Are you the publisher? Claim this channel


Embed this content in your HTML

Search



Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


     
    สปส.เพิ่มสิทธิบำบัดสารเสพติด
     
    ดร.อำมร เชาวลิต เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยว่า มติคณะกรรมการการแพทย์โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการประกันสังคมเห็นชอบในการเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้ประกันตนที่จำเป็นต้องได้รับการบำบัดสารเสพติดด้วยสารเมทาโดน ให้ได้รับสิทธิครอบคลุมการเบิกจ่าย โดยผู้ประกันตน จะต้องเป็นผู้ป่วยติดสารเสพติดในกลุ่มฝิ่น และอนุพันธ์ของฝิ่น ที่สมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษาซึ่งหากต้องการใช้สิทธิต้องเข้ารับการตรวจรักษาในสถานพยาบาลที่กำหนดและการบำบัดรักษาขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์ที่ให้การรักษา ซึ่ง สปส. จะจ่ายเป็นค่าสารเมทาโดนให้แก่สถานพยาบาลตามจริงในอัตราไม่เกิน 30 บาทต่อวัน สถานพยาบาลที่มีสิทธิเบิกค่าสารเมทาโดนจะต้องเป็นสถานพยาบาลที่ผ่านการอนุญาต ขึ้นทะเบียนเป็นสถานพยาบาลตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ที่เข้าโครงการใช้สารเมทาโดนระยะยาวรวมถึงมีการบันทึกค่าสารเมทาโดนผ่านโปรแกรม E-Claim โดยใช้โปรแกรมร่วมกับสำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ
           
    “หากลูกจ้าง ผู้ประกันตนท่านใดมีข้อสงสัยสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ ทั้ง 12 แห่งทุกจังหวัด สาขาทั่วประเทศ หรือ โทร. 1506 ให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง หรือติดต่อเจ้าหน้าที่โดยตรง ให้บริการทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ ทั้งนี้ ผู้ประกันตนสามารถสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับหน่วยบริการที่ให้การบำบัดรักษาด้วยสารเมทาโดน ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 1165” เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าว
     
    (ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 23-7-2557)
     
    แรงงานนอกระบบ ขอมีส่วนร่วมในบอร์ดประกันสังคม
     
    แรงงานนอกระบบ เสนอ ก.แรงงาน จัดงบจัดงานวันแรงงาน หนุนกิจกรรมแรงงานนอกระบบ - ร่วมเป็นบอร์ดประกันสังคม ด้าน รองปลัด ก.แรงงาน แนะทำแผนงานโครงการเสนอของบ ชี้ร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคมฉบับแก้ไขเปิดช่องให้แรงงานนอกระบบเข้ามาเป็นกรรมการประกันสังคม เผยร่างกฎหมายต่อกฤษฎีกาไปแล้ว ลุ้น สนช. ไฟเขียว
           
    วันนื้ (23 ก.ค.) นางอรุณี ศรีโต กรรมการยุทธศาสตร์แรงงานนอกระบบ กล่าวภายหลังเข้าพบ นายพีรพัฒน์ พรศิริเลิศกิจ รองปลัดกระทรวงแรงงาน (รง.) ที่กระทรวงแรงงาน เพื่อหารือเกี่ยวกับการสนับสนุนและพัฒนาแรงงานนอกระบบ ว่า ปัจจุบันมีแรงงานกว่า 25 ล้านคน ซึ่งมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ จึงอยากให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) สนับสนุนให้แรงงานนอกระบบมีส่วนร่วมจัดงานวันแรงงานแห่งชาติ โดยอาจจะรวมกับแรงงานในระบบ หรือแยกให้งบจัดงานเฉพาะแรงงานนอกระบบ รวมทั้งขอให้ กสร. และสำนักงานประกันสังคม (สปส.) จัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนในการจัดกิจกรรมของแรงงานนอกระบบ รวมถึงจัดบุคคลากรเข้าไปช่วยเหลือในการดำเนินการโครงการของแรงงานนอกระบบ เช่น การจัดประชุมต่างๆ ที่บางครั้งยังขาดแคลนทรัพยากร การประชุมเพื่อให้ความรู้ประกันสังคมมาตรา 40 ขาดบุคลากร นอกจากนี้ อยากให้แรงงานนอกระบบเข้ามาเป็นกรรมการประกันสังคม เพื่อมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนงานด้านแรงงานและงานด้านประกันสังคม มาตรา 40 และอยากให้ สปส. ประสานงานกับสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อให้ช่วยรวบรวมเงินสมทบประกันสังคมมาตรา 40 ส่งต่อมายัง สปส. เพื่ออำนวยความสะดวกให้แรงงานนอกระบบในพื้นที่ทุรกันดารจะได้ไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายเดินทางเข้าเมืองมาจ่ายเงินสมทบ
           
    ด้านนายพีรพัฒน์ พรศิริเลิศกิจ รองปลัดกระทรวงแรงงาน (รง.) กล่าวว่า ข้อเสนอของกลุ่มผู้แทนศูนย์ประสานแรงงานนอกระบบระดับชาติในเรื่องการมีส่วนร่วมกำหนดกิจกรรมและงบประมาณจัดงานวันแรงงานแห่งชาตินั้น เนื่องจากงบประมาณจัดงานในวันแรงงานแห่งชาติปีงบประมาณ 2558 ซึ่งตั้งไว้ที่ประมาณ 3.5 ล้านบาท ได้มีการเสนอของบประมาณต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไปแล้ว ทั้งเรื่องของงบการจัดกิจกรรมวันแรงงานแห่งชาติ รวมถึงงบสนับสนุนกิจกรรม โครงการต่างๆ ของแรงงานนอกระบบขอให้กลุ่มผู้แทนศูนย์ประสานแรงงานนอกระบบระดับชาติจัดทำแผนงานกิจกรรมและโครงการเสนอมายัง กสร. และ สปส. โดยในส่วนของงบการจัดงานวันแรงงานแห่งชาตินั้นอยากให้เสนอแผนงานของบภายในเดือนตุลาคมนี้
           
    นายพีรพัฒน์ กล่าวด้วยว่า ส่วนการร่วมเป็นตัวแทนของแรงงานนอกระบบเข้ามาเป็นกรรมการประกันสังคมนั้น ร่าง พ.ร.บ. ประกันสังคมฉบับแก้ไขได้กำหนดไว้ในเรื่องนี้ ซึ่งร่างกฎหมายก็ได้ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่ 1 ไปแล้ว แต่เนื่องจากมีเหตุการณ์ทางการเมือง ทำให้การพิจารณาร่างกฎหมายต้องยุติไป ทั้งนี้ เมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมการกฤษฎีกาได้เรียกผู้แทน สปส. ไปยืนยันว่าจะยังคงใช้ร่าง พ.ร.บ. ประกันสังคมฉบับแก้ไขที่ผ่านสภา วาระ 1 หรือไม่ ทาง สปส. ก็ได้ยืนยันไปว่าเสนอร่าง พ.ร.บ. แก้ไขฉบับเดิม ซึ่งร่าง พ.ร.บ. ฉบับแก้ไขมีสาระสำคัญในเรื่องกรรมการประกันสังคมโดยเปลี่ยนคำว่าผู้แทนฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างเป็นผู้แทนผู้ประกันตนแทนที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ตัวแทนแรงงานนอกระบบซึ่งอยู่ในประกันสังคมมาตรา 40 รวมทั้งผู้แทนผู้ประกันตนมาตรา 39 ที่ประกันตนเองเข้ามาเป็นกรรมการประกันสังคม ทั้งนี้ หากร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ทาง กสร. จะแก้ไขร่างระเบียบการเลือกตั้งและสัดส่วนกรรมการประกันสังคมเพื่อให้สอดคล้องกับเนื้อหากฎหมายที่แก้ไข
     
    (ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 23-7-2557)
     
    แรงงานไทยในอิสราเอลเสียชีวิตจากเหตุโจมตีทางอากาศแล้ว 1 ราย
     
    (23 ก.ค.) กระทรวงการต่างประเทศออกมายืนยันว่า มีคนไทยในอิสราเอลเสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศ 1 ราย โดยสถานทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ได้ติดต่อญาติผู้เสียชีวิตและบริษัทนายจ้างแล้วเพื่อเตรียมนำศพกลับไทย ขณะเดียวกันได้แจ้งต่อกระทรวงการต่างประเทศอิสราเอลให้พิจารณาย้ายแรงงานคนไทยออกจากบริเวณใกล้เคียงฉนวนกาซาไปยังพื้นที่ปลอดภัย
           
    นายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ได้รับรายงานว่าวันนี้มีแรงงานไทยในอิสราเอลเสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศ 1 ราย ทราบชื่อ นายนรากร กิตติยังกุล ชาว อ.ปัว จ.น่าน โดยเสียชีวิตที่โมชาฟ เนติฟฮาซาว่า เขต Hof - Ashkelon ห่างจากกรุงเทลอาวีฟประมาณ 70 กิโลเมตร
           
    ทั้งนี้ ได้แจ้งไปยังญาติของผู้เสียชีวิตให้ทราบแล้ว พร้อมประสานไปยังนายจ้างเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ การส่งศพกลับมายังประเทศไทย พร้อมแจ้งทางอิสราเอลให้พิจารณาย้ายแรงงานไทยจากจุดดังกล่าว
     
    (ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 23-7-2557)
     
    อพยพแรงงานไทยกว่า 4 พันในอิสราเอล ออกนอกพื้นที่เสี่ยง
     
    (24 ก.ค.) นายสุเมธ  มโหสถ   อธิบดีกรมการจัดหางงาน (กกจ.) เปิดเผยว่า หลังจากได้รับรายงานว่ามีแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานในประเทศอิสราเอล เสียชีวิต 1 ราย จากเหตุโจมตีทางอากาศเมื่อวานนี้ (23 ก.ค.) ในเวลา 12.15 น. ตามเวลาในอิสราเอล หรือประมาณ 15.00 น. ของไทย ขณะนี้ทราบชื่อแล้ว คือ นายนรากร  กิตติยังกุล อายุ 36 ปี เป็นชาวตำบลป่ากลาง อำเภอปัว จังหวัดน่าน เบื้องต้นได้มอบหมายให้จัดหางานจังหวัดน่าน เดินทางไปพบกับ นายบัญชา กิตติยังกุล บิดาของผู้เสียชีวิต เพื่อแจ้งให้ทราบว่า ทางการอิสราเอลพร้อมให้ความช่วยเหลือในการเดินทางไปรับศพผู้เสียชีวิต แต่ทางญาติแจ้งว่าไม่สะดวกในการเดินทาง กกจ. จึงได้ประสานให้ทางการอิสราเอล ส่งตศพแรงงานกลับมายังประเทศไทยก่อน และจะรับช่วงในการส่งศพผู้เสียชีวิต ต่อจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ไปยังจังหวัดน่าน 
           
    อธิบดีกรมการจัดหางงาน กล่าวอีกว่า กกจ. ได้ประสานกับสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล ในการหารือตกลงกับทางการอิสราเอล เพื่อขอเคลื่อนย้ายแรงงานไทยที่ทำงานในพื้นที่เสี่ยงทั้งหมดประมาณ 4,200 คน ไปกระจายอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัยเป็นการชั่วคราวแล้ว ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิตได้เดินทางไปทำงานที่อิสราเอลเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2557 ก่อนที่จะมีเหตุการณ์สู้รบเกิดขึ้น โดยญาติจะได้รับเงินช่วยเหลือจากกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไทยไปทำงานต่างประเทศ จำนวน 40,000 บาท รวมทั้งเงินค่าประกันชีวิต จากบริษัทประกันภัยด้วย
           
    ด้าน นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ได้ประสานกับญาติผู้เสียชีวิตแล้ว และขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการเคลื่อนย้ายศพ นอกจากนี้ ยังมีคนไทย 38 คน ประสงค์ขอย้ายออกจากพื้นที่ ซึ่งสถานทูตไทยได้ประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศอิสราเอล และนายจ้างในนิคมการเกษตร 96 แห่ง ซึ่งอยู่ใกล้พื้นที่กาซา พร้อมคนไทยกว่า 4 พันคน ให้ย้ายมาอยู่ในที่ที่ปลอดภัย รัศมีห่างประมาณ 10 - 20 กิโลเมตร โดยมีข้อแม้และให้ยุติการทำงานชั่วคราว อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการอพยพคนไทยออกจากอิสราเอล ซึ่งสถานทูตไทยจะติดตามสถานการณ์และดูแลคนไทยในพื้นที่อย่างใกล้ชิด
     
    (ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 24-7-2557)
     
    มติการบินไทยให้พนักงาน 900 คน เกษียณก่อนกำหนดตามสมัครใจ
     
    นายดำรงค์ ไวยคณี ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย ระบุว่า ปัจจุบันการบินไทยมีพนักงานกว่า 25,000 คน โดยมติที่ให้พนักงาน 900 คน เกษียณอายุก่อนกำหนด ตามแผนฟื้นฟูโครงการ คาดว่าน่าจะใช้งบประมาณ 2,000 ล้านบาท โดยการเกษียณอายุก่อนกำหนดให้ขึ้นอยู่ความสมัครใจส่วนบุคคล เชื่อว่าจะสามารถลดรายจ่ายของบริษัททั้งเงินเดือนและค่ารักษาพยาบาลได้ ทั้งนี้พนักงานในกลุ่มนี้มีทั้งไม่ต้องการทำงานกับบริษัท พนักงานที่เจ็บป่วย ลาบ่อย โดยมีฐานะเงินเดือนสูงเฉลี่ย 70,000-80,000 บาทขึ้นไป อายุงานเฉลี่ย 15-20 ปี
     
    อย่างไรก็ตาม นายดำรงค์ยังระบุอีกว่า ในช่วงเกือบ 7 ปีที่ผ่านมา การบินไทยประสบปัญหาขาดทุน 3 ครั้ง  คือ ปี 2551 ขาดทุนกว่า 20,000 ล้านบาท , ปี 2554 และปี 2557 ขาดทุนเฉลี่ยเดือนละ 1,000 ล้านบาท สาเหตุมาจากการบริหารจัดการและปัญหาทางการเมือง โดยเห็นว่าสิ่งจำเป็นเร่งด่วนที่ระดับบริหารจะต้องดำเนินการคือ การสร้างความศรัทธาและความเชื่อมั่นจากพนักงาน โดยเป็นการชี้แจงและรับฟังปัญหาจากพนักงาน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนองค์กร
     
    (ประชาชาติธุรกิจ, 25-7-2557)
     
    กสม.ชี้ ตรวจเลือดหา HIV คนสมัครงาน ละเมิดสิทธิมนุษยชน
     
    วันที่ 25 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สืบเนื่องจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้มีการตรวจสอบ เรื่องร้องเรียนกรณีการกำหนดให้บุคคลตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวี เพื่อเป็นเงื่อนไขในการสมัครเข้าทำงาน รวมทั้งได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินการศึกษาวิจัยเรื่องการเลือกปฏิบัติในการประกอบอาชีพของผู้ติดเชื้อเอชไอวี
     
    ทั้งนี้ พบว่า ปัจจุบันผู้ติดเชื้อเอชไอวี ถูกเลือกปฏิบัติในการประกอบอาชีพในหลายรูปแบบ ที่สำคัญ คือ การกำหนดให้ตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อเอชไอวี และใช้ผลตรวจเลือดเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาจ้างงาน
     
    คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้พิจารณาและมีมติว่า การที่นายจ้างทั้งภาครัฐและภาคเอกชน กำหนดให้มีการตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อเอชไอวี และใช้เป็นเงื่อนไขในการจ้างงานถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเป็นการละเมิดต่อสิทธิในร่างกายหากไม่ได้รับการยินยอมของบุคคล ซึ่งการกระทำดังกล่าว อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อบุคคล ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม การตีตราตัวเอง (self-stigma) และส่งผลกระทบทางอ้อมต่อครอบครัว
     
    ดังนั้น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจึงขอให้นายจ้างทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนองค์กรอิสระและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจต่างๆ คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน โดยไม่กำหนดให้มีการตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อเอชไอวี เป็นเงื่อนไขในการรับสมัครงาน และหากบุคคลใด ได้รับการกระทำในกรณีเช่นดังกล่าวนี้ สามารถร้องเรียนไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สายด่วน 1377 หรือ ทางอีเมล์ help@nhrc.or.th
     
    (ไทยรัฐ, 25-7-2557)
     
    กรมจัดหางานเผย ยอดลงทะเบียน “แรงงานต่างด้าว” ต่ำ
     
    นายพิชิต นิลทองคำ ผู้อำนวยการสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เปิดเผยสถิติเจ้าของเรือประมงและแรงงานในภาคประมง ที่นำคนงานมายังสำนักจัดหางานจังหวัดต่างๆ ตามประกาศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เพื่อยื่นเรื่องขึ้นบัญชีแรงงานเรือประมง ซึ่งครบกำหนดไปเมื่อวันที่ 21 ก.ค. ว่า มีเจ้าของเรือประมง มายื่นเรื่องทั้งหมด 3,315 คน แบ่งเป็นลูกจ้าง 61,709 คน ในจำนวนนี้เป็นแรงงานไทย 6,920 คน แรงงานต่างด้าว 54,789 คน
     
    ทั้งนี้ ในส่วนของแรงงานต่างด้าว แบ่งเป็นแรงงานต่างด้าวที่มีใบอนุญาตทำงาน จำนวน 10,432 คน และแรงงานต่างด้าว ที่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน 44,357 คน ซึ่งจากข้อมูลของหน่วยงานต่างๆ ที่ดูแลด้านประมงเจ้าของเรือประมงนับหมื่นคน กระทรวงแรงงาน จึงขอความร่วมมือจากเจ้าของเรือประมงที่ไม่ได้มายื่นบัญชีจำนวนและคนชื่อแรงงาน รวมทั้งเจ้าของเรือประมงที่มีลูกจ้างต่างด้าว ที่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน ให้นำลูกจ้าง ไปจดทะเบียนได้ที่ศูนย์บริการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าว แบบเบ็ดเสร็จ หรือ วันสตอปเซอร์วิส ใน 22 จังหวัด ติดชายฝั่งทะเล โดยหากออกเรือไปหาปลาและไปเทียบท่าที่จังหวัดใดจังหวัด 1 ใน 22 จังหวัดข้างต้น ก็สามารถไปจดทะเบียนลูกจ้างต่างด้าวได้ โดยไม่จำเป็นต้องมาจดทะเบียนลูกจ้างต่างด้าว ในจังหวัดที่มีการขึ้นทะเบียนเรือไว้ โดยทั้งหมด ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จ ภายในวันที่ 21 ส.ค.นี้
     
    (โลกวันนี้, 27-7-2557)
     
    ญาติเศร้า รับศพแรงงานไทยเสียชีวิตในอิสราเอล
     
    เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 28 ก.ค.2557 ที่อาคารคลังสินค้าระหว่างประเทศของ บริษัท การบินไทย จำกัด มหาชน บริเวณเขตปลอดอากร สนง.ศุลกากรตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นายวินัย รุ่งโรจน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย นายสมบัติ นิเวศวัฒน์ ผอ.สนง.บริหารแรงงานไทยในต่างประเทศ จนท.สถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย เจ้าหน้าที่จากกระทรวงแรงงาน และ นางวันเพ็ญ ยาอุด พี่สาวของ นายนรากร กิตติยังกุล แรงงานไทยวัย 36 ปี ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุการณ์สู้รบในประเทศอิสราเอล เมื่อวันที่ 23 ก.ค.2557 ที่ผ่านมา และญาติ ได้เดินทางมารอรับศพ พร้อมกับภาพถ่ายของนายนรากรด้วย
     
    ทั้งนี้ ศพแรงงานไทย ได้มาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ เวลา 14.40 น. ด้วยเที่ยวบิน LY 081 สายการบินอิสราเอลแอร์ไลน์ เมื่อเจ้าหน้าที่การบินไทยได้ใช้รถนำศพของแรงงานไทยใส่รถออกมาบริเวณด้านนอกที่มีญาติรออยู่ บรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะนำร่างของแรงงงานไทยขึ้นไปไว้ในรถตู้ที่จะนำกลับไปบำเพ็ญกุศลที่ อ.ปัว จ.น่าน
     
    นางวันเพ็ญ ยาอุด อายุ 42 ปี พี่สาวของผู้ตาย ซึ่งยังอยู่ในอาการโศกเศร้า เผยว่า ตอนนี้ที่บ้านใน จ.น่าน ได้จัดเตรียมสถานที่ กางเต็นท์ไว้เพื่อทำพิธี รวมถึงเตรียมขุดหลุมเพื่อเตรียมฝังร่างของน้องชาย โดยจะทำพิธีแบบชาวม้ง ตั้งแต่วันที่ 29-31 ก.ค.นี้และจะฝังในเวลา 12.00 น. ของวันที่ 31 ก.ค. ส่วนเรื่องหนี้สินที่มีอยู่ 200,000 บาท ตอนนี้ยังคิดไม่ออก เพราะทุกคนยังอยู่ในอาการเสียใจ แต่ก็อยากให้มีหน่วยงานเข้ามาช่วยเหลือเรื่องค่าทำศพด้วย ต่อจากนี้พี่น้องที่เหลืออยู่คงต้องช่วยดูแลพ่อต่อไป
     
    ด้าน นายวินัย รุ่งโรจน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า การช่วยเหลือของทางกระทรวงนั้นจะมอบเงินช่วยเหลือ ซึ่งเป็นเงินจากกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ จำนวน 40,000 บาท และจะดำเนินการตามเงินค่าจ้างที่แรงงานไทยไปทำงานได้ประมาณ 1 เดือน จากนายจ้างที่ประเทศอิสราเอลอีกราว 20,000 บาท รวมทั้งยังได้ค่าใช้จ่ายที่ไปทำงานในต่างประเทศไม่ถึงปี ราว 44,000 บาท เงินช่วยเหลือจากสถานทูตอิสราเอลและนายจ้างอีก 60,000 บาท นอกจากนี้หากแรงงานมีบุตร ก็จะมีเงินช่วยเหลือบุตรคนละ 10,000 บาท จนกว่าจะอายุครบ 21 ปีบริบูรณ์
     
    "ส่วนแผนการอพยพแรงงานนั้น ทางกระทรวงการต่างประเทศได้มีแผนรองรับไว้แล้วและหากการสู้รบในฉนวนกาซารุนแรงขึ้น ทางกระทรวงการต่างประเทศ ก็จะพิจารณาใช้แผนอพยพที่เตรียมการไว้ทางทางบกและทางเรือ ส่วนการประชาสัมพันธ์ในการดำเนินชีวิตแก่แรงงานไทยนั้น ได้ประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหากมีการสู้รบเกิดขึ้นก็จะแนะวิธีการป้องกันให้ เพื่อความปลอดภัยในตัวของแรงงานเอง" นายวินัย กล่าว
     
    (ไทยรัฐ, 29-7-2557)
     
    กต.เปิดศูนย์ช่วยเหลือแรงงานไทยในลิเบีย พร้อมอพยพแรงงานไทยทั้ง 1,500 คนไปที่ปลอดภัย
     
    29 ก.ค.57 เมื่อเวลา 11.00 น. ที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) นายณัฎฐวุฒิ โพธิสาโร รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ แถลงว่า ศูนย์ปฏิบัติการและประสานงานช่วยเหลือคนไทยในลิเบียได้เปิดดำเนินงานอย่างเป็นทางการ และยืนยันความพร้อมระบบการสื่อสารและประสานงานระหว่างกระทรวงการต่างประเทศกับสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงตริโปลี โดยศูนย์ฯอยู่ภายใต้การดูแลกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา กระทรวงการต่างประเทศ ถ.ศรีอยุธยา ทั้งนี้จะเปิดทำการตั้งแต่ 09.00 น. -21.00 น. ของทุกวันจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น โดยมีตนเป็นประธานฝ่ายอำนวยการ และมีนายมานพชัย วงศ์ภักดี อธิบดีกรมเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา เป็นหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการ นอกจากนี้ มีผู้แทนจากกระทรวงแรงงาน 2 คน คอยช่วยประสานงานในส่วนข้อมูลเกี่ยวกับแรงงานในลิเบียมาประจำการอยู่ที่ศูนย์นี้ด้วย
     
    นายณัฎฐวุฒิ กล่าวว่า ในส่วนการดำเนินงานของกระทรวงการต่างประเทศ ได้จัดเตรียมชุดแรกเป็นเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ 5 คน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงาน และคณะแพทย์ โดยมีนายสุวัฒน์ แก้วสุข เป็นหัวหน้าชุด เตรียมเดินทางไปทำหน้าที่สนับสนุนการดูแลคนไทยที่เมืองตูนิส ประเทศตูนีเซีย ซึ่งจะเป็นพื้นที่หลักที่ให้การพักพิงกับแรงงานไทยที่เดินทางออกจากลิเบีย ทั้งนี้ นายณัฎฐวุฒิ ระบุว่า แรงงานไทยที่กรุงตริโปลี กับเมืองเบงกาซี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการสู้รบกันอยู่สูง ทางสถานทูตได้พิจารณาอพยพแรงงานไทยใน 2 เมืองนี้ก่อน ส่วนแรงงานไทยที่พักในเมืองอื่นห่างไกลจากเขตสู้รบจะดำเนินการอพยพตามลำดับ
     
    นายณัฎฐวุฒิ กล่าวอีกว่า เส้นทางอพยพแรงงานไทยในลิเบียจะใช้เส้นทาง ทางบก จากกรุงตริโปลี เดินทางด้วยรถยนต์ข้ามชายแดนมายังประเทศตูนีเซีย มีระยะทางประมาณ 150 ก.ม. โดยจะพักยังจุดที่สถานทูตได้เตรียมไว้ ก่อนที่จะเดินทางกลับประเทศไทยโดยเร็วที่สุด
     
    ทั้งนี้ ในเบื้องต้นได้วางแผนให้คนไทยเดินทางกลับประเทศไทย ด้วยเครื่องบินพาณิชย์ที่ท่าอากาศยานนานาชาติที่กรุงตูนิส และท่าอากาศยานที่เมืองเจอร์บา ประเทศตูนีเซีย โดย 2 สนามบินนี้ห่างกันประมาณ 300 ก.ม. แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคในการอพยพคนไทย ทั้งนี้ภายหลังที่แรงงานไทยขึ้นเครื่องบินออกไปยังตูนีเซียแล้ว จะบินต่อไปยังประเทศที่มีสายการบินไทย เพื่อบินตรงมายังประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่า การจัดส่งคนไทยในลิเบียล็อตแรก จำนวน 41 คน เป็นนักศึกษาไทย 11 คน และแรงงาน 30 คน เดินทางออกมายังประเทศตูนีเซียโดยเร็วที่สุด
     
    "สภาพความเป็นอยู่ของคนไทยในลิเบียค่อนข้างเป็นไปอย่างยากลำบาก และเป็นไปอย่างอัตคัด โดยทางสถานทูตได้พยายามให้การดูแลเรื่องอาหารกับคนไทยที่นั่นอย่างทั่วถึง ขณะที่มีนักศึกษาไทยบางส่วนได้เข้ามาพักอาศัยในสถานทูต เพื่อความปลอดภัยเป็นที่เรียบร้อย" นายณัฏฐวุฒิ กล่าว
     
    อย่างไรก็ตาม สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดศูนย์ฯ ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0-2643-5259 (เริ่มใช้ตั้งแต่บัดนี้) และโทร. 0-2644-7245 (เริ่มใช้ 30 ก.ค.) หมายเลขโทรสาร  0-2643-5522 ติดตามสถานการณ์ล่าสุดได้ที่ Twitter@ MFAThai
     
    (คมชัดลึก, 29-7-2557)
     
    แรงงานกัมพูชา กลับเข้าทำงานในไทย ยังบางตา ด้านนายจ้างบางส่วน ยังไม่รู้ขั้นตอน แจ้งขอรับแรงงาน
     
    29 ก.ค. ที่สำนักงานศูนย์ประสานงานชายแดนไทย-กัมพูชา พื้นที่ 2 กองกำลังสุรนารี ด่านแดนถาวรช่องจอม-โอร์เสม็ด ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ใช้เป็นศูนย์ประสานรับแรงงานกัมพูชากลับเข้าทำงานแบบเบ็ดเสร็จ (one stop service) มีเจ้าหน้าที่จัดหางานจังหวัดสุรินทร์ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองจังหวัดสุรินทร์ เจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองกาบเชิง และเจ้าหน้าที่ทหารชุดเฉพาะกิจที่ 2 กองกำลังสุรนารี ได้บูรณาการในการจัดทำทะเบียนประวัติ และนายจ้างมารับตัวแรงงานกลับเข้าไปทำงาน ในเขตประเทศไทย ในวันนี้มีนายจ้าง 5 ราย เดินทางมารับตัวแรงงานชาวกัมพูชา กลับเข้าไปทำงานโดยถูกต้องตามกฎหมาย จำนวน 45 คน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานในส่วนคนงานก่อสร้าง
     
    ทั้งนี้ ยังพบว่ามีนายจ้างไม่ทราบขั้นตอนการรับแรงงานชาวกัมพูชา กลับเข้ามาทำงาน โดยไม่ได้แจ้งให้จัดหางานจังหวัดทราบ จึงทำให้เกิดความล่าช้าในการรับแรงงานกลับเข้าทำงานดังกล่าว
     
    (ไอเอ็นเอ็น, 29-7-2557)
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    คสช.ส่งหนังสือถึงสภาการ นสพ.เพื่อให้สอบ "เอเอสทีวีผู้จัดการสุดสัปดาห์" ฉบับที่ 251 เนื่องจากลงข้อความซึ่งอาจทำให้เข้าใจผิดว่าหัวหน้า คสช. อยู่เหนือสถาบันเบื้องสูง - ข้อความว่าคนชื่อ "น้องตาล" มาเลือกเครื่องสุขภัณฑ์ให้ทำเนียบ - และเปรียบการสรรหา สนช. เป็นการ "แบ่งเค้ก"

    29 ก.ค. 2557 - ตามที่เมื่อวันที่ 26 ก.ค. ที่ผ่านมา มีการเผยแพร่คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 108/2557 เรื่องการตักเตือนสื่อสิ่งพิมพ์ซึ่งฝ่าฝืนข้อห้าม โดยระบุว่าหนังสือพิมพ์ผู้จัดการสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 253 วันที่ 26 ก.ค. - 1 ส.ค. 2557 ตีพิมพ์ข้อความหลายเรื่องด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จโดยมีเจตนาไม่สุจริต เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของ คสช. ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศของ คสช. ในคำสั่ง คสช. ให้ตักเตือนผู้เขียนบทความ บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาของหนังสือพิมพ์ดังกล่าว หากฝ่าฝืนอีกจะดำเนินการตามกฎอัยการศึก และดำเนินการตามกฎหมาย และสั่งให้องค์กรวิชาชีพดำเนินการสอบสวนทางจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพต่อบุคคลเหล่านั้น แล้วรายงานผลการดำเนินการให้ คสช.ทราบโดยเร็วนั้น (อ่านข่าวก่อนหน้านี้)

    ล่าสุด เอเอสทีวี ผู้จัดการออนไลน์รายงานว่า คสช. โดยคณะทำงานด้านกฎหมาย ส่วนงานรักษาความสงบเรียบร้อย สำนักเลขาธิการ คสช. ได้ส่งหนังสือมายังสภาการหนังสือพิมพ์ ตามประกาศ คสช.ฉบับที่ 108/2557 เลขหนังสือ คสช.(สลธ) 1.10/55 ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2557 ทำให้สภาการหนังสือพิมพ์มีการเรียกประชุมด่วนในช่วงเช้าวันนี้ สำหรับรายละเอียดของจดหมายฉบับดังกล่าวมีดังนี้

    เรียน ประธานคณะกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ

    สิ่งที่ส่งมาด้วย สำเนาคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 108/2557 เรื่อง การตักเตือนสื่อสิ่งพิมพ์ที่ฝ่าฝืนข้อห้าม ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2557 จำนวน 1 ฉบับ

    ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้มีคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 108/2557 เรื่องการตักเตือนสื่อสิ่งพิมพ์ที่ฝ่าฝืนข้อห้าม ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2557 อันสืบเนื่องจากกรณีที่หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ สุดสัปดาห์ ฉบับที่ 251 วันที่ 26 กรกฎาคม - 1 สิงหาคม 2557 ได้มีการตีพิมพ์ข้อความหลายเรื่อง เช่น บนหน้าปกหนังสือ และในหน้า 4 ซึ่งมีข้อความว่า “ธรรมนูญ “บิ๊กตู่” คสช.พ่อทุกสถาบัน” ซึ่งเป็นข้อความที่เสียดสี และอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ว่าหัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติอยู่เหนือสถาบันเบื้องสูง และในหน้าที่ 16 ที่มีข้อความตอนหนึ่งว่า “ส่วนคนที่ได้รับอำนาจตรงในการเลือกสรรเครื่องสุขภัณฑ์นั้น ไม่ใช่ “บิ๊ก คสช.” อย่างที่เข้าใจกัน แต่เป็นทายาทของ “บิ๊ก คสช.” รายหนึ่ง ซึ่งมีชื่อเล่นว่า “น้องตาล” ฟังผิวเผินชื่อ “ตาล” คล้ายกับชื่อ “ตู่” ที่มี ต.เต่า เหมือนกัน จนนึกไปว่า “น้องตาล” เป็นลูก “บิ๊กตู่” แต่หากลองคลิกเข้าไปใน “อาจารย์กูเกิล” แล้วคงจะถึงบางอ้อว่า “บิ๊กตู่” มีลูก 2 คน เป็นผู้หญิงทั้ง 2 คน และไม่ได้ชื่อใกล้เคียงกับ “ตาล” เลย แต่ “น้องตาล” กลับเป็นชื่อทายาทของ “บิ๊ก คสช.” ผู้ที่ยังมากบารมี แต่ขอลดบทบาท เพื่อแต่งตัวรอบางสิ่งบางอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้นหรือไม่ เพราะอย่าลืมว่า การให้ “ลูกตาล” ซึ่งถือเป็นคนรู้ใจมาเลือกสิ่งอำนายความสะดวกใน “ทำเนียบรัฐบาล-ตึกไทยคู่ฟ้า” อาจจะส่งสัญญาณบางอย่างออกมาให้เห็น “บิ๊ก คสช.” ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี อาจจะไม่ใช่ “บิ๊กตู่” อย่างที่คาดเดากัน แต่มี “ตาอยู่” ที่ “บิ๊กตู่” วางใจให้มาสานงานต่อ ก็เป็นได้ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็คนกันเองใน คสช.นั่นแล”

    กับข้อความในหน้า 18 ซึ่งมีข้อความที่กล่าวถึง “การคัดสรรสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ว่ามีลักษณะเป็นการต่างตอบแทน เอาโควตามาแบ่งเค้ก” ซึ่งข้อความดังกล่าวเป็นความเท็จ จึงถือว่าการกระทำดังกล่าวของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการสุดสัปดาห์มีเจตนาไม่สุจริตเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ถือว่าเป็นการฝ่าฝืน ไม่ปฏิบัติตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ 97/2557 ลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2557 เรื่องการให้ความร่วมมือต่อการปฏิบัติงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ และประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ 103/2557 เรื่องแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 97/2557 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2557 รายละเอียดปรากฎตามสิ่งที่ส่งมาด้วย

    คณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงขอให้สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ พิจารณาดำเนินการสอบสวนทางจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว และรายงานผลให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติทราบ ทั้งนี้ ขอขอบคุณในความร่วมมือมา ณ โอกาสนี้ด้วย”

    พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร
    เลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

    ล่าสุด เอเอสทีวี ผู้จัดการออนไลน์รายงานว่า วันนี้ (29 ก.ค.) นายจักรกฤษณ์ เพิ่มพูล ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้รับทราบข้อร้องเรียนเป็นลายลักษณ์อักษรจาก คสช.เรียบร้อยและมีมติให้นำนายสิทธิโชค ศรีเมือง รองประธานสภาการหนังสือพิมพ์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ นำเรื่องดังกล่าวไปดำเนินการพิจารณาตรวจสอบตามธรรมนูญสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ พ.ศ. 2540 และข้อบังคับสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติว่าด้วยวิธีพิจารณาเรื่องราวร้องทุกข์ พ.ศ. 2540 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2554 ทั้งนี้ ทางตัวแทนของเอเอสทีวีผู้จัดการที่เข้าร่วมประชุมในฐานะกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมว่ายินดีที่จะชี้แจงและจะไม่เข้าร่วมในกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว ทั้งนี้หากผลสอบสวนของสภาการหนังสือพิมพ์ออกมาเป็นเช่นไรก็พร้อมปฏิบัติตาม

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

     

    สก็อต เอฟ. ฟิตเจอรัลด์ (Scott F. Fitzgerald) เขียนข้อความที่เป็นที่รู้จักกันดีไว้ว่า พวกมหาเศรษฐีนั้น “แตกต่างจากคุณและผม” ความมั่งคั่งทำให้พวกเขา “ถากถางในสิ่งที่เราเชื่อมั่น” และทำให้พวกเขาคิดว่า “ตนเองนั้นดีเลิศกว่าใคร ๆ” หากถ้อยความเหล่านี้ดูคล้ายจะเป็นจริงอยู่ในขณะนี้ บางทีอาจเป็นเพราะเมื่อตอนที่ฟิตเจอรัลด์เขียนไว้ในปี 1926 ความเหลื่อมล้ำในสหรัฐอเมริกาได้ทะยานสูงเทียบเท่ากับปัจจุบัน

    เกือบตลอดช่วงเวลาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึงทศวรรษ 1980s ความเหลื่อมล้ำในประเทศชั้นแนวหน้าอยู่ในระดับปานกลาง ช่องว่างระหว่างมหาเศรษฐีกับคนส่วนอื่นของสังคม ไม่เฉพาะด้านของรายได้และความมั่งคั่ง แต่รวมถึงความผูกพันทางอารมณ์และเป้าหมายทางสังคม ดูไม่ค่อยใหญ่โตอะไรมากนัก แน่นอน คนรวยมีเงินทองมากกว่า แต่พวกเขายังคงเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเดียวกันกับคนยากคนจน โดยตระหนักว่า สภาพภูมิศาสตร์และความเป็นพลเมืองทำให้พวกเขาต้องร่วมแบ่งปันชะตากรรมร่วมกัน

    ตามที่มาร์ก มิซรูชิ (Mark Mizruchi) อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยมิชิแกนชี้ไว้ในหนังสือเล่มล่าสุดของเขาชนชั้นนำในบรรษัทต่าง ๆ (corporate elite) ในยุคหลังสงคราม มี “จริยธรรมสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคมและตระหนักถึงปัญหาของของการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน” พวกเขาร่วมมือกับสหภาพแรงงานและสนับสนุนบทบาทที่เข้มแข็งของรัฐบาลในการกำกับดูแลและรักษาเสถียรภาพให้กับตลาด พวกเขาเข้าใจดีถึงความจำเป็นในการจ่ายภาษีเพื่อนำไปสร้างสินค้าสาธารณะที่สำคัญ ๆ อาทิ ทางหลวงเชื่อมระหว่างรัฐ และโครงข่ายความปลอดภัยทางสังคมให้กับคนยากคนจนและคนชรา

    ในช่วงเวลานั้น ชนชั้นนำในภาคธุรกิจไม่ได้มีอำนาจทางการเมืองมากมายนัก แต่พวกเขาใช้อิทธิพลของตนในการผลักดันระเบียบวาระต่าง ๆ เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์แห่งชาติ

    ตรงกันข้าม มหาเศรษฐีในทุกวันนี้เป็นพวกที่ซูโรวีคกี (Surowiecki) เรียกว่า “เศรษฐีขี้โวยวาย” (Moaning moguls) ตัวอย่างที่ดีที่เขายกมาคือ สตีเฟน ชวาร์ซแมน (Stephen Schwarzman) ประธานและผู้บริหารสูงสุดของ Blackstone Group บริษัทลงทุนหุ้นนอกตลาด (Private equity firm) ผู้มีมูลค่าสินทรัพย์ส่วนตัวสูงกว่า 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 3.2 แสนล้านบาท)

    ชวาร์ซแมนทำราวกับ “ตัวเองถูกรุมเร้าโดยรัฐบาลที่จุ้นจ้านและจ้องแต่จะเก็บภาษี กับพวกคนขี้อิจฉาที่เอาแต่ร้องครวญคราง” เขาเสนอว่า “คงเป็นเรื่องดีที่จะเก็บภาษีรายได้จากคนจนให้มากขึ้น เพื่อพวกเขาจะได้เป็นผู้ “มีส่วนได้ส่วนเสีย” (had skin in the  game) ทั้งยังโจมตีแผนการอุดช่องโหว่ของการเก็บภาษีกำไรจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (carried-interest tax) ซึ่งตัวเขาเองเคยได้ประโยชน์ ว่าไม่ต่างอะไรกับการที่เยอรมันยกทัพบุกโปแลนด์” ตัวอย่างอื่น ๆ สำหรับซูโรวีคกีคือ “ทอม เพอร์กินส์ (Tom Perkins) และเคนเนธ แลงกอน (Kenneth Langone) สองนายทุนร่วมลงทุนผู้ร่วมก่อตั้ง Home Depot ซึ่งต่างก็เปรียบเทียบการที่ประชาชนโจมตีคนรวยว่าเหมือนกับนาซีโจมตีชาวยิว”

    ซูโรวีคกีคิดว่า ทัศนคติของชนชั้นนำที่เปลี่ยนแปลงไปนั้นเกี่ยวข้องอย่างมากกับโลกาภิวัตน์ ทุกวันนี้ บรรษัทและธนาคารขนาดใหญ่สัญชาติอเมริกันได้ตะลอนไปทั่วโลกอย่างอิสระ และไม่จำเป็นต้องพึ่งพิงการบริโภคภายในประเทศอีกต่อไป สุขภาพของชนชั้นกลางชาวอเมริกันเป็นเรื่องที่พวกเขาแทบจะไม่แยแสอีกแล้ว ซูโรวีคกีโต้แย้งว่า ยิ่งไปกว่านั้น สังคมนิยมเองกลับกลายเป็นเรื่องล้าสมัย จนทำให้พวกเขาไม่มีความจำเป็นต้องไปร่วมมือกับชนชั้นแรงงาน

    กระนั้น หากพวกเศรษฐีในบรรษัทต่าง ๆ คิดว่าตนเองไม่จำเป็นต้องพึ่งพิงรัฐบาลของตนอีกต่อไป พวกเขาก็กำลังเข้าใจผิดอย่างรุนแรง สภาพความเป็นจริงคือ เสถียรภาพและความเปิดกว้างของตลาดอันเป็นที่มาของความมั่งคั่งของพวกเขา ไม่เคยพึ่งพิงการดำเนินการของรัฐบาลมากเท่าที่เป็นอยู่เลย

    ในช่วงเวลาของความสงบ บทบาทของรัฐในการร่างและสนับสนุนกฎระเบียบต่าง ๆ ที่ทำให้ตลาดทำงานได้อาจจะคลุมเครือ จนดูเหมือนตลาดเป็นเครื่องบินไร้คนขับที่ควรหลีกเลี่ยงการรบกวนจากรัฐบาลให้มากที่สุด

    แต่เมื่อเมฆดำของวิกฤตเศรษฐกิจปกคลุมเส้นขอบฟ้า ทุกคนกลับพยายามมองหาที่กำบังภายใต้ชายคาของรัฐบาล ช่วงเวลานี้เองที่ความสัมพันธ์ที่โยงใยบรรษัทขนาดใหญ่กับแหล่งกำเนิดของมันปรากฏให้เห็นเด่นชัด อย่างที่อดีตผู้ว่าการธนาคารอังกฤษ เมอร์วิน คิง (Mervyn King) พูดถึงบริบททางการเงินเอาไว้ว่า  “ธนาคารระหว่างประเทศนั้นมีชีวิตอยู่ทั่วโลก แต่มีความตายอยู่ในประเทศ”

    ลองพิจารณาดูว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ยื่นมือเข้าไปช่วยรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงินระหว่างวิกฤตการเงินโลกปี 2008-2009 ด้วยวิธีการอย่างไร หากรัฐบาลไม่ช่วยอุ้มทั้งธนาคารขนาดใหญ่ บรรษัทประกันยักษ์ใหญ่อย่าง AIG และอุตสาหกรรมผลิตยานยนต์ และหากธนาคารกลางสหรัฐฯ ไม่อัดฉีดเงินเข้าไปในกระตุ้นสภาพคล่องทางเศรษฐกิจ ความมั่งคั่งของพวกมหาเศรษฐีคงพังทลายไปหมดแล้ว หลายคนโต้แย้งว่ารัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือผู้เป็นเจ้าของบ้านมากกว่า ทว่าแทนที่จะเป็นเช่นนั้น รัฐบาลกลับเลือกสนับสนุนธนาคารต่าง ๆ อันเป็นแนวนโยบายที่ชนชั้นนำทางการเงินได้ประโยชน์มากที่สุด

    พวกมหาเศรษฐีพึ่งพิงการสนับสนุนและการดำเนินการของรัฐบาลไม่เว้นกระทั่งช่วงเวลาปกติ รัฐบาลนี่เองที่ให้การสนับสนุนทางการเงินจำนวนมากแก่การทำวิจัยที่นำมาสู่การปฏิวัติเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารและบริษัทน้อยใหญ่ที่เกิดตามมา (อย่างเช่น Apple และ Microsoft)

    รัฐบาลยังออกและบังคับใช้กฎหมายลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร และเครื่องหมายการค้าที่คอยคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และรับรองการผูกขาดผลกำไรในระยะยาวให้กับผู้สรรค์สร้างนวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จ รัฐบาลยังอุดหนุนสถาบันการศึกษาระดับสูงเพื่อฝึกอบรมกำลังแรงงานที่มีฝีมือ นอกจากนี้ รัฐบาลยังเจรจาต่อรองข้อตกลงทางการค้ากับประเทศต่าง ๆ เพื่อรับรองว่า บริษัทในประเทศของตนจะสามารถเข้าถึงตลาดต่างประเทศได้

    หากมหาเศรษฐีทั้งหลายเชื่อว่าพวกเขาไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสังคมและแทบจะไม่ต้องการรัฐบาลอีกต่อไปแล้ว ก็ไม่ใช่เพราะความเชื่อนี้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงภายนอก แต่เพราะเรื่องเล่าที่ได้ยินกันทั่วไปในยุคสมัยของเรา ได้ฉายภาพของตลาดในฐานะสิ่งที่ดำรงอยู่ได้ด้วยตัวเองและขับเคลื่อนไปด้วยตัวมันเอง นี่เป็นเรื่องเล่าที่สร้างความเดือดร้อนให้กับทุกภาคส่วนของสังคม และกระทบกับชั้นกลางไม่น้อยไปกว่าคนรวย

    ไม่มีเหตุผลให้คาดหวังว่า มหาเศรษฐีจะเห็นแก่ตัวน้อยลงกว่าคนกลุ่มอื่น ๆ กระนั้น การเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวของพวกเขาไม่ได้ขัดขวางการส่งเสริมความเท่าเทียมกันและการสร้างโอกาสให้กับทุกคนอย่างเป็นธรรมมากมายนัก สิ่งกีดขวางที่สำคัญที่สุดอยู่ที่ การไม่ตระหนักว่า ตลาดไม่อาจสร้างความมั่งคั่งรุ่งเรืองให้กับใครหน้าไหนได้ยาวนานนัก เว้นแต่มันจะได้รับการสนับสนุนจากสังคมที่เข้มแข็งและจากการกำกับดูแลกิจการและทรัพยากรสาธารณะที่ดี

     

    หมายเหตุ: 

    แปลจาก Dani Rodrik “Why the Super-Rich Need Governments” Social Europe Journal. http://www.social-europe.eu/2014/07/super-rich/

    ดานี โรดริก (Dani Rodrik) เป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวตุรกี และดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านสังคมศาสตร์ ประจำสถาบันการศึกษาระดับสูง (Institute for Advanced Study) ปรินซ์ตัน สหรัฐอเมริกา

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    สำนักงานวุฒิสภา เตรียมสถานที่รองรับการทำงานของ สนช.เรียบร้อยแล้ว มีการเปลี่ยนป้ายห้องประธานและรองวุฒิสภา เป็นห้องประธานและรองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คาดว่าภายในสัปดาห์นี้ได้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติครบถ้วน

    29 ก.ค. 2557 - สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ รายงานว่า สำนักงานวุฒิสภาได้เตรียมสถานที่รองรับการทำงานของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. โดยล่าสุดได้เปลี่ยนป้ายบริเวณหน้าห้องประธานและรองประธานวุฒิสภา เป็นประธานและรองประธานนิติบัญญัติแห่งชาติ พร้อมเตรียมห้องโถงสำหรับการรายงานตัวของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติทันทีที่มีพระบรมโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง

    ส่วนอาคารรัฐสภา 1 ซึ่งเป็นห้องทำงานของประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร เจ้าหน้าที่ได้นำป้ายบริเวณหน้าห้องออกไปหมดแล้ว และเตรียมห้องไว้รองรับสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. สำหรับสภาปฏิรูปแห่งชาติจะแต่งตั้งล่าช้ากว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ดังนั้นขณะนี้จึงยังไม่มีการติดป้ายใหม่ แต่ได้เตรียมความพร้อมในส่วนของห้องรับรองและห้องทำงานไว้เรียบร้อยแล้ว

    อย่างไรก็ตาม วันนี้ทั้ง 2 สภา ได้ประชุมนัดสุดท้ายเพื่อสรุปการเตรียมความพร้อม เพื่อรองรับการทำงานของ สนช. และ สปช.ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยเฉพาะในส่วนของการเตรียมข้อมูล กฎระเบียบข้อบังคับการประชุมต่างๆ สถานที่ทำงาน และห้องประชุม

    ทั้งนี้ วันพรุ่งนี้ (30ก.ค.) พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าฝ่ายกิจการพิเศษ จะเดินทางมาตรวจเยี่ยมการเตรียมความพร้อมของทั้ง 2 สภา ในเวลาประมาณ 09.00 น. ขณะที่คาดว่าภายในสัปดาห์นี้จะมีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวเนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติให้ประชาชนและเยาวชนพึงระลึกว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่มีภาษาเป็นของตนเอง และมีมานาน 700 ปี ขอเชิญชวนทุกคนรักษาภาษาไทยให้ธำรงอยู่คู่ชาติตลอดไป

    29 ก.ค. 2557 - เวลา 12.00 น. วันนี้ (29 ก.ค.) สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย และสถานีโทรทัศน์ NBT เผยแพร่คำกล่าวปราศรัยของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ 29 ก.ค. มีรายละเอียดดังนี้

    000

    คำกล่าวปราศรัย
    พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
    เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ

    วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม 2557 เวลา 12.00 น.

    สวัสดีพี่น้องชาวไทยที่รักทุกคน

    วันที่ 29 กรกฎาคม ของทุกปี เป็น “วันภาษาไทยแห่งชาติ” ซึ่งเป็นวันสำคัญที่คนไทยทุกคน จะได้ตระหนักถึงคุณค่า ทำนุบำรุง ส่งเสริมภาษาไทย อันเป็นเครื่องหมายแสดงความเป็นไทย เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน และแสดงถึงความเจริญวัฒนาของประเทศชาติ

    วันภาษาไทยแห่งชาติ ตรงกับวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงร่วมประชุมและทรงร่วมอภิปรายทางวิชาการ เรื่องปัญหาการใช้คำไทย โดยชุมนุมภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พุทธศักราช 2505 ซึ่งได้ทรงแสดงพระอัจฉริยภาพ พระปรีชาสามารถอย่างลึกซึ้งแตกฉาน โดยได้พระราชทานพระราชดำริหลายประการ เพื่อให้ปวงชนชาวไทย ได้รักษา และใช้ภาษาไทยได้อย่างถูกต้อง ชัดเจน เหมาะสม นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ ล้นเกล้าล้นกระหม่อมหาที่สุดมิได้ ต่อวงวิชาการภาษาไทยและประเทศชาติ

    ในโอกาสที่วันภาษาไทยแห่งชาติ เวียนมาบรรจบอีกวาระหนึ่ง ผมขอย้ำเตือนให้ประชาชนและเยาวชนของชาติ พึงระลึกอยู่เสมอว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในโลก ที่มีภาษาเป็นของตนเอง ทั้งภาษาเขียนและภาษาพูดอย่างสมบูรณ์ สืบทอดเป็นมรดกอันล้ำค่า นานกว่า 700 ปี ทุกคนจึงควรภาคภูมิใจ และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และบุญคุณของบรรพบุรุษ ที่อุตสาหะสร้างสรรค์อักษรและภาษาไทย ให้ตกทอดสืบมาจนถึงปัจจุบัน และขอเชิญชวนให้ทุกคนร่วมมือร่วมใจกัน รักษาภาษาไทย ให้เป็นสมบัติทางวัฒนธรรม และธำรงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป

    สวัสดีครับ

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    29 ก.ค.2557 สมาชิกกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด อ.วังสะพุง จ.เลย เข้ารายงานตัวกับเจ้าหน้าที่ทหารหลังถูกคำสั่งเรียก จากกรณีส่งหนังสือไปยังหน่วยงานต่างๆ ไม่ยอมรับคณะกรรมการและผลการดำเนินงานของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาเหมืองทองคำจังหวัด ขณะที่นักศึกษากลุ่มดาวดิน มหาวิทยาลัยขอนแก่น ถูกเรียกรายงานตัวหลังลงพื้นที่เก็บข้อมูล

    เฟซบุคเพจ ‘เหมืองแร่ เมืองเลย’ รายงานว่า พรทิพย์ หงชัย และภัทราภรณ์ แก่งจำปา สมาชิกกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด เข้ารายงานตัวกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ณ ที่ว่าการอำเภอวังสะพุง จ.เลย เมื่อวันที่ 28 ก.ค.ที่ผ่านมา ตามคำสั่งเรียกของ คสช. ลงชื่อโดยพันเอกสวราชย์ แสงผล ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจเขาหลวง ซึ่งได้รับมอบภารกิจในการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ตำบลเขาหลวงฯ เพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งระหว่างชุมชน 6 หมู่บ้าน กับเหมืองแร่ทองคำ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ตั้งแต่วันที่ 4 มิ.ย.2557

    พรทิพย์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เจ้าหน้าที่ทหารได้ซักถามถึงรายละเอียดของเนื้อหาในหนังสือที่ออกโดยกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด (อร.0182/2557 ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2557) เรื่อง “ไม่ยอมรับคณะกรรมการและผลการดำเนินงานของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาเหมืองทองคำจังหวัดเลยทั้ง 4 ชุดที่แต่งตั้งโดยทหาร” เช่น ข้อความที่ระบุว่า “ถูกบีบบังคับให้ประชาชนต้องยอมรับแนวทางของทหารที่ร่วมมือกับราชการโดยฝ่ายเดียว” และ “ทหารที่เข้าควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่กลับทำเกินหน้าที่” โดยเจ้าหน้าที่แจ้งผู้เข้ารายงานตัวทั้งสองว่า การทำหนังสือไม่เห็นด้วยกับการตั้งคณะกรรมการดังกล่าว ถือเป็นการไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ เป็นการขัดคำสั่ง ซึ่งสามารถดำเนินคดีตามกฎอัยการศึกได้

    พรทิพย์ กล่าวถึงเหตุที่กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ไม่ยอมรับคณะกรรมการที่ทหารแต่งตั้งขึ้นว่า ไม่ได้มีเจตนาที่จะไม่ให้ความร่วมมือหรือขัดคำสั่งของทหาร  แต่เนื่องจากคณะกรรมการทั้ง 4 ชุด ตั้งขึ้นมาโดยที่ชาวบ้านไม่มีส่วนร่วม และไม่มี่ส่วนในการกำหนดกระบวนการ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ทหารได้พยายามปรับทัศนคติของผู้เข้ารายงานตัว ว่าทหารกับชาวบ้านสามารถทำงานร่วมกันหรือคู่ขนานกันไปได้ และการที่ทหารเข้ามาแล้วก็น่าจะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด

    สำหรับคณะกรรมการทั้ง 4 ชุด ได้แก่ 1) คณะกรรมการแก้ไขปัญหาเหมืองแร่ทองคำเลย มี พล.ต.วรทัต สุพัฒนานนท์ ผู้บังคับการจังหวัดทหารบกเลย เป็นประธาน 2) คณะกรรมการน้ำ โดย ผู้ว่าราชการจังหวัด, อุตสากรรมจังหวัดเลย, สิ่งแวดล้อมภาค, กรมควบคุมมลพิษ 3) คณะกรรมการฟื้นฟูสุขภาพ และสิ่งแวดล้อม โดย รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เป็นประธาน และ 4)คณะกรรมการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โดยจะมีส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและทหารเพื่อให้เกิดการเจรจาระหว่าง ประชาชน กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้าน กับ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด

    นอกจากนี้ เฟซบุคเพจ ‘เหมืองแร่ เมืองเลย’ รายงานด้วยว่า เมื่อวันที่ 24 ก.ค.ที่ผ่านมา นักศึกษากลุ่มดาวดิน จำนวน 5 คน ซึ่งเป็นนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และเป็นกลุ่มที่ทำกิจกรรมร่วมกับชาวบ้านต่อเนื่องมาหลายปี เดินทางลงพื้นที่บ้านนาหนองบง ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย เพื่อเก็บข้อมูลเหตุการณ์ความรุนแรงที่กลุ่มชายฉกรรจ์พร้อมอาวุธบุกเข้ามาทำร้ายชาวบ้านเมื่อวันที่ 15 พ.ค.2557 และเก็บข้อมูลประกอบคดีที่ชาวบ้านโดนบริษัททุ่งคำ ฟ้องร้อง

    ทั้งนี้ การลงพื้นที่ของนักศึกษาทั้ง 5 คน ถูกเจ้าหน้าที่ให้ไปรายงานตัวและถ่ายสำเนาบัตรประชาชน รวมถึงสอบถามวัตถุประสงค์ในการลงพื้นที่พร้อมกับบันทึกวีดีโอ และมีการเก็บบัตรประชาชนของนักศึกษาไว้ในขณะอยู่ในพื้นที่ โดยทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ระบุว่าเป็นระเบียบใหม่ที่ได้รับคำสั่งมา โดยที่ชาวบ้านและนักศึกษาไม่ทราบมาก่อน และการลงพื้นที่ของกลุ่มนักศึกษาถูกเรียกรายงานตัวด้วยท่าทีที่เข้มงวดมากขึ้น


    ที่มาเฟซบุค เหมืองแร่ เมืองเลย
     




     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    คลิกเพื่อดูรูปขนาดใหญ่

    การอนุมัติงบประมาณในโครงการต่างๆ โดยที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในห้วง 2 เดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่ 22 พฤษภาคม 2557 ถึง 28 กรกฎาคม 2557 มีรายละเอียดดังนี้

    17 มิ.ย. 2557 - ภายหลังจากที่ คสช. อนุมัติช่วยเหลือชาวนาที่ยังไม่ได้รับเงินค่าจำนำข้าว ต่อมาวันที่ 17 มิ.ย. ที่ผ่านมา ธ.ก.ส. แถลงปิดบัญชีหนี้้ค้างชำระโครงการจำนำข้าวฤดูกาล 2556/2557 ให้ชาวนา 838,538  ราย รวม 89,931 ล้านบาท โดยมาจากเงินสภาพคล่องของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) และ การกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินภายในประเทศ (ที่มา: เว็บไซต์รัฐบาลไทย [1], [2], ไทยพับลิกา)

    17 มิ.ย. 2557 - อนุมัติงบประมาณ 5,400 ล้านบาท ช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติ 5.8 แสนราย ซึ่งเป็นโครงการตกค้างในการให้ความช่วยเหลือตั้งแต่ปี 2555 และปี 2556 จนถึงปัจจุบัน (เว็บไซต์รัฐบาลไทย, ผลการประชุม คสช. 24 มิ.ย. 2557)

    24 มิ.ย. 2557 - อนุมัติงบประมาณ 8,357 ล้านบาท ให้โครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจ (ทดแทน) ที่ยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ จำนวน 396 โครงการ (สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์)

    24 มิ.ย. 2557 - อนุมัติงบกลาง 96 ล้านบาท ให้กรมประมง กระทรวงเกษตรจัดหาพันธุ์กุ้ง แก้ปัญหาโรคกุ้งตายด่วนให้เกษตรกรเลี้ยงกุ้ง

    28 มิ.ย. 2557 - คสช. ให้ 7 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้งบประมาณด้านบริหารจัดการน้ำในปีงบประมาณ 2557 ที่ค้างอยู่ 17,000 ล้านบาท ไปดำเนินการแก้ไขน้ำท่วมให้ทันปีงบประมาณ 2557 โดยงบประมาณก้อนนี้ให้กันไว้ 3,000 ล้านบาทเพื่อใช้จ่ายในปี 2558

    พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)  กล่าวว่า โครงการส่วนใหญ่เป็นโครงการเกี่ยวกับการขุดลอกคูคลอง เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง (ที่มา: สำนักข่าวไทย)

    4 ก.ค. 2557 - อนุมัติให้หน่วยขึ้นตรงกองทัพบก (นขต.ทบ.) ดำเนินโครงการก่อสร้างอาคาร พิพิธภัณฑ์ไม้มีค่า ใช้งบประมาณ 2,455 ล้านบาทเศษ ซึ่งในปีงบประมาณ 2557 นี้ใช้งบกลางของรัฐบาล สำหรับงบประมาณปี 2558 - 2560 ให้บรรจุไว้ในงบประมาณปกติของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีต่อไป (เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์)

    9 ก.ค. 2557 - คณะกรรมการ ธ.ก.ส. มีมติเห็นชอบช่วยเหลือชาวนาฤดูกาลผลิต 2557/58 โดยลดดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อการผลิตให้เกษตรปลูกข้าวนาปีลงร้อยละ 3 ต่อปี รายละไม่เกิน 50,000 บาท โดยรัฐบาลเป็นผู้จ่ายชดเชยค่าดอกเบี้ยให้ ธ.ก.ส. แทนเกษตรกร คิดเป็นวงเงิน 2,292 ล้านบาท (คาดมีเกษตรเข้าร่วม 3.57 ล้านราย) (ธกส., รายการคืนความสุขให้คนในชาติ, 20 มิถุนายน 2557)

    22 ก.ค. 2557 -  ที่ประชุม คสช.ได้อนุมัติให้ ขสมก. กู้เงิน เพื่อนำไปชำระค่าน้ำมันเชื้อเพลิง และค่าเหมาซ่อมสำหรับปีงบประมาณ 2558 จำนวน 4,401 ล้านบาทเศษ แบ่งเป็น ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง 2,870 ล้านบาทเศษ และค่าเหมาซ่อม 1,531 ล้านบาทเศษ เพื่อแก้ปัญหาการขาดสภาพคล่องทางการเงิน และให้เกิดการประหยัดดอกเบี้ยจ่ายกรณีผิดนัดชำระหนี้ โดยให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ รวมทั้งพิจารณาวิธีการกู้เงิน เงื่อนไข รายละเอียดต่างๆ ในการกู้เงินตามที่ ขสมก.เสนอ (สำนักข่าวไทย)

    22 ก.ค. 2557 - อนุมัติงบประมาณ 252 ล้านบาท โครงการพัฒนาปรับปรุงทำเนียบรัฐบาลและบ้านพิษณุโลก ตามที่ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รองหัวหน้า คสช.ฝ่ายกิจการพิเศษ เสนอขออนุมัติงบประมาณ โดยอยู่ในส่วนค่าใช้จ่ายขับเคลื่อนยุทธศาสตร์รัฐบาล คสช. (ไทยรัฐ)

    22 ก.ค. 2557 - คสช.เห็นชอบโครงการขยายผลการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมตามที่ กระทรวงศึกษาธิการ โดยสนับสนุนงบกลาง 1,300,624,760 บาท เพื่อการจัดหาและติดตั้งอุปกรณ์เกี่ยวกับการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมให้กับโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและโรงเรียนในสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน จำนวน 15,441 โรงเรียน ทั่วประเทศ (เว็บไซต์รัฐบาลไทย)

    22 ก.ค. 2557 - ที่ประชุม คสช. อนุมัติงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 119,153,000 บาท ให้แก่สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (เอไอที) เพื่อเป็นทุนการศึกษาให้กับนักศึกษาทุน 300 คน ของปีการศึกษา 2556 และ 2557

    ทั้งนี้สำนักงบประมาณได้ให้การสนับสนุนงบประมาณกับทางเอไอทีไปแล้ว 3 ปี คือปี 2553-2555 ต่อมาเอไอทีได้ปรับเปลี่ยนสถานะไปเป็นองค์การระหว่างประเทศ มีการจัดทำกฎบัตรฉบับใหม่ ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่ 30 มกราคม 2555 แต่ประเทศไทยยังไม่ได้ให้สัตยาบันกฎบัตรดังกล่าว และยังไม่มีการออก พ.ร.บ.ฉบับใหม่ ที่จะให้การรองรับการให้ความคุ้มครองเอไอที ในฐานะองค์การระหว่างประเทศ ทำให้สถานภาพความเป็นนิติบุคคลของเอไอทีดังกล่าวยังไม่ชัดเจน สำนักงบประมาณจึงเห็นว่าไม่สามารถสนับสนุนงบประมาณให้แก่เอไอทีในฐานะรัฐภาคีสมาชิกได้ ส่งผลให้ในปีงบประมาณ 56-57 ไม่มีการจัดสรรงบประมาณให้แก่เอไอที ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศ ได้แจ้งยืนยันสถานภาพของเอไอที และองค์กรต่างๆ ภายใต้เอไอที รวมทั้งคณะกรรมการอำนวยการ มีสถานะตามเดิม และปฏิบัติหน้าที่ตามเดิม ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ.คุ้มครองการดำเนินงานของสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย พ.ศ.2510 ในเรื่องดังกล่าว คสช.ได้อนุมัติตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ และให้ไปตกลงรายละเอียดกับสำนักงบประมาณต่อไป (เอเอสทีวี)

    25 ก.ค. 2557 - อนุมัติงบผูกพันวงเงิน 200 ล้านบาท ให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พัฒนาปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรและคอมพิวเตอร์ (SMART SME) 

    28 ก.ค. 2557 - ในรายงานสรุปผลการปฏิบัติงานของ คสช. เดือนที่ 2 (ห้วงวันที่ 21 มิถุนายน - 22 กรกฎาคม 2557) มีการรายงานการใช้งบประมาณของ คสช. ในด้านที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจเช่น กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องจัดโครงการธงฟ้าราคาประหยัด 21 ครั้ง สามารถลดค่าครองชีพให้แก่ประชาชน คิดเป็นมูลค่า 27 ล้านบาท ทั้งนี้มีการขอความร่วมมือผู้ประกอบการ และห้างค้าปลีกค้าส่งกว่า 1,000 ราย ตรึงราคาจำหน่ายสินค้าที่จำเป็นจำนวน 205 รายการเป็นเวลา 6 เดือน รวมทั้งขอความร่วมมือให้ลดราคาจำหน่ายอาหารปรุงสำเร็จที่ประชาชนนิยมบริโภค 10 รายการอยู่ที่จานหรือ ชามละ 35 – 40 บาท

    อนุมัติงบประมาณ 163 ล้านบาท เพื่อกระจายผลไม้ออกสู่ตลาดนอกแหล่งผลิต ได้แก่ ลำไยจาก 8 จังหวัดภาคเหนือ 74.5 ล้านบาท เงาะและลองกองจากภาคตะวันออก 51 ล้านบาท มังคุดและลองกองจากภาคใต้จำนวน 37.5 ล้านบาท

    อนุมัติงบประมาณกว่า 6,160 ล้านบาทให้กับเกษตรกรปลูกยางพารา 112,253 ราย เพื่อช่วยเหลือปัจจัยการผลิตครัวเรือนละไม่เกิน 25 ไร่ในอัตราไร่ละ 2,520 บาท เฉพาะที่เปิดกรีดแล้ว

    ทั้งนี้ยังไม่รวมงบประมาณ ที่ใช้จัดกิจกรรมเสริมสร้างบรรยากาศปรองดองสมานฉันท์ โดย "ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป" ของ กอ.รมน. ภาค 1 – 4 รวม 84,252 ครั้ง จัดทำ MOU ระหว่างผู้นำทางความคิดที่เคยเห็นต่างกันในแต่ละพื้นที่ 177 ฉบับ ครอบคลุมกว่า 403 แกนนำ จัดเวทีเสวนา 176 เวที ครอบคลุม 30,842 หมู่บ้าน

     

    ขอขอบคุณไอเดียคุณ GunGun Buriyer ที่มาของข้อมูล: เว็บไซต์รัฐบาลไทย, ผลการประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ,  สรุปผลการปฏิบัติงานของ คสช. เดือนที่ 2, สำนักข่าวไทย และไทยรัฐออนไลน์

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    "เครือข่ายรถเมล์เพื่อประชาชนทุกคนขึ้นได้ทุกคัน" จัดเสวนาพุธนี้ หวังผลักดัน ขสมก. จัดซื้อ "รถเมล์ชานต่ำ" ตามแผนจัดซื้อ 3,500 คัน เพื่อให้ทุกคนโดยสารรถเมล์ได้ ตอบโจทย์สังคมผู้สูงอายุ ลุ้น ขสมก. เคาะทีโออาร์จัดซื้อใหม่

    29 ก.ค. 2557 - เว็บไซต์ change.org รายงานว่า นายชูเวช เดชดิษฐรักษ์ ตัวแทนเครือข่ายรถเมล์เพื่อประชาชนทุกคนขึ้นได้ทุกคัน กล่าวว่า จากการที่ทางเครือข่ายได้ขับเคลื่อนผลักดันการจัดซื้อรถโดยสารสาธารณะ ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ผ่าน www.change.org/bus4all เพื่อให้การจัดซื้อครั้งนี้เป็นไปตามแนวคิดUniversal Design เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอีก 8 ปีข้างหน้า ที่ทางเครือข่ายฯ เล็งเห็นว่าแนวโน้มประชากรในประเทศไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่รถโดยสารประจำทางซึ่งเป็นการขนส่งมวลชนที่ราคาถูกและครอบคลุมที่สุดในจะต้องมีการปรับปรุงและพัฒนาให้เกิดความทันสมัยเหมาะสมกับสถานการณ์การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุซึ่งก็คือการพัฒนารถโดยสารสาธารณะให้เป็น “รถชานต่ำ” ที่ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ดังนั้นทางเครือข่ายจึงเตรียมจัดงานเสวนาเรื่อง “วิกฤตรถโดยสารสาธารณะกรุงเทพ ในสังคมผู้สูงอายุ” ในวันที่ 30 ก.ค. นี้ตั้งแต่เวลา 12.30 น. ถึง 16.30 น. ณ ณ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ (สวนโมกข์ กทม.ฯ) เพื่อจุดประกายสังคมโดยการแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 

    นายธีรยุทธ สุคนธวิท เลขานุการเครือข่ายรถเมล์เพื่อประชาชน กล่าวว่า หลังจากที่เครือข่ายรถเมล์เพื่อประชาชน ทุกคนขึ้นได้ทุกคัน ได้เข้าพบ นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคมเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว โดยปลัดกระทรวงคมนาคมได้ให้การบ้าน ขสมก.ไปพิจารณาการจัดซื้อรถเมล์ว่าจะมีแนวทางในการจัดซื้อรถเมล์ 3,500 คัน ตามคำสั่งใหม่ของ คสช.อย่างไร จะใช้ร่างจัดซื้อจัดจ้างเดิม (ทีโออาร์) เดิม ที่มีการจัดซื้อรถชานสูง หรือจะพิจารณาตามข้อเสนอของคนพิการที่เสนอว่าการซื้อรถเมล์ครั้งนี้ควรเป็น “รถเมล์ชานต่ำ”ทั้งหมด ซึ่งทางเครือข่ายฯกำลังรอคำตอบจาก ขสมก.อยู่ ว่าจะทำทีโออาร์ออกมาในรูปแบบใด

    ทั้งนี้กำหนดการในเสวนา  จะมีการ ปาฐกถาพิเศษ โดย นพ.วิชัย โชควิวัฒน์ นายกสมาคมสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทย และ ดร.อันธิกา สวัสดิ์ศรี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ ลาดกระบัง (KMITL) จากนั้นจะมีการ เสวนา โดยมีผู้ร่วมเสวนา คือ นางหนูเกน อินทจันทร์ ตัวแทนเครือข่ายสลัมสี่ภาค  นายอุดมโชค ชูรัตน์ ประธานเครือข่ายรถเมล์เพื่อประชาชนทุกคนขึ้นได้ทุกคัน นางกษมา แย้มตรี สถาปนิกชุมชน ผู้ก่อตั้งบริษัทตาแสงจำกัด และ นายสุร แก้วเกาะสะบ้า เครือข่ายคนรุ่นใหม่ใจอาสา Gen-V ดำเนินรายการโดย ปกรณ์ อารีกุล กลุ่มเพื่อนประชาชน

     


     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    29 ก.ค.2557 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอุทธรณ์นัดฟังคำสั่งกรณีที่พระพุทธอิสระ ยื่นคำร้องคัดค้าน ขอเพิกถอนหมายจับ ในข้อหาผิดพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2550 กรณีนำกลุ่มผู้ชุมนุมปิดล้อมสำนักงานหลักสี่ ขัดขวางการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 26 มกราคม ที่ผ่านมา

    โดยศาลอุทธรณ์พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การออกหมายจับเป็นอำนาจของศาลชั้นต้น ที่หากมีเหตุฉุกเฉินซึ่งหน้า สามารถพิจารณาออกหมายจับได้ทันที ดังนั้นตามที่ศาลชั้นต้น ออกหมายจับพระพุทธอิสระ หากมีเหตุให้เสียหายในภายหลัง ให้ผู้ร้องขอออกหมายจับ คือ พนักงานสอบสวนดำเนินการเยียวยาในภายหลังได้ ศาลอุทธรณ์ จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้องของพระพุทธอิสระ หมายจับจึงยังคงอยู่

    โดยในวันนี้มีเพียงทนายความ เดินทางมาศาลพร้อมเปิดเผยว่า ขณะนี้พระพุทธอิสระ ยังมีหมายจับข้อหากบฏและขัดขวางการเลือกตั้ง และพระพุทธอิสระ ยังคงจำพรรษาอยู่ที่วัดอ้อน้อย จังหวัดนครปฐม ส่วนจะเข้ามอบตัวหรือไม่เป็นการพิจารณาของพระพุทธอิสระ


    ที่มา สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์
     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    29 กรกฎาคม 2557 เวลาประมาณ 15.00น. ทหารได้จับกุม ปัญญา อุนานันทร์ หรือ ยา อดีตการ์ดอาสาในการชุมนุมเสื้อแดง ในปี 2554-2555 จากที่ทำงาน โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ โดยเมื่อเวลา 22.00น. เขายังไม่ได้รับการปล่อยตัว และภรรยาของปัญญายังไม่สามารถติดต่อกับเขาได้ 
     
    ภรรยาของปัญญา (ไม่ขอเปิดเผยชื่อ) กล่าวกับประชาไทว่า เธอคาดว่า ทหารพุ่งเป้าไปที่พี่ชายฝาแฝดของปัญญา ซึ่งชื่อว่า สันติ เพราะเมื่อเวลา 20.00น. วันเดียวกัน มีทหารมาที่บ้านเพื่อถามเธอถึงนายสันติว่า อยู่ที่ใด ซึ่งก็เธอก็ไม่ได้ติดต่อสินติมาเป็นเวลานานแล้ว และไม่ทราบว่าเขาอยู่ที่ไหน
     
    ทหารยังกล่าวกับเธอด้วยว่า จะปล่อยนายปัญญา "ภายในหนึ่งวัน" และกักตัวเขาไว้ที่ พล.ม.2 รอ สนามเป้า
     
    ภรรยาของนายปัญญายังเล่าอีกว่า ปัญญาเคยเป็นการ์ดอาสาเสื้อแดงในการชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ปี 2554-2555 ซึ่งเป็นการตามพี่ชายซึ่งเป็นการ์ดอยู่ก่อนแล้ว ให้กับกลุ่มการ์ดที่ดูแลโดย พ.ต.ต.เสงี่ยม สำราญรัตน์ โดยภรรยาของปัญญากล่าวด้วยว่า ปัญญาทำหน้าที่เป็นแค่การ์ดตรวจกระเป๋าที่ทางเข้าที่ชุมนุม และไม่เคยมีส่วนร่วมกับกลุ่มรุนแรงใดๆ ทั้งสิ้น 
     
    ปัญญารับราชการเป็นหน่วยกู้ชีพที่โรงพยาบาล และมีความสนใจการเมืองและติดตามการชุมนุมของเสื้อแดง ประมาณปี 2550 หรือหลังการรัฐประาร 2549 
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    คสช.ฝ่ายสังคมจิตวิทยา นัด สธ. สปสช. สสส. หารือการบริหารงบประมาณแบบบูรณาการประจำปี 2558  ในวันที่ 31 ก.ค.นี้ เผย สธ. เตรียมแผนปฏิรูปกระทรวง 3 ประเด็น ‘โครงสร้าง-การคลัง-ข้อมูล’

    29 ก.ค. 57 สำนักข่าว Hfocusสัมภาษณ์ นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ระบุว่า ปลัดกระทรวงสาธารณสุขได้รับการประสานจากคณะทำงานของหัวหน้าฝ่ายสังคมจิตวิทยา คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ให้นัดประชุม 3 หน่วยงาน ประกอบด้วย สำนักงานปลัดกระทรวงสธ. สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) เพื่อหารือการบริหารงบประมาณแบบบูรณาการโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในปี 2558  ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2557 ที่กองบัญชาการ กองทัพเรือ ในการนี้ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สป.สธ.) ได้เชิญคณะทำงานของ สปสช. ร่วมประชุมปรึกษาหารือกับคณะทำงานของ สป.สธ. เพื่อจัดทำข้อตกลงเตรียมข้อมูลและแผนดำเนินงานร่วมกัน ในฐานะผู้ซื้อบริการและผู้จัดบริการ ในวันที่ 30 กรกฎาคม 2557 ที่กระทรวงสาธารณสุข

    สำหรับกรอบทิศทางการดำเนินงานของกระทรวงสาธารณสุขในปีงบประมาณ 2558 นพ.วชิระ เปิดเผยว่า ปลัดกระทรวงสาธารณสุขได้วางไว้ใน 3 ประเด็นหลักที่จะเดินหน้าพัฒนาระบบบริการสาธารณสุข จะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2557 ที่จะถึงนี้  คือ 1.การปฏิรูปโครงสร้างการทำงานแบบเขตบริการ  2.การปฏิรูประบบการเงินการคลัง และ 3.การปฏิรูประบบข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพ เพื่อจัดบริการประชาชนทั่วประเทศให้ดียิ่งขึ้น มีคุณภาพเท่าเทียมกัน

    โดยในการปฏิรูปโครงสร้างการทำงานแบบเขตบริการสุขภาพ ได้เดินหน้ามากว่า 1 ปีแล้ว ได้รูปแบบที่เกือบสมบูรณ์แบบ ทั้งนี้ การทำงานในรูปแบบเขตบริการ เริ่มต้นด้วยการมอบอำนาจจากปลัดกระทรวงสธ. พัฒนาไปเป็นการกระจายอำนาจให้เขตฯ บริหารจัดการ ทั้งงบประมาณ การบริหารบุคลากร และทรัพยากรทางการแพทย์ เพื่อจัดบริการต่างๆ แก่ประชาชน โดยมีองค์ประกอบของคณะกรรมการ 5 ส่วน คือ 1.ผู้รับบริการ มีผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตั้งแต่ระดับอบจ. เทศบาล และอบต. และภาคประชาชน 2. ผู้จัดบริการ 3.ผู้ซื้อบริการ 4.ผู้ทรงคุณวุฒิสาขาต่างๆ และ 5.ผู้กำกับและประเมินผล เนื่องจากเป็นผู้ที่รู้ปัญหาและอยู่ใกล้ชิดประชาชนมากกว่าส่วนกลาง

    ในส่วนของกระทรวงจะปรับบทบาทเป็นผู้กำกับ กำหนดนโยบาย ออกกฎกติกากลาง เพื่อให้เขตไปปรับใช้ตามความเหมาะสม ต่อจากนี้ไปอำนาจการบริหารจะอยู่ที่เขตสุขภาพ 

    นพ.ธงชัย เลิศวิไลรัตนพงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในการปฏิรูประบบการเงินการคลัง ในปีงบประมาณ 2558 นี้ จะมีงบประมาณจัดสรรลงในพื้นที่ 2 ส่วนใหญ่คือ งบบูรณาการของกระทรวงซึ่งมาจากกรมต่างๆ เพื่อสร้างเสริมสุขภาพประชาชนตามกลุ่มวัย 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเด็กปฐมวัยและหญิงตั้งครรภ์  กลุ่ม เด็กวัยเรียน กลุ่มเด็กวัยรุ่น กลุ่มวัยแรงงานและกลุ่มผู้สูงอายุและผู้พิการ ประมาณ 3,300 ล้านบาท  และงบส่วนที่ 2 เป็นงบรายหัวโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของสปสช. ประมาณ 1 แสนกว่าล้านบาท จะปรับหลักการจัดสรรให้สอดคล้องกับพื้นที่มากขึ้น  ส่งไปให้ผู้จัดบริการโดยตรง ประกอบด้วย 4 ส่วน คือ1.งบส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค ส่งไปที่เครือข่ายบริการสุขภาพระดับอำเภอ เพื่อใช้ดูแลประชาชนรายกลุ่ม 2.งบบริการผู้ป่วยนอกทั่วไป ส่งไปที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เพื่อปรับเกลี่ยให้สถานบริการ 3.งบบริการผู้ป่วยในทั่วไป จัดไว้ที่เขตบริการสุขภาพ  และ4.งบกองทุนต่างๆ รวมทั้งมาตรา 41  โดยจะมีการบริหารงบร่วมกันกับสปสช. และมีระบบรายงานตามตัวชี้วัดชัดเจน เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถจัดบริการที่ดีที่สุดแก่ประชาชน และงบประมาณอยู่ที่ผู้ทำงานโดยแท้จริง     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    “ทางนี้ โว้ โว้” เสียงตะโกนลงมาจากชั้นสี่ของตัวตึก ยังไม่ทันที่เราจะก้าวขาออกจากรถ
    “อ้าว” ใครล่ะนี่ “พี่สนอง หรือพี่สมศักดิ์ แล้วอีกคนล่ะ” เราตะโกนตอบ
    “ภาณุพงศ์ สารคาม ครับ”
    “กินข้าวละยัง แม่ไอ้เป๊กและพวกเรามาถึงกรุงเทพแล้ว แต่ยังไม่ทันถึงนี้ คนขับง่วงนอน เดี๋ยวมา”
    “ยังไม่ได้กินไรเลย”

    แปดโมงกว่าแล้ว ทำไมยังไม่ได้กินข้าวเช้า เราเดินตรงไปสั่งข้าวกล่อง กระเพรา ไข่ดาว หกกล่อง ก่อนจะเดินไปหน้าตึก ได้ยินใครตะโกนลงมาอีก “พี่...” อ้าว ไอ้เป๊ก ที่เราเรียกมันว่าไอ้อ้วน หญิงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่เช้าอังคาร ที่ 29 กรกฎาคม
    “แม่กำลังมานะ มากินไร รองท้องก่อน”

    เราเดินมาที่ประตู วางสำเนาบัตรประชาชน โปรยยิ้มแล้วพูดนิ่มนวลชวนเจ้าหน้าที่คุย เห็นผู้คุมเดินอาดๆไปมา บางคนโหวกเหวก โวยวาย นักโทษที่อยู่แค่ประตูกรงกระจกกั้น เดินขึ้นเดินลง เคลียร์สัมภาระ และขยะ จากชั้นสองและชั้นสาม
    ตอนนี้เหลือพวกเขา 5 ชาย 1 หญิง ในจำนวนนี้มีจากมหาสารคามสองคนที่เพิ่งเข้ามาอยู่ได้สองวันก่อนหน้าปฏิวัติของประยุทธ์

    ปกติเราจะมากับมิตรสหาย หรือทนายเสื้อแดง คราวนี้ไม่มีใครอยู่เลย ดูๆไปก็วังเวง สักพักมีผู้หญิงทำสีผมทองใส่เสื้อส้มมาขอเยี่ยมเหมือนกัน และตลอดครึ่งวัน มีอดีตผู้คุมเรือนจำใต้ถุนศาลรัชดามาแป๊ปนึง และชายชราหน้าตาจีนๆขับรถมา คงฝากสตางค์ให้เมียพี่สนองแล้วรีบจากไป แค่นี้จริงๆ สำหรับสิ่งที่เรียกว่านักโทษการเมืองที่หลักสี่ ก่อนวันที่เขาจะปิดฉากประวัติศาสตร์สองปีเจ็ดเดือนของคุกนี้

    เก้าโมงกว่า แรงงานที่เป็นนักโทษชั้นดีจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพ มาขนตู้เหล็ก โทรทัศน์ พัดลม ที่นอนและอุปกรณ์ต่างๆของเจ้าหน้าที่ราชฃทัณฑ์กลับไปที่เรือนจำพิเศษ

    ผู้คุมที่ประจำหลักสี่ประมาณ หนึ่งโหล ส่วนใหญ่เป็นคนใหม่ที่ถูกย้ายมาดูแล หลังขั้วอำนาจกรุงเทพเปลี่ยนมือจาก กปปส. เอ่อ หมายถึงรัฐบาลเป็ดง่อยของคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตรไปเป็นคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือคุณสมชาย ของข้าราชการที่กำลังเกษียณชื่อประยุทธ์ จันทร์โอชา

    “เดี๋ยวๆ สองคนนั้น รอไปก่อนนะ ออกไปจากตรงนี้ก่อน เขาจะย้ายของกัน ยังเยี่ยมไม่ได้” มันเกี่ยวกันตรงไหนว่ะ ที่คุยทางโทรศัพท์ก็อยู่ข้างๆ ไม่ได้เกะกะซะหน่อย

    ระหว่างนั้น หนุ่มสารคามที่เกาะประตูอยู่นานแล้ว ตะโกนบอกหนึ่งในผู้คุมว่าขอข้าวกล่องตรงนั้นกินหน่อย
    รอไปสักชั่วโมง รถขนของไปแล้ว เจ้าหน้าที่ที่กร่างไปมาก็กลับเข้าไปหัวเราะต่อกระซิกในห้องทำงานแล้ว เราถึงได้เข้าไปเยี่ยม เมื่อญาติๆของพวกอุบลทยอยเดินเข้ามา

    ช่างภาพหนังสือพิมพ์ภาอังกฤษ กับภาษาไทยอีกฉบับย่านวิภาวดีมาถ่ายรูปตอนขนของทัน สักพักโทรทัศน์ของช่องภาษาอังกฤษอีกค่ายก็มาถ่ายตอนญาติๆขนกะละมัง ถุงดำ เสื่อ ไม้ตียุง และสารพัดของของพวกที่เหลืออกมากองกันข้างทางเดิน
    พี่โอด สีทน ที่หลุดคดีเผาศาลากลางก็ช่วยแม่ธีรวัฒน์ ขนของ ถือรูปวาดดรออิ้ง ไม้หนึ่ง ก. กุนที ไว้ในมือ พี่โอด บอกว่า ผมมากับพวกอุบลอีกสองสามคน งานศพ ไม้หนึ่งด้วย กวีเสื้อแดงคนนี้เคยเป็นคนที่มาเยี่ยมเยียนนักโทษสม่ำเสมอ ร่วมกับเครือข่ายอดีตนักโทษการเมือง เช่นหนุ่ม ธัณธวุฒิ และอ.หวาน และมิตรสหายอีกจำนวนมาก ที่เคยมาร่วมจัดงานปีใหม่บ้าง วันเกิดบ้าง รับขวัญคนที่พ้นคดีแล้วบ้าง

    วันนี้ ไอ้อ้วนที่อายุ 27-28 ยังเร่าร้อนไม่แปรเปลี่ยน “ใครจะไปปรองดอง ไม่มีหรอกพี่ เป็นปรองดองที่เอากระบอกปืนจ่อปากเรา และเหยียบหัวเราไว้อย่างนี้ ไม่กลัวหรอก พูดให้พวกที่มันดักฟังโทรศัพท์ผู้ต้องขังได้ยินเลย”

    ระหว่างรอเมียๆแม่ๆที่มาเยี่ยมพวกอุบลอยู่นาน เราสอบถามภาณุพงษ์ พลเสน และนายคมกฤษ คำวิแสงจากมหาสารคาม ทั้งคู่ห่วงเรื่องความแออัดของคุกแห่งนั้น

    “นักโทษเป็นพันครับ ต้องนอนตะแคงสลับฟันปลา” ถามเรื่องการยื่นขอพระราชทานอภัยโทษ เขาไม่รู้ว่าใครต้องเป็นคนทำให้ แต่ทึกทักว่าทนายที่มาเดินเรื่องประกันตัว น่าจะช่วย

    “แต่ก็ไม่มีใครติดต่ออะไรให้พวกผมเลย” ภาณุพงศ์ วัย 31 กล่าว

    เขาช่วยพ่อแม่ทำนาระหว่างที่ได้ประกันออกไปประมาณปีครึ่ง แต่ช่วงที่ติดคุกอยู่สารคามช่วงแรกก็พยายามจะเรียนหลักสูตรการเกษตร

    ส่วนคมกฤช อยู่กับตายายที่สารคาม เพราะ พ่อ ซึ่งแยกทางกับแม่ ก็อยู่กรุงเทพ น้องชายอ่อนกว่าสามปีก็ทำงานอยู่กับแม่ พวกเขาเรียนหนังสือแค่ป. 6

    พี่สนอง เกตุสุวรรณ์ ดูจะเป็นคนที่คร่ำครวญพอๆกับธีรวัจจ์ สัจจสุวรรณ พวกเขาไม่รู้จะหวังอะไรแล้ว อยากจะเห็นคสช.มาช่วยพาเขาออกไปจากเรือนจำ พรบ.นิรโทษกรรมอะไรก็ได้ ที่จะพาเขาไปสู่อนาคตที่ดีกว่าโทษ 33 ปี 4 เดือนที่ทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตัดสินตามภาพถ่ายและการลงลายมือชื่อในเอกสารรับสารภาพชั้นสอบสวน

    “จะให้พวกผมยอมเงื่อนไขอะไรก็ได้ พวกผมไม่มาทำอะไรเกี่ยวการเมืองแล้ว แต่ช่วยนิรโทษพวกผมไปก่อน ผมห่วงแม่” ธีรวัจจ์ หนุ่มน้อยสุดวัย 25-26 กล่าว

    สนอง บอกว่า ตนเองเสียใจ ซึม จนพูดไม่ออก เหมือนแย่ยิ่งกว่าเป็นผู้ลี้ภัย “นี่เหรอ นักโทษการเมือง” เขารำพัน
    สนองอยากเห็นแกนนำนปช.และสส.เพื่อไทย ออกมาแสดงความหาญกล้า ที่จะผลักดันการช่วยเหลือที่เป็นจริงกับพวกเขา ปล่อยพันธนาการพวกเขาออกไป

    “เขาไม่ได้อยู่ในคุก จะยังกลัวอะไรอีกนักหนา จะว่าไป ที่ผมได้เกี่ยวข้องมาในเหตุการณ์ทางการเมือง ก็ล้วนเป็นผลพวงจากการขับเคลื่อนทางการเมืองของพวกเสื้อแดง เขาน่าจะออกมารับผิดชอบบ้าง”

    สนองบอกว่าเขากังวลเรื่องการย้ายกลับไปเรือนจำภูมิลำเนาเดิม เพราะคุกปิด ระบบต่างๆ สุขอนามัย การกินอยู่พื้นฐาน อาจจะสาหัสกว่าที่หลักสี่ เขาอยากเห็นกรมคุ้มครองสิทธิของกระทรวงยุติธรรม ออกมาเยี่ยมเยียนพวกเขาบ้าง
    “กสม.เหรอ ก็ได้ครับให้เขาออกมาช่วยเถอะครับ ใครก็ได้”

    “เอาองค์กรกาชาดสากล (ICRC) ด้วยไหม”

    “ใครที่เอ่ยอ้างว่าทำงานเรื่องสิทธิมนุษยชน ก็ควรจะมาช่วยเมื่อพวกผมถูกโยกย้ายไปอยู่ในระบบคุกปกติล่ะครับ”
    “ประกันล่ะ”

    “ก็อย่างที่เห็นล่ะครับ ขอกี่ครั้งก็ยังไม่ได้ เขาเลยไม่ขอกันแล้วมั้ง”

    หกชีวิตนอนหลักสี่เป็นคืนสุดท้าย กินอาหารที่ญาตินำมาเยี่ยม เป็นมื้อสุดท้ายที่กรุงเทพ เช้าวันพุธ พวกเขาจะเดินทางกลับไปยังเรือนจำที่พวกเขาเคยถูกขังมาก่อน

    ปิดฉากที่เคยโลดโผน ไปอย่างเงียบเชียบ จนกว่าสี่คนนี้จะได้ฟังคำพิพากษา ศาลฎีกา และคอยรอกระบวนการพระราชทานอภัยโทษ ไม่รู้นิรโทษกับอภัยโทษ อะไรจะได้มาก่อนกัน

    ส่วนพวกมหาสารคามก็ได้แต่รอกระบวนการทางราชการที่จะพาเอกสารไปถึงช่องทางสุดท้าย เขาไม่รู้หรอกว่า ทนายที่ทำเรื่องประกันเขาไม่ได้อาสา หรือได้รับจ้างมาทำเรื่องติดต่อผลักดันให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษด้วย

     



     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    การเปิดเพลงเดิมซ้ำๆ อาจจะไม่ได้ทำให้คนรู้สึกชื่นชอบหรือเชื่อตามเนื้อเพลงได้เสมอไป ในทางตรงกันข้ามอาจทำให้รู้สึกรำคาญหรือต่อต้าน เช่นเหตุที่เกิดในรัฐเซาท์แคโรไลนา สหรัฐฯ ซึ่งหญิงคนหนึ่งได้แทงเพื่อนร่วมห้องเนื่องจากเอาแต่เปิดเพลงเดิมซ้ำๆ ขอร้องก็ไม่ยอมหยุด


    29 ก.ค. 2557 เว็บไซต์ Gawker รายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจในรัฐเซาท์แคโรไลนาได้จับกุมผู้หญิงคนหนึ่งที่ตกเป็นผู้ต้องหาในกรณีใช้มีดแทงเพื่อนร่วมห้องหลายครั้งเนื่องจากเพื่อนของเธอเปิดเพลงซ้ำเดิมมากเกินไป

    เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว ทางการรัฐเซาท์แคโรไลนาระบุว่าหญิงผู้ต้องหาชื่อเวอร์เน็ตต์ บาเดอร์ อายุ 54 ปี รู้สึกไม่พอใจเมื่อเพื่อนร่วมห้อง อดีตแฟนหนุ่มของเธอที่มีอายุ 64 ปี บอกให้เธอ "หุบปาก" เมื่อเธอขอให้เขาเลิกเปิดเพลงของวงดิ อีเกิลส์ซ้ำๆ ทำให้บาเดอร์เข้าไปเอามีดในครัวแทงเพื่อนร่วมห้องของเธอหลายครั้งที่แขน มือ และข้อศอก

    รายงานทางการระบุอีกว่าหลังจากนั้นเพื่อนร่วมห้องและพี่ชายของเขาก็ต่อสู้จนสามารถทำให้มีดหลุดออกจากมือเธอได้ แต่เธอก็เข้าไปเอามีดใหม่จากในครัวมาอีก ในขณะเกิดเหตุนั้นทั้งสามคนอยู่ในสภาพมึนเมา

    บาเดอร์ยอมรับสารภาพว่าได้ก่อเหตุรุนแรงจริง แต่ก็อ้างว่าทำไปเพราะต้องการป้องกันตนเองจากการถูกเพื่อนร่วมห้องบีบคอ แต่พนักงานสืบสวนก็ไม่พบว่ามีร่องรอยใดๆ ที่คอเธอ

     


    เรียบเรียงจาก

    Woman Stabs Roommate for Refusing to Stop Listening to The Eagles, Gawker, 17-09-2013
    http://gawker.com/woman-stabs-roommate-for-refusing-to-stop-listening-to-1335462841/+neetzanz

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    30 ก.ค. 2557 - เมื่อวันที่ 29 ก.ค. ที่ผ่านมา มีการประกาศคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 110/2557 เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาของคณะรักษาความสงบแห่งชาติด้านโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคม มีรายละเอียดดังนี้

    000

    คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
    ฉบับที่ 110/2557

    เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาของคณะรักษาความสงบแห่งชาติด้านโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคม

    เพื่อให้การดำเนินการเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบ และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดของรัฐและประชาชน สมควรมีคณะกรรมการคณะหนึ่งทำหน้าที่ในการให้คำปรึกษาและเสนอความเห็นในเรื่องดังกล่าว รวมทั้งเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องแก่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงมีคำสั่ง ดังต่อไปนี้

    ข้อ 1 ให้มีคณะกรรมการที่ปรึกษาของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ด้านโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมประกอบด้วย

    (1) หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ประธานกรรมการ
    (2) รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ รองประธานกรรมการ
    (3) รองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ กรรมการ
    (4) ปลัดกระทรวงกลาโหม กรรมการ
    (5) ปลัดกระทรวงการคลัง กรรมการ
    (6) ปลัดกระทรวงคมนาคม กรรมการ
    (7) ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กรรมการ
    (8) ปลัดกระทรวงมหาดไทย กรรมการ
    (9) เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรรมการ
    (10) ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กรรมการ
    (11) ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กรรมการ
    (12) ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กรรมการ
    (13) นายกสมาคมขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย กรรมการ
    (14) นายกสมาคมตัวแทนขนส่งสินค้าทางอากาศไทย กรรมการ
    (15) นายกสมาคมผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ กรรมการ
    (16) นายนพพร เทพสิทธา กรรมการ
    (17) นายไพบูลย์ นลินทรากูร กรรมการ
    (18) นายมาโนช โลหเตปานนท์ กรรมการ
    (19) นายวิโรจน์ รุโจปการ กรรมการ
    (20) นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการ
    (21) นายสมพงษ์ ศิริโสภณศิลป์ กรรมการ
    (22) นายอนนต์ ศิริแสงทักษิณ กรรมการ
    (23) ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กรรมการและเลขานุการ

    ข้อ 2 ให้คณะกรรมการตามข้อ 1 มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
    (1) เสนอความเห็นต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติเกี่ยวกับการกำหนดยุทธศาสตร์ด้านโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมของประเทศ
    (2) ศึกษาและเสนอแนะแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมของประเทศสำหรับการขนส่งทุกรูปแบบอย่างเป็นระบบต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เพื่อให้ระบบการขนส่งทั้งในระบบถนน ระบบราง ระบบคมนาคมทางน้ำ และระบบคมนาคมทางอากาศมีความเชื่อมโยงและไม่ซ้ำซ้อนกัน โดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศและแผนการจัดการพื้นที่ต่างๆ ตลอดจนแนวทางการพัฒนาระบบการขนส่งของประเทศในระดับภูมิภาค
    (3) เสนอแนะแนวทางการลงทุนและการจัดหาแหล่งเงินลงทุนที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยคำนึงถึงวินัยการเงินการคลังของรัฐ
    (4) เสนอแนะแนวทางการส่งเสริมและสนับสนุนการคมนาคมที่มีการใช้พลังงานอย่างประหยัดและคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
    (5) เชิญเจ้าหน้าที่หรือบุคคลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงข้อมูลหรือขอเอกสารจากหน่วยงานดังกล่าว มาประกอบการพิจารณาได้ตามความจำเป็น
    (6) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการและคณะทำงาน เพื่อช่วยเหลือการปฏิบัติงานได้ตามความจำเป็น
    (7) ปฏิบัติการอื่นใดเพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งนี้ หรือตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติมอบหมาย
     
    ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
    สั่ง ณ วันที่ 29 กรกฎาคม พุทธศักราช 2557
    พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา
    หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

     

    เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ที่ผ่านมา นายวิชา มหาคุณ ในฐานะโฆษกของ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้แถลงว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้ลงมติ 7-0 วินิจฉัยว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวและการระบายข้าว จึงดำเนินเรื่องส่งสำนวนฟ้องไปยังอัยการสูงสุดดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป

    ในคำอธิบายของ ป.ป.ช.ได้ระบุความผิดของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ว่า ดำเนินโครงการรับจำนำข้าว ทำให้ราคาข้าวเปลือกสูงกว่าราคาตลาดเกินกว่าที่ควรคาดหมายได้ตามปกติ ลักษณะเป็นการบิดเบือนกลไกราคาตลาด และการดำเนินโครงการมีการทุจริตทุกขั้นตอน ทั้งการขึ้นทะเบียนเกษตรกร การสวมสิทธิ์เกษตรกร โกงความชื้น โกงตาชั่ง นำข้าวมาเวียนเข้าโครงการ ส่วนการระบายข้าว มีการใช้อิทธิพลช่วยเหลือพวกพ้องให้ได้ข้าวจากโครงการไปจำหน่าย การเก็บรักษา ยังมีปัญหาทำให้ข้าวเสื่อมคุณภาพและเกิดการสูญหาย ทำให้การขายข้าวขาดทุน ซึ่ง รัฐบาลเป็นผู้ค้าข้าวรายใหญ่ สร้างความสูญเสียเป็นมูลค่ากว่า 5 แสนล้านบาท ผู้เข้าร่วมโครงการดังกล่าว จำนวนหลายล้านราย ที่ยังไม่ได้รับเงินในโครงการฯ ทำให้ได้รับความเดือดร้อนบางคนถึงกับฆ่าตัวตาย และว่า ทั้งที่โครงการมีปัญหาเช่นนี้ แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็ยังดำเนินการโครงการรับจำนำข้าวต่อไป ทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงที่สุดของประเทศ

    ย้อนกลับไปพิจารณาเรื่องโครงการรับจำนำข้าว ตั้งแต่แรกเริ่มก็เป็นหนึ่งในนโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทย ตั้งแต่การเลือกตั้งเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2554 โดยเป้าหมายของโครงการก็คือการเพิ่มรายได้ให้กับชาวนาไทย ผ่านการแทรกแซงกลไกตลาดด้วยการพยุงราคาขั้นต่ำ ด้วยวิธีการ “รับจำนำ” คือให้ชาวนาสามารถกลับมาไถ่ถอนคืนได้ในเงื่อนไขที่กำหนด แต่รัฐบาลตั้งราคารับจำนำไว้สูง ผลก็คือ ชาวนาไม่มาไถ่ถอนคืน ข้าวในโครงการจึงตกอยู่ในมือรัฐบาล เท่ากับว่า รัฐบาลเป็นผู้รับซื้อข้าวโดยตรงจากชาวนาโดยไม่จำกัดจำนวนในราคาที่ประกาศไว้นั่นเอง ลักษณะนโยบายแบบนี้ คือ มาตรการอุดหนุนราคาสินค้าเกษตร(subsidy) ซึ่งประเทศทั้งหลายรวมทั้งประเทศไทยทำกันมาก่อนหน้านี้แล้ว

    เป็นที่ยอมรับกันต่อมาว่า โครงการนี้มีผลให้ข้าวราคาตลาดปรับตัวสูงขึ้นเพราะรัฐบาลกลายเป็นผู้รับซื้อรายใหญ่ ข้าวจำนวนมากไปอยู่ในมือรัฐบาล ทำให้พ่อค้าต้องเสนอราคารับซื้อสูงตามไปด้วย ผลก็คือ ชาวนาทั่วไปแม้จะไม่ได้เข้าร่วมโครงการก็จะขายข้าวในราคาที่สูงขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบในด้านรายได้ของชาวนาที่เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะกล่าวได้ว่า นี่เป็นนโยบายประชานิยมสำคัญของยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์

    เป็นที่แน่นอนว่า ในระบอบประชาธิปไตย เมื่อมีการเสนอนโยบาย ก็ต้องมีผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบาย หรืออย่างน้อยผู้ได้ผลกระทบจากนโยบายย่อมไม่พอใจ ดังนั้น โครงการนี้จึงถูกคัดค้านโจมตีตั้งแต่ต้น จากพรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รวมถึงกลุ่มพ่อค้าข้าวที่เสียประโยชน์ และกลุ่มนักวิชาการกระแสหลัก โดยเฉพาะสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ฝ่ายผู้คัดค้านพากันเห็นว่า นโยบายจำนำข้าวนี้เป็นจุดตายของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เพราะเป็นนโยบายที่มีข้ออ่อนอย่างมาก แต่ก็เป็นที่น่าสังเกตว่า ได้มีการโจมตีข้อบกพร่องและข้อมูลทุจริตที่ขยายเกินจริง ไปจนถึงข้อมูลเท็จและข่าวลือต่าง ๆ ด้วย (เช่น ข่าวลือการเอาข้าวพม่าข้าวเขมรมาสวมสิทธิ์ เป็นต้น) กรณีนี้จึงนำมาสู่การที่ฝ่ายพันธมิตรและพรรคประชาธิปัตย์ นำเรื่องยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. และนำมาซึ่งการตัดสินเช่นนี้

    ปัญหาประการแรกที่ต้องพิจารณาในกรณีนี้ก็คือ การตัดสินของ ป.ป.ช.ครั้งนี้เป็นการตัดสินที่ก้าวข้ามจากการพิจารณาเรื่องการทุจริต มาสู่เรื่องนโยบาย ก่อให้เกิดปัญหาในเชิงหลักการว่า การใช้นโยบายเป็นเรื่องของอำนาจบริหาร ที่นำเสนอผ่านสภาผู้แทนราษฎรมาแล้วถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตย นโยบายจำนำข้าวถูกหรือผิดก็เป็นที่วิจารณ์หรือถกเถียงกันได้ในสังคม และท้ายที่สุด ประชาชนน่าจะเป็นผู้ตัดสิน แต่กลับกลายเป็นว่า ป.ป.ช.ได้ทำตัวเป็นผู้วิจารณ์นโยบาย และมาเป็นผู้ตัดสินความผิดถูกของนโยบาย นี่เป็นการกระทำนอกเหนือหน้าที่ในการตรวจสอบการทุจริต ถ้าหากบรรทัดฐานนี้เป็นที่ยอมรับ หมายถึงว่าตั้งแต่นี้ไป รัฐบาลชุดใดจะมีนโยบายอย่างไร จะต้องมาให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบลงมติเสียก่อน นี่จะเป็นการถูกต้องหรือไม่

    ปัญหาต่อมา ป.ป.ช.ได้ตั้งข้อกล่าวหาและตัดสินล่วงหน้าว่า นโยบายนี้นำมาซึ่งการทุจริตทุกขั้นตอน และตัดสินว่า นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เข้าไปส่งเสริมการทุจริตเช่นนั้น แต่ในเอกสารทั้งหมดของ ป.ป.ช. ไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนเลยว่า การทุจริตที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร มีคดีอะไร เจ้าหน้าที่หรือเอกชนรายใดที่กระทำทุจริต โดยการสวมสิทธิเกษตรกร โกงความชื้น โกงตราชั่ง นำข้าวมาเวียนเข้าโครงการ หรือ การลักลอบนำข้าวออกจากคลัง เป็นต้น การตัดสินลักษณะนี้เป็นการนำข้อกล่าวหาของพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นคำตัดสิน โดยไม่ต้องอาศัยพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นการผิดวิธีการพิจารณาความ ซึ่งจะต้องเริ่มจากหลักฐานเป็นสำคัญ

    แม้กระนั้น ข้อกล่าวหาว่าโครงการใดมีการทุจริตนั้น ไม่ใช่ข้ออ้างที่ว่าโครงการนั้นไม่ควรที่จะดำเนินการ เพราะถ้ายึดหลักการว่า โครงการใดมีทุจริต ก็ต้องยกเลิกให้หมด ก็เท่ากับว่า รัฐบาลต้องยกเลิกหมดเกือบทุกโครงการในประเทศไทย เพราะโครงการอีกมากมายก็อาจมีทุจริตได้ ไม่เว้นแม้แต่การจัดซื้อจัดจ้างและโครงการของกองทัพ ดังนั้น ถ้าพิสูจน์ได้ว่าโครงการมีการทุจรติ ทางออกจึงไม่ใช่การตัดสินเลิกโครงการ แต่เป็นการปรับปรุงการดำเนินการให้รัดกุม

    ส่วนในเรื่องที่ว่า โครงการนี้ก่อให้การขาดทุนของรัฐ ต้องเข้าใจว่า นโยบายอุดหนุนเกษตรทั่วไป เป็นโครงการที่รัฐยอมขาดทุนเพื่อยกระดับเกษตรกรทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง การแทรกแซงกลไกตลาดโดยใช้รายจ่ายภาครัฐเป็นเรื่องปกติธรรมดาในวิชาหลักเศรษฐศาสตร์มหภาค และที่สำคัญตัวเลขที่กล่าวอ้างการขาดทุน 5 แสนล้านบาทก็เป็นตัวเลข”ยกเมฆ”เกินจริง ซึ่งนำตัวเลขมาจากกลุ่มที่ต่อต้านนโยบายราคาข้าว

    ในกรณีนี้ ในวันที่ 18 มิถุนายน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ออกมาแถลงข่าวตอบโต้ ป.ป.ช.ถึง 7 ประเด็น โดยประเด็นหนึ่งที่เน้นย้ำก็คือ ความแตกต่างในบรรทัดฐานการทำงานของ ป.ป.ช. ระหว่างคดีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กับคดีในยุครัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งที่คดีทุจริตข้าวของรัฐบาลประชาธิปัตย์ถูกร้องเรียนตั้งแต่ พ.ศ.2552 แต่คดีไม่มีความคืบหน้า โดย ป.ป.ช.ใช้ข้ออ้างว่าติดน้ำท่วม และยังมีอีกหลายคดีที่คนของพรรคประชาธิปัตย์เข้าไปเกี่ยวข้อง เช่น การทุจริตจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิดจีที 200 การทุจริตการก่อสร้างโรงพยาบาลราชบุรี การทุจริตโครงการจัดซื้อครุภัณฑ์กระทรวงศึกษาธิการ การทุจริตโครงการชุมชนเข้มแข็ง การทุจริตการก่อสร้างโรงพัก 396 แห่งและแฟลตตำรวจ ฯลฯ ทุกเรื่องเงียบหายหมด

    แต่ในที่นี้ อยากจะขอสรุปว่า นโยบายจำนำข้าวจะถูกหรือผิดไม่ใช่เรื่องของ ป.ป.ช. การดำเนินการของคณะกรรมการ ป.ป.ช.เช่นนี้ จึงเป็นอีกครั้งนี้ที่ชี้ให้เห็นการบิดเบือนการใช้อำนาจ เพื่อทำลายศัตรูทางการเมือง และเป็นกระบวนการต่อเนื่องที่มุ่งทำลายการปกครองในแบบประชาธิปไตยของประเทศไทยนั่นเอง

     


    เผยแพร่ครั้งแรกใน: โลกวันนี้ วันสุข ฉบับที่ 474 วันที่ 26 กรกฎาคม 2557

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai