Are you the publisher? Claim or contact us about this channel


Embed this content in your HTML

Search

Report adult content:

click to rate:

Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


     
    31 ก.ค. 2558พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม 2558 เวลา 20.15 น.
     
    สวัสดีครับ พ่อแม่พี่น้องชาวไทยที่รักทุกท่าน
     
    ในสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ผมคิดว่าหลายท่านคงได้เห็นข่าว การที่มีพี่น้องประชาชนจำนวนมาก ไปเข้าแถวรอรับเสื้อและเข็มกลัดพระราชทาน เพื่อจะเตรียมการ ในการเข้าร่วมกิจกรรม “Bike for Mom ปั่นเพื่อแม่” ก็เป็นที่น่ายินดี คนจำนวนมากมายที่ไปเข้าแถวรอคอย ตั้งแต่ตี 1 ตี 2 จนกระทั่งบางทีก็ถึงบ่าย เพราะฉะนั้นก็จะแสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดีที่มีต่อ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ แล้วร่วมกิจกรรมของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เนื่องในโอกาส “วันแม่ของแผ่นดิน” แล้วก็แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีของปวงชนชาวไทยของเราด้วย ก็อย่าลืมเตรียมร่างกาย อุปกรณ์ ในเรื่องของความปลอดภัย ศึกษากติกา มารยาทในการปั่นจักรยานด้วย สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ท่านทรงเป็นห่วงมากในเรื่องนี้ เรื่องความปลอดภัยของพวกเราทุกคนจะได้มีความสุขกัน และก็ในวันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม ที่กำลังจะมาถึงนี้ทุกคนก็คงจะได้ร่วมกิจกรรมที่ว่านั้นด้วยความสุข
     
    เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ได้มีการออกรายงานประจำปีของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ในเรื่อง “สถานการณ์การค้ามนุษย์” ที่เรียกว่า TIP Report ประจำปี 2558 ซึ่งรัฐบาลได้ติดตามและรับทราบผลก่อนหน้านี้แล้ว เราก็ไม่รู้สึกท้อ ไม่ผิดหวังใด ๆ เราต้องมีความหวัง อย่าไปผิดหวังในเรื่องใดทั้งสิ้น เป็นเรื่องที่เราต้องยอมรับในกติกาของสากล รัฐบาลไทยก็จะเดินหน้าต่อไป ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ เพราะว่าเราก็ต้องสงสารคนเหล่านี้ที่ถูกหลอกลวงที่ถูกนำมาใช้ประโยชน์ มีผู้ได้รับผลประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามจะต้องถูกดำเนินคดีทั้งหมด
     
    รัฐบาลนี้ถือว่าเป็น “วาระแห่งชาติ” เราต้องมีหน้าที่ต่อประชาชนทั่วไปทั้งโลก ไม่เฉพาะคนไทยด้วยกันเท่านั้นเอง เราก็พร้อมที่จะร่วมมือกับทุกประเทศ ทุกองค์กร ในการที่จะมีการปราบปรามการค้ามนุษย์อย่างจริงจัง ให้หมดสิ้นไปจากแผ่นดินไทยให้ได้ แล้วก็สนับสนุนในเรื่องของการต่อต้านแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ในอาเซียนทั้งหมดด้วย ในฐานะที่เราเป็นประเทศอาเซียน ด้วยกัน เพราะวันนี้เราว่าบ้านเมืองเรานั้น มีปัญหาหลายอย่างที่ต้องแก้ไข เพราะฉะนั้นใครจะมาว่าเราอย่างไรก็ตาม เราก็อย่าท้อแท้ เราก็ต้องยึดมั่นในเจตนาของเราในสิ่งที่เราต้องทำให้เพื่อประเทศไทย และเพื่อให้สังคมไทยนั้นปลอดภัย แล้วก็ไม่เสียชื่อเสียงของต่างประเทศด้วย เรื่องความเข้าใจนั้นเป็นเรื่องที่ยาก ที่จะต้องอธิบายกัน แต่ถ้าคนไทยด้วยกัน ฟังแล้วก็คิดใคร่ครวญให้ดี การที่เราจะทำอะไรให้ใครเขายอมรับได้ ก็ต้องพิสูจน์ทราบให้เขาเห็นให้ได้ก่อน เขาจะได้เข้าใจเรา
     
    การจัดลำดับของเราใน “Tier 3” เราก็ได้รับมาแล้ว ตั้งแต่ปีที่แล้ว เพราะฉะนั้น วันนี้เราก็ทำอะไรหลายอย่างที่ดีขึ้นกว่าเดิมมาก เพราะฉะนั้น การที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้กำหนดมาแล้ว ก็เป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา เราก็ทำของเรา เรารู้อยู่แล้วว่าดีขึ้น หรือไม่ดีขึ้นอย่างไร เราไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีความพยายามในการแก้ปัญหา แต่เพียงแต่ว่าผลการดำเนินการนั้นไม่สอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำ ในช่วงที่เขามาดู อย่าลืมว่าเขามาดูในช่วงต้น ๆ ที่เราเพิ่งแก้ไขไป วันนี้เราแก้ไขมาหลายเดือนแล้ว แล้วก็ถ้าเลยไปอีกก็ต้องดีขึ้น วันนี้ก็ชัดเจนขึ้นหลายอย่าง การลงโทษเจ้าหน้าที่ การลงโทษผู้เกี่ยวข้อง 100 กว่าราย ลองไปเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ประเทศอื่น ๆ เขาน้อยกว่าเรามาก คดีความก็นำเข้าสู่ขบวนการพิจารณา วันนี้เราต้องแก้ไขให้ได้ทั้งระบบโดยเร็ว เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่าเรามีความพยายามอย่างชัดเจนแล้ว วันหน้านั้น เราก็จะได้มีผลงานปรากฏออกมา แล้วการยกระดับขึ้นมาเป็น “Tier 2” ได้ในอนาคตโดยเร็ว
     
    ในส่วนของปัญหาที่มีซับซ้อนกันอยู่ วันนี้หลายเรื่องด้วยกัน ทั้งค้ามนุษย์ ICAO เหล่านี้ แล้วก็ IUU ก็เช่นเดียวกัน ปัญหาเดียวกัน เพราะฉะนั้น เขาจะตัดสินอย่างไรก็เรื่องของเขา เราก็ต้องทำของเราให้ดีที่สุดแล้วกัน เพื่อคนไทย เพื่อทรัพยากรไทย เพื่อสิทธิมนุษยชน ดูแลทุกคนในโลกใบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาเซียนด้วยกัน ที่มีผลกระทบโดยรวมทั้งสิ้น ใครจะว่าเราก็แก้ไข ใครชมเราเราก็ดีใจชื่นใจ แล้วก็เก็บไว้เงียบ ๆ เพราะปัญหาหลายอย่างทับซ้อนกันอยู่ เรารู้ตัวเองเราดีอยู่แล้ว ก็ขอความร่วมมือ ความร่วมแรงร่วมใจจากพี่น้องประชาชน คนไทยทุกคน ก็อย่าพูดกันถึงเรื่องนี้อีกเลย เป็นหน้าที่ของรัฐบาล แล้วก็ส่วนที่เกี่ยวข้องต้องแก้ไข โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ประกอบการ รวมทั้งแรงงานด้วย ก็อย่าตกเป็นเหยื่อเขา ก็ต้องซื่อสัตย์ต่อกัน
     
    เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ใกล้ตัวเรามาก ประเทศเรามีผลกระทบหลายอย่าง การค้า การลงทุนต่าง ๆ ต้องทำให้สิ่งเหล่านี้หายไปให้ได้จากสังคมไทย ก็ขอเน้นย้ำเป็นครั้งที่เท่าไรแล้วก็ไม่รู้ ว่ารัฐบาลไทยมุ่งมั่นต่อไปทุกเรื่อง การต่อต้านการค้ามนุษย์ IUU, ICAO อะไรต่าง ๆ ก็แล้วแต่ที่มีปัญหาทับซ้อนมายาวนานที่ผ่านมาจากหลาย ๆ รัฐบาลที่ผ่านมา รัฐบาลนี้จะจริงจังทุกเรื่อง ให้เป็นไปตามหลักมนุษยธรรมของโลก และในเรื่องของการรักษาความมั่นคงของประเทศด้วย ลดบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนทั้งคนไทยและคนอาเซียนทั้งหมด ก็ขอร้องให้ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ไม่ว่าจะเป็นองค์กรสิทธิมนุษยชนต่าง ๆ ต้องเข้าใจเรา เรากำลังแก้ปัญหาอยู่ แล้วก็มีการขยายความร่วมมือกับนานาประเทศด้วย องค์การระหว่างประเทศ ชี้แจง ทำความเข้าใจ ส่งหลักฐาน ผลการดำเนินงานให้อย่างต่อเนื่อง
     
    ในส่วนที่รัฐบาลให้ความเร่งด่วนอีกอันหนึ่งก็คือ การแก้ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ วันนี้เราจำเป็นต้องวางรากฐานการสร้างความเข้มแข็งในภาคเศรษฐกิจ แล้วก็เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในอนาคตให้ได้ ทั้งนี้ ก็จะทำให้ประเทศไทยนั้น ซึ่งเป็นประเทศเกษตรกรรมมายาวนานนั้น แล้วเราก็ต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นสำคัญในเรื่องของรายได้ที่เข้ามาสู่รัฐ เพราะฉะนั้น เราต้องแสวงประโยชน์จาก “ภูมิรัฐศาสตร์” ที่เรามีอยู่แล้วเดิมในการเชื่อมโยง ในการจะสร้างผลประโยชน์ร่วมกันของไทยและของมิตรประเทศ เข้ากับภูมิภาคหลาย ๆ ภูมิภาคด้วยกัน ทิศทางเดียวกัน เกื้อกูลซึ่งกันและกัน เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ด้วย เราก็ต้องหันมามองตัวเองก่อนว่าจะทำอย่างไรให้ถึงจุดนั้นได้ ก็ต้องทำความเข้าใจ แล้วก็จัดระบบ ระเบียบต่าง ๆ ให้ได้ กฎหมาย พันธกรณี ขีดความสามารถของเราเอง เราก็มุ่งเน้นการลงทุนโดยเอกชนไทยก่อน ต่างประเทศเราก็มาเสริมให้ แต่จำเป็น ถ้าเราไม่นำต่างประเทศมาเลยก็ไม่ได้
     
    เพราะฉะนั้น เราก็ต้องดูแลผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลักอยู่แล้ว แล้วก็ประชาชนโดยรวม ในการแข่งขันในเรื่องทางด้านเศรษฐกิจนี้ วันนี้ถ้าจะสังเกตดูจะเห็นว่าทุกประเทศ เขาปรับรูปแบบทางด้านธุรกิจใหม่แล้ว เป็นเศรษฐกิจแนวใหม่ คือไม่พึ่งพากิจการที่มีรายได้อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เพียงอย่างเดียว เช่น ไปพึ่งการส่งออกอย่างเดียวก็ไม่ได้ ต้องไปดูในคลัสเตอร์อื่น ๆ ด้วย การท่องเที่ยว การลงทุนในเรื่องของการขนส่งขั้นพื้นฐานอะไรต่าง ๆ ที่เราต้องเชื่อมโยงทั้งหมด จะทำให้ทุกคนเพิ่มการลงทุนมา เมื่อลงทุนมาก็มีภาษี มีผลประโยชน์ที่เป็นธุรกิจต่อเนื่อง ต่อเนื่องเชื่อมโยงกันหมด เรามีศักยภาพหลายอย่างเป็นภูมิรัฐศาสตร์ตรงกลาง เรามีเส้นทางการคมนาคมที่ถือว่าดีมากในอาเซียนในวันนี้ตรงกลาง แล้วเรากำลังพัฒนาไปสู่ความทันสมัยอีกด้วย รถไฟ รถไฟฟ้าอะไรก็แล้วแต่
     
    นอกจากนั้นแล้ว เรามีศักยภาพหลายอย่าง เรื่องผลิตผลทางการเกษตร เรื่องการรักษาพยาบาล เรื่องการท่องเที่ยว เรื่องการอุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมเกี่ยวกับเรื่องเครื่องสำอาง เกี่ยวกับเรื่องสมุนไพร แล้วก็การบริการต่าง ๆ  เพราะฉะนั้นเหล่านี้ ต้องนำมาหาว่าจะทำกันอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีรายได้เข้าประเทศให้มาก ๆ จะได้ไปลด ในกรณีที่เศรษฐกิจโลก มีปัญหา ทำให้รายได้เราตกต่ำ ถ้าเราพึ่งการส่งออกอย่างเดียว แล้วก็ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการเกษตรกรรมด้วย มีปัญหาหมด
     
    เพราฉะนั้น เราได้ตั้งคณะทำงานแล้ว คณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เรียกว่า กพข. ก็ได้หารือร่วมกับภาคเอกชน กำหนดแนวทางในการดำเนินงาน เป็นแผนปฏิบัติการ 6  ด้าน คือ 1. ด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค เน้นการแสวงหาพันธมิตรและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ในการสร้างความสอดคล้องในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 2. ก็คือด้านการพัฒนา คลัสเตอร์ ตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ที่ผมกล่าวไปแล้วเมื่อสักครู่ เช่น ภาคการเกษตร ท่องเที่ยว การบิน การรักษาพยาบาล นำมาเชื่อมโยงกัน และผลักดันให้เกิดการทำงานร่วมกัน ในระดับท้องถิ่น ประเทศ ภูมิภาคให้เกื้อกูลต่อกัน 3. คือการพัฒนาเชิงศักยภาพ ประกอบด้วยการจัดทำศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Center) เพื่อจะให้มีการพัฒนาการเข้าถึงเทคโนโลยีอย่างทั่วถึง และส่งเสริมการนำไปใช้ประโยชน์ ในด้านการค้า การลงทุน อุตสาหกรรม การส่งเสริมประสิทธิภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการบริหารจัดการขยะมูลฝอย และการวิจัยและพัฒนา ภายใต้ความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา  เราอยากให้มีการจัดตั้ง “ศูนย์วิจัย” ซึ่งมีทั้งในส่วนของสถาบันการศึกษา และในส่วนของ “ศูนย์ส่งเสริมการลงทุน” ภาคเอกชน ร่วมกับสถานศึกษาในปัจจุบัน หรือของรัฐอยู่แล้วในปัจจุบันนี้ด้วย จะได้ใช้เงินที่ไม่ซ้ำซ้อนกัน แล้วก็สามารถที่จะบังคับวิถีได้ว่าเราจะเดินหน้าประเทศไปอย่างไร วิจัยเรื่องอะไร แล้วนำสู่การผลิตในเรื่องอะไร ให้ชัดเจนขึ้น 4. คือในเรื่องของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เราต้องปฏิรูปการศึกษาให้ผลิตคนให้ตรงกับความต้องของตลาดแรงงาน รวมทั้ง การพัฒนาฝีมือแรงงานทั้งด้านทักษะและวิชาชีพ รวมความถึงด้านภาษาอังกฤษ ภาษาเพื่อนบ้านหรือภาษาของประเทศที่มาลงทุนในบ้านเราที่มีหลายประเทศ หลายภาษาด้วยกัน เพื่อจะรองรับการเคลื่อนย้ายแรงงานในปีหน้านี้ในการลงทุนของประชาคมอาเซียนด้วย กระทรวงศึกษาธิการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้วางรากฐานการปฏิรูปและการศึกษาของประเทศไว้แล้ว ก็คือใช้คำว่า เน้นการ “สร้างคนดี มีคุณธรรม” คนดีนี้บางทีก็ตอนนี้กำลังไม่ชัดเจน จะดีอย่างไรอีก เอาง่าย ๆ มีคุณธรรมแล้วกัน รู้อะไรดีไม่ดีถึงจะเป็นคนดี ถ้าเป็นคนดีแล้วไม่รู้อะไรดี ไม่ดี ก็คงไม่ใช่ เพราะฉะนั้นผมเลยให้เติมคำว่า มีคุณธรรมเข้าไปด้วย ดีก็ทำ ไม่ดีก็อย่าทำแล้วก็ห้ามคนอื่นเขาไม่ให้ทำในสิ่งที่ไม่ดีด้วย 5. ด้านการพัฒนาประสิทธิภาพภาครัฐ อาทิ มาตรการอำนวยความสะดวก – ศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) วันนี้ก็ก้าวหน้าไปตามลำดับในทุกกิจกรรมการให้บริการภาครัฐ สำหรับประชาชนทั่วไป ก็ดูแลเจ้าหน้าที่เขาด้วย เพราะว่าเหน็ดเหนื่อย เรื่องเข้ามาวัน ๆ เป็นหลายร้อย หลายพันเรื่องรวม ๆ กันแล้วจะหลายแสนเรื่องแล้วตอนนี้ เพราะฉะนั้นก็จะเป็นประโยชน์กับนักลงทุนชาวไทย ชาวต่างชาติ รวมทั้ง การพัฒนากระบวนการทางศุลกากร อาทิ การขึ้นทะเบียนผู้เสียภาษี มีการเชื่อมโยงบัตรประชาชนกับข้อมูลการเสียภาษี 6.ด้านการจัดการข้อมูลภายใต้แผนปฏิบัติการ เพื่อบริหารจัดการข้อมูล ในการที่จะสื่อสารประชาสัมพันธ์ข้อมูลภาครัฐ สร้างความรู้ – ความเข้าใจ ในลักษณะเชิงรุก เพื่อจะใช้ในการบูรณาการแล้วเพื่อสร้างความประสานสอดคล้องเกื้อกูลซึ่งกันและกันในทุกมิติที่กล่าวมา
     
    เราต้องยอมรับว่าประเทศไทยนั้นเป็นประเทศเกษตรกรรม มีพี่น้องเกษตรกรเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ในการที่จะยกระดับประเทศจากประเทศที่ทำเกษตรกรรมอย่างเดียว ให้พัฒนาไปเป็นประเทศ “อุตสาหกรรมการเกษตร” หรืออื่น ๆ นั้น ทรัพยากร “น้ำ” มีความสำคัญยิ่ง เพราะฉะนั้นเราจำเป็นจะต้องสร้างความยั่งยืน ความมั่นใจ โดยการบริหารจัดการน้ำที่เหมาะสม ปัจจุบันคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ของรัฐบาล ระยะแรกเป็นของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) วันนี้ได้ส่งแผนมาแล้ว ก็ปรับปรุงแผนดังกล่าวในการประชุมไปเรียบร้อยแล้วก็ได้รับช่วงแผนยุทธศาสตร์มาจากของ คสช. ที่เราทำไว้ในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ พ.ศ. 2558-2569 ของคณะกรรมการกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยให้กระทรวง – หน่วยงานปกติของรัฐ  ได้มีการบูรณาการ ขับเคลื่อน “แผนน้ำ” ทั้งหมด ทั้ง 6 เรื่อง และ 12 กิจกรรม อันที่จริงแล้วหน่วยงานเหล่านี้ก็ทำงานมากับ คสช. ด้วยตลอดอยู่แล้ว วันนี้ปรับให้ตรงเข้ามาในกรอบของรัฐบาลเท่านั้นเองก็ต่อเนื่องกันไม่ได้ขัดแย้งอะไรกันเลย เราก็ต้องครอบคลุมทั้ง 6 เรื่อง น้ำทุกประเภท ทั้ง 12 กิจกรรม มากกว่าเราจะมุ่งเน้นการป้องกันน้ำท่วมอย่างเดียวหรือขาดน้ำอย่างเดียวต้องแก้ทั้งทุกกิจกรรม ทุก 6 ยุทธศาสตร์ด้วยกัน
     
    เพราะฉะนั้น เราจะประกอบไปด้วยเรื่องของการดูแลการประปาหมู่บ้านให้ครบ ของชุมชน ของโรงเรียน การขุดสระน้ำในไร่นา การบริหารแหล่งน้ำในและนอกเขตชลประทาน การพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย  การพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อการเกษตร – ช่วยภัยแล้ง  การขุดลอกลำน้ำสายหลัก การป้องกันน้ำท่วมชุมชนเมือง การฟื้นฟูผืนป่า รวมทั้ง การทำพื้นที่ป้องกันและลดการพังทลาย เหล่านี้เป็นต้น หลายเรื่องที่เรานำปัญหาที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมามีน้ำท่วม ช่วงแรก ๆ ช่วงครั้งที่แล้ว มหาศาล เสียหายมาก เราก็นำอันนั้นมาแก้ไขหมดเพียงแต่ว่าต้องใช้เวลา ใช้งบประมาณแล้วเดินไปตามสเต็ป ตามขั้นตอนของเรา โรดแมปของเราการดำเนินงานในระยะเร่งด่วน ครั้งนี้ก็เป็นปัญหาภัยแล้ง ซึ่งเกิดขึ้นมาโดยที่เราก็คาดการณ์มาแล้วว่าจะเกิดแต่ไม่คิดว่าจะมากขนาดนี้เผอิญเป็นเรื่องของเอลนีโญเข้ามาด้วย เพราะฉะนั้นทุกประเทศเดือดร้อนหมด รอบบ้านเราเดือดร้อน เว้นเมียนมาร์ที่ฝนตกเพราะว่าป่าไม้เขายังดีอยู่ เราก็ต้องเตรียมการให้พร้อมรับมือกับปัญหาภัยแล้งให้ได้ในปีนี้และในอนาคต อันนี้เป็นงานเร่งด่วน เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ให้ได้ สำหรับปานกลาง ระยะยาวที่ต้องไปถึงปี 2569 ก็ได้จัดให้มีคณะอนุกรรมการที่เหมาะสมให้สามารถจะวิเคราะห์แนวโน้ม – ติดตาม – ประเมินสถานการณ์น้ำ ในการที่กำหนดนโยบายระดับชาติ ทั้งในเรื่องของ “อุปสงค์และอุปทาน” ให้มีความสอดคล้องกันก็เป็นไปตามสถานการณ์ของภูมิอากาศโลกด้วย ต้องศึกษาความเป็นไปได้ พร้อมทั้งจัดทำข้อเสนอใหม่ ๆ สำหรับการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ อย่างบูรณาการ อาทิ 1. การนำน้ำจากฝั่งตะวันตกของกรุงเทพมหานครมาใช้ให้มากขึ้น เพื่อแทนการใช้น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา  2. การตัดน้ำโดยตรงจากแม่น้ำเจ้าพระยาลงไปที่คลองสำแล ที่จะสามารถช่วยลดน้ำที่จะผลักดันน้ำเค็มเพื่อรักษาระบบนิเวศ 3.การหาแหล่งน้ำต้นทุนมาเพิ่มให้การประปานครหลวง  4.  การกำหนดมาตรการ – ข้อพิจารณาในการใช้ “น้ำก้นอ่าง” (Dead Storage) ในเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ที่มีรวมกันราว 7,500 ล้านลูกบาศก์เมตร เมื่อมีความจำเป็น  5. การเจรจา – ทำความตกลง ในการขอผันน้ำ จากแม่น้ำสาละวิน – เมย –โขง ในฤดูน้ำหลาก มาใช้ประโยชน์สูงสุดภายในประเทศด้วย
     
    รัฐบาลต้องการสร้างความเข้มแข็งให้กับพี่น้องประชาชนชาวไทย ในทุกกลุ่มที่ยังประสบปัญหาปากท้อง ขณะนี้รัฐบาลได้เดินหน้าในเรื่องของกองทุนการออมแห่งชาติ ที่เรียกว่า กอช. ก็จะเปิดรับสมัครสมาชิกใหม่ของกองทุนฯ ในวันที่ 20 สิงหาคมนี้ เป็นวันแรก เพื่อจะดูแลพี่น้องประชาชน ช่วงอายุ 15 – 60 ปี ราว 30 ล้านคน  ซึ่งประกอบอาชีพอิสระ ไม่อยู่ในระบบบำเหน็จบำนาญของรัฐ หรือกองทุนเอกชนที่มีนายจ้างจ่ายสมทบ เช่น เกษตรกร ค้าขาย รับจ้างทั่วไป คนขับรถแท็กซี่ แม่บ้าน สถาปนิก แพทย์ ทนายความ ลูกจ้างรายวัน ลูกจ้างชั่วคราว นักการเมือง (ส.ส.) นักการเมืองท้องถิ่น นักเรียน นิสิต นักศึกษา เป็นต้น  รวมทั้ง ผู้ที่อยู่ในวัยเกษียณ แต่ยังไม่มีระบบใด ๆ มารองรับด้วยในขณะนี้ หวังเพื่อจะสร้าง “นิสัยการออม” ทุกช่วงวัย อันนี้เป็นนโยบายของรัฐบาล ที่รัฐจะช่วยจ่าย “เงินสมทบ” ให้ส่วนหนึ่ง และเมื่อผู้ออมมีอายุครบ 60 ปีแล้ว ก็จะได้รับเงินบำนาญเป็น “รายเดือนตลอดชีพ” ถือเป็นการสร้างหลักประกันให้กับชีวิต ในยามที่ไม่มีรายได้ประจำ เป็นส่วนหนึ่งของการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูล สอบถามได้ที่ “เงินสะสม – เงินสมทบจากภาครัฐ – อัตราผลตอบแทนต่าง ๆ” และสมัครเข้าร่วมกองทุนฯ ได้ที่ธนาคารกรุงไทย  ธนาคารออมสิน  และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ทุกสาขาทั่วประเทศ
     
    ผมได้รับรายงานความคืบหน้า ในการเร่งแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร ซึ่งกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงการคลัง และในส่วนของ คสช. ในส่วนของกระทรวงกลาโหมก็มาช่วยกันผนึกกำลังกันอยู่ ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง จากการสำรวจภาระหนี้สินของเกษตรกร ทั้งหนี้ใน – นอกระบบ  มีเกษตรกรที่เป็นหนี้ทั้งหมด ณ 10 กรกฎาคม 2558 จำนวนประมาณ 1.6 ล้านราย  มูลหนี้ราว 4 แสนล้านบาท หรือเฉลี่ยรายละ 240,000 บาท จากนั้น เราก็จะดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวหลายอย่างด้วยกันให้เป็นรูปธรรม ทั้งรูปแบบการให้ความช่วยเหลือแก่ลูกหนี้ ทั้งในด้านกฎหมาย การไกล่เกลี่ยประนอมหนี้  และการปลดเปลื้องหนี้สิน  ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้เกษตรกรต้องสูญเสียสิทธิ หรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินของตนเอง อาทิ 1) ศูนย์ประสานการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร ของกระทรวงเกษตรกรและสหกรณ์ จะเป็นหน่วยงานหลัก ในการบูรณาการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร ทุกประเภท 2) กลุ่มลูกหนี้นอกระบบที่จำเป็นเร่งด่วน ได้ให้ “ศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม” กระทรวงยุติธรรม ดำเนินการโดยกรมบังคับคดี กับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ซึ่งจะเป็นหนี้ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม หรือเจ้าหนี้ผู้ที่มีอิทธิพล หรือเครือข่าย เพื่อจะให้การช่วยเหลือด้านกฎหมาย เมื่อเสร็จแล้วก็จะจัดส่งให้กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ปลดเปลื้องหนี้สินต่อไป 3) กลุ่มลูกหนี้นอกระบบที่ไม่จำเป็นเร่งด่วน ก็ได้ให้กองทุนหมุนเวียน กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร และกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับผิดชอบดำเนินการแล้วก็จะให้ในเรื่องการดำเนินการช่วยเหลือไกล่เกลี่ย – ประนอมหนี้ – ปลดเปลื้องหนี้สินระยะต่อไป 4) กลุ่มลูกหนี้ในระบบ ให้กระทรวงการคลัง ได้กำหนดมาตรการให้กับสถาบันการเงินและสหกรณ์ ดำเนินการช่วยเหลือลูกหนี้ดังกล่าว ทั้งนี้ ก็เพื่อจะให้การแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรนั้น เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ แล้วก็บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้โดยเร็ว กลไกหลักที่สำคัญในพื้นที่ก็คือคณะอนุกรรมการช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ยากจน (อชก.) ส่วนจังหวัดและอำเภอ รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดับจังหวัดจะดำเนินการโดยการไกล่เกลี่ย ประนอมหนี้ในแต่ละพื้นที่ตามจำนวนที่สำรวจไว้แล้ว และจะมีการคัดกรองหนี้สินดังกล่าวส่งมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ไปดำเนินการให้ความช่วยเหลือตามกระบวนการต่อไป และได้มอบให้มีการจัดทำแผนปฏิบัติการเจรจาหนี้ให้ครบทุกรายภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2558  ตามลำดับความจำเป็นเร่งด่วนของหนี้ แล้วก็ให้เกิดความเป็นธรรมขึ้นทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งเจ้าหนี้ และลูกหนี้ เพราะฉะนั้นไม่ใช่ไปใช้หนี้ ก็จะให้เกิดความเป็นธรรมมากที่สุด
     
    ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2558 ที่ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม ทางกระทรวงสาธารณสุขได้จัดงาน “เมืองสุขภาพดี วิถีชุมชน” ช่วงนี้ที่ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม ทางกระทรวงสาธารณสุขได้จัดงาน  “เมืองสุขภาพดี วิถีชุมชน” มาแล้วกว่า 20 วัน มีประชาชน ทั้งไทยและต่างประเทศเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมากให้ความสนใจผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ใช้ดูแลสุขภาพของตัวเองเป็นพิเศษ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ เกาหลี จีน กัมพูชามียอดขายและสั่งซื้อผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากน้ำมันเปลือกส้มโอและมะกรูด เครื่องดื่มสมุนไพร และเครื่องสำอาง ซึ่งมีผู้มาเที่ยวงานกว่า 95,000 คน และมียอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพกว่า 22 ล้านบาท นอกจากนั้นยังมีผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง อาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ รวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในร้านนวดและสปา  มีบริการนวดแผนโบราณ กดจุด ตอกเส้น ตรวจวัดอีคิว ตรวจคัดกรองอัลไซเมอร์ ตรวจวัดไขมันในร่างกาย เรียกว่า “ครบวงจร” ที่นี่ ข้างทำเนียบรัฐบาล
     
    เดือนหน้า ตั้งแต่ 3 – 23 สิงหาคม 2558 จะมีการจัดตลาดคลองผดุงกรุงเกษม ในเรื่องของการจัดงาน “อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ของขวัญแด่แม่” ให้ตรงกับเดือนสิงหาคม โดยกระทรวงอุตสาหกรรมมีการเชื่อมโยงกิจกรรมร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม และกรุงเทพมหานคร เพื่อจะร่วมจัดงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องใน “วันแม่แห่งชาติ” และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อสินค้าที่เป็นผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาไทยในอดีตจนถึงปัจจุบัน  ที่เราได้มีผลงานสร้างสรรค์มาเป็นจำนวนมาก มีนวัตกรรมใหม่ ๆ ซึ่งบางคนอาจจะยังไม่รู้ บางอย่างเราก็คิดมาแล้ว เพียงแต่ว่าเราต้องทำให้ไปสู่การผลิตให้ได้ ไปสู่การส่งออกให้ได้ และสร้างแบรนด์ของเราเองบ้าง ก็จะทำให้ประเทศไทยมีรายได้มากขึ้น เป็นการพัฒนาเพื่อสร้างนวัตกรรมในวันนี้และอนาคตในวันข้างหน้า ไม่อย่างนั้นก็เหมือนเดิม เศรษฐกิจก็ตกต่ำอยู่แบบนี้ ท่านลองไปทำอะไรใหม่ ๆ เราจะต้องยกระดับกระบวนการความคิด วิจัย พัฒนาไปสู่กระบวนการผลิต และไปสู่การตลาด ในลักษณะเป็นอุตสาหกรรม โดยจะต้องคงคุณค่า คุณภาพที่ดี เป็นความพึงพอใจที่ถูกใจผู้บริโภค ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติต่อไป หลายอย่างมีอนาคต
     
    ผมเห็นว่าเป็นโอกาสดีในห้วงวันสำคัญนี้ “วันแม่ของแผ่นดิน” อยากให้บรรดาคุณลูกที่มีความกตัญญูในการสรรหาของขวัญให้กับคุณแม่ ก็ขอให้มาร่วมรับชมจัดหาสิ่งของเหล่านั้นได้ และมีการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นิทรรศการงานศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ อาทิ ผลิตภัณฑ์งานเป่าแก้ว ผลิตภัณฑ์ตุ๊กตาชาววัง ผลิตภัณฑ์เครื่องเคลือบดินเผา ผลิตภัณฑ์งานวาดภาพสีน้ำมัน และนิทรรศการของกระทรวงอุตสาหกรรม นโยบายของรัฐบาลที่ขาดไม่ได้ก็คือ ให้เป็นกิจกรรมการให้คำปรึกษา – แนะนำ ในการที่จะพัฒนาธุรกิจ การบริหารจัดการธุรกิจมีความรู้ต่าง ๆ ให้ สร้างเถ้าแก่ใหม่ ในการพัฒนารูปแบบบรรจุภัณฑ์ การดีไซน์ผลิตภัณฑ์ให้น่าซื้อ น่าใช้ และในเรื่องของการยกระดับและพัฒนาคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ทุกงานเวลารัฐบาลจัด ทุกกระทรวงก็ให้เป็นเรื่องของการจัดงานแสดงด้วย ให้มีการเจรจา/จับคู่ธุรกิจด้วย และในส่วนของรัฐ หรือของพาณิชย์ต่าง ๆ ก็มาให้การสนับสนุน ธนาคารต่าง ๆ ให้การสนับสนุน ส่งเสริมแหล่งเงินทุน  ธุรกิจ SMEs หรือธุรกิจ Social Business และก็สอนในเรื่องของการทำแผนธุรกิจ ซึ่งก็ตรงกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และมีภูมิคุ้มกันที่ดีด้วย ไม่อย่างนั้นเราก็จะบริหารธุรกิจแบบเดิม ๆ แบบครอบครัว ซึ่งวันนี้ไม่ได้แล้ว ต้องมี Good Governance การกำกับดูแลกิจการที่ดีด้วย เราจะมีการให้บริการภายในงานด้วย ขอเชิญทุกท่านมาร่วมงาน ทั้งพี่น้องประชาชน ผู้ประกอบการ  ข้าราชการ ช่วยมาร่วมกิจกรรมในงานนี้ด้วย แล้วก็ขอให้นำไปขยายผลความสำเร็จ ถ้าเราไม่เพิ่มพูนไม่เรียนรู้ ความรู้ใหม่ ๆ ก็จะอยู่เท่าเดิม ข้าราชการก็จะรู้เท่าเดิม แต่วันนี้รัฐบาลพยายามที่จะขับเคลื่อนสิ่งที่เป็นเรื่องใหม่ ๆ ความทันสมัย เทคโนโลยี การปรับเปลี่ยนโครงสร้าง การเกษตร อุตสาหกรรม ฯลฯ ต้องใช้ความรู้ใหม่ ๆ เพราะฉะนั้นผมก็ศึกษาด้วย อะไรด้วย ถามผู้รู้บ้าง ไม่ใช่คิดเอาแต่ตัวเอง ผมไม่ใช่คนแบบนั้น ก็ต้องศึกษาคน ถ้าอะไรทำได้ก็ทำ ถ้ามีปัญหาสั่งไปแล้วไม่ถูก ผมก็ไม่ไปฝืนให้ทำอยู่แล้ว ทุกอย่างที่สั่งไปแล้ว ผมต้องได้รับความเห็นชอบร่วมกันจากทุกคนใน ครม. ผมบอกแล้วว่าผมสามารถริเริ่มให้ได้ แต่ถ้าผิด ท่านก็อย่าปล่อยให้ผมทำผิด เป็นเรื่องของผู้ปฏิบัติต้องยืนยันว่าเราทำได้หรือไม่ได้ อย่างเช่น ปัญหาในเรื่องพลังงาน เรื่องโรงไฟฟ้า ผมว่าก็ต้องทำให้ชัดเจน ได้ข้อยุติว่าจะทำอย่างไรกันต่อไป ผมไม่ได้บอกว่าผมไปดันทุรังว่าต้องทำให้ได้ หรือไม่ได้ ไม่ใช่ ผมยังไม่พูดถึงตรงนั้นเลย อย่าไปตีความกันผิด ๆ ถูก ๆ ก็เพียงแต่รับฟัง และหาทางออกกันให้ได้ เพื่อประโยชน์ของชาติในอนาคต ถ้าไม่ได้จะไปทำที่ไหน จะทำอะไรแทนก็ต้องตอบกันมาให้ชัดเจนทั้ง 2 ฝ่าย แล้วก็มีบุคคลที่ 3 มาด้วย เราจะไม่ปิดกั้นใครทั้งสิ้น ขอให้เข้ามา ฝากข้าราชการในพื้นที่ด้วย
     
    เรื่องอื่น ๆ เป็นเรื่องของการเร่งในเรื่องปฏิรูปการศึกษา ได้สั่งการไปแล้วเชิงโครงสร้างระยะแรกว่าจะทำอย่างไร ให้เด็กมีความสุข ผู้ปกครองมีความสุข และครูมีความสุข หนี้สินครูดูอยู่ด้วย วันนี้กระทรวงศึกษาธิการได้ปรับในเรื่องของการใช้จ่าย หนี้ กยศ. หนี้ครู การกู้เงินต่าง ๆ ก็ทำกันทั้งหมด
     
    เรื่องเศรษฐกิจ พอดีมีเรื่องภัยแล้งเข้ามาอีก เหมือนกับโรคซ้ำกรรมซัดหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่ธรรมดาถ้าเราเผชิญหน้าแบบนี้บ่อย ๆ เราก็จะเข้มแข็งเอง ปัญหาอยู่ที่ว่า “เราเตรียมตัว เตรียมใจ” ได้แค่ไหน อดทนได้แค่ไหน เพราะเราไม่เคยเจอ พอมีปัญหาก็อุด ๆ ช่องกันไป วันนี้ต้องแก้ปัญหาทั้งระบบ ถ้าแก้แบบเดิมก็เป็นแบบเก่า แล้วเงินทองเราก็ใช้จ่ายล่วงหน้ามากมาย วันนี้ก็ต้องอดทนและต้องเข้าใจด้วย ผมไม่เคยคิดอะไรโดยไม่นึกถึงคนรายได้น้อยเลย ทุกเรื่อง แต่เราจำเป็นจะต้องส่งเสริมทุกอัน เป็นธุรกิจต่อเนื่อง มีงานเพิ่ม มีรายได้ไปถึงคนรับจ้าง อะไรก็ว่าไป ถ้าไม่มาช่วยกันตรงนี้ อย่างเดียวที่ไปไม่ได้ แล้วนำเงินไปให้ใช้จ่าย ก็หมดเหมือนเดิม ก็จะให้ตามความจำเป็น ตามความเดือดร้อน
     
    เรื่องภัยแล้ง ก็มีปัญหาอยู่พอสมควร ถึงแม้จะมีฝนตกอยู่บ้าง คือน้ำไหลลงอ่างเพิ่มมากขึ้น แต่เปรียบเทียบกับที่เราจ่ายน้ำก็ยังใกล้ ๆ กัน เพราะว่าน้ำเหล่านี้ไม่ได้ส่งจากท่อไปตรงโน้น ตรงนี้ได้ น้ำไหลมาด้วยสายระบบส่งน้ำทางเปิด เพราะฉะนั้นก็ต้องแก้เรื่องระบบส่งน้ำกันคราวหน้า แต่วันนี้อยากจะบอกทุกกระทรวง ทบวง กรม ว่า ถ้ามีงบประมาณเหลือ มีงบประมาณในเรื่องของการจ้างงาน ก็ลองไปขุดเพิ่มเติมดู ตรงไหนพร้อมจะขุดเก็บกักน้ำไว้ได้ ก็ขุดตอนนี้ ผมเป็นห่วงว่าถ้าระยะต่อไปฝนแล้งอีก หรือทิ้งช่วงอีก จะทำอย่างไร ก็มีผลกระทบกับการปลูกพืชใน Crop 2 อีก ก็จะเกิดผลกระทบเหมือนกับแบบ Crop 1 เพราะฉะนั้นฝากกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรฯ หรือกระทรวงที่เกี่ยวข้องไปดูว่า เราจะทำอย่างไรกับ Crop 2 ต่อไป จะแก้ปัญหาอย่างไร
     
    เรื่องการจ้างงานก็สั่งไปแล้ว เมื่อวันที่ผ่านมาได้เสนอเข้า ครม. แล้ว อนุมัติเงินไปแล้ว เดี๋ยวจะมีการจ้างงานในพื้นที่ที่เดือดร้อนให้ได้ ไม่เดือดร้อนก็คงไม่ได้ ก็ไปสร้างให้เกิดการจ้างงานเกิดขึ้นทุกจังหวัด มากบ้างน้อยบ้างตามความจำเป็น อันที่ 2 คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการปลูกพืช โดยกระทรวงเกษตรฯ รับผิดชอบไป อันแรกเป็นของกระทรวงมหาดไทย 3. การเตรียมการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเสียหาย จากการเพาะปลูกพืช กำลังสำรวจอยู่ เราจะไปทุ่มทั้งหมดไม่ได้ เพราะฉะนั้นใครเสียหายก็ว่ากันไป ใครที่ไม่เสียหายก็ต้องสู้ไป และต้องเตรียมการใน Crop หน้าให้ได้ด้วย
     
    เรื่องการปั่นจักรยาน "Bike for Mom ปั่นเพื่อแม่" ขอขอบคุณทุกคน ขอให้เตรียมร่างกายไว้ให้พร้อมและระมัดระวังช่วงนี้ฝนตกการฝึกต่าง ๆ ก็ระวัง เดี๋ยวจะไม่ได้ร่วมกิจกรรมวันจริง ป่วยไม่ได้ ต้องระวังอย่าให้ล้ม สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเป็นห่วงในเรื่องนี้ให้เกิดความปลอดภัยและเกิดความสุข ในวันที่ 16 ในวันที่ 2 สิงหาคมนี้ ก็จะมีการซ้อม ผมก็ต้องไปตรวจความเรียบร้อยในเส้นทางในจุดต่าง ๆ ให้มีผลกระทบเรื่องการจราจรน้อยที่สุด ผมก็จะเร่งเวลาให้เร็วขึ้นก็เป็นการภายใน อย่าถือว่าเป็นกิจกรรมหลักเลย กิจกรรมหลักคือวันที่ 16 สิงหาคม ทุกคนก็ไปร่วมเฉลิมพระเกียรติ
     
    เรื่องการท่องเที่ยว วันหยุดราชการนี้ หยุดหลายวัน 4 วัน ผมก็เป็นห่วงเรื่องเดิม คือ อุบัติเหตุขี่รถ ขับรถ การดื่มสุรา อะไรทำนองนี้ แล้วก็เกิดอุบัติเหตุ ผมฝากไว้หนึ่งคำแล้วกันในปีนี้ ถ้าหากคนที่ชอบกินเหล้าแล้วขับรถ หรือขับรถเร็ว ถ้าท่านไม่รักชีวิตของท่านเอง ท่านก็นึกถึงคนอื่นเขาบ้าง คนอื่นเขารักชีวิตของเขา ท่านไม่รักชีวิตของท่านก็ไม่เป็นไร อย่าทำให้เขาบาดเจ็บสูญเสีย เป็นความโศกเศร้าเสียใจของครอบครัวเขา ตัวท่านเองผมไม่รู้จะว่าอย่างไร ห้ามไปห้ามมาหลายครั้งแล้วก็ไม่ดีขึ้นเท่าไหร่ ท่านไม่รักตัวท่านก็ไม่เป็นไร อย่าทำความเสียหายให้กับชาติบ้านเมือง ให้กับคนอื่น ๆ เท่านั้นเอง ให้รู้ว่าชีวิตนั้นมีค่าแค่ไหน อย่างไร ขอขอบคุณ ขอให้มีความสุขในวันหยุดราชการหลายวัน ขอให้ปลอดภัย และขอให้ฝนตกมาก ๆ น้ำลงเขื่อนมาก ๆ พืชไร่ พืชสวนต่าง ๆ ประมง น้ำจืด อะไรก็แล้วแต่ ขอให้ผ่านพ้นภัยดังกล่าวเหล่านี้ให้ได้โดยเร็ว ขอขอบคุณครับ ด้วยความเป็นห่วง สวัสดีครับ
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ถล่มฐานชุดคุ้มครองตำบล (ชคต.) บาโร๊ะ อ.ยะหา จ.ยะลา เจ็บ 18 ราย พร้อมปล้นปืนไป 7 กระบอก โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 เผยแม่ทัพสั่งเร่งคลี่คลายและเร่งฟื้นฟูความเสียหาย โดยจะยังใช้แนวทางติดอาวุธให้กองกำลังพลเรือนดูแลพื้นที่

    เมื่อกลางดึกวันที่ 31 กรกฎาคม 2558 เวลา 02.15 น.เกิดเหตุกองกำลังไม่ทราบจำนวนใช้อาวุธปืนเข้าโจมตีฐานปฏิบัติการชุดคุ้มครองตำบล (ชคต.) บาโร๊ะตั้งอยู่ที่บ้านบาโย ม.8 ต.บาโร๊ะอ.ยะหา จ.ยะลา เบื้องต้นได้ปล้นอาวุธปืนของฝ่ายราชการไป 7 กระบอก มีเจ้าหน้าที่ ชคต.ได้รับบาดเจ็บ 18 ราย

    เจ้าหน้า ชคต. ที่ได้รับบาดเจ็บ ได้แก่ 1. สมาชิกเอก ยูรานันธ์ ยาลอ 2.สมาชิกมะซอเร เจ๊ะเล๊าะ 3.สมาชิกอับดุลรอแม อุเซ็ง 4.นายหมู่ตรีเนรวิท นิอาแว 5.สมาชิกเอก อามิน อาบู 6.สมาชิกเอก อุสมาน มะแล 7.สมาชิกเอก ไซนูเดน มะแซ อายุ 30 ปี 8.สมาชิกเอก อับดุลอานัส ยาซิ อายุ 28 ปี 9.สมาชิกเอกอันดูวา บาฮี อายุ 23 ปี 10.สมาชิกเอก อิสเฮาะ สีแต อายุ 33 ปี 11. สมาชิกตรีมะสอและ ยีเร็ง อายุ 35 ปี 12.สมาชิกโท อับดุลรอแม อาแว อายุ 40 ปี 13.สมาชิกเอกรอแม สาและ อายุ 40 ปี 14.สมาชิกเอกอาดือนัน ดือราฮิง อายุ 40 ปี 15.สมาชิกสุดิง มญีหิยา 16.นายฮีบบอรอนิง สุหลง17.นายอับดุลรซะ เต๊ะ และ 18.นายอับอา อุเซ็ง

    เจ้าหน้าที่สอบสวนระบุว่า ขณะที่ ชคต.บาโร๊ะ กำลังปฏิบัติหน้าที่ภายในฐาน ได้มีคนร้ายไม่ทราบจำนวน ใช้อาวุธสงคราม ยิงใส่ เจ้าหน้าที่จึงใช้อาวุธประจำกายตอบโต้ เป็นเหตุให้มีผู้ที่รับบาดเจ็บ ขณะเกิดเหตุคนร้ายได้ตัดต้นไม้ขวางถนนและโรยตะปูเรือใบ เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยเหลือ จากนั้นคนร้ายอาศัยความชำนาญพื้นที่หลบหนีไป

    ล่าสุดเวลา 10.30 น. ที่ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยว่า เหตุการณ์นี้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 18 ราย โดยสาหัส 6 ราย รักษาตัวที่โรงพยาบาลศูนย์ยะลา ปัจจุบันอาการปลอดภัยแล้วมีผู้ได้บาดเจ็บเล็กน้อย 12 ราย รักษาตัวที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชยะหา 5 ราย และแพทย์อนุญาตให้กลับบ้านแล้ว 7 ราย

    “เหตุการณ์นี้ กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงพยายามเข้าโจมตีฐาน โดยเจ้าหน้าที่ ชคต.ได้ยิงตอบโต้กับกลุ่มคนร้าย และถอนตัวเข้าที่มั่นสำรองพร้อมกับร้องขอกำลังเพิ่มเติมจาก หน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 47 เข้าช่วยเหลือและสามารถเข้าควบคุมสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างตรวจสอบความเสียหาย และรวบรวมวัตถุพยาน และหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อเชื่อมโยงกลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุ และติดตามจับกุมมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป”พ.อ.ปราโมทย์ กล่าว

    พ.อ.ปราโมทย์ เปิดเผยด้วยว่า สำหรับอาวุธปืนของเจ้าหน้าที่ที่ถูกกลุ่มคนร้ายนำไปด้วยนั้น อยู่ในระหว่างตรวจสอบจำนวน แต่เบื้องต้นได้รับรายงานว่าประมาณ 6-7 กระบอก ประกอบด้วย อาวุธปืนลูกซอง อาวุธปืน AK102 และอาวุธปืนพกสั้น ซึ่งอยู่ในระหว่างการตรวจสอบจำนวนที่ถูกต้องอีกครั้ง

    พ.อ.ปราโมทย์ เปิดเผยอีกว่า แม่ทัพภาคที่ 4 ได้สั่งกำชับให้เร่งคลี่คลายสถานการณ์ ประชุมร่วม 3 ฝ่ายในพื้นที่ เพื่อสำรวจและฟื้นฟูความเสียหายทดแทนกำลังและสถาปนาความเข้มแข็งฐานปฏิบัติการให้กลับคืนมาโดยเร็ว นอกจากนี้ให้ทุกชุดคุ้มครองตำบลจะทบทวนแผนเผชิญเหตุและวางระบบการป้องกันฐานให้เข้มแข็ง เช่น ระบบแจ้งเตือนภัย ระบบแจ้งเตือนเหตุ และเครื่องกีดขวาง โดยยังคงมุ่งเน้นการผนึกกำลังภาคประชาชนและชุดคุ้มครองตำบล ให้เข้ามามีส่วนร่วมกับภาครัฐในการดูแลความปลอดภัยให้พี่น้องประชาชนให้เกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    พ.อ.ปราโมทย์ เปิดเผยว่า ชคต.จัดตั้งขึ้นเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ส่วนราชการพลเรือน ในการมีส่วนร่วมดูแลความปลอดภัยพื้นที่ โดยมอบหมายให้ปลัดอำเภอ หรือ กำนันเป็นหัวหน้าชุด จัดกำลังหลักจากเจ้าหน้าที่อาสาสมัครรักษาดินแดน และกำลังภาคประชาชนในพื้นที่ ปฏิบัติงานภายใต้การควบคุมและกำกับดูแลของศูนย์ปฏิบัติการอำเภอ พ.อ.ปราโมทย์ อ้างว่าในห้วงที่ผ่านมาชุดคุ้มครองตำบลได้ปฏิบัติงานด้วยความเข้มแข็ง สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชน และแบ่งเบาภาระในการดูแลพื้นที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    1 ส.ค. 2558 นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า วันจันทร์ที่ 3 ส.ค. นี้ การประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ครั้งที่ 25/2558 มีวาระการประชุมสำคัญน่าจับตา ได้แก่ วาระรายงานผลการศึกษาความเป็นไปได้ของการเริ่มรับส่งโทรทัศน์เคลื่อนที่ของประเทศไทย (Mobile TV Service : Feasibility Report for Thailand) โดยร่วมกับสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) ศึกษารูปแบบกิจการโทรทัศน์เคลื่อนที่ในต่างประเทศ และความเป็นไปได้ของโครงการรับส่งสัญญาณโทรทัศน์เคลื่อนที่ของประเทศไทย ได้ศึกษานโยบายด้านเทคโนโลยี การจัดสรรคลื่นความถี่ แนวทางการกำกับดูแล และกระบวนการออกใบอนุญาต ซึ่งนางสาวสุภิญญา กล่าวว่าการดูโทรทัศน์เคลื่อนที่ได้โดยผ่านอุปกรณ์ต่างๆ จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับคนดูที่ไม่อยู่บ้านตลอดเวลา สามารถรับชมทีวีดิจิตอลได้แบบคมชัด สะดวกสบายขึ้น เช่น คนที่ทำงานนอกบ้านเช่น รปภ. พ่อค้าแม่ค้า เกษตรกร วัยรุ่น คนทำงาน คนพิการและอื่นๆ สามารถดูฟรีทีวีผ่านมือถือโดยไม่ต้องเสียเงินค่าดาต้าหรือ 3 จี โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีการสื่อสาร และสามารถเข้าถึงดิจิตอลทีวีได้มากขึ้น ตลอดจนลดความเหลือมล้ำการเข้าถึงสื่อทางดิจิตอล (digital divide)
     
    “แต่ทั้งนี้ กสทช. ก็ต้องกำกับการวางโครงข่ายให้สถานีเสริมครอบคลุมสัญญาณได้ทั่วถึงในตัวอาคารแบบสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ รวมถึงมาตรการกำกับดูแลอื่นๆที่เหมาะสมในการคุ้มครองผู้บริโภคสื่อที่ล้ำหน้ามากขึ้นด้วย โดยเฉพาะรูปแบบใหม่ๆของการทำธุรกิจในกิจการโทรทัศน์เคลื่อนที่ ที่ต้องถ่วงดุลประโยชน์ในการใช้คลื่นบริการสาธารณะ บริการธุรกิจ และบริการ ชุมชน เป็นต้น อีกทั้งความซับซ้อนในการหลอมรวม ระบบโทรทัศน์เคลื่อนที่กับเทคโนโลยีโทรคมนาคมไร้สาย (LTE)  กสทช.ต้องปรับแนวทางกำกับดูแลแบบใหม่ในยุคดิจิตอลให้สอดคล้องกติกาสากลมากขึ้นด้วย” สุภิญญา กล่าว
     
    วาระแผนประชาสัมพันธ์การยุติการรับชมโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบแอนะล็อก ร่วมกับ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ในพื้นที่ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี และ อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ ตามการเสนอแผนยุติการรับส่งสัญญาณโทรทัศน์ในระบบแอนะล็อกวันที่ 1 ก.ย. 58  ซึ่งไทยพีบีเอสได้นำเสนอแผน PR Plan Analog “Thai PBS Ready to Digital TV” Switch OFF 2015 – 2018 รวมทั้ง สำนักงาน กสทช. ได้นำเสนอแผนประชาสัมพันธ์การรับชมดิจิตอลทีวีและการยุติแอนะล็อก โดยจะมีการประชุมชี้แจงกับหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดที่มีผู้ว่าฯ เป็นประธานรวมทั้งหน่วยงานต่างๆในพื้นที่ ตลอดจนประสานกับโทรทัศน์ วิทยุ และโทรศัพท์มือถือทุกระบบ และการจัดทำสื่อในรูปแบบต่างๆเพื่อประชาสัมพันธ์กับประชาชนในพื้นที่ต่อไป
     
    ส่วนแนวทางในการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ สำนักงานได้เสนอวาระนี้ให้ กสท. พิจารณาการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการประกอบกิจการแบบขั้นบันไดสำหรับผู้ประกอบการดิจิตอลทีวีโดยคำนึงถึงความเป็นธรรม ประโยชน์สาธารณะ ความคุ้มค่า ความขาดแคลน วิธีการจัดสรรทรัพยากร โดยการเรียกเก็บนั้นจะต้องเป็นอัตราที่สะท้อนให้เห็นถึงค่าใช้จ่ายในการกำกับดูแลการใช้คลื่นความถี่และการประกอบกิจการโทรทัศน์ไม่เกินร้อยละ 2 ของเงินรายได้ก่อนหักภาษี ซึ่งผลเป็นอย่างไรชวนจับตา
     
    วาระเพื่อพิจารณาอื่นๆ น่าจับตา ได้แก่ (ร่าง) แผนยุทธศาสตร์การจัดสรรเงินกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะประจำปี 2558 นอกจากนี้ มีวาระเพื่อทราบ เรื่องข้อขัดข้องในการให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ดิจิตอลในเขตพื้นที่ให้บริการของสถานีลำปาง เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 58 และ กรณี เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา เกิดข้อขัดข้องการรับชมช่องรายการโทรทัศน์ให้บริการโครงข่ายดิจิตอลทีวี ของ บ. อสมท.จำกัด เนื่องจากเหตุขัดข้องจากการอุดตันของเครื่องระบายความร้อนจนเครื่องส่งโทรทัศน์ปิดการทำงานเองในที่สุดรวมระยะที่เกิดความขัดข้อง 1 ชั่วโมง 38 นาที ซึ่งยังอยู่ในข้อกำหนดตามเงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาต และวาระอื่นๆ ติดตามผลการประชุมได้วันจันทร์นี้
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ไต้หวันอนุญาตนำเข้าแรงงานภาคประมงจากเวียดนามแล้วหลังระงับไปถึง 11 ปี พบสถิติแรงงานหลบหนีในไต้หวัน เดือน พ.ค. ที่ผ่านมามี 2,134 คน เป็นแรงงานเวียดนามมากที่สุด 1,120 คน ตามมาด้วย อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ และไทย จำนวน 939 คน 55 คน และ 20 คน ตามลำดับ

    ทางการไต้หวันเปิดเผยว่าได้อนุญาตให้นายจ้างไต้หวันสามารถว่าจ้างแรงงานเวียดนามในธุรกิจการเลี้ยงปลาและลูกเรือประมง แต่ไม่รวมตำแหน่งคนทำงานบ้าน หลังจากระงับการนำเข้าเป็นเวลานานถึง 11 ปี (ที่มาภาพ: CNA file photo)

    เมื่อเดือนกรกฎาคม 2015 ที่ผ่านมาทางการไต้หวันเปิดเผยว่าได้อนุญาตให้นายจ้างไต้หวันสามารถว่าจ้างแรงงานเวียดนามในธุรกิจการเลี้ยงปลาและลูกเรือประมงได้แล้วหลังจากสั่งระงับเป็นเวลานานถึง 11 ปี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2004 ส่วนตำแหน่งงานคนทำงานบ้านนั้นทางการไต้หวันก็ยังคงระงับการอนุญาตให้แรงงานเวียดนามทำงานในไต้หวันต่อไป ซึ่งสั่งระงับมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2005

    การสั่งระงับแรงงานจากเวียดนามในอดีตนั้นทางการไต้หวันระบุสาเหตุว่าแรงงานเวียดนามในตำแหน่งดังกล่าวมีอัตราการหลบหนีสูง และรัฐบาลเวียดนามไม่ได้มีมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม โดยสถิติแรงงานต่างชาติหลบหนีในไต้หวันเดือนพฤษภาคม 2015 มีสิ้นจำนวน 2,134 คน ในจำนวนนี้เป็นแรงงานเวียดนามมากที่สุด 1,120 คน ตามมาด้วย อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ และไทย จำนวน 939 คน 55 คน และ 20 คน ตามลำดับ

    ทางการไต้หวันยังระบุถึงสาเหตุที่ไต้หวันได้ประกาศยกเลิกระงับการนำเข้าแรงงานเวียดนาม เนื่องจากช่วงระยะเวลาที่ผ่านมารัฐบาลเวียดนามได้มีมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาการหลบหนีของแรงงานเวียดนามอย่างจริงจัง ด้วยการลงโทษปรับเงิน 150,000 เหรียญไต้หวัน และห้ามมิให้เดินทางออกไปทำงานต่างประเทศอีก ส่งผลให้อัตราการหลบหนีของแรงงานเวียดนามในไต้หวันในปี 2014 ลดลงเหลือร้อยละ 5.77 จากที่เคยสูงถึงร้อยละ 10.16 เมื่อปี 2004 โดยค่าเฉลี่ยการหลบหนีของแรงงานต่างชาติในไต้หวันอยู่ที่ร้อยละ 5

    ทั้งนี้สถานการณ์แรงงานในไต้หวันนั้นพบว่าปัจจุบันกำลังขาดแคลนแรงงาน โดยตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นไปกำลังแรงงานในไต้หวันจะมีอัตราลดลงปีละ 180,000 คนไต้หวันจึงต้องเพิ่มโควต้าการนำเข้าแรงงานต่างชาติ อีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญก็คือไต้หวันได้เริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ มีอัตราการเกิดลดต่ำลงในขณะที่มีจำนวนผู้สูงอายุมากขึ้น ส่งผลให้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในไต้หวันรุนแรงมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีสภาพการทำงานที่ค่อนข้างอันตรายและเป็นงานหนัก

     

    ที่มาข่าวบางส่วนจาก

    Taiwan devises measures to resume import of workers from Vietnam
    http://focustaiwan.tw/news/asoc/201507050009.aspx

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยขยายเวลาโรดแมปเพื่อปฎิรูปประเทศให้เสร็จ แนะควรจัดอันดับความสำคัญเรื่องปฎิรูปให้เป็นรูปธรรมแทน เชื่อสังคมจะกดดันให้นักการเมืองปฎิรูปเอง ยืนยันการเคลื่อนไหว กปปส. ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์ แต่ยอมรับมีจุดยืนด้านการปฎิรูปเหมือนกัน

     
    1 ส.ค. 2558 สำนักข่าวไทยรายงานว่าที่สนามซุปเปอร์คิกส์ ลาดพร้าว นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้มีการปฎิรูปการเมืองให้แล้วเสร็จก่อนการเลือกตั้ง โดยสปช.เตรียมเสนอให้คว่ำร่างรัฐธรรมนูญเพื่อยืดระยะเวลาการปฎิรูปประเทศและการทำงานของรัฐบาล คสช.ที่วางไว้ตามโรดแม็ปออกไป ว่า รัฐบาลควรจัดอันดับความสำคัญของการปฎิรูปที่เป็นรูปธรรมให้แล้วเสร็จก่อนการเลือกตั้งมากกว่า เช่น จะทำอย่างไรให้มีการเลือกตั้งโดยสุจริตเที่ยงธรรม ไม่ใช่ให้ปฎิรูปเกือบทุกเรื่อง เพราะการปฎิรูปต้องอาศัยระยะเวลา และเชื่อว่าสังคมจะกดดันให้นักการเมืองสานต่อการปฎิรูป ดังนั้น คสช. ควรยึดการดำเนินการตามโรดแมปที่วางไว้ ก่อนคืนอำนาจให้ประชาชน และเชื่อว่าสังคมจะเห็นด้วย เพราะขณะนี้เกิดความสับสนในเรื่องปฎิรูป ที่ถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นความขัดแย้ง
     
    นายอภิสิทธ์ กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่ม กปปส. ไม่เกี่ยวกับพรรคประชาธิปัตย์ แต่มีจุดยืนเรื่องการปฎิรูปที่เหมือนกัน เช่น การปฎิรูป เรื่องการศึกษา หากทำได้ก็จะเป็นผลดีกับบ้านเมือง เมื่อถามว่าสมาชิก กปปส.จะกลับเข้าสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ได้หรือไม่ หากมีการเลือกตั้งแล้ว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สมาชิก กปปส.ที่เคยเป็นนักการเมืองมาก่อน สามารถทำได้ เพราะมีเพียงนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฎิรูปประเทศไทย คนเดียวเท่านั้น ที่ประกาศไว้ชัดเจนแล้วว่าจะไม่กลับมาเล่นการเมืองอีก แต่จะไปเดินหน้าทำงานภาคประชาสังคมแทน
     
    ต่อข้อถามว่าขณะนี้เริ่มการตอบโต้กันระหว่างมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ กับกลุ่ม นปช. เพื่อไทย หวั่นจะสร้างความขัดแย้งในสังคมเพิ่มมากขึ้นหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การโต้เถียงกันระหว่างกลุ่มที่เห็นต่าง เป็นเรื่องปกติในสังคมไทย แต่เราจะอยู่กันได้อย่างไร จะต้องนำบทเรียนที่ผ่านมา มาทบทวนด้วย ถ้าอยากให้ประเทศชาติสงบเรียบร้อย ทุกฝ่ายจะต้องช่วยกัน
     
    นอกจากนี้ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังกล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดการตั้งรัฐบาลแห่งชาติขึ้น เพราะจะเป็นการสร้างเงื่อนไขความขัดแย้งตามมาอีก ซึ่งขณะนี้ก็มีรัฐบาล คสช.บริหารประเทศและดูแลความสงบเรียบร้อยอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นจะต้องจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติแต่อย่างใด
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินรถหลีกเลี่ยงเส้นทางปั่นจักรยานกิจกรรม Bike For Mom ปั่นเพื่อแม่ ทั้งในวันซ้อมใหญ่ วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม และวันที่ 16 สิงหาคมนี้

     
     
    1 ส.ค. 2558 สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย รายงานว่าองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. แจ้งว่า ตามที่รัฐบาลกำหนดจัดกิจกรรมจักรยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนารถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 83 พรรษา 12 สิงหาคม 2558 กิจกรรมดังกล่าวจะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม 2558 โดยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ ทรงเป็นประธาน ทรงปั่นจักรยานนำขบวนจักรยานประชาชน เส้นทางจากพระลานพระราชวังดุสิต ถึงกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมถวายความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกการจราจรเป็นไปอย่างสมพระเกียรติ และเกิดความปลอดภัยสูงสุด ซึ่งในการจัดกิจกรรมดังกล่าว จะมีการปิดการจราจรในถนนสายหลักจำนวน 6 สาย คือ ถนนศรีอยุธยา ถนนพญาไท ถนนราชวิถี ถนนดินแดง ถนนวิภาวดีรังสิต ถนนพหลโยธิน และจุดเชื่อมต่อรวมทั้งถนนที่เกี่ยวเนื่องในเส้นทางจักรยาน ดังนั้น เพื่อให้การจัดการเดินรถเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ขสมก. จึงจัดทำแผนปรับเปลี่ยนเส้นทาง เพื่อหลีกเลี่ยงเส้นทางปั่นจักรยาน
     
    โดยในวันซ้อมใหญ่ วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม ตั้งแต่เวลา 06.00 - 12.00 น. ปิดการจราจรตั้งแต่บริเวณพระลานพระราชวังดุสิต ถึงกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) ระยะทางรวม 7 กิโลเมตร และในวันจริง วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม ตั้งแต่เวลา 12.00 - 21.00 น. สำหรับบริเวณพระลานพระราชวังดุสิต จะปิดตั้งแต่เวลา 09.00 - 21.00 น.
     
    นอกจากนี้ ขสมก. ได้จัดตั้งศูนย์ประสานงาน BIKE FOR MOM ปั่นเพื่อแม่ ณ สำนักงานใหญ่ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ และกำชับพนักงานขับรถและพนักงานเก็บค่าโดยสาร ช่วยดูแลอำนวยความสะดวกในการขึ้นลงรถเมล์แก่ผู้ใช้บริการเป็นกรณีพิเศษ รวมถึงจัดกำลังพนักงานสายตรวจพิเศษ นายตรวจ ช่วยอำนวยความสะดวกการจราจรตามป้ายหยุดรถที่มีผู้ใช้บริการหนาแน่นอีกด้วย
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    รวมวาทกรรมยอดฮิตที่ไม่มีทางออกและเส้นทางที่นำไปสู่จุดเริ่มต้นของความสร้างสรรค์ด้วยวัฒนธรรมแห่งความอดทนอดกลั้น (Culture of Tolerance)

    เมื่อถึงช่วงเวลาเปิดเทอมปีการศึกษาใหม่ของระดับชั้นอุดมศึกษาในทุกปี ประเพณีการรับน้องใหม่และประชุมเชียร์ก็จะถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกันอยู่เสมอ ไม่ว่าจะการรับน้องรุนแรงจนเป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ หรือกระแสการพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์ใน Social Network ซึ่งกระบวนการรับน้องก็มีจุดประสงค์และวิธีการที่หลากหลายไปตามแต่ละคณะและมหาวิทยาลัย ซึ่งก็เป็นเพราะสิ่งแวดล้อมและรูปแบบสังคมที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ดี วาทกรรมที่ถูกนำมาใช้กลับมีประเด็นที่เป็นจุดร่วมกัน  ดังนี้

    ฝ่ายที่สนับสนุนการมีกิจกรรมรับน้องมักให้คุณค่ากับความเป็นสังคม วาทกรรมที่กลุ่มนี้มักใช้อ้างอิงจะเป็นเรื่องของการส่งต่อคุณค่าและอัตลักษณ์ของสังคม กระบวนการรับน้องมีประโยชน์ในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรและขัดเกลาให้น้องใหม่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมนั้นๆ เช่น การสอนร้องเพลงของคณะและเพลงเชียร์ ในหลายแห่งที่ห้องเชียร์พูดถึงประวัติศาสตร์ของคณะนั้นๆ ให้น้องได้ซาบซึ้ง นอกจากนี้ยังเป็นกิจกรรมละลายพฤติกรรม เชื่อมความสัมพันธ์ ทำให้น้องได้รู้จักกัน ได้รู้จักกับรุ่นพี่ เสริมสร้างความสัมพันธ์ในหมู่คณะในเวลาอันรวดเร็ว ไม่ว่าจะด้วยระบบแขวนป้ายชื่อ ขอชื่อ เป็นต้น

    อีกวาทกรรมหนึ่งที่มักพบก็คือ กิจกรรมเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับน้องในการเข้าสู่โลกของการใช้ชีวิตจริงทั้งการรับมือกับความกดดัน ฝึกความอดทน ฝึกการทำงานร่วมกัน ในหลายคณะศิลปะที่ใช้การทำอุปกรณ์เชียร์เพื่อเป็นการฝึกทักษะในการทำงานจริง

    ทั้งนี้ ในกลุ่มผู้มีความเห็นสนับสนุนกิจกรรมรับน้องก็ไม่ได้สนับสนุนการว้าก การกดดันหรือใช้ความรุนแรงเสมอไป

    ในขณะที่ฝ่ายต่อต้านกิจกรรมรับน้องจะเป็นกลุ่มที่ให้คุณค่ากับความเป็นปัจเจกมักใช้วาทกรรมตอบโต้ โดยมุ่งไปที่วิธีการและรูปแบบของกิจกรรมที่มีความรุนแรง ไม่ว่าจะการว้ากหรือตะโกนเพื่อกดดัน การบังคับให้น้องต้องยืนนิ่ง ก้มหน้า  ซึ่งมักอ้างอิงหลักการสิทธิมนุษยชน สิทธิในร่างกาย การละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่นไปจนถึงกระทั่ง “ถ้าน้องตายจะทำยังไง?”

    อีกประเด็นหนึ่งที่ถูกยกมาคือคุณค่าของวัฒนธรรมประเพณี มักถูกโจมตีในฐานะสิ่งล้าหลัง หัวโบราณ วัฒนธรรมที่ตกเป็นเป้าคือ SOTUS  แต่เดิมเป็นคุณค่า 5 ข้อที่นิยมปลูกฝังให้กับน้องใหม่ ย่อมาจาก Seniority เคารพพี่ , Order มีระเบียบวินัย, Tradition วัฒนธรรมประเพณี, Unity มีเอกภาพ, Spirit มีน้ำใจ แต่ปัจจุบันถูกนำไปสร้างเป็นวาทกรรมว่าโซตัสคือการว้าก และตั้งคำถามกับคุณค่าต่างๆเช่น พี่เหนือกว่าน้องจริงหรือ? เข้ามาเรียนจำเป็นต้องมีเอกภาพ มีความเป็นรุ่นจริงหรือ?  นอกจากนี้ยังมีกระแสที่ตั้งคำถามกับวัฒนธรรมองค์กร เช่นการสร้างความสัมพันธ์ว่าเป็นการสร้างระบบอุปถัมภ์  หรือตั้งคำถามกับกิจกรรมสันทนาการว่าไม่มีสาระ เป็นต้น

    ประเด็นการรับน้องนี้เป็นที่ถกเถียงกันมานานโดยยังหาข้อสรุปไม่ได้ แม้ว่ากระแสการตั้งคำถามจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบกิจกรรมในหลายๆมหาวิทยาลัย  ขณะเดียวกัน บนโลก Social Network กลายเป็นพื้นที่ของการปะทะ โดยมีทั้งการอ้างเหตุผลดังที่กล่าวมา  แต่นอกจากนั้นก็มีการใช้ Hate speechเข้าโจมตีกัน กลุ่มที่สนับสนุนการรับน้องก็จะถูกโจมตีว่าเป็นพวกโง่ หัวเก่า ดักดาน ในขณะที่กลุ่มผู้ต่อต้านการรับน้องก็จะถูกหาว่าเป็นพวกโลกสวย เอียงซ้าย เป็นต้น  ซึ่งในช่วง 2 – 3ปีที่ผ่านมาสามารถเห็นได้ชัดขึ้นจากการมี page ที่ตั้งขึ้นเพื่อโจมตีกิจกรรมรับน้องเช่น Anti – SOTUS, รับน้องสร้างสรรค์ เป็นต้น ความแตกต่างทางความคิดและการถกเถียงกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุดนี้ อาจทำให้เราต้องกลับมาตั้งคำถามว่า แล้วเราจะอยู่ร่วมกันอย่างไร

    เพจรับน้องสร้างสรรค์

    เพจ ANTI SOTUS

    พรรณพิมล นาคนาวาอาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พูดถึงความแตกต่างและวัฒนธรรมแห่งความอดกลั้น (Culture of Tolerance) ว่าความแตกต่างนั้นก็มีหลายระดับ ตั้งแต่ระดับชาติพันธ์ ศาสนา มาจนถึงเรื่องความคิดความเชื่อ อุดมการณ์และวิธีการมองโลก แต่ในขณะที่ศาสนาเป็นเรื่องที่ปลูกฝังในระดับลึก เป็นเรื่องของสิทธิ อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ยาก ความคิดความเชื่อเกี่ยวกับการรับน้องเป็นอุดมการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ มีโอกาสลื่นไหลได้มากกว่า

    แต่สิ่งที่ต้องคำนึงเป็นลำดับแรกคือ การยอมรับว่าความแตกต่างมีอยู่จริง และต้องเคารพซึ่งกันและกัน เคารพในความคิดและความเชื่อของอีกฝ่ายก่อนจะนำไปสู่การเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

    อย่างไรก็ดี การอดกลั้นหรือการเคารพความคิดความเชื่อของอีกฝ่ายไม่ได้แปลว่าเงียบ ไม่ตั้งคำถาม  แต่ในการวิพากษ์ก็ต้องรู้ก่อนว่าอีกฝ่ายนั้นมีวิธีคิดแบบใดบ้าง และวิธีคิดแบบไหนที่เราไม่เห็นด้วย วิธีคิดแบบไหนที่อาจนำไปสู่การใช้อำนาจ  และหากเราต้องการที่จะตั้งคำถามวิพากษ์วิจารณ์ ก็ต้องมียุทธวิธีที่จะนำไปสู่การอยู่ร่วมกัน  ต้องมีการแลกเปลี่ยน ไม่ใช่พูดฝ่ายเดียวไม่เปิดให้อีกฝ่ายได้พูดได้นำเสนอ  ไปจนถึงภาษา วิธีการพูด หากมีการใช้ภาษาที่ทำให้รู้สึกว่าอีกฝ่ายเป็นศัตรู ก็ถือว่าเป็นยุทธวิธีที่ล้มเหลว

    พรรณพิมล กล่าวว่า การรับน้องปัจจุบันเป็นสิ่งที่ถูกเหมารวม จริงๆ ก็มีสถาบันที่การรับน้องไม่มีปัญหา แต่ในบางแห่งที่มีความเป็นอำนาจนิยม ก็เป็นสิ่งที่ต้องกลับมาทบทวนว่ามันไม่สัมพันธ์กับบริบทของสังคมโลกในปัจจุบันแล้ว  และเชื่อว่าเพจเช่นเพจรับน้องสร้างสรรค์ ที่มีลักษณะตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์กับการรับน้อง แม้ว่าในบางโพสต์จะมีตรรกะที่ไม่สัมพันธ์ แต่โดยรวมมุ่งเป้าไปที่ความเป็นอำนาจนิยม ซึ่งเป็นการเปิดพื้นที่ให้กับคนที่เห็นต่างและไม่เห็นด้วยกับอำนาจนิยมให้ได้แสดงออก และได้สะท้อนให้เห็นถึงความจริงของการรับน้องที่ใช้อำนาจ ที่ใช้ความรุนแรงที่ยังมีอยู่

    และฝ่ายที่ถูกตั้งคำถามก็ต้องกลับมาทบทวน และคิดว่าจะตอบโต้หรือแก้ไขปัญหาอย่างไรให้ทันโลก กรอบของโลกสมัยใหม่อยู่ในกระแสของสิทธิมนุษยชนและสันติวิธี เช่นเดียวกับแอดมินของเพจเหล่านี้ที่ก็ต้องกลับมาทบทวน แม้ว่าเพจเหล่านี้จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้จริงๆ แต่อย่างน้อยก็ทำให้เกิดปฏิกิริยา เกิดการพูดคุยขึ้น

    และสิ่งต่อจากนั้น คือการยกระดับความขัดแย้ง ขณะที่ปัจจุบันเป็นการถกเถียงที่ไม่มีสิ้นสุด ใช้ตรรกะวิบัติและหาประเด็นไม่ได้   แต่ถ้าเราอยู่ในโลกเสรี ต่างฝ่ายต่างโยนความคิดและเหตุผลขึ้นมา เคารพและรับฟังเหตุผลของกันและกัน เพื่อก่อให้เกิดการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงขึ้น นี่คือสิ่งที่คนในสังคม ครูบาอาจารย์ นิสิตนักศึกษา รวมถึงสื่อมวลชนควรกระทำ ให้ความขัดแย้งมีคุณภาพ นอกจากนี้การมาพูดคุยและรับฟังกัน เพื่อหาวิธีที่สร้างสรรค์จริงๆ ก็เป็นการท้าทายความเป็นปัญญาชนของนิสิตนักศึกษาในระดับชั้นมหาวิทยาลัยอีกด้วย พรรณพิมลสรุป

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระบุยังไม่เห็นหนังสือขออนุญาตจัดแถลงข่าวของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แต่ย้ำว่าหากเนื้อหาสร้างสรรค์ไม่ขัดกับหลักความสงบก็สามารถทำได้

     
    1 ส.ค. 2558 ThaiPBSรายงานว่า พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช.กล่าวถึงกรณีที่สื่อมวลชนรายงานข่าวว่านายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตแกนนำ นปช.จะขอจัดแถลงข่าวเรื่องสถานการณ์นกกรงหัวจุกในประเทศไทยนั้น ขณะนี้ตนยังไม่เห็นหนังสือขอจัดแถลงข่าวดังกล่าว แต่หากนายณัฐวุฒิทำหนังสือมาและเนื้อหาของการแถลงข่าวเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ ไม่ขัดกับหลักความสงบก็สามารถดำเนินการได้
     
    ทั้งนี้นายณัฐวุฒิระบุว่าเตรียมจะให้แกนนำนปช.เปิดแถลงข่าวบ้างหลังจากที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำกปปส.แถลงข่าวเปิดตัวมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศเมื่อวันที่ 30 ก.ค.2558 ภายหลังจากที่สึกจากพระเมื่อวันที่ 28 ก.ค. โดยในการแถลงข่าวนั้นนายสุเทพและผู้ร่วมแถลงข่าวได้ติดสัญลักษณ์ธงชาติบนเสื้อ ซึ่งคล้ายกับสัญลักษณ์ที่ใช้ขณะเคลื่อนไหวทางการเมืองของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ก่อนเกิดการรัฐประหาร
     
    พ.อ.วินธัยกล่าวถึงการแถลงข่าวของนายสุเทพว่า นายสุเทพได้ทำหนังสือขออนุญาตอย่างถูกต้อง แต่หากใครเห็นว่ามีเนื้อหาที่ขัดกับแนวทางของคสช.ก็สามารถร้องเรียนเข้ามาได้ ขณะที่พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข รองเลขาธิการ คสช. ระบุว่าต้องรอให้เจ้าหน้าที่ ที่ไปสังเกตุการณ์สรุปเนื้อหาส่งมาให้ คสช.พิจารณาก่อน ส่วนกรณีการเตรียมแถลงข่าวของนายณัฐวุฒิ เบื้องต้นยังเชื่อว่าเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นเท่านั้น
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ผลจากฝนตกหนักตลอดทั้งเดือนและพายุไซโคลน ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำ 5 สายของพม่าได้แก่ อิระวดี ชินด์วิน สาละวิน สะโตง งาหวุ่น อยู่ในระดับวิกฤต เอ่อล้นตลิ่งหลายพื้นที่ นอกจากนี้ยังเกิดดินถล่มในรัฐชิน บ้านเรือนได้รับความเสียหาย ขณะที่ประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ประกาศให้รัฐชิน ยะไข่ ภาคสะกาย มะกเว เป็นพื้นที่ประสบภัย

    ภาพจากหนังสือพิมพ์นิวไลท์ออฟเมียนมาร์ ฉบับวันที่ 1 ส.ค. 2558 ระบุว่าผู้ประสบภัยน้ำท่วมอพยพไปยังศูนย์บรรเทาทุกข์ที่อำเภอพวินบยู ภาคมะกเว

    1 ส.ค. 2558 - พายุไซโคลนโกเมนซึ่งขณะนี้ได้อ่อนกำลังลงแล้วนั้น ได้พาดผ่านจิตตะกอง ของบังกลาเทศ เข้าสู่ด้านตะวันตกเฉียงเหนือของพม่าเมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (30 ก.ค.) มีผลทำให้เกิดฝนตกหนัก รวมทั้งลมพายุที่มีความเร็วลมกว่า 128 กม. ต่อชั่วโมง

    โดยหนังสือพิมพ์นิวไลท์ออฟเมียนมาร์ ของรัฐบาลพม่า ฉบับวันที่ 1 ส.ค. ลงคำประกาศของประธานาธิบดีเต็ง เส่งของพม่า ที่ระบุว่า รัฐชิน รัฐยะไข่ รวมทั้งภาคสะกาย ภาคมะกเว เป็นพื้นที่ได้รับผลกระทบหนักจากน้ำท่วม และเผชิญความยากลำบากที่จะฟื้นฟูเข้าสู่สภาพปกติ ขณะเดียวกัน คณะกรรมการรับมือภัยพิบัติแห่งชาติ ได้จัดให้มีการอพยพและโยกย้ายประชากรในภาคอิระวดี ภาคพะโค รวมถึงรัฐมอญ และรัฐกะเหรี่ยง ซึ่งประสบอุทกภัยเช่นกัน ทั้งนี้ฝนตกหนักในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมได้ทำให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มหลายพื้นที่ของพม่า

    นิวไลท์ออฟเมียนมาร์ ยังรายงานข่าวการแจ้งเตือนโดยกรมอุตุนิยมวิทยาพม่า ระบุว่าระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักได้แก่ อิระวดี ชินด์วิน สาละวิน สะโตง และงาหวุ่น เพิ่มสูงขึ้น และมีแนวโน้มจะเอ่อล้นระดับวิกฤตภายใน 3 วัน ทั้งนี้แม่น้ำอิระวดี ช่วงที่ไหลผ่านภาคอิระวดีที่อำเภอฮิงทาดา เมื่อวันศุกร์ที่ 31 ก.ค. เวลา 12.30 น. ระดับน้ำได้ล้นระดับวิกฤตมา 10 เซนติเมตร ขณะที่แม่น้ำอิระวดี ช่วงที่ไหลผ่านเมืองสะกาย ภาคสะกาย ระดับอยู่ห่างจากระดับวิกฤตอีก 71 เซนติเมตร โดยกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าจะถึงระดับวิกฤตในอีก 2 วันข้างหน้า

    ขณะที่แม่น้ำชินด์วินที่เมืองกะเลวะ ภาคสะกาย จะยังคงล้นตลิ่งต่อไปในอีก 3 วัน ทั้งนี้ระดับน้ำเลยจุดวิกฤตมาแล้ว 143 เซนติเมตรตั้งแต่บ่ายวันศุกร์ที่ 31 ก.ค. ขณะที่แม่น้ำสาละวินที่เมืองผาอัน เมืองหลวงของรัฐกะเหรี่ยง ระดับน้ำได้เลยจุดวิกฤตมาแล้ว และจะเอ่อท่วมต่อไปอีก 3 วัน

    เช่นเดียวกับที่แม่น้ำสะโตง และแม่น้ำงาหวุ่น มีแนวโน้มที่จะล้นตลิ่งในอีก 3 วันข้างหน้า โดยระดับน้ำในแม่น้ำสะโตง ที่อำเภอมะเดาก์ ภาคพะโค ล้นจุดเฝ้าระวังมาแล้ว 115 เซนติเมตร ขณะที่ระดับน้ำในแม่น้ำงาหวุ่น ที่งาเทงเชาก์ ภาคอิระวดี ล้นจุดเฝ้าระวังมาแล้ว 57 เซนติเมตร

    โดยกรมอุตุนิยมวิทยาพม่า ได้แจ้งเตือนว่าจะมีฝนตกหนักที่ภาคมะกเว ภาคสะกาย, ภาคพะโค, ภาคตะนาวศรี และภาคย่างกุ้ง รวมทั้งรัฐยะไข่ รัฐชิน เนื่องจากพายุที่พัดผ่านประเทศบังกลาเทศในเวลานี้

    นอกจากนี้กระทรวงเกษตรและชลประทานพม่า ระบุว่า มีพื้นที่เกษตรกรรมทั่วประเทศได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม 5.23 แสนเอเคอร์ หรือ 1.32 ล้านไร่ ในจำนวนนี้มีพื้นที่ราว 1.22 แสนเอเคอร์ หรือ 3.08 แสนไร่ ที่ระดับน้ำเริ่มลดลงแล้ว และเตรียมที่จะเพาะปลูกในพื้นที่ซึ่งได้รับการฟื้นฟูในเร็วๆ นี้

    นอกจากนี้ในรายงานของ เว็บไซต์อิระวดีระบุด้วยว่า ฝนที่ตกหนักได้ทำให้เกิดดินถล่มที่เมืองฮากา เมืองหลวงของรัฐชิน ทำให้บ้านเรือนได้รับความเสียหาย นอกจากนี้ดินถล่มยังปิดกั้นถนนที่จะเข้ามาในเมืองซึ่งอยู่เหนือระดับน้ำทะเลกว่า 6,000 ฟุตแห่งนี้ จนเกรงว่าจะเกิดภาวะขาดแคลนอาหารในพื้นที่รัฐชิน โดยอิระวดีอ้างข้อมูลของเจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์ในพื้นที่ซึ่งประเมินว่ามีบ้านเรือนอย่างน้อย 100 หลังที่ได้รับความเสียหายจากดินถล่ม ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมากไปอาศัยชั่วคราวในบ้านของญาติ ขณะที่มีประชาชน 150 คนจาก 33 หลังคาเรือนไปอาศัยพักพิงอยู่ในศาลาว่าการเมือง

    ทั้งนี้จากข้อมูลเมื่อวันที่ 30 ก.ค.สำนักงานเพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ ได้อ้างสถิติของรัฐบาลพม่าระบุว่ามีประชาชนกว่า 110,000 คนได้รับผลกระทบจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นในพม่า มีผู้เสียชีวิตแล้ว 21 ราย

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai



    เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ทันทีที่นักศึกษาและบัณฑิตทั้ง 14 คนเดินออกมาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ พวกเขาก็ประกาศว่าจะเดินหน้าต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาต่อไป “นักศึกษา 14 คน” เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะสมาชิกขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (New Democracy Movement) พวกเขาถูกจับกุม และจองจำในห้องขังเป็นเวลา 12 วัน จากคำตัดสินของศาลทหารต่อการประท้วงต่อต้านรัฐบาลเผด็จการอย่างสันติของพวกเขา การปล่อยตัวดังกล่าวบ่งชี้ว่าเป็นการพักยกเพียงชั่วคราวมากกว่ารอดพ้นจากการลงโทษอย่างถาวร เนื่องจากพวกเขามีโอกาสต้องโทษจำคุกถึง 6 เดือนจากการประท้วงครั้งนั้น และอีก 7 ปี สำหรับข้อกล่าวหาที่คลุมเครือในการปลุกระดม ซึ่งรัฐบาลสามารถจะเลือกดำเนินคดีแก่พวกเขาในเวลาใดก็ได้

    การรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาและกองทัพ ในนามคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นการ “ทำสำเร็จ” ครั้งที่ 12 นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 

    ในห้วง 83 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องประสบกับทั้งเผด็จการเบ็ดเสร็จ, ประชาธิปไตยแบบเลือกตั้ง และการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยๆเป็นค่อยไป อย่างไรก็ดี "ประชาชนไทยและผู้ปกครองก็ยังถูกขังอยู่ในกับดักการต่อสู้เพื่อช่วงชิงอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ หรืออำนาจอธิปไตย ในขณะที่ประเทศนี้มีรัฐธรรมนูญถึง 19 ฉบับ (ฉบับที่ 20 กำลังถูกร่างฯ) ทุกฉบับยืนยันว่าอำนาจอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน แต่ประวัติศาสตร์การรัฐประหารอันยาวนานแสดงให้เห็นว่าเป็นอย่างอื่น จนถึงปัจจุบันรัฐบาลเผด็จการทหารไม่เคยถูกดำเนินคดีจากการยึดอำนาจเลย ในทางกลับกัน การรัฐประหารอย่างต่อเนื่องทำให้การฉีกรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องง่ายเหลือเกินสำหรับคณะทหารผู้ยึดอำนาจ และปล่อยให้ภาระหนักอึ้งในการดิ้นรนต่อสู้เพื่อกอบกู้ประชาธิปไตยตกอยู่บนบ่าของประชาชน

    ในช่วงเวลานับตั้งแต่รัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ซึ่งโค่นล้ม พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จวบจนกระทั่งรัฐประหารครั้งล่าสุด ความขัดแย้งมีลักษณะเป็นการแบ่งแยกทางการเมืองระหว่างสีเสื้อ ระหว่างกลุ่มนิยมกษัตริย์-ชาตินิยมในนามเสื้อเหลือง ผู้ชื่นชอบการปกครองโดยศีลธรรมของคนส่วนน้อย กับ ฝ่ายมวลชนประชาธิปไตย-เสื้อแดง ที่ส่วนใหญ่เป็นผู้สนับสนุนทักษิณ และพวกเขาชื่นชอบระบอบประชาธิปไตย ทั้ง 2 ฝ่ายทั้งเหลืองและแดง ได้แสดงให้เห็นการแตกหักที่เยื้อเยื้อยาวนาน ระหว่างความเป็นเมืองที่มั่งคั่งและชนบทที่แร้นแค้น โดยความมั่งมี, โอกาสทางการศึกษาและการจ้างแรงงานกระจุกตัวอยู่ในเมืองอย่างเข้มข้น ทั้งที่ในความเป็นจริงประชากรกว่าครึ่งนั้นอยู่ในภาคชนบท

    ถึงแม้ว่าข้อมูลทางสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ได้แสดงให้เห็นความเสื่อมถอยเช่นกันในระหว่างที่ทักษิณ ชินวัตรครองอำนาจ (2544-2549) นักสิทธิมนุษยชนถูกลอบสังหารและถูกทำให้สูญหาย ประชาชนกว่า 2,800 คนถูกสังหาร ภายใต้นโยบายที่เรียกว่า “การประกาศสงครามกับยาเสพติด” อย่างไรก็ดีทักษิณก็ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมากในชนบท อันเป็นผลมาจากการริเริ่มทำนโยบายยกระดับชีวิตที่เป็นรูปธรรมให้กับฐานเสียงเขา ทักษิณขายนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า สนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย และจัดตั้งกองทุนหมู่บ้าน เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวในสายตาชนชั้นนำจากการบริหารประเทศของทักษิณก็คือ ทักษิณปฏิบัติต่อฐานเสียงชนบทที่เลือกเขาเยี่ยงพลเมืองที่แท้จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่นักการเมืองไทยไม่เคยทำมาก่อน

    นับตั้งแต่ปี 2548 ที่มีการก่อตัวของขบวนการเสื้อเหลืองขับไล่ทักษิณ พวกเขาได้อ้างว่าทักษิณและพวกพ้องกระทำการทุจริต คอร์รัปชั่น และมีความจำเป็นที่ประเทศจะต้องมีผู้ปกครองที่มีจริยธรรม แม้ว่าวิธีการนี้ ผู้ดำรงตำแหน่งจะถูกแต่งตั้งโดยกษัตริย์หรือทหารแทนการได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนก็ตาม ด้วยเหตุนี้ ขณะที่ขบวนการเสื้อเหลืองอ้างอย่างเปิดเผยว่าพวกเขาต่อต้านทักษิณ พวกเขาก็ต่อต้านประชาชนเพื่อนร่วมชาติของพวกเขาเองด้วย พวกเขากังขาว่าคนจำนวนมากเหล่านี้ยังไร้ศักยภาพที่จะเลือกผู้แทนที่เหมาะสม

    การต่อสู้ระหว่างเสื้อแดง-เสื้อเหลืองดังกล่าว ขยายตัว ก้าวร้าวรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปราบปรามคนเสื้อแดงผู้เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งโดยรัฐบาลที่มีคนเสื้อเหลืองหนุนหลัง ในปี 2553 ผลที่ตามมามีผู้เสียชีวิตกว่า 94 คน และบาดเจ็บกว่า 2,000 คน และนี่คือบริบทที่นำมาสู่ข้ออ้างในการทำรัฐประหาร ปี 2557 เพื่อสร้างระบอบที่จำกัดเสรีภาพในทางการเมือง

    ในช่วง 1 ปีแรกหลังการรัฐประหาร การประท้วงต่อต้านถูกกำราบอย่างรวดเร็ว มีการจับกุมคุมขังพลเมืองโดยพลการ มีการซ้อมทรมาน และมีการไล่ล่าทางการเมืองในระดับที่อาจไม่ได้พบมาตั้งแต่เมื่อครั้งการสังหารหมู่ประชาชนโดยเผด็จการต่อต้านคอมมิวนิสต์ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และตามมาด้วยการรัฐประหาร    

    โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนไทย เปิดเผยว่าในเวลา 1 ปีหลังการรัฐประหารในปี 2557 มีนักโทษการการเมืองอย่างน้อย 751 ถูกกักตัวและ 428 คนถูกจับกุม (เกือบ 1 ใน 4 นั้นถูกจับกุมจากการประท้วงอย่างสันติ)  สรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน อดีตสหายของพคท. และสมาชิกของขบวนการคนเสื้อแดงถูกกล่าวหาว่ามีส่วนในการลอบวางระเบิด รายงานของประชาไทเปิดเผยว่าเขาถูกซ้อมทรมาน ถูกทำร้ายและช็อตไฟฟ้ากว่า 40 ครั้ง (โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิเสธข้อกล่าวหาของเขาว่า “ไม่มีมูลความจริง”)

    ศาลทหารที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อตัดสินพลเรือนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 1970 และมีพลเรือนต้องขึ้นศาลจำนวน 143 คน นอกเหนือจาก 14 นักศึกษาและนักกิจกรรมที่กล่าวไปแล้ว พวกเขาเหล่านี้ถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐและการหมิ่นฯกษัตริย์ คำตัดสินนี้มีตั้งแต่จำคุก 3 ปี จากการขีดเขียนกราฟฟิตี้ต่อต้านกษัตริย์ ไปจนถึง จำคุก 50 ปี จากการโพสต์ข้อความในเฟสบุ๊ค หรือการเผยแพร่ใบปลิวต่อต้านรัฐประหารก็เพียงพอที่จะถูกดำเนินคดีในการปลุกระดม ในข้อหาเดียวกับนักศึกษา 14 คน ที่เป็นไปได้ว่าจะถูกดำเนินคดีเช่นกัน

    อย่างไรก็ตาม การต่อต้านคำสั่งของรัฐบาลทหารในรูปแบบการชุมนุมสาธารณะก็ยังเกิดขึ้น นักศึกษาที่กรุงเทพฯ และที่ขอนแก่น ในภาคอีสานได้มีการจัดกิจกรรมต่อต้านรัฐประหารอย่างสงบเนื่องในวาระครบรอบ 1 การรัฐประหาร พวกเขาถูกควบคุมตัวแล้วปล่อยตัวไป แต่ก็ถูกเรียกให้ไปรายงานตัวอีกครั้ง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2558 โดยทั้ง 14 คนได้ไปที่หน้าสถานีตำรวจ ใจกลางกรุงเทพมหานคร แต่แทนที่พวกเขาจะเข้าไปรายงานตัว พวกเขากลับแจ้งความกลับแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ใช้ความรุนแรงในการจับกุมพวกเขาในเดือนก่อน พวกเขาถูกปฏิเสธให้เข้าไปในพื้นที่ สน. ดังนั้นพวกเขาและผู้สนับสนุนนับร้อยจึงตั้งเวทีประท้วงอย่างสันติหน้า สน.

    ก่อนการชุมนุมจะสิ้นสุด พวกเขาประกาศหลักการ 5 ข้อเป็นแนวทางในการต่อสู้ คือ ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ความยุติธรรม การมีส่วนร่วม และสันติวิธี ขบวนการประชาธิปไตยใหม่จึงเกิดขึ้น วันต่อมาพวกเขาได้จัดการประท้วงขึ้นอีก หลังจากนั้น 1 วัน พวกเขาถูกควบคุมและจับขังคุก

    ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ไม่เพียงแต่เป็นภาพสะท้อนขบวนการประท้วงต่อต้านรัฐบาลทหารที่โดดเด่นที่สุด ทว่ายังสะท้อนความเป็นไปได้ที่เป็นรูปธรรมมากที่สุดในการจะปลดเงื่อนตายที่ครอบงำการเมืองไทยมาตั้งแต่หลังการรัฐประหารในเดือนกันยายน ปี 2549

    เหตุผลหนึ่งก็คือ ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ นั้นอาจจะสามารถเป็นสะพานเชื่อม ช่องว่างความไม่เท่าเทียมกันทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ระหว่างประชาชนชาวเมืองและชนบท ดังที่ 7 คน ใน ขบวนการนั้น คือสมาชิกกลุ่มดาวดิน ซึ่งเป็นกลุ่มนักศึกษาที่ทำกิจกรรมบนฐานประเด็นสิทธิของทรัพยากรธรรมชาติ ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และอีก 7 คนคือนักกิจกรรมจากกรุงเทพฯ

    อีกเหตุผลหนึ่งคือ ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ไม่ได้มีความเชื่อมโยงกับพรรคหรือบุคคลทางการเมือง พวกเขายืนอยู่นอกการเมืองสีเสื้อซึ่งยืดเยื้อมาเป็นเวลา 8 ปี ขบวนการประชาธิปไตยใหม่เพียงแค่เรียกร้องให้มีการยุติการปกครองโดยเผด็จการและให้มีการปกครองที่อยู่ภายใต้หลักการนิติรัฐ โดยที่กฎหมายต้องไม่เพียงบังคับใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม หากแต่ต้องมีความเป็นธรรมด้วย    

    ประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามอีกประเด็นหนึ่งก็คือ การปล่อยตัวสมาชิกขบวนการประชาธิปไตยใหม่ เกิดขึ้นภายหลังจากการประณามจากนานาชาติอย่างรุนแรง รวมไปถึงการขยายตัวของกลุ่มผู้ออกมาคัดค้านรัฐบาลทหารภายในประเทศ ซึ่งอย่างหลังนำไปสู่การสั่นคลอนอำนาจรัฐบาลทหารมากขึ้นเรื่อยๆ คลื่นการต่อต้านเริ่มจากการที่กลุ่มคณาจารย์และผู้ปกครองได้ไปเยี่ยมนักศึกษาทุกๆวัน และประชาชนจัดกิจกรรมจุดเทียนในยามค่ำคืนตรงหน้าเรือนจำนั้น

    ธิกานต์ ศรีนารา นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินวิโรฒ เดินทางไปเยี่ยมลูกศิษย์ของเขาเป็นประจำ คือ ชลธิชา แจ้งเร็ว เธอเป็นเพียงผู้หญิงคนเดียวใน นศ. จำนวน 14 คน ธิกานต์เขียนบทความตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์สำนักข่าวอิสระประชาไท บอกเล่าเรื่องราวของชลธิชา ในการลงทะเบียนเรียนวิชาประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัยของเขา และแสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของเธอจากนักศึกษาธรรมดากลายเป็นผู้ต่อต้าน ย้อนกลับไปก่อนรัฐประหาร เมื่อเธอได้พบกับเพื่อนนักศึกษา ต่างมหาวิทยาลัยเป็นครั้งแรก ธิกานต์เขียนว่า “เธอยิ้มยกมือไหว้กล่าวลา แล้วหันไปคุยกับเพื่อนๆหัวเราะร่าเริง ผมยืนมองจนกระทั่งพวกเขาเดินลับหายเข้าไปในเงามืด ลมเย็นพัดผ่านมาเบาๆ ผมรู้สึกมีความหวัง”

    ผู้คนต่างเดินทางมาชุมนุมประท้วงในคืนก่อนที่ศาลทหารจะพิจารณาคดีนักศึกษา ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์การต่อสู้ของขบวนการนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของนักศึกษา ในการเดินนำขบวนปิดฉากระบอบเผด็จการที่ยาวนานกว่า 15 ปี  มีคน 500-600 คนพับนกกระดาษ ร้องเพลงที่แสดงความเป็นหนึ่งเดียวกัน และแสดงข้อความเพื่อสนับสนุนนักศึกษา ผู้ร่วมกิจกรรมประกอบไปด้วย นักศึกษาในปัจจุบัน นักกิจกรรม อาจารย์หัวก้าวหน้า นักพัฒนาเอกชน สื่อมวลชน และประชาชนทุกเพศทุกวัย ในขณะที่ทหารและตำรวจส่งเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบเข้ามาสังเกตการณ์ กระนั้นพวกเขาก็ไม่ได้สั่งระงับกิจกรรม แม้ว่ากฎการห้ามชุมนุมเกิน 5 คน จะยังคงบังคับใช้ และการชุมนุมต้องขออนุญาตจากคณะรัฐประหาร การตัดสินใจอนุญาตให้มีการชุมนุมได้สะท้อนให้เห็นพลังของการต่อต้านที่เพิ่มสูงขึ้น ต้นทุนของการอนุญาตให้ประท้วงนั้นต่ำกว่าต้นทุนความเสี่ยงที่ผู้ต่อต้านจะเพิ่มมากขึ้นหากผู้เข้าร่วมกิจกรรมถูกจับในวันนั้น ถึงแม้จะมีฝนกระหน่ำลงมาอย่างหนัก ฝูงชนที่เข้าร่วมกิจกรรมต่างวิ่งหาที่บังฝนตามอาคารใกล้เคียง และไม่ได้แยกย้ายสลายตัว เช้าวันรุ่งขึ้นผู้สนับสนุนนักศึกษารวมตัวกันนอกศาลทหารและเพื่อให้กำลังใจนักศึกษา เสียงโห่ร้องด้วยความยินดีดังขึ้นหลังศาลคัดค้านการฝากขังนักศึกษาผลัดที่สอง
     
    เมื่อนักศึกษาถูกปล่อยตัว พวกเขาเดินออกจากกรงขังด้วยเจตนารมณ์ที่จะขับเคลื่อนขบวนการประชาธิปไตยใหม่ไปข้างหน้า แม้ว่าข้อกล่าวหาและการไล่ล่าโดยผู้มีอำนาจจะยังคงตามหลอกหลอนเป็นกระดูกชิ้นโตขัดขวางพวกเขา แต่ดูเหมือนว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่สามารถหยุดพวกเขาได้ เมื่อมีการถามเกี่ยวกับประสบการณ์ในคุก

    จตุรภัทร บุญภัทรรักษา สมาชิกกลุ่มดาวดิน กล่าวว่า “คุกไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว มันแค่น่าเบื่อ เพราะฉะนั้นอย่าไปกลัวคุก อยากให้ทุกคนมาลองติดกัน คือมันเป็นแค่เงื่อนไขสำหรับสิ่งที่มันถูกต้องที่เราจะสู้กับ คสช. เราสู้แล้วเราต้องติดคุก มันก็ไม่ได้น่ากลัวอะไรเลย แต่ถ้าเราปล่อยให้เผด็จการยังคงดำรงอยู่ในสังคมไทยได้ วัฒนธรรมเหล่านี้ยังคงอยู่ในสังคมไทยได้ อันนี้ต่างหากคือสิ่งที่น่ากลัว”

    มีเจ้าหน้าที่ทหารไปเยี่ยมเยือนคณาจารย์ระดับมหาวิทยาลัยบางคน จากจำนวน 281 คน ที่ลงนามท้ายแถลงการณ์ให้ปล่อยตัวนักศึกษา กระนั้นพวกเขายังดำเนินการเปิดโครงการชุด “ห้องเรียนสาธารณะ”เพื่อนำนักศึกษา นักวิชาการ ประชาชนมาแบ่งปันความคิดในประเด็นเรื่องสิทธิและกฎหมาย

    กว่า 1 ปีที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาและ คสช. ประกาศยึดอำนาจภายใต้คำขวัญ “คืนความสุข” เพื่อคนไทย บางทีการขัดขืนเมื่อเผชิญกับการกดขี่ ความกล้าหาญเมื่อเผชิญกับภยันตราย และสัจจะความจริงเมื่อเผชิญกับความกลัว ที่กำลังก่อตัวขึ้นนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นแห่งจุดจบของรัฐบาลเผด็จการทหารก็เป็นได้
     

     

    เกี่ยวกับผู้เขียน: ไทเรล ฮาเบอร์คอร์น เป็นอาจารย์ประจำภาควิชาการเปลี่ยนทางการเมืองและสังคม มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (ANU) 

    ที่มา: dissentmagazine.org/blog/new-democracy-movement-thailand

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

     

    ขบวนการประชาธิปไตยใหม่เริ่มกำเนิดขึ้นมาจากนิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยในต่างจังหวัด ร่วมกับประชาชนชาวบ้านในชนบท และต่อมาได้ร่วมกับนิสิตนักศึกษาในกรุงเทพฯอีกจำนวนหนึ่ง เคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย จนเกิดกรณีการจับกุมคุมขังนักศึกษา 14 คน นำไปสู่การเคลื่อนไหวของนักวิชาการและประชาชนให้ปล่อยตัวนักศึกษาทั้งหมดจนเป็นผลสำเร็จ

    ความคิดที่เป็นธงนำของขบวนการประชาธิปไตยใหม่ก็คือ หลักการกำปั้น 5 ข้อ ได้แก่ ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ความยุติธรรม การมีส่วนร่วม และสันติวิธี มีสัญลักษณ์เป็นกำปั้น โดยทั้งห้านิ้วมือสะท้อนหลักการ 5 ข้อ เป็นการสรุปรวบยอดความคิดจากบทเรียนและประสบการณ์ในการเคลื่อนไหวของนิสิตนักศึกษาเหล่านี้ที่หนุนช่วยประชาชนที่เดือดร้อนจากโครงการใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติโดยรัฐและเอกชนตลอดสิบปีมานี้

    แนวทางการเคลื่อนไหวเพื่อให้บรรลุหลักการกำปั้นทั้ง 5 ข้อคือ การร่วมกับประชาชนทุกหมู่เหล่า ทุกกลุ่ม ยุติความขัดแย้งกันเองในหมู่ประชาชน สามัคคีกันไปเผชิญกับปัญหาเฉพาะหน้าคือ ความไม่เป็นประชาธิปไตย ไร้สิทธิมนุษยชน ปราศจากความยุติธรรม กีดกันประชาชนออกไปจากกระบวนการทางการเมือง และใช้ความรุนแรงกับประชาชน

    การสามัคคีประชาชนทุกหมู่เหล่าภายใต้แนวทาง “ยกเลิกขั้ว สลายสี” ดังกล่าว เป็นสิ่งที่ทำได้ยากยิ่งในภาวะการณ์ปัจจุบัน เพราะความขัดแย้งระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ในหมู่ประชาชนที่ยาวนานนี้ ยังร้าวลึกไปด้วยความทรงจำและเจ็บช้ำในอดีต แต่ก็เป็นภารกิจเดียวที่ผู้ที่ต้องการประชาธิปไตยในวันนี้จะต้องฝ่าฟันไปให้จงได้

    อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวของประชาชนกลุ่มต่าง ๆ เรียกร้องให้ปล่อยตัวนิสิตนักศึกษาทั้ง 14 คนในช่วงปลายมิถุนายน-ต้นกรกฎาคนที่ผ่านมาก็มี “สัญญาณเริ่มต้น” ของการ “ยกเลิกขั้ว สลายสี” ดังกล่าวอย่างชัดเจน ดังจะเห็นได้ว่า นี่เป็นครั้งแรกนับแต่รัฐประหาร 2557 ที่ได้เกิดการเคลื่อนไหวร่วมมือประสานกันอย่างเป็นไปเองจากประชาชน 5 กลุ่ม จนอาจกล่าวได้ว่า เป็นจุดเริ่มต้นของ “แม่น้ำ 5 สาย” ของขบวนการประชาธิปไตยใหม่

    แม่น้ำสายหนึ่งคือ นักเรียนนิสิตนักศึกษา ซึ่งมีหัวหอกสำคัญคือ นักศึกษามหาวิทยาลัยภูธรร่วมกับนิสิตนักศึกษากรุงเทพฯ จำนวนหนึ่ง ปัจจุบันยังมีจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับนักเรียนนักศึกษาทั้งหมด แต่ก็เป็นกลุ่มที่เต็มไปด้วยอุดมการณ์เสรีประชาธิปไตยอันร้อนแรง มีจิตใจเข้มแข็ง ทุ่มเทเสียสละและเอาการเอางานที่สุด

    แต่เราไม่สามารถนำพวกเขาไปเปรียบเทียบกับขบวนการนิสิตนักศึกษายุค 2516-19 ได้ด้วยปริบททางการเมืองและสังคมที่แตกต่างกัน ในเวลานั้น นิสิตนักศึกษาได้รับอิทธิพลทางความคิดจากลัทธิสังคมนิยม เคลื่อนไหวในปริบทที่พวกจารีตนิยมเข้มแข็งและได้รับการสนับสนุนจากมหาอำนาจสากลที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์ยุคสงครามเย็น ส่วนรูปแบบการเคลื่อนไหวคือ การชุมนุมเดินขบวนแสดงกำลังในประเด็นการเมืองต่าง ๆ

    ขบวนนิสิตนักศึกษาในวันนี้พัฒนาและเคลื่อนไหวในปริบทที่พวกจารีตนิยมได้เข้าสู่สภาวะเสื่อมโทรม โดดเดี่ยวและถูกต่อต้านจากนานาชาติ การเคลื่อนไหวของนิสิตนักศึกษาในปัจจุบันจึงได้รับการสนับสนุนจากโลกเสรีประชาธิปไตย แต่อุปสรรคสำคัญของนิสิตนักศึกษาในปัจจุบันกลับเป็นความเฉื่อยเนือยและมึนชาของนิสิตนักศึกษาส่วนใหญ่อันเป็นผลจากการครอบงำทางความคิดจากผู้ปกครองมายาวนาน ภารกิจเฉพาะหน้าของนิสิตนักศึกษาที่เป็นกองหน้าในวันนี้จึงเป็นการไปสัมพันธ์กับ “มวลชน” ซึ่งประกอบด้วยสองส่วนคือ “มวลชน” ประชาชนที่เคลื่อนไหวในเรื่องสิทธิและความเป็นธรรมเฉพาะของตน และ “มวลชน” นิสิตนักศึกษาทั่วไป ให้พวกเขาตื่นตัว สนับสนุน และร่วมการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย

    แม่น้ำสายที่สองคือ อาจารย์นักวิชาการ ทั้งในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เป็นกลุ่มคนที่มีสถานะเฉพาะในสังคมไทย พวกเขามี “พื้นที่ในการแสดงความคิดเห็น” ที่เปิดกว้างยิ่งกว่าประชาชนทั่วไป ที่ผ่านมา อาจารย์นักวิชาการก็มีสภาพคล้ายคลึงกับนิสิตนักศึกษาส่วนข้างมากคือ ถูกจำกัดบทบาททางความคิด เกิดความเฉื่อยชาทางการเมือง กระทั่งบางส่วนกลายเป็นผู้สนับสนุนและรับใช้พวกอำนาจนิยมอย่างสุดตัว

    แต่รัฐประหาร 2557 นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่กระตุ้นให้นิสิตนักศึกษาและอาจารย์นักวิชาการจำนวนมากขึ้นมองเห็นปัญหาที่แท้จริงของระบอบปกครองไทย และเกิดการตื่นตัวทางประชาธิปไตยอย่างชัดเจน จนกล่าวได้ว่า ในการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ปล่อยตัว 14 นักศึกษาที่ผ่านมานั้น นิสิตนักศึกษาและอาจารย์นักวิชาการเป็นกองหน้าในการเรียกร้องต่อผู้ปกครองอย่างชัดเจน

    แม่น้ำสายที่สามคือ นักคิด นักเขียน กวี นักแปล ศิลปิน สื่อมวลชน ซึ่งจำนวนมากได้แสดงท่าทีปฏิเสธรัฐประหาร 2557 มาก่อนแล้ว และในครั้งนี้ ก็สามารถรวมตัวกันเคลื่อนไหวสนับสนุนนิสิตนักศึกษา ประสานกับอาจารย์นักวิชาการได้อย่างมีพลังเป็นครั้งแรก

    แม่น้ำสายที่สี่คือ ประชาชนทั้งรากหญ้าในชนบทและคนชั้นกลางในเมือง มวลชนที่สนับสนุนนักศึกษาแม้จะยังมีจำนวนน้อย แต่ก็เป็นกลุ่มที่ได้สะสมประสบการณ์และบทเรียนในการเรียกร้องสิทธิและความเป็นธรรมมายาวนาน ทั้งประชาชนในชนบทที่ถูกกระทบจากโครงการทรัพยากรของรัฐและเอกชนโดยเคลื่อนไหวร่วมกับนิสิตนักศึกษาภูธรมาก่อน และก็มีมวลชนชั้นกลางในเมืองที่เป็นอดีตคนเสื้อแดงกลุ่มที่ปฏิเสธนิรโทษกรรมเหมาเข่ง

    แม่น้ำสายที่ห้าคือ องค์กรพัฒนาเอกชนที่เคลื่อนไหวหนุนช่วยประชาชนชนบทที่ถูกกระทบจากโครงการทรัพยากรของรัฐและเอกชนมายาวนาน แม้ว่าในระยะ 20 ปีมานี้ องค์กรพัฒนาเอกชนจำนวนมากได้รับการเลี้ยงดูอย่างอิ่มหมีพีมันผ่านงบประมาณของรัฐ จนกลายเป็นหางเครื่องสนับสนุนเผด็จการอำนาจนิยมมาโดยตลอด แต่ก็ยังมีองค์กรพัฒนาเอกชนอีกจำนวนหนึ่งที่มิได้ตกลงไปในเครือข่ายจารีตนิยมและยังคงเคลื่อนไหวหนุนช่วยประชาชนในประเด็นสิทธิและความเป็นธรรม พวกเขาปฏิเสธรัฐประหาร 2557 ที่ทำให้การละเมิดสิทธิของประชาชนยิ่งเลวร้าย รัฐประหารได้ทำให้สิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยกลายเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นของพวกเขาในการหนุนช่วยประชาชนในพื้นที่

    ข้อสังเกตคือ ผู้คนที่ประกอบเป็น “แม่น้ำห้าสาย” ดังกล่าว มีพื้นภูมิหลังทางการเมืองก่อนรัฐประหาร 2557 ที่แตกต่างกันอย่างมาก กระทั่งเคยขัดแย้งต่อสู้กันเอง มีทั้งอดีตที่เคยสนับสนุนการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย และก็มีอดีตคนเสื้อแดงที่เคยสนับสนุนพรรคเพื่อไทย รวมทั้งมวลชนที่มิได้สนใจปัญหาการเมืองระดับประเทศมาก่อน

    รัฐประหาร 2557 นับเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองที่สำคัญ เพราะได้ทำให้ผู้คนเหล่านี้ ทั้งนิสิตนักศึกษา อาจารย์นักวิชาการ นักคิดนักเขียน นักแปล กวี ศิลปิน สื่อมวลชน ประชาชน และองค์กรพัฒนาเอกชน ที่มีพื้นภูมิหลังทางการเมืองที่เคยแตกต่างและขัดแย้งกัน บัดนี้ ได้ยุติความขัดแย้ง ยอมรับความแตกต่าง ร่วมมือสามัคคี เคลื่อนไหวหนุนช่วยซึ่งกันและกันในการเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพ และประชาธิปไตย

     

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    จากนิยามตัวตนผ่าน ‘ความจริง-ความปลอม’ ใน ‘เพลงสุดท้าย’ สู่การเรียกร้องให้ยอมรับในฐานะ ‘ผู้หญิงคนหนึ่ง’ ผ่านเพลง ‘ฉันก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง’ แถมด้วยเพลงที่สะท้อนอคติของสังคมในเพลง ‘เกลียดตุ๊ด’

    Soundtrack of Life ตอนนี้ ‘ดีเจเดน’ รัชพงศ์ โอชาพงศ์ และ ‘ปลา’ มุทิตา เชื้อชั่ง ได้นำบทเพลงเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศ 3 บทเพลงมาพูดคุยกันที่แสดงให้เห็นการนิยามตัวตนของผู้มีความหลากหลายทางเพศในแต่ละยุค รวมทั้งเพลงที่แสดงอคติทางเพศอย่างตรงไปตรงมา

    โดยเริ่มจาก ‘เพลงสุดท้าย’ ขับร้องโดย สุดา ชื่นบาน และแต่งโดย จิตนาถ วัชรเสถียร เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง ‘เพลงสุดท้าย’ ชื่อเดียวกับชื่อเพลง ภาพยนตร์ดังกล่าวสร้างจากบทประพันธ์เรื่องของ วรรณิศา กำกับโดย พิศาล อัครเศรณี เข้าฉาย 8 พ.ย.2528 นำแสดงโดย ‘สมหญิง ดาวราย’ กระเทยนางโชว์ดาวเด่นชื่อดังจากทิฟฟานีโชว์ พัทยา เนื่องเรื่องเป็นความผิดหวังในความรักของสมหญิง โดยมีฉากสุดท้ายของเรื่องที่เป็นที่จดจำและเป็นฉากที่สมหญิงแสดงโชว์พร้อม ‘เพลงสุดท้าย’ โดยจบด้วยการฆ่าตัวตายของสมหญิง โดยที่ผู้ชมคิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของการแสดง พร้อมปรบมือแสดงความชื่นชม

    ส่วนเพลงสุดท้ายเป็นการพูดในประเด็นความจริงและความปลอม เช่นท่อนที่ว่า “แม้ว่ากายฉันมันจะปลอม แต่ฉันไม่ยอมปลอมใจ” ซึ่งแสดงให้เห็นการนิยามตนเองของกลุ่มความหลากหลายทางเพศตามเนื้อเพลงว่ายังมองเป็นสิ่งปลอม แต่อย่างไรความรักและจิตใจก็มีเฉกเช่นเดียวกับความรักของเพศอื่นๆ เช่นกัน

    เพลงต่อมาคือเพลง ‘ฉันก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง’ ขับร้องโดย เจินเจิน บุญสูงเนิน ซึ่งเป็นเพลงที่ชื่อเดียวกับอัลบั้มแรกของเจินเจินในปี พ.ศ. 2533 เป็นอีก 1 เพลงที่พูดถึงความหลากหลายทางเพศที่ได้รับความนิยม ซึ่งเป็นการบอกให้สังคมยอมรับพวกเขาในฐาน ‘ผู้หญิงคนหนึ่ง’ โดยเฉพาะท่อนสำคัญอย่าง “เป็นฉัน มันผิดตรงไหน ชีวิตฉัน ใครกำกับ เป็นฉัน ใครจะยอมรับ บทบาทให้ความสำคัญ ต่างกันแค่เพียงร่างกาย แต่ใจเราก็เหมือนเหมือนกัน ฉันก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง”

    ขณะที่อีกเพลงคือเพลง ‘เกลียดตุ๊ด’ ของวง Sepia ในปี 2537 เป็นเพลงใต้ดินที่สะท้อนอคติของสังคมที่มีต่อกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ ซึ่งขณะนั้นจะเน้นไปที่ตุ๊ด 

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ท่านที่ติดตามข่าวการจัดประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz คงรู้สึกยินดีและโล่งใจเหมือนผู้เขียนเมื่อ กสทช.ยืนยันจะจัดประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz ในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๘ นี้ เพราะเรื่องนี้ได้สร้างความอึดอัดคับข้องใจให้กับผู้มีส่วนได้เสียและเป็นที่คาใจของประชาชนมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๖ หลายคนยังคงจดจำผลงานของ กสทช.เกี่ยวกับประกาศเรื่องมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการในกรณีสิ้นสุดการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ.๒๕๕๖ หรือที่เรียกสั้นๆว่า “ประกาศฯ ห้ามซิมดับ” ได้ดี ผลงานของ กสทช.เรื่องนี้ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางทั้งจากผู้บริโภค นักวิชาการ สื่อมวลชน รวมถึงกรรมการ กสทช.เอง(เสียงข้างน้อย) ส่วนฝ่าย Operator นั้นแม้ในใจอยากอุทธรณ์เพียงใดก็ตาม แต่เป็นที่รู้กันว่าในสังคมไทยนิ่งเสียตำลึงทอง

    ผลงานของ กสทช.ครั้งนั้นจบลงด้วยการฟ้องคดี ๒ คดี คดีแรก กสทช. โดย กทค.เสียงข้างมากฟ้องหมิ่นประมาทนักวิชาการคือ ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ฐานที่วิพากษ์วิจารณ์ความล่าช้าในการจัดประมูลคลื่น 1800 MHz และคดีที่สอง สมาคมเพื่อผู้บริโภคแห่งหนึ่งยื่นฟ้อง กสทช. ฐานออกประกาศฯ ฉบับที่เรียกว่าประกาศฯห้ามซิมดับโดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย น่าเสียดายยิ่งที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องด้วยเหตุผลว่าผู้ฟ้องคดีไม่มีอำนาจฟ้อง และสมาคมเพื่อผู้บริโภคแห่งนั้นก็มิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลดังกล่าว จึงเป็นที่น่าเสียดายว่าสังคมไม่มีโอกาสได้พิสูจน์ว่าการใช้อำนาจในการออกประกาศฯ ที่มีเนื้อหาเข้าลักษณะเป็นการจัดสรรคลื่นความถี่ 1800 MHz โดยไม่ผ่านการประมูลนั้นทำได้หรือไม่ เพียงใด นอกจากนี้ สมควรบันทึกไว้ด้วยว่าประกาศฯห้ามซิมดับฉบับนี้ภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ คณะ คสช.ได้ออกคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๙๔/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๗ ให้ กสทช. ชะลอการประมูลคลื่นความถี่เพื่อกิจการโทรคมนาคมออกไป และให้ขยายระยะเวลาการปฏิบัติตามประกาศฯห้ามซิมดับออกไปเป็นระยะเวลาอีก ๑ ปี สำหรับผู้ประกอบการโทรคมนาคมทั้งสองรายที่ต้องคืนคลื่นความถี่ 1800 MHz เนื่องจากสัญญาสัมปทานให้ใช้คลื่นหมดอายุลงตั้งแต่เดือนกันยายน ๒๕๕๖ และควรที่จะเปิดประมูลหาผู้รับอนุญาตรายใหม่ตั้งแต่ปลายปี ๒๕๕๖ นั้น เป็นอันว่าได้ใช้คลื่นดังกล่าวฟรีๆโดยไม่ต้องจ่ายเงินค่าใช้คลื่นให้แก่รัฐเป็นเวลา ๒ ปีเศษ โดยที่ผู้บริโภคก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรเพิ่มขึ้น ส่วนมูลค่าการได้ประโยชน์จากการใช้คลื่นแบบได้เปล่าในช่วง ๒ ปีนี้เฉพาะที่คิดเป็นตัวเงินอย่างต่ำก็ราวๆ ๑,๐๐๐ ล้านบาท (ถือตัวเลขมูลค่าคลื่นจากร่างประกาศฯ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ 1800 MHz ข้อ ๘ (๒)) โดยไม่จำต้องคิดถึงราคาของค่าโอกาสที่ผู้ถือคลื่นจะได้ทำตลาด 4G ก่อนรายอื่นในตลาด

    ที่เกริ่นมาค่อนข้างยืดยาวก็เพื่อให้ท่านผู้อ่านเข้าใจที่มาที่ไปของสาเหตุความอึดอัดของผู้มีส่วนได้เสียในเรื่องนี้ ดังนั้น เมื่อมีข่าวว่า กสทช.จะเปิดประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz ปลายปีนี้พร้อมๆกับการเปิดประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz จึงเป็นเรื่องน่ายินดี ประการแรกยินดีที่ความไม่ชอบด้วยกฎหมายทั้งหลายที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๕๖ จะได้ยุติลงเสียที ประการที่สองเพราะเหตุว่าคลื่นความถี่ทั้ง ๒ ย่านนี้เหมาะสมอย่างยิ่งในการให้บริการในระบบ 4G LTE การเปิดประมูลเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าประชาชนไทยจะได้ใช้บริการโทรคมนาคมที่มีประสิทธิภาพและความเร็วสูงเหมือนกับประเทศอื่นๆในกลุ่มอาเซียนในอนาคตอันใกล้นี้ เพราะแม้แต่ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างลาวก็มี 4G มาหลายปีแล้ว

    แต่เมื่อได้อ่านร่างประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ 1800 MHz และร่างประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ 900 MHz ซึ่งต่อไปจะเรียกว่า “ร่างประกาศประมูลคลื่นฯ” ผู้เขียนพบว่าร่างประกาศ กสทช. ทั้ง ๒ ฉบับกำลังจะทำให้การเปลี่ยนผ่านจากยุคสัญญาสัมปทานไปสู่ยุคใบอนุญาตนั้นเป็นไปแบบทิ้งร่องรอยความแตกแยกให้เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมโทรคมนาคมเคลื่อนที่ของไทย เพราะประวัติศาสตร์กำลังจะซ้ำรอยเหตุการณ์ในปี ๒๕๕๖ อีกครั้งหนึ่ง

    ร่างประกาศฯ ประมูลคลื่น 1800 และ 900 MHz นั้นมีข้อความหลักๆ เหมือนกันเกือบทุกประการ แตกต่างกันบ้างตรงที่เงื่อนไขราคาและระยะเวลาการอนุญาตให้ใช้คลื่นของสองกลุ่มนี้ไม่เท่ากัน แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา ในความเห็นของผู้เขียนเห็นว่าในร่างประกาศประมูลคลื่นฯ มีข้อความบางข้อซึ่งมีปัญหาข้อกฎหมายที่สมควรกล่าวถึง ๔ ประเด็น คือ

    ประเด็นที่ ๑.ร่างประกาศประมูลคลื่นฯ ข้อ ๒๐ วางเงื่อนไขเรื่องการจำกัดการถือครองคลื่นความถี่ (spectrum cap) ไว้ว่าผู้ขอรับใบอนุญาตแต่ละรายสามารถถือครองคลื่นความถี่ทุกคลื่นความถี่สำหรับการให้บริการโทรคมนาคมเคลื่อนที่สูงสุดไม่เกิน ๖๐ MHz ข้อ ๒๐ (๓) ว่าในกรณีที่ผู้ขอรับใบอนุญาตมีการถือครองคลื่นความถี่ทุกคลื่นความถี่สำหรับการให้บริการโทรคมนาคมเคลื่อนที่เกินกว่า ๖๐ MHz อยู่ก่อนเข้าร่วมประมูล ภายหลังจากที่ผู้ขอรับใบอนุญาตดังกล่าวชนะการประมูลและได้รับใบอนุญาตแล้ว ต้องคืนคลื่นความถี่ที่ถือครองอยู่ในปริมาณไม่น้อยกว่าปริมาณคลื่นความถี่ที่ได้รับอนุญาตครั้งนี้

    อ่านมาถึงตรงนี้เกิดคำถามขึ้นทันทีว่าการกำหนดเงื่อนไขเรื่องข้อจำกัดการถือครองคลื่นความถี่ (spectrum cap) ของผู้รับใบอนุญาต สามารถกำหนดอยู่ในร่างประกาศประมูลคลื่น 1800 และ 900 MHz ในฐานะที่เป็นเงื่อนไขการประมูลได้หรือไม่ หรือควรบัญญัติไว้ในประกาศเกี่ยวกับการกำกับดูแลการประกอบกิจการโทรคมนาคมที่มีผลบังคับเป็นการทั่วไปซึ่งเกี่ยวกับการแข่งขันที่เป็นธรรมในการประกอบกิจการหรือมีผลกระทบต่อประชาชนร่างประกาศประมูลคลื่นฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อวางเงื่อนไขกติกาสำหรับการประมูลและบอกถึงกระบวนการต่างๆที่จะเกิดขึ้นในการประมูลครั้งนั้นๆเท่านั้น เมื่อการประมูลเสร็จสิ้นลง ประกาศฉบับนั้นก็ไม่มีผลใช้บังคับต่อไปในอนาคต เว้นแต่เรื่องที่จะต้องดำเนินการภายหลังการประมูลเท่านั้น เช่นการคืนหนังสือค้ำประกันแก่ผู้เข้าประมูล ร่างประกาศประมูลคลื่นฯ จึงเป็นขั้นตอนการดำเนินการของ กสทช.เพื่อจัดให้มีคำสั่งทางปกครองคือประกาศผลการประมูลคลื่นความถี่ แต่มิได้มีวัตถุประสงค์ให้มีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไปแบบกฎ ในขณะที่การวางเงื่อนไขการจำกัดการถือครองคลื่นความถี่ของผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมว่าควรมีหรือไม่ ถ้าหากมี ควรกำหนดที่จำนวนปริมาณเท่าใดนั้น ควรมีสถานะเป็นบทบังคับทั่วไปไม่ผันแปรไปตามการประมูลแต่ละครั้ง จึงต้องบัญญัติไว้ในรูปของกฎ เพื่อเป็นฐานอำนาจที่ กสทช.จะใช้ในการกำหนดเงื่อนไขประกอบการออกใบอนุญาตต่อไป

    ประเด็นที่ ๒.ร่างประกาศประมูลคลื่นฯ ข้อ ๒๐ (๑) กำหนดถึงแนวทางการคำนวณปริมาณการถือครองคลื่นความถี่ว่า ให้รวมปริมาณคลื่นความถี่ที่ผู้รับใบอนุญาตได้รับจาก กสทช. (ขอเรียกว่าระบบใบอนุญาต) และคลื่นความถี่ที่ผู้รับใบอนุญาตมีสิทธิใช้งานภายใต้การอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาตามมาตรา ๘๐ พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ (ขอเรียกว่าระบบสัมปทาน) ด้วย

    ข้อความส่วนนี้น่าจะก่อให้เกิดปัญหากฎหมายตามมาสำหรับผู้ขอรับใบอนุญาตที่มีการถือครองคลื่นความถี่ทุกคลื่นความถี่ในกิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่เกินกว่า ๖๐ MHz อยู่ก่อนวันที่เข้าร่วมการประมูล จริงอยู่ที่การกำหนดปริมาณสูงสุดนี้เป็นเงื่อนไขบังคับภายหลังจากที่ผู้ขอรับใบอนุญาตดังกล่าวชนะการประมูลแล้วในอันที่จะต้องคืนคลื่นความถี่ที่ถือครองอยู่เดิมในปริมาณไม่น้อยกว่าปริมาณคลื่นความถี่ที่ประมูลได้ในครั้งนี้ แต่เงื่อนไขนี้มิได้ถูกประกาศให้ทราบล่วงหน้ามาก่อนในระยะเวลาอันสมควรเพียงพอที่ผู้ประกอบกิจการจะวางแผนธุรกิจของตนได้ และมิได้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียก่อนที่จะบรรจุเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไขการประมูลคลื่นความถี่ครั้งนี้ ข้อสำคัญคือร่างประกาศฯประมูลคลื่นทั้งสองฉบับไปกำหนดให้คลื่นความถี่ที่ต้องส่งคืนรวมไปถึงคลื่นความถี่ที่ผู้รับใบอนุญาตยังมีสิทธิใช้ประโยชน์ภายใต้ระบบสัมปทานซึ่งได้รับความคุ้มครองตามมาตรา ๘๐ พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ ด้วย มาตรา ๘๐ นี้เป็นบทเฉพาะการของพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคมฯ ถูกเขียนขึ้นเพื่อรองรับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ.๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ.๒๕๕๐ ซึ่งมีเจตนารมณ์ให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านกิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่ของประเทศไทยเปลี่ยนจากระบบสัมปทานไปสู่ระบบใบอนุญาตอย่างเรียบร้อย เกิดความเป็นธรรม และเพื่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเสมอภาค จึงได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า “ในการประกอบกิจการโทรคมนาคมของการสื่อสารแห่งประเทศไทยหรือองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (...) ถ้าหน่วยงานดังกล่าวได้มีการให้อนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาแก่ผู้ใดเป็นผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมอยู่แล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ผู้ได้รับใบอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาผู้นั้นยังคงมีสิทธิประกอบกิจการโทรคมนาคมตามขอบเขตและสิทธิที่มีอยู่เดิมตามที่ได้รับอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญานั้นต่อไป จนกว่าการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาดังกล่าวจะสิ้นสุดลง” วรรคสามบัญญัติว่า ในกรณีที่จะมีการทำความตกลงเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญา มาตรา ๘๐ วรรคสาม อนุญาตให้กระทำได้ แต่ต้องมิใช่เป็นการลดหรือจำกัดสิทธิในการประกอบกิจการโทรคมนาคมตามระยะเวลาที่เหลืออยู่ของการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญานั้น และวรรคสี่ว่าในกรณีที่ผู้รับอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญารายใดทำความตกลงกับผู้ให้สัมปทาน เพื่อเปลี่ยนการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญานั้นเป็นการได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ กสทช.ดำเนินการออกใบอนุญาตให้กับผู้รับอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญานั้น โดยให้ได้รับสิทธิประกอบกิจการโทรคมนาคมตามขอบเขตการให้บริการเดิมที่คู่กรณีได้ตกลงกันและตามระยะเวลาที่เหลืออยู่ของการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญานั้น ทั้งนี้ เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้

    ผู้เขียนเห็นว่าเงื่อนไขที่กำหนดในข้อ ๒๐ (๑) ของร่างประกาศประมูลคลื่นฯที่กล่าวมามีผลเป็นการรอนสิทธิในทรัพย์สินเอกชนคือประโยชน์จากการใช้คลื่นความถี่ที่ผู้ขอรับใบอนุญาตถือครองอยู่ตามระบบสัมปทานและมีสิทธิใช้คลื่นความถี่นั้นตามระยะเวลาที่เหลืออยู่ของสัมปทานในปริมาณที่เท่ากับปริมาณคลื่นความถี่ที่ผู้ขอรับใบอนุญาตประมูลได้ เพราะการกำหนดให้ต้องคืนคลื่นความถี่ในจำนวนเท่ากับที่ได้รับจัดสรรใหม่ แท้จริงแล้วก็คือการบังคับให้ผู้ขอรับใบอนุญาตต้องสละสิทธิในการประกอบกิจการบนคลื่นความถี่ที่มีอยู่ตามระยะเวลาของสัมปทานเดิมนั่นเอง ซึ่งเงื่อนไขเรื่องระยะเวลาที่เหลืออยู่ของสัมปทานถือเป็นสาระสำคัญของสัญญาและเป็นหัวใจที่กฎหมายมุ่งคุ้มครองผู้ประกอบกิจการฝ่ายที่มิใช่รัฐ ดังจะเห็นว่าในกรณีที่มีการทำความตกลงเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาของคู่สัญญา การทำความตกลงที่เป็นการลดหรือจำกัดระยะเวลาตามสัญญาสัมปทานนั้นต้องห้ามมิให้กระทำ

    ประเด็นที่ ๓ เมื่อมองภาพรวมของข้อความในข้อ ๒๐ แล้ว มีข้อชวนให้คิดว่าเงื่อนไขข้อนี้จะเข้าลักษณะเป็นการตรากฎให้มีผลย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายต่อผู้ขอรับใบอนุญาตหรือไม่หลักกฎหมายปกครองซึ่งใช้ควบคุมตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของฝ่ายปกครองมีหลักการสำคัญที่เรียกว่า “หลักห้ามมีผลย้อนหลังในการกระทำที่เป็นผลร้ายต่อบุคคล” ฝ่ายปกครองจะถูกห้ามมิให้ใช้มาตรการที่ออกใหม่ย้อนหลังไปในเหตุการณ์ในอดีต หากการใช้มาตรการใหม่นั้นจะทำให้เอกชนสูญเสียหรือทำลายความแน่นอนแห่งนิติฐานะของเอกชนที่มีมาแต่เดิมในเรื่องนั้น นอกจากนี้ กฎหมายยังให้ความคุ้มครองความเชื่อถือไว้วางใจโดยสุจริตที่บุคคลมีต่อรัฐโดยการห้ามมิให้รัฐตรากฎหมายเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญที่ตรงกันข้ามกับในกฎหมายเดิมและเป็นผลร้ายต่อบุคคลโดยไม่มีบทเฉพาะกาลรองรับ อนึ่ง นอกจากกฎหมายจะห้ามมิให้เจ้าหน้าที่รัฐตรากฎหรือออกมาตรการที่มีผลย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายต่อบุคคลแล้ว ในพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ มาตรา ๒๗ วรรคสาม ยังได้บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่า การใช้อำนาจหน้าที่ของ กสทช. ต้องไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการโทรคมนาคมด้วย ดังนั้น เงื่อนไขตามข้อ ๒๐ นี้จึงควรพิจารณาทบทวนมิให้รวมไปถึงคลื่นความถี่ที่ผู้รับใบอนุญาตมีสิทธิใช้งานภายใต้ระบบสัมปทานตามมาตรา ๘๐ พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๔

    ประเด็นสุดท้าย ร่างประกาศประมูลคลื่นฯ ข้อ ๒๐ (๓) ก. กำหนดว่าหากคลื่นความถี่ที่ผู้รับใบอนุญาตมีสิทธิใช้งานเป็นคลื่นความถี่ภายใต้การอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาตามมาตรา ๘๐ พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ ให้ผู้รับใบอนุญาตคืนคลื่นความถี่ดังกล่าวให้แก่ผู้ให้อนุญาต สัมปทาน หรือสัญญานั้น

    ผู้เขียนยอมรับว่ารู้สึกแปลกใจกับความในข้อนี้อย่างมากและรู้สึกแย่ยิ่งขึ้นเมื่อคิดไม่ออกว่า กสทช.มีเหตุผลที่น่ารับฟังใดจึงกำหนดเงื่อนไขไว้เช่นนี้ ถึงวันนี้ผู้เขียนมั่นใจว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในกิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่ได้รับทราบและเข้าใจตรงกันทั้งหมดว่าประเทศไทยจะเข้าสู่ระบบใบอนุญาตซึ่งมี กสทช.เป็นผู้รวบรวมและจัดสรรคลื่นความถี่ทั้งหมดตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๖๑ เป็นต้นไป จะไม่มีคลื่นความถี่เพื่อการพาณิชย์ใดที่ไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่การจัดสรรของ กสทช.อีก และการแข่งขันในกิจการโทรคมนาคมก็จะเป็นไปอย่างเสรี เสมอภาค เป็นธรรมอย่างแท้จริง

    แต่ปรากฏว่าร่างประกาศประมูลคลื่นฯ ฉบับนี้นอกจากไม่คุ้มครองความแน่นอนแห่งนิติฐานะของเอกชนที่มีมาแต่เดิมและความเชื่อถือไว้วางใจโดยสุจริตที่บุคคลมีต่อรัฐแล้ว ยังทำลายเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฯและพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.๒๕๔๔ ที่ต้องการให้ประเทศไทยเข้าสู่ระบบใบอนุญาตภายหลังสัญญาสัมปทานสิ้นสุดอีกด้วย การที่ร่างประกาศฯ กำหนดให้โอนคลื่นความถี่คืนกลับไปให้แก่ผู้ให้สัมปทานอีกครั้งหนึ่งโดยที่ไม่มีหลักประกันว่าผู้รับคืนคลื่นความถี่ไปนั้นจะต้องส่งมอบคลื่นดังกล่าวแก่ กสทช.เพื่อไปจัดสรรใหม่เมื่อใด เท่ากับยอมให้มีข้อระแวงสงสัยว่าระบบสัมปทานดำรงอยู่ต่อไปในรูปแบบจำแลง

    ผู้เขียนพยายามคิดว่า กสทช.อาจจะตีความการคุ้มครองสิทธิตามมาตรา ๘๐ พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคมฯ ว่ารวมไปถึงฝ่ายผู้ให้สัมปทานด้วย แต่ถ้อยคำในมาตรา ๘๐ ก็ชัดเจนเพียงพอที่จะไม่เข้าใจไขว้เขวไปเป็นอย่างอื่นได้ เพราะใช้ถ้อยคำว่า “....ให้ผู้ได้รับใบอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาผู้นั้นยังคงมีสิทธิประกอบกิจการโทรคมนาคมตามขอบเขตและสิทธิที่มีอยู่เดิมตามที่ได้รับอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญานั้นต่อไป จนกว่าการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาดังกล่าวจะสิ้นสุดลง” ซึ่งหมายความว่ากฎหมายคุ้มครองเฉพาะฝ่ายผู้รับสัมปทานเท่านั้น ดังนั้น หากจะมีกรณีที่ผู้รับสัมปทานรายใดแสดงเจตนาสละสิทธิ์การถือครองคลื่นความถี่ตามสัญญาสัมปทานฉบับใด ย่อมต้องตีความว่าสัญญาสัมปทานฉบับนั้นสิ้นสุดลง คลื่นความถี่นั้นย่อมต้องถูกส่งคืนไปยัง กสทช.ในฐานะองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการรวบรวมและจัดสรรคลื่นความถี่ กรณีไม่อาจตีความได้เลยว่าเมื่อเอกชนสละสิทธิ์แล้ว สิทธิในการประกอบกิจการและสิทธิในการใช้คลื่นความถี่ตามสัญญาสัมปทานฉบับนั้นของฝ่ายผู้ให้สัมปทานจะยังคงอยู่ดังนั้น ร่างประกาศประมูลคลื่นฯ ข้อ ๒๐ (๓) ก. จึงขัดแย้งกับมาตรา ๘๐ ของพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.๒๕๔๔และพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมพ.ศ. ๒๕๕๓

    โดยสรุปในโอกาสที่ กสทช.เปิดรับฟังความคิดเห็นจากสังคมเกี่ยวกับร่างประกาศฯ ประมูลคลื่น 1800 และ 900 MHz ทั้งสองฉบับ ผู้เขียนขอเสนอให้ กสทช.ดึงเอาเงื่อนไขการจำกัดการถือครองคลื่นความถี่ (spectrum cap) ตามข้อ ๒๐ ออกไปจากร่างประกาศฯ ประมูลคลื่น 1800 และ 900 MHz เพื่อนำไปบัญญัติในประกาศซึ่งมีสภาพเป็นกฎที่มีผลบังคับโดยทั่วไปแทน และการมีเงื่อนไข spectrum cap ไม่ควรรวมไปถึงคลื่นความถี่ที่ผู้รับใบอนุญาตมีสิทธิใช้งานภายใต้ระบบสัมปทานตามมาตรา ๘๐ พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ ซึ่งสัญญาฉบับสุดท้ายกำลังจะหมดอายุในปี พ.ศ.๒๕๖๑ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการตรากฎหรือออกมาตรการที่มีผลย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายต่อผู้ประกอบการ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กสทช.ไม่ควรตรากฎหรือคำสั่งใดๆ ที่จะส่งผลให้คลื่นความถี่กลับไปอยู่ในมือของผู้ให้สัมปทาน หรือหน่วยงานของรัฐ หรือบุคคลใดๆ อีกที่มิใช่ กสทช. เพื่อให้ยุคสัญญาสัมปทานปิดฉากลงได้เสียที

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

     
    คนงานตัดเย็บเสื้อผ้าสำเร็จรูปกัมพูชาเกือบ 200 คน เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลหลังเป็นลมหมู่ตามโรงงานแห่งต่างๆ
     
    2 ก.ค. 2015 เจ้าหน้าที่กัมพูชาเปิดเผยว่า ในช่วงสัปดาห์นี้มีคนงานตัดเย็บเสื้อผ้าสำเร็จรูปกัมพูชาเกือบ 200 คน เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลหลังเป็นลมหมู่ตามโรงงานแห่งต่างๆ ก่อให้เกิดความวิตกกังวลครั้งใหม่เกี่ยวกับสภาพการทำงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอที่สำคัญของประเทศ คนงานอย่างน้อย 61 คน ของโรงงานใน จ.ตาแก้ว ทางภาคใต้ เป็นลมล้มป่วยเมื่อวันพุธ (1 ก.ค. ) ตามการเปิดเผยของ นายเจียว บุนริธ โฆษกกองทุนประกันสังคมแห่งชาติ (NSSF) เหตุล้มป่วยนี้เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์พนักงาน 89 คน ของโรงงานใน จ.กันดาล เป็นลมช่วงระหว่างวันจันทร์ (29 มิ.ย.) และวันอังคาร (30 มิ.ย.) และมีคนงาน 36 คน ของโรงงานที่ตั้งอยู่ชานกรุงพนมเปญอีกแห่งหนึ่ง เป็นลมหมู่ในเช้าวันอังคาร (30 มิ.ย.) บุนริธ กล่าว
     
    เจีย มุนี หัวหน้าสหภาพแรงงานเสรีในราชอาณาจักรกัมพูชา กล่าวว่า คนงาน 61 คน ของโรงงานใน จ.ตาแก้ว มีอาการปวดหัว เวียนศีรษะ และเป็นลมหลังทานอาหารปนเปื้อนที่ขายอยู่นอกโรงงานในช่วงพักกลางวัน โดยคนงานทั้งหมดถูกส่งไปรักษาที่โรงพยาบาล คนงานกัมพูชาประมาณ 700,000 คน เป็นกระดูกสันหลังของอุตสหากรรมตัดเย็บเสื้อผ้ามูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ของประเทศ ที่จัดส่งสินค้าให้แก่แบรนด์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Gap Nike และ H&M และยังเป็นแหล่งรายได้จากต่างชาติแหล่งสำคัญ และตามการรายงานของกระทรวงแรงงานระบุว่า ภาคส่วนนี้ส่งออกผลิตภัณฑ์ประมาณ 6,200 ล้านดอลลาร์ในปีก่อน คิดเป็น 80.5% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของประเทศ
     
    เหตุเป็นลมหมู่ที่เกิดขึ้นนี้มักกล่าวโทษว่า มีสาเหตุมาจากสุขภาพที่ย่ำแย่ สภาพการทำงานที่ไม่ดี การระบายอากาศไม่ดี หรือการสัมผัสต่อสารเคมีอันตราย ขณะเดียวกัน นักจิตวิทยาระบุว่า อุปทานหมู่สามารถติดต่อกันได้ ที่กลุ่มคนจำนวนมากอยู่ๆ ก็รู้สึกเจ็บป่วยเมื่อบางคนเริ่มแสดงอาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพวกเขาทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีความกดดันสูง ด้านกลุ่มสหภาพแรงงานกัมพูชา ระบุว่า สภาพการทำงานของแรงงานจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงอีกมาก
     
    “เหตุเป็นลมของบรรดาแรงงานในที่ทำงานยังคงเป็นเรื่องที่น่าวิตก รัฐบาล และนายจ้างล้มเหลวที่จะดูแลสุขภาพของแรงงาน” เจีย มุนี หัวหน้าสหภาพแรงงานเสรีในราชอาณาจักรกัมพูชา กล่าว
    ข้อพิพาทขัดแย้งเกี่ยวกับค่าแรง ความปลอดภัย และสภาพการทำงานในอุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้าสำเร็จรูปของกัมพูชามักเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และบางครั้งกลายเป็นความรุนแรง.
     
    อัตราว่างงานสหรัฐลดลงต่ำสุดในรอบ 7 ปี
     
    3 ก.ค. 2015 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 2 ก.ค. ว่า กระทรวงแรงงานสหรัฐอเมริกา เผยรายงานเมื่อวันพฤหัสบดี ว่าเศรษฐกิจสหรัฐเพิ่มงานใหม่อีก 223,000 ตำแหน่งในเดือน มิ.ย. ขณะที่อัตราว่างงานลดลงจากร้อยละ 5.5 ในเดือน พ.ค. สู่ระดับร้อยละ 5.3 ต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน เม.ย. 2008 แต่การจ้างงานในช่วง 2 เดือน เม.ย. - พ.ค. ถูกปรับลดลง 60,000 ตำแหน่ง จากการประเมินของรัฐบาลก่อนหน้านี้ แสดงให้เห็นถึงการจ้างงานใหม่ ทั้งในภาคธุรกิจเอกชนและรัฐบาลสหรัฐ ยังเป็นไปอย่างพอประมาณมากกว่าที่คิด รายงานระบุอีกว่า ยังไม่มีความเคลื่อนไหวในทางบวก สำหรับอัตราค่าจ้างแรงงาน โดยค่าจ้างโดยเฉลี่ยยังอยู่ที่ชั่วโมงละ 24.95 ดอลลาร์ เท่ากับเดือน พ.ค. แต่สูงขึ้นร้อยละ 2.0 เมื่อเทียบอัตราปีต่อปี อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการจ้างงานใหม่ และอัตราว่างงานล่าสุดตามที่ประกาศ แสดงให้เห็นว่า ตลาดแรงงานของสหรัฐกำลังเคลื่อนเข้าใกล้ภาวะสมบูรณ์เต็มที่ และทำให้เกิดกระแสคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย อย่างเร็วที่สุดในเดือน ก.ย.
     
    "บีบีซี" ปลดพนักงานกว่าพันตำแหน่ง
     
    3 ก.ค. 2015 บรรษัทแพร่ภาพกระจายเสียงอังกฤษหรือบีบีซี สถานีโทรทัศน์ชื่อดัง ประกาศแผนลดพนักงานมากกว่า 1,000 ตำแหน่ง เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามลดค่าใช้จ่ายระยะยาวเพราะรายได้ลดลง เนื่องจากพฤติกรรมคนดูที่เปลี่ยนไป ทั้งนี้บีบีซีเป็นสำนักข่าวของอังกฤษที่มีอายุเกือบ 100 ปี และได้รับการสนับสนุนจากเงินภาษีของประชาชน ทุกครัวเรือนที่มีการรับชมรายการทางโทรทัศน์ จะต้องจ่ายเงินค่าธรรมเนียมรับชมโทรทัศน์ประจำปีเป็นจำนวนเงิน 145.50 ปอนด์ ประมาณ 227 ดอลลาร์
     
    แต่เนื่องจากปัจจุบัน ประชาชนหันไปรับชมรายการต่างๆทางออนไลน์มากขึ้น ทำให้มีจำนวนครัวเรือนที่ควักกระเป๋าจ่ายค่ายบริการเพื่อรับชมรายการต่างๆของบีบีซีทางโทรทัศน์ลดลงมากกว่าคาด จึงประมาณการณ์ว่าบีบีซี จะมีรายได้เพียง 150 ล้านปอนด์ จากการเก็บค่าธรรมเนียมในปีงบการเงิน 2016/2017 น้อยกว่าจากที่คาดหมายไว้เมื่อ 4 ปีก่อน
     
    ผู้อำนวยการของบีบีซี นายโทนี ฮอล์ ระบุว่า บีบีซี ได้รวมแผนกต่างๆ ปรับลดพนักงาน ส่วนใหญ่เป็นด้านผู้เชี่ยวชาญและสนับสนุนปฏิบัติการ ขณะเดียวกัน ก็จะมีการปรับปรุงโครงสร้างด้านบริหารจัดการให้คล่องตัวขึ้น ซึ่งการปรับลดพนักงาน 1,000 ตำแหน่ง จะช่วยประหยัดงบประมาณให้บริษัทได้ 50 ล้านปอนด์ต่อปี ก่อนหน้านี้ บีบีซี เคยปรับลดพนักงานมาแล้ว 2,000 ตำแหน่งในเดือนพฤศจิกายน 2011 แต่ต่อมาได้มีการพิจารณาใหม่และปรับลดพนักงานแค่ 580 ตำแหน่ง
     
    สหพันธ์แรงงานเมียนมาร์ยอมรับค่าแรงขั้นต่ำของรัฐบาลที่ 3,600 จ๊าด
     
    3 ก.ค. 2015 สหพันธ์แรงงาน 5 แห่งของเมียนมาร์ในกรุงย่างกุ้งลงมติยอมรับการกำหนดค่าแรงขั้นต่ำของทางรัฐบาลในการเจรจาขั้นสุดท้าย และระบุว่าจะไม่มีการเจรจาในประเด็นนี้ต่อไปอีก ก่อนหน้านี้ ในวันที่ 29 มิ.ย. รัฐบาลเมียนมาร์กำหนดค่าแรงขั้นต่ำที่ระดับ 3,600 จ๊าด (3.27 ดอลลาร์) หรือราว 111 บาท สำหรับแรงงานทั่วประเทศ หลังการเจรจาระหว่างฝ่ายรัฐบาล นายจ้าง และแรงงานเป็นเวลา 1 ปี นอกจากนี้ สหพันธ์แรงงานทั้ง 5 ยังย้ำความจำเป็นในการจัดตั้งคณะกรรมการฝ่ายเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งประกอบด้วยฝ่ายรัฐบาล นายจ้าง และแรงงาน
     
    คำสั่งให้โรงงานหยุดกิจการทำให้คนงานจีนตกงานราว 60,000 คน
     
    4 ก.ค. 2015 สื่อจีนรายงานว่าการประกาศสงครามกับมลภาวะในประเทศจีน นำไปสู่การสั่งปิดโรงงานที่ก่อปัญหามลภาวะหลายแห่งในมณฑลซันตง ทำให้โรงงานเหล่านั้นไม่สามารถหาเงินมาชำระหนี้ของตน และส่งผลให้บรรดาคนงานพากันตกงาน หลังจากที่ ผู้ว่าราชการจังหวัดหลินอี๋ ถูกกระทรวงพิทักษ์สิ่งแวดล้อมเรียกให้เข้าพบ เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับปัญหามลภาวะท้องถิ่นในหลินอี๋ รัฐบาลท้องถิ่นก็ได้สั่งให้โรงงานต่างๆ จำนวน 57 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่ผลิตเหล็ก เซรามิค แก้ว และถ่านหินโค๊ก หยุดกิจการตั้งแต่เดือน มี.ค. ที่ผ่านมา โดยหลังจากที่โรงงานเหล่านั้นหยุดการผลิต ก็พบว่าคุณภาพอากาศในเมืองพัฒนาขึ้นอย่างมาก ผลการสำรวจชี้ว่าระดับ PM2.5 ลดลงถึง 24.3 เปอร์เซ็นต์
     
    อย่างไรก็ตาม สื่อท้องถิ่นรายงานว่า คำสั่งดังกล่าวทำให้คนงานตกงานราว 60,000 คน นอกจากนี้ ทางตำรวจเปิดเผยว่า หลายเดือนที่ผ่านมา มีคดีอาชญากรรม ลักทรัพย์ ชิงทรัพย์มากขึ้นกว่าปกติ
     
    ด้านโรงงานต่างๆก็ไม่สามารถจำหน่ายสินค้า เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ได้ รายงานระบุว่า รัฐบาลท้องถิ่นหลินอี๋พยายามบรรเทาผลกระทบจากคำสั่งฯ โดยได้อัดฉีดเงิน 70 ล้านหยวน หรือราว 350 ล้านบาทให้แก่บริษัทเอกชนแห่งใหญ่รายหนึ่งในเดือนที่แล้ว เพื่อให้นำไปชำระหนี้ซึ่งครบกำหนดชำระ โรงงานหลายแห่งร้องเรียนว่าคำสั่งปิดโรงงานกระทันหันเกินไป ก่อให้เกิดความเสียหายต่ออุปกรณ์การผลิตต่างๆ โดยโรงงานผลิตกระจกแห่งหนึ่งถูกตัดไฟ ขณะกำลังหลอมแก้วและดีบุก ราว 2,000 ตันในเตาหลอม ส่วนโรงงานผลิตแก้วอีกแห่งหนึ่งเปิดเผยว่า จำเป็นต้องใช้เงินทุนจำนวนมหาศาล เพื่อที่จะจุดเตาหลอมใหม่อีกครั้งหนึ่ง
     
    สื่อจีนระบุว่าบรรดาสินค้าที่อยู่ในเมืองหลินอี๋ มูลค่านับ 3 แสนล้านหยวนหรือราว 1.5 ล้านล้านบาท มีสินค้ามูลค่าราวแสนล้านหยวน หรือราว 5 แสนล้านบาทมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับโรงงานที่ถูกสั่งหยุดดำเนินกิจการ ซึ่งหากโรงงานเหล่านี้ไม่สามารถปฎิบัติตามสัญญาได้ อาจเกิดปัญหาขาดแคลนสินค้าในไม่ช้า รายงานระบุว่า โรงงานส่วนใหญ่ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก่อนที่จะเปิดดำเนินการ เนื่องจาก รัฐบาลท้องถิ่นซึ่งชักชวนให้พวกเขาเข้ามาลงทุนในเมืองหลินอี๋ รับปากว่าจะจัดการ “งานเอกสาร” ต่างๆให้ โรงงานบางแห่งเปิดใจว่ารู้สึกเหมือนถูกรัฐบาลท้องถิ่นหักหลัง
     
    ชาวเน็ตด่ายับ บริษัทจีนห้ามพนักงาน 'ตั้งครรภ์' นอกเวลาที่กำหนด
     
    6 ก.ค. 2015 บริษัทเงินกู้แห่งหนึ่งในเมืองซันหยัง มณฑลเหอหนัน โดนชาวเน็ตจีนจวกยับหลังตั้งกฎโหด "ห้ามพนักงานตั้งครรภ์นอกเวลาที่บริษัทอนุญาต" กฎดังกล่าวระบุไว้ว่า พนักงานหญิงที่สมรสแล้วและเข้าทำงานมาครบหนึ่งปี สามารถยื่นคำร้องขอตั้งครรภ์ต่อบริษัท โดยบริษัทจะจัดสรรช่วงเวลาที่เหมาะสมและกำหนดให้เป็นช่วงเวลาที่ลูกจ้างสามารถตั้งครรภ์ได้ พนักงานที่ตั้งครรภ์นอกช่วงเวลาที่บริษัทฯ กำหนด จะถูกปรับเป็นเงิน 1,000 หยวน หรือราว 5,000 บาท และจะไม่ได้รับพิจารณาเลื่อนตำแหน่ง นอกจากนี้ในกรณีที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อหน้าที่ อาจถูกลดเงินเดือนและหักเงินโบนัสปลายปีอีกด้วย พนักงานหญิงในบริษัทฯ เปิดใจว่าพนักงานหลายคนไม่มีทางเลือก เนื่องจากไม่ต้องการหางานใหม่ จึงจำต้องก้มหน้ายอมรับข้อบังคับที่บริษัทฯ กำหนด ซึ่งหลังจากข้อบังคับของบริษัทดังกล่าวแพร่สะพัดออกไป กฎดังกล่าวก็ได้กลายเป็นประเด็นในการวิพากษ์วิจารณ์ของชาวเน็ตแดนมังกรอย่างกว้างขวาง
     
    ทางฝ่ายบริษัทฯ ได้ออกโรงชี้แจงว่า กฎดังกล่าวเป็นประโยชน์ในการบริหารทรัพยากรบุคคลของบริษัท เป็นการป้องกันการขาดแคลนแรงงาน เนื่องจากพนักงานหญิงจำนวนมากลาคลอดพร้อมๆ กัน ขณะนี้บริษัทฯยังไม่ได้บังคับใช้กฎดังกล่าว โดยบริษัทฯกำลังรับฟังความคิดเห็นของพนักงาน และในกรณีที่พนักงานส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยก็จะไม่นำกฎดังกล่าวมาใช้ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานควบคุมประชากร ชี้ว่าข้อบังคับดังกล่าวไม่สมเหตุผลและขัดต่อกฎหมายอีกด้วย
     
    โรงงานผลิตรองเท้าจีนถล่ม ตายอย่างน้อย 11 ราย
     
    7 ก.ค. 2015 จากรายงานสำนักข่าวเอเอฟพี เมื่อวันอาทิตย์ที่ (6 ก.ค.) ผ่านมา ในเมืองเวิ่นหลิง ของมณฑลเจ้อเจียง ประเทศจีน เกิดเหตุโรงงานผลิตรองเท้าแห่งหนึ่งถล่ม เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 11 ราย รายงานระบุว่า ช่วงเวลาดังกล่าวมีพนักงานทำงานอยู่มากกว่า 50 คน ซึ่งมีพนักงานมากกว่า 40 คน ถูกช่วยชีวิต หรือวิ่งหนีออกมาได้ทัน ขณะที่มีผู้บาดเจ็บทั้งหมด 33 คน ในจำนวนดังกล่าว 4 คน ได้รับบาดเจ็บสาหัส นอกจากนี้ ยังมีคนหายสาบสูญอีก 3 คน ขณะที่สำนักข่าวซินหัวของจีนเผยว่า สาเหตุของเหตุการณ์ครั้งนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบ สำหรับเหตุการณ์ตึกถล่มและอุบัติเหตุในโรงงานนั้น ถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในเมืองจีน เนื่องจากโครงสร้างและสิ่งอำนวยความสะดวกหลายแห่งค่อนข้างมีอายุ ประกอบกับปัญหาความหย่อนยานของระบบป้องกันภัย
     
    "สหรัฐฯ" เตรียมลดกำลังพลทหารต่ำสุดในรอบ 75 ปี
     
    8 ก.ค. 2015 ผู้สื่อข่าวรายงานว่ากองทัพสหรัฐอเมริกาเตรียมปรับลดกำลังพลทหาร 40,000 นาย ออกจากกองทัพในเวลา 2 ปี พร้อมประมาณตัดงบประมาณกองทัพและเตรียมเลิกจ้างพนักงานพลเรือนในกองทัพอีก 17,000 ตำแหน่งด้วย แผนดังกล่าวจะถูกประกาศอย่างเป็นทางการในช่วงปลายสัปดาห์นี้ ซึ่งภายในปี 2017 กองทัพสหรัฐฯจะเหลือทหารทั้งหมด 450,000 นาย
    รายงานระบุอีกว่า เมื่อปี 2012 ในช่วงความขัดแย้งระหว่างประเทศอิรักและอัฟกานิสถานนั้น สหรัฐอเมริกามีกำลังพลทั้งหมด 570,000 ก่อนทยอยถอนกำลังออกจากประเทศดังกล่าวเรื่อย ๆ ซึ่งปัจจุบันมีทหารประจำการในอัฟกานิสถาน 10,000 นาย เพื่อช่วยเหลือและต่อสู้กับกองกำลังตาลีบัน หลังแผนถอนกำลังออกจากประเทศถูกเลื่อนให้มีผลบังคับในปีหน้า ขณะเดียวกัน ยังมีทหารสหรัฐฯ ในอิรัก อีก 3,500 นาย เพื่อช่วยกองทัพอิรักต่อสู้กับกองกำลังรัฐอิสลามแห่งอิรักและซีเรีย
     
    ทั้งนี้แผนปรับลดกำลังพลครั้งนี้ ทำให้สหรัฐฯมีทหารในกองทัพน้อยที่สุด นับตั้งแต่ปี 1940 หนึ่งปีก่อนการเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 ของสหรัฐฯ ซึ่งในขณะนั้นมีทหารประจำการทั้งหมด 270,000 นาย
     
    สิงคโปร์กระตุ้นการจ้างงานประชากรของประเทศ
     
    8 ก.ค. 2015 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 8 ก.ค. ว่า กระทรวงแรงงานสิงคโปร์แถลงนโยบายเพื่อเพิ่มโอกาสการจ้างงานในประเทศแก่ชาวสิงคโปร์ โดยนับแต่วันที่ 1 ต.ค. เป็นต้นไป รัฐบาลจะจ่ายเงินอุดหนุนให้แก่นายจ้างร้อยละ 10 - 40 ของรายได้ต่อเดือน แต่ไม่เกิน 2,800 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 70,000 บาท) เพื่อให้จ้างพนักงานระดับผู้จัดการหรือผู้เชี่ยวชาญในวิชาชีพของงานระดับกลางที่เป็นคนท้องถิ่น และต้องจ่ายค่าจ้างให้อย่างน้อย 4,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 100,000 บาท) ต่อเดือน หากผู้นั้นมีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป และว่างงานมาอย่างน้อย 6 เดือน รัฐบาลเรียกร้องให้นายจ้างลงประกาศหางานในแหล่งที่ชาวสิงคโปร์สามารถเข้าถึงได้ และให้พิจารณาผู้สมัครที่เป็นชาวสิงคโปร์ก่อนชาวต่างชาติ นอกจากส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานในท้องถิ่นแล้ว รัฐบาลยังมีแผนคุมเข้มมาตรการจ้างงานชาวต่างชาติ ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นประเด็นที่สร้างความไม่พอใจให้แก่ประชาชนอย่างมาก เพราะพวกเขารู้สึกว่าตลาดงานในประเทศกำลังถูกครอบครองโดยชาวต่างชาติ โดยตัวเลขการว่างงานของสิงคโปร์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา วนเวียนอยู่ที่ประมาณร้อยละ 2
     
    ไมโครซอฟท์สุดอ่วม ประกาศโละพนง.7,800 ตำแหน่ง หลังลงทุนสมาร์ทโฟนขาดทุน
     
    9 ก.ค. 2015 สำนักข่าวเทเลกราฟรายงานว่าบริษัทไมโครซอฟท์เตรียมปลดพนักงานกว่า 7,800 ตำแหน่งของโนเกีย ซึ่งไมโครซอฟท์ได้ซื้อกิจการมาเมื่อ 2 ปีที่แล้ว รวมถึงจะลดมูลค่าในธุรกิจโทรศัพท์โนเกียราว 7.6 พันล้านดอลลาร์อีกด้วย รายงานระบุว่า นายสัตยา นาเดลลา ผู้บริหารบริษัทไมโครซอฟท์คนที่ 3 วัย 47 ปี เตรียมปลดพนักงานครั้งใหญ่ในอีกหลายเดือนข้างหน้า ซึ่งนับป็นการปลดพนักงานครั้งที่ 2 ในรอบ 17 เดือนตั้งแต่นายนาเดลลาเข้ารับตำแหน่ง หลังจากที่มีการปลดพนักงาน 18,000 ตำแหน่งเมื่อปีที่แล้ว โดยการเลิกจ้างส่วนใหญ่จะเป็นพนักงานของโนเกีย ซึ่งมีประมาณ 6.5 เปอร์เซ็นต์ของพนักงานทั้งหมดราว 120,000 คน
     
    ขณะที่สาเหตุการปลดพนักงานครั้งนี้มาจากการที่ธุรกิจโทรศัพท์มือถือของไมโครซอฟท์ที่ซื้อกิจการของโนเกียเพื่อผลิตสมาร์ทโฟน ไม่ประสบความสำเร็จตามที่คาดหวัง โดยก่อนหน้านี้นายสตีฟ บัลเมอร์ อดีตผู้บริหารไมโครซอฟท์ ได้ใช้เงินกว่า 9.5 พันล้านดอลลาร์ในการซื้อกิจการของโนเกียเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เพื่อที่จะแข่งขันกับแอปเปิลและกูเกิลที่ครองตลาดอยู่ หรือเป็นการลดลง 80 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าธุรกิจในโทรศัพท์โนเกีย
     
    ด้านนายนาเดลลาได้กล่าวว่า แม้ว่าจะมีการปลดพนักงานครั้งใหญ่ แต่ธุรกิจโทรศัพท์มือถือของไมโครซอฟท์นั้นยังคงมีอยู่ และมีความจำเป็นที่จะต้องมีขนาดเล็กลงและไม่ทะเยอทะยานเกินตัว รวมถึงจะต้องทำงานร่วมกับส่วนอื่นๆของบริษัทได้อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้จะมีการเน้นไปที่ยอดขายของซอฟท์แวร์มากกว่า โดยเฉพาะโปรแกรมที่จะสามารถใช้ได้ในอุปกรณ์ของคู่แข่งได้ ทั้งนี้ในช่วงสิ้นเดือนนี้ ไมโครซอฟท์จะเปิดตัว "วินโดว์10" ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ใหม่ล่าสุดตั้งแต่ปี 2012
     
    นักข่าว "AFP" สื่อฝรั่งเศสนัดหยุดงานประท้วงนายจ้างยกเลิกข้อตกลงร่วม
     
    10 ก.ค. 2015 สมาคมนักข่าวแห่งยุโรป (EFJ) เผยแพร่รายงานการนัดหยุดงานของนักข่าวของสำนักข่าว AFP สื่อดังของฝรั่งเศส และเป็นสำนักข่าวหลักแห่งหนึ่งของโลก เพื่อประท้วงบริษัทที่ตัดสินใจยกเลิกข้อตกลงร่วมระหว่างฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างรวม 117 ฉบับ และสัญญาทางธุรกิจอื่นๆ EFJ และ สมาคมนักข่าวนานาชาติ (IFJ) ได้ร่วมกันเรียกร้องให้นายเอ็มมานูเอล ฮุก ผู้บริหารสูงสุดของ AFP เพิกถอนการตัดสินใจยกเลิกข้อตกลงร่วมดังกล่าว โดยกล่าวว่า โครงสร้างความสัมพันธ์ของลูกจ้างและนายจ้างของเอเอฟพีซึ่งใช้มาหลายสิบปีได้ให้ความคุ้มครองที่จำเป็นต่อนักข่าว และพนักงานของสำนักข่าวแห่งนี้ อันเป็นหัวใจสำคัญขององค์กรวิชาชีพสื่อที่จะต้องให้ความคุ้มครองโครงสร้างดังกล่าว ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทั้ง IFJ และ EFJ ทั้งนี้พนักงานของเอเอฟพีเริ่มหยุดงานตั้งแต่วันอังคารที่ผ่านมา และเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาทางสหภาพได้ลงมติยืดระยะเวลาการหยุดงานออกไปอีกจนถึงเที่ยงของวันศุกร์นี้ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งจะมีการลงมติอีกครั้ง
     
    แรงงานพม่าเรียกร้องปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำในบริเวณย่านชานเมืองของนครย่างกุ้ง
     
    12 ก.ค. 2015 คนงานโรงงานราว 250 คนในพม่าจัดชุมนุมประท้วงอย่างสันติที่ย่านชานเมืองของนครย่างกุ้งวานนี้ เพื่อเรียกร้องปรับเพิ่มค่าแรงรายวันขั้นต่ำให้สูงกว่าที่ทางการเสนอ โดยต้องการให้ทางการปรับเพิ่มค่าแรงรายวันขั้นต่ำเป็น 4,000 จ๊าต หรือราว 120 บาท จากเดิม 3,600 จ๊าต หรือราว 108 บาท ที่คณะกรรมการค่าแรงขั้นต่ำแห่งชาติได้เสนอไว้เมื่อเดือนก่อนหลังเจรจาต่อรองกันยาวนานระหว่างรัฐบาล ลูกจ้าง และนายจ้าง ค่าแรงรายวันขั้นต่ำในปัจจุบันอยู่ที่ 3,000 จ๊าต หรือราว 90 บาท ซึ่งธุรกิจขนาดเล็กที่จ้างคนงานน้อยกว่า 15 คน ไม่ได้รับผลกระทบ แต่เจ้าของโรงงานระบุว่า การปรับเพิ่มค่าแรงจะกระทบต่อประสิทธิภาพในการดำเนินการ และโรงงานสิ่งทอที่มีเจ้าของเป็นชาวจีน หรือเกาหลีได้ขู่ว่าจะปิดตัวหากให้มีการดำเนินการตามข้อเรียกร้องนี้
     
    สิงคโปร์ออกกฎจ้างคนในประเทศ
     
    13 ก.ค. 2015 สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีนโยบายเปิดรับชาวต่างชาติเข้าไปทำงาน โดยเฉพาะผู้ที่มีฝีมือ มีทักษะ และมีความสามารถสูง ก็จะได้รับรายได้ที่ล่อใจอยากให้เข้าไปทำงานในสิงคโปร์ แต่ก็ทำให้คนสิงคโปร์มีอัตราว่างงานที่ร้อยละ 2 รัฐจึงต้องมีระเบียบส่งเสริมการจ้างงานแรงงานในประเทศมากขึ้น เพื่อลดสัดส่วนลูกจ้างที่เป็นชาวต่างชาติ กระทรวงแรงงานสิงคโปร์แถลงนโยบายใหม่ที่จะเพิ่มโอกาสการจ้างงานในประเทศแก่ชาวสิงคโปร์ โดยนับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป รัฐบาลจะจ่ายเงินอุดหนุนให้แก่นายจ้างร้อยละ 10 - 40 ของรายได้ต่อเดือน แต่ไม่เกิน 2,800 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 70,000 บาท) เพื่อให้จ้างพนักงาน
     
    ระดับผู้จัดการหรือผู้เชี่ยวชาญในวิชาชีพของงานระดับกลางที่เป็นคนท้องถิ่น และต้องจ่ายค่าจ้างให้อย่างน้อย 4,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 100,000 บาท) ต่อเดือน หากผู้นั้นมีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป และว่างงานมาอย่างน้อย 6 เดือน รัฐบาลยังเรียกร้องให้นายจ้างต้องลงประกาศหางานในแหล่งที่ชาวสิงคโปร์สามารถเข้าถึงได้ และให้พิจารณาผู้สมัครที่เป็นชาวสิงคโปร์ก่อนชาวต่างชาติ นอกจากส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานในท้องถิ่นแล้ว รัฐบาลยังมีแผนคุมเข้มมาตรการจ้างงานชาวต่างชาติ ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นประเด็นที่สร้างความไม่พอใจให้แก่ประชาชนอย่างมาก เพราะคนสิงคโปร์รู้สึกว่าตลาดงานในประเทศกำลังถูกครอบครองโดยชาวต่างชาติ โดยตัวเลขการว่างงานของสิงคโปร์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา วนเวียนอยู่ที่ประมาณร้อยละ 2 มาตรการนี้ก็หวังจะเอื้อให้คนสิงคโปร์ว่างงานลดลงและลดกระแสไม่พอใจรัฐบาล
     
    อังกฤษจ่อออกกฎเข้มห้าม นศ.ต่างชาติทำงานระหว่างเรียน
     
    13 ก.ค. 2915 เว็บไซต์ข่าว 'อินดิเพนเดน' รายงานว่า สหราชอาณาจักรเตรียมออกกฎห้ามนักศึกษาต่างชาติทำงานระหว่างเรียน ป้องกันไม่ให้นักศึกษาต่างชาติเข้ามาแทรกในตลาดแรงงานของประเทศ โดยมีผลบังคับใช้ภายในเดือนสิงหาคม ทั้งนี้ทางยังนโยบายว่า หากนักศึกษาเรียนจบหลักสูตรเมื่อใด จะบังคับให้กลับประเทศให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อป้องกันไม่ให้นักศึกษาเหล่านี้ปักหลักทำงานในสหราชอาณาจักร โดยหากประสงค์จะทำงานหรืออาศัยอยู่ต่อที่สหราชอาณาจักร ก็ต้องดำเนินการยื่นวีซ่าทำงานจากประเทศบ้านเกิด ข้อบังคับนี้จะเตรียมเสนอต่อสมาชิกรัฐสภาภายในสัปดาห์หน้า หากได้รับการอนุมัติจะมีผลบังคับใช้ภายในสิงหาคมนี้
     
    บริษัทนมรายใหญ่นิวซีแลนด์จะลดพนักงาน
     
    16 ก.ค. 2015 บริษัทฟอนเทียร่า ผู้ผลิตนมรายใหญ่ของนิวซีแลนด์แถลงวันนี้ว่า บริษัทจะลดตำแหน่งงานลง 523 อัตรา ท่ามกลางภาวะราคาผลิตภัณฑ์นมลดลงในตลาดโภคภัณฑ์ต่างประเทศ นายธีโอ สปีริงส์ ประธานคณะบริหารฟอนเทียร่า ซึ่งเป็นบริษัทแปรรูปผลิตภัณฑ์นมรายใหญ่ที่สุดในโลกแถลงว่า บริษัทกำลังดำเนินการทบทวนแผนธุรกิจทั่วองค์กร ซึ่งจะส่งผลให้ต้องลดพนักงาน 523 อัตรา คาดว่าจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ปีละ 55-60 ล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์ และว่า การลดจำนวนพนักงานเป็นเรื่องของการพัฒนาภาคประกอบการให้ดีขึ้น เวบไซต์บริษัทฟอนเทียร่าระบุว่า มีพนักงานจำนวน 16,800 คน ราว 2 ใน 3 อยู่ที่นิวซีแลนด์ แต่ไม่ได้ระบุว่าการลดพนักงานจะมีที่ใดบ้าง
     
    เหมืองถ่านหินถล่มในฟิลิปปินส์ มีผู้เสียชีวิต 9 ราย
     
    17 ก.ค. 2015 นางโรโดรา คาเดียโอ ผู้ว่าการจังหวัดแอนทีค ในภาคกลางของฟิลิปปินส์กล่าววันนี้ว่า เกิดเหตุเหมืองถ่านหินบนเกาะที่อยู่ห่างไกลพังถล่มเป็นบางส่วน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 5 คน ส่วนอีก 4 คน คาดว่าจะเสียชีวิตด้วยเช่นกัน คนงานเหมืองถ่านหินกำลังใช้เครื่องมือหนักในการสูบน้ำทะเลออกจากเหมืองเปิดก่อนที่กำแพงจะพังลงมาและฝังพวกเขาไว้ นอกจากนั้นยังเกิดฝนตกหนักในบริเวณดังกล่าวด้วย นางคาเดียโอ กล่าวว่า คนงานถูกฝั่งด้วยโคลนและน้ำและผู้ที่สูญหายไป 4 คน คาดว่าจะเสียชีวิตแล้ว เหมืองได้หยุดดำเนินการหลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวและขณะนี้ได้เริ่มการสอบสวนหาสาเหตุแล้ว คนงาน 8 คนที่รอดชีวิตเปิดเผยว่า น้ำทะเลได้เริ่มซึมเข้ามาในเหมืองมานานหลายเดือนแล้ว
     
    ครึ่งแรกปีนี้กัมพูชาให้ใบอนุญาตทำงานแก่คนต่างชาติ 25,000 คน
     
    17 ก.ค. 2015 หนังสือพิมพ์พนมเปญโพสต์ในกัมพูชารายงานว่า ช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้กระทรวงแรงงานออกใบอนุญาตทำงานให้แก่ชาวต่างชาติแล้ว 25,000 ใบ มากกว่าปีที่แล้วทั้งปี 5,000 ใบ เป็นผลจากความร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย รายงานอ้างนายอิธ สัมเฮง รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานว่า มีชาวต่างชาติยื่นขอใบอนุญาตทำงานมากขึ้นในปีนี้ เป็นผลจากความร่วมมือระหว่างกระทรวงแรงงานกับกระทรวงมหาดไทย ขณะที่นายสก พาล อธิบดีสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองกล่าวว่า กำลังดำเนินการปราบปรามการทำผิดกฎหมายเรื่องใบอนุญาตทำงานและเอกสารอื่น ๆ โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ได้เนรเทศชาวต่างชาติ 1,600 คน ที่กระทำความผิดด้านเอกสาร เกือบทั้งหมดเป็นชาวเวียดนาม พร้อมกับย้ำว่า ชาวต่างชาติและนักลงทุนไม่สามารถทำงานในกัมพูชาได้โดยไม่มีใบอนุญาต ผู้ฝ่าฝืนจะถูกปรับ 125 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4,270 บาท) และหากยังทำผิดซ้ำ จะถูกจำคุก 3 ปี แล้วเนรเทศกลับประเทศ
     
    นิวยอร์กปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ
     
    24 ก.ค. 2015 คณะกรรมการค่าแรงรัฐนิวยอร์กในสหรัฐ มีมติปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำพนักงานร้านฟาสต์ฟู้ดเป็น 15 ดอลลาร์ หรือราว 506 บาทต่อชั่วโมงภายในสิ้นปี 2018 สำหรับนครนิวยอร์ก และภายในกลางปี 2021 สำหรับเมืองที่เหลือของรัฐ ซึ่งจะทำให้แรงงานในอุตสาหกรรมดังกล่าวทั่วรัฐนิวยอร์กราว 180,000 คนได้รับประโยชน์ ในขณะที่กลุ่มธุรกิจและนักวิจารณ์ชี้ว่า นโยบายดังกล่าวเป็นการเลือกปฏิบัติ เนื่องจากให้ความสนใจอุตสาหกรรมประเภทเดียว รวมถึงเจ้าของกิจการแห่งหนึ่งยังกล่าวว่า รัฐบาลควรออกมาตรการอุดหนุนการศึกษาเพื่อยกระดับแรงงาน แทนการอุดหนุนแรงงานไร้ฝีมือด้วยค่าแรงขั้นต่ำ
     
    เรือยางขนแรงงานแอฟริกันล่มชายฝั่งลิเบีย คาด ดับ 40 ขณะอีก 80 คน ทางการเยอรมันช่วยสำเร็จ
     
    24 ก.ค. 2015 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าผู้อพยพชาวแอฟริกัน ราว 40 คน อาจจมน้ำตาย หลังเรือยางที่โดยสารมา ล่มในเขตชายฝั่งประเทศลิบีย โดยผู้รอดชีวิตให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ วานนี้ หลังสามารถเข้ามายังประเทศอิตาลีได้สำเร็จ กลุ่มผู้รอดชีวิตที่เป็นเด็ก ราว 80 คน ได้รับความช่วยเหลือจากกองทัพเรือเยอรมัน ที่ลาดตระเวนอยู่ในน่านน้ำดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ปัญหาผู้ลี้ภัย กำลังเป็นปัญหาใหญ่ในภูมิภาคยุโรป หลังมีการอพยพจากแอฟริกาและจากเขตอาหรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะใน อิตาลี ซึ่งปัญหาดังกล่าว สหภาพยุโรป กำลังหารือแก้ปัญหาร่วมกัน
     
    หัวหน้าพนักงานต้อนรับโคเรียนแอร์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากบุตรสาวซีอีโอ
     
    24 ก.ค. 2015 สำนักข่าวเอเอฟพีอ้างคำฟ้องที่นายปัก ชางจินยื่นต่อศาลสหรัฐเมื่อวันพุธโดยระบุชื่อนางโช ฮยอนอาเป็นจำเลยเพียงคนเดียวว่า นางโชซึ่งขณะนั้นยังดำรงตำแหน่งรองประธานโคเรียนแอร์ได้ทุบตีเขาจนเลือดออก ฟกช้ำและเกิดความเสียหายทางจิตใจอย่างร้ายแรงเพราะไม่พอใจเรื่องถั่วที่พนักงานเสิร์ฟบนเที่ยวบินที่กำลังจะเดินทางออกจากนครนิวยอร์กของสหรัฐไปกรุงโซลของเกาหลีใต้เมื่อวันที่ 5 ธันวาคมปีก่อน เธอไม่หยุดทุบตีทั้งที่เขาขอร้องและไล่เขาลงจากเครื่อง แพทย์ที่รักษานายปักระบุว่าเขามีอาการตกใจกลัวอย่างรุนแรงและต้องรับการเยียวยาไม่ต่ำกว่า 1 ปี สำนักงานบริการสวัสดิการและการชดเชยแรงงานเกาหลีให้การรับรองแล้วว่าคดีของเขาเป็นการบาดเจ็บจากการทำงาน ส่วนพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่เสิร์ฟถั่วให้นางโชได้ยื่นฟ้องคดีแพ่งต่อศาลนิวยอร์กไปแล้วเช่นกันโดยกล่าวหานางโชว่า ทำร้ายร่างกาย ข่มขู่และโวยวายถ้อยคำหยาบคายใส่เธอ นอกจากนี้ยังกดดันให้ปกปิดเรื่องที่เกิดขึ้นด้วยการโกหกต่อเจ้าหน้าที่
     
    มิตซูบิชิ มอเตอร์สจะยุติการผลิตรถยนต์ในสหรัฐ
     
    24 ก.ค. 2015 หนังสือพิมพ์นิกเคอิรายงานวันนี้ว่า มิตซูบิชิจะหยุดการผลิตรถยนต์อเนกประสงค์เอสยูวี รุ่นเอาท์แลนเดอร์ ที่โรงงานในรัฐอิลลินอยส์และอาจจะขายโรงงานให้แก่ผู้ผลิตรถยนต์ค่ายอื่น มิตซูบิชิจะแถลงรายละเอียดเพิ่มเติมในภายหลัง โรงงานผลิตรถยนต์ที่รัฐอิลลินอยส์เริ่มการผลิตในปี 1998 มีลูกจ้าง 1,250 คน แต่ทางบริษัทมิได้ยืนยันเรื่องการปิดโรงงานในรัฐอิลลินอยส์แต่อย่างใด บรรษัทกระจายเสียงญี่ปุ่น หรือเอ็นเอชเครายงานว่า มิตซูบิชิได้รับผลกระทบจากยอดจำหน่ายรถยนต์ในสหรัฐลดลงและโรงงานผลิตรถยนต์ปีละ 60,000 คันเท่านั้น ซึ่งเท่ากับประมาณครึ่งหนึ่งของกำลังการผลิต มิตซูบิชิ ซึ่งถอนตัวจากการผลิตในยุโรปเมื่อ 3 ปีก่อน จะเป็นบริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นรายแรกที่ยุติการผลิตรถยนต์ทั้งในสหรัฐและยุโรป ในขณะที่มิตซูบิชิ ยังคงลงทุนอย่างแข็งขันในเอเชียโดยสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ในไทยและซื้อโรงงานในฟิลิปปินส์จากบริษัทฟอร์ด
     
    จีนระบุอัตราว่างงานลดลงอยู่ที่ 4.04% โดยรัฐบาลตั้งเป้าสร้างงานให้ได้อย่างน้อย 10 ล้านตำแหน่งภายในปีนี้ และรักษาอัตราว่างงานให้อยู่ในระดับต่ำกว่า 4.5%
     
    24 ก.ค. 2015 กระทรวงทรัพยากรมนุษย์และสวัสดิการสังคมของจีน ระบุอัตราว่างงานของจีนในเดือนมิถุนายน อยู่ที่ร้อยละ 4.04 ลดลงจากเดือนมีนาคม ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 4.05 ขณะที่ในช่วงครึ่งปีแรกมีการสร้างงานใหม่ทั้งสิ้น 7.18 ล้านตำแหน่ง ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วที่ 190,000 ตำแหน่ง ทั้งนี้ รัฐบาลจีนตั้งเป้าสร้างงานให้ได้อย่างน้อย 10 ล้านตำแหน่งภายในปีนี้ และพยายามจะรักษาอัตราการว่างงานให้อยู่ในระดับต่ำกว่าร้อยละ 4.5
     
    พีเอ็มไอจีนเดือนนี้ต่ำสุดในรอบ 15 เดือน
     
    24 ก.ค. 2015 ผลสำรวจอิสระพบว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) ประจำเดือนกรกฎาคมของจีนในเบื้องต้นต่ำที่สุดในรอบ 15 เดือน สะท้อนว่าเศรษฐกิจใหญ่อันดับสองของโลกแห่งนี้ยังคงขยายตัวอย่างซบเซา ไกซินซึ่งเป็นกลุ่มสื่อด้านธุรกิจและการเงินในจีนเผยแพร่พีเอ็มไอจีนเดือนนี้จากเดิมที่เป็นหน้าที่ของธนาคารเอชเอสบีซี โดยมอบหมายให้มาร์กิต ผู้ให้บริการข้อมูลการเงินสำรวจกิจกรรมของโรงงานในจีนพบว่า พีเอ็มไอจีนเดือนนี้อยู่ที่ 48.2 จุด ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายนปีก่อนซึ่งครั้งนั้นอยู่ที่ 48.1 จุด ดัชนีต่ำกว่า 50 จุดบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจหดตัว
     
    เศรษฐกรของธนาคารบีเอ็นพีปาริบาส์ในจีนมองว่า ภาคการผลิตของจีนชะลอตัวอย่างรุนแรงหรือเข้าสู่ภาวะถดถอยแล้ว เนื่องจากความต้องการในต่างประเทศยังคงซบเซา ประกอบกับผู้ส่งออกของจีนมีความสามารถในการแข่งขันน้อยกว่าผู้ส่งออกในประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ และการบริโภคในประเทศเองก็ยังไม่ดีขึ้น ขณะที่นักวิเคราะห์ของแคปิตัลอีโคโนมิกส์ชี้ว่า การผ่อนคลายนโยบายเมื่อไม่นานมานี้ยังไม่สามารถกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่ คาดว่าทางการจีนจะต้องเพิ่มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกเพื่อสกัดไม่ให้การขยายตัวร่วงลงไปอีก แต่เศรษฐกรของโนมูระมองว่า พีเอ็มไอเดือนนี้ลดลงเพราะผลกระทบระยะสั้นจากตลาดหลักทรัพย์จีนผันผวนเมื่อเร็ว ๆ นี้ เชื่อว่าเมื่อตลาดมีเสถียรภาพ เศรษฐกิจจีนจะกลับมาเติบโตอีกครั้ง
     
    "แองโกล อเมริกัน" ขาดทุนหนัก-จ่อปลด พนง.6 พันคน
     
    25 ก.ค. 2015 "แองโกล อเมริกัน" หนึ่งในบริษัทเหมืองแร่รายใหญ่ที่สุดของโลก รายงานการขาดทุนอย่างหนัก 3,015 ล้านดอลลาร์ หรือราว 101,907 ล้านบาทในช่วงครึ่งปีแรก เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วซึ่งมีกำไร 1,464 ล้านดอลลาร์ หรือราว 49,483 ล้านบาท เนื่องจากได้รับผลกระทบจากราคาแร่เหล็กตกต่ำ นอกจากนี้ยังประกาศว่าจะลดพนักงานจำนวน 6,000 คน หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหาร หรือซีอีโอของแองโกล อเมริกัน นายมาร์ค คูติฟานี กล่าวว่า ช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ราคาแร่เหล็กลดลงอย่างหนัก ท่ามกลางสภาพแวดล้อมของตลาดที่ผันผวน และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจในตลาดสำคัญแต่ละแห่ง และกล่าวว่าบริษัทตั้งเป้าจะประหยัดค่าใช้จ่ายรวม 500 ล้านดอลลาร์ หรือราว 17,481 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้ 300 ล้านดอลลาร์ หรือราว 10,488 ล้านบาท จะมาจากธุรกิจหลักในปัจจุบันของบริษัท ผ่านการลดพนักงานตำแหน่งระดับหัวหน้าและตำแหน่งอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงอีก 6,000 คน รวมถึงการโอนย้ายตำแหน่งในธุรกิจที่บริษัทเตรียมขายกิจการ
     
    โรงงานพลุอิตาลีระเบิด-เสียชีวิต 7 ราย
     
    25 ก.ค. 2015 เกิดเหตุระเบิดรุนแรงในโรงงานผลิตพลุไฟดอกไม้เพลิงชื่อ บรุสเซลลา ในเมืองมาดูโญ เมืองเล็กๆทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของอิตาลี ก่อนจะเกิดเพลิงไหม้ และไฟลุกลามออกไปยังป่าที่อยู่รอบโรงงาน เบื้องต้นมีรายงานว่าพบศพผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 7 ราย มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย และคาดว่าตัวเลขอาจสูงกว่านี้ เมื่อหน่วยกู้ภัยสามารถเข้าถึงสถานที่เกิดเหตุได้ทั่วทุกจุด อย่างไรก็ตาม ทางการได้ส่งเครื่องบินดับเพลิงคานาแดร์ 2 ลำ บินเหนือที่เกิดเหตุ เพื่อดับไฟที่ไหม้ลามป่า และเจ้าหน้าที่กำลังเร่งสอบสวนหาสาเหตุของการระเบิดในครั้งนี้
     
    ลอนมิน เตรียมปลดพนักงาน 6,000 ราย หลังขาดทุนเหตุราคาพลาตินัมร่วง
     
    27 ก.ค. 2015 ลอนมินผู้ผลิตพลาตินัมรายใหญ่ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหุ้นลอนดอนเปิดเผยว่า บริษัทมีแผนจะปรับลดจำนวนพนักงานลง 6,000 ราย รวมทั้งปิดธุรกิจบางแห่งและพิจารณาว่าจะเพิ่มทุนหรือไม่ เนื่องจากราคาพลาตินัมที่ย่ำแย่ส่งผลให้บริษัทเผชิญกับภาวะขาดทุน ซึ่งตอกย้ำถึงปัญหาที่กำลังส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม ลอนมินระบุว่า บริษัทจะปิดเหมืองหลายแห่ง เพื่อลดต้นทุนลงท่ามกลางการร่วงลงของราคาพลาตินัม
     
    Qualcomm มีแผนจะปลดพนักงานบริษัทออกจากงานกว่า 4,500 อัตราเพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายของบริษัทลงประมาณ 1.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ
     
    27 ก.ค. 2015 เพื่อที่จะลดค่าใช้จ่ายของบริษัทฯลงประมาณ 1.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ Qualcomm มีแผนที่จะปลดพนักงงานออก 15% หรือประมาณ 4,500 อัตราได้ ซึ่งทางบริษัทฯได้ทำการประกาศเรื่องนี้พร้อมๆกับการประกาศผลการดำเนินงานของไตรมาสล่าสุด Qualcomm ประกาศว่าบริษัทฯมีกำไร 99 เซนต์ต่อหุ้น และมีรายได้รวม 5.83 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ซึ่งกำไรต่อหุ้นนั้น ทำออกมาได้ดีกว่าที่คาดการไว้ที่ 95 เซนต์ต่อหุ้น)
     
    โดยที่ทาง Steve Molenkampf (CEO ของ Qualcomm) ออกมาพูดเรื่องการปลดพนักงานออก เพื่อเป็นการสร้างกำไรที่ดีขึ้นให้กับบริษัทฯ โดยเป็นการปรับขนาดขององค์กรให้เหมาะสมกับโครงสร้างบริษัทฯ และต่อไปทางบริษัทฯจะโฟกัสไปที่การลงทุนที่ให้โอกาส และผลตอบแทนที่สูงที่สุด Qulacomm ยังได้กล่าวอีกว่า บริษัทฯมีแผนที่จะลดต้นทุนใหม่ที่นอกเหนือจากการปลดพนักงาน ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้บริษัทฯลดค่าใช้จ่ายได้อีกประมาณ 1.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ
     
    รัสเซียเตรียมเลิกจ้างข้าราชการกว่า 1.1 แสนราย
     
    27 ก.ค. 2015 ซีเอ็นเอ็นมันนี รายงานว่า ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ลงนามในกฎหมายเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อจำกัดจำนวนข้าราชการกระทรวงมหาดไทยรัสเซียซึ่งปัจจุบันมีอยู่กว่า 1 ล้านคน ความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะส่งผลให้มีการเลิกจ้างข้าราชการกว่า 1.1 แสนราย หรือราว 10% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ หน่วยงานกึ่งทหาร และหน่วยงานรักษาความปลอดภัย รัสเซียคาดว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยตัดรายจ่ายได้ราว 10% ของงบประมาณในปีนี้ หลังจากที่ประเทศต้องเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่แล้ว ทั้งนี้ เศรษฐกิจรัสเซียเมื่อไตรมาสแรกที่ผ่านมาหดตัวอยู่ที่ 2.2% และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจรัสเซียจะหดตัวราว 3.8% ในปีนี้และ 1% ในปี 2016 ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดี ปูตินได้ปรับลดรายจ่ายลงแล้ว 10% ด้วยการสั่งให้ทุกกระทรวงยกเว้นกลาโหมปรับลดค่าใช้จ่าย ด้านอัตราว่างงานในรัสเซียปรับสูงขึ้นอยู่ที่ 5.4% เมื่อเดือน มิ.ย. ที่ผ่าน จากเดิมเทื่อช่วยเดียวกันของปีที่แล้วที่ 4.8%
     
    เบอร์ลินฝึกอบรมผู้อพยพดันเข้าตลาดแรงงาน
     
    29 ก.ค. 2015 ส่วนปกครองท่องถิ่น และสภาช่างฝีมือของกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี จัดทำโครงการชื่ออาร์ไรโว เบอร์ลิน หรือ“มาถึงเบอร์ลิน”โดยร่วมมือกับบริษัทต่างๆ ที่มองหาเจ้าหน้าที่ฝึกหัด หรือลูกจ้างตำแหน่งต่างๆพิจารณาวางตำแหน่งงาน รวมถึงร่วมจัดฝึกอบรม และจัดโครงการสอนภาษา ให้แก่ผู้อพยพ เพื่อให้ผู้อพยพได้พัฒนา จนมีความสามารถตรงกับมาตรฐานของตลาดแรงงานเยอรมนี และปรับตัวเข้ากับการทำงานในเยอรมนีได้ อีกทั้งยังอาจมีโอกาสได้รับเลือกให้เข้าทำงานกับบริษัทที่ร่วมโครงการเหล่านี้ด้วย หัวหน้าโครงการอาร์ไรโว เบอร์ลิน กล่าวว่า โครงการฝึกอบรมผู้อพยพให้ได้มาตรฐานเยอรมนีนั้นจะส่งผลดีต่อประเทศที่มีตัวเลขประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นแห่งนี้ โดยเฉพาะในกรุงเบอร์ลินที่ขาดแคลนแรงงานมีฝีมือ ซึ่งโครงการดังกล่าวจะช่วยให้ผู้อพยพเข้ามาเติมเต็มช่องว่างในส่วนนี้ได้ อย่างไรก็ตามความเป็นไปได้ที่รัฐบาลเยอรมนีจะส่งตัวผู้อพยพกลับยังคงเป็นปัญหาใหญ่สำหรับบริษัทที่ลงทุนฝึกอบรมผู้อพยพและตัวผู้อพยพเอง
     
    เยอรมนีเผยจำนวนคนว่างงานปรับตัวขึ้นในเดือนก.ค. ขณะอัตราว่างงานทรงตัว
     
    30 ก.ค. 2015 สำนักงานแรงงงานของเยอรมนีเปิดเผยว่า จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานเดือนก.ค. ปรับตัวขึ้น 9,000 ราย จากเดือนมิ.ย. สู่ระดับ 2.8 ล้านราย ซึ่งสวนทางกับการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ที่คาดว่าจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานจะลดลง 5,000 ราย จำนวนคนว่างงานที่เพิ่มขึ้นในเดือนก.ค.ส่งสัญญาณว่า ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับวิกฤตหนี้กรีซและอนาคตของยูโรอาจเริ่มส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี สำนักงานแรงงานมองว่า ตลาดแรงงานเยอรมนียังคงอยู่ในสภาพที่ดี ส่วนอัตราว่างงานของเยอรมนีในเดือน ก.ค.ยังคงอยู่ที่ 6.4% เป็นเดือนที่สี่ติดต่อกัน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
     
    สิงคโปร์เผยอัตราว่างงานไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น
     
    30 ก.ค. 2015 กระทรวงแรงงานของสิงคโปร์ รายงานว่า อัตราว่างงานในไตรมาสสองปรับตัวขึ้นแตะ 2.0% จากระดับ 1.8% ในไตรมาสแรก ซึ่งบ่งชี้ถึงสภาพเศรษฐกิจของประเทศที่อ่อนแอลง ทั้งนี้ อัตราว่างงานไตรมาสสอง กลับมาดีดตัวขึ้นหลังจากที่ปรับตัวลงในช่วงสี่ไตรมาสที่ผ่านมา โดยอัตราว่างงานสำหรับผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศปรับตัวขึ้นแตะ 2.8% ในไตรมาสสอง จาก 2.5% ในไตรมาสแรก ขณะที่อัตราว่างงานสำหรับพลเมืองสิงคโปร์อยู่ที่ 2.9% เพิ่มขึ้นจาก 2.6%
     
    อย่างไรก็ตาม ตัวเลขจ้างงานโดยรวมเพิ่มขึ้น 15,700 ตำแหน่งในไตรมาสสอง เพราะได้ปัจจัยหนุนจากการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นในภาคการก่อสร้างและภาคบริการ เทียบกับไตรมาสแรกที่ลดลง 6,100 ตำแหน่ง ส่งผลให้ในปัจจุบัน จำนวนผู้มีงานทำในสิงคโปร์อยู่ที่ 3,633,500 ล้านคน จากประชากรประมาณ 5.5 ล้านคน ขณะที่จำนวนพนักงานที่ถูกเลิกจ้างอยู่ที่ 3,100 คน เทียบกับ 3,500 คนในไตรมาสก่อน
     
    เจ้านายตุรกีใจป้ำให้โบนัส พนง.เฉลี่ยคนละ 8 ล้าน
     
    31 ก.ค. 2015 สำนักข่าว 'เดลิเมล์' รายงานชวนพนักงานเงินเดือนทั้งหลายอิจฉาตาร้อน เมื่อนาย'เนฟเซต ไอดีน' ประธานบริษัทธุรกิจจัดส่งอาหารทั่วประเทศตุรกี Yemeksepeti ได้ตัดสินใจขายธุรกิจ ก่อนจะเจียดเงินจำนวนถึง 17 ล้านปอนด์หรือประมาณ 920 ล้านบาทมาให้เป็นเงินโบนัส รายงานระบุว่า นายเนฟเซตซึ่งเป็นหนึ่งในนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จที่สุดในตุรกีสามารถได้กำไรมากถึง 378 ล้านปอนด์ (ราว 2 หมื่นล้านบาท) เขาจึงแจกแจงแบ่งให้พนักงานทั้งหมด 114 คน เฉลี่ยคนละ 152,000 ปอนด์หรือประมาณ 8.2 ล้านบาทเลยทีเดียว นายเนฟเซตกล่าวว่า ทำแบบนี้เพราะว่าในเมื่อเราประสบความสำเร็จ เราก็ต้องสำเร็จไปด้วยกัน และเขาก็สามารถนำเงินพวกนี้ไปซื้อบ้านซื้อรถเป็นของตัวเองได้ ซึ่งเขาไม่ได้สามารถทำได้จากการรับเงินเดือนที่ไม่มากมาย
     
    "ผมอยากให้พวกเขามากกว่านี้เสียด้วยซ้ำ" นายเนฟเซตกล่าว
     
    จีนอัดฉีดเงินลงทุนเพิ่มในภาคการผลิต 6 ประเภท มุ่งหนุนเศรษฐกิจเติบโต
     
    31 ก.ค. 2015 นายจ้าว เฉินซิน รองผู้อำนวยการคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติของจีน (NDRC) เปิดเผยว่า รัฐบาลจีนจะกระตุ้นการลงทุนเพื่อเพื่อการพัฒนาด้านเทคโนโลยีในภาคอุตสาหกรรมการผลิต 6 ประเภทในช่วงปี 2558-2560 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อการยกระดับภาคการผลิตและกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจ นายจ้าวกล่าวว่า อุตสาหกรรมในภาคการผลิตทั้ง 6 ประเภทนี้ประกอบด้วย อุปกรณ์สร้างรางรถไฟ เครื่องมือวิศวกรรมทางทะเล หุ่นยนต์ในโรงงาน ยานพาหนะซึ่งใช้พลังงานใหม่ เครื่องจักรด้านการเกษตรแบบทันสมัย และอุปกรณ์การแพทย์ การลงทุนดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนเชิงรุกของจีนในการเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันในภาคการผลิตของประเทศ โดยการสนับสนุนด้านนวัตกรรมเพื่อที่จะยกระดับการเติบโตของเศรษฐกิจ
     
    เอกสารฉบับร่างที่มีหัวเรื่อง "Made in China 2025" ได้รับการตีพิมพ์ขึ้นในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมจีนกำลังเผชิญกับความต้องการตลาดที่ต่ำลง คู่แข่งที่เพิ่มขึ้นจากประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ และเศรษฐกิจภายในประเทศที่มีการชะลอตัว นอกจากนี้ นายจ้าวกล่าวว่าในการยกระดับการลงทุนครั้งนี้ NDRC ได้ให้คำมั่นว่าจะเร่งดำเนินการก่อสร้างโครงการใหญ่ทั้ง 7 โครงการ เช่น ระบบสายส่งไฟฟ้า การคมนาคม การอนุรักษ์น้ำ และการรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งยอดการลงทุนดังกล่าวในช่วงสิ้นเดือน มิ.ย. อยู่ที่ 3.3 ล้านล้านหยวน (5.392 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) สำนักข่าวซินหัวรายงาน
     
    บริษัทรอยัลดัตช์เชลล์เตรียมปลดพนักงาน 6,500 คน ตามแผนลดค่าใช้จ่ายเพื่อรองรับราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง
     
    31 ก.ค. 2015 สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า บริษัทรอยัลดัตช์เชลล์ บริษัทน้ำมันรายใหญ่ของโลกเตรียมปลดพนักงานจำนวน 6,500 ตำแหน่ง ตามแผนลดค่าใช้จ่ายเพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบของบริษัทหลังมีกำไรลดน้อยลงในช่วงที่ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง โดยบริษัทได้เปิดเผยผลกำไรในช่วง3 เดือนที่สิ้นสุดในวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมาว่า มีกำไรอยู่ที่ประมาณ 3,400 ล้านดอลลาร์หรือประมาณ 119,000 ล้านบาท ลดลง 35% เมื่อเทียบกับในช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่นายเบน วาน เบอร์เดน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสูงสุดของบริษัทกล่าวว่า ′เรากำลังวางแผนสำหรับรับมือการชะลอตัวของราคาน้ำในตลาดโลก ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะยืดเยื้อต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง′ นอกจากนี้ทางบริษัทยังได้ขายหุ้นจำนวน 33% ที่ถือครองอยู่ในบริษัทด้านพลังงาน ′โชวะ′ ให้กับกลุ่มบริษัทด้านปิโตรเคมี ′อิเดมิตสึ′ ในมูลค่าราว 1,400 ล้านดอลลาร์หรือประมาณ 49,000 ล้านบาท
     
    สหรัฐเผยดัชนีต้นทุนการจ้างงานเพิ่มขึ้นน้อยที่สุดในรอบกว่า 30 ปี
     
    31 ก.ค. 2015 กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยในวันนี้ว่า ดัชนีต้นทุนการจ้างงาน (ECI) ซึ่งเป็นมาตรวัดต้นทุนแรงงานที่กว้างที่สุด ขยับขึ้นเพียง 0.2% ในไตรมาส 2 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นน้อยที่สุดในรอบ 33 ปี หรือนับตั้งแต่เริ่มมีการจัดเก็บข้อมูลดังกล่าวในไตรมาส 2 ของปี 1982 นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ดัชนี ECI จะเพิ่มขึ้น 0.6% ในไตรมาส 2 หลังจากที่เพิ่มขึ้น 0.7% ในไตรมาส 1 อย่างไรก็ดี คาดว่าดัชนี ECI จะดีดตัวขึ้นในไตรมาสต่อไป เนื่องจากตลาดแรงงานจะตึงตัวขึ้น จากการจ้างงานที่สดใสในสหรัฐ และกดดันให้ค่าจ้างปรับตัวขึ้น ทั้งนี้ ดัชนี ECI ถือเป็นมาตรวัดที่น่าเชื่อถือสำหรับภาวะตลาดแรงงาน และเป็นตัวคาดการณ์ที่ดีสำหรับอัตราเงินเฟ้อ
     
    ที่มาข่าวเรียบเรียงจาก: ประชาไท, ครอบครัวข่าว, ASTV ผู้จัดการออนไลน์, สำนักข่าวไทย, กรุงเทพธุรกิจ, ไทยรัฐออนไลน์, เดลินิวส์, สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์, โพสต์ทูเดย์, VOA
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

     

     

    หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ นำเสนอประเด็นแลกเปลี่ยนเรื่องการเพศสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์ ซึ่งถูกต่อต้านทั้งในสังคมสมัยใหม่และสังคมโบราณ แต่ขณะเดียวกันในทางประวัติศาสตร์ก็มีการกล่าวถึงการที่คนมีกิจกรรมทางเพศกับสัตว์มาตั้งยุคโรมัน หรือแม้แต่ในตำนานโบราณของอุษาคเนย์ เช่น ผู้ปกครองรัฐมีกิจกรรมทางเพศกับสัตว์ เช่น งูใหญ่ เพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ของอาณาจักร หรือกระทั่งการที่ผู้ปกครองนครรัฐที่มีอิทธิ์ฤทธิ์เหนือมนุษย์กำเนิดมาจากการที่มนุษย์มีความสัมพันธ์กับสัตว์ หรือบทประพันธ์อย่าง พระอภัยมณีซึ่งมีภรรยาเป็นนางเงือกและผีเสื้อสมุทร เป็นต้น รวมถึงบันทึกคดีความที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกามีการตัดสินประหารชีวิตคนที่มีเพศสัมพันธ์ไปพร้อมกับสัตว์เหล่านั้นด้วย

    ปัจจุบัน ความสัมพันธ์ของคนกับสัตว์เปลี่ยนไป โดยสัตว์เลี้ยงถูกทำให้เป็นประหนึ่งสมาชิกของครอบครัวมนุษย์ที่ต้องการการปกป้องดูแล และยังมีกฎหมายคุ้มครองสิทธิสัตว์ด้วย ซึ่งต่างจากยุคก่อนที่สัตว์อาจเป็นเพียงเครื่องตอบสนองความต้องการทางเพศของบางคน แต่โดยทั้งหมดนี้ การนำเสนอประเด็นดังกล่าวไม่ได้มีความมุ่งหมายที่จะสนับสนุนให้คนมีเพศสัมพันธ์กับสัตว์แต่อย่างใด 

    พบกับ คำ ผกา และชานันท์ ยอดหงส์ นักศึกษาปริญญาเอกภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้เขียนหนังสือ ‘นายใน’

    คลิกไลค์เพื่อติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของรายการได้ที่ facebook.com/maihetpraphetthai

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai