Are you the publisher? Claim or contact us about this channel


Embed this content in your HTML

Search

Report adult content:

click to rate:

Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


    0 0

    8 ธ.ค. 2559 จากกรณีเว็บไซต์และเฟซบุ๊กแฟนเพจบีบีซีไทย ได้รายงานพระราชประวัติรัชกาลที่ 10 จนได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวางเนื่องจากเขียนเล่าเรื่องที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงจากสื่ออื่นๆ ในโลกของ “ภาษาไทย” ต่อมาได้เกิดโจมตีบีบีซีไทยและตัว บก.คนไทย ทั้งจากเซเลปและสำนักข่าว จากนั้น จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ 'ไผ่ ดาวดิน' นักกิจกรรมผู้มีบทบาทในการเคลื่อนไหวต่อต้านการรัฐประหาร ซึ่งแชร์รายงานดังกล่าวลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อมคัดลอกข้อความบางส่วนจากรายงานดังกล่าวมาโพสต์ประกอบด้วย ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 3 ธ.ค.ที่ผ่านมา ในคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ซึ่งได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวในวันต่อมา ด้วยหลักทรัพย์ประกันตัว 400,000 บาท (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

    ล่าสุดวันนี้ (8 ธ.ค.59) เว็บไซต์บีบีซีรายงานว่า โฆษกของบีบีซีชี้แจงข่าวนี้ว่า "การก่อตั้งบีบีซีไทยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอข่าวสารอย่างไม่เลือกข้าง มีความเป็นอิสระ และถูกต้อง ในประเทศที่สื่อมวลชนต้องเผชิญกับข้อจำกัด และเรามั่นใจว่าบทความชิ้นนี้ไม่มีสิ่งใดที่ขัดต่อหลักปฏิบัติในการเสนอข่าวบีบีซี"

    ที่มา เว็บไซต์บีบีซี 

    สื่อทั่วโลกพร้อมใจเสนอข่าวรัฐบาลไทยเตรียมดำเนินคดีบีบีซี

    นอกจากนี้ บีบีซี ยังรายงานด้วยว่า  สื่อทั่วโลกพร้อมใจเสนอข่าวรัฐบาลไทยเตรียมดำเนินคดีบีบีซี โดยระบุว่าสำนักข่าวหลักระดับโลก ได้แก่ รอยเตอร์ ของอังกฤษ เอพี ของอเมริกา และ เอเอฟพี ของฝรั่งเศส ต่างรายงานคำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.ที่ผ่านมา ถึงความพยายามของทางการไทยในการดำเนินคดีกับเว็บไซต์ของบีบีซีไทย ในข้อหาเผยแพร่เนื้อหาที่ไม่เหมาะสม ผิดมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา ที่ว่าด้วยการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ พระราชินี และองค์รัชทายาท 

    'ประวิตร' แจงจะปิดบีบีซีต้องว่าไปตามกฎหมาย 

    วันเดียวกัน กรุงเทพธุรกิจออนไลน์รายงานว่า พล.อ.ประวิตร กล่าวถึงการดำเนินการกับเว็ปไซดต์บีบีซีไทย ที่นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสถาบัน จะสามารถปิดได้หรือไม่ว่า ต้องให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไปตรวจสอบดูก่อน ไม่ใช่จะไปบอกว่าให้ปิดหรือไม่ปิด ต้องว่าไปตามกฎหมาย 

    ผู้สื่อข่าวถามถึงข้อเท็จจริงกรณีมีการเผยแพร่ภาพสำนักงานบีบีซีไทยถูกถอดป้ายออกเป็นอย่างไร พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า สื่อต้องไปดูว่าเป็นอย่างไรตนยังไม่เห็นอะไร ส่วนมีเจ้าหน้าที่ไปพูดคุยกับ บีบีซีไทยหรือยังนั้นตนไม่ทราบ เพราะเป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการ อะไรที่ไม่ถูกกฎหมายต้องดำเนินการเป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ไม่ทำไม่ได้ ตนสั่งไปหมดแล้วอะไร ทำให้เกิดความขัดแย้งและเป็นเรื่องผิดกฎหมายจะต้องดำเนินการในทุกเรื่องทุกคนไม่ละเว้น ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้แจ้งความคืบหน้าเข้ามา 

    ผู้สื่อข่าวถามว่า มีรายงานข่าวว่ากลุ่มคนเสื้อแดงใต้ดิน กลับมาจัดรายการวิทยุผ่านทางประเทศลาวได้อีกครั้งจริงหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่มีการจัดรายการวิทยุแบบเก่า ถ้ามีก็จะแจ้งไปทางประเทศลาวเพื่อจัดการอีก ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ตรวจสอบอยู่แล้ว แต่คงมีการเคลื่อนไหวในเฟซบุ๊คเล็กน้อยซึ่งเราก็ประสานงานในการดำเนินการตลอด

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    8 ธ.ค. 2559 รายงานข่าวจากกรมการจัดหางาน แจงสถานการณ์การว่างงานปี 2559 ว่า อยู่ในสภาวะปกติ พบอัตราการว่างงาน 1% เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่มีอัตราการว่างงาน 0.9% แต่อัตราการว่างงานในเดือนพฤศจิกายน 2559 ลดลงจากเดือนตุลาคม ขณะที่อัตราการกลับเข้าสู่การมีงานทำ จ้างงานในปี 2559 (มกราคม-พฤษภาคม) สูงกว่าปี 2558 จำนวน 4%

    วิวัฒน์  จิระพันธุ์วานิช รองอธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า จากข้อมูลภาวะการมีงานทำของประชากรปี 2559 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่าเดือนมกราคม-ตุลาคมที่ผ่านมา มีผู้ว่างงาน จำนวน 3.86 แสนคน หรือคิดเป็นอัตราการว่างงาน 1% เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่มีอัตราการว่างงาน 0.9% ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างกำลังแรงงานโดยพบว่าอัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานในรอบ 5 ปี (2555-2559) ที่ผ่านมามีแนวโน้มลดลง ทั้งนี้เนื่องจากผู้ที่อายุ 15 ปีขึ้นไปไม่หางานทำ โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในระบบการศึกษายาวนานขึ้น ประกอบกับเป็นสังคมผู้สูงอายุจำนวนมากซึ่งไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน ดังนั้นจึงทำให้กำลังแรงงานโดยรวมลดลงด้วย อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบกับเดือนที่ผ่านมาจะพบว่ามีอัตราการว่างงานลดลง จาก 1.2% เป็น 1% ในส่วนของอัตราการมีงานทำปี 2559 (มกราคม-ตุลาคม 2559) คิดเป็น 98.4% ขณะที่ปี 2558 มีจำนวน 98.7% ซึ่งต่างกันเพียง 0.3% แสดงให้เห็นว่าการจ้างงานยังคงใกล้เคียงกับปี 2558 ขณะเดียวกันอัตราการกลับเข้าสู่การมีงานทำในปี 2559 (มกราคม-พฤษภาคม 2559) พบว่ามีลูกจ้างถูกเลิกจ้างหรือลาออกจากงาน จำนวน 298,248 คน สามารถกลับเข้าสู่การมีงานทำ/จ้างงานได้ 185,321 คน หรือคิดเป็น 62% สูงกว่าปี 2558 จำนวน 4% ที่มีลูกจ้างถูกเลิกจ้างหรือลาออกจากงาน จำนวน 639,183 คน สามารถกลับเข้าสู่การจ้างงานได้ 374,754 คน หรือคิดเป็น 58%

    วิวัฒน์ฯ กล่าวต่อว่า ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา กรมการจัดหางานได้รับแจ้งความต้องการแรงงาน จำนวน 32,728 อัตรา มีผู้สมัครงาน จำนวน 34,776 คน และสามารถบรรจุงานได้ จำนวน 20,149 คน โดยตำแหน่งงานที่นายจ้าง/สถานประกอบการต้องการแรงงานมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.แรงงานทั่วไป 2.แรงงานด้านการผลิต 3.พนักงานขายและผู้นำเสนอสินค้า 4.พนักงานธุรการ และ5.พนักงานขับรถยนต์ ซึ่งแสดงว่ายังมีตำแหน่งงานว่างรองรับและสามารถบรรจุงานได้ โดยสามารถติดต่อได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ หรือสอบถามข้อมูลได้ที่ สายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1694

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    สตรีเชื้อสายโซมาเลียและเป็นอดีตผู้ลี้ภัย ซึ่งชนะการเลือกตั้งในสภาของรัฐมินนิโซตา สหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่าเธอถูกข่มขู่คุกคามด้วยความเกลียดชังจากคนขับรถแท็กซี่ในวอชิงตัน ดีซี

    อิลฮาน โอมาร์ ผู้ชนะการเลือกตั้งสภาท้องถิ่นรัฐมินนิโซตา (ที่มา: ilhanomar.com)

    บีบีซีรายงานว่า อิลฮาน โอมาร์ ผู้แทนพรรคเดโมแครตที่ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาของรัฐมินนิโซตาอายุ 34 ปี ถูกข่มขู่จากคนขับรถแท็กซี่ให้ถอดฮิญาบซึ่งเป็นผ้าคลุมศรีษะของเธอออก เหตุเกิดเมื่อวันที่ 7 ธ.ค. ที่ผ่านมาหลังจากที่เธอเสร็จจากการเข้าร่วมการอบรมด้านนโยบายที่ทำเนียบขาว

    โอมาร์เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านโซเชียลมีเดียว่า "ขณะที่ฉันกำลังกลับไปที่โรงแรม ฉันเข้าไปในแท็กซี่คันหนึ่งที่ใช้คำพูดในเชิงเกลียดชัง เหยียดหยาม หวาดกลัวอิสลามอย่างไม่มีเหตุผล เย้ยหยันและข่มขู่ในทางเหยียดเพศหนักที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมา"

    เธอเล่าต่อไปว่าแท็กซี่กล่าวหาเธอว่าเป็นพวกกลุ่มก่อการร้ายไอซิสและขู่ว่าจะเอาฮิญาบของเธอออก เธอบอกอีกว่าไม่รู้ว่าการกระทำของแท็กซี่จะเลยเถิดไปถึงจุดใดถ้าหากเธอไม่รีบลงจากรถไปพร้อมกับข้าวของของเธอ จนถึงตอนที่เธอเขียนเรื่องนี้เธอยังรู้สึกสั่นไหวและไม่เข้าใจว่าทำไมคนถึงแสดงออกความเกลียดชังชาวมุสลิมมากขึ้นอย่างไม่ละอาย

    "ฉันขอสวดมนต์ให้กับความเป็นมนุษย์ของเขาและกับทุกคนที่เก็บความเกลียดชังไว้ในจิตใจ" โอมาร์กล่าว

    กองตำรวจนครบาลกรุงวอชิงตันดีซีเปิดเผยว่าพวกเขาไม่ได้รับแจ้งเหตุในเรื่องการคุกคามแบบที่โอมาร์เล่า อย่างไรก็ตามโอมาร์ตอบคำถามด้วยเฟซบุ๊กเพจของเธอว่าเธอจะแจ้งเรื่องนี้เมื่อกลับถึงเมืองมินนิแอโพลิส เธอบอกอีกว่าเธอรู้สึกไม่ปลอดภัยเพราะคนขับแท็กซี่รู้ว่าเธอพักอยู่ที่ใด

    โฆษกประจำตัวโอมาร์กล่าวว่าเธอไม่ต้องการเปิดเผยข้อมูลมากกว่านี้เพราะอยากเน้นใช้สมาธิไปกับเรื่องการเข้าร่วมฝึกอบรมและการประชุมของเธอมากกว่า

    โอมาร์เดินทางเข้าสหรัฐฯ จากค่ายผู้ลี้ภัยในเคนยาเมื่อเธออายุได้ 12 ปีหลังจากที่หนีตายจากสงครามกลางเมืองในบ้านเกิดตัวเอง เรื่องราวที่เธอเอาชนะผู้แทนพรรครีพับลิกันได้เมื่อเดือนที่แล้วทำให้เธอกลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งของประเทศ นอกจากนี้โอมาร์ยังทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการด้านนโยบายของเครือข่ายสตรีที่ส่งเสริมให้ผู้หญิงในแอฟริกาตะวันออกมีส่วนร่วมในการเป็นผู้นำพลเมืองด้วย

    โอมาร์ยังชนะการเลือกตั้งได้แม้ในช่วงก่อนหน้าวันลงคะแนนโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนจากรีพับลิกันกล่าวหาว่าผู้อพยพชาวโซมาเลียในมินนิโซตา "แพร่กระจายแนวคิดแบบหัวรุนแรง" โดยจากการสำรวจสำมะโนประชากรของสหรัฐฯ ระบุว่าในมินนิโซตาเป็นพื้นที่ทีมีประชากรโซมาเลียมากที่สุดในสหรัฐฯ อยู่ที่ราว 50,000 คน

    เรียบเรียงจาก

    First US Somali lawmaker gets 'Islamophobic threats' in taxi, BBC, 08-12-2016 http://www.bbc.com/news/world-us-canada-38245278

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    หลังให้บริการฟรีแท็กซี่วีลแชร์ตั้งแต่ปี 2555 และมีนโยบายเก็บค่าโดยสารจนถูกคัดค้าน มานิต เตชอภิโชค กรรมการอำนวยการ บริษัท กรุงเทพธนาคม ย้ำจุดยืน บริการฟรี-หนุนดึงเอกชนเข้าร่วม เพื่อให้การบริการทั่วถึง- ครอบคลุมผู้ใช้วีลแชร์มากขึ้น


    ภาพจาก เฟซบุ๊ก ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร

    9 ธ.ค. 2559 มานิต เตชอภิโชค กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ผู้ประกอบการบริการแท็กซี่วีลแชร์ เปิดเผยเมื่อวันที่ 6 ธ.ค. ที่ผ่านมา ถึงนโยบายให้บริการฟรีและแนวคิดที่จะให้เอกชนเข้าร่วมบริการด้วย หลังได้รับร้องเรียนจากคนพิการ และผู้สูงอายุที่ใช้วีลแชร์ถึงปัญหาเรื่องการโทรเรียกใช้บริการรถแท็กซี่ เช่น โทรติดต่อลำบาก ฯลฯ อย่างไรก็ดี เขากล่าวว่า จะต้องหารือเรื่องนี้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสียก่อน

    มานิตกล่าวว่า ปัจจุบันศูนย์บริการแท็กซี่วีลแชร์ของกรุงเทพธนาคมมีพนักงาน จำนวน 30 คน โดยทำงานอย่างเป็นขั้นตอน ไม่มีการให้อภิสิทธิ์แก่ผู้ใดทั้งสิ้น ทั้งนี้ ในพื้นที่กรุงเทพฯ มีคนพิการและผู้สูงอายุที่ต้องใช้วีลแชร์ 40,000-60,000 คน แต่ทางบริษัทมีรถแท็กซี่ที่ให้บริการเพียง 30 คัน หรือสามารถบริการประชาชนได้ประมาณ 10,000 คนต่อเดือน  ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการ จึงเกิดแนวคิดที่จะให้บริษัทเอกชน เช่น นครชัยแท็กซี่ ฯลฯ เข้ามาร่วมให้บริการกลุ่มผู้ใช้วีลแชร์ ซึ่งขณะนี้มีผู้ประกอบการรถแท็กซี่หลายรายให้ความสนใจ

    เขาเสริมว่า การให้บริการดังกล่าวเป็นกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ของบริษัท โดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัทเอกชนต่างๆ เช่น บริษัท โตโยต้า ฯลฯ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการตรวจสอบสภาพและบำรุงรักษารถ บริษัทมิชลิน ซึ่งให้ยางรถยนต์ปีละ 100 เส้น โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย อีกส่วนมาจากการสนับสนุนงบประมาณของกรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นเงินเดือนของพนักงานขับรถและพนักงานรับโทรศัพท์ โดยตั้งแต่ให้บริการมา 7 ปี บริษัทกรุงเทพธนาคมฯ ใช้งบประมาณส่วนนี้เป็นจำนวนเงิน 138 ล้านบาท

    อย่างไรก็ดี เขากล่าวว่า ยังต้องมีการเจรจาถึงแนวทางการดำเนินงานกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ก่อน ถึงเรื่องที่จะให้บริษัทเอกชนเข้ามาร่วมในการให้บริการกลุ่มผู้ใช้วีลแชร์

    ก่อนหน้านี้ต้นเดือน พ.ย.ที่ผ่านมาสุรพล นิติไกรพจน์ ประธานกรรมการบริษัทกรุงเทพธนาคม จำกัด และกรรมการรวม 15 คน ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่ง เพื่อให้ผู้ว่าฯ กทม.แต่งตั้งกรรมการชุดใหม่ โดยสภากรุงเทพมหานครกล่าวว่า การลาออกยกชุดของกรรมการในบอร์ดถือเป็นเรื่องปกติ และไม่มีสิ่งผิดปกติใดๆ เนื่องจากบอร์ดชุดนี้ผู้ว่าฯ กทม.คนเก่าเป็นผู้แต่งตั้ง เมื่อหมดหน้าที่แล้ว บอร์ดที่ถูกแต่งตั้งขึ้นมาจึงต้องลาออกตามมารยาท นอกจากนี้ หากบอร์ดชุดดังกล่าวออกไปแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม.ที่จะต้องแต่งตั้งบอร์ดชุดใหม่แทน ซึ่งคุณสมบัติของผู้ที่จะมาเป็นบอร์ดนั้น เป็นที่รู้กันดีว่า จะต้องเป็นคนที่ผู้ว่าฯ กทม.ไว้ใจ และเชื่อใจมากเป็นพิเศษ

    รถแท็กซี่วีลแชร์นั้นเปิดให้บริการฟรีตั้งแต่ปี 2555 แต่เมื่อกลางปี 2558 มีนโยบายกำหนดให้ ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2558 เริ่มเก็บค่าโดยสารแท็กซี่วีลแชร์ในอัตราเดียวกับแท็กซี่ ซึ่งมีอัตราเริ่มต้น 35 บาท และในวันที่ 1 มี.ค.2559 จะเก็บค่าเรียกใช้บริการ 50 บาท ฝั่งผู้ใช้บริการจึงเปิดประเด็นทวงสัญญาที่อดีตผู้ว่าฯ กทม. ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร เคยพูดว่าจะจัดเก็บค่าโดยสารครึ่งราคา และตั้งคำถามว่า ค่าเรียกใช้บริการ 50 บาทนั้นแพงเกินไปหรือไม่

    จากสถิติการให้บริการมีการเรียกใช้บริการเฉลี่ยต่อเดือน 1,648 ครั้ง จากจำนวนรถ 30 คัน สถานที่เป้าหมายการเดินทางสูงสุดคือ โรงพยาบาล ร้อยละ 31 ห้างสรรพสินค้าและตลาด ร้อยละ 25 ศูนย์คนพิการร้อยละ 14 บ้านเพื่อนหรือญาติ ร้อยละ 11 ที่เหลือเดินทางไปยังสถานที่ทั่วไป เช่น สถานที่ราชการ สถาบันการศึกษา วัด ฯลฯ
     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    สำนักงาน กสทช. ร่วมกับโอเปอเรเตอร์มือถือทั้ง 5 ค่าย แจกบัตรเติมเงินมูลค่า 50 บาทจำนวน 15,000 ใบให้กับประชาชนที่เดินทางไปร่วมถวายบังคมพระบรมศพ ในวันอาทิตย์ที่ 18 ธ.ค. 2559

    9 ธ.ค. 2559 ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า สำนักงาน กสทช. ร่วมกับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 5 ราย ได้แก่ AIS DTAC TRUE CAT และ TOT แจกบัตรเติมเงินมูลค่า 50 บาท จำนวน 15,000 ใบ คิดเป็นเงิน 750,000 บาท ให้กับประชาชนที่เดินทางไปร่วมถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง ในวันอาทิตย์ที่ 18 ธ.ค. 2559 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9

    สำหรับการแจกบัตรเติมเงินในครั้งนี้จะแจกให้กับประชาชนผู้ที่มาเข้าคิวรอถวายบังคม  พระบรมศพ โดยในเวลา 05.00 น. จะแจกบัตรเติมเงิน จำนวน 5,000 ใบ และในเวลา 08.00 น. จะแจกเพิ่มอีก 10,000 ใบ 

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

     


    อะไรคือโลกแห่งความจริง เรามักคิดว่าเมื่อหลับและฝันเราอยู่ในโลกแห่งความฝัน ความฝันขณะที่หลับย่อมไม่ใช่ความจริง เรารู้ว่าเรื่องราวในความฝันไม่ใช่ความจริง ก็เพราะว่าสิ่งที่เรารับรู้ในความฝันต่างจากที่เรารับรู้ในขณะที่ตื่นอยู่ แต่เรารู้ได้อย่างไรว่าโลกขณะที่ตื่นอยู่ไม่ใช่เป็นเพียงความฝัน

    เช่น เราอาจกำลังฝันไปว่าตนเองเป็น “มนุษย์” เนื่องจากเราอาจเคยเรียนรู้มาว่า ความหมายของ “มนุษย์” ในโลกสมัยใหม่ คือโลกยุคศตวรรษที่ 17, 18 เป็นต้นมา ความเป็นมนุษย์หมายถึง ความเป็นปัจเจกบุคคลที่มีเจตจำนงอิสระในการกำหนดตนเอง (autonomous will)

    เพื่อปกป้องความเป็นมนุษย์ในความหมายดังกล่าว คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN’s Human Rights Commission) ได้ร่างกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองที่ระบุให้ “การกำหนดเจตจำนงของตัวเอง” ของปัจเจกบุคคลเป็น “สิทธิ” ที่ต้องได้รับการคุ้มครอง ดังข้อความในมาตรา 1 ว่า

    ประชาชนทั้งปวงมีสิทธิในการกำหนดเจตจำนงของตนเอง โดยอาศัยสิทธินั้น ประชาชนจะกำหนดสถานะทางการเมืองของตนอย่างเสรี รวมทั้งดำเนินการอย่างเสรีในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมของตน

    เมื่อเราตื่นอยู่ เรารู้ตัวว่าตนเองกำลังมีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 21 และเราคือมนุษย์สมัยใหม่ที่เป็น Subject หรือเป็นองค์ประธานผู้กระทำที่มีเจตจำนงอิสระของตนเอง มีสิทธิ์ที่จะคิด พูด ทำอย่างเสรี มีสิทธิ์เลือกการมีชีวิตที่ดีตามแนวทางของตนเอง มีสิทธิ์ที่จะมีส่วนร่วมทางการเมืองและอื่นๆ เพราะเราคือมนุษย์ที่เป็น Subject ไม่ใช่ Object ผู้ถูกกระทำหรือมนุษย์ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือดังมนุษย์ยุคทาส

    แต่จู่ๆ เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐมาเคาะประตูบ้าน ตั้งคำถามว่า “คุณไปกดไลค์...ใช่ไหม รู้หรือเปล่าว่าคุณอาจมีความผิดร้ายแรง!”เราจึงสะดุ้งตื่นจากสภาวะที่ไม่ได้กำลังนอนหลับ แล้วก็นึกทบทวนความหมายของความเป็น “มนุษย์” ในโลกสมัยใหม่ว่าคือมนุษย์ที่มีเหตุผล อิสรภาพ และศักดิ์ศรีในตัวเอง มีโลกของเสรีภาพเป็น “พื้นที่เพื่อการเติบโต” แต่นี่คือความฝัน ไม่ใช่ความจริง

    พราะความจริงคือ เรามีชีวิตอยู่อย่างไม่สามารถจะเป็น “มนุษย์” ในความหมายสมัยใหม่ได้!  

    0000

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศเจตนารมณ์ในการต่อต้านการคอร์รัปชัน ย้ำปัญหาคอร์รัปชันเป็นศัตรูร้ายต่อการพัฒนาประเทศ ชู  'ประชารัฐ' ป้องกันและปราบปรามการทุจริต อาศัยรวมพลังทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน

    พิธีเปิดงานเนื่องในวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) ณ หอประชุมมหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล ถนนพุทธมณฑลสาย 4 จ.นครปฐม 9 ธ.ค. 2559 (ทีมาภาพ เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล)

    9 ธ.ค. 2559 เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล รายงานว่า วันนี้ เมื่อเวลา 10.20 น. ณ หอประชุมมหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีเปิดและประกาศเจตนารมณ์ในวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) โดยมี รองนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี เอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย คณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้แทนจากองค์การสหประชาชาติ ตัวแทนภาคส่วนต่าง ๆ มูลนิธิ องค์กรเครือข่าย และประชาชนเข้าร่วมงาน

    สำหรับการประกาศเจตนารมณ์ในวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติกำหนดจัดงานดังกล่าวเป็นประจำทุกปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างจิตสำนึกให้สังคมและทุกภาคส่วนตระหนักในผลเสียหายร้ายแรงที่เกิดขึ้นขึ้นจากการทุจริต รวมทั้งเพื่อสนับสนุนให้สังคมตระหนัก ถึงความเสียหายร้ายแรงที่เกิดขึ้นจากการทุจริต และร่วมสร้างจิตสำนึกในการป้องกันแก้ไขปัญหาการทุจริต คอร์รัปชันในประเทศ ภายใต้แนวคิดการจัดงาน “สุจริตตามรอยพ่อ ขอทำดีเพื่อแผ่นดิน” ซึ่งดำเนินกิจกรรมพร้อมกันทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ

    พิธีเปิดงานเนื่องในวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) ณ หอประชุมมหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล ถนนพุทธมณฑลสาย 4 จ.นครปฐม 9 ธ.ค. 2559 (ทีมาภาพ เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล)

    โดยในฐานะประธานพิธีประกาศเจตนารมณ์ในการต่อต้านการคอร์รัปชัน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวมอบนโยบายตอนหนึ่งว่า องค์การสหประชาชาติกำหนดให้วันที่ 9 ธ.ค. ของทุกปี เป็นวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล เพื่อให้ประชาคมโลกได้ตระหนักถึงภัยร้ายแรงที่เกิดจากการคอร์รัปชัน และเพื่อประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันในการรณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชันอย่างจริงจัง ทั้งนี้ ปัญหาคอร์รัปชันของประเทศไทยเป็นปัญหาที่สั่งสมมานาน ต้องใช้องค์ประกอบหลายอย่างในการแก้ไขปัญหา ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับประชาชนทุกคน และทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน เพราะปัญหาคอร์รัปชันเป็นศัตรูร้ายต่อการพัฒนาประเทศทั้งในเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณ และทำให้การบริหารราชการล้มเหลว สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และการศึกษา ทำให้การใช้จ่ายงบประมาณไม่ต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อประชาชนไม่ได้รับประโยชน์จากการใช้งบประมาณอย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้น ส่วนราชการต้องเข้มแข็ง มีธรรมาภิบาล มีประสิทธิภาพ โปร่งใสสามารถตรวจสอบ รวมทั้ง ทำความเข้าใจต่อกัน ช่วยตรวจสอบเฝ้าระวัง เพื่อให้ผลลัพธ์ของการดำเนินงานเกิดประโยชน์ต่อทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นประชาชน ท้องถิ่น จังหวัด หรือในภาพรวมระดับประเทศ

    พล.อ.ประยุทธ์  กล่าวว่า ประเด็นสำคัญ คือสังคมต้องสร้างการรับรู้ ความเข้าใจ และต้องช่วยกัน เมื่อรู้ว่ามีการกระทำการทุจริตคอร์รัปชัน ไม่ว่าจะเป็นส่วนราชการหรือองค์กรใด ต้องร่วมมือกันเพื่อให้การต่อต้านการทุจริตเป็นวัฒนธรรมของสังคมไทยต่อไปในอนาคต ซึ่งจากการจัดอันดับขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ เมื่อปี 2557 ประเทศไทยได้อันดับที่ 85 ในปี 2558 ได้อันดับที่ 76 ส่วนปี 2559 ก็หวังว่าอันดับความโปร่งใสคงจะดีขึ้นอีก ทั้งนี้ ปัจจุบันสถานการณ์การทุจริตในประเทศไทยดีขึ้น ผู้ที่ทุจริตจะถูกต่อต้านและถูกลงโทษทั้งจากกฎหมายและสังคม รวมทั้งมาตรการเสริมทั้ง 5 ด้าน ที่รัฐบาลนำมาใช้ ได้แก่ ด้านที่ 1 เสริมกลไกการแก้ปัญหาการทุจริตใน 3 ระดับ คือระดับชาติที่เรียกว่าคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช) ระดับการขับเคลื่อนที่เรียกว่า ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช) และระดับปฏิบัติการที่เรียกว่า ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริตกระทรวง (ศปท) ด้านที่ 2 ส่งเสริมให้ส่วนราชการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และอยู่ในกรอบธรรมาภิบาล ด้านที่ 3 เสริมกลไกการปฏิบัติ ด้านที่ 4 เสริมมาตรการทางกฎหมาย และด้านที่ 5 เสริมสร้างความเชื่อมั่นและการรับรู้ให้กับสังคม

    พร้อมกับต้องมีเป้าหมายการทำงานที่ชัดเจน 3 เป้าหมาย คือ เป้าหมายที่ 1 คนทุจริตรายเก่าหมดไป ด้านการปราบปรามอย่างมีประสิทธิภาพ เป้าหมายที่ 2 คนทุจริตรายใหม่ต้องไม่เกิด ด้านการป้องกันอย่างครบถ้วน และเป้าหมายที่ 3 ไม่เปิดโอกาสให้ทุจริต ให้มีการบูรณาการทุกภาคส่วน เพื่อเสริมสร้างภาคีเครือข่ายเฝ้าระวังให้ครอบคลุมทุกพื้นที่เสี่ยง สร้างพลังและเปิดพื้นที่ข่าวสารในการปลุกกระแสต่อต้านการทุจริต

    พล.อ.ประยุทธ์  กล่าวว่า แนวทางในการที่จะช่วยป้องกันและปราบปรามการทุจริตที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ แนวทางประชารัฐ โดยต้องรวมพลังทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน “รัฐ” หรือ “รัฐบาล” จะเป็นผู้อำนวยความสะดวก สนับสนุน และเปิดช่องทางให้ “ประชา” หรือภาคเอกชนและประชาชนทั่วไป เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการตรวจสอบการทำงานของรัฐ โดยมุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายประชารัฐในทุกด้าน ทุกพื้นที่ อันจะเป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงและเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน นับว่าเป็นการทำงานร่วมกันในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างยั่งยืน

    ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมมือกันดูแลปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ และขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่ได้ทุ่มเทเสียสละแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจัง พร้อมกับกล่าวนำประชาชนทั่วประเทศ ร่วมประกาศเจตนารมณ์ในวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล ดังนี้ “ข้าพเจ้า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขอประกาศเจตนารมณ์ว่า จะประพฤติปฏิบัติตนด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่กระทำการทุจริต จะยึดมั่นในความยุติธรรม ยึดถือประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน และจักปกป้องเทิดทูลสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ตลอดไป” โดย นายกรัฐมนตรีขอให้ทุกคนปฎิบัติตามประกาศเจตนารมณ์ เพราะจำทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นกับดักการทุจริตคอร์รัปชัน และขอให้ทุกคนช่วยกันสร้างประวัติสร้างให้กับประเทศชาติ ให้เกิดความก้าวหน้า มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไป

     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    เชื่อว่าหลายคนคงต้องเคยรู้สึกหรือเคยมีคำถามนี้ “ทำไมเราโดนอยู่คนเดียวเนี่ย”ไม่ว่าในเวลาใดก็เวลาหนึ่งในชีวิต หลายคนเคยใช่ไหมเวลาเล่นบอลกับเพื่อนสมัยเรียนแล้วเราดันเป็นคนเตะไปโดนกระถางต้นไม้หล่นแตก เพื่อนสมัยมัธยมชวนโดดเรียนแล้วเราเป็นคนเดียวที่โดนครูไล่จับได้ เอาการบ้านเพื่อนคนเดียวกันมาลอกแต่โดนหักคะแนนอยู่คนเดียว เคยไหม? จองเซกชั่นเรียนพร้อมกันกับเพื่อนแต่ตัวเองหลุดไปเรียนกับอาจารย์ที่ตัวเองไม่ได้จองเซกชั่นนั้นไว้(เพราะขึ้นชื่อว่าให้ผ่านไม่ถึงครึ่งห้อง)หรือสารพัดเรื่องราวที่เราต้องตกเป็นจำเลยอยู่คนเดียวทั้งที่ก็มีคนตั้งมากมายทำแบบเดียวกัน จะเป็นเพราะมีคนจงใจจับผิดและลงโทษเราคนเดียว หรือเป็นเพราะโชคชะตาที่เราถึงคราวเคราะห์ก็ไม่อาจรู้ได้ แม้ใจจริงจะไม่ได้ต้องการให้ใครมาร่วมรับผิดด้วยก็ตาม แต่ก็อดน้อยใจในดวงของตัวเองไม่ได้

    ในตอนนี้ถ้าผมเป็น “ไผ่ ดาวดิน” ผมคงรู้สึกแบบเดียวกันกับที่ผมว่ามาไม่ผิดเพี้ยน

    ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2559 มีบทความบทหนึ่งที่กล่าวถึงสถาบันเบื้องสูงของไทยจากสำนักข่าว BBC Thai ซึ่งเผยแพร่บนเว็บไซต์และแฟนเพจเฟซบุ๊ก (ณ ขณะนี้บทความดังกล่าวได้ถูกผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในไทยบล็อกเว็บไซต์ไว้ ทำให้ผู้อ่านเข้าถึงไม่ได้) หลังจากการเผยแพร่บทความได้มีผู้ใช้เฟซบุ๊กกว่า 2,600 คนแชร์บทความนี้ออกไป ซึ่งหนึ่งในบุคคลที่ได้แชร์บทความนั้นออกไปก็คือ 'ไผ่ ดาวดิน'  ทำให้เช้าวันที่ 3 ธันวาคม 2559 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำหมายศาลจังหวัดขอนแก่นไปจับกุมตัวไผ่ด้วยการตั้งข้อกล่าวหากับไผ่ว่า“ทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์” คำถามที่สำคัญคือ “ทำไมไผ่โดนอยู่คนเดียว”

    ไผ่ ดาวดิน หรือนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษาเป็นนักศึกษาคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นที่รู้จักในกลุ่มนักกิจกรรมทางการเมืองและประชาชนทั่วไป เพราะไผ่ ดาวดิน เป็นนักกิจกรรมเพื่อประชาธิปไตยภาคอีสาน เป็นที่รู้จักตามหน้าสื่อทั่วไปจากการทำกิจกรรมทางการเมืองในทางปฏิปักษ์ต่อรัฐบาล คสช. ไผ่เคยอดอาหารประท้วงการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่และปฏิเสธการประกันตัวจากกรณีการแสดงจุดยืนทางการเมืองในช่วงก่อนการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญปี 2559 ไผ่เคยถูกดำเนินคดีเนื่องจากการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองแล้วหลายครั้ง และล่าสุดการเคลื่อนไหวของไผ่กลายมาเป็นที่จับตามองของรัฐบาลอีกครั้ง

    บทความที่ BBC Thai เผยแพร่คือพระราชประวัติรัชกาลที่ 10 ชาวโซเชียลเน็ตเวิร์คให้ความสนใจกับบทความนี้เป็นอย่างมาก เพราะไม่บ่อยนักที่จะมีสื่อมวลชนกล้าที่จะนำเสนอข้อมูลที่อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์สถาบันฯ  ในลักษณะนี้ ต่างคนต่างคาดการณ์กันไปถึงขั้นว่าสำนักข่าวบีบีซีไทยอาจต้องถึงคราวล่ำลาจากหน้าโซเชียลมีเดียแล้วหรือไม่ แต่จนถึงขณะนี้บทความของบีบีซีไทยยังคงอยู่บนเว็บไซต์และตามหน้าวอลล์ส่วนตัวของผู้ใช้เฟซบุ๊ก ส่วนไผ่ก็ได้กลายเป็นผู้ต้องหาในคดีความผิดที่เกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศอีกคดีหนึ่ง

    ถ้าเราลองนึกๆถึงกรณีของคนที่ได้รับความเสียหายจากการประชาสัมพันธ์ข่าวที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์และชื่อเสียงของตนเอง เราจะเห็นภาพของบุคคลนั้นๆ ลุกขึ้นมาชี้แจงต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่สาธารณะ เราจะเห็นภาพของการประสานงานเพื่อติดต่อแหล่งต้นตอของข้อมูลนั้นๆ เพื่อขอให้ยุติการเผยแพร่ข้อมูลพร้อมกับชี้แจงรายละเอียดต่างๆ และหากเป็นกรณีดาราหรือบุคคลที่มีสถานะทางสังคม ที่เมื่อมีกรณีข่าวเสียหายเกิดขึ้น ก็จะจัดงานแถลงข่าวชี้แจงข้อมูลข้อเท็จจริงของตนเอง จะผิดหรือไม่ผิด จริงหรือไม่จริงอย่างไรก็ว่ากันไป การเอาผิดกับคนเผยแพร่หรือบอกต่อ นอกจากจะไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่ได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว อาจยังวิเคราะห์ได้ว่าเจ้าของเรื่องไม่สามารถจัดการกับแหล่งต้นตอของข้อมูลได้จึงต้องเอาผิดกับผู้ที่ “บอกต่อ” แทน คล้ายกับการข่มขู่ว่าห้ามพูดมิฉะนั้นจะโดนลงโทษ ซึ่งถ้าคิดตามความเป็นจริงแล้ว การห้ามบอกต่อนั้นคือการกระตุ้นความอยากรู้ของผู้คนมากขึ้นไปอีก หลังจากข่าวการจับกุมไผ่ได้แพร่ออกไปบทความชิ้นนั้นได้กลายเป็นข้อมูลที่คนรับรู้กันอย่างทั่วถึงแล้วโดยปริยาย

    หากคิดในอีกแง่การจับกุมไผ่นั้นอาจไม่ใช่เพราะแชร์บทความนี้โดยตรง เนื่องจากยังมีทางแก้ไขความเสียหายที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้มาก สิ่งที่เกิดขึ้นกับไผ่จึงดูเหมือนเป็นการตั้งข้อหากับบุคคลที่ปลายทางเสียมากกว่า ถึงแม้จะคิดว่าไผ่เป็นนักกิจกรรมที่มีชื่อเสียง มีผู้คนติดตามการเคลื่อนไหวเป็นจำนวนมากก็ตาม แต่การเลือกเจาะจงการจับกุมไปที่ไผ่ที่เป็นคนแชร์ข่าวต่อจากเขามาก็ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าเป็นการทำตามหน้าที่จริงๆ หรือเป็นเพราะตั้งใจกลั่นแกล้งกันแน่ จึงไม่แปลกถ้าจะมีคำถามตามมาว่า บุคคลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการเขียนบทความของบีบีซีไทยและบุคคลอื่นที่ได้แชร์บทความนั้นออกไปจะมีความผิดดังเช่นไผ่ ดาวดินหรือไม่?

    ขณะนี้ศาลจังหวัดขอนแก่นให้อนุญาตประกันตัวไผ่ชั่วคราวในวงเงิน 400,000 บาท ซึ่งเป็นอัตราที่เทียบเท่ากับวงเงินในการประกันตัวชั่วคราวผู้ต้องหาในข้อหาเจตนาฆ่าผู้อื่น ถ้าจะเอามาเปรียบเทียบกัน ข้อหาของไผ่คือความผิดที่กระทบความมั่นคงของประเทศ ซึ่งทางกฎหมายถือว่าร้ายแรงพอๆกัน หรือจะมากกว่าความผิดที่จงใจทำต่อคนๆ เดียวเสียอีก ถึงแม้ความผิดนั้นจะเป็นการฆ่าคนก็ตาม เพราะในทางกฎหมายถือว่าผลกระทบต่อส่วนรวมร้ายแรงกว่าผลกระทบที่เป็นรายบุคคล ดังนั้นที่เหลือจึงขึ้นอยู่กับการตีความถึงส่วนที่กระทบความมั่นคงของประเทศว่าจะมีขอบเขตแค่ไหน และสิ่งที่ไผ่ทำถึงขั้น “กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ” หรือไม่

    ความผิดต่อความมั่นคงของประเทศได้กลายมาเป็นหัวข้อในการพูดคุยของคนไทยบ่อยขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากปัจจุบันความผิดที่ดูเป็นเรื่องไกลตัว กลายเป็นความผิดที่คนธรรมดาก็โดนได้ด้วยการคลิ๊กเพียงครั้งเดียว ผ่านการโยงเข้ากับ พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 คือ หากการเผยแพร่ข่าวเสียหายเกี่ยวกับสถาบันฯ เป็นความผิดต่อความมั่นคงแล้ว เมื่อเอาไปทำในระบบคอมพิวเตอร์ก็กลายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

    พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ไม่ได้เกิดมาจากใครที่ไหน จริงๆแล้วก็เกิดมาจากวิถีชีวิตของเราที่เปลี่ยนไปนี่แหละ การที่ผู้คนปรับวิถีชีวิตมาในโลกเสมือนจริงมากขึ้น การกระทบกระทั่งผ่านการพิมพ์หรือโพสต์มากขึ้นเรื่อยๆจนต้องออกกฎหมายที่ควบคุมการใช้งานคอมพิวเตอร์เป็นการเฉพาะ เพราะการคลิ๊กครั้งเดียวคนเห็นมีได้ไม่จำกัด หากไม่มี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์แล้ว การพิสูจน์ความผิดต่อความมั่นคงต้องชัดเจนว่า อะไรที่ถือเป็นความมั่นคง เกิดผลเสียหายต่อประเทศแบบไหน และการกระทำคืออะไร แต่ถ้ามี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์การพิสูจน์ความผิดก็จะง่ายขึ้น

    กรณีของไผ่อาจเป็นหนึ่งตัวอย่างของการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์จริงก็ได้ แต่สิ่งที่สะท้อนออกมาคือ การเลือกปฏิบัติต่อผู้กระทำผิด ผู้น้อยมักต้องถูกกล่าวหาเสมอ ไม่ต่างจากกรณีคนเก็บขยะเอาซีดีละเมิดลิขสิทธิ์มือสองไปขายแล้วถูกจับ แต่ผู้มีอิทธิพลที่อยู่เบื้องหลังการผลิตแผ่นซีดีที่ละเมิดลิขสิทธิ์จริงๆ มีกำไรมากมาย ได้รับการปกป้องจากพรรคพวก และไม่เคยต้องเดือดร้อนจากข้อหาใดๆ ความรู้สึกแบบนี้จะยังคงอยู่ในสังคมไทยต่อไปอีกนานแค่ไหน จะหมดไปเมื่อใด ส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับบรรดาผู้ใหญ่ในบ้านเมืองจะตระหนักรับรู้มากน้อยแค่ไหน และคนในสังคมจะแสดงความเห็นสร้างแรงกดดันต่อผู้ปกครองได้มากแค่ไหนคำถามเหล่านี้จะยังคงถูกถามไปทุกยุคทุกสมัยใช่หรือไม่

    0000

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    รัฐสภาของสาธารณรัฐเกาหลีลงมติท่วมท้นเกิน 2 ใน 3 ถอดถอนประธานาธิบดีพัก กึนเฮ หลังพัวพันข้อกล่าวหาให้คนทรงเจ้าเพื่อนสนิท เข้าถึงความลับของราชการ ช่วยแก้ไขสุนทรพจน์ จนถึงมีส่วนตัดสินใจนโยบายสำคัญ แถมช่วยประธานาธิบดีดูฤกษ์ เลือกสีเสื้อผ้า โดยหลังจากนี้ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาต่อ

    ด้านประธานรัฐสภาย้ำว่าแม้หน้าที่ของประธานาธิบดีจะสิ้นสุดลง แต่การบริหารกิจการของรัฐจะดำเนินต่อไปตามปกติ และขอให้สมาชิกสภาโฟกัสที่ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน และแก้ไขเรื่องเศรษฐกิจ

    การประชุมรัฐสภาเกาหลีใต้เพื่อลงมติลับถอดถอน ประธานาธิบดีพัก กึนเฮ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2559 (ที่มา: JTBC News)

     

    สำนักข่าวยอนฮัปรายงานเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ว่า รัฐสภาเกาหลีใต้ลงมติถอดถอน ประธานาธิบดีพัก กึนเฮ ต่อข้อล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับเหตุคอร์รัปชั่นโดยคนใกล้ชิด ซึ่งเหตุอื้อฉาวนี้เป็นชนวนทำให้เกิดการชุมนุมขับไล่พัก กึนเฮ ทุกสุดสัปดาห์ ติดต่อกัน 6 สัปดาห์

    โดยที่ประชุมของรัฐสภาเกาหลีลงมติ 234 เสียง ถอดถอนพัก กึนเฮ โดยได้คะแนนเสียงมากกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ 2 ใน 3 ของสภา หรือเกิน 200 เสียง โดยผลการลงมติจะทำให้อำนาจของประธานาธิบดีในฐานะประมุขของรัฐถูกระงับไป ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการไต่สวนโดยศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้

    ในภาพการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ จอง แซกุน ประธานรัฐสภาเป็นผู้ประกาศผลการลงมติ และได้ใช้ฆ้อนทุบโต๊ะประกาศผลการลงมติถอดถอนพัก กึนเฮ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องแสดงความยินดีของสมาชิกรัฐสภา

    ทั้งนี้มี ส.ส. 299 คนจาก 300 คน เข้าร่วมการลงมติแบบลับ มี ส.ส. เพียง 56 คนที่คัดค้านการถอดถอน อีก 2 คนงดลงมติ อีก 7 คน คะแนนลงมติเป็นโมฆะ

    ประธานรัฐสภากล่าวว่า "แม้หน้าที่ของประธานาธิบดีจะสิ้นสุดลง แต่การบริหารกิจการของรัฐจะดำเนินต่อไปตามปกติ" เขากล่าวด้วยว่า "ในรอบหลายเดือนมานี้ การบริหารกิจการของรัฐเกิดชะงักงัน และนับตั้งแต่กระบวนการถอดถอนเริ่มขึ้น จากนี้ไปความสับสนจะต้องยุติ" ทั้งนี้เขาหวังด้วยว่าหลังการลงมติจะทำให้ความไม่แน่นอนต่างๆ ต้องยุติลง

    ประธานรัฐสภาผู้เป็น ส.ส. มาแล้ว 6 สมัย ยังเรียกร้องสมาชิกรัฐสภาให้มุ่งให้ความสำคัญไปที่การยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเขายังกล่าวถึงภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่กินเวลายาวนานซึ่งส่งผลกระทบต่อเกาหลีใต้ด้วย

    โดยขั้นตอนหลังจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้จะทบทวนความชอบทางกฎหมายของมติถอดถอน ซึ่งจะใช้เวลาไม่เกิน 180 วัน โดยกรณีก่อนหน้านี้ในปี 2547 ศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้ ใช้เวลาพิจารณา 64 วัน ก่อนมีมติไม่เห็นชอบต่อกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดี โน มูฮย็อน มาแล้ว

    สำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เดิมกำหนดไว้ที่เดือนธันวาคม 2561 หากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินถอดถอนพัก กึนเฮ กำหนดการเลือกตั้งประธานาธิบดีจะร่นมาเร็วขึ้น โดยตามกฎหมายของเกาหลีใต้ การเลือกตั้งทั่วไปจะต้องจัดภายใน 60 วัน หลังจากประธานาธิบดีลงจากตำแหน่ง หรือถูกขับให้พ้นจากตำแหน่ง

    ด้าน ชู มีแอ ผู้นำฝ่ายค้านพรรคประชาธิปไตยเกาหลี กล่าวว่ามติถอดถอนประธานาธิบดีวันนี้เป็นชัยชนะของประชาชน และยังเรียกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้พิจารณาอย่างฉับไว

     

    ชนวนไม่พอใจเมื่อคนทรงมีอำนาจเหนือประธานาธิบดี

    อดีตประธานาธิบดีพัก จุงฮี (ซ้าย) และพัก กึนเฮ (กลาง) เมื่ออายุ 24 ปี และด้านขวาคือ ชเว แทมิน เจ้าลัทธิยองแซเกียว ระหว่างเยือนโรงพยาบาลสำหรับผู้อาวุโสเมื่อ ค.ศ. 1976 (Hani.co.kr/Yonhap News)

    ภาพเมื่อปี ค.ศ. 1979 ชอย ซุนซิล อายุ 23 ปี (ซ้าย) ตามประทบ พัก กึนเฮ อายุ 27 ปี (ขวา) ซึ่งปฏิบัติหน้าที่สตรีหมายเลข 1 แทนมารดาที่ถูกลอบสังหาร ในภาพเป็นการเยือนมหาวิทยาลัยฮันยาง กรุงโซล (ที่มา: แฟ้มภาพ/Koreatimes)

     

    ทั้งนี้กระแสไม่พอใจพัก กึนเฮ ประธานาธิบดีวัย 64 ปี ลูกสาวอดีตผู้นำเผด็จการ พัก จุงฮี จนนำมาสู่การชุมนุมขับไล่ในมาตั้งแต่ 29 ตุลาคม และเกิดขึ้นตลอดทุกวันเสาร์ติดต่อกันมานั้น มีชนวนเหตุมาจากการที่เมื่อปลายเดือนตุลาคมนี้สำนักงานอัยการสูงสุดเกาหลีใต้ ตรวจสอบพบเรื่องอื้อฉาวที่ ชเว ซุนซิล อายุ 60 ปี ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของประธานาธิบดีที่รู้จักกันมา 40 ปี ที่ไม่มีตำแหน่งทางการเมืองแต่สามารถเข้าถึงเอกสารลับของราชการ และมีส่วนในการตรวจสอบและแก้สุนทรพจน์ของประธานาธิบดี รวมทั้งมีส่วนในการดูฤกษ์ การเลือกเสื้อผ้าและโทนสี จนทำให้สาธารณชนวิจารณ์ว่าประธานาธิบดีพึ่งพาคนทรงเจ้า

    นอกจากนี้ยังมีข้อกล่าวหาว่า ชเว ซุนซิล มีส่วนกำหนดคัดเลือกตัวบุคคลเข้ามาทำงานกับรัฐบาล รวมทั้งมีส่วนต่อการตัดสินใจดำเนินนโยบายแข็งกร้าวต่อเกาหลีเหนือ

    ขณะที่ก่อนหน้านี้ ที่มหาวิทยาลัยสตรีอีฮวา (Ewha Womans University) ก็มีกรณีอื้อฉาว ที่ ชอง ยูรา บุตรสาวของชเว ซุนซิล นักศึกษาปี 2 ได้รับเลือกมาเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยด้วยโควตาพิเศษของนักกีฬาขี่้ม้า ที่เปิดรับเป็นกรณีเฉพาะและได้รับเลือกเพียงคนเดียว นอกจากนี้เมื่อมาเรียนก็ยังขาดเรียนบ่อย แต่ก็ยังมีผลการเรียนดี จนกระทั่งมีผู้เปิดโปงและมีการประท้วงในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา จนอธิการบดีต้องประกาศลาออก

    ทั้งนี้ประธานาธิบดีพัก กึนเฮ เคยแถลงขอโทษ และปลดเจ้าหน้าที่อาวุโสในทำเนียบประธานาธิบดีไป 10 ตำแหน่ง แต่ก็ยังไม่อาจสร้างความพอใจให้กับสาธารณชน  (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง) และยังทำให้ความนิยมในสัปดาห์ล่าสุดของประธานาธิบดีพัก กึนเฮ ตกลงไปอยู่ต่ำกว่า 4% โดยเป็นจุดต่ำสุดนับตั้งแต่เข้ามาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

     

    ที่มา: แปลและเรียบเรียงจาก

    Parliament passes President Park's impeachment over corruption scandal, Yonhap, 2016/12/09

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    ทบทวนร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่อาจจะผ่านการพิจารณาในปีนี้ รวมถึงย้อนดูความพยายามของรัฐบาลไทยในการเข้ามาควบคุม สอดส่อง การใช้อินเทอร์เน็ตของประชาชน อย่างต่อเนื่อง พร้อมคุยกับ อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองเน็ต ที่ติดตามมอนิเตอร์นโยบายรัฐต่อโลกออนไลน์มาตลอด ถึงข้อเสนอต่อแนวทางที่ควรจะเป็น

    หลังรัฐประหารเมื่อปี 2549 กฎหมายแรกที่ถูกผลักดันให้ผ่าน สนช. คือ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ แม้ว่าในช่วงที่ร่างกฎหมายนี้จะมีการอภิปรายถึงความจำเป็นต้องมีเพื่อให้ครอบคลุมอาชญากรรมอันกระทำผ่านระบบคอมพิวเตอร์ อย่างการแฮกหรือฟิชชิ่ง แต่เมื่อมีการนำมาใช้ ก็กลับเกิดการใช้มาตรา 14 (1) ของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฟ้องร้องในคดีหมิ่นประมาทผ่านระบบคอมพิวเตอร์จำนวนมาก

    โดยเนื้อหาในมาตรา 14 ระบุว่า ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขณะที่มาตรา 14(1) เขียนว่านำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน

    งานวิจัยหัวข้อ ‘ผลกระทบจากพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และนโยบายของรัฐกับสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น’ ของศูนย์ข้อมูลกฎหมายและคดีเสรีภาพ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ iLaw ระบุว่า ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2550 ถึงธันวาคม 2554 มีคดีความทั้งสิ้น 325 คดี โดยคดีที่ขึ้นสู่ชั้นศาลเป็นคดีที่เกี่ยวกับการเผยแพร่เนื้อหาร้อยละ 66.15 ขณะที่คดีที่กระทำต่อตัวระบบ หรือที่เรียกว่าอาชญากรรมคอมพิวเตอร์โดยแท้ มีเพียงร้อยละ 19 เท่านั้น

    ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานศาลยุติธรรมซึ่งมอบให้กับองค์กรสิทธิอย่างฟอร์ติฟายไรท์ ระบุว่า จำนวนข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่เข้าสู่การพิจารณาคดีของศาล เพิ่มขึ้นจาก 6 ข้อหาในปี 2554 สู่ 13 (2555), 46 (2556), 71 (2557), 321 (2558) และ 399 ข้อหา (ม.ค.-ส.ค.59)

    ที่ผ่านมา มีความพยายามแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์กันมาหลายเวอร์ชั่น โดยในงานสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ.) เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา พลตำรวจเอก ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เล่าในงานว่า การแก้ไขมาตรา 14 ยังไม่ตกผลึก แต่พยายามแก้ไขให้ตรงวัตถุประสงค์หลักของมาตรา คืออุดช่องว่างเรื่องปลอมแปลงเอกสารและฉ้อโกง พร้อมชี้ว่า เดิมก็มีมาตรา 16 ที่มีเนื้อหาคล้ายกฎหมายหมิ่นประมาทอยู่แล้ว ดังนั้น จึงไม่ต้องใช้มาตรา 14(1) ที่เป็นเรื่องปลอมแปลง ฉ้อโกง และยังยอมความกันได้ด้วย

    แต่ปรากฏว่าร่างล่าสุดที่ออกมา เมื่อวันที่ 18 พ.ย. กลับยังไม่มีการแก้ไขมาตราดังกล่าวให้ชัดเจนขึ้น มีเพียงการให้คำอธิบายจากไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ คณะกรรมาธิการวิสามัญ เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน ในงานรับฟังความเห็นร่าง พ.ร.บ.คอมฯ ที่รัฐสภาว่า มาตรา 14(1) นี้ไม่เกี่ยวกับกรณีหมิ่นประมาท


    มีอะไรน่ากังวลในร่าง พ.ร.บ.คอมฯ

    มาตรา 14(1) ที่กำหนดความผิดเกี่ยวกับการนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์ ไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมให้ชัด ทำให้อาจถูกนำมาฟ้องหมิ่นประมาทออนไลน์ได้เหมือนเดิม

    มาตรา 14(2) มีการเพิ่มฐานความผิดในลักษณะกว้างขวาง โดยระบุว่า หากมีการนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์ ซึ่งน่าจะเกิดความเสียหายต่อ ‘การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ การบริการสาธารณะ หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน’ ให้มีโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท

    มาตรา 14 มักถูกนำมาใช้กับเนื้อหาอยู่แล้ว ทำให้มีความกังวลว่า การเพิ่มฐานความผิด อาจทำให้ในอนาคต เราไม่สามารถโพสต์วิจารณ์นโยบายรัฐหรือตรวจสอบการทุจริตใดๆ ได้เลย เพราะอาจถูกตีความว่าเข้าข่ายมาตรา 14(2) นี้

    มาตรา 15 เรื่องภาระความรับผิดของตัวกลาง เดิมกำหนดให้ตัวกลางหรือผู้ให้บริการ (ซึ่งมีนิยามกว้างขวาง ตั้งแต่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต เจ้าของเน็ตคาเฟ่ ตลอดจนเจ้าบ้านที่ปล่อยสัญญาณไวไฟ) ต้องรับผิดเท่ากับผู้โพสต์ ต่อมามีความพยายามแก้ไขโดยกำหนดว่า จะเอาผิดกับผู้ให้บริการที่ ‘ให้ความร่วมมือ ยินยอม หรือรู้เห็นเป็นใจ’ ซึ่งเป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้ยาก อีกทั้งระบุว่า หากมีผู้แจ้งแล้วนำข้อมูลออก จะไม่ต้องรับโทษ แต่ในร่างประกาศกฎกระทรวงฯ ที่เกี่ยวข้องกลับเปิดให้ใครก็แจ้งลบได้ โดยที่ผู้ให้บริการต้องลบในสามวัน อาจส่งผลให้เกิดการเซ็นเซอร์ตัวเอง บล็อคไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย

    มาตรา 20 ที่เปิดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ขอให้ศาลสั่งบล็อคเว็บได้ มีการเพิ่มเรื่องของความผิดตามกฎหมายอื่นๆ เช่น กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา หรือกฎหมายอื่นขึ้นมา อาจส่งผลให้เกิดการบล็อคอย่างกว้างขวาง

    มาตรา 20/1 เพิ่มคณะกรรมการกลั่นกรองจำนวน 5 คน มาทำหน้าที่ส่งเรื่องต่อศาลพิจารณาบล็อคเว็บ ที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน นำมาซึ่งคำถามว่าจะมีเกณฑ์อย่างไร เนื่องจากไม่ได้อิงกับกฎหมายใดๆ เลย ขณะที่ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนนั้นเป็นปัญหามาตลอดว่าคืออะไร

    การบล็อคตามมาตรา 20 และ 20/1 นั้น กระทรวงดิจิทัลฯ จะตั้งศูนย์ขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางในการจัดการเรื่องดังกล่าว โดยอาจมีการเชื่อมโยงระบบการบล็อคเข้ากับระบบของผู้ให้บริการ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการได้เองด้วย

    มาตรา 26 กำหนดว่าในกรณีจำเป็น เจ้าหน้าที่อาจสั่งให้ผู้ให้บริการเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้บริการ จากเดิมไม่เกิน 90 วัน เป็นไม่เกิน 2 ปี รวมถึงมาตรา 18 ให้อำนาจเจ้าหน้าที่สั่งให้เก็บข้อมูลที่เป็นหลักฐานในการกระทำความผิดเอาไว้ก่อนได้ โดยไม่ได้กำหนดระยะเวลา

    มาตรา 18 และ 19 มีการขยายฐานอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ในการตรวจค้นตรวจสอบ จากเดิมที่มีเฉพาะในความผิดตาม พ.ร.บ.คอมฯ ให้รวมถึงความผิดตามกฎหมายอื่นด้วย


     

    ขอบเขตเสรีภาพที่จะน้อยลง

    ถ้าร่างฉบับนี้ ผ่านออกมาเป็นกฎหมาย อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองเน็ต มองว่า สำหรับกรณีที่ซีเรียสมากๆ อย่างความผิดตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา ผลที่ได้ก็อาจไม่ได้ต่างจากเดิมมากนัก เพราะอย่างไรรัฐก็คงใช้ทรัพยากรตามจับอยู่แล้ว และคนก็อยู่กับสถานการณ์แบบนี้มานานแล้ว หลังรัฐประหารก็เข้มข้นขึ้น ต่อให้ไม่มี พ.ร.บ.คอมฯ แบบใหม่ ก็มีประกาศ คสช. ต่างๆ ที่ใช้ได้อยู่แล้ว ในแง่นี้ จึงไม่ได้ต่างกัน คือแย่เท่าเดิม สิ่งที่ต่างคือ สเกลใหญ่ขึ้น มีเครื่องไม้เครื่องมือที่ทำให้ตามจับได้สะดวกขึ้น

    "แต่อีกทางอาจเป็นความเห็นเรื่องทั่วไปที่วิจารณ์ธุรกิจบ้าง กลุ่มคนอื่นบ้าง หรือพูดถึงนักการเมือง หรือรัฐ แต่ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย แต่ทำให้ใครสักคนไม่พอใจ เรื่องพวกนี้มีความเสี่ยงที่พื้นที่จะหดแคบลง เพราะ พ.ร.บ.คอมฯ ฉบับใหม่ กว้างขึ้น ไม่ต้องผิดกฎหมายก็บล็อคได้ หรือขยายไปเรื่องลิขสิทธิ์ มันก็สามารถตีความเรื่องนี้ให้ครอบคลุมเรื่องอื่นได้ เรียกว่าขอบเขตของกฎหมายมันกว้างขึ้น

    "พอขอบเขตของการควบคุมมากขึ้น ขอบเขตของเสรีภาพย่อมน้อยลง"

    นอกจากนี้ อาทิตย์บอกว่า การตั้งศูนย์บล็อคขึ้นมาจะทำให้เกิดการปิดกั้นอย่างกว้างขวางขึ้นอีก เพราะจากเดิมที่อาจมีขั้นตอน ต้องเดินทาง มีค่าใช้จ่ายในการกรอกแบบฟอร์ม พอมาเป็นแบบรวมศูนย์ที่เจ้าหน้าที่ทำทุกอย่างในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ ทำทีเดียวส่งถึงทุกไอเอสพีได้สะดวก ก็มีแนวโน้มที่จะทำกับเว็บหรือตัวเนื้อหาที่ก่อนหน้านี้รู้สึกว่าไม่คุ้มค่าที่จะเสียเวลาทำ เรียกว่าใช้กับเรื่องที่หยุมหยิมมากขึ้น

    พอสองเรื่องนี้มันประกอบกัน เรื่องที่จะถูกควบคุม ระงับ ลบ น่าจะมากขึ้น

    แต่เขาเองก็ยังมองแง่ดีว่า สุดท้ายขึ้นอยู่กับผู้ใช้แต่ละระบบด้วยว่าจะยอมแค่ไหน ถ้ามีเรื่องที่สุดท้ายลบแล้วคนไม่ยอม ผู้ให้บริการก็คงต้องจัดการอะไรบางอย่างเช่นกัน เพราะผู้ใช้ถึงจะใช้ฟรีแต่ก็คือฐานลูกค้า ถ้าเห็นว่านี่คือฐานที่ใหญ่ ผู้ให้บริการก็ต้องหาวิธีไม่ให้เกิดการตีความที่เกินเลยไปและต่อรองกับรัฐ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ไม่ได้ระบุไว้ในกฎหมาย อย่างกรณีคณะกรรมการกลั่นกรอง ซึ่งในร่างประกาศกฎกระทรวงฯ ฉบับล่าสุดบอกว่าจะมีมากกว่าหนึ่งคณะก็ได้ ซึ่งจะมีปัญหาเรื่องการใช้ดุลพินิจและความสม่ำเสมอของการพิจารณา บังคับใช้กฎหมาย

    ทั้งนี้ ในการตัดสินใจส่งเรื่องต่อศาลเพื่อขอคำสั่งบล็อคของคณะกรรมการกลั่นกรองนี้ มีการเปลี่ยนวิธีจากการใช้มติเอกฉันท์ เป็นเสียงข้างมาก แปลว่าสถานการณ์จะแย่ลงเพราะไม่ใช่แค่ความไม่ยุติธรรมในแง่เสรีภาพในการแสดงออก แต่อาจจะเกิดการเลือกปฏิบัติเพิ่มขึ้นด้วย เพราะมีพื้นที่ที่เปิดให้ตีความมากขึ้น การพิจารณาที่ไม่สม่ำเสมอ ผู้ประกอบการที่สามารถเข้าถึงคณะกรรมการฯ ที่มีอำนาจตัดสินใจก็อาจจะได้เปรียบมากกว่าเมื่อเทียบกับรายเล็กๆ

     


    ภาพโดย Thomas Leuthard (CC BY 2.0)


    นอกจากกฎหมายนี้แล้ว เราจะเห็นความพยายามเข้ามาควบคุมสอดส่องกิจกรรมประชาชนในโลกออนไลน์อย่างต่อเนื่องจากทุกรัฐบาล

    หลังรัฐประหาร 2549 ในปี 2550 ในสมัยรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่ วุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์ รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ระบุว่า กองทัพกำลังเตรียมเครื่องมือดักฟังโทรศัพท์พื้นฐานของทีโอทีทุกคู่สาย โดยใช้เงินบริจาค 8,000 ล้านบาทจากทีโอที

    ปี 2553 กระทรวงไอซีทีในสมัยรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เสนอให้ติดระบบดักจับข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตหรือ สนิฟเฟอร์ โดยให้เหตุผลว่าเพื่อป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาและเพื่อช่วยคัดกรองเว็บไซต์ไม่เหมาะสม

    ปี 2554 ในสมัยรัฐบาลของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น พูดถึงแผนการจัดซื้ออุปกรณ์เพื่อดักรับข้อมูลที่อาจละเมิดกฎหมายอาญามาตรา 112

    ปี 2556 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) โดย พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ ผู้บังคับการ ปอท. ในขณะนั้น ออกมาบอกว่า จะตรวจสอบผู้ใช้บริการสื่อสังคมในทางผิดกฎหมาย กระทบต่อความมั่นคง และศีลธรรมอันดี

    ต่อมา ก่อนเกิดรัฐประหาร 2557 ไม่กี่วัน มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก พร้อมจัดตั้งกองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (กอ.รส.) ซึ่งออกคำสั่งหลายฉบับ ครึ่งหนึ่งเกี่ยวกับการทำงานของสื่อมวลชน การระงับการเผยแพร่ข่าวสาร และการตรวจสอบข้อมูลออนไลน์ และวันถัดมา มีการออกคำสั่งเชิญผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตทุกรายเข้าหารือและขอความร่วมมือตรวจสอบและปิดกั้นเนื้อหาที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งและอาจส่งผลต่อความสงบเรียบร้อย

    หลังรัฐประหาร 2557 มีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลายฉบับซึ่งออกมาเพื่อกำกับสื่อสังคมออนไลน์ เช่น ฉบับที่ 12 ขอความร่วมมือจากสื่อสังคมออนไลน์, ฉบับที่ 14 ห้ามสร้างความขัดแย้งหรือต่อต้านการปฏิบัติงานของ คสช., ฉบับที่ 17 การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ต, ฉบับที่ 18 การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ, ฉบับที่ 26 การดูแลและสอดส่องการใช้สื่อสังคมออนไลน์ และฉบับที่ 97 การให้ความร่วมมือต่อการปฏิบัติงานของ คสช. และการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ

    ด้านกระทรวงไอซีทีมีการพูดถึงความพยายามในการประสานงานกับสื่อสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊ก กูเกิล ยูทูบ และไลน์ เพื่อขอความร่วมมือระงับการเข้าถึงเนื้อหาที่ขัดประกาศ คสช. ตลอดจนมีการกล่าวถึงแผนสอดส่อง ‘เราจะเป็นเพื่อนกับท่าน’ ในแอปพลิเคชันไลน์ ที่มีคนไทยใช้บริการจำนวนมาก

    28 พฤษภาคม ไม่กี่วันหลังการรัฐประหาร ยังมีเหตุการณ์ที่เฟซบุ๊กในประเทศไทยเข้าไม่ได้นานเกือบหนึ่งชั่วโมง ขณะที่ผู้ใช้ในต่างประเทศยังสามารถเข้าถึงได้ตามปกติ วันเดียวกัน คสช. และสุรชัย ศรีสารคาม ปลัดไอซีทีในขณะนั้น ให้ข่าวไม่ตรงกัน โดยทวิตเตอร์ทางการของ คสช. ยืนยันว่า คสช. ไม่มีนโยบายปิดระบบเฟซบุ๊ก โดยพบว่าเกิดจากข้อขัดข้องทางเทคนิคที่เกตเวย์ ขณะที่มีรายงานว่า ปลัดไอซีทีในขณะนั้นบอกว่าได้รับคำสั่งให้ระงับเฟซบุ๊กเป็นระยะ เพราะเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์กที่ใช้ในการสร้างกระแส ยุยงปลุกปั่น ก่อให้เกิดความไม่สงบ ตามประกาศ คสช. แต่ต่อมา ปลัดกระทรวงไอซีที ออกมาบอกว่า ไอซีทีไม่ได้สั่งบล็อคเว็บไซต์โซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นการทั่วไป แค่ปิดเฉพาะเพจที่มีปัญหาเท่านั้น ส่วนที่มีข่าวออกไปก่อนหน้านี้ว่าตัวเองสั่งปิดนั้น ยืนยันว่าเป็นการเข้าใจผิดของผู้รับสาย พร้อมระบุว่า ปัญหาการเข้าใช้อินเทอร์เน็ต รวมถึงโซเชียลเน็ตเวิร์กที่ไม่สามารถใช้งานได้ในขณะนี้ เกิดขึ้นจากเกตเวย์ที่เชื่อมเข้าประเทศไทยล่ม เพราะวันดังกล่าวมีทราฟฟิกใช้งานในไทยสูงมาก 

    นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่เว็บไซต์จอมแฉ อย่างวิกิลีกส์ ปล่อยอีเมลของบริษัทผู้ผลิตมัลแวร์ของอิตาลี ชื่อ ‘แฮกกิ้งทีม’ ซึ่งชี้ว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติและกองทัพไทยเคยจัดซื้อสปายแวร์จากบริษัท เมื่อปี 2556-2557 เพื่อสอดแนมพฤติกรรมเเละข้อมูลการใช้คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือของพลเมืองไทย

    รวมถึงกรณีซิงเกิลเกตเวย์ซึ่งคือการเชื่อมต่อโครงข่ายอินเทอร์เน็ตในประเทศทั้งหมดเข้าด้วยกัน เรื่องนี้เคยมีการกล่าวถึงโดยเจ้าหน้าที่รัฐหลายครั้ง ความชัดเจนของเรื่องนี้ ได้รับการยืนยันจาก เอกสารข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี ที่มีการระบุเรื่องนี้ไว้ถึง 4 ครั้งว่าให้เร่งดำเนินการ ตอนนั้น ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตต่างหวั่นว่าจะเกิดการควบคุมการไหลเวียนของข้อมูลในอินเทอร์เน็ตที่จุดเดียว จนเกิดแคมเปญต่อต้านกันในชื่อ Thailand F5 Cyber Army against Single Gateway ซึ่งจะนัดแนะกันไประดมกดเรียกดูเว็บราชการถี่ๆ เพื่อทำให้เว็บนั้นๆ ล่ม


    ความพยายามปิดกั้นบอกอะไร
    อาทิตย์ชี้ว่า ทั้งหมดนี้เชื่อมกับความมั่นคงของกลุ่มทางการเมืองหรือมากกว่านั้น อย่างชนชั้นนำบางกลุ่ม ทั้งในสมัยพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลก็มีการเรียกเสริมสุข กษิติประดิษฐ์ อดีตนักข่าวไทยพีบีเอส กล่าวหาว่าปล่อยข่าวลือเรื่องรัฐประหาร หรือกรณีพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลมีการพูดถึงสนิฟเฟอร์

    "คือมันเกี่ยวข้องกับเสถียรภาพ ความมั่นคงบางอย่างของรัฐบาล แต่อาจไม่จำเป็นที่จะต้องเกี่ยวข้องกับสถาบันฯ" อาทิตย์กล่าวและว่า แม้ว่าเราไม่สามารถพูดมันอย่างแยกขาดออกจากกันได้ เพราะเหตุการณ์ทางการเมืองอ้างไปถึงสถาบันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องจริงหรือไม่ เพราะที่ไหนๆ ก็อ้างความมั่นคงของรัฐในการทำเรื่องนี้ทั้งนั้น เพียงแต่ในบริบทประเทศไทย ความมั่นคงของรัฐ มันไปอยู่กับสถาบันกษัตริย์เสียเยอะ มันเป็นเหตุผลหลักที่อ้างใช้มาตรา 112 พ.ร.บ.คอมฯ ไล่จับคนด้วยวิธีการต่างๆ ก็เพื่อให้จับคนเหล่านี้ได้

    "ภาพหลักทั่วโลก ทุกที่เลวลงพอกัน ถ้าทรัพยากรของรัฐมีพอ เขาก็อยากที่จะทำเรื่องพวกนี้ (การเซ็นเซอร์) ไม่ว่าจะเป็นรัฐเผด็จการ อิหร่าน หรือประชาธิปไตยอย่างสหรัฐฯ ก็ตาม

    "ต่อให้รัฐจะใช้หรือไม่ใช้กฎหมายเหล่านี้ตามจับหรือไม่ สถาบันฯ ก็เป็นเหตุผลที่ดีที่รัฐสามารถชูใช้ได้ตลอดเวลา คือต่อให้เขาอยากจะใช้เรื่องอื่น แต่เขาอาจจะพูดไม่ได้ แต่ถ้าบอกว่าเอามาเพื่อปราบเว็บหมิ่น มันจะเป็นเหตุผลที่เมคเซนส์ สังคมยอมรับ หรือถึงไม่ยอมรับก็จะเถียงไม่ได้

    "การควบคุมอินเทอร์เน็ตเป็นเรื่องที่รัฐสมัยใหม่ทุกที่ที่มองว่าการไหลเวียนอย่างเสรีของข้อมูลข่าวสาร เป็นภัยต่อความมั่นคงในการดำรงอยู่ของตัวเอง มันทำทุกที่" อาทิตย์ชี้



    จะอยู่กับมันอย่างไร
    ปฏิเสธไม่ได้ว่านอกเหนือจากเนื้อหาที่ถูกมองเป็นภัยคุกคามแล้ว ประเทศไทยยังตกเป็นเป้าของอาชญากรรมไซเบอร์ด้วย ข้อมูลจากไทยเซิร์ต ภายใต้สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ.) ระบุว่า เฉพาะช่วง 3 เดือนแรกของปี 2559 ไทยมีภัยคุกคามไซเบอร์ถึง 1,017 กรณี โดยเป็นภัยคุกคามจากการบุกรุกเจาะระบบ (Intrusion) มากที่สุดถึง 348 กรณี หรือคิดเป็นร้อยละ 34.21 โดยที่ภัยคุกคามประเภทนี้มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องกว่าร้อยละ 47.45 ของช่วงเดียวกันใน 3 ปีที่ผ่านมา ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองเน็ตจึงมีข้อเสนอให้การควบคุมกระทำอย่างรัดกุม


    ภาพโดย อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล


    อาทิตย์แบ่งสื่อเป็น 3 ระดับคือ ตัวเนื้อหา (Content) ถัดลงมาคือแพลตฟอร์ม เช่น โทรทัศน์, หนังสือพิมพ์, สำนักพิมพ์, ยูทูบ, เฟซบุ๊ก และชั้นล่างสุดคือเครือข่ายหรือ ‘Physical’ Medium เช่น กระดาษ, คลื่นวิทยุ, อินเทอร์เน็ต

    ช่วงแรก รัฐใช้กฎหมายควบคุมตามลักษณะของสื่อ คือมองว่าเผยแพร่โดยใครก็จัดการที่จุดๆ นั้น เกิดที่หนังสือพิมพ์ก็ยึดแท่นพิมพ์ หรือสถานีโทรทัศน์ก็เข้าไปปิด หรือรัฐประหารทีหนึ่ง ก็ส่งคนไปประจำที่สถานีวิทยุโทรทัศน์ต่างๆ จะไม่ให้ฉายหนังก็ใช้ พ.ร.บ.วีดิทัศน์ เนื้อหาในอินเทอร์เน็ต ก็ใช้ พ.ร.บ.คอมฯ ซึ่งมันก็ใช้งานได้อยู่พักหนึ่ง สำหรับเมืองไทยก่อนยุค 2.0 หรือโซเชียลมีเดีย

    เขาตั้งข้อสังเกตว่า แม้ว่าตอนออก พ.ร.บ.คอมฯ ออกมาเมื่อปี 2550 ประเทศอื่นเริ่มเข้าสู่ยุค 2.0 หรือใช้โซเชียลมีเดียกันแล้ว แต่เมืองไทย สื่อหลักยังเป็นสื่อแบบเดิมๆ อยู่ มีลักษณะกำกับดูแลแต่ละสื่อ คนที่เป็นเจ้าของเว็บหรือพื้นที่ก็เป็นเจ้าของเนื้อหาด้วย ทำให้จัดการง่าย โดยปิดพื้นที่แสดงความเห็นไป ส่วนเนื้อหาก็เซ็นเซอร์ตัวเอง แต่เว็บที่ใช้เนื้อหาจากคนอื่นเป็นจุดขายอย่างพันทิป จะเริ่มลำบาก ต้องมีคนมอนิเตอร์ คือพันทิปปิดความเห็นมันก็เหมือนไม่ใช่พันทิป ก็เลยเริ่มได้รับผลกระทบ มีคนจำนวนหนึ่งย้ายจากเว็บบอร์ดพันทิปไปที่อื่นบ้าง ปิดก็ไปที่ใหม่ แต่ด้วยความที่คนจำนวนมากยังไม่ได้เข้าถึงอินเทอร์เน็ต ดังนั้น พ.ร.บ.คอมฯ ที่เกิดในยุคที่คิดว่าเจ้าของพื้นที่คือเจ้าของเนื้อหาก็ยังพอใช้ได้

    โดยการควบคุมที่เนื้อหา คนที่ได้รับผลกระทบ คือ คนที่ทำสื่อและคนที่ติดตามอ่านสื่อนั้นๆ ได้รับโดยตรง รวมถึงสาธารณะโดยรวมอาจจะได้รับผลกระทบด้วย ถ้าเป็นประโยชน์สาธารณะ

    หลัง 2553 คนจำนวนมากอยู่ในเฟซบุ๊กมากขึ้น มันเริ่มลำบาก พอเจ้าของเว็บกับเจ้าของเนื้อหาเป็นคนละคน ทำให้การไล่จับคนโพสต์และให้เจ้าของพื้นที่ลบก็ยากขึ้น มันเริ่มขยับจากการกดดันควบคุมที่ตัวเนื้อหา (คนโพสต์) ไปที่เจ้าของพื้นที่ ซึ่งก่อน 2553 ใช้ได้ เพราะเจ้าของพื้นที่อยู่ในประเทศ หลัง 2553 พื้นที่ในประเทศถูกปิด คนไม่มีที่แสดงออก หนีไปแพลตฟอร์มต่างประเทศหมด พอทำอย่างนี้ ทำให้ใช้มาตรา 15 กดดันไม่ได้แล้ว เพราะไม่อยู่ในเขตอำนาจศาลไทย สิ่งเดียวที่พอทำได้คือใช้มาตรา 20 บล็อค ไม่ให้คนในประเทศดูได้

    การควบคุมที่ระดับแพลตฟอร์มนี้ คนที่ได้รับผลกระทบคือทุกคนที่ใช้แพลตฟอร์มนั้น คนที่ไม่เกี่ยวข้องก็โดนไปด้วย เช่น ข้อความหนึ่งในเว็บบอร์ดแห่งหนึ่งผิดกฎหมาย แล้วเว็บนั้นโดนดำเนินคดี เลยปิดเว็บทิ้งไปเพราะรับความเสี่ยงไม่ไหว หรือเว็บอย่างยูทูบและเฟซบุ๊กถูกบล็อค คนที่ได้รับความเดือดร้อน ก็คือทั้งเว็บ ไม่เฉพาะห้องหรือช่องที่มีปัญหา

    ต่อมา หลังเหตุการณ์การเปิดโปงแผนสอดส่องประชาชนของรัฐบาลสหรัฐฯ โดยเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน เว็บใหญ่ๆ เริ่มห่วงเรื่องความปลอดภัย ไปเข้ารหัสเว็บของตัวเองมากขึ้น การบล็อคแบบเดิมทำไม่ได้แล้ว เพราะมองไม่เห็นยูอาร์แอล ทำให้รัฐต้องขยับอีกรอบ เพราะวิธีแบบเดิมๆ ใช้ไม่ได้ วิธีทางกฎหมายไปไม่ถึง ไล่จับคน กดดันผู้ให้บริการ บล็อค ต้องแก้การบล็อคด้วยเครื่องมือ อย่างซิงเกิลเกตเวย์ สนิฟเฟอร์ ให้รู้ได้ว่าที่เข้ารหัส ข้างในคืออะไร เพราะไม่รู้ก็บล็อคไม่ได้ เลยจำเป็นในมุมคนอยากควบคุมว่า เครื่องมือในเลเยอร์บนใช้ไม่ได้ ต้องขยับเข้ามาที่ระบบเครือข่าย เพื่อให้ควบคุมได้

    การถอดรหัสต่างๆ จะต้องขอความร่วมมือจากผู้ให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เวลาทำอะไรกับเครือข่ายทุกคนที่ใช้เครือข่ายจะได้รับผลกระทบไปด้วย ซึ่งมีจำนวนมาก เฉพาะประเทศไทย ผู้ให้บริการที่เป็นเว็บไซต์ แพลตฟอร์ม อาจจะมีหลักหมื่น แต่เครือข่าย มีหลักสิบ เช่น 3BB ดีแทค ทรู ผู้ใช้บริการต่อหนึ่งรายระดับล้านๆ คน การทำอะไรกับตัวระบบ กระทบคนอีกเยอะมากที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง ดังนั้น ในแง่สิทธิเสรีภาพ ถ้าคุณไม่ได้เป็นอาชญากร ไม่ได้ทำผิด ทำไมต้องได้รับผลกระทบขนาดนี้ด้วย มันไม่ได้สัดส่วน เพราะบางครั้งกระทบการธุรกรรมหรือความลับทางการค้า

    "ไม่ได้บอกว่ารัฐไม่ควรมีเครื่องมือเครื่องไม้ในการจัดการอาชญากร แต่ต้องจำกัดความเสียหายต่อผู้ไม่เกี่ยวข้องให้น้อยที่สุด" เขาชี้และว่า เข้าใจได้ว่า อาจกระทบบ้าง แต่ถ้าโดยสัดส่วนจะเกิดเยอะมากๆ ก็ควรต้องหามาตรการอื่นมาใช้กับมัน หรือมาตรการที่คิดว่าจะใช้ได้ผลเหลือเกินก็ต้องยอมเสียสละบ้าง สุดท้ายอาจไม่ได้ผลก็ได้ เช่น การลงทะเบียนโทรศัพท์ วุ่นวาย เสียเวลา เก็บข้อมูลส่วนบุคคลไปแล้ว มีโอกาสจะรั่ว บางคนบอกต้องยอมจะจับผู้ก่อการร้ายได้ แต่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดน พบว่าคนร้ายเมื่อรู้ว่าต้องลงทะเบียนจะได้ถูกตามตัวได้ ก็มีวิธีหาซิมที่ลงทะเบียนในชื่อคนอื่น หรือเปลี่ยนวิธีจุดระเบิดจากมือถือไปใช้วิธีอื่น ดังนั้น มาตรการลงทะเบียนเพื่อจับผู้ก่อการร้าย การแก้ปัญหาแบบนี้อาจจะไม่เมคเซนส์อีกต่อไปแล้ว แต่ความยากลำบากและผลกระทบกับผู้บริสุทธิ์ก็ยังอยู่ หรือการที่ผู้ให้บริการไวไฟ ต้องเก็บล็อกไฟล์ ลงทะเบียน กรอกเลขบัตรประชาชน ปรากฏว่าก็ดูแลข้อมูลไม่ได้ หรือเก็บแล้ว คนร้ายจริงๆ จะกรอกหรือเปล่า หรือสุดท้ายไม่มีใครตรวจสอบ แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร

    เขาตั้งคำถามว่าจะมีมาตรการอื่นที่ตามตัวคนร้ายได้ไหม เช่น เก็บล็อกก็ได้ แต่เก็บแบบไม่ยุ่งกับข้อมูลส่วนบุคคลเลย เช่น เก็บเฉพาะหมายเลขเครื่อง ว่าเครื่องไหนต่อไวไฟจุดไหนอยู่ ณ เวลาไหน แล้วพอมีปัญหาเกิดขึ้น ก็สามารถรู้ได้ว่าเป็นคอมฯ เครื่องนี้ บริเวณนี้ เวลานี้เพราะ Wireless Access Point บอกหมายเลขเครื่องได้ ถ้าเป็นพื้นที่ปิด ก็ถามคนเหล่านั้นได้ หรือดูกล้องวงจรปิด พร้อมยกตัวอย่างสนามบินที่คนเข้าออกคับคั่ง อย่างอินชอน นาริตะ ว่าก็ไม่ได้มีการถามหาเลขหนังสือเดินทางหรือให้ลงทะเบียนมือถือ เปิดเครื่องแล้วใช้ไวไฟได้เลย ซึ่งไม่ใช่ว่าเขาไม่มีอาชญากร แต่มีมาตรการอื่นที่ได้ผลกว่า

    “วิธีลงทะเบียนให้ทุกคนที่ใช้แจ้งข้อมูลส่วนตัว ไม่ใช่วิธีเดียวที่ป้องกันและตามจับคนร้ายได้ อาจมีวิธีอื่นที่กระทบน้อยกว่า แต่เราไม่ค่อยได้นึกถึงวิธีนั้น มักจะคิดแต่ว่าเก็บข้อมูลไว้ก่อน โดยไม่คิดว่าใช้ได้ผลจริงไหม และผลที่อาจตามมามีอะไรบ้าง” อาทิตย์กล่าวและว่า สุดท้าย กฎหมายลักษณะนี้ อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ หรือการคุมเนื้อหาที่อาจรู้สึกว่าจำเป็น อย่างไรก็ต้องมีกฎหมายมาดูแล แต่มาตรการต่างๆ ต้องสมเหตุผล สร้างผลกระทบน้อยที่สุด และมีประสิทธิภาพ

    การตัดสินใจใช้มาตรการไหนต้องมีการเรียงลำดับ เช่น ผลกระทบระดับน้อย-มากสุด เริ่มใช้จากที่จะมีผลกระทบน้อยสุดก่อน ไม่ใช่เอาสะดวกผู้บังคับใช้ อย่างการเพิ่มอำนาจ ตั้งศูนย์ ติดตั้งอุปกรณ์เพิ่ม จะเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างไร ซึ่งปัจจุบันเป็นแบบนั้น เอะอะก็ขอข้อมูลโดยไม่ได้แสดงให้ศาลเห็น หรือศาลก็อาจไม่ได้พิจารณาว่ามีมาตรการอื่นๆ ดังนั้น ต้องเอาความปลอดภัยและสิทธิเสรีภาพของสาธารณะมาคิดด้วย อาทิตย์ทิ้งท้าย

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

     

    ยิ่งลักษณ์ โพสต์ภาพผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ 'Yingluck Shinawatra' พร้อมข้อความว่า "เห็นแฟนคลับมารอให้กำลังใจที่หน้าศาลวันนี้ พร้อมของฝากทั้งกับข้าว และผลไม้อร่อยๆจากหลายจังหวัด ต้องขอขอบคุณและขอเก็บภาพบรรยากาศหน้าศาลฯมาฝากให้ติดตามด้วยนะคะ" 

    9 ธ.ค. 2559 รายงานข่าวแจ้งว่า ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถนนแจ้งวัฒนะ ชีพ จุลมนต์ รองประธานศาลฎีกา เจ้าของสำนวนคดีจำนำข้าว พร้อมองค์คณะรวม 9 คน ไต่สวนพยานจำเลยนัดที่ 7 คดีหมายเลขดำ อม.22/2558 ที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 กรณีละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท

    โดย วอยซ์ ทีวี  รายงานด้วยว่า หัวหน้าองค์คณะแถลงตั้งองค์ผู้พิพากษา 3 รายเข้าพิจารณา และไต่สวน โดยแยกสำนวนต่างหากกับคดีรับจำนำข้าว หลังไม่สามารถส่งหมาย และหาตัวไม่พบ วอยซ์ ทีวี อ้างถึงแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือเปิดเผยว่า ม.ล.มิ่งมงคล โสณกุล หรือ หม่อมเต่านา ได้แสดงพฤติกรรม อาทิ จ้องตา เขม่น ต่อหน้าพนักงานอัยการ เป็นผลให้พวกเขาส่งคำร้องให้ศาลพิจารณา 
     
    วอยซ์ ทีวี รายงานด้วยว่า ม.ล.มิ่งมงคล มักร่วมเข้ารับฟังการไต่สวนพยานโจทก์ และจำเลยในคดีที่อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยฐานปล่อยปละละเลยทุจริต และสร้างความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวอยู่เสมอ และมักนั่งฟังร่วมกับแกนนำพรรคเพื่อไทย ทั้งนี้ ม.ล.มิ่งมงคล เป็นบุตรคนโตของ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ม.ล.มิ่งมงคล ยังเป็นผู้กำกับภาพยนต์ เขียนบท และผู้อำนวยการสร้าง
     
    ในกรณีนี้ มติชนออนไลน์รายงานด้วยว่า นรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความจำเลย เปิดเผยว่า วันนี้ศาลได้อ่านรายงานกระบวนพิจารณา โดยมีคำสั่งในคำร้องที่พนักงานอัยการ โจทก์ยื่นคำร้องกรณีถูกคุกคาม โดยองค์คณะได้มีคำสั่งให้ตั้งสำนวนไต่สวนละเมิดอำนาจศาล ให้มีองค์คณะ 3 คนเป็นผู้ไต่สวน พร้อมทั้งออกหมายเรียก ม.ล.มิ่งมงคล โสณกุล และผู้ถูกกล่าวหาอีกหนึ่งราย ตนจำชื่อ-สกุลไม่ได้ เพื่อมาไต่สวนต่อไป
     

    'พันศักดิ์' เบิกความ การใช้จ่ายของรบ.ในโครงการนี้มีเหตุผล ชี้เป็นภาระที่ควรจะมี

    สำหรับการไต่สวนวันนี้ มติชนออนลน์ รายงานว่า ฝ่ายจำเลยเตรียมพยานขึ้นไต่สวน 2 ปาก มี พันศักดิ์ วิญญรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อดีตประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านโยบายเศรษฐกิจ และ เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย
     
    โดย พันศักดิ์ เบิกความตอบคำถามอัยการสรุปว่า ไม่ทราบเรื่องการทุจริตโครงการจำนำข้าว และไม่ทราบถึงการซื้อขายข้าวในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) เพราะไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรง หลังจากนั้น พันศักดิ์ เบิกความตอบคำถามทนายจำเลยว่า การอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจจะส่งผลทำให้ระบบเศรษฐกิจเกิดความเคลื่อนไหว มีแรงกระเพื่อม ไม่ว่าเงินที่นำมาใช้นั้นจะเป็นในส่วนใด ผลก็คือก่อให้เกิดการอุปโภคบริโภค ส่งผลดีต่อโครงสร้างอุตสาหกรรม ทำให้รักษาระดับการจ้างงานคงอยู่ การดำเนินโครงการสาธารณะเปรียบเหมือนการนำเงินของประชาชนเอาไปให้ประชาชน โดยผลสุดท้ายเงินก็จะย้อนกลับสู่รัฐในรูปของภาษี
     
    พันศักดิ์ เบิกความต่อว่า การใช้จ่ายของรัฐบาลในโครงการนี้มีเหตุผล จะคงไว้ซึ่งความสงบของบ้านเมืองและความน่าเชื่อถือ ดังนั้น จึงไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจะมีการระบุรายได้ย้อนกลับมาเท่าใด แต่ความมั่นคงทางบัญชีและความสงบของบ้านเมืองจะส่งผลกลับมาที่ไม่สามารถบอกเป็นตัวเลขได้ ด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจในบริบทโลกที่ผันผวนในขณะนั้น ประเทศไทยได้พึ่งพิงการส่งออกกว่าร้อยละ 70 สิ่งสำคัญคือต้องทำให้อัตราการเติบโตภายในประเทศที่เหลือมีความนิ่งมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ การอัดฉีดหรือกู้เงินเพื่อสร้างเป็นเรื่องสำคัญของประเทศ โครงการจำนำข้าวเป็นการนำเงินเข้าสู่ในระบบและหิ้วระบบไว้ไม่ให้ล้ม
     
    ส่วนที่ว่าโครงการจำนำข้าวจะเป็นภาระต่อประเทศหรือไม่นั้น พันศักดิ์ กล่าวว่า โครงการจำนำข้าวเป็นภาระที่ควรจะมี และรัฐบาลควรจะบริหารภาระเพื่อประชาชน

    'เรืองไกร' ชี้การตรวจสอบข้อเท็จจริงไม่ต้องคำนึงถึงประเด็นความยุติธรรม

    ต่อมาทนายจำเลยนำ เรืองไกร ขึ้นไต่สวนพยาน ทางพนักงานอัยการโจทก์ไม่ติดใจสอบถามพยานจำเลยปากนี้ เรืองไกรจึงได้เบิกความตอบทนายจำเลยถึงประเด็นการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ครั้งที่ 3/2558 ในวันที่ 18 พ.ค. 2558 โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน มีการระบุถึง พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะประธาน นบข. สั่งการให้สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์ ไปดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในความรับผิดทางละเมิดจากโครงการรับจำนำข้าวให้แล้วเสร็จภายในกำหนดระยะเวลาส่งฟ้องในเดือนกุมภาพันธ์ 2559 โดยไม่ต้องคำนึงถึงประเด็นความยุติธรรม
     
    เรืองไกรเบิกความว่า ได้ข้อมูลมาจากการค้นหาผ่านเว็บไซต์กูเกิล มีรายละเอียดไม่ครบถ้วน จึงขออนุญาตอ่านเอกสารฉบับเต็มดังกล่าวเพื่อเบิกความในประเด็นได้อย่างถูกต้อง โดยองค์คณะพิจารณาแล้วอนุญาตให้นำเอกสารเกี่ยวกับการประชุม นบข.ดังกล่าวให้พยานจำเลยอ่าน และอนุญาตให้ทำคำเบิกความมายื่นในภายหลังได้ พร้อมกำชับให้ทนายจำเลยบริหารจัดการพยานเพื่อนำมาเบิกความต่อศาลได้ทันกำหนด วันที่ 21 ก.ค. 2560 ตามระบบราชการศาลไม่อาจเลื่อนการพิจารณาออกไปไกลกว่านี้ได้อีก
     
    ภายหลังเบิกความเสร็จ ศาลนัดไต่สวนพยานจำเลยปากต่อไปอีกครั้งในวันที่ 14 ธ.ค. นี้
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    9 ธ.ค. 2559 สยามรัฐออนไลน์รายงานว่า ที่รัฐสภา ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คนที่หนึ่ง เป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.การพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. .... ในวาระสามด้วยคะแนน 161 ไม่เห็นด้วย 2 และงดออกเสียง 4 พร้อมให้ประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายต่อไป

    เสาวณี สุวรรณชีพ ประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารร่าง พ.ร.บ.ฯ ชี้แจงว่า เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารด้านดิจิทัลมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งส่งผลต่อฐานความรู้ และเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยด้วย ซึ่งร่างพระราชบัญญัตินี้ได้รวมร่างพระราชบัญญัติทั้งสามฉบับไว้ด้วยกัน โดยร่างกฎหมายฉบับนี้จะบังคับใช้กับทุกภาคส่วน ทั้งนี้มีการจัดตั้ง คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อจัดนโยบายแผนระดับชาติ รวมทั้งออกระเบียบและประกาศ ซึ่งคณะรัฐมนตรีสามารถแต่งตั้งได้ทันทีที่ร่างพ.ร.บ.มีผลบังคับใช้ รวมทั้งมีการจัดตั้งกองทุนโดยได้รับการจัดสรรทุนจากกสทช.เริ่มแรกในอัตราร้อยละ 15 ของรายได้จากการจัดสรรคลื่นความถี่

    อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมได้มีการถกเถียงเกี่ยวกับมาตรา 44 วรรคสามที่ระบุว่า ทรัพย์สินของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลไม่อยู่ในความรับผิดชอบแห่งการบังคับคดีเงินและทรัพย์สินของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน เพราะเกรงว่าหากมีทรัพย์สินที่เหลือและไม่ตกเป็นรายได้แผ่นดินจะทำให้ประเทศสูญเสียรายได้โดยเปล่าประโยชน์ กระทั่งประธานได้สั่งพักการประชุมเพื่อให้ปรับแก้ถ้อยคำ และเมื่อกลับเข้าสู่การประชุมอีกครั้งคณะกรรมาธิการ ยินยอมให้ปรับแก้เป็น“เงินและทรัพย์สินของสักนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ไม่ต้องส่งเป็นรายได้ของแผ่นดิน ยกเว้น รายได้จากดอกผลและผลประโยชน์หรือรายได้อื่นใดที่เกิดจากการดำเนินการของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล”

    ก่อนหน้านี้ ในการประชุม สนช.เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2559 ได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเรียงตามมาตราจนถึงมาตรา 8 เป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณสมบัติของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ที่คณะกรรมาธิการได้แก้ไขไปจากร่างเดิมที่ครม.เสนอมา แต่สมาชิกส่วนใหญ่ได้อภิปรายคัดค้านจนที่สุดที่ประชุมได้มีมติไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข ทำให้คณะกรรมาธิการได้ขอถอนร่างกลับไปทบทวนเพื่อให้สอดคล้องกับเนื้อหาของร่างเนื่องจากมติดังกล่าวส่งผลกระทบในหลายมาตรา ก่อนที่นำกลับมาพิจารณาในการประชุมวันนี้

    ดูร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. .... ที่นี่

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ระบุการที่นักการเมือง ออกมาวิพากษ์ วิจารณ์ พ.ร.บ.พรรคการเมือง แสดงว่า กรธ. ร่างกฎหมายออกมาดี พร้อมระบุ หากประกาศใช้แล้วมีเลือกตั้ง รัฐสภาใหม่ต้องการแก้ไข ก็ทำได้

    แฟ้มภาพ เว็บไซต์วิทยุรัฐสภา

    9 ธ.ค. 2559 ผู้จัดการออนไลน์และมติชนออนไลน์รายงานตรงกันว่า  เมื่อเวลาประมาณ 13.45 น. ที่รัฐสภา มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ กรธ. ได้เผยแพร่ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง แล้วมีพรรคการเมืองต่างๆ ออกมาวิพากษ์ วิจารณ์ว่า การออกมาวิพากษ์ วิจารณ์นั้นได้แสดงให้เห็นว่า กรธ. ได้ร่างกฎหมายออกมาดีแล้ว จึงทำให้พรรคการเมืองออกมาท้วงติง แต่ทาง กรธ. ก็พร้อมจะรับฟัง เนื่องจากเห็นว่าผู้ที่ออกมาวิพากษ์ วิจารณ์นั้นเป็นผู้ที่มากด้วยประสบการณ์ทางการเมือง โดยในวันที่ 14 ธ.ค. 2559 กรธ. ได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของภาคส่วนต่างๆ รวมทั้งผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เวลา 13.30 น. ที่สโมสรสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ถนนพิชัย ดุสิต กทม. หรือหากพรรคการเมืองใดไม่มาในวันดังกล่าวก็สามารถส่งเอกสารมาที่ กรธ.ได้

    เมื่อถาม่า มีพรรคการเมืองปฏิเสธที่จะเข้าร่วมการประชุมรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 14 ธ.ค. นี้แน่นอน มีชัยกล่าวว่า คงไม่สามารภบังคับใครได้ แต่พรรคการเมืองก็ยังสามารถส่งเอกสารมายัง กรธ. ได้ ส่วนกรณีพรรคการเมืองระบุว่า ที่ไม่มาเข้าร่วมโดยให้เหตุผลว่าเกรงเรื่องผลประโยชน์ขัดกันเนื่องจากเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการใช้กฎหมายฉบับดังกล่าวนั้น เรื่องนี้ตนจะรับฟังความเห็นจากทุกฝ่ายและก็ไม่เคยเปิดเผยที่มาของแหล่งข่าว ดังนั้นจึงอยากให้ส่งความคิดเห็นเข้ามายัง กรธ.

    เมื่อถามย้ำว่า หากมีพรรคการเมืองขนาดใหญ่ไม่เข้าร่วมจะมีผลอะไรหรือไม่กับร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง รวมถึงกฎหมายรัฐธรรมนูญด้วยหรือไม่ ประธาน กรธ.กล่าวว่า ไม่มีผล เพราะกติกาก็ว่ากันไป เมื่อถามต่อว่า ถ้าท้ายที่สุดนักการเมืองได้เข้ามาสู่อำนาจแล้วมาแก้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ในภายหลังจะทำอย่างไร มีชัยกล่าวว่า ตรงนี้ก็แล้วแต่ เป็นเรื่องของเขา

    ขณะที่ ชาติชาย ณ เชียงใหม่ ประธานคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์และสำรวจความคิดเห็นของประชาชนใน กรธ. เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ส่งจดหมายแจ้งข่าวไปยังพรรคการเมืองทุกพรรคแล้ว เพื่อเชิญชวนให้เข้าร่วมงานสัมมนาและเสนอความเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองฉบับเบื้องต้นในวันที่ 14 ธ.ค. นี้ โดยประเด็นเบื้องต้นที่อยากรับฟังความเห็นจากฝ่ายการเมือง อาทิ การจ่ายค่าบำรุงพรรค การจ่ายทุนประเดิมเพื่อทำกิจกรรมพรรคการเมือง การกำหนดให้พรรคการเมืองมีหน้าที่ตามร่างมาตรา 23 ซึ่งระบุไว้ 4 ประเด็น การสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ของพรรคการเมือง ส่วนร่างกฎหมายนั้น ได้แจ้งให้ตัวแทนพรรคดาวน์โหลดในเว็บไซต์ของ กรธ. เพื่อศึกษาก่อนร่วมงานสัมมนา อย่างไรก็ตาม ในวันดังกล่าวตนไม่เชื่อว่าจะเกิดความวุ่นวายใดๆ ระหว่างการจัดงาน

    “เจตนารมณ์ของ กรธ. นั้นไม่ได้กลั่นแกล้งหรือเลือกที่รักมักที่ชังพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง แต่เราตั้งใจให้พรรคการเมืองถูกปฏิรูป และให้เป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชน รวมถึงจรรโลงประชาธิปไตย ส่วนที่นักการเมืองออกมาท้วงติงนั้น ผมเข้าใจว่าเนื้อหาที่เขียนนั้นสร้างภาระงานให้เพิ่มมากขึ้น คล้ายกับคนชอบกินเผ็ด แต่บนโต๊ะอาหารมีแต่แกงจืด จึงต้องออกมาทวงถาม” ชาติชายกล่าว

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    9 ธ.ค. 2559 จากกรณีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยการยื่นแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กรณีเข้ารับตำแหน่งใหม่ เมื่อวันที่ 13 ต.ค. ที่ผ่านมา จำนวน 31 ตำแหน่ง เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 27 ต.ค. 2559 จำนวน 2 ตำแหน่ง และกรณีพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 27 ส.ค. ที่ผ่านมา อีกจำนวน 1 ตำแหน่ง

    โดยตั้งแต่วันที่ 8-22 ธ.ค 2559 พบว่า ผู้ที่มีทรัพย์สินมากสุด คือ เจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มีทรัพย์สินรวมคู่สมรส 339,115,360.83 บาท ไม่มีหนี้สิน โดยทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุนประเภทกองทุน พันธบัตรรัฐบาล และที่ดิน

    รองลงมา คือ พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 มีทรัพย์สินรวมคู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ กว่า 282 ล้านบาท (282,638,875.98 บาท) โดยไม่มีหนี้สิน ส่วนใหญ่เป็นเงินฝากและที่ดินใน อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา จำนวนหลายแปลง มีอาวุธปืน 45 กระบอก มูลค่า 2 ล้านบาท และมีงาช้าง 6 กิ่ง มูลค่า 200,000 บาท

    ส่วนผู้ที่มีทรัพย์สินมากเป็นอันดับ 3 คือ พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ เสนาธิการทหารเรือ มีบัญชีทรัพย์สินรวมคู่สมรสมากกว่าหนี้สิน 187 ล้านบาท (187,610,307.90 บาท) โดยคู่สมรสมีหนี้สิน 680,512 บาท ทั้งนี้ พบว่ามีการแจ้งทรัพย์สินอื่นเป็นพระเลี่ยมทอง จำนวน 20 องค์ ซึ่งประเมินค่าไม่ได้

    ผู้ที่มีทรัพย์สินน้อยสุด คือ พล.ร.อ.สุชีพ หวังไมตรี ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ โดยมีทรัพย์สินรวมคู่สมรส 5,703,230.93 บาท มีหนี้สิน 4,401,044 บาท จึงมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 1,302,186.93 บาท

    นอกจากนี้ ยังมีบุคคลที่น่าสนใจ คือ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล มีบัญชีทรัพย์สินรวมคู่สมรส โดยมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 93 ล้านบาท (93,231,353.44 บาท) และมีหนี้สินเพียง 11.71 บาท ซึ่งเป็นการเบิกเงินเกินบัญชีของคู่สมรส

    พล.ต.วุฒิชัย นาควานิช ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 9 น้องชายของ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช อดีตผู้บัญชาการทหารบก แจ้งบัญชีทรัพย์สินรวมคู่สมรส มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 92 ล้านบาท (92,669,132.78 บาท) มีหนี้สิน 718,586 บาท

    พล.อ.ธรรมนูญ วิถี รองแม่ทัพภาคที่ 1 แจ้งบัญชีทรัพย์สินรวมคู่สมรส โดยมีบัญชีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 11 ล้านบาท (11,444,737.22 บาท) มีหนี้สิน 2,718,215.78 บาท โดยแจ้งบัญชีทรัพย์สินอื่น เช่น พระเครื่อง 42 องค์ จำนวน 420,000 บาท

    ส่วนคนอื่นๆ ซึ่งรวมทั้งภรรยาและบุตร เช่น พล.ต.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 18,453,475.10 บาท, เจริญศักดิ์ ศาลากิจ มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 29,152,677.81 บาท, พล.ต.เจริญชัย หินเธาว์ ทรัพย์สินรวม 47,937,418.17 บาท, ปรีดี ดาวฉาย มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 129,253,376.09 บาท, พล.ท.ศิริชัย เทศนา  มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 13,772,611.94 บาท, พล.อ.อ.สุรศักดิ์ ทุ่งทอง มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 40,228,927.01 บาท, พล.ท.สุรใจ จิตต์แจ้ง มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 16,986,192 บาท, พล.อ.อ.สุทธิพงษ์ อินทรียงค์  มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 16,986,192 บาท, สุชาติ ตระกูลเกษมสุข (ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ กทม.)  มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 5,899,571.69 บาท, พล.ต.สันติพงศ์ ธรรมปิยะ มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 20,238,125.86 บาท, พล.ท.สรรชัย อจลานนท์ มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 8,542,702.84 บาท, 

    พล.อ.สมศักดิ์ นิลบรรเจิดกุล มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 26,236,625 บาท, พล.อ.ศุภรัตน์ พัฒนาวิสุทธิ์ มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 56,528,678.77 บาท, วิทยา ผิวผ่อง (อดีตผู้ช่วย รมว.เกษตรและสหกรณ์ ผู้ว่าฯหลายจังหวัด) มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 32,242,847.48 บาท, พล.ร.ท.รัตนะ วงษาโรจน์ มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 32,155,366.2 บาท, พล.ต.พัลลภ เฟื่องฟู มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 12,804,997.55 บาท, พล.ร.อ.พลเดช เจริญพูล มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 8,384,762.20 บาท, พล.ร.อ.นริส ประทุมสุวรรณ มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 51,129,043.73 บาท, พล.อ.ธนดล สุรารักษ์ มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 58,987,394.40 บาท,  พล.ร.อ.ทวีชัย บุญอนันต์ มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 23,500,915.29 บาท, พล.ท.ณัฐพล นาคพาณิชย์ มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 27,445,941.94 บาท, พล.ต.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 165,753,858.12 บาท, พล.อ.อ.ชูชาติ บุญชัย มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 23,805,820 บาท, พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 282,638,875.98 บาท, พล.อ.อ.ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 161,717,520.67 บาท, พล.อ.ท.จิรวัฒน์ มูลศาสตร์ มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 8,214,232.14 บาท และ พล.ท.กนิษฐ์ ชาญปรีชญา มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 44,864,046.76 บาท
     
    ส่วนสมาชิก สนช.ที่พ้นจากตำแหน่ง พล.อ.นิวัติ ศรีเพ็ญ ที่เสียชีวิตจากโรคประจำตัว แจ้งบัญชีทรัพย์สินรวมคู่สมรส โดยมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 26 ล้านบาท (26,451,711 บาท) มีหนี้สิน 505,068 บาท เป็นการกู้เงินจากสถาบันการเงิน

     

    ที่มา เว็บไซต์ ป.ป.ช. และสำนักข่าวไทย

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    กฟผ. ขอบคุณ พรรคประชาธิปัตย์ที่เสนอให้สร้างโรงไฟฟ้าก๊าซ LNG แทนโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่ชี้ เยอรมัน-ออสเตรเลีย-ญี่ปุ่น-เกาหลี สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ระบุไทยใช้พลังงานถ่านหินไม่ถึง 12 % จึงจำเป็นต้องกระจายสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินเพิ่มขึ้น

    9 ธ.ค. 2559 สำนักข่าวไทยรายงานว่า ศานิต นิยมาคม ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์การ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า ตามที่พรรคประชาธิปัตย์ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี โดยเสนอขอให้สร้างโรงไฟฟ้าด้วยก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG แทนโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ภาคใต้ เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. นั้น  กฟผ.ขอขอบคุณที่พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสนใจต่อการพัฒนาไฟฟ้าในภาคใต้ ซึ่งเห็นตรงกันว่ากำลังผลิตไฟฟ้าในภาคใต้ไม่เพียงพอ รวมทั้งเข้าใจถึงภารกิจของ กฟผ.ที่จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม

    ศานิต  กล่าวต่อไปว่า การพัฒนาโรงไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ และแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP2015) เพื่อสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงการจัดหาแหล่งพลังงานไฟฟ้าหลักและเชื้อเพลิงพลังงานที่เหมาะสมมีเสถียรภาพมั่นคง รวมถึงใช้เทคโนโลยีประสิทธิภาพสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    สำหรับราคาก๊าซธรรมชาติที่ลดลงอย่างรวดเร็วในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา ทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซใกล้เคียงกับถ่านหินนำเข้า ซึ่ง กฟผ. ติดตามและประเมินอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด เพราะ กฟผ. จำเป็นต้องทบทวนลำดับการผลิตโรงไฟฟ้า (Merit Order) และแผนการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเติมให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์

    ภาพจาก : GREENPEACE

    ทั้งนี้  โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาที่มีแผนการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบปี 2564 – 2565  ซึ่งช่วงดังกล่าวจะมีการนำเข้า LNG มาใช้ผลิตไฟฟ้าในปริมาณสูงมากและจะมีต้นทุนค่าไฟฟ้าสูงกว่าถ่านหินนำเข้า หากคิดที่โรงไฟฟ้าขนาดกำลังผลิต 1,000 เมกะวัตต์ ต้นทุนค่าไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าถ่านหินจะถูกกว่าประมาณ 3,000 ล้านบาทต่อปี และจากการคาดการณ์ราคาเชื้อเพลิงในอนาคต แม้จะประเมินโดยสถาบันที่มีความเชี่ยวชาญก็ตามก็ไม่อาจจะยืนยันได้ตามนั้น  ดังนั้น เรื่องสำคัญที่สุดตามหลักสากลประเทศต่างๆ ใช้หลักการกระจายความเสี่ยงโดยการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าที่มีความหลากหลาย โดยมีสัดส่วนเฉลี่ยของประเทศต่างๆ ในโลกในการใช้ถ่านหินประมาณร้อยละ 30 ขึ้นไป และใช้ก๊าซประมาณร้อยละ 20 – 25 จึงทำให้หลายประเทศยังคงมีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  เช่น ประเทศที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของโลกอย่าง เยอรมัน ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลี หรือแม้แต่ มาเลเซีย ซึ่งมีแหล่งก๊าซธรรมชาติจำนวนมากยังเลือกใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าถึงร้อยละ 30 – 40 เพราะมีต้นทุนถูกกว่า  เเละยังส่งก๊าซธรรมชาติออกไปขายนอกประเทศเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันมีสัดส่วนการใช้ถ่านหินเพียงไม่ถึงร้อยละ 12 จึงจำเป็นต้องกระจายสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินเพิ่มขึ้น เพื่อช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศ

    ศานิต กล่าวว่า กฟผ.สนับสนุนให้มีการพัฒนาพลังงานทดแทนเพื่อช่วยลดก๊าซเรือนกระจกควบคู่ไปกับพลังงานหลักที่มั่นคงเชื่อถือได้ รวมทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินที่นำมาใช้เป็นระบบ Ultra Super Critical (USC) ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไซด์สู่ชั้นบรรยากาศได้ถึงร้อยละ 30 ซึ่งได้บรรจุไว้ในแผนการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยตามที่ได้ให้สัตยาบันไว้ในการประชุม COP 21 ซึ่ง กฟผ. ตระหนักเสมอว่าการดูแลชุมชนและสิ่งแวดล้อมถือเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดในการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดยมีการติดตั้งเครื่องกำจัดมลสารที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูง เพื่อควบคุมให้ดีกว่ามาตรฐานสากลที่องค์การอนามัยโลกกำหนด ตลอดจนให้ชุมชนมีส่วนร่วมตรวจสอบการดำเนินงาน เพื่อแสดงความโปร่งใสและสร้างความมั่นใจให้กับชุมชน

    “กฟผ. ยินดีรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกฝ่ายที่เป็นข้อเท็จจริงและเป็นเหตุเป็นผล โดยเน้นการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศ รวมถึงคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและยึดมั่นในประโยชน์โดยรวมเป็นสำคัญ” ศานิต กล่าว

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai