว มีปัญหามาสอบถามผมก็ได้ มายื่นที่ศูนย์ดำรงธรรมเดี๋ยวเขาส่งให้ผมดู ว่านี่ไม่เข้าใจก็ต้องไปชี้แจงเขา ทั้ง ๆ ที่ผมพูดทุกอาทิตย์ พูดทุกวัน ไม่เคยฟัง แล้วใครจะฟังผม บอกให้ไปฟังกระทรวงก็ไม่ฟัง มีแต่เรียกร้องอย่างเดียว ทำไมเป็นคนอย่างนี้ คนเหล่านี้ ผู้อื่นเขาดี ๆ ตั้งมากมาย หลายกิจการเขาดีไม่เคยบ่นไม่เคยว่า มีแต่ให้กำลังใจ ท่านทำต่อไปให้ดี สร้างความเชื่อมั่นให้ผมด้วย เขาอาจจะไม่รู้เรื่องเหมือนท่าน แต่เขายังพูดอย่างนี้ ท่านไม่รู้เรื่องแล้วก็ยังด่าว่าผม แล้วจะเป็นอย่างไร ท่านจะเอาอย่างไรกับผม เข้ามาทำให้ทั้งสิ้น
     
    สุดท้ายนี้ อีกไม่นานพวกเราคนไทยก็จะได้ร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลวันปีใหม่ของไทย หรือเรียกว่าวันสงกรานต์ และยังเป็นช่วงวันครอบครับอีกด้วย หยุดหลายวันผมอยากขอให้ทุกท่านใช้วันหยุดในช่วงเทศกาลนี้ด้วยการเดินทางกลับบ้าน อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันกับครอบครัว พากันไปกราบไหว้รดน้ำดำหัวผู้หลักผู้ใหญ่และผู้มีพระคุณ สอนให้เยาวชนรู้ถึงขนบธรรมเนียมที่ถูกต้อง การเล่นสาดน้ำที่ถือเป็นธรรมเนียมของวันสงกรานต์ แต่ต้องทำอย่างระมัดระวัง อย่าทำให้คนอื่นต้องเจ็บตัวหรือเดือดร้อน เมาสุรา ใช้แป้งอะไรต่าง ๆ ที่ดูไม่ดี ไม่สุภาพ ไม่ใช่วัฒนธรรมไทย ต่างชาติเขามาสนุกจริง แต่ภาพออกมาไม่งดงามเลย นำไปป้าย เขาไม่ได้อยากเล่นด้วย บางคนเขาเล่นด้วยก็ว่าไป แต่งตัวไม่สุภาพ แต่งตัวไม่งดงามเหล่านี้ อย่าให้เห็น ผมคิดว่าจะต้องดูแลกันให้เต็มที่ ไม่อย่างนั้นประเทศไทย ไปอย่างไรไม่รู้ ความเป็นไทยอยู่ได้ เป็นสิ่งหนึ่งที่คนโบราณเขาทำไว้ให้เรา สถาบันพระมหากษัตริย์ทำไว้ให้เรา ที่ใช้อยู่ทุกวันนี้การท่องเที่ยว อาคารบ้านช่อง พิพิธภัณฑ์เป็นของเก่าทั้งนั้น ของใหม่มีใครเขาอยากมา ธรรมชาติก็ช่วยกันรักษาไว้ ป่าไม้ น้ำอะไรต่าง ๆ ก็แล้วแต่ รัฐบาลได้สั่งการไปแล้วให้ทุกจังหวัดจัดพื้นที่ในการเฉลิมฉลองด้วย รวมความไปถึงอาทิตย์หน้าวันที่ 2 เมษายนด้วย เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ช่วยกันด้วยดูแลกัน เป็นวันแห่งมงคลด้วย ขอให้มีการจัดเจ้าหน้าที่ อาสาสมัครช่วยกันดูแลความปลอดภัยของประชาชนและนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแนะนำเส้นทาง จุดจอดพักรถ เวลาง่วง อย่าให้เกิดอุบัติเหตุเลย บางทีเสียชีวิตไป 1. เสียดาย 2. สงสาร เห็นใจ และ 3. แล้วจะโทษใคร บางทีทั้งครอบครัวก็ไปหมด บางทีก็พ่อสูญเสีย แม่สูญเสีย ลูกสูญเสีย แล้วเราจะดื่มสุราขับรถทำไม ปัญหาอยู่ที่ดื่มสุราจนไม่มีสติ มอเตอร์ไซค์ตายไม่รู้เท่าไหร่ แก้อะไรได้ แก้ด้วยกฎหมายได้ไหม จับท่านก็เดือดร้อนอีก ทำอย่างไรให้เจ้าหน้าที่เขาไม่มีปัญหากับเรา ไม่ผิดกฎหมายเขาก็ไม่ยุ่งกับเรา ท่านก็สนุกสนานของท่านไป ท่านชอบเลยเถิด กฎหมายอยู่ไหนไม่รู้ไม่สนใจ จะทำซะอย่างคนไทย เป็นเวลาแห่งความสุขไม่น่าจะมาห้ามกัน ชอบพูดแบบนี้ไม่รู้จะว่าอย่างไร
     
    ช่วงนี้เด็ก ๆ ปิดเทอม อากาศก็อาจจะร้อน ได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการ นายอำเภอ รวมถึงผู้นำชุมชนสำรวจแหล่งน้ำต่าง ๆ ในพื้นที่ที่เยาวชน จะไปเล่นคลายร้อน ให้ทำป้ายเตือน จัดหามาตรการป้องกัน ตรงไหนลึก ตรงไหนตื้น ทำป้ายให้เขาเห็น มีนกหวีด มีระฆังไว้ในรอบ ๆ แหล่งน้ำต่าง ๆ  ใช้ที่อื่นด้วยก็ได้ ในป่าในเขา ตรงไหนอันตราย ตรงไหนที่เป็นหลุมเป็นบ่อ จะได้เคาะระฆังส่งสัญญาณได้ ยกตัวอย่างคราวที่แล้ว 3 วัน ใช่ไหม เด็กวัยรุ่นวิ่งไปแล้วไม่เห็น ตกไปอยู่ในนั้น 3 – 4 วัน ถ้ารถเขาไม่มาจอดตรงนั้น ไม่ได้ยินเสียงเรียก ตายไปแล้วเหมือนกัน 4 วัน แช่น้ำอยู่นั้น แล้วจะเรียกอย่างไร โทรศัพท์หลุดอยู่ข้างบน เพราะฉะนั้นระมัดระวังไปเล่นน้ำควรมีผู้ใหญ่ไปด้วย เด็กที่ว่ายน้ำไม่แข็งไม่เป็นต้องกำชับให้ตามเพื่อน ๆ  ไป ดูแลเขา จับคู่ Buddy จะไปไหนไปด้วยกันอะไรทำนองนี้ และข้อสำคัญอย่าไปเผาป่า ไปเที่ยวป่าก็ทิ้งก้นบุหรี่ จุดไฟเล่น ทิ้งขยะเกลื่อนเมือง เกลื่อนป่า จับสัตว์กินเข้าไป ปวดท้องตายอีก ต้องนึกถึงส่วนรวมด้วย ต้องตั้งอุดมการณ์ของคนในชาติไว้ให้ได้ว่าเราจะต้องนึกถึงส่วนรวมประกอบพร้อมไปกับประโยชน์ส่วนตนด้วย และรู้จักเสียสละ เหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญ ถ้าคนไทยไม่รวมกันให้ได้ แล้วก็ไม่มีอุดมการณ์ว่าจะทำอย่างไรให้ชาติบ้าง และเร่งพัฒนาตนเองอย่างเร่งด่วน ผมคิดว่าสิงคโปร์เขาใช้ 20 ปี ประเทศเล็ก ต้องบอกว่าเป็นประเทศเล็ก เขาใช้ตั้ง 30 ปี เราประเทศใหญ่กว่าเขาใช่ไหม เราต้องใช้ระยะเวลานานกว่านั้นไหม แล้วเวลาวันนี้เราจะทันเขาหรือเปล่ายังไม่รู้เลย เราทำไมไม่ใช้โอกาสที่เรามีอยู่ในขณะนี้ทำ ไม่ใช่ไปทะเลาะเบาะแว้ง เรื่องเลือกตั้งอะไรต่าง ๆ กินได้ไหม เลือกตั้งมาแล้วเป็นอย่างไรผมไม่รู้ แต่สิ่งที่มีปัญหาอยู่ทั้งหมด ผมก็พยายามแก้ให้ทั้งหมด ถ้าเราจะพัฒนาประเทศ ถ้าจะฟื้นฟู ถ้าจะสร้างใหม่ วันนี้ผมบอกแล้วว่าผมเข้ามา เพราะบ้านเมืองเรากำลังจะล้มลงอะไรทำนองนี้ ผมก็ต้องขนอิฐ หิน ปูน ทราย มาช่วยกันก่อขึ้นไป อาจจะเป็นปราสาททรายก็ได้ สร้างบ้านเป็นปราสาท ปราสาททรายที่อนาคตอาจจะพังอีกก็ได้ เราก็ต้องนำความเข้มแข็ง นำความรักความสามัคคี อุดมการณ์ค่านิยมของคนไทยเติมเข้าไปนี่คือเหตุผลของผม พวกนี้ก็คือปูน หิน ที่ไปเสริมความเข้มแข็งของทรายเหล่านั้น อาจจะมีโครงเหล็กเข้าไปบ้างมีกฎหมายอะไรเข้าไป ถึงจะก่อมาเป็นปราสาทขึ้นมาได้ แล้วจะไม่ยุบลงมาอีก ถ้าคิดตามผมก็จะเข้าใจ ก็ขอให้ทุกคนมีความสุขและปลอดภัย ทุกทิวาราตรี ขอบคุณครับ สวัสดีครับ
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    หลังเครือข่ายสื่อมวลชนในพม่ามีมติคว่ำบาตรไม่รายงานข่าวรัฐมนตรี-จนท.รัฐที่เกี่ยวข้องเหตุสลายชุมนุมนักศึกษาที่ภาคพะโคเมื่อ 11 มี.ค. ล่าสุดในงานสัมมนาสื่อมวลชนนานาชาติที่มีรัฐมนตรีกระทรวงข่าวสารมาเปิดงาน ได้มีนักข่าวชูป้ายประท้วงเรียกร้องให้หยุดทุบตี-จับกุมสื่อ

    นักข่าวหนุ่มชาวพม่า ชูป้ายกลางงานสัมมนาที่จัดโดยสถาบันสื่อมวลชนนานาชาติ (IPI) จัดที่โรงแรมชาเทรียม นครย่างกุ้ง เมื่อวันที่ 27 มี.ค. นี้ เพื่อประท้วงรัฐมนตรีกระทรวงข่าวสาร "เยตุด" โดยเรียกร้องให้หยุดทำร้าย และจับกุมสื่อ จากกรณีเมื่อวันที่ 11 มี.ค. ที่ผ่านมา เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจสลายการชุมนุมที่เล็ตปาดั่น ภาคพะโค (ที่มา: facebook/Kaung Htet)

     

    27 มี.ค. 2558 - หลังจากที่มีผู้สื่อข่าวบาดเจ็บและถูกควบคุมตัวจากเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่รัฐสลายการชุมนุมของนักศึกษาพม่า เมื่อวันที่ 11 มี.ค. และต่อมาเครือข่ายสื่อพม่าได้มีมติคว่ำบาตรไม่รายงานข่าวของรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องกับคำสั่งสลายชุมนุม ตามมาด้วยมติขององค์กรสื่อว่าจะไม่ร่วมในงาน "IPI World Congress 2015" ซึ่งจัดโดยสถาบันสื่อมวลชนนานาชาติ (International Press Institute - IPI) ระหว่างวันที่ 27 ถึง 29 มี.ค. 2015 เนื่องจากในการสัมมนาดังกล่าว มีการเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงข้อมูลข่าวสาร "เยตุด" และผู้นำฝ่ายรัฐบาลเข้าร่วมด้วย

    ล่าสุดเช้าวันเปิดงานสัมมนา (27 มี.ค.) นักข่าวหนุ่มรายหนึ่งปฏิบัติการประท้วงเงียบ โดยในระหว่าง เยตุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงข้อมูลข่าวสารกำลังกล่าวเปิดงาน นักข่าวหนุ่มรายนี้ก็ชูป้ายเรียกร้องหยุดทำร้าย จับกุมและคุมขังสื่อ

    ในงานดังกล่าว "มงมงเมียต" ผู้สื่อข่าวอาวุโสในพม่าได้ลุกขึ้นถามรัฐมนตรีกระทรวงข้อมูลข่าวสารด้วยว่า "ท่านรัฐมนตรีจะจับผู้สื่อข่าวที่ประท้วงการสัมมนานี้ ซึ่งพวกเขาอยู่ตรงประตูทางเข้าโรงแรม โดยอาศัยมาตรา 18 (กฎหมายว่าด้วยการชุมนุมและสมาคมอย่างสงบ) ในความผิดฐานไม่ยอมขออนุญาตชุมนุมหรือไม่"

    โดยในเฟซบุ๊คบัญชีส่วนตัวของ มงมงเมียต เปิดเผยด้วยว่า เยตุตตอบว่าถ้าให้เขาตัดสินใจ เขาจะไม่ยอมจับประชาชนเพื่อให้เขามีเสรีภาพในการแสดงออก ตามที่ผมจะทำความเข้าใจ โดย มงมงเมียต ทิ้งท้ายในเฟซบุ๊คว่า "ก็ลองดูละกัน"

    โดยในงาน "IPI World Congress 2015" ดังกล่าว ซึ่งจัดที่โรงแรมชาเทรียม ในนครย่างกุ้งนั้น ด้านหน้าของโรงแรมก็มีผู้สื่อข่าวอีกกลุ่มหนึ่งยืนถือป้ายประท้วงเรียกร้องให้รัฐบาลหยุดคุกคามสื่อ

    ทั้งนี้หลังเกิดเหตุสลายการชุมนุมของนักศึกษาที่เล็ตปะดัน ภาคพะโข เมื่อวันที่ 11 มี.ค. เยตุต กล่าวถึงคลิปวิดีโอที่ปรากฏภาพตำรวจทุบตีผู้สื่อข่าวและผู้ประท้วง โดยระบุว่าวิดีโอนี้ทำขึ้นมาเพื่อต่อต้านเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้ฝ่ายสนับสนุนนักศึกษาและผู้สื่อข่าวในพม่าไม่พอใจอย่างมาก

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai


    27 มี.ค. 2558 วิจักขณ์ พานิช นักวิชาการอิสระด้านปรัชญาศาสนา บรรยายใน "เรียนเล่นเล่น" คาบที่ 7 หัวข้อ สถานการณ์พุทธเถรวาทในสังคมไทย ประชาไทสรุปความมานำเสนอ

    0000

    พุทธเถรวาทจริงๆ แล้วคืออะไร เป็นคำถามที่คนจำนวนมากยังตั้งคำถามอยู่ ซึ่งเขามองว่า เป็นการพยายามสร้างความบริสุทธิ์โดยอ้างอิงกับวิถี ธรรมวินัย ธรรมบัญญัติ พยายามอ้างวิถีในอดีตเพื่ออ้างอิงว่าเราเป็นผู้ที่ปฏิบัติได้ถูกต้องที่สุด ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่แปลก ทุกศาสนาจะต้องมีกลุ่มที่พยายามสร้างอัตลักษณ์ดั้งเดิม เป็นสิ่งที่มีในทุกศาสนา แต่พุทธเถรวาทนั้นเป็นความพยายามที่จะรักษาวัตรปฏิบัติ

    คำถามที่น่าสนใจคือ พุทธเถรวาทอยู่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น ทำไมเมื่อขยับไปข้างบนถึงเป็นมหายาน ซึ่งเขามองว่าการพยายามจะรักษาบริบท ความดั้งเดิมของรูปแบบวิถีหรือการตีความบางอย่างที่ยึดอยู่กับอดีตต้องการบริบททางสังคมหรือสภาพอากาศคล้ายๆ กัน เช่น พระต้องห่มอย่างนี้ มีศีลเท่านี้ ซึ่งเป็นประเทศในแถบภูมิอากาศเดียวกัน สังคมที่คล้ายกัน เช่น สังคมเกษตร สังคมหมู่บ้าน ที่ช่วยให้การรักษาธรรมวินัยแบบดั้งเดิมเป็นไปได้

    แต่สิ่งที่ท้าทายคือ ถ้าเถรวาทพยายามรักษาวัตรปฏิบัติไว้แบบดั้งเดิมจริงๆ นั้นเป็นไปไม่ได้เลยที่จะรักษาวัตรปฏิบัตินั้นในสังคมยุคปัจจุบัน  สิ่งที่ตามมาคือความเลื่อนไหลของการอ้างอิงและตีความวัตรปฏิบัติระหว่างในวัดกับนอกวัด ทำให้พระต้องมีความกะล่อนไปตามสถานการณ์ และถูกตั้งคำถามว่าตกลงแล้วคุณรักษาวัตรแบบดั้งเดิมจริงหรือไม่

    ลักษณะของการเรียนรู้ศาสนาของพุทธเถรวาทนั้นเป็นการเรียนจากครูอาจารย์ เป็นการเรียนจากครู เป็นรูปแบบวิถีชีวิตดั้งเดิม ในจินตนาการของเขา มองเถรวาทไม่เหมือนคนอื่น ยังคงมีความเคารพในพุทธเถรวาท ยังคงถือว่าตัวเองเป็นเถรวาท แต่เป็นแบบไม่เป็นทางการเพราะมีคนที่เป็นแบบทางการที่พยายามรักษาอัตลักษณ์บางอย่าง แต่ส่วนตัวเขามีอาจารย์พุทธสายเถรวาทอยู่

    จินตนาการเกี่ยวกับเถรวาทสำหรับวิจักขณ์ คือ การเรียนแบบอาจริยวาท คือ นักเรียนเรียนกับครู ถ้าเราต้องการจะเรียนกับอาจารย์ แต่ไม่มีอำนาจของรัฐเข้ามาควบคุมว่าเราควรเรียนจากใคร  เป็นจินตนาการของเถรวาทในอดีตสำหรับเขา นั่นคือ มีอาจารย์หลากหลายสาย มีการแตกแขนงของคำสอน ตามแต่สถานการณ์ ประสบการณ์ และ passion ของอาจารย์ เป็นรูปแบบของการเรียนที่เป็นมนุษย์ สัมพันธ์กับประสบการณ์จริง

    อย่างไรก็ตามมีแก่นแกนอยู่ที่การอ้างอิงคำสอน หรือหลักธรรม พุทธวจนะ อ้างอิงคำสอน พระไตรปิฎก แต่รูปแบบการเรียนนั้นอิสระ การตีความคำสอนของอาจารย์แต่ละคนต่างกัน หรือแม้แต่การตีความแบบเดียวกันก็ปฏิบัติต่างกัน ในฐานะศิษย์สามารถเลือกครูได้ ว่าชอบอาจารย์คนนี้ รู้สึกว่าคนนี้พูดแล้วเข้าไปในหัวใจของเราได้

    การบวชจึงไม่ใช่เรื่องพิธี สมมติเช่น วันหนึ่งมีพระเข้ามาในหมู่บ้าน เหมือน Backpacker เข้ามาแล้วบอกว่าชีวิตมันไม่เที่ยง ความหมายของชีวิตคือการเดินทาง ต้องออกเดินทางไปเผชิญ คนที่อยู่ในหมู่บ้านที่เคยแต่ขุดดินจับจอบก็อาจจะมีแรงบันดาลใจ อยากเดินตามคนนี้ไป

    แต่คำถามคือจินตนาการนี้หายไปได้อย่างไรในสังคมไทย ซึ่งเขาเห็นว่าความพยายามทำให้ศาสนาพุทธบริสุทธิ์นั้นมีส่วนทำให้หายไป สถาบันทางศาสนาที่ผูกโยงกับอำนาจบางอย่างที่ทำให้เขาสามารถสังคายนาได้ เขาเรียกรูปแบบการทำให้ศาสนาพุทธบริสุทธิ์เป็น ศาสนาเชิงสถาบัน ซึ่งจะมีประวีติศาสตร์การสังคายนาต่างๆ ซึ่งเขาไม่สนใจประวัติศาสตร์ชุดนี้เท่าไหร่ เป็นเพียงการอ้างอิงรูปแบบของเถรวาทแบบทางการแบบนี้

    แต่อำนาจของสถาบันที่จะสังคายนากรอบในจินตนาการแบบนี้มีมากแค่ไหนในอดีต เขามองว่าสถาบันเหล่านี้ในอดีตไม่น่าจะมีอำนาจมากขนาดนั้น เพราะในความจริงมีลักษณะที่กระจายตัวกว่านั้น และรูปแบบของวิถี เช่น พระธุดงค์ ไม่มีใครไปควบคุมได้ เพราะวิถีชีวิตที่เขาเลือกคือสิ่งที่เขาต้องการเลือกเป็นอิสระ ฉะนั้นจินตนาการของศาสนาที่พยายามจะจัดการ (organize) คนอื่น มีอิทธิพลน้อยมาก

    ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ รัฐชาติสมัยใหม่ ซึ่งทำให้เสรีภาพของสงฆ์ลดลง

    ในอดีตพระบางรูปมีคำสอนที่น่าสนใจ เจ้าอาจจะดึงตัวพระที่ธุดงค์ หรือพระในหัวเมืองมาช่วยงานในส่วนกลาง ซึ่งพระเหล่านี้ก็เข้ามามีส่วนกับอำนาจในศูนย์กลางบ้าง แต่น้อยกว่าทุกวันนี้

    ขณะที่รูปแบบเถรวาทสมัยนี้ที่มีอำนาจมาก เป็นผลจากการเกิดของรัฐชาติสมัยใหม่ เปลี่ยนจินตนาการอย่างรุนแรงเพราะอำนาจศูนย์กลางมีอิทธิพลมากในการควบคุมและจัดการศาสนา สิ่งที่มีผลมากต่อจินตนาการคือ เรื่องของเสรีภาพ ถูกรัฐเข้ามาควบคุมจัดการโครงสร้างของคณะสงฆ์ พระทุกรูปต้องขึ้นตรงต่อคณะสงฆ์
    ในกรณีของการมีพระอุปัชฌาย์ จะต้องได้รับการรับรองจากคณะสงฆ์

    แต่จริงๆ ศาสนาพุทธเป็นอะไรที่ควบคุมยาก เพราะพูดเรื่องความไม่มีตัวตน จึงกลายเป็นเรื่องประหลาดมากๆ ที่จะพยายามสร้างอะไรขึ้นมา เพราะว่า หลักของศาสนาพุทธคือการบอกว่าไม่มีตัวตน ศาสนาพุทธนั้นมีความชัดเจนในเรื่องความเป็นอิสระ วางกรอบได้ยาก เป็นศาสนาแบบอเทวนิยม

    ที่มาของการสร้างอัตลักษณ์ของศาสนาพุทธในไทย ส่วนหนึ่งมาจากการสร้างรัฐชาติ ระบอบสมบูรณาญาสิทธิ และอิทธิพลจากความกลัวของภัยภายนอกคือตะวันตกที่เป็นความกลัวร่วมของประเทศแถบนี้ เพราะการเข้ามาของโลกาภิวัตน์นั้นมาพร้อมปืนและศาสนาคริสต์ จึงต้องหาอัตลักษณ์ของชาติที่จะสู้กับภัยภายนอก จึงต้องมีความพยายามในการสร้างอัตลักษณ์ที่มีความกลัวภัยตลอดเวลาเช่น วัตถุนิยม ทุนนิยม คอมมิวนิสต์ ทักษิณ ธรรมกาย เป็นต้น ซึ่งสามารถหาภัยภายนอกได้หมด

    คำถามว่า ผู้หญิงเป็นภัยของศาสนาพุทธตั้งแต่เมื่อไหร่
    “ผู้หญิงไม่ใช่ภัยของผม แต่จินตนาการของศาสนาแบบเป็นทางการ ที่เคร่งเครียดเคร่งครัดได้ค่อยๆ สร้างภัยจากความกลัวของผู้หญิงมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง อารมณ์ความรู้สึก ร่างกาย ความ Chaos ของชีวิต ความพยายามที่จะหาหลักการมา organize ให้เกิดการรวมศูนย์ ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทำให้ศาสนานั้นเคร่งเครียดและเคร่งขรึม”

    ต่อคำถามว่า ธรรมกายก็สร้างความกลัวภัยภายนอกเหมือนกัน
    เขาบอกว่า คนพุทธส่วนหนึ่งกลัวธรรมกายว่าสอนอย่างบิดเบือนคำสอน แต่ตัวธรรมกายเองก็มีความกลัว ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ได้ต่างไปจากพุทธทางการ มี Mentality แบบพุทธสายอื่น จริงๆ ธรรมกายควรจะเป็นศาสนาประจำชาติด้วยซ้ำไป ไปด้วยกันได้ดีสังคมไทยมาก  ถามว่ามีความเปิดกว้างในเรื่องคำสอนไหม ผมก็คิดว่าไม่มี มีคำสอนเรื่องโลก เสรีนิยม ความหลากหลายทางเพศ เป็นธรรม หรือเท่าเทียมไหม ก็ไม่มี

    กรณีของอาจารย์พุทธทาสเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ พุทธทาสเป็นพระบ้านนอก แต่สนใจในศาสนธรรม จนวันหนึ่งก็เข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯ ซึ่งเกิดความคิดเปรียบเทียบกับต่างจังหวัดว่าด้วยความที่สังคมสงฆ์ในต่างจังหวัดเป็นชุมชนเล็กๆ ทำให้มีการตรวจสอบกันตลอดเวลา ขณะที่พระในกรุงเทพฯ ผิดศีลกันระนาว แต่ยังสร้างความบริสุทธิ์ให้ตัวเองได้ โดยอ้างธรรมวินัยอย่างเป็นทางการ เป็นการเรียนที่เต็มไปด้วยความแข็ง ตายตัว เรียนแล้วทำให้พระเป็นเจ้า ระบบโครงสร้างนี้ทำให้เกิดความสะเทือนใจและตัดสินใจไม่เรียนและกลับบ้านนอก และไปอยู่วัดร้าง และการตั้งสวนโมกข์ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เห็นว่าอาจารย์พุทธทาสนั้นทำให้เห็นว่ามีจินตนาการบงอย่างเกี่ยวกับเถรวาท คือมีความเรียบง่าย การสร้างสวนโมกข์คือการท้าทายจินตนาการของพุทธศาสนาอย่างเป็นทางการอย่าง Radical มาก คือเน้นความเรียบง่าย ซึ่งสิ่งที่พุทธทาสทำนั้นพระผู้ใหญ่เห็นและเข้าใจ เห็นได้จากการมาเยี่ยมเยียน แต่ในปัจจุบันก็ได้พัฒนาขึ้นไปอีก ความเป็นทางการ  และอำนาจนั้นทำให้เกิดคำถามต่อความเข้าใจของพระสงฆ์ผู้ใหญ่ในรัฐ

    สวนโมกข์ที่พุทธทาสพยายามสร้างจินตนาการใหม่ และออกไปอยู่กับความเรียบง่าย พยายาม reform พุทธธรรมในแง่ของวัฒนธรรม แต่กลับอยู่ได้เพียงชั่วรุ่นเดียว ทำให้เห็นว่าคนไม่เข้าใจแก ว่าแกทำอะไร พูดง่ายๆ ว่าแกโดดเดี่ยว แม้แต่ลูกศิษย์แกก็ไม่เข้าใจ ปัจจุบันสวนโมกข์กลายเป็นวัดทั่วๆ ไป มีเจ้าอาวาสที่ได้รับการแต่งตั้งจากทางการ คนที่อยู่ตามเคานเตอร์ต่างๆ มีเงินเดือน มีกล้องวงจรปิด เป็นสิ่งที่พบได้ตามวัดของประเทศไทย ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่าความเข้าใจเรื่องศาสนาบ้านเรามันรวมศูนย์

    ศาสนากลายเป็นการขายของ เราอยากได้สินค้าอะไร ก็ไปเลือกสินค้านั้น เป็นลักษณะของการเลือกแบบฉาบฉวย ปรากฏการณ์ของคนที่ชื่นชมศาสนา หรือพระ เขาอาจจะฆ่ากันได้ แต่เขาต้องการใช้พระ เสพพระในสิ่งที่เขาต้องการ ส่วนที่เขาไม่ต้องการเขาก็ทิ้งไป เช่นเราไปหาพระรูปหนึ่ง พระเขาเตือนเราเราก็อาจจะไม่ฟัง กรณีของสวนโมกข์นั้นประชาชนที่เข้าไปศรัทธาสวนโมกข์ก็อาจจะเลือกตัดพุทธทาสทิ้งไป

    คำถามว่า ชาวบ้านจินตนาการเรื่องพระ สิ่งหนึ่งที่เขาจินตนาการคือความหวังที่จะได้เขยิบฐานะ ทำมาสู่การศรัทธาพระที่ให้หวยแม่น
    ฟังก์ชั่นพวกนี้ต้องตอบโจทย์พวกนี้ถ้ายังปนเปื้อนอยู่กับโลก แต่ต้องผูกโยงกับโลกกุตระด้วย ไม่ใช่ตัดขาดจากกัน ซึ่งกลับมาสู่ประเด็นเรื่องการมีเสรีภาพ ถ้ามีเสรีภาพ การตั้งคำถามกับปรากฏการณ์เหล่านี้ก็จะเปิดกว้าง และเปิดกว้างสำหรับการตั้งคำถามในมิติอื่นๆ

    ปรากฏการณ์ของศาสนาพุทธตอนนี้มันงง และเข้าใจแบบงงๆ ต่างคนต่างหลอกกัน ซึ่งในความสัมพันธ์แบบศิษย์กับครูบาอาจารย์ เราจะทะเลาะกันตลอดเวลา แต่ทุกวันนี้เป็นการสัมพันธ์กันแบบคุณอยากได้อะไรฉันให้คุณหมด ความสัมพันธ์เชิงกัลยาณมิตร ความใกล้ชิด การตักเตือนกันได้ มันหมดไป จนผมก็ไม่รู้ว่าพุทธแบบทางการมันเหลืออะไรที่ควรรักษาไว้บ้าง

    คำถามว่า ไตรภูมิพระร่วงมีอิทธิพลต่อความคิดความเชื่อ แต่มันมีฟังก์ชั่นอย่างไร เพราะดูเหมือนมันทำหน้าที่ให้คนยอมรับสถานะของตนเองไม่ต่อสู้ มันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคำสอนทางศาสนาหรือไม่
    วิจักขณ์มองว่า ไม่ใช่ เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้คนเกิดจินตนาการไปกับมัน และทำให้เกิดความรู้สึกว่ามันสำคัญ แต่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้าไหม มันไม่ใช่ และถ้าถามว่ามันมีการตีความอย่างอื่นไหม มันก็มีแต่ทำไมเรายึดกับไตรภูมิพระร่วง

    แต่การสร้างให้ไตรภูมิพระร่างมีความเป็นสถาบันขึ้นมาได้ ก็เพราะมันมาตอบโจทย์เรื่องนี้ซึ่งพระพุทธเจ้าไม่ได้ตอบไว้ อ่านแล้วก็อิน แล้วก็รู้สึกว่าเราเกิดมาเป็นมนุษย์มีกรรม มีอิทธิพลในฟังก์ชั่นนี้ ทำให้ศาสนาพุทธมีความยิ่งใหญ่มี originality

    อนาคตของเถรวาทในสังคมไทย
    เถรวาทนั้นเป็นพุทธของชนชั้นนำ ที่ต้องหล่อหลอมจินตนาการของคน คนที่ศึกษาพุทธแบบนี้ต้องวิพากษ์วิจารณ์มัน ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นเจ้า

    พัฒนาการของพุทธแบบสถาบันมีความพยายามที่จะทำให้มันแข็งตัวมากขึ้น งี่เง่ามากขึ้น แต่พุทธแบบนี้เพิ่งเกิดมาได้เพียงร้อยกว่าปีมานี้เอง อย่างศาสนาคริสต์เองก็มีประวัติศาสตร์มายาวนานและปรับตัว ในอดีต ศาสนาคริสต์ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์เยอะ โป๊ปคนปัจจุบันก็มีความ amazing มาก

    ขณะที่พุทธของไทยในปัจจุบันนี้น่าสนใจมากเพราะมันไม่มั่นคง เพราะยึดโยงกับสถาบันอื่นๆ ด้วยซึ่งก็ไม่มั่นคงพอกัน ปรากฏการณ์เคลื่อนไหวปกป้องศาสนาพุทธด้วยข้อเสนอร่างพระราชบัญญัติปกป้องพระพุทธศาสนาที่เกิดขึ้นก็น่าสนใจ เพราะแสดงว่าความกลัวภัยนั้นเพิ่มขึ้น และกำลังทำให้ศาสนาที่เป็นอเทวนิยมกลายเป็นเทวนิยม

    แต่อเทวนิยมนั้นกำลังผันเป็นเทวนิยม เพราะไปดึงอำนาจนอกตัวมาปกป้อง และทำให้อำนาจนั้นเป็นอำนาจที่สูงสุด ดีงามที่สุดแทนที่ศาสนาพุทธจะทำให้คนได้ทำให้ตัวเองบริสุทธิ์ขึ้นกลับกลายเป็นการรับใช้ความดีที่สูงกว่า เช่น ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป ฆ่าเวลาบาปกว่าฆ่าคน หรือในกรณีของพม่า ฆ่าโรฮิงญาไม่บาป หรือฆ่าปลาใส่บาตรพระไม่บาป ทำให้เราอยู่ในวาทกรรมแบบนี้ ทำให้คนรุนแรงมากขึ้น เป็นวัฒนธรรมที่สะสมความรุนแรงมาก พร้อมจะรับใช้ความดีที่สูงกว่า

    ถามว่าศาสนาพุทธรับใช้เพื่อนมนุษย์ไหม มันไม่มีมิติที่จะรับใช้คนด้วยกันตรงๆ เลย ทำดีหวังชาติหน้า ทำให้สงสัยว่านี่เป็นพุทธภาษาอะไร ซึ่งเขามองเปรียบเทียบกรณีพุทธที่สุดโต่งในเมียนมาร์ ก็สะท้อนปรากฏการณ์บางอย่างในประเทศแถบนี้ว่ามีลักษณะร่วมของความรู้สึก Postcolonial ที่ยังไปไม่พ้นความรู้สึกนี้

    อะไรเป็นความกลัวของพุทธวันนี้
    ประการแรก คือ ความกลัวอิสลาม มีความกลัวว่าจะถูกกลืน แม้แต่การตั้งธนาคารอิสลาม และมีความพยายามจะตั้งธนาคารพุทธมาสู้

    ประการต่อมา คือความกลัวฮินดู เพราะฮินดูจะใช้วีธีกลืนเทวะของศาสนาอื่นๆ ไม่ปฏิเสธ ยอมรับคนอื่นก่อน และสุดท้ายก็จะสามารถกลืนเข้าด้วยกัน ซึ่งจริงๆ เป็นวิธีเดียวกับพุทธสมัยก่อน ที่พยายามยอมรับคนอื่น แต่ปัจจุบันมีความพยามยามอธิบายและรักษาวิถีพุทธดั้งเดิม ซึ่งส่วนตัวเขาคิดว่าคำว่าสังคายนาในศาสนาพุทธนั้น เขาไม่ค่อยรู้สึกร่วมด้วย การสังคายนาแบบทางการเป็นสิ่งที่ตลกเพราะไม่รู้ว่าพุทธแท้คืออะไร

    ประการที่สาม คือ กลัวการแตกนิกาย มีการอ้างประวัติศาสตร์ความเสื่อมของพุทธในอินเดีย ว่าเป็นเพราะพุทธตันตระเข้ามา หรือมีพุทธแบบทิเบตเข้ามา ไม่ได้มีความ critical มากพอที่จะยอมรับ ที่ไปเที่ยวทิเบตกัน ก็ไปดูเขาพูดถึงดาไลลามะ หรือ ติช นัท ฮันห์ แล้วน้ำตาไหล แต่ไม่รู้ว่านั่นเขาเป็นสายมหายาน ที่มีการเผชิญรูปแบบชีวิต สัญญะที่ละเอียดมากขึ้น เราไม่ตีความในแง่นั้น ทำให้เราเสียโอกาสในการเรียนรู้จากคนอื่นมาก ทำให้เรา ignorance มากขึ้น

    ความกลัวอื่นๆ ก็เช่น กลัวผู้หญิง เชื่อว่าถ้าอนุญาตให้ผู้หญิงมาบวช ศาสนาจะเสื่อมภายใน 500 ปี เป็นต้น

    สุดท้ายถ้าเราก้าวข้ามมายาคติเหล่านี้ไปได้เราไม่ต้องเป็นพุทธก็ได้ ถ้าเราเป็นคนปฏิบัติจริง ถ้าเราเริ่มเรียนอย่างปัจเจกก็จะเริ่มเข้าใจว่าอดีตเขาเรียนกันอย่างไร มหายานปนกับเถรวาท พุทธปนผี ปนไสยศาสตร์ ปะปนกันไปหมด

     

    หมายเหตุการเสวนานี้มีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบมาบันทึกวิดีโอการเสวนา

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    "ไม่ใช่สื่อมาทำให้เกิดความระแวงกันเอง เพราะท่านมีหน้าที่ในการดูแลบ้านหลังนี้ เจ้าของบ้านเขาให้ท่านดู ติดตั้งท่าน อะไรท่าน เหมือนกับสื่อคอยดูแทน แล้วปรากฏว่าท่านไม่ดู ท่านกลับมาเล่นงานเจ้าของบ้าน กลับมาเล่นงานคนในบ้าน แล้วโจรก็เข้ามาได้"

    กล่าวในรายการคืนความสุขฯ 27 มี.ค.58

    แม่ทัพภาค 4 ตั้งกรรมการสอบเหตุปิดล้อมปะทะที่บ้านโต๊ะชูด ทุ่งยางแดง ให้รายงานข้อเท็จจริงใน 7 วัน อธิการ มฟน.ย้ำอย่าให้เกิดซ้ำ เพราะทุกฝ่ายกำลังสร้างสันติภาพ ชี้ปัญหาภาคใต้ไม่มีวันจบหากเจ้าหน้าที่ยังใช้ความรุนแรง

    เวลา 09.30 น.วันที่ 28 มีนาคม 2558 ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี พล.ท.ปราการ ชลยุทธ แม่ทัพภาคที่ 4 พร้อมด้วย พล.ต.ท.อนิรุต กฤษณะการะเกตุ ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศชต.) นายภาณุ อุทัยรัตน์ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) นายเกรียงศักดิ์ ยกศิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี นายแวดือราแม มะมิงจิ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี และดร.อิสมาอีลลุตฟี จะปะกียา อธิการบดีมหาวิทยาลัยฟาฏอนี ได้ร่วมกันชี้แจงแนวทางการดำเนินการกรณีเหตุปิดล้อมตรวจค้นที่บ้านโต๊ะชูด ต.พิเทน อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย และถูกควบคุมตัว 22 ราย

    ทั้งนี้ ทาง กอ.รมน.ภาค 4 สน.ได้แสดงความเสียใจกับญาติและครอบครัวของผู้ที่เสียชีวิต ส่วนผู้ที่ถูกควบคุมตัวทั้ง 22 ราย ขณะนี้ได้ปล่อยตัวกลับภูมิลำเนาแล้ว 13 ราย ส่วนที่เหลือจะเร่งรัดการสอบสวนเพิ่มเติม หากไม่มีส่วนเกี่ยวข้องจะเร่งส่งตัวกลับต่อไป

    พล.ท.ปราการ ชี้แจงว่า เหตุการณ์ดังกล่าว ทาง กอ.รมน.ภาค 4 สน. น้อมรับทุกข้อสงสัยของพี่น้องประชาชน และหลายๆ ฝ่าย รวมถึงนักศึกษาของมหาวิทยาลัยฟาฏอนีตามที่ระบุในแถลงการณ์เมื่อวานนี้ เพื่อความโปร่งใส เป็นธรรมให้กับทุกฝ่าย และแสดงถึงความบริสุทธิ์ใจ จริงใจ ในการแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชน

    พล.ท.ปราการ แถลงว่า ขณะนี้ กอ.รมน.ภาค 4 สน.ได้แต่งตั้งคณะกรรมการกลางแสวงหาข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์นี้ โดยจะประกอบด้วยผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน ผู้แทนองค์กรศาสนา สภาทนายความภาค 9 ผู้แทนจากมหาวิทยาลัยฟาฏอนี ผู้แทนของจังหวัดปัตตานี ผู้แทน ศอ.บต. ผู้แทน ศชต. และ กอ.รมน.ภาค 4 สน. โดยมีนายแวดือราแม มะมิงจิ เป็นประธาน นายกิตติ สุระคำแหง ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานยุติธรรมเป็นเลขานุการ

    คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่หาข้อเท็จจริงในทุกๆ เรื่อง และรายงานข้อเท็จจริงภายใน 7 วัน เพื่อแจ้งให้พี่น้องสื่อมวลชนและประชาชนได้ทราบโดยทั่วกัน โดยกอ.รมน.ภาค 4 สน.และส่วนราชการทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ยืนยันที่จะให้ความเป็นธรรมโดยยึดหลักกฎหมาย หลักสิทธิมนุษยชน และความยุติธรรมกับทุกฝ่าย ปราศจากการแทรกแซง หรืออคติใดๆ เพราะพวกเราเชื่อว่า สันติสุขจะเกิดขึ้นได้อย่างถาวรโดยสันติวิธี

    ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2558 มหาวิทยาลัยฟาฏอนีได้ออกแถลงการณ์ในเรื่องดังกล่าวแล้ว โดยยืนยันว่า นักศึกษาของมหาวิทยาลัยฟาฏอนี 2 คนที่เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ด้วย ไม่เคยปรากฏพฤติกรรมที่ส่อไปในทางเป็นภัยต่อความมั่นคง และได้ขอให้ตั้งกรรมการสอบสวนและแสวงหาข้อเท็จจริงร่วมกันในเรื่องนี้

     

    อย่าให้เกิดซ้ำ เพราะทุกฝ่ายกำลังสร้างสันติภาพ

    ดร.อิสมาอีลลุตฟี จะปะกียา อธิการบดีมหาวิทยาลัยฟาฏอนี

    ต่อมาเวลาประมาณ 15.30 น.วันเดียวกัน ดร.อิสมาอีลลุตฟี จะปะกียา อธิการบดีมหาวิทยาลัยฟาฏอนี ได้เปิดแถลงข่าวอีกครั้ง ที่มหาวิทยาลัยฟาฏอนี อ.ยะรัง จ.ปัตตานีว่า มั่นใจว่าผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จะให้ความเป็นธรรมได้ แต่อย่าให้ความผิดพลาดเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก เพราะทุกฝ่ายกำลังพยายามในการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นได้ด้วยดี แต่เหตุการณ์นี้มาสะกิดถึงการทำงานของรัฐ

    “มหาวิทยาลัยฟาฏอนีเป็นมหาวิทยาลัยสีขาว ไม่มีใครเกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบ ทุกคนช่วยกันตักเตือนและพยายามใช้สันติวิธีในการแก้ปัญหาทุกเรื่อง เพื่อให้เกิดสันติสุขขึ้นในพื้นที่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนตระหนักอยู่แล้ว”ดร.อิสมาอีลลุตฟี กล่าว

    ผศ.โสรัตน์ อับดุลสตา คณบดีคณะศิลปะศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยฟาฏอนี แถลงด้วยว่า นักศึกษาที่เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ทั้ง 2 คน เรียนอยู่ชั้นปีที่ 4 เสียชีวิตในขณะที่ยังอยู่ในชุดนักศึกษา เพราะก่อนเกิดเหตุได้ลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลทำวิทยานิพนธ์ ไม่ได้วางแผนเรื่องการก่อเหตุร้าย ซึ่งนักศึกษาของที่นี่ทุกคนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแน่นอน สามารถตรวจสอบได้

     

    จุฬาราชมนตรีชี้ปัญหาภาคใต้ไม่มีวันจบหากเจ้าหน้าที่ยังใช้ความรุนแรง

    สำหรับความเคลื่อนไหวที่เกิดข้องกับเรื่อง สามารถประมวลข่าวที่เกี่ยวข้องโดยสรุป ดังนี้  เริ่มจากบีบีซีไทย - BBC Thai ได้รายงานความเห็นของนายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรีต่อกรณีนี้ว่า หากเจ้าหน้าที่ยังคงใช้ความรุนแรง การจัดการปัญหาภาคใต้ก็คงจะไม่จบสิ้น จุฬาราชมนตรีเห็นว่ารัฐบาลต้องสร้างความเข้าใจ เข้าถึงประชาชนในพื้นที่ และรู้ว่าปัญหาภาคใต้มีความซับซ้อนหลายประการ มีเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ที่ต้องใช้เวลาในการแก้ไข

    “ที่สำคัญคือความยุติธรรมต้องทำให้ประชาชนแน่ใจได้ว่ารัฐมีความยุติธรรม เพราะเจ้าหน้าที่ปฏิบัติผิดพลาดอยู่เรื่อย ชาวบ้านก็ย่อมคิดว่าไปรังแกเขา ทางการต้องทำความเข้าใจ ดึงชาวบ้านส่วนน้อยให้กลับคืนมา” นายอาศิส กล่าว และว่าการเจรจาพูดคุยเป็นหนทางเดียวที่จะยุติปัญหา หรือทำให้คลี่คลายลง

    “แต่ในช่วงที่ผ่านมาภายใต้การดูแลของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ทางสำนักจุฬาฯ ยังไม่ได้รับการติดต่อให้เข้าร่วมพูดคุยใด ๆ เขาอาจจะเข้าใจว่าเข้าใจปัญหาดีแล้ว แต่เท่าที่มองรัฐบาลชุดนี้ยังไม่ได้แก้ปัญหาได้เป็นพิเศษ หากเข้ามาคุยเราก็จะให้คำแนะนำไป” นายอาศิส กล่าว

    (ที่มา https://www.facebook.com/BBCThai?fref=nf)

     

    ผู้การปัตตานีลุยตั้งข้อหา จนท.วิสามัญฯ 4 ศพ

    ส่วนสำนักข่าวอิศรา รายงานว่า พล.ท.ปราการ ได้เดินทางเข้าพื้นที่เกิดเหตุเมื่อช่วงบ่ายของวันศุกร์ที่ 27 มีนาคมและรับปากกับครอบครัวผู้เสียชีวิตว่าจะดูแลเรื่องค่าเสียหายและจะรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อความเป็นธรรม โดยมีรายงานว่าทางราชการอาจจ่ายเงินเยียวยาเบื้องต้นให้กับญาติผู้ตายรายละ 5 แสนบาท

    พล.ต.ต.กฤษกร พลีธัญญวงศ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี กล่าวว่า เบื้องต้นจะแจ้งข้อหากับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่หรือใครก็ตามในข้อหาฆ่าผู้อื่น แต่ขอเวลาตรวจสอบก่อนว่ามีผู้ใดเกี่ยวข้องบ้าง

    (ที่มา http://www.isranews.org/south-news/other-news/item/37536-army_37536.html)

     

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ชาวบ้านถามปืนที่ศพมาจากไหน? – ทหารยันทำตามขั้นตอนปิดล้อมปะทะวิสามัญทุ่งยางแดง

    มฟน.ออกแถลงการณ์ ยืนยัน 2 นักศึกษาถูกวิสามัญที่ทุ่งยางแดง ไม่มีประวัติเป็นภัยต่อความมั่นคง

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    25 มีนาคม 2558 เวลา 13:30 น. ณ ห้อง 803 ชั้น 8 อาคารเอนกประสงค์ 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ วิทยาลัยสหาวิทยาการ โครงการ PPE แบ-กบาล ครั้งที่ 5 จัดงานเสวนาเรื่อง “ความอยุติธรรมสีขาว” เมื่อความไม่เป็นธรรมถูกทำให้เป็นเรื่องจำเป็น ว่าด้วยเรื่องสิทธิ เสรีภาพ ของกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ความเป็นเพศ และความเป็นธรรม 3 แบบ โดยมีวิทยากร ประกอบด้วย ดร.ปิยฤดี ไชยพร อาจารย์พิเศษ ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จิตรา คชเดช นักกิจกรรมทางสังคมนักสหภาพแรงงาน และเคท ครั้งพิบูลย์ อาจารย์สาขาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์

     

    จิตรา ชี้ สิทธิเสรีภาพไม่ได้มีผู้หยิบยื่นให้ แต่เกิดจากการต่อสู่

    เริ่มจาก จิตรา กล่าวถึง กลุ่มตัวอย่างคือผู้ใช้แรงงานในโรงงาน สิทธิเสรีภาพที่เกิดขึ้นกับผู้ใช้แรงงานงานไม่ได้เกิดขึ้นโดยมีผู้มาหยิบยื่นให้ ต้องต่อสู้กับอะไรหลายอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิเสรีภาพ หากถามว่าปัจจุบันนี้มีสิทธิเสรีภาพเต็มที่หรือไม่ ตอบได้ว่ายังไม่มี แต่หากเปรียบเทียบกับในอดีตที่ผ่านมาก็ถือว่ามีเพิ่มขึ้นมาบ้าง ผู้ใช้แรงงานต้องต่อสู้กับสิ่งหนึ่งคือวัฒนธรรม โดยความเชื่อที่ว่านายจ้างคือผู้มีพระคุณ ต้องต่อสู้กับรัฐที่บอกว่าต้องรักษานายจ้างไว้เพื่อให้มีการจ้างงาน ต้องต่อสู้กับเพื่อนร่วมงานที่บอกว่ามีงานทำก็ดีแล้ว อยู่กันอย่างนี้ดีกว่า และต้องต่อสู้กับตัวเองด้วยว่าถ้าเราอยากมีชีวิตที่ดีขึ้นเราจะต้องทำอย่างไร เพราะผู้คนรอบข้างนั้นไม่เห็นด้วย ในขณะเดียวกันก็ต้องต่อสู้กับชุมชน ชุมชนคิดว่าการที่มีโรงงานในชุมชนเป็นเรื่องที่ดี เพราะเขาคิดว่าการมีโรงงานในชุมชนจะทำให้มีงานทำ จะทำให้ชุมชนมีการพัฒนา

    วัฒนธรรมที่ถูกปลูกฝังมาอย่างต่อเนื่องคือนายจ้างเป็นผู้มีพระคุณ ตนเองมีรากฐานมาจากเป็นคนในภาคกลางที่ที่บ้านทำนา แม่บอกว่าอยู่บ้าน ภาคกลางน้ำชอบท่วม เวลาหน้าน้ำ น้ำจะท่วมข้าว ทำให้เราทำนาไม่ได้ ก็ไม่มีเงิน แต่หากไปทำงานในโรงงาน ฝนตก แดดออก ก็ยังสามารถทำงานได้และยังได้เงิน เพราะฉะนั้นแม่จึงสอนว่าหากเกิดมาทำงานในโรงงานสิ่งที่สำคัญก็คือต้องเคารพนายจ้าง ซื่อสัตย์ ไม่ลักขโมย เพราะเขาเป็นผู้มีพระคุณ การสอนเหลล่านี้ทำให้ไม่กล้าที่จะรวมตัวต่อรอง เพราะว่านายจ้างคือผู้มีพระคุณ จะไปเป็นหุ้นส่วนไม่ได้ ในขณะเดียวกันนายจ้างก็มีฐานความคิดเช่นนี้เหมือนกัน เพราะเขาเห็นเราเป็นลูกจ้าง เขากดขี่เรา

    จิตรา คชเดช

    จิตรากล่าวต่อว่า รากฐานสำคัญที่ทำให้เกิดความเข้าใจแบบนั้น เกิดจากการโฆษณาชวนเชื่อว่าการเข้าสู่ประเทศอุตสาหกรรมจะนำไปสู่สิ่งที่ดี โฆษณาว่าหากพื้นที่แถบเรามีโรงงาน มีอุตสาหกรรม คนจะมีงานทำ คนมีงานทำจะทำให้เศรษฐกิจรอบข้างดีขึ้น โดยไม่บอกถึงผลเสียที่จะตามมา ไม่บอกว่าหากมีโรงงานแล้วจะมีน้ำเสีย มีโรงงานแล้วจะมีอากาศที่เป็นมลพิษ มีโรงงานแล้วคนจะถูกกดขี่จากการทำงานและทำให้ให้นายจ้างรวยขึ้น ไม่มีการโฆษณาด้านผลแบบนี้ เวลามีนายจ้างต่างประเทศอยากมาลงทุนในประเทศไทย สิ่งที่รัฐไปโฆษณากับนายจ้างคือบอกว่า เรามีแรงงานราคาถูก มีที่ดินราคาถูก จะไม่ให้เสียภาษี

    ปัญหาต่างๆแท้จริงแล้วก็เหมือนกับการพูดซ้ำซาก ตนพูดมาอย่างยาวนานแล้วว่า ปัญหาที่มันเกิดขึ้นกับคนงาน คนจนเมือง ชาวไร่ชาวนา เกิดอะไรขึ้นบ้าง คิดว่าทุกเวทีถ้าพูดเรื่องสะท้อนปัญหาทุกคนจะรู้หมดว่ามันเกิดปัญหาอะไร ชาวนาเกิดปัญหาอะไร เป็นหนี้ธกส. ปัญหาพ่อค้าคนกลาง ชุมชนเมืองคือคนที่อพยพเข้ามาแล้วไม่มีที่อยู่อาศัยก็ต้องอยู่ในชุมชนที่แออัด งบประมาณในการพัฒนาชุมชนเมืองไม่มี ปัญหาโรงเรียนเด็กไม่ได้เรียน ปัญหาคนงานค่าจ้างไม่พอกับค่าครองชีพ ไม่มีสิทธิการรวมตัว ความปลอดภัยในการทำงานไม่มี ความมั่นคงในการทำงานไม่มี ปัญหาเหล่านี้คิดว่าทุกคนทราบอยู่แล้ว เราพูดกันแบบซ้ำซากมากและพูดกันมาตลอดแต่ไม่เคยได้รับการเหลียวแลหรือเข้ามาแก้ปัญหา ตนทำงานเคลื่อนไหวมา 20 ปี พูดเรื่องปัญหาเหล่านี้มากับรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย จนมาถึงกระทั่งรัฐบาลชุดปัจจุบัน ปัญหาเหล่านี้ก็ยังไม่หมดไป

     

    ความยุติธรรมในสังคมก็คือประชาชนต้องมีส่วนร่วมในทุกมิติ

    จิตรา กล่าวถึงทางออกของปัญหาเหล่านี้ว่า ทางออกของปัญหาในขบวนการแรงงานนั้นไม่มี แต่อาจจะได้สิทธิการรวมตัวตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ ปี 2518 สังเกตว่ากฎหมายที่จะมีสิทธิเสรีภาพต้องเกิดจากยุคสมัยด้วย หากเกิดในช่วงรัฐประหาร เกิดในช่วงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เกิดในช่วงสถานะการทางการเมืองต่างๆ ตัวกฎหมายจะเป็นตัวชี้ว่าช่วงนั้นสถานการจะเป็นอย่างไร กฎหมายแรงงานที่ออกมาในช่วงปี 2518 ถือว่าเป็นช่วงที่ดีและสังคมไทยตอนนั้นเรียกว่าประชาธิปไตยเบิกบาน ก็มีกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ออกมา แต่ตั้งแต่ปี 2518 เป็นต้นมา กฎหมายยังไม่เคยมีการเปลี่ยนเรื่องสิทธิการรวมตัว สิทธิการรวมตัวตอนนั้นของกฎหมาย พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ ปี 2518 เขียนไว้ชัดเจนในข้อกฎหมายว่า การที่มีสิทธิ์หยุดงานได้ ในภาวะที่ประกาศกฎอัยการศึก คนงานไม่มีสิทธิ์ และคนงานสามารถเข้าสู่กระบวนการทางศาล ซึ่งเป็นศาลแรงงาน ศาลแรงงานจะให้สิทธิ์ในเรื่องของมีผู้พิพากษาสมทบ ฝ่ายนายจ้าง ลูกจ้าง และก็รัฐ แต่ยังมีเงื่อนไขอื่นๆอีกมากมายที่ทำให้ลูกจ้างไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้อย่างแท้จริง เพราะว่ามีเงื่อนไขในเรื่องของการไกล่เกลี่ย การไกล่เกลี่ยคือหากเราทำงานกับนายจ้างนี้ไม่ได้ก็ให้รับเงินชดเชยแล้วออกจากงาน นี่คือสิ่งที่ทำลายสิทธิการรวมตัวได้

    ทางออกอีกทางหนึ่งคือโครงสร้างที่เป็นธรรมในสังคม จะต้องมีในเรื่องของกระบวนการยุติธรรม กระบวนการยุติธรรมจะต้องแก้ไขอย่างไรบ้าง กระบวนการยุติธรรมโดยหลักแล้วเรื่องสิทธิการประกันตัวก็สำคัญมาก ยกตัวอย่างของคนงาน การประกันตัวคนงานที่มีปัญหาขัดแย้งกับนายจ้างเช่น คนงานชุมนุมหน้าโรงงานแล้วนายจ้างนั้นแจ้งจับข้อหาบุกรุก ก็จะต้องมีเงินประกันตัวหนึ่งแสนบาท ลองคิดดุว่าคนงานทำงาน 1 ปี ยังไม่ได้เงินหนึ่งแสนบาทเลย เขาจะเอาเงินที่ไหนไปประกันตัว แต่ในขณะเดียวกันหากเราพูดถึงเงินหนึ่งแสนบาทกับคนที่มีฐานะที่ดีกว่าถือว่าเป็นเงินเล็กน้อยมาก ตัวลูกจ้างไปศาลหนึ่งวันเท่ากับขาดรายได้ แต่นายจ้างเขาสามารถมีตัวแทนหรือทนายไปศาลแทนได้ เรื่องการต่อสู้เมื่อใช้ระยะเวลายาวนานลูกจ้างจะสู้ต่อไม่ได้ก็ต้องยอมยุติกระบวนการในการไกล่เกลี่ยให้จบไป เฉะนั้นเรื่องสิทธิประกันตัว เรื่องของกระบวนการยุติธรรม การต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง จะต้องมีการแก้ไข

    เรื่องการตรวจสอบ การตรวจสอบในโครงสร้างของสังคม การตรวจสอบรัฐ การตรวจสอบผู้ใช้ภาษี ก็เป็นสิ่งสำคัญ หากเราสามารถทำได้ เราก็จะมีการพัฒนาเป็นประเทศที่ดีได้ การปฏิรูปการศึกษา การเรียนฟรี การเข้าถึงสุขอนามัย เรื่องสิทธิเนื้อตัวร่างกาย เรื่องสิทธิการทำแท้งของผู้หญิง และสิทธิ์ของประชาชน การเกิดสิทธิ์ของประชาชน กฎหมายต่างๆ ไม่ได้เกิดขึ้นมามาลอยๆ หรือว่ามีผู้เห็นใจและบอกว่าเอาสิทธินี้ไป กฎหมายทุกอย่างเกิดมาจากแรงกดดันของประชาชนเช่น กฎหมายประกันสังคม กว่าจะออกมาได้เกิดการต่อสู้เรียกร้องมากมายของผู้ใช้แรงงาน แต่ก็มีกฎหมายบางอย่างที่ประชาชนนั้นไม่ต้องการออกมาเช่น พ.ร.บ.ความมั่นคง พ.ร.บ.ฉุกเฉิน  เหล่านี้ก็ออกมาได้โดยง่าย แต่กฎหมายที่จะให้ออกมาเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชนก็ไม่ได้ผ่านออกมาง่ายๆ ต้องเกิดการต่อสู้เรียกร้องกัน

    “สิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้มีความยุติธรรมในสังคมก็คือประชาชนต้องมีส่วนร่วมในทุกมิติ ถ้าประชาชนไม่มีส่วนร่วมเลย ก็ไม่สามารถที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมที่ดีได้ คือถ้าจะต้องให้ใครคนใดคนหนึ่งมากำหนดกรอบให้ประชาชนอยู่ในกรอบนั้น มันก็ไม่สามารถที่จะนำไปสู่การที่จะทำให้คุณภาพชีวิตที่ดี แล้วข้อขัดแย้งหรือความขัดแย้งในสังคมมันก็ไม่ได้หมดไปเพราะประชาชนไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วม” จิตรากล่าว

    เคท ครั้งพิบูลย์

    เพศถูกทำให้มาพร้อมกับความผิดบาป ความสกปรก

    เคท กล่าวถึงประเด็นความเป็นธรรมเกี่ยวข้องอย่างไรในเรื่องของเพศว่า เมื่อใดก็ตามที่สังคมไทยพุดถึงเรื่องเพศ เราจะนึกถึงความผิดบาป นึกถึงความสกปรก ไม่ควรพูดในที่สาธารณะ ทั้งที่จริงแล้วเป็นเรื่องที่ต้องพูดคุยกันเพื่อทำความเข้าใจ สิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้อิทธิพลความคิดในเรื่องเพศเกิดขึ้นมา ตนเชื่อว่าเพราะวัฒนธรรมความเป็นเพศถูกผุกขาดมาตั้งแต่ผู้ที่เป็นพ่อแม่ในสังคมระดับครอบครัว และถูกส่งผ่านมาในระดับโรงเรียน สิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าเรื่องเพศถูกสื่อความในทางที่แย่นั้นมีผลมาจากรัฐ เมื่อพูดถึงวิถีคิดเรื่องเพศของรัฐไทยพบว่านโยบายและกฎหมายต่างๆของรัฐไทย หรือเพศวิถีที่กำลังเปลี่ยนไป มักจะยกในเรื่องของศีลธรรมเข้ามาตัดสิน โดยเชื่อว่ากลุ่มเด็กและเยาวชนหากไม่พูดถึงเรื่องศีลธรรมไว้ก่อน จะทำให้เด็กและเยาวชนเสื่อมลงเพราะพูดเรื่องเพศมากเกินไป ดังนั้นจึงไม่มีการเปิดพื้นที่ให้พูดเรื่องเพศ เมื่อใดก็ตามที่พูดขึ้นมาก็จะถูกตักเตือนว่าเป็นเรื่องที่ไม่ดี

    ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาของรัฐไทยที่เกี่ยวกับเรื่องเพศ มีการใช้วัฒนธรรม อำนาจ ที่เรียกได้ว่าเป็นกลไกในการควบคุมจารีตประเพณีหรือว่าชุดความคิดต่างๆ ถูกส่งผ่านวาทกรรมหลากหลายช่องทางเพื่อที่จะควบคุมเรื่องเพศ ในรัฐสมัยใหม่ที่พยายามมุ่งเรื่องของอำนาจเข้ามาสู่ศูนย์กลางอีกครั้งหนึ่ง การบริหารอำนาจแบบศูนย์รวมอำนาจไว้ศูนย์กลางมีผลทำให้วิธีคิดของเพศกับรัฐถูกรวบรวม ถูกคิด ถูกออกแบบจากมาตรฐานเดียวกันจากส่วนกลาง สิ่งที่เกิดขึ้นคือการออกแบบเรื่องเศรษฐกิจ การศึกษา มันจะถูกส่งมาจากส่วนกลางเท่านั้น ที่สำคัญที่สุดคือนอกจากสร้างมาตรฐานหรือเกณฑ์ของเศรษฐกิจและการศึกษามาจากรัฐส่วนกลาง รัฐพยายามทำในเรื่องของเพศไปด้วย ทั้งนี้รัฐไทยนำวิธีคิดเรื่องชนชั้นมาจัดการเรื่องเพศ เมื่อใดก็ตามที่พูดถึงเรื่องเพศ สิ่งนี้จะเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่าความเท่าเทียมทางเพศแท้ที่จริงแล้วมีเรื่องชนชั้นเข้ามาเกี่ยวข้อง รวมไปถึงความมีอัตลักษณ์ทางเพศ และเรื่องต่างๆ จะมีเรื่องชนชั้นเข้ามาเป็นส่วนตััดในทุกๆเรื่อง ในประวัติศาสตร์เรื่องเพศของผู้หญิงและผู้ชายมักจะอยู่ในชนชั้นสูง ใครก็ตามที่อยู่ใกล้แหล่งอำนาจมักจะถูกควบคุมเรื่องเพศอย่างมากที่สุด เมื่ออยู่ใกล้แหล่งอำนาจมากที่สุดมันก็ถูกแพร่กระจายสู่ชนชั้นต่างๆ รับเอาวัฒนธรรมทางเพศแบบนั้นมา ซึ่งไม่น่าเชื่อว่านอกจากรูปแบบการใช้ชีวิต การพัฒนาตัวเอง การผลักดันตัวเองเพื่อให้ออกจากชนชั้นหนึ่งสู่อีกชนชั้นหนึ่ง เรื่องเพศก็เป็นเช่นเดียวกัน จะเห็นได้ว่าหนังสือสุขศึกษาที่พูดเรื่องเพศอยู่ในปัจจุบันนี้ก็ยังพูดถึงเรื่องเพศบนฐานความคิดที่เชื่อว่าเพศไม่มีทางเท่าเทียม เรื่องเพศในสังคมไทยถูกกดขี่เอาไว้จากการเรียนรู้ทั้งแบบทางการและไม่เป็นทางการ แบบทางการคือการกระทำผ่านในโรงเรียน สถานศึกษา ส่วนไม่เป็นทางการคือไม่มีสิทธิ์พูดเรื่องเพศในพื้นที่สาธารณะ

    การจะเข้าใจแก่นแท้ของอำนาจที่รัฐเข้ามาจัดการควบคุมเรื่องเพศ พร้อมทั้งยังสร้างกฎกติกาให้ทำตาม หากทำตามจะได้รับรางวัล หากไม่ทำตามก็จะถูกลงโทษ ในกรณีเบื้องต้นอยากนำเสนอให้เห็นว่าที่มาของการกดขี่เรื่องเพศในเมืองไทย มีที่มาจากเรื่องของชนชั้นทางสังคมและการกระทำของรัฐเป็นหลัก

    สังคมไทยแบ่งกล่องทางเพศไว้อย่างชัดเจน

    ส่วนของความหลากหลายทางเพศ เพศภาวะ และเพศวิถี ในสังคมไทยยังให้ค่า ให้ราคา กับการพูดเรื่องนี้ต่ำมาก เรื่องของเพศสภาพ เพศวิถี ในบ้านเราถูกพูดมาอย่างยาวนานและต่อสู้เริ่มต้นมาจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้หญิง ต่อมาสถานการณ์ทางสังคมได้เกิดการเปลี่ยนแปลงและพบปัญหาว่าคนที่มีความหลากหลายทางเพศในบ้านเราก็ยังเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่าเป็นปัญหาและการไม่ได้รับความเป็นธรรมจากสังคม ในส่วนนี้เองที่เป็นปัญหาว่าทำไมจึงต้องมาพูดกันถึงเรื่องนี้ ข้อจำกัดและสภาพปัญหาของความหลากหลายทางเพศที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศที่ไม่ได้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในกรอบของสังคมที่วางไว้ จะเห็นว่าสังคมไทยแบ่งกล่องทางเพศไว้อย่างชัดเจนก็คือ กล่องความเป็นชาย กล่องความเป็นหญิง และเมื่อใดก็ตามที่ใครคนหนึ่งก้าวออกมาจากกรอบที่สังคมวางไว้ มักจะได้รับการตั้งคำถามแล้วไม่ได้รับความสนใจจากสังคม

    เคทเล่าต่อว่า ในประเด็นของผู้ที่เป็นสาวประเภทสองมันมีอัตลักษณ์ทางเพศที่ชัดเจน และแสดงออกให้เห็นว่ามีการข้ามกรอบทางเพศมาอย่างชัดเจน ผู้ข้ามเพศในสังคมไทยยังประสบปัญหาเรื่องสิทธิการระบุตัวตนเช่น คำนำหน้านาม สิ่งนี้ผู้ข้ามเพศยังไม่ได้รับการรับรองจากรัฐ ต่อมาคือเรื่องของการแต่งกาย ที่ถูกควบคุมมาตั้งแต่การเป็นนักเรียน ในเครื่องแบบนักเรียน นักศึกษา รวมไปถึงการรับปริญญาและการฝึกงาน ส่วนนี้จะเห็นได้ว่ามีการแบ่งเพศอย่างชัดเจนในเครื่องแบบ ดังนั้นมันจึงย้อนรอยไปว่าสิ่งที่เราปลูกฝังในเรื่องความเป็นเพศ มันถูกปลูกฝังอย่างใกล้ชิด ไม่ละมือที่จะทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้เป็นไปตามที่รัฐต้องการ

    สิ่งที่เกิดการเปลี่ยนแปลงเมื่อพูดถึงความยุติธรรมในส่วนของสาวประเภทสองในบ้านเราก็คือเรื่องการรับราชการทหาร ที่ผ่านมามีกรณีการฟ้องร้องปี 2549 ในเรื่องของการถูกระบุในใบ สด.43 ว่าผู้ที่เป็นสาวประเภทสองจะได้รับการระบุในใบ สด.43 ว่าเป็นโรคจิตวิตถาร โรคจิตถาวร ซึ่งในบางคนต้องใช้ใบนี้ในการสมัครงานว่าผ่านการเกณ์ทหารแล้ว แต่เมื่อในใบถูกระบุแบบนั้นถามว่าใครจะรับเข้าทำงาน เกณฑ์อะไรที่นำมาตัดสินว่าผู้ที่เป็นสาวประเภทสองเป็นโรคจิต ต่อมาปี 2555 ศาลปกครองได้ตัดสินว่าสิ่งที่กระทรวงกลาโหมเขียนไปต้องเปลี่ยนระเบียบกระทรวง และต้องแก้ไขใหม่ว่าเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด หลังจากนั้นมาสาวประเพศสองที่เข้ารับการเกณฑ์ทหารจะได้รับการปฏิบัติเป็นอย่างดีเปรียบเสมือนดั่งผู้หญิงคนหนึ่ง

    ต่อมาเรื่องของสิทธิการรับบริการสาธารณะ จะเห็นว่ามีปัญหาในส่วนของบริการสาธารณะหลายอย่างเช่น การไปโรงพยาบาล (ให้รวมสาวประเพศสองไว้ในห้องพักของผู้ชาย) การไม่รับบริจาคเลือด รวมถึงการห้ามใช้บริการสถานบันเทิงบางแห่ง สิ่งเหล่านี้เป็นสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไทยที่ทำให้เห็นว่าการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งอัตลักษณ์ทางเพศและเหตุของความเป็นเพศมันยังมีอยู่จริง การตัดสินใจว่าจะปฏิบัติกับคนอย่างไร ในสังคมไทยนอกเหนือจากการดูสถานะทางสังคมแล้วยังดูเรื่องของเพศอีกด้วย เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่าอคติทางเพศยังมีอยู่จริงในสังคมไทย การที่คนที่มีความหลากหลายทางเพศจะลุกขึ้นมาพูดเรื่องของตัวเองอาจไม่ง่ายนัก หากจะขับเคลื่อนกฎหมายเรื่องเพศจะต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจ

    ปิยฤดี ไชยพร

    ความเข้าใจในเรื่องความเป็นธรรม 3 แบบ

    ปิยฤดี กล่าวถึงความเป็นธรรมว่า ความเข้าใจในเรื่องความเป็นธรรม หากพูดถึงคำว่าความเป็นธรรมนั้นสามารถพูดถึงได้สามแบบ แบบแรกคือการปฏิบัติอย่างความเป็นธรรม หมายถึงการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน จะใช้ในกรณีเมื่อพูดถึงสิ่งที่เป็นสิทธิ เสรีภาพพื้นฐาน เสรีภาพพื้นฐานของพลเมืองที่คนทุกคนที่เป็นพลเมืองจะต้องได้รับสิ่งนี้เท่ากัน เหมือนกัน โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ หากคนหนึ่งได้ทุกคนก็ต้องได้

    แบบที่สองคือ การปฏิบัติอย่างไม่เท่ากันแต่ได้รับความเป็นธรรม มีบางกรณีที่คนบางคนได้รับอะไรบางอย่างมากมันชอบธรรมที่คนบางคนจะได้รับในสิ่งเดียวกันนั้นน้อยกว่า มันเอื้อให้สามารถที่จะชอบธรรมได้ ในบริบทของตลาดเสรีหรือตลาดที่เป็นทุนนิยม คนจะมีขีดความสามารถไม่เท่ากัน ฉะนั้นในที่สุดแล้วอาจจะลงเอยด้วยชุดของสิ่งที่เขาถือครองอยู่ เช่น รายได้ ความมั่งคั่ง โอกาส ซึ่งบางคนมีมากน้อยไม่เท่ากัน ในกรณีนี้ความเป็นธรรมสามารถจะมีความหมายว่าคนบางคนจะมีเยอะมากได้ คนบางคนมีน้อยกว่าได้ แต่ในภาพรวมแล้วการที่คนมีเยอะกว่าจะต้องก่อให้เกิดประโยชน์ลงมาสู่คนที่มีน้อยกว่า เมื่ออยู่สูงจะต้องสามารถช่วยดึงคนข้างล่างขึ้นมาข้างบนได้ สังคมจะได้เติบโตไปด้วยกัน สิ่งที่สำคัญคือคนในสังคมต้องทำการตกลงกันว่าจะยอมให้ไม่เท่าได้แค่ไหน และไม่เท่าในเรื่องไหนได้บ้าง

    แบบที่สามคือการปฏิบัติพิเศษ หมายถึง สิ่งที่คนบางคนอาจจะไม่ต้องมีมาก บางคนมีมากเป็นพิเศษและต้องการสิ่งนั้นมากกว่าคนอื่น ความเป็นธรรมในแบบที่สามนี้เป็นความหมายที่ต้องใช้ความรอบคอบมาก และต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลและสถิติ เวลาใช้ความหมายของความเป็นธรรมในข้อที่สามคือ คนบางคนต้องได้มากกว่าคนอื่น เพราะเขามีความต้องการมากเป็นพิเศษ ตรงนี้ต้องใช้ความรอบคอบ เพราะบางทีถูกเอาไปใช้มั่วในทางที่เอื้อประโยชน์กับคนบางกลุ่มทางการเมือง แทนที่จะใช้เพื่อจุดประสงค์ที่แท้จริงคือเพื่อสร้างความเป็นธรรม ฉะนั้นการให้ประโยชน์พิเศษจึงเป็นดาบสองคม หากจะเรียกร้องความเป็นธรรมจากความหมายนี้ จำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมากที่สุด

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    ลูกเรือประมงไทย 21 คนที่ตกค้างบนเกาะอัมบนของอินโดนีเซีย เดินทางกลับถึงไทยแล้ว หลังได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลไทย และ 1 เม.ย.นี้จะมีแรงงานไทยที่ได้รับการช่วยเหลือกลับมาเพิ่มอีก 6 คน ด้าน 'ฐปณีย์' โพสต์เฟซบุ๊กขอบคุณทุกฝ่าย 

     
    28 มี.ค. 2558 สำนักข่าวไทยรายงานว่าที่ท่าอากาศยานดอนเมือง กลุ่มลูกเรือประมงไทยที่ตกค้างบนเกาะอัมบน ประเทศอินโดนีเซีย จำนวน 21 คน เดินทางกลับถึงไทยโดยสายการบินแอร์เอเชีย เที่ยวบิน QZ252 เมื่อเวลา 20.15 น. หลังได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลไทย โดยมีผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ รวมถึงครอบครัวและญาติของกลุ่มลูกเรือที่มารอรับ
     
    แรงงานทั้งหมดนี้เคยถูกกลุ่มนายหน้าหลอกไปขึ้นเรือประมงที่ จ.สมุทรสาคร โดยเสนอค่าจ้างเป็นเงินจำนวนมาก แลกกับทำงานบนเรือประมง จะถูกส่งไปบนเรือประมงในน่านน้ำเกาะอัมบน และถูกใช้แรงงานอย่างหนัก จนสามารถหลบหนีมาขอความช่วยเหลือได้
     
    สำหรับการช่วยเหลือ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จะนำตัวผู้เสียหายมาดูแลเพื่อให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการสอบปากคำ ช่วยเหลือทางด้านกฎหมาย และคัดกรองบุคคลเข้าเมือง เนื่องจากผู้เสียหายทั้งหมดไม่มีเอกสารประจำตัว โดยจะดำเนินการคัดแยกผู้เสียหาย พร้อมทั้งส่งตัวเข้ารับการคุ้มครองชั่วคราวที่สถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ (ชาย) จังหวัดปทุมธานี เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลจากลูกเรือประมงไทยทั้งหมดที่ได้รับการช่วยเหลือ และติดตามให้การช่วยเหลือในการดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งดูแลเกี่ยวกับสิทธิและประโยชน์ให้กับผู้เสียหายก่อนส่งตัวกลับภูมิลำเนา และจะติดตามดูแลครอบครัวตามภูมิลำเนาเดิมของลูกเรือประมงไทยทั้ง 21 คน เพื่อจะได้ช่วยเหลือครอบครัวอย่างต่อเนื่อง
     
    ขณะที่นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ทางการไทยได้ประสานงานกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย เพื่อช่วยเหลือแรงงานไทย โดยในวันที่ 1 เมษายนนี้ จะมีแรงงานไทยที่ได้รับการช่วยเหลือกลับมาเพิ่มอีก 6 คน ส่วนแรงงานที่อยู่ในเกาะเบจินา 5 คน ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิสูจน์สัญชาติจากตรวจคนเข้าเมืองอินโดนีเซีย คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ จึงจะสามารถช่วยเหลือกลับไทยได้ ขณะนี้กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ได้ช่วยเหลือและส่งลูกเรือประมงไทยที่สมัครใจกลับไทยแล้ว 169 คน แต่ยังไม่ทราบตัวเลขของแรงงานตกค้างที่แน่ชัด เพราะอยู่ระหว่างการพิสูจน์สัญชาติ
     
    วันเดียวกันนี้ (28 มี.ค.) ฐปนีย์ เอียดศรีไชย ได้โพสต์ในเฟซบุ๊คส่วนตัว ขอบคุณทุกฝ่าย โดยระบุว่า
     
    สำหรับคนทำข่าว เป้าหมายในการตีแผ่ข้อเท็จจริงต่างๆ ก็เพื่อให้สังคมรับรู้ ตื่นตัว และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ต่างจาก Ngo อย่างมูลนิธิ LPN ทำงานรวบรวมข้อมูลต่างๆก็เพื่อให้ภาครัฐมาแก้ไขร่วมกัน
     
    ดีใจค่ะที่ภาพวันนี้มาถึง ชุดเฉพาะกิจช่วยเหลือแรงงานไทยในอินโดนีเซีย สถานทูตไทย ณ.กรุงจาการ์ตา สถานทูตอินโดนีเซียประจำกรุงเทพ ประชุมร่วมกับ ผู้กำกับการสถานีตำรวจเกาะอัมบน เพื่อวางแนวทางช่วยเหลือ ทั้งลูกเรือที่เป็น คนตกเรือ คนผี คนเร่ร่อน ลูกเรือที่อยู่บนเรือและต้องการกลับประเทศไทย รวมทั้งการตรวจสอบศพนิรนามที่ต้องสงสัยว่าเป็นศพคนไทย
     
    ขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ,พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ,พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.พม.,กระทรงการต่างประเทศ ท่านทูตภาสกร ทูตไทย ณ.กรุงจาการ์ตา และผู้เกี่ยวข้องทุกท่านค่ะ
     
     
     
     

    สำหรับคนทำข่าว เป้าหมายในการตีแผ่ข้อเท็จจริงต่างๆ ก็เพื่อให้สังคมรับรู้ ตื่นตัว และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาของหน่วยงานที่เกี...

    Posted by Thapanee Ietsrichai on 28 มีนาคม 2015

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    "ปณิธาน วัฒนายากร" ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เผยรัฐบาลเตรียมนำ ม.44 มาใช้ตั้งแต่ต้นปี แต่มีเหตุระเบิดก่อน ด้าน ปชป.-พท. ประสานเสียง ม.44 แรงกว่ากฎอัยการศึก สั่งประหารชีวิตได้

     
    28 มี.ค. 2558 เว็บไซต์แนวหน้ารายงานว่านายปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เปิดเผยถึง แนวคิดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในการใช้ มาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวแทนกฏอัยการศึกว่า คสช. ได้มีการหารือกันตั้งแต่ต้นปี 2558 แต่ปรากฏว่าในเวลาดังกล่าวเกิดเหตุระเบิดซึ่งเกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมืองขึ้น จึงต้องใช้กฏอัยการศึกไปก่อน อย่างไรก็ตามเมื่อรัฐบาลเห็นว่าขณะนี้ถึงเวลาที่ต้องเปิดพื้นที่การแสดงออกทางการเมืองมากขึ้นจึงเห็นควรนำมาตรา 44 มาใช้แทนได้ เพราะคิดว่าเป็นแนวทางที่ดีกว่าหลายด้าน
     
    "ต้องรอดูว่าเมื่อใช้มาตรา 44 แทนกฏอัยการศึกจะมีการร่างระเบียบหรือออกเป็นประกาศของ คสช.อย่างไรในการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองเพราะในมาตรา 44 จำเป็นต้องมีระเบียบหรือประกาศเพิ่มเติมเนื่องจากไม่ครอบคลุมเหมือนกฏอัยการศึก ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการใช้มาตรา 44 ให้มีประสิทธิภาพต้องมีความรัดกุม  ผมคิดว่า คสช.คงมอบหมายให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯฝ่ายกฏหมายเป็นผู้ดูแล" นายปณิธาน กล่าว
     
    นายปณิธานกล่าวด้วยว่ายอมรับว่า 2 ปัจจัยหลักมีความสำคัญต่อการตัดสินใจยกเลิกกฏอัยการศึก คือ 1.แรงกดดันจากกลุ่มผู้เห็นต่างทางการเมือง และ  2.แรงกดดันจากต่างชาติ  แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อมีการยกเลิกกฏอัยการศึกแล้ว ต่างชาติจะลดการกดดันไทยหรือไม่ เพราะหากยังมีการกดดันอยู่ก็เท่ากับว่า ต่างชาติ เช่น สหรัฐฯและองค์กรอื่นๆ ต้องการให้รัฐบาลคืนอำนาจแก่ประชาชนสถานเดียว
     
     
    ปชป.-พท. ประสานเสียงม.44 แย่กว่ากฎอัยการศึก
     
    ด้าน ASTV ผู้จัดการออนไลน์รายงานว่านายนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรีจะยกเลิกกฎอัยการศึก แล้วใช้มาตรา 44 แทน ว่า กฎอัยการศึกเป็นกฎหมายที่มีมา 101 ปี เป็นของเก่า แต่มาตรา 44 เราไม่ค่อยใช้ แต่มีศักดิ์สูงกว่ากฎอัยการศึก เพราะออกโดยรัฐธรรมนูญ และมาตรา 44 ก็เหมือนมาตรา 17 ที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และจอมพลถนอม กิตติขจร เคยใช้มาแล้ว ซึ่งอำนาจเหล่านี้เขาใช้ในเวลาบ้านเมืองไม่ปกติ และอำนาจของมาตรา 44 มีมากกว่ากฎอัยการศึก เพราะสามารถตัดสินจำคุกสั่งประหารชีวิตได้ มีผลเหมือนคำพิพากษาของศาล โดยไม่ต้องขึ้นศาล แต่กฎอัยการศึกตัดสินจำคุกใครไม่ได้ เพียงแต่ควบคุมตัวไว้ชั่วคราวโดยไม่ต้องมีหมายศาล ซึ่งกฎอัยการศึกต่างชาติไม่เข้าใจ และรังเกลียด เมื่อคนไทยผสมโรงเข้าไปด้วยก็ทำให้เกิดปัญหา แต่มาตรา44 ถ้าจะใช้ต้องได้รับความเห็นชอบร่วมกันของ คสช.
           
    “ส่วนตัวผมอยากอยู่ภายใต้กฎอัยการศึกมากกว่ามาตรา 44 และคนไทยส่วนใหญ่ก็รู้สึกว่าไม่ได้รับผลกระทบอะไรกับกฎอัยการศึก แต่รู้สึกปลอดภัยเสียด้วยซ้ำ กฎอัยการศึกทหารเป็นคนใช้ นายกฯไม่มีอำนาจในการใช้ ดังนั้น หากใช้ไม่รอบคอบทหารควรถูกตำหนิ แต่เราไม่ค่อยรู้จึงตำหนินายกฯไว้ก่อน เพราะนายกฯก็เป็นผู้บังคับบัญชาทหารอีกทีหนึ่ง เคยอ่านข่าวไหมครับ ทหารใช้กฎอัยการศึกจับคนเล่นการพนันในงานศพ ผมรับรองว่า นายกฯไม่สั่งให้จับแน่นอน หากจะยกเลิกกฎอัยการศึก ผมจึงคิดว่า ต้องมีกฎ ระเบียบ คำสั่ง ตามมาตรา 44 ออกมารองรับเสียก่อน เพราะยากที่พล.อ.ประยุทธ์ จะใช้อำนาจตามมาตรา 44 เพรียวๆ โดยไม่นำมาดัดแปลงเป็นคำสั่งอะไรรองรับเสียก่อน และหากออกคำสั่งมารองรับไม่รอบคอบ และมีผู้ไม่หวังดี ก็อาจแก้สถานการณ์ฉุกเฉินไม่ทัน ก็ยุ่งเหมือนกัน”
           
    นายนิพิฎฐ์ กล่าวว่า เมื่อบ้านเมืองปกติแล้วถ้าจะยกเลิกคำสั่งตามมาตรา 44 ต้องออกเป็นพ.ร.บ.ยกเลิกเท่านั้น เพราะมาตรา 44 มีศักดิ์เป็นกฎหมาย หากจะยกเลิกก็ต้องยกเลิกด้วยกฎหมาย ซึ่งขั้นตอนยุ่งยาก ดังนั้นมาตรา 44 จึงมีอำนาจเด็ดขาด รุนแรง กว่ากฎอัยการศึก ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะคนไม่เข้าใจมากกว่า
           
    นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กฎอัยการศึกมีกรอบที่ชัดเจน แต่รัฐธรรมนูญมาตรา 44 หากออกมาแล้วใช้เกินขอบเขต ก็จะหนักกว่ากฎอัยการศึก ซึ่งความจริงแล้ว กฎอัยการศึกนั้นคนบริสุทธิ์จะไม่กระทบ จะกระทบเฉพาะคนคิดร้าย เว้นแต่จะออกมาตรา 44 มาเพื่อแทนกฎอัยการศึก และมีเนื้อหานุ่มนวลกว่าก็สามารถทำได้ ทั้งนี้ต้องดูว่ามุมที่จะใช้มาตรา 44 คืออะไร ต้องให้ผู้มีอำนาจแถลงให้ชัดเจนว่าประสงค์จะใช้มาตรา 44 แค่ไหนเพียงใด
           
    นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า มาตรา 44 หากนำมาใช้จะแย่กว่าการใช้กฎอัยการศึก เพราะเป็นกฎหมายที่ไม่ถูกต้องตามหลักนิติธรรมเป็นการให้อำนาจหัวหน้า คสช.ทำการใดๆ ได้ทั้งหมด เหมือนสมัยก่อนที่มีมาตรา 17 มาตรา 21 ที่นำคนไปยิงเป้าโดยคำสั่งของคนคนเดียวไม่ต้องผ่ายอัยการ ผ่านศาลซึ่งมาตรา 44 เป็นบทบัญญัติทำนองเดียวกัน
           
    “การนำมาตรา 44 มาใช้ยิ่งกว่ากฎอัยการศึกหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าเขาจะนำมาใช้อย่างไรหากยกเลิกกฎอัยการศึก แต่นำมาตรา 44 มา โดยมีผลอย่างเดียวกับกฎอัยการศึกก็ไม่ได้ช่วยอะไร คุณจะเรียกกฎอัยการศึก หรือกฎของฉันมันก็ค่าเท่ากัน อาจตบตาต่างประเทศได้ช่วงสั้น ๆ ว่า เราไม่ใช้กฎอัยการศึกแล้ว แต่มาตรา 44 จะใช้ไปในทางที่แย่กว่ากฎอัยการศึกเสียอีกผมไม่เห็นด้วยที่ต้องประกาศกฎอัยการศึกในช่วงนี้ และไม่เห็นด้วยที่จะต้องมีการใช้มาตรการตามมาตร 44 ขึ้นมาแทน เพราะไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ หากกฎอัยการศึกมีปัญหาก็ยกเลิก ถ้าเกิดปัญหาอีกก็ประกาศขึ้นมาใช้ใหม่ได้แต่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม”
           
    นายพงศ์เทพ กล่าวว่า หากยกเลิกกฎอัยการศึกหรือไม่ใช้มาตรา 44 พรรคเพื่อไทยและมวลชนคนเสื้อแดง จะออกมาเคลื่อนไหวหรือไม่นั้นมองว่า การที่คนจะแสดงความเห็นเป็นเสรีภาพ เป็นเรื่องสิทธิมนุษยชนไม่ใช่ว่า คนในประเทศไทยต้องปิดปากเงียบ หากจะให้รัฐบาลแสดงความเห็นอยู่ฝ่ายเดียวก็คงไม่ใช่การแสดงความเห็นในกรอบกฎหมายไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่การปิดกั้นคนแสดงความเห็นในกรอบกฎหมายจะเป็นปัญหามากกว่าแต่หากใครใช้สิทธิเสรีภาพเกินกรอบกฎหมายก็ต้องถูกดำเนินคดีรัฐบาลมีอำนาจดำเนินคดีอยู่แล้ว ส่วนพรรคการเมืองถ้าจะใช้สิทธิอะไรก็ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย
           
    นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่าการที่นายกฯมีความคิดยกเลิกกฎอัยการศึก มีข้อดีคือเป็นการแสดงความเข้าใจหรือยอมรับผลเสียต่อการใช้กฎอัยการศึก เนื่องจากการใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศมีผลต่อการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนทั่วไปและสื่อมวลชน ส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะการสอบสวน และมีผลต่อภาพลักษณ์ของการยอมรับในต่างประเทศ เนื่องจากมีข้อเสียหลายด้าน แต่ไม่แน่ใจว่าการยกเลิกกฎอัยการศึกแล้วใช้มาตรา 44 แทนเพื่อแก้ปัญหาทั้งหมดหรือจะแก้ปัญหาเฉพาะภาพพจน์ ถ้าคิดจะแก้แค่ปัญหาภาพพจน์ในการไม่ยอมรับกฎอัยการศึก แต่ยังคงจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชน อย่างเดียวกับที่ใช้กฎอัยการศึกก็ไม่มีประโยชน์ เพราะปัญหาเดิมๆยังอยู่
           
    ขณะเดียวกัน นอกจากจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาภาพพจน์ได้แล้ว จะเพิ่มปัญหามากยิ่งขึ้นด้วย ทำให้ถูกสังคมโลกมองว่าประเทศไทยกำลังใช้ระบบเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จยิ่งขึ้นไปอีก เพราะมาตรา 44 เป็นกฎหมายที่ให้อำนาจคสช. และคณะคสช.ที่มีอำนาจยับยั้ง หรือสั่งการให้กระทำใดๆ ทั้งในทางฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ซึ่งเท่ากับมีอำนาจเหนือธิปไตย 3 ฝ่ายอย่างเด็ดขาด ซึ่งขัดต่อหลักนิติรัฐ ที่ผู้มีอำนาจจะใช้อำนาจเฉพาะตามที่กฎหมายกำหนด แต่มาตรา 44 กลับกำหนดให้ผู้ที่มีอำนาจใช้อำนาจได้อย่างไม่มีขอบเขตจำกัด ไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุล เป็นระบบที่นานาประเทศจะยิ่งไม่ยอมรับ ขณะนี้ตนนึกไม่ออกว่า จะใช้มาตรา 44 ออกเป็นคำสั่งอย่างไร เพราะถ้าใช้แล้วยังจำกัดสิทธิเสรีภาพ เหมือนกฎอัยการศึกก็ป่วยการ แต่ถ้าเบากว่ากฎอัยการศึกก็ไม่เห็นความจำเป็น เพราะว่ามีพ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร. พ.ศ.2551 และพ.ร.ก.พระราชกำหนด การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ให้ใช้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าที่ผ่านมากฎหมาย 2 ฉบับนี้ใช้ไม่ได้ผล เพราะผู้ที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายหรือผู้ตีความเลือกปฏิบัติและทำให้กฎหมาย 2 ฉบับนี้เสียไป ทั้งที่ตัวกฎหมายอาจไม่มีปัญหามาก เท่ากับบังคับใช้กฎหมาย
           
    นายจาตุรนต์ กล่าวว่า การเขียนคำสั่งของคสช.ขอให้เขียนเนื้อหาให้ชัดเจน ไม่ไปละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็น ไม่นำไปใช้ในเรื่องที่เกี่ยวกับการสอบสวน ต้องคำนึกถึงผลกระทบที่ขบวนการยุติธรรมปกติ ถ้าเป็นอย่างนี้ก็จะย้อนกลับไปที่ว่า ไม่จำเป็นต้องใช้มาตรา 44 อยู่ดี เพราะกฎหมายอื่นก็มีอยู่แล้ว แลโอกาสที่จะทำให้เกิดการไม่ยอมรับการใช้มาตรา 44 ก็มีสูงมาก เพราะมาตรา 44 ร้ายแรงยิ่งกว่ากฎอัยการศึก ขัดต่อหลักนิติธรรม นิติรัฐ กลายเป็นการใช้อำนาจของกลุ่มบุคคล หรือคณะบุคคลอย่างไม่มีขอบเขตจำกัด และไม่รู้ว่าจะออกมาเป็นคำสั่งอย่างไร ซึ่งต้องดูฝีมือเนติบริกร ว่าจะคิดประดิษฐ์วิธีการอย่างไร เพราะอาจจะคิดออกมาแล้วเบามาก จนดูเหมือนว่าไม่มีผลอะไรในทางปฏิบัติก็ได้ คงต้องไปดูว่าการใช้มาตรา 44 มีวัตถุประสงค์อย่างไร มีหลักคิดอย่างไร สำคัญตรงนั้นมากกว่า ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นกลายงูกินหาง
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    สำหรับชาวเกาหลีเหนือผู้หลบหนีออกจากประเทศตนเองไปยังเกาหลีใต้ เป็นเพียงการเปิดบทใหม่ของการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น หลายคนอาจจะเลือกเดินทางต่อไปยังประเทศอื่น แต่ก็มีอยู่ไม่กี่คนที่ปักหลักในเกาหลีใต้จนประสบความสำเร็จเช่นกรณีของคิมแดซุง ผู้ต้องการช่วยเหลือผู้อพยพชาวเกาหลีเหนือรายอื่นๆ ด้วย


    27 มี.ค. 2558 สำนักข่าวโกลบอลโพสต์รายงานเกี่ยวกับชายชาวเกาหลีเหนือชื่อคิมแดซุง ผู้อพยพหลบหนีจากประเทศเผด็จการที่ตนอยู่ไปสู่ประเทศเกาหลีใต้ แล้วสามารถดำเนินธุรกิจจนสำเร็จได้

    นับตั้งแต่ช่วงคริสตทศวรรษที่ 1990 มีผู้อพยพออกจากเกาหลีเหนือหลายคนข้ามแม่น้ำไปสู่ประเทศจีน หลายคนใช้ชีวิตหลบๆ ซ่อนๆ ด้วยการเป็นชาวนาและเป็นคนงานก่อสร้าง บ้างก็ถูกส่งตัวกลับประเทศเกาหลีเหนือจนต้องถูกจองจำและทารุณกรรม บางคนถูกลอบส่งตัวไปยังมองโกเลียและประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทำให้พวกเขาขอพักพิงกับสถานกงสุลเกาหลีใต้ในประเทศเหล่านั้นได้ แต่เมื่อพวกเขาได้เข้าไปในเกาหลีใต้แล้วก็ยังต้องเผชิญกับการเหยียดแบบเหมารวมและความยากลำบากจากการทำงานในโรงงานหรือในฟาร์ม

    อย่างไรก็ตามมีชาวเกาหลีเหนือคนหนึ่งชื่อคิมแดซุง อายุ 43 ปี เป็นชาวเกาหลีเหนือน้อยคนที่สามารถทำธุรกิจของตนเองในเกาหลีใต้แล้วประสบความสำเร็จ เขาเป็นเจ้าของบริษัทผลิตหมวกเบสบอลและสินค้าอุปโภคอื่นๆ นอกจากนี้คิมแดซุงยังเปิดเผยว่าเขาต้องการช่วยเหลือชาวเกาหลีเหนือที่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจด้วยการเปิดสถาบันทางการเงินเล็กๆ เพื่อช่วยเหลือชาวเกาหลีเหนือผู้อยู่กับความยากจนมานาน

    ก่อนหน้านี้ในปี 2551 คิมแดจุงได้ตั้งสถาบันชื่อ คณะทำงานเพื่อผู้ลี้ภัยเกาหลีเหนือ (Working North Korea Refugees) ซึ่งสามารถให้เงินกู้ยืมแก่ธุรกิจต่างๆ ได้โดยเฉลี่ยแหล่งละ 45,000 ดอลลาร์ พวกเขาสนับสนุนทั้งผู้ที่ต้องการเปิดร้านขายของชำ บริษัทพลาสติก หรือศูนย์การแพทย์แผนตะวันออก คิมแดซุงบอกว่ามีช่องว่างต่างกันมากระหว่างชาวเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ ชาวเกาหลีเหนือมักจะไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี และมีชาวเกาหลีเหนือราวร้อยละ 3 เท่านั้นที่ประสบความสำเร็จ

    คิมแดซุงเล่าถึงสาเหตุที่ทำให้เขาตัดสินใจเปิดธุรกิจในเกาหลีใต้ว่าเนื่องจากเขาเรียนรู้มาตลอดว่าถ้าไม่ขายของก็จะอดตาย เขาเล่าว่าช่วงวัยรุ่นเขาเคยต้องขายบุหรี่และเหล้ามาก่อนเพราะไม่ได้รับส่วนแบ่งอาหารมากพอซึ่งในตอนนั้นชาวเกาหลีเหนือมีความต้องการสินค้าฟุ่มเฟือยเพิ่มขึ้นมากเนื่องจากทำให้พวกเขาได้ปลดปล่อยจากความรู้สึกทุกข์ยาก

    คิมแดซุงเล่าว่าหลังจากที่แม่ของเขาเสียชีวิตในปี 2540 แล้วถูกทิ้งศพกองไว้ที่สถานีรถไฟในท้องถิ่นเขาก็ตัดสินใจหนีข้ามแม่น้ำไปจีน เขาเดินทางต่อไปไทย และเข้าไปถึงเกาหลีใต้ได้ในปี 2543 ความอดอยากคร่าชีวิตชาวเกาหลีเหนือไปหลายแสนคนจนทำให้เกิดตลาดมืดขึ้นมา และการค้าในตลาดมืดนี่เองที่ทำให้ชาวเกาหลีเหนือบางคนค้าขายเป็น เนื่องจากในเกาหลีเหนือมีการสั่งห้ามเป็นเจ้าของบริษัทจึงมีแต่ผู้ที่ค้าขายได้ในตลาดมืดเท่านั้น เมื่อไม่นานมานี้ยังมีชาวเกาหลีเหนือที่หลบหนีจากประเทศบางคนหากินด้วยการค้าเถื่อน ใกล้กับชายแดนจีน

    แดเนียล ทิวดอร์ ผู้ร่วมเขียนหนังสือเรื่อง "North Korea Confidential: Private Markets, Fashion Trends, Prison Camps, Dissenters and Defectors" ระบุว่ามีคนค้าข้าวที่คอยฟังวิทยุต่างประเทศว่ามีเรือขนส่งให้ความช่วยเหลือเข้าเทียบท่าหรือยัง เมื่อเรือเข้าเทียบท่าแล้วเขาจะรีบไปขายข้าวให้ได้เร็วที่สุดก่อนที่ราคาจะตก เรื่องนี้ทำให้พวกเขาเรียนรู้เกี่ยวกับโลกของทุนนิยม

    คิมแดซุงบอกว่าสิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุดคือเสรีภาพในการจะทำสิ่งต่างๆ เสรีภาพในการใช้ชีวิตของตัวเอง แต่ชาวเกาหลีเหนือไม่มีสิ่งเหล่านี้เพราะเกาหลีเหนือเป็นสังคมปิด แต่การที่พวกเขาได้เรียนรู้เรื่องเสรีภาพในเกาหลีใต้ทำให้พวกเขาพัฒนาขึ้น

     

    เรียบเรียงจาก

    This North Korean is getting rich off capitalism, Globalpost, 26-03-2015
    http://www.globalpost.com/article/6502237/2015/03/25/north-korean-getting-rich-capitalism

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พาดพิงว่ารัฐบาลก่อนไม่แก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ "แต่วันนี้รัฐบาลนี้กำลังแก้ทุกอย่าง" ล่าสุด 'ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร' ชี้แจงว่าได้ผลักดันแก้ไขมาตลอด จนไทยไม่ถูกจัดอันดับไปอยู่บัญชี 3 พร้อมแนะว่าจุดเริ่มต้นสำคัญของการแก้ปัญหาคือยอมรับการมีอยู่ของปัญหา เพื่อที่จะร่วมมือกันแก้ไขปัญหาที่ท้าทายระดับนานาชาติต่อไป

    28 มี.ค. 2558 - กรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 25 มี.ค. ต่อกรณีลูกเรือประมงไทยถูกควบคุมตัวในประเทศอินโดนีเซีย และเหยื่อการค้ามนุษย์ในกิจการประมง โดย พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า "รัฐบาลที่ผ่านมาไม่เคยทำ แต่วันนี้รัฐบาลนี้กำลังแก้ทุกอย่าง" นั้น (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)

    ล่าสุด วันนี้ (28 มี.ค.) ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงในเฟซบุ๊คเพจ Yingluck Shinawatraยืนยันว่าได้ผลักดันการแก้ปัญหาดังกล่าวมาโดยตลอด และในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ประเทศไทยได้รับการยกเว้นจากการถูกลดระดับเป็นกลุ่มที่ 3 ของบัญชีการค้ามนุษย์ของสหรัฐอเมริกา เนื่องจากรัฐบาลได้เสนอแผนเป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งนี้ยิ่งลักษณ์แนะนำด้วยว่าให้จุดเริ่มต้นสำคัญของการแก้ปัญหาคือยอมรับการมีอยู่ของปัญหา เพื่อที่จะร่วมมือช่วยกันแก้ปัญหาที่ท้าทายระดับนานาชาตินี้ต่อไป โดยคำชี้แจงมีรายละเอียดดังนี้

    000

    ที่มาของภาพ: เพจ Yingluck Shinawatra

    "สืบเนื่องจากการให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับกรณีการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ที่ระบุว่า “รัฐบาลที่ผ่านมาไม่เคยทำ แต่วันนี้รัฐบาลกำลังแก้ทุกอย่าง” ซึ่งเกรงว่าอาจจะเป็นความเข้าใจผิดอันเนื่องมาจากการที่ท่านมีภารกิจมากจนไม่ได้มีเวลาหรือเจ้าหน้าที่ยังไม่มีโอกาสเรียนชี้แจงให้ท่านทราบ เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดในวงกว้างทั้งในระดับความร่วมมือระหว่างประเทศ และส่วนราชการที่ร่วมมือกันแก้ไขปัญหาเรื่องการค้ามนุษย์มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 ดิฉันขอเรียนชี้แจงท่าน พร้อมทั้งสื่อไปถึงส่วนราชการ องค์กรที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งพี่น้องประชาชนไทยทุกท่านค่ะ

    การค้ามนุษย์คือการคุกคามสิทธิเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนซึ่งสังคมการเมืองระหว่างประเทศต่างต่อต้าน และร่วมมือกันแก้ไขปัญหา ทั้งมาตรการความร่วมมือ ตลอดจนมาตรการการกดดันที่ใช้เงื่อนไขทางการค้า ดังนั้น ตลอดระยะเวลาที่ดิฉันเข้ารับตำแหน่ง จึงได้พยายามผลักดันการแก้ปัญหานี้มาโดยตลอด โดยได้มีการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนการดำเนินงานให้การแก้ปัญหาการค้ามนุษย์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ในปีการประเมินระดับของ พ.ศ. 2556 “ประเทศไทยได้รับการยกเว้นจากการถูกลดระดับเป็นกลุ่มที่ 3 เนื่องจากรัฐบาลได้เสนอแผนเป็นลายลักษณ์อักษรซึ่งหากได้รับการดำเนินการจะถือว่าเป็นการแสดงความพยายามอย่างมีนัยสำคัญที่จะปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำในการขจัดปัญหาการค้ามนุษย์ และรัฐบาลได้จัดสรรทรัพยากรพอควรในการดำเนินการตามแผนดังกล่าว

    เพื่อให้การแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ เป็นไปตามมาตรฐานสากล ซึ่งจะทำให้สถานการณ์ในประเทศไทยอยู่ในระดับที่ดีขึ้น รัฐบาลได้มีการประชุมหลายต่อหลายครั้ง ทั้งที่ดิฉันเป็นประธานในการประชุมเอง และส่วนที่มอบหมายให้คุณพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี ณ ขณะนั้น เป็นประธานแทน ตลอดจนตั้งคณะทำงานย่อยๆ เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะด้าน เช่น ปัญหาเรื่องแรงงานประมง เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปในทิศทางเดียวกับข้อแนะนำจากรายงานฉบับปี พ.ศ. 2556 ทุกประเด็น

    นอกจากนี้ ในการประชุมหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์กับเอกอัครราชทูต Luis CdeBaca ผู้อำนวยการสำนักงานติดตามและต่อต้านการค้ามนุษย์ กระทรวงการต่างประเทศ ของสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2556 หลังจากได้รับฟังผลการดำเนินงานของประเทศไทย เอกอัครราชทูต Luis CdeBaca ได้แสดงความชื่นชมถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ด้วย

    ตลอดระยะเวลาในการดำรงตำแหน่ง รัฐบาลได้เน้นสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน และพยายามที่จะสร้างความเป็นรูปธรรมในการแก้ไขปัญหา โดยมีการรวบรวมจัดเก็บข้อมูลผลการดำเนินงานทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ รวมทั้งมีข้อสั่งการ และนโยบายเพิ่มเติม โดยสิ่งที่รัฐบาลในช่วงนั้นได้ริเริ่มดำเนินการและพยายามเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินการ เช่น การปรับปรุงกระบวนการทำงานทั้งด้านการคุ้มครอง ป้องกัน และกระบวนการยุติธรรม ดังที่รัฐบาลได้มีการตั้งศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300 ทั่วประเทศเพื่อเป็นจุดรับเรื่อง ส่งต่อและแก้ไขปัญหา ซึ่งเป็นเครือข่ายการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวง รวมทั้งเครือข่ายกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของรัฐบาลชุดก่อน ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนในรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ ซึ่งนายกรัฐมนตรีอาจจะลองพิจารณาศึกษาเพิ่มเติมจากรายงานดังกล่าวได้ค่ะ

    อย่างไรก็ดี ปัญหาสำคัญของการค้ามนุษย์นั้น อยู่ที่เรื่องการบังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งปัญหาในเชิงกฎหมาย รวมทั้งประสิทธิภาพการบริหารราชการ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่สามารถแก้ไขได้เพียงชั่วข้ามคืน หากต้องใช้เวลา และความร่วมมือจากหลายฝ่าย ซึ่งในรายงานฉบับล่าสุดได้มีการยกประเด็นเรื่องการทุจริตคอรัปชั่นของข้าราชการ โดยเฉพาะความเกี่ยวพันกับกรณีแรงงานประมงชาวโรฮิงญา ซึ่งถือเป็นบทเรียนว่า รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน ตลอดจนประเด็นการเรียกร้องของ NGOs และต้องพยายามที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเหล่านั้นในแนวทางที่ประชาชน และนานาชาติคาดหวังค่ะ

    จุดเริ่มต้นสำคัญของการแก้ปัญหาคือ การยอมรับการมีอยู่ของปัญหา เพื่อที่จะร่วมมือช่วยกันแก้ปัญหาที่ท้าทายระดับนานาชาตินี้ต่อไปค่ะ"

    000

    แผนที่ในรายงานประจำปี สถานการณ์การค้ามนุษย์ ประจำปี 2557 ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา แสดงสถานการณ์ด้านเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก โดยสีเขียวหมายถึงอยู่ในบัญชีที่ 1 (Tier 1) สีเหลืองอยู่ในบัญชีที่ 2 (Tier 2) สีส้มอยู่ในบัญชีที่ 2 ซึ่งต้องจับตามอง (Tier 2 Watch List) สีแดงหมายถึง บัญชีที่ 3 (Tier 3) สถานการณ์เลวร้าย โดยไทยและมาเลเซียอยู่ในกลุ่มสีส้มสลับแดง หมายถึง บัญชีที่ 3 ซึ่งถูกลดอันดับลงมาอัตโนมัติจากกลุ่มบัญชีที่ 2 ซึ่งต้องจับตามอง โดยในภูมิภาคเดียวกันนี้มีปาปัว นิวกินี และเกาหลีเหนือ ซึ่งอยู่ในกลุ่มบัญชีที่ 3

     

    ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในรายงานประจำปี เรื่อง สถานการณ์การค้ามนุษย์ ประจำปี 2557 (Trafficking in Persons Report 2014 หรือ TIP Report) ที่เผยแพร่โดยกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนมิถุนายน 2557 นั้น เป็นการสำรวจทุกประเทศในโลก โดยในปี 2557 ประเทศไทยถูกลดอันดับจากบัญชีกลุ่มที่ 2 ซึ่งต้องจับตามอง (Tier 2 Watch List) ลงมาอยู่ในบัญชีกลุ่มที่ 3 (Tier 3) ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่มีสถานการณ์ค้ามนุษย์ระดับเลวร้ายที่สุด

    โดยในรายงานประจำปี 2557 ดังกล่าว มี 23 ประเทศที่ถูกจัดอันดับให้อยู่ในบัญชีกลุ่มที่ 3 (Tier 3) ได้แก่ แอลจีเรีย, แอฟริกากลาง, คองโก, คิวบา, อิเควทอเรียล กินี, เอริเทรีย, แกมเบีย, กินี-บิซเซา, อิหร่าน, เกาหลีเหนือ, คูเวต, ลิเบีย, มาเลเซีย, มอริเตเนีย, ปาปัว นิวกินี, รัสเซีย, ซาอุดิอาระเบีย, ซีเรีย, ไทย, อุซเบกิซสถาน, เยเมน, เวเนซุเอลา, ซิมบับเว

    โดยในจำนวนนี้มีประเทศเคยอยู่ใน บัญชีกลุ่มที่ 2 ซึ่งต้องจับตามอง (Tier 2 Watch List) และถูกลดอันดับลงอัตโนมัติไปอยู่ในบัญชีกลุ่มที่ 3 (Tier 3) ได้แก่ ไทย มาเลเซีย เวเนซุเอลา

    ต่อรายงานดังกล่าว นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวเมื่อ 21 มิ.ย. ปีที่ผ่านมาว่า ได้แสดงความเสียใจและรู้สึกผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง รวมทั้งไม่เห็นด้วยกับการที่สหรัฐอเมริกา ตัดสินจัดอันดับไทยให้อยู่ในระดับต่ำสุด เนื่องจากในช่วงปีที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยมีการดำเนินการที่มีความคืบหน้าและเป็นรูปธรรมในทุกด้าน (5Ps) ได้แก่ การจับกุม ดำเนินคดีและลงโทษผู้กระทำผิด , การคุ้มครองผู้ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์, การป้องกันปัญหา, การขับเคลื่อนกลไกการดำเนินงานระหว่างส่วนราชการ และความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศ

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai