Are you the publisher? Claim or contact us about this channel


Embed this content in your HTML

Search

Report adult content:

click to rate:

Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


    0 0

    กลุ่มช่างภาพสตรีเพื่อสันติภาพ Bunga Raya Imagine Photographer เธอคือดอกไม้ที่ฉายภาพสันติ จากจุดเริ่มต้นความสนใจส่วนตัวไปสู่การเป็นผู้สร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการเยียวยา


    ในห้วงระหว่างวันที่ 15 – 19 มิถุนายน 2558 ที่ผ่านมา อันเป็นช่วงคาบเกี่ยวระหว่างก่อนและต้นเดือนรอมฎอน ที่โรงพยาบาลรามัน จ.ยะลา มีกิจกรรมหนึ่งที่น่าสนใจที่น่าจะให้ความรู้สึกผ่อนคลายสบายใจให้กับคนไข้ รวมทั้งญาติและเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลอยู่ไม่น้อย นั่นคือกิจกรรมมหกรรมคุณภาพของโรงพยาบาลรามัน ชื่องานอาจจะฟังดูธรรมดาๆ แต่นี่คือส่วนหนึ่งของการสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการเยียวยา หลังจากพวกเขาส่วนหนึ่งได้เผชิญกับผลกระทบจากความรุนแรงทางร่างกายและจิตใจโดยตรงมาแล้ว หรือที่เรียกว่า Healing Environment

    ในงานมีกิจกรรมการประกวดผลงานต่างๆ ของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล เช่นเดียวกับงานประกวดทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระบบงานทั่วไป หรือ CQI การประกวดเรียงความเล่าเรื่องที่ตัวเองประทับใจ การประกวดนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น การผลิตที่ชาร์ตแบตเตอรี่เครื่องวัดออกซิเจนในร่างกาย การผลิตปุ๋ยหมักชีวภาพ การผลิตน้ำยาล้างจาน เป็นต้น

    แต่ที่ดูไม่ธรรมดาคือมีการประกวด Photo voice หรือภาพเล่าเรื่อง โดยให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลสวมบทช่างภาพ ถ่ายภาพต่างๆ ส่งเข้าประกวดเป็นครั้งแรก หลังจากที่ทางโรงพยาบาลรามันได้รื้อฟื้นกิจกรรมนี้ขึ้นมาใหม่หลังจากหยุดไปหลายปี เนื่องจากต้องการกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่ทำงานคุณภาพ และได้มีผลงานไปจัดแสดงหรือส่งเข้าประกวดในที่อื่นได้ด้วย

    กิจกรรมนี้ถูกออแกไนซ์โดยกลุ่มช่างภาพสตรีเพื่อสันติภาพ หรือ Bunga Raya Imagine Photographer ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลรามันนั่นเอง

    ถามว่าการเป็นบุคลาการสาธารณสุขกับการเป็นช่างภาพมันจะเข้ากันได้มั้ย หรือภาพถ่ายต่างๆ นั้น มันจะช่วยสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการเยียวยาได้อย่างไร


    (จากซ้ายไปขวา) ไซนี อามาสาเระ เจ้าหน้าที่โสตทัศนศึกษา ประจำโรงพยาบาลรามัน - ฟูรียา เบ็ญฮาวัน พยาบาลวิชาชีพ ประจำโรงพยาบาลรามัน ประธานกลุ่มกลุ่มช่างภาพสตรีเพื่อสันติภาพ - นิซาฟิยะห์ มะมิง เจ้าหน้าที่โสดทัศนศึกษา ประจำโรงพยาบาลรามัน

    นางสาวฟูรียา เบ็ญฮาวัน พยาบาลวิชาชีพ ประจำโรงพยาบาลรามัน จ.ยะลา ในฐานะประธานกลุ่มกลุ่มช่างภาพสตรีเพื่อสันติภาพ บอกว่า การเป็นช่างภาพเป็นงานอดิเรก เป็นความชอบส่วนตัว และภาพถ่ายบางภาพยังช่วยในการเยียวยาจิตใจได้ด้วย เยียวยาทั้งคนไข้ รวมทั้งญาติคนไข้และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลด้วย

    เธอเล่าว่า ที่ผ่านมา ภาพถ่ายหลายชิ้นในกลุ่มของเธอ รวมทั้งภาพที่เข้าประกวดถูกนำไปติดโชว์ที่ห้องทำงานของเจ้าหน้าที่ และจะตั้งแสดงให้ผู้ที่มาโรงพยาบาลได้ชมด้วย นอกจากเพื่อความสวยงามแล้วยังเป็นการผ่อนคลายได้ด้วย เป็นการช่วยเยียวยาคนทำงานไปด้วย เพราะเวลาเครียดๆ ก็หันไปมองดูภาพก็จะรู้สึกสบายขึ้น

    “ที่สำคัญคือ บางภาพก็เป็นการเตือนสติให้เราต้องทำงานคุณภาพมากขึ้นด้วย เพราะสิ่งที่ได้จากการถ่ายภาพหรือคนที่คลุกคลีอยู่กับภาพถ่าย จะเป็นคนอ่อนโยน มีจิตบริการมากขึ้น ลดความใจร้อนได้ ทำให้มีความละเอียดในการทำงาน เพราะดูภาพไปคิดไปด้วย แล้วแต่ว่าภาพแต่ละภาพจะสื่ออะไร”

    ยิ่งถ้าได้ฟังเจ้าของภาพถ่ายที่ส่งเข้าประกวดได้อธิบายว่าต้องการสื่ออะไรด้วยแล้ว ก็จะยิ่งทำให้เห็นคุณค่าของภาพถ่ายนั้นด้วยแทนที่จะดูแค่ผ่านๆ ทั้งที่บางภาพนั้นก็ดูธรรมดาๆ เช่น มีอยู่ภาพหนึ่งที่เห็นขาคนไข้ที่นอนอยู่บนเตียง และเห็นพยาบาล 2 คนทำอะไรสักอย่างอยู่ที่ขาคู่นั้น มันก็เหมือนการทำหน้าที่ปกติของพยาบาล

    แต่เมื่อให้เจ้าของภาพมาอธิบายว่า พยาบาลสองคนนี้ต้องการที่จะดูแลเจ้าของขาคู่นั้นให้ดูดีที่สุดก่อนที่จะส่งตัวเขากลับบ้านไปเป็นครั้งสุดท้าย

    “พยาบาลสองคนนั้นกำลังแต่งศพอยู่ค่ะ เขาโดนระเบิด” เธอให้คำตอบก่อนที่จะย้ำว่า แน่นอนว่าการประกวดภาพถ่ายจะยิ่งทำให้เพิ่มจิตสาธารณะมากขึ้น ทั้งคนถ่ายภาพ คนบรรยายภาพและคนฟัง

    ฟูรียา ยกตัวอย่างอีกภาพหนึ่งซึ่งเป็นภาพที่ชนะเลิศในการประกวดครั้งนี้ คือภาพที่ชื่อ “ความสุขของคนไข้จิตเวช” ที่มีภาพคนไข้จิตเวช หมอ รวมทั้งพยาบาล ทุกคนต่างยิ้มแย้มแจ่มใสมาก ซึ่งทุกคนดูแล้วมีความสุขมาก ซึ่งแน่นอนว่า ถ้านำไปตั้งแสดงแล้ว คนที่มาชมโดยเฉพาะคนไข้จะรู้สึกคลายเครียดไปด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ทางโรงพยาบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก จึงพยายามจัดสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเยียวยานั่นเอง

    ด้านนางสาวนิซาฟิยะห์ มะมิง เจ้าหน้าที่โสตทัศนศึกษา ประจำโรงพยาบาลรามัน ซึ่งเป็นเจ้าของภาพถ่าย “ความสุขของคนไข้จิตเวช” จากจำนวน 57 ภาพ บอกว่า ภาพนี้ได้รางวัลเพราะเป็นภาพที่ทุกคนดูแล้วมีความสุขมาก คนไข้รายนี้เองก็รู้สึกมีความสุขมากที่เขาสามารถเลี้ยงแพะเองจนคลอดลูกออกมาได้ ไม่ตายไปเสียก่อน ทั้งๆ ที่เขาเองก็มีปัญหาทางจิตเวช ถ้าแพะที่เขาเลี้ยงเกิดตายก่อน ความรู้สึกของเขาก็จะเป็นไปอีกแบบหนึ่ง

    แต่ฟูรียาบอกว่า บางภาพอาจจำเป็นต้องเซ็นเซอร์บ้าง โดยเฉพาะภาพที่ปรากฏใบหน้าของคนไข้ชัดเจน ซึ่งตามกฎของโรงพยาบาลคือจะเผยแพร่ต่อสาธารณะไม่ได้ เพราะเป็นการละเมิดสิทธิคนไข้ ยิ่งเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเองเป็นคนเผยแพร่ยิ่งต้องระวัง เพราะไม่รู้ว่าคนดูภาพแล้วจะคิดอย่างไร เป็นต้น

    อย่างไรก็ตาม ฟูรียาบอกว่า ที่แน่ๆ ปีหน้ามีเจ้าหน้าที่อยากส่งภาพถ่ายเข้าประกวดมากขึ้น เพราะหลายคนรู้สึกเสียดาย บางคนอายเพราะมีแต่กล้องโทรศัพท์มือถือ ไม่มีกล้องใหญ่ จึงไม่กล้าส่งเข้าประกวด ทั้งที่ไม่ได้จำกัดว่าต้องถ่ายจากกล้องอะไร แต่หลายคนก็ส่งภาพจากกล้องโทรศัพท์มือถือเข้าประกวด

    จุดเริ่มต้นกลุ่มช่างภาพสตรีเพื่อสันติภาพ
    ฟูรียาเล่าว่า จุดเริ่มต้นมาจากตนเองชอบถ่ายภาพ เวลาเครียดจากงานก็มักจะออกไปถ่ายภาพ และติดตามเฟซบุ๊กช่างภาพในพื้นที่หลายคนในช่วงราวปี 2556 ทำให้ทราบว่าตอนนั้นกลุ่มช่างภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จะตั้งกลุ่ม PPS ขึ้นมา หรือกลุ่มช่างภาพเพื่อสันติชายแดนใต้ (Photo Peace of South : PPS) จึงอยากจะเข้าร่วมด้วย

    “เราทำงานด้านจิตเวชและทำงานเยียวยาไปด้วย จึงคิดว่าภาพถ่ายจะช่วยในการเยียวยาได้ จึงขอเข้าร่วมกลุ่มนี้ด้วย แต่เพราะเราเป็นผู้หญิงคนเดียว จึงชวนเพื่อนผู้หญิงเข้ามาร่วมด้วย จากนั้นได้เข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่ม PPS มาตลอด และได้เจอช่างภาพหญิงอื่นๆ อีกหลายคน”

    เธอเล่าต่อไปว่า มีผู้หญิงหลายคนชอบถ่ายภาพแต่ไม่มีกล้องใหญ่จึงไม่กล้าเข้าร่วม ด้วยความที่เป็นหญิงด้วยกันจึงเข้าใจความต้องการของผู้หญิงกลุ่มนี้ดี จึงคิดที่จะตั้งกลุ่มช่างภาพผู้หญิงต่างหาก เพื่อจะได้ทำกิจกรรมกับผู้หญิงด้วยกันมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องมีกล้องตัวใหญ่ จึงปรึกษาพี่ๆ ในเครือข่ายช่างภาพชายแดนใต้ เช่น แบฟูอัดแตออ หรือบอย ปิยะศักดิ์ อู่ทรัพย์ กระทั่งสามารถตั้งกลุ่มช่างภาพสตรีขึ้นมาได้

    “ตอนนั้น ยังไม่รู้ว่าจะตั้งชื่อกลุ่มอะไรดี แต่พยายามดูว่าช่วงนั้นมีกระแสอะไรบ้าง ก็พบว่ามีเรื่องสันติภาพ จึงตั้งชื่อว่า กลุ่มช่างภาพสตรีเพื่อสันติภาพ และต้องมีสัญลักษณ์ด้วย ตอนนั้นเห็นมีการโพสต์รูปดอกชบาในเฟซบุ๊กบ่อยมาก จึงตั้งชื่อภาษาอังกฤษว่า Bunga Raya Imagine Photographer และใช้ดอกชบามาเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่ม เพราะสื่อถึงสันติภาพได้ดีที่สุด”

    สมาชิกหลักๆ กลุ่มช่างภาพสตรีเพื่อสันติภาพตอนนี้มี 8 คน ส่วนคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลก็สามารถเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มช่างสตรีเพื่อสันติภาพนี้ได้เลยไม่จำกัด

    ส่วนการจัดกิจกรรมส่วนใหญ่จะร่วมกับเครือข่ายช่างภาพชายแดนใต้และกลุ่ม PPS เช่น การจัดบูธในงานวันสื่อทางเลือกชายแดนใต้ หรือการร่วมแสดงภาพวิถีชีวิตรอมฎอนที่มัสยิดกลางปัตตานีเมื่อเดือนรอมฎอนปีที่แล้ว

    กิจกรรมล่าสุดคือการจัดนิทรรศการแสดงภาพในงาน Thank you Patani Yateem ที่หาดตะโละสะมิแล อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้วเช่นกัน

    นอกจากนี้ยังมีการออกทริปถ่ายภาพตามสถานที่ต่างๆ ล่าสุดคือออกทริปถ่ายภาพในงานคืนความสุขที่สายบุรี โดยได้ไปถ่ายภาพโรงพยาบาลคริสเตียนที่ถูกทิ้งร้าง การจัดอบรมถ่ายภาพเบื้องต้นให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลด้วย เป็นต้น

    เธอคือดอกไม้ที่ฉายภาพสันติสู่การเป็นผู้สร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการเยียวยาจริงๆ

    ติดตามผลงานของกลุ่มช่างภาพสตรีเพื่อสันติภาพได้ที่ Bunga Raya Imagine Photographer

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ทนาย 14 ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ เผยทหารบุกถามแม่ลูกเกด ทำไม่ปล่อยลูกต้านรัฐประหาร พร้อมยันเหตุที่ 14 คนไม่ประกันตัว เพราะเด็กๆ บอกว่าพวกเขาไม่ได้ทำผิดกฎหมาย ด้านประวิตร ยันไม่ได้คุกคาม แค่ขอความร่วมมือ

    2 ก.ค. 2558 กฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความของนักศึกษาที่ถูกคุมขังเรือนจำ กล่าวว่า เมื่อวานนี้(1 ก.ค.) เวลาประมาณ 11.00 น. ได้รับแจ้งจาก ลมุน แจ้งเร็ว มารดาของ ชลธิชา แจ้งเร็ว(ลูกเกด) ซึ่งเป็น 1 ใน 14 นักศึกษา ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ที่ถูกควบคุมตัวตามคำสั่งของศาลทหารว่า มีทหารในเครื่องแบบ 3 นายไปพบที่บ้านพักที่ อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี โดยนายทหารที่เป็นหัวหน้าชุดอ้างว่า ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา ให้มาพบเพื่อสอบถามผู้ปกครองของ ชลธิชา ว่า ทำไม ชลธิชา จึงมีพฤติการณ์ต่อต้าน คสช. และสอบถามเกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูว่า เหตุใดจึงไม่ควบคุมดูแลลูกสาวไม่ให้มีพฤติการณ์ต่อต้านรัฐบาล

    ขณะเดียวกันยังมีการสอบสวนด้วยว่า มีผู้ใดอยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวของนักศึกษาซึ่ง ลมุน เล่าให้ฟังด้วยว่า ได้ตอบโต้ไปว่า การเคลื่อนไหวทั้งหมดเป็นความคิดของเด็กเอง พ่อแม่ไม่อาจบังคับได้ และ ลมุน ยืนยันว่า ไม่มีใครอยู่เบื้องหลังเด็กอย่างแน่นอน

    ทั้งนี้มารดาของชลธิชา ใช้เวลาพูดคุยกับทหารเป็นเวลากว่า 1 ชั่วโมง ก่อนที่ทหารจะเดินทางกลับไป อย่างไรก็ตาม ตนยังได้รับแจ้งจากญาติของนายพรชัย ยวนยี 1 ใน 14 นักศึกษาที่ถูกคุมขังในเรือนจำด้วยว่า ที่บ้านก็มีทหารเข้ามาพบในลักษณะดังกล่าวด้วยเช่นเดียวกัน

    ฤษฎางค์ ยังกล่าวถึงกรณีที่ อนุสิษฐ คุณากร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้สัมภาษณ์ว่า อยากถามนักศึกษาที่ถูกจับกุมว่าทำไมถึงไม่ประกันตัว ปกติคนที่ถูกจับกุมตัวต้องขอประกันตัว และตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการปลุกกระแสหรือไม่ด้วยว่า เลขาธิการ สมช. วิตก เรื่องการขอประกันตัวของนักศึกษามากเกินไป เลขาธิการ สมช .ควรทำหน้าที่ให้คำแนะนำแก่รัฐบาลทหารว่า ควรจะปฏิบัติต่อ 14 นักศึกษาอย่างไรมากกว่าที่จะมาสนใจเรื่องการขอประกันตัว เพราะเหตุทั้งหมดเกิดขึ้นจากรัฐบาลจับนักศึกษาที่แสดงความคิดเห็นตามกฎหมาย ดังนั้นการขอประกันตัวน่าจะเป็นเรื่องที่นักศึกษาต้องพิจารณาเอง ไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลทหารจะมาขอให้นักศึกษาขอประกันตัว ทั้งนี้ นักศึกษาได้ยืนยันกับทนายความมาตลอดว่า เขาเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย คนที่จับเขาทำผิดกฎหมายมากกว่า

    ด้านพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงหลายฝ่ายแสดงความกังวลกรณีรัฐบาลควบคุมตัวนักศึกษาว่า เป็นเรื่องกระบวนการกฎหมาย หากมีความผิดจริง ต้องเป็นไปตามกฏหมาย แต่ยังต้องหาช่องทางพูดคุยทำความเข้าใจต่อไป ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศชัดเจนว่า จะเดินหน้าตามโรดแมป และให้รัฐบาลต่อไปเข้ามาดำเนินการต่อ ยืนยันว่ารัฐบาลนี้จะไม่ทำอะไรให้เกิดความเสียหาย ขณะเดียวกัน ขอให้ทุกฝ่ายยุติการออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง ส่วนการที่ทหารไปพูดคุยกับผู้ปกครองนักศึกษาที่บ้าน ไม่ได้เป็นการคุกคาม แต่เป็นการทำความเข้าใจและขอความร่วมมือ ทั้งนี้ ขอให้นักศึกษาทำตามแนวทางของรัฐบาล และต้องไม่สร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้น เพราะรัฐบาลมีความจริงใจและทำงานเต็มที่ ในการรักษาความมั่นคงและเดินหน้าประเทศเพื่อคนไทยทุกคน

    เรียบเรียงจาก : กรุงเทพธุรกิจ, สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    เมื่อวันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา ASTVผู้จัดการออนไลน์รายงานว่า  ที่วัดธารน้ำไหล สวนโมกขพลาราม พระสุเทพ ปภากโร (สุเทพ เทือกสุบรรณ) อดีตแกนนำ กปปส. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าการเคลื่อนไหวของนักศึกษากลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ว่าอาจจะมีผู้ให้การสนับสนุนว่า เราเชื่อว่ามีขบวนการที่ปั่นกระแสสร้างสถานการณ์เพื่อที่จะทำลายความชอบธรรม ความน่าเชื่อถือของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และรัฐบาล เราประกาศเลยว่าพวก กปปส.ที่เงียบอยู่ ถ้าตราบใดที่ พล.อ.ประยุทธ์ยังมุ่งมั่นทำงานเพื่อชาติและประชาชน เราเชียร์และพร้อมสนับสนุน เพราะฉะนั้น ให้ พล.อ.ประยุทธ์เข้าใจว่ายังมีคนอีกหลายล้านคนสนับสนุนต้องการให้ทำงานให้สำเร็จ

    ส่วนที่มีขบวนการต่อต้านการทำงานรัฐบาล พระสุเทพกล่าวว่า หากมองในฐานะพระก็เป็นเรื่องธรรมดา มีคนที่ตั้งใจทำงานให้ชาติบ้านเมือง แก้ปัญหาทั้งหลายของประเทศ และคำนึงถึงและเคารพเจตนารมณ์ของประชาชนซึ่งเรามองเห็นชัดเจน ไม่ว่าจะหัวเราะบ้างดุบ้าง แต่ว่าเนื้อใสใจจริงแสดงให้เห็นเลยว่าแคร์และเคารพเจตนารมณ์ของประชาชน ตั้งใจทำงานดี แต่งานที่ทำไม่ใช่เรื่องง่าย แค่จะเรียงลำดับอะไรก่อนหลัง คนไทย 65 ล้านคน ก็ 65 ล้านความคิด และความคิดที่กว่าจะตกผลึกได้เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา

    ‘ชูวิทย์’ สวน ‘พระสุเทพ’ แทนที่จะขอบิณฑบาตร ดันไปกระทืบเด็กซ้ำ

    วันนี้(2 ก.ค.58) ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์เฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘ชูวิทย์ I'm No.5’ กล่าวถึงกรณีที่พระสุทเพออกมาพูดดังกล่าวว่า อยากเอาอกเอาใจทหารยังพอเข้าใจ แต่นี่ถึงขนาดบวชเป็นพระ แล้วยังไปเหยียบย่ำซ้ำเติมเด็ก เบื้องหน้าเบื้องหลังยังไม่รู้ แต่ตอนนี้อยู่ในคุกอยู่ในตะรางกันหมด 

    เป็นถึงผู้ใหญ่ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี ไม่น่าเชื่อว่าเดี๋ยวนี้ตกต่ำถึงขนาดหาเรื่องเด็ก อุตส่าห์โกนหัว บวชพระ เข้าโบสถ์ทุกเช้า แทนที่จะขอบิณฑบาตร ดันไปกระทืบเด็กซ้ำ นี่ถ้าไม่ห่มผ้าเหลือง ป่านนี้มิชวนกันก่อม็อบ ปิดถนน ประท้วงนักศึกษาไปเสียแล้วหรือ?

    ช่างน่าซาบซึ้งในรสพระธรรมคำสอน ที่พระสุเทพอุตส่าห์ดื่มด่ำบวชเรียน แล้วยังสัญญิงสัญญาต่อหน้ามวลมหาประชาชน ว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอีกต่อไป ผมสงสัยจริงๆว่า บัดนี้ พระสุเทพรู้จักบทสวดแผ่เมตตาแล้วหรือยัง

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

     

    จำได้ว่าวันที่ 29 มิถุนา เป็นวันแรกที่สามารถเข้าเยี่ยม 14 สมาชิกกลุ่ม “ประชาธิปไตยใหม่” หลังจากถูกจับกุมตั้งแต่เย็นวันศุกร์ที่ 26 มิถุนาและถูกศาลทหารฝากขังกลางดึกยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ สำหรับผู้ชาย และทัณฑสถานหญิงกลางสำหรับผู้หญิง

    เช้าวันนั้นฉันตั้งใจไปเยี่ยม “ลูกเกด” หญิงสาวร่างเล็กผอมแกร็น วงหน้าแป้นแล้นรับกับน้ำเสียงแหลมสดใสของเธอ  ทว่าด้วยกฎเกณฑ์กระบวนการต่างๆอันเข้มงวดซับซ้อน จึงไม่ได้พบลูกเกด แต่นั่นก็เป็นครั้งแรกที่ได้เจอแม่ของเธอ ระหว่างฆ่าเวลาอันยาวนานตั้งแต่เช้ายันบ่ายแก่ เฝ้ารอโอกาสเพียง 20 นาที ที่แม่จะได้พบลูกสาวผ่านกรงขังและเสียงโทรศัพท์ คุณแม่ลูกเกดชวนฉันคุยเรื่องราวต่างๆนานา ตั้งแต่เมื่อแรกรู้ว่าลูกสาวของเธอถูกจับกุมด้วยความรุนแรงหน้าหอศิลป์กรุงเทพ, การปรับตัวเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง, ไปจนถึงแรงกดดันและกำลังใจที่แวดล้อมตัวเธอ ถ้าอยู่ในสภาวะปรกติคุณแม่ต้องเป็นคนคุยสนุกแน่ๆ

    ขณะที่ฟังคุณแม่เล่าด้วยน้ำเสียงกังวลใจระคนเจ็บปวดแต่แววตาโชนด้วยความหวัง ฉันประหวัดคิดถึงแม่ตัวเองว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์เช่นนี้บ้าง แม่ฉันจะรับมือได้อย่างกล้าหาญ จะมีสติอดทนอดกลั้นเช่นแม่ผู้ที่อยู่เบื้องหน้าไหม ? แม่กับพ่อฉันจะเข้าใจไหมว่าลูกกำลังทำอะไรอยู่ ? แล้วสถานการณ์อันเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับครอบครัว หาใช่เกิดจากฉันก้าวออกมาเรียกหาเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย แต่เกิดจากการใช้อำนาจอันป่าเถื่อนของเผด็จการต่างหาก

    เพราะ “ความเป็นแม่” เป็นทั้งมายาคติและสายสัมพันธ์ที่กล่อมเกลาผูกพันชีวิตเรามายาวนาน ทั้งคนที่มีประสบการณ์เป็นแม่คนและไม่เคยมี ผูกโยงไปกับการอุทิศตนเพื่อครอบครัว ความรักความห่วงหาที่ตัดไม่ขาด  การอบรมเลี้ยงดูและการเชื่อฟัง ด้วยเหตุนี้ในสายตาพ่อแม่มักมองลูกเป็นเด็กเสมอ แม้จะถึงวัยใช้สิทธิเลือกตั้งในฐานะพลเมืองได้แล้ว หรือจนอายุเท่าตนเองเมื่อครั้งแต่งงานมีลูกมีเต้า ลูกในสายตาแม่ก็ยังเสมือนเมื่อแรกที่เกิดมา

    “นี่เป็นมื้อแรกในสี่วันที่แม่กินอิ่ม” คุณแม่ของ “บาส” รำพึงหลังรวบช้อน ของมื้อเที่ยงวันอังคารที่ 30 มิถุนา คำพูดนี้เตือนใจให้ตระหนักว่า ฉันยังห่างไกลจากความรู้สึกหัวอกคนเป็นแม่มากนัก ต่อให้มีโอกาสพูดคุยพบเจอมากแค่ไหนก็ตาม ยิ่งเมื่อรู้ว่าลูกตัวเองถูกคุมขังในที่ๆ ไม่มีทางรู้เลยว่าชีวิตลูกของตนอีกฟากหนึ่งของลูกกรงจะต้องเผชิญกับอะไรบ้าง ต่อให้ได้เยี่ยมลูกทุกวันมันก็ไม่ชิน

    ด้วยเหตุนี้พ่อแม่หลายคนถึงทั้งหวงทั้งห่วงไม่ให้ลูกที่ตนเองเฝ้าฟูมฟักหลายขวบปี ต้องโดนคุกคามถูกใส่ร้ายด่าทอ ฉุดกระชากจับเข้าคุกตาราง ห้ามปรามไม่ให้ลูกออกไปร่วมชุมนุม ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านอำนาจเผด็จการ ออกไปเสี่ยงอันตรายที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ว่าวันร้ายคืนร้าย เบื้องบนจะลงมาเล่นงานตามอำเภอใจเมื่อไร จนเคยเผลอคิดว่าทำไมไม่เป็นหน้าที่ของลูกคนอื่น ?

    และด้วยความรักความห่วงใยนี่เอง กลุ่มเผด็จการและผู้ที่ฝักใฝ่ระบอบนี้ จึงคว้ามาเล่นกับความรู้สึก “หัวอกคนเป็นพ่อแม่” ในฐานะยุทธศาสตร์หนึ่งที่จะบ่อนเซาะขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในระดับปัจเจก  สำหรับระบอบเผด็จการ ความรักความห่วงหาอาทรจึงไม่ใช่ส่วนหนึ่งของมนุษย์ หากแต่เป็นจุดอ่อนและช่องทางจะใช้ลอบทำลายมนุษย์ด้วยกันเมื่อสบโอกาส ไม่เพียงคุกคามให้สมาชิกในครอบครัวตกอยู่ในสภาวะหวาดกลัว จับความรัก ความรู้สึก ความปลอดภัยของพ่อแม่ หรืออนาคตของลูกหลานของพวกเขาและเธอเป็นตัวประกัน ให้ยอมจำนนอยู่ใต้อุ้งระบอบเผด็จการต่อไป

    นอกเหนือจากมองว่าประชาชนพลเมืองที่ยังเรียนหนังสืออยู่เป็นเพียงเด็กเชื่องๆที่ยังไม่โต เป็นบุคคลต้องมีผู้อนุบาล เป็นสิ่งมีชีวิตที่คิดเองไม่เป็น ต้องรอคำป้อนจากผู้มีอำนาจอิทธิพล

    แม้เป็นที่เข้าใจกันแล้วว่า “ความเป็นแม่” ไม่ใช่สิ่ง “สากล”, “ธรรมชาติ” หรือติดตัวผู้หญิงมาแต่กำเนิด เพราะแม้เพศหญิงจะสามารถให้กำเนิดได้ แต่ไม่ใช่ “เพศแม่” มิเช่นนั้นจะเท่ากับว่าเพศหญิงจะไร้ความหมายใดๆทั้งสิ้นถ้าไม่คลอดลูก เหมือนครั้งหนึ่งที่เคยมัด “ความเป็นหญิง” ไว้กับ “ความเป็นแม่” จนนำไปสู่ทั้งข้อจำกัดในการแบ่งงานกันทำ และข้ออ้างให้ผู้หญิงถูกผูกติดอยู่กับบ้าน พวกเธอจึงต้องพึ่งพารายได้จากสามี ซึ่งเป็นค่าจ้างที่ไม่แน่นอนของการทำหน้าที่ผลิตรับเลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัวและกิจวัตรภายในบ้าน อนาคตและความก้าวหน้าของพวกเธอไม่ได้มีเป็นของตัวเอง แต่ต้องอ้างอิงกับตำแหน่งแห่งที่ของสามีและอนาคตของลูก จนเป็นที่เข้าใจกันว่าการที่ผู้หญิงตกอยู่ในสถานะด้อยกว่าผู้ชาย ก็เพราะ “ความเป็นแม่” เป็นปัจจัยหนึ่ง แต่แม่หลายยคนก็พร้อมจะทุ่มเทให้กับหน้าที่นั้นเพื่อลูก

    และแม้จะเลี้ยงลูกได้แต่ตัว มองโลกต่างมุมหรือเชื่อต่างกัน แต่แม่หลายคนก็พร้อมสละตนเองเพื่อลูกได้เช่นเดียวกับที่ลูกสละอิสรภาพ สุ่มเสี่ยงชีวิตตนเองเพื่อความเสมอภาพและศักดิ์ศรีความเป็นคน เหมือนความรักความเป็นห่วงของแม่ใน “Mother” ของ Maxim Gorky (ประพันธ์ในครึ่งหลัง ค.ศ. 1906 - ต้น ค.ศ.1907  ที่ต่อมาแปลเป็นภาษาไทย ชื่อว่า “แม่” โดยนามปากกา “ศรีบูรพา” ในภาคแรก พ.ศ. 2501 และภาคสุดท้าย พ.ศ. 2518 โดยนามปากกา “วิริยาภา” ก่อนที่จะถูกแปลจบสมบูรณ์ทั้ง 2 ภาคโดย จิตร ภูมิศักดิ์ ในพ.ศ. 2521) ที่ปลดแอกจากการกดขี่ทางเพศ ความรุนแรงในครอบครัว และเดินเคียงข้างลูกของเธอ ต่อสู้ต่ออำนาจปกครองอัตตาธิปไตยอันไร้ทั้งความชอบธรรมและยุติธรรม

    เพราะความรักและสายใยของ “ความเป็นแม่” ยิ่งใหญ่และมีค่ามาก มากเกินจะปล่อยให้ใครที่ไหนที่กำลังขโมยสิทธิความเป็นคนอยู่ จะฉวยเอามาเป็นเครื่องมือหลอกให้เราหลงขายเสรีภาพ เพื่อแลกกับความปลอดภัยของลูก

    ไม่ว่าคนเป็นพ่อเเม่จะยังมองลูกตัวเองเป็นเด็กน้อยเหมือนเมื่อเเรกเกิด แต่ในอีกโลกนึงเขาและเธอคือวีรชน ผู้เสียสละ ผู้กล้า ผู้ไม่ปล่อยให้ความอยุติธรรมผ่านเลยไป แม้ต้องแลกกับเสรีภาพบางประการก็สละได้ แม่อาจจะเจ็บปวด โศกเศร้า ตัดพ้อโลกว่าทำไมต้องเกิดกับลูกตนเอง แต่เชื่อเถอะสักว่าแม่จะภูมิใจ

    เดี๋ยวเราก็ชนะแล้ว อดทนหน่อยนะ... แม่จ๋า

     




    [1]นักศึกษาปริญญาเอก สาขาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    เปิดผลวิจัยสุขภาพจิตของพนักงานขับรถพยาบาลฉุกเฉิน พบหากสุขภาพจิตดีจะลดปัจจัยเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุได้ ขณะที่เลขาธิการ สพฉ. ย้ำให้ความสำคัญกับพนักงานขับรถพยาบาล เตรียมจัดอบรมอย่างต่อเนื่อง

    นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวว่า การปฏิบัติการทางการแพทย์ฉุกเฉินเพื่อนำส่งผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลได้อย่างรวดเร็ว เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติไม่ให้เสียชีวิต ซึ่งการตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่รวดเร็ว และการทำงานที่บางครั้งต้องแข่งกับเวลาในการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุกับรถพยาบาลและรถฉุกเฉินหลายครั้ง โดยในปี 2557 จากการเฝ้าระวังการเกิดอุบัติเหตุรถพยาบาล พบว่าเกิดอุบัติเหตุมากถึง 61 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 130 คน ผู้เสียชีวิต 19 คน และในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2558 เกิดอุบัติเหตุกับรถพยาบาลฉุกเฉินถึง 28 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 5 คน และบาดเจ็บ 54 คน

    อย่างไรก็ตามสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุกับรถพยาบาลหรือรถฉุกเฉิน อาจเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งความพร้อมของยานพาหนะ สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ สภาพแวดล้อม อาทิ สภาพถนน ทางโค้ง หรือสภาพอากาศ ฝนตกถนนลื่น แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือพนักงานขับรถพยาบาลที่เป็นบุคคลสำคัญในการควบคุมการขับเคลื่อนให้ถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างปลอดภัย ซึ่งที่ผ่านมา สพฉ. ได้ให้ความสำคัญกับพนักงานขับรถพยาบาลอย่างมาก โดยมีการจัดอบรมการขับรถพยาบาลปลอดภัยมาอย่างต่อเนื่อง

    ด้านนางพรทิพย์ วชิรดิลก และนายธีระ ศิริสมุด นักวิจัยจากสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ กล่าวว่า ได้สำรวจประเมินสุขภาพจิตของพนักงานขับรถพยาบาลในระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน ด้วยแบบคัดกรองปัญหาสุขภาพจิต 12 ข้อ จำนวน 67 คน อายุระหว่าง 21-58 ปี ที่มีอายุงานระหว่าง 1-33 ปี เนื่องจากเห็นว่าพนักงานขับรถพยาบาลเป็นงานที่ต้องใช้สมาธิสูง อยู่ภายใต้ความกดดันทั้งจากเสียงเรียกร้องจากญาติผู้ป่วยให้เร่งความเร็วเพื่อให้ถึงโรงพยาบาลปลายทาง ความเครียดจากสภาพแวดล้อมบนถนน ตลอดจนความพร้อมด้านร่างกายของพนักงานขับรถ

    โดยผลวิจัยพบว่า พนักงานขับรถพยาบาลเกือบ 2 ใน 10 คน มีโอกาสเสี่ยงที่จะมีปัญหาสุขภาพจิต ร้อยละ 16.2 และเมื่อพิจารณาเฉพาะกลุ่มที่มีปัญหาสุขภาพจิตพบว่ามีประวัติเคยประสบอุบัติเหตุรถพยาบาล 3 คน โดยปัญหาของสุขภาพจิตส่วนใหญ่ เกิดจาก 1. นอนไม่หลับเพราะกังวลใจ 2.รู้สึกไม่มีความสุขและเศร้าหมอง 3. รู้สึกไม่สามารถที่จะเอาชนะความยากลำบากต่างๆ ได้ 4. รู้สึกตึงเครียดอยู่ตลอดเวลา คิดว่าเป็นคนไร้ค่า และ 5.ไม่มีสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่กำลังทำอยู่

    นอกจากนี้ยังพบว่าหากพนักงานขับรถพยาบาลมีสุขภาพกายที่แข็งแรงและสุขภาพจิตดี ย่อมลดปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุรถพยาบาลได้ด้วย แต่จากการสำรวจดังกล่าวยังพบว่ามีผู้มีแนวโน้มเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิตอยู่ ดังนั้นนอกจากการส่งเสริมสรรถนะทางกาย เพิ่มทักษะการขับรถพยาบาลปลอดภัยแล้ว ยังจำเป็นต้องเสริมสร้างสรรถนะหรือความพร้อมทางจิตด้วย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ซึ่งต่อจากนี้จะมีการทำวิจัยเพิ่มเติมโดยเพิ่มกลุ่มตัวอย่าง เพื่อให้เป็นตัวแทนของพนักงานขับรถพยาบาลในภาพรวมได้ทั้งประเทศ เพื่อสนับสนุนข้อมูลในการพัฒนาแนวทางลดอุบัติเหตุรถพยาบาล และเพิ่มความปลอดภัยสำหรับผู้ปฏิบัติการฉุกเฉิน

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ในวันครบรอบ 18 ปีที่อังกฤษคืนเกาะฮ่องกงให้เป็นส่วนหนึ่งของจีน ประชาชนหลายหมื่นคนเดินขบวนแสดงออกในเชิงเรียกร้องให้จีนยอมรับการเลือกตั้งอย่างเสรี ขณะที่บางส่วนมีการถือร่มสีเหลืองอันเป็นสัญลักษณ์สำคัญจากการประท้วงใหญ่เมื่อปีที่แล้ว

    2 ก.ค. 2558 ประชาชนชาวฮ่องกงหลายหมื่นคนเข้าร่วมการเดินขบวนเรียกร้องประชาธิปไตยเนื่องในวันครบรอบ 18 ปี อังกฤษมอบพื้นที่ของฮ่องกงคืนแก่สาธารณรัฐประชาชนจีน

    ผู้จัดการชุมนุมกล่าวว่ามีผู้ร่วมชุมนุมในครั้งนี้ราว 48,000 คน ในขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจประเมินว่ามีผู้ชุมนุมอยู่เพียงราว 20,000 คน ซึ่งจูเลียนนา หลิว ผู้สื่อข่าวบีบีซีในฮ่องกงระบุว่ามีผู้เข้าร่วมการรำลึกครบรอบในปีนี้น้อยกว่าปีที่แล้ว

    จีนมีแผนการปฏิรูปให้ฮ่องกงมีการเลือกตั้งผู้ว่าการเขตปกครองพิเศษแต่จะมีการคัดเลือกผู้ลงสมัครโดยคณะกรรมการจากจีนแทนการให้ลงสมัครอย่างอิสระ ซึ่งทำให้ชาวฮ่องกงจำนวนหนึ่งไม่พอใจจนออกมาประท้วงในช่วงปี 2557 ที่มีการใช้ร่มเป็นสัญลักษณ์ โดยในเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ส.ส. ฮ่องกงก็มีการลงมติไม่ยอมรับแผนการปฏิรูปจากจีน ซึ่งนักกิจกรรมมองว่าข้อเสนอจากจีนเป็น "ประชาธิปไตยเทียม"

    ภาพข่าวของบีบีซีเผยให้เห็นผู้ชุมนุมเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (1 ก.ค.) พากันผูกผ้าปิดปากเพื่อเรียกร้องเสรีภาพสื่อมากขึ้น มีบางส่วนชูเสื้อเพื่อเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งเสรีที่เป็นไปตามหลักสากล ผู้ชุมนุมบางคนยังแสดงออกด้วยการโบกธงอาณานิคมบริติชฮ่องกงซึ่งเป็นเสมือนสัญลักษณ์ต่อต้านทางการจีน และมีผู้ชุมนุมบางคนที่ถือร่มสีเหลืองซึ่งเป็นสัญลักษณ์จากการประท้วงปีที่แล้วด้วย

    บีบีซีระบุอีกว่าผู้ชุมนุมบางคนแสดงความไม่พอใจที่การประท้วงยาวนานเกือบ 3 เดือนเมื่อปีที่แล้วไม่ได้ทำให้จีนเสนอการเลือกตั้งที่เป็นเสรีมากขึ้นให้แก่พวกเขา อีกทั้งในการชุมนุมเมื่อวันพุธยังมีการก่อกวนจากฝ่ายผู้สนับสนุนทางการจีนที่พากันพูดจาเหยียดหยามใส่ขบวนของผู้ชุมนุมที่เดินไปบนท้องถนน

    ก่อนหน้าที่จะมีการชุมนุม เหลียงชุนอิง ผู้ว่าการฮ่องกงกล่าวในพิธีเปิดงานรำลึกครบรอบการส่งมอบเกาะฮ่องกงคืนสู่จีนโดยเรียกร้องให้ประชาชนมองดูอนาคตและบอกว่าการปฏิรูปการเมืองจะทำให้มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจและทำให้ความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น

     

    เรียบเรียงจาก

    Hong Kong: Thousands attend anniversary democracy rally, BBC, 02-07-2015
    http://www.bbc.com/news/world-asia-china-33342318

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai


    2 มิ.ย. 2558 ประชาชนและอาจารย์จากเครือข่ายคณาจารย์ผู้ห่วงใยศิษย์ที่ถูกคุมขัง ทั้งจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาทิ สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ปิยบุตร แสงกนกกุล เดินทางเข้าเยี่ยม 13 นักศึกษานักกิจกรรม ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ แต่วิธีการเข้าเยี่ยมในวันนี้แตกต่างจากทุกวันเนื่องจากนักศึกษาชายทั้ง 13 คน ถูกจับแยกแดนตั้งแต่ช่วงบ่ายของวานนี้ โดยคนที่มีรายชื่อในบัญชี 10 คนที่ผู้ต้องหาให้ไว้เท่านั้น จึงจะสามารถเข้าเยี่ยมได้ตามปกติ แต่คนที่อยากเข้าเยี่ยมนอกเหนือจากรายชื่อ 10 คนต้องยื่นเอกสารสำเนาบัตรประชาชนให้กับ กลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (NDM) ก่อนเวลา 10:30 เพื่อใช้ในการต่อรองเข้าเยี่ยม

    โดยวันนี้เวลา 11:00 น. โดยประมาณ ประชาชน อาจารย์ และกลุ่มเพื่อน ได้เข้าเยี่ยมพร้อมกันจำนวนหลายสิบคน

    ทั้งนี้ในรอบแรกสามารถเยี่ยมได้แค่ รังสิมันต์ โรม และ ทรงธรรม แก้วพันพฤกษ์ หรือ เดฟ และในเวลาประมาณ 12:30 น. เป็นรอบเยี่ยมของ อภิสิทธิ์ ทรัพย์นภาพันธ์ หรือ หนุ่ย โดยในรอบของหนุ่ย มีคนเข้าเยี่ยมได้แค่คนที่มีรายชื่อ 10 คนเท่านั้น ทั้งนี้ในเวลา 13:40 น. ผู้ที่มารอเยี่ยมสามารถเยี่ยมนักศึกษาทั้ง 13 คนได้พร้อมกัน โดยผู้มารอเยี่ยมและนักศึกษาต่างแสดงความดีใจ

    ด้านแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งเข้าเยี่ยมนักศึกษาด้วย ให้สัมภาษณ์ประชาไทว่า 14 นักศึกษาว่าเป็นนักโทษทางความคิด เนื่องจากการกระทำของทั้งหมดเป็นสันติวิธี และตอนนี้แอมเนสตี้ได้ออกปฏิบัติการด่วนให้รัฐบาลทั่วโลกกดดันให้ปล่อยนักศึกษาทันทีและสรุปว่า ปฏิบัติการด่วนได้ออกเป็นภาษาอังกฤษแล้ว แต่ภาษาไทยจะออกตอนบ่าย



    ภายหลังการเข้าเยี่ยม วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า เขามองกลุ่มนักศึกษาที่ถูกจับว่า นักศึกษาใช้สันติวิธี ไม่ว่าพวกเขาจะตัดสินใจอย่างไร ก็คงไม่มีใครก้าวล่วงได้ และคงไม่มีใครไปบอกเขาได้ว่าต้องทำอย่างไร แม้แต่คุณพ่อคุณแม่ของบางคนก็เป็นห่วง แต่ก็ไม่ได้ก้าวล้ำการตัดสินใจของลูก ในเรื่องที่คนออกมาเห็นต่าง วรเจตน์มองว่าทุกคนผ่านประวัติศาสตร์อันเจ็บปวดมาแล้ว เคยเห็นปรากฏการณ์แบบนี้มาแล้วในปี 2519 และก็หวังว่าจะไม่มีเหตุการณ์แบบนเกิดขึ้นอีก

    สำหรับความเป็นไปในอนาคตของกลุ่มนี้ วรเจตน์ ชี้ว่าเรื่องนี้สื่อน่าจะช่วยได้ ในการทำให้เข้าใจว่าปรากฏการณ์นี้มันเกิดขึ้นอย่างไร แล้วจะให้มันจบอย่างสันติ ซึ่งนี่ก็เป็นสิ่งที่โดยส่วนตัวก็ปรารถนาด้วย ส่วนตัว ตอนนี้ก็มีคดีอยู่ในศาลทหาร แต่ลูกศิษย์เป็นอย่างนี้ก็คงจะเลี่ยงไม่ได้

    เมื่อถูกถามว่าได้พูดคุยเรื่องหลักกฎหมายกับนักศึกษาหรือไม่ วรเจตกล่าวว่า แค่มาเยี่ยมลูกศิษย์ ไม่ได้พูดคุยเรื่องหลักกฎหมายแต่อย่างใด เพราะมาในฐานะอาจารย์ และลูกศิษย์ที่อยู่ในเรือนจำมีบางคนที่จะจบปีการศึกษานี้

    ในเรื่องการแยกแดนของนักศึกษา วรเจตน์กล่าวว่าจากการที่ตนเข้าเยี่ยมพูดคุยกับนักศึกษา เข้าใจว่านักศึกษาอยากอยู่ร่วมกันเพื่อจะได้ปรึกษาหารือกัน

    ด้านนิติรัฐ ทรัพย์สมบูรณ์ คณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ว่าที่ตนมาตอนนี้ มาด้วยตัวเอง แต่จะเข้าเยี่ยมพร้อม นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในช่วงบ่ายอีกทีหนึ่ง แต่ตอนนี้ตนมาในฐานะที่ตัวเองเคยเป็นนักกิจกรรม เหมือนกัน และเข้าใจในเรื่องการเรียกร้องหาสิทธิเสรีภาพ ทั้งนี้นิติรัฐเผยว่า ตนรู้จักกันปกรณ์อารีกุล หรือ แมน พรชัย ยวนหยี หรือ แซม และ ทรงธรรม แก้วพันพฤกษ์ หรือ หนุ่ย อยู่แล้วด้วย

    ทั้งนี้ป้า (ขอสงวนชื่อ)ที่มาเยี่ยมลูกชายที่ถูกขุมขังอยู่แดน 1 เผยว่า ตนมาเยี่ยมลูกชาย และก็ได้ตตามข่าวของนักศึกษากลุ่มนี้ และมองว่าการกระทำของนักศึกษา ไม่ผิด และขอส่งกำลังใจให้

    จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ หนึ่งในสมาชิก ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ เปิดเผยว่า ตอนนี้คนที่อยู่ข้างนอก เหมือนได้กำลังใจจากคนที่อยู่ข้างในมากกว่า เพราะคนที่อยู่ข้างในเข้มแข็งมาก และพวกตนก็พร้อมที่จะเคลื่อนต่อไป

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รังสิมันต์ โรม เผยว่ารับรู้สถานการณ์จากข้างนอกก็ไม่มากนัก เพราะเรามีเวลาเยี่ยมเพียงแค่ 20 นาทีต่อวัน อีกทั้ง ภายในเรือนจำ เหมือนไร้กาลเวลา ไม่มีทีวี ไม่มีหนังสือพิมพ์ เราไม่สามารถรับรู้ข่าวสารจากด้านนอกได้มาก รวมถึงหนังสือที่ฝากให้คนข้างนอกเอามาให้ก็ยังไม่ได้รับสักเล่ม เข้าใจว่าอาจจะมีการการเซ็นเซอร์หนังสือ คือดูว่าเป็นหนังสือประเภทอะไร ทั้งนี้ เขาเล่าว่า เมื่อคืนฝันว่าตัวเองและเพื่อนๆ ไม่ได้อยู่ในเรือนจำแล้ว แต่ออกมาอยู่ข้างนอก และกำลังมุ่งหน้าสู้ถนน ราชดำเนิน อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

    ด้านปกรณ์ อารีกุล หรือ แมน เปิดเผยผ่านผู้เข้าเยี่ยมว่าจากการที่ได้รับรู้สถานการณ์จากข้างนอกว่ามีกลุ่มคนออกมาเคลื่อนไหวมากขึ้น ตนค่อนข้างพอใจ เพราะทุกรัฐบาลที่จับกุมประชาชนโดยไม่เป็นไปตามหลักประชาธิปไตย การเข้าจับกุมประชาชนโดยศาลทหารเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้

    ส่วนด้านความเป็นอยู่หลังจากแยกแดน แมนเผยว่า ก็ยังสุขสบายดี เพราะได้รับความเมตตาจากเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ที่ช่วยดูแล แต่จะบอกว่าสุขสบายร้อยเปอร์เซ็นก็ไม่ได้ เพราะตนยังรู้สึก เหงา คิดถึงเพื่อน คิดถึง คนข้างนอก แต่ยังไงก็ยืนยันที่จะสู้ต่อไป

    จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ดาวดิน กล่าวว่า จากการรับรู้สถานการณ์จากข้างนอก ยังอยากเห็นการลุกฮือของประชาชนมากกว่านี้ อยากให้ประชาชนข้างนอกได้ตื่นตัว มากกว่านี้ พร้อมเผยว่าคนที่อยู่ข้างใน หลังจากจับแยกแดนก็เป็นข้อเสียเปรียบที่ไม่ได้ปรึกษากันเท่าที่ควร พร้อมส่งสารถึงคนที่กำลังเลใจว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ ขอให้กล้าออกมา กล้าตัดสินใจ “ถ้าไม่สู้ตอนนี้ จะสู้ตอนไหน” ไผ่กล่าว

    ด้านทรงธรรม แก้วพันพฤกษ์ อยากฝากถึงคนข้างนอกว่าอยากให้คนข้างนอกทำอย่างไรก็ได้ จะมากจะน้อย เพื่อความยุติธรรม ส่วนคนข้างในที่เราทำแบบนี้ เพราะเรายืนยันว่าเราไม่ผิด ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร เราก็จะสู้ ห่วงแค่ว่านานๆไปคนข้างนอกอาจจะลืม

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    2 ก.ค.2558 นักวิชาการ นักศึกษา ภาคประชาชน จำนวน 87 รายชื่อ ร่วมออกแถลงการณ์ การละเมิดสิทธิเสรีภาพและสิทธิพลเมืองการจับกุม คุมขัง ปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น ไม่สามารถนำพาประเทศไปสู่ความปรองดอง เรียกร้องให้ปล่อยนักศึกษาและนักกิจกรรมขบวนการประชาธิปไตยใหม่ 14 คน ในทันที โดยไม่มีเงื่อนไข และพลเรือนต้องไม่ขึ้นศาลทหาร  

    โดยมีรายละเอียดดังนี้

    กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารนอกเครื่องแบบ เข้าจับกุมนักศึกษา นักกิจกรรมทางสังคม ในนามกลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ในข้อหากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 มีโทษจำคุกสูงสุด 7 ปี และข้อหาฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. 3/2558 มีโทษจำคุก 6 เดือน มีการส่งดำเนินคดีโดยศาลทหาร และส่งเข้าเรือนจำราวกับเป็นอาชญากรนั้น

    พวกเราในฐานะนักกิจกรรมทางสังคมมีความเห็นว่า การเรียกร้องของกลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ เป็นการแสดงออกตามสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน อันพึงได้รับความคุ้มครองตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง การจับกุมและดำเนินคดีกลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ได้ตอกย้ำถึงสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชน การละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก การชุมนุมโดยสงบ จนน่ากังวลว่าการแสวงหาหนทางไปสู่ความปรองดองและวางรากฐานประชาธิปไตยในประเทศไทย จะไม่อาจเป็นไปได้

    พวกเราในฐานะอดีตนักกิจกรรมนักศีกษา ต่างมีพื้นที่และบทบาททางสังคมที่หลากหลาย เคารพในความเห็นทางการเมืองที่เป็นอิสระ ทว่า พวกเรามีความเห็นพ้องร่วมกันดังต่อไปนี้

    1) เราสนับสนุนเจตจำนงเสรีของกลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ อันพึงเกิดขึ้นในสังคมไทย ได้แก่ 1) ประชาธิปไตยสิทธิเสรีภาพเสมอภาค 2) ความยุติธรรมทางสังคม 3) การมีส่วนร่วมของประชาชน 4) สิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชน 5) หลักสันติวิธี การแก้ไขปัญหาทางการเมืองต้องปราศจากการใช้ความรุนแรง  

    2) พวกเราขอชื่นชมการแสดงออกของนักศึกษาและนักกิจกรรมทั้ง 14 คน ที่มีความรู้สึกทุกข์ร้อนต่อปัญหาทางสังคม หวงแหนในสิทธิเสรีภาพ ถือเป็นแบบอย่างของนักศึกษาและเยาวชน ที่ตระหนักถึงภาษีอากรของประชาชน และได้กระตุ้นเตือนให้เห็นว่า โอกาสการแสดงออกของประชาชนภายใต้ระบอบเผด็จการต่างจากระบอบประชาธิปไตยอย่างไร

    3) พวกเรามีความกังวลในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ด้วยนับตั้งแต่การรัฐประหารในเดือนพฤษภาคม 2557 และการปฏิรูปประเทศที่ดำเนินไปภายใต้คำสั่งห้ามชุมนุมทางการเมือง การใช้อำนาจโดยปราศจากความรับผิดในมาตรา 44 การอนุมัติโครงการเมกะโปรเจคท์ คำสั่ง คสช. 64/2557 ที่ทำให้เกิดการอพยพและจับกุมประชาชนในที่ดินทำกิน การอนุมัติเหมืองแร่ทองคำ การไม่ปรับค่าแรงขั้นต่ำให้เหมาะสมกับค่าครองชีพ ฯลฯ ทั้งหมดนี้เป็นการใช้อำนาจที่ปราศจากการตรวจสอบ และเกิดขึ้นภายใต้บรรยากาศที่มีการจับกุม คุกคามผู้ที่มีความเห็นแตกต่างจาก คสช. การใช้อำนาจดังกล่าวจะส่งผลให้ไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมในที่สุด

    4) พวกเราต้องการประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนที่มีความคิดเห็นแตกต่าง ได้แสดงออกอย่างสันติ ได้ปกป้องสิทธิของตนเองและเคารพสิทธิของผู้อื่น  เรายอมรับว่าเราต่างอยู่ในขั้วความขัดแย้งทางการเมืองตลอดทศวรรษที่ผ่านมา แต่การเคลื่อนไหวของขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ได้กระตุ้นความทรงจำและเจตจำนงค์ให้พวกเราก้าวข้ามความขัดแย้งและหันมาสนับสนุนภารกิจทางประวัติศาสตร์ที่พวกเขาน้อมแบกรับ แน่นอนว่า เรายังอาจมีความเชื่อที่ไม่ตรงกันทั้งหมด แต่ภายใต้การปิดกั้นการแสดงออกเช่นนี้ ย่อมไม่สามารถแสวงหาการปฏิรูปเพื่อประชาชนใดๆ ได้

    พวกเราดังมีชื่อท้ายนี้ ยืนยันเจตจำนงค์ร่วมกันว่า ต้องปล่อยตัวกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ โดยไม่มีเงื่อนไข !!! พลเรือนต้องไม่ขึ้นศาลทหาร !!! ต้องคืนพื้นที่เสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนโดยทันที และพวกเราจะร่วมกันติดตามอย่างถึงที่สุด

    รายชื่อผู้ร่วมลงรายชื่อเบื้องต้น

    1.     นายจรูญ หยูทอง นักวิจัย นักวิชาการ สถาบันทักษิณคดีศึกษา มหาวิทยาลัยทักษิณ นายกองค์กรนิสิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พ.ศ. 2525

    2.     นางสาวนพพรรณ พรหมศรี องค์กรพัฒนาเอกชนด้านชุมชนแออัด ชมรมชาวเขา มหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. 2528

    3.     นายประสิทธิพร กาญอ่อนศรี องค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม ชมรมมหาวิทยาลัยชาวบ้าน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2527

    4.     นายชัยพร นามประทีป ศิลปิน กลุ่มอิสระ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ พ.ศ. 2529

    5.     นายอุทัย อัตถาพร องค์กรพัฒนาเอกชน ประธานชมรมค่ายอาสาพัฒนาราม-ลานนา มหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. 2531

    6.     นายสุวิทย์ กุหลาบวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคอีสาน (กป.อพช.) กลุ่มอิสระวิทยาลัยช่างกลปทุมวัน พ.ศ. 2533

    7.     นางสาววีณา นำเจริญสมบัติ ชมรมอาสาพัฒนา สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง พ.ศ. 2533

    8.     นายชูวัส ฤกษ์ศิริสุข สื่อมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรรมการบริหารสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) พ.ศ. 2534

    9.     อาจารย์วนิดา วินิจจะกูล นักวิชาการอิสระ ประธานฝ่ายวิชาการองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2534 ประธานนักศึกษานิติศาสตร์ภาคบัณฑิต ชั้นปีที่ 2 (2538)

    10.  นางอรนุช ผลภิญโญ องค์กรพัฒนาเอกชน ฝ่ายประชาสัมพันธ์องค์การนักศึกษาวิทยาลัยครูมหาสารคาม พ.ศ. 2534

    11.  นางสาวสุกัญญา ชำนาญ นักกิจกรรมอิสระ อุปนายกฝ่ายประสานงาน สโมสรนักศึกษา วิทยาลัยครูอุบลราชธานี ปี 2534-2535 กรรมการประสานงานสหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.) พ.ศ. 2534-2535 กรรมการสโมสรนักศึกษา วิทยาลัยครูอุบลราชธานี พ.ศ. 2532-2535

    12.  นายทินกร อ่อนประทุม สมาชิกสภาจังหวัด กรรมการบริหารสโมสรนักศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปี 2533 เลขาธิการสหพันธ์ นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.) พ.ศ. 2534-2535 รองเลขาธิการ(ภาคอีสาน) สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) พ.ศ. 2535

    13.  นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จังหวัดสงขลา เลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2535

    14.  นางสาวรุ่งนภา สุขกมล องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2535

    15.  นายนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ อนุกรรมการสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง กสม. ชมรมอนุรักษ์ฯ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ พ.ศ. 2534 คณะกรรมการอนุรักษ์ฯ 16 สถาบัน (คอทส.) พ.ศ. 2534 รองเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2536

    16.  รองศาสตราจารย์ ดร.ณฐพงศ์ จิตรนิรัตน์ คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ ชมรมศีกษาปัญหาแหล่งเสื่อมโทรม พ.ศ. 2535 กรรมการบริหารสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2536

    17.  นายบุญเลิศ วิเศษปรีชา อาจารย์คณะสังคมวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รองนายกองค์การนิสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2535 เลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2537

    18.  นายคำรณ ชูเดชา องค์กรพัฒนาเอกชนด้านรณรงค์ลดปัจจัยเสี่ยง ประธานชมรมปาฐกถาและโต้วาที 2535 รองนายกองค์การนักศึกษา (พรรคสานแสงทอง) มหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. 2538 กรรมการบริหาร สนนท พ.ศ. 2535

    19.  นางสาวอัมพวา เพชรกิ่ง นักกิจกรรมทางสังคม ประธานค่ายอาสา รามอีสาน มหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. 2535 สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2536

    20.  นายศักดินนน์ มณีพันธุ์ นักการเมืองท้องถิ่น ประธานสภานักศึกษา วิทยาลัยครูมหาสารคาม พ.ศ. 2535 รองเลขาธิการ สหพันธ์นิสิตนักศึกษา ภาคอีสาน (สนนอ.) 2534-2535 นายกองค์การนักศึกษา วิทยาลัยครูมหาสารคาม พ.ศ.  2536

    21.  นายสมาน ปัญญาที กรรมการชมรมค่ายอาสาพัฒนาราม-อีสาน มหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. 2535

    22.  อาจารย์เทพรัตน์ จันทพันธ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยภูมิปัญญาชุมชน มหาวิทยาลัยทักษิณ นายกองค์การนิสิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พ.ศ. 2535

    23.  นายจักริน ยูงทอง นักธุรกิจ สมาชิกชมรมค่ายอาสาพัฒนาราม-ลานนา มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี2533-2537 และกรรมการบริหาร สนนท.2535

    24.  นายหัตภรณ์ ตะโฉ เจ้าหน้าที่ป้องกันเทศบาลเมืองระนอง พรรคศรัทธาธรรม มหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. 2535

    25.  นางสาวศิริพร ฉายเพ็ชร โครงการพัฒนาคนรุ่นใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม รองประธานชมรมอนุรักษ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลภาคตะวันออกฉียงเหนือ พ.ศ. 2536

    26.  นายตรีพิพัฒน์ บัวเนี่ยว นักวิชาการอิสระ นายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พ.ศ. 2536

    27.  นายนิธิป คงทอง องค์กรพัฒนาเอกชนด้านชุมชนแออัด ชมรมศึกษาปัญหาแหล่งเสื่อมโทรม มหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. 2538

    28.  นายชัยวัฒน์ ตรีวิทยา องค์กรพัฒนาเอกชน ชมรมมหาวิทยาลัยชาวบ้าน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2538

    29.  อาจารย์สนธยา ปานแก้ว อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต นายกองค์กรนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต พ.ศ. 2540

    30.  ดร.วาสนา ละอองปลิว อาจารย์วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง กรรมการบริหารสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2540

    31.  นางสาวสุคนธ์ทิพย์ .มีบุญ พรรคศรัทธาธรรม มหาวิทยาลัยรามคำแหง กรรมการบริหาร สนนท. พ.ศ. 2540

    32.  นายคมสันติ์ จันทร์อ่อน กลุ่มปฏิบัติงานคนจนเมือง ชมรมศึกษาปัญหาแหล่งเสื่อมโทรม มหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. 2540

    33.  นายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ กลุ่มนิเวศวัฒนธรรมศึกษา กลุ่มกิจกรรมมหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. 2540

    34.  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พรชัย นาคสีทอง อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ รองนายกองค์การนิสิต มหาวิทยาลัยทักษิณ พ.ศ. 2540 -2542

    35.  นายคมสันติ์ วิจิตรจันทร์ องค์กรพัฒนาเอกชนด้านชุมชนแออัด ชมรมศึกษาปัญหาแหล่งเสื่อมโทรม มหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. 2541

    36.  นายสมพร หารพรม องค์กรพัฒนาเอกชนด้านชุมชนแออัด ชมรมศึกษาปัญหาแหล่งเสื่อมโทรม มหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. 2541

    37.  นางสาววิไลพร จิตประสาน องค์กรพัฒนาเอกชนด้านแรงงาน ประธานชมรมศึกษาปัญหาแหล่งเสื่อมโทรม มหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. 2542 รองเลขาธิการ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยปี พ.ศ. 2543

    38.  นายราชัน กัลยาฤทธิ์ ศิลปินอิสระ ชมรมศึกษาปัญหาแหล่งเสื่อมโทรม มหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. 2543

    39.  นายเมธา มาสขาว นักวิชาการอิสระ เลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2544

    40.  นางสาวฝ้ายคำ หาญณรงค์ ชมรมอนุรักษ์ฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ 16 สถาบัน (คอทส.) พ.ศ. 2544

    41.  นายทิวา สัมฤทธิ์ เชฟประกอบอาหาร ชมรมอาสาพัฒนา สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ พ.ศ. 2545

    42.  นายจักรพงษ์ ปุริพา องค์กรพัฒนาเอกชน รองเลขาธิการ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2548

    43.  นายพิศณุกรณ์ ดีแก้ว นักพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม ชมรมศึกษาปัญหาแหล่งเสื่อมโทรม มหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. 2548

    44.  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

    45.  นางสาวจิตติมา ผลเสวก ศิลปินและนักเขียน

    46.  นางสาวปราณี ศรีกำเหนิด ประธานสหกรณ์ออมทรัพย์เนชั่น มัลติมีเดียกรุ๊ป จำกัด

    47.  นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ องค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน กลุ่มอิสระ มหาวิทยาลัยศิลปากร

    48.  นายจักรชัย โฉมทองดี องค์กรพัฒนาเอกชน

    49.  นายกมล อุปแก้ว นักกิจกรรมรณรงค์ด้านเอดส์และสุขภาพ

    50.  นายนิมิตร์ เทียนอุดม องค์กรพัฒนาเอกชนด้านเอดส์

    51.  นางสาวศรีไพร นนทรีน์ กลุ่มสหภาพแรงงาน

    52.  นางสาวสุธิลา ลืนคำ องค์กรพัฒนาเอกชนด้านแรงงาน

    53.  นางสาวสุดท้าย ต่อโชติ สหภาพแรงงาน

    54.  นายสมศักดิ์ ขุนชำนาญ วิศวกร ศิษย์เก่า สถาบันราชมงคลศรีวิชัยภาคใต้

    55.  นางสาวกนกกิตต์ การีวัฒน์ ศิษย์เก่า คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กลุ่มลูกชาวบ้าน

    56.  นางสาวดลยา แสงอากาศ ศิษย์เก่า สถาบันเทคโนโลยีเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กลุ่มลูกชาวบ้าน

    57.  นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ ศิษย์เก่า คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กลุ่มลูกชาวบ้าน

    58.  นายธัชพงศ์ แกดำ YPD ซุ้มเหมราช มหาวิทยาลัยรามคำแหง 2555

    59.  นายสุร แก้วเกาะสะบ้า YPD กลุ่มสะพานสูง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2556

    60.  นายปัญจศักดิ์ บุญงาม YPD มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

    61.  นายพงษธร จิรกิจธนา ศิษย์เก่า คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

    62.  นายนคินทร์ พูนศรี กลุ่มอิสระ ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยรังสิต

    63.  นายนิพิฐพนธ์ คำยศ นักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยมหิดล กลุ่มเสรีนนทรี

    64.  นายศักดิ์รพี รินสาร ศิษย์เก่าคณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ ภาควิชาสารสนเทศศึกษา กลุ่มลูกชาวบ้าน

    65.  นายอนุชา ตาดี กลุ่มเสรีนนทรี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

    66.  นางสาวเกษรินทร์ ทุ่มโมง คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กลุ่มลูกชาวบ้าน

    67.  นางสาวจินห์จุฑากานต์ เกตุเรืองรอง กลุ่มเสรีนนทรี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

    68.  นางสาวจุฬาภา สุทธิประภา เสรีนนทรี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

    69.  นางสาวปรารถนา เณรแย้ม กลุ่มเสรีนนทรี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

    70.  นางสาวภาวินี จันทร์เชื้อ กลุ่มฟ้าใหม่ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

    71.  นางสาวลลิตา เพ็ชรพวง คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กลุ่มลูกชาวบ้าน

    72.  นางสาวสุทธิดา วัฒนสิงห์ กลุ่มเสรีนนทรี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

    73.  นายกิตติภูมิ พลภักดี เสรีนนทรี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

    74.  นายกิตติศักดิ์ กล่ำเหว่า คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กลุ่มลูกชาวบ้าน

    75.  นายจักรพล ผลละออ คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กลุ่มลูกชาวบ้าน

    76.  นายประสิทธิ์ชัย มากพิณ นิสิตคณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ ภาควิชาสารสนเทศศึกษา กลุ่มลูกชาวบ้าน

    77.  นายปริวรรต นิลวิเชียร คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ ภาควิชาภูมิศาสตร์ กลุ่มลูกชาวบ้าน

    78.  นายพลากร ภูเดช กลุ่มเสรีนนทรี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

    79.  นายธีรชา สุขรุ่ง กลุ่มลูกชาวบ้าน

    80.  นายชัยยุทธ เย็นใจ ซุ้มเหมราช มหาวิทยาลัยรามคำแหง

    81.  นายพีรพงศ์ ตระกูลเรืองศรี คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กลุ่มลูกชาวบ้าน

    82.  นายรวิพล ลี้มสวัสดิ์ คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กลุ่มลูกชาวบ้าน

    83.  นายรัชชานนท์ เชียรพิมาย คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กลุ่มลูกชาวบ้าน

    84.  นายฤชานนท์ เมืองนก คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กลุ่มลูกชาวบ้าน

    85.  นายไววิทย์ เลิศลพ คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ กลุ่มลูกชาวบ้าน

    86.  นายอมฤต ห้วงสุวรรณ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ภาควิชาสารสนเทศศึกษา กลุ่มลูกชาวบ้าน

    87.  นายสุรินทร์ ปัทมาสศนุพงศ์ ศิษย์เก่า มหาวิทยาลัยบูรพา

     

    ลงชื่อเพิ่มเติมได้ที่ prachachon2475@hotmail.com

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ก่อนหน้าที่เราจะเป็นสักขีพยาน วันยึดอำนาจรัฐประหาร วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 สังคมไทยรู้จัก “นักศึกษากลุ่มดาวดิน” เพียง กลุ่มนักศึกษาเล็กๆ ที่ออกมาช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เหมืองทองคำ ในจังหวัดเลย ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม

    ล่วงเลยจากวันยึดอำนาจรัฐประหารมานานนับปี ก่อนการอุบัติขึ้นของแรงกระเพื่อมไหวครั้งใหญ่ของการเมืองภายหลังรัฐประหาร การปรากฎตัวของกลุ่มนักศึกษาดาวดิน และนักเคลื่อนไหวบางคน ที่มารวมกลุ่มกันนั่งจ้องนาฬิกาที่ลานหน้าหอศิลป์ฯ ในคืนวันที่ 22 พฤษภาคม 2558 ครบรอบ 1 ปี การรัฐประหารและบริหารประเทศของคสช. จวบจนนำไปสู่การเข้าสลายการชุมนุม และยื่นฟ้องเหล่านักศึกษา 14 คนอย่างลับๆ ผ่านเอกสารที่ส่งไปตามบ้าน และวันที่ 24 มิถุนายน 2558 กลุ่มนักศึกษากลุ่มนี้ออกมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง เพื่อประกาศเจตนารมณ์ต่อต้าน คสช. ซึ่งแน่นอน พวกเขาถูกจับกุมในเวลาต่อมา ด้วยหมายจับจากศาลทหาร ในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. ที่ห้ามมิให้ชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน และห้ามต่อต้าน คสช. และทางกลุ่มนักศึกษาไม่ขอยื่นประกันตัว

    อุบัติการณ์ครั้งนี้คงผิดจากความคาดหมายของหน่วยงานความมั่นคงพอสมควร เพราะ “ไฟ” ถูกจุดติดขึ้นมา ภายหลังการจับกุมดำเนินคดีกับเหล่านักศึกษา และ การออกมากล่าวหาว่า การเคลื่อนไหวของ 14 นักศึกษานั้น “มีเบื้องหลังไม่บริสุทธิ์” และ “มีกลุ่มการเมืองอยู่เบื้องหลัง” รวมถึงกระแสต้านจากสังคมออนไลน์ที่กล่าวหาว่าพวกเขา “ถูกจ้างมา” ซึ่งผิดคาด เพราะเกิดกระแสสนับสนุนเหล่านักศึกษาขึ้นมาสวนกระแสดังกล่าวจากทั้งในและนอกประเทศ และมีท่าทีว่าจะไม่หยุดลงโดยง่าย ซึ่งเป็นกระแสเรียกร้องต่อรองกับรัฐบาล คสช.ให้ปล่อยตัว 14 นักศึกษาโดยไม่มีเงื่อนไข การล่ารายชื่อ โดยจากทั้งคณาจารย์ นักวิชาการ นักคิดนักเขียนมากมาย นักศึกษากลุ่มอื่น แม้กระทั่งองค์กรระหว่างประเทศ สหภาพยุโรป และ สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติก็ร่วมออกแถลงการณ์กดดัน คสช. จนเกิด “แรงกระเพื่อมไหว” ครั้งใหญ่

    ใหญ่จน พล.อ.ประยุทธ์ ขอใช้สิทธิ์ “เลี่ยงไม่ตอบคำถามต่อสื่อมวลชน” ในวันที่ 29 มิถุนายนก่อนเดินทางไปประชุม ครม.สัญจรที่จังหวัดเชียงใหม่ และอาจจะนับเป็นครั้งแรกที่ พล.อ.ประยุทธ์ใช้สิทธิ์นี้ นับจากรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นต้นมา

    ใหญ่จนคนมีตำแหน่งสูงๆ ในรัฐบาล พากันออกมาประสานเสียงว่า “รู้ตัวคนอยู่เบื้องหลังกลุ่มนักศึกษา” และ “เตรียมเล่นงานคนอยู่เบื้องหลังนักศึกษา” หลังจากตรรกะวาทกรรม “ไม่เห็นด้วยกับ คสช.คือต้องการความไม่สงบ” ใช้ไม่ได้ผลนัก แต่นั่นก็ไม่อาจกลบแรงกระเพื่อมไหวครั้งนี้ได้

    จนกระทั่ง อนุสิษฐ คุณากร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ต้องออกมาตั้งคำถามต่อสังคมว่า การเคลื่อนไหวของนักศึกษากลุ่มนี้นั้น “สร้างประโยชน์อะไรให้แก่ประเทศบ้าง” เพราะขณะนี้รัฐบาลกำลังเดินหน้าปฏิรูปเพื่อลูกหลานคนไทยทั้งประเทศ

    สิ่งนี้ย้อนไปถึง คำกล่าวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรี ที่พูดบ่อยครั้งตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ที่พูดว่า  คสช.จะนำ ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์มาสู่ประชาชน และ ตัวท่านคือทหารประชาธิปไตย

    ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบสากลนั้น ประชาชนมีสิทธิ์ที่จะต่อรองกับรัฐ ทั้งเรื่องกฎหมายที่เป็นไม่ธรรม การร้องเรียนสิ่งที่ประชาชนต้องการ การตีฆ้องร้องป่าวต่อความไม่เป็นธรรม รวมถึงสิทธิที่จะเอ่ยปากต่อต้านรัฐบาล ดั่งเช่นที่ม๊อบทั้งหลายทำมานับ 10 ปีที่ผ่านมา ที่ใช้การต่อรองแบบ รวมกลุ่มเป็นมวลชนเพื่อสร้างพื้นที่ต่อรองทางการเมืองกับรัฐบาล ซึ่งนับเป็น “เสียง” ที่ดังที่สุดของประชาชนเท่าที่ระบอบการเมืองการปกครองจะมอบให้ได้

    แต่นับตั้งแต่ กฎอัยการศึกออกมาบังคับใช้ จนถึง คำสั่ง คสช. ออกมาประกาศใช้ พื้นที่ต่อรองของประชาชนก็หายไป “เสียง” ถูกกลบหายด้วยอำนาจมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญชั่วคราว และคำสั่งคสช. คือตัวแทนอันเป็นรูปธรรมของภาวะ “ห้ามเถียง” “ห้ามคัดค้าน” “ห้ามต่อต้าน” ที่ คสช.ใช้กับประชาชน ซึ่งไม่มีประเทศประชาธิปไตยที่ไหนเขาทำกัน ไม่เคยมีการรัฐประหารครั้งใดเหมือนครั้งนี้ แม้ในมาตรา 4 แห่งรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่เขียนรองรับถึงสิทธิพลเมืองที่ต้องได้รับการคุ้มครองก็ไร้ความหมาย อาจเพราะคำสั่งคสช. อยู่เหนือรัฐธรรมนูญชั่วคราว

    ตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ได้ระบุถึงสิทธิเสรีภาพพื้นฐาน คือสิทธิเสรีภาพที่จะพูดหรือแสดงออก หากไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น การมี คำสั่งคสช. คือการลิดรอนสิทธิเสรีภาพอย่างไม่ต้องสงสัย และแน่นอนว่าประเทศประชาธิปไตยโดยทั่วไปแล้ว ประชาชนมีสิทธิที่จะต่อรองกับรัฐเพื่อยกเลิกกฎหมายที่ริดลอนสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของพลเมือง เพราะมิเช่นนั้น “กฎหมาย” จะกลายเป็นเพียง “คำสั่ง” ของรัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว ที่เอาไว้กดขี่พลเมืองของรัฐ

    วันที่ 22 พฤษภาคม 2558 ดาวดินจึงร้องตะโกนอย่างเงียบสงบ ในพื้นที่การเมืองซึ่งไม่มีที่ให้เสียงใดได้เล็ดลอดออกจากความเงียบภายใต้ “คำสั่ง คสช.” ไปได้ ในพื้นที่ที่พวกเขาให้คำมั่นสัญญาว่าจะเกิดประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ กลุ่มนักศึกษาและนักเคลื่อนไหวไร้อาวุธ แค่เพียงพูดในสิ่งที่ตนเชื่อ นั่งมองนาฬิกาและชูป้ายผ้า นั้นมีความผิด

    ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา “นักศึกษา” คือตัวแทนของพลังบริสุทธิ์ พลังแห่งปัญญาชน จวบจนยุคสมัยของคสช. ที่ภาพของนักศึกษา ถูกวาทกรรมป้ายสีให้พวกเขากลายเป็นทาสของทุน ถูกซื้อและชักใยอยู่โดยผู้อื่น ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

    และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดนั้น คือความเงียบ ที่ไม่ใช่ความสงบ แต่เป็นความเงียบสงัดที่รัฐได้ชิง “เสียง” ของประชาชนไป การเคลื่อนไหวของดาวดิน เป็นเพียงกรณีเดียว ที่สังคมได้รับรู้รับทราบผ่านการบอกเล่าของสื่อมวลชนเท่านั้น เพราะในระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา คำสั่ง คสช. ได้ทำให้สังคมไทยเงียบสงัดลง ไม่ว่าจะเป็นการเสวนาวิชาการที่ถูกปิดลงนับครั้งไม่ถ้วน การไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่ต่างๆ นับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเพราะที่ดินสปก.หรือพื้นที่ป่า การสั่งห้ามการกิจกรรมเพื่อปฏิรูปที่ดิน หรือแม้กระทั่งตามต่างจังหวัดที่คสช.เฝ้าระวัง แค่เพียงชาวบ้านนั่งรถเกิน 5 คน ก็จะมีการตั้งด่านจับเพื่อตรวจสอบ

    ฉะนั้นภายใต้คำสั่ง คสช. นั้น เราไม่มีประชาธิปไตยใดๆ ทั้งสิ้น

    และไม่มีอะไรเป็นหลักประกันได้ว่า หลังผ่านพ้นคำสั่ง คสช.ไปแล้ว เราจะได้มันมาหรือเปล่า

     


     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    วันที่ 27 มิถุนายน 2558  ณ สวนเงินมีมา มูลนิธิ เสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป จัดงานเสวนาภายใต้หัวข้อศิลปะในการพูดความจริงกับอำนาจ(ที่ไม่ศิวิไลซ์) โดยประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนื่องในโอกาส 70 ปี สุชาติ สวัสดิ์ศรี มีผู้เข้าร่วมงานเสวนาครั้งนี้อย่างคับคั่งท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังเข้มข้นอันเนื่องมาจากการจับกุมนักศึกษาและนักกิจกรรม 14 คนเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน สถานที่เดียวกันกับการจัดงานเสวนาครั้งนี้

    ประจักษ์ ก้องกีรติ : ศิลปะในการพูดความจริงกับอำนาจ(ที่ไม่ศิวิไลซ์)

    งานชิ้นนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากการอ่านหนังสือ The Art of Truth-Telling about Authoritarian Rule   ซึ่งเป็นหนังสือที่ว่าด้วยการรวมมาจากทั่วโลกว่าสังคมที่ต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจเผด็จการที่ปิดกั้นสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างเข้มข้น  ประชาชนที่อยู่ภายใต้สังคมแบบนั้นเขามีวิธีการอย่างไรในการท้าทายอำนาจในการที่จะพูดความจริง แม้ในที่มันมืดที่สุด และปิดกั้นสิทธิเสรีภาพมากที่สุด  จริงๆ ในเล่มนี้มีบทบทหนึ่งที่เขียนโดยอาจารย์ธงชัย วินิจจะกูลเขียนในกรณี 6 ตุลา ตอนแรกผมตั้งใจว่าจะเอาจากประสบการณ์ทั่วโลกที่หนังสือเล่มนี้นำเสนอมาถ่ายทอดให้พวกเราฟัง ไม่ว่าจะเป็นอาร์เจนตินา เซอร์เบีย แอฟริกาใต้ เตรียมไปเตรียมมาผมก็เอาทิ้งหมด เพราะก็รู้สึกว่าเราจะไปพูดถึงกรณีต่างประเทศทำไม เพราะว่ากรณีของสังคมไทยที่มีประสบการณ์ที่เข้มข้นที่สุดสังคมหนึ่งที่ตกอยู่ภายใต้เผด็จการแล้วก็คนพยายามจะท้าทายและพูดความจริงกับอำนาจตลอดมา ตั้งแต่ปี 2475 ฉะนั้นกรณีตัวอย่างก็จะเป็นของไทยเป็นหลักซะมากกว่า เพื่อไม่เป็นการเสียเวลาก็ขอเริ่มเลยละกัน

    อำนาจกลัวความจริง อำนาจจึงพยายามทำให้เรากลัวที่จะพูดความจริง การพูดความจริงในสังคมที่ค่อนข้างศิวิไลซ์นั้น อาจจะเป็นเรื่องปกติหรือเป็นเรื่องสามัญในทุกโมงยาม มันผ่านไปโดยไม่มีใครสังเกต ไม่มีใครเดือดร้อน แต่การพูดความจริงในสังคมที่เป็นอำนาจเผด็จการและไร้อารยะ การพูดความจริงเป็นเรื่องไม่ธรรมดาสามัญ เป็นเรื่องท้าทาย กระทั่งเป็นเรื่องคอขาดบาดตายของชีวิต 

    การพูดความจริงในสังคมอำนาจนิยมเป็นเรื่องอันตรายเสมอ และในสังคมที่ตกอยู่ภายใต้การกดขี่อย่างเข้มข้น การพูดความจริงถูกพูดอย่างตรงไปตรงมาไม่ได้ มันก็ต้องถูกพูดผ่านศิลปะ หรือไม่ก็พูดอย่างมีศิลปะ สังคมเผด็จการพยายามทำให้ผู้คนเชื่อง สยบยอม เซ็นเซอร์ตัวเอง และอยู่อย่างยอมจำนนโดยปราศจากความฝัน

    สังคมถูกกักขังให้อยู่กับความกลัว ความงมงาย และการข่มขู่ ในสังคมเผด็จการผู้คนอยู่กับความเท็จ ความลวง และการโฆษณาชวนเชื่อจนสูญเสียสามัญสำนึกที่จะตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆ ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซ้ำร้ายคนจำนวนมากยังห่อหุ้มและกังขังตัวเองไว้ในความเกลียดชัง สังคมที่เลิกฝัน และจินตนาการถึงสังคมที่ดีกว่าแล้วก็คือสังคมที่ไร้ซึ่งอนาคต มันคือสังคมที่ตายแล้ว สังคมเช่นนี้มิใช่อะไรอื่น หากคือสังคมที่ขุดหลุมฝังตัวเองอย่างสมัครใจ แต่ในความมืดมืดก็มีคนที่พยายามจุดไฟให้สว่าง เพื่อแหวกออกไปจากความมืดมนเสมอไม่เพียงเพื่อเอาตัวรอดเพียงลำพัง แต่เพื่ออนาคต และความอยู่รอดของสังคมที่พวกเขาและเธออาศัยอยู่ และเรากำลังพูดถึงคนธรรมดาสามัญ ที่ไม่ใช่ผู้นำทางการเมืองหรืออัศวินขี่ม้าขาว ซึ่งบ่อยครั้งประวัติศาสตร์ก็พิสูจน์แล้วว่าเป็นเพียงวีรบุรุษจอมปลอม

    การพูดความจริงโดยคนสามัญ ภายใต้สังคมเผด็จการตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันทั้งในไทยและต่างประเทศท่ามกลางสภาวะที่คนในสังคมส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอย่างเซื่องซึม สยบสยอม ว่านอนสอนง่าย รับฟังโฆษณาชวนเชื่อของรัฐ เป็นพลเมืองที่ดีของท่านผู้นำ เรากลับพบตลอดประวัติศาสตร์ว่ายังมีคนกลุ่มเล็กๆ ที่กล้าลุกขึ้นมาอย่างอาจหาญผ่านช่องทางต่างๆ ที่พวกเขาและเธอพึงทำได้ ในการที่จะพูดความจริงต่อสังคมที่ยังสยบต่ออำนาจอันที่ไม่ชอบธรรม ที่ย้ำเตือนถึงความไม่ปกติอันเป็นไปทุกชั่วขณะ พวกเขาช่วยกร่อนเซาะอำนาจอันไม่ชอบธรรม และเปิดโปงให้เห็นความเปลือยเปล่าของการเผด็จอำนาจของกลุ่มชนชั้นนำ  คนธรรมดาสามัญเหล่านี้คือวีรชนนิรนาม ที่เรื่องราวของพวกเขาและเธอมักไม่ได้ถูกบันทึกในประวัติศาสตร์ไว้ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ของรัฐและชนชั้นนำ  รวมไปถึงประวัติศาสตร์กระแสรองด้วย

    ในบางครั้งประวัติศาสตร์กระแสรองก็เต็มไปด้วย master narrative ด้วยเรื่องเล่าที่จะต้องมีฮีโร่และวีรบุรุษซึ่งเป็นคนเด่นดัง มองไม่เห็นการต่อต้านท้าทายอำนาจโดยคนสามัญธรรมดาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้เสียงที่ถูกทำให้เงียบที่มีความสำคัญเสมอเพราะมันเป็นดัชนีชี้ให้เห็นถึงความหวาดกลัวของผู้ถืออำนาจ ความที่ถูกเซ็นเซอร์ในบางสังคมซึ่ง ก็กองโตเป็นภูเขา ก็กลายเป็นประจักษ์พยานของอำนาจในการปิดกั้นมนุษย์ไปสู่การเป็นมนุษย์เต็มขั้น ที่มีสิทธิในการตัดสินใจเองได้

    การพูดความจริงกับอำนาจเผด็จการ เป็นศิลปะอันสร้างสรรค์ของประชาชน ผมชอบประโยคหนึ่งที่นักเขียนคนหนึ่งเขาเขียนไว้ ตัวของนักเขียนเป็นนักกิจกรรมที่ต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการ “เราจะพบการต่อต้านอำนาจอย่างสร้างสรรค์และมีศิลปะ เฉพาะในสังคมเผด็จการเท่านั้น” เพราะในสังคมประชาธิปไตยปกติ การพูดความจริงเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ทำได้    สื่อมวลชนก็ทำได้ นักเขียนก็ทำได้ ประชาชนก็ทำได้ เพราะสิทธิเสรีภาพเต็มไปหมด จนกระทั่งการพูดความจริงเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เหตุการณ์อันน่าตื่นเต้นอะไร เพราะฉะนั้นมีแต่สังคมเผด็จการนั่นแหละที่ทำให้ความคิดสร้างสรรค์ในการต่อต้านอำนาจงอกเงยขึ้นมา ในตัวอย่างของประเทศต่างๆ เราจะพบว่าคนสามัญธรรมดาใช้ช่องทางมากมายในการที่จะพูดความจริงกับอำนาจ เช่น ข้อความที่ถูกพ่นในกำแพง เสียงดนตรีที่ดังบนท้องถนน บทกวีที่ถูกเขียนทั้งในหนังสือและในห้องน้ำ การ์ตูนที่ถูกวาด เรื่องตลกที่เล่าขาน บทละครที่ถูกเล่น จดหมายที่ถูกเขียน กระทั่งการเสียดสี ภาพยนต์ หรือกระทั่งอนุสาวรีย์ที่รำลึกถึงอดีตหรือเชื่อมต่อกับความทรงจำในอดีต

    8 หลักการพูดความจริงต่ออำนาจ

    ส่วนต่อมาคือ หลักการพูดความจริงกับอำนาจ ซึ่งมีตัวอย่างจากทั่วโลก ซึ่งแบ่งหมวดหมู่ไว้ 8 ประเภทหลักๆ ไว้ ศิลปะในการต่อสู้กับโฆษณาชวนเชื่อนั้นมีอยู่มากมาย ผมเลือกมาแค่ส่วนหนึ่งและหวังว่าในอนาคตการต่อสู้ของสามัญชนจะได้รับการบันทึกโดยนักประวัติศาสตร์รุ่นหลัง

    เรื่องเล่าและงานเขียน

    การเขียนหรือการไม่เขียนก็คือพูดความจริงกับอำนาจอย่างหนึ่ง นี่คือบทบรรณาธิการที่ลือลั่น และใช้เวลาเขียนสั้นที่สุดในประวัติศาสตร์ ขึ้นชื่อตอนต้นว่าจดหมายเปิดผลึกถึงหัวหน้าคณะปฏิวัติ ขึ้นต้นว่าเรียนหัวหน้าปฎิวัติและใส่จุดไปตลอดสองหน้า ซึ่งเป็นงานเขียนที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นอย่างมาก ลงท้ายด้วยว่า ขอแสดงความนับถือเป็นอย่างยิ่ง คนเขียนหรือคนไม่เขียนก็คือ สุชาติ สวัสดิ์ศรี  

    อย่างไรก็ตามการควบคุมความคิดอย่างเข้มงวด ได้สร้างผลกระทบข้างเคียงให้แก่ผู้นำรัฐคือ เกิดอาการอ่อนไหวต่อข้อมูล และทัศนะที่แตกต่างไปจากแหล่งข้อมูลของรัฐ ยิ่งมีวาทกรรมที่เผยแพร่ตรงข้ามกับรัฐบาลมากเท่าไร ก็จะมีการโต้ตอบและควบคุมกับทัศนะอันแตกต่างนั้นมากขึ้น ทั้งพยายามยืนกรานคำอธิบายของตนว่าถูกต้อง หักล้างให้รู้กันอย่างกว้างขวางว่าเท็จจริงเป็นอย่างไร พฤติกรรมที่แสดงออกทำให้เห็นว่ารัฐบาลเผด็จการทหารปรับตัวช้า หรือไม่ยอมปรับตัวกับทัศนะที่แตกต่าง อันนี้พูดถึงอดีตนะครับ พูดถึงสมัยจอมพลสฤษดิ์

    แต่แล้วการควบคุมความจริงก็ต้องเผชิญกับปัญหาก็คือ แหล่งข้อมูลข่าวสารทางเลือกที่เกิดขึ้นโดยนักศึกษาและปัญญาชน ทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและทัศนะที่แตกต่างไปจากรัฐ กระทั่งได้ก่อตัวเป็นอุดมการณ์ที่ต่อต้านรัฐที่เกิดขึ้นมาได้ ในบรรดาหนังสือที่มักจะพูดถึงมีอยู่หลายเล่ม สำหรับผมหนังสือที่มีความแหลมคมก็คือหนังสือ ภัยเขียว ในสมัยนั้นมีหนังสือ ภัยเหลืองที่ต่อต้านญี่ปุ่น ภัยขาวต่อต้านจักรวรรดิอเมริกา ส่วนภัยเขียวก็คืออำนาจเผด็จการทหาร หลังจากถกกันและสรุปความคิดกันก็ตระหนักกันได้ว่าภัยที่ร้ายแรงที่สุดและเป็นหัวใจของปัญหาทั้งปวงก็คือ ภัยเผด็จการทหารนั่นเอง ในหนังสือเล่มนี้โจมตีรัฐบาลของถนอม ประภาสอย่างตรงไปตรงมา และกราดเกรี้ยว อย่างที่ไม่มีนักเขียนหรือหนังสือพิมพ์ใดๆ กล้าเขียนเลย    

    งานศิลป์

    ข่าวลือ

    ข่าวลือ ในสังคมเผด็จการเป็นสังคมที่มีข่าวลือเยอะแยะมากจนผิดปกติ เพราะว่าสังคมปิดกั้นมาก ไม่ให้ข้อมูลข่าวสารไหลเวียนได้ ไม่ให้คนมีสิทธิเสรีภาพ สื่อก็ถูกจำกัดสิทธิในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร สังคมแบบนี้จึงมีข่าวลือกระจายไปทั่ว แต่ในบางครั้งข่าวลือก็กลายเป็นอาวุธของผู้ไร้อำนาจ ในการที่ประชาชนใช้เพื่อบั่นทอนความชอบธรรมของระบอบเผด็จการทหาร ที่มันน่าสนใจก็คือภายหลังประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ประชาชนพูดไม่ได้ในสภาวะที่ยังไม่มีสิทธิเสรีภาพ เช่นในช่วงที่ซูฮาโต้ปกครองอินโดนีเซียถึง 31 ปีจนไม่สามารถทำอะไรได้เลย จนกระทั่งช่วงท้ายของการปกครองเริ่มมีกลุ่มนักศึกษาที่คล้ายกับขบวนการนักศึกษาของไทยเริ่มตีพิมพ์วารสารใต้ดิน แล้วก็เผยแพร่ข้อมูลจำนวนหนึ่ง ซึ่งบางอย่างก็เป็นเพียงแค่ข่าวลือที่ได้ยินมาอีกทอดหนึ่ง  ซึ่งเรามารู้อีกทีหลังจากที่ซูฮาโตหมดอำนาจแล้ว และมาขุดคุ้ยในภายหลัง  โดยข่าวลือจะค่อยๆบ่อนเซาะทำลายความชอบธรรมของอำนาจเหล่านี้ไปเรื่อยๆ เช่นเดียวกับรัฐบาลของณรงค์-ถนอม-ประภาส ก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลา  แต่มีข้อควรระวังสำหรับข่าวลือคือ มีลักษณะที่เป็นดาบสองคม  ข่าวลือบางลักษณะกลับมีผลในการทำลายการต่อสู้ของประชาชน เพราะเราไม่มีพลังเราคิดว่าเราทำอะไรไม่ได้ เราต่อสู้ไม่ได้ เราก็ได้แต่ผลิตข่าวลือและเชื่อในข่าวลือนั้น เป็นการผลิตขึ้นมาเพื่อปลอบใจตนเอง 

    เพลง บทเพลงมีทั้งที่เป็นลักษณะขำขัน และเป็นบทเพลงเพื่อปลุกพลังให้ประชาชนฮึกเหิม

    จูบเย้ยจันทร์(โอชา)

    ได้ยินผู้คนร้องเพลงไหม

    ภาพเคลื่อนไหว ทั้งในรูปแบบ ภาพยนตร์ สารคดี คลิปวิดีโอ

    มีหลายกลุ่มพยายามนำเสนอความจริงให้สังคมได้รับรู้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคืนความจริง กลุ่มพลเมืองโต้กลับ กลุ่มพลเมืองเสมอกัน 

     1 ปีหลังรัฐประหาร โดยกลุ่มพลเมืองโต้กลับ

    ภาพเคลื่อนไหวจะถูกบันทึกไว้อย่างรอบด้านถ้าไม่ถูกตัดตอนไป จะทำให้เห็นภาพที่เจ้าหน้าที่เข้ามาทำร้ายนักศึกษาก่อน และนักศึกษาเพียงคนเดียวก็โดนรุมจากเจ้าหน้าที่ 7-8 คนทั้งในและนอกเครื่องแบบ ภาพเหตุการณ์นี้สื่อบางสำนักเลือกตัดเป็นภาพนิ่งไปในตอนที่นักศึกษาที่ชื่อโรม กำลังจิกหัวเจ้าหน้าที่อยู่ ซึ่งความจริงคือการป้องกันตัวจากเจ้าหน้าที่  บางครั้งสิ่งที่เรียกว่า moving image ก็ช่วยบันทึกความจริงอีกด้านให้เราเห็น

     ปากคำจากนักศึกษาที่ถูกทำร้ายกรณีหน้าหอศิลป์

    อารมณ์ขัน

    อารมรณ์เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ใช้พูดกับผู้มีอำนาจ แต่ไม่ใช่วิธีเดียว อารมณ์ขำเป็นวิธีที่ทรงพลังเพราะเป็นเหมือนการดึงอำนาจที่ลอยอยู่บนฟ้าลงมาอยู่บนดิน อำนาจที่แข็งแกร่ง แตะต้องไม่ได้  ท้าทายไม่ได้กลายเป็นเรื่องที่ตลกชวนหัวได้ ทำให้อำนาจดูน่ากลัวน้อยลง กระทั่งทำให้อำนาจดูสามัญธรรมดา นั่นคือสิ่งที่อารมณ์ขันทำได้ และเปิดเผยความกลวงเปล่าของอำนาจให้เห็น

    มีนักเขียนของเซอร์เบียนามปากกาโคแรค เป็นนักเขียนการ์ตูนที่คอยยั่วล้ออำนาจของมิโรเซวิชผู้นำเผด็จการ มีผลทำให้คนจำนวนมากในสังคมเผด็จการของเซอร์เบียที่ทั้งสยบยอมและหวาดกลัวต่อตัวผู้นำเผด็จการและพวกพ้อง ซึ่งดูน่าเกรงขามและยากที่จะโค่นล้ม โดยโคแรคได้ทำให้ภาพของผู้นำเผด็จการเซอร์เบียกลายเป็นภาพที่เป็นผู้กระหายต่ออำนาจและหมกหมุ่นอยู่กับอำนาจความมั่นคงของตนเองและครอบครัว โดยโคแรคพยายามฉายให้เห็นถึงความบ้าบอและไม่ลงร่องลงรอยของมิโรเซวิช กระทั่งชี้ให้เห็นถึงความขี้ขลาดตาขาวไม่ได้เหมือนกับภาพของความองอาจกล้าหาญที่แสดงออกมาให้เห็น และชี้ให้เห็นถึงลักษณะของความหวาดระแวงและพารานอยด์ตลอดเวลา

    ในสังคมไทยหลังรัฐประหาร มีกลุ่มคนต่างๆหลายกลุ่มมากมายที่พยายามต่อสู้กับอำนาจด้วยการใช้อารมณ์ขันเช่นงานฟุตบอลประเพณี ทั้งภาพแปรอักษรและขบวนการล้อการเมือง ที่น่าสนใจคือเพียงแค่ขบวนการล้อการเมืองและการอักษรที่เต็มไปด้วยการเสียดสีถูกเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปคุกคาม ยึดกุมป้ายผ้าทั้งหมด ผมอ่านข่าวนี้แล้วสะเทือนใจมากตรงที่ว่าบ้านเมืองเราถึงจุดนี้ได้อย่างไร

    ละคร หรือการแสดง

    ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดก็ตาม  เป็นการแสดงที่ทรงพลังในรูปแบบหนึ่งของสังคมเผด็จการในการที่จะท้าทายอำนาจ  เช่นงานแสดงของกลุ่ม B-Floor เรื่องบางละเมิดซึ่งนำมารีสเตจอีกครั้ง ในงานนี้ปรากฏว่า นอกจากรัฐบาลทหารจะกลัวล้อการเมืองของนักศึกษาแล้ว ถึงกับไปดูละคร และเข้าไปคุกคามคณะละคร ซึ่งเป็นครั้งแรกที่จะต้องส่งบทละครให้แก่ทหาร ซึ่งปกติจะกังวลแค่งานเขียน หนังสือ การชุมนุมประท้วงเท่านั้น แต่อันนี้เป็นครั้งแรกของการละคร ที่เป็นพื้นที่ของศิลปะที่เต็มไปด้วยการตีความที่ยาก แม้แต่คนดูด้วยกันเอง แต่รัฐก็พยายามเข้าไปแทรกแซง ควบคุม ที่น่าสนใจคือศิลปินนำสิ่งที่ถูกคุกคามและเซ็นเซอร์มาเป็นฉากหนึ่งของละคร มาเป็นฉากเปิดของละครล้อเลียนกลับเพื่อให้เห็นว่าถูกคุกคามอย่างไร

    การแสดงยังปรากฏตัวไม่ใช่แค่ในโรงละครเท่านั้น แต่ยังปรากฏตามท้องถนน และพื้นที่สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือ กินแซนด์วิช หรือการรวมกลุ่มในพื้นที่สาธารณะเพื่อแสดงสัญลักษณ์ที่ทั่วโลกส่วนใหญ่รับรู้ คือสัญลักษณ์ของการต่อต้านอำนาจ และนำมาปรับใช้ในบริบทของไทย  จนกระทั่งความพยายามของคนไทยนี้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ตัวเจ้าของสัญลักษณ์นี้มีการตั้งแคมเปญรณรงค์ให้คนทั่วโลกสนับสนุนการต่อต้านอำนาจของไทย 

    การเชื่อมต่อความทรงจำกับอดีตของสังคม

    ไม่ว่าจะเป็นอดีตของการต่อต้านอำนาจรัฐที่เคยมีมาในสายตาประวัติศาสตร์ หรืออดีตที่ถูกหลงลืมไปแล้ว แต่ประชาชนในปัจจุบันรื้อฟื้นแล้วพยายามให้ความหมายใหม่ เช่นกลุ่มกวีไปยืนอ่านบทกวีรำลึกที่หมุดคณะราษฎร 2475 การรำลึกเหตุการณ์วันที่ 24 มิถุนายน 2475ในบริบทหลังรัฐประหารไม่ใช่การรำลึกอดีตอีกต่อไป แต่เป็นการรำลึกปัจจุบัน คือการมีบทสนทนากับปัจจุบัน ให้คนในสังคมเห็นว่าการการปฏิวัติเมื่อปี 2475 ยังไม่เสร็จสิ้นเป็นหน้าที่ของคนปัจจุบันที่จะต้องเติมจิ๊กซอว์ให้เต็ม ดังรูปของคุณกฤช เหลือลมัย   การเชื่อมต่อกับอดีตมีความสำคัญเสมอ เพราะทำให้คุณมีรากเหง้าที่มา มีพลังมากขึ้น

    สุดท้ายการก้าวข้ามผ่านสังคมเผด็จการด้วยความจริง ความกล้าหาญ และความหวัง สังคมเผด็จการทิ้งซากปรักหักพังให้กับสังคมเสมอเมื่อมันลาจากไป ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงที่รัฐกดขี่ประชาชน การละเมิดสิทธิมนุษยชน และการทำลายหลักนิติรัฐ ทำลายความสงบสุขในการอยู่ร่วมกันทางสังคม คนธรรมดาสามัญพูดความจริงไม่ใช่เพียงกับอำนาจ แต่พูดความจริงกับตนเอง กับมิตรสหาย และคนแปลกหน้าที่เราไม่รู้จักที่ยังพอมีใจเปิดกว้างพร้อมจะรับฟัง เราบอกเล่าความจริงเพื่อการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมที่มีสิทธิเสรี ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และความรักจะได้เติบโตงอกงาม ที่ความเป็นคนจะได้รับการเคารพอย่างเท่าเทียม ที่การใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงผู้คนอย่างตามอำเภอใจจะถูกประณาม สังคมที่ประชาชนจะไม่ต้องถูกรับและยัดเยียดให้เป็นอาชญากรในความผิดที่พวกเขาไม่ได้ก่อ และการพูดความจริงจะไม่ถูกเย้ยหยัน และความฝันในการสร้างสรรค์สังคมที่ดีกว่าจะไม่ถูกทำให้แตกสลายย่อยยับด้วยอำนาจอันหยาบกร้าน ที่ ณ แห่งนั้นคนไทยจะลุกขึ้นยืนตัวตรงพร้อมๆกันและเชิดหน้าได้อย่างอาจหาญในฐานะเจ้าของประเทศที่แท้จริง

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ถนนเมียวดี-กอกะเรกตัดใหม่ หรือ "ถนนเอเชีย" เชื่อมเมืองชายแดนเมียวดี-แม่สอด ย่นเวลาการเดินทางสู่ "กอกะเร็ก" และเมืองตอนในของพม่าต้องปิดสัญจรตั้งแต่วันพฤหัสบดีนี้ เนื่องจากกองทัพพม่าและกะเหรี่ยง DKBA ปะทะกันรอบใหม่ โดยโฆษกกะเหรี่ยง DKBA อ้างว่าทหารพม่าเสริมกำลังเข้ามาในพื้นที่จึงเป็นสาเหตุของการปะทะ

    แฟ้มภาพของกลุ่มสิทธิมนุษยชนกะเหรี่ยง (KHRG) เมื่อปี 2552 ทางหลวงสายเอเชีย AH-1 ช่วงเมียวดี-กอกะเรก บริเวณนิคมอุตสาหกรรมติงกันญีเนาง์ ก่อนถึงทางแยกสู่ทางหลวงสายเอเชียตัดใหม่ โดยที่เห็นเป็นด่านเก็บเงินค่าผ่านทางของทหารพม่า ขณะที่ตลอดเส้นทางดังกล่าวเต็มไปด้วยด่านเก็บเงินค่าผ่านทางของกองกำลังต่างๆ (ที่มา: แฟ้มภาพ/KHRG)

    2 ก.ค. 2558 - เกิดการปะทะกันรอบใหม่ระหว่างกองทัพรัฐบาลพม่า และกองทัพประชาธิปไตยกะเหรี่ยงผู้มีความเมตตา หรือ DKBA ทำให้ทางหลวงสายเอเชียตัดใหม่ AH-1 ช่วง "เมียวดี-กอกะเร็ก" ต้องปิดใช้งานตั้งแต่เช้าวันพฤหัสบดีนี้ (2 ก.ค.)

    โดยสำนักข่าวอิระวดีรายงานว่าการปะทะกันเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เวลา 05.30 น. ระหว่างกองทัพพม่าและกองทัพกะเหรี่ยง DKBA ซึ่งแยกตัวออกมาจากกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA) ซึ่งเคยเป็นกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีอิทธิพลอยู่ในรัฐกะเหรี่ยง

    พ.ต.ซอว์ ลอนลอน โฆษกกะเหรี่ยง DKBA ให้สัมภาษณ์อิระวดีว่า เขาทราบข่าวการปะทะดังกล่าวแต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเกิดความสูญเสียอย่างไรบ้าง ทั้งนี้ในช่วงที่อิระวดีรายงานการสู้รบยังคงเกิดขึ้นใกล้อำเภอกอกะเร็ก รัฐกะเหรี่ยง

    โฆษกกะเหรี่ยง DKBA กล่าวด้วยว่า การปะทะดังกล่าวน่าจะเกิดจากที่ทหารพม่าเสริมกำลังลาดตระเวนในพื้นที่มากขึ้น ใกล้กับพื้นที่ยึดครองของฝ่ายกะเหรี่ยง DKBA อยู่ใกล้ถนนเอเชีย ช่วงเมียวดี-กอกะเร็ก ซึ่งสามารถเชื่อมต่อการขนส่งระหว่างกรุงเทพฯ และพื้นที่ภาคกลางของพม่าได้ "ผมทราบมาว่ามีการปะทะกันล่าสุดเกิดจากการเคลื่อนกำลังพล แต่ผมยังไม่ทราบรายละเอียด"

    ชาวบ้านที่กอกะเรกให้ข้อมูลอิระวดีว่าเสียงปืนดังขึ้นในตอนเช้า และยังคงได้ยินจนถึงก่อนเที่ยง และต้องมีการปิดการสัญจรของถนนสายเอเชีย

    ทั้งนี้ผู้ประกอบการรถประจำทางที่วิ่งจากเมืองเมียวดี ติดกับชายแดนไทยด้าน อ.แม่สอด จ.ตาก ยืนยันกับอิระวดีเช่นกันว่า ถนนเอเชียปิดตั้งแต่ช่วงเช้า แต่ถนนเชื่อมเมียวดี-กอกะเร็ก สายเก่าที่ต้องข้ามภูเขาดอว์นะยังคงเปิดใช้การได้

    แต่เดิมกองกำลัง DKBA ใช้ชื่อว่า "Democratic Karen Buddhist Army" แยกตัวออกจากสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง และกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง KNU/KNLA เมื่อปี พ.ศ. 2537 ปัจจุบันกลุ่ม DKBA ในชื่อภาษาอังกฤษได้แก้ไขคำว่า "Buddhist" ออกและใช้ชื่อใหม่ว่า "Democratic Karen Benevolent Army" หรือกองทัพประชาธิปไตยกะเหรี่ยงผู้มีความเมตตา โดยคงชื่อย่อเดิมคือ DKBA

    สำหรับเส้นทางสายเมียวดี-กอกะเร็กเส้นตัดใหม่ เป็นส่วนหนึ่งของทางหลวงสายเอเชีย หมายเลข 1 หรือ AH-1 โตเกียว-อิสตันบุล ระยะทาง 20,921 กิโลเมตรเชื่อมเอเชียตะวันออกถึงยุโรป โดยถนนที่เริ่มต้นจากเมืองเมียวดี ตรงข้าม อ.แม่สอด จ.ตาก ดังกล่าวเมื่อไปถึงกอกะเร็ก ยังสามารถเดินทางต่อไปยังเมืองผาอัน เมืองหลวงของรัฐกะเหรี่ยง เมืองสะเทิมในรัฐมอญ และไปถึงนครย่างกุ้งได้ ขณะนี้ทางหลวงช่วงดังกล่าวอยู่ระหว่างการก่อสร้างและยังไม่เปิดใช้งานอย่าเป็นทางการ แต่ก็มียานพาหนะต่างๆ ใช้สัญจรเนื่องจากย่นระยะเวลาเดินทางระหว่างเมืองเมียวดี และกอกะเร็ก จากเดิม 2 ชั่วโมง 30 นาทีในฤดูแล้ง เหลือ 90 นาที โดยที่ไม่ต้องขับรถขึ้นภูเขาดอว์นะซึ่งสลับเปิดใช้ทางระหว่างรถขาขี้นกับขาล่องแบบวันคู่-วันคี่

    โดยเมื่อวันที่ 12 มิ.ย. ที่ผ่านมา สำนักข่าวอิระวดีเคยนำเสนอรายงานข่าว ระบุว่าเฉพาะถนนเอเชีย ช่วงเมียวดี-กอกะเร็กตัดใหม่ ระยะทาง 62 กิโลเมตร ผู้ใช้ถนนต้องจ่ายค่าผ่านทางให้กับด่านซึ่งตั้งโดยกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่มทั้งกะเหรี่ยง (DKBA) สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) และกองกำลังปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง-สภาสันติภาพ (KNLA-PC) โดยรถโดยสารแบบมินิบัส 14 ที่นั่ง ต้องจ่ายเงินให้นายหน้าเพื่ออำนวยความสะดวกในการจ่ายค่าผ่านทาง 28,000 จ๊าต หรือ 840 บาท สำหรับรถจักรยานยนต์ต้องเสียค่าผ่านทาง 1,000 จ๊าต หรือ 30 บาท ต่อ 1 ด่าน รวมผ่าน 9 ด่านต้องเสีย 9,000 จ๊าต หรือ 270 บาท ขณะที่รถบรรทุกขนาด 10 ล้ออาจจะต้องจ่ายค่าผ่านทางถึง 100,000 จ๊าต หรือเกือบ 27,000 บาท ทำให้ผู้ประกอบการขนส่งหลายเจ้ายังคงเลือกใช้เส้นทางสายเก่าซึ่งใช้เวลาเดินทางมากกว่าเกือบเท่าตัว

    ข้อมูลของกลุ่มสิทธิมนุษยชนกะเหรี่ยง (KHRG)เมื่อเดือนมกราคมปี พ.ศ. 2558 ระบุว่าหากนับจากเมียวดี ถึงย่างกุ้ง ตลอดถนนมีการตั้งด่านเก็บค่าผ่านทางของทั้งกองทัพพม่า และกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์เกือบ 20 แห่ง ทำให้ประชาชนผู้สัญจรต้องเสีย "ค่าน้ำชา" จำนวนมากเพื่อผ่านด่านต่างๆ ในการเดินทาง

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

     

    ตั้งแต่พอจำความได้ เราก็รู้ว่าครอบครัวเรามีแต่คนป่วย สมัยยังเพิ่งหัดวิ่ง หัดอ่าน หัดเขียน ภาพหนึ่งในความทรงจำคือ เสียงนำ้ทะเลพัดเข้าฝั่งของโรงพยาบาลสมเด็จ ณ ศรีราชา ตอนนั้นพ่อป่วย กระเพาะอักเสบ แต่ด้วยความเป็นข้าราชการ ตอนนั้นก็ไม่ได้รู้สึกว่าทุกข์ร้อนอะไรเท่าไหร่ เด็กอย่างเรายังคงตื่นเต้นกับเสียงคลื่นกระทบฝั่ง มองจากระเบียงโรงพยาบาลตอนนั้น

    ตอนนั้นที่บ้านมีพ่อที่ป่วยบ่อย กับพี่ชายที่เป็นธาลัสซีเมีย ผอม ดำ ไม่ได้ไปโรงเรียนเพราะทนเสียงเพื่อนล้อไม่ไหว แต่ก็ไม่ได้หนักหนาจนถึงต้องไปเติมเลือดบ่อยๆทุกเดือน แค่กระดูกเปราะ ครั้งหนึ่งแกเคยเดินลื่นในตลาดแขนหัก ไปโรงพยาบาลก็อายไม่กล้าบอก เลยบอกไปว่าจักรยานล้ม แกเคืองว่าพยาบาลด่าแก "เป็นแบบนี้แล้วยังไม่เจียมอีก" หลังจากนั้นแกก็ยังยังขโยกขเยกทำนั่นนี่โน่น ทำกับข้าวให้เรากิน ไปส่งโรงเรียน ไปทำงานโรงงานแล้วเครื่องจักรก็ตัดมือ นิ้วโป้งหายไปนิ้วหนึ่ง ไม่มีประกันสังคม เจ้านายใจดีให้เงินมา 5 พันก็กลายเป็นตู้เย็นตู้แรกของบ้านไป

    เวลาป่วยก็ได้แต่ไปขอร้องเพื่อนบ้านคนนั้นคนนี้ให้ช่วยไปส่ง ความเป็นบุญเป็นคุณกันก็ติดตัวไป ไม่มีวันที่จะใช้หมด หลังๆเขาลำบากเดือดร้อน มาขอยืมเงินก็ต้องให้ แล้วก็ไม่เคยได้คืน คิดไปมาก็แพงกว่าค่ารถจริงๆที่ต้องจ่ายไปมากโข

    พอสักราวๆ ป.4 พ่อเกษียณ ข้าราชการชั้นผู้น้อยที่อยู่บ้านของหลวงมาตลอดชีวิต ก็เลือกที่จะรับบำเหน็จ เพื่อเอาเงินก้อนนั้นมาดาวน์ทาวน์เฮ้าส์ เล็กๆได้หลังหนึ่ง แต่ต้องแลกกับการไม่มีสิทธิรักษาพยาบาลอีกเลยตลอดระยะเวลาที่เหลืออยู่ ตอนนั้นพ่อไม่ได้ป่วย ลูก 3 คนแรกก็เกิน 20 ไปแล้ว ลูกสาวคนเล็กก็ไม่ป่วยมาก คงไม่เป็นไรมั้ง

    ในวันที่ประเทศนี้ไม่มีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า การไปโรงพยาบาลแต่ละครั้งไม่ใช่เรื่องสนุก เราต้องนับว่าเงินทั้งบ้านมีเท่าไหร่ แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่เคยมี แม่รู้ว่าต้องบากหน้าไปกราบกราน ขอร้อง ขอสงเคราะห์ทุกครั้ง จนเรื่องที่แม่พูดบ่อยมากแล้วเราจำได้ไม่เคยลืม "กูจะไม่บากหน้าไปให้พยาบาลมันด่าอีกแล้ว" แต่แล้วก็ยังต้องไปอยู่ดี
    ตอน ป.5 พี่ชายคนโตที่เป็นธาลัสซีเมีย ล้ม กระดูหักอีกครั้ง เราจำภาพทุกอย่างได้แม่นยำ ต้องไปเรียกเพื่อนบ้านให้พาไปโรงพยาบาลหน่อย ไม่มีปัญญาไปเอง พอไปถึง สิ่งที่เกิดขึ้นคือ พยาบาลไล่กลับบ้าน "ไม่ต้องตรวจหรอก ไม่เห็นเป็นอะไรเลย หมอไม่อยู่ตรวจไม่ได้หรอก กลับบ้านไปก่อน" เสียงกึ่งบอกกึ่งตะคอกเสียงดัง ทำเอาเราตัวลีบเกาะอยู่ข้างหลังแม่ ในขณะที่คนเจ็บก็ร้องโอดโอย โอดโอย จนแม่ต้องตะคอกพี่ชาย "จะร้องทำไมหนักหนา เขาบอกไม่เป็นไรนี่" สิ่งที่เราทำคือต้องไปหารถที่จะพาไปโรงพยาบาลจังหวัด เพราะพี่ที่มาส่งเขาต้องรีบไปขายของเหมือนกัน

    จนได้รถจากอีกคนหนึ่งมา จริงๆอาจจะไม่ควรเรียกว่ารถ เพราะมันคือเศษเหล็กที่เป็นสนิมรอบคันที่มีล้อ แต่มันคือรถม้าวิเศษสำหรับเราในตอนนั้น คนจนเหมือนกัน มีแค่ไหนก็ช่วยได้แค่นั้นเต็มที่ที่มี

    ระยะทางจากบ้านบึงไปชลบุรี มันช่างยาวไกล ทางที่เป็นตะปุ่มตะป่ำ หลุมกับรถที่ไม่มีความผ่อนปรนอะไร พี่ชายหนุนตักแม่ เราประคองขาพี่ชายไว้บนตัก เกือบชัวโมงจนถึงโรงพยาบาล ห้องฉุกเฉินที่เปิดประตูไว้ มองเข้าไปเราเห็นคนไข้ คนเกิดอุบัติเหตุอยู่แล้วหลายราย พี่ชายก็ถูกเข็นไปไว้กลางห้อง เราเห็นว่าหมอพยาบาลทำงานกับขวักไขว่ วุ่นวายกับเคสนั้นเคสนี้ แต่ก็ยังไม่ได้แวะไปที่เตียงพี่ชายเราสักที จนแม่เข้าไปถาม "โอ้ย ถามทำไมนัก ลูกป้าไม่เป็นไรหรอก รอก่อน รอก่อน อย่ามาวุ่นวาย" แม่ก็เดินน้ำตาซึมออกมา พยาบาลเดินตามมา "เออ มีตังค์จ่ายไหมเนี่ย ถ้าไม่มีก็ไปขอสงเคราะห์ เดี๋ยวค่อยทำให้" แล้วแม่ก็หายไปหลายชั่วโมง เรานั่งรออยู่ตรงนั้นจนเกือบเช้า พยาบาลก็ใส่เฝือกให้พี่ชายเสร็จ

    เราไม่รู้ว่าแม่ต้องไปทำอะไรบ้าง แต่การไปขอสงเคราะห์มันก็ยาวนานมากจริงๆในตอนนั้น กลับมาบ้าน จนครบกำหนดถอดเฝือก พี่ชายก็ไปถอดเฝือก สิ่งที่ได้คือขารูปตัว L นึกภาพตามนะ ขาท่อนล่างมันควรจะตรงใช่ไหม แต่มันกลายเป็นตัว L ที่แปลว่า พี่ชายจะไม่มีโอกาสยืนได้อีกแล้ว เพราะขามันสนิทกันแล้ว จากความหวังว่าจะกระถัดไปห้องน้ำแค่สักเดือนสองเดือน กลายเป็น "ตลอดชีวิต"

    ถ้าตอนนั้นมีมาตรา 41 มีเรื่องการเยียวยาความเสียหายเบื้องต้นจากการรับบริการสาธารณสุข มันอาจจะช่วยเยียวยาจิตใจทุกคนในครอบครัวได้บ้าง แกใช้เวลาราว 20 นาทีกว่าจะถัดไปจากเตียงถึงห้องน้ำ แกก็เริ่มมีนวัตรกรรมรถเข็น คือเอาแผ่นกระดานมาวางบนล้อ แล้วเข็นไปห้องนำ้เอง ทำได้อยู่ราว 2 ปี แรงก็ถดถอยจนไม่สามารถไปห้องนำ้เองได้แล้ว หน้าที่หลักของน้องสาวคือ เอาฉี่ไปเท เช้าเย็น เช็ดตัวบ้างบางที เช็ดอึบ้างบางครั้งอยู่หลายปี จนเขาจากไป

    คนป่วยหนึ่งคนในบ้าน มันก็เหมือนป่วยกันทั้งบ้านนั่นแหละ

    ในช่วงไล่เลี่ยกันนั้น ครอบครัวเราก็ได้สมาชิกใหม่ เป็นลูกของพี่ชายคนที่สาม ซึ่งก็ระวังแล้วว่าครอบครัวเราน่าจะเป็นพาหะธาลัสซีเมีย ตอนเมียท้องก็ตรวจแล้วแต่ไม่เจอ หลานคลอดเดือนแรก ตัวแดงดี แม่เราก็ดีใจมาก "อุ้ย หลานไม่เป็นธาลัสซีเมียวุ้ย" เลี้ยงไปสัก 3 เดือน หลานตัวซีดลง ร้องไห้แล้วหน้าไม่แดงแล้ว ด้วยประสบการณ์ย่ารีบพาไปตรวจ แล้วหลังจากนั้นทารกอายุ 3 เดือนก็เข้าออกโรงพยาบาลทุกเดือนมาจนตอนนี้ 16 ปี

    นัดทุกเดือนของหลาน ทำให้เราต้องผลัดกันไปโรงพยาบาล อาต้องโดดเรียนบ้าง ย่าบ้าง ปู่ที่อายุเกิน 60 ไปไกลแล้วบ้าง พ่อเขาบ้าง การไปโรงพยาบาลของหลานแต่ละครั้ง คือการออกจากบ้านตอนตี 5 เพื่อไปถึงโรงพยาบาลให้ได้ตอน 7 โมงเช้า แล้วดำเนินการเรื่องเอกสารทุกอย่าง ใช้ใบส่งตัวจากโรงพยาบาลอำเภอที่มีอายุ 3 เดือน ใบเกิด ทะเบียนบ้าน และสิทธิการรักษาที่ยกเว้นสำหรับเด็กต่ำกว่า 12 ขวบ ขนาดมีสิทธิยกเว้นได้ตามกฎหมายแล้ว การไปขอสงเคราะห์ หรือขอตราแสตมป์ว่า "มี ท.ยกเว้นค่ารักษา" ยังใช้เวลาตั้งแต่ 7 โมงเช้า ถึงราว 5 โมงเย็น

    เราต้องไปโรงพยาบาลสองคน คนหนึ่งอยู่กับหลาน คนหนึ่งไปเดินเรื่องเอกสารทั้งหมด กว่าจะได้เลือดได้ยาก็ปาเข้าไป 3 – 4 ทุ่ม การให้เลือดบางครั้งเราก็ได้เตียง บางครั้งก็ไม่ได้เตียง ต้องเอาเสื่อไปปูที่ระเบียงเอาเอง แม้เราจะไม่รู้ว่าหลานจะได้เลือดกี่โมงจากธนาคารเลือด เราก็เอาของเอาเสื่อไปจองที่ไว้หนึ่งที่ เพื่อเวลาเลือดมาแล้ว หลานจะได้มีที่นอนให้เลือด แล้วญาติไปไหน ก็กระเด็นไปอยู่ระเบียงทางเดินนอกวอร์ด เพราะไม่มีที่พอในนั้น

    การให้เลือดบ่อยๆ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือภาวะธาตุเหล็กเกิน ยาที่เราต้องซื้อเองตอนนั้นคือยาขับธาตุเหล็ก ซึ่งตกเดือนละหลายพันในตอนนั้น วิธีการคือต้องให้ผ่านผิวหนังด้วยเครื่อง ทิ้งไว้ทั้งคืนจนเช้า หมอสั่งให้ใช้อาทิตย์ละ 3 ครั้ง ครอบครัวเราทั้งหมดที่ทำได้คือ อาทิตย์ละครั้ง

    ไปบ่อยๆเข้า ก็ไปสนิทกับครอบครัวข้าราชการครอบครัวหนึ่ง เขาได้ยาเกินกว่าที่ร่างกายจำเป็นไป 10 ครั้งทุกเดือน ตอนนั้นเราก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ทำไมมีบางคนไม่มีปัญญาได้ยาตามที่จำเป็น แต่ก็มีบางคนได้ยาเกินจำเป็น เขาก็เอาส่วนที่เกินนั้นมาแบ่งขายให้ครอบครัวเรา ในราคาที่ถูกกว่าจ่ายเองครึ่งหนึ่ง ตอนนั้นคือความจำเป็นซึ่งพี่ชายเราดีใจมาก ที่ลูกจะได้ยา แบบที่เรามีปัญญาจ่าย

    หลังจากนั้นไม่นาน พี่ชายคนนี้ก็เดินตกหลุมเสาเข็ม ระหว่างทำโอที ตอนดึก กระดูกสันหลังต้องใส่เหล็กมาจนทุกวันนี้ ตอนนั้นโชคดีที่มีประกันสังคม ความกังวลสูงสุดของพี่ชายตอนนั้นคือ ถ้าเป็นอะไรไป "ใครจะดูแลแม่ ดูแลลูกเขา"

    ชีวิตที่ต้องเข้าออกโรงพยาบาลตั้งแต่เด็ก เข้าใจกระบวนการทุกอย่างของการเป็นคนไข้อนาถา จนมาถึงวันที่มีระบบหลักประกันถ้วนหน้าสำหรับทุกคน เห็นภาพและอยู่ในภาพนั้นมาตลอด

    จนวันที่มีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ทุกคนมีบัตรทอง เรายังคงต้องไปโรงพยาบาลตามปกติ แต่เราไม่ต้องใช้เวลา 6-7 ชั่วโมงไปนั่งเพื่อรอประทับตราว่ารักษาฟรีอีกแล้ว ไม่ต้องก้มหัวก้มหาง ทำตัวลีบแบนเวลาต้องเจียรไนว่าจนยังไงแล้ว

    การดูแลรักษาโรคเรื้อรังอย่างธาลัสซีเมีย ก็มีพัฒนาการของยาขับธาตุเหล็กจากการให้ยาผ่านผิวหนังก็กลายเป็นแบบเม็ด มีการตรวจอื่นๆที่จำเป็นเพิ่มเติมมากขึ้น

    หลานอายุ 16 ปีแล้ววันนี้ นับเวลาเข้าออกโรงพยาบาล ก็ 190 ครั้งเป็นอย่างน้อยจนอยู่ตัวแล้ว

    เมื่อปีที่แล้ว พ่อต้องเข้าโรงพยาบาลอีกครั้ง ด้วยอาการหายใจไม่เต็มปอด มีรายละเอียการรักษาอยู่ในคอมเมนต์ใต้บทความนี้

    เราเป็นคนที่ไปรับพ่อออกจากห้องเย็น และต้องเอาประวัติการรักษาทั้งหมดไปประทับค่าใช้จ่ายเอง ตัวเลขของการรักษา 10 วันในโรงพยาบาลศูนย์ อยู่ที่ 100,000 ได้ทอนนิดหน่อย ตราประทับคือ "ไม่มีค่าใช้จ่าย"

    วันนั้นเรารู้สึกขอบคุณระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ขอบคุณบัตรทอง มันทำให้เราและครอบครัวไม่ต้องกลายเป็นลูกอกตัญญู วันสุดท้ายของพ่อ เราสามารถบอกทีมแพทย์ได้อย่างไม่กังวลใจ ว่า "รักษาให้เต็มที่ เอาเท่าที่พ่อไม่เจ็บ" น้ำตาวันนั้น มันคือน้ำตาที่เห็นพ่อเจ็บปวด โดยลูกไม่ต้องทุกข์กับข้างหลังว่า "แล้วทั้งหมดมันเท่าไหร่ว่ะ" ถ้าเราไม่มีบัตรทอง เราก็ไม่รู้จริงๆว่าเราจะกล้าบอกหมอไหมว่า ให้รักษาให้เต็มที่ ป่านนี้เราอาจจะยังไม่มีปัญญาเอาพ่อออกมาจากโรงพยาบาล เพราะไม่มีเงินจ่าย หรือไม่ก็มีหนี้ติดหลังอีกก้อนใหญ่...เราไม่รู้ เราบอกไม่ได้ เพราะเรื่องแบบนั้น มันไม่มีอีกแล้วตั้งแต่เรามีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

    ระหว่างเขียนนี้ คนเขียนเองกำลังงดอาหาร เพราะเตรียมเข้าห้องผ่าตัดพรุ่งนี้ แต่โชคดีที่มีงานทำ ยาที่กินทุกวันมาตลอดสองปี คิดเป็นมูลค่าก็ไม่ต่ำกว่าเดือนละหมื่น เงินเดือนคงไม่พอจ่ายถ้าเกิดระบบหลักประกันสุขภาพล้มครืน

    หากท่านไม่รู้ การมีระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ช่วยพัฒนาระบบการรักษาของทั้งประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อก่อนประกันสังคมไม่ได้ครอบคลุมเท่านี้ ให้สิทธิประโยชน์บางอย่าง แต่ไม่ให้อีกหลายอย่าง ทำให้มีระบบบัญชียาหลักแห่งชาติ ที่ชี้ให้เห็นได้ยาที่ข้าราชการได้มาตลอดบางตัวมันคือเม็ดแป้งดีดีนี่เอง อย่างเช่น กลูโคซามีน หรือวิตามินบางตัว หรือการจ่ายยาที่เกินจำเป็นให้สิทธิข้าราชการ จนเอาออกมาขายได้ มันไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น และมันทำให้ค่าใช้จ่ายจากภาษีของดิฉันกลายเป็นยาขยะก็มากมาย

    "ที่เขียนมายาว อยากจะบอกท่านผู้นำว่า ท่านเคยได้มีประสบการณ์เจ็บแค้นกับการเป็นคนอนาถา ท่านเข้าใจจริงๆไหมว่าประชาชน ทุกชีวิตในที่แห่งนี้เขามีชีวิตกันมายังไง แล้วระบบหลักประกันสุขภาพเป็นบุญเป็นคุณมากมายแค่ไหน ท่านผู้นำที่เกิดในครอบครัวข้าราชการระดับสูง ที่ลอยอยู่บนฟ้า มองลงมาแล้วเห็นอะไรไหม"

     

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    กลุ่มประชาชนที่ติดตามปัญหาราคายาและสิทธิบัตรบุกพาณิชย์ จี้ทำหน้าที่รักษาชีวิตประชาชน ไม่ใช่นิ่งเฉยปล่อยบริษัทยาคร่าชีวิตประชาชนด้วยยาราคาแพง

     
     
    เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2558 ที่ผ่านมากลุ่มประชาชนที่ติดตามปัญหาราคายาและสิทธิบัตร ประกอบด้วย 1) เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย 2) ศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา 3) มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ 4) มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค 5) มูลนิธิโอโซน 6) กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน 7) มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ 8) กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ เข้ายื่นหนังสือจี้กระทรวงพาณิชย์ เร่งจัดการระบบควบคุมราคายา พร้อมติดตามกรณีคำขอสิทธิบัตรยารักษาโรคไวรัสตับอักเสบซี โดยมีนางดวงกมล เจียมบุตร โฆษกประจำกระทรวงพาณิชย์ และ นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา มารับมอบหนังสือ
     
    นายอภิวัฒน์ กวางแก้ว ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย กล่าวว่าที่ผ่านมาผู้ป่วยจำนวนมากยังเข้าไม่ถึงการรักษา สาเหตุสำคัญคือยามีราคาแพง ยาเป็นสินค้าคุณธรรมที่ต้องมีการควบคุมราคา แต่ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ไม่ได้ทำอะไร อ้างว่าทำไม่ได้ ทำได้ยาก ทั้งที่ประเทศมีกฏหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ซึ่งมีการกำหนดกลไกในการควบคุมราคาสินค้าและบริการไว้ด้วย
     
    “ขอเรียกร้องให้กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ใช้มาตรการทางกฎหมายที่มีอยู่ กำหนดให้ยาเป็นสินค้าควบคุม ตามที่ได้ปฏิบัติกับสินค้าควบคุมอื่นๆ ที่ต้องมีการชี้แจงต้นทุน หากไม่มีความสามารถในการบังคับใช้กฏหมายนี้เพื่อควบคุมราคายา ขอให้กระทรวงพาณิชย์สนับสนุนให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ทำหน้าที่กำกับดูแลควบคุมราคายาแทนกรมการค้าภายใน” นายอภิวัฒน์กล่าว
     
    นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่าที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญายังไม่มีกระบวนการที่เหมาะสมในการให้สิทธิบัตรยา กระบวนการพิจารณาคำขอรับสิทธิบัตรขาดความรัดกุม และเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบขาดความรู้และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเภสัชศาสตร์ หลายกรณีทำให้เกิดปรากฎการณ์ที่ยาจำนวนมากที่ไม่สมควรได้รับสิทธิบัตรกลับได้รับสิทธิบัตร ซึ่งได้มีความร่วมมือระหว่างนักวิชาการ กรมทรัพย์สินทางปัญญา และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ศึกษาวิจัยและพัฒนาคู่มือตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตรยาจนสำเร็จ และประกาศใช้ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2557 แต่ก็ยังไม่เห็นว่าได้มีการใช้คู่มืออย่างจริงจัง
     
    “ปัญหาด้านการเข้าไม่ถึงยาของประเทศ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความไม่เข้าใจหลักการที่จะทำให้ประชาชนต้องเข้าถึงยา จำเป็นก่อน ความขลาดของกระทรวงพาณิชย์ที่จำนนต่อบริษัทยา ออกสิทธิบัตรโดยง่ายในยาจำเป็นทั้งที่ไม่สมควรออก หรือการปล่อยให้ราคายาแพงจนเกินการควบคุม ส่งผลให้ผู้ป่วยเข้าไม่ถึงยา ล้มตายทั้งที่มียารักษา แต่ไม่มีเงินจะซื้อ” 
    ด้านนายเฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน  กล่าวว่า
     
    “กระทรวงพาณิชย์ควรพิจารณาแก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ. สิทธิบัตรดังนี้ (1) ต้องขยายระยะเวลาการยื่นคำคัดค้านคำขอรับสิทธิบัตรจาก 90 วันเป็น 1 ปีอย่างน้อย โดยผู้ยื่นต้องส่งข้อมูลเอกสารให้ถูกต้องครบถ้วนและไม่อนุญาตให้มีการแก้ไขเนื้อหาสาระหรือยื่นเอกสารเพิ่มเติม และต้องปรับลดระยะเวลาการยื่นขอตรวจสอบขั้นตอนการประดิษฐ์ให้สั้นลง (2) ให้กรมทรัพย์สินทางปัญญานำคู่มือตรวจสอบคำขอสิทธิบัตรมาใช้พิจารณาคำขอรับสิทธิบัตรที่เกี่ยวกับยาและเวชภัณฑ์ อย่างเข้มงวดและไม่ละเว้นปฏิบัติ  (3) นำข้อมูลคำขอรับสิทธิบัตรและสิทธิบัตร รวมถึงสถานะต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับคำขอรับสิทธิบัตรนั้น ประกาศขึ้นเว็บไซด์หรือช่องทางอินเตอร์เน็ตอื่นๆ โดยที่สามารถเข้าถึงง่าย และเป็นปัจจุบัน"
     
    ทั้งนี้ทางกลุ่มเครือข่ายฯ ขอให้กระทรวงพาณิชย์เร่งพิจารณาคำขอยาโซฟอสบูเวียร์ ที่ใช้สำหรับผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซี ที่กำลังเป็นปัญหา โดยเฉพาะขณะนี้มีหลายประเทศได้มีการยื่นคัดค้านคำขอยาดังกล่าว รวมทั้งมีการปฏิเสธคำขอไปแล้วในบางประเทศ โดยขอให้มีการเพิกถอนคำขอยาดังกล่าว หากไทยไม่มีการดำเนินการใดๆ ก็จะเป็นการตัดโอกาสให้ผู้ป่วยจำนวนมากได้เข้าถึงยาจำเป็นดังกล่าว
     
    ด้านนางดวงกมล เจียมบุตร กล่าวถึงกรณียามีราคาแพงว่า ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์ได้มีการควบคุมราคายาแพงด้วยการกำหนดให้มีการติดป้ายราคายาแล้ว อย่างไรก็ตาม พร้อมที่จะทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข โดยขอให้กระทรวงสาธารณสุขชี้เป้าตัวยาที่ต้องควบคุมราคาเพราะจะมีความเชี่ยวชาญมากกว่า  ส่วนกรณีคำขอสิทธิบัตรยาโซฟอสบูเวียร์ที่ใช้สำหรับผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซีนั้นกรมทรัพย์สินทางปัญญารับทราบปัญหาแล้ว
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    3 ก.ค. 2558 องค์กรสิทธิมนุษยชนนำโดยมูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้เผยแพร่จดหมายขอเข้าพบ กอ.รมน. ภาค 4 เพื่อแสวงหาแนวทางและมาตรการการตรวจเก็บดีเอ็นเอในพื้นที่ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
     
    จดหมายเปิดผนึก
     
    วันที่  3 กรกฎาคม  2558
     
    เรื่อง    ขอเข้าพบเพื่อแสวงหาแนวทางและมาตรการการตรวจเก็บดีเอ็นเอในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้
    เรียน    ผู้อำนวยการกองกำลังรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า
     
    ตามที่คณะกรรมการประจำอนุสัญญาขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติทุกรูปแบบ (CERD) ได้ส่งจดหมายถึงรัฐบาลไทยเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 เพื่อสอบถามขอรายละเอียดและคำชี้แจงเพิ่มเติมในกรณี  การเข้าตรวจค้นสำนักงานศูนย์วัฒนธรรมสลาตัน BUMI เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2558 และการเก็บดีเอ็นเอ เยาวชนอาสาสมัครของ BUMIจำนวน 8 คน นอกจากนี้ยังมีความ พยายามเข้าตรวจค้นสำนักงานของสมาคมสตรีจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อสันติภาพ PERWANI  ตามเอกสารแนบ หมายเลข 1
     
    จดหมายดังกล่าวระบุถึงรายงานการเข้าตรวจเก็บดีเอ็นเอในปี 2555 ทั้งที่โรงเรียนปอเนาะ (ตาร์เบียร์ตุล-วาตันมูลนิธิ) จ.ยะลา และการตรวจดีเอ็นเอของประชาชนในตำบลไทรทอง อำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี  ทางคณะกรรมการระบุว่า หากเรื่องร้องเรียนดังกล่าวเป็นความจริง ก็จะถือได้ว่าเป็นการกระทำที่เลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ ซึ่งเป็นการละเมิดอนุสัญญาขจัดการเลือกปฏิบัติต่อเชื้อชาติ  และคณะกรรมการยังมีความกังวลต่อเรื่องที่มีการเก็บดีเอ็นเอของเยาวชนโดยไม่ได้ให้ข้อมูลที่เพียงพอ หรือได้รับความยินยอมอย่างเต็มใจ   คณะกรรมการยังเรียกร้องให้รัฐมีมาตรการที่เป็นรูปธรรมเพื่อขจัดการตรวจบัตรประชาชน หรือการจับกุมบนพื้นฐานของการมุ่งปฏิบัติการไปที่เชื้อชาติใดเชื้อชาติหนึ่ง (Racial Profiling) รวมถึงทบทวนการใช้กฎหมายพิเศษด้านความมั่นคงในพื้นที่ให้เทียบเท่ากับมาตรฐานระหว่างประเทศ และตรวจสอบข้อร้องเรียนการละเมิดสิทธิที่เกิดขึ้นพร้อมทั้งนำตัวบุคคลที่กระทำผิดมารับผิดชอบ
     
    นอกจากนี้คณะกรรมการยังได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยส่งข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ระบุข้างต้นภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2558 โดยขอข้อมูลในเรื่องต่างๆ ดังนี้ 1) เหตุผลที่จนท.ทำการเก็บดีเอ็นเอกรณีของอาสาสมัครเยาวชน 2) มาตรการที่บังคับใช้เพื่อติดตามตรวจสอบผลการบังคับใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่สามจังหวัดให้มีการเคารพสิทธิมนุษยชน 3) มาตรการที่จะปกป้องคุ้มครองให้ภาคประชาสังคมไม่ถูกข่มขู่หรือคุกคาม 4) มาตรการที่จะใช้สอบสวนข้อกล่าวหาการละเมิดสิทธิที่ระบุไว้ในจดหมายและผู้กระทำผิดต้องรับผิดชอบหรือไม่
     
    อีกทั้งทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้มีรายงานการตรวจสอบเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2558 เรื่องสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคลและเสรีภาพในการเดินทาง  การตรวจเก็บดีเอ็นเอโดยอาศัยอำนาจกฎอัยการศึก โดยมีข้อเสนอให้กอ.รมน.ภาค 4 ทบทวนมาตรการการตรวจและการเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ และการปฏิบัติต่อผู้ต้องหาที่เป็นเยาวชนให้สอดคล้องกับกฎหมายทั้งในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศเรื่องการคุ้มครองสิทธิในกระบวนการยุติธรรมต่อเยาวชนและครอบครัว ตามเอกสารที่แนบหมายเลข 2
     
    จากข้อความข้างต้น องค์กรสิทธิมนุษยชนและภาคประชาสังคมตามรายนามด้านล่างนี้มีความเห็นว่า การดำเนินการให้เป็นไปตามข้อเรียกร้องของคณะกรรมการประจำอนุสัญญาขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติทุกรูปแบบ (CERD) ในเรื่องการปฏิบัติงานของหน่วยงานในสังกัดของท่านในส่วนที่เกี่ยวกับการตรวจเก็บดีเอ็นเอนั้นเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากหน่วยงานที่ทำงานในเรื่องเหล่านี้จำต้องมีมาตรฐานและแนวทางในการทำงานที่ได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วน ดังนั้น องค์กรสิทธิมนุษยชนและภาคประชาสังคม จึงเรียนมาเพื่อขอเข้าพบท่านและคณะของท่าน เพื่อปรึกษาหารือถึงมาตรการและแนวทางในการปฏิบัติในการตรวจเก็บดีเอ็นเอให้สอดคล้องและเป็นไปตามคำแนะนำ ทั้งจากที่มาจากคำชี้แจงแนวทางโดยคณะกรรมการประจำอนุสัญญาขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติทุกรูปแบบ (CERD) และจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อันจะนำไปสู่การปฏิบัติงานที่เป็นที่ยอมรับและได้รับความร่วมมือจากประชาชน ตลอดจนเอื้อให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เป็นประโยชน์ต่อการสร้างสันติสุขต่อไป
     
     จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา
     
    1. มูลนิธิผสานวัฒนธรรม - CrCF
     
    2. กลุ่มด้วยใจ – Duayjai Group
     
    3. เครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี HAP
     
    4. มูลนิธินูซันตาราเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา Nusantara
     
    5. สำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา LEMPAR
     
    6. ศูนย์วัฒนธรรมสลาตัน BUMI  
     
    7. มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม MAC
     
    8. เครือข่ายอาสาผู้ช่วยทนายความ SPAN
     
    9. สมาคมสตรีจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อสันติภาพ PERWANI
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    เครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ (MWRN) ออก 'เอกสารสรุปก่อนการพิจารณาคดี ความเป็นธรรม: คดีฆาตกรรมบนเกาะเต่า' หวังสนับสนุนให้เกิดการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม

     
     
    3 ก.ค. 2558 เครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ (Migrant Worker Rights Network/MWRN) ถือเป็นตัวแทนแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยองค์กรหนึ่งที่มีเป้าหมายปกป้องสิทธิของกลุ่มคนดังกล่าวในกรณีต่างๆ และเมื่อเกิดกรณีซอ ลิน และเว พิว (หรือวิน ซอ ทุน) แรงงานพม่าอายุ 22 ปีที่ถูกฟ้องคดีอาญาต่อศาลจังหวัดเกาะสมุย ข้อหา ข่มขืนกระทำชำเราแล้วฆ่า น.ส. ฮันน่า วิทเทอริจ และฆ่านาย เดวิด มิลเลอร์ นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษบนเกาะเต่า เมื่อเดือนกันยายน 2557 MWRN ได้พิจารณาว่า ระหว่างการดำเนินคดีในศาล ทั้งสองอาจถูกละเมิดสิทธิในการต่อสู้คดี 
     
    การพิจารณาคดีของ ซอ ลิน และเว พิว ที่ศาลจังหวัดเกาะสมุย ถูกกำหนดไว้เป็นเวลา 18 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม (ครั้งละสามวันจำนวน 6 ครั้ง) จนถึง 25 เดือนกันยายน 2558 คาดว่าศาลจังหวัดเกาะสมุยจะทำคำพิพากษาแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2558 โดยซอ ลิน และเว พิว ทั้งสองถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำเกาะสมุยมาโดยตลอด ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2557 จนถึงปัจจุบัน และในระหว่างการพิจารณาคดีนี้ 
     
    MWRN ติดตามคดีดังกล่าวมาตั้งแต่เดือนกันยายน 2557 เรื่อยมา ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่แพร่กระจายไปทั่วทั้งในสื่อไทยเเละต่างประเทศว่าเป็นการจับแพะ รวมทั้งการทำร้ายร่างกายซอ ลิน และเว พิว เพื่อให้รับสารภาพในระหว่างควบคุมตัวก่อนส่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการ อีกทั้งเรื่องการเก็บหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ในสถานที่เกิดเหตุที่น่าจะดำเนินการไม่ถูกต้องในระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานและการข่มขู่หรือการทำร้ายพยานหรือผู้ต้องหา  
     
    MWRN มีความมุ่งหมายที่จะสนับสนุนให้เกิดการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมแก่ ซอ ลิน และ เว พิว เพื่อป้องกันมิให้เกิดความไม่น่าเชื่อถือในการพิจารณาคดี ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความรู้สึกในแง่ลบต่อครอบครัว สังคมและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากคดีนี้ นอกจากนี้ MWRN ยังมีความประสงค์ที่จะทำให้แน่ใจว่า แรงงานข้ามชาติ ผู้ซึ่งมีบทบาทอย่างมากในฐานะผู้ใช้แรงงานในสังคมไทย ที่สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้ในเกาะเต่า และเกาะข้างเคียง ได้รับความยุติธรรมอย่างแท้จริง  โดยประเทศไทยมีความตระหนักถึงความเป็นธรรมจากการพิจารณาคดีนี้ มากยิ่งกว่าครอบครัวและเพื่อนของผู้เกี่ยวข้องกับคดี อีกทั้งแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยต่างได้รับผลกระทบอย่างลึกซึ้งจากการเสียชีวิตของฮันน่า และเดวิด ตลอดจนการจับกุมและการฟ้องร้องคดีอาญากับ ซอ ลิน และเว พิว เพื่อนร่วมชาติของพวกเขา ที่ตกเป็นจำเลยคดีฆาตกรรมบนเกาะเต่านี
     
    อนึ่งเครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ (Migrant Workers Rights Network/MWRN) เป็นองค์กรสมาชิกของแรงงานจากประเทศพม่า ที่มีการดำเนินงานทั่วโลก  เครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติก่อตั้งขึ้นในเดือนมีนาคม 2552 โดยผู้นำแรงงานชาวพม่าในประเทศไทย จำนวน 9 คน ที่มีความเชื่อมั่นว่า การสร้างเสริมอำนาจให้แก่แรงงาน  เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการปกป้องแรงงาน ในสถานการณ์ที่เปราะบางโดยเฉพาะแรงงานข้ามชาติ  วัตถุประสงค์ในการก่อตั้งเครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ คือ การสนับสนุนและเสริมสร้างความเข็มแข็งในการปกป้องสิทธิของแรงงานพม่า โดยการสร้างความตระหนักรู้ การส่งเสริมการเข้าถึงความเป็นธรรม การเจรจาต่อรองกับนายจ้าง เจ้าหน้าที่ และสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงนโยบายแรงงานอย่างยั่งยืน
     
     
     
    Attachment Size
    Koh Tao Case Briefing (FINAL DRAFT Thai).pdf 799.34 KB
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai