Are you the publisher? Claim or contact us about this channel


Embed this content in your HTML

Search

Report adult content:

click to rate:

Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


    ศาลปัตตานีนัดชี้สองสถาน คดีร้องค่าเสียหาย กรณี 4 ศพ ปุโละปุโย นำคดีสู่ศูนย์ไกล่เกลี่ย ก่อนการสืบพยาน 20 เม.ย. นี้ หากไม่สามารถเจรจาตกลงได้ให้ดำเนินการสืบพยานโจทก์ 24, 25, 31 พ.ค. นี้  และสืบพยานจำเลย 7,8 มิ.ย. นี้

    เมื่อวันที่ 11 ก.พ.ที่ผ่านมา มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมจังหวัดปัตตานี และมูลนิธิผสานวัฒนธรรม แจ้งว่าเมื่อวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา เวลา 9.00 น. ศาลจังหวัดปัตตานีได้กำหนดชี้สองสถาน ในคดีหมายเลขดำที่ 519/2558  ระหว่าง นายยา ดือราแม กับพวกรวม 5 คน โจทก์  กับ กองทัพบก จำเลยที่ 1 และ สำนักนายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 2  โดยโจทก์ทั้ง 5 คนคือคือชาวบ้านผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 29 ม.ค. พ.ศ. 2555 เวลาประมาณ 20.30 น. เจ้าหน้าที่ทหารพรานประจำฐานปฏิบัติการทหารพรานที่ 4302 ตำบลปุโละปุโย อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ได้ใช้อาวุธปืนสงครามยิงเข้าใส่รถยนต์ของชาวบ้านซึ่งมีผู้อยู่ในรถจำนวน 9 คน ขณะกำลังเดินทางออกจากหมู่บ้านกาหยี หมู่ที่ 1 ต.ปุโละปุโย อ.หนองจิก  จ.ปัตตานี ได้เพียง 500 เมตร เพื่อไปละหมาดศพ (การละหมาดขอพรให้ผู้เสียชีวิต) ที่บ้านทุ่งโพธิ์ หมู่ที่ 4 ต.ลิปะสะโง  อ.หนองจิก  จ.ปัตตานี จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย และบาดเจ็บ 5 ราย

    โดยศาลได้ตรวจคำฟ้องและคำให้การ แล้วกำหนดประเด็นข้อพิพาทดังนี้ 1. เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารในสังกัดของจำเลยทั้งสองจงใจหรือประมาทเลินเล่อ โดยมิได้ปฏิบัติและดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์แห่งพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 หรือไม่ และจำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดหรือไม่ อย่างไร และ 2. ค่าเสียหายของโจทก์ทั้งห้ามีเพียงใดประเด็นทั้งสองโจทก์ทั้งห้ากล่าวอ้าง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์ทั้งห้านำสืบก่อน แล้วให้จำเลยทั้งสองสืบแก้

    ทนายโจทก์ทั้งห้าแถลงสืบพยาน 15 ปาก กำหนดสืบ 3 นัด  และทนายจำเลยทั้งสองแถลงสืบพยาน 6 ปาก กำหนดสืบ 2 นัด 

    เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีอันเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร อ้างว่า กระทำไปในหน้าที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองภายใต้พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก ดังนั้น เพื่อให้เกิดความรู้สึกและเป็นธรรมแก่คู่ความทุกฝ่าย ตลอดจนความสะดวกรวดเร็วในการพิจารณาคดี โดยไม่จำต้องสืบพยาน ศาลเห็นสมควรให้นำคดีเข้าสู่ศูนย์ไกลเกลี่ยข้อพิพาทประจำศาลจังหวัดปัตตานี ในระหว่างที่คดีรอการพิจารณาสืบพยาน โดยให้ศูนย์ไกล่เกลี่ยมีหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้ และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เข้าร่วมการเจรจาเพื่อหาข้อยุติพิพาทคดี ในวันที่ 20 เม.ย. นี้ เวลา 9.00 น. และถ้าหากไม่สามารถเจรจาตกลงกันได้ให้ดำเนินการสืบพยานโจทก์ทั้งห้าในวันที่ 24, 25, 31 พ.ค. นี้ และสืบพยานจำเลยทั้งสองในวันที่ 7,8 มิ.ย. นี้  เวลา 9.00 น. 

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    แหล่งข่าวของมารา ปาตานี เปิดเผยกับสื่อของทางการมาเลเซียว่าได้หารือเพื่อกำหนดขอบเขตการเจรจาหรือ TOR กับผู้แทนรัฐบาลไทยก่อนเริ่มขั้นตอนเจรจาสันติภาพ "อย่างเป็นทางการ" ขณะที่ พล.ท.นักรบ บุญบัวทอง ระบุว่าการลงนาม TOR จะเกิดขึ้นเมื่อทั้ง 2 ฝ่ายเห็นชอบ และหลังจากนั้นจึงจะมีขั้นตอนพูดคุยอย่างเป็นทางการซึ่งคาดว่าจะเริ่มพฤษภาคมนี

    12 ก.พ. 2559 รายงานเมื่อวันที่ 9 ก.พ. ที่ผ่านมา แหล่งข่าวของมารา ปาตานี ซึ่งเป็นองค์กรร่มของขบวนการต่อสู้ปลดปล่อยปาตานีที่กำลังมีส่วนร่วมในการพูดคุยทบทวนและสร้างความไว้วางใจกับฝ่ายรัฐไทย เปิดเผยกับ สำนักข่าวเบอร์นามาของทางการมาเลเซียว่าการเจรจา "มีความคืบหน้าในกระบวนการ" และระบุว่า "จะมีการพบกันอย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้”

    เขาระบุว่าทีมเทคนิคของทั้ง 2 ฝ่าย เพิ่งพบกันเมื่อปลายเดือนก่อนเพื่อหารือกันเรื่องการจัดทำร่างขอบเขตการเจรจา หรือ TOR ก่อนที่จะเริ่มกระบวนการเจรจาสันติภาพอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้แหล่งข่าวของสำนักข่าวเบอร์นามา ไม่เปิดเผยสถานที่การเจรจา แต่น่าเชื่อว่าจะมีการพูดคุยกันที่กัวลาลัมเปอร์ เนื่องจากรัฐบาลมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้กับการเจรจาอย่างไม่เป็นทางการ

    แหล่งข่าวระบุอีกว่าการพูดคุยกันครั้งล่าสุดระหว่างทีมเทคนิคของมารา ปาตานี และรัฐบาลไทย เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการทำ TOR และบรรลุผลสำเร็จในระดับที่มีพัฒนาการ โดยเขาเชื่อว่า TOR เขียนเสร็จแล้วประมาณร้อยละ 80 ถึง 90 ยกเว้นการลงนามสนับสนุนของคณะกรรมการเตรียมการเจรจาจากทั้งสองฝ่าย

    ขณะที่ ตัวแทนของคณะพูดคุยฝ่ายไทยในการพูดคุยไม่เป็นทางการคือ พล.ท.นักรบ บุญบัวทอง กล่าวว่าทั้งยังคงเจรจาต่อรองในสองประเด็นหลักที่เกี่ยวข้อกับ TOR แต่ปฏิเสธที่จะอธิบายเพิ่มเติม

    "เราจะลงนามใน TOR หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบใน 2 ประเด็นหลัก หลังจากนั้นการพูดคุยระหว่าง 2 ฝ่าย จึงจะทำอย่างเป็นทางการ" โดย พล.ท.นักรบ ระบุว่าคาดว่าจะมีการพบกับ มารา ปารานี ในเดือนพฤษภาคมนี้

    พล.ท.นักรบ กล่าวว่าประเด็นหลักๆ ที่ฝ่ายไทยยังไม่เห็นชอบนั้น ยังคงอยู่ในการพิจารณาของคณะกคณะกรรมการเตรียมการเจรจา และเมื่อฝ่ายไทยเห็นชอบก็จะนำเสนอต่อฝ่ายมาเลเซีย ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ความสะดวก

    เบอร์นามาระบุว่า สื่อไทยอ้างว่าคณะพูดคุยฝ่ายไทยและมารา ปาตานี เตรียมหารือกันเพื่อลงนามใน TOR เพื่อทำให้การพูดคุยเจรจาเป็นทางการมากขึ้น

    เกี่ยวกับเนื้อหาของ TOR แหล่งข่าวคนเดิมปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดเนื่องจากยังไม่มีข้อสรุปแต่ได้ยอมรับของเสนอเบื้องต้นสามข้อที่เสนอโดยมารา ปาตานีว่ามีการเขียนและได้ถกเถียงกันบ้างแล้ว อย่างไรก็ตาม เขาไม่เปิดเผยรายละเอียดข้อเสนอ3 ข้อเบื้องตนของฝ่ายมารา ปาตานี

    ที่มา: Southern Thailand Peace Process Shows Progress, Getting Closer To Official Negotiations, Bernama, 9 Feb 2016 http://www.bernama.com/bernama/v8/bu/newsbusiness.php?id=1214204

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    'ชัชฎาภรณ์' หญิงชาวบ้านผู้ถูกตำรวจนอกเครื่องแบบจับกุมและทำร้ายร่างกาย ร้องเรียนต่อ กสม. ให้ตรวจสอบกรณีเจ้าหน้าที่รัฐคุกคามชาวบ้านในที่ดินพิพาทซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติเตรียมนำไปทำศูนย์ฝึกตำรวจฯ ทนายเผยไม่ใช่รายแรกที่ถูกคุกคาม ระบุชาวบ้านถูกบุกรุก-รื้อบ้าน-โค่นล้มไม้ผล-ถมสระน้ำ มีชาวบ้านเครียดเสียชีวิตแล้ว 1 ราย

    11 ก.พ.59 เวลา 13.00 น. นางชัชฎาภรณ์ ซีแล  เข้ายื่นเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ผ่านคณะอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมือง ให้ตรวจสอบเหตุการณ์เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 ที่บ้านหนองไผ่ล้อม ต.หนองสาหร่าย อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา และดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

    เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่บ้านหนองไผ่ล้อม ซึ่งพิพาทการใช้ที่ดินกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่เตรียมใช้ที่ดินดำเนินโครงการก่อสร้างศูนย์ฝึกยุทธวิธีตำรวจกลาง ในหนังสือร้องเรียนระบุว่า วันเกิดเหตุเมื่อ 4 ก.พ. เจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบประมาณ 10 นาย เข้ารื้อรั้วบ้านของผู้ร้องเรียน จับกุมผู้ร้องใส่กุญแจมือ ทำร้ายร่างกาย พูดจาดูหมิ่น เหยียดหยาม ใช้กำลังบังคับนำตัวไปควบคุมนอกสถานีตำรวจและแจ้งความดำเนินคดีในข้อหา ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน และต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติงานตามหน้าที่ อันเป็นความเท็จ (อ่านรายละเอียด ที่นี่) ซึ่งผู้ร้องเห็นว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดต่อสิทธิ เสรีภาพ ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายโดยชัชฎาภรณ์ได้ยื่นบันทึกการตรวจผู้ป่วย จากโรงพยาบาลปากช่องนานา ซึ่งระบุว่า ถูกทำร้ายร่างกาย มีรอยช้ำที่ตา ข้อมือซ้าย และตามลำตัว เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบด้วย

    ภาส อินทรประพงษ์ ทนายความในคดีที่ชัชฎาภรณ์ตกเป็นผู้ต้องหา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่ คณะอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองว่า กรณีนี้เป็นกรณีที่ผู้ถูกกระทำไม่ยอม จึงได้แจ้งความดำเนินคดีกับ ร.ต.ท.กันตพจน์ รอดโฉม ตำรวจที่เข้าจับกุม รวมทั้งมายื่นเรื่องร้องเรียนกับ กสม. ในวันนี้ แต่ความจริงชาวบ้านในพื้นที่ถูกกระทำในลักษณะนี้มาแล้ว 3-4 ครอบครัว โดยถูกรื้อรั้วบ้าน รื้อบ้าน โค่นต้นมะม่วงนับร้อยต้น ถมบ่อปลา ทำให้ชาวบ้านถึงกับเสียชีวิตด้วยความเครียด 1 ราย คือ นายสมาน แคบจันทึก ซึ่งพยายามออกไปปกป้องทรัพย์สิน แต่ถูกตำรวจ 10 กว่านาย ขัดขวาง และขู่ว่าจะจับกุม ทำให้นายสมานล้มป่วยในคืนนั้น และเสียชีวิตเช้าวันรุ่งขึ้น

    ทั้งนี้ อังคณา นีละไพจิตร ประธานคณะอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมือง ได้รับเรื่องไว้ โดยกล่าวว่า จะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

    หนังสือที่ชัชฎาภรณ์ ยื่นต่อ กสม. ระบุด้วยว่า กรณีดังกล่าว คณะอนุกรรมการด้านที่ดินและป่าไม้ ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชุดก่อน ได้ลงพื้นที่ และจัดให้มีการไต่สวนสาธารณะชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนจากการเข้าใช้พื้นที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในโครงการก่อสร้างศูนย์ฝึกยุทธวิธีตำรวจกลาง โดยอ้างถึงรายงานการประชุมคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านที่ดินและป่า ครั้งที่ 24/2556 ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ  มีความเห็นว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจมีลักษณะละเมิด ขับไล่ชาวบ้าน พร้อมทั้งให้ความเห็นว่า จะต้องจัดทำรับฟังความคิดเห็นประชาชนก่อนที่จะเริ่มดำเนินโครงการต่อไป และหยุดการกระทำที่มีลักษณะละเมิดสิทธิชาวบ้าน แต่ปรากฏว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ได้มีการดำเนินการตามที่คณะอนุกรรมการฯ มีความเห็นแต่อย่างใด จนเป็นเหตุให้ชาวบ้านต้องถูกทำร้ายร่างกาย และจับกุมดำเนินคดีโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    12 ก.พ. 2559 จากกรณีเมื่อวันที่ 10 ก.พ. ที่ผ่านมา มูลนิธิผสานวัฒนธรรม พร้อมด้วยเครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี และกลุ่มด้วยใจ ได้ร่วมกันเปิดรายงานสถานการณ์การทรมานและจัดโครงการการสร้างการตระหนักรู้การป้องกันการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมในจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่รายงานดังกล่าวมีจำนวนรวม 120 หน้า ที่รวบรวมบทสัมภาษณ์ของผู้เสียหายจากการทรมานทั้งสิ้นจำนวน 54 รายและบทวิเคราะห์เรื่องการป้องกันการทรมาน  

    โดยรายงานดังกล่าวระบุว่า ในปี 2557-2558 คณะทำงานฯได้จัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรี ที่เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่หรือโดยการรู้เห็นเป็นใจของเจ้าหน้าที่ได้ทั้งสิ้น 54 กรณี เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2558 จำนวน 15 กรณี ปี 2557 จำนวน 17 กรณี อีก 22 กรณีเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระหว่างปี 2547-2556  ผู้เสียหายทั้งหมดเป็นคนมุสลิมสัญชาติไทยเชื้อสายมลายู (อ่านรายละเอียด)
     
    ล่าสุดวันนี้ (12 ก.พ.59) เวลา 11.00 น. ที่ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 สน.ได้ชี้แจงรายงานดังกล่าว ว่า กอ.รมน.ภาค 4 สน.ให้ความสำคัญและตระหนักสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่มาตลอด ทั้งนี้ได้กำหนดมาตรการและข้อเน้นย้ำในการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง โปร่งใส และตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอนของการบังคับใช้กฎหมาย ภายใต้การรับรู้และมีส่วนร่วมของผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนา และบุคคลในครอบครัวตามแนวทางสันติวิธี ตั้งแต่ขั้นตอนของการจับกุม โดยใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก ขั้นตอนการคุมตัวและซักถาม ที่เปิดโอกาสให้บุคคลในครอบครัวเข้าเยี่ยมได้ทุกวันตามห้วงเวลาที่กำหนด โดยไม่เคยกีดกันหรือขัดขวางตามที่ถูกกล่าวอ้าง พร้อมกับจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกให้ญาติ เช่น ที่พัก หากมีความต้องการ มีกิจกรรมนันทนาการ และการประกอบศาสนกิจตามหลักศาสนา
     

    เปิดให้ตรวจสอบตลอด อย่ารายงานข้อมูลเก่า

    พ.อ.ปราโมทย์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ยังคงเปิดโอกาสให้เครือข่ายองค์กรต่างๆทั้งองค์กรระหว่างประเทศ กาชาดสากล คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ องค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนสื่อมวลชนรวมทั้งมูลนิธิผสานวัฒนธรรม กลุ่มด้วยใจ และเครือข่ายองค์กร สามารถเข้าเยี่ยมชมสถานที่ควบคุมตัวและซักถามในหน่วยทหารได้ตลอดเวลาโดยไม่เคยปิดกั้นแต่อย่างใด ซึ่งทุกองค์กรต่างให้การยอมรับในความพยายามปรับปรุงสถานที่และวิธีการดำเนินการตามคำแนะนำ ทำให้ประเด็นการร้องเรียนจากการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ดีขึ้นโดยลำดับ

    พ.อ.ปราโมทย์ กล่าวอีกว่า จากรายงานสถานการณ์การซ้อมทรมานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของมูลนิธิผสานวัฒนธรรมและกลุ่มด้วยใจ โดยนางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ และ น.ส.อัญชนา หีมมิหน๊ะ ได้ดำเนินการอย่างเป็นทางการมาแล้วอย่างน้อย 2 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 เมื่อ 28 พฤษภาคม 2555 และครั้งที่ 2 เมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2559 โดยมีกลุ่มเป้าหมายและการรายงานรูปแบบการทรมานที่เหมือนๆ กัน อย่างไรก็ตามเมื่อศึกษาเนื้อหาอย่างละเอียดพบว่าส่วนใหญ่เป็นการนำข้อมูลเก่าตั้งแต่ปี 2547 มารายงานซ้ำ เป็นลักษณะการกล่าวอ้างจากคำบอกเล่าโดยขาดหลักฐานเชิงประจักษ์ และไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งๆ ที่เมื่อเกิดประเด็นปัญหาขึ้นมา รัฐจะเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยคณะกรรมการอิสระและโดยเครือข่ายองค์กรต่างๆ ในพื้นที่ดังที่ปรากฏให้เห็นมาโดยตลอด

    พ.อ.ปราโมทย์ กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้รูปแบบการซ้อมทรมานที่ระบุในรายงานทั้ง 2 ครั้ง นอกจากไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว ยังมีข้อสังเกตในหลายประเด็นที่เป็นไปไม่ได้ เช่น การข่มขืน การผ่าตัดนำอวัยวะภายในออก บังคับให้ทานสารเคมี การเผาไหม้ และล่าสุดคือให้ทหารพรานหญิงใช้นมปิดใบหน้าให้ขาดอากาศหายใจ หรือการทำร้ายร่างกาย เช่น ใช้ลำกล้องปืนกระแทกจนฟันกรามหัก ศีรษะแตก เป็นต้น ซึ่งหากเป็นเรื่องจริงย่อมมีร่องรอย หรือหลักฐานให้ปรากฏต่อแพทย์ผู้ตรวจร่างกายทั้งก่อนและภายหลังการควบคุมตัว รวมทั้งปรากฏต่อญาติและครอบครัวที่เข้าเยี่ยมได้ทุกวัน ซึ่งเครือข่ายองค์กรเหล่านี้ต่างก็ทราบดี

     

    ชี้จงใจทำลายความหน้าเชื่อถือรัฐ

    “ดังนั้นหากพิจารณาจากพฤติกรรมของกลุ่มบุคคลและองค์กรดังกล่าวตลอดเวลาที่ผ่านมา อาจถือได้ว่าเป็นการจงใจพยายามทำลายความน่าเชื่อถือในระบบอำนาจรัฐ และทำลายภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีสากล” พ.อ.ปราโมทย์ กล่าว

    พ.อ.ปราโมทย์ กล่าวว่า ทั้งนี้แม่ทัพภาคที่ 4 ได้สั่งการให้หน่วยที่เกี่ยวข้องเร่งรัดตรวจสอบข้อเท็จจริงของทุกเหตุการณ์ที่ถูกกล่าวอ้างอย่างเร่งด่วน หากเป็นความจริงก็จะมีการลงโทษทั้งวินัยและอาญาทหารอย่างเด็ดขาด แต่หากไม่เป็นความจริงหรือมีเจตนาบิดเบือนข้อเท็จจริง บุคคลและองค์กรเหล่านี้ก็จะต้องยอมรับความจริงจากสิ่งที่ได้กระทำด้วยเช่นเดียวกัน

    พ.อ.ปราโมทย์ กล่าวว่า พร้อมกันนี้ต้องขอความร่วมมือสื่อมวลชนบางสำนักให้เสนอข่าวด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคง และทำลายภาพลักษณ์ของประเทศ โดยขอให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน และนำเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างสมดุล เพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของผู้ไม่หวังดีอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ดังที่ปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน

     

    อัลจาซีรารายงาน

    สำหรับสื่อต่างประเทศที่นำเสนอข่าวรายงานการสถานการณ์ซ้อมทรมานดังกล่าว เช่น สำนักข่าวอัลจาซีรา (aljazeera.net) ที่รายงานถึงการเปิดเผยขององค์กรสิทธิ์มนุษยชนว่า เจ้าหน้าที/ทหารไทยได้ทำการซ้อมทรมาน ผู้ต้องหามุสลิม ในพื้นทีภาคใต้โดยใช้ความรุนแรง

    โดยองค์กรได้รวบรวมพยาน 54 คน ซึ่งเคยตกเป็นผู้ต้องหาในคดีความมั่งคง พยานได้เปิดเผยว่า พวกเขาถูกทรมานด้วยการตี บีบคอ และคุกคาม บางคนจนแกความตาย พวกเขาถูกทรมานทั้งร่างกายและจิตใจในระหว่างปีทีปผ่านมา โดยเฉพาะในค่ายทหาร

    ทั้งนี้ระหว่าง 12 ปี ทีผ่านมาเหตุการณที่เกิดขึ้นในพื้นทีแห่งนี้ ทำให้ประชาชนเสียชีวิตไป 6,500 คน และในพื้นทีนี้รัฐยังใช้กฎหมายพิเศษในการบริหารทำให้ทหารสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ แต่รัฐบาลก็ปฏิเสธกับเรื่องดังกล่าวและได้กล่าวว่าข่าวนี้ไม่เป็นความจริง

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    บก.ปอท. ฉีกหน้ากากรักออนไลน์  เผยกลลวงสุดเจ็บโจรใช้สนองคนโหยหารัก โดนถ้วนหน้าเด็กยันวัย 70 ปีเดียวดำเนินคดีทะลุ 150 ล้านบาท คุณสมบัติ  "โสด เหงา ตังค์เหลือ" ตกเป็นเหยื่อตลอดกาล

     

     

    ภาพบรรยากาศ โครงการประชาสัมพันธ์และสร้างความร่วมมือระหว่างประชาชนและข้าราชการตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในการแก้ปัญหาคดีรักหลอกออนไลน์ หรือ โรแมนสแกม ในวันนี้

    Posted by กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี - บก.ปอท. on 12 กุมภาพันธ์ 2016

     

    12 ก.พ. 2559 รายงานข่าวจาก กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ( บก.ปอท.) แจ้งว่า พ.ต.อ.ภาณุวัฒน์ ร่วมรักษ์ รองผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทาง เทคโนโลยี เปิดเผยถึง ความน่ากลัวของคดีโรแมนซ์สแกมว่าสังคมยุคใหม่ชักอยู่ยาก ทั้งโจรไทยโจรฝรั่งมุ่งหาประโยชน์จากความอ่อนไหวของคน เพียงแค่ Smartphone ราคาเพียง 2 พันนิดๆ พร้อมอาวุธเป็นคำหวาน และรูปโปรไฟล์ที่ดูดีน่าคบหา ก็สามารถหักอกและทำให้เหยื่อหมดตัวได้ในพริบตา วิธีการเลือกเหยื่อของโจร  คุณสมบัติสุดคลาสสิคที่โจรหมายตามักจะเป็น   คนโสดที่มีอายุค่อนข้างเยอะ การศึกษาดี และแน่นอนต้องมีสตางค์  

    ซึ่งสาเหตุที่โจรมักเลือกเหยื่อเป็นคนอายุเยอะและการศึกษาดีนั้นก็เนื่องด้วยตรรกะง่ายๆที่คนอายุเยอะ การศึกษาดี มีหน้าที่การงานดี มักมีรายได้ดีและมีเงินเก็บอยู่เป็นกอบเป็นกำ ยิ่งไปกว่านั้นการจะหาข้อมูลเกี่ยวกับเหยื่อว่ามีการใช้ชีวิตและฐานะอย่างไรในปัจจุบันนั้นเป็นเรื่องง่ายมาก เพราะเพียงเฝ้าดูความเคลื่อนไหวจากเฟสบุ๊คของเหยื่อก็สามารถรู้ทุกข้อมูลได้เป็นอย่างดีแล้ว เนื่องจากต้องยอมรับว่าธรรมชาติของคนใช้เฟสบุ๊ค  ส่วนใหญ่นั้นมักชอบโพสต์ไลฟ์สไตล์อันหรูหราโชว์เพื่อน ซึ่งความร่ำรวยที่นำมาโพสต์โชว์เหล่านั้นท้ายสุด  ได้กลับเป็นการทำให้ตัวเองตกเป็นเหยื่อของโจรที่กำลังมอนิเตอร์เลือกเหยื่อของเขาอยู่นั่นเอง

    โดยในวันวาเลนไทน์นี้ ตำรวจไซเบอร์ได้ชวนทุกคนที่พบรักออนไลน์ให้มาเช็คข้อมูลเบื้องต้นง่ายๆว่าคนที่เราคุยอยู่ด้วยนั้นเป็นรักแท้ที่กำลังตามหา หรือมีแววเป็นโจรที่มาพร้อมคำหวานกันแน่ เช็คด่วน!!  5 อาการส่งสัญญาณว่าเราถูกหลอก!! 

    1.หนุ่มคนนั้นตกหลุมรักเราเร็วเท่าสัญญาณ 4G ที่ใช้คุยกัน ไม่ถึงอาทิตย์เรียก “ที่รัก” สักพักก็ขอแต่งงาน  โดยสาเหตุที่โจรมักเรียกเหยื่อว่าที่รัก (หรือ Darling ในกรณีที่โจรเป็นชาวต่างชาติ) นั้นไม่ใช่เพราะเขารักคุณสุดหัวใจแต่อย่างใด แต่เพราะโจรมักคุยกับเหยื่อที่ละหลายสิบคน จึงเรียกทุกคนว่า ที่รัก ให้เหมือนกันหมด เพื่อเป็นการป้องกันการเรียกชื่อผิด !!

    2.ไม่เปิดกล้อง ไม่ยอมให้เห็นหน้า บ่ายเบี่ยงเมื่อขอเจอตัว  เป็นธรรมดาที่โจรมักไม่ใช้รูปของตัวเอง แต่เอารูปของคนหน้าตาดีคนอื่นมาหลอกให้เหยื่อตกหลุมรัก และในกรณีที่คู่รักออนไลน์ของคุณเป็นชาวต่างชาติและใช้รูปโปรไฟล์เป็นฝรั่งผิวขาวนั้น ในความจริงพบว่าแทบทั้งหมดเป็นคนผิวดำไนจีเรียซึ่งใช้รูปฝรั่งผิวขาวหน้าตาดีมาหลอกเหยื่อ

    3.รักกันไม่นาน ก็มีเหตุการณ์ที่พาให้เราต้องเสียตังค์ ร้อยแปดเหตุผลที่ทำให้เราต้องโอนเงินให้ ไม่ว่าจะบอกว่าไม่สบายต้องใช้เงินรักษา ชวนทำธุรกิจ   บอกปัญหาชีวิตต่างๆนานาให้เราสงสาร หรือต้องโอนเงินเพื่อจ่ายค่าธรรมเนียมในการรับของขวัญแสนแพงที่เขาส่งมาให้ โดยโจรจะใช้คนกลางอีกคนโทรหาเหยื่อแล้วแสร้งทำทีว่าเป็นคนจากบริษัทขนส่งหรือ

    ศุลกากรเพื่อเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมการขนส่งของของนั้น(ซึ่งเทียบแล้วถือเป็นจำนวนเงินน้อยมากเมื่อเทียบกับมูลค่าของขวัญแสนแพงที่เขาส่งมาให้) ก่อนที่เราจะสามารถรับของกลับไปได้

    4.ในกรณีเป็นฝรั่งมักบอกว่าเป็นชาวอังกฤษ หรืออเมริกัน แต่ดันเขียนภาษาอังกฤษผิดแกรมม่าตลอด นั่นเพราะว่าความจริงแล้วร้อยละ 99 เขาคือคนผิวดำไนจีเรียปลอมตัวมาในคราบหนุ่มฝรั่งรูปงาม หน้าที่การงานดีนั่นเอง

    5.คุยกันไม่นาน ชอบชวนเปิดกล้อง ทำกิจกรรม sex online เคสนี้เหยื่อส่วนมากมักจะเป็นคุณผู้ชายที่นึกสนุกอยากทำกิจกรรม sex online ตามคำชวนของสาวแปลกหน้าที่อยู่ดีๆก็ทักเข้ามาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย โดยหารู้ไม่ว่าในขณะที่คุณกำลังสนุกกับกิจกรรมดังกล่าวกับเธอผ่านกล้องอยู่นั้น สาวคนนั้นได้อัดวีดีโอในขณะที่คุณกำลังสำเร็จความใคร่พร้อมบทสนทนาที่คุณพูดไว้ทุกคำ แล้วนำวีดีโอนั้นมาแบล็กเมล์เรียกเงินจากคุณอย่างไม่รู้จบเลยทีเดียว

    นอกจากนั้น ตำรวจไซเบอร์ยังได้เปิดเผยข้อเท็จจริงที่ทุกคนต้องแปลกใจในการหลอกรักออนไลน์ที่คุณอาจคิดไม่ถึงอีกด้วย 5 เรื่องจริงที่จะทำให้คุณตะลึง 

    1. มีเหยื่อมากมายที่ญาติต้องบังคับให้มาแจ้งความหลังจากได้โอนเงินให้คนรักออนไลน์ไปมหาศาลแล้ว โดยแม้ในวันที่มาแจ้งความเหยื่อยังคงปักใจเชื่อว่านั่นคือรักแท้และไม่เชื่อว่าตัวเองถูกหลอกสักนิดเดียว

    2. คนถูกหลอกมักเป็นคนมีการศึกษาดี หน้าที่การงานดี ไม่ใช่คนเรียนน้อยอย่างที่หลายคนคิดกัน

    3. เหยื่อที่หลงเชื่อส่วนมากมักเป็นคนวัยกลางคนถึงสูงอายุ  ที่มีอายุอยู่ในช่วงตั้งแต่ 45 - 60 ปี และเงินนั้นมักเป็นเงินเก็บจากการทำงานทั้งชีวิตของเหยื่อ

    4. รายที่สูญเสียมากที่สุดได้โอนเงินให้คนรักออนไลน์ที่ไม่เคยพบหน้ากันแม้แต่ครั้งเดียวเป็นจำนวนถึง 26 ครั้ง เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 33 ล้านบาท โดยใช้เวลาถึงเกือบ 2 ปี ก่อนที่เหยื่อจะทราบว่าตัวเองถูกหลอก              

    5. ไม่น่าเชื่อว่าโจรสามารถใช้จิตวิทยาในการทำให้เหยื่อรายหนึ่งหลงเชื่อและโอนสตางค์ให้มิจฉาชีพได้ถึง 83 ครั้ง!! รวมเป็นจำนวนเงิน 13 ล้านบาท

    พ.ต.อ.ภาณุวัฒน์ กล่าวปิดท้ายว่า ตัวเลขความเสียหายที่เห็นนี้ ถือเป็นเพียงสถิติจากผู้ที่เข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ที่กองบังคับการปรามปราบการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเท่านั้น มิได้นับรวมถึงเหยื่ออีกมากมายที่เข้าแจ้งความต่อเจ้าพนักงานในท้องที่ และเหยื่อที่เกิดความอับอายจนไม่กล้าเข้าแจ้งความ ดังนั้นในโลกปัจจุบันที่มีอาชญากรคอมพิวเตอร์ผุดขึ้นมามากมายเช่นในปัจจุบันนี้ ตำรวจไซเบอร์จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประชาชนจะมีสติพิจารณาให้ถี่ถ้วนในทุกครั้งที่ทำความรู้จักกับคนแปลกหน้าผ่านทางสังคมออนไลน์ เพราะในทุกวันนี้ วลีที่ว่า "รักแท้ไม่แพ้อะไร" อาจจะไม่ใช่คำที่ดีที่สุดอีกต่อไป และอาจต้องเปลี่ยนเป็นวลีที่ว่า "รักแท้เสี่ยงแพ้ทางโจร" เพื่อให้เข้ายุคสมัยมากขึ้น

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    เมื่อวันที่ 11 ก.พ.ที่ผ่านมา ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานว่า ทนายความได้ยื่นคำร้องคัดค้านการฝากขังฐนกร ศิริไพบูลย์ ผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดในฐานความผิดตามมาตรา 112 มาตรา 116 ประมวลกฎหมายอาญาและมาตรา 14 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 จากการกดไลค์ภาพที่มีเนื้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ การโพสต์แผนผังราชภักดิ์และโพสต์ข้อความประชดเสียดสีสุนัขทรงเลี้ยง

    พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องขอฝากขังฐนกรต่อ โดยให้เหตุผลว่า การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ยังต้องสอบพยานอีกสองปาก ต้องติดตามเร่งรัดผลการตรวจสอบข้อมูลคอมพิวเตอร์ และอยู่ระหว่างนำสำนวนคดีเสนอไปยังคณะทำงานพิจารณาคดีเกี่ยวกับคดีหมิ่นสถาบัน และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้มีความเห็นทางคดี

    ทั้งนี้คำร้องคัดค้านการฝากขังระบุเหตุในการคัดค้านว่า การตั้งข้อกล่าวหาในคดีดังกล่าวเป็นการตั้งข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงเกินกว่าความเป็นจริง ทำให้การแสวงหาพยานหลักฐานเป็นไปโดยล่าช้าเกินกว่าจำเป็น ซึ่งต้องควบคุมตัวผู้ต้องหาระหว่างการฝากขังอันเป็นการละเมิดสิทิและเสรีภาพของผู้ต้องหาระหว่างการสอบสวน โดยการตั้งข้อกล่าวหามาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญายังเป็นการตั้งข้อกล่าวหาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจาก “สุนัขทรงเลี้ยง” นั้นไม่ได้อยู่ในความมุ่งหมายในการคุ้มครองตามมาตรา 112 อย่างแน่แท้ พนักงานสอบสวนย่อมทราบองค์ประกอบความผิดของกฎหมายดี ทำให้การตั้งข้อหามาตรา 112  เป็นอุปสรรคในการขอปล่อยตัวชั่วคราว อีกทั้งข้อกล่าวหาในการโพสต์แผนผังการทุจริตของอุทยานราชภักดิ์นั้นก็เป็นเพียงการหมิ่นประมาทบุคคล ดังเช่นกรณีคดีของนางรินดา ปฤชาบุตร ซึ่งศาลทหารเคยมีความเห็นว่าเป็นความผิดตามมาตรา 326 หรือไม่เท่านั้น ไม่ใช่ข้อกล่าวหาตามมาตรา 116 อันเป็นการกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริตจึงขอให้ศาลไม่อนุญาตให้ฝากขังนายฐนกร ในครั้งนี้

    ศาลสั่งยกคำร้องคัดค้านฝากขังของทนายผู้ต้องหา และมีคำสั่งว่าคำร้องของผู้ร้องฝากขังมีเหตุรับฟังได้ จึงอนุญาตให้ฝากขัง นับเป็นผัดที่หก

    สำหรับ นายฐนกร นั้น ถูกควบคุมตัวในวันที่ 8 ธ.ค.58 จากบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งย่านสมุทรปราการ โดยระหว่างวันที่ 9-14 ธ.ค.58 ญาติและทนายความไม่ทราบว่านายฐนกรถูกควบคุมตัวอยู่ที่ใด จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวนายฐนกรมาฝากขังต่อศาลทหารในวันที่ 14 ธ.ค.58 ได้นำตัวไปควบคุมตัวไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ และเคยได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวสองครั้งโดยมีหลักประกันเป็นเงินสด 300,000 บาทและ 900,000 บาท แต่ศาลไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวเนื่องจากเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี ไปก่ออุปสรรคหรือความเสียหายในการสอบสวน หรือไปก่ออันตรายประการอื่น

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ และ รมช.กลาโหม ส่งมอบจรวดหลายลำกล้องแบบนำวิถี DTI-1G ซึ่งพัฒนาจากจรวดจีน WS-1B ให้กองพลทหารปืนใหญ่ จ.ลพบุรี สำหรับใช้งาน

    ที่มาของภาพ: กรมประชาสัมพันธ์

    ที่มาของภาพ: สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ

    12 ก.พ. 2559 สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์รายงานว่า ที่กองพลทหารปืนใหญ่ ค่ายพหลโยธิน อ.เมือง จ.ลพบุรี พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธีรับมอบ และได้มอบนโยบายให้พัฒนาระบบจรวดหลายลำกล้องแบบนำวิถีส่งมอบให้กองทัพบกใช้งาน โดย พล.อ.อ.พงศธร บัวทรัพย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ หรือ สทป. ส่งมอบให้แก่หน่วยผู้ใช้คือ กองพลทหารปืนใหญ่ โดยมี พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. และ พล.ต.ธนิสร วงษ์กล้าหาญ ผบ.กองพลทหารปืนใหญ่ จ.ลพบุรี รับมอบ เพื่อบรรจุในกองพลทหารปืนใหญ่ จังหวัดลพบุรี

    ในรายงานของกรมประชาสัมพันธ์ ระบุถึงสาเหตุการจัดหาอาวุธจรวดนำวิถีว่า "กองทัพไทยเราจำเป็นต้องเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านยุทโธปกรณ์ของกองทัพ เสริมอำนาจการยิงของกองทัพให้เพียงพอแก่การป้องกันตนเอง ซึ่งการพัฒนาจรวดและอาวุธนำวิถีที่พัฒนาโดยหน่วยงานวิจัยของไทยเข้าประจำการ จะทำให้กองทัพไทยสามารถพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยีได้อย่างมั่นคง

    ในรายงานของ มติชนออนไลน์พล.อ.อ. พงศธร บัวทรัพย์ ประธานกรรมการบริหาร (สทป.) กล่าวว่า จรวดและอาวุธนำวิถี นับเป็นยุทโธปกรณ์ที่มีบทบาทสำคัญในการสงครามและการป้องกันประเทศเชิงรุก เนื่องจากมีระยะยิงไกล มีอำนาจการทำลายล้าง และมีความแม่นยำสูง กองทัพไทยจึงให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างกำลังกองทัพด้วยการพัฒนายุทโธปกรณ์จรวด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันประเทศ รักษาผลประโยชน์และดุลยภาพความมั่นคงของชาติ และเป็นหลักประกันว่ากองทัพไทยมีความพร้อมและศักยภาพการรบที่สูงกว่า รวมทั้งเป็นอำนาจต่อรองในการเจรจากรณีเกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศด้านการเมืองและเศรษฐกิจ

    สำหรับสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ หรือ สทป. ก่อตั้งขึ้นเพื่อภารกิจในการวิจัยพัฒนาต้นแบบยุทโธปกรณ์ โดยโครงการแรกคือ การวิจัยระบบจรวดแบบไม่นำวิถี DTI-1 เพื่อพัฒนาขีดความสามารถด้านการวิจัยและใช้ทรัพยากรภายในประเทศเป็นสำคัญ สทป.ได้พัฒนาต้นแบบจรวดหลายลำกล้องแบบไม่นำวิถี DTI-1 ระยะยิงไกล 180 กิโลเมตรได้สำเร็จเมื่อปี พ.ศ. 2554 โดยเป็นจรวดติดตั้งกับยานยนต์ เคลื่อนย้ายเพื่อเปลี่ยนที่ตั้งยิงได้ เป็นการพัฒนามาจากจรวยเว่ยซื่อ (Weishi) WS-1B ของบริษัท SCAIC ของจีน (อ่านข่าวก่อนหน้านี้)

    จากนั้น สทป. จึงได้พัฒนาต่อยอดเป็นจรวดหลายลำกล้องแบบนำวิถี DTI-1G โดยทำพิธีส่งมอบต้นแบบจรวดหลายลำกล้องแบบนำวิถี DTI-1G ในวันนี้

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    สนช. เอาด้วยเพิ่มอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ฝ่าวิกฤตประเทศ ชี้ ส.ว. ควรมีอำนาจถอดถอน ไม่เห็นที่มาจากเลือกกันเอง ไม่เห็นด้วยให้พรรคการเมืองเสนอ 3 รายชื่อชิงเก้าอี้นายก เหตุจำกัดสิทธิ์การให้ความเห็นชอบของสภาผู้แทนฯ

    12 ก.พ. 59 เว็บข่าวรัฐสภา รายงานว่า ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติ 160  เสียง ไม่เห็นด้วยไม่มี งดออกเสียง 2  เสียง เห็นชอบรายงานการรวบรวมความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ของ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญพิจารณาศึกษา เสนอแนะ และรวบรวมความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สนช. ที่พิจารณาเสร็จแล้ว เพื่อส่งความเห็นไปยัง คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) วันที่ 15 ก.พ. 2559 โดยแบ่งออกเป็นส่วนที่ 1 การประมวลความเห็นและข้อเสนอแนะจาก กมธ.สามัญพิจารณาศึกษา เสนอแนะ และรวบรวมความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สนช.  ส่วนที่ 2 การประมวลความเห็นจาก กมธ.สามัญประจำ สนช.,กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาการแก้ไขปัญหาระบบอุปถัมภ์ในระบบราชการไทยให้ เป็นรูปธรรม, สนช, สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และ บุคคลอื่นๆ

    กล้านรงค์ จันทิก รองประธานกรรมาธิการฯ คนที่ 1 กล่าวถึงการประมวลความเห็นในส่วนที่ 1 ว่า กมธ.ได้รวบรวมความเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับประเด็นการเมืองต่อร่างรัฐ ธรรมนูญเบื้องต้น ของ กมธ.สามัญประจำ สนช. และ สมาชิก สนช. มาประมวลบนพื้นฐานหลักการและเหตุผล เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวไปสู่การจัดทำความเห็นเสนอต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนุ ญ (กรธ.) โดยประเด็นความเห็นและข้อเสนอแนะ ประกอบด้วยประเด็นการเมืองหลายประเด็น อาทิ รูปแบบบัตรของการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เห็นว่า ควรมีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ แบ่งเป็นแบบแบ่งเขต และ แบบบัญชีรายชื่อ ไม่ใช่บัตรเลือกตั้งใบเดียว เพราจะเป็นการให้สิทธิประชาชนอย่างเต็มที่ สามารถเลือกบุคคลที่ประสงค์ให้เป็นผู้แทนในพื้นที่และเลือกพรรคการเมืองที่ ชื่นชอบในนโยบายได้อย่างเต็มที่ สะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนได้อย่างแท้จริง เป็นรูปแบบที่ประชาชนคนไทยคุ้นเคยไม่เกิดความสับสน เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองที่มีฐานเสียงกระจายแต่ไม่มากในพื้นที่ใดพื้นที่ หนึ่งสามารถมีสมาชิกพรรคในสภาได้ และลดการซื้อสิทธิขายเสียง

    ขณะที่การกำหนดเขตการเลือกตั้ง ควรกำหนดเขตเลือกตั้งแบบเขตใหญ่เรียงเบอร์ ไม่ใช่การเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว เพราะจะทำให้การซื้อสิทธิขายเสียงและการควบคุมการลงคะแนนเสียงของประชาชนโดย ผู้มีอิทธิพลทำได้ยากขึ้น รวมทั้งการแข่งขันในพื้นที่ลดความรุนแรงลง ส่งผลให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรมและทำให้คนดีมีความสามารถมีโอกาสได้ รับเลือกเป็น ส.ส. ได้มากขึ้น

    ส่วนการคิดคะแนน ส.ส.ควรใช้แบบสัดส่วนผสม เพื่อสะท้อนเจตจำนงที่แท้จริงในเรื่องค่านิยมที่มีต่อพรรคการเมืองได้แท้ จริง และทำให้ทุกคะแนนเสียงถูกมาคำนวณหาจำนวน ส.ส. ทั้งหมดที่พรรคการเมืองพึงมี และ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อแต่ละพรรคที่จะได้รับ ขณะที่จำนวน ส.ส. ควรมีไม่น้อยกว่า 500 คน แต่ไม่เกิน ...คน เพื่อเปิดช่องว่างไว้สำหรับกรณีที่มีการลงคะแนนแล้วเกิดคะแนนเกินจริง (Over hang)

    ด้านที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กำหนดให้มี 200 คน วาระการดำรงตำแหน่ง 6 ปี โดยมาจากการสรรหาจากกลุ่มอาชีพกลุ่มสังคมที่หลากหลาย และกำหนดหลักเกณฑ์ป้องกันระบบอุปถัมภ์ในการสรรหาด้วย เพื่อให้ได้ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ และมีความเป็นกลางอย่างแท้จริง พร้อมให้วุฒิสภาคงอำนาจถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งระดับ สูงตามรัฐธรรมนูญ ปี 2550 เพื่อตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจทางการเมือง

    ส่วนที่มาของนายกรัฐมนตรีนั้นไม่ควรให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อบุคคลที่ สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พรรคละไม่เกิน 3 ชื่อ เนื่องจากเป็นการจำกัดสิทธิ์ของสภาผู้แทนราษฎรในการพิจารณาให้ความเห็นชอบ เพราะให้ความเห็นชอบได้เฉพาะรายชื่อที่เสนอมาได้เท่านั้น

    ขณะที่กลไกแก้ปัญหาประเทศควรให้อำนาจรัฐสภา หรือ วุฒิสภา ในการวินิจฉัยว่าสถานการณ์ใดถือเป็นวิกฤติของประเทศ กรณีที่ไม่มีสภาผู้แทนราษฎร หรือ มีสภาผู้แทนราษฎรแต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้  และหากผลวินิจฉัยว่าเกิดวิกฤตของประเทศ ให้อำนาจประธานศาลรัฐธรรมนูญในการเรียกประชุมร่วมกันของหน่วยงานและบุคคลที่ มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันบริหารจัดการสถานการณ์ประเทศกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็ว โดยปฏิบัติตามกรอบตามกฎหมายที่บัญญัติไว้เท่านั้น

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    สปท.เตรียมถก ยุทธศาสตร์ชาติ เสนอตั้ง กก.ยุทธศาสตร์ชาติ ให้”นายกฯ-ประธานสนช.-ประธานสปท.” นั่งคุม 8 ปี ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลใหม่ หากไม่ทำตามแผนงาน และเกิดความเสียหายร้ายแรงมีโทษตามรัฐธรรมนูญ

    12 ก.พ. 2559 มติชนออนไลน์รายงานว่า การประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) วันที่ 16 ก.พ. นี้ มีระเบียบวาระ พิจารณารายงานการจัดทำการบริหารราชการแผ่นดินว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ และร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ เสนอโดยคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน สปท. มี พ.ต.ต.ยงยุทธ สาระสมบัติ เป็นประธาน ทั้งนี้เพื่อให้ประเทศมียุทธศาสตร์ชาติใช้เป็นแม่บทหลักในการกำหนดนโยบายและ แผนต่าง ๆ โดยเนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวกำหนดให้จัดตั้งองค์กรระดับชาติที่เป็นอิสระจากฝ่ายการเมือง เพื่อดำเนินการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 2 องค์กร ได้แก่ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติจำนวน 25 คน และคณะกรรมการบริหารยุทธศาสตร์ชาติ จำนวน 29 คน พร้อมทั้งให้จัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ที่มีสถานที่ทำงาน มีงบประมาณและมีบุคลากรทำงาน

    ส่วนอำนาจหน้าที่ของ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เช่น จัดทำยุทธศาสตร์ชาติด้านต่างๆ ตรวจสอบการไม่ปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ชาติของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี องค์กรหรือหน่วยงานของรัฐและเปิดเผยผลการตรวจสอบต่อสาธารณะ กรณีไม่ได้ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ หากฝ่ายการเมืองทำให้เสียหายร้ายแรงแต่ไม่ปรากฏว่าทุจริตให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเสนอวุฒิสภาเพื่อดำเนินการตามรัฐธรรมนูญแต่หากเป็นข้าราชการ ต้องมีบทกำหนดโทษทางวินัย หากดำเนินการส่อไปในทางทุจริตหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบให้ส่งเรืองให้ ป.ป.ช.ดำเนินการตามกฎหมาย มาตรา 37

    องค์ประกอบคณะกรรมการยุทธศาสตร์ ชาติ จำนวน 25 คน ในบทเฉพาะกาลให้ประกอบไปด้วย นายกรัฐมนตรี ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่าง ๆ อีก 22 คน ซึ่งมาจากการสรรหา วาระการดำรงตำแหน่ง 8 ปี และประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติได้เงินเดือน เงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอื่นให้ใช้บัญชีเดียวกับ ประธานรัฐสภา นายกรัฐมนตรี หรือประธานศาลฎีกา ส่วนคณะกรรมการบริหารยุทธศาสตร์ชาติจำนวน 29 คน ประกอบไปด้วยหัวหน้าส่วนราชการระดับสูง เช่น เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ฯลฯ และผู้ทรงคุณวุฒิ โดยอำนาจหน้าที่สำคัญ เช่น กำกับดูแลการดำเนินงานและการบริหารงานของสำนักงานยุทธศาสตร์ชาติ กำหนดตัวชี้วัด แผนของฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติและองค์กรหรือหน่วยงานต่าง ๆ เป็นต้น โดยยุทธศาสตร์มีผลผูกพันรัฐสภา และ ครม.ทุกสมัย แม้จะไม่ใช่รัฐสภาหรือคณะรัฐมนตรีที่ได้ให้ความเห็นชอบยุทธศาสตร์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เอกสารที่ส่งให้สมาชิก สปท.ระบุว่าแผนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติมี 4 แผนงาน ได้แก่ 1.ให้ยุทธศาสตร์ชาติได้รับการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งทางคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)ได้บัญญัติให้แล้วในร่างเบื้องต้น 2.ให้มีกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ มีผลบังคับใช้ก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 3.สนับสนุนความมุ่งมั่นของรัฐที่จะกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ และ 4.เผยแพร่ ทำความเข้าใจต่อสังคมให้ร่วมกันขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ นอกจากนี้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนฯ ยังระบุระยะเวลาหรือโรดแมปในการผลักดันยุทธศาสตร์ที่จะต้องดำเนินการอย่าง เร่งด่วนให้เสร็จภายใน 1 ปีครึ่ง ดังนี้ภายหลัง สปท.ลงมติเห็นชอบกับแผนและร่าง พ.ร.บ.นี้ในเดือนกุมภาพันธ์แล้ว ในเดือน มี.ค.-เม.ย. ครม.เห็นชอบกับแผนและร่าง พ.ร.บ. และส่งให้ สนช.พิจารณาให้แล้วเสร็จเพื่อออกเป็นกฎหมายในช่วงเดือนพฤษภาคม –ตุลาคมและช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. ให้มีการสรรหาคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ และคณะกรรมการบริหารยุทธศาสตร์ชาติ สำหรับการจัดตั้งสำนักงานยุทธศาสตร์ชาติกำหนดให้กระทำในช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ. 2560 ส่วนยุทธศาสตร์ที่เป็นเรื่องเป้าหมาย และแผนต่าง ๆ นั้น คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ต้องจัดทำให้เสร็จก่อนมีรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    รองผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย กองพลทหารม้าที่ 1 จ.เพชรบูรณ์ เชิญแกนนำกลุ่ม คนเพชรบูรณ์ไม่เอาเหมืองแร่ เข้าพูดคุย ขออย่าไปร้องเรียนที่สำนักนายกรัฐมนตี แนะให้ยื่นเรื่องผ่านศูนย์ดำรงธรรมแทน

    ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานว่า เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2559 พ.อ.จิรเดช กมลเพ็ชร รองผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย กองพลทหารม้าที่ 1 จ.เพชรบูรณ์ ได้เชิญแกนนำกลุ่มคนเพชรบูรณ์ไม่เอาเหมืองแร่ ไปพูดคุยภายในห้องประชุมของกองพลทหารม้าที่ 1 หรือค่ายพ่อขุนผาเมือง โดยเจ้าหน้าที่ขอความร่วมมือ ไม่ให้ชาวบ้านไปยื่นเรื่องร้องเรียนที่กรุงเทพฯ แต่ให้ยื่นผ่านทางศูนย์ดำรงธรรมของจังหวัดแทน

    เจ้าหน้าที่ทหารได้ส่งหนังสือเชิญไปยังแกน นำกลุ่มคัดค้านเหมืองแร่ในเพชรบูรณ์จำนวน 2 คน ล่วงหน้า โดยหนังสือเชิญระบุว่าเป็นการเชิญมาหารือถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาการขุดเจาะ สำรวจหาแหล่งแร่ในพื้นที่ตำบลยางงาม จ.เพชรบูรณ์ ขณะเดียวกัน ยังการเชิญแกนนำกลุ่มชาวบ้านที่คัดค้านการก่อสร้างโรงงานน้ำตาลที่ อ.บึงสามพัน จ.เพชรบูรณ์ จำนวน 1 คน มาร่วมพูดคุยด้วยพร้อมกัน  

    สุเทพ นนทะโคตร สมาชิก อบต.ยางงาม และแกนนำกลุ่มคัดค้านเหมืองแร่ ระบุว่านอกจาก พ.อ.จิรเดช แล้วยังมีเจ้าหน้าที่ทหาร ตัวแทนจากศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด และเจ้าหน้าที่ตำรวจในจังหวัดเพชรบูรณ์ ร่วมพูดคุยด้วย รวมแล้วกว่า 10 คน แต่ไม่มีตัวแทนจากบริษัทเอกชนที่จะเข้ามาสัมปทานเหมืองแร่ในพื้นที่ โดยสังเกตเห็นการทำป้ายชื่อของตัวแทนบริษัทตั้งไว้ แต่ไม่เห็นบุคคลใดมา ทำให้เป็นการพูดคุยฝ่ายเดียว

    สุเทพกล่าวว่าประเด็นที่ทางเจ้าหน้าที่ ทหารขอความร่วมมือ คือหากชาวบ้านจะมีการร้องเรียนเรื่องต่างๆ ขอให้ยื่นมาที่ศูนย์ดำรงธรรมของจังหวัด ไม่อยากให้มีการไปร้องเรียนที่สำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล หรือเข้าไปในกรุงเทพฯ เพราะจะมีการส่งเรื่องกลับมาที่ทางจังหวัดอยู่ดี แม้ทางแกนนำชาวบ้านจะพยายามชี้แจงว่าการยื่นเรื่องต่างๆ ภายในจังหวัดมักไม่ค่อยคืบหน้า โดยเล่าถึงประสบการณ์การไปยื่นร้องเรียนเรื่องการคอรัปชั่นในท้องถิ่นแก่ ศูนย์ดำรงธรรม ก็แทบไม่มีความคืบหน้าจนถึงปัจจุบัน แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังยืนยันว่าอยากให้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่างๆ ภายในจังหวัด

    สุเทพระบุด้วยว่าทางเจ้าหน้าที่ได้เปิด โอกาสให้ชี้แจงเรื่องผลกระทบและข้อเรียกร้องของกลุ่มชาวบ้านที่คัดค้านการทำ เหมืองแร่ โดยรวมการพูดคุยเป็นไปด้วยดี ใช้เวลาราว 2 ชั่วโมง ไม่ได้มีการข่มขู่ แต่เดิมชาวบ้านอยากจะไปยื่นหนังสือร้องเรียนกับรัฐบาล จากการขอความร่วมมือของเจ้าหน้าที่ก็ทำให้ต้องมาทบทวนการเคลื่อนไหวต่อไป

    สำหรับ กลุ่มคนเพชรบูรณ์ไม่เอาเหมืองแร่ ได้เคลื่อนไหวรณรงค์คัดค้านการสำรวจและขุดเจาะเหมืองแร่ในพื้นที่จังหวัด เพชรบูรณ์ ทั้งในอำเภอเมือง อำเภอหนองไผ่ และอำเภอชนแดน เข้มข้นขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยมีทั้งการอบรมความรู้เรื่องเหมืองกับชุมชน การติดป้ายและสติ๊กเกอร์คัดค้านในพื้นที่ รวมทั้งการถ่ายรูปยกมือไขว้เป็นรูปกากบาท แสดงสัญลักษณ์ถึงการไม่เอาเหมืองแร่ลงในโซเชียลมีเดีย

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ผบ.พล.ม.2รอ. ส่ง 100 ทหารนอกเครื่องแบบคุมงานบอลจุฬา-มธ. เผยอาจารย์เตือนกันแล้วว่าอย่าเอาฟุตบอลประเพณีที่จัดกันยาวนานมาแสดงออกอะไรที่ทำให้เกิดความเสียหาย ชี้อาไม่มีขบวนพาเหรดและการแปรอักษรในปีต่อๆ ไปเลย 

     
    ภาพขบวนล้อเมื่อ 7 ก.พ.58

    12 ก.พ. 2559  หลังจากเมื่อปีที่ผ่านมา การจัดงานฟุตบอลเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 70 โดยมีขบวนพาเหรดล้อการเมือง ที่มีการเสียดสีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาล ซึ่งการควบคุมของเจ้าหน้าที่อย่างเข้มงวด (อ่านรายละเอียด) ส่งผลต่อขบวนล้อการเมืองในงานฟุตบอลเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 71 ที่จะจัดในวันที่ 13 ก.พ. นี้ ถูกควบคุมจากเจ้าหน้าที่ทหารอย่างเข้มงวด โดยเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ทหารนอกเครื่องแบบเข้าขอหารือกับนักศึกษากลุ่มอิสระล้อการเมือง มหาวทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อวางข้อตกลง และต่อมา นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ออกมาเตือนนักศึกษาด้วยว่า วันงานอาจจะมีการทำนอกเหนือข้อตกลงได้ และถ้าเกิดขึ้นก็อาจจะทำให้ปีหน้าต้องเปลี่ยนแปลงทีมงานทำขบวนล้อการเมือง (อ่านรายละเอียด)

    ล่าสุดวันนี้ (12 ก.พ.59) มติชนออนไลน์ รายงานด้วยว่า พล.ต.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2รอ.) กล่าวถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยในงานฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 71 ในวันที่ 13 ก.พ.นี้ ที่สนามกีฬาแห่งชาติศุภชลาศัย ว่า ทางกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ได้สั่งการให้พล.ม.2 รอ.ที่รับผิดชอบพื้นที่เขตปทุมวัน ดูแลรักษาความปลอดภัย โดยจัดกำลังเจ้าหน้าที่ทหารจาก ม.พัน1 รอ. นอกเครื่องแบบ จำนวน 100 นาย ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ปทุมวัน ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ทหารได้กำหนดเขตรับผิดชอบเป็น 3 เขต คือ 1.ดูแลความเรียบร้อยภายนอกรั้วสนามกีฬา และพื้นที่โดยรอบ 2.ดูแลความเรียบร้อยภายในรั้วสนามกีฬา และ 3.ดูแลความเรียบร้อยภายภายในสนามกีฬา

    พล.ต.เฉลิมพล กล่าวต่อว่า ส่วนตัวไม่รู้สึกกังวลอะไรกับงานฟุตบอลประเพณี แต่ว่าการจัดกิจกรรมแสดงสัญลักษณ์ในรูปของขบวนพาเหรด และการแปรอักษรนั้น ทางคณะกรรมการผู้จัดงานได้ประชุมร่วมกันกับ คสช. แล้ว ก็จะร่วมกันดูความเรียบร้อยเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา ทำนองเดียวกันทางที่พล.ท.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ แม่ทัพภาคที่ 1 ได้ให้แนวทางสามประเด็นในกิจกรรมดังกล่าว นั่นคือ 1. การจัดกิจกรรมอย่าไปแสดงออกอะไรที่หมิ่นประมาทบุคคล และหมิ่นประมาทหน่วยงาน 2. การจัดกิจกรรมอย่าไปสร้างความแตกแยกในสังคม และ 3.การจัดกิจกรรม อย่าไปทำให้เสียภาพลักษณ์ส่วนรวมของประเทศ

    เมื่อถามว่าหากมีกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองเข้ามาแสดงออก และไม่เป็นไปตามข้อตกลงทางเจ้าหน้าที่จะดำเนินการอย่างไร พล.ต.เฉลิมพล กล่าวว่า “ประเด็นนี้ทางคณะกรรมการจัดงานจะเป็นผู้ตรวจขบวนล้อการเมืองเองเลย และจะประสานกับเจ้าหน้าที่ หากพบว่าจะมีปัญหาก็หยุดการแสดงเลย ซึ่งแนวทางดังกล่าวเจ้าหน้าที่ทหารจะเป็นเพียงผู้ร่วมสังเกตเท่านั้น ไม่ใช่เป็นผู้ไปตรวจ เพื่อไม่ให้เกิดความรู้สึกว่าเจ้าหน้าที่เป็นผู้ควบคุมกิจกรรม”

    “ทั้งนี้ผมคิดว่าทางคณะผู้จัดฯได้ทำความเข้าใจกับนักศึกษาที่จะแสดงออกต่างๆแล้วให้เป็นไปตามประเพณี ทั้งยังคิดว่านักศึกษามีความสำนึก และมีความเข้าใจดี และทางอาจารย์ก็พูดว่าอย่าเอาฟุตบอลประเพณีที่จัดกันยาวนานมาแสดงออกอะไรที่ทำให้เกิดความเสียหาย เพราะถ้าเสียหาย อาจกระทบถึงขั้นไม่มีขบวนพาเหรด และการแปรอักษรในปีต่อๆ ไปเลย เพราะถ้าเป็นแบบนั้นมันก็จะเป็นสิ่งไม่ดีต่อฟุตบอลประเพณี” ผบ.พล.ม.2 กล่าว

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ทหารเรียกชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี เข้าค่ายคุย างใบปลิวมีเนื้อหาซึ่งอ่านดูแล้วไม่สบายใจ ต่อว่ารัฐเข้าข้างบริษัทเหมืองแร่โปแตช จึงเรียกมาเคลียร์กัน ด้านอธิบดีเหมืองแร่ดอดพบผู้ว่าฯ เตรียมประชาพิจารณ์เหมืองโปแตช

    12 ก.พ. 2559 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ห้องรับรอง ตึกบัญชาการ มณฑลทหารบก (มทบ.) ที่ 24 จังหวัดอุดรธานี พล.ต.อำนวย จุลโนนยาง ผู้บัญชาการ ได้เชิญตัวแทนชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี เข้าพบเพื่อทำความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการเหมืองแร่โปแตช ทั้งนี้ สืบเนื่องจากวันที่ 7 ก.พ.ที่ผ่านมา กลุ่มชาวบ้านได้จัดขบวนแห่ บวงสรวงอนุสาวรีย์กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม และได้แจกใบปลิวมีเนื้อหาต่อว่าหน่วยงานรัฐว่ามีพฤติกรรมเข้าข้างบริษัทเหมืองแร่โปแตช

    ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศว่า กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ได้ส่งตัวแทนจำนวน 9 คน เข้าพูดคุยชี้แจง นำโดยนางมณี  บุญรอด กรรมการกลุ่มและสมาชิก อบต.ห้วยสามพาด นอกจากนี้ยังมีส่วนราชการ อาทิ รองผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรอุดรธานี และนายอำเภอประจักษ์ศิลปาคม ร่วมด้วย ขณะเดียวกันด้านนอกอาคารก็ได้มีกลุ่มชาวบ้านประมาณ 100 คน เดินทางไปคอยให้กำลังใจ  โดยใช้เวลาพูดคุยทำความเข้าใจกันประมาณ 1 ชม.

    โดยนางมณี เปิดเผยว่า ที่มาวันนี้ก็เพราะทหารเชิญมาพูดคุยทำความเข้าใจกัน เกี่ยวกับการไปไหว้กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ในวันที่ 7 ซึ่งเขาบอกว่าเหตุการณ์ในวันนั้นก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อยดี แต่มีปัญหาตรงที่ใบปลิวมีเนื้อหาซึ่งอ่านดูแล้วไม่สบายใจจึงเรียกมาเคลียร์กัน ทั้งนี้ตนก็ชี้แจงว่าชาวบ้านมีความอัดอั้นตันใจมาตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว ที่มีการจัดเวทีชี้แจงสนับสนุนโครงการเหมืองแร่โปแตชในค่ายทหาร และการจัดประชุมสภา อบต.ห้วยสามพาด และนาม่วง ก็มีทหาร ตำรวจ และอปพร. หลายร้อยนายมากีดกันชาวบ้านไม่ให้เข้าร่วม

    "การพูดคุยในวันนี้ชาวบ้านก็ได้ชี้แจงถึงเหตุผลของการคัดค้านว่าการทำเหมืองจะมีผลกระทบอะไรบ้าง และได้บอกเล่าว่าชาวบ้านถูกกระทำที่ไม่เป็นธรรมอย่างไรบ้าง ซึ่งทหารก็เข้าใจ แต่ก็ขอว่าหากมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มอีกอยากให้ระมัดระวังเรื่องของข้อความในเอกสาร และอยากให้แจ้งทหารทราบด้วย ส่วนเรื่องที่บริษัทฯ เคลื่อนไหวอะไรที่ไม่ถูกต้องก็ให้ชาวบ้านแจ้งมาได้ ทหารจะติดตามให้" นางมณี กล่าวสรุปเนื้อหาจากการพูดคุย

    ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า แหล่งข่าวในจังหวัดอุดรธานี แจ้งว่าวันนี้ เวลาเดียวกัน (10.00 น.) นายชาติ หงส์เทียมจันทร์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กระทรวงอุตสาหกรรม ได้เดินทางมาพบนายชยาวุธ  จันทร ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี  อย่างไม่เป็นทางการ ที่ศาลากลางจังหวัดอุดรธานี เพื่อพูดคุยหารือเรื่องการจัดเวทีประชาพิจารณ์กรณีโครงการเหมืองแร่โปแตชอุดรธานี ซึ่งเป็นเวทีมีส่วนร่วมของประชาชนสุดท้ายในขั้นตอนประทานบัตร ก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่ออนุญาตประทานบัตรต่อไป

    "ตอนนี้เรื่องเวทีประชาพิจารณ์ได้มีการเตรียมความพร้อมไปแล้ว 90% เหลือเพียงกำหนดว่าจะจัดกันในไหน โดยจะมีการจัดเวทีที่ห้องประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี และเปิดให้ประชาชนทั้ง 20 อำเภอในอุดรธานีเข้าร่วม ดังนั้นการที่อธิบดีกพร.มาคุยกับผู้ว่าฯ อุดรในวันนี้ ก็คาดว่าจะมาหารือกันในเรื่องนี้" แหล่งข่าวเปิดเผย

    โดยนางมณี  ก็ได้กล่าวในประเด็นนี้ด้วยว่า ชาวบ้านทราบข่าวมาตลอดว่ากำลังมีการเคลื่อนไหวของหน่วยงานรัฐกับบริษัทโปแตช ที่จะจัดเวทีประชาพิจารณ์ซึ่งเป็นเวทีสุดท้ายและฝ่ายบริษัทฯ มีความคาดหวังมาก โดยได้จัดให้มีรถติดเครื่องขายเสียงออกประกาศ โฆษณาในพื้นที่ ไปทุกอำเภอเพื่อเตรียมความพร้อม

    "ในเรื่องนี้ก็อยากให้ทหารติดตามตรวจสอบด้วย เพราะบริษัทโปแตช ยังเดินสายโฆษณาชวนเชื่อไปทั่วทั้งจังหวัด แล้วจะมาห้ามชาวบ้านไม่ให้เคลื่อนไหว ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรม" นางมณี กล่าว

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    12 ก.พ. 2559 องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) ได้ออกแถลงการณ์กรณี "จรรยาบรรณบริษัทในตลาดทุน" โดยระบุว่า จากกรณีผู้บริหารระดับสูงของ บมจ. ซีพีออลล์ และ บมจ. สยามแมคโคร ได้ใช้ข้อมูลภายในที่ยังไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณชนไปซื้อหุ้นจำนวนมากของ บมจ. สยามแมคโคร (MAKRO) จนถูกคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ลงโทษปรับเพื่อแลกกับการไม่ถูกดำเนินคดีอาญา ภายใต้ความผิดกรณีการใช้ข้อมูลภายในเข้ามาทำการซื้อหรือขายหลักทรัพย์ ซึ่งการเอาเปรียบผู้อื่นและเป็นการซื้อขายที่ไม่เป็นธรรม นี่ไม่ใช่ครั้งแรก กรณีเช่นนี้เกิดขึ้นในอดีตกับหลายบริษัทซ้ำแล้วซ้ำอีก และเชื่อว่าในอนาคตคงจะเกิดขึ้นอีกเหมือนเดิม
     
    เรื่องที่เกิดขึ้นดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอและจุดบกพร่องของการดำเนินธุรกิจ ที่นำไปสู่ภาพพจน์ของการไม่ซื่อสัตย์ ขาดจริยธรรมและจรรยาบรรณในธุรกิจ ตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ยังมีผลกระทบอย่างมากต่อความพยายามแก้ปัญหาธรรมาภิบาลและการแก้ปัญหาคอร์รัปชันในภาคธุรกิจ จนอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของบริษัทจดทะเบียนไทยทั้งหมดและกลายเป็นตัวฉุดรั้งความก้าวหน้าของประเทศต่อไป
     
    องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น ยังระบุในแถลงการด้วยว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นฯ ขอขอบคุณ ชื่นชมและให้กำลังใจต่อการปฏิบัติงานของ ก.ล.ต. ที่รักษามาตรฐานการกำกับดูแลอย่างเท่าเทียมกัน รวมถึงสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการไทย (IOD) สมาคมบริษัทจัดการลงทุน สื่อมวลชนและทุกท่านที่ได้แสดงบทบาทในการขับเคลื่อนต่อเนื่องเพื่อให้มีมาตรการลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเหมาะสมทั้งในกรณีนี้และกรณีที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงการที่ได้เสนอแนะให้นักลงทุนทั้งกองทุนของรัฐและเอกชนรวมถึงรายย่อย ได้พิจารณาทบทวนการลงทุนในบริษัทที่มุ่งแสวงหากำไรโดยขาดธรรมาภิบาล ขาดความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ทั้งนี้เพื่อปกป้องส่วนรวมและสร้างมาตรฐานที่ดีร่วมกัน
     
    สำหรับการแก้ปัญหาคอร์รัปชันในระยะยาว และเสริมสร้างธรรมาภิบาล ของภาคธุรกิจให้เป็นที่ยอมรับในสังคมทั้งในระดับประเทศและระดับสากลนั้น องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ระบุว่า ขอตอกย้ำจุดยืนในการสนับสนุนทุกภาคส่วนของสังคมในการต่อสู้กับการทุจริตคดโกง อีกทั้งขอเรียกร้องให้ประชาชนไทย ผู้บริโภคไทย ให้ร่วมเป็นกลไกในการเปลี่ยนสังคมด้วยการไม่ดูดาย หากรู้จักใช้วิจารณญาณในการเลือกสนับสนุนธุรกิจที่รู้จักทั้งรับผิดและรับชอบ เราทุกคนมีหน้าที่ที่จะต้องต่อสู้ ต่อต้านร่วมกัน เพียงหนึ่งหน่วยของสังคมที่ละเลยหน้าที่ก็อาจส่งผลถึงเป้าหมายที่เราได้ร่วมกันกำหนด พลังแห่งความร่วมมือและการยืนหยัดในจุดยืนเท่านั้นจะทำให้เรามีโอกาสมากขึ้นในการเอาชนะการคอร์รัปชั่นของประเทศ
     
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    จอห์นนี เดปป์ ร่วมแสดงภาพยนตร์ล้อเลียน โดนัลด์ ทรัมป์ มหาเศรษฐีหนึ่งในผู้ท้าชิงตำแหน่งตัวแทนพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่จะมีขึ้นในปีนี้ โดยใช้เวลาถ่ายทำเพียง 4 วันเท่านั้น

    11 ก.พ. 2559 สำหรับภาพยนตร์ดังกล่าว "ฟันนีออร์ดาย" (Funny or Die) เว็บไซต์และบริษัทผลิตรายการภาพยนตร์โทรทัศน์แนวตลกเป็นผู้วางแผนสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยวางตัวเจเรมี คอนเนอร์ ผู้มีผลงานซีรีส์ตลก 'ดรังค์ ฮิสตอรี' (Drunk History) เป็นผู้กำกับ เรื่องนี้เขียนบทโดยโจ รานดาซโซ นักเขียนจากเว็บไซต์ข่าวเชิงล้อเลียนเสียดสี 'ดิ ออร์เนียน' (The Onion) ทั้งนี้ตามรายงานของบิสซิเนส อินไซเดอร์

    ที่มาของภาพประกอบ: YouTube/Funny of Die

    ภาพยนตร์ดังกล่าวมีชื่อว่า "Funny or Die Presents: Donald Trump's The Art of the Deal: The Movie" หรือ "ศิลปะการต่อรองแบบโดนัลด์ ทรัมป์" ความยาว 50 นาที (ชมตัวอย่างภาพยนตร์ที่นี่)มีงานภาพคล้ายถ่ายทำด้วยม้วนวิดีโออนาล็อกแบบวีเอชเอส (VHS) เป็นเรื่องราวแนวล้อเลียนทรัมป์ในยุคคริสตทศวรรษที่ 1980 ซึ่งมีการสื่อถึงวัฒนธรรมยุค 80s โดยมีเดปป์รับบทของมหาเศรษฐีบ้าอัตตาผู้ที่กล่าวเหยียดผู้หญิงและชนกลุ่มน้อยทุกครั้งที่มีโอกาส

    คอนเนอร์กล่าวชื่นชมการแสดงและความทุ่มเทของเดปป์ผู้รับบทโดนัลด์ ทรัมป์ จากการที่เขาต้องประชุมกับอดัม แมคเคย์ ผู้ร่วมก่อตั้งฟันนีออร์ดายก่อนหน้าการถ่ายทำหลายเดือน และต้องแต่งหน้าทำผมเป็นเวลา 2-4 ชั่วโมง ก่อนการถ่ายทำทุกวันเพื่อแปลงโฉมเขาให้กลายเป็นทรัมป์

    บิสิเนส อินไซเดอร์ ระบุอีกว่าถึงแม้เหล่าดาราตลกในเรื่องนี้จะแสดงแบบด้นสดกันมากแต่ก็มีการอ้างอิงในเชิงล้อเลียนถึงหนังสือชื่อ "The Art of the Deal" (มีการถอดความเป็นภาษาไทยในชื่อ "เส้นทางชีวิต สู่ธุรกิจ พันล้าน") ซึ่งเป็นหนังสือที่ทรัมป์มักจะนำมาโฆษณาตัวเองในช่วงหาเสียง เช่นฉากที่นักแสดงร็อบ ฮูเบล ผู้เล่นบทเป็นเจ้าของเลอคลับของพวกอวดร่ำอวดรวยขอร้องให้ทรัมป์สัญญาว่าอย่าไปหลับนอนกับภรรยาของสมาชิกคลับคนอื่นๆ เป็นช่วงที่มีระบุไว้ในหนังสือเล่มนี้

    ภาพยนตร์เรื่องนี้นำเสนอในเว็บไซต์ฟันนีออร์ดายเมื่อวันที่ 10 ก.พ. ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามคอนเนอร์กล่าวว่าเขากังวลว่าเมื่อนำเสนอวิดีโอออกไปแล้วจะเป็นช่วงที่ทรัมป์เริ่มถอยออกจากการชิงชัยประธานาธิบดีพอดี คอนเนอร์ยังบอกอีกว่าภาพยนตร์ล้อเลียนนี้คงไม่ทำให้ทรัมป์รู้สึกประหลาดใจและคงไม่ส่งผลอะไรต่อเขามากนัก

    โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นนักการเมืองที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องการที่เขาต้องการระงับสิทธิเลือกตั้งชนชั้นแรงงาน กล่าวโจมตีผู้อพยพ มีแผนสั่งห้ามชาวมุสลิมเข้าประเทศสหรัฐฯ จนทำให้คู่แข่งของทรัมป์มองว่าเขาเป็นพวกแบ่งแยก เป็นพวกที่ไม่จริงจัง หรือไม่ก็เป็น "พวกข่มเหงรังแกคนอื่น"

    นักวิจารณ์ภาพยนตร์ในเดอะการ์เดียนปีเตอร์ แบรดชอว์ วิจารณ์ภาพยนตร์ล้อเลียนเรื่องนี้ว่าถึงแม้จะเต็มไปด้วยบทพูดที่เยี่ยมยอด แต่โดนัลด์ ทรัมป์ ตัวจริงเองก็เหมือนกับสิ่งที่เสียดสีตัวเองในตัวอยู่แล้ว

     

    เรียบเรียงจาก

    How Johnny Depp's epic Donald Trump spoof movie was made in just 4 days, Business Insider, 11-02-2016 http://www.businessinsider.com/how-the-funny-or-die-donald-trump-spoof-was-made-2016-2

    Donald Trump’s The Art of the Deal — the Movie review: Johnny Depp aces it, but is Trump beyond parody?, Peter Bradshaw, 11-02-2016  http://www.theguardian.com/film/2016/feb/11/donald-trumps-the-art-of-the-deal-the-movie-review-johnny-depp-funny-or-die-adam-mckay

    ข้อมุลเพิ่มเติมจาก

    https://en.wikipedia.org/wiki/Donald_Trump

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    12 ก.พ. 2559 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย โดยเริ่มด้วยการเชิญชวนให้ประชาชนคิดย้อนกลับไปดูว่าสิ่งที่รัฐบาลและคสช. ทำนั้นมีอะไรบ้าง ชี้ด้วยว่าการปฎิรูปนั้นต้องประสานสอดคล้องกันทั้งหมด ต้องมีการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูก เพื่อให้ดำเนินการต่อไปได้ โดยทุกรัฐบาลจะต้องเอาปัญหาประเทศมาเป็นตัวกำหนด นอจากนี้ยังมีการบูรณาการแผนงาน โครงการของทุกกระทรวงในกิจกรรมเดียวกัน

    พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงแนวทางการเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ และระบุด้วยว่าขณะนี้กำลังให้มีการร่างพ.ร.บ.งบประมาณใหม่อยู่ พร้อมทั้งอธิบายถึงความจำเป็นของการสร้างการรับรู้ให้ประชาชนเข้าใจในสิ่งที่รัฐบาลทำ และเรียกร้องกลุ่มต่างๆ อย่าไปบิดเบือนว่าตัวเองทำความผิดแล้วจะต้องพ้นผิด เพราะใช้สิทธิมนุษยชน ใช้เสรีภาพ ใช้เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่เวลาวันนี้

    นอกจากนี้ยังกล่าวถึงมาตรการการจัดระเบียบใหม่ การวางผังเมือง และลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะระบบขนส่ง การเป็นฮับของการผลิตรถไฟฟ้าในอนาคต รวมถึงประเด็นทางการเมืองโดยเฉพาะร่างรัฐธรรมนูญขณะนี้ด้วย
     
    โดยมีรายละเอียดดังนี้
     

    ขอให้ปชช.คิดย้อนกลับไปดูว่าสิ่งที่ รบ.-คสช. ทำมีอะไรบ้าง 

    เรื่องที่ 1. อยากให้ประชาชนทุกท่านลองพิจารณาดูว่าท่านทราบหรือยังว่าสิ่งที่รัฐบาลนี้ และ คสช. ได้ดำเนินการไว้มีอะไรบ้าง ช่วยกรุณาพิจารณาคิดย้อนกลับไปดูว่า อะไรที่เราทำเสร็จแล้ว อะไรที่เริ่มทำ แล้วมีการแก้ไขอะไรเปลี่ยนแปลงไปแล้วบ้าง อะไรที่ต้องเริ่มต้นใหม่ แล้วทำต่อเนื่อง

    หลังจากเข้ามาวันที่ 22 พ.ค. 2557 และ คสช. ได้นำความสงบสุขกลับคืนมา ได้ดำเนินการสร้างเสถียรภาพด้านความมั่นคงให้กับประเทศ ปลดล๊อคในทุกเรื่องที่ติดขัดทั้ง ๆ ที่เกิดจากความขัดแย้งทางการเมือง ความขัดแย้งในเรื่องอื่น ๆ ด้วยก็ตาม ตลอดจนกระบวนการประชาธิปไตยที่มีข้อจำกัด เพื่อจะขับเคลื่อนประเทศให้เดินหน้าต่อไปได้นั้น เราได้นำทุกเรื่องเข้าสู่การพิจารณาดำเนินการ โดยเฉพาะเรื่องคดีต่างๆ ก็นำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ฯลฯ

    ส่วนของการบริหารราชการแผ่นดินในห้วงต่อมานั้น ผมได้พบปัญหาต่างๆ ที่สะสมมากมายของประเทศเรานี้ มีหลายอย่างด้วยกัน อาทิ ปัญหางาช้าง ปัญหาการค้ามนุษย์ ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ปัญหาการบินพลเรือน ตลอดจนความไม่เป็นสากลต่างๆ กฎหมายที่ไม่ทันสมัยเหล่านี้ เป็นปัญหาทั้งสิ้น ซึ่งจะมีผลกระทบต่อสถานะของประเทศในเวทีโลก ในการค้า การลงทุน ทั้งสิ้น

    สำหรับปัญหาภายในประเทศที่ต้องเร่งแก้ไข ได้แก่ปัญหาความมั่นคงหลายอย่างด้วยกัน ทั้งในส่วนของการบูรณาการ การสร้างความเชื่อมั่น ในการลงทุนจากต่างประเทศ ปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบ ปัญหาความเดือนร้อนของพี่น้องเกษตรกร ปัญหาในการจัดระเบียบสังคม ถนนหนทาง การขายของ ปัญหาการทำงานที่ไม่บูรณาการ ผมเคยกราบเรียนแล้วว่าจะต้องบูรณาการทั้งคน เจ้าหน้าที่แผนงานโครงการ และงบประมาณ เพื่อจะไม่ซ้ำซ้อนกัน ทำในเวลาเดียวกัน เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ เป็นพื้นที่ หรือเป็นกิจกรรมซึ่งเรากำลังเดินหน้าอยู่ ปัญหาทีแก้ต่อไปคือปัญหารัฐวิสาหกิจที่ต้องมีการฟื้นฟู จากภาวะการขาดทุนแล้วอาจจะมีความไม่โปร่งใสในบางประเด็น รัฐบาลก็พยายามจะแก้ไข ซึ่งทุกอย่างต้องใช้เวลาด้วย ถ้าเร็วเกินไปก็อาจจะมีปัญหาต่อไปในอนาคต ทุกอย่างเดินหน้าไปได้ด้วยดี ในระดับที่เป็นที่น่าพอใจ

    เราเข้ามาพอดีเศรษฐกิจโลกตกต่ำลงทั้งหมด

    อย่างไรก็ตามรัฐบาลและ คสช. นั้นปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้อยู่แล้ว ในการบริหารราชการแผ่นดินในวันนี้ ก็เป็นโอกาสที่พวกเราเข้ามาพอดีเศรษฐกิจโลกตกต่ำลงทั้งหมด ด้วยสาเหตุหลาย ๆ อย่างด้วยกัน ทุกเรื่องถ้าเรายังไม่มีความพร้อมต้องรีบแก้ไข ต้องปรับปรุง ต้องสร้างความเข้มแข็ง เร่งช่วยเหลือผู้เดือดร้อน เพื่อเป็นการบรรเทาไประยะหนึ่งก่อนนะครับ แล้วก็เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้น รัฐบาล และ คสช. รวมทั้ง สนช. สปท. กรธ. ก็ได้ดำเนินการในทุกเรื่อง หลายเรื่องเสร็จแล้วหลายเรื่องกำลังทำ หลายเรื่องต้องทำต่อเนื่องอีกมากมาย ซึ่งคือเหตุผลที่ผมต้องพูดมากทุกวันนี้ เพราะบางทีก็ลืมไปแล้วปีกว่าๆ สองปี ลืมหมด

    ปฎิรูปประสานสอดคล้องกันทั้งหมด

    เรื่องการปฏิรูป สิ่งสำคัญคือ ทุกเรื่องต้องมีการประสานสอดคล้องกันทั้งหมด ตั้งแต่ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทุก 5 ปี นโยบายความมั่นคง ของ สปช. แล้วก็แผนงานของทุกส่วนราชการ รวมความถึงแผนการปฏิรูปที่เราได้วางไว้ แผนการปฏิรูปในช่วง 1-5 ปี แล้วสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 5 ปี แล้วไป 4 แผน 4 x5 =20 นะครับ เพราะฉะนั้นเราได้เตรียมแผนปฏิรูปไว้เป็นระยะ ระยะที่ 1 คือ ถึงปี 2560 รัฐบาลนี้ยังอยู่ อันนี้คือใช้แผนที่ 12 เริ่มต้นเราจะเอาแผน 12 นี้ บางอย่างที่เราร่างไว้แล้วมาขับเคลื่อนให้ได้ก่อน ในปี 2559 นี้ เพราะฉะนั้นวันนี้เรากำลังสร้างความเข้มแข็งของประเทศ วางพื้นฐานทั้งหมด เหลือเวลาของผมอีกประมาณ ปีกว่า ๆ ถึงปี 2560 หลังปี 2560 ไปแล้ว เป็นแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 12 เต็ม ๆ เพราะฉะนั้น เราก็ต้องวางว่าปี 2560-64 จะเป็นยังไง 70-74 เป็นยังไง 75-79 จะเป็นอย่างไร นั้นคือยุทธศาสตร์ 20 ปี แล้วมองย้อนกลับมาว่าเราจะทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ แผน 12 – 15 ได้อย่างไร เพื่อเป็นการประเมินผลความคืบหน้าในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลทุกรัฐบาล ถอยหลังมาทุก 5 ปี แล้วกำหนดเป้าหมายไว้ล่วงหน้า แล้วมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลต่อ ๆ ไป ในลักษณะที่จะต้องมีความเหมาะสมสอดคล้อง

    เพราะฉะนั้นการปฏิรูปประเทศนั้น เราอาจจะต้องทำไปอย่างต่อเนื่อง บางเรื่องอาจจบภายในปีเดียว หรือภายใน 5 ปี หรือภายใน 10 ปี หรือภายในเวลา 20 ปี อาจจะนานกว่านั้นก็ได้ เพราะว่าโลกเปลี่ยนแปลงไป 20 ปีข้างหน้า ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น วันนี้เราต้องเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้สถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก ปัจจัยภายนอกเป็นสิ่งสำคัญ ทุกประเทศในโลกนี้มีผลกระทบทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น การบริหารประเทศของทุกรัฐบาลต่อไปนี้ ต้องทันต่อทุกสถานการณ์ มีการวางแผนล่วงหน้าตลอดเวลา มีมาตรการลดความเสี่ยง แล้วมีกลยุทธ์ ยุทธศาสตร์ตามห้วงระยะเวลาที่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนด้วย เหมือนทหาร เขาใช้คำว่าแผนเผชิญเหตุ มีสมมุติฐาน แล้วก็ทำแผนรองรับไว้ 1 – 2 – 3 – 4 – 5 แผน ปกติเขาใช้แผนแรกเป็นคำสั่ง จากนั้นมาถ้าไม่มีเหตุการณ์แทรกซ้อนมาก็ใช้แผนเผชิญเหตุเข้ามาประกอบ แล้วมาปฏิบัติเพื่อเป็นการชดเชย การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากแผนแรกใช้ไม่ได้ผล ไม่มีประสิทธิภาพ อยากจะเรียนว่า การปฏิรูปประเทศนั้น อย่าใจร้อนมาก เพราะว่ามหาอำนาจบางประเทศผมไม่อาจจะกล่าวนามได้ยังไม่หยุดการปฏิรูปเลยวันนี้ เพราะว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังมีรายได้น้อยมากกว่าเราอีก แต่ส่วนรวยคือรวย ส่วนตรงกลางก็ตรงกลาง แต่เขามากกว่าเรา เพราะฉะนั้นอย่างไรก็ตาม เขาต้องพัฒนาไปสู่ข้างล่างเพราะว่าเป็นสาเหตุของการที่มีความขัดแย้ง หรือความเหลื่อมล้ำในสังคม ในเรื่องของอาชีพ รายได้ ทำให้มีช่องว่างในการพัฒนา

    ฝากถึง NGO  ขอความกรุณาต้องเข้าใจกัน

    ประชาชนอาจจะไม่มีความสุขถ้าเขามีรายได้น้อย หนี้สิ้นมาก บ้านเราก็เป็นมาก เรื่องที่ผมกล่าวนี้ เราต้องแก้ปัญหา แล้วก็ไม่ใช่แก้ทั้งหมดที่เดียว มันแก้ไม่ได้หรอก เพราะงบประมาณจำนวนมาก เราต้องทำทั้งระดับบน-กลาง-ล่าง คือรวยมาก รวยน้อย ตรงกลาง มาถึงรายได้น้อย จะต้องเกื้อกูลซึ่งกันและกัน อยู่ในวงจรที่เรียกว่า “ห่วงโซ่คุณค่า” ต้องพึ่งพาอาศัยกัน เกื้อกูลต่อกัน พี่จูงน้อง อะไรเหล่านี้เป็นสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นในสังคมไทย ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เราต้องเข้มแข็งจากทั้งภายในประเทศ ทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ก็คือชุมชน จังหวัด กลุ่มจังหวัดนะครับ แล้วก็ไปต่างประเทศ เราต้องร่วมมือกันทำงานกันแบบ “ประชารัฐ” ในทุก ๆ อย่าง ทั้งในการบริหารราชการแผ่นดิน การปฏิบัติงานในพื้นที่ ความร่วมมือของทุกภาคส่วน ต้องร่วมมือกันให้ได้ เพราะฉะนั้น ผมอยากเรียนถึงบรรดากลุ่ม NGO ทั้งหมด ขอความกรุณาต้องเข้าใจ ว่าบางอย่างนั้นเราต้องเดินหน้าประเทศ เพราะฉะนั้นขอให้ทุกคนได้พิจารณาดูให้ถ่องแท้ว่า สิ่งที่ทำไปนั้นมีประโยชน์กับใคร หรือทำให้ใครเสียประโยชน์และอะไรมาก อะไรน้อย แล้วจะแก้ปัญหาที่เสียประโยชน์อย่างไร ประโยชน์ส่วนใหญ่จะได้มาเพื่อส่วนรวมหรือไม่ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ท่านต้องพิจารณาใหม่ ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาทั้งหมด แล้วท่านก็บอกว่ารัฐบาลนี้ทำอะไรไม่ได้เลย ทุกรัฐบาลทำไม่ได้หมด เพราะว่าขัดแย้งกัน ไปในตัวอยู่แล้ว โดยปัจจัยพื้นฐาน บางอย่างต้องเปลี่ยนแปลง บางอย่างต้องมีการเปลี่ยนวิธีการถ้าท่านบอกว่าเอาพื้นฐานเดิมมาหมด ก็ไม่ได้ มีการต่อต้าน ขัดแย้งกันทั้งหมด ทำอะไรก็ไม่สำเร็จ ประเทศก็ไปไม่ได้ เรามีผู้มีรายได้น้อยอยู่แบบนี้ตลอดเวลา

    ถ้าท่านได้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างแม่น้ำทั้ง 5 สาย ผมได้จัดทำแผนผังขึ้นมาเพื่อให้เกิดความเข้าใจง่าย ๆ แล้วท่านคงได้เห็นกันทั่วไป กรุณาดูด้วยว่าวันนี้เราทำงานมากมายแค่ไหน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม ทุกอย่างเดินหน้าไปตาม Road Map ที่ผมกำหนดไว้ทั้งสิ้น แล้วมีกิจกรรมในนั้นทั้งที่เขียนลงไปแล้ว บางอย่างก็อาจจะลงไปยังไม่ครบ แต่ให้รู้ว่าเราต้องเดินหน้าประเทศแบบนี้ ทั้ง 6 กลุ่ม ที่เรามีรองนายกรัฐมนตรีกำกับอยู่ในขณะนี้ ทั้ง 19 กระทรวง ที่กำลังเดินหน้าประเทศอยู่ เพราะฉะนั้นเราจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกพวก ทุกฝ่าย แม้กระทั่งฝ่ายการเมืองที่จะอาสาเข้ามาทำงานให้กับประเทศในห้วงต่อไป เพราะฉะนั้นประชาชนที่เลือกท่านเข้ามา ขอให้ท่านเคารพในสิทธิของเขาบ้าง สิทธิของประชาชน ไม่ต้องรอให้เขาขอความช่วยเหลือทุกครั้งไป แล้วถึงจะช่วย หรือเลือกช่วย หรือเฉพาะ เพื่อเป็นฐานเสียง อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ผิดหลักการประชาธิปไตย หลายท่านได้กล่าวไว้แล้วในขณะนี้

    ต้องมีการกำหนดไว้ในรธน.-กฎหมายลูก เพื่อให้ดำเนินการต่อ

    เรื่องที่ 2 คือการดำเนินการดังกล่าวนั้น จำเป็นต้องมีการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ หรือมีกฎหมายลูก เพื่อให้ดำเนินการต่อไปได้อย่างต่อเนื่องนะครับ ผมกล่าวไปแล้วเรื่องปฏิรูป เรื่องยุทธศาสตร์ชาติ เรื่องความมั่นคง นโยบาย ทุกอย่างไม่ใช่เดินไปทีเดียวแล้วเลิก ปีหน้าเปลี่ยนใหม่เป็นไปไม่ได้ เราก็จะไม่มีทิศทางหางเสือ เพราะฉะนั้นอันนั้นคือเข็มทิศนำทางทั้งหมด เพราะฉะนั้นใช้เข็มทิศให้เกิดประโยชน์ด้วย ไม่เช่นนั้นเราจะเกิดปัญหากับการบริหารราชการแผ่นดินไปอนาคต

    ผมเข้าใจดีว่า รัฐบาลต่อไป ก็อาจจะเกิด ยังไม่ไว้เนื้อเชื่อใจว่าสิ่งที่ผมทำไว้แล้ว จะทำให้ท่านลำบากหรือไม่ ผมกราบเรียนว่าถ้าทุกคนจะต้องลำบาก ลำบากด้วยความบริสุทธิ์ใจ ลำบากเพราะเราทำทุ่มเทให้กับประชาชน ผมว่านั่นคือความลำบากที่ต้องเจอ ไม่ใช่ลำบากในการที่จะใช้จ่ายงบประมาณ ลำบากในการที่จะทำนโยบายต่าง ๆ ที่เป็นปัญหา ผมไม่ต้องการอย่างนั้น เพราะฉะนั้นท่านก็กรุณาบริหารราชการแผ่นดินในลักษณะที่เป็นไปตามยุทธศาสตร์ เป็นไปตามแผนปฏิรูป เป็นไปตามนโยบายด้านความมั่นคง แล้วก็เดินไปสู่การบริหารราชการแผ่นดินในสิ่งที่ท่านเป็นรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง มีนโยบายพรรค มีอะไรต่าง ๆ ท่านก็ว่าของท่านไป เรากำหนดแนวทางไว้ให้ มีแผนสำเร็จรูปไว้ให้ แต่ท่านจะทำหรือไม่ทำก็ขึ้นอยู่กับท่าน ท่านก็ต้องตอบสภา ตอบในส่วนที่ต้องตรวจสอบทั้งหมด มีเหตุผลความจำเป็นอย่างไรถึงทำ ไม่ทำ อะไรก็แล้วแต่ ผมไม่บังอาจไปบังคับท่านได้อีกต่อไปแล้วในวันหน้า เพราะฉะนั้น ทุกคนจะต้องสร้างความเข้มแข็ง สร้างความมั่นคง สร้างความเชื่อมั่น ไว้เนื้อเชื่อใจในการที่จะทำอะไรก็ตาม เพื่อจะเพิ่มขีดความสามารถให้กับประเทศ ทำเพื่อประชาชน เราต้องปรับปรุงโครงสร้างทางเศรษฐกิจใหม่ การเกษตร อุตสาหกรรม การค้าการลงทุนนะครับ และทุกอย่างต้องเข้มแข็งจากภายในตามแนวทางพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ระดับหมู่บ้านชุมชนจังหวัด กลุ่มจังหวัด ไปการค้าชายแดน ไป CLMV ไปอาเซียนไปประชาคมโลกอื่น ๆ

    เพราะฉะนั้น รัฐบาลนี้จะทำแผนระยะยาวไว้ 20 ปี แผนที่ว่าไม่ใช่แผนที่จะต้องลงละเอียด บังคับท่านไม่ได้ แต่จะเป็นกรอบที่จะต้องเป็นเข็มทิศนำทางที่ ผมเรียนท่านแล้ว เป็น Road Map ในทุกเรื่อง ในนั้นจะบรรจุเรื่องของแผนปฏิรูปไว้ด้วย ให้สอดคล้องกับแผนตรงนี้ สภาพัฒน์ฯ ก็ทำแผน 5 ปี สอดคล้องกับตรงนี้ ทุก 5 ปี ก็เปลี่ยนได้ ยุทธศาสตร์ที่ว่านี้ ถ้ามีความจำเป็น เช่น ในเรื่องการบริหารจัดการน้ำ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน วันนี้ต้องรู้แล้วว่าประเทศไทย 20 ปีข้างหน้าจะเดือดร้อนอะไร วันนี้เราเดินมาเท่าไรแล้ว เราต้องเดินอะไร ระยะที่เหลือ ทุก 5ปี ๆ หรือทุกปีที่เป็นเรื่องของท้องถิ่น นี่แหละถึงจะไปสู่การกระจายอำนาจ การใช้จ่ายงบประมาณที่มีประสิทธิภาพ ถ้าหากวันหน้าท่านมีปัญหากันในเรื่องเหล่านี้ก็เป็นเรื่องของสภาทั้งสองสภา ก็ต้องไปหารือร่วมกันว่าจะทำยังไง จะแก้ปัญหาอย่างไร ใครจะเป็นคนตัดสิน ไม่รู้ ท่านต้องไปสร้างความเข้าใจให้ได้ก่อน อย่ามองว่าทำอันนี้เพื่อจะอย่างนั้นอย่างนี้ แสดงว่าท่านก็คิดว่าจะมีเรื่อง จะมีความทุจริต จะมีความขัดแย้งใช่หรือไม่ ถ้าเราคิดว่าทุกคน พยายามไม่ไปสู่ความขัดแย้ง ไม่ไปสู่ประเด็นแห่งปัญหา ทั้งหมดผมว่าไม่ต้องไปกลัวใครทั้งสิ้น เพราะทำอะไรท่านไม่ได้อยู่แล้ว แม้กระทั่งทำแบบผมก็ทำไม่ได้ ถ้าไม่มีสาเหตุ แล้วก็ให้แก้ปัญหาอะไรก็แก้ไม่ได้ ก็ต้องดำเนินการตามที่ผมทำมา เพราะฉะนั้นขอให้แยกแยะให้ออกว่าอะไรยุทธศาสตร์ อะไรคือนโยบายพรรค อะไรคือนโยบายรัฐบาล อะไรคือประชาชน ขอให้ดูด้วย ฝากไว้แล้วกัน ประชาชนช่วยกันดูด้วย ทั้งนี้เพื่อให้ประเทศเป็นไปตามวิสัยทัศน์ที่กำหนดไว้คือความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ประชาชนเป็นศูนย์กลาง แก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ เพิ่มความเท่าเทียม ความเป็นธรรม ประชาชนทุกคนได้เห็นอนาคต 20 ปีข้างหน้า คือเด็กรุ่นใหม่ที่เกิดมา ปี 2560 นี้ เกิดมาพร้อมแผน 12 เขาจะได้รู้ว่า 20 ปีข้างหน้า เขาเรียนหนังสือ จบปริญญาตรีแล้วเขาจะเห็นอะไรในประเทศเขา เขาจะได้คิดว่าจะเรียนหนังสือยังไง เขาจะพัฒนาตัวเองอย่างไร เพื่อจะไปสู่จุด ๆ นั้นเมื่อเขาจบปริญญาตรี อายุ 19 -20 อะไรทำนองนี้ ผมก็คิดไว้แบบนี้ ถูกหรือผิดก็ไปคิดกันเอาเอง

    รบ.เอาปัญหาประเทศมาเป็นตัวกำหนด 

    เรื่องที่ 3. ทุกรัฐบาลจะต้องเอาปัญหาประเทศมาเป็นตัวกำหนด แยกปัญหาออกให้ชัดเจน ปัญหาหลัก ปัญหารอง ปัญหาที่เป็นปัจจัยเสริมให้ปัญหานี้แรงขึ้น ความขัดแย้งแรงขึ้นท่านต้องเอาปัญหาทุกอันมาคลี่ดูให้หมด แล้วเอาประชาชนทุกคนในประเทศมาเป็นเป้าหมาย การจะแก้ปัญหาเหล่านี้เพื่อให้เกิดผลกับประชาชนมีความสุข ระหว่างทางนี้เราก็มาสู่วิธีการบริหารราชการแผ่นดินที่เป็นธรรมาภิบาล ก็ต้องไปดูเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณด้วย การจัดทำแผนงานโครงการ ทุกกระทรวงนั้น ถ้าหากว่าเราทำไปโดยไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาเหล่านี้ไปด้วย ก็ไม่อาจจะนำประเทศไปสู่ความเข้มแข็งได้เลย เพราะฉะนั้นเราจำเป็นต้องมีการปฏิรูปทั้งหน่วยงาน ทั้งโครงสร้าง ทั้งกระบวนการที่จะนำไปสู่ความมั่งคั่ง อย่างแท้จริง

    เพิ่มขีดความสามารถของประเทศ 

    เรื่องที่ 4. คือการที่จะเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ จะต้องมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนในทุกประเด็น เรียนไว้แล้วว่าต้องมีมาตรการลดความเสี่ยงและรู้ว่าปัจจัยภายนอก สถานการณ์โลกจะเป็นยังไง โดยการประเมิน ผมคิดว่ามีหน่วยงานมากมายไป ของ UN ก็มี ประชาคมแต่ละประชาคมก็มีทุกคนก็เขียนแผน เขียนกลยุทธ์กันไว้หมด เอามาศึกษากันบ้าง เราจะได้ทำแผนสำรองไว้ ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นโลกร้อน ภัยพิบัติ น้ำแล้ง หรือการสู้รบ อะไรก็แล้วแต่ เขาเรียกว่าภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เพราะฉะนั้นให้ปัจจัยภายใน ภายนอก สถานการณ์โลกมาเป็นตัวกำหนดด้วยว่า เราจะแก้ปัญหาแล้วเตรียมการประเทศเราให้พร้อมอย่างไร เข้มแข็งได้อย่างไร

    เรื่องเศรษฐกิจ เป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัสเหมือนกันกับทุกคน ทุกประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทยก็หนัก เพราะเรามีประชาชนผู้มีรายได้น้อย ทำการเกษตร แล้วก็อาชีพอิสระอื่น ๆ ประมาณ 30-40 ล้านคน ในท้องถิ่นต่าง ๆ เพราะฉะนั้น อาจจะไม่เข้าใจคำว่า “เศรษฐกิจ” มากนัก ต้องเห็นใจพ่อแม่พี่น้อง เพราะวัน ๆ ทำงานหาเงิน เลี้ยงลูก เลี้ยงครอบครัวมาโดยตลอด อาจจะไม่มีเวลาที่ศึกษาในรายละเอียดนะครับ เพราะฉะนั้นให้ทุกคนช่วยกันถ่ายทอด สร้างความเข้าใจ สร้างการเรียนรู้ให้ได้มากที่สุด เพราะ “เศรษฐกิจ” ผูกพันหลายอย่างด้วยกัน ตั้งแต่ส่งออก – นำเข้า ตั้งแต่ภาษี รายได้ประเทศ เศรษฐกิจ ขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก ต้องเกื้อกูลกันอย่างไร ถ้าเรามองแต่เพียงว่าหาเงินให้ประชาชนมีใช้ไปเรื่อย ๆ แล้วจะเอาเงินที่ไหนไปใช้ให้เขา แล้วเขาจะเข้มแข็งหรือไม่ วันนี้รัฐบาลพยายามทำทุกอย่าง ขอให้เข้าใจด้วย ก็เสียใจทุกครั้ง เวลาที่ทำอะไรไปแล้ว ไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นเราต้องสร้างความเข้มแข็งให้ได้ อย่าไปทำอะไรที่เป็นเหมือนภาพลวงตา ไม่สร้างความยั่งยืน กลายเป็นว่าประชาชนกลายเป็นคนไม่มีเหตุ มีผลมันมาอย่างนี้ได้ยังไง ใช้อย่างนี้ได้ยังไง ไม่สนใจ สนใจแต่เพียงว่าเราได้อะไร เราไม่ได้อะไร อย่างนี้ไม่ได้ อย่างนี้เรียกว่าเราไม่ได้สร้างวัฒนธรรมในองค์กร หรือในประเทศของเราให้เป็นองค์ที่มีส่วนร่วมซึ่งกันและกัน ลำบากก็ต้องลำบากด้วยกัน แล้วก็ช่วยกันแก้ปัญหา พยุงเพื่อน พยุงน้อง พยุงพี่ อะไรก็แล้วแต่ ต้องจูงมือไปด้วยกัน เพราะฉะนั้นให้คำนึงถึงความสัมพันธ์ปัจจัยภายใน ภายนอก เป็นหลักด้วยนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความไม่เป็นธรรม/เหลื่อมล้ำ ปัจจัยภายนอก โครงสร้างเศรษฐกิจไทย ความเข้มแข็งภาครัฐ–ภาคธุรกิจ–ภาคประชาชน เหล่านี้ทั้งหมดต้องแก้ไข

    บูรณาการแผนงาน โครงการของทุกกระทรวงในกิจกรรมเดียวกัน

    เรื่องที่ 5. เป็นเรื่องสำคัญที่มองเห็นอีกอย่างคือ การบูรณาการแผนงาน โครงการของทุกกระทรวงในกิจกรรมเดียวกัน เช่น โครงการบริหารจัดการน้ำ โครงการปฏิรูปการเกษตรทั้งระบบ โครงการปฏิรูปเศรษฐกิจทั้งระบบนะครับ การปรับปรุงเรื่องการค้า การอำนวยความสะดวก กฎหมาย เรื่องการลงทุน สิทธิประโยชน์ อุตสาหกรรม ขยายศักยภาพในการทำอุตสาหกรรมให้ทันสมัยขึ้น รองรับการที่จะปรับเปลี่ยนการปฏิรูปเศรษฐกิจ ระยะที่ 4 ของโลกใบนี้นะครับ งานทุกงานนี่ หลายงานไม่ใช่กระทรวงเดียวทำสำเร็จ เช่น เรื่องน้ำ มีทั้งกระทรวงเกษตร มหาดไทย ทรัพยากรฯ มีหลายกรมอยู่ในนั้น

    เพราะฉะนั้น ถ้าทุกคนต่างคนต่างทำก็จะกระจายเป็นเบี้ยหัวแตกไปทั่ว เหมือนไปขุดตรงนั้น ตรงนี้ แต่ระบบส่งน้ำไม่มี ก็ไปสู่ผู้ใช้น้ำไม่ได้ยังไง แล้วก็บริหารจัดการไม่ได้ นี่คือปัญหาของเรา เพราะฉะนั้นเราจะต้องมาทำงานในเรื่องของงบประมาณกันใหม่ ทำแผนโครงการกันใหม่ ต้องมีการบูรณาการ ผมจะใช้ตั้งแต่ปี 59 ไปเลย ถึงงบประมาณออกมาแล้ว แผนงานออกมาแล้ว แต่ผมจะจัดเข้ากรอบใหม่ และจะต้องจัดทำตาม Road Map ที่ผมมีอยู่ ปีกว่าๆ นี้ ให้ได้ อย่างน้อยก็ให้เกิดประโยชน์ให้จบเป็นพื้นที่ ตามความต้องการของประเทศ ตามความเร่งด่วนให้ได้ก่อน ทำยังไงจะเกิดขึ้นได้พร้อม ๆ กัน อันนี้เสร็จ อันนี้อาจจะยังไม่เสร็จ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ตรงกับความต้องการของประชาชน แต่ถ้าทุกคนต้องการเท่ากันทั้งหมด ย่อมเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เพราะว่ามีความแตกต่าง

    เผยกำลังให้ร่างพ.ร.บ.งบประมาณใหม่อยู่

    สิ่งที่ผมพูดมาทั้งหมด จะเข้ามาข้อ 6. คือเราต้องมีการจัดทำพระราชบัญญัติงบประมาณใหม่ ซึ่งผมกำลังให้ร่างอยู่ ถึงจะทำให้เกิดการบูรณาการอย่างนั้นได้ เพราะไม่เช่นนั้นต่างคนต่างทำแผน ต่างคนต่างใช้ ต่างคนต่างเบิก ทำสัญญาก็ทำคนละที่หมด วันนี้ต้องมาทำร่วมกัน แล้ววาง Road map ว่าทุกอย่างต้องทำพร้อมกัน เรืองน้ำ ทุกกระทรวงต้องเสนอมาพร้อมกัน เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพร้อมกัน แล้วไปเปิดทำสัญญาพร้อมกัน ผมว่าน่าจะทำได้ กำลังทำอยู่ ถ้าใครไม่เห็นด้วยก็เสนอมาแล้วกัน ผมว่าเป็นสิ่งที่จะสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจด้วย ตรวจสอบง่ายขึ้น แล้วก็จับต้องได้

    สร้างการรับรู้ให้ปชช.เข้าใจ ขออย่าไปบิดเบือน ชี้วันนี้ไม่ใช่เวลาของสิทธิ-ปชต.-เสรีภาพ

    เรื่องที่ 7. เรื่องการสร้างการรับรู้ รัฐบาลพยายามอย่างยิ่งที่จะทำให้ประชาชนเข้าใจ ถึงแม้ว่าจะมีการต่อต้าน บิดเบือนอยู่มากพอสมควร ผมไม่ทราบว่าด้วยเหตุอะไร วันนี้เราไม่ได้ห้ามใครแสดงความคิดเห็นอันบริสุทธิ์เลย เว้นแต่อย่าทำผิดกฎหมาย เข้าช่องทางที่ไม่ถูกต้อง หรือไปวิพากษ์วิจารณ์โดยเจตนาไม่สุจริต เหล่านี้ผมคิดว่าถ้าท่านยังทำอย่างนี้ต่อไป ก็สร้างความไม่เข้าใจไปมากขึ้น แล้วประโยชน์เกิดกับใคร หรือผลเสียเกิดกับใคร เกิดกับประเทศชาติใช่หรือไม่ แล้วท่านไม่รับผิดชอบกันเลยหรืออย่างไร การที่ไปพูดในต่างประเทศ ไปออกอากาศ ออกสื่อ สื่อก็รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง ก็ขยายความออกไป สื่อดีๆ ก็มีมากอยู่แล้ว ที่พยายามไม่เข้าใจก็มีอยู่ไม่กี่สื่อ เพราะฉะนั้นท่านต้องรับผิดชอบ เพราะฉะนั้นถ้าทุกคนเห็นต่าง แต่ต้องหาประเด็นเห็นร่วมกันได้ แล้วอย่าไปบิดเบือนว่าตัวเองทำความผิดแล้วจะต้องพ้นผิด เพราะใช้สิทธิมนุษยชน ใช้เสรีภาพ ใช้เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่เวลาวันนี้

    เพราะฉะนั้นวันนี้ทุกคนอย่าไปเชื่อมากนัก ก็ไปพิสูจน์กันเอาเองวันหน้าแล้วกัน สิ่งใดที่เป็นภาพลวงตาที่เกิดขึ้น ทำให้ทุกคนลืมไปหมด นึกถึงแต่ตัวเองอย่างเดียว ว่าตัวเองทำอย่างไรจึงจะดีกว่าคนอื่น มีหน้ามีตากว่าคนอื่น มีเงินมีทองใช้มากกว่า อยากมีอำนาจกันทั้งหมดด้วยเงิน ด้วยอิทธิพล ด้วยอะไร ผมว่าเลิกได้แล้ว หลายประเทศเขาเลิกไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเรายังทำแบบเดิม รอรับการช่วยเหลือ ประกอบอาชีพแบบเดิมๆไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีการเพิ่มเสริมเติมต่ออะไรก็แล้วแต่ ไม่พัฒนาทั้งความรู้ เทคโนโลยี ไม่ใช้น้ำอย่างประหยัด ทุกอาชีพไม่สุจริต รัฐบาลก็ต้องเข้าเนื้อไปให้เรื่อยๆ ดูแลแล้วเมื่อไรจะพอ แล้วเมื่อไรจะแข็งแรง ต้องช่วยตัวเองบ้าง ฟังบ้างที่พูดออกไป ศูนย์แนะนำต่าง ๆ ก็มีทุกจังหวัด ท่านไม่ฟัง แต่ท่านต้องการ เมื่อให้ไปไม่ได้เพราะไม่ตรงกับสิ่งที่เราวางเจตนารมณ์ไว้ ก็ให้ไม่ได้ ท่านก็กลับมาโจมตีรัฐบาล เพราะฉะนั้นท่านอยากให้รัฐบาลตามใจ ง่ายนิดเดียว ผมก็ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องมาปวดหัว ไม่ต้องมาทะเลาะ ขัดแย้งกับใคร ไม่ต้องหงุดหงิดด้วย ก็ขอร้องพี่น้องแล้วกัน ช่วยกันนิดหนึ่ง แต่ถ้าผิด ต่อไปก็มาว่าผมแล้วกัน ว่ามันผิด ผมจะได้ไม่พูด

    อยากให้ประชาชนเข้าใจว่า เราหวังสร้างอนาคตให้กับประเทศ ซึ่งยากเหมือนกันในการปฏิรูป วันนี้ต้องปฏิรูปเกือบทุกอย่าง 37 วาระ ท่านคงจะเห็นในผังที่ผมเขียนสรุปให้ไป แต่วันนี้เราเริ่มต้นให้แล้ว ผมคิดว่าถ้าทุกคนร่วมมือตรงนี้จะมีอนาคตแล้ว แต่ถ้าขัดแย้งกันตั้งแต่วันนี้ ตั้งแต่ประชามติ ตั้งแต่เลือกตั้ง ไปไม่ได้ทั้งหมด ล้มทั้งหมด ก็ขอร้องสื่อมวลชนกรุณาอย่าเสนอข่าวที่มีแต่ความรุนแรงมากนักเลย ภาพอาชญากรรม ความเสียหาย ความเดือดร้อน ความรุนแรง ไม่ทำให้เกิดประโยชน์กับใครทั้งสิ้นเลย โอเค คนสนใจ ขายหนังสือได้ แต่ประเทศชาติเสียหาย ท่านจะทำยังไง ให้ลดรูปเล็กลงบ้าง หรือบางเรื่องเสียหายกับประเทศรุนแรงเกินไป ก็หยุดบ้าง ตำรวจเขาจับแล้วก็คอยให้กระบวนการ ถึงเวลาพิจารณาคดีอะไรท่านก็ไปเสนอข่าวอีกทีได้หรือไม่

    ถ้าท่านมุ่งเน้นจะขายหนังสืออย่างเดียวก็เป็นแบบนี้ แล้วต่างชาติเขาจะกลับมาเที่ยวบ้านเราหรือไม่ ความรุนแรงก็เกิดขึ้น คดีโน้น คดีนี้ มากไปหมด แต่เรื่องดีๆ อยู่หน้า 3 หน้า 4 เรื่องหน้า 1 ตัวใหญ่ทุกวัน ทวนแล้วทวนอีกๆ จนกระทั่งแทบจะเข้าไปอยู่ร่วมในเหตุการณ์ด้วยเลย คนอ่านข่าวนี่อะไรเหล่านี้ คนเขียนข่าว หรือไปอยู่ในกระบวนการเขาไม่รู้นะ อย่าไปซักมากนัก คนเป็นเหยื่อ เป็นอะไรเขาก็อับอายบ้าง เสียความเป็นส่วนตัวละเมิดสิทธิมนุษยชนเขานะ ขอให้พยายามแก้ไขด้วย

    การจัดระเบียบใหม่ การวางผังเมือง -  ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 

    เรื่องที่ 8. คือตัวอย่างที่จะมีการนำพาประเทศชาติไปสู่อนาคตได้ ของรัฐบาลและ คสช. ในวันนี้ก็คือ อาทิเช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการคมนาคมทางราง เพื่อการเชื่อมโยงรถไฟ – รถไฟฟ้า – รถโดยสารพลังงานไฟฟ้า – รถรางไฟฟ้าล้อยาง กำลังคิดต่อว่าจะทำยังไรในพื้นที่ปริมณฑลที่การจราจรไม่ติดขัดมากนัก ไม่ต้องทำราง ใช้สายไฟข้างบน ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าข้างบน เหมือนที่ต่างประเทศเขาใช้ ทำอย่างไรจะเชื่อมต่อกัน ตรงไหนควรใช้อย่างไร แม้กระทั่งการขนส่งในเมืองใหญ่ หรือในเมืองท่องเที่ยวก็กำลังคิดอยู่ทั้งหมด แต่ถ้าเราไปทำอะไรมาก ๆ เข้าในพื้นที่ที่แออัดอยู่แล้วก็ลำบาก

    ผมถึงบอกว่า ต้องมีการจัดระเบียบใหม่ การวางผังเมือง การขยายเมือง วงรอบออกไป ไม่ใช่แออัดอยู่ข้างใน มันไม่ได้แล้ว ต้องสร้างสังคมเมืองใหม่ขึ้นมา อันนี้คือปฏิรูประยะยาวด้วย เพราะฉะนั้นเราจะต้องเพิ่มศักยภาพระบบขนส่งมวลชนเดิมให้ทันสมัย ลดปัญหาการจราจร และลดมลพิษ การใช้รถเก่ามาก ๆ ก็ไม่ดี เพราะปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก็ขึ้นไปในอากาศมากมาย เราก็ต้องรักษาโลกให้ไม่ร้อนไปมากกว่า 2% เราก็ลงนามสัญญากับเขาไปแล้วด้วย ทุกประเทศในโลกนี้ เพราะฉะนั้นเราต้องเชื่อมกรุงเทพ – หัวเมือง ตัวเมือง – ชานเมือง ที่จอดรถ ที่พักคอยอะไรก็แล้วแต่ให้ตรงกับความต้องการ ไม่เช่นนั้นก็ใช้ไปท่อน ๆ ทุกคนก็ไม่สะดวกไง ทุกคนก็ขับรถกันหมด คนเดียวก็ขับ สองคนก็ขับ สามคนก็ขับ คือสรุปว่าใช้รถหมดทุกคนก็มีรถทุกบ้าน แล้วก็สร้างมลภาวะขึ้นไป แต่ถามบอกว่าไปขึ้นรถไฟฟ้าบอกขึ้นไม่ได้ เพราะไม่ต่อกันนะ ไปถึงก็จอดรถ ไม่มีที่จอดรถ ก็ห่วงรถ สู้ขับรถไปเลยดีกว่า ติดกันอยู่แบบนี้

    เพราะฉะนั้น กี่รัฐบาลแก้ไม่ได้หมด ต้องแก้ปัญหาเรื่องที่จอดรถอีกด้วย วันนี้ผมให้นโยบายไปทำที่จอดรถใต้ดิน ในพื้นที่ที่แออัดมากๆ จะได้ลดการใช้รถในพื้นที่ที่แออัด คับคั่ง เช่นใกล้ ๆ สถานที่ท่องเที่ยว ใกล้สถานที่ที่เกี่ยวกับการค้า ซึ่งเหล่านี้ทั้งรถ ทั้งคน ลำบากนะ อันตรายด้วย ถ้าเราทำที่จอดรถใต้ดินได้ก็จะดี หรือเป็นที่จอดรถที่มีหลายๆ ชั้น แล้วยกเลื่อนขึ้นลง ต่างประเทศลองดูแล้วกัน ทำได้ไม่ได้ แล้วก็อยากให้เป็นการร่วมทุนของภาคเอกชนบ้าง ก็ดีจะได้ลดภาระของรัฐบาลลงบ้าง ผมขอเชิญชวนบริษัทห้างร้านหรือธุรกิจขนาดใหญ่ช่วยกันลงทุนได้ไหม เรื่องที่จอดรถใต้ดิน ก็หารือกับกระทรวงการคลัง เป็นเรื่องของที่ดินต่างๆ ที่จะใช้ได้ หรือเป็นที่ด้านธุรกิจอยู่แล้ว เพียงแต่ทำข้างใต้ลงไป ตัวเลขคร่าวๆ ผมจำได้ พื้นที่ใต้ดินเมื่อหลายปีมาแล้วผมทราบว่า 1 คันประมาณ 2-3 ล้าน ถ้าพูดถึง 200 คันก็ประมาณ 6-7 ร้อยล้าน คุ้มค่าหรือไม่ไม่ทราบ วันนี้เท่าไรไม่ทราบเหมือนกัน ไปถามพวกก่อสร้าง

    โครงการรถไฟฟ้า 10 เส้นทางใน กทม. สายสีม่วง บางใหญ่ – เตาปูน สร้างเสร็จแล้ว จะทดลองเดินรถเต็มรูปแบบ พฤษภาคม 2559 ผมเคยนั่งมาแล้ววันทดลอง ก็ดีเหมือนกัน แล้วจะเปิดบริการในเดือนสิงหาคม 2559 เฉลิมฉลองวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถด้วย สายที่ 2 สายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง – บางแค บางซื่อ – ท่าพระ ก่อสร้างไปแล้ว 70 % มีทั้งแบบใต้ดินและยกระดับ มีอุโมงค์ลอดแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งแรกของไทย จะเปิดให้บริการในเดือนเมษายน 2562 ผมไปดูแล้วการเจาะอุโมงค์มีความทันสมัยมาก เส้นที่ 3 สายสีเขียว (ตอนใต้) ช่วงแบริ่ง – สมุทรปราการ ก่อสร้างแล้ว 70 % จะเปิดให้บริการเดือน กุมภาพันธ์ 2561 และ (4) ส่วนต่อขยาย สายสีเขียว (ตอนเหนือ) ช่วงหมอชิต – คูคต จะเปิดให้บริการ กุมภาพันธ์ 2563 สายสีแดง ช่วงบางซื่อ – รังสิต ก่อสร้างคืบหน้ากว่า 50 % จะเปิดให้บริการ เดือนกันยายน 2563 สายสีแดงอ่อน ช่วงบางซื่อ – พญาไท – มักกะสัน – หัวหมาก และ สายสีแดงเข้ม ช่วงบางซื่อ – หัวลำโพง ยังอยู่ระหว่างการศึกษาและการพิจารณาของ สศช. และ สภาพัฒน์ฯ สายสีส้ม (ตะวันออก) ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย – มีนบุรี ครม. มีมติเห็นชอบแล้วเมื่อปลายปี 2558 อยู่ระหว่างการจัดทำราคากลาง จะเริ่มประกวดราคา มกราคม 2559 เริ่มก่อสร้าง มีนาคม 2560 ซึ่งเริ่มไปแล้วในการประกวดราคา ดำเนินการอยู่ มีแผนจะเปิดให้บริการปลายปี 2563 สำหรับสายสีส้มนี้จะเป็นโครงข่ายเส้นแรก เชื่อมแนวขวางของกรุงเทพฯ เรียกว่า East-West จะต้องมีแนวขวางด้วย เมื่อเสร็จสมบูรณ์แล้วเราสามารถจะใช้เส้นนี้เชื่อมโยงเข้ากับโครงการรถไฟฟ้าสายอื่น อีก 4 สาย ได้แก่ สายสีแดง สีน้ำเงิน แอร์พอร์ตเรลลิงค์ และสายสีชมพู จะสามารถรองรับผู้โดยสาร ราว 5 แสนคน/วันได้ ต่อไป สายที่ 8 สายสีชมพู มีนบุรี – แคราย และสายที่ 9 สายสีเหลือง ลาดพร้าว – สำโรง ทั้ง 8 และ 9 นี้เป็นรถไฟฟ้ารางเดี่ยว ซึ่งพยายามผลักดันให้เปิดบริการในปี 2563 เป็นโครงการที่เอกชนร่วมทุนกับรัฐกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการ PPP เป็นการร่วมทุน สายที่ 10 ส่วนต่อขยาย สายสีม่วง ลงทางใต้ เตาปูน – ราษฎร์บูรณะ ระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร ผ่านเกาะรัตนโกสินทร์ชั้นใน สถานที่ท่องเที่ยว และสถานที่สำคัญ อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการ EIA และเกาะรัตนโกสินทร์

    ส่วนการพัฒนาระบบรถไฟรางคู่ ขนาด 1 เมตร เดี๋ยวจะสับสนนะ ผมว่าทางคู่มากกว่า ไม่ใช่รางคู่เดี๋ยวจะเรียกกันผิด ทางคู่คือสวนกันได้ ถ้าเป็นรถไฟเมืองไทยวันนี้ก็มีคู่กันอยู่แล้ว ต้องมีซ้ายขวาไง ทางคู่สวนกันได้ ไม่ต้องวิ่งทับเส้นทางเดียวกัน เขาเรียกว่าทางคู่ วันนี้ก็ต้องใช้คำว่าทางคู่ แต่รางก็เป็นรางคู่อยู่แล้ว ก็เท่ากับ พูดง่าย ๆ ก็มีราง 4 เส้น ไม่เช่นนั้นสับสนไปหมด โดยทางเดี่ยวที่มีอยู่เดิม 4,000 กว่ากิโลเมตร ที่วิ่งสวนกันไม่ได้ ต้องทำเสริมเป็นทางคู่ วิ่งสวนคนละเส้นทาง ในระยะแรก ระยะทาง 905 กิโลเมตร เฉพาะในเส้นทางที่สำคัญในเชิงเศรษฐกิจ เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ รองรับการขนส่งสินค้า ขนาดหนัก และเชิงสังคมนะครับ บริการประชาชน ไม่ว่าจะเป็นชั้นประหยัด เพื่อสะดวกในการขนส่งคนระหว่างเมือง จอดทุกสถานี และมีความปลอดภัยขึ้น โดยเฉพาะจุดตัดต่าง ๆ ที่สำคัญสามารถย่นเวลาการเดินทาง โดยไม่ต้องรอสับหลีกราง เพราะสวนกันได้ คนละเส้น ทั้งนี้มี 2 เส้นทาง ที่เริ่มก่อสร้างในเดือน ธันวาคม 2558 ถึงต้นปี 2559 ทำไปแล้ว ได้แก่ ช่วงฉะเชิงเทรา – คลอง 19 – แก่งคอย น่าจะเสร็จได้ในปี 61 แล้วช่วงชุมทางถนนจิระ – ขอนแก่น แล้วเสร็จปี 2562 กับอีก 4 เส้นทาง ที่อยู่ระหว่างรอผลการพิจารณารายงาน EIA ช่วง ช่วงประจวบคิรีขันธ์ – ชุมพร มาบกะเบา – ชุมทางถนนจิระ ช่วงนครปฐม – หัวหิน ลพบุรี – ปากน้ำโพ จากนั้นจะนำเสนอ ครม. เมื่อผ่านการทำประชาพิจารณ์แล้วให้ ครม. พิจารณาอนุมัติโครงการต่อไป

    สำหรับเดิมเรามีเส้นทาง Standard Gage อยู่แล้วคือ 1 เมตร ทุกวันนี้ใช้ 1 เมตรอยู่ รถไฟขนาด 1.435 เมตร เป็นรถไฟอนาคต เพื่อจะเตรียมการสู่ การใช้รถไฟความเร็วสูง อย่างที่กราบเรียนไปแล้วว่า วันนี้เรายังไปไม่ถึงตรงนั้น การใช้บริการ ขีดความสามารถของผู้ใช้บริการ โดยสารอะไรต่างๆ ยังไม่พร้อม เราก็เตรียมทำไว้ก่อน ทำรางให้สามารถเป็นรถไฟความเร็วสูงได้ในวันหน้า แต่วันนี้เอารถไฟความเร็วปานกลางมาใช้ก่อน นี่คือความแตกต่าง ทุกคนไม่เข้าใจ หลายอย่างมีการปรับเปลี่ยน เช่นเรื่องของราคา เรื่องของสถานี เรื่องของความยาวของรถไฟนี่ ทางรถไฟ เหล่านี้ต่างกันหมด ไม่ใช่เอามาเปรียบเทียบ ของเก่าเท่านี้ ของใหม่ทำไมแพงกว่า อะไรทำนองนี้ ไปดูรายละเอียดเขาพูดหลายครั้งแล้ว มองกันแต่ว่าทุจริต เอื้อประโยชน์ ทำไมไม่มองว่าเราเข้ามาทำอะไร เจตนาคืออะไร จะดีไม่ดีก็แนะนำมา ผมก็พร้อมจะตรวจสอบ ผมก็จะไล่กระทรวงคมนาคมทั้งหมดนั่นแหละ เพียงแต่ขอให้มีหลักการ อย่าไปพูดตามสื่อ เสียหาย เสียความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วย ทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะไทย ไม่ว่าจะประเทศไหนก็ตาม คือ 1 ประเทศ ใหญ่เล็กเหมือนกัน ต้องเท่าเทียม ผมไม่ยอมใครอยู่แล้ว

    เพราะฉะนั้นความร่วมมือไทย-จีน ในช่วงกรุงเทพฯ – แก่งคอย ใช้ขนผู้โดยสารอย่างเดียว เพราะว่าอันนี้มีความจำเป็น ส่วนช่วงหนองคาย – นครราชสีมา นครราชสีมา – แก่งคอย และแก่งคอย –มาบตาพุด บริเวณท่าเรือ/นิคมอุตสาหกรรม จะใช้ทั้งขนคนและส่งทั้งสินค้า เดิมมีการพัฒนาทั้งหมดตลอดเส้น วันนี้ไม่ได้แล้ว ดูแล้วความพร้อมบางเส้นทางยังไม่สมบูรณ์เลย เพราะว่าคนบุกรุกมาก ต้องขยายเส้นทาง ต้องเวนคืน ต้องอะไรอีกมากมายไปหมด ท่านไม่เข้าใจว่าเราทำอะไรไปบ้าง ทำไมช้า ที่ผ่านมาก่อน ๆ หน้านี้จะทำโครงการเสร็จแล้วยกไปเลย ใครทำ ก็ทำไป ทุกอย่างไปทำเองหมด ทำได้หรือไม่ วันนี้ขนาดทำเองทุกอย่าง คิดอย่างนี้ยังไปไม่ค่อยจะได้เลย ความขัดแย้งก็สูง เข้าใจเจตนาของเราด้วย วันนี้ระยะทาง 1.435 เพื่ออนาคต วันหน้าต้องไป 1.435 แน่นอน เพราะกว้าง บรรทุกน้ำหนักได้มากกว่า แล้วก็เชื่อมโยงไปไกล ๆ ไม่ใช่วิ่งแค่นี้ 1.435 วิ่งแค่รอบบ้าน ไม่ใช่เลย เขามีเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก ตะวันออกโน่น ไปถึงยุโรปโน่น เราไม่เริ่มวันนี้จะไปตรงไหนล่ะ ถ้าเริ่มวันนี้เราไม่มีเงิน ก็เริ่มทำเฉพาะรางไปก่อน แล้วเอารถความเร็วปานกลางมาขึ้น อย่างน้อยก็เร็วกว่าความเร็วเดิม รถเก่าเราวิ่งเช้าถึงเย็นถึง ต้องมีการลงทุนตรงนี้ด้วย ไม่ใช่เราจะไปเอื้อประโยชน์ให้กับใคร ๆ จะขายรถไฟไม่ได้วิ่งทางเดียว วิ่ง 2 ทาง วิ่งไปแล้ววิ่งกลับ สินค้าก็ส่งได้ทั้ง 2 ทาง สำคัญเรามีสินค้าส่งสู่เขาได้หรือไม่ มีการพัฒนาระบบเศรษฐกิจการค้า การลงทุนหรือไม่ พัฒนานวัตกรรมหรือไม่ ถ้าไม่ทำยังไงก็เสียเปรียบทั้งชาติอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมีรถไฟ หรือไม่มีรถไฟ

    เรื่องที่ 2 โครงการความร่วมมือรถไฟ ไทย – ญี่ปุ่น เรียกว่าแบบ “ชินคันเซ็น” ระยะทางรวม 672 กิโลเมตร อันนี้ กรุงเทพฯ – เชียงใหม่ เฉพาะการขนส่งผู้โดยสาร ยังทำอะไรไม่ได้เลย ศึกษาความเป็นไปได้ก่อน มีความร่วมมือระหว่างกัน เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไทยกับญี่ปุ่น แล้วมีความปลอดภัย ในขณะนี้ปลอดภัยที่สุดในโลกของญี่ปุ่น ประเทศหนึ่งในหลาย ๆ ประเทศ คาดว่าจะศึกษาเสร็จในเดือนมิถุนายน 2559 แล้วก็จะดำเนินการต่อไป มีเงินหรือไม่ ไม่มียังไง ประชาชนจะผ่าน EIA HEIA หรือไม่ เพราะขึ้นทางเหนือ ถ้าอยากได้ก็ต้องลงทุน แล้วทำให้เหมาะสมจะยังไง ขั้นที่ 1 จะเอายังไง แค่ไหน เส้นไหนก่อน เพื่อเป็นการทดลอง แล้วเป็นการให้ประชาชนเข้าใจก่อน บางทีลงทุนมากๆ ก็มีปัญหาอีก

    ส่วนที่3 คือ โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง อันนี้เราไปคิดถึงเรื่องการลงทุนร่วมกับภาคเอกชน ร่วมกับรัฐหรือ PPP Fast Track จำนวน 2 โครงการ 2 เส้นทาง คือ ช่วงกรุงเทพฯ – หัวหิน 211 กิโลเมตร และ กรุงเทพฯ – พัทยา – ระยอง 193 กิโลเมตร อันนี้จะเน้นการการขนส่งผู้โดยสารเช่นกัน ต้องไปดูว่าได้หรือไม่ได้อย่างไร แต่เป็นการวางแผนไว้อย่างนี้ ก็เดินหน้าไปก่อน ไม่ได้ก็ว่ากันมา เราสามารถจะรับนักท่องเที่ยว สามารถไป – กลับในวันเดียวได้ ไม่เสียเวลาเดินทาง เราต้องคิดถึงว่าวันนี้ วันหน้าถ้าเราสามารถขจัดความแออัดในเมืองออกไปได้ ในกรุงเทพฯ ออกไปได้ โดยคนในกรุงเทพฯ สามารถไปทำงานที่หัวหินได้ ไปเร็วกลับเร็ว ไปเช้า กลับเย็นได้ หรือไปเชียงใหม่ ไปเช้ากลับเย็น ก็จะทำให้การเจริญเติบโตไปข้างนอกได้มากขึ้น สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างอะไรต่าง ๆ จะได้ไม่ต้องมาแย่งกันอยู่ในเมืองใหญ่อย่างนี้ นั่นคือเหตุผลของการสร้างความเชื่อมโยง ในเรื่องของการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน ก็ต้องมีทั้งคน ทั้งสินค้า ทั้งเร็ว ทั้งช้า บางคนก็ไปเร็ว บางคนก็ไปช้า สินค้าก็ช้าหน่อย ต้องวางแผนเหล่านี้ วางไว้ 20 ปีข้างหน้า ต้องวางแบบนี้

    เรื่องต่อไปคือ เรื่องโครงการพัฒนารถไฟฟ้านะครับ รถไฟฟ้า คือรถที่ใช้แบตเตอรี่ ต้องเติมไฟอะไรต่าง ๆ ระยะแรกเท่านั้นเอง อย่าไปเขียนกันเรื่อยเปื่อยว่ารัฐบาลจะยกเลิกการสนับสนุน อีโค คาร์ ยกเลิกได้ยังไง เราเป็นศูนย์กลางอยู่ อีโค คาร์ 1-2-3-4-5 วันนี้ จะไปเลิกได้ยังไง วันนี้โลกยังใช้อยู่ วันนี้ส่งออกเราก็ดีขึ้น รถไฟฟ้าเพื่ออนาคต เรายังทำไม่ได้หมด อนาคตคืออนาคต แต่วันนี้เราจะคิดได้หรือไม่ ถ้าวันนี้เราซื้อมาทดลองใช้ก่อน แล้วมาดูว่า สิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญคือ สามารถสร้างมูลค่าของชิ้นส่วนประกอบได้ ให้กับสถานประกอบการของเราในประเทศ SMEs ทั้งหมด ก็เป็นชิ้นส่วนอะไหล่ของรถไฟฟ้าเหล่านี้ในอนาคต วันนี้ยังทำไม่ได้ อย่างมากก็ได้ตัวถัง แต่สิ่งสำคัญที่สุด ผมต้องเตรียมการวันนี้ คือการพัฒนาเรื่องแบตเตอรี่ลิเทียม ซึ่งต้องใช้ในรถไฟฟ้า วันนี้เรายังไม่พร้อม เราผลิตเองไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเราใช้วันนี้ก็แพง วันนี้รถไฟฟ้าที่ใช้ไฟฟ้า รถเมล์ แพงกว่ารถแก๊ส รถน้ำมันหลายเท่า แพงเพราะอะไร แพงเพราะแบตเตอรี่ ตัวรถไม่แพง เรายังทำไม่ได้ทั้งมอเตอร์ ทั้งไฟฟ้า แล้วจะไปวันนี้ได้ยังไง ก็ต้องขอรับการสนับสนุน หรือลงทุนร่วม หรือจากมิตรประเทศพัฒนาต่อไปในอนาคต อย่าไปตกใจ เดี๋ยวจะหาว่าผมไม่ส่งเสริมการทำรถยนต์ในประเทศอีก นี่ชอบไปบิดเบือนผม

    เรื่องรถยานยนต์ไฟฟ้า อาจจะต้องให้คนใช้ได้มากขึ้น ในระยะทางใกล้ ๆ จดทะเบียนให้ได้ ก็กำลังทำอยู่ บางคนบอกว่าจดทะเบียนไม่ได้แล้วจะใช้ได้อย่างไร เราแก้ปัญหาไม่ครบ ให้ใช้นั้น ใช้นี่ ใช้แก๊สโซฮอล์ แก๊สไม่ครบก็เกิดปัญหาหมด ผลิตออกมาก็ขายไม่ออก คนไม่ใช้ ใช้แก๊ส ก็ไม่มีปั้มแก๊ส ก็คิดไม่จบ ดูหนังไม่จบเรื่องซะที เพราะฉะนั้นเราจะต้องส่งเสริมให้ประเทศไทยมีศักยภาพ ให้มีความเชื่อมั่น นโยบายภาครัฐ ภาคธุรกิจ ร่วมมือกับต่างประเทศ ไม่ใช่เขามาเอาประโยชน์จากเราไปฝ่ายเดียว หลายเรื่องกำลังผลักดันอยู่ การวิจัยพัฒนา เพื่อจะนำสู่การผลิตยานยนต์ไฟฟ้าให้ได้ในอนาคต รู้จักคำว่า อนาคตหรือไม่ ไม่ใช่วันนี้ ไม่ใช่ปีนี้ ไม่ใช่ปีหน้า ปีโน้น ยังไม่ใช่ อนาคตยังยาว อย่าไปตกใจ เราต้องใช้แนวทาง “ประชารัฐ” ขับเคลื่อน ตั้งเป้าหมาย ยกระดับประเทศไทย ให้เป็นประเทศผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคตให้ได้ จะโดยเร็วอย่างไรก็ว่ากันไป เพราะวันหน้าเปลี่ยนแปลงหรือเปล่าไม่ทราบ แหล่งพลังงานเปลี่ยนหรือไม่ แก๊ส น้ำมันจะเป็นอย่างไร ไฮบริด จะใช้ได้หรือไม่ ในวันหน้า วันนี้ไฮบริด มีอยู่แล้ว วันหน้าถ้าพลังงานเปลี่ยน ถ้าเราไม่เตรียมการเอาไว้ ในอนาคตก็เดือดร้อนอีก แต่ไม่ใช่วันนี้ วันนี้ยังไม่เดือดร้อนก็ทดลอง ศึกษา ค้นคว้าวิจัยไปก่อน ให้ราคาถูกลง จะได้ไม่ต้องไปซื้อจากต่างประเทศมาก ใช้กับรถยนต์ไฮบริด อะไรทำนองนี้ ก็ใช้อยู่แล้ว รถไฟฟ้าเต็มระบบค่อยว่ากันอีกที พร้อมหรือยัง ไม่เช่นนั้นจะแก้ปัญหาเรื่องก๊าซเรือนกระจกไม่ได้ วันนี้ต้องลดโลกร้อนลงให้ได้ แล้วประหยัดเชื้อเพลิง ประชาชนก็มีความสุข

    ฮับของการผลิตรถไฟฟ้าในอนาคต

    อันนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงประเทศ เป็นก้าวหนึ่งของการปฏิรูปเหมือนกัน เรื่องของคำว่า “ศูนย์กลาง” วันนี้ยังไปไม่ถึงตรงนั้น แต่หลายประเทศนะ เสนอมาแล้วว่าอยากจะมาลงทุนเรื่องรถไฟฟ้าในประเทศไทย ให้เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่จะเป็น “ฮับ” (ศูนย์กลาง) ของการผลิตรถไฟฟ้าในอนาคต แล้ววันนี้เป็นฮับเรื่องการผลิตยานยนต์อยู่แล้ว เราได้มีการทบทวนเรื่องการใช้รถเมล์ของ ขสมก. อยู่ เดิมจะมีการจัดซื้อรถทั้งหมด จากเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ 3,183 คัน แต่ซื้อไม่ได้ วันนี้เปลี่ยนมาเป็นการจัดหารถโดยสารไฟฟ้า 500 คัน อาจจะต้องเช่ามาก่อน 200 คัน คาดว่าจะได้รับรถในปี 2560 นี้ เพื่อจะทดลองใช้ว่าเป็นยังไร ถ้าดี เราจะได้ไปผลิต ซื้อ หรือซื้อมาแล้วให้เราประกอบเอง ใช้ชิ้นส่วนในประเทศต้องไปอย่างนั้น ไม่เช่นนั้นก็ไม่มีทางเลือก ใช้น้ำมัน ใช้แก๊ส มาตลอด แล้วแก้อะไรไม่ได้ทั้งระบบ ตอนนี้กำลังแก้

    เรื่องการจราจรแออัด ลดมลพิษที่จอดรถ ต้องทำเหมือนกับประเทศอื่น ๆ ในโลกนี้ เขามีรถรางไฟฟ้าเข้ามาอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสริมระบบขนส่งมวลชนเขตเมือง ในเมืองคงลำบากแล้ว เพราะแน่น สมัยก่อนเราเคยมีรถราง วันนี้มีแต่รางไม่มีรถ วันนี้ก็ไปอยู่ข้างนอก ไปเชื่อมโยงข้างนอก ไม่ต้องมีรางใช้ล้อยาง ไปคิดเอา คิดอยู่ เรียกว่า “Light Rail” เหมือน นิวยอร์ก โตเกียว ลอนดอน ปารีส เรียกว่า “City Tram” เหมือน เยอรมัน เนเธอร์แลนด์ เท็กซัส หรือ “Mono Rail” เหมือน ซิดนีย์ ลาสเวกัส หลายคนเคยไปมาแล้ว ผมก็ไปบางประเทศเท่านั้น แต่ผมก็เห็นมา ผมถึงมาสั่งได้ ก็ไปคิดเอาว่าจะทำได้หรือไม่ คิดต่อไปแล้วกัน สิ่งที่เรากำลังทำอยู่คือ การบริการประชาชน คือการใช้บัตรใบเดียว ระบบตั๋วร่วม กับทุกบริการขนส่งมวลชน กำลังดำเนินการอยู่ และอะไรต่างๆ ก็ตามที เป็นเรื่องของสวัสดิการผู้มีรายได้น้อย ดูว่าจะทำได้ยังไง ลงทะเบียน ไม่ลงทะเบียน จะทำยังไง คณะกรรมการกำลังคิดกันอยู่ ไม่ใช่สั่งแล้วเลิกแล้วอะไรทำนองนี้ เกิดขึ้นแล้ว บางอย่างเกิดไม่ได้ ต้องพิจารณากันอย่าง โวยวายกันทุกอย่างไป เพราะมีคนไม่เข้าใจ แล้วก็เริ่มก่อนทุกที โดยเฉพาะ Social Media ไม่รู้ก็พูด จินตนาการเอาเองตลอด

    เรื่องการออกแบบสถานี สิ่งที่อำนวยความสะดวกนั้น น่าจะต้องเป็น “อารยสถาปัตย์” ที่รองรับการเดินทางของผู้พิการ ผู้ใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือในการดำเนินชีวิต ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยพักฟื้น ตำรวจ-ทหารผ่านศึก สตรีมีครรภ์ และเด็กเล็กด้วย

    สำหรับ โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง เพื่อจะช่วยในการถ่ายเทการจราจร โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสำคัญต่าง ๆ และเปิดช่องทางสัญจรกรุงเทพฯ – หัวเมืองใหญ่ จำนวน 3 เส้นทาง ได้แก่ สายพัทยา – มาบตาพุด สร้างแล้วเสร็จปี 2562 สายบางปะอิน – นครราชสีมา จะลงนาม เมษายน 2559 เสร็จปี 5263 และ สายบางใหญ่ – กาญจนบุรี จะลงนามสัญญาก่อสร้าง กรกฎาคม 2559 และกำหนดเสร็จปี 2563 เช่นกัน

    ประเด็นร่างรัฐธรรมนูญ

    เรื่องสุดท้าย เรื่อง ร่างรัฐธรรมนูญ เป็นประเด็นการเมือง ตลอดระยะเวลาเป็นเดือนมาแล้ว โดยเฉพาะ 2-3 อาทิตย์ที่แล้ว ที่ผ่านมาจนวุ่นวายไปหมดแล้ว ก็ให้เขาทำงานไป ท่านก็ไปศึกษา แล้วท่านก็ไปดูว่าจะลงมติกันยังไง แต่ต้องนึกถึงปัญหาประเทศ ฝ่ายหนึ่งเรียกร้อง อีกฝ่ายหนึ่งอยากปฏิรูป ฝ่ายหนึ่งไม่สนใจ ประชาธิปไตยอย่างเดียวไปไม่ได้หมด ที่พูดกันทั้งหมดตั้งแต่ต้น ถึงเวลานี้ ผมเหนื่อยที่จะพูด ไปไม่ได้สักอัน ถ้าเรามองอย่างที่เรามองกันทุกวันนี้ ขัดแย้งกันทุกเรื่อง เพราะฉะนั้นไปดูว่าอะไรสากล อะไรที่ต้องเปลี่ยนผ่าน มีกลไกอะไรบ้าง

    ผมพูดหลายครั้งแล้ว ไปคิดกันให้ได้แล้วกัน ตรวจสอบได้อย่างไร ป้องกันปราบปรามอย่างไร ขัดแย้งกันจะทำยังไง ติดล็อคแล้วจะทำอย่างไร ทำงบประมาณไม่ได้จะทำยังไง รัฐบาลไม่มีจะทำยังไง เขากำลังคิดอยู่ทั้งสิ้น กมธ. เขาถึงออกรัฐธรรมนูญมาแบบนั้น แล้วไปตีเทียบกับโน่นนี่ จะเหมือนกันหรือไม่ สถานการณ์เหมือนกันหรือไม่ แต่เราไม่ได้ไปทาบทับอำนาจกับทางการบริหาร เพียงแต่ทำให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ ไม่เกิดความขัดแย้งขึ้นมาอีกเท่านั้นเอง วันนี้ก็ยังจะกลับไปที่เก่าอยู่นั้นแหละ เพราะฉะนั้นไม่อยากให้เกิดขึ้นมาอีก การใช้ความรุนแรง อาวุธสงคราม เจ้าหน้าที่ทำงานไม่ได้ จะทำยังไร เกิดมาแล้วทั้งหมด อย่าบอกว่าไม่เคยเกิด แล้วจะไม่เกิดอีก ถ้าประชาชนคิดเองยังไม่ได้ ไม่ทำความเข้าใจ แล้วให้บรรดานักเคลื่อนไหวทั้งหมด หรือนักการเมืองที่ไม่ดีมาชี้นำประเทศ ย่อมไปไม่ได้ ไม่หลุดพ้นกับดักประชาธิปไตย กับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง กับดักความล้มเหลว ไม่มีพ้น ไม่มีใครแก้ไขได้ รัฐบาล คสช. แม่น้ำ 5 สายก็แก้ไม่ได้ ถ้าไม่ทำกันวันนี้ ขอให้ช่วยกัน ประชาชน 70 ล้าน ต้องช่วยกัน อะไรร่วม อะไรต่าง ๆ ว่าไป ประเทศมาก่อน

    ปัญหาต่าง ๆ ในประเทศนั้น สำคัญที่สุดคือ การขาดแคลนน้ำ ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ ราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ เกษตรที่ไม่ใช้เทคโนโลยี ไม่มีเงินทุน ค่าใช้จ่ายในการต้นทุนสูง เราต้องมีมาตรการ มารองรับ ทำยังไง ส่วนนี้ประทังความเดือดร้อน ส่วนนี้สร้างความเข้มแข็ง ส่วนนี้สร้างวงจรการผลิต ส่วนนี้ไปสร้างห่วงโซ่ ต้องมีเงินไปทุกส่วน ไปทุกกิจกรรม ผมถามว่าใช้เงินมากหรือไม่ เราหาเงินเพิ่มได้หรือยัง ก็ต้องไปดูระบบเศรษฐกิจ ว่าเราต้องปรับปรุงเศรษฐกิจ นำเข้าส่งออกยังไง ให้ได้ภาษียังไง เหล่านี้ อย่าไปคิดว่าไม่ใช่เรื่องของใคร หรือของรัฐบาลอย่างเดียว ต้องช่วยเหลือแบ่งปันกัน อย่าคิดว่าต่างคนต่างอยู่ ต่างกลุ่มต่างทำ แล้วก็ไม่เกื้อกูลกัน สิ่งไหนกำไรมาก กำไรน้อยก็ให้ล้มละลายไป ไม่ใช่ ต้องทำอย่างไร ใหญ่ กลาง เล็กถึงจะเชื่อมโยงสร้าง สร้างขึ้นมา เล็ก มากลาง กลางมาใหญ่ ใหญ่ไปใหญ่มาก ถึงจะไปอย่างนี้ ถึงจะลงมาสู่ประชาชน ทุกนต้องเผื่อแผ่น “จิตสาธารณะ” ใช้หลักเกณฑ์ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ได้ดำรงชีวิตให้ได้และมีภูมิคุ้มกันตนเอง และกลไกบ้าน-วัด-โรงเรียน ตามแนวทางพระราชดำริ ทำให้สังคม ปลอดภัย มั่นคง ปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สิน

    ฝากถึงโซเชียลจำไว้ด้วย ผมเป็น ผบ.ทบ.เก่า เป็นหัวหน้าคณะปฏิรูป ไม่ใช่หมู หมา กา ไก่

    สิ่งสำคัญคือ การเคารพกฎหมาย จิตสำนึก อุดมการณ์ ประเทศชาติมาก่อน เคารพกระบวนการยุติธรรม รู้สิทธิ รู้หน้าที่ รู้เสรีภาพตามกฎหมาย อย่าไปรบกวนคนอื่นนะ เป็นพื้นฐานของ “ประชาธิปไตย” ที่ถูกต้อง อย่ามองเลือกตั้งอย่างเดียว ถือเสียงส่วนใหญ่ ไม่สนใจส่วนน้อย เรียกร้องสิทธิอย่างเดียว ไม่ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกัน ไม่ช่วยตัวเอง ไม่เข้มแข็ง หรือเป็นการทำอะไรก็ตามที่ผิดกฎหมาย หรือแสดงความเห็นต่าง ความไม่ร่วมมือ ตามสื่อ ตาม Social Media โดยที่ไม่มีข้อมูล ข้อเท็จจริง ผมคิดว่าหลาย ๆ อันผิดกฎหมาย ผมเข้าใจว่ามันผิดกฎหมายนะ กำลังดูอยู่นะ การพูดจาที่ไม่มีสาระ ไม่มีหลักฐานนี่ พูดเรื่อยเปื่อย อาจจะผิดกฎหมายด้วย ไม่ได้ขู่ เดี๋ยวหาว่าผมขู่อีก ผมไม่ชอบ คำ 2 คำนี้ ขู่ หรืออะไร จ้อ โม้ อะไรทำนองนี้ ผมเป็นนายกรัฐมนตรี ผมเป็นทหาร ผู้บัญชาการทหารบกเก่า ผมเป็นหัวหน้าคณะปฏิรูป ไม่ใช่หมู หมา กา ไก่ เพราะฉะนั้นจำไว้ด้วย

    วันที่ 14 – 18 ก.พ. ผมมีภารกิจเดินทางไปร่วมการประชุมสุดยอด อาเซียน – สหรัฐฯ สมัยพิเศษ ณ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา สำหรับรายละเอียดต่าง ๆ ผลการปฏิบัติงาน ผลการประชุม ผมจะนำมาเล่าให้ฟังต่อไป ไม่อยากให้มีการขัดแย้งในต่างประเทศด้วย ขอบคุณบรรดาพ่อแม่พี่น้อง ที่จะไปรับผมที่โน่น ให้กำลังใจผม ขอขอบคุณ ขอให้อยู่ในความสงบ ผมทำเพื่อทุกคน เพื่อประเทศชาติ ใครไม่ทำเขาก็ต้องมีผลกรรมของเขาเอง ทำไม่ดีล่ะก็ ประเทศไทยมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากมายไป ขอให้ทุกคนมีความสุข

    ที่ผ่านมาก็วันตรุษจีน และวันนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ โดยเฉพาะ “วันแห่งความรัก” ผมเป็นห่วงนะ บรรดาวัยรุ่น คู่รักต่างๆ ระมัดระวังตัวเองนะครับ ไปเที่ยวอะไรต่างๆ ผู้หญิงต้องระวังตัว มีคุณค่า ผู้ชายก็ให้เกียรติผู้หญิงบ้าง อย่าเอารัดเอาเปรียบ แล้วทำให้ประเพณีไทยเสียหาย เราไม่ใช่ต่างประเทศที่เขาเลยไปแล้วนะ วัฒนธรรมเราดีงาม สวยงาม ต่างชาติเขาก็เป็นแบบของเขามา ไม่ใช่เขาดีหรือไม่ดี ผมไม่ว่าเขา แต่ของเราเคยดีอยู่แล้ว อย่าทำ อย่าให้เดือดร้อนก็แล้วกันนะ ขอขอบคุณนะครับ ขอให้ “รู้ รัก สามัคคี” สำเร็จ ปลอดภัย มีความสุข สวัสดีครับ

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai