Are you the publisher? Claim or contact us about this channel


Embed this content in your HTML

Search

Report adult content:

click to rate:

Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


    องค์กรอิสระฯ นักกฎหมาย และตัวแทนลูกหนี้นอกระบบ เครือข่ายองค์กรผู้บริโภค เรียกร้องเพิ่มมาตรการเยียวยาลูกหนี้ ใน พ.ร.บ.ทวงหนี้ หวังป้องปรามเจ้าหนี้ใช้วิธีผิดกฎหมาย

    20 ต.ค 2557 คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน นักกฎหมาย ตัวแทนลูกหนี้  มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และชมรมหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล  ได้เข้ายื่นหนังสือต่อนายมนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ.... เพื่อเสนอความเห็นและข้อเสนอต่อ คณะกรรมาธิการฯ ให้คณะกรรมาธิการฯ พิจารณาแก้ไขบทบัญญัติในกฎหมายเพื่อให้เกิดการคุ้มครองลูกหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบให้ได้รับความเป็นธรรมจากการทวงถามหนี้  ทั้งนี้เสนอให้เพิ่มเติมมาตรการเยียวยาความเสียหายแก่ลูกหนี้  ที่ได้รับผลกระทบจากการทวงหนี้ด้วย  และขอให้เร่งการออกกฎหมายฉบับนี้โดยเร็วเพื่อเป็นมาตรการคุ้มครองลูกหนี้และลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตกับลูกหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ

    จากกรณีปัญหาการทวงถามหนี้  ที่เจ้าหนี้และผู้ทวงถามหนี้ใช้วิธีการต่างๆ กับลูกหนี้ เช่น การข่มขู่ให้กลัว   การใช้วาจาหยาบคาย ดูหมิ่น ทำลายทรัพย์สิน   ยึดทรัพย์โดยพลการ หรือการทำร้ายร่างกาย  และการกระทำที่ทำให้ลูกหนี้หลงเชื่อว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ  การที่กล่าวนั้น  กฎหมายอาญาไม่สามารถดำเนินคดีกับผู้ติดตามทวงถามหนี้หรือเจ้าหนี้เหล่านั้น   ทำให้ลูกหนี้หาทางออกวิธีที่ไม่เหมาะสมและไม่เกิดประโยชน์กับลูกหนี้ เช่น กู้เงินนอกระบบมาชำระหนี้ในระบบ,ตัดสินใจออกจากงานทนแรงกดดันไม่ไหว, เลิกกับครอบครัว รวมไปถึงการฆ่าตัวตายดังที่เป็นข่าว

    นางสายฝน  ตัวแทนลูกหนี้ กล่าวว่า “อยากเร่งให้กฎหมายฉบับนี้ออกมาบังคับใช้ซะที เพราะสงสารเพื่อนๆ ที่ถูกทวงหนี้ บางคนโดนขู่จนกลัวไม่กล้าไปทำงาน บางคนโดนด่าว่าหยาบคาย ไปแจ้งความตำรวจไม่รับแจ้งความ ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร เราเป็นหนี้ก็ทราบค่ะว่าต้องใช้หนี้ แต่บางครั้งเราหาเงินมาใช้หนี้ไม่ทัน มาครั้งนี้เพื่อขอให้ทางคณะกรรมาธิการฯ ช่วยแก้กฎหมายให้ครอบคลุมหนี้นอกระบบด้วย”

    ด้าน นายชัยรัตน์  แสงอรุณ  ที่ปรึกษานักกฎหมายและทนายความ องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน กล่าวว่า “ กฎหมายฉบับนี้  ควบคุมพฤติกรรมของผู้ทวงหนี้  ที่ดำเนินคดีด้วยกฎหมายอาญาไม่ได้  และบทกำหนดโทษใน พรบ.นี้  สูงกว่ากฎหมายอาญา  ซึ่งน่าจะเป็นมาตรการในการป้องปรามไม่ให้เจ้าหนี้หรือผู้ติดตามหนี้กระทำการที่ผิดกฎหมาย  แต่เมื่อลูกหนี้ได้รับความเสียหายจากการทวงหนี้ควรได้รับการเยียวยาด้วย  เช่น  การทำลายทรัพย์สินของลูกหนี้  เจ้าหนี้ควรต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย เป็นต้น”

    ภญ.ชโลม เกตุจินดา  กรรมการและอนุกรรมการด้านการเงินการธนาคาร องค์การอิสระฯ  ให้ความเห็นว่า  การออกกฎหมายแต่ละฉบับนั้นเป็นเรื่องยากจึงเห็นว่า  กฎหมายควรครอบคลุมหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ เนื่องจากคณะกรรมการฯ ได้ทำความเห็นและข้อเสนอแนะต่อกฎหมาย จากการรับฟังปัญหาของประชาชน  การมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายโดยเฉพาะภาคประชาชนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง  ขอเสนอให้กฎหมายฉบับนี้มีคณะกรรมการที่มาจากภาคประชาชนด้วย เช่น สหพันธ์องค์การผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค  เป็นต้น

    นอกจากนี้ นายชูชาติ บุญยงยศ ประธานชมรมหนี้บัครเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล และอนุกรรมการด้านการเงินการธนาคาร องค์การอิสระฯ กล่าวว่า ที่มายื่นหนังสือในวันนี้เพื่อให้เห็นว่าอะไรมันยังไม่ครอบคลุมเป็นข้อบกพร่อง ในฐานที่เป็นภาคประชาชนเห็นว่ามันยังไม่ครอบคลุมทั้งหมด สิ่งที่อยากให้เพิ่มเติมคือ การบังคับของสถานบันการเงินหรือธนาคารที่ปล่อยบัตรเงินสดหรือสินเชื้อให้กับลูกหนี้ แล้วบังเอิญเป็นธนาคารเดียวกับที่ลูกหนี้เงินได้รับเงินเดือนธนาคารนั้นๆ พอลูกหนี้จ่ายไม่ไหวเขาดูดเงินลูกหนี้ไปใช้หนี้เกลี้ยงทำให้ลูกหนี้ไม่มีเงินใช้ ตรงนี้มันทำไม่ได้มันผิดกฎหมายเพราะการยึดเงินเดือนของลูกหนี้ตามกฎหมายต้องฟ้องศาลก่อน เมื่อศาลมีคำสั่งจึงเข้าสู่กระบวนการอายัดเงินเดือนได้สูงสุด 30% ของเงินเดือน รวมทั้งในกรณีในระหว่างการทวงหนี้ทุกครั้งที่เจ้าหนี้ทวงหนี้ครั้งละ 350 บาท หากเดือนนั้นทวงสองครั้งก็จะเป็นเงิน 700 บาท ซึ่ง 700 บาทนี้นำไปรวมกับเงินต้นแล้วนำมาคิดดอกเบี้ยซ้ำ หากกรณีนี้นำเข้าสู่กระบวนการศาลๆ ไม่ให้ ศาลตัดออกหมด ลูกหนี้ไม่ควรจ่ายค่าทวงหนี้ที่ส่ง sms เพียงข้อความละ 2   บาท แต่คิดเป็นค่าทวง 350 บาทต่อ sms

    นายชูชาติ ยังกล่าวถึงว่า ส่วนในกรณีกู้เงินนอกระบบจะมีการยึดบัตรเอทีเอ็มพร้อมสมุดบัญชีไปกดเงินเองไปกดเงินเอง อยากให้กฎหมายตรงนี้เขียนไว้ว่าอย่ายึดบัตรเอทีเอ็มและสมุดบัญชี

    อย่างไรก็ตาม นายมนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด กล่าวถึงการพิจารณาร่าง พรบ.ทวงถามหนี้ ว่า คณะกรรมาธิการฯ ได้พยายามเร่งรัดให้กฎหมายทวงถามหนี้ออกโดยเร็ว  คาดว่าอีกประมาณ 3-4 อาทิตย์จะพิจารณาแล้วเสร็จ ทั้งนี้จะเร่งพิจารณาให้กฎหมายออกมาบังคับใช้เสร็จภายในสิ้นปีนี้ เพื่อเป็นของขวัญต้อนรับปีใหม่ให้กับผู้บริโภค

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    แม้จะรู้กันว่ากลุ่มติดอาวุธ 'ไอซิส' (ISIS) มีความโหดเหี้ยมอย่างเปิดเผย แต่ฝ่ายรัฐบาลอิรักและกลุ่มติดอาวุธที่หนุนหลังโดยรัฐบาลก็มีความโหดเหี้ยมไม่แพ้กัน โดยมีเหยื่อเป็นพลเรือนต่างนิกายศาสนา ที่ทั้งถูกจับกุม ทรมาน และสังหารตามอำเภอใจ


    20 ต.ค. 2557 เทรซี เชลตัน นักข่าวอาวุโสของสำนักข่าวโกลบอลโพสต์ ผู้รายงานข่าวประเด็นซีเรียและตะวันออกกลางเขียนบทความเกี่ยวกับกรณีกลุ่มกบฏไอซิส (ISIS) โดยระบุว่าไม่เพียงกลุ่มไอซิสเท่านั้นที่มีความโหดร้ายแต่กองทัพรัฐบาลอิรักที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ เองก็กระทำโหดร้ายต่อพลเรือนซึ่งเป็นคนต่างนิกายเช่นกัน

    เชลตันเปิดเผยในบทความว่ากองทัพอิรักและกลุ่มติดอาวุธนิกายชีอะฮ์สั่งลงโทษผู้ต้องขังจำนวนมากโดยไม่มีการดำเนินคดี มีการจับกุมชาวบ้านและคนต่างนิกายตามอำเภอใจ มีการแขวนคอผู้คนตามเสาไฟฟ้าเพื่อสร้างความหวาดกลัวให้กับคนในชุมชน รวมถึงไล่ยิงพลเรือนที่พวกเขาจับตัวมาได้

    "ในขณะที่ประชาคมโลกเน้นจับตาภัยจากกลุ่มก่อการร้ายไอซิส แต่กองทัพรัฐบาลอิรักซึ่งได้รับการฝึกฝนจากสหรัฐฯ รวมถึงกลุ่มติดอาวุธนิกายชีอะฮ์เองก็กระทำการโหดเหี้ยมต่อพลเรือนชาวซุนนีในระดับเดียวกับ 'ผู้ก่อการร้าย' ฝ่ายตรงข้ามเช่นกัน" เชลตันระบุในบทความ

    ดอนนาเทลลา โรเวรา ผู้ให้คำปรึกษาอาวุโสด้านการตอบโต้วิกฤตการณ์จากองค์กรแอมเนสตี้อินเตอร์เนชันแนลกล่าวว่า มีการกระทำโหดเหี้ยมจากทั้ง 2 ฝ่ายคือกลุ่มกบฏไอซิสและกองกำลังนิกายชีอะฮ์ที่หนุนหลังโดยรัฐบาลอิรัก ซึ่งกลุ่มติดอาวุธนิกายชีอะฮ์ได้ก่ออาชญากรรมดังกล่าวอย่างกว้างขวางและเป็นระบบ อีกทั้งยังถือได้ว่าเป็นการก่ออาชญากรรมสงคราม

    บทความในโกลบอลโพสต์ระบุว่าการกระทำของกลุ่มก่อการร้ายไอซิสเช่นการสังหารชาวซาซิดี ชาวมุสลิมนิกายชีอะฮ์ และตัวประกันชาวตะวันตก มีการนำเสนอผ่านสื่ออย่างกว้างขวาง แต่พลเรือนนิกายซุนนีเองก็ได้รับเคราะห์ไปด้วย พวกเขามักจะถูกแปะป้ายว่าเป็น "ผู้ก่อการร้าย" หรือ "ผู้สนับสนุนกลุ่มไอซิส" โดยทางการอิรักและโดยคนทั่วไปที่ตัดสินจากเชื้อชาติและนิกายเท่านั้น ชาวนิกายชีอะฮ์มักจะถูกกองกำลังรัฐบาลจับกุมหรือสังหารตามอำเภอใจ

    โรเวรากล่าวว่า ขณะที่กลุ่มชาวเคิร์ดและชนกลุ่มน้อยอยู่อย่างค่อนข้างปลอดภัยในเขตของชาวเคิร์ด และชาวนิกายชีอะฮ์ก็อยู่อย่างปลอดภัยภายใต้การคุ้มครองของรัฐบาลอิรัก แต่ชาวนิกายซุนนีมีชีวิตยากลำบาก ส่วนใหญ่มีชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัวโดยเฉพาะผู้ชายและพ่อแม่ที่มีลูกชาย

    จากรายงานของแอมเนสตี้อินเตอร์เนชันแนลชื่อ "การลอยนวลสมบูรณ์แบบ : การปกครองโดยกลุ่มติดอาวุธในอิรัก" ระบุถึงกรณีที่กองกำลังนิกายชีอะฮ์ลักพาตัวพลเรือนชาวซุนนีเพื่อเรียกค่าไถ่และมีกรณีที่ยังสังหารผู้ถูกลักพาตัวแม้จะมีการจ่ายค่าไถ่แล้ว ซึ่งแอมเนสตี้ระบุว่ามีกรณีการเรียกค่าไถ่ 170 กรณีนับตั้งแต่เดือน มิ.ย. เป็นต้นมา นอกจากนี้ยังมีทนายความผู้พิทักษ์สิทธิ์ของชาวซุนนีบอกว่าบางครั้งร่างเหยื่อที่ถูกสังหารโดยกลุ่มติดอาวุธนิกายชีอะฮ์จะถูกนำมาแขวนตามเสาไฟฟ้าเพื่อข่มขู่ผู้คนที่รู้เห็นเป็นใจกับกลุ่มไอซิส

    โกลบอลโพสต์ยังได้ระบุถึงกรณีการเผาหรือวางระเบิดรวมถึงไล่สังหารคนในศาสนสถาน เช่นกรณีสังหารหมู่ในมัสยิดที่หมู่บ้านบานีวาอิสเมื่อวันที่ 22 ส.ค. ที่ผ่านมาทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 73 ราย พวกเขาถูกยิงในขณะที่มีการละหมาดวันศุกร์

    องค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ระบุว่ามีกรณีที่เจ้าหน้าที่ทางการอิรักและกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลทำการสังหารนักโทษนิกายซุนนี 255 กรณี ในรายงานระบุว่าการสังหารเกิดขึ้นในเมืองและหมู่บ้าน 6 แห่งของประเทศอิรักในช่วงต้นเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ในช่วงเดียวกับที่ประชาชนพากันหนีการรุกรานของกลุ่มไอซิส

    โจ สตอร์ก รองผู้อำนวยการฝ่ายตะวันออกกลางของฮิวแมนไรท์วอทช์กล่าวว่าการไล่ยิงนักโทษเป็นการละเมิดกฎหมายนานาชาติอย่างร้ายแรง ในขณะที่ทั่วโลกกล่าวประณามการกระทำโหดเหี้ยมของไอซิสซึ่งเป็นสิ่งที่สมควรประณามจริงแต่ก็อย่าเมินเฉยต่อการสังหารคนต่างนิกายโดยรัฐบาลอิรักและฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลอิรัก

    โกลบอลโพสต์ระบุว่ากลุ่มติดอาวุธนิกายชีอะฮ์ยังได้คุกคามนักกฎหมายที่ให้ความช่วยเหลือต่อชาวนิกายซุนนีที่ถูกดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรมรวมถึงถูกทรมานด้วยวิธีการที่โหดเหี้ยม สื่อท้องถิ่นอิรักรายงานว่ามีทนายความอย่างน้อย 7 คนถูกสังหารในเมืองบาคูบาในปีนี้ โดยผู้เป็นพ่อของเหยื่อที่ถูกสังหารรายหนึ่งเล่าว่าคืนหลังจากที่ลูกเขาถูกสังหาร บ้านของเขาก็ถูกรื้อและทำลายในขณะเดียวกับที่พวกเขาพากันหลบหนีพร้อมครอบครัวไปยังเขตที่อยู่ของชาวเคิร์ด

    แต่จะหวังให้ผู้คนหลบหนีไปพึ่งพื้นที่ของชาวเคิร์ดอย่างเดียวก็ไม่ใช่เรื่องง่าย โรเวราบอกว่าชาวอาหรับถูกห้ามไม่ให้เข้าไปในพื้นที่ของชาวเคิร์ดแล้ว และชาวอาหรับผู้ที่ลี้ภัยไปอยู่ในพื้นที่ชาวเคิร์ดก็ถูกปฏิบัติด้วยความไม่ไว้ใจ

    โรเวราให้สัมภาษณ์ต่อโกลบอลโพสต์ว่ารัฐบาลอิรักไม่เพียงแค่ยอมให้กลุ่มติดอาวุธนิกายชีอะฮ์ก่อเหตุโดยไม่มีการลงโทษเท่านั้นแต่ยังสนับสนุนหรือร่วมปฏิบัติการโหดเหี้ยมในบางครั้งอีกด้วย

    เรื่องนี้ทำให้ชวนตั้งคำถามถึงการที่รัฐบาลสหรัฐฯ และแนวร่วมจากนานาชาติที่ให้การสนับสนุนอิรักในการต่อสู้กับกลุ่มไอซิส ทั้งที่รัฐบาลอิรักไม่สามารถแก้ไขปัญหาการใช้ความรุนแรงของกลุ่มติดอาวุธได้ ในแผนยุทธศาสตร์ 4 จุด ที่เสนอโดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ บารัก โอบามา ก็ยอมรับว่ามีกลุ่มก่อการร้ายที่เป็นภัยต่อชาวนิกายซุนนีแต่ไม่ได้ระบุว่าเป็นกลุ่มติดอาวุธนิกายชีอะฮ์

    โรเวรากล่าวว่าการช่วยเหลือทางทหารแก่กองทัพอิรักนั้นจะต้องมีการตรวจสอบเข้มงวดมาก เพราะรัฐบาลนานาชาติจะมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อการกระทำของกองทัพและกลุ่มติดอาวุธในอิรักที่ใช้อาวุธของพวกเขาทั้งในตอนนี้และในระยะยาว

     

    เรียบเรียงจาก

    Think the Islamic State is bad? Check out the 'good guys', Globalpost, 17-10-2014
    http://www.globalpost.com/dispatch/news/regions/middle-east/iraq/141016/think-the-islamic-state-bad-check-out-the-good-guys

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    21 ต.ค.2557 ที่ศาลมณฑลทหารบกที่ 23 จังหวัดขอนแก่น ศาลนัดสอบคำให้การจำเลยทั้ง 26 คนในคดี ‘ขอนแก่นโมเดล’ โดยในวันนี้มีการนำจำเลยทั้ง 26 คนจากเรือนจำเดินทางมายังศาล ท่ามกลางการรอต้อนรับจากญาติผู้ต้องขังเกือบร้อยคนที่เดินทางมาจากจังหวัดต่างๆ เนื่องจากผู้ต้องขังมีภูมิลำเนาอยู่ในหลายจังหวัด อย่างไรก็ตาม ศาลไม่อนุญาตให้ญาติและบุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องในคดีเข้าไปในห้องพิจารณาโดยอ้างว่าห้องคับแคบ มีเพียงตัวแทนจากองค์กรระหว่างประเทศ 1 คนที่ได้รับอนุญาตให้เข้าสังเกตการณ์ในห้องพิจารณา นั่นคือ นายคิงสลีย์ แอ๊บบอต ที่ปรึกษากฎหมายระหว่างประเทศของคณะกรรมการนิติศาสตร์สากล (International commission of Jurist - ICJ) องค์กรสิทธิมนุษยชนที่มีที่ตั้้งอยู่ที่กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์  เจ้าหน้าที่จาก ICJ ระบุว่าให้ความสนใจในคดีนี้เนื่องจากโดยหลักการแล้วพลเรือนไม่ควรขึ้นศาลทหาร ประกอบกับ ICJ ติดตามเรื่องสิทธิในการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม (fair trial)

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การสอบคำให้การให้ห้องพิจารณาคดีศาลทหารเริ่มต้นในช่วงสายและเสร็จสิ้นในเวลาประมาณ 13.30 น. โดยผู้ต้องหาทั้งหมดให้การปฏิเสธและขอต่อสู้คดี

    วิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความจากกลุ่มนักกฎหมายอาสาเพื่อสิทธิมนุษยชน (กนส.) ชี้แจงกับญาติผู้ต้องขังส่วนหนึ่งว่า วันนี้จะยื่นประกันผู้ต้องขังคดีขอนแก่นโมเดลที่อยู่ในความดูแลของ กนส.ทั้ง 11 ราย โดยใช้หลักทรัพย์เป็นเงินสดรายละ 4 แสนบาท คาดว่าจะทราบผลประกันตัวภายในเย็นวันนี้ โดยการยื่นประกันครั้งนี้นับเป็นครั้งที่สอง หลังจากในครั้งแรกยื่นประกันตัวเมื่อครั้งอัยการยื่นฟ้องและศาลไม่ให้ประกันโดยระบุเหตุผลว่า “จำเลยยังไม่มาให้การต่อศาล คดีมีโทษสูง เกรงว่าจะหลบหนี”

    เขากล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม โดยภาพรวมคดีผู้ต้องขังทั้ง 26 คนให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดเพื่อให้ต่อสู้คดีไปทิศทางเดียว และจะมีการนัดตรวจพยานหลักฐานอีกครั้งเพราะจำเลยยังไม่เห็นว่าพยานหลักฐานที่ใช้ในการกล่าวหามีอะไรบ้าง แต่โดยความเห็นของทนายแล้วเห็นว่าข้อกล่าวหาร้ายแรงเกินไปสำหรับรรยายหลักฐานที่มีอยู่

    วิญญัติยืนยันว่าด้วยว่าทาง กนส.จะทำให้คดีนี้กลับไปสู่ศาลปกติให้ได้ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด เพราะไม่มั่นใจว่าการพิจารณาโดยศาลเดียวจะทำให้จำเลยได้รับความเป็นธรรม (ศาลทหารไม่มีการอุทธรณ์ ฎีกา) และสถานการณ์ปัจจุบันยืนยันว่าเป็นสถานการณ์ปกติ ไม่ใช่ภาวะสงครามหรือจราจลจึงไม่จำเป็นต้องให้พลเรือนขึ้นศาลทหาร

    ด้านเบญจรัตน์ มีเทียน ทนายความของผู้ต้องขังที่เหลืออีก 15 คน ได้ยื่นขอให้ศาลวินิจฉัยเขตอำนาจศาลว่าศาลทหารมีอำนาจในการพิจารณาคดีขอนแก่นโมเดลหรือไม่ ศาลนัดอ่านคำวินิจฉัยในวันที่ 24 ธ.ค.57 สำหรับการนัดตรวจพยานศาลยังไม่มีคำสั่งนัด เนื่องจากต้องรออ่านคำวินิจฉัยเขตอำนาจศาลก่อน นอกจากนี้ในวันพรุ่งนี้จะยื่นประกันตัวจำเลย 2 รายซึ่งป่วยเป็นโรคเก๊าต์และโรคหัวใจ

    ทั้งนี้ผู้ต้องหาคดีขอนแก่นโมเดล 22 คนถูกจับกุมเมื่อวันที่ 23 พ.ค.หรือหลังรัฐประหาร 1 วัน ที่อพาร์ทเมนต์แห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น ทั้งหมดถูกควบคุมตัวในค่ายทหาร 7วัน จากนั้นมีการทยอยจับกุมเพิ่มเติมอีก 4 รายรวมเป็น 26 ราย ในจำนวนนี้เป็นหญิง 2 ราย ทั้งหมดถูกคุมขังตัั้งแต่วันจับกุมจนปัจจุบัน เมื่อฝากขังจนครบ 7 ผลัดที่เรือนจำขอนแก่น อัยการทหารจึงยื่นฟ้องในวันที่ 22 ส.ค.ที่ผ่านมาโดยไม่มีการนำตัวจำเลยมาศาลหรือเทเลคอนเฟอเรนซ์แต่อย่างใด  ผู้ต้องหาส่วนใหญ่อายุ 40-60 ปี และอายุสูงสุดคือ 72 ปี หลายรายมีโรคประจำตัวเช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ภูมิแพ้ เก๊าต์ ผู้ต้องหามีหลากหลายอาชีพตั้งแต่ผู้อำนวยการโรงเรียน เกษตรกร คนทำเครื่องจักรสาน คนขายไม้กวาด คนขายอาหารอีสาน ช่างเคาะพ่นสีรถยนต์ นักการเมืองท้องถิ่น พ่อค้าขายปลาสด ทำธุรกิจให้เช่าเครื่องเสียง เป็นต้น โดย จ.ส.ต.ประทิน จันทร์เกศ พนักงานรักษาความปลอดภัยของธนาคารแห่งประเทศไทย สาขาขอนแก่น  ถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 1

    สำหรับข้อหาที่จำเลยทั้ง 26 คนถูกกล่าวหา ได้แก่

    (1)ร่วมกันฝ่าฝืนประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เรื่องห้ามชุมนุมทางการเมือง

    (2)ร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธ จัดหาหรือรวบรวมทรัพย์สินให้หรือรับการฝึกการก่อการร้าย ตระเตรียมการอื่นใด หรือสมคบกันเพื่อก่อการร้ายหรือกระทำความผิดใดๆ อันเป็นส่วนของแผนการเพื่อก่อการร้าย หรือรู้ว่าจะมีผู้ก่อการร้ายแล้วกระทำการใดอันเป็นการช่วยปกปิดไว้

    (3)เป็นซ่องโจร

    (4)มีและร่วมกันมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดที่ใช้เฉพาะแต่การสงครามที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนกฎหมาย

    (5)มีอาวุธ เครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

    (6)พาอาวุธปืนติตัวไปในเมืองและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุอันควร

     (7)มีเครื่องกระสุนปืนซึ่งมิใช่สำหรับใช้กับอาวุธปืนที่ได้รับใบอนุญาต

    (8)มีเครื่องยุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

    (9)มีเครื่องวิทยุคมนาคมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

    "แผนการลงมือขอนแก่นโมเดลนั้น แบ่งเป็น 4 ขั้นตอน คือ 1.ระดมมวลชนให้มากที่สุด 2. เจรจาปลดอาวุธเจ้าหน้าที่ 3. เจรจาเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร 4. ทำลายสถาบันการเงินและนำเงินมาแจกจ่ายให้ประชาชน (ปฏิบัติการโรบินฮูด) “ทั่วปฐพีหนี้เป็นศูนย์” ซึ่งหากกลุ่มผู้ไม่หวังดีก่อเหตุที่ จ.ขอนแก่น สำเร็จ อาจมีการก่อเหตุที่ภาคเหนือ การที่ทหารจับกุมกลุ่มผู้ต้องหาได้ ทำให้แผนการก่อเหตุต่างๆ หยุดชะงัก" พล.ต.ธวัช สุกปลั่ง รองแม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 29 พ.ค.2557

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    คปก.ทำข้อเสนอต่อร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ส่งถึงรัฐบาลและ สนช.แนะขยายนิยามคนไร้ที่พึ่ง ให้ท้องถิ่นและประชาสังคมมีส่วนร่วม ไม่ใช้ ก.ม.บังคับคนไร้ที่พึ่งต้องเข้าสถานสงเคราะห์

    21 ต.ค.2557 คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ทำบันทึกความเห็นและข้อเสนอแนะต่อนายกรัฐมนตรีและประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง พ.ศ. ... ระบุให้ขยายนิยามความหมายของ “คนไร้ที่พึ่ง” ให้ครอบคลุมกลุ่มคนเร่ร่อน ขอทาน และไม่ใช้กฎหมายบังคับคนไร้ที่พึ่งให้เข้าสถานสงเคราะห์

    โดยมีข้อเสนอแนะต่อร่างพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าวใน 4 ประเด็น คือ

    1) ความหมาย “คนไร้ที่พึ่ง” ให้หมายรวมถึงคนป่วยทางกายหรือจิต คนขอทาน คนเร่ร่อน หรือคนจรจัดในที่สาธารณะ และบุคคลอื่นใด ที่อยู่ในสภาวะยากลำบากและไม่อาจพึ่งพาบุคคลอื่นได้ และไม่จำกัดเฉพาะผู้มีสัญชาติไทย           
    2) การส่งเสริมให้ภาคประชาสังคม โดยเฉพาะองค์กรเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในคณะกรรมการคุ้มครองของคนไร้ที่พึ่ง  และสนับสนุนให้จัดตั้งสถานหรือศูนย์คุ้มครองระบบเปิด ที่สอดคล้องกับความสมัครใจคนไร้ที่พึ่ง
    3) ให้กระจายอำนาจทั้งโครงสร้างและอำนาจหน้าที่สู่จังหวัดและท้องถิ่น รวมถึงจัดมีผู้แทนขององค์กรที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ให้ปรับปรุงกฎหมายกระจายอำนาจแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริการคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ให้มีฐานรายได้และเงินอุดหนุนที่เพียงพอ เพื่อให้ดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    4) ส่วนการใช้มาตรการทางอาญาจากกฎหมายอื่น คปก. เสนอไม่ให้นำมาตรการในความผิดเกี่ยวกับการพักอาศัยในที่สาธารณะตามกฎหมายหรือข้อบัญญัติท้องถิ่น มาทำให้คนไร้ที่พึ่งต้องจำยอมเข้าสถานสงเคราะห์เพื่อไม่ให้ถูกดำเนินคดีทางอาญาจากกฎหมายเหล่านั้น

    ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.คนไร้ที่พึ่ง พ.ศ. ...นำเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติโดยหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (ชั่วคราว) ครั้งที่ 6/2557 เมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา โดยร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว มีทั้งหมด 29 มาตรา

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

     


    สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันยังคงถูกจับตาต่อเนื่องจากหน่วยงานความมั่นคง นอกจาก บก.ถูกขอให้ลบสเตตัสบอกเล่าการถูกจับตาในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติแล้ว ล่าสุด ทหารและตำรวจขอความร่วมมือไปยังผู้จัดงานให้ประสานบูธฟ้าเดียวกันเพื่อหยุดจำหน่ายเสื้อยืด 3 แบบชั่วคราว เนื่องจากเกรงว่าอาจกระทบต่อมาตรา 112

    ทั้งนี้ เสื้อตัวหนึ่งเป็นรูปไดโนเสาร์ ปรากฏข้อความ THE LOST WORLD โลกหลงสำรวจ ประชาธิปไตยในโลกสมัยใหม่ เสื้ออีกตัวหนึ่งเป็นรูปต้นไม้บนโลกซึ่งเป็นลวดลายข้อความว่า ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เสื้อยืดทั้งสองตัวนี้คล้ายกับหน้าปกวารสารฟ้าเดียวกันเล่มเก่าที่เคยวางตลาดแล้ว ได้แก่

    http://www.sameskybooks.net/journal-store/10-1/
    http://www.sameskybooks.net/journal-store/09-1/

    ส่วนอีกตัวหนึ่ง เป็นภาพอีโมติคอนชื่อดัง "คุณซาบซึ้ง" ที่ปากเป็นซิปถูกรูดปิดอยู่ ด้านหลังเสื้อมีข้อความว่า Be grateful and shut up!

    บีบีซีรายงานถึงคำให้สัมภาษณ์ของผู้จัดงานหนังสือฯ นายจรัญ หอมเทียนทอง นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) ว่า เมื่อวันที่ 19 ต.ค.ได้มีเจ้าหน้าที่ทหาร 3 นายพร้อมนายตำรวจจาก สน.ลุมพินี มาพบ เพื่อขอความร่วมมือให้ประสานงานสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันให้ยุติการขายเสื้อยืด สกรีน 3 แบบชั่วคราว เพื่อนำไปพิจารณาก่อนว่ากระทบกับ ม.112 หรือไม่

    นายจรัญได้ชี้แจงกับนายทหารและนายตำรวจทั้งสี่ว่า ในฐานะผู้จัดงาน ตนไม่มีสิทธิไปพิพากษาใคร และเห็นว่าคนทำหนังสือเขาก็มีเสรีภาพ มีวิจารณญานในการตัดสินว่าเขาจะออกบูธอะไร ผู้จัดจะไม่ยุ่งกับเนื้อหา

    "ทางคุณธนาพล บก.ฟ้าเดียวกัน เคยถูกจับไปแล้ว 2 ครั้งแล้วก็ปล่อยออกมา เขาไม่เคยถูกพิพากษา เขามีสิทธิจัดบูธ ถ้าผมไปรอนสิทธิเขา ผมก็งานเข้าเหมือนกัน เขาไม่ได้ทำอะไรผิด"

    อย่างไรก็ตาม นายจรัญกล่าวว่า ทาง สนพ.ฟ้าเดียวกัน ได้ให้ความร่วมมือในการปลดเสื้อที่มีข้อความดังกล่าวลงจากแผง และมอบให้เจ้าหน้าที่นำไปพิจารณาตรวจสอบ

    นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นสิ่งที่ตนคาดไว้อยู่แล้ว เพราะเป็นการจัดงานภายใต้กฎอัยการศึก ซึ่งทหารจะทำหน้าที่แทนตำรวจ แต่พวกเขาก็มาอย่างสุภาพ ปฏิบัติงานตามขั้นตอน ไม่จู่โจมจนผู้คนแตกตื่น

    ก่อนหน้านี้ นายธนาพล อิ๋วสกุล บก.สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ได้โพสต์ข้อความบนเฟสบุ้คในทำนองว่างานสัปดาห์หนังสือครั้งนี้เป็นครั้งแรก หลังรัฐประหาร สำนักพิมพ์ถูกตรวจค้นบูทตั้งแต่ก่อนเปิดงาน แต่สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ยืนยันสิทธิในการจำหน่าย

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำคุก 1 ปี ไม่รอลงอาญา 'สมชาย ไพบูลย์' แกนนำ นปช. ปราศรัยปลุกระดมให้เกิดความฮึกเหิมใช้กำลังต่อสู้กับเจ้าหน้าที่จนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ระบุเป็นโทษสถานเบาและเหมาะสมกับพฤติการณ์แล้ว

    21 ต.ค.2557 เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ห้องพิจารณา 910 ศาลอาญา รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสมชาย ไพบูลย์ อายุ 45 ปี อดีต ส.ข.เขตบางบอน พรรคไทยรักไทย และแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน, มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองโดยมีอาวุธ ซึ่งเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแล้วไม่เลิก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, 215, 216 และร่วมกันชุมนุมฝ่าฝืน พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548

    โจทก์ฟ้อง เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2553 สรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 8-10 เม.ย. 2553 ภายหลังที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง จำเลยกับพวกซึ่งมีจำนวนตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ร่วมกันชุมนุมและมั่วสุม ที่เวทีผ่านฟ้าลีลาศ และเวทีราชประสงค์ โดยจำเลยกับพวกทราบคำสั่งเจ้าพนักงานแล้วยังขัดขืนคำสั่งของเจ้าหน้าที่ไม่เลิกการชุมนุม และยังใช้กำลังทำร้ายเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ โดยมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดไม่ทราบชนิด ขนาด มีด ดาบ ท่อนไม้ ท่อนเหล็ก หนังสติ๊กหลายชิ้น ไม่ทราบจำนวนแน่ชัด เป็นอาวุธ เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ทหาร ประชาชนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก รวมทั้งทรัพย์สินของทางราชการและประชาชนเสียหาย เหตุเกิดที่แขวงตลาดยอด, แขวงวัดโสมนัส, แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร, แขวงและเขตดุสิต, แขวงลุมพินี แขวงและเขตปทุมวัน กทม. จำเลยให้การปฏิเสธ

    คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2555 ว่า จำเลยกระทำการโดยเจตนาขัดคำสั่งและขัดขวางเจ้าหน้าที่ที่สั่งให้เลิกชุมนุม เพื่อปลุกระดมสนับสนุนกลุ่มผู้ชุมนุมให้เกิดความฮึกเหิมใช้กำลังต่อสู้กับเจ้าหน้าที่จนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต เพื่อให้การชุมนุมยังคงอยู่ ไม่ใช่การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต จึงให้จำคุกจำเลยเป็นเวลา 1 ปีโดยไม่รอลงอาญา

    ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนกันแล้วเห็นว่า โจทก์มีเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำกองบัญชาการนครบาล 6 สน.นางเลิ้ง สน.บุคคโล สน.สมเด็จเจ้าพระยา สน.ลุมพินี และพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กว่า 10 ปาก ซึ่งเป็นผู้รวบรวมพยานหลักฐาน ผู้บันทึกการปราศรัยลงแผ่นวีซีดี และผู้ถอดเทปการปราศรัย เบิกความยืนยันข้อเท็จจริงสอดคล้องต่อเนื่องกันว่า จำเลยซึ่งร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปช.บริเวณเวทีผ่านฟ้าลีลาศ ขณะที่รัฐบาลได้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล จำเลยได้ขึ้นปราศรัยเวทีดังกล่าวหลายครั้งตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค. - 13 เม.ย. 2553 ซึ่งมีเนื้อหาต่อต้านรัฐบาลและระหว่างที่รัฐบาลใช้กำลัง เจ้าหน้าที่ขอคืนพื้นที่ชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2553 ก็ได้มีการปราศรัยให้ผู้ชุมนุมบางส่วนที่อยู่แยกสะพานมัฆวานรังสรรค์ และแยก จปร.ให้มาร่วมชุมนุมกับผู้ชุมนุมอีกส่วนหนึ่งที่บริเวณแยกคอกวัวเพื่อตรึงกำลังรักษาพื้นที่การชุมนุมหากเจ้าหน้าที่จะเข้ามาขอคืนพื้นที่ และหากมีการนำรถถังเข้ามาก็ให้ยึดรถถังไว้ และต่อมาเมื่อคณะกรรมการคดีพิเศษ ดีเอสไอ ได้รับคดีเกี่ยวกับการกระทำผิดอาญาและอาวุธยุทธภัณฑ์ และความผิดที่เกี่ยวกับความรุนแรงในการชุมนุมไว้ และได้มีการแจ้งข้อกล่าวหากับจำเลย นอกจากนี้ยังปรากฏภาพและข่าวทางหนังสือพิมพ์จากเหตุการณ์ปะทะระหว่างการชุมนุม ซึ่งทางนำสืบไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์ดังกล่าวเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย จึงเชื่อว่าพยานโจทก์ได้เบิกความตามที่รู้เห็นจากการปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา ไม่ได้ปั้นแต่งพยานหลักฐานเพื่อกลั่นแกล้งให้จำเลยได้รับโทษทางอาญา

    ขณะที่จำเลยได้นำสืบเพียงว่าการปราศรัยเป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัว และความเห็นทางวิชาการ ไม่ใช่การยั่วยุ แต่ไม่ได้ปฏิเสธว่าข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบเป็นเรื่องไม่ถูกต้องหรือห่างไกลจากความจริง และที่แกนนำ นปช.บางคนมาเป็นพยานจำเลยเบิกความก็ปรากฏว่าบางคนไม่ได้อยู่ในช่วงที่เกิดเหตุ แต่รับรู้เหตุการณ์จากการเผยแพร่ข่าวสาร พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงรับฟังได้ว่า จำเลยได้กระทำผิดตามมาตรา 116 (2) (3), 215 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม, 216 และ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ และข้อกำหนดที่ออกตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เรื่องห้ามไม่ให้ชุมนุมหรือมั่วสุม ลงวันที่ 8 เม.ย. 2553 ซึ่งการกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียว ผิดกฎหมายหลายบท อุทธรณ์ของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ให้ลงโทษสถานเบานั้นเห็นว่า การกระทำของจำเลยนั้นบทลงโทษหนักสุด คือ มาตรา 116 ฐานกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจาเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ซึ่งกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกเป็นเวลา 1 ปีนั้นถือว่าเป็นโทษสถานเบาและเหมาะสมกับพฤติการณ์แล้ว จึงพิพากษายืนโทษตามที่ศาลชั้นต้นให้จำคุก 1 ปี โดยไม่รอการลงโทษจำเลย

    ก่อนถูกควบคุมตัวนายสมชายกล่าวว่า หากจะต้องรับโทษจำคุก 1 ปี ก่อนหน้านี้ตนเคยถูกคุมขังในเรือนจำระหว่างการถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับการชุมนุมมาแล้ว 8 เดือน 14 วัน ดังนั้น หากสุดท้ายจะต้องรับโทษคงมีการนัดเวลาคุมขังต่อจากช่วงเวลาดังกล่าวอีก 3 เดือนเศษจึงจะครบ 1 ปี

    ด้านทนายความเตรียมเงินสด 1 แสนบาท เพื่อยื่นประกันตัวและฎีกาสู้คดีต่อไป

    เรียบเรียงจาก ผู้จัดการออนไลน์, มติชนออนไลน์

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

     


     

    ให้รำพันแต่ดอกไม้   ว่างดงามอย่างไรบ้าง
    สีสันสวยด้วยน้ำค้าง   อาบพร่างพรมละอองเช้า
    ให้รำพันมวลหมู่แมลง   บินหยอกแกล้งน้ำตาเศร้า
    จับเกสรอ่อนเบาๆ   เข้าสู่การผสมพันธุ์
    ให้รำพันสายลมอ่อน   แต่ก่อนเก่าเราเคยฝัน
    โชยระรื่นใต้แสงจันทร์   ของคืนวันอันนานโพ้น
    ให้รำพันถึงชนบท   งามหมดจดจิตอ่อนโยน
    กระท่อมน้อยใต้โคนกระโดน  มีเห็ดโคนขึ้นไม่ไกล
    ให้รำพันถึงแม่น้ำ   ระยิบงามยามเอื่อยไหล
    ชวนกระโจนแหวกว่ายไป  ช่ำชื่นใจวัยออนซอน
    ให้รำพันถึงก้อนเมฆ   เสกสรรค์สร้าง ปฏิมากร
    รูปทรงองค์เอวอรชร   แขนเรียวอ่อนจิตนาการ

    ให้รำพันได้ทุกสิ่ง   หากแท้จริง เป็นเพียงด้าน-
    หนึ่งของงาม มาประสาน  หนึ่งริ้วรอย ตำหนิมี
    จึงรำพันถึงความจริง   ประจักษ์สิ่ง มีชั่ว-ดี
    ทุกๆอย่างไม่หลีกหนี   สัจจะของ ปัจจุบัน
    มีดีงาม มีผิดชั่ว    มีความมั่ว เป็นนิรันดร์
    ผสานกลืนนรก-สวรรค์   ในมนุษย์ ปุถุชน

    ดีงามมาก จึงพร่ำเพ้อ  เผลอไผลหลง ทะนงตน
    คิดว่าอยู่เหนือชน  หลุดพ้นเป็น ศาสดา
    รำพันมาก จึงพร่ำเพ้อ  มโน ละเมอ จนคลั่งบ้า
    กุมดี-งาม พิพากษา  ด้วยศาสตรา มหากวี

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    21 ต.ค.2557 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติเอกฉันท์ให้สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช.ไม่ต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน

    นายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กล่าวในวันนี้ว่า  ป.ป.ช. มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ สปช. ไม่ต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน เนื่องจากเป็นการทำหน้าที่ทางวิชาการ ไม่มีผลประโยชน์ได้เสีย และเป็นการทำหน้าที่ที่ต้องใช้ความสามารถและความรู้ในการเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง

    ส่วนกรณีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งถูกร้องเรียนเรื่องเงินช่วยเหลือชาวสวนยางพาราไม่ชอบนั้น ก็ตกไปด้วย เพราะไม่เข้าเหตุแห่งการกระทำผิดตามกฎหมาย ป.ป.ช. เช่นเดียวกับกรณีโครงการจำนำข้าวของนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตกไปด้วยเช่นกัน

    ด้านนางสุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะผู้ดูแลการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐ กล่าวว่า การตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน ควรตรวจเข้มตั้งแต่แรกเข้ามา และตรวจให้ลึกในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ถ้าไม่สามารถชี้แจงที่มาที่ไปของทรัพย์สินได้ ควรยึดคืนทั้งหมด และโดยส่วนใหญ่มักเป็นการทุจริตจากโครงการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งจะมีการดึงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน

    ที่มา มติชนออนไลน์, เว็บไซต์ จ.ส.100
     

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

     

     

    สำหรับผู้เขียนแล้ว เหตุการณ์ปะทะกันระหว่างแฟนบอลเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ดกับสิงห์ท่าเรือ เอฟซีเมื่อกลางดึกวันเสาร์ 18 ตุลาคม 2557 ที่ผ่านมาไม่ได้เป็นแค่อีกครั้งหนึ่งของความรุนแรงในฟุตบอลไทยเท่านั้น แต่ยังมีประเด็นน่าสนใจที่ควรยกมากล่าวถึงในหลายด้าน ทั้งที่เหตุการณ์นี้นับได้ว่าเป็นหมุดหมายใหม่ของปรากฏการณ์ความรุนแรงในฟุตบอลไทย และทั้งที่มันได้สะท้อนภาวะหวาดระแวงเกินเหตุของสังคมไทยด้วย

    จากในสนามสู่ท้องถนน: รูปแบบใหม่ของความรุนแรงในฟุตบอลไทย

    เหตุการณ์เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมาอาจเรียกได้ว่าเป็นหมุดหมายใหม่ของความรุนแรงในฟุตบอลไทย เพราะหากเทียบเหตุการณ์นี้กับความรุนแรงในฟุตบอลไทยครั้งก่อนๆแล้วจะเห็นได้ว่ามีองค์ประกอบหลายข้อที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

    ข้อแรก สถานที่เกิดเหตุ ที่ผ่านๆมานั้นเหตุความรุนแรงในฟุตบอลไทยมักจะเกิดเฉพาะในตัวสนามหรือบริเวณอัฒจันทร์ ไม่ว่าจะเป็นการขว้างปา ปิดล้อม หรือเข้าปะทะกันโดยตรง แต่เหตุล่าสุดนี้จุดปะทะระหว่างแฟนบอลทั้งสองฝ่ายเกิดขึ้นบริเวณสี่แยก-กลางถนน ไล่ไปจนถึงจุดขึ้นทางด่วนหน้าสนาม SCG สเตเดียมของสโมสรเมืองทองฯ จะเห็นได้ว่าความรุนแรงเริ่มขยายวงกว้างออกไปนอกสนามฟุตบอลมากขึ้น

    ข้อสองความเกี่ยวข้องกับเกมในสนาม เหตุครั้งนี้เรียกได้ว่าแทบจะไม่เกี่ยวกับเกมการแข่งขันในสนามเลย แม้ว่าเมืองทองฯจะพลิกยิงแซงเอาชนะท่าเรือฯไปได้ในครึ่งหลัง แต่ระหว่างเกมก็ไม่ได้เกิดจังหวะกังขาหรือสร้างความไม่พอใจแก่ฝ่ายใด หลังการแข่งขันจบลงสถานการณ์ยังดูปกติ แฟนบอลหลายคนเดินทางกลับไปและกว่าจะรู้ว่าเกิดเหตุขึ้นก็เมื่อถึงที่พักแล้ว กระทั่งเพื่อนของผู้เขียนที่กำลังทำวิจัยเกี่ยวกับฟุตบอลไทยก็กลับไปก่อนโดยไม่เอะใจว่าจะเกิดเหตุเสียด้วยซ้ำ กว่าเหตุรุนแรงครั้งนี้จะเริ่มประทุขึ้นก็หลังจบการแข่งขันแล้วเกือบครึ่งชั่วโมง ต่างกับเหตุรุนแรงครั้งอื่นๆที่มักจะเกิดขึ้นโดยมีแรงส่งจากเกมในสนามและเกิดทันทีหลังจบหรือระหว่างการแข่งขันเสียด้วยซ้ำ

    ข้อสามการต่อสู้ที่ยืดเยื้อ ความหนักหน่วงของเหตุการณ์เมื่อคืนวันเสาร์อยู่ที่ว่ามันเป็นการปักหลักต่อสู้กันของแฟนบอลทั้งสองฝ่ายที่กินเวลานานร่วมชั่วโมง โดยทั่วไปแล้วความรุนแรงในฟุตบอลไทยครั้งก่อนหน้านี้มักจะมีแฟนบอลฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพยายามหนีออกไปจากจุดปะทะทันที ทำให้แต่ละครั้งนั้นกินเวลาไม่นาน อย่างมากเพียงไม่เกิน 20-30 นาที แต่สำหรับครั้งนี้แล้วปรากฏว่าแฟนบอลทั้งสองฝ่ายต่างปักหลักต่อสู้กัน เมื่อฝ่ายหนึ่งเพลี่ยงพล้ำ อีกฝ่ายหนึ่งจะบุกเข้าไป เป็นอย่างนี้สลับไปมา ยื้อยุดกันอยู่เป็นเวลาร่วมชั่วโมง มีทั้งการจุดประทัด ขว้างปาขวด ก้อนหิน และสิ่งของตามแต่จะหาได้ ฉากหลังฉาบไปด้วยแสงสีส้มแดงจากพลุไฟ รวมถึงมีการเข้าประชิดถึงเนื้อถึงตัวกันเป็นระยะ บรรยากาศราวกับม็อบการเมืองช่วงที่มีการปะทะกัน

    งานวิจัยเกี่ยวกับความรุนแรงในฟุตบอลยุโรปชิ้นหนึ่งเสนอว่า ลักษณะของความรุนแรงในฟุตบอลโดยทั่วไปมักจะมีพัฒนาการอยู่ 3 ลำดับขั้น ขั้นแรกคือเป็นความรุนแรงเล็กน้อยที่ปรากฏขึ้นเป็นครั้งคราวในสนาม มีเป้าหมายที่นักฟุตบอลหรือผู้ตัดสิน ขั้นที่สองจะรุนแรงขึ้น ยังคงเกิดในสนาม แต่จะเริ่มเป็นการปะทะกันระหว่างแฟนบอล-เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหรือแฟนบอล-แฟนบอล ส่วนขั้นที่สามนั้นเป็นขั้นที่รุนแรง เกิดขึ้นนอกสนาม เป็นการปะทะกันระหว่างแฟนบอล-แฟนบอลหรือแฟนบอล-ตำรวจ ซึ่งอาจเกิดขึ้นโดยไม่เกี่ยวกับเกมการแข่งขันเลย[2]

    หากอิงตามผลวิจัยดังกล่าวจะเห็นได้ว่า เหตุความรุนแรงในฟุตบอลไทยก่อนหน้านี้ยังคงอยู่ในขั้นแรกหรืออย่างมากที่สุดก็เริ่มคาบเกี่ยวมาถึงขั้นที่สอง แต่เหตุปะทะที่เมืองทองครั้งนี้กลับเป็นการก้าวกระโดดไปสู่ขั้นที่สามทันที เหตุครั้งนี้จึงนับเป็นอีกหมุดหมายสำคัญของความรุนแรงในฟุตบอลไทย ทั้งที่ความรุนแรงเริ่มขยายวงกว้างจากในสนามไปสู่ท้องถนน เกิดขึ้นโดยแทบจะไม่สัมพันธ์กับการแข่งขันในสนาม และเป็นการปะทะที่อาจนำมาซึ่งความสูญเสียอย่างรุนแรง

     

    เรื่องเล่าสองชุดของแฟนบอลกับความหวาดระแวงของสังคมไทย

    ความน่าสนใจอีกประการหนึ่งของเหตุการณ์นี้คือมันไม่ได้บอกกับเราแค่เรื่องความรุนแรงในฟุตบอล แต่มันยังอาจเป็นภาพสะท้อนอาการเจ็บป่วยของสังคม ซึ่งผู้เขียนเรียกมันว่าเป็นภาวะหวาดระแวงเกินเหตุของสังคมไทย

    ในช่วง 1-2 ปีนี้มี “เรื่องเล่า” สองชุดที่เกิดขึ้นมาและถูกผลิตซ้ำอย่างแพร่หลายในกลุ่มแฟนบอลไทย เรื่องเล่าชุดแรกว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างสโมสรเมืองทองฯกับสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ โดยเฉพาะในช่วงหลายปีมานี้ที่สมาคมฟุตบอลฯเองก็ถูกแฟนบอลตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำงานมาโดยตลอด จนนำมาซึ่งข้อครหาถึงความไม่เป็นกลางในการทำหน้าที่ของผู้ตัดสินและการทำงานขององค์กรจัดการแข่งขัน เรื่องเล่าชุดนี้ทำให้เมืองทองฯถูกแฟนบอลจำนวนมากมองในแง่ลบ ซึ่งผลของมันก็แสดงตัวออกมาอย่างชัดเจนผ่านการแสดงออกในสนามของแฟนบอลฝ่ายตรงข้ามที่มักจะไม่พอใจการตัดสินแล้วพร้อมใจกันตะโกน “ขี้โกง ขี้โกง” หรือที่แปลงมาเป็น “กี่โมง กี่โมง” และ “ซี่โครง ซี่โครง” ในช่วงต่อมา

    ขณะเดียวกันก็มีเรื่องเล่าอีกรูปแบบหนึ่งที่แพร่หลายในกลุ่มแฟนบอลเมืองทองฯ เรื่องเล่าชุดที่สองนี้ว่าด้วย “ขบวนการล้มเมืองทอง” คือเป็นการตั้งข้อสงสัยว่าอาจมีการกระทำในลักษณะจงใจบ่อนทำลายชื่อเสียงของสโมสรเมืองทองฯผ่านการวางแผนและดำเนินงานอย่างเป็นระบบ โดยมีผู้อยู่เบื้องหลังคือฝ่ายตรงข้ามที่กำลังแย่งชิงความเป็นใหญ่ในวงการฟุตบอลไทย รวมไปถึงการมองว่ามีการใช้ “เล่ห์เหลี่ยมแบบนักการเมือง” ในการพยายามสร้างภาพด้านลบให้กับสโมสรเมืองทองฯ  กระทั่งการจัดตั้งหรือยั่วยุกลุ่มบุคคลให้ก่อความรุนแรงกับแฟนบอล

    ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังเกิดเหตุปะทะเมื่อวันเสาร์ ผู้เขียนได้เห็น/ได้ยินการกล่าวถึงเรื่องเล่าทั้งสองชุดนี้จากแฟนบอลไทยซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้ง ยิ่งมันถูกผลิตซ้ำมากขึ้นเพียงใด มันก็ยิ่งไปสุมฟืนไฟแห่งความเกลียดชังให้มากขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งเมื่อพิจารณาถึงสถิติการเกิดความรุนแรงกับแฟนบอลเมืองทองฯในฤดูกาล 2557 ที่เพิ่มมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด (จากที่ปีก่อนๆไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งนัก) แล้ว ก็ยิ่งชัดเจนว่าเรื่องเล่าทั้งสองชุดนี้ส่งผลต่อการเกิดความรุนแรงอย่างปฏิเสธไม่ได้

    ประเด็นที่ผู้เขียนให้ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าเรื่องเล่าทั้งสองชุดนี้เป็นจริงหรือเป็นเท็จ แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าการเกิดขึ้นมาและผลิตซ้ำเรื่องเล่าทั้งสองชุดนี้สะท้อนให้เห็นถึงภาวะหวาดระแวงเกินเหตุ ภาวะดังกล่าวเป็นผลมาจากการสูญเสียความเชื่อมั่นต่อสถาบันต่างๆของสังคมฟุตบอลไทย ไม่ว่าจะเป็นระบบยุติธรรม สื่อ หรือกระทั่งความไว้วางใจต่อผู้คนรอบข้างในสังคมแฟนบอลด้วยกัน ภาวะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับแฟนบอลไทยเท่านั้น แต่เป็นในทางกลับกัน มันเป็นภาวะป่วยไข้ของสังคมไทยในภาพรวมที่ย่อส่วนลงมาให้เห็นผ่านความรุนแรงในฟุตบอลเสียมากกว่า

    นอกจากฟุตบอลแล้ว ความหวาดระแวงของสังคมไทยนี้ยังแสดงตัวออกมาในอีกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นความไม่เชื่อมั่นต่อระบบยุติธรรม ความไม่ไว้วางใจต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ราชการ/ตำรวจ/ทหาร ความไม่ไว้วางในนักการเมือง รวมไปถึงทฤษฎีสมคบคิดจำนวนมากในสังคมไทย ในด้านหนึ่ง ความไม่ไว้วางใจนี้ก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่เลวร้ายไปเสียทั้งหมด เพราะมันก็สามารถนำไปสู่การตรวจสอบซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของสังคมสมัยใหม่ แต่ในอีกด้านหนึ่งนั้น ความหวาดระแวงที่เกินเหตุก็อาจเป็นปัญหา เพราะ “ความเชื่อใจกันได้” นั้นก็เป็นองค์ประกอบสำคัญของการอยู่ร่วมกันเป็นสังคมด้วยเช่นกัน[3]




    [1]ขอบคุณ อ.แบ้งค์, อ.วสันต์, และนก ที่ช่วยยุ ช่วยคิดจนเขียนบทความนี้ขึ้นมาจนได้

    [2] Carnibella, Giovanni, Anne Fox, Kate Fox, Joe McCann, James Marsh, and Peter Marsh (1996). Football Violence in Europe. Oxford: The Social Issues Research Centre.

    [3]ซึ่งก็ไม่ใช่แค่การเชื่อใจอย่างไม่มีที่มาที่ไป แต่สถาบันทางสังคมต่างๆก็ย่อมต้องพยายามพิสูจน์ให้เห็นว่าตนเองนั้นเป็นที่เชื่อใจได้ด้วย

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai


     

    เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคมที่ผ่านมาคณะกรรมการ 14 ตุลาเพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์ ได้จัดรายการแนะนำ 100 เล่ม หนังสือดี 14 ตุลา ที่ห้องประชุมมูลนิธิ 14 ตุลา เพื่อเป็นการสรุปโครงการ และหวังที่จะให้หนังสือเหล่านี้เป็นแหล่งสืบค้นหรือข้อมูลอ้างอิงในการเรียนการสอน และจัดกิจกรรมในโรงเรียนหรือห้องสมุด และมากกว่านั้น คือการนำเสนอชักชวนให้สังคมไทยเกิดความสนใจอ่านหนังสือมากขึ้น

    ความจริงแล้วโครงการนี้ สอดคล้องอย่างยิ่งกับพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของขบวนการ 14 ตุลา เพราะสาเหตุสำคัญของการก่อเกิดขบวนการ 14 ตุลา คือ วัฒนธรรมหนังสือ จากนั้น ขบวนการนักศึกษาไทยก็ก่อเกิดปรากฎการณ์พิเศษของวัฒนธรรมหนังสือ ที่ถือได้ว่าเป็นครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ไทยที่มีลักษณะเช่นนี้

    ย้อนหลังกลับไปก่อนหน้าเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 ซึ่งเป็นยุคสมัยเผด็จการทหาร สื่อสารสนเทศหลักคือวิทยุเป็นสถานีวิทยุของหน่วยงานกองทัพแทบทั้งหมด ส่วนโทรทัศน์มี 4 ช่อง และอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ ภายใต้ระบอบเช่นนั้น หนังสือกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเคลื่อนไหวทางความคิดของปัญญาชนต่อต้านเผด็จการ ดังนั้น วารสารเช่น สังคมศาสตร์ปริทัศน์ จึงมีความสำคัญอย่างมากในการให้ข้อมูล และเผยแพร่ความรู้ใหม่นอกกรอบความรู้กระแสหลักของทางราชการ สาระสำคัญของความรู้ที่ถูกนำเสนอ ก็คือ ประชาธิปไตย เช่น เรื่องการต่อสู้ของขบวนการประชาธิปไตยต่างประเทศ เรื่องการต่อต้านคัดค้านจักรพรรดินิยม และแม้แต่เรื่องราวเชิงทฤษฎีการเมืองประชาธิปไตย

    หลังการรัฐประหาร พ.ศ.2514 ได้เริ่มมีการนำหนังสือก้าวหน้าช่วงทศวรรษ 2490 กลับมาตีพิมพ์ เช่น เรื่อง ศิลปะเพื่อชีวิต หรือ นวนิยายเรื่อง ความรักของวัลยา ของเสนีย์ เสาวพงศ์ แลไปข้างหน้า และ สงครามชีวิต ของศรีบูรพา เป็นต้น แต่ที่สำคัญ คือ การเกิดของวัฒนธรรมหนังสือเล่มละบาทที่พิมพ์เป็นเล่มเล็ก จำนวนไม่มากนัก เสนอประเด็นเฉพาะเรื่อง และขายในสถาบันการศึกษาหรือหน้าประตูโรงเรียนสำคัญ ซึ่งเป็นการขยายความรู้กระแสรอง ให้กว้างออกไป

    หนังสือเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงการขยายความรู้เท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างอุดมการณ์ หรือจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม หนังสือเช่น หนุ่มสาวคือชีวิต ผลงานของ”ศราวก”(อนุช อาภาภิรม) เรื่องโลกของหนูแหวน หรือแม้กระทั่ง นวนิยายเรื่อง เขาชื่อกานต์ ของสุวรรณี สุคนธา ก็มีส่วนอย่างมากในการสร้างแรงบันดาลใจสำหรับเยาวชนคนหนุ่มสาว อันนำมาซึ่งขบวนการ 14 ตุลา

    หลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคมผ่านไปด้วยชัยชนะของประชาชน นำมาซึ่งยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน ก็ได้นำมาซึ่งยุคเบ่งบานหรือบูมของตลาดหนังสือด้วย ได้มีการพิมพ์หนังสือใหม่ออกมาเป็นจำนวนมากมายอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ตั้งแต่ พ.ศ.2517 จะเห็นการเฟื่องฟูของหนังสืออย่างชัดเจน หนังสือเหล่านี้เผยแพร่ความรู้ใหม่ ความคิดใหม่ และกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างอุดมการณ์ใหม่ แต่ที่สำคัญคือหนังสือเหล่านี้”ขายได้”หรือเป็นที่ต้องการของตลาด หลายเรื่องขายดีต้องพิมพ์ซ้ำหลายครั้ง นั่นหมายถึงว่า กรณี 14 ตุลาได้สร้างการบูมของการซื้อหนังสือด้วย เงินที่ได้จากการพิมพ์หนังสือเล่มเดิม นำมาสู่การพิมพ์หนังสือเล่มใหม่ ทำให้ความรู้ความคิดใหม่ขยายตัวอย่างมาก และกลายเป็นเรื่องท้าทายสั่นคลอนความรู้กระแสหลักในสังคมไทย

    ทั้งนี้คงต้องอธิบายเพิ่มเติมว่า หนังสือใหม่จำนวนมากที่เป็นหนังสือขายดีสำหรับยุคสมัย ก็คือหนังสือสังคมนิยม เพราะในสมัยเผด็จการ ความรู้เรื่องสังคมนิยมเป็นเรื่องต้องห้าม ศึกษาหรือเผยแพร่ได้เพียงด้านเดียว คือ  ด้านที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์เท่านั้น ข้อมูลกระแสหลักถือว่า จีนคอมมิวนิสต์นั้นเป็นศัตรู มีการสร้างภาพเกี่ยวกับความเลวร้ายของคอมมิวนิสต์ โดยยกตัวอย่างด้านลบของคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งจำนวนมากเป็นเรื่องที่บิดเบือนเติมแต่ง สถานะที่เป็นของประเทศจีน ไม่ได้เป็นที่ทราบกันมาก่อน เพราะความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนก็ไม่มี เผด็จการไทยรับรองจีนก๊กมินตั๋งเสมอ ดังนั้น ความรู้ใหม่เกี่ยวกับจีนจึงกลายเป็นเรื่องแรกที่ประชาชนสนใจใคร่รู้ เมื่อองค์การนักศึกษาธรรมศาสตร์ จัดนิทรรศการจีนแดงเมื่อต้นปี พ.ศ.2517 จึงกลายเป็นนิทรรศการที่มีผู้ชมมากมายมหาศาล หนังสือในงานขายหมดจนต้องพิมพ์ซ้ำ และนิทรรศการก็ต้องจัดซ้ำ ความรู้เรื่องจีนจึงเป็นเรื่องใหม่ในความสนใจของประชาชนที่เฟื่องฟูเป็นเรื่องแรก

    หลังจากนั้น ก็ได้มีการพัฒนามาสู่การเผยแพร่หนังสือลัทธิมาร์กซ ทฤษฎีสังคมนิยม ประวัติของนักต่อสู้สังคมนิยม เช่น เช กูวารา เหล่านี้ กลายเป็นหนังสือขายดี และนำมาสู่หนังสือด้านอื่น โดยเฉพาะหนังสือที่เสนอข้อมูลเชิงวิพากษ์ ตั้งแต่วิพากษ์การนำเสนอประวัติศาสตร์แบบเดิมที่มุ่งอธิบายบุญญาบารมีของชนชั้นนำ มาสู่กระแสใหม่อันเป็นประวัติศาสตร์เศรษฐกิจสังคม และเป็นประวัติศาสตร์ของประชาชนชนชั้นล่าง กระแสวิพากษ์ความไม่เท่าเทียม ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงในสังคม วิพากษ์หลักสูตรการศึกษาและวิพากษ์การศึกษาเพื่อผู้กดขี่ นำเสนอปัญหาความไม่เท่าเทียมกันระหว่างเพศ หรือเรื่องการกดขี่สตรี เป็นต้น ซึ่งอาจสรุปได้ว่า วัฒนธรรมหนังสือที่พัฒนาหลัง 14 ตุลา กลายเป็นวัฒนธรรมหนังสือกระแสใหม่ ที่จะมีผลอย่างมากในการเปลี่ยนโครงสร้างทางความคิดของขบวนการนักศึกษา

    ในกระบวนการนี้ นวนิยายแบบใหม่ก็ได้เกิดขึ้นและพัฒนาด้วย ซึ่งก็คือการเกิดของนวนิยายเพื่อชีวิต ซึ่งไม่ได้หมายรวมเพียงเรื่องแลไปข้างหน้า หรือ ปีศาจของเสนีย์ เสาวพงศ์เท่านั้น แต่ต้องนับรวมวรรณกรรมต่างประเทศที่สะท้อนสังคม เช่น เรื่องแม่ ของ แมกซิม กอร์กี้ ฉบับแปลของศรีบูรพา ซึ่งมีเพียงครึ่งเรื่องแรก เรื่อง เหยื่ออธรรม ของ จูเลียต ซึ่งมีครึ่งเรื่องเช่นกัน เรื่อง คนขี่เสือ ฉบับแปลของทวีปวร และเมื่อ พ.ศ.2519 เมื่ออุดมการณ์ลัทธิมาร์กซของขบวนการนักศึกษาเข้มข้นมากขึ้น ก็มีการพิมพ์เรื่อง เบ้าหลอมนักปฏิวัติ ซึ่งเรียกร้องวินัยและการเสียสละเพื่ออุดมการณ์ นอกจากนี้ ก็คือการพิมพ์วรรณกรรมแปลจากจีนเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นวรรณกรรมรักชาติและวรรณกรรมปฏิวัติ เช่น เรื่อง พายุ ตะเกียงแดง หญิงผมขาว หรือ หลิวหูหลาน ก็เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี

    หนังสือที่นำเสนอในเชิงของชีวทัศน์อย่างเข้มข้นในลักษณะอื่น ก็พิมพ์ออกสู่ตลาดหนังสือมากขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2518 เป็นต้นมา เช่น เสริมทฤษฎี ชีวทัศน์เยาวชน พลังชีวิต ทัศนะความรักที่ก้าวหน้า ฯลฯ หนังสือเหล่านี้กลายเป็นเครื่องมือในการดัดแปลงตนเองของนักศึกษาให้เป็นนักปฏิวัติที่เสียสละเพื่อประชาชน จิตสำนึกเพื่อส่วนรวมที่สร้างขึ้นในช่วงก่อน 14 ตุลา พัฒนามาเป็นจิตใจรับใช้ประชาชน จิตสำนักปฏิวัติโดยผ่านกระบวนการของหนังสือ หรืออธิบายในอีกด้านหนึ่งก็คือ วัฒนธรรมหนังสือมีส่วนสำคัญในการปรับโฉมหน้าของขบวนการ 14 ตุลาไปสู่การกลายเป็นขบวนการปฏิวัติสังคม

    อยากจะตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ในท่ามกลางการเฟื่องฟูของหนังสือสังคมนิยม หนังสือต่อต้านคอมมิวนิสต์ก็เฟื่องฟูขึ้นด้วย มีการพิมพ์หนังสือที่มีเนื้อหาต่อต้านคอมมิวนิสต์ออกมาอย่างมากมายเป็นประวัติการเช่นเดียวกัน ในช่วง พ.ศ.2517-2519 แต่หนังสือเหล่านี้กลับไม่เป็นที่นิยม ไม่ครองใจตลาด และยอดขายเทียบไม่ได้เลยกับหนังสือฝ่ายสังคมนิยม

    เมื่อเกิดการกวาดล้างในกรณี 6 ตุลา วัฒนธรรมหนังสือลักษณะดังกล่าวก็ปิดฉากลงด้วย แน่นอนว่าระยะตั้งแต่ พ.ศ.2521 มีการรื้อฟื้นการพิมพ์หนังสือสังคมนิยม หรือรื้อฟื้นเอาหนังสือช่วง 14 ตุลากลับมาตีพิมพ์ แต่ไม่เคยบูม ขายดี หรือเฟื่องฟูเท่าช่วงหลัง พ.ศ.2516 อีกเลย ยิ่งหนังสือต่อต้านคอมมิวนิสต์ก็ปิดฉากสมบูรณ์เช่นกัน

    นี่ถือว่าเป็นเรื่องเล่าสู่กันฟัง


    เผยแพร่ครั้งแรกในโลกวันนี้ วันสุข ฉบับที่ 484 วันที่ 20 ตุลาคม 2557
     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    "โสภณ พรโชคชัย" เสนออย่าสร้าง "บ้านเอื้ออาทร" อีก เหตุเพราะการผลิตที่อยู่อาศัยของภาคเอกชนมีประสิทธิผลสูง จนกระทั่งทำให้ประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มที่ประสบความสำเร็จในการลดปัญหาสลัม นโยบายบ้านเอื้ออาทรจะทำลายระบบตลาด-ทำลายผู้ประกอบการรายย่อยที่สามารถตอบสนองต่อตลาดได้ดีอยู่แล้ว

    000

    ผมเห็นการเคหะแห่งชาติสร้างบ้านเอื้ออาทรจำนวนมหาศาลแล้ว ท้อใจแทน นี่เป็นหนึ่งในนโยบายในสมัยนายกฯ ทักษิณที่ผมไม่เห็นด้วยมาแต่แรก  แต่ทั้งนี้ท่านอาจหวังดีต่อคนจน และคงได้รับการเพ็ดทูลโดยฝ่ายข้าราชการประจำ วันนี้ผมเลยขอเขียนให้เห็นสักหน่อย เผื่อเกิดรัฐบาลทหารคิดจะทำ "ประชานิยม" ขึ้นมาบ้าง จะได้ไม่นำนโยบายบ้านเอื้ออาทรกลับมาปัดฝุ่นอีก

     

    เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2546 ผมทำหนังสือถึงนายกฯ ทักษิณ แจ้งให้ท่านทราบว่าผมไม่เห็นด้วยกับนโยบายบ้านเอื้ออาทร ผมเรียนว่า "ฯพณฯ มีดำริเรื่องนี้จากการไปดูงาน ณ กรุงมอสโก   เมื่อ 3 เดือนก่อน และพบว่าเขาสร้างที่อยู่ให้ประชาชน 4 ล้านตารางเมตรนั้น กระผมขอกราบเรียนข้อเท็จจริงเพื่อ ฯพณฯ ทราบว่า ที่นั่นภาคเอกชนอ่อนแอจนรัฐบาลต้องแบกรับภาระไว้เอง"

    "แต่ที่ประเทศไทยของเรา ตลอดเวลาที่ผ่านมารัฐบาลแทบไม่ต้องสร้างบ้านคนจนเลย กระผมได้ค้นพบว่า เฉพาะในช่วงปี 2533-2541 ภาคเอกชนไทยได้สร้างทาวน์เฮาส์และอาคารชุดราคาถูก (หน่วยละไม่เกินสี่แสนบาท) ถึง 226,810 หน่วย รวมพื้นที่ 6-7 ล้านตารางเมตรในเขต กทม.และปริมณฑล การผลิตที่อยู่อาศัยของภาคเอกชนไทยมีประสิทธิผลสูง จนกระทั่งทำให้ประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มที่ประสบความสำเร็จในการลดปัญหาสลัม  นอกจากนี้ค่าเช่าบ้านก็ต่ำมาก เช่น ห้องชุดที่ขายไม่ออกย่านชานเมืองได้ถูกดัดแปลงให้เช่าในอัตราเดือนละ 500-2,000 บาท ซึ่งถูกกว่าค่าเช่าห้องในสลัมย่านใจกลางเมือง"

    ผมเสนอท่านว่า การทำบ้านเอื้ออาทรจึงเป็นการใช้เงินงบประมาณโดยผลที่ได้รับอาจไม่คุ้มค่า เนื่องจากเฉพาะในเขต กทม. และปริมณฑลในขณะนั้น ยังมีบ้านที่สร้างเสร็จแต่ไม่มีผู้เข้าอยู่อาศัยในตลาดถึง 340,000 หน่วย นโยบายนี้ยังทำลายระบบตลาดและทำลายผู้ประกอบการรายย่อยที่สามารถตอบสนองต่อตลาดด้วยดีอยู่แล้ว และอีกประการหนึ่งยังขัดต่อ พ.ร.บ.จัดสรรที่ดิน เพราะลดคุณภาพ-มาตรฐานการอยู่อาศัยลง ซึ่งเป็นการสวนทางกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

    สาเหตุหนึ่งที่รัฐบาลขณะนั้นออกนโยบายเรื่องเอื้ออาทร ก็เพราะได้รับข้อมูลคลาดเคลื่อน เช่นว่า ในประเทศไทยมีการบุกรุกที่ดินถึง 5,000 ชุมชน รวม 1.6 ล้านครอบครัว  ซึ่งผมเป็นผู้สำรวจสลัมทั่วประเทศและพบว่าประเทศไทยมีสลัมทั้งหมด 1,589 ชุมชน มีประชากร 1.8 ล้านคน หรือราว 3% ของคนไทยเท่านั้น  และส่วนใหญ่เป็นชุมชนเช่าที่ปลูกบ้านและชุมชนเจ้าของบ้านพร้อมที่ดิน ชุมชนบุกรุกมีเพียงส่วนน้อยมาก  ยิ่งกว่านั้นประชากรสลัมส่วนใหญ่ไม่ใช่คนจน ในประเทศไทยมีคนจน (ผู้ที่อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจนและแทบทั้งหมดอยู่ในชนบท) เพียง 12.5% ซึ่งใกล้เคียงกับในสหรัฐอเมริกา  การนำเสนอตัวเลขที่สูงผิดปกติ อาจเพราะนับรวมชาวเขา สมัชชาคนจน ผู้บุกรุกป่า ฯลฯ เข้าไว้ด้วย จึงทำให้เกิดความสับสน

    ความจริงแล้วนโยบายนี้ได้ใช้ดำเนินการสำหรับชาวสลัมไล่รื้อมาตลอด 30 ปีที่ผ่านมา โดยไม่ประสบความสำเร็จ เพราะชาวสลัมส่วนนี้มักจะนำบ้าน ที่ดิน ห้องชุดที่ได้รับไปขายต่อหรือให้เช่าช่วงทั้งเปิดเผยหรือปิดลับ เพื่อทำกำไร และที่ยังไม่ขายก็มีจำนวนมากที่ไม่ยอมผ่อนชำระต่อ กลายเป็นหนี้เสียไปทั้งชุมชนก็มีหลายต่อหลายแห่ง ดังนั้น การขยายมาตรการนี้ออกสู่ตลาดที่อยู่อาศัยทั่วไปอาจจะสร้างผลกระทบทางลบได้เป็นอย่างมาก

    หมายเหตุ: ข้อมูลจากรายงานประจำปีล่าสุด พ.ศ.2555 ของการเคหะแห่งชาติ

    โครงการนี้แต่แรกจะสร้างถึง 1,000,000 หน่วย แต่ต่อมาลดเหลือ 600,000 หน่วย และ เมื่อพิจารณาจากข้อมูลในรายงานประจำปีฉบับปี 2555 ซึ่งเป็นปีล่าสุดพบว่าการเคหะแห่งชาติสร้างบ้านเอื้ออาทรได้เพียง 264,767 หน่วยเท่านั้น หรือสร้างได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของที่วางแผนไว้นั่นเอง  ยิ่งกว่านั้นเมื่อนับจากฐานข้อมูลของการเคหะแห่งชาติ ณ เดือนกันยายน 2557 พบว่า มีบ้านเอื้ออาทรอยู่ 286,517 หน่วย แล้วเสร็จ 282,414 หน่วย หรือ 99% ของทั้งหมด  อย่างไรก็ตามในจำนวนนี้ยังมีบ้านเอื้ออาทรเหลือขายเป็นจำนวนมาก ที่ขายไปแล้วก็ถูกทยอยยึดคืนเดือนละ 300-500 หน่วย  หลายส่วนก็กำลังทยอยขายต่อหรือปล่อยเช่าในท้องตลาดทั่วไป

     

    ตารางแสดงจำนวนบ้านเอื้ออาทร ณ เดือนกันยายน 2557

     

    ประเภทบ้าน

     สร้างเสร็จ

     %ที่สร้างเสร็จ

     ทั้งหมด

    บ้านเดี่ยว

        49,731

    98%

        50,916

    บ้านแฝด

    11,985

    90%

        13,274

    บ้านแถว

    15,551

    93%

        16,645

    บ้านหลายแบบ

    7,803

    100%

         7,803

    อาคารชุด

    197,344

    100%

     197,879

    รวมทั้งหมด

    282,414

    99%

     286,517

    และโดยที่บ้านเอื้ออาทรมีราคาถูก ค่าดูแลต่างๆ ที่จัดเก็บบ้างก็จัดเก็บไม่ได้ บ้างก็ไม่ค่อยพอเพียงกับค่าใช้จ่าย จึงทำให้สภาพแวดล้อมในการอยู่อาศัยยังต้องมีการปรับปรุงกันตามสมควร กลายเป็นภาระสำคัญของการเคหะแห่งชาติต่อไป  กรณีนี้ควรที่เจ้าของทรัพย์สินจะช่วยกันดูแลโดยการออกค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่ผู้มีรายได้น้อยบางส่วนก็ไม่สามารถจ่ายได้

    จะเห็นได้ว่าในรอบเกือบ 40 ปีที่ผ่านมา การเคหะแห่งชาติสร้างที่อยู่อาศัยแบบเคหะชุมชนได้เพียง 141,863 หน่วย ซึ่งสร้างได้รวมมูลค่าน้อยกว่าที่ บมจ.พฤกษาเรียลเอสเตท สร้างเพียงบริษัทเดียวเสียอีก  ดังนั้นนโยบายที่อยู่อาศัยต่อผู้มีรายได้น้อยจึงควรเป็นการส่งเสริมภาคเอกชนให้สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชน (enabling policy) โดยการอำนวยความสะดวกให้กลไกตลาดสามารถจัดหาที่อยู่อาศัยแก่ประชาชนโดยรัฐบาลไม่ต้องแบกรับภาระ บ้าน “เอื้ออาทร” จึงเป็นการใช้เงินงบประมาณโดยผลที่ได้รับอาจไม่คุ้มค่า

    นอกจากนี้ทางราชการควรมีการคุ้มครองผู้บริโภค โดยถือว่าผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง (ไม่ใช่ผู้ประกอบการ) เพราะถ้าผู้บริโภคได้รับความคุ้มครอง ก็จะเกิดความมั่นใจต่อตลาดที่อยู่อาศัยส่งผลให้มีการซื้อสินค้าเพิ่มขึ้น และส่งผลดีต่อผู้ประกอบการ และทุกฝ่ายในที่สุด

    การมีองค์กรอิสระเพื่อการสนับสนุนด้านข้อมูลและนโยบาย เช่น การมีคณะกรรมการนโยบายที่อยู่อาศัยที่เป็นอิสระ ไม่ใช่แต่งตั้งตามใจชอบจากฝ่ายการเมืองหรือข้าราชการประจำ การมีศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอิสระโดยไม่ต้องอยู่ใต้อาณัติของผู้มีส่วนได้เสียฝ่ายใดในวงการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การมีสภาอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นศูนย์รวมผู้เกี่ยวข้องทุกสาขาวิชาชีพอย่างแท้จริง ซึ่งไม่ใช่จำกัด/ขีดวงเฉพาะผู้ประกอบการพัฒนาที่ดิน ก็เป็นสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่ง

    ยิ่งกว่านั้นยังควรสร้างกลไกป้องปรามเพื่อความเป็นธรรม เช่น ในกรณีที่ผู้ซื้อบ้านทำผิดสัญญา ไม่ยอมรับโอนทรัพย์สิน จะต้องถูกยึดเงินดาวน์ ในทางตรงกันข้ามหากเจ้าของโครงการสร้างเสร็จช้ากว่ากำหนดตามสัญญา หรือไม่ปฏิบัติตามสัญญา ก็ต้องถูกปรับในอัตราที่เหมาะสม หรือในกรณีลูกหนี้ไม่อาจชำระหนี้ได้ตามสัญญา จะต้องมีการบังคับคดีและมีกลไกการขายทอดตลาดที่มีประสิทธิภาพ หรือถ้าผู้ประเมินค่าทรัพย์สิน ดำเนินการประเมินผิดพลาด ก็ต้องจ่ายค่าปรับ (เช่น 20-50 เท่าของค่าจ้าง) หรือถ้านายหน้าฉ้อฉล จะต้องยึดใบอนุญาตเป็นต้น

    บทเรียนเรื่องบ้านเอื้ออาทรจึงเป็นบทเรียนราคาแพง ที่แม้จะทำให้หลายต่อหลายคนมีบ้านได้ แต่โดยที่บ้านในตลาดเปิดสามารถขายให้กับประชาชนในราคาถูกได้เช่นกัน การสร้างบ้านแบบนี้จึงอาจไม่จำเป็น สู้นำงบประมาณไปใช้สร้างสรรค์ทางอื่นดีกว่านั่นเอง

     

    ผู้แถลง:

    ดร.โสภณ พรโชคชัย (sopon@area.co.th) ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส หรือ AREA (www.area.co.th): ซึ่งเป็นองค์กรที่มีฐานข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ภาคสนามขนาดใหญ่ที่สุดและปรับปรุงให้ทันสมัยที่สุดในประเทศไทย และดำเนินการเก็บข้อมูลต่อเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ.2537 เป็นศูนย์ข้อมูลที่มีความเป็นกลางทางวิชาการ และเป็นอิสระทางวิชาชีพ โดยไม่ถูกครอบงำโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียใด ๆ สมาชิกของศูนย์ข้อมูลฯ ได้รับข้อมูลที่เป็น First-hand information ในเวลาเดียวกัน

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    แอมเนสตี้ฯ ออกแถลงการณ์ครบ 6 เดือน ‘บิลลี่’แกนนำกะเหรี่ยงแก่งกระจานหายตัวลึกลับ เรียกร้องเจ้าหน้าที่รัฐสอบสวนโดยใช้ทุกมาตรการเพื่อนำตัวคนผิดมาลงโทษ

    21 ต.ค.2557 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ออกแถลงการณ์ย้ำเรียกร้องเจ้าหน้าที่รัฐสอบสวนกรณีนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนชาวกะเหรี่ยง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี หายตัวไปอย่างลึกลับนานกว่า 6 เดือน โดยเรียกร้องให้ใช้มาตรการที่จำเป็นทุกอย่างเพื่อนำตัวผู้ต้องสงสัยมาลงโทษ

    นายพอละจี หรือบิลลี่ หายตัวไปตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2557 ที่ผ่านมา ขณะอยู่ระหว่างการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โดยก่อนหน้านั้นในเดือนพฤษภาคม 2554 เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานได้ทำการการอพยพ ผลักดัน และจับกุมชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ในป่าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โดยทำการไล่รื้อ จับกุม และเผาทำลายบ้านเรือนและทรัพย์สินของชาวบ้านเสียหายเป็นจำนวนมาก จนนำไปสู่การเคลื่อนไหวต่อสู้และฟ้องร้องดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญากับหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โดยบิลลี่เป็นหนึ่งในแกนนำชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่ที่ต่อสู้ในประเด็นดังกล่าวก่อนที่จะหายตัวไปอย่างมีเงื่อนงำ โดยที่ก่อนหน้านั้นในเดือนกันยายน 2554 นายทัศน์กมล โอบอ้อม แกนนำปกป้องสิทธิชาวกะเหรี่ยงแก่งกระจานอีกคนหนึ่ง ถูกมือปืนประกบยิงเสียชีวิตขณะขับรถกลับที่พัก ซึ่งคาดว่าสาเหตุมาจากการเคลื่อนไหวปกป้องสิทธิชาวกะเหรี่ยงแก่งกระจาน โดยทั้งนี้กรณีการหายตัวไปของบิลลี่เป็นที่จับตาขององค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศหลายองค์กร

    แถลงการณ์มีรายละเอียดดังนี้

     

    แอมเนสตี้ฯ ออกแถลงการณ์ครบรอบ 6 เดือนการหายตัวของบิลลี่
    หกเดือนผ่านไป ยังไม่ทราบชะตากรรมของนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน

    หกเดือนหลังจากคาดว่านายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนได้ตกเป็นเหยื่อการบังคับบุคคลให้สูญหายในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ทางภาคตะวันตกของไทย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลขอเรียกร้องอีกครั้งให้ทางการสอบสวนเพื่อให้ทราบชะตากรรมและที่อยู่ของเขาโดยเร่งด่วน ทางหน่วยงานยังกระตุ้นให้ทางการประกันที่จะใช้มาตรการที่จำเป็นทุกประการ เพื่อให้นำตัวผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ทำการบังคับบุคคลให้สูญหายมาลงโทษ

    คาดการณ์ว่าบิลลี่ อายุ 30 ปี นักเคลื่อนไหวเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมชาวกะเหรี่ยง ซึ่งมีลูกเล็กห้าคน อาจถูกทำให้สูญหาย เนื่องจากพยายามใช้ขั้นตอนเพื่อให้หน่วยงานราชการรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่กระทำต่อชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ซึ่งเป็นอุทยานแห่งชาติใหญ่สุดของประเทศไทย

    การบังคับบุคคลให้สูญหายเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในหลายด้าน และเป็นความผิดตามกฎหมายระหว่างประเทศ ทำให้ผู้สูญหายและครอบครัวต้องตกเป็นเหยื่อ ครอบครัวต้องทนทุกข์ทรมานเฝ้ารอคนที่รักให้กลับคืนมา การบังคับบุคคลให้สูญหายเป็นสิ่งที่ไม่ชอบธรรมไม่ว่าในพฤติการณ์ใดๆ

    มีผู้พบเห็นบิลลี่เป็นครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 ขณะที่เขาถูกควบคุมตัวโดยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานและเจ้าหน้าที่อุทยานอีกสามคน ในช่วงที่คาดว่าจะเกิดการบังคับบุคคลให้สูญหาย บิลลี่อยู่ระหว่างเดินทางจากหมู่บ้านไปพบกับพี่น้องชาวกะเหรี่ยง เพื่อปรึกษาเกี่ยวกับการบังคับไล่รื้อและการเผาบ้านเรือนทรัพย์สิน โดยชุมชนชาวกะเหรี่ยงเตรียมฟ้องคดีต่อหัวหน้าอุทยานแห่งชาติ เขาได้นำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีติดตัวไปด้วย รวมทั้งฎีการ้องทุกข์ที่เขาเตรียมยื่นต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

    ในเดือนตุลาคม พนักงานสอบสวนประกาศว่าค้นพบรอยเลือดที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ ซึ่งจากการทดสอบในเบื้องต้นคาดว่าเป็นของผู้ชาย และเป็นรอยเลือดที่พบอยู่ในรถของเจ้าหน้าที่อุทยาน

    หัวหน้าอุทยานแห่งชาติอ้างว่า บิลลี่ถูกจับและได้รับการปล่อยตัวในวันเดียวกัน หลังจากถูกสอบสวนกรณีครอบครองน้ำผึ้งป่า แต่ไม่มีบันทึกการจับกุมหรือควบคุมตัวอย่างเป็นทางการ กรณีของบิลลี่ชี้ให้เห็นความเสี่ยงของนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิชุมชนที่จะตกเป็นเหยื่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นการขัดขวางการดำเนินงานด้วยสันติวิธีเพื่อคุ้มครองชุมชนของตนเอง แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลขอกระตุ้นอีกครั้งให้ทางการไทยปฏิบัติตามพันธกรณีที่จะยุติวงจรการลอยนวลพ้นผิดในประเทศ กรณีที่มีผู้ทำร้ายนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนและให้คุ้มครองสิทธิด้านสิ่งแวดล้อม และบุคคลที่ปกป้องสิทธิเหล่านี้

    ข้อมูลพื้นฐาน
    ประเทศไทยลงนามในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองมิให้บุคคลสูญหาย (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance) เมื่อเดือนมกราคม 2555 และแสดงท่าทีว่าจะมีการให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญาดังกล่าว นับแต่ต้นทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา เชื่อว่ามีบุคคลจำนวนมากที่ตกเป็นเหยื่อของการบังคับบุคคลให้สูญหาย

    ชาวกะเหรี่ยงซึ่งอยู่อาศัยอยู่ในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าเขาในจังหวัดเพชรบุรี พรมแดนติดกับพม่า ได้ตกเป็นเหยื่อการบังคับไล่รื้อและการทำลายทรัพย์สินโดยเจ้าหน้าที่อุทยาน ในบรรดาผู้ได้รับผลกระทบยังรวมถึงคุณปู่อายุ 100 ปีของบิลลี่

    นายทัศน์กมล โอบอ้อม อดีตผู้สมัคร สส. และนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมที่เรียกร้องสิทธิของชุมชน ได้ถูกสังหารระหว่างขับรถตอนกลางคืนในเดือนกันยายน 2554 โดยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติได้ถูกตั้งข้อหาว่าเป็นผู้จ้างวานฆ่า และเขาเป็นบุคคลสุดท้ายที่พบเห็นบิลลี่ นายทัศน์กมลซึ่งเป็นสมาชิกเครือข่ายของบิลลี่ ให้ความช่วยเหลือชาวบ้านกะเหรี่ยงในการแจ้งความว่าโดนทำร้าย และเจ้าหน้าที่ตัดไม้เถื่อนและล่าสัตว์อย่างผิดกฎหมาย ศาลจังหวัดเพชรบุรีจะมีคำพิพากษาในคดีนี้ในช่วงปลายเดือน

    นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนและนักสิ่งแวดล้อมในชุมชนของไทย มักต้องทำงานในสภาพที่เสี่ยงภัยและยุ่งยากเป็นอย่างมาก หลายคนเป็นชาวบ้านอยู่ในชุมชนชนบทหรือกึ่งชนบท ซึ่งต้องเผชิญกับโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ หรือการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และการทำให้เกิดกากมลพิษ สมาชิกในชุมชนรวมทั้งผู้นำมักตกเป็นเหยื่อการคุกคามและการทำร้าย ตั้งแต่ปี 2536 เป็นต้นมา มีนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนที่อาศัยอยู่ในชุมชนหลายคน ได้ถูกสังหารจนเสียชีวิต และผู้จ้างวานฆ่ามักจะไม่ได้ถูกนำตัวมาลงโทษ ส่วนคนอื่นๆ ตกเป็นเหยื่อของการทำร้ายและการข่มขู่ในรูปแบบอื่น

     

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

     

    21 ต.ค.2557  ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ จากโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ซึ่งเป็นองค์กรที่ติดตามคดีเกี่ยวกับเสรีภาพ เปิดเผยว่า วันนี้ที่ศาลทหาร กรุงเทพฯ มีนัดสอบคำให้การผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 จำนวน 2 ราย รายแรกเป็นชายไม่เปิดเผยชื่อ อีกรายคือ นายคฑาวุธ (สงวนนามสกุล) ดีเจรายการวิทยุทางอินเทอร์เน็ต โดยศาลมีคำสั่งพิจารณาคดีเป็นการลับ และนัดสอบคำให้การนายคฑาวุธในวันที่ 18 พ.ย. สอบคำให้การชายไม่เปิดเผยชื่อในวันที่ 24 พ.ย.

    ทั้งนี้ ในวันนี้มีผู้สังเกตการณ์คดีทั้งจากองค์กรข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ(OHCHR) เจ้าหน้าที่จากสหภาพยุโรป (อียู) สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส) และไอลอว์

    ยิ่งชีพกล่าวว่า ระหว่างรอฟังการพิจารณาคดีในช่วงสายวันนี้ เจ้าหน้าที่ของศาลทหารได้เข้ามาแจ้งกับผู้สังเกตการณ์คดีว่าศาลมีคำสั่งให้พิจารณาคดีเป็นการลับ โดยเป็นอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เมื่อมีการสอบถามถึงเหตุผลเจ้าหน้าที่ไม่สามารถตอบคำถามได้จึงได้เชิญเจ้าหน้าที่ผู้ใหญ่มาชี้แจง จากนั้นมีการอนุญาตให้ผู้สังเกตการณ์ทั้งหมดเข้าห้องพิจารณาคดีได้เพื่อฟังคำสั่งศาล ในห้องพิจารณา อัยการทหารได้แถลงว่า เนื่องจากคดีนี้เกี่ยวข้องกับความมั่นคง และการดูหมิ่น หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ หากข้อความที่ถูกกล่าวหาเป็นที่ล่วงรู้ไปภายนอกจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน หลังสิ้นสุดการแถลงของอัยการ ศาลได้มีคำสั่งให้การพิจารณาคดีของทั้ง 2 คดีนี้เป็นไปโดยปิดลับ ญาติผู้ต้องหาและผู้สังเกตการณ์ทั้งหมดจึงต้องออกจากห้องพิจารณาคดี

    เจ้าหน้าที่จากไอลอว์ระบุด้วยว่า คำสั่งพิจารณาคดีลับนี้ได้รับการบันทึกในรายงานกระบวนพิจารณาคดีด้วย แต่เมื่อทนายจำเลยขอคัดสำเนารายงานดังกล่าว ศาลกลับไม่อนุญาตโดยให้เหตุผลว่าได้อ่านคำสั่งให้ฟังแล้ว

    สำหรับคดีของชายผู้ไม่เปิดเผยชื่อ ทนายจำเลยได้ร้องขอต่อศาลให้เลื่อนสอบคำให้การ และศาลนัดใหม่เป็นวันที่ 24 พ.ย. ขณะที่คดีของคฑาวุธ ทนายได้ขอเลื่อนสอบคำให้การเช่นกันและศาลให้เลื่อนเป็นวันที่ 18 พ.ย.

    ยิ่งชีพกล่าวอีกว่า วันเดียวกัน ทนายความของนายคฑาวุธได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวเป็นครั้งที่ 6 โดยใช้เงินสด 800,000 บาท พร้อมทั้งยื่นคำร้องขอให้ศาลเรียกพนักงานสอบสวนมาไต่สวนเกี่ยวกับพฤติการณ์จำเลยด้วย แต่ศาลสั่งยกคำร้อง ไม่อนุญาตให้ประกันตัวโดยระบุเหตุผลว่า

    “คดีนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 10 ปี จึงเป็นกรณีที่ศาลต้องถามโจทก์ก่อนว่าจะคัดค้านหรือไม่

    โจทก์คัดค้านเนื่องจากเป็นความผิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และความมั่นคงของประเทศ เกรงว่าจำเลยจะหลบหนี

    พิเคราะห์แล้ว คดีมีอัตราโทษสูง จำเลยอาจหลบหนี ประกอบกับโจทก์คัดค้านจึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว”

    ทั้งนี้ ชายไม่เปิดเผยชื่อ ถูกทหารบุกจับกุมที่บ้านพักตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค.2557 และถูกคุมขังในเรือนจำมาจนปัจจุบัน ส่วนคฑาวุธเป็นนักจัดรายการวิทยุ ใช้ชื่อว่า "คฑาวุธ นายแน่มาก" เป็นรายการวิเคราะห์การเมืองเผยแพร่ทางเว็บไซต์ เขาถูกเรียกเข้ารางานตัวตามประกาศ คสช.ฉบับที่ 44/2557 หลังคุมตัวครบ 7 วัน เขาถูกตั้งข้อหาตามมาตรา 112 โดยเจ้าหน้าที่กล่าวหาว่าคลิปเสียงรายการตอนหนึ่งมีเนื้อหาเข้าข่ายความผิดดังกล่าว จึงถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำจนปัจจุบันเช่นเดียวกัน

    ผู้สื่อข่ายรายงานเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาคดี 112 ส่วนใหญ่มีการพิจารณาโดยเปิดเผย แต่เบื้องต้นมีอยู่ 2 คดีที่ผู้พิพากษาสั่งพิจารณาคดีลับ คดีแรกคือ คดีของนายบัณฑิต อานียา นักเขียนสูงวัย มีการพิจารณาในศาลชั้นต้นเมื่อปี 2548 อีกคดีหนึ่งคือ คดีของดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือดา ตอร์ปิโดซึ่งกรณีนี้จำเลยได้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความว่าคำสั่งพิจารณาคดีลับขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม ทั้งสองคดีพิจารณาในศาลยุติธรรมปกติ ไม่ใช่ศาลทหาร

     

    อ่านรายละเอียดคดีคฑาวุธ
     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    21 ต.ค.2557 ปากมูน เงียบเหงาหลังเขื่อนปากมูลปิดประตูระบายน้ำ คนหาปลาเริ่มละทิ้งลำน้ำ เรือหาปลาถูกเก็บขึ้นฝั่ง ต่อจากนี้ไปงานใหม่คือ การไปรับจ้างต่างถิ่น รอปีหน้าเขื่อนปากมูลเปิดประตูระบายน้ำอีกครั้ง ค่อยกลับมาหาปลาใหม่






     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    จ้างชาวนาขุดคลอง 1,264 ล้านบาท
     
    พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากภัยแล้งปี 2557/2558 ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ โดย ครม.เห็นชอบให้งดส่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกข้าวนาปรังในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลอง และให้มีการออกประกาศทางราชการแจ้งพื้นที่ที่งดการส่งน้ำและงดทำนาปรังในพื้นที่ 26 จังหวัดให้ประชาชนรับทราบ หากเกษตรกรปลูกข้าวนาปรังทั้งลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลองจะไม่ได้รับการช่วยเหลือกรณีเกิดภัยพิบัติด้านการเกษตร
     
    ขณะเดียวกันจะมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในลุ่มแม่น้ำแม่กลองและเจ้าพระยาทั้งในและนอกเขตชลประทานจากการที่ต้องงดทำนาปรังวงเงิน 1,264.43 ล้านบาทจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 ประกอบด้วย มาตรการหลักคือ กรมชลประทานจะจ้างแรงงานเพื่อซ่อมคูคลองในฤดูแล้ง จำนวน 7.54 ล้านแรงคน ครอบคลุมเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการงดปลูกข้าวนาปรังจำนวน 200,000 ราย
     
    นอกจากนี้ ยังมีมาตรการเสริมประกอบด้วยการอบรมและสนับสนุนปัจจัยการผลิตเพื่อส่งเสริมอาชีพด้านประมง 3,574 ราย, การอบรมและสนับสนุนปัจจัยการผลิตเพื่อส่งเสริมอาชีพด้านปศุสัตว์ 13,389 ราย, การฝึกอาชีพในภาคเกษตร โดยกรมส่งเสริมการเกษตรฝึกอาชีพเกษตรกรจำนวน 17,804 ราย สำหรับมาตรการเสริมยังมีการฝึกอาชีพนอกภาคเกษตร โดยสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจำนวน 1,385 ราย และยังสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกพืชปุ๋ยสดในพื้นที่พักนาที่มีความชื้นเพียงพอจำนวน 150,000 ไร่ โดยกรมพัฒนาที่ดิน
     
    อย่างไรก็ตาม ทั้งมาตรการหลักและมาตรการเสริม เกษตรกรสามารถเลือกการช่วยเหลือตามความสมัครใจ ซึ่งเมื่อได้รับการช่วยเหลือมาตรการหลักแล้ว สามารถเลือกมาตรการเสริมได้ 1 มาตรการ หรือถ้าไม่เลือกมาตรการหลักก็ยังมีสิทธิ์เลือกมาตรการเสริมได้ ซึ่งจะเลือกได้เพียงมาตรการเดียวเช่นกัน เพื่อกระจายการช่วยเหลือไปให้เกษตรกรรายอื่นๆ อย่างเป็นธรรม โดยกำหนดจะเริ่มมาตรการตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.2557-30 เม.ย.2558
     
    “กระทรวงเกษตรฯเสนอของบประมาณมาครั้งแรกวงเงิน 2,401.04 ล้านบาท แต่ รมว.เกษตรฯชี้แจงในที่ประชุม ครม.ว่าไม่มั่นใจว่ามาตรการที่เสนอประชาชนจะเห็นพ้องด้วยมากน้อยแค่ไหน ประกอบกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ความเห็นว่า มีคนออกมาท้วงติงว่าการจ้างแรงงานเกษตรไปขุดลอกคูคลอง คนทำนาขณะนี้เป็นคนแก่จะทำไหวหรือไม่ หรือการลดต้นทุนการผลิต ชาวนาที่เป็นคนแก่ก็ต้องจ้างเขาทำจะลดต้นทุนได้อย่างไร กระทรวงเกษตรฯจึงขอปรับลดงบประมาณลงโดยตัดในส่วนที่ขอใช้งบกลางจำนวน 1,136.61 ล้านบาทออกไปก่อน”
     
    (ไทยรัฐ, 15-10-2557)
     
    เตือนหา “จ๊อบ” ผ่านเน็ตเสี่ยงถูกหลอก 11 เดือนร้องเรียน 472 คน
     
    (15 ต.ค.) นายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมการจัดหางาน(กกจ.) กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีแรงงานที่ถูกหลอกโดยนายหน้าเถื่อนว่าสามารถช่วยให้ไปทำงานต่างประเทศผ่านเฟซบุ๊กว่า ล่าสุดมีแรงงานที่ถูกหลอกร้องเรียนต่อกรมการจัดหางานแล้ว 27 คนแยกเป็นแรงงานจาก จ.บุรีรัมย์ 6 คน ลำพูน 3 คน มหาสารคาม 3 คน ร้อยเอ็ด 2 คน ขอนแก่น 2 คน สกลนคร 2 คน นครพนม 2 คน พะเยา 2 คน เชียงใหม่ 1 คน แพร่ 1 คน หนองคาย 1 คน ฉะเชิงเทรา 1 คน บึงกาฬ 1 คน ซึ่งได้ไปแจ้งความดำเนินคดีกับนายหน้าเถื่อนแล้วที่สถานีตำรวจนครบาล (สน.) หัวหมาก กรุงเทพฯ และกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (ปคม.) โดยเอาผิดโทษฐานหลอกลวงคนไปทำงานต่างประเทศ ตามมาตรา 91 ของพ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มีโทษปรับ 60,000 - 200,000 บาท จำคุก 3 - 10 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับต่อการหลอกลวงหนึ่งครั้ง
           
    อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวอีกว่า ช่วงตั้งแต่เดือน ต.ค. 2556 - ก.ย. 2557 มีแรงงานที่ต้องการไปทำงานต่างประเทศร้องทุกข์กับกรมการจัดหางานรวม 472 คนแยกเป็นร้องทุกข์กรณีบริษัทจัดหางาน 142 คน สาย/นายหน้าเถื่อน 330 คน ขณะที่ในปี 2556 มีแรงงานร้องทุกข์ 955 คนแยกเป็นร้องทุกข์กรณีบริษัทจัดหางาน 427 คน และกรณีสาย/นายหน้าเถื่อน 528 คน โดยช่วง 2 ปีงบประมาณที่ผ่านมาสามารถช่วยเหลือแรงงานที่มาร้องทุกข์ได้ 1,473 คน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นแรงงานที่เคยมาร้องทุกข์ไว้แต่ตกค้างยังไม่ได้รับความช่วยเหลือภายในปีงบประมาณที่มาร้องทุกข์
           
    ทั้งนี้ สาเหตุที่แรงงานร้องทุกข์กรณีบริษัทจัดหางาน เนื่องจากเก็บเงินค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายแล้วไม่สามารถจัดส่งแรงงานไปทำงานต่างประเทศได้ เดินทางแล้วประสบปัญหาไม่สามารถทำงานได้ เมื่อกลับมาจึงต้องร้องทุกข์ขอค่าบริการและค่าใช้จ่ายคืน รวมทั้งเดินทางไปทำงานต่างประเทศแล้วนายจ้างไม่ปฏิบัติตามสัญญา เช่น ให้ทำงานไม่ตรงกับตำแหน่ง ได้รับค่าจ้างน้อยกว่าในสัญญาจ้าง ไม่มีสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์ตรงกับสัญญาจ้าง
           
    ส่วนการร้องทุกข์กรณีสาย/นายหน้าเถื่อนนั้น เนื่องจากถูกหลอกเก็บเงินค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายแล้วไม่สามารถจัดส่งแรงงานไปทำงานได้ จัดส่งแรงงานไปทำงานแบบผิดกฎหมายหรือไม่มีงานทำ รวมทั้งกรณีเก็บค่าใช้จ่ายไปแล้วมีการจัดส่งไปทำงาน ปล่อยทิ้งให้แรงงานหาทางกลับประเทศไทยเอง ทั้งนี้ จึงขอเตือนผู้ที่ต้องการจะเดินทางไปทำงานต่างประเทศให้ระมัดระวังในการหางานเพื่อไปทำงานต่างประเทศโดยเฉพาะทางสื่อออนไลน์ โดยขอให้ติดต่อสอบถามข้อมูลกับกรมการจัดหางานได้ที่สายด่วน 1694 หรือที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ
     
    (ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 15-10-2557)
     
    ไอแอลโอ แนะตรวจสอบ ย้ายถิ่น แรงงาน
     
    (15 ต.ค.) นายมอริซิโอ บุซซี่ (Mr.Maurizio Bussi) รักษาการผู้อำนวยการ สำนักงานแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) ประจำประเทศไทย กล่าวในการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาแผนปฏิบัติการแนวปฏิบัติการใช้แรงงานที่ดี (GLP Roadmap Workshop) โดยมีผู้เข้าร่วมจากหลายภาคส่วน เช่น กรมประมง นายจ้างและสมาคมอุตสาหกรรม องค์การช่วยเหลือเด็กเข้าร่วมเป็นต้นว่า ต้องการเน้น GLP ที่โปร่งใส ซึ่งการร่วมกันทุกฝ่ายถือเป็นแนวทางที่ถูกต้อง การมีโรดแมปของ GLP นั้นถือเป็นจุดเริ่มต้น แต่ GLP นั้นไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง จะต้อง เพิ่มความเข้มแข็งในการตรวจแรงงาน การย้ายถิ่นที่มีความยุติธรรม การเคารพลูกจ้างอย่างเท่าเทียม
           
    ด้านนายสนาน บุญงอก ประธานคณะกรรมการประสานงานสหพันธ์แรงงานขนส่งแห่งประเทศ ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ต้องทำให้นายจ้างปฏิบัติตาม GLP และควรจูงใจให้เลิกรูปแบบการจ้างแบบเหมาเพราะทำให้แรงงานมักไม่ได้รับการคุ้มครอง ควรบังคับให้นายจ้างปฏิบัติตาม GLP มากกว่าใช้ระบบสมัครใจ เพราะมีกฎหมายด้านนี้อยู่แล้ว
           
    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสมาพันธ์ผู้ผลิตสินค้าประมงไทย กล่าวว่า หากประเทศไทยส่งเสริมการปฏิบัติตาม GLP จะทำให้แรงงานข้ามชาติสนใจมาทำงานในไทยมากขึ้น เพราะนอกจากค่าจ้างที่ดีแล้วก็ต้องมีเรื่องการใช้แรงงานที่ดีด้วย ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่สะสมมานาน
           
    ด้านนางสาวกนกวรรณ โมรัฐเสถียร หัวหน้ากลุ่มงานคุ้มครองเด็ก มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก กล่าวว่า ควรมีการควบคุมไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ทำงานโดยเด็ดขาด รวมถึงมีการควบคุมเรื่องลักษณะการทำงานและช่วงเวลาพักผ่อนของเด็กที่ทำงานซึ่งมีอายุระหว่าง 16 - 18 ปี
     
    (ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 15-10-2557)
     
    รมว.แรงงาน เผยกัมพูชาขอชะลอส่งเจ้าหน้าที่ร่วมพิสูจน์สัญชาติแรงงาน เหตุการประสานงานภายในประเทศยังไม่ลงตัว 
     
    (16 ต.ค.) พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวภายหลังนางอีต โซเฟีย เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรกัมพูชาประจำประเทศไทย เข้าหารือเกี่ยวกับการพิสูจน์สัญชาติแรงงานกัมพูชา ว่า ที่ผ่านมา ทางกัมพูชาได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาทดลองระบบการพิสูจน์สัญชาติเพื่อคำนวณว่าจะสามารถดำเนินการได้วันละกี่ราย โดยทางการกัมพูชามีปัญหาการดำเนินการระหว่างหน่วยงานของตนเอง จึงได้เดินทางกลับประเทศ และยังไม่ได้เริ่มพิสูจน์สัญชาติแรงงานกัมพูชาที่จดทะเบียน ซึ่งทางการกัมพูชาจะจัดส่งเจ้าหน้าที่กลับมาดำเนินการภายหลัง
     
    (ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 16-10-2557)
     
    ทอท.หั่นโบนัสพนักงาน ไม่มีปัญหาขาดสภาพคล่อง
     
    ที่ประชุม บอร์ด ทอท. มีมติปรับลดโบนัสพนักงานจาก 11 เดือน เหลือ 6.5 เดือน เหตุกันเงินเพื่อนำมาลงทุน ยัน ไม่มีปัญหาขาดสภาพคล่อง
     
    นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร ในฐานะประธานคณะกรรมการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยว่า ที่ประชุมมิมติจ่ายเงินโบนัสพนักงาน 6.5 เดือนจาก 11เดือน สาเหตุที่ปรับลดลงเนื่องจากได้กันเงินจากผลกำไรไว้มากกว่า ร้อยละ 50 ของกำไร เพื่อใช้ในการลงทุนของบริษัทฯ ในอนาคต ทั้งนี้ สำหรับสาเหตุการปรับลดการจ่ายเงินโบนัสพนักงานลงนั้น ทางบริษัทฯ ได้มีการชี้แจงทำความเข้าใจกับทางพนักงานแล้ว
     
    อย่างไรก็ตาม สำหรับโครงการพัฒนาต่าง ๆ ของบริษัทตั้งแต่ปี 2558-2562 ทางบริษัทฯ จะไม่มีปัญหาในการขาดสภาพคล่อง
    ในการนำเงินมาลงทุนโครงการ เนื่องจากบริษัทฯ ได้มีการควบคุมรายจ่ายภายในและการกันเงิรจากผลกำไร ร้อยละ 50 ของกำไรทั้งหมด เพื่อใช้เป็นงบเป็นงบประมาณในดำเนินโครงการอยู่แล้ว โดยปัจจุบันขณะนี้ บริษัทฯ มีกระแสเงินสดอยู่ 44,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าการลงทุนในโครงการแต่ละโครงการจะไม่มีปัญหาเรื่องงบประมาณในการดำเนินโครงการแน่นอน
     
    (ไอเอ็นเอ็น, 16-10-2557)
     
    รุกจัดระเบียบแรงงานเรือประมง นำร่องดันผู้ประกอบการ 500 รายใช้ GLP สกัดค้ามนุษย์
     
    ดร.จุมพล สงวนสิน อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงให้ความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาแรงงานภาคการประมงทั้งระบบให้เห็นผลเป็นรูปธรรม โดยที่ผ่านมาได้ร่วมกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานภายใต้การสนับสนุนจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) จัดทำแนวปฏิบัติการใช้แรงงานที่ดี (Good Labour Practices : GLP) เพื่อปรับปรุงสภาพการทำงานในสถานประกอบการในภาคการประมง ซึ่งมี GLP 4 ฉบับ ได้แก่ 1.สำหรับสถานประกอบการแปรรูปสัตว์น้ำเบื้องต้น (ล้ง) 2.สำหรับโรงงานแปรรูปกุ้งและอาหารทะเล 3.สำหรับฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้ง และ 4.สำหรับเรือประมง
     
    โดยในส่วนของ GLP สำหรับผู้ประกอบการแปรรูปกุ้งและอาหารทะเล หลังจากที่ได้ลงนามแสดงเจตจำนงในการเข้าร่วมแนวปฏิบัติตั้งแต่กลางเดือนกันยายน 2556 มีผู้ประกอบการประสงค์เข้าร่วมจำนวน 178 ราย และมีการดำเนินการที่คืบหน้าไปมาก โดยผู้ประกอบการดังกล่าวได้ผ่านการฝึกอบรมไปแล้ว 81 ล้ง 73 โรงงาน รวมเป็น 154 ราย ซึ่งได้ผ่านระบบการติดตามการดำเนินการปรับปรุงสภาพการทำงานของสถานประกอบการดังกล่าวแล้วอีกด้วย
     
    นอกจากนี้ กรมประมงยังเร่งขับเคลื่อนการทดสอบความเหมาะสมในการนำ GLP สำหรับฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล ไปใช้กับกิจการเพาะเลี้ยงกุ้งของไทย โดยมีกำหนดจะดำเนินการร่วมกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และ ILO ในเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากเกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล จากนั้นจะนำมาปรับปรุง GLP สำหรับฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล เพื่อให้ผู้ประกอบการนำไปปฏิบัติใช้อย่างแพร่หลายต่อไป
     
    สำหรับ GLP เรือประมง ซึ่งเป็น GLP ที่กรมประมงให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยมีการร่างแล้วเสร็จมาตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา มีเนื้อหาที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปรับปรุงสภาพการทำงานในกิจการทำการประมง โดยกรมประมงจะนำไปใช้กับผู้ประกอบการเรือประมง เพื่อให้เกิดผลการพัฒนาและแก้ไขปัญหาแรงงานบนเรือประมงได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยในปีนี้ได้จัดสรรงบประมาณให้มีการฝึกอบรมผู้ประกอบการเรือประมง 500 ราย ให้ได้รับทราบแนวปฏิบัติการใช้แรงงานที่ดีเพื่อนำไปปฏิบัติ
     
    ดังนั้นการเร่งดำเนินการทดสอบความเหมาะสมในการใช้ GLP สำหรับเรือประมงกับผู้ประกอบการในกลุ่มชาวประมง หรือสมาคมท้องถิ่นต่างๆ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพื่อให้ผู้ประกอบการประมงสามารถนำไปใช้ได้อย่างแพร่หลาย อันจะเป็นการช่วยแก้ปัญหาสำคัญของแรงงานในเรือประมงได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
     
    (แนวหน้า, 17-10-2557)
     
    เครือข่ายแรงงาน ชู 4 ข้อเรียกร้องปฏิรูปประกันสังคม
     
    (17 ต.ค.) ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ กรุงเทพฯ เครือข่ายประกันสังคมทำงาน (คปค.) 14 องค์กร นำโดยนายมนัส โกศล ประธานองค์การแรงงานแห่งประเทศไทย น.ส.อรุณี ศรีโต ประธานศูนย์ประสานงานแรงงานนอกระบบแห่งชาติ และ น.ส.วิไลวรรณ แซ่เตีย รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) แถลงข่าวและประกาศเจตนารมณ์ปฏิรูปประกันสังคมคนทำงานถ้วนหน้า เท่าเทียม และเป็นธรรมโดยเรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบประกันสังคมเพื่อคุ้มครองคนทำงานที่มีรายได้ทุกคน ป้องกัน หรือลดการทุจริตที่อาจเกิดจากการบริหารจัดการกองทุนที่ขาดการมีส่วนร่วมและความโปร่งใส ลดความเหลื่อมล้ำ และความไม่เป็นธรรมในการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานและสิทธิที่ควรพึงได้รับจากการร่วมจ่ายในระบบสวัสดิการต่างๆ และลดภาระการเงินการคลังที่รัฐจะต้องแบกรับในอนาคตจากการที่ประเทศไทยจะต้องเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในปี 2558
           
    การขอให้ปฏิรูปประกันสังคมโดยยึดหลัก 4 ข้อ ได้แก่ 1. หลักความครอบคลุม ผู้ทำงานทุกคนทุกอาชีพทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป จะต้องได้รับประโยชน์ทดแทนเหมือนกัน แต่ไม่จำเป็นต้องได้เท่ากันหรือแบบเดียวกัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความสามารถในการจ่ายเงินสมทบ 2. หลักความเป็นอิสระในการบริหารจัดการแบบกระจายอำนาจและยึดหลักธรรมาภิบาลโดยต้องบูรณาการเพื่อประสานสิทธิประโยชน์และการบริหารจัดการที่เชื่อมโยงร่วมกับสวัสดิการอื่นๆ เช่น ระบบสุขภาพ ระบบประกันชราภาพ 3. หลักการความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของผู้ประกันตนทุกระบบมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการกองทุนทุกระดับ เช่น มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งและใช้สิทธิเลือกตั้งกรรมการประกันสังคมโดยตรง มีสิทธิเข้าชื่อถอดถอนกรรมการประกันสังคม รวมทั้งมีระบบตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส และ 4. หลักยืดหยุ่นเป็นธรรม สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและสังคมเพื่อสามารถออกแบบและปรับปรุงให้เหมาะสม เช่น การจ่ายเงินสมทบที่สัมพันธ์กับฐานรายได้ การปรับปรุงเกณฑ์ เงื่อนไขอัตราเงินสมทบและการบริการ ระยะเวลาได้รับสิทธิประโยชน์เร็วขึ้น
           
    นายมนัส กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคมฉบับกระทรวงแรงงานเป็น 1 ใน 38 ร่างกฎหมายเร่งด่วนที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แต่ขาดการมีส่วนร่วมและการบูรณาการข้อเรียกร้องของเครือข่ายแรงงาน จึงได้ไปยื่นหนังสือต่อประธาน สนช. ขอให้ชะลอการนำร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคมฉบับกระทรวงแรงงานเข้าสู่การพิจารณาเพื่อให้นำ 4 ประเด็นหลักข้อเรียกร้องของผู้ใช้แรงงานไปบูรณาการบรรจุไว้ในร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคมฉบับกระทรวงแรงงานก่อนเสนอต่อ สนช. และได้นำข้อเรียกร้องข้างต้นไปเสนอต่อ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานด้วย
           
    “หากกระทรวงแรงงานไม่นำข้อเรียกร้องทั้ง 4 ของเครือข่ายแรงงานไปบรรจุไว้ในร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคมฉบับกระทรวงแรงงานภายใน 1 เดือน ทางเครือข่ายแรงงานจะตั้งโต๊ะล่ารายชื่อแรงงานทั่วประเทศรวบรวมรายชื่อ พร้อมนำข้อเรียกร้องไปยื่นต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายมนัส กล่าว
           
    ด้าน น.ส.วิไลวรรณ กล่าวว่า ช่วง 24 ปี ที่ผ่านมา ระบบประกันสังคมพัฒนาไปไม่มากนัก และขาดการมีส่วนร่วมไม่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้แรงงาน เครือข่ายจึงได้เสนอร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคมฉบับผู้ใช้แรงงานมาอย่างต่อเนื่อง แต่ เมื่อเกิดสถานการณ์ทางการเมือง ทำให้ทหารต้องเข้ามาบริหารประเทศและรัฐธรรมนูญปี 2550 ถูกยกเลิกไป เครือข่ายแรงงานไม่สามารถเสนอร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคมฉบับผู้ใช้แรงงานต่อ สนช. จึงใช้วิธีเสนอ 4 ประเด็นหลัก ในการปฏิรูประบบประกันสังคมตามข้อเรียกร้องของผู้ใช้แรงงานให้รัฐบาลและกระทรวงแรงงานบรรจุไว้ในร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคมฉบับกระทรวงแรงงาน ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ คสรท. ได้เข้าพบ รมว.แรงงาน เพื่อเสนอข้อเรียกร้องดังกล่าว รวมทั้งเสนอให้ปฏิรูปสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ให้เป็นองค์กรอิสระและตรวจสอบการใช้เงินของ สปส. ซึ่ง รมว.แรงงาน เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องแต่ในส่วนของการปฏิรูปให้ สปส. เป็นองค์กรอิสระนั้นขอเวลาศึกษาก่อนว่าควรดำเนินการอย่างไร
           
    ด้านนายอารักษ์ พรหมณี รองปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า จะรับข้อเรียกร้องของเครือข่ายแรงงานเพื่อนำไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานประกันสังคม (สปส.) เพื่อพิจารณาทบทวนร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว หลังจากนั้น จะเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจาก 3 ฝ่ายทั้งภาครัฐ นายจ้างและลูกจ้างเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมและสอดคล้องกับความต้องการของแรงงาน
     
    (ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 17-10-2557)
     
    โฆษกกต.ไทยโต้ BBC ยันช่วยโรฮิงญาเหยื่อค้ามนุษย์
     
    นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์กรณีสำนักข่าว บีบีซี นำเสนอรายงานระบุไทยยังเต็มไปด้วยปัญหาการค้ามนุษย์ว่า ข่าวที่ปรากฏเป็นการนำเอาเหตุการณ์จับกุมชาวโรฮิงญาในหลายครั้งที่ จ.พังงา นับตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยผู้อพยพกลุ่มแรกได้รับการยืนยันว่าเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์และได้รับการช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรม ขณะที่กลุ่มอื่น ๆ ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ โดยมีชายไทย 2 คนที่ถูกจับกุมพร้อมกับผู้อพยพและถูกตั้งข้อหาแล้ว
     
    นายเสข กล่าวว่า การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย ทำให้มีผู้อพยพจากประเทศเพื่อนบ้านเดินทางเข้าไทยอย่างต่อเนื่องผ่านพรมแดนทางบกของไทย ระยะกว่า 5,000 กิโลเมตร ทั้งนี้ ยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นกับปัญหานี้ หน่วยงานราชการไทยและภาคเอกชนร่วมกันทำงานอย่างหนัก เริ่มด้วยการเปิดให้มีการลงทะเบียนแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน กว่า 1 ล้านคน เพื่อให้คนกลุ่มนี้ได้รับความคุ้มครองภายใต้กฎหมายไทย และขจัดการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมหรือถูกเอารัดเอาเปรียบ
     
    นอกจากนี้ยังทำงานร่วมกับรัฐบาลพม่า ลาว กัมพูชาเพื่อหาทางออกที่ปฏิบัติได้จริงและแก้ไขปัญหาได้ในระยะยาว โดยยึดหลักปฏิบัติและกฎเกณฑ์ว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและตลาดแรงงานสากล
     
    (ไอเอ็นเอ็น, 21-10-2557)
     
    จบ ป.ตรีเตะฝุ่นกว่า 1 แสนคน พบสายสังคมมากสุด
     
    (21 ต.ค.) นายธนิช นุ่มน้อย รองอธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กระทรวงแรงงาน กล่าวถึงผลสำรวจการมีงานทำของสำนักงานสถิติแห่งชาติเดือนก.ย.2557 ซึ่งพบว่ามีผู้ว่างงานกว่า 3.1 แสนคน โดยในจำนวนนี้เป็นผู้ที่เรียนจบอุดมศึกษากว่า 1 แสนคน ว่า เชื่อว่า ผู้ว่างงานระดับปริญญาตรีส่วนใหญ่จะเป็นผู้จบปริญญาตรีสายสังคมศาสตร์ เนื่องจากมีงานรองรับน้อยแต่มีคนเรียนจบสายนี้มาก ตรงข้ามกับผู้ที่จบสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีงานรองรับมากแต่มีคนเรียนด้านนี้น้อย 
           
    ทั้งนี้ กกจ. มีแนวทางช่วยเหลือผู้ที่เรียนจบสายสังคมศาสตร์แล้วยังว่างงานโดยขอให้มาลงทะเบียนหางานทำได้ที่เว็บไซต์ www.doe.go.th ของ กกจ. หรือสอบถามสายด่วน โทร. 1694 คาดว่ามีตำแหน่งงานรองรับได้ 3-4 พันอัตรา ส่วนผู้มาลงทะเบียนที่เหลือจะคัดเลือกผู้ที่เคยเรียนด้านอาชีวะระดับ ปวส. หรือเรียนจบในสาขาที่สามารถต่อยอดพัฒนาทักษะวิชาชีพ หรือทักษะภาษาอังกฤษได้ ก็จะอบรมเพิ่มเติมและหางานตำแหน่งงานรองรับ เช่น ช่างฝีมือ พนักงานต้อนรับในโรงแรม โดยเฉพาะขณะนี้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัวแล้วมีต้องการแรงงานจำนวนมาก และหากต้องการประกอบอาชีพอิสระจะอบรมวิชาชีพและหากองทุนให้กู้ยืม
           
    รองอธิบดี กกจ. กล่าวอีกว่า กกจ. จะให้บัณฑิตอาสาสมัครของกระทรวงแรงงานในแต่ละหมู่บ้านช่วยสำรวจว่าในหมู่บ้านมีแรงงานว่างงานจำนวนเท่าใด เพื่อจัดหาตำแหน่งงานรองรับและอบรมความรู้ด้านวิชาชีพให้เพิ่มเติม ส่วนมาตรการระยะยาวนั้น กกจ. ตั้งเป้าหมายจะจัดโครงการแนะแนวอาชีพให้กับเด็ก ม.ต้น ทั่วประเทศ เพื่อให้เด็กรู้ถึงความชอบและความถนัดด้านอาชีพของตนเองเพื่อเลือกเรียนได้อย่างเหมาะสมและมีงานทำ นอกจากนี้ กกจ.จะร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สมาคมวิชาชีพต่างๆ สำรวจความต้องการแรงงานในสาขาต่างๆ ในช่วง 5 ปี ตั้งแต่ปี 2558 - 2562 และเสนอข้อมูลต่อรัฐบาลเพื่อจะได้ผลิตกำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ เมื่อเรียนจบแล้วมีงานทำ
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai