Are you the publisher? Claim or contact us about this channel


Embed this content in your HTML

Search

Report adult content:

click to rate:

Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


    กฤตยาชี้วาทกรรมแก้ทอมซ่อมดี้สะท้อนวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ ด้านอาทิตยามองเป็นการควบคุมพฤติกรรมโดยใช้อวัยวะเพศชาย ส่วนทิพย์อัปสรเผยความรุนแรงทางเพศต่อทอมดี้พบในทุกจังหวัด สาเหตุหนึ่งเกิดจากครอบครัวไม่เข้าใจ คิดว่าจะทำให้กลับมาชอบผู้ชายได้ ด้านคาณัสนันท์ชี้สังคมต้องสร้างความเข้าใจว่าเพศไม่ใช่เรื่องตายตัว

    29 มิ.ย. 2559 วานนี้ (28 มิ.ย.) เวลา 13.00 น. สมาคมเพศวิถี ร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่าย 53 องค์กร ได้จัดงานเสวนาสาธารณะ “แก้ทอม ซ่อมดี้ เป็นความรุนแรง #เลิกเหอะ” ที่ห้องประชุมบุญชู โรจนเสถียร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) วิทยาเขตท่าพระจันทร์ ผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย กฤตยา อาชวนิจกุล นักวิชาการจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล, สุพีชา เบาทิพย์ จากกลุ่มทำทาง เพื่อสิทธิการเข้าถึงการทำแท้งอย่างปลอดภัย, อาทิตยา อาษา นักศึกษาปริญญาโท สาขาสตรี เพศสถานะ และเพศวิถีศึกษา มธ. ผู้ทำวิทยานิพนธ์เรื่อง วาทกรรมแก้ทอมซ่อมดี้ในสื่อออนไลน์, คาณัสนันท์ ดอกพุฒ นักกิจกรรมทรานส์แมนจากกลุ่ม FTM BANGKOK และทิพย์อัปสร ศศิตระกูล จากสมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย ดำเนินรายการโดย วราภรณ์ แช่มสนิท ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะผู้หญิง และความเป็นธรรมทางเพศ


    จากซ้ายไปขวา กฤตยา อาชวนิจกุล, สุพีชา เบาทิพย์, อาทิตยา อาษา, คาณัสนันท์ ดอกพุฒ, ทิพย์อัปสร ศศิตระกูล และ วราภรณ์ แช่มสนิท ผู้ดำเนินรายการ

    กฤตยา อาชวนิจกุล กล่าวว่า ความรุนแรงต่อผู้หญิงมี 3 ชุด ได้แก่ ความรุนแรงต่อผู้หญิงทางวัฒนธรรม ความรุนแรงต่อผู้หญิงเชิงโครงสร้าง และความรุนแรงต่อผู้หญิงทางตรง โดยวาทกรรมแก้ทอม ซ่อมดี้ ถือเป็นความรุนแรงผ่านวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ ที่คอยกำกับว่าผู้หญิงควรทำหรือไม่ทำอะไร และหากผู้หญิงไม่เป็นไปตามแบบแผนนั้น ก็จะถูกหมั่นไส้และจะต้องโดนแก้ไขโดยอวัยวะเพศชาย อย่างที่คนมักจะพูดกันว่า “ต้องโดนของจริงถึงจะหาย” หรือ การเรียกอวัยวะเพศชายว่า “เจ้าโลก” ก็เป็นความเชื่อเชิงวัฒนธรรมที่สะท้อนออกมาทางภาษา

    กฤตยา ยังกล่าวว่าสาเหตุของการกระทำความรุนแรงทางเพศต่อทอม เกิดขึ้นจากอคติและความเกลียดชัง ซึ่งแตกต่างจากสาเหตุความรุนแรงทางเพศที่เกิดกับผู้หญิง โดยอ้างอิงสถิติจากสหรัฐอเมริกาว่ากลุ่ม LGBT มีโอกาสที่จะถูกทำร้ายมากกว่าคนกลุ่มอื่นถึงสองเท่า โดยในเกือบทุกรัฐของอเมริกาก็จะมีกฎหมายที่เกี่ยวกับ Hate Crime เพื่อป้องกันอาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชังอีกด้วย

    ด้านอาทิตยา อาษา กล่าวว่าจากงานวิทยานิพนธ์ของตนพบว่าวาทกรรมแก้ทอม ซ่อมดี้ เป็นวาทกรรมที่มองว่าทอมหรือดี้เป็นของเสียต้องได้รับการแก้ไข อีกทั้งยังไว้ใช้กำกับบุคคลที่มีเพศสรีระเป็นผู้หญิง ไม่ให้มีพฤติกรรมที่เกินกว่าผู้หญิง หรือไม่เหมาะสมกับความเป็นหญิง เช่น ทอมหรือดี้ ที่มีเพศสภาวะและเพศวิถีที่ออกนอกลู่นอกทางจากความเป็นหญิง โดยวิธีการควบคุมก็คือการสร้างความหวาดกลัวในเรื่องเพศด้วยการใช้อวัยวะเพศชายมาเป็นแกนหลักในการควบคุม

    “แก้ทอมซ่อมดี้มันแปลว่า ทอมกับดี้เป็นของเสีย ที่สามารถซ่อมหรือว่าแก้ไขให้เป็นปกติได้ โดยการแก้ไขนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดต้องชี้ให้เห็นถึงรสชาติของความเป็นชาย เพราะที่มีคนบอกว่าทอมเป็นคนซิง ซิงในที่นี้หมายถึงอาจจะยังไม่เคยมีเพศวิถีแบบชายหญิง คนเลยคิดว่าต้องลองก่อน ต้องรู้รสของความเป็นชายก่อน แล้วก็อยากจะกลับเป็นผู้หญิงเหมือนเดิม” อาทิตยากล่าว  

    อาทิตยายกตัวอย่างคอลัมน์จากนิตยสารฉบับหนึ่งที่นำเสนอเรื่องทอมกลับใจ โดยการกลับใจนั้นเกิดจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศจากผู้ชายตอนเมา จนสุดท้ายทอมก็แต่งงานกับผู้ชายคนนั้น  ซึ่งคอลัมน์นี้ชี้ให้เห็นว่าในสังคมเอง ก็ยังมีวิธีคิดที่ยอมรับในความรุนแรงทางเพศโดยการนำเสนอผ่านสื่อ

    ด้านทิพย์อัปสร ศศิตระกูล กล่าวว่าจากประสบการณ์ที่เคยลงไปทำกิจกรรมของสมาคมฟ้าสีรุ้งจะเจอปัญหาความรุนแรงทางเพศที่เกิดกับทอมและดี้ในทุกจังหวัด โดยยกตัวอย่างกรณีของดี้ชาวภูเก็ตที่ถูกอาล่วงละเมิดทางเพศตลอดหลายปี เพราะคิดว่าการล่วงละเมิดทางเพศจะทำให้กลับมาชอบผู้ชายได้ หรือ กรณีใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ทอม 3 คน ถูกรุมโทรมและทอมหนึ่งในนั้นถูกฆ่าโดยทหาร ด้วยเหตุผลว่าไม่พอใจที่ไปยุ่งกับผู้หญิงของเขา หรือในกรณีที่คู่รักทอมดี้สองคู่ถูกเรียกไปโดยบุคคลที่อ้างว่ามาจากสาธารณสุขให้ไปเรียนรู้เรื่องเพศศึกษา และเมื่อไปตามที่เรียกก็ถูกล่วงละเมิดทางเพศ เป็นต้น

    ด้านวราภรณ์ แช่มสนิท กล่าวว่าสังคมอาจจะเห็นว่า “แก้ทอม ซ่อมดี้” เป็นเพียงคำพูดที่พูดกันโดยไม่คิดอะไร แต่ความจริงแล้วมันเป็นวาทกรรมที่มีผลในเชิงพฤติกรรมและมีผลกับชีวิตของคน ซึ่งก่อให้เกิดความรุนแรงและความทุกข์แก่ผู้ประสบเหตุ

    ส่วน คาณัสนันท์ ดอกพุฒ กล่าวว่า ประเด็นความรุนแรงทางเพศเกิดจากสังคมไม่มีความเข้าใจ และไม่เคยมีการสอนเรื่องเพศให้ชัดเจน คนในสังคมจึงเข้าใจไปว่าชายต้องคู่กับหญิงเท่านั้น หรือหากเป็นทรานส์แมนแล้วจะชอบผู้ชายไม่ได้ แต่ความจริงแล้วเพศเป็นเรื่องที่ลื่นไหล ไม่ตายตัว ดังนั้นสังคมต้องสอนเรื่องเพศให้ถูกต้อง เพื่อสร้างความเข้าใจและทัศนคติที่ถูกต้อง

    สุพีชา เบาทิพย์ ยืนยันว่าความเป็นทอมไม่สามารถซ่อมได้ โดยยกประสบการณ์จากตนเองที่เคยมีแฟนเป็นผู้ชายมาก่อน แต่สุดท้ายก็กลับมาเป็นทอม และยังกล่าวอีกว่าความเป็นผู้หญิงผู้ชายสมัยนี้ไม่สามารถกำหนดได้ คนสามารถเปลี่ยนเป็นเพศอะไรก็ได้ตามที่ตนเองต้องการ เพราะฉะนั้นเพศจึงเป็นเรื่องของการนิยามตนเอง ดังนั้นจึงอย่าตีกรอบกดทับว่าทอมคือผู้หญิง และต้องมีความเป็นแม่

    ก่อนจบงานเสวนา กฤตยา กล่าวว่าสังคมต้องสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องเพศให้มากขึ้น และต้องสร้างกระบวนการทางกฎหมายที่เข้มแข็ง เพื่อให้คนที่กระทำความรุนแรงทางเพศได้รับการลงโทษ ต้องมีสถิติที่ชัดเจนเพื่อการศึกษา และสุดท้ายคือต้องตระหนักว่าเพศเป็นสิทธิส่วนบุคคล ที่บุคคลอื่นไม่มีสิทธิเข้าไปซ่อม หรือแทรกแซง

    “ไม่ว่าใครก็ตามไม่มีสิทธิจะไปซ่อมใคร วัฒนธรรมที่ซ่อมมันคือวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่แน่นอน เพราะฉะนั้นวัฒนธรรมที่คิดว่าจะซ่อม จะไปแก้ไขเปลี่ยนแปลงคนอื่น มันเป็นวัฒนธรรมที่เราต้องไม่ยอมรับ คนทุกคนไม่ว่ามีเพศสภาวะแบบไหน ไม่ว่าจะตั้งแต่เกิดหรือมาเลือกเพศทีหลังเองเป็นสิทธิส่วนบุคคล เราต้องเคารพ ไม่มีสิทธิไปแทรกแซงเขา” กฤตยากล่าว

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    29 มิ.ย.2559 จากกรณีเมื่อวันที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา ศาลประเทศอังกฤษ ตัดสินยึดทรัพย์สินมูลค่ากว่า 7.9 ล้านปอนด์ (ราว 395 ล้านบาท) จาก เจมส์ แมคคอร์มิค ผู้ต้องหาในคดีจำหน่ายเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดปลอม เพื่อนำเงินไปจ่ายค่าชดเชยแก่ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของแมคคอร์มิคและพรรคพวกซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์ดังกล่าว (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม) จนก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์พร้อมทั้งแสวงหาผู้รับผิดชอบกรณี GT200 ในประเทศไทยจำนวนมาก

    โดยวานนี้  สำนักข่าวไทย รายงานว่า วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย กล่าวก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี ถึงกรณีที่ นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาสอบถามกรณีเครื่องตรวจวัตถุระเบิด หรือ GT200 วานนี้ ว่า ในวันนี้จะยังไม่นำเข้าที่ประชุม ครม. เพราะยังไม่ได้ข้อสรุป และยังไม่เห็นคำพิพากษาของศาลอังกฤษ ส่วนที่มีกะแสข่าวว่าไทยอาจจะไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหายได้นั้น  วิษณุ ได้ตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้ว่า ต้องรอดูอีกครั้ง

    ล่าสุดวันนี้ สำนักข่าว INNรายงานด้วยว่า วิษณุ กล่าวถึงการฟ้องคดีและเรียกค่าเสียหายจากการจัดซื้อเครื่อง GT200 ว่า ข้อสรุปจากการประชุมหน่วยงานส่วนกลางที่เกี่ยวข้องนั้น ไทยได้มีการจัดซื้อเครื่องมือรูปแบบดังกล่าวในปี 2548-2552 ใน 3 รุ่น คือเครื่องจีที 200 เอดีอี 651 และ อัลฟ่า 6 เป็น 3 ยี่ห้อ จาก 5 บริษัท ที่มีความเชื่อมโยงกัน ซึ่งส่วนราชการที่จัดซื้อมีทั้งหมด 17 แห่ง โดยกรมสรรพาวุธทหารบกจัดซื้อมากที่สุด รวมจำนวน 1,400 เครื่อง มูลค่าประมาณ 1,200 ล้านบาท 

    อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ไทยอยู่ระหว่างการรอขอคัดลอกคำฟ้องและคำตัดสินของศาลอังกฤษ ที่อัยการเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาและแพ่ง ซึ่งไทยได้พยายามขอเป็นผู้เสียหายด้วย และอังกฤษได้ติดต่อมาขอข้อมูลจากฝ่ายไทยแล้ว ซึ่งตามกฎหมายไทย คดีนี้มีโทษถึงขั้นประหารชีวิต ทำให้ทางอัยการอังกฤษไม่ได้นำไทยร่วมในคดีด้วย เพราะมีโทษสูง ขณะเดียวกัน เมื่อได้คำสั่งฟ้องและคำตัดสินของศาลอังกฤษแล้ว จะต้องพิจารณาว่า เป็นการฟ้องรวมที่ผู้เสียหายสามารถเรียกค่าเสียหายได้เลยหรือไม่ และรายละเอียดของเครื่องทั้ง 3 ชนิด เป็นแบบเดียวกันหรือไม่ เกี่ยวข้องกับคดีในไทยหรือไม่ หรือต้องตั้งต้นฟ้องใหม่ ก่อนจะดำเนินการต่อได้ 

    ทั้งนี้ คดีดังกล่าว กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ได้รับคดีเป็นพิเศษ ตั้งแต่ปี 2555 และสอบสวนแล้วเสร็จกว่า 10 คดี และส่งอัยการครบถ้วนแล้ว แต่อัยการยังไม่สั่งฟ้อง เนื่องจากอยากให้ดีเอสไอสอบต่อในบางประเด็นก่อน ซึ่งอัยการเห็นว่าควรแยกคดีแพ่งฟ้องก่อน และฟ้องไปแล้ว 1 คดี ที่ได้คำตัดสินแล้ว ให้รัฐเป็นฝ่ายชนะโดยสัญญาเป็นโมฆะ และต่องส่งคืนเงิน 9 ล้านบาท แต่มีแนวโน้มว่าผู้เสียหายไม่สามารถจ่ายเงินคืนได้

    โดยเมื่อกลางสัมปดาห์ที่แล้ว ต่อคำถามว่าเรื่องนี้จะเรียกเป็นค่าโง่ได้หรือไม่นั้น วิษณุ เคยตอบไว้ว่า คงต้องแล้วแต่สื่อ แต่มันไม่ดีเพราะทำให้เกิดความรู้สึกว่าอะไรที่ควักเงินซื้อดูจะเรียกเป็นค่าโง่ทั้งหมดได้อย่างไร ถ้าเรียกได้ก็เป็นค่าฉลาด ที่สำคัญถือเป็นค่าซื้อความรู้ แต่แพงไปหน่อย

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    29 มิ.ย. 2559 เวลาประมาณ 13.00 น. ที่ลานปรีดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย (LLTD) จัดกิจกรรม Free Dolls For FREEDOM ให้ตุ๊กตาพูดแทนเรา โดยระบุว่าต้องการสื่อให้สาธารณะเห็นว่าการทำประชามติ รับ/ไม่รับ ร่างรัฐธรรมนญที่จะจัดขึ้นในวันที่ 7 สิงหาคม 2559 นั้น รัฐบาล คสช. ไม่อนุญาตให้รณรงค์และอภิปรายได้อย่างเสรี มีการคุกคาม จับกุมคุมขังผู้รณรงค์ ซึ่งถือว่าไม่ใช่การทำประชามติที่แท้จริง พร้อมเชิญชวนให้นักศึกษาและประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมด้วยการนำตุ๊กตา ของเล่น หุ่นจำลอง หรือสิ่งของอื่นๆ มาใช้เป็นสื่อในการแสดงความคิดเห็นที่มีต่อกระบวนการประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ติดป้ายข้อความ แล้วโพสต์ลงในเฟซบุ๊กพร้อมติดแฮชแท็ก ‪#‎FreeDollsForFREEDOM‬ เพื่อเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ถึงความไม่ยอมจำนนต่อกระบวนการประชามติที่ไม่เป็นธรรมในครั้งนี้

    หนึ่งในสมาชิกกลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย ระบุว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นไปเพื่อต้องการแสดงออกต่อความไม่เป็นธรรมในการจับกุมคุมขังเพื่อนนักศึกษาทั้ง 7 คน ที่ถูกควบคุมตัวหลังจากออกไปแจกเอกสารความเห็นแย้งกับร่างรัฐธรรมนูญ โดยการจัดงานครั้งนี้ต้องการยืนยันว่าการแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ และการออกเสียงประชามติควรเป็นไปอย่างเสรี พร้อมทั้งเชิญชวนให้คนที่มองเห็นถึงความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นร่วมแสดงออกโดยการถ่ายรูปตุ๊กตา และแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องดังกล่าว ไม่ว่าจะเห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ ความคิดเห็นเหล่านี้ไม่ควรถูกปิดกั้น

    ต่อมา เวลา 14.30 น. ปกรณ์ อารีกุล หนึ่งในสมาชิกขบวนการประชาธิปไตยใหม่ร่วมแจมงาน โดยระบุว่า ตุ๊กตาที่นำมาวันนี้ชื่อ มู่มี่ เป็นตุ๊กตาที่แฟนซื้อให้ และเคยพาตุ๊กตาตัวนี้ไปรณรงค์แล้วหลายครั้งล่าสุดเป็นการเดินขบวนกับขบวนการอีสานใหม่ และตอนนี้ได้พามู้มี้มารณรงค์เรื่องการลงเสียงประชามติ

    "ประเทศเรามาไกลมาก คนเรามีความคิดมีความคิดเห็นไม่สามารถออกมาแสดงความเห็นได้อย่างปลอดภัย ต้องเอาตุ๊กตามาวางไว้ให้มันพูดแทนเรา ตุ๊กตามันดูน่ารักนะ แต่มันมีความเศร้าอยู่ในนั้น" ปกรณ์ กล่าว

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    29 มิ.ย.2559 รายงานข่าวแจ้งว่า รายงานสภาวะเด็กโลกของยูนิเซฟเปิดเผย 28 มิ.ย.59 ว่า ภายในปี พ.ศ. 2573 จะมีเด็กอายุต่ำกว่าห้าขวบ 69 ล้านคนเสียชีวิตจากโรคที่ป้องกันได้ และเด็ก 167 ล้านคนจะมีชีวิตอยู่กับความยากจน ในขณะที่สตรีกว่า 750 ล้านคนจะต้องแต่งงานในวัยเด็ก หากทั่วโลกไม่เน้นให้ความช่วยเหลือเด็กกลุ่มที่เปราะบางและขาดโอกาสที่สุด 

    “การไม่ให้โอกาสที่เท่าเทียมในชีวิตแก่เด็กจำนวนหลายร้อยล้านคน ไม่เพียงแต่จะทำให้อนาคตของพวกเขามืดมนเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำให้วงจรเลวร้ายดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นภัยต่อของสังคมโดยรวมในอนาคต” แอนโทนี่ เลค ผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การยูนิเซฟ กล่าว พร้อมระบุว่า “เรามีสิทธิ์เลือกว่าจะแก้ปัญหาและช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ตั้งแต่ตอนนี้ หรือจะปล่อยให้โลกยิ่งเต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำและความแตกแยกต่อไป”

    รายงานสภาวะเด็กโลกซึ่งเป็นรายงานประจำปีฉบับสำคัญของยูนิเซฟ ระบุว่า แม้จะมีความก้าวหน้าอย่างมากในการช่วยชีวิตเด็ก หรือการส่งเสริมให้เด็กได้เรียนหนังสือ การแก้ปัญหาความยากจน ซึ่งเห็นได้จากอัตราการเสียชีวิตของเด็กอายุต่ำกว่าห้าขวบทั่วโลกลดลงกว่าครึ่งนับตั้งแต่ พ.ศ. 2533 เป็นต้นมา เด็กทั้งชายและหญิงได้เข้าเรียนระดับประถมศึกษาในอัตราส่วนเท่ากันใน 129 ประเทศ และจำนวนประชากรยากจนที่สุดทั่วโลกลดลงเกือบครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับทศวรรษที่ 1990 แต่ความก้าวหน้าเหล่านั้นไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียมและยุติธรรม

    รายงานชี้ให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้น โดยพบว่า เด็กยากจนที่สุดยังคงมีโอกาสเสียชีวิตก่อนอายุครบห้าขวบและมีโอกาสเป็นโรคขาดสารอาหารเรื้อรังมากกว่าเด็กกลุ่มฐานะดีที่สุดถึง 2 เท่า ในขณะที่เด็ก ๆ ในทวีปเอเชียใต้และในแถบแอฟริกาใต้ซาฮาร่า (sub-Saharan Africa) ที่แม่ไม่ได้รับการศึกษา มีโอกาสเสียชีวิตก่อนอายุครบห้าขวบมากกว่าแม่ที่ได้รับการศึกษาระดับมัธยมศึกษาถึง 3 เท่า และเด็กหญิงจากครอบครัวยากจนที่สุดมีโอกาสแต่งงานตั้งแต่เด็กมากกว่าเด็กหญิงจากครอบครัวฐานะดีถึง 2 เท่า

    รายงานชี้ว่า แถบแอฟริกาใต้ซาฮาร่าเป็นภูมิภาคที่น่าเป็นห่วงที่สุด โดยมีเด็กอย่างน้อย 247 ล้านคน หรือ 2 ใน 3 อาศัยอยู่กับความยากจนในหลายมิติ และไม่ได้รับสิ่งจำเป็นสำหรับการมีชีวิตรอดและพัฒนา นอกจากนี้ ประชากรอายุ 20-24 ปีเกือบร้อยละ 60  มาจากครอบครัวที่ยากจนที่สุดและได้ไปโรงเรียนไม่ถึง 4 ปี จากแนวโน้มในปัจจุบัน รายงานคาดการณ์ว่า ในปี พ.ศ. 2573:

    ·       จากจำนวนเด็ก 69 ล้านคนที่เสียชีวิตก่อนอายุครบห้าขวบจากโรคที่ป้องกัน เกือบครึ่งจะอยู่ในแถบแอฟริกาใต้ซาฮาร่า

    ·       จากเด็กวัยประถมศึกษา 60 ล้านคนที่ไม่ได้เข้าโรงเรียน กว่าครึ่งหนึ่งจะอยู่ในแถบแอฟริกาใต้ซาฮาร่า

    ·       ร้อยละ 90 ของเด็กที่ยากจนที่สุด จะอยู่ในแถบแอฟริกาใต้ซาฮาร่า

     

    นับตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา มีจำนวนเด็กที่ไม่ได้เรียนหนังสือมากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่เด็กจำนวนมากที่ได้ไปโรงเรียนกลับไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย ปัจจุบันมีเด็กประมาณ 124 ล้านคนที่ไม่ได้เรียนหนังสือทั้งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น และเด็กเกือบ 2 ใน 5 คน ที่เรียนจบชั้นประถมศึกษายังคงอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ และคิดเลขง่าย ๆ ไม่เป็น 

    รายงานชี้ให้เห็นการแก้ปัญหา โดยระบุว่าการลงทุนกับเด็กกลุ่มที่ขาดโอกาสและเปราะบางที่สุดจะให้ผลตอบแทนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ตัวอย่างเช่น การให้เงินสนับสนุนโดยตรงสามารถช่วยให้เด็กได้ไปโรงเรียนนานขึ้นและได้รับการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น โดยเฉลี่ยแล้ว ทุกๆ  1 ปีที่เด็กได้เรียนหนังสือนานขึ้น จะช่วยเพิ่มรายได้ตอนโตประมาณร้อยละ 10  และลดอัตราความยากจนของประเทศร้อยละ 9  

    รายงานระบุต่อไปว่า ความเหลื่อมล้ำเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้และแก้ไขได้โดยใช้มาตรการต่าง ๆ เช่น การจัดทำข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับเด็กกลุ่มที่ขาดโอกาสและเปราะบางที่สุด การร่วมมือกันแก้ปัญหาอย่างรอบด้าน การใช้เทคโนโลยีและแนวคิดใหม่ๆ ในการจัดการกับปัญหาเดิมๆ ตลอดจนการเน้นให้ความช่วยเหลือกับเด็กที่ขาดโอกาสที่สุด และการเพิ่มการมีส่วนร่วมของชุมชน

    ดาวน์โหลดรายงานในรูปแบบ PDF และ multimedia ได้ที่: http://weshare.unicef.org/Package/2AMZIFFS4KH

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    29 มิ.ย.2559 รายงานข่าวจากสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ แจ้งว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 ม.61 วรรคสอง ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ (ชั่วคราว) 2557 ม.4 จึงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญดังกล่าว

    สำนักข่าวไทย รายงานด้วยว่า พิมล ธรรมพิทักษ์พงษ์ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงการที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 61 วรรคสอง ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557  ว่า ตัว พ.ร.บ.ประชามติ ออกมาเพื่อการดำเนินการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย คุ้มครองการแสดงความคิดเห็นประชาชนให้เป็นไปโดยอิสระ และรัฐธรรมนูญในอดีตก็มีการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเพื่อรักษาความมั่นคงแห่งรัฐ ความสงบเรียบร้อย และศีลธรรมอันดี

    ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าในกฎหมายอาญาทั่วไปไม่มีการกำหนดถ้อยคำ “ปลุกระดม ก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย” ว่าอย่างไรที่ถือเป็นความผิด พิมล กล่าวว่า เรื่องนี้ตุลาการได้มีการอภิปรายกัน เชื่อว่าจะมีการเขียนเหตุผลให้ชัดเจนไว้ในคำวินิจฉัย ซึ่งในส่วนของคำวินิจฉัยกลาง คาดว่าจะมีการเผยแพร่ได้ในสัปดาห์หน้า จากนั้นจะมีคำวินิจฉัยส่วนตนตามมา

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    เผยลาวสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงแห่งใหม่เฉียดแดนไทย ชาวบ้านเวียงแก่นหวั่นผลกระทบอื้อ ยื่นหนังสือกสม.สอบข้อเท็จจริง ได้ข่าว บ.เอกชนเริ่มลงมือก่อสร้างแล้ว

    29 มิ.ย. 2559 ทองสุข อินทะวงศ์ ผู้ใหญ่บ้านห้วยลึก อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย เปิดเผยว่า ตนและชาวบ้านริมแม่น้ำโขงได้ยื่นหนังสือร้องเรียนถึงนางเตือนใจ ดีเทศน์ ประธานคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อขอให้ตรวจสอบโครงการเขื่อนปากแบง บนแม่น้ำโขง ซึ่งแม้อยู่ในประเทศลาว แต่ใกล้ชายแดนไทยมาก

    ทองสุขกล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลลาวอนุญาตให้บริษัทเอกชนเตรียมการก่อสร้างเขื่อนแห่งที่ 3 บนแม่น้ำโขง คือโครงการเขื่อนปากแบง ซึ่งตั้งอยู่บนแม่น้ำโขง ในแขวงอุดมไซ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ห่างจากชายแดนไทย ที่แก่งผาได บ้านห้วยลึก ประมาณ 80 กิโลเมตรตามลำน้ำ ตั้งอยู่ห่างจากเมืองปากแบง 14 กิโลเมตร

    ทองสุขกล่าวว่า ชาวบ้านห้วยลึก มีความกังวลอย่างยิ่งว่าโครงการเขื่อนปากแบง อาจทำให้น้ำท่วมที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน กระทบการหาปลา รายได้ และความมั่นคงทางอาหาร นอกจากนี้ส่งผลกระทบโดยตรงมาถึงชุมชนที่พึ่งพาทรัพยากรแม่น้ำโขงใน อ.เวียงแก่น และอ.เชียงของ จ.เชียงราย โดยเฉพาะที่บ้านห้วยลึก หมู่บ้านตามลำน้ำสาขา รวมถึงหมู่บ้านอื่นๆ ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงในประเทศไทย

    ทองสุข ยังกล่าวอีกว่า สิ่งที่ชาวบ้านกังวลมากที่สุด คือการใช้งานของเขื่อนทางตอนบนในจีน ซึ่งบ้านของเราจะอยู่ตรงกลางระหว่างเขื่อนจีนและเขื่อนปากแบง หากเขื่อนจีนระบายน้ำลงมา เป็นปริมาณมาก และลงมาเจอกับเขื่อนปากแบง เกิดคำถามว่าจะมีการป้องกันปัญหาให้แก่ชุมชนที่ตั้งอยู่ตรงกลางอย่างไร

    คำผาย บุญมี ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านห้วยลึก กล่าวว่าตนเองก็หาปลาในแม่น้ำโขงทุกเช้า ส่วนใหญ่ชาวบ้านหาปลาด้วยการใช้ไหลมอง นอกจากนั้นก็ใส่ไซ วางเบ็ด ช่วงนี้มีการไหลมองกันมาก แต่ปีนี้ปริมาณปลาที่จับได้น้อยมาก หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ปลาเขียม” คือแทบจะไม่มีแล้ว

    “เมื่อวานผมไปหาปลาตั้งแต่สายจนค่ำ ได้มา 2 ตัว กิโลเดียว เมื่อเช้าออกไปตีห้า ขึ้นมาแปดโมง ไม่ได้เลย ออกไปหาปลาต้องจ่ายแน่ๆ คือน้ำมันสองลิตร เกือบร้อยบาท หากได้ปลาแค่กิโลเดียวนี่ไม่คุ้มเลย ชาวบ้านห้วยลึกครึ่งหมู่บ้าน มีเรือ 40-50 ลำ ต่างมีอาชีพหาปลา ปลาเขียมแต่ราคาดี ชาวบ้านก็ยังอยากหา ปลาหนัง ขายราคากิโลละ 350 บาท ปลาเพี้ย ปลาเกล็ด กิโลละ 200 แต่หากเขื่อนบางแบงสร้างกั้นน้ำโขง น้ำนิ่งไม่ไหลตามธรรมชาติ หมดแน่ๆ การหาปลาของคนเวียงแก่น” ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน กล่าว

    จีรศักดิ์ อินทะยศ ผู้ประสานงานกลุ่มรักษ์เชียงของ กล่าวว่า จากหัวงานเขื่อนปากแบงมาถึงชายแดนไทย ระยะทางไม่ถึง 80 กิโลเมตร มีหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ริมน้ำประมาณ 30 แห่ง ทั้งนี้ มีความกังวลกันว่า หากเขื่อนกักเก็บในระดับปกติ น้ำจะท่วมถึงปากทา (ปากแม่น้ำทาบรรจบแม่น้ำโขง)

    “แต่ที่กลัวมากที่สุดคือ หากจีนปล่อยน้ำลงมาจากเขื่อน เชียงของเราอยู่ตรงกลาง คงลำบากแน่ๆ และได้รับข้อมูลว่าขณะนี้บริษัทได้เริ่มการก่อสร้างแล้ว แต่ยังไม่แจ้งอย่างเป็นทางการเท่านั้น” ผู้ประสานงานกลุ่มรักษ์เชียงของ กล่าว 

    อนึ่ง โครงการเขื่อนปากแบง (Pak Beng Dam) มีกำลังผลิตติดตั้ง 912 เมกะวัตต์ ได้รับสัญญาในการพัฒนาโครงการโดยบริษัทต้าถัง (Datang)  ของจีน และอาจรับซื้อไฟฟ้าโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เช่นเดียวกันกับกรณีเขื่อนไซยะบุรี โครงการเขื่อนปากแบงอาจเป็นโครงการเขื่อนแห่งที่ 3 ที่สร้างบนแม่น้ำโขงตอนนล่างในลาว และตามข้อตกลงแม่น้ำโขง พ.ศ.2538 ที่ประเทศไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม ลงนามร่วมกัน ลาวต้องแจ้งคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) และนำโครงการเข้าสู่กระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า ตามระเบียบปฏิบัติ PNPCA

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    29 มิ.ย. 2559 มูลนิธิสืบนาคะเสถียร โดย ภาณุเดช เกิดมะลิ เลขาธิการมูลนิธิฯ ทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง ขอให้เร่งดำเนินการแก้ไขข้อมูลภาพสัตว์ป่าสงวนของประเทศไทยที่ผิดพลาด โดยระบุว่า ตามที่ปรากฏข้อมูลว่ากระทรวงศึกษาธิการได้จัดทำข้อมูลสัตว์ป่าสงวนของประเทศไทยพร้อมภาพประกอบ บรรจุไว้ในแท็บเล็ต และส่งมอบให้โรงเรียนนำไปใช้ประกอบการเรียนการสอนกับเด็กนักเรียนนั้น มูลนิธิสืบนาคะเสถียรพบว่า ข้อมูลภาพสัตว์ป่าสงวนของประเทศไทยหลายชนิดพันธุ์มีความผิดพลาด ไม่ตรงกับความเป็นจริงหรือบางภาพไม่สามารถจำแนกชนิดพันธุ์ได้อย่างชัดเจน

    "มูลนิธิสืบฯ จึงขอวิงวอนให้กระทรวงศึกษาธิการเร่งดำเนินการตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไขข้อมูลที่ผิดพลาดในสื่อการเรียนการสอน เพื่อให้ความรู้กับนักเรียนอย่างถูกต้อง รวมถึงในการนำภาพมาใช้ประกอบข้อมูลสื่อการเรียนการสอนชุดดังกล่าว ควรใส่ข้อมูลที่มาของภาพและเจ้าของลิขสิทธิ์ภาพ เพื่อปลูกฝังเด็กๆ ได้รู้เรื่องลิขสิทธิ์ทางปัญญาด้วยเช่นกัน" มูลนิธิสืบฯ ระบุ



    ภาพจากมูลนิธิสืบนาคะเสถียร

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    29 มิ.ย. 2559 จากกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 ม.61 วรรคสอง ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ (ชั่วคราว) 2557 ม.4 จึงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญดังกล่าว (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม)
     
    พิมล ธรรมพิทักษ์พงษ์ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวกรณีดังกล่าวว่า ตัว พ.ร.บ.ประชามติ ออกมาเพื่อการดำเนินการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย คุ้มครองการแสดงความคิดเห็นประชาชนให้เป็นไปโดยอิสระ และรัฐธรรมนูญในอดีตก็มีการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเพื่อรักษาความมั่นคงแห่งรัฐ ความสงบเรียบร้อย และศีลธรรมอันดี
     
    ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าในกฎหมายอาญาทั่วไปไม่มีการกำหนดถ้อยคำ “ปลุกระดม ก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย” ว่าอย่างไรที่ถือเป็นความผิด นายพิมล กล่าวว่า เรื่องนี้ตุลาการได้มีการอภิปรายกัน เชื่อว่าจะมีการเขียนเหตุผลให้ชัดเจนไว้ในคำวินิจฉัย ซึ่งในส่วนของคำวินิจฉัยกลาง คาดว่าจะมีการเผยแพร่ได้ในสัปดาห์หน้า จากนั้นจะมีคำวินิจฉัยส่วนตนตามมา
     

    กกต.สมชัยระบุจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

    ศุภชัย สมเจริญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงกรณีดังกล่าวด้วยว่า กฎหมายดังกล่าวขัดหรือไม่ขัดรัฐธรรมนูญ  ก็ไม่มีผลต่อ กกต. ส่วนตัวเห็นด้วยตั้งแต่แรกว่าไม่เกี่ยวกับกระบวนการออกเสียงการทำประชามติ หากพบว่ามีคนกระทำผิดพ.ร.บ.ดังกล่าว ประชาชนสามารถร้องทุกข์กล่าวโทษได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องผ่าน กกต. เพราะมันเป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย ดังนั้น การอ่านกฎหมายไม่ควรอ่านทีละตัว ควรอ่านทั้งมาตรา เพื่อให้เกิดความเข้าใจ และต้องดูเจตนาผู้อ่านกฎหมายด้วยว่ามีเจตนารมณ์แบบไหน
     
    สมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวว่า หลังจากนี้ กกต.จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยวันพรุ่งนี้ 30 มิ.ย.เวลา 10.00 น. บรรณาธิการข่าวหนังสือพิมพ์มติชนสุดสัปดาห์ และ อรุณ วัชรสวัสดิ์ ผู้เขียนการ์ตูนเข้าพบ เพื่อชี้กรณีนำเสนอภาพการ์ตูนตัดต่อที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการทำประชามติ
     
    ด้าน รักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่า ผู้ตรวจการฯ เคารพคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะถือว่ามีผลผูกพันกับทุกองค์กร และต่อจากนี้เป็นหน้าที่กกต.ในฐานะผู้รักษากฎหมาย ที่จะตีความว่าการกระทำใดเข้าข่ายผิดตามกฎหมายดังกล่าว

     

    ที่มา สำนักข่าวไทย

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    พล.อ.ประยุทธ์ ยันหากร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ผ่านประชามติ ก็ต้องเริ่มร่างใหม่ ซึ่งตนจะไม่ลาออก และไม่มีใครสามารถปลดตนได้ เพราะตนมีอำนาจตามมาตรา 44 อยู่ แนะประชาชนอย่าให้ใครมาชี้นำ 

    29 มิ.ย.2559 ช่วงบ่ายวันนี้  รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพมหานคร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. เป็นประธานพิธีเปิดงานเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2559 “Go Wild For Life” หยุดซื้อ หยุดขาย หยุดฆ่า แก้ปัญหาสัตว์ป่าสูญพันธุ์

    โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอนหนึ่งในพิธีเปิดงานดังกล่าวถึงการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญว่า ทุกคนต้องช่วยกันเดินหน้าประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แต่จะทำหรือไม่ทำก็เป็นเรื่องของรัฐบาลหน้า ตนไปบังคับใครไม่ได้ ประชาชนต้องรับผิดชอบเพราะเลือกมาเอง และถ้าทุกคนต้องการให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าได้ ก็เชื่อว่าจะทำได้  ไม่ต้องมากังวลกับตน แต่ควรกังวลกับชีวิตตัวเองมากกว่า ที่เข้ามายืนตรงนี้  วันนี้ประเทศไทยต้องอดทน  อดทนกับสิ่งที่ผ่านมาและอดทนสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป เพื่ออนาคต ขอย้ำว่าตนจะใจร้ายกับคนร้ายเท่านั้น และทุกเรื่องต้องแก้ด้วยกฎหมาย ตนจะคุยกับคนที่ทำผิดกฎหมายไม่ได้ จะถูกหรือผิดต้องสู้คดี หากอยากให้ประเทศสงบเรียบร้อยต้องปรองดอง แต่เราจะไม่ปรองดองกับคนทำผิดกฎหมาย

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทุกคนมี 1 สิทธิ 1 เสียง ขออย่าให้ใครมาชี้นำ ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านความเห็นชอบหรือไม่ ก็เป็นเรื่องของประชาชน  อยากให้ตัดสินใจด้วยตัวเอง รัฐบาลพยายามดูแลทำทุกอย่างเต็มที่ตามกฏหมาย ขอประชาชนอย่าเชื่อถ้อยคำบิดเบือน โดยเฉพาะเรื่องการศึกษา และสาธารณสุข ทั้ง 2 เรื่อง รัฐบาลดูแลประชาชนอย่างเต็มที่ และดีกว่าเดิม และหากร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ผ่านประชามติ ก็ต้องเริ่มร่างใหม่ ซึ่งตนจะไม่ลาออก และไม่มีใครสามารถปลดตนได้ เพราะตนมีอำนาจตามมาตรา 44 อยู่ 

    "ถ้ามันไม่ผ่านประชามติ ก็ทำใหม่ บอกยังงี้ ไปถามผมบ่อยนัก ก็ทำรัฐธรรมนูญใหม่ ตามกติกาเลือกตั้งก็ต้องมีรัฐธรรมนูญ จบไหม" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
     

    ย้ำรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์

    พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวเปิดงานดังกล่าวตอนหนึ่งว่า จากจุดเริ่มต้นของความร่วมมือของนานาชาติทั่วโลกในด้านสิ่งแวดล้อมเมื่อปี 2515 องค์การสหประชาชาติได้ประกาศให้วันที่ 5 มิ.ย.ของทุกปี เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก จนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 44 ปี โลกต้องเผชิญวิกฤตการณ์ทางสิ่งแวดล้อมมากมาย รวมทั้งปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อันเนื่องจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่รู้คุณค่า โดยเฉพาะปัญหาการลักลอบการค้าสัตว์ ตัดไม้พันธุ์หายาก และการลักลอบลำเลียงสัตว์ป่านำสัตว์ไปเป็นเมนูเปิบพิศดารมีจำนวนเพิ่มขึ้น จึงขอให้ทุกคนช่วยกันเป็นหูเป็นตาอย่านิ่งเฉย หากพบผู้กระทำความผิดให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

    ทั้งนี้ รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ให้ดำรงอยู่ในธรรมชาติ โดยเมื่อวันที่ 21 มิ.ย.ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษีกากำหนดให้สัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์ป่าสงวน ได้แก่ วาฬบรูด้า วาฬโอมุระ ฉลามวาฬ และเต่ามะเฟือง จึงขอให้ทุกคนช่วยกันอนุรักษ์ และหาวิธีให้สัตว์ป่าสามารถอยู่ร่วมกับคนได้อย่างไม่รบกวนกัน ซึ่งสิ่งสำคัญต้องช่วยกันสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน พร้อมกับขอให้ทุกคนตระหนักถึงผลกระทบที่จะตามมาจากการทำลายสัตว์ป่า และทำลายทรัพยากรธรรมชาติ
     
    นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อไปว่า ในปี 2559 ได้กำหนดคำขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลกไว้ว่า Go Wild For Life : หยุดซื้อ หยุดขาย หยุดฆ่า แก้ปัญหาสัตว์ป่าสูญพันธุ์ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า ด้วยการลดอาชญากรรมจากการซื้อขายที่ผิดกฎหมาย ในแต่ละปีมีสัตว์ป่าต้องสูญพันธุ์ และเสี่ยงต่อการใกล้จะสูญพันธุ์จากการลักลอบล่าสัตว์เพื่อการค้าที่ผิดกฎหมาย ซึ่งสัตว์ป่าบางชนิดมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อาหารช่วยรักษาสมดุลของประชากรสัตว์ให้สอดคล้องกับระบบนิเวศ เช่น ตัวนิ่มที่เป็นผู้ควบคุมปริมาณของแมลงในธรรมชาติ เพราะกินมดและปลวก ถึงปีละ 7 ล้านตัว เป็นต้น
     
    และเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2559 นายกรัฐมนตรีได้กล่าวเชิญชวนให้คนไทยทุกคนร่วมมือ ร่วมใจกัน รักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี ในวันที่ 9 มิ.ย. 2559 และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา ในวันที่ 12 สิงหาคม 2559 โดยเริ่มต้นจากการ หยุดซื้อ หยุดขาย หยุดล่า หยุดฆ่า สัตว์ป่าอย่างผิดกฎหมาย เพื่อความอุดมสมบูรณ์และความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ ให้เป็นมรดกแก่ลูกหลานต่อไปในอนาคต
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ประยุทธ์ ระบุในหลวงไม่เคยมายุ่งกับการเมือง ยันไม่มีใครมาสั่งให้ตนยึดอำนาจหรือปล่อยอำนาจ มีแต่ประชาชนว่าจะให้ทำหรือเปล่า ลั่นไม่ปรองดอง ไม่คุยกับคนผิดกฏหมาย เผยกำลังถูกกดดันข้างนอก

    29 มิ.ย.2559 ช่วงบ่ายวันนี้  ที่รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพมหานคร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. เป็นประธานพิธีเปิดงานเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2559 “Go Wild For Life” หยุดซื้อ หยุดขาย หยุดฆ่า แก้ปัญหาสัตว์ป่าสูญพันธุ์ 

    โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอนหนึ่ง ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทำมาตลอด ระยะเวลาที่ทรงทำมา ท่านไม่เคยมายุ่งกับการเมือง
     
    "ไม่มีใครมาสั่งผม ผมสั่งตัวผมเอง ผมพูดด้วยสัจจริง สั่งผมไม่ได้ทั้งนั้นล่ะ เรื่องอย่างนี้ใครมาสั่งผมได้ สั่งให้ผมยึดอำนาจ สั่งให้ผมปล่อยอำนาจ ไม่มีใครสั่งผมได้ มีแต่ประชาชนว่าจะให้ทำหรือเปล่า ถ้าไม่อยากให้ทำก็จะได้เลิก แล้วกลับไปอยู่ที่เดิม เพราะฉะนั้นทุกคนต้องมีความสมัครสมานสามัคคีตระหนักในหน้าที่ร่วมกัน" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
     
    พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยว่า คนไทยทุกคนใจร้อน ถ้าจะแก้อะไรวันนี้พรุ่งนี้ต้องเสร็จ พร้อมยกเพลง "คืนความสุข" และกล่าวว่า "หลายคนก็ทวงถามเมื่อไหร่มึงจะไปสักที ขอเวลาไม่นานทำไมมันนานนัก 2 ปี แล้ว"
     
    จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ถามในที่ประชุมว่า "ไหนใครทวงให้ผมไปยกมือ ไม่ต้องกลัว วันนี้ให้ยกมือ เอาล่ะก็เป็นเรื่องของท่าน เพราะท่านมีสิทธิในประชามติ เพราะวันนี้ผมเป็นคนรักษากติกา เพราะฉะนั้นผมก็เต็มที่ของผมอยู่แล้วล่ะ เพราะฉะนั้นก็อย่าไปฟังคนบิดเบือน หลายอย่างไม่ใช่ข้อเท็จจริง 15 ปีก็ยังให้แถมไปยังอนุบาลด้วย ไปบิดเบือนว่าถ้าผมอยู่ต่อจะไม่ได้ จะไม่ได้ได้ไงคำสั่งก็ออกมาให้แล้ว กำลังหางบประมาณให้ดูแลอยู่ถึงอนุบาลเข้าไปอีก อีกเรื่องอะไรนะรักษาพยาบาล บัตรทองบัตรอะไรก็ไม่รู้ งดสักอย่างหรือยัง ก็มีแต่ทำต่อจะทำให้ดีขึ้น แค่นี้ก็บอดเบือนกันแล้ว เข้าใจไหม"
     

    ยันไม่ปรองดอง กับคนผิดกฏหมาย ระบุกำลังโดนกดดันจากข้างนอก

    "ความจริงผมเป็นคนใจดีไม่ใช่คนใจร้ายหรอก แต่ผมใจร้ายกับคนร้าย คนไม่ดีกับผมไม่ดีกับประเทศผมใจร้าย ผมบอกไว้ก่อน เพราะฉะนั้นอะไรต่างๆ ต้องแก้กันด้วยกฏหมายทั้งสิ้น มันถึงจะคุยกันรู้เรื่อง เพราะผมไปคุยเรื่องอื่นไม่ได้ คุยกับคนผิดกฏหมายไม่ได้ จะผิดจะถูกก็สู้คดีกันต่อไปให้มันชัดเจนขึ้น เข้าใจหรือยัง ไหนใครยอมไหม คุยกับคนผิดกฏหมายไม่ได้ จะผิดจะถูกก็สู้คดีกันต่อไปให้มันชัดเจนขึ้น เข้าใจหรือยัง ไหนใครยอมไหม คุยกันแล้วเลิกกันซูเอี๋ยกันทั้งประเทศ ผมถามท่านเพราะผมกำลังโดนกดกันข้างนอกอยู่ ว่าถ้าอยากให้ประเทศสงบเรียบร้อย ต้องปรองดอง ผมไม่ปรองดอง ผมไม่ปรองดองกับคนกระทำผิดกฏหมายไม่รับผิด ผมผิดหรือถูกนี่ ถ้าประชามติไม่ผ่านผมต้องลาออก เอะมาตรา 44 ผมมีหรือเปล่าตอนนี้ ไม่มีใครกำหนดผมได้หรอก ผมรับผิดชอบบอกไว้ก่อน"

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    โครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ยืนยัน พ.ร.บ.ประชามติฯ มาตรา 61 ขัดหลักเสรีภาพ ขอทุกฝ่ายเปิดให้ประชาชนรณรงค์ได้

    29 มิ.ย.2559  จากกรณีเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. ที่ผ่านมา ผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีมติเอกฉันท์เห็นว่า มาตรา 61 วรรคสอง ของ พ.ร.บ.ประชามติมีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเนื้อหาในวรรคสองมีการบัญญัติคำว่า "รุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย" นั้น มีความไม่ชัดเจนและคลุมเครือ นำไปสู่ความสับสนของประชาชน ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น และอาจทำให้การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ดำเนินการโดยดุลพินิจของตัวเอง จนทำให้กระทบสิทธิของประชาชนที่อาจนำไปสู่ความเสียหาย จึงเห็นควรส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เฉพาะมาตรา 61 วรรคสอง ส่วนข้อความในมาตรา 61 วรรคสาม และวรรคสี่ นั้นที่ประชุมเห็นว่าเป็นเรื่องของบทกำหนดโทษ ซึ่งเป็นดุลพินิจของผู้ออกกฎหมาย และเป็นดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณา โดยคำร้องดังกล่าวเป็นของ จอน อึ๊งภากรณ์  ผู้อำนวยการโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม)

    โดยวันนี้ ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 ม.61 วรรคสอง ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ (ชั่วคราว) 2557 ม.4 จึงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญดังกล่าว

    ล่าสุด ไอลอว์ ออกคำชี้แจงว่า เนื่องจากขณะนี้เรายังไม่ทราบเหตุผลที่แท้จริงในคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คน ในประเด็นนี้ เราทราบเพียงผลคำวินิจฉัยจากข่าวประชาสัมพันธ์ของสำนักงาน ศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้นว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ พ.ร.บ.ประชามติฯ มาตรา 61 วรรคสอง ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว ปี 2557 

    ไอลอว์ขอยืนยันตามที่ได้ยื่นคำร้องไปแล้วว่า พ.ร.บ.ประชามติฯ มาตรา 61 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติห้ามการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญและการทำประชามติที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง หรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ โดยมีอัตราโทษจำคุกสูงถึง 10 ปีนั้น เป็นกฎหมายที่ขัดต่อหลักเสรีภาพการแสดงออกซึ่งเป็นหลักการที่อยู่คู่กับการเมืองการปกครองไทยมาทุกยุคสมัยและเป็นหลักการพื้นฐานที่มนุษยชาติยอมรับกันโดยทั่วไป 
     
    การที่มาตรา 61 วรรคสอง บัญญัติถึงการกระทำอันเป็นความผิดโดยใช้ถ้อยคำที่กว้างและคลุมเครือ เช่น คำว่า "รุนแรง" "ก้าวร้าว" "ปลุกระดม" ซึ่งเป็นคำที่ไม่เคยมีนิยามอยู่ในกฎหมายฉบับใดมาก่อน ทำให้ประชาชนไม่สามารถเข้าใจได้ว่าการแสดงออกอย่างใดจะผิดกฎหมายหรือไม่ ขัดต่อหลักการของกฎหมายอาญาที่ต้องชัดเจนแน่นอน ส่วนการแสดงออกด้วยถ้อยคำที่ "หยาบคาย" นั้น ตามปกติแล้วแม้จะเป็นสิ่งที่ไม่สมควร แต่ก็ไม่ใช่การกระทำที่ต้องมีโทษทางกฎหมาย ขณะที่บทกำหนดโทษของความผิดตามมาตรา 61 วรรคสอง ก็เป็นโทษที่รุนแรงเกินไป ไม่ได้สัดส่วนกับการกระทำที่เป็นเพียงแค่การแสดงออกซึ่งความคิดเห็นโดยสงบ อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปีนั้น เทียบได้กับความผิดฐานฆ่าคนตายโดยประมาท หรือฐานทำให้หญิงแท้งลูกและถึงแก่ความตาย การบัญญัติมาตรา 61 วรรคสองเช่นนี้ จึงเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนเกินขอบเขต โดยไม่มีเหตุอันสมควร
     
    ไอลอว์ เห็นว่า บรรยากาศการพูดคุยเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ และการทำประชามติทุกวันนี้เป็นไปอย่างเงียบเหงาผิดปกติ ทั้งที่ใกล้ถึงเวลาลงประชามติแล้ว โดยที่ประชาชนที่มีความคิดเห็นทั้งเห็นด้วยและไม่เห้นด้วยต่างไม่กล้าแสดงออก ถกเถียง หรือทำกิจกรรม ดังที่มีตัวอย่าง การจับกุมดำเนินคดีกับนักกิจกรรมที่แจกเอกสารแสดงเหตุผลไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ และมีผู้ถูกคุมขังอยู่อย่างน้อย 7 คนในปัจจุบัน บรรยากาศเช่นนี้ย่อมไม่ส่งผลดีต่อการทำประชามติที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 7 สิงหาคม 2559 และมีแต่จะทำให้ผลการลงประชามติไม่เป็นที่ยอมรับทั้งโดยประชาชนชาวไทยและประชาคมโลก
     
    ไอลอว์ ไม่มีความประสงค์จะสร้างความไม่สงบเรียบร้อยในการทำประชามติ และไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองจนนำไปสู่ความรุนแรง แต่เรายืนยันที่จะทำกิจกรรมทางสังคมและใช้ช่องทางตามกฎหมายทุกวิถีทางที่มีอยู่ต่อไป เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญและการจัดทำประชามติได้อย่างเสรี เพื่อให้การจัดทำประชามติที่จะเกิดขึ้นสามารถสะท้อนเจตจำนงของประชาชนได้อย่างแท้จริง
     
    ในระหว่างที่พ.ร.บ.ประชามติฯ มาตรา 61 ยังไม่ถูกยกเลิกโดยศาลรัฐธรรมนูญ ก็ยังเป็นไปได้ที่บรรยากาศการทำประชามติจะดีขึ้น หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง คสช. และ กกต. เปิดให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นและทำกิจกรรมรณรงค์ได้อย่างเต็มที่ ไม่บังคับใช้กฎหมายที่ไม่มีความชอบธรรม ยกเลิกการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นทุกรูปแบบ เลิกจับกุมประชาชนจากการแสดงความคิดเห็น ปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังและยุติการดำเนินคดีที่กำลังเกิดขึ้นด้วย
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    นักศึกษา อาจารย์ นักวิชาการ และนักกิจกรรมในจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมปล่อยลูกโป่ง #รณรงค์ไม่ผิด เพื่อยื่นยันสิทธิในการรณรงค์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ และกล่าวคำว่า "ปล่อยเพื่อนเรา" พร้อมกัน เรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้รณรงค์ประชามติ

    ที่มาของภาพ: เพจสมัชชาเสรีแห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย

    29 มิ.ย. 2559 เมื่อเวลา 18.00 น. ที่บริเวณอ่างแก้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กลุ่มนักศึกษา อาจารย์ นักวิชาการ และนักกิจกรรมในจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมปล่อยลูกโป่ง #รณรงค์ไม่ผิด เพื่อยื่นยันสิทธิในการรณรงค์ ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ โดยได้กล่าวคำว่า "ปล่อยเพื่อนเรา" พร้อมกัน

    ในเพจสมัชชาเสรีแห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย รายงานด้วยว่ ในกิจกรรมดังกล่าว มีทหารและตำรวจนอกเครื่องแบบเข้าสังเกตุการณ์ กิจกรรมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เวลาประมาณ 19.00 ผู้เข้าร่วมต่างแยกย้ายเดินทางกลับ

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    นักสิทธิมนุษยชนจากฟอรัม-เอเชียชี้ว่าการที่ไทยพลาดเก้าอี้ UNSC เรื่องหลักไม่ใช่เพราะสิทธิมนุษยชน เพราะคาซัคสถานก็ย่ำแย่ไม่แพ้กัน ปัจจัยหลักอยู่ที่ภูมิศาสตร์การเมืองและความสำคัญของคาซัคสถาน พร้อมเรียกร้องให้เปิดเผย 'ค่าใช้จ่าย' ที่กระทรวงการต่างประเทศออกเดินสายหวังให้นานาชาติยกมือหนุนไทยนั่ง UNSC

    แฟ้มภาพ ที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ที่มาของภาพประกอบ: UN Photo/JC McIlwaine)

    29 มิ.ย. 2559 จากรายงานกรณีที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ลงคะแนนเสียงเลือกผู้ดำรงตำแหน่ง ประเภทสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือ UNSC แทนตำแหน่งที่ครบวาระรวม 5 ตำแหน่ง ได้แก่ แอฟริกา ละตินอเมริกาและแคริบเบียน เอเชียแปซิฟิก อย่างละ 1 ที่นั่ง และยุโรปตะวันตก 2 ที่นั่ง โดยการดำรงตำแหน่งจะเริ่มตั้งแต่ 1 มกราคม 2560 เป็นระยะเวลา 2 ปี

    โดยในส่วนภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ผลการลงคะแนนรอบ 2 ปรากฏว่า คาซักสถานได้ 138 เสียง ขณะที่ไทยได้ 55 เสียง ทำให้คาซักสถานได้เป็นสมาชิก UNSC ในสัดส่วนภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกนั้น (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)

    ต่อกรณีดังกล่าว พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ เจ้าหน้าที่ฝ่ายเอเชียตะวันออก สภาเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาแห่งเอเชีย หรือ ฟอรัม-เอเชีย (FORUM-ASIA) อธิบายว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือ United Nations Security Council (UNSC) คือองค์กรหลักของสหประชาชาติ ที่มีอำนาจมากทางทหารและการเมือง เพราะมีภาระหน้าที่ในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงของโลก โดยจะมีอำนาจในการตัดสินใจส่งกองกำลังรักษาสันติภาพหรือกองกำลังทหารไปประเทศที่เป็นภัยคุกคามสันติภาพหรือความมั่นคงของโลก โดย UNSC นั้นเป็นองค์กรที่ก่อตั้งโดยประเทศที่ชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยจะมี 5 ประเทศผู้ชนะสงครามที่อยู่ถาวร ได้แก่ จีน ฝรั่งเศส รัสเซีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา และจะมีอีก 10 ประเทศไม่ถาวรที่ถูกคัดเลือกเข้าไป โดยจะมีวาระครั้งละ 2 ปี  

    กรณีที่ไทยแพ้การชิงตำแหน่งที่นั่งสมาชิกประเภทไม่ถาวร UNSC ให้แก่คาซัคสถานนั้น พิมพ์สิริเห็นว่า ปัญหาสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยของไทยไม่น่าใช่สาเหตุหลักที่ทำให้พลาดที่นั่ง เพราะคาซัคสถานเองก็มีนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวมาตั้งแต่ปี 1991 และมีการละเมิดสิทธิเสรีภาพภายในประเทศ จึงเห็นว่า สาเหตุน่าจะมาจากภูมิศาสตร์ทางการเมืองของคาซัคสถานที่อยู่ใกล้รัสเซียและจีนมากกว่า อีกทั้งประเทศจากเอเชียกลางก็ไม่เคยมีบทบาทใน UNSC มาก่อน และถึงแม้ว่าประเทศไทยอาจจะดูสนิทกับจีนและรัสเซีย แต่สุดท้ายแต่ละประเทศก็ต้องเลือกผลประโยชน์ของตัวเองมาก่อน และไทยก็ดูเหมือนจะมีผลประโยชน์น้อยกว่าคาซัคสถาน

    พิมพ์สิริยังกล่าวอีกว่า การพลาดที่นั่งใน UNSC อาจบอกได้ว่าภาพลักษณ์ของไทยไม่ดีในสายตานานาชาติ และไทยประเมินสถานการณ์ผิดไป ซึ่งนำไปสู่การใช้งบประมาณของกระทรวงต่างประเทศไปอย่างมากที่ไม่มีการเปิดเผยว่าเอาไปใช้ทำอะไรบ้างหรือใช้ไปเท่าไร ซึ่งประชาชนผู้เป็นคนจ่ายภาษีก็ควรจะเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลในส่วนนี้

    นอกจากนั้นยังมองว่า สาเหตุที่ไทยอยากจะเข้าไปนั่งใน UNSC เพราะไทยพยายามอยากจะมีบทบาทในเวทีโลกเพื่อเป็นหน้าเป็นตาให้แก่ประเทศ อีกทั้งทาง คสช. ก็เคยให้สัมภาษณ์ว่าหากได้เข้าไปนั่งใน UNSC ได้ นานาชาติก็จะเข้าใจสถานการณ์ของไทยมากขึ้น

    แต่ถึงแม้ประเทศไทยจะพลาดที่นั่งใน UNSC พิมพ์สิริกลับมองว่าประเทศไทยไม่ต้องรู้สึกอะไรก็ได้ เพราะหากไทยได้เข้าไปอยู่ใน UNSC ก็อาจจะเป็นข้ออ้างของรัฐบาลในการต้องทุ่มงบไปกับกองกำลังทหารมากขึ้นก็เป็นได้

    ในกรณีที่ฟอรัม-เอเชีย ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้นานาชาติพิจารณาอย่างระมัดระวังเรื่องการลงมติเลือกไทยเข้าไปอยู่ใน UNSC นั้น พิมพ์สิริกล่าวว่าด้วยจุดยืนของฟอรัม-เอเชีย ซึ่งเป็นองค์กรระดับภูมิภาค ทำให้องค์กรต้องแสดงความเห็นในเรื่องนี้ เนื่องจากประเทศไทยตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา พัฒนาการทางสิทธิมนุษยชนก็ย่ำแย่ขึ้นทุกวัน อีกทั้งยังไม่มีท่าทีจะกลับไปสู่ระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นนานาชาติก็ควรจะนำประเด็นนี้ไปพิจารณาด้วย

    ส่วนสถานการณ์ที่ฟอรัม-เอเชีย กำลังติดตามอยู่ตอนนี้คือการประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ที่ทางฟอรัม-เอเชียเน้นย้ำตลอดในที่ประชุมของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ยิ่งเมื่อศาลรัฐธรรมนูญบอกว่ากฎหมาย พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญ 2559 มาตรา 61 วรรค 2 ที่ศาลรัฐธรรมนูญระบุว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญชั่วคราวนั้น เห็นว่า พ.ร.บ.ประชามติดังกล่าวละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และต้องเป็นปัญหาอย่างแน่นอน

    ต่อกรณีภาคประชาชนในไทย พิมพ์สิริเห็นว่า หากภาคประชาชนของไทยอยากได้รับการสนับสนุนจากนานาประเทศที่ชัดเจนในเรื่องของประชาธิปไตย ประเทศไทยต้องมีการเปลี่ยนแปลงหรือแรงกระเพื่อมภายในประเทศจากภาคประชาชนก่อน เหมือนในกรณีพม่าที่เมื่อประชาชนแสดงเจตจำนงว่าอยากได้รัฐบาลประชาธิปไตย อยากได้พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย ชาติตะวันตกที่ก่อนหน้าที่มีสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลทหาร ก็มีการปรับท่าที เป็นต้น ดังนั้นอย่าไปตั้งความหวังว่าประเทศอื่นจะเข้ามาช่วย ทุกอย่างอยู่ที่เรา

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    กลุ่มเครือข่ายภายประชาสังคมร่วมอ่านจดหมายเปิดผนึกถึงยูเอ็น กรณีการซ้อมทรมานในไทยเนื่องในวันต่อต้านการทรมานสากล ด้านครอบครัวผู้เสียหายร่วมเล่าถึงเหตุการณ์ที่ตนเองได้ประสบ

    29 มิ.ย. 2559 เครือข่ายประชาสังคมเพื่อสันติภาพ (คปส.) ภาคีร่วม และกลุ่มครอบครัวผู้เสียหายจากการทรมานจำนวนหนึ่ง ร่วมอ่านจดหมายเปิดผนึกด้านหน้าองค์การสหประชาชาติ และเข้าไปยื่นหนังสือต่อ เลอรอง เมลลอง รักษาการผู้แทนข้าหลวงใหญ่ว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษชน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องในวันต่อต้านการทรมานสากล ซึ่งตรงกับ 26 มิ.ย. ของทุกปี

    จดหมายดังกล่าวมีเนื้อหากล่าวถึงการที่ประเทศไทยได้เข้าร่วมภาคีอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2550 แต่จากรายงานขององค์กรภาคประชาสังคมด้านสิทธิมนุษยชนได้สะท้อนให้เห็นว่าหลายครั้งที่มีการซ้อมทรมานนั้น เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐหรือภายใต้การรับรู้ของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเท่ากับว่าประเทศไทยยังไม่สามารถปฏิบัติตามพันธกรณีในอนุสัญญาเฉกเช่นที่ควรจะเป็น ทางเครือข่ายจึงขอเรียกร้องให้องค์การสหประชาชาติรับพิจารณาปัญหาการทรมานประชาชนในบริบทของประเทศไทย สู่การหามาตรการในการให้การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพตามหลักการของมนุษยธรรม

    บุญเรือง สุธีรพันธุ์ หนึ่งในกลุ่มครอบครัวผู้เสียหายที่เข้าร่วมกิจกรรมกล่าวว่า ตนหวังว่าการการซ้อมทรมานโดยเจ้าหน้าที่รัฐจะหมดไป และอยากให้ผู้ที่กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและได้รับโทษอย่างเหมาะสม

    โดยบุญเรืองได้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับลูกชายของตนว่า ลูกชายของตน สิบโทกิตติกร สุธีรพันธุ์ ทำหน้าที่รับราชการอยู่ในมณฑลทหารบก 25 จ.สุรินทร์ หน่วยงานทหารราบ ร.23 เขาถูกจับกุมในวันที่ 1 ก.พ. ด้วยข้อหาให้ที่พักพิงแก่ผู้ต้องหา หลังจากนั้นตนได้พยายามยื่นประกันตัว แต่ถูกศาลทหารปฏิเสธด้วยเหตุผลว่ากลัวผู้ต้องหาหลบหนี

    บุญเรืองกล่าวต่อว่า จากนั้น ได้พยายามที่จะเข้าเยี่ยมลูกชายตั้งแต่วันที่ 6 ก.พ. แต่ถูกปฏิเสธเนื่องจากทางผู้คุมกล่าวว่ายังอยู่ในขั้นตอนการสืบสวนสอบสวน ไม่สามารถให้เข้าเยี่ยมได้ ต่อมา ตนได้ขอเข้าเยี่ยมในทุกวันเสาร์ แต่ยังถูกปฏิเสธการให้เยี่ยมด้วยเหตุผลเดิม โดยครั้งสุดท้ายที่ขอเข้าเยี่ยมคือ 20 ก.พ. ซึ่งก็ถูกปฏิเสธเช่นเดิม หลังจากนั้นเพียงหนึ่งวัน เช้าวันที่ 21 ก.พ. ก็ได้รับโทรศัพท์ว่าลูกชายตนเองเสียชีวิต

    "เขาไม่เคยบอกอะไรแม่เลย ไม่เคยบอกว่าลูกเจ็บหรือป่วย บอกแค่เยี่ยมไม่ได้เพราะอยู่ในชั้นสืบสวน ขนาดแม่ไปก่อนวันที่เขาโทรมาแค่วันเดียวเขายังไม่เคยบอก" นางบุญเรืองกล่าว

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ตัวแทนกลุ่มองค์กรต่อต้านการเลือกปฏิบัติต่อคนพิการถูกหามลงจากเวทีทันทีหลังตะโกนให้ยกเลิกจัดเรทคนพิการขณะ รมต.สุขภาพและสวัสดิการขึ้นพูดงานประชุมนานาชาติด้านสังคมสงเคราะห์ ที่กรุงโซล เกาหลีใต้


    คลิปเหตุการณ์การนำตัวผู้ประท้วงออกจากการประชุม

    29 มิ.ย. 2559 วานนี้ (28 มิ.ย.) เดอะการ์เดียนรายงานว่า ตัวแทนกลุ่มองค์กรต่อต้านการเลือกปฏิบัติต่อคนพิการ (SADD: Solidarity Against Disability Discrimination) ถูกบังคับให้ออกจากการประชุมนานาชาติด้านสังคมสงเคราะห์ ในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ หลังขึ้นประท้วงขณะที่ประธานกำลังพูด

    ทันทีที่ชองชินยอบ รัฐมนตรีกระทรวงสุขภาพและสวัสดิการเกาหลีใต้ขึ้นพูดในที่ประชุม กลุ่มคนพิการผู้ประท้วงก็ขึ้นมาบนเวทีพร้อมตะโกนเป็นภาษาเกาหลีและอังกฤษว่า ‘ไม่เอาการจัดเรทความพิการอีกแล้ว’ ก่อนที่จะถูกบังคับให้ออกไปจากห้องประชุมโดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย จะเห็นได้จากในวิดีโอว่า หญิงพิการถูกอุ้มออกไปโดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 4 คน และถูกทิ้งลงบนพื้นพร้อมกับเสียงตะโกน

    หลังจากที่กลุ่มผู้ประท้วงถูกนำตัวออกไป งานประชุมยังคงดำเนินต่อ โดยมีประธานจากสามองค์กรที่ทำงานด้านสังคมสงเคราะห์ขึ้นพูดเกี่ยวกับเรื่องสถานการณ์การทำงานสังคมสงเคราะห์ทั่วโลก

    อย่างไรก็ดี ผู้ร่วมประชุมบางคนและกลุ่มนักสังคมสงเคราะห์ต่างประณามการกระทำต่อนักเคลื่อนไหว องค์กรสังคมสงเคราะห์จากอังกฤษกล่าวขณะถ่ายทอดสดว่า การประชุมครั้งนี้มีกุญแจสำคัญเพื่อสร้างเกียรติและคุณค่าแก่ทุกคน การกระทำนี้ทำให้เห็นถึงการปฏิบัติที่ตรงกันข้าม แทนที่จะห้ามกลุ่มคนพิการขึ้นพูด พวกเราน่าจะเชิญทั้งตัวแทนคนพิการในประเทศและระดับนานาชาติเข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนในการประชุมนี้เสียมากกว่า

    ปัจจุบัน การจัดเรทความพิการในเกาหลีมี 6 ระดับ ซึ่งกำหนดผลประโยชน์และอุปกรณ์สนับสนุนของคนพิการที่จะได้รับผ่านรัฐ กลุ่มคนพิการกล่าวว่า การจัดเรทเช่นนี้ทำให้คนพิการหลายคนเสียชีวิต และกฎนี้ควรถูกยกเลิก อย่างไรก็ดีกลุ่มผู้พิการกล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายที่จะเปลี่ยนแปลงกฎนี้ตั้งแต่ 5 ปีที่แล้ว แต่ปัจจุบันก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง

    ถึงแม้การจัดอันดับจะมี 6 ระดับ แต่การให้เงินบำนาญกลับให้เฉพาะในระดับที่ 1-3  และการให้อุปกรณ์ช่วยเหลือถูกกำหนดให้เฉพาะกลุ่มคนที่อยู่ระดับที่ 1 และ 2  อีกทั้งการจัดเรทในปัจจุบันยังทำให้การจัดจ้างผู้ช่วยคนพิการไม่ครอบคลุมคนที่มีความต้องการอย่างแท้จริง ซึ่งหากมีการยกเลิกและเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จะทำให้เรทความพิการ 6 ระดับนี้ถูกแบ่งออกเป็น 2 หมวดใหญ่ คือกลุ่มคนพิการรุนแรง (ระดับที่ 1-3) และคนพิการไม่รุนแรง (ระดับที่ 4-6) ซึ่งจะช่วยให้การสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์นั้นครอบคลุมไปถึงคนพิการในระดับที่ 3 กว่า 43,000 คน หรือร้อยละ 17 ของคนพิการทั้งหมด

    คย็องซอกปาร์ค ตัวแทนจากกลุ่มต่อต้านการเลือกปฏิบัติในคนพิการกล่าวว่า พวกเขาคาดหวังว่ารัฐบาลจะปรับปรุงการจัดเรทในปีนี้ แต่รัฐบาลก็ไม่ได้ทำตามสัญญาทั้งในเรื่องของเบี้ยความพิการ และการให้บริการต่างๆ จึงทำให้กลุ่มคนพิการต้องออกมาเคลื่อนไหวในลักษณะดังกล่าว


    แปลและเรียบเรียงจาก
    http://www.humanrightskorea.org/2014/government-scraps-plan-to-simplify-disability-rating-system/
    https://www.theguardian.com/social-care-network/2016/jun/28/disabled-activists-condemn-treatment-social-work-conference
    https://www.theguardian.com/social-care-network/2016/jun/27/disabled-protesters-social-work-conference-seoul

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai