Are you the publisher? Claim or contact us about this channel


Embed this content in your HTML

Search

Report adult content:

click to rate:

Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


    0 0



                   
    เนื่องจากบางสื่อที่สนับสนุนรัฐบาล คสช. อย่างเครือเนชั่น ผู้จัดการ หรือสำนักข่าวไทย ได้เพียรพยายามมานานเป็นปี ๆ ในการทำให้มวลชนเข้าใจว่า ไทยหันมาสังกัดค่ายทางการเมืองและเศรษฐกิจของจีนกับรัสเซียแทนพันธมิตรดั้งเดิมอย่าง สหรัฐอเมริกา เราจึงน่าจะศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจใหม่คู่นี้ ว่ามีความแนบแน่นลึกซึ้ง และสามารถคานอำนาจกับตะวันตกอย่างที่สื่อเหล่านั้นพยายามนำเสนอหรือไม่ อย่างไร อันน่าจะช่วยให้เราเข้าใจได้ว่ารัฐบาลไทย (รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านในย่านอุษาคเนย์) แท้ที่จริงเลิกสนใจสหรัฐฯ เพราะได้พันธมิตรใหม่ที่รักใคร่กลมเกลียวกัน 2 ประเทศ หรือเป็นเพียงการสร้างภาพของรัฐบาลไทยเช่นเดียวกับบรรดาสื่อในสังกัดเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลทหาร
          
    บทความนี้แปลจากบทความชื่อ “สหรัฐฯควรกลัวความสัมพันธ์ระหว่างจีนและรัสเซียหรือไม่” (Should America Fear the China-Russia Relationship?) จากเว็บไซต์ The National Interest เขียนโดยไมเคิล  คาร์ก ซึ่งเป็นรองศาสตราจารย์แห่งวิทยาลัยความมั่นคงแห่งชาติ ของมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย รวมไปถึง แอนโธนี  ริกเกตต์ส ซึ่งเป็นนักศึกษาระดับปริญญาเอกของที่เดียวกัน

    0000


    จีนกับรัสเซียได้เพิ่มความสัมพันธ์ในด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และการทูต อันส่งผลให้เกิดความซับซ้อนสำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกซึ่งเปราะบางอยู่แล้ว นักวิเคราะห์หลายคนเห็นว่า การร่วมมือกันที่ถูกยกระดับเช่นนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นหุ้นส่วนในการมุ่งทำลายเสถียรภาพของระเบียบโลกที่นำโดยตะวันตก และได้ลดศักยภาพของสหรัฐฯ ในการมีอิทธิพลต่อผลลัพธ์เชิงยุทธศาสตร์ต่อภูมิภาคแห่งนี้  แต่ชุดแห่งการใช้เหตุผลดังกล่าวมุ่งไปที่องค์ประกอบที่เป็นรูปธรรมของความรักใคร่กันครั้งใหม่ของกรุงปักกิ่งและกรุงมอสโคว์โดยมองข้ามความโดดเด่นขององค์ประกอบเชิงประวัติศาสตร์และหลักการ ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ
        
    ในความเป็นจริง ภาวะแห่งการประจันหน้ากับตะวันตกอย่างเห็นได้ชัดเจนของค่ายจีน-รัสเซียนั้นได้รับการผลักดันโดยการโยงใยทางประวัติศาสตร์และอุดมการณ์ อันปรากฏจากการที่รัฐทั้ง 2 รับเอารูปแบบการปกครองอำนาจนิยมมาใช้ นักวิเคราะห์บางคนเห็นว่ารูปแบบการปกครองอันแข็งกระด้างเช่นนี้เป็นตัวแทนของความไม่ไว้วางใจระหว่างกันกับตะวันตกและความปรารถนาร่วมกันในการเขียนกฎใหม่แห่งการสร้างระเบียบโลก
         
    ความตั้งใจของรัสเซียและจีนในการระดมหรือการข่มขู่การใช้กำลังทางทหารเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ของประเทศตนขึ้นเรื่อยๆ และยังท้าทายระเบียบความมั่นคงของภูมิภาคในปัจจุบัน ดูเหมือนจะเป็นตัวตอกย้ำการประเมินที่มองโลกในแง่ร้ายเช่นนั้น ไม่ว่าจะรัสเซียในยูเครนหรือจีนในทะเลจีนใต้ ได้แสดงให้เห็นถึงท่าทีทางการทหารในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางพรมแดนมาตั้งแต่ในอดีตของพวกตน  ตามมุมมองหนึ่งเห็นว่า “รัสเซียและจีนบัดนี้กำลังแข่งขันกันในการติดอาวุธ รัฐบาลที่ต่อต้านประชาธิปไตยและต่อต้านสหรัฐฯ ในละตินอเมริกา และอาจจะร่วมมือกันในการช่วยนิการากัวสร้างคลองข้ามมหาสมุทร ซึ่งจะช่วยเป็นทางผ่านทางทะเลให้กับเรือรบของรัสเซียและจีน ทั้ง 2 ประเทศยังช่วยสนับสนุนศัตรูของสหรัฐฯ ในซีเรียและอิหร่าน”


    การจับขั้วเพื่อผลประโยชน์

    ถึงแม้ว่าจะมีความคล้ายคลึงเช่นนั้นระหว่างกรุงมอสโคว์และกรุงปักกิ่ง แต่ก็มีเหตุผลที่จะเชื่อได้ว่าสถานภาพปัจจุบันของความสัมพันธ์ระหว่างจีนและรัสเซียจะยังคงเป็น “การจับขั้วเพื่อผลประโยชน์” ภาพปรากฏเช่นนี้สะท้อนว่าในขณะที่ทั้งนายปูตินและนายสีพัฒนาความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกว่าเดิม ซึ่งบัดนี้ยอมรับผลประโยชน์หลักของกันและกัน อย่างไรก็ตามมันล้มเหลวที่จะยกความสัมพันธ์ไปยังการเป็นหนึ่งในสถานะพันธมิตร
           
    ในทางการทูต รัสเซียและจีนมักแสดงถึงผลประโยชน์ร่วมกันผ่านการใช้สิทธิยับยั้ง (veto) ในคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติ ในทศวรรษที่ผ่านมา จีนได้ใช้สิทธิยับยั้งถึง 6 ครั้ง แต่ละครั้งจะควบคู่ไปกับรัสเซียซึ่งใช้สิทธิยับยั้งถึง 11 ครั้ง ในเวลาเดียวกัน เมื่อไม่นานมานี้ การจับคู่กันมีภาพสะท้อนจากการที่ทั้งกรุงมอสโคว์และกรุงปักกิ่งทำการยับยั้งถึง 4 มติต่อกรณีซีเรีย นับตั้งแต่ปี 2012 การใช้สิทธิยับยั้งมากจนเกินไปนี้ได้รับการเข้าใจว่าเป็นทั้งการท้าทายการเป็นผู้นำของตะวันตก และเครื่องมือในการชะลอการแทรกแซงทางทหารของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง
           
    แต่อย่างที่ เดเนียล บรูมเบิร์ก และสตีเวน เฮเดมัน ได้แย้งไว้ว่า นี่เป็นการจับคู่กันที่นำไปสู่ผลทางลบจากการต่อต้านระเบียบสากลของประชาธิปไตย การรวมกันเป็นกลุ่มก้อนของประเทศต่างๆ และสิทธิมนุษยชน ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยตะวันตกและองค์กรระหว่างประเทศอย่างเช่นสหประชาชาติและศาลอาญาระหว่างประเทศ เหตุการณ์นี้ในที่สุดแล้วได้นำไปสู่การทูตซึ่งได้ปกป้อง “สิทธิประโยชน์เดิม ๆ หรือรูปแบบดั้งเดิมของความเป็นอิสระของรัฐซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับข้อตกลงระหว่างประเทศ” ดังเช่นหลักการในการปกป้อง  (Responsibility to Protect หรือ R2P)  เหตุการณ์นี้สะท้อนจากตัวอย่างเช่นข้อเรียกร้องอย่างต่อเนื่องของกรุงปักกิ่งต่อการปฏิบัติตามหลักการ “การไม่แทรกแซง”ตลอดช่วงวิกฤตซีเรีย
         
    ในด้านเศรษฐกิจ จีนและรัสเซียต่างร่วมมือกันในการพัฒนาและการดำรงไว้ซึ่งสถาบันทางพาณิชย์ ดังเช่น ธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย และธนาคารเพื่อการพัฒนาใหม่ของกลุ่มประเทศ BRICS (ประกอบด้วยประเทศเศรษฐกิจโตไวอย่าง เช่น บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ –ผู้แปล)  นอกจากนี้ รัฐทั้ง 2 ยังสร้างฉันทามติต่อ “แผนพัฒนาเส้นทางสายไหม” ของจีน และ “สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย” ของรัสเซีย โดยเจตจำนงในการร่วมมือกันระหว่าง 2 โครงการ เพื่อที่จะสร้าง “พื้นที่ทางเศรษฐกิจร่วมกัน”ได้บังเกิดขึ้น     
          
    ดังนั้น การพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกันเป็นองค์ประกอบสำคัญสุดของ “การจับขั้วเพื่อผลประโยชน์” ดังจีนและรัสเซีย  ในปี 2011 จีนกลายเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของรัสเซีย และแค่ เวลา 12 เดือนที่ผ่านมา การลงทุนของจีนในรัสเซียได้เพิ่มสูงขึ้นประมาณร้อยละ 80 อันนำมูลค่าการค้าระหว่าง 2 ประเทศไปถึง 100,000,000,000 เหรียญฯ  ธุรกิจอันโดดเด่นที่สุดได้แก่ การเชื่อมโยงท่อน้ำมันและก๊าซจากเขตชายาดินสโกเยไปยังจีน และในบริบทเช่นนี้ มันเป็นไปได้ที่ว่าจีนกำลัง “ชิ่ง” ทางขนส่งเพื่อที่จะบรรเทาการถูกประเทศอื่นสกัดกั้นบนน่านน้ำทะเลจีนใต้ในอนาคต 
           
    จีนและรัสเซียยังเพิ่มความร่วมมือกันในด้านความมั่นคง ซึ่งเป็นสิ่งที่หยุดนิ่งมา 40 ปี นี่ยังรวมไปถึงโครงการของจีนในการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ของรัสเซียจำนวนมหาศาล ด้วยการซื้อเครื่องบินซูโคย จำนวน 21 ลำ เป็นตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุด  การเป็นหุ้นส่วนเช่นนี้ยังขยายไปสู่การฝึกและการซ้อมรบทางทหาร ซึ่งกระทำกันในทะเลญี่ปุ่นอันประกอบด้วย เรือรบ 22 ลำ เครื่องบิน 20 ลำ พาหนะหุ้มเกราะ 40 คัน และเรือดำน้ำ 500 ลำ


    โอกาสน้อยนิดในการเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการ

    ด้วยการพิจารณาถึงปัจจัยดังต่อไปนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างกรุงปักกิ่งและกรุง      มอสโคว์ได้พบกับการท้าทายซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการ  ปัจจัยที่สำคัญที่สุด คือ การเฝ้ามองมานานของรัสเซียว่าจีนยังเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของตน ในขณะที่มุมมองเช่นนี้เกิดจากความไม่ไว้วางใจกันมาตั้งแต่อดีต บูรณภาพทางดินแดนของรัสเซียยังถูกจับตามองด้วยความกังวล เนื่องมาจากการอพยพเข้ามาของชาวจีน ซ้ำเติมด้วยพรมแดนร่วมกันอันยาวเหยียดของทั้ง 2 ประเทศ
             
    ในทางกลับกัน นักวิเคราะห์จำนวนมากได้ชี้ให้เห็นถึงความเข้าใจอย่างคงเส้นคงวาของจีนต่อรัสเซียว่าเป็นคู่ทางธุรกิจที่ไร้ประสิทธิภาพ  ในประเด็นนี้ จีนมองว่ากฎหมายเกี่ยวกับธุรกิจของรัสเซียไม่ได้เอื้อต่อผลประโยชน์ของจีนเลย อันส่งผลให้การร่วมมือทางเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศจำนวนมหาศาลไม่ได้เกิดขึ้นมากนัก  ดังที่ บอบ่อ โหล ได้กล่าวไว้ “จีนถือว่ารัสเซียเป็นคู่ทางธุรกิจที่ยากจะติดต่อด้วย  ขั้นแรกชาวจีนมักบ่นว่าความสัมพันธ์ทางการค้ากลายเป็นตัวประกันของโอกาสด้านภูมิรัฐศาสตร์ (หมายความว่ารัสเซียใช้ข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ในการกดดันจีนต่อเรื่องการค้าขาย- ผู้แปล)  มันดูเหมือนว่ามีวัตถุประสงค์ซ่อนเร้นอยู่เสมอ” แท้ที่จริงแล้ว กฎหมายดังกล่าวของรัสเซียดูเหมือนจะมาจากลัทธิต่อต้านชาวต่างชาติอย่างสูงภายในสหพันธรัฐรัสเซียเอง และความต้องการตอบรับกับกระแสความไม่พอใจต่อการอพยพของคนเชื้อสายจีน  
            
    ภาพปรากฏดังกล่าวขยายตัวไปยังขอบเขตของความสัมพันธ์กับตะวันตก ในประเด็นนี้ รัสเซียยังคงมุ่งสงสัยเกมในระยะยาวของจีนและความจริงที่ว่าจีนมองตะวันตกว่าเป็นศัตรูอย่างจริงๆ จังๆ เหมือนกับที่รัสเซียมองหรือไม่ หรือว่าเป็นหุ้นส่วนสำคัญต่อความสำเร็จของตน  มุมมองในเชิงผ่อนปรนของจีนต่อตะวันตกจะเป็นอุปสรรคไม่ให้จีนเข้าไปใกล้ชิดกับรัสเซียมากจนเกินไป และมันก็จะขัดขวางศักยภาพของจีนในการกลายเป็นผู้นำโลกเท่าเทียมกับสหรัฐฯ
         
    เช่นเดียวกัน ในขณะที่รัสเซียส่งเสริมความสัมพันธ์กับจีน ก็ยังคงมีคำถามเกี่ยวกับนโยบายเอเชียในขอบเขตที่กว้างกว่าเดิมของปูติน ปูตินไม่เคยเข้าร่วมการประชุมสุดยอดของภูมิภาคเอเชียเหนือ และได้ให้ความสำคัญต่อความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับยุโรปมากกว่าเอเชียในช่วงก่อนหน้าที่จะมีการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของยุโรป ความคลุมเครือดังกล่าวได้นำไปสู่ความเป็นไปที่ว่า ประธานาธิบดีรัสเซียในอนาคตอาจจะดำเนินนโยบายในการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับตะวันตกซึ่งจะทำให้ขั้วระหว่างรัสเซียกับจีนเป็นเรื่องล้าสมัยไป
          
    เป็นเรื่องจริงที่ว่าอุตสาหกรรมน้ำมันอันแสนวุ่นวายของรัสเซียต้องการให้รัสเซียหันมาร่วมมือกับตะวันตก ขณะที่อุตสาหกรรมน้ำมันของรัสเซียนั้นได้ผลิตน้ำมันถึง 10.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน และได้รับการพยากรณ์ว่าจะขึ้นสู่ระดับสูงสุดในอีก 20 ปีข้างหน้า ความต้องการของชาวโลกซึ่งเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ต่ออนาคตสีเขียวและศักยภาพของจีนในการหันมาพึ่งก๊าซธรรมชาติที่ถูกกักไว้ในชั้นหินใต้ดิน (shale gas) เช่นเดียวกับมูลค่าของน้ำมันซึ่งย่ำแย่ตลอด ในที่สุดแล้วอาจหมายความว่ารัสเซียจะต้องมุ่งหน้าสู่ตะวันตกเพื่อความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ
        
    เมื่อมองผ่านแว่นดังกล่าว จีนและรัสเซียมีส่วนสัมพันธ์กันเพียงน้อยนิดในวิสัยทัศน์ของโลกอนาคต ความสัมพันธ์ของพวกเขาขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของแต่ละฝ่ายเสียมากกว่า และด้วยเหตุนี้ สหรัฐฯ ควรสนับสนุนการพูดคุยเจรจากับรัสเซียและจีน สหรัฐฯ ต้องการความร่วมมือจากทั้ง 2 ประเทศในประเด็นเกี่ยวกับโลกที่สำคัญที่สุด  ความสำเร็จของแผนการระหว่างประเทศ อย่างการจำกัดการเผยแพร่อาวุธนิวเคลียร์ การตกของเครื่องบินเอ็ม เอ็ช 17 และวิกฤตการณ์ซึ่งดำเนินไปเรื่อยๆ ในตะวันออกกลาง ทำให้สหรัฐฯ ต้องการการเป็นหุ้นส่วนกับจีนและรัสเซีย  การแตกแยกทางการเมืองโลกใด ๆ จะทำให้ไม่อาจแก้ปัญหาสำคัญได้สำเร็จนัก


    บทส่งท้ายของผู้แปล

    ปรากฏการณ์ดังกล่าวย่อมเป็นภาพสะท้อนของไทยรวมไปถึงประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่า แท้ที่จริงพวกเขาก็เป็น “การจับขั้วเพื่อผลประโยชน์” กับทั้งจีนและรัสเซียเหมือนกับความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศที่มีต่อกันดังข้างบน โดยรัฐบาลของประเทศเล็กๆ ทั้งหลายต่างก็รู้เช่นนี้ดีจึงไม่ได้ต้องการเป็น “ติ่ง” หรืออยู่ในอาณัติของประเทศหรือค่ายใดเพียงอย่างเดียว อย่างเช่นลาวและเวียดนามซึ่งเคยพึ่งพิงสหภาพโซเวียต (รวมทั้งจีนในเรื่องเศรษฐกิจในปัจจุบัน) ได้หันมาฟื้นความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ  กระนั้นแม้แต่สหรัฐฯ เองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้นดังตัวอย่างของฟิลิปปินส์ในยุคของประธานาธิบดีร็อดริโก ดูเตอร์เตที่ประกาศตัวออกห่างอิทธิพลของสหรัฐฯ สาเหตุดังกล่าวเพราะโลกไม่ได้ถูกแบ่งเป็น 2 ขั้วเหมือนในช่วงสงครามเย็น หากแต่เป็นยุคแห่งอำนาจหลายขั้ว (Multipolarity) 
          
    ดังนั้นรัฐบาลของไทยจึงสร้างภาพแบบตี 2 หน้า คือ หน้าแรกสร้างภาพว่าไปเป็นพันธมิตรกับจีนและรัสเซีย ซึ่งผู้แปลคิดว่ารัฐบาลนั้นย่อมตระหนักดีว่ายักษ์ใหญ่ทั้ง 2 มีความสัมพันธ์ระหว่างกันที่ไม่แน่นอนอย่างที่บทความได้กล่าวไว้ ไทยจึงเน้นการเชื่อมความสัมพันธ์แบบทวิภาคกับแต่ละประเทศมากกว่า ไม่เช่นนั้นแล้วไทยคงเข้าร่วมกับองค์กรความร่วมมือเซี่ยงไฮ้หรือ Shanghai Cooperation Organization (องค์กรแห่งการร่วมมือกันในด้านการเมือง เศรษฐกิจและการทหารที่มีสมาชิกสำคัญคือจีนและรัสเซีย) ไปเรียบร้อยแล้ว ในขณะที่อีกหน้าหนึ่งของไทยคือการอาศัยภาพดังกล่าวเพื่อสร้างแรงกดดันสหรัฐฯ ให้ผ่อนปรนต่อรัฐบาลทหารในหลายเรื่องเช่นงดเว้นโจมตีเรื่องการล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือการสร้างระบบการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เพื่อที่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ จะได้ดำเนินต่อไปเหมือนเดิม เหตุการณ์นี้คล้ายคลึงกับกรณีของนายดูเตอร์เตแห่งฟิลิปปินส์ที่ต้องการให้สหรัฐฯ เลิกประณามสงครามต่อต้านยาเสพติดของตนที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันศพ  หากดูจากปฏิกิริยาของเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในขณะนี้ (ตามข้อสังเกตของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล) ถือว่า “โรดแม็พ” ของรัฐบาลบรรลุผลในระดับหนึ่ง อันเป็นข่าวร้ายสำหรับพวกต่อต้านรัฐบาลที่อาศัยสหรัฐฯ ในการกดดันรัฐบาลพลเอกประยุทธ์
       
    นอกจากนี้ตามมุมมองของผู้แปลเห็นว่าถ้าให้ไทยจัดลำดับสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างตนกับสหรัฐฯ และค่ายจีน-รัสเซียแล้ว ไทยน่าจะให้ความสำคัญแก่ฝ่ายแรกมากกว่าเพื่อลดความเสี่ยงที่จะถูกประเทศขนาดใหญ่ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ไม่ไกลอย่างจีนเข้ามาครอบงำและอาจจะแสวงหาประโยชน์จากตนหรืออาจจะทิ้งตนไปก็ได้หากจีนสามารถสานผลประโยชน์กับสหรัฐฯ หรือตะวันตกในบางประเด็น ใยไม่นับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัสเซียซึ่งยังไม่เป็นรูปธรรมอะไรชัดเจนนอกจากการเชื่อมความสัมพันธ์ทางการทูตและเศรษฐกิจแบบธรรมดาๆ ซึ่งสามารถพบได้กับรัฐบาลยุคทักษิณและยิ่งลักษณ์ ที่สำคัญรัสเซียก็คงไม่สามารถจะช่วยอะไรไทยได้หากถูกจีนหรือประเทศอื่นปฏิบัติต่ออย่างไม่เป็นธรรม
           
    ผู้แปลเคยเห็นการ์ตูนของเว็บไซต์ของสำนักพิมพ์ผู้จัดการครั้งหนึ่งที่เขียนแสดงภาพ     ตัวครุฑซึ่งเป็นตัวแทนของประเทศไทยถ่ายรูปแบบเซลฟี่กับพญามังกรและหมีขาวเพื่อส่งไปเย้ยสหรัฐฯ อันสะท้อนให้เห็นว่าคนวาดมีความรู้เกี่ยวกับการเมืองโลกน้อยเต็มที

    0000

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    เมื่อวันที่ 28 ก.ย. ที่ผ่านมา ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 60/2559 เรื่อง มาตรการป้องกันการนําช้างป่ามาสวมสิทธิเป็นช้างบ้าน ลงนามโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.

    คำสั่งระบุว่า โดยที่ประเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora (CITES)) จึงมีความจําเป็นต้องกําหนดมาตรการในการเร่งรัดดําเนินกิจกรรมตามแผนปฏิบัติการงาช้างแห่งชาติ โดยเฉพาะการป้องกัน ระงับ และปราบปรามการนําช้างป่ามาสวมสิทธิเป็นช้างบ้านให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อมิให้ประเทศไทยถูกระงับการนําเข้าและส่งออกสัตว์ป่าและพืชป่าตามบัญชีอนุสัญญา CITES อันจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมและความน่าเชื่อถือของประเทศได้
     
    อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 คสช. โดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคําสั่ง โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    ที่มาภาพ เว็บไซต์ทำเนียบฯ
     
    29 ก.ย. 2559 เมื่อเวลา 09.20 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล นายกรัฐมนตรีมอบหมาย ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง "สถาบันพระมหากษัตริย์กับความมั่นคง" จัดโดย สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อร่วมกันดำเนินงานด้านความมั่นคงชาติ และเป็นแนวทางปฏิบัติแก่ส่วนราชการให้มีประสิทธิผลสูงสุด โดยมีผู้ร่วมงานประกอบด้วย องคมนตรี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย พล.อ. จรัล กุลละวณิชย์ สื่อมวลชน และผู้มีเกียรติที่เข้าร่วมงานจำนวนประมาณ 300 คน
     
    โอกาสนี้ ม.ล.ปนัดดา ได้กล่าวเปิดงานว่า ในนามของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีขอกล่าวขอบคุณ นพ.เกษม ที่เป็นผู้ร่างนโยบายแผนงานความมั่นคงแห่งชาติ เรื่อง สถาบันพระมหากษัตริย์กับความมั่นคง สำหรับสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น มีความสำคัญ และผูกพันกับสังคมไทยมาโดยตลอด ในฐานะที่ทรงมีคุณูปการต่อความมั่นคงของชาติ ที่ส่งนำพาประเทศชาติให้อยู่รอดปลอดภัยเป็นศูนย์กลางความรัก ความสามัคคีของคนในชาติ เป็นศูนย์รวมจิตใจ และยังเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามเกิดวิกฤตการณ์ เช่น การนำพาประเทศไทยให้รอดพ้นจากการเป็นประเทศราชของชาติตะวันตก และในช่วงสงครามเย็นที่ประเทศไทยประสบปัญหาภัยคุกคามจากระบอบคอมมิวนิสต์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้พระปรีชาสามารถ และพระอัจฉริยภาพในการแก้ปัญหาจนกระทั่งรอดพ้นจากปัญหาดังกล่าวได้
     
    ม.ล.ปนัดดา กล่าวต่อไปว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประกอบพระราชกรณี ยกิจด้วยพระราชหฤทัยที่มุ่งมั่น เสียสละ เพื่อประชาชนและประเทศชาติ ให้มีความมั่นคง สถาพรมาตลอดระยะเวลาที่ทรงครองสิริราชสมบัติ นอกจากนี้ พระราชดำรัส และพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงพระราชทานไว้ในโอกาสต่าง ๆ ถือได้ว่าเป็นแบบอย่างที่มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อวิธีคิด และวิธีดำเนินชีวิตของประชาชน ตลอดจนวิธีดำเนินงานด้านความมั่นคงของประเทศ
     
    นอกจากนี้ ม.ล.ปนัดดา ได้กล่าวขอบคุณสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติที่เป็นหน่วยงานหลักในการดูแลรับผิดชอบเรื่องความมั่นคงของประเทศ ที่ได้ตระหนัก ถึงความสำคัญของการธำรง ไว้ซึ่งความมั่นคงยั่งยืนของสถาบันพระมหากษัตริย์ และได้จัดทำแนวทางการรักษาความมั่นคงสถาบันหลัก ของชาติ ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
     
    โดยตอนท้าย ม.ล.ปนัดดา ได้กล่าวถึงการคาดหวังว่างานในวันนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นจิตสำนึกของประชาชนในสังคมไทย เพื่อให้รำลึกถึงคุณูปการของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยที่มีต่อประเทศชาติ และประชาชนมาอย่างยาวนานด้วย
     

    คนการเมืองจ้างบิดเบือน 'สถาบันเบื้องสูง' โยงขัดแย้งทักษิณ

    นอกจากนี้ กรุงเทพธุรกิจออนไลน์รายงานด้วยว่า เสริมสุข กษิติประดิษฐ์ สื่อมวลชนอาวุโส ด้านความมั่นคง กล่าวว่า จากการติดตามการรายงานข่าวของสื่อต่างชาติในช่วงความขัดแย้งทางการเมือง มักมีเจตนาเชื่อมโยงว่ามีสถาบันเป็นคู่ขัดแย้งกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยที่ไม่อธิบายข้อมูลพื้นฐานของสถานการ์ความเป็นมา และนำเสนอไปโดยไม่มีการอ้างอิงบุคคลใดๆ ทั้งสิ้น และที่น่าตกใจมีการพูดถึงสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เข้ามาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมือง ทำนองว่าอยู่เบื้องหลัง เนื่องจากต้องการโยงว่าเป็นเรื่องสถาบันฯ การที่สื่อต่างชาตินำเสนอย่อมต้องการให้เชื่ออะไรบางอย่าง เช่นเดียวกับที่พยายามดึง มาตรา112 เข้ามาโดยระบุว่า รัฐบาลใช้กฎหมายนี้เพื่อคุมฝ่ายเห็นต่าง สะท้อนว่าที่ผ่านมามีความพยายามดิสเครดิตให้เสียชื่อเสียง

    ขณะที่ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การนำเสนอข้อมูลละเมิด ลบหลู่ดูหมิ่นสถาบันฯ ล้วนดำเนินการจากต่างประเทศมีคนที่เกี่ยวข้องกับทางการเมืองจ้างวานให้ทำข้อมูลบิดเบือนเกี่ยวกับสถาบัน เพราะเงินทองไม่เข้าใครออกใคร ส่วนที่บางคนพยายามหยิบยก มาตรา 112 มาโจมตีทางการเมืองนั้น อย่าอ้างกันพร่ำเพรื่อ พูดกันบ่อยครั้งไม่น่าจะเหมาะสม ตนไม่อยากให้พูดกันผ่านสื่อมาก ไม่ใช่เรื่องที่จะพูดกันเรื่อยเปื่อย หลายอย่างต้องพูดกันด้วยเหตุด้วยผลและมองว่าสีเสื้อมีไว้สำหรับแข่งกีฬา ไม่มีประเทศใด นำสีเสื้อมาแบ่งแยกผู้คนในชาติให้มาประหัดประหารกัน
     
     
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    สหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพระบุกรณีมีผู้บริหารบางสาขาบังคับให้พนักงานขายผลิตภัณฑ์ เช่น การซื้อขายกองทุนฯ หรือประกัน หากขายไม่ได้ตามเป้าจะต้องรับผิดชอบซื้อเอง สร้างความเดือดร้อน-เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายพนักงานเกินความจำเป็น สหภาพฯ ชี้ไม่อยากให้ปัญหานี้เกิดขึ้นเพราะอาจจะลามเป็นเชื้อโรคร้ายระบาดทั่วองค์กร

     
    29 ก.ย. 2559 สหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพแจ้งต่อสมาชิกสหภาพแรงงานฯ ว่าในการเจรจาเปลี่ยนแปลงข้อตกลงสภาพการจ้างประจำปี 2559 ครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2559 ที่ผ่านมา โดยในเรื่องอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สวัสดิการพนักงานมีความคืบหน้าที่ทั้งสองฝ่ายมีความเห็นสอดคล้องตรงกันโดยเฉพาะข้อมูลสนับสนุนในการขยายฐานวงเงินกู้สวัสดิการเพื่อซื้อ/ปลูกสร้างบ้าน มีแนวโน้มที่จะได้รับการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยให้เหมาะสมได้ตามสภาวะความเป็นจริง ซึ่งหัวหน้าผู้แทนธนาคารได้ขยายความเพิ่มเติมว่าปัจจุบันนั้นราคาบ้านที่อยู่อาศัยมีการขยับราคาสูงขึ้นแต่คุณสมบัติและกำลังความสามารถของพนักงานไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการนี้ได้เนื่องจากติดขัดเรื่องอายุงาน ดังนั้นหากเป็นไปได้ตามข้อตกลงนี้ควรได้รับการพิจารณาเรื่องคุณสมบัติอายุงานของพนักงานไปในคราวเดียวกัน
     
    เงินค่าตอบแทนพิเศษพนักงานที่ทำงานใน Booth ผู้แทนฝ่ายธนาคารได้ทำความเข้าใจและชี้แจงว่าเงินค่าตอบแทนที่จ่ายให้พนักงานกลุ่มนี้จำนวน 1,000 บาท/คน หรือ 500 บาท/คน/เดือน นั้นธนาคารได้อิงเจตนารมจากสถานที่ทำงาน การขาดสิ่งอำนวยความสะดวก เวลาการทำงานไม่ปกติ มีความเสี่ยงสูง มีความรับผิดชอบในเงินสดต่างประเทศหลายสกุลและเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ ดังนั้น ธนาคารจึงจ่ายค่าตอบแทนให้พนักงานประจำ Booth ดังกล่าว ซึ่งหัวหน้าผู้แทนฝ่ายสหภาพแรงงานฯ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่าเงินที่สหภาพแรงงานฯ เรียกร้องในข้อนี้นั้นเป็นเรื่องเงินค่าตอบแทนความเสี่ยงของพนักงานที่ปฏิบัติงานในลักษณะเดียวกันกับ Booth และงานที่รับผิดชอบเพิ่มจาก Booth เช่น กรณีการเปิดบัญชีเงินฝากสกุลเงินตราต่างประเทศและโอนต่างประเทศน่าจะสามารถนำมาพิจารณาได้ตามความเหมาะสม
     
    ส่วนกรณีที่มีพนักงานสาขาร้องเรียนผ่านสหภาพแรงงานฯ เพื่อให้สอบถามฝ่ายจัดการเรื่องกรณีมีผู้บริหารบางสาขาได้บังคับให้พนักงานขายโปรดักส์ของธนาคาร เช่น การซื้อขายกองทุนฯ หรือประกัน หากปรากฎว่าพนักงานรายใดขายไม่ได้ตามเป้าหมายที่ตนเองต้องรับผิดชอบจะต้องดำเนินการซื้อเองทำให้พนักงานเกิดความเดือดร้อน และเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวพนักงานสูงขึ้นเกินความจำเป็น ในประเด็นเรื่องนี้นั้นผู้แทนสหภาพแรงงานฯ ได้กล่าวว่าไม่ต้องการให้ปัญหานี้เกิดขึ้นเพราะมีผลกระทบต่อพนักงาน และอาจจะเป็นเชื้อโรคร้ายที่จะเกิดการระบาดทั่วองค์กร
     
     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    รายงานเสวนากะลาแลนด์ “ต้องการกิจกรรมแบบไหน ในสถาบันการศึกษา?” พร้อมประเมินกิจกรรมในสถาบันการศึกษากับการมีส่วนร่วมของนักเรียน/นักศึกษา

    เมื่อวันที่ 25 ก.ย. ที่ผ่านมา กลุ่มลานยิ้ม ร่วมกับ กลุ่มพลเรียน กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไทและศูนย์ประสานงานเครือข่ายการศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองประชาธิปไตย จัดงานเสวนาหัวข้อ "เราต้องการกิจกรรมแบบไหนใน สถาบันการศึกษา?" ในงานศิลปกับสังคม ครั้งที่ 21 เทศกาลศิลปะนานาพันธุ์ ครั้งที่ 9 (รำลึก 40 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519) ณ สถาบันปรีดี พนมยงค์ (ทองหล่อ) ชวนคุยเสนอความคิดเห็นโดย นลธวัช มะชัย นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พริษฐ์ ชิวารักษ์ นักกิจกรรมเคลื่อนไหวประเด็นการศึกษา วริษา สุขกำเนิด เลขาธิการกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท โดยมี ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล คณะคุรุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้ดำเนินรายการ

    กิจกรรมในสถาบันการศึกษากับการมีส่วนร่วมของนักเรียน/นักศึกษา

    ประเด็นแรกที่พูดคุยกัน อ.อรรถพล ให้ทั้ง 4 คน ได้แลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ในการทำกิจกรรม คำถามแรกเวลาที่เราพูดถึงสถาบันการศึกษากับกิจกรรมที่ให้นักเรียนหรือให้นักศึกษามีส่วนร่วมได้นั้น กิจกรรมที่มีอยู่เป็นอย่างไร และมีประสบการณ์ในโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัยผ่านกิจกรรมแบบไหนกันมาบ้าง แล้วก็เราตั้งคำถามหรือมุมมองต่อกิจกรรมอย่างไร

    วริษา กล่าวว่า กิจกรรมในโรงเรียนทั้งประถม มัธยมต้น มัธยมปลาย ก็จะมีกิจกรรมที่เห็นได้ชัด 2 อย่าง คือ กิจกรรมบังคับ และกิจกรรมไม่บังคับ กิจกรรมบังคับ หรือบางทีอาจจะใช้คำว่าขอ “ความร่วมมือ” ทำเพื่อกลุ่ม ทำเพื่อห้อง ซึ่งทำให้ทุกคนต้องเข้าร่วม แต่ถามว่าเราเห็นถึงความสำคัญของกิจกรรมนั้นไหม ก็ไม่ กิจกรรมที่โรงเรียนยังขาดก็คือกิจกรรมที่นักเรียนเป็นคนสร้างเอง หรือกิจกรรมที่เด็กอยากสร้างเอง แต่กิจกรรมก็จะไม่สามารถจัดได้ ถ้าผู้ใหญ่ไม่สนับสนุน ส่วนในเรื่องของการเสวนาในโรงเรียน นักเรียนไม่ค่อยสนใจ ดังนั้น หัวข้อในการจัดก็คงจะต้องคำนึงถึงผู้ฟัง ต้องเป็นหัวข้อปลายเปิดให้ผู้ที่สนใจเข้าฟังได้ ถ้าจะจัดหัวข้อเสวนาในโรงเรียนก็ต้องคิดก่อนว่าผู้ฟังอยากฟังเรื่องอะไร

    พริษฐ์ ชี้ให้เห็นถึงบทบาทการใช้อำนาจของครูในโรงเรียน ส่วนมากกิจกรรมจะไม่ได้ออกมาในแนวครูใช้เด็กเป็นแรงงาน แต่ส่วนมากจะเป็นในลักษณะของครูที่อยู่หลังม่านอีกที อุปสรรคของการทำงานในโรงเรียนมีอยู่ 2 แง่ คือ hard power และ soft power จากการทำกิจกรรมกับองค์กรมาพบว่าองค์กรที่เรื่องมากเรื่องเอกสารมากที่สุดคือโรงเรียน ปัญหาที่คาดว่าน่าจะมีทุกที่รวมถึงกิจกรรมนอกโรงเรียนด้วย ก็คือกิจรรมนี้ไม่ได้ in great ผู้เข้าร่วม ผู้ร่วมไม่ได้เป็น factor ที่สำคัญ เช่น กิจกรรมบรรยาย ผู้เข้าร่วมอยากให้กิจกรรมมันออกมาลักษณะไหนไม่ได้มีผล เพราะมันถูกกำหนดไว้แล้ว ซึ่งพออำนาจในการจัดกิจกรรมมันอยู่กับองค์กรไม่กี่องค์กรมันกลายเป็นว่าวัฒนธรรมบางมันเกิดขึ้นเอง อันนี้เลยทำให้การเปลี่ยนแปลงในโรงเรียนมันยาก ทีนี้ถามว่าการจัดกิจกรรมในสถานศึกษามันแย่จนไม่มีข้อดีเลยไหม อย่าลืมว่าสถานศึกษาเป็นแหล่งผู้ฟังที่ดีที่สุด ที่มีเยอะที่สุด การจัดกิจกรรมที่เราหันหลังให้โรงเรียนหรือระบบเลย ก็คงจะไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร พริษฐ์เปรียบตัวเองเหมือนกบที่ยันกะลาอยู่ ถ้าเราเลือกจะทิ้งมันไปแต่คนอื่นก็ยังอยู่ในกรอบเดิม ก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ และการไปทำงานนอกโรงเรียน หรือนอกสถาบันก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีปัญหาหรืออุปสรรคเพียงแต่โจทย์มันคนละแบบกัน

    เนติวิทย์ กล่าวว่า ตนอยู่ในโรงเรียน ตนไม่ได้หันหลังให้ระบบของโรงเรียน ตนเลือกที่จะต่อสู้ตั้งแต่ ม.3 ถ้าไม่สู้ในโรงเรียน อุดมการณ์ของเราเรื่องการเปลี่ยนแปลงการศึกษาที่เราคิดไว้ มันก็เป็นเหมือนการที่ “ตัวเองดูดี แต่ในเชิงความจริงมันไม่เปลี่ยนแปลง” ตนได้รับแรงบันดาลใจมากว่าทำไมถึงเลือกที่จะสู้ในโรงเรียน มันมาจากสิ่งที่ตนค้นพบก็คือ ครูในโรงเรียนหลายๆ คน เมื่อเขาเขียนบทความมาให้ในวารสารที่ตนทำ พบว่าข้อเขียนเหล่านั้นมันดีมากเลย มันสวยมาก มันเลยเกิดความคิดว่า ทำไมครูก็ไม่เห็นเขียนหนังสือเลย เห็นแต่สอนอย่างเดียว แต่มีความสามารถมากขนาดนี้ อย่างการแนะนำหนังสือให้ตนอ่านซึ่งมันเป็นการศึกษาทางเลือกทางหนึ่งมันทำให้รู้ว่าโรงเรียนเรามีคนที่มีความสามารถเยอะมีคนที่มีความสนใจในเรื่องต่างๆมากมายแต่เขาเหล่านั้นไม่วามารถที่จะนำศักยภาพของเขาออกมาใช้ได้ ตนรู้สึกว่ามันน่าเสียดาย แล้วโรงเรียน ก็ทำตามนโยบายบางอย่างโดยไม่ฟังเสียงคนในโรงเรียน ทั้งๆ ที่มันมีคนมีความสามารถแบบนี้เยอะแยะ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ตนทำก็คือการพยายามนำคนเหล่านี้มาสนทนากันก็คือการจัดเสวนา เช่นจัดเสวนาภาพยนตร์ โดยมีนักเรียนเป็นผู้ดำเนินรายการก็ผ่านมาได้ซึ่งค่อนข้างประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แน่นอนว่ามันก็มีปัญหาอยู่หลายๆเรื่อง เช่น ฝ่ายบริหารไม่เข้าใจเราและก็มีระบบครูที่ปรึกษาอีก ซึ่งครูที่ปรึกษาส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยมีความคาดหวังเท่าไหร่ เลือกที่จะอยู่เงียบๆ ดีกว่ามาคลุกคลีกับพวกเรา เพราะมันอาจจะทำให้ภาพลักษณ์เสีย หรือครูบางคนเห็นใจเรา เขาก็จะสนับสนุน แต่เขาก็จะไม่เข้ากับฝ่ายบริหารสักเท่าไหร่เพราะฝ่ายบริหารก็จะไม่ชอบเขา ตนรู้สึกดีใจที่ได้เจอครูที่หลากหลายมากนอกจากนี้ตนยังเขียนจดหมายถึงผู้อำนายการโรงเรียน มากกว่า 20 ฉบับ เราต้องลองคุยกับเขา ตนเชื่อว่าการเสวนาในโรงเรียนมันเป็นไปได้ แต่มันต้องมีความพยายามเกิดขึ้นก่อน มันต้องมีการประสานกัน เราอย่าไปแยกตัวอิสระเสียทีเดียว ข้างนอกทำก็ดี แต่ข้างในมันเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุด ที่ถูกมองข้ามไปในรอบหลายปีที่ผ่านมา 

    นลธวัช กล่าวว่า หนังตะลุงเป็นตัวแทนของประชาชนในการวิพากษ์การเมืองและอำนาจ เราก็เลยใช้วัฒนธรรมชุมชนบางอย่างในการศึกษาหาข้อมูลในชุมชนแล้วมันสะท้อนออกมา เรานิยามตัวเองว่าเป็นนักกิจกรรมไม่ใช่เด็กกิจกรรมเพราะเราจัดกิจกรรมเอง ตอนนั้นเรามีไฟมากแล้วหวังว่าเข้าไปในมหาวิทยาลัยแล้วเราจะได้ต่อยอดมัน แต่พอเข้าไปอยู่ในมหาวิทยาลัย  เราไม่ได้ทำอะไรเลยไม่ได้ใช้ศักยภาพของเราเลย  พอเข้ามหา’ลัยแล้วเราต้องเริ่มนับ 0 ใหม่ ซึ่งมันทำให้ความฝันเราดับไปเลยนะ เรามาเจอบรรยากาศที่เราต้องเดินไปด้วยกัน เป็นระบบที่เกิดจากความหวังดี เอาความหวังดีมาเป็นข้ออ้างในการในการให้คนมาเข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งมันเกิดความกดทับ มีคำถามว่าถ้าไม่ทำแบบนี้แล้วจะทำยังไง เป็นคำถามที่ถามส่งๆ ไป คือปัดความรับผิดชอบ ไม่มีการตั้งคำถามว่าถ้าเราจะออกจากตรงนี้เราต้องทำตัวยังไง มันกลายเป็นกรอบบางอย่างที่ทำให้เราไม่เติบโต หลายคนถูกแช่แข็งความคิดตอนอยู่ปี 2 พอมีอำนาจ เราคิดว่าเราเติบโตเต็มที่แล้ว และก็จะหยุดอยู่แค่นั้นไปจนจบปี 4 คือความรู้พอเพียง “รุ่นพี่ที่ถามว่าไม่ทำแบบนี้แล้วจะทำอย่างไร ยังไม่น่ากลัวเท่ารุ่นน้องถามว่าไม่ทำแบบนี้แล้วจะทำอย่างไร” รุ่นน้องเองก็วิ่งหาระบบอุปถัมภ์เหมือนกันเพราะคิดว่าฉันจะมีโอกาสเติบโตทางมหาวิทยาลัยมากขึ้น เปาโล แฟร์ บอกว่าเรากลัวอิสรภาพ ซึ่งมันจริงมาก กิจกรรมส่วนใหญ่ในโรงเรียนจะออกแบบมาเพื่อผู้รับ ครูจะออกแบบกิจกรรมไว้สวยหรูตอบโจทย์ตัวชี้วัดได้อย่างดี และนักเรียนเป็นผู้รับ เพราะความหวังดี พอเราขึ้นมหาวิทยาลัย ความหวังดีหรือสายตาของความสงสาร ของการให้ มันติดไปมหาวิทยาลัย พอเด็กมหา’ลัยไปลงชุมชน เด็กมหา’ลัยมองพวกเขาน่าสงสาร ต้องเข้าไปช่วย ฉันคือผู้ประเสริฐที่จะเข้าไปช่วยคุณ ไม่ได้มองในสายตาที่ว่าเราจะเข้าไปแลกเปลี่ยนอะไรกับชุมชนบ้าง เราไปศึกษาชุมชน แต่จริงๆ แล้วมันใช่รึเปล่า? เรากลัวการวิพากษ์และนักศึกษากลัวความวุ่นวายมากในมหาวิทยาลัย ซึ่งมันทำให้เราไม่เติบโต ในบางวิชาที่เพื่อนคนหนึ่งตอบคำถามอาจารย์ได้หมดแล้ว แต่เขาแลกเปลี่ยนกับอาจารย์ไม่ได้ เพราะมันยังไม่ถึงเวลาที่จะแสดงความคิด อุปสรรค คือ ความหวังดีที่เกิดจากการอธิบาย และการอธิบายก็มักมาจากผู้บริหารเสมอๆ เมื่อไหร่ก็ตามที่มีความวุ่นวายเกิดขึ้นในคณะ กิจกรรมก็จะถูกสั่งให้หยุดเพราะต้องไปเคลียร์ปัญหาเหล่านั้นก่อน มันกลายเป็นว่าคุณรอมีอำนาจเหนือกว่า คุณถึงจะเข้าถึงองค์ความรู้ได้ ถ้าเราไม่สามารถก้าวข้ามข้อนี้ได้ กิจกรรมจะไม่สามารถเกิดแบบใหม่ได้ ผู้บริหารต้องการนักศึกษาที่เป็นนักกิจกรรม แต่เขาไม่ชอบนักศึกษาที่เป็นนักกิจกรรม อันนี้น่าคิด

    ต้องการกิจกรรมแบบไหนในสถาบันการศึกษา

    อรรถพล ตั้งคำถามต่อว่าอยากเห็นกิจกรรมแบบไหนในสถาบันการศึกษา แล้วคิดว่าสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้เราได้ใช้งานหรือตอบโจทย์สิ่งที่เราเชื่อหรืออยากทำแล้วหรือยัง

    วริษา กล่าวว่า อยากเห็นกิจกรรมที่นักเรียนเป็นคนคิด เป็นคนเริ่มต้นเอง เป็นกิจกรรมที่นักเรียนตั้งใจทำด้วยตัวเอง ไม่ใช่ครูสั่งมาหรือใครสั่งมาและอยากให้มีความสร้างสรรค์

    พริษฐ์ กล่าวว่า ตนรู้สึกว่าถ้าบอกว่ากิจกรรมอะไรก็ที่นักเรียนเป็นคนจัดเองมันจะมีปัญหานิดหนึ่ง เพราะว่าการว้ากน้องนี่ก็นักเรียนจัด คือรู้สึกว่ามันต้องไม่ไปหนักหัวคนจัด แล้วก็ต้องไม่หนักหัวคนร่วมด้วย ต้องไม่ใช่ลักษณะไปเกณฑ์เขามาหรือไปกดทับอะไรบางอย่างเขา อีกอย่างคือต้องให้ความยุติธรรม สุดท้ายคืออยากให้เป็นกิจกรรมที่ทุกส่วนเข้ามามีส่วนร่วม สึกว่าทรัพยากรเป็นสิ่งสำคัญ แต่ถ้าอยู่กับโรงเรียนแล้วมันลำบากก็อย่าไปพึ่งโรงเรียนมาก

    เนติวิทย์ กล่าวว่า จริงๆ เรียนปีเดียวก็ได้ ยัดๆ ไปให้จบ ไม่ต้องเสียเวลาขนาดนี้ ดังนั้นโรงเรียนจึงต้องมีเป้าหมายสำหรับเด็ก โรงเรียนไม่สามารถตอบโจทย์ได้จึงต้องมาคิดว่าแล้วโรงเรียนมีภารกิจอะไร มีหน้าที่อะไรตอนนี้ โรงเรียนน่าจะเป็นพื้นที่ที่ทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์ และทดลองอะไรใหม่ๆ อีกส่วนที่สำคัญมากและขาดหายไป คือ นักเรียนกลัวการมีส่วนร่วม คนในโรงเรียนไม่ค่อย active หรือตรวจสอบกัน อย่าละเลยการสนทนาในโรงเรียน และอย่าประมาทกับความคิดของคนที่อยู่ในสารระบบว่าเขาคิดอะไรอยู่ ที่เขายอม เขามองกิจกรรมต่างๆ ในโรงเรียนอย่างไร สองคือโรงเรียนกำลังทำให้ตัวเองหมดความสำคัญลงด้วยการไม่ทำหน้าที่ของตัวเองที่จะทำให้การสร้างสรรค์มันเกิดขึ้นได้ โรงเรียนควรมีพื้นที่ที่จะทำให้ครูและนักเรียนพัฒนาตัวเองได้ หากโรงเรียนทำหน้าที่เป็นโรงสอนมากกว่าโรงเรียน คำว่าโรงเรียนก็จะหมดความหมายลง

    นลธวัช กล่าวว่า จากการลงชุมชน เราพบว่าเด็กมีประกายเยอะมากในการที่อยากรู้ เพราะเด็กไม่รู้ แต่แว่นที่เขามองอยู่มันถูกระบายสี ถึงสีมันจะสวยงาม แต่มันคือสีจากผู้ใหญ่ที่ทับถมกันจนมืดดำไปแล้ว ตอนนี้เด็กหลายคนต้องการแว่นใหม่ที่ใส แต่เราไม่ให้แว่นใหม่เขาสักที เราควรให้แว่นที่อิสระและเปิดกว้าง อนุญาตหรือไม่นั่นอีกเรื่อง แต่ควรให้เด็กลองวางกระบวนการและมีพื้นที่ในการเสนอก่อน เพราะฉะนั้นถ้าเราแก้ไขระบบได้เด็กพวกนี้ก็จะเติบโตได้ มหาวิทยาลัยพยายามทำให้เราเหมือนกัน ทั้งระบบวิธีการคิดที่เขาลดความเป็นปัจเจกเราทุกๆ อย่าง พยายามสร้างความเป็นหนึ่งเดียว ความกลมเกลียวกัน สิ่งเหล่านี้คือข้ออ้างที่ทำให้ความเป็นปัจเจกของนักศึกษามันลดลง เพราะฉะนั้นสำหรับตนมันต้องมีกิจกรรมที่ไม่ลดความเป็นปัจเจก ปัจเจกต้องคงอยู่ การวิพากษ์วิจารณ์จะเกิดขึ้นต่อไปเมื่อปัจเจกคงอยู่เพราะแต่ละคนมีปัจเจกและศักยภาพที่แตกต่างกัน กิจกรรมควรเป็นกิจกรรมที่วางไว้หลวมๆ วางเพียงเป้าหมายร่วมไว้ก็พอ อย่าลืมว่าเป้าหมายของกิจกรรมมันมีพลวัต ส่วนกระบวนการก็ค่อยเป็นไป เป็นกิจกรรมที่คิดเดือนต่อเดือนเลยก็ได้ นักศึกษานิ่งเฉยกับประเด็นทางสังคม เพราะมันถูกทำให้คิดเป็นปี คิดไกลมาก ความไกลบางอย่างมันทำให้เราไม่สามารถพูดคุยประเด็นทางสังคมในขณะนั้นๆได้ อันที่สองคือพื้นที่ เราต้องการพื้นที่  ครูต้องพังทลายกรอบความเป็นครูให้ได้ อย่ามองครูเป็นผู้ให้ เป็นผู้ประสาทสอนวิชา เป็นผู้ให้เพียงอย่างเดียว เพราะฉะนั้นกิจกรรมควรเป็นการให้นักเรียนกลับไปหาข้อมูลเอง เด็กสมัยนี้ไม่อยากทำอะไรมากกว่าที่เขาให้ เพราะไม่อยากให้วุ่นวาย บางทีการศึกษาไม่ได้กดทับเรานะ แต่เป็นเราที่กดทับตัวเองเอาไว้

    ผู้ใหญ่ไม่ยอมให้แว่นตาใหม่เราสักที

    อรรถพล กล่าวว่า ผู้ใหญ่ไม่ยอมให้แว่นตาใหม่เราสักที ตนมีคำถามต่อว่าเขาไม่ให้หรือเขาไม่มี ดังนั้นแล้วกิจกรรมควรมีความยืดหยุ่นสูงเพื่อให้มันสามารถตอบโจทย์หรือโยงให้คนทำงานกับสังคมได้ แต่ปัญหาคือผู้ใหญ่ยังมองตัวเองในบทบาทฐานะของผู้ให้อยู่ 

    ในช่วงท้ายของการเสวนา ก็ได้ให้ผู้เข้าร่วมการเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น “ต้องการกิจกรรมแบบไหนในสถาบันศึกษา” ซึ่งมีหลากหลายมุมมองต่างกันไป อาทิ เราต้องการกิจกรรมแบบไหนเหนือสิ่งอื่นใด การศึกษาไทยต้องกระตุ้นให้เด็กคิดก่อน ควรมีกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับสังคม หรือให้ประโยชน์กับสังคมได้บ้าง ไม่ใช่เรียนรู้อยู่แต่ภายในมหาวิทยาลัย ให้ใช้สังคมเป็นสนามทดลองที่ใหญ่ขึ้น แล้วสังคมจะสะท้อนกลับมาเองว่า มหาวิทยาลัยควรมีกิจกรรมแบบไหน ที่มันจะสอดคล้องกับสังคมได้ ควรปลูกฝังวัฒนธรรมทางการคิดก่อน แล้วกิจกรรมจะเกิดหลังความคิดเอง และการห่วงภาพลักษณ์มากไปจนทำให้ไม่เกิดสิ่งใหม่เป็นข้อผูกมัดที่ทำให้เราคิดไม่ได้ ที่สำคัญคือเปิดพื้นที่ให้นักเรียน นักศึกษาได้แสดงออก กระตุ้นให้เด็กคิดแล้วรู้วิธีนำเสนอต่อสังคม และครูเป็นเพียงอาจารย์ที่ปรึกษาเท่านั้น หรือระบบการศึกษาไม่ได้เอื้อให้นักเรียนเกิดความคิดสร้างสรรค์ ควรให้เด็กได้ถูกอบรมสั่งสอนให้มีความคิดสร้างสรรค์ตั้งแต่ชั้นประถมเป็นต้นมา

    เนติวิทย์ ได้กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการปลดปล่อยปัจเจกชน ต้องมีพื้นที่เสรีชนให้ปัจเจกชนในสถาบันการศึกษา เป็นที่ที่ให้เขาคิดได้ แต่อย่าลืมว่าประชาธิปไตย ส่วนสำคัญคือทุกคนต้องมีส่วนร่วม ส่วนนี้ถูกละเลยไปมาก การมารวมตัวกันได้ถือเป็นเรื่องดีที่จะไปต่อยอดดังนั้นภราดรภาพต้องมี อีกอย่างคือเราต้องรู้ว่าเราไม่ได้กำลังต่อสู้กับเป้าหมายอะไรที่มันกำลังอยู่นิ่ง แต่เป็นเป้าหมายที่มีพลวัต มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เราต้องไม่ทำตัวให้นักเรียนเป็นเด็กไร้เดียงสา เราต้องมองเขาด้วยศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน และสุดท้ายคือจัดกิจกรรมให้ออกมาเป็นรูปธรรม

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    แบก นัม-กี ชาวนาเกาหลีใต้วัย 69 ปี ซึ่งป่วยและเสียชีวิต หลังถูกปืนแรงดันน้ำยิงใส่ในการสลายการชุมนุมเมื่อพฤศจิกายนปีที่แล้ว โดย ไมนา คิไอ ตัวแทนจากยูเอ็นเรียกร้องให้มีการสืบสวนในเรื่องนี้อย่างอิสระและมีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลเกาหลีใต้ในการจัดการกับการชุมนุมในแบบที่เอื้อต่อเสรีภาพในการชุมนุม เป็นการอำนวยความสะดวกให้ผู้คนแทนการปราบปราม

    แบก นัม-กี ถูกตำรวจยิงปืนแรงดันน้ำยิงใส่ในการสลายการชุมนุมเมื่อ 14 พฤศจิกายนปีก่อน และล่าสุดเสียชีวิตแล้วเมื่อวันที่ 25 กันยายน โดยผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติเรียกร้องให้มีการสืบสวนการเสียชีวิตของเขา (ที่มาของภาพ: Amnesty International)

    29 ก.ย. 2559 ไมนา คิไอ ผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงออกและการแสดงความเห็น (UN Special Rapporteur on Freedom of Opinion and Expression) แสดงความผิดหวังต่อกรณีการเสียชีวิตของผู้ประท้วงชาวเกาหลีใต้ชื่อ แบก นัม-กี (Baek Nam-gi) เมื่อวันที่ 25 ก.ย. ที่ผ่านมาและเรียกร้องให้มีการสืบสวนอย่างเต็มรูปแบบด้วยกระบวนการที่เป็นอิสระถึงกรณีที่ตำรวจใช้ปืนแรงดันน้ำยิงใส่ในการสลายการชุมนุมจนนำมาซึ่งการเสียชีวิตของเขาในที่สุด

    แบก นัม-กี เป็นชาวนาอายุ 69 ปี เขาถูกทำให้ล้มลงไปที่พื้นหลังจากถูกตำรวจยิงด้วยกระสุนน้ำในขณะที่เขาร่วมประท้วงอย่างสันติเมื่อวันที่ 14 พ.ย. ปีที่แล้ว เขาอยู่ในสภาพไม่ได้สติมาโดยตลอดจนกระทั่งเสียชีวิต

    คิไอกล่าวว่า เขาขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซื้อต่อญาติและเพื่อนของแบก นัม-กี สำหรับกรณีการเสียชีวิตของเขา คิไอบอกอีกว่าเขาเคยพบปะกับลูกสาวของคิไอในกรุงโซลในช่วงที่ไปเยือนเกาหลีใต้เมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา และที่เจนีวาเมื่อเดือน มิ.ย. ปีที่แล้ว เขารู้สึกถึงความกล้าหาญและความมุ่งมั่นที่จะเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับพ่อของพวกเธอในช่วงเวลาที่ย่ำแย่เช่นนี้

    "ผมขอเรียกร้องให้มีการสืบสวนอย่างอิสระในกรณีที่ตำรวจใช้ปืนน้ำในช่วงที่มีการประท้วงเมื่อเดือน พ.ย. 2558 ที่ทำให้เบกเสียชีวิตอย่างที่ปรากฏ โดยมีการสืบสวนจากภาพวิดีโอที่มีอยู่" คิไอกล่าว

    "ผู้ที่กระทำความผิดควรจะต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองก่อและครอบครัวของเบกควรจะได้รับการชดเชยอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ยังควรมีมาตรการที่ดีพอที่จะป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมแบบเดียวกันขึ้นอีกในอนาคต" คิไอกล่าว

    คิไอยังกล่าวย้ำถึงข้อเสนอแนะที่พวกเขาเคยนำเสนอต่อทางการเกาหลีใต้ในรายงานเกี่ยวกับประเทศเกาหลีใต้เมื่อเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ให้พิจารณายุทธวิธีการจัดการกับการชุมนุมอีกครั้งจากเดิมที่ใช้วิธีการฉีดปืนน้ำและใช้รถบัสเป็นแผงกั้นโดยให้แยกแยะไม่ใช้กับผู้ชุมนุมที่ชุมนุมอย่างสงบ ไม่ทำให้เกิดการยกระดับความตึงเครียด และเน้นการจัดการชุมนุมเพื่ออำนวยความสะดวกแทนการสกัดกั้นไม่ให้ใช้สิทธิในการชุมนุม

    ผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติยังอ้างถึงคำแนะนำคล้ายกันจากรายงานของอดีตผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติในเรื่องการประหัตประหารนอกกระบวนการยุติธรรม โดยเร่งรัด หรือตามอำเภอใจ ที่ชื่อ คริสตอฟ ไฮนส์ เกี่ยวกับการจัดการการชุมนุมอย่างเหมาะซึ่งมีการนำเสนอต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา

    คิไอยังเรียกร้องให้ทาการเกาหลีใต้เคารพต่อเจตจำนงของครอบครัวแบก นัม-กี ที่จะไม่ให้มีการชันสูตรศพ จากที่หน่วยงานตำรวจของเกาหลีใต้มีคำร้องให้ดำเนินการชันสูตรศพโดยอ้างว่าสาเหตุการเสียชีวิตไม่ชัดเจน แต่ศาลก็ปฏิเสธคำร้องดังกล่าว

    "มันเป็นเรื่องสำคัญที่ทางการจะต้องเรียนรู้บทเรียนจากโศกนาฏกรรมที่น่าเจ็บปวดนี้เพื่อที่จะไม่ทำให้มันเกิดขึ้นอีกครั้ง" คิไอกล่าวย้ำ

     

    เรียบเรียงจาก

    South Korea: UN rights expert calls for independent investigation into lethal use of water cannon, United Nations Human Rights, 28-09-2016 http://www.ohchr.org/EN/NewsEvents/Pages/DisplayNews.aspx?NewsID=20603&LangID=E

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    29 ก.ย. 2559 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาคดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่ำรวยผิดปกติจากการสร้างบ้านมูลค่าประมาณ 16 ล้านบาท โดยศาลได้ไต่สวนพยานกว่า 10 ปาก ตั้งแต่วันที่ 13 ก.ค. – 14 ก.ย. 2559 โดย สมศักดิ์ ได้ต่อสู้คดีใน 3 ประเด็นใหญ่ คือ คำร้องคดีนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และการที่คดีมีอายุเกินกว่า 10 ปี ถือว่าขาดอายุความหรือไม่ รวมทั้งการชี้แจงที่มาของเงิน ซึ่ง สมศักดิ์ ไม่สามารถต่อสู้ได้ทั้ง 3 ประเด็น โดยเฉพาะไม่สามารถชี้แจงที่มาของเงินที่ใช้ในการก่อสร้างบ้าน เลขที่ 5/5 หมู่ 5 ต.ไผ่จำศีล อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง เนื้อที่ 3 ไร่ 24.1 ตารางวา ปลูกอยู่บนโฉนดเลขที่ 14360 ได้แม้จะอ้างว่าเป็นเงินที่เหลือจากการสนับสนุนการเลือกตั้งของพรรคชาติไทยและเงินกงสี รวมถึงกรณีการพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการไปแล้ว แต่การมีสถานะเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา เมื่อผู้ถูกกล่าวหาได้บ้านดังกล่าวมาในระหว่างเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและไม่อาจนำสืบไต่สวนให้เห็นได้ว่าได้บ้านดังกล่าวมาโดยไม่ได้เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติ เป็นผลให้การได้มาซึ่งทรัพย์สินโดยมิชอบและขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนอันเป็นผลต่อกฎหมายที่บัญญัติให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐได้มาตกเป็นของแผ่นดินตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542

    สมศักดิ์ ที่เดินทางมาฟังคำพิพากษาพร้อมกับครอบครัว ให้สัมภาษณ์หลังฟังคำพิพากษา ว่า พร้อมยอมรับคำวินิจฉัย ซึ่งทุกอย่างเป็นไปตามกติกา ก็ต้องทำใจ แม้ว่าจะมีผลต่อเส้นทางทางการเมืองที่ต้องถูกตัดสิทธิตลอดชีวิต ก็ไม่มีปัญหา

     

    ที่มา สำนักข่าวไทย

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    ที่มาภาพ เว็บไซต์ทำเนียบฯ

    29 ก.ย. 2559 วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงขั้นตอนการเลือกนายกรัฐมนตรีตามความเห็นศาลรัฐธรรมนูญว่า ขั้นตอนการเลือกนายกรัฐมนตรี หลังจากการเลือกตั้งต่อจากนี้จะเริ่มต้นด้วยการเลือกนายกรัฐมนตรีตามบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่เสนอ โดยใช้เสียงกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา คือ 376 เสียง แต่หากเลือกไม่ได้ให้สมาชิกรัฐสภาเสนอให้สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีคนนอกได้ โดยใช้เสียง 376 เพื่อรับรองญัตติ และใช้เสียง 2 ใน 3 หรือ 501 คน จึงจะถือว่าผ่านญัตติ จากนั้นจึงจะสามารถเลือกนายกรัฐมนตรีคนนอกได้ แต่ผู้เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจะเป็น ส.ส. เท่านั้น และจะต้องใช้เสียง 376 เสียง เพื่อคัดเลือกนายกรัฐมนตรี

    “หากที่ประชุมเห็นชอบให้เลือกนายกรัฐมนตรีคนนอกได้ ต่อมาค่อยเสนอใครก็ได้มาเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็น ส.ส. หรือ ส.ว. เป็นคนนอกใครก็ได้ และตัว ส.ส.จะเป็นผู้เสนอชื่อ และเป็นไปตามที่ กรธ.อธิบายว่าไม่ใช่ ส.ว. เป็นผู้เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี เพียงแต่มีสิทธิเสนอญัตติและมีสิทธิร่วมโหวตเท่านั้น ทั้งนี้ศาลรัฐธรรมนูญยังตีความว่า การเลือกนายกรัฐมนตรีตามกระบวนการนี้จะเลือกกี่ครั้งก็ได้ภายใน 5 ปี หากเกิดกรณีใด ๆ ที่นายกรัฐมนตรีไม่สามารถทำหน้าที่ได้ ซึ่งกรธ.ได้เขียนให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาตีความออกมาอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามเรื่องทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ผ่านเสียงประชามติจากประชาชนแล้ว” วิษณุ กล่าว

    ที่มา : สำนักข่าวไทย 

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    2 จำเลยประชามติภูเขียวให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ยันการรณรงค์โหวตโน ไม่ใช่เรื่องผิด พร้อมยื่นหนังสือถึงอัยการจังหวัดขอความเป็นธรรมในคดีดังกล่าว

    29 ก.ย. 2559 เวลา 09.00 น. ศาลจังหวัดภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ ได้นัดสอบคำให้การของ ไผ่ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ วศิน พรหมมณี สองจำเลยคดี พ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 61(1) ฐานแจกเอกสารรณรงค์โหวตไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

    โดยจุตภัทร์ และวศิน ได้รับทราบข้อกล่าวพร้อมให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยจำเลยทั้งสองกล่าวว่า ขอเรียนต่อศาลว่า รัฐธรรมนูญมีสถานะเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ซึ่งจะเข้ามาวางกรอบการใช้อำนาจขององค์กรของรัฐ และรับรองสิทธิ และเสรีภาพของประชาชน กฎหมายดังกล่าวจึงถือว่ามีความสำคัญโดยตรงต่อชีวิตทางสังคม การเมืองของจำเลยกับพวก การบัญญัติหรือการออกเสียงประชามติของประชาชนชาวไทยในการรับรองหรือคัดค้าน จึงต้องอาศัยการมีส่วนร่วมทางการเมืองและการแสดงความคิดเห็นของประชาชนอย่างเปิดกว้าง รวมทั้งเปิดกว้างในการใช้เสรีภาพในการแสดงความเห็นเพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวมีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยและเป็นที่ยอมรับอย่างแท้จริงจากผู้คนในสังคมอย่างแท้จริง ซึ่งตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 มาตรา 7 ก็ได้รับรองเสรีภาพของบุคคลในการแสดงความคิดเห็นและเผยแพร่ความคิดเห็นเกี่ยวการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญโดยสุจริตและไม่ขัดต่อกฎหมายไว้ด้วย

    จำเลยทั้งสองเรียนว่า ในระหว่างการใช้เสรีภาพในการให้ความรู้เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญแก่ประชาชนในวันที่ 6 ส.ค. 2559 ณ อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ ไม่ปรากฏเหตุการณ์ว่าจำเลยทั้งสองได้แสดงออกทางกิริยาหรือวาจาในการปลุกปั่นให้ประชาชนกระทำใดๆ อันจะนำไปสู่การก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงประชามติไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวมทั้งข้อความที่ปรากฏในเอกสารที่เจ้าพนักงานตรวจยึดนั้น ล้วนแต่เป็นข้อมูลทางวิชาการที่ตั้งอยู่ฐานของข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายซึ่งสามารถพิสูจน์ความจริงได้ ไม่ได้มีลักษณะบิดเบือน หรือเป็นข้อมูลที่ลักษณะรุนแรง ก้าวราว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ให้ประชาชนไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงในทางหนึ่งทางใด การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการใช้เสรีภาพที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นความผิดตามกฎหมายแต่อย่างใด

    คดีดังกล่าว จตุภัทร์ และวศิน ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบจับกุมเมื่อวันที่ 6 ส.ค. 2559 เวลา 16.30 น. หลังจากเดินแจกเอกสารรณรงค์โหวตโนของขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ในตลาดภูเขียวได้เพียง 300 เมตร

    ทั้งนี้ วศินได้ยื่นหลักทรัพย์ประกันตัว เนื่องมีความจำเป็นในด้านการศึกษา หลังศาลภูเขียวอนุญาตให้ฝากขังตามคำร้องขอฝากขังของพนักงานสอบสวน ส่วน จตุภัทร์ ยืนยันในสิ่งที่ทำว่าไม่ได้เป็นการกระทำความผิด โดยยอมถูกฝากขังเป็นเวลา 12 วัน พร้อมทั้งอดอาหารเพื่อยืนยันหลักการต่อสู้อย่างสันติวิธี ก่อนจะประกันตัวออกมาหลังจากอัยการส่งฟ้อง และศาลรับฟ้อง ประกอบกับความจำเป็นเรื่องการลงทะเบียนเรียน

    ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า คดีดังกล่าวเป็นคดีแรกในกลุ่มผู้ถูกจับกุมโดย พ.ร.บ.ประชามติ ที่ศาลรับฟ้อง

    ต่อมาในเวลา 11.00 น. จำเลยทั้งสอง พร้อมทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้เดินไปยังอัยการจังหวัดภูเขียว เพื่อไปยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมให้ถอนฟ้องคดี 

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    อัยการศาลแขวง 3 (ดุสิต) เลื่อนฟังคำสั่งคดี "ทนาย NDM ไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจค้นรถ" อีกครั้ง เหตุพนักงานสอบสวนเลื่อนส่งพยานหลักฐานเพิ่มเติม นัดมาฟังคำสั่งใหม่ 3 พ.ย.นี้

    29 ก.ย. 2559 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า จากกรณีที่ศิริกาญจน์ เจริญศิริ ทนายความศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนและเป็นหนึ่งในคณะทำงานคดี 14 นักศึกษากลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (NDM) ถูกพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลชนะสงครามมีความเห็นสั่งฟ้องฐานซ่อนเร้นพยานหลักฐานและทราบคำสั่งเจ้าพนักงานแล้วไม่ปฏิบัติตามคำสั่งตามมาตรา 142 และมาตรา 368 ประมวลกฎหมายอาญา จากการทำหน้าที่ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย ในการคัดค้านการฝากขังผู้ต้องหาทั้ง 14 คนต่อศาลทหาร และปฏิเสธไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจค้นรถยนต์เพื่อยึดเอาโทรศัพท์มือถือของลูกความ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่มีหมายค้นและปราศจากเหตุอันสมควรที่จะค้นรถ

    วันนี้ (29 ก.ย.59) ที่สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 3 (ดุสิต) อัยการนัดฟังคำสั่งว่าจะมีความเห็นสั่งฟ้องหรือไม่ แต่เนื่องจากพนักงานสอบสวนขอเลื่อนส่งพยานหลักฐานเพิ่มเติมให้อัยการจากเดิมวันที่ 30 สิงหาคม เป็น 30 กันยายน อัยการจึงเลื่อนนัดฟังคำสั่งอีกครั้งเป็นวันที่ 3 พ.ย.นี้

    ทั้งนี้อัยการเคยเลื่อนนัดฟังคำสั่งว่าจะมีความเห็นสั่งฟ้องหรือไม่มาแล้ว 3 ครั้ง

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    อาซาฮีชิมบุนรายงานเหตุการณ์ที่สถานีรถไฟทาคาดะโนะบะบะถูกโจมตีด้วยของเหลวส่งกลิ่นเหม็นจนเป็นเหตุให้มีผู้คนถูกนำส่งโรงพยาบาล 9 ราย

    เหตุเกิดขึ้นที่สถานีทาคาโนะบะบะเส้นทางรถไฟสายเซย์บุ ชินจุกุ จากข้อมูลของหน่วยงานตำรวจและหน่วยงานดับเพลิงของโตเกียวเหยื่อที่ถูกโจมตีส่วนใหญ่กล่าวว่าพวกเขามีอาการเจ็บคอแต่มีคนหนึ่งที่ป่วยอย่างหนัก ตำรวจทำการเช็คกล้องวงจรปิดเพื่อไล่ล่าผู้ก่อเหตุโดยที่เหยื่อคนที่ป่วยหนักให้การว่าผู้ก่อเหตุสาดของเลวบางอย่างใส่ ขณะที่ผู้โดยสารบางคนบอกว่าพวกเขาได้กลิ่นแปลกๆ บางอย่างหลังจากที่ผู้ก่อเหตุเดินผ่านพวกเขาไป

    พนักงานที่สถานีรถไฟกล่าวว่าพวกเขาได้กลิ่นเหม็นแถวชานชาลาสถานีช่วงประมาณบ่าย 5 โมง 40 นาที หน่วยงานตำรวจระบุอีกว่าคนที่ตกเป็นเหยื่อของการก่อเหตุในครั้งนี้เป็นคนที่มีช่วงวัยตั้งแต่วัยรุ่นถึงวัยกลางคนช่วงอายุ 30 ปี

    เมื่อปีที่แล้วผู้คนเคยเผชิญกับเหตุการณ์ที่ชวนให้กังวลว่าจะเกิดขึ้นคล้ายกับวินาศกรรมการใช้แก็สซารินโจมตีผู้คนโดยลัทธิโอมชินริเคียวแบบเดียวกับเมื่อปี 2538 ที่รถไฟใต้ดินในกรุงโตเกียวอันเป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญระดับโลก

     

    เรียบเรียงจาก

    Noxious-liquid attack on Tokyo station platform puts 9 in hospital, Asahi, 29-09-2016 http://www.asahi.com/ajw/articles/AJ201609290057.html

    Half dozen taken to hospital in Tokyo train incident, Channel New Asia, 28-09-2016 http://www.channelnewsasia.com/news/asiapacific/half-dozen-taken-to-hospital-in-tokyo-train-incident/3163266.html

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    แท็กซี่ 'นวมทอง ไพรวัลย์' สัญลักษณ์การต้านรัฐประหารที่ยังมีชีวิต จากบทกวี สู่บทเพลง สู่หนัง “Democracy After Death : A Tragedy of Uncle Nuamthong Praiwan” ที่มีกำหนดฉาย  7 ต.ค.นี้ จนถึงรูปปั้นเลือด-สดมภ์-ห้องประชุม และงานรำลึก

     

    ภาพรถแท็กซี่นวมทองที่ขับชนรถถังของ คมช. 

    วันนี้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว 11 วัน หลังจากคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คมช. ทำการรัฐประหารยึดอำนาจการปกครอง ได้ปรากฏภาพข่าว ‘นวมทอง ไพรวัลย์’ อดีตพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย อ.บางกรวย วัย 60 ปี คนขับแท็กซี่ขับรถแท็กซี่โตโยต้า โคโรลล่า สีม่วง เครื่องมือทำมาหากินของเขาพุ่งชนรถถังของ คมช. ที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า จนได้รับบาดเจ็บสาหัส

    1 เดือนต่อมา (คืนวันที่ 31 ต.ค.49) ได้ปรากฏว่าเขา ผูกคอตายกับราวสะพานลอย บริเวณถนนวิภาวดีรังสิตฝั่งขาออก เยื้องกับที่ตั้งสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ โดยในจดหมายลาตายระบุว่า ต้องการลบคำสบประมาทของ พ.อ.อัคร ทิพโรจน์ รองโฆษก คปค. ที่ว่า "ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้" พร้อมกับสวมเสื้อที่สกรีนข้อความเป็นบทกวี ที่ถูกใช้ในการการต่อสู้ทางการเมือง โดยด้านหลังเป็นบทกวีของศรีบูรพา (กุหลาบ สายประดิษฐ์) ที่ว่า

    “อันประชา สามัคคี มีจัดตั้ง เป็นพลัง แกร่งกล้า มหาศาล แสนอาวุธ แสนศัตรู หมู่อันธพาล ไม่อาจต้าน แรงมหา ประชาชน”

    ภายหลังมีการเผยแพร่จดหมาย ที่เขียนด้วยลายมือ ลงชื่อ นวมทอง วันที่ 29 ต.ค.49 หรือ 1 วันก่อนที่เขาผูกคอเสียชีวิต โดยจดหมายดังกล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า

    "สุดท้ายขอให้ลูกๆ และภรรยาจงภูมิใจในตัวพ่อ ไม่ต้องเสียใจ ชาติหน้าเกิดมาคงไม่พบเจอการปฏิวัติอีก

    ลาก่อน พบกันชาติหน้า

    ปล. ขอแก้ข่าว ขวดยาที่พบในรถภายหลังเกิดเหตุคืออาหารเสริมแคปซูลใบแปะก๊วยไม่ใช่ยาแก้เครียดตามที่ลงข่าว นสพ. ผมไม่เครียดแต่ประท้วงจอมเผด็จการ"

    6 ต.ค. 2549 จอม เพชรประดับ ผู้สื่อข่าว ITV ขณะนั้น ได้สัมภาษณ์นวมทองหลังจากที่นวมทองขับรถชนรถถังของคณะรัฐประหาร และเมื่อปีที่ผ่านมาในวาระครบรอบ 9 ปีนี้ จอม ได้นำเสนอบทเพลงที่บันทึกเรื่องราวชีวิตและอุดมการณ์ของนวมทอง กับการเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อต่อต้านอำนาจเผด็จการ ซึ่งเป็นบทเพลงที่แต่งขึ้นใหม่เพื่อรำลึกการจากไป ครบ 9 ปี โดยกลุ่มศิลปิน มฤคา ชื่อเพลงว่า ‘นวมทอง ไพรวัลย์’ ซึ่งเป็นการเผยแพร่ครั้งแรกผ่านทาง Thaivoicemedia

    รวมทั้งได้รวบรวมบทสัมภาษณ์ที่ นวมทอง ที่ได้ให้สัมภาษณ์กับจอม ถึงความมุ่งมั่น ที่จะเอาชีวิตตัวเองเข้าแลก เพื่อต่อต้านอำนาจเผด็จการ ซึ่งเป็นการสัมภาษณ์ ก่อนที่นวมทองจะผูกคอเสียชีวิตเพียงไม่กี่วัน รวมทั้งเรื่องราวของนวมทอง ที่นำเสนอผ่านสื่อต่าง ๆ ในตลอด 9 ปีที่ผ่านมา

    หลังปฏิบัติการและการเสียชีวิตลุงนวมทอง เขาได้กลายเป็นสัญลักษณ์ทางการเมือง โดยเฉพาะการต่อต้านเผด็จการและการรัฐประหาร ในโอกาสครบรอบ 10 ปี ปฏิบัติการของนวมทองนี้ประชาไทได้รวบรวมเพื่อนำเสนอดังนี้

    บทเพลงนวมทอง

    นอกจากเพลง ‘นวมทอง ไพรวัลย์’ โดย กลุ่มศิลปิน มฤคา ข้างต้นแล้ว ยังมีการแต่งเพลงถึงลุงนวมทองอีกหลายเพลง โดยเฉพาะจิ้น กรรมาชน(กุลศักดิ์ เรืองคงเกียรติ) ที่ระบุว่า คืนวันที่ 31 ต.ค. 2549 ขณะที่ จิ้น กำลังบันทึกเสียงบทเพลง "วันของเรา" โดย ไม่รู้เลยว่าเป็นคืนเดียวกับที่นวมทอง ได้ตัดสินใจพลีชีพเพื่อประกาศให้สังคมและคนที่สบประมาทได้รู้ว่า คนที่ยอมตายเพื่อประชาธิปไตยมีอยู่จริง จากนั้น 2 พ.ย. 2549 บทเพลงวันของเรา นำเสนอเป็นครั้งแรกในประชาไท พร้อมบทกวีที่จารจดขึ้นเพื่อคารวะต่อดวงวิญญาณของนวมทอง

    "เขาชื่อ..นวมทอง

    นวมทองขอพลีชีพ จุดประทีปแห่งสมัย

    เกิดมาเพื่อรับใช้ พิทักษ์ไว้อุดมการณ์

    เชื่อมั่นต่อจุดยืน เขาลุกขึ้นอย่างกล้าหาญ

    คัดค้านเผด็จการ รัฐประหารน่าชิงชัง

    เป็นเพียงสามัญชน พุ่งรถยนต์ชนรถถัง

    หนึ่งคนมิอาจยั้ง เกินกำลังจะประลอง

    วีรชนไม่ตายเปล่า หากปลุกเร้าเราทั้งผอง

    คนซื่อชื่อนวมทอง จักเรียกร้องความเป็นธรรม"

    — ด้วยจิตคารวะ

    จิ้น กรรมาชน

    2 พ.ย. 2549

    ปีต่อมาวาระครบรอบหนึ่งปีที่นวมทอง จากไปบทเพลง "ยืนหยัด" (คลิกเพื่อดาวน์โหลดเพลงยืนหยัด) จึงถูกนำเสนอเพื่อใช้ประกาศยืนหยัดต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ประชาธิปไตย และการหยัดยืนของนักสู้สามัญชนโดยไม่มุ่งหวังต่ออัศวินม้าขาว หรือชนชั้นนำกลุ่มใดใดเท่านั้น จึงจะได้มาซึ่งประชาธิปไตยโดยแท้จริง

    นอกจากนี้ยังมี เพลง "นวมทอง ไพรวัลย์" ที่ศิลปินชาวเชียงใหม่ ได้ออกผลงานชื่ออัลบั้ม กิโยติน

    เพลง "วีรชนนวมทอง" โดย วงไฟเย็น เนื้อร้องและทำนอง โดย วัฒน์ วรรลยางกูร เรียบเรียง โดย ขุนทอง

    บ่าวแนว เมืองอุดร ในเพลง  นวมทอง ไพรวัลย์

    หนังนวมทอง

    ในงาน 40 ปี 6 ตุลา 2519 วันที่ 7 ต.ค.ที่จะถึงนี้ มีกำหนดการว่าจะมีการฉายหนัง “Democracy After Death : A Tragedy of Uncle Nuamthong Praiwan” ซึ่งเปิดตัวเป็นครั้งแรกในงานนี้โดยเฉพาะ ที่หอประชุมศรีบูรพา เวลา 16:00 น.

    โดยเมื่อวันที่ 31 ต.ค.57 เพจ Democracy After Death ได้ปล่อยตัวอยู่หนังดังกล่าวมาบ้างแล้ว

     

    รูปปั้นเลือด-สดมภ์-ห้องประชุม และงานรำลึก

    นอกจากนี้ วันที่นวมทองเสียชีวิต คือ 31 ต.ค. ของทุกปี ก็มักจะมีกลุ่มคนเดินทางไปรำลึก ณ ราวสะพานลอย บริเวณถนนวิภาวดีรังสิตฝั่งขาออก เยื้องกับที่ตั้งสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ซึ่งต่อมา 31 ต.ค.56 แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. นำโดยธิดา ถาวรเศรษฐ, จตุพร พรหมพันธุ์ จัดพิธีเปิดสดมภ์อนุสรณ์ ‘นวมทอง ไพรวัลย์’ บริเวณดังกล่าว

    ภาพวันเปิดสดมภ์อนุสรณ์ ‘นวมทอง ไพรวัลย์’ 31 ต.ค.56

    “เราจะสร้างอนุสาวรีย์สามัญชนให้มากขึ้น ที่ต่อไปคือที่ราชประสงค์ เป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่สามัญชนจะมีพื้นที่แสดงคุณงามความดี วีรกรรมของสามัญชน สามารถมีพื้นที่สาธารณะในประเทศได้” ธิดา กล่าวในวันเปิดสดมภ์อนุสรณ์นวมทอง
     
    นอกจากนี้ 30 มี.ค. 2553 ระหว่างการชุมนุมของ นปช. ได้มีการปั้นรูป 'นวมทอง ไพรวัลย์' โดยศิลปินไทยเสรีชน ซึ่งผสมเลือดของคนเสื้อแดงที่ใช้ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ก่อนหน้านั้น 
     
    “ช่วงต้นข้อมูลยังไม่แพร่หลายว่าแกเป็นชาวพุทธที่ไม่ได้ตัดสินใจตายอย่างชั่ววูบ แต่มีสติ มีบันทึก มีเทป มีทุกอย่าง ทุกวันนี้คนเสื้อแดงก็รับรู้ อยากจะใช้คำว่า ปฏิมาสามัญชน ปกติคำว่าปฏิมา นี้ใช้เรียกเฉพาะพุทธรูป แต่มองว่านวมทองมีความบริสุทธิ์ มั่นคง มีความเสถียรของอุดมการณ์ จนไปพ้นความเชื่อแบบศาสนาพุทธว่าฆ่าตัวตายแล้วต้องตกนรก” ไม้หนึ่ง ก.กุนที ที่ถูกนิยามว่าเป็น “กวีสีแดง” หนึ่งในกลุ่มศิลปินไทยเสรีชนอธิบายผลงานชิ้นนี้ และเตรียมตั้งชื่อว่า “นวมทอง ไพรวัลย์ ประชาทิพย์พิทักษ์ไทย”

    คำว่าประชาทิพย์ ปรากฏในบทกวีของเขาหลังเหตุการณ์สงกรานต์เลือด โดยเขาให้เหตุผลว่า โดยมโนคติเดิมมักบอกว่าคนดีตายแล้วขึ้นสวรรค์ แต่เขาเห็นว่าคนที่อุดมการณ์เพื่อส่วนรวม ตายแล้วก็คงไม่ไปเสวยผลบุญส่วนตัวด้วยการไปสวรรค์ แต่น่าจะยังยินดีเป็นเจ้าที่เจ้าทาง ผีทุ่งผีนา ที่อยู่ใกล้ชิดประชาชน ดูแลปกป้องคุ้มครองประชาชนผู้ต่อสู้เพื่อส่วนรวม 

    บทกวีที่ถูกอ่านระหว่างผู้คนเริ่มต้นลงมือปั้นรูปเหมือนดินเหนียวนวมทอง ไพรวัลย์ (30 มี.ค.53)
     
    ขึ้นรูปลุงนวมทอง
    ผู้กล้าท่องถนนเถื่อน
    กี่วัน กี่ปี เดือน
    ยังเหมือนอยู่ให้รู้เห็น
     
    สงครามของคนไพร่
    ผองเพื่อนไทยผู้ลำเค็ญ
    ลุกฮือเพราะจำเป็น
    เขาไม่เห็นเราเป็นคน
     
    ขึ้นรูปลุงนวมทอง
    ตระกองดินเริ่มตั้งต้น
    ปฏิมาสามัญชน
    ประชาทิพย์ พิทักษ์ไทย
     
    สงครามหว่งชนชั้น 
    เพื่อคืนวันชื่นสดใส
    อำนาจ ทรัพย์กระจาย
    เกลี่ยเฉลี่ยได้ทั่วถึง
     
    แดงฉานชนชั้นล่าง
    ชุบชีพวีรชนหนึ่ง
    มวลสารคลุกเคล้าคลึง
    คือเลือดไร่สามัญคน
     
    ขึ้นรูปลุงนวมทอง
    ตระกองดินได้ตั้งต้น
    ปฏิมาสามัญชน
    ประชาทิพย์ พิทักษ์ไทย
     
    "ประชาทิพย์ พิทักษ์ไทย"
    ไม้หนึ่ง ก.กุนที
     
     
    ภาพการปั้นรูปเหมือนดินเหนียวนวมทอง ไพรวัลย์ (30 มี.ค.53)

    ภาพสำนักงานของมูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย ได้จัดพิธีเปิดห้องประชุมลุงนวมทอง ไพรวัลย์ เมื่อ 31 ต.ค.58  

    นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมรำลึกถึงนวมทอง ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ทางการเมือง ตลอด เช่น 19 ก.ย.2557 นักศึกษาศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย (ศนปท) ติดป้ายดำรำลึก 8 ปี รัฐประหาร 19 กันยา บริเวณสดมภ์อนุสรณ์ ‘นวมทอง ไพรวัลย์’ พร้อมข้อความ “นายประชาธิปไตย ของไทย ชาตะ 24 มิ.ย.2475 มรณะ 19 ก.ย. 49 และล่าสุด...?” โดยใช้แซนด์วิชเป็นที่ถ่วงป้ายไว้

    ภาพกิจกรรมของ ศนปท.เมื่อ 19 ก.ย.2557

    31 ต.ค. 2558 กลุ่มพลเมืองโต้กลับจัดกิจกรรมรำลึก 9 ปี การเสียชีวิตของนวมทอง พร้อมข้อเสนอปฏิรูปกองทัพ โดยมีการเดินเท้าจากอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา มายังบริเวณกองบัญชาการกองทัพบก เพื่ออภิปรายเสนอให้มีการปฏิรูปกองทัพ จากนั้นเดินเท้ากลับมายังอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ท่ามกลางการควบคุมสถานการณ์โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร

    กิจกรรมของกลุ่มพลเมืองโต้กลับ เมื่อ 31 ต.ค. 2558

     

    บุญชู ไพรวัลย์ ภรรยานวมทอง ไพรวัลย์ ร่วมกิจกรรมรำลึกที่สะพานลอยหน้าไทยรัฐ ซึ่งจัด นำโดย กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย เมื่อ 31 ต.ค.55

    กิจกรรมรำลึกที่สะพานลอยหน้าไทยรัฐ ซึ่งจัด นำโดย กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย เมื่อ 31 ต.ค.55 ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีการจัดสร้างสดมภ์อนุสรณ์ 

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    30 ก.ย. 2559 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เผยแพร่ รายงานเศรษฐกิจและการเงิน เดือน ส.ค. 2559 โดยระบุว่า เศรษฐกิจไทยในเดือนส.ค. 2559 ขยายตัวในอัตราที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อน โดย การใช้จ่ายภาครัฐกลับมาขยายตัวดีทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน และการส่งออกสินค้าขยายตัวใน หมวดเครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งส่งผลให้การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องปรับดีขึ้น การลงทุนภาคเอกชนปรับดีขึ้นบ้างแต่ยังอยู่ในระดับต่ำและกระจุกตัวอยู่ในภาคบริการเป็นหลัก ขณะที่ภาค การท่องเที่ยวที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในช่วงก่อนหน้าขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงบ้าง เนื่องจากได้รับ ผลกระทบชั่วคราวจากเหตุระเบิดใน 7 จังหวัดภาคใต้ โดยมีผลทั้งในส่วนของนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศและ การใช้จ่ายหมวดบริการของคนไทย

    ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับสูงขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อน ตามราคาอาหารสด โดยเฉพาะผลไม้ที่ผลผลิตถูกกระทบจากภาวะภัยแล้งในช่วงที่ผ่านมา อัตราการว่างงานทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ต่อเนื่อง ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลตามรายรับภาคการท่องเที่ยวที่ยังดีและมูลค่าการน าเข้าที่อยู่ใน ระดับต่ำ

    สำนักข่าวไทยรายงานด้วยว่า รุ่ง มัลลิกะมาส ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธปท.กล่าวว่า การที่ตัวเลขเศรษฐกิจในเดือนสิงหาคมขยายตัวในอัตราที่เพิ่มขึ้น แต่ธปท.จะยังไม่ปรับประมาณการจีดีพีและการส่งออกปีนี้ โดยยังคงประมาณการจีดีพีขยายตัวร้อยละ 3.2 และการส่งออกติดลบร้อยละ 2.5 แต่มีโอกาสที่ตัวเลขเศรษฐกิจจะดีขึ้น แต่ขอติดตามตัวเลขเศรษฐกิจในระยะต่อไปก่อน จึงจะปรับประมาณการใหม่ โดยธปท.เชื่อว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 จะไม่สูงเท่ากับไตรมาส 2 ที่ขยายตัวร้อยละ 3.5 เนื่องจากในไตรมาส 2 มีปัจจัยพิเศษที่กระตุ้นการบริโภคจากการเปลี่ยนรถยนต์รุ่นใหม่และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ จึงส่งผลให้เศรษฐกิจไตรมาส2ขยายตัวในอัตราที่สูง  ขณะที่มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรของรัฐบาลที่จะสนับสนุนเงิน 1,500-3,000 บาทให้เกษตรกรที่มีรายได้ต่ำกว่า 1 แสนบาท ว่า จะเป็นการช่วยพยุงเศรษฐกิจ และช่วยลดภาวะความเสี่ยงการบริโภคที่ชะลอลง แต่ยังไม่มีผลผลักดันจีดีพีของประเทศ
     
    ส่วนภาคการส่งออก 8 เดือนของปี 2559 ติดลบร้อยละ 1.8 แต่หากหักการส่งออกทองคำพบว่าติดลบร้อยละ 4.1 โดยตลาด CLMVและยุโรปยังพอขยายตัวได้ ขณะที่ตลาดตะวันออกกลางและจีนชะลอตัว อย่างไรก็ตามการส่งออกในเดือนสิงหาคมที่กลับมาขยายตัวได้ที่ร้อยละ 5 เนื่องมาจากสินค้าในหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะหมวดอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับผลดีจากการเปิดตัวไอโฟนรุ่นใหม่
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    30 ก.ย. 2559 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ลงนามในประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 1/2559 เรื่องแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยแต่งตั้งให้ พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล, พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ และ พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง เป็นสมาชิกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ แทนที่ของ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา, พล.อ.สมหมาย เกาฏีระ และ พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง ตามลำดับ

    พร้อมแต่งตั้งให้ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท เป็นเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ แทนที่ของ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช  ซึ่งการแต่งตั้งตำแหน่งดังกล่าวเนื่องจากผู้นำระดับสูงในกองทัพทั้ง 4 นาย เกษียณอายุราชการ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.เป็นต้นไป

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    ประยุทธ์มอบนโยบายเสริมสร้างความรู้และธรรมาภิบาลของกรรมการรัฐวิสาหกิจ ย้ำรัฐบาลให้ความสำคัญกับการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ ชี้การขับเคลื่อนประเทศโดยได้ใช้กลไกประชารัฐวิสาหกิจเป็นการสานพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม โดยการสนับสนุนให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐจะช่วยลดภาระทางการคลัง

    ที่มาภาพ เว็บไซต์ทำเนียบฯ 

    30 ก.ย. 2559 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานมอบ นโยบายในการสัมมนาเสริมสร้างความรู้และธรรมาภิบาลของกรรมการรัฐวิสาหกิจ เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจในอนาคต และการเสริมสร้างธรรมาภิบาลของกรรมการและผู้บริหารของรัฐวิสาหกิจ ทั้ง 55 แห่ง  ให้สามารถดำเนินกิจการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลตามนโยบายของรัฐและแผนวิสาหกิจ จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.)  กระทรวงการคลัง ณ ห้องประชุมเวิลด์ บอลรูม ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ

    เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ได้กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์การจัดงานว่า รัฐวิสาหกิจถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยรัฐวิสาหกิจมีสินทรัพย์มากกว่า 13.5  ล้านล้านบาท (มูลค่าเท่ากับ GDP ของประเทศ) รายได้รวม 5 ล้านล้านบาทมากกว่ารายได้ของรัฐบาล ใช้งบประมาณรายจ่ายแต่ละปี 4.8 ล้านล้านบาท เป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของรัฐบาลมากกว่า 1 แสนล้านบาท รวมทั้งสร้างงานประมาณ 4.3 แสนคน ทั้งนี้ การที่รัฐวิสาหกิจจะดำเนินการได้อย่างดีส่วนหนึ่งมาจากประธานกรรมการและกรรมการรัฐวิสาหกิจซึ่งถูกแต่งตั้งจากรัฐบาลเข้าไปทำหน้าที่กำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะในการผลักดันนโยบายของรัฐบาล ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ได้มีบทบาทเชิงรุกในการทำงานร่วมกับกรรมการรัฐวิสาหกิจมากขึ้นเพื่อประสานงานให้รัฐวิสาหกิจมีบทบาทในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลให้มีประสิทธิภาพ โดยการจัดสัมมนาฯ ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกรอบนโยบายและทิศทางการพัฒนารัฐวิสาหกิจซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายให้แก่ประธานกรรมการและกรรมการรัฐวิสาหกิจเพื่อจะได้นำไปขับเคลื่อนรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่ง อีกทั้งยังเป็นการเสริมสร้างความรู้ในเรื่องธรรมาภิบาลของกรรมการรัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลทั้งในด้านกฎหมายและการกำกับดูแล เพื่อให้ประธานและกรรมการรัฐวิสาหกิจนำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน เพื่อพัฒนาให้รัฐวิสาหกิจสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่เป็นภาระของภาครัฐ มีการบริหารจัดการที่ดีเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล

    โอกาสนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้มอบนโยบายฯ ให้แก่ประธานกรรมการและกรรมการรัฐวิสาหกิจ โดยกล่าวตอนหนึ่งเกี่ยวกับการทำงานร่วมกับกรรมการและผู้บริหารของรัฐวิสาหกิจในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมาว่า การทำงานอาจจะมีบางเรื่องที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกัน แต่การดำเนินงานที่ผ่านมาทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีมาโดยตลอด อย่างไรก็ตามขอฝากให้ทุกคนหันกลับมามองประเทศไทยโดยทบทวนการทำงานเพื่อหาจุดยืนของประเทศในประชาคมโลกในช่วง 5 ปี และ 10 – 20 ปี ข้างหน้า และยืนยันว่าการดำเนินงานของรัฐบาลยึดผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ จึงขอให้ทุกคนร่วมกันดำเนินการในสิ่งที่ดีเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในการขับเคลื่อนประเทศไทยตามห้วงระยะเวลาที่กำหนดไว้

    พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก่อนปฏิรูปประเทศต้องปฏิรูปตนเองก่อน เพื่อจะขยายไปสู่การดำเนินงานต่าง ๆ ขององค์กรให้ดีมากยิ่งขึ้น และนำไปสู่การปฏิรูปประเทศต่อไป ซึ่งดำเนินงานและการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจถือเป็น 1 ใน 37 วาระของการปฏิรูปประเทศ โดยมีความสำคัญในการที่จะปฏิรูปให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจเพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศ การลงทุนในด้านธุรกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในประชาคมโลก โดยรัฐบาลมีเป้าหมายที่ต้องสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมที่มีคุณภาพ มีความเข้มแข็ง มีคุณธรรมและธรรมาภิบาล ซึ่งหากทุกคนที่อยู่ในสังคมและองค์กรมีคุณธรรมก็จะทำให้เป็นองค์กรที่มีจริยธรรม และนำไปสู่การบริหารราชการที่มีธรรมาภิบาล ทั้งนี้ สิ่งสำคัญคือทุกคนต้องรู้จักอดทน เสียสละ และคำนึงถึงประโยชน์ต่อส่วนรวมของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้งมากกว่าประโยชน์ส่วนตน รวมทั้งต้องคำนึกถึงหน้าที่หลักและบทบาทของรัฐวิสาหกิจโดยเฉพาะเรื่องของการบริการต่อประชาชน และการดำเนินงานต้องไม่มุ่งหวังผลกำไรเพียงอย่างเดียว แต่ให้คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

    สำหรับการบริหารราชบ้านเมืองให้มีธรรมาภิบาล ทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชน มีส่วนสำคัญในการเป็นกลไกประสานความร่วมมือกันอย่างบูรณาการเพื่อสร้างสังคมที่มีคุณธรรม เป็นองค์กรที่มีจริยธรรมและมีธรรมาภิบาลในการปฏิบัติงานให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ตลอดจนการปลูกฝังให้ประชาชนคนไทยมีคุณธรรม จริยธรรม ซึ่งต้องใช้กลไกทั้งการแสดงออกที่มีต่อกันในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ เปิดเผยโปร่งใส ปลอดจากการทุจริตคอร์รัปชั่น การสร้างความร่วมมือและบูรณาการระหว่างกัน ซึ่งจะทำให้การดำเนินงานต่าง ๆ ขององค์กรและประเทศสามารถเดินหน้าและขับเคลื่อนต่อไปได้ตามเป้าหมายที่กำหนด

    พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงการดำเนินการปฏิรูปทั้งระบบอย่างเร่งด่วนว่า ต้องดำเนินการเชิงรุกทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง การต่างประเทศ กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ซึ่งหากทุกคนไม่ร่วมมือกันก็ไม่สามารถที่จะขับเคลื่อนประเทศต่อไปได้ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันเศรษฐกิจโลกยังมีปัญหาอยู่ อย่างไรก็ดีคณะทำงานด้านเศรษฐกิจและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งภาคเอกชน และประชาชนได้ร่วมกันดำเนินการให้เศรษฐกิจของประเทศไทยสามารถเดินหน้าต่อไปได้และมีแนวโน้มที่ดีขึ้น  โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจมีส่วนสำคัญในการทำให้เศรษฐกิจในภาพรวมดีขึ้น โดยการขับเคลื่อนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ซึ่งส่งเสริมให้เกิดการหมุนเวียนการใช้จ่ายทั้งระบบ เพื่อขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจขยายตัวและเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องส่งผลดีต่อประชาชนทุกภาคส่วนในสังคม บ้านเมืองเกิดความสงบเรียบร้อย มีเสถียรภาพ เป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ และเป็นประเทศที่น่าลงทุน

    ในส่วนของการขับเคลื่อนประเทศ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า รัฐวิสาหกิจถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะการดำเนินการพัฒนาปรับปรุงระบบบริหารจัดการของรัฐวิสาหกิจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานให้มีมาตรฐานในระดับสากลและสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศชาติโดยรวม ขณะเดียวกันฝากให้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจทั้ง 55 แห่ง ได้นำผลการดำเนินงานของตนเองเปรียบเทียบกับการดำเนินงานของหน่วยงานจากต่างประเทศเพื่อนำมาพัฒนาปรับปรุงการดำเนินงานและกิจการของรัฐวิสาหกิจให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ตลอดจนปรับบทบาทการดำเนินงานให้สอดคล้องและทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน เพื่อให้รัฐวิสาหกิจเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพของรัฐในการพัฒนาประเทศ และพัฒนากลไกกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจที่เข้มแข็ง เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ สามารถคุ้มครองผู้ใช้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และให้บริการสาธารณะที่มีคุณภาพแก่ประชาชนได้ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ รวมทั้ง สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพย์สินที่มีอยู่ของประเทศ และสามารถบริหารจัดการหนี้ทั้งในส่วนที่รัฐบาลและรัฐวิสาหกิจรับภาระอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพเพื่อลดภาระทางการคลังของประเทศ

    พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงการค้า การลงทุนปัจจุบันที่มีอัตราเพิ่มขึ้นมากกว่าเป้าหมายที่วางไว้ว่า เกิดจากความร่วมมืออย่างเข้มแข็งจากภาครัฐและภาคเอกชนที่ได้ร่วมกันพัฒนาเพื่อวางรากฐานของประเทศให้ครอบคลุมทั้งด้านคมนาคม สาธารณูปโภค ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้มีการลงทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศจำนวนมาก เพื่อสร้างความเชื่อมโยงประเทศไทยสู่ภูมิภาคต่างๆ และขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และพัฒนาความเจริญก้าวหน้าของประเทศไปสู่จุดมุ่งหมาย “มั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน” รวมทั้งการพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติในระยะ 20 ปีข้างหน้าอย่างเชื่อมโยงกันในทุกมิติ โดยแบ่งการดำเนินการเป็นช่วงละ 5 ปี ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งการดำเนินการตั้งแต่ในปี 2559 - 2560 จะเป็นระยะเริ่มต้นที่รัฐบาลชุดปัจจุบันวางรากฐานไว้ให้ในเรื่องของการปฏิรูปเพื่อสามารถขับเคลื่อนประเทศต่อไปตามเป้าหมายที่กำหนด

    ทั้งนี้ รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะการกำหนดโครงสร้างการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจในภาพรวมให้ชัดเจน เช่น กำหนดแนวนโยบายการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ผู้กำหนดนโยบาย (Policy Maker) โดยกระทรวงเจ้าสังกัด จะเป็นผู้ให้นโยบายในการดำเนินการกับรัฐวิสาหกิจ องค์กรเจ้าของ (Owner) ดูแลฐานะการเงิน การบริหารทรัพย์สิน ให้เพิ่มมูลค่า การประเมินผล และความสำเร็จขององค์กร ผู้กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจรายสาขา (Regulator) จะควบคุมราคาคุณภาพ มาตรฐานการให้บริการ รวมทั้งดูแลให้มีการแข่งขันที่เท่าเทียมระหว่างรัฐวิสาหกิจและเอกชน พร้อมขอให้ผู้บริหารทุกคนนำแนวทางการกำกับดูแลที่ดี (Good Governance) ไปปฏิบัติ โดยเฉพาะการเปิดเผยข้อมูลของรัฐวิสาหกิจ มีกลไกตรวจสอบ ถ่วงดุลอำนาจระหว่างผู้เกี่ยวข้อง (Checks and Balances) และมีระบบประเมินผลรัฐวิสาหกิจ ให้สอดคล้องกับบทบาท หน้าที่และพันธกิจที่ได้รับจากรัฐบาล

    นอกจากนี้ ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ทำหน้าที่กำกับดูแลและติดตามผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้การบริหารงานของรัฐวิสาหกิจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผลสูงสุด ซึ่งกรรมการและผู้บริหารรัฐวิสาหกิจจะมีส่วนสำคัญในการผลักดันนโยบายสำคัญของรัฐบาลและของกระทรวงเจ้าสังกัดให้เกิดผลสัมฤทธิ์และบริหารจัดการองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับรัฐวิสาหกิจ โดยจะต้องดำเนินการภายใต้กฎและกติกาของผู้กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจรายสาขาอย่างเคร่งครัด

    พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวว่า ปัจจุบันรัฐวิสาหกิจไทยในภาพรวมมีจำนวน 55 แห่ง มีมูลค่าทรัพย์สินรวมกันประมาณ 13 ล้านล้านบาท และในปีหนึ่งๆ รัฐวิสาหกิจมีการลงทุนคิดเป็นร้อยละ 50 ของการลงทุนภาครัฐ ซึ่งรัฐวิสาหกิจจะมีบทบาทที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไปสู่ความมั่นคงตามนโยบายของรัฐบาล ได้แก่ นโยบายเพื่อสนับสนุนการลงทุนของประเทศ เพื่อให้การลงทุนของภาครัฐขยายตัวเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 ตามเป้าหมายการพัฒนาของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12  เช่น การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ประจำปีงบประมาณ 2560 ซึ่งมีวงเงินลงทุนประมาณ 520,980 ล้านบาท ให้มากกว่าปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ให้เลื่อนการลงทุนให้เร็วขึ้น (Front Load) โดยขอให้เน้นการเบิกจ่ายในไตรมาสที่ 1 ประจำปีงบประมาณ 2560 ให้มากขึ้น ทั้งนี้ กรรมการและผู้บริหารรัฐวิสาหกิจต้องเร่งรัดรัฐวิสาหกิจให้เบิกจ่ายได้ตามเป้าหมายที่กำหนดที่ 95% ของบลงทุนอนุมัติ ซึ่งการระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund: TFF) เป็นทางเลือกในการระดมเงินทุนของรัฐวิสาหกิจ ที่จะช่วยลดข้อจำกัดของการใช้แหล่งเงินทุนจากงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด และช่วยให้การบริหารจัดการหนี้สาธารณะอยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐเป็นไปอย่างรวดเร็วและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว โดยกรรมการและผู้บริหารรัฐวิสาหกิจจะมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้รัฐวิสาหกิจนำโครงการโครงสร้างพื้นฐานมาระดมทุนผ่านกองทุนรวม Thailand Future Fund ซึ่งจะช่วยลดข้อจำกัดด้านงบประมาณและหนี้สาธารณะ

    พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การขับเคลื่อนประเทศโดยได้ใช้กลไกประชารัฐวิสาหกิจเป็นการสานพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม โดยการสนับสนุนให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (Public Private partnership: PPP) จะช่วยลดภาระทางการคลังของประเทศ โดยกรรมการและผู้บริหารรัฐวิสาหกิจจะต้องเร่งรัดให้รัฐวิสาหกิจดำเนิน PPP เพิ่มขึ้น ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนการลงทุนทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะการสร้างความโปร่งใสในการบริหารจัดการของรัฐวิสาหกิจ เป็นหนึ่งในนโยบายของรัฐบาลที่สำคัญ ด้วยปราการ 3 ด่าน ดังนี้  1) ปราการด่านที่ 1 (First Line of Defense) การยกระดับความโปร่งใสในการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบกำกับและตรวจสอบความโปร่งใสของภาครัฐในทุกหน่วยงาน ทั้งองค์กรอิสระและรัฐบาล 2) ปราการด่านที่ 2 (Second Line of Defense) ในโลกยุคปัจจุบัน  ได้ให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูล เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม โดยภาครัฐได้สร้าง Platformให้ภาคเอกชนประชาชน และประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการยกระดับความโปร่งใสของรัฐวิสาหกิจ เช่น CoST และ Integrity Pact 3) ปราการด่านที่ 3 (Third Line of Defense) การสร้างค่านิยมและจริยธรรมของบุคลากรภายในองค์กรให้มีคุณธรรม สร้างความโปร่งใส และไม่ให้โกง ทั้งนี้ กรรมการและผู้บริหารรัฐวิสาหกิจจะมีส่วนสำคัญในการสร้างความโปร่งใสในการบริหารจัดการของรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะปลูกฝังค่านิยมและจริยธรรมให้กับตนเอง และบุคลากรภายในองค์กร เพื่อให้ทุกคนเกิดความรู้สึกมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของ

    ทั้งนี้ การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจเป็นหนึ่งในมาตรการเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้รัฐวิสาหกิจในระยะยาว ได้แก่ การผลักดันร่างพระราชบัญญัติการพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. .... เพื่อยกระดับการกำกับดูแลและพัฒนารัฐวิสาหกิจให้มีความชัดเจน โปร่งใส และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารรัฐวิสาหกิจให้เป็นมาตรฐานสากล โดยมีหลักการสำคัญ ดังนี้ 1. การจัดตั้ง “คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ” (คนร.) ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการกำหนดนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2557 2. การจัดทำ “แผนยุทธศาสตร์รัฐวิสาหกิจ” ที่มีอายุ 5 ปี  เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนารัฐวิสาหกิจให้ชัดเจน และสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี 3. การมีกลไกสร้างความโปร่งใสและความรับผิดรับชอบ โดยเปิดเผยข้อมูลการดำเนินนโยบายผ่านรัฐวิสาหกิจให้เกิดความโปร่งใส (Transparency) และทำให้เกิดความรับผิดรับชอบ (Accountability) ในการดำเนินนโยบาย

    4. การมีกระบวนการคัดเลือกกรรมการรัฐวิสาหกิจที่โปร่งใสและเปิดเผยหลักเกณฑ์ วิธีการ และกระบวนการสรรหากรรมการต่อสาธารณะ โดยจะมีกำหนดสมรรถนะหลัก (Skill Matrix) เพื่อให้ได้คนดีและคนเก่งมาเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ 5. การพัฒนาระบบประเมินผล ให้สามารถวัดผลการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม และ 6. การจัดตั้ง “บรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ” เพื่อทำหน้าที่ผู้ถือหุ้นเชิงรุก (Active shareholder) เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจให้ทัดเทียมกับมาตรฐานสากล

    สำหรับสิ่งสำคัญในการทำงานของกรรมการรัฐวิสาหกิจ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า คือการกำกับควบคุมรัฐวิสาหกิจให้สามารถดำเนินงานตามแผนงาน ยุทธศาสตร์และบริหารกิจการด้วยธรรมาภิบาล เพื่อทำให้ประชาชนเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ มุ่งเน้นการสร้างสัมพันธ์ที่ดีระหว่างรัฐบาลและประชาชน ในส่วนของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะต้องดูแลประชาชนด้วยธรรมาภิบาลเช่นกัน เพื่อให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์สูงสุด ซึ่งจะสร้างความเข้มแข็งอย่างสมดุล รวมไปถึงความมั่นคงของเศรษฐกิจฐานรากที่ดีต่อไป

    พร้อมทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวถึงหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่มีผลการดำเนินการที่ดีและได้รับรางวัลรัฐวิสาหกิจว่า เป็นผลมาจากการกำกับดูแลที่ดี ซึ่งรางวัลดังกล่าวจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างขวัญกำลังใจให้พนักงานรัฐวิสาหกิจ และช่วยส่งเสริมให้รัฐวิสาหกิจมีความมุ่งมั่นในการดำเนินงานเพื่อพัฒนาองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ทุกคนจะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต คำนึงถึงประโยชน์ของรัฐและประชาชนเป็นสำคัญ ตลอดจนผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน รวมทั้งผู้บริหารต้องนำหลักสำคัญในการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Good Governance) 6 หลักการ คือ   หลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักความโปร่งใส หลักการมีส่วนร่วม หลักความรับผิดชอบ และหลักความคุ้มค่า มาใช้ในการบริหารงานภายในองค์การอย่างเป็นธรรม เพื่อเป็นผู้นำต้นแบบที่ดีด้านจริยธรรมและคุณธรรม ขณะเดียวกันหน่วยงานรัฐวิสาหกิจทุกหน่วยงานต้องสร้างความรู้ ความเข้าใจแก่เจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงานตามหลักการกำกับดูแลที่ดี รวมทั้งส่งเสริมให้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินงานของหน่วยงาน และเสริมสร้างด้านการสื่อสารประชาสัมพันธ์ต่อสาธารณะในเชิงรุก มีการเปิดเผยข้อมูลการดำเนินการให้ประชาชนรับทราบและการตรวจสอบที่เป็นมาตรฐานสากล

    ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรี  ได้กล่าวฝากความห่วงใยและขอบคุณผู้บริหาร พนักงานรัฐวิสาหกิจและสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจทุกคน พร้อมขอให้ทุกคนร่วมกันสร้างความเข้มแข็ง สร้างวัฒนธรรมในองค์กรและมีความรู้สึกของการเป็นเจ้าของร่วมกันในการดำรงอยู่ขององค์กร โดยคำนึงถึงการให้บริการและประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ ซึ่งจะส่งผลดีต่อรายได้ของรัฐวิสาหกิจอีกด้วย

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai