Are you the publisher? Claim or contact us about this channel


Embed this content in your HTML

Search

Report adult content:

click to rate:

Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


    สื่อของบริษัทหลักทรัพย์เครดิต สวิส รายงานเปรียบเทียบประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีแนวโน้มประสบปัญหาภาวะประชากรสูงวัย แต่ในขณะที่ประเทศอื่นๆ มีอัตราการเติบโตและการขยายตัวของวัยทำงานเพิ่มเพื่อชดเชย ประเทศไทยดูเหมือนจะไม่สามารถชดเชยในเรื่องนี้ได้ อีกทั้งมีปัญหารุมเร้าทางเศรษฐกิจจากการรัฐประหารช่วงที่ผ่านมาด้วย


    รายงานจากสื่อเดอะไฟแนนเชียลลิสต์ของ บริษัทหลักทรัพย์เครดิต สวิส ระบุถึงประเด็นเรื่องแนวโน้มประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะกลายเป็นประเทศที่มีประชากรผู้สูงวัยอยู่มาก ซึ่งในขณะที่ประเทศอื่นๆ มีอัตราประชากรวัยทำงานขยายตัวมากขึ้น มีการเติบโตของผลผลิตแรงงานและผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งสามารถชดเชยปัยหาดังกล่าวได้ แต่ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่อัตราการเติบโตประชากรเยาวชนค่อนข้างต่ำ และการเติบโตของ GDP ก็อาจจะลดลงในช่วงไม่กี่ปีนี้

    อัมลาน รอย หัวหน้าทีมวิจัยสถิติประชากรของเครดิต สวิส กล่าวว่าประเทศไทยไม่เพียงต้องเผชิญปัญหาประชากรผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ยังยังต้องเผชิญปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคและกลุ่มคนทำงานด้วย

    เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และเวียดนาม ประเทศเหล่านี้มีประชากรเติบโตอย่างน้อยร้อยละ 1 ในช่วงปี 2553-2558 เทียบกับไทยที่มีการเติบโตเพียงร้อยละ 0.3 นอกจากนี้ยังมีอัตราการเติบโตของประชากรแรงงานน้อยที่สุดในกลุ่มตัวอย่าง 6 ประเทศคือร้อยละ 0.8 เทียบกับฟิลิปปินส์ที่มีอยู่ร้อยละ 2.4 นอกจากนี้ในขณะที่ประเทศอื่นๆ มีประชากรผู้อพยพเข้าประเทศเป็นส่วนช่วยในการอุดช่องว่างแรงงาน แต่ในไทยดูเหมือนว่าจะมีจำนวนผู้อพยพเข้าเมืองต่ำลงและมีผู้อพยพออกเพิ่มมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

    เครดิต สวิส ยังเผยแพร่กราฟปิรามิดประชากรไทยปี 2523 เทียบกับปี 2558 ซึ่งกราฟปี 2523 แสดงให้เห็นว่ามีประชากรเยาวชนอยู่จำนวนมากเมื่อเทียบกับกลุ่มประชากรอื่นๆ ทำให้ปิรามิดกราฟมีฐานกว้างและหัวลีบ ขณะที่กราฟประชากรปี 2558 กราฟจะกว้างที่สุดในช่วงอายุ 40-60 ปี ในขณะที่ประชากรต่ำกว่า 30 ปี มีจำนวนน้อยกว่าและดูเหมือนจะลดลงเรื่อยๆ แสดงให้เห็นแนวโน้มประชากรผู้สูงวัยจำนวนมากขึ้น

    เดอะไฟแนนเชียลลิสต์ระบุว่าประเทศไทยมีปัญหาขาดแคลนแรงงาน อัตราการลงทุนต่ำ และขาดผู้มีทักษะอาชีพระดับสูงอยู่แล้ว แนวโน้มประชากรไทยจะยิ่งทำให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจมากขึ้น สันติธาร เสถียรไทย นักวิเคราะห์จากเครดิต สวิส ประเมินว่าไทยอาจจะมีอัตราการเติบโตของ GDP ลดลงร้อยละ 3.5 ในช่วง 10 ปีข้างหน้า

    จากการวิจัยของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า GDP ของไทยเติบโตขึ้นโดยเฉลี่ยร้อยละ 0.8 ทุกปี ตั้งแต่ปี 2533-2555 เนื่องจากมีการขยายตัวของกลุ่มประชากรวัยแรงงาน แต่มีการประเมินว่าในปี 2556-2575 อัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยจะเท่ากับ 0 นอกจากนี้การเติบโตของ GDP จากการสำรวจจริงยังอยู่ในระดับต่ำกว่ามาเลเซียและสิงคโปร์

    เดอะไฟแนนเชียลลิสต์เสนอว่าไทยควรแก้ปัญหาประชากรโดยการแก้ไขปัญหาสังคม เศรษฐกิจ และความไร้ประสิทธิภาพทางการเมืองที่ส่งผลต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย รอยเสนอว่าควรมีการแก้ไขปัญหาประชากรโดยด่วนในเชิงองค์รวม ทั้งด้านการศึกษา ตลาดแรงงาน ภาคเทคโนโลยี ระบบสวัสดิการ ประกันสังคมและสุขภาพ โดยรอยเสนอว่าควรมีการสนับสนุนให้ประชากรไทยมีระดับการศึกษาที่สูงขึ้นเพื่อตอบรับภาคการผลิตและการบริการ

    เดอะไฟแนนเชียลลิสต์ระบุอีกว่าประเทศไทยยังประสบปัญหาจากการทุจริตคอร์รัปชั่นรวมถึงการขาดเสถียรภาพทางการเมืองเนื่องจากมีการรัฐประหารทั้งในปี 2549 และปี 2557 ถ้าหากไม่มีการปฏิรูปตรงจุดนี้จะส่งผลทางลบต่อกลุ่มประชากรผู้สูงวัย อีกทั้งการขาดแคลนตลาดแรงงานจะส่งผลกระทบต่อการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติด้วย


    เรียบเรียงจาก

    The Curious Case of Thailand, The Financialist, 24-02-2015
     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    กรณียูทูบเตือนลิขสิทธิ์เพลง ‘แสงดาวแห่งศรัทธา’ หลังอัพคลิปผู้ร่วมกิจกรรมได้ร้อง ในกิจกรรม “เลือกตั้งที่(รัก)ลัก” ‘แกรมมี่’ แจงไม่ได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรม (คำร้องและทำนองเพลง) เตรียมประสานยูทูบให้ทราบ

    หลังจากวันที่ 19 ก.พ.ที่ผ่านมา จามร ศรเพชรนรินทร์ นักทำสารคดีโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กตัวเอง ‘Jamon Kaojaikid’ ถึงกรณีที่ Youtube เตือนลิขสิทธิ์เพลง ‘แสงดาวแห่งศรัทธา’ ว่า “การแต่งเพลง ดูแลระบบโดย  GMM Grammy” หลังจากที่เขาอัพโหลดคลิปวิดีโอเหตุการณ์ในกิจกรรม “เลือกตั้งที่(รัก)ลัก” ซึ่งมีช่วงหนึ่งที่ผู้ร่วมกิจกรรมได้ร้องเพลงนี้ร่วมกัน ทั้งที่แท้จริงแล้วจิตร ภูมิศักดิ์ กวี นักวิชาการประวัติศาสตร์และนักต่อสู้ชื่อดังเป็นผู้ประพันธ์ขณะถูกขังอยู่ที่คุกลาดยาว (อ่านรายละเอียด)

    เมื่อวันที่ 25 ก.พ. กษม อดิศัยปัญญา กรรมการผู้จัดการ ธุรกิจลิขสิทธิ์ ได้ส่งจดหมายชี้แจงมายังประชาไท ถึงลิขสิทธิ์เพลง ‘แสงดาวแห่งศรัทธา’ เผยแพร่บนเว็บไซต์ยูทูบดังกล่าว โดย บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ขอเรียนชี้แจงเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องดังนี้

    1.     GMM Grammy กับ www.youtube.comได้มีข้อตกลงกันในการเผยแพร่ผลานเพลงอันเป็นลิขสิทธิ์ โดยงานอันเป็นลิขสิทธิ์ได้กำหนดเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป้น Sound Recording (Master Audio) และในส่วนของงานดนตรีกรรม (คำร้องและทำนองเพลง) ซึ่งทาง www.youtube.comได้มีระบบจัดการตรวจสอบลิขสิทธิ์เพลงให้กับเจ้าของสิทธิ์โดยอัติโนมัติ

    2.     สำหรับเพลง “แสงดาวแห่งศรัทธา” ทาง GMM ได้มีการขออนุญาตใช้ลิขสิทธิ์จากเจ้าของลิขสิทธิ์เพลงเพื่อนำมาให้ศิลปินในสังกัดขับร้องบันทึกเสียง 2 เวอร์ชั่น คือ อรวี สัจจานนท์ อัลบั้ม “ดอกไม้เปลี่ยนสี” เผยแพร่ครั้งแรกในปี 2538 และ แอม เสาวลักษณ์ อัลบั้ม “ROCK FOR LIFE” ชุดที่ 2 เผยแพร่ครั้งแรกในปี 2542 ซึ่งทั้ง 2 เวอร์ชั้นทาง GMM Grammy ได้ Upload Sound Recording (Master Audio) ขึ้นในระบบ www.youtube.comตั้งแต่ปี 2557 เพื่อแสดงสิทธิ์งานอันมีลิขสิทธิ์ของ GMM Grammy ประเภท Sound Recording (Master Audio)

    3.     กรณีที่เกิดการแจ้งข้อความเตือนในลักษณะดังกล่าวขึ้นในคลิปผู้ร่วมกิจกรรมร้องเพลงในงาน “เลือกตั้งที่(รัก)ลัก” ทาง GMM Grammy จะประสานงานไปให้ www.youtube.comได้รับทราบและตรวจสอบการขึ้นข้อมูลให้ถูกต้องต่อไป

    ขอยืนยันว่าทาง GMM Grammy ไม่ได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เพลง “แสงดาวแห่งศรัทธา” ในงานดนตรีกรรม (คำร้องและทำนองเพลง) แต่ประการใด

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    เปิดบทเสวนาฉบับเต็ม เวทีเสวนาการปฏิรูปเพื่อความงาม ความเจริญ และความเป็นธรรม วรเจตน์ ชี้ ปัญหาที่ต้องแก้ ทำอย่างไรให้อำนาจเป็นของราษฎรเท่าเทียมกัน และมีการปกครองประเทศด้วยกฎหมายที่ยุติธรรม

    หมายเหตุ : ประชาไทถอดความ บทเสวนาของ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ บนเวทีเสวนาวิชาการทางสังคมศาสตร์เรื่อง การปฏิรูป เพื่อความงาม ความเจริญ และความเป็นธรรม เมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2558 ที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

    วรเจตน์ ภาคีรัตน์ : อะไรคือปัญหาที่ต้องปฏิรูป

    ผมเห็นว่าที่เราต้องปฏิรูปการเมือง เพราะเราอาจจะมีปัญหาอย่างน้อย 2 ประการ หรืออาจจะมีมากกว่านี้อีกก็ได้ ประการแรกคือปัญหาที่ว่า อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นยังไม่เป็นของราษฎรทั้งหลาย ปัญหาที่สองคือปัญหาที่ว่า ประเทศนี้ยังไม่ได้ปกครองโดยกฎหมายที่ยุติธรรม ทั้งสองเรื่องนี้น่าจะเป็นปัญหาใหญ่และเป็นปัญหาหลัก และถ้าหากจะพูดถึงเรื่องของการปฏิรูปการเมืองเราก็ควรพูดอย่างมีเป้าหมาย และเป้าหมายของการปฏิรูปการเมืองซึ่งเป็นแกนกลางของการปฏิรูปเรื่องอื่นๆ ด้วย ก็คือทำอย่างไรให้อำนาจอธิปไตยหรืออำนาจสูงสุดของประเทศได้เป็นของราษฎรทั้งหลายหรือของประชาชนอย่างแท้จริงประการหนึ่ง กับอีกประการหนึ่งก็คือการทำอย่างไรให้ประเทศไทยปกครองโดยกฎหมายที่ยุติธรรมมีหลักของ The Rule of Law

    ปัญหาประการแรกหลายคนอาจจะบอกว่าในรัฐธรรมนูญทุกฉบับก็เขียนว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย หรือมาจากปวงชนชาวไทย รัฐธรรมนูญฉบับแรกที่สุดของสยามประเทศก็คือ พ.ร.บ.ธรรมนูญปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ.2475 ในมาตรา 1 ก็บัญญัติเอาไว้ว่า อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย ในยุคหลังๆ ดูเหมือนจะมีบางท่านไม่ชอบคำว่าราษฎร ฟังแล้วอาจชวนให้ระลึกถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 ผมใช้คำว่า ราษฎรที่สื่อความหมายถึงประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ แน่นอนว่าเมื่อเราพูดถึงประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจมันหมายถึงตัวระบอบประชาธิปไตยโดยปริยาย ประเด็นก็คือว่าอะไรเป็นแก่นของระบอบนี้ สุดท้ายแล้วมันจะทำลายคุณค่าในทางจารีตหรือไม่ ผมคิดว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นที่สำคัญและจะต้องทำให้ชัดเจนกัน

    ผมคิดว่าจริงๆ แล้ว ในเชิงระบอบประชาธิปไตยตัวระบบของมันเป็นระบอบที่ใจกว้างในแง่ที่ว่า ไม่ทำลายคุณค่าในแง่จารีต ถ้าคุณค่าทางจารีตสอดรับกับแกนของตัวระบอบนี้ ก็คือเรื่องของสิทธิและเสรีภาพ แน่นอนว่าระบอบประชาธิปไตยคงจะไม่บังคับให้ใครคนใดคนหนึ่งต้องถือจารีตแบบนั้น ถือจารีตแบบนี้ อันนี้ก็เป็นสิทธิส่วนตัวของบุคคลที่ตัวระบอบยอมรับให้ปฏิบัติ แต่ว่าในขณะเดียวกันถ้าจารีตบางอย่างมันทำลายระบอบประชาธิปไตย มันไม่ไปกับระบอบประชาธิปไตย ระบอบประชาธิปไตยก็จะมีกลไกที่จะป้องกันตัวเองไม่ให้ถูกทำลายลงจากจารีตเหล่านั้น

    ในคำว่าระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ ประชาชนย่อมมีความหลากหลาย ทำให้ในทางปฏิบัติต้องหาวิธีทำให้ประชาชนอยู่ร่วมกันได้ซึ่งจะต้องมีแกนบางอย่าง ที่มาจากการตัดสินใจให้เป็นประชาธิปไตยมากที่สุดคือการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม เมื่อมีส่วนร่วมก็ต้องมีการตัดสินใจ เราก็อนุวัตให้เป็นไปตามเสียงข้างมาก แต่ต้องเป็นเสียงข้างมากที่เคารพหรือคำนึงเสียงข้างน้อยด้วย หมายถึงว่าต้องไม่ไปละเมิดสิทธิอันเป็นแกนบางอย่างของฝ่ายข้างน้อย ในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ฝ่ายข้างน้อยได้แสดงออกอย่างเสรี เมื่อถึงจุดหนึ่งเราก็ต้องตัดสินใจ ไม่มีวิธีใดที่จะดีไปกว่าการให้คนเข้ามาร่วมในการตัดสินใจแล้วอนุวัตไปตามเสียงข้างมาก ในห้วงเวลาอื่นๆ ซึ่งบางเรื่องอาจจะเปลี่ยนแปลงได้อีกซึ่งมันไม่เป็นแบบนั้นไปตลอดกาล เมื่อถึงช่วงเวลาหนึ่งที่เสียงข้างมากเปลี่ยนไปมันก็เปลี่ยนอีก ประชาธิปไตยเป็นการเปิดโอกาสให้เสียงข้างน้อยเปลี่ยนเป็นเสียงข้างมากได้ และเสียงข้างมากก็เป็นเสียงข้างน้อยได้ โดยการแสดงเหตุแสดงผลซึ่งกันและกันเป็นแบบนี้ แต่ถ้าที่ใดก็ตามที่เสียงข้างน้อยไม่เคารพเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อยอ้างอิงหลักการปกครองบางอย่างซึ่งปกครองโดยกฎหมาย ใช้กฎหมายทำลายเจตจำนงของเสียงข้างมาก สิ่งนี้ย่อมไม่เป็นประชาธิปไตย

    ผมอาจจะพูดถึงข้อตำหนิในประชาธิปไตยได้หลายอย่างในวันนี้ ระบอบนี้ไม่ใช่ระบอบที่ซึ่งไม่มีข้อตำหนิเลยที่จะมานั่งพูดกันในวันนี้ มีคนหยิบยกขึ้นมาบ่อยๆ ว่าระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบที่อาจนำไปสู่ระบอบเผด็จการได้เหมือนกัน ตัวอย่างที่ถูกยกขึ้นอยู่เสมอก็คือระบอบนาซีเยอรมันในสมัยที่ฮิตเลอร์เรืองอำนาจเพราะว่าฮิตเลอร์มาจากการเลือกตั้ง ชนะการเลือกตั้งคุมเสียงข้างมาก และนำเยอรมันไปสู่การปกครองเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จ เยอรมันในช่วงสมัยไวมาร์เป็นช่วงของการเปลี่ยนผ่านจากระบอบที่มีจักรพรรดิเป็นประมุข เยอรมันแพ้สงครามโลกครั้งที่ 1 และเข้าสู่ความเป็นสาธารณรัฐ (Republic) การประเมินว่าฮิตเลอร์เข้าสู่อำนาจได้อย่างไร? เราประเมินตัดขาดเนื่องจากฮิตเลอร์ไม่ได้ชนะจากเสียงเลือกตั้งโดยเด็ดขาด การเลือกตั้งเป็นปัจจัยอย่างหนึ่งแต่ฮิตเลอร์ไม่ได้ชนะการเลือกตั้งได้เสียงเกินกว่าครึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรแห่งจักรวรรดิ ในเวลานั้นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ฮิตเลอร์ขัดกับการเลือกตั้ง ส่วนสำคัญมาจากกลุ่มชนชั้นนำ (Elite) ในสมัยไวมาร์ซึ่งไม่เชื่อถือศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยจริงๆ ไวมาร์ได้ประธานาธิบดีคนที่ 2 ซึ่งเป็นนายทหารมาจากสงครามโลกครั้งที่ 1 และถึงที่สุดไม่ได้ศรัทธาในสาธารณรัฐ เมื่อถึงเวลาจำเป็นที่จะต้องปกป้องสาธารณรัฐ ปกป้องรัฐธรรมนูญ เขาก็ทำไม่ได้ ศาลที่ตัดสินเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญในสมัยไวมาร์เองก็เคยตัดสินทำลายแหล่งที่มั่นของพรรคการเมืองที่เป็นแหล่งประชาธิปไตยซึ่งการตัดสินคดีก็ได้เป็นการทำลายฐานประชาธิปไตย และในอีกไม่กี่ปีต่อมาก็เป็นผลพวงทำให้ฮิตเลอร์ขึ้นมาสู่อำนาจได้สำเร็จ

    มันมีปัจจัยหลายประการที่ทำให้ระบอบประชาธิปไตยของเยอรมันล้มเหลวในช่วงสมัยไวมาร์ แต่เมื่อมองดูเยอรมันในวันนี้เยอรมันไม่เคยละทิ้งคุณค่าที่มีต่อความศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย ขณะนี้ก็มีระบบการเลือกตั้งที่เราจะไปเลียนแบบเขามาซึ่งกำลังพูดกันในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เรามีตัวอย่างในหลายประเทศที่อาจจะไม่ประสบความสำเร็จมากนักในทางประชาธิปไตย ซึ่งแต่ละประเทศคงมีปัจจัยที่แตกต่างกัน แต่โดยกรณีความแตกต่างเรื่องของการคอร์รัปชั่นก็ลองไปดูประเทศที่เป็นประชาธิปไตย การเกิดทุจริตคอร์รัปชั่นมันมีอยู่ไม่หมดไปแต่อาจจะมีสัดส่วนน้อยกว่าซึ่งไปดูสถิติได้ในทางระบบ บางคนอาจจะบอกว่าประชาธิปไตยเป็นเรื่องของตะวันตกจะใช้ก็ต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ก็ต้องบอกว่าปรับได้แต่ไม่อาจจะปรับเพื่อทำลายแก่นของมัน หลายคนอาจสงสัยว่าการมีระบอบแบบนี้จะทำให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้นหรือไม่? จะทำเพื่อปฏิรูปให้นำมาเพื่อความงามความเจริญจะทำได้หรือไม่?

    ผมอยากให้ดูตัวอย่างของเกาหลี เพราะทั้งสองเกาหลีก็เป็นเอเชียเหมือนกัน 50-60 ปีก่อนเกาหลีเป็นประเทศซึ่งมีความเจริญน้อยกว่าไทย เราเคยไปรบในสงครามเกาหลี ต่อมาในเกาหลีก็แยกประเทศกันเดินทางในระบอบสองระบอบที่ประเทศหนึ่งเดินเส้นทางของระบอบประชาธิปไตย อีกประเทศหนึ่งเดินเส้นทางของระบอบที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย คงไม่ต้องบอกว่าเราคงไม่ต้องพิสูจน์อะไรอีกแล้ว วิถีชีวิตความเป็นอยู่ ความก้าวหน้าของทั้งสองประเทศมันต่างกันอย่างไร เพราะฉะนั้นระบอบจึงสำคัญในแง่ของการกำหนดทิศทางและความเป็นไปของประเทศ เพราะฉะนั้นการปฏิรูปก็ต้องปฏิรูปเพื่อให้ตัวเจ้าของอำนาจเขามีอำนาจจริงๆ แต่อย่างไรก็ตามตัวประชาธิปไตยอย่างเดียวมันยังไม่พอ มันต้องมีการปกครองโดยกฎหมายกำกับ เพื่อช่วยคุ้มครองฝ่ายข้างน้อยไม่ให้ถูกละเมิดจากฝ่ายข้างมากในเวลาที่ฝ่ายข้างมากมีอำนาจอยู่ ในที่นี้ไม่ได้พูดถึงกฎหมายที่อะไรก็ได้ออกมาเป็นกฎหมาย กฎหมายในระบอบประชาธิปไตยต้องเป็นกฎหมายที่ยุติธรรม มีมาตรฐานในความยุติธรรมระดับหนึ่ง แน่นอนว่าเราอาจเถียงกันว่าความยุติธรรมคืออะไร? เราเถียงกันมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณจนถึงปัจจุบันนี้ และก็พยายามค้นหาความหมายของความยุติธรรมอยู่ แน่นอนว่ากฎหมายถูกทำขึ้นเพื่อความเป็นไปได้ในการอยู่รวมกัน เราต้องเคารพกฎหมายแต่ไม่ใช่กฎหมายอะไรก็ได้ที่เราต้องเคารพ กฎหมายที่จะเคารพได้อย่างน้อยต้องมีเป้าหมายที่สอดคล้องกับความเป็นธรรม

    คำว่านิติรัฐจึงไม่ใช่การที่รัฐมีแต่กฎหมายเฉยๆ ที่จะพูดอะไรก็ได้ แต่มันต้องเป็นรัฐที่มีกฎหมายเป็นธรรม ส่วนระบอบประชาธิปไตยที่มันมีกฎหมายอยู่ในมาตรฐานของความยุติธรรม แน่นอนว่ามันส่งผลถึงคนที่มีอำนาจในทางการเมือง เวลาที่เราจะปฏิรูปทางการเมืองประเด็นส่วนใหญ่ที่คนเขาพูดกันก็คือเรื่องของความชอบธรรมและเรื่องของความน้อมรับผิดของคนซึ่งเข้ามาใช้อำนาจแทนประชาชน คุณมีอำนาจอย่างเดียวแต่คุณน้อมรับผิดไม่ได้ คุณมีอำนาจโดยขาดความชอบธรรมไม่ได้ อย่างที่บอกว่าความชอบธรรมต้องมาจากประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจ และถามว่าเขาแสดงออกซึ่งความชอบธรรมในการเป็นเจ้าของอำนาจอย่างไรหากมีใครไม่ยอมรับว่าประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจก็คงจะไม่มานั่งเถียงกันเพราะเป็นเรื่องของระบอบที่ยอมรับในเรื่องอำนาจของประชาชน แต่ถ้ายอมรับว่าในระบอบมีผู้ทรงอำนาจคือประชาชน ซึ่งหมายถึงทุกกลุ่มประชาชน ซึ่งการปกครองนั้นต้องมีความชอบธรรมและความชอบธรรมนั้นต้องสืบสาวกลับไปยังประชาชนเจ้าของอำนาจได้  ถามว่าเรามีวิธีไหนที่จะส่งความชอบธรรมของประชาชนไปยังตัวผู้ปกครอง แน่นอนว่าถ้าเราอ้างอิงความชอบธรรมมาจากแหล่งอื่น เช่น ความชอบธรรมมาจากคนดีมีคุณธรรม ถ้าคุณมีคนดีเข้ามาปกครองแล้วเพราะฉะนั้นคุณก็ไม่ต้องสนใจประชาชน หัวของประชาชนแต่ละคนคุณก็ไม่ต้องมองเพราะมันไม่มีความหมาย เพราะคุณถือว่าความชอบธรรมมาจากคนซึ่งเป็นคนดีและมีคุณธรรมและปัญหาจะเกิดขึ้นเสมอมาและจะเกิดขึ้นตลอดไปถ้าคุณมองเช่นนั้น

    เพลโต นักปรัชญากรีกโบราณเจ้าของแนวคิดอุตมรัฐหรือรัฐในอุดมคติก็ได้พยายามนำเสนอค้นหากลุ่มคนซึ่งเป็นผู้ทรงธรรมก็พิสูจน์แล้วว่าหาไม่ได้ การหาเกณฑ์หาวิธีการแบบนั้นทำได้ยาก ในรัฐสมัยใหม่จะบอกว่าคนดีมีคุณธรรมนั้นต้องได้รับการพิสูจน์จากคนที่เป็นเจ้าของอำนาจ แล้วถ้าเกิดเขาเข้าไปแล้วเป็นคนชั่ว ระบบก็จะค่อยๆ จัดการเอง ซึ่งมีคนเถียงว่าปล่อยให้ระบบจัดการประเทศพังเสียก่อน เพราะมีสมมติฐานแบบนี้ประชาธิปไตยเราเลยไม่ไปไหนเลย เราไม่เคยปล่อยให้ระบอบประชาธิปไตยเดินด้วยตัวของมันจริงๆ ปล่อยให้มันปรับตัวและดูว่ามันจะเป็นยังไงภายใต้กลไกทางกฎหมายซึ่งมีความยุติธรรมกำกับอยู่

    เมื่อเราไปสู่ผลของการปฏิรูปในทางการเมืองซึ่งผู้ปกครองจะต้องเป็นผลมาจากความชอบธรรม กฎหมายที่มีความยุติธรรมต้องทำให้ผู้ปกครองมีความน้อมรับผิดด้วย อำนาจต้องมาจากความน้อมรับผิด ต้องสร้างกลไกขึ้นมากำกับ ยกตัวอย่างสมมติเรื่องรัฐธรรมนูญเราจะทำเรื่องระบบถอดถอน เพราะที่จริงระบบถอดถอดก็ใช้วิธีการทางรัฐสภาที่มีระบบถอดถอดอภิปรายไม่ไว้วางใจอยู่แล้ว แต่พูดถึงระบบถอดถอนต้องถามว่าใครจะเป็นผู้ถอดถอน คนที่ถอดถอนมีความชอบธรรมเป็นผู้ถอดถอนหรือไม่ และมีความน้อมรับผิดหรือไม่ในการถอดถอน เราอาจให้เขาเริ่มในตำแหน่งสำคัญในการถอดถอนและก็ให้ประชาชนเป็นส่วนสำคัญที่ใช้อำนาจในการถอดถอน รัฐสภาอาจเข้าชื่อกันลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีเพื่อทำการถอดถอน ให้ประชาชนมาโหวตว่าตกลงจะเอาอย่างไร ถ้าประชาชนโหวตว่านายกฯ ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกฯ ก็พ้นจากตำแหน่งไป ถ้าประชาชนโหวตให้นายกฯ ไม่ต้องพ้นจากตำแหน่ง ผลที่ตามมาคือผู้ที่ส่งให้นายกฯ ต้องถอดถอนต้องพ้นจากตำแหน่งหรือไม่ เพราะเป็นการใช้อำนาจทางการเมืองและต้องมีความน้อมรับผิดมาคู่กัน

    ซึ่งที่พูดมาทั้งหมดมันก็ขึ้นอยู่กับการปฏิรูปและการปฏิรูปก็มีหลายประเภท ในฐานะนักกฎหมาย การปฏิรูปโดยใช้กฎหมายก็เป็นหนทางทางหนึ่งในการปฏิรูปทางการเมือง เพื่อให้เกิดกฎหมายที่เป็นธรรมในสังคมจริงๆ ในเวลาที่เราจะออกแบบรัฐธรรมนูญก็จะต้องจะคำนึงถึงหลักการบางอย่างเสียก่อน กำหนดเป้าหมายให้ได้เสียก่อน ถ้ากำหนดเป้าหมายไม่ได้ ก็ออกแบบไม่ได้ ซึ่งจะต้องตกลงกันก่อนว่าคิดเห็นอย่างไรแล้วจึงออกแบบรัฐธรรมนูญแล้วออกแบบไปตามเป้าหมายนั้นซึ่งรัฐธรรมนูญที่ดีต้องเกิดบนหลักการพื้นฐานที่ยอมรับร่วมกันได้ เช่น ความเป็นประชาธิปไตยเป็นพื้นฐานที่คนยอมรับกันได้คือการที่คนแสดงความคิดความเห็นต่างๆ ได้

    ปัญหาที่เห็นอยู่ในเวลานี้คือรัฐธรรมนูญที่กำลังจะออกมาใหม่อาจจะยังไม่มีเป้าหมายตามที่ได้กล่าวไปข้างต้น ซึ่งมีบางประเด็นอย่างเช่น นายกรัฐมนตรีจะไม่ได้มาจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกต่อไป หรือมีวิธีการอื่นๆ แทนคำพูดที่สวยหรูว่าเป็นการเลือกตั้งโดยอ้อม ซึ่งที่จริงแล้วมันไม่ใช่เพราะอำนาจมันไม่ได้กลับคืนสู่ตัวประชาชนจริงๆ หากประเมินรัฐธรรมนูญที่ออกมาอาจจะมีโครงสร้างที่มีโครงสร้างสามระดับ ซึ่งอาจจะผิดไปจากนี้ไม่มากนัก ระดับล่างสุดเป็นระดับอำนาจที่ประชาชนมาจากการเลือกตั้ง นี่คือระดับต่ำที่สุดอำนาจจะน้อยลงที่สุด รัฐบาลอาจไม่มีเสถียรภาพมากเท่าไหร่ หรือมีก็อาจจะทำงานได้ไม่มากนัก ระดับที่สูงขึ้นไปเป็นอำนาจระดับที่สองอำนาจนี้จะขี่ขึ้นมาจากการเลือกตั้ง ส่วนนี้จะเป็นอำนาจขององค์กรอิสระและตุลาการคอยคุมอำนาจฝ่ายการเมืองโดยอ้างว่าเป็นการคุมของนิติรัฐหรือการคุ้มครองโดยกฎหมาย การคุมอาจก้าวล่วงไปยังการคุมนโยบายหรือกระบวนการตัดสินใจซึ่งจริงๆ มันควรจะเป็นเรื่องที่ประชาชนควรร่วมกันตัดสินใจมากกว่าที่จะส่งให้องค์กรอิสระหรือตุลาการเป็นฝ่ายควบคุม ซึ่งควรจะคุมแต่ในเรื่องจำเพาะว่าด้วยกฎหมายเท่านั้น เมื่อออกจากแถวหรือพ้นจากตำแหน่งอาจจะต้องมีเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาลทันที อำนาจอันที่สาม อันนี้ยังมองไม่เห็น ประเมินเอาไว้ว่าต้องทำรัฐธรรมนูญให้เสร็จก่อน อาจจะต้องดูในบทเฉพาะกาลถึงจะเป็นว่าอำนาจสูงสุดเป็นอย่างไรหากเป็นแบบนี้เราจะหวังผลการปฏิรูปอย่างไร แม้จะเป็นว่ารัฐธรรมนูญยังร่างไม่เสร็จแต่ก็เห็นแล้วว่าจะไปในทิศทางแบบนี้

    ส่วนรัฐบาลในขณะนี้อยู่กับเราในช่วงระยะเวลาหนึ่งไม่ได้อยู่กับเราไปตลอด สักวันก็จะต้องหมดอำนาจลง แต่เราก็ต้องดำเนินต่อไป นักเรียนนักศึกษาที่อยู่ในที่นี้ก็จะต้องเติบโตต่อไป ประเด็นก็คือว่าถ้ารัฐธรรมนูญที่ออกแบบมาบังคับใช้ได้ ความขัดแย้งก็จะอยู่ต่อเนื่องไปในรัฐธรรมนูญฉบับนั้น เราจะต้องพูดกันให้มันยุติว่าเป้าหมายนั้นมันคืออะไร อย่างเช่นที่ทำกันอยู่ตอนนี้วุฒิสภาไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเลย ย้อนกลับไปเมื่อปี 2520 ตัวรัฐธรรมนูญมีการแต่งหน้าทาปากแต่สารัตถะยังเป็นแบบเดิม ซึ่งอาจมีคนออกมาบอกว่าในโลกนี้ไม่มีใครเขียนหรอกว่านายกฯ ต้องมาจากสภาผู้แทนราษฎร ทำไมบ้านเราต้องเขียนเพราะส่วนใหญ่เขาไม่เขียนกันนั่นมันก็จริง ผมก็ศึกษากฎหมายมาก็ไม่มีใครเขียน แต่บ้านเราต้องเขียนเพราะบ้านเราไม่เหมือนที่อื่นเขา ที่อื่นเขามีจารีตประเพณีที่ปฏิบัติสืบกันมาว่านายกรัฐมนตรีต้องมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่บ้านเราถ้าไม่เขียนทางประวัติศาสตร์ก็บอกมาแล้วว่าเราเสียเลือดเสียเนื้อในปี 2535 เพื่อคุณค่าบางประการแบบนี้ในสิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตย แต่เรากำลังละทิ้งคุณค่าแบบนี้ไป อีกประการหนึ่ง ในเรื่องของกระบวนการทำรัฐธรรมนูญมันไม่มีความเป็นระบบคือการเลือกตั้งครั้งหน้าจะไม่ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งสังกัดพรรคการเมืองแล้ว เนื่องจากเกิดเหตุการณ์เอานักการเมืองเข้าคอก เกิดเผด็จการชักการเมือง เกิดมีนายทุนเข้ามาครอบงำการเมืองบอกให้ ส.ส. ยกมือ ให้ไปซ้าย ไปขวาได้หมด

    ความคิดนี้มันบอกว่าไม่ให้ ส.ส. สังกัดพรรคซึ่งเราต้องเคลียร์กันก่อนว่าอะไรคือหลักการที่ดี อะไรคือหลักการพื้นฐานที่มันถูกต้อง เช่น มีคนถามผมว่า ส.ส. ควรสังกัดพรรคการเมืองหรือไม่ ผมก็บอกว่าไม่จำเป็นและไม่ควรบังคับให้ ส.ส. สังกัดพรรคการเมือง หากเป็นเช่นนี้อาจเกิดการซื้อตัว ส.ส. ขึ้นได้ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องคิดกันว่าหลักการที่ทุกคนมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะในระดับการเมือง เขาต้องมีโอกาสเสนอตัวถึงเลือกเขาได้ ต่อมาในหลักการพื้นฐานสิทธิเสรีภาพการจะสังกัดพรรคหรือไม่สังกัดพรรคย่อมเป็นสิ่งที่จะทำได้ทั้งสองแบบ แต่คราวนี้ลองนึกภาพการที่ ส.ส. ที่ไม่สังกัดพรรคแล้วมีคะแนนเสียงเลือกตั้งมากมาย ในการทำงานในสภาฯ จะไม่สามารถดำเนินไปได้เพราะไม่เกิดผลของการหลอมรวมเจตจำนง มันจะเป็นเบี้ยหัวแตกไป ไม่สามารถทำงานหรือดำเนินนโยบายที่มันเป็นนโยบายซึ่งเป็นกลุ่มเป็นก้อนอันใดอันหนึ่งไม่ได้ แล้วจะแก้ปัญหาอย่างไร การแก้ปัญหาก็คือการทำให้นักการเมืองไปสังกัดพรรคการเมืองเพื่อความเป็นกลุ่มเป็นก้อน เกิดการลงมติให้ไปในทิศทางเดียวกัน หรืออาจจะแก้ปัญหาแบบนี้โดยไม่ทำลายหลักการก็คือว่าโดยทางหลักการใครอยากสมัครก็สมัคร เหมือนกับใครใคร่ค้าช้างค้า ใครใคร่ค้าม้าค้า คุณไม่มีพรรคการเมืองคุณมีอุดมการณ์เป็นของคุณ คุณอยากลงก็ลงเลยแต่เพื่อให้องค์ประกอบของสภาฯ มันครบก็อาจมีมาตรการเสริมทางกฎหมายบางอย่างเพื่อสนับสนุนให้คนสังกัดพรรคการเมือง เช่น อาจจะออกกฎหมายให้รัฐสภา หรือข้อบังคับในการประชุมรัฐสภาว่า คณะกรรมาธิการจะประชุมได้ต้องมาจากพรรคการเมือง กำหนดระยะเวลาในการอภิปรายให้กับพรรคการเมืองให้พรรคการเมืองกระจายไปยัง ส.ส.ในพรรค การคิดสักเรื่องหนึ่งควรคิดมาจากหลักการพื้นฐานที่มีการอธิบายที่มันเป็นเหตุเป็นผลรองรับเพื่อทำให้การปฏิรูปหรือตัวระบบมันเดินไปได้ แต่ถ้าไม่คิดตามหลักการนี้ มีเป้าหมายสะเปะสะปะ แล้วไม่เคารพเรื่องของเป้าหมายที่เป็นหลักพื้นฐาน รัฐธรรมนูญที่ร่างออกมาที่เป็นหลักกฎหมายให้กับประเทศมันก็จะกลายเป็นรัฐธรรมนูญถาวรซึ่งมูลค่าของการทำรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับไม่ได้ถูกเลย หมายถึงบรรดาเบี้ยประชุม บรรดาเงินที่จะต้องจ่ายไปในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ช่วยเราในการแก้ปัญหาการปฏิรูปทางการเมือง ดังนั้นจึงอยากให้เอาใจใส่ในเรื่องของรัฐธรรมนูญให้มาก เพราะผู้มีอำนาจมากในขณะนี้เมื่อหมดอำนาจแล้วเขาก็จากไป แต่ตัวกฎหมายที่มันออกมาแล้วก็อยู่ต่อแล้วมันก็ใช้บังคับอยู่ต่อไป มันจะไปแก้กันหลังจากนี้ก็ไม่ง่ายแล้ว

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ชาวรัสเซียร่วมเดินขบวนรำลึกฝ่ายค้านรัสเซียผู้วิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีปูตินที่ถูกยิงเสียชีวิต พร้อมคำขวัญอย่าง 'พวกเราจะไม่ลืม พวกเราจะไม่ให้อภัย' ขณะที่คณะกรรมการสืบสวนของรัสเซียระบุว่าการก่อเหตุครั้งนี้เพื่อทำลายเสถียรภาพทางการเมืองรัสเซีย แต่ก็มีผู้วิจารณ์คำกล่าวนี้ว่าสะท้อนการปลุกปั่นชาตินิยมของรัสเซีย

    2 มี.ค. 2558 ประชาชนหลายหมื่นคนออกมาเดินขบวนใจกลางกรุงมอสโกเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาเพื่อรำลึกถึง บอริส เนมโซฟ ฝ่ายค้านในรัสเซียที่ถูกยิงเสียชีวิตเมื่อไม่นานนี้

    สำนักข่าววีโอเอของสหรัฐฯ รายงานว่ามีผู้ชุมนุมถือธงชาติรัสเซียและป้ายเขียนว่า "พวกเราไม่กลัว" มีบางคนที่ถือรูปของเนมโซฟ ฝ่ายค้านที่คอยวิจารณ์รัฐบาลของวลาดิเมียร์ ปูติน มีผู้ร่วมชุมนุมจากหลายช่วงอายุทั้งคนหนุ่มสาวและคนสูงวัย ผู้จัดการชุมนุมระบุว่ามีผู้เข้าร่วมราว 70,000 คน ขณะที่ตำรวจกรุงมอสโกระบุว่ามีผู้เข้าร่วมราว 21,000 คน

    เนมโซฟอายุ 55 ปี ถูกยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 26 ก.พ. ที่ผ่านมา เหตุเกิดที่สะพานใกล้กับพระราชวังเครมลินในขณะที่เขากำลังเดินกลับบ้านจากภัตตาคาร มีประชาชนร่วมวางดอกไม้รวมหลายร้อยดอกในที่เกิดเหตุ เพื่อแสดงการรำลึกของเนมโซฟ

    มิคาอิล คาสยานอฟ อดีตนายกรัฐมนตรีรัสเซียผู้วิพากษ์วิจารณ์ปูตินกล่าวว่า การเสียชีวิตของเนมโซฟเป็นเหตุการณ์สำคัญอย่างหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์รัสเซียที่อาจจะทำให้ประชาชนทั่วไปเริ่มคิดว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับประเทศของพวกเขา

    แดเนียล เชียร์ฟ นักข่าววีโอเอรายงานจากกรุงมอสโกว่ามีผู้ประท้วงบางคนตะโกน "รัสเซียที่ไม่มีปูติน!" ในช่วงที่เดินขบวนใกล้กับสะพานที่เกิดเหตุ

    ทางด้านสำนักข่าวเรดิโอฟรียุโรปรายงานบรรยากาศการประท้วงว่าเป็นไปอย่างอึมครึม แต่ก็มีการตะโกนคำขวัญ "เราจะไม่ลืม เราจะไม่ให้อภัย"

    มีการตั้งข้อสังเกตอีกว่าโดยปกติแล้วทางการรัสเซียจะอนุมัติให้มีการประท้วงของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลช้ามาก แต่การประท้วงแสดงการรำลึกในครั้งนี้มีการให้อนุญาตเร็วกว่าที่คาดไว้

    เดิมทีเนมโซฟซึ่งเป็นผู้ต่อต้านปูตินและต่อต้านการทำสงครามกับยูเครนมีแผนการจัดการประท้วงใหญ่ของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลขึ้นในวันที่ 28 ก.พ. แต่ก็ถูกยิงเสียชีวิตโดยผู้ก่อเหตุที่อยู่ในรถยนต์ เขาถูกยิง 4 นัดขณะเดินอยู่กับเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่ง โดยฝ่ายหญิงไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ

    ปูตินแสดงความคิดเห็นถึงการสังหารในครั้งนี้ว่ามีลักษณะของการจ้างวานฆ่าและน่าจะเป็นการทำเพื่อ "ยั่วยุ" ปูตินยังส่งจดหมายแสดงความเสียใจให้กับ ดีนา อีดมัน แม่ของเนมโซฟ อีกทั้งทางการรัสเซียยังให้ปูตินเป็นผู้ดูแลการสืบสวนคดีนี้ โดยทางการรัสเซียประกาศว่าจะให้เงินรางวัล 3 ล้านรูเบิล (ราว 1.5 ล้านบาท) ให้แก่ผู้ที่สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับกรณีการสังหารเนมโซฟได้

    อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้เนมโซฟเคยกล่าวให้สัมภาษณ์ต่อสื่อในรัสเซียว่าเขากลัวปูตินจะสังหารเขา แต่ก็ยังยืนยันจะวิจารณ์ปูตินต่อไปโดยเฉพาะกรณีทำลงครามกับยูเครน

    ก่อนหน้านี้หลังเหตุสังการเนมโซฟ เหล่าผู้นำชาติตะวันตกพากันกล่าวประณามการก่อเหตุในครั้งนี้ผู้นำบางคนยังยกย่องเนมโซฟว่าเป็นผู้ปกป้องประชาธิปไตยและสิทธิพลเมืองด้วย นอกจากนี้ผู้นำหลายคนยังเรียกร้องให้รัสเซียดำเนินการสืบสวนคดีอย่างโปร่งใสและปราศจากความลำเอียง

    ในขณะที่คณะกรรมการสืบสวนของทางการรัสเซียระบุว่าการฆาตกรรมครั้งนี้อาจจะเป็นแผนการทำลายเสถียรภาพทางการเมืองของรัสเซีย และผู้ก่อเหตุอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มหัวรุนแรงทางศาสนาหรือเหตุการณ์ในยูเครน ฝ่ายต่อต้านปูตินกลับมองว่าสิ่งที่คณะกรรมการสืบสวนกล่าวสะท้อนให้เห็นความพยายามปลุกปั่นลัทธิชาตินิยมและสร้างความเกลียดชังต่อต้านตะวันตกเพื่อให้ประชาชนสนับสนุนนโยบายกรณียูเครนและเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาเศรษฐกิจในรัสเซีย


    เรียบเรียงจาก

    Russian Opposition Marches in Tribute to Murdered Leader, VOA, 01-0-2015
    http://www.voanews.com/content/russian-opposition-marches-in-tribute-to-murdered-leader-nemtsov/2663389.html

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ปลัดคลัง ประเมินผลกระทบ ‘บวก-ลบ’ เก็บภาษีที่ดินฯ-มรดก ลดกระจุกตัวความมั่งคั่ง เพิ่มประสิทธิภาพใช้ทรัพยากร เพิ่มรายได้รัฐ ด้านลบกระทบการออม การสะสมทุน การย้ายทรัพย์สินไปต่างประเทศ และต้นทุนการจัดเก็บ

    เมื่อวันที่ 25 ก.พ. ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 5 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการจัดเสวนาวิชาการ เรื่อง “ร่างกฎหมายภาษีทรัพย์สิน: การเปลี่ยนแปลงและผลกระทบ” โดย รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง ลวรณ แสงสนิท รองผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจการคลัง และศาสตราจารย์ ดร.สกนธ์ วรัญญูวัฒนา คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นการอภิปรายถึง ร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งขณะนี้อยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ รวมทั้งแนวคิดการจัดเก็บภาษีมรดก ซึ่งก่อนหน้านั้นมีการเสวนาในหัวข้อ “รู้จัก กฎหมายภาษีทรัพย์สิน: มุมมองทางด้านนิติศาสตร์และเศรษฐศาสตร์” โดยมี ผศ.ดร.ดวงมณี เลาวกุล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ศ.ดร.สุเมธ ศิริคุณโชติ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนแล้ว (อ่านรายงานเสวนา)

    ลวรณ แสงสนิท รองผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจการคลัง

    ลวรณ รองผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจการคลัง กล่าวถึงความสำคัญของภาษีทรัพย์สินว่า เนื่องจากรัฐบาลนี้กล่าวถึงภาษีตัวนี้ในการแถลงของรัฐสภา ที่จะมีการจัดเก็บภาษี 2 ตัวเพิ่มเติมคือภาษีมรดกที่ขณะนี้ไปอยู่ในขั้นตอนของสภากับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นภาษีที่เก็บบนฐานของทรัพย์สินที่สะสมความมั่งคั่งไว้

    วันนี้เราเก็บภาษีได้ประมาณ 18-19% ต่อ GDP ถ้าเทียบกับประเทศที่พัฒนาต่ำกว่าไทยก็ดูมาก แต่ค่าเฉลี่ยของอาเซียนอยู่ที่ 21% ต่อ GDP ถ้าเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วกลุ่ม OECD หรือประเทศในกลุ่มองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา จะเก็บประมาณ 35% ต่อ GDP ดังนั้นเราถือว่าต่ำกว่าเกณฑ์เพื่อนบ้าน และต่ำกว่าประเทศกลุ่มยุโรป

    โครงสร้างรายได้จากภาษีของเราหลักๆ อยู่บนภาษี 3 ตัว คือภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม การเก็บได้อยู่ที่ประมาณ 5 แสนล้านบาท บวกลบไปเรื่อยๆ ของแต่ละตัว ถ้าดูว่าภาษีทรัพย์สินเก็บได้ประมาณ 1% เท่านั้นจาก 100% ของการเก็บภาษีทั้งหมด ภาษีทรัพย์สินปัจจุบันเก็บอยู่

    รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง

    ป้องกันการเรียกรับผลประโยชน์จากดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่

    รังสรรค์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เดิมเราเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดิน ซึ่งอาศัยการประเมินของเจ้าหน้าที่ ดังนั้นอะไรที่ให้คนตัดสินใจมันก็มีการเรียกร้องผลประโยชน์ส่วนตัว จึงถึงเวลาที่จะต้องจัดการ เพราะแต่เดิมบางบริษัทอาจต้องการเสียภาษีให้ถูกต้อง แต่เจ้าหน้าที่ท้องที่ต่างๆ กลับให้เสียตามแบบที่เขาเหล่านั้นอยากจะให้เสีย ดังนั้นต่อไปเราจะให้เสียภาษีจากราคาประเมิน โดยจะให้กรมธนารักษ์ประเมิน คาดว่าภายใน 1 ปีจะเสร็จ จึงคิดว่าตรงนี้น่าจะดีกว่า รัฐได้ประโยชน์มากกว่า นี่คือหลักการที่จะเปลี่ยนมาเก็บในรูปแบบของภาษีทรัพย์สิน

    ศาสตราจารย์ ดร.สกนธ์ วรัญญูวัฒนา คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

    ความซ้ำซ้อนของการเสียภาษี

    สกนธ์ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า จริงๆ แล้วเรามีภาษีทรัพย์สินในรูปของภาษีและค่าธรรมเนียมอยู่แล้ว ในรูปของภาษีหลักๆคือภาษีโรงเรือนและที่ดิน และเรื่องของค่าธรรมเนียมการโอนนิติกรรมที่เก็บ 2% ซึ่งก็เป็นรูปแบบหนึ่งที่เป็นภาษีบทฐานของทรัพย์สิน คนที่มีทรัพย์สินเสียภาษีอยู่แล้ว เพียงแต่ปัญหาหลักๆ ของภาษีโรงเรือนและที่ดิน คือเรื่องของอัตราการจัดเก็บและฐานการเก็บของมันเป็นฐานของค่าเช่า เพราะทรัพย์สินลักษณะนี้บางส่วนมีการให้เช่าและบางส่วนไม่มีการให้เช่า  ที่ไม่มีค่าเช่าทำให้เราไม่รู้ว่าจะเก็บกันอย่างไร จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการประเมิน แต่เมื่อประเมิน จึงนำมาซึ่งความถูกต้อง จากช่องว่างการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่

    ฐานของภาษีโรงเรือนและที่ดินเป็นฐานของค่าเช่า ผู้ที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินตรงนั้นได้รายได้จากค่าเช่าแล้ว ยังต้องไปเสียภาษีเงินได้อีก ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนของการเสียภาษีขึ้นมา แต่ตามหลักการเก็บภาษีที่ดีม่ควรให้มีความซ้ำซ้อน จึงเป็นประเด็นปัญหาของภาษีโรงเรือนและที่ดิน

    ปัญหาของภาษีบำรุงท้องที่ ฐานที่ถูกดองมาตั้งแต่ปี 21

    สกนธ์ กล่าวต่อว่า อีกตัวที่เกี่ยวข้องกับภาษีทรัพย์สิน คือภาษีบำรุงท้องที่ ปัญหาแรกคือมันมีหลายอัตรา มี 32 อัตรา ซึ่งอัตราที่ต่ำ และโครงสร้างเป็นแบบถดถอย ยิ่งมูลค่าแพงกลับเสียน้อย แต่หัวใจสำคัญของปัญหาภาษีบำรุงท้องที่คือฐานของภาษีบำรุงท้องที่คือเรามีการไปฟรีสให้เป็นฐานปี พ.ศ. 21-24 ที่เป็นช่วงที่มีวิกฤติเศรษฐกิจ และรัฐบาลขณะนั้นให้คงฐานไว้เพื่อแบ่งเบาภาระของประชาชนจากการจ่ายภาษี ซึ่งปัจจุบันราคาที่ดินมีมูลค่าเพิ่มขึ้นแล้ว ดังนั้นความเป็นแหล่งรายได้ที่ดีจึงทำยาก

    ปัญหาสำคัญคือการยกเว้นลดหย่อน ของภาษีบำรุงท้องที่ในกรณีเป็นเจ้าของอยู่เองจะได้รับการยกเว้น คือไม่ต้องเสีย ถ้าไปทำเกษตรก็ลดลงอีก เช่น ปลูกไม้ล้มลุก ก็ได้ลดแล้ว เป็นต้น คิดว่ากระทรวงการคลังมาถูกทางแล้ว แทนที่จะดูทีละเปาะก็ทำมันทั้งระบบผ่านภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

    เพื่อรายได้รัฐและการใช้ทรัพยากรของประเทศให้มีประสิทธิภาพ

    ต่อคำถามที่ว่าทำไมต้องมีภาษีตรงนี้ สกนธ์ กล่าวว่า ภาษีทรัพย์สินเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการใหญ่ที่ประเทศต้องทำ คือการปฏิรูปโครงสร้างภาษีของประเทศ ที่ภาษีปัจจุบันมันกระจุดตัวอยู่ไม่กี่ตัว ซึ่งเป้นภาษีที่มาจากฐานรายได้และการบริโภค  ทำให้เกิดช่องโหว่ของการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลและการใช้ทรัพยากรของประเทศโดยเฉพาะเรื่องของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จึทำให้ความจำเป็นของการจัดเก็บบนฐานของทรัพย์สินจึงมีความจำเป็นมากขึ้น

    เพื่อความเป็นธรรม

    สกนธ์ กล่าวว่า ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง การออกแบบภาษีตรงนี้เป็นเรื่องของความเป็นธรรมด้วย เพราะเป็นการเก็บบนฐานของการประเมินมูลค่าของตลาดของทรัพย์สินจริงๆ ในบทเรียกของต่างประเทศนั้นเรื่องของฐานนั้นมีหลายประเภท บางประเทศใช้บนฐานค่าเช่า แต่เกิดปัญหาเรื่องความซ้ำซ้อนของรายได้ รวมทั้งฐานอีกอันที่มีระดับการพัฒนาน้อย จะใช้ฐานของขนาดพื้นที่ ซึ่งดีในแง่การง่ายในการจัดเก็บ แต่ไม่สะท้อนมูลค่า ดังนั้นการเก็บบนฐานของมูลค่ามันสะท้อนความจริง ดังนั้นสิ่งที่เขียนในร่าง กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตัวนี้ระบุว่าเป็นการประเมินจากมูลค่าของทรัพย์สอนจึงถือว่าเป็นการมองไปข้างหน้าของฐานการจัดเก็บภาษีตัวนี้

    รายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

    ลวรณ  กล่าวว่า เครื่องมือที่องค์กรปกครองส่วนท้อถิ่นใช้อาจจะไม่มีประสิทธิภาพ เหมาะสมเพียงยุคสมัยหนึ่ง แต่วันนี้เรามอง่าท้องถิ่นมีเครื่องมือให้การหารายได้ที่ไม่มีประสิทธิภาพ ความไม่มีประสิทธิภาพตรงนี้จะส่งผลอย่างหนึ่งคือสามารถจัดเก็บรายได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น จะไม่สอดคล้องกับที่เรามีนโยบายกระจายอำนาจ ท้องถิ่นตราบเท่าที่ยังไม่สามารถหารายได้ด้วยตัวเอง ยังต้องพึ่งรัฐบาลกลาง พึ่งเงินอุดหนุน แต่วันนี้เราจะกระจายอำนาจแต่เงินอุดหนุนที่รัฐบาลกลางจ่ายให้ท้องถิ่นกลับมากขึ้นทุก

    รังสรรค์ กล่าวว่า การจัดเก็บภาษีตัวนี้วัตถุประสงค์หนึ่งคือมุ่งสร้างรายได้ของ อปท. ซึ่งแต่เดิมรายได้ค่อนข้างต่ำ รายได้รวมของ อปท. ทั้งหมดปีหนึ่ง โดยในปี 56 อยู่ที่ประมาณ 5.7 แสนล้าน และปี 57 นี้ ประมาณ 6.2 แสนล้านบาท เป็นรายได้ที่ท้องถิ่นเก็บเองเพียง 5 หมื่นล้านเท่านั้น หรือประมาณ 8-9% เท่านั้น นอกนั้นเป็นรายได้ภาษีที่รัฐบาลเก็บและแบ่งให้ ปี 56 ตัวเลขที่รัฐบาลจัดสรรให้

    จะเห็นว่ารายได้ของรัฐบาลปีหนึ่ง 2.1 ล้านล้าน ให้ อปท. 5.7 แสนล้านแล้ว แต่ท้องถิ่นมีความสามารถในการจัดเก็บเอง 5 หมื่นล้าน ซึ่งเห็นว่ามันต่ำมาก เพราะฉะนั้นสัดส่วนรายได้ของ อปท.ต่อรัฐบาล 27% ที่รัฐบาลห้กับท้องถิ่นไป

    ที่คิดว่าภาษีที่ดินเดิมนั้น นอกจากปัญหาเรื่องการประเมินของเจ้าหน้าทีที่ประเมินราคาต่ำแล้ว เพื่อเรียกร้องผลประโยชน์อะไรแล้ว มันยังเป็นการลงโทษคนที่ทำประโยชน์จากที่ดินกลับต้องเสียภาษีเยอะ แต่คนที่ทิ้งที่ดินเปล่ากลับเสียภาษีน้อย ทำให้เกิดการกักตุนที่ดิน และทำให้คนจนคนรายได้น้อยไม่สามารถครอบครองที่ดินได้ เพราะถูกนายทุนแย่งซื้อหมด

    การเก็บจากราคาตลาดทำให้ท้องถิ่นใส่บริการสาธารณะเข้าไป

    สกนธ์ กล่าวว่า รายได้จากท้องถิ่นใน 5 หมื่นล้านนั้น เกินครึ่งเก็บจาก กทม.แห่งเดียว เท่ากับท้องถิ่น 7,800 กว่าแห่ง เก็บได้เพี่ยงเล็กน้อย สะท้อนปัญหาว่าถ้าการกระจายอำนาจเป็นเรื่องสำคัญของประเทศ การจัดเก็บภาษีจึงเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นถ้าโครงสร้างภาษียังเป็นแบบเดิมจึงเป็นปัญหาในการสร้างความเข้มแข็งทำให้ท้องถิ่น จึงคิดว่าการจัดเก็บภาษีแบบใหม่จะเป็นส่วนช่วยในการสร้างความเข้มแข็งของท้องถิ่น

    ไม่อยากให้มองภาษีตรงนี้เป็นการหารายได้ของรัฐบาลเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการจัดเก็บตามราคาตลาด แล้วราคาตลาดจะสูงหรือต่ำมันจะสูงหรือไม่ มันก็อยู่ที่การบริการสาธารณะของท้องถิ่นที่ใส่เข้าไปในท้องที่ ดังนั้นการทำให้มูลค่าเพิ่มของทรัพย์สินเพิ่ม ก็เป็นการบังคับทางอ้อมที่ให้ท้องถิ่นใส่บริการสาธารณะเข้าไป เช่น การตัดถนน น้ำปะปา ไฟฟ้า ฯลฯ หัวใจของการจัดเก็บภาษีตรงนี้มันสะท้อนบทบาทขอท้องถิ่นในการการพัฒนา

    ภาษีในฐานกลไปสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนกับท้องถิ่น

    สกนธ์ กล่าวด้วยว่า ผู้เสียภาษีนั้นหากต้องการให้ท้องถิ่นมีการพัฒนาก็ต้องจ่ายตรงนั้นด้วย เมื่อเห็นภาพเหล่านี้ กลไกเรื่องของภาษีนี้จึงนำไปสู่การมีส่วนร่วมจของภาคประชาชน เป็นตัวช่วยเริ่มต้นให้ภาคประชาชนสนใจเข้าไปมีส่วนร่วม เข้าไปกำกับ ตรวจสอบการบริหารท้องถิ่นด้วย

    การใช้ที่ดินให้มีประสิทธิภาพ

    ลวรณ กล่าวว่า ภาษีของเดิมมันล้าสมัย ของเดิมมันไม่ดี อยากให้ท้องถิ่นมีรายได้ที่เหมาะสม และจะส่งผลต่อเรื่องคนในท้องถิ่นเข้ามามีส่วนรร่วม และสิ่งที่เป็นผลพลอยได้อีกอย่างคือ การใช้ที่ดินให้มีประสิทธิภาพ อย่างน้อยที่สุดหากมีภาระต้องเสียภาษีทุกปีการใช้ประโยชน์จากที่ดินตรงนั้นก็ต้องมีการคิดความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ที่ต้องมากกว่าการเสียภาษีทุกปี

    ฐานการเก็บภาษี ใครเสีย ใครเก็บ ทรัพย์สินอะไร และอะไรยกเว้น

    รังสรรค์ กล่าวว่า ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้นเราเริ่มทำมาตั้งแต่รัฐบาลก่อนหน้าตั้งแต่ปี 53 คนที่ต้องเสีย คือเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นผู้เสียภาษี หรือผู้ที่ครอบครองหรือทำประโยชน์ในที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์สินของรัฐ

    ใครเป็นผู้มีหน้าที่จัดเก็บ คือ ให้ท้องถิ่นเป็นผู้จัดเก็บ ทรัพย์สินอะไรบ้างที่จะต้องเสียภาษี เช่น ที่ดิน ห้องชุด คอนโด ฯลฯ ส่วนที่จะได้รับการยกเว้น เช่น ทรัพย์สินที่เป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่ไม่ได้หาผลประโยชน์ แต่ถ้าหาผลประโยชน์ก็ต้องเสียภาษี ทรัพย์สินของรัฐและหน่วยงานของรัฐ ทรัพย์สินที่เป็นธรรมการของยูเอ็น ขององค์กรระหว่างประเทศที่มีข้อผูกพันการยกเว้นภาษีที่เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ ทรัพย์สินของสถานทูต ของสภากาชาด ฯลฯ

    ฐานเกี่ยวกับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ใช้มูลค่าทั้งหมดของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ราคาทุนประเมินทุนทรัพย์ที่ดิน ขนาดที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างก็ใช้ขนาดของโรงเรือนและขนาดของพื้นที่ ให้หักค่าเสื่อมราคาได้ แต่ที่ดินไม่หักค่าเสื่อมราคาเพราะราคามันจะสูงขึนเรื่อยๆ ในกรณีที่เป็นอาคารเราสามรถหักต่าเสื่อมราคาได้  

    อัตราเพดาลภาษียังไม่นิ่ง

    รังสรรค์ กล่าวถึงอัตราภาษี ตอนนี้ยังไม่นิ่ง เรารับฟังจากผู้เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้เสียอยู่ ว่าจะเท่าไหร่ แต่ปัจจุบัน ถ้าเป็นที่ดินที่ใช้ในการเกษตรกรรมจะเก็บไม่เกินร้อยละ 0.25 เดิมเราเคยบอกว่าร้อยละ 0.5 และที่อยู่อาศัยเดิมตอนที่ร่างกฏหมายครั้งแรกเราจะเก็บร้อยละ 1  ปรับลดมาครึ่งหนึ่งอยู่ที่ 0.5 กรณีพาณิชย์ใช้ในการค้าขายเก็บไม่เกินร้อยละ 2 เดิมเราบอกว่าเพดาล 4% ถ้าทิ้งไว้ว่างเปล่าไม่ทำประโยชน์ตามควรของสภาพที่ดินนั้นร้อยละ 0.5 ของอัตราภาษี จะเพิ่ม 1 เท่าทุก 3 ปี แต่จะไม่เกินร้อยละ 2  ของฐานภาษี

    ความโปร่งใสที่กำหนดจากส่วนกลางเก็บโดยท้องถิ่น

    ลวรณ กล่าวว่า ความโปร่งใส่นั้นจะง่าย เพราะท้องถิ่นเป็นคนไปเก็บ โดยหากเป็นราคาที่ดินกรมธนารักษ์ประเมินให้อยู่แล้ว ทุกๆ 4 ปี มีการปรับข้อมูลให้ทันสมัย ข้อมูลนี้จะเป้นระบบเชื่อมโยงด้วยฐานข้อมูลอันเดียว เพราะฉะนั้นก็นำราคาต่อตารางวาไปคูณกับพื้นที่ที่ครอบครอง ท้องถิ่นที่จัดเก็บจึงเปลี่ยนแปลงราคาไม่ได้เพราะถูกกำหนดจากส่วนกลาง ดังนั้นราคาที่ดินแต่ละแปรงในประเทศจึงมีความชัดเจน

    ส่วนกรณีสิ่งปลูกสร้าง กรมธนารักษ์มีการกำหนดแบบมาทุกแบบ 69 แบบ และแต่ละแบบมีค่าเสื่อม ความเป็นค่าเสื่อม เช่น ตึก ที่เป็นปูน ลดตั้งแต่ปีแรกลดลงไปเรื่อยๆ จนถึงปีที่ 43 ตึกยังอยู่ หลังจากนั้นจะหักค่าเสื่อมได้ 76% และอัตรานี้จะนิ่งไปตลอด ถ้าอาคารที่เป็นครึ่งตึกครึ่งไม้ ถึงปีที่ 22 จะใช้ค่าเสื่อมที่ 85% เท่ากับอาคารนี้จะเหลือ 15%  สิ่งที่เนความโปรงใส่คือการประเมินฐานภาษีมีความชัดเจนดิ้นไปไหนไม่ได้

    รวมทั้งจะเก็บใครก็จะไปติดประกาศไว้ก่อนว่าบ้านหลังนั้นนี้ อปท. นั้นนี้จะเก็บเท่าไหร่อย่างไร ซึ่งจะทำให้เพื่อนบ้านเห็นและเปรียบเทียบได้ ทำให้ระบบทางสังคมสามารถตรวจสวบความโปรงใส่ของอัตราที่เก็บได้อีก

    สกลธ์ กล่าวว่า เรื่องมูลค่าเพิ่ม จากการที่ทรัพย์สินนั้นเปลี่ยนรูปแบบการใช้ เช่น จากห้องแถว เปลี่ยนเป็นร้าน 7 มีการใช้ประโยชน์ที่ต่างออกไป เหล่านี้จะคิดหรือไม่ รวมทั้งเรื่องของการจัดเก็บ เป้นสิ่งที่ดีที่เป็นอำนาจของท้องถิ่นในการจัดเก็บ แต่คำถามคือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงต้องช่วยในการพัฒนาบุคลากรมในท้องถิ่นในการจัดเก็บให้รัดกุมให้รอบคอบ และกรณีชาวบ้านที่ไม่เห็นด้วยกับการจัดเก็บจะอุทธรณ์ที่ไหนได้บ้าง

    ลวรณ ตอบคำถามว่า กรณีตึกที่เปลี่ยนรูปร่าง อันหนึ่งที่ต้องเปลี่ยนไป แม้ฐานภาษีที่เป็นตึกเดิม แต่อัตราภาษีที่เปลี่ยนไปแล้ว เพราะเปลี่ยนไปใช้ในอัตราพาณิชย์ ที่ไม่ใช่ฐานของอัตราที่อยู่อาศัย

    มาตรการลดผลกระทบต่อผู้มีรายได้น้อย

    รังสรรค์ กล่าวถึงผลกระทบของการจัดเก็บภาษีนี้ว่า เราจะดูแลคนที่มีรายได้น้อยอย่างไรนั้น ตัวเลขยังไม่ตกผลึก การยกเว้นภาษีของเรา ทรัพย์สินไม่ถึง 1 ล้านบ้านอาจจะยกเว้นไม่จัดเก็บเลย หรือเกินล้านไม่ถึง 3 ล้านอาจจะเสียครึ่งหนึ่ง ถ้าเกิน 3 ล้านจึงเสียเต็ม เป็นต้น

    รังสรรค์ ยืนยันด้วยว่าขณะนี้มีความพร้อมในการจัดเก็บภาษีหมดแล้ว

    ลวรณ กล่าวเสริมถึงการยกเว้นด้วยว่า เรามีบทเรียนจากภาษีเดิม ที่ลดหย่อนมากจนจัดเก็บแทบไม่ได้เลย ดังนั้นควรมีตัวเลขหนึ่งที่จะลดหย่อนหรือยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี แต่ตัวเลขขณะนี้ยังไม่นิ่ง วันนี้ตุ๊กตารูบแบบในการจัดเก็บภาษีเยอะ

    ภาษีทรัพย์สินฯ หัวใจอยู่ที่การประเมินมูลค่าและการยกเว้นลดหย่อน

    สกนธ์ กล่าวว่า เรื่องภาษีทรัพย์สินฯ หัวใจสำคัญอยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรกคือการประเมินมูลค่า ต้องประเมินตามเป้าหมาย ตามฐานที่แท้จริง แต่อีกตัวคือการยกเว้นลดหย่อน ต้องออกแบบที่ดี ทำอย่างไรให้การลดหย่อนไม่เป็นช่องโหว่ในการหลบเลี่ยงในอนาคต ไม่ควรเหวี่ยงแห

    คลังกำลังขายความคิดให้กับสังคมและประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็น แต่ประเด็นสำคัญคือ เพื่อให้เกิดความยอมรับถ้าภาษีนี้ใช้จริงเป็นได้ไหม ภาษีนี้เป็นรายจ่ายที่ต้องจ่ายไป ภาษีนี้ไปลดหย่อนภาษีตัวอื่น หรือค่าทำเนียมการโอนจะปรับไหม

    ชี้ขึ้น VAT กระบทความรู้สึกมากกว่า

    รังสรรค์ กล่าวว่า หากขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม 1% คิดว่าคนจนแทบไม่กระทบเท่าไหร่ เพราะอาหารในชีวิตประจำวันแทบจะไม่มี VAT อยู่แล้ว อาจจะมีเสื้อผ้านิดหน่อย แต่มันกระทบความรู้สึกมากกว่า ภาษีเงินได้ก็ขึ้นไม่ได้มีแต่จะละ นิติบุคคล สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ก็ส่งเสริม 8 ปี ไม่ต้องเสียภาษี เราไปหวังว่าจะได้ให้แรงงานมีงานทำ แต่ปรากฏว่าตอนนี้แรงงานตามโรงงานแทบไม่ใช่คนไทยอาจเป็นคนประเทศรอบบ้านเรา หรือเราบอกว่าต้องการให้คนมาลงทุนต้องการเทคโนโลยีใหม่ๆจากประเทศที่เจริญแล้วเข้ามา แต่ BOI ก็อนุญาตให้เอาเครื่องจักรเก่ามาลงทุนได้ ตนก็ไปค้านในบอร์ด BOI ตลอด ก็เท่ากับประเทศเราเป็นที่ระบายเครื่องจักรเก่าประสิทธิภาพในการผลิตก็ต่ำกว่าเครื่องจักรใหม่

    จึงต้องมาหาภาษีตัวอื่นอย่างภาษีทรัพย์สินที่จะเก็บเพิ่มขึ้น เพื่อสร้างรายได้ห้กับรัฐบาลและท้องถิ่น เราก็คิดเรื่องภาษีมรดกที่ตอนนี้เข้าไปใน สนช. ในขั้นกรรมาธิการที่จะต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 90 วัน คิดว่าประมาณสิ้นเดืนมี.ค.นี้ก็ต้องออกมาแล้ว  หากเราไม่คิดหาภาษีอะไรมาประเทศก็ไม่มีเงินไปใช้จ่ายการพัฒนา

    ลวรณ ตอบประเด็นเรื่องการสร้างแรงจูงใจในการเสียภาษีด้วยการนำเอาไปใช้เป็นสิทธิลดหย่อนภาษีตัวอื่นว่า หากถ้าเอาภาษีที่ดินไปลดหย่อยภาษีเงินได้ มันจะข้ามภาษีกัน มันคนละฐานภาษีกัน การข้ามไปมา อาจกลายเป็นอัฐยายซื้อขนมยาย ภาษีตัวนี้ตั้งใจให้มีการงดเว้นลดหย่อนให้น้อยที่สุด ที่ของรัฐของราชการถ้าเอาไปใช้เชิงพาณิชย์เมื่อไหร่ก็ต้องเสียภาษี ที่ของของ สนง.ทรัพย์สินฯ ถ้าไปใช้ในเชิงพาณิชย์ต้องเสียภาษี

    ภาษีมรดก เก็บจากการรับมรดก

    ลวรณ กล่าวถึง ภาษีมรดกที่กำลังอยู่ในชั้นกรรมาธิการว่า หน้าตามันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างไร ไม่รู้ แต่หลักใหญ่คือเก็บที่การรับมรดก ทั้งนี้ภาษีมรดกของไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ในแง่ของวิชาการ มีตัวเลขตัวหนึ่งถ้าดูสัมประสิทธิ์จีนี (Gini coefficient) ถ้าถอยไปดู 25 ปี วิ่งอยู่ 0.48 มันบอกว่าประเทศเราพัฒนาแต่การกระจุกตัวของรายได้เรามีปัญหา

    สกนธ์ กล่าวเสริมว่าการเก็บภาษีมรดกนั้นช่วยในแง่การกระจายรายได้ แต่ช่วยมากไหมอีกเรื่อง เพราะภาษีมรดกเป็นการดูที่ปลายทาง ช่วยให้คนที่มีมรดกแบ่งให้รัฐ เหมือนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพราะหัวใจของประเด็นนี้คือการยกเว้นลดหย่อน ที่จะเริ่มต้นที่เท่าไหร่ ภาษีมรดกจะทำให้ความเหลื่อมล้ำลดไหม นั้นต้องดูเรื่องอื่นด้วย ต้องดูโครงสร้างการปฏิรูปภาษีของทั้งประเทศ

    เสนอยกเว้นต่ำกว่า 50 ล้าน ไม่เก็ยภาษีมรดก

    ลวรณ ตอบว่าตอนที่คือต่ำกว่า 50 ล้าน จะได้รับการยกเว้นการเก็บ แต่ตัวเลขนี้ก็ยังไม่นิ่ง โดย รังสรรค์ กล่าวถึงความคาดหวังของคลังในการจัดเก็บภาษีมรดก โดยกองมรดกหากมีรายได้ก็ต้องเสียภาษี ในส่วนของภาษีมรดก จำได้เป็นนโยบายของ คสช. ว่าอย่างไรก็ต้องเก็บภาษีมรดก ที่ต้องการลดความเหลื่อมล้ำ เพราะคนที่รับมรดกนั้นยังไม่ได้ทำอะไรก็มีรายได้แล้ว ดังนั้นก็ควรแบ่งใหสังคมบ้าง จะเห็นว่า คนเกิดการได้เปรียยบเสียเปรียบกันในสังคม

    เป็นการลดความเหลื่อมล้ำ มาตราการเหล่านี้เป็นการเฉลี่ยความสุขกัน

    ลวรณ กล่าวเสริมว่า อัตราการเก็บภาษีมรดกในต่างประเทศที่ยังเก็บอยู่นั้นเก็บเป็นขั้นบันได ส่วนการเริ่มต้นที่ 50 ล้านนั้น เรามองถึงตัวเลขของขนาดของ SMEs ที่มีมูลค่าประมาณ 50 ล้านบาท ดังนั้นการเปลี่ยนผ่านจากรุ่นหนึ่งก็ไม่ควรกระทบ แต่อัตราก็ยังไม่นึ่งในขั้นกรรมาธิการ

    ปลัดคลังสรุปผลกระทบจากภาษี ด้าน บวก-ลบ

    รังสรรค์ กล่าวสรุปถึงผลกระทบด้านลบและบวกของการเก็บภาษี ภาษีมรดก ภาษีการให้ ภาษีทรัพย์สิน  ว่า ผลกระทบด้านบวก เป็นการลดการกระจุกตัวของความมั่งคั่ง ลดความเหลื่อล้ำในสังคม เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและเพิ่มรายได้ให้แก่รัฐ ส่วนผลกระทบด้านลบนั้น อาจจะกระทบต่อคนที่ต้องการออมให้ลูกหลาน การสะสมทุนจะลดลง  อาจจะเกิดการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินไปต่างประเทศ และอาจะมีต้นทุนในการจัดเก็บภาษี 

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ที่ปรึกษาและโฆษก กมธ.ยกร่างฯ ชี้ ระบบเลือก ส.ส. แบบใหม่จะทำให้เกิดสมดุลทางการเมือง พรรคเล็กมีโอกาสได้ที่นั่ง ด้านการลงคะแนนเสียง ส.ส. อาจใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนที่มา ส.ว. ไม่จำเป็นต้องเลือกตั้งทางตรงเสมอไป 

    3 มี.ค. 2558 เว็บข่าวรัฐสภา รายงานว่า พลเอกเลิศรัตน์ รัตนวานิช ที่ปรึกษาและโฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (รธน.) ได้ชี้แจงความคืบหน้าการยกร่าง รธน. รายมาตราต่อที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) หมวด 3 รัฐสภา ส่วนที่ 2 สภาผู้แทนราษฎรว่า ในส่วนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ได้กำหนดระบบเลือกตั้งเป็นแบบสัดส่วนผสม โดยกำหนดให้มี ส.ส. จำนวนไม่น้อยกว่า 450 คน แต่ต้องไม่เกิน 470 คน มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 250 คน เลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ 200 คน แต่ไม่เกิน 220 คน และหากเกิดเหตุทำให้จำนวน สส. เหลือไม่ครบ แต่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ให้ถือว่าครบองค์ประชุม สามารถเปิดการประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ แต่จะต้องจัดการเลือกตั้งในเขตที่ไม่มี สส. ภายใน180 วัน เพื่อให้ได้ สส. ครบตามจำนวนที่ระบุไว้ และหากคำนวณ สส. บัญชีรายชื่อแล้วเกินกว่า 220 คน ให้ปรับลดสัดส่วนของจำนวน สส. บัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคลงตามสัดส่วน ให้เหลือ 220 คน ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ

    ส่วนวิธีออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ โดยให้ลงคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.แต่ละแบบแยกกันโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือวิธีอื่น ทั้งนี้เชื่อว่า ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมของไทยจะช่วยสร้างสมดุลให้การเมืองไทย อาทิ การใช้หลักเกณฑ์คะแนนบัญชีรายชื่อเป็นหลักในการคำนวณ ส.ส. ที่จะพึงได้ของแต่ละพรรคหรือกลุ่มการเมือง ถือเป็นการให้ความสำคัญของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งทุกคะแนน สะท้อนความนิยมที่แท้จริงของแต่ละพรรคการเมือง และเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้มีความรู้ความสามารถซึ่งเป็นบุคคลจากตัวแทนหลาก หลายอาชีพได้เข้าทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติเพิ่มขึ้น รวมถึงช่วยพรรคหรือกลุ่มการเมืองขนาดเล็กมีโอกาสสูงที่จะได้ที่นั่ง ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎร ต่างจากระบบเดิมซึ่งเป็นระบบคู่ขนาน ทำให้แนวโน้มการจัดตั้งรัฐบาลที่มี ส.ส เกินกึ่งหนึ่งของสภา ที่มาจากหลากหลายพรรค ทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพมากขึ้นและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อการบริหารประเทศ

    ขณะที่ในส่วนของวุฒิสภา พลเอกเลิศรัตน์ ได้กล่าวว่า กมธ.ยกร่าง รธน. ได้ศึกษาจากโครงสร้างวุฒิสภาในอดีตและต่างประเทศ โดยได้มีการวางหลักเกณฑ์ของวุฒิสภาให้เป็นลักษณะสภาที่สอง เป็นสภาผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งการได้มาซึ่งผู้แทนปวงชนไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้งเสมอไป ดังนั้นที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.).จึงกำหนดให้มาจากการเลือกตั้งโดยอ้อม หรือการสรรหาจากบุคคล จำนวนไม่เกิน 200 คน  เพื่อให้ฐานที่มา ส.ว.แตกต่างจาก ส.ส. เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้แทนประชาชนมาจากทุกกลุ่มอาชีพซึ่งเป็นบุคคลที่ยึดโยง กับประชาชน ได้เข้ามามีส่วนร่วมในรัฐสภาในการบริหารราชการแผ่นดินต่อไป

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    "..ประชาธิปไตยเป็นการเปิดโอกาสให้เสียงข้างน้อยเปลี่ยนเป็นเสียงข้างมากได้ และเสียงข้างมากก็เป็นเสียงข้างน้อยได้ โดยการแสดงเหตุแสดงผลซึ่งกันและกันเป็นแบบนี้ แต่ถ้าที่ใดก็ตามที่เสียงข้างน้อยไม่เคารพเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อยอ้างอิงหลักการปกครองบางอย่างซึ่งปกครองโดยกฎหมาย ใช้กฎหมายทำลายเจตจำนงของเสียงข้างมาก สิ่งนี้ย่อมไม่เป็นประชาธิปไตย"

    กล่าวบนเวทีเสวนา การปฏิรูป เพื่อความงาม ความเจริญ และความเป็นธรรม เมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2558 มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

    พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ตั้งคณะกรรมการทำงานพิจารณาแนวทางลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูง กทม.-พัทยา-ระยอง และกทม.-หัวหิน คาดได้ข้อสรุปภายในปีนี้

    3 มี.ค. 2558 สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ รายงานว่า พลอากาศเอกประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีนโยบายให้ดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพมหานคร เชื่อมกับเมืองท่องเที่ยว จำนวน 2 เส้นทาง ประกอบด้วย สายกรุงเทพมหานคร-หัวหิน และกรุงเทพมหานคร-พัทยา-ระยอง ซึ่งขณะนี้กระทรวงคมนาคมได้ดำเนินผลการศึกษาแล้ว แต่ให้หน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้องกลับไปทบทวนใหม่อีกครั้ง เนื่องจากโครงการเดิมจะมีเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจและสังคม ขณะที่นโยบายใหม่จะมีเรื่องการท่องเที่ยวเข้ามาเกี่ยวข้อง พร้อมได้สั่งการให้ สร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม ตั้งคณะทำงานพิจารณาแนวทางการลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูง ทั้ง 2 เส้นทาง คาดว่าจะได้ข้อสรุปเรื่องรูปแบบการลงทุนภายในปีนี้

    สำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพมหานคร-พัทยา-ระยอง จะแยกออกจากระบบรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ส่วนต่อขยายจากท่าอากาศยาน สุวรรณภูมิ-สนามบินอู่ตะเภา ที่รัฐบาลมีเป้าหมายจะลงทุนเพื่อเชื่อมระหว่าง 3 สนามบิน คือดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา หลังจากที่จะนำมาพัฒนาเป็นสนามบินเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบแห่งที่ 3 รวมถึงจะเป็นคนละระบบกับรถไฟทางคู่ราง 1.435 เมตร หรือรถไฟไทย-จีน เส้นทางหนองคาย-นครราชสีมา-แก่งคอย-มาบตาพุดและแก่งคอย-กรุงเทพฯ ระยะทาง 873 กิโลเมตร โดยมีวัตถุประสงค์ต่างกัน คือรถไฟไทย-จีนจะขนส่งสินค้าและผู้โดยสารทั่วไปจากหนองคายมาที่มาบตาพุด ส่วนแอร์พอร์ตลิงก์จะเชื่อมการเดินทางจากในเมืองกับระหว่างสนามบิน ด้านรถไฟความเร็วสูงจะรองรับนักท่องเที่ยวเป็นหลัก

    ด้านไทยรัฐออนไลน์รายงานว่า พลอากาศเอกประจิน ได้ให้ความเห็นต่อกรณีดังกล่าวว่า คณะทำงานชุดนี้ต้องเชิญผู้ประกอบการเข้ามาหารือ เพื่อพิจารณารูปแบบความร่วมมือด้วย ว่าในการดำเนินโครงการจะเป็นรูปแบบไหน เป็นความร่วมมือแบบรัฐและเอกชนร่วมลงทุน (พีพีพี) การให้สัมปทาน ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในพีพีพี หรือเป็นความร่วมมือรัฐบาลกับรัฐบาล (จีทูจี) แบบเดียวกับที่ไทยทำร่วมกับจีน ในการก่อสร้างรถไฟทางคู่รางมาตรฐาน 1.435 เมตร เส้นทางหนองคาย-นครราชสีมา-แก่งคอย-มาบตาพุด และแก่งคอย-กรุงเทพฯ ซึ่งต้องให้มีความชัดเจน

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    คณะกรรมการคุ้มครองผู้สื่อข่าวเผย "อ่องเนเมียว" นักข่าวพม่าถูกตำรวจถูกจับกุม และกล่าวหาว่าโพสต์ภาพตัดต่อและข้อความเสียดสีเป็นภัย ขัดขวาง และก่อกวนรัฐบาล และจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึงมีโทษจำคุกสูงสุด 7 ปี

    3 มี.ค. 2558 - คณะกรรมการคุ้มครองผู้สื่อข่าว (Committee to Protect Journalists: CPJ) เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวนักข่าวในพม่าตั้งแต่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (27 ก.พ.) จากการโพสต์ภาพเสียดสีรัฐบาลพม่าในเฟซบุ๊กส่วนตัว ก่อนจะปล่อยตัวเขาโดยไม่แจ้งข้อหาเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (2 มี.ค.)

    อ่องเนเมียว ช่างภาพข่าวอิสระถูกจับกุมตัวที่บ้านของเขาในเมืองมงยวะโดยถูกกล่าวหาว่าละเมิดพระราชบัญญัติสถานการณ์ฉุกเฉิน ปี 1950 เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าค้นบ้านของเขา โดยบอกตอนแรกว่าจะค้นยาเสพติด ก่อนที่ต่อมาจะยึดสมุดบันทึก แลปทอป แฟลชไดรฟ์ และอุปกรณ์โทรทัศน์วงจรปิด

    "การควบคุมตัวอ่องเนเมียวโดยไม่มีหมายจับในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นการส่งสัญญาณถึงนักข่าวทั้งหลายว่าพวกเขาอาจเป็นรายต่อไปหากยังวิจารณ์สถานการณ์ความมั่นคงที่ย่ำแย่ในพื้นที่ขัดแย้งของกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่มในพม่า” ชอน คริสปิน ตัวแทน CPJ ภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวและว่า “เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลเต็งเส่งหยุดการใช้กฎหมายความมั่นคงภายในในการคุกคามสื่อและเปิดให้ผู้สื่อข่าวรายงานข่าวจากสองฝ่ายในพื้นที่ขัดแย้งอย่างอิสระ”

    ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาดังกล่าวมาจากภาพที่อ่องเนเมียวโพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัว ซึ่งเป็นภาพโปสเตอร์หนังเกี่ยวกับการต่อสู้ปี 1971 ระหว่างกบฏคอมมิวนิสต์ที่หนุนหลังโดยจีนและกองทัพพม่า โดยมีภาพผู้นำรัฐบาลพม่าปัจจุบันและภาพมินอ่องหล่าย ผู้บัญชาการกองทัพพม่า ซ้อนขึ้นมาในลักษณะเสียดสี

    ภาพดังกล่าวถูกโพสต์หลังจากมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่รัฐกล่าวหาว่า “ทหารรับจ้างจีน” ให้ความช่วยเหลือกลุ่มกบฏชาติพันธุ์โกก้าง ใกล้ชายแดนร่วมของสองประเทศ ทั้งนี้ รัฐบาลพม่าประกาศกฎอัยการศึกในพื้นที่ เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ หลังการปะทะกันของกองกำลังสองฝ่าย ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 70 คน

    อ่องเนเมียวถูกจับกุมจากการร้องเรียนของตำรวจสันติบาลไปยังสถานีตำรวจมงยวะโดยระบุว่า ภาพตัดต่อและข้อความเสียดสีเป็นภัย ขัดขวางและก่อกวนรัฐบาล ตำรวจยังจะแจ้งข้อหาเขาและบุคคลซึ่งไม่ระบุชื่อในข้อหาสมรู้ร่วมคิดตาม พ.ร.บ.สถานการณ์ฉุกเฉิน โดยความผิดดังกล่าวมีโทษจำคุกสูงถึง 7 ปี

    งานวิจัยของ CPJ ระบุว่า นักข่าวมักตกเป็นเป้าในพื้นที่ขัดแย้งซึ่งมีกองกำลังติดอาวุธในพม่า รวมถึงทางตะวันออกของรัฐฉานและทางเหนือของรัฐคะฉิ่น ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่า อ่องจ่อนาย ผู้สื่อข่าวอิสระถูกยิงเสียชีวิตที่รัฐมอญเมื่อเดือนตุลาคม ขณะอยู่ในการควบคุมตัวของทหาร ผลชันสูตรศพพบว่าเขาอาจจะถูกซ้อมทรมานก่อนจะถูกสังหาร ทั้งนี้ ไม่มีเจ้าหน้าที่ทหารคนใดต้องรับผิดชอบต่อการตายครั้งนี้

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ มช. เปิดผลการศึกษา ประเมินหากมีการใช้เทคโนโลยี 4G ในไทย จะมีผลกระทบเชิงบวกต่อจีดีพีของประเทศในปี 58 คิดเป็นมูลค่า 168,136 ล้านบาท และในปี 59 คิดเป็นมูลค่า 265,274 ล้านบาท

    3 มี.ค. 2558 ณ อาคารหอประชุมชั้น 2 สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) คณะนักวิชาการจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) เปิดเผยผลการศึกษาการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมของการให้บริการบรอดแบนด์ผ่านทางโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile Broadband) ซึ่งเป็นโครงการภายใต้ความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสำนักงาน กสทช. กับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยผลการศึกษาชี้ชัดว่า Mobile Broadband ก่อให้เกิดผลประโยชน์มากกว่าผลเสีย ทั้งในภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน ซึ่งจากการคำนวณผลประโยชน์สุทธิ พบว่าในปี พ.ศ. 2556 มีผลให้รายได้ประชาชาติ (จีดีพี) ของประเทศเพิ่มขึ้น 430,233 ล้านบาท ขณะที่หากใช้วิธีการคำนวณผลกระทบโดยแยกเป็นรายสาขา พบว่าผลประโยชน์ที่เกิดจากผลรวมของอุตสาหกรรมรายสาขาและจากมิติการวิเคราะห์รอบด้านมีมูลค่าถึง 464,291 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้คิดเป็นผลประโยชน์ทางตรงที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมประมาณ 59,875 ล้านบาท

    ในส่วนการประเมินผลกระทบของเทคโนโลยี 4G ที่มีต่อเศรษฐกิจ นักวิชาการ มช. ระบุว่า ทำได้เพียงการศึกษาจากการเทียบเคียงตัวเลขและกรณีศึกษาจากต่างประเทศที่มีเทคโนโลยี 4G แล้ว โดยเบื้องต้นประเมินว่า หากมีการนำเทคโนโลยี 4G มาใช้ให้บริการในประเทศไทย จะมีผลกระทบเชิงบวกต่อจีดีพีของประเทศในปี พ.ศ. 2558 คิดเป็นมูลค่า 168,136 ล้านบาท และในปี พ.ศ. 2559 คิดเป็นมูลค่า 265,274 ล้านบาท

    ทั้งนี้ รายงานการศึกษาดังกล่าวระบุด้วยว่า Mobile Broadband เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตผู้คนในยุคปัจจุบันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และทำให้วิถีชีวิตของคนในสังคมเปลี่ยนไปในเกือบทุกด้าน ซึ่งการขาด Mobile Broadband ไปจากสังคมจะนำมาซึ่งความโกลาหลในการใช้ชีวิตประจำวัน รวมทั้งเกิดการเสียโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจและการเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงาน

    ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 5 ม.ค. ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ชี้แจงถึงแผนการดำเนินการปี 2558 โดยประเด็นหนึ่งคือ การเปิดประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz (ของ AIS เดิม) และ 1800 MHz (ของ AIS และ TrueMove เดิม) ซึ่งตั้งเป้าที่จะเปิดประมูลให้ทันก่อนคลื่น 900 MHz ของ AIS จะหมดสัญญาสัมปทานในเดือนกันยายนนี้ โดยก่อนหน้านี้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งให้ระงับการประมูลคลื่นเป็นเวลา 1 ปี นับตั้งแต่ 17 ก.ค. 2557

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    นายกรัฐมนตรีเยี่ยมชมหน่วยบริการตรวจสภาพรถและเครื่องใช้ไฟฟ้าในทำเนียบรัฐบาล ก่อนทดลองขี่จักรยานยนต์ก่อนเข้าประชุม ครม. เผยสมัยเด็กๆ ชอบขับมอเตอร์ไซต์ และต้องระมัดระวังควรใส่หมวกกันน็อกด้วย

    ที่มา: เว็บไซต์รัฐบาลไทย

    3 มี.ค. 2558 - เว็บไซต์รัฐบาลไทยรายงานว่า ธนวดี ท่าจีน ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อนหญิง นำคณะแกนนำเครือข่ายสตรี 4 ภาค เข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายสตรี เนื่องในวันสตรีสากล พร้อมกันนี้นายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมชมหน่วยบริการตรวจสภาพรถและซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าของนักเรียนอาชีวะ และยังทดลองขับขี่รถจักรยานยนต์ ก่อนเข้าประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ด้านหน้าตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล

    ทั้งนี้ในรายงานของ ฐานเศรษฐกิจพล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ว่า ชอบขับรถจักรยานยนต์ รถยนต์ ชอบเครื่องยนต์ "สมัยเด็กพ่ออยากให้เรียนวิศวะ ผมดันอยากเป็นทหาร เลยต้องมาอยู่กับพวกเรานี่ไง เขาเรียกว่าคู่กรรม แต่ต้องระวังนะ ใส่หมวกกันน็อกด้วย ตอนเช้าไม่ได้ใส่หมวกกันน็อก เคยขี่สมัยเด็ก อยู่ ร.21 รอ. (กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์) ก็ขี่ อยู่ชายแดนก็ขี่ ก็กลัวเหมือนกันนะ เดี๋ยวล้มไปแล้วมีคนถ่ายรูปไว้ หัวเราะกันตายเลย"

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ที่ประชุม ครม. เห็นชอบตามที่กลาโหมเสนอปรับเบี้ยเลี้ยงทหารเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ โดยกำลังพลที่ปฏิบัติงานในสถานการณ์ปกติได้เพิ่ม 28% พลทหารถึงสิบตรี เพิ่มจาก 75 บาทเป็น 96 บาท ปฏิบัติราชการนอกที่ตั้ง เพิ่มจาก 94 บาทเป็น 120 บาท ส่วนกำลังพลปฏิบัติราชการพิเศษเพื่อความมั่นคงเพิ่มจาก 94 บาท เป็น 200 บาท มีผล 1 ต.ค. นี้

    พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2558 (ที่มา: เว็บไซต์รัฐบาลไทย)

    3 มี.ค. 2558 - ตามที่มีการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เมื่อวันที่ 3 มี.ค. นั้น (อ่านเอกสารที่เกี่ยวข้อง)ทั้งนี้เรื่องหนึ่งที่มีการพิจารณาได้แก่ คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้กระทรวงกลาโหม (กห.) ปรับเพิ่มอัตราเบี้ยเลี้ยงทหาร เบี้ยเลี้ยงผู้ต้องขังหรือผู้ถูกควบคุมตัว และค่าอาหารผู้เจ็บป่วย เพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 28 เว้นอัตราเบี้ยเลี้ยงทหารกองประจำการ  กรณีไปปฏิบัติราชการเพื่อป้องกันและปราบปรามนอกที่ตั้งปกติ หรือไปปฏิบัติราชการพิเศษเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ ให้ได้รับอัตราเบี้ยเลี้ยงเพิ่มขึ้น จากเดิมวันละ 94 บาท เป็นวันละ 200 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558 โดยมีรายละเอียดการปรับอัตราเบี้ยเลี้ยงดังนี้

    000

    สาระสำคัญของเรื่อง

    กห. พิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อให้อัตราเบี้ยเลี้ยงทหาร เบี้ยเลี้ยงผู้ต้องขังหรือผู้ถูกควบคุมตัว และค่าอาหารผู้เจ็บป่วย มีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน จึงสมควรปรับอัตราเพิ่มขึ้นดังนี้

    1. กลุ่มที่ 1 กำลังพลที่ปฏิบัติงานในสถานการณ์ปกติให้ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 28 ตามการเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาผู้บริโภค (ร้อยละ 18) รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของค่าดำเนินการและการจัดหาในท้องถิ่น (ร้อยละ 10) ดังนี้

    1.1 อัตราเบี้ยเลี้ยงสำหรับพลทหาร หรือสิบตรี จ่าตรี และจ่าอากาศตรีกองประจำการ และนักเรียนทหาร ซึ่งเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วจะบรรจุเป็นนายทหารประทวน

    (1) เบี้ยเลี้ยงประจำ จาก 75 บาทต่อวัน เป็น 96 บาทต่อวัน
    (2) เบี้ยเลี้ยงกรณีเดินทางไปราชการนอกที่ตั้งปกติจาก 94 บาทต่อวัน เป็น 120 บาทต่อวัน

    1.2 อัตราเบี้ยเลี้ยงประจำสำหรับนักเรียนช่างฝีมือทหารและนักเรียนช่างกรมอู่ทหารเรือ จาก 87 บาทต่อวัน เป็น 111 บาทต่อวัน

    1.3 อัตราเบี้ยเลี้ยงประจำสำหรับนักเรียนทหาร ซึ่งเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วจะบรรจุเป็นนายทหารสัญญาบัตร อัตราเบี้ยเลี้ยงสำหรับนักศึกษาวิชาทหารหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน และอัตราเบี้ยเลี้ยงสำหรับนักเรียนเตรียมทหาร จาก 106 บาทต่อวัน เป็น 120 บาทต่อวัน

    1.4 อัตราเบี้ยเลี้ยงผู้ต้องขังและผู้ถูกควบคุมตัว จาก 52 บาทต่อวัน เป็น 67 บาทต่อวัน

    1.5 ค่าอาหารผู้เจ็บป่วย จาก 75 บาทต่อวัน เป็น 96 บาทต่อวัน

    2. กลุ่มที่ 2 กำลังพลที่ปฏิบัติงานนอกที่ตั้งปกติตามแผนงานป้องกันประเทศ ได้แก่ เบี้ยเลี้ยงทหารกองประจำการ กรณีไปปฏิบัติราชการเพื่อป้องกันและปราบปรามนอกที่ตั้งปกติหรือไปปฏิบัติราชการพิเศษเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ จาก 94 บาทต่อวัน เป็น 200 บาทต่อวัน โดยเปรียบเทียบกับการเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการของข้าราชการทหาร ซึ่งกำหนดอัตราเบี้ยเลี้ยงข้าราชการทหารซึ่งมียศพันเอก นาวาเอก นาวาอากาศเอก อัตราเงินเดือน พันเอกพิเศษ นาวาเอกพิเศษ นาวาอากาศเอกพิเศษขึ้นไป 270 บาทต่อวัน และข้าราชการทหารซึ่งมียศพันเอก นาวาเอก นาวาอากาศเอกลงมา 240 บาทต่อวัน ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    สำนักงานสถิติแห่งชาติสำรวจพบว่าไทยมีกำลังแรงงาน 38.01 ล้านคน ผู้ว่างงานเดือนมกราคม 4.04 แสนคน เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันเมื่อปีก่อนมีผู้ว่างงาน 3.61 แสนคน

    3 มี.ค. 2558 - ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ (3 มี.ค.) คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอ ผลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากร เดือนมกราคม พ.ศ. 2558 โดยมีรายละเอียดดังนี้

    000

    สำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้ทำการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรเป็นประจำทุกเดือน โดยสอบถามประชากรที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่าง ทุกจังหวัดทั่วประเทศมีครัวเรือนตกเป็นตัวอย่าง 27,960 ครัวเรือนต่อเดือน คิดเป็นจำนวนประชากรที่ตกเป็นตัวอย่างทั้งสิ้นประมาณ 97,860 คน ซึ่งขนาดตัวอย่างดังกล่าวนำเสนอข้อมูลในระดับ ภาค และยอดรวมทั้งประเทศ  สำหรับแนวคิดและคำนิยามที่ใช้ในการสำรวจใช้ตามสภาพที่เหมาะสมกับประเทศไทย และตามข้อเสนอแนะขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) และหน่วยงานสหประชาชาติ (UN) ซึ่งเป็นมาตรฐานทางสถิติที่ประเทศต่าง ๆ นำไปใช้ในการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรเพื่อให้ได้ข้อมูลการทำงาน การว่างงาน และการประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ของประชากร ที่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ในระหว่างประเทศ

    สำหรับในเดือนมกราคม พ.ศ. 2558 ในภาพรวมสถานการณ์แรงงานมีจำนวนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น 4.3 หมื่นคน (จาก 3.61 แสนคน เป็น 4.04 แสนคน) เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2557  หากเปรียบเทียบกับช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2557 จำนวนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น 1.84 แสนคน (จาก 2.20 แสนคน เป็น 4.04 แสนคน) สำหรับสาระสำคัญการสำรวจสรุปได้ ดังนี้

    1. ผู้ที่อยู่ในกำลังแรงงาน

    ผู้ที่อยู่ในกำลังแรงงาน มีจำนวนทั้งสิ้น 38.01 ล้านคน ประกอบด้วย ผู้มีงานทำ 37.36 ล้านคน ผู้ว่างงาน 4.04 แสนคน และผู้ที่รอฤดูกาล 2.47 แสนคน ทั้งนี้ ผู้ที่อยู่ในกำลังแรงงาน  มีจำนวนลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2557 จำนวน 4.2 แสนคน (จาก 38.43 ล้านคน เป็น 38.01 ล้านคน)

    2. ผู้มีงานทำ

    ผู้มีงานทำ 37.36 ล้านคน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2557 จำนวน 4.3 แสนคน (จาก 37.79   ล้านคน เป็น 37.36 ล้านคน) หรือลดลงร้อยละ 1.1 ซึ่งมีผู้ทำงานเพิ่มขึ้นและลดลง ในสาขาต่างๆ ได้ดังนี้

    2.1 ผู้ทำงานเพิ่มขึ้น  ได้แก่ สาขาการผลิต 3.5 แสนคน (จาก 6.30 ล้านคน เป็น 6.65   ล้านคน) สาขาการก่อสร้าง 1.0 แสนคน (จาก 2.18 ล้านคน เป็น 2.28 ล้านคน) สาขากิจกรรมอสังหาริมทรัพย์ 4.0 หมื่นคน   (จาก 0.17 ล้านคน เป็น 0.21 ล้านคน) สาขากิจกรรมด้านสุขภาพ และงานสังคมสงเคราะห์ 3.0 หมื่นคน (จาก 0.64 ล้านคน เป็น 0.67 ล้านคน)

    2.2 ผู้ทำงานลดลง ได้แก่ ผู้ทำงานสาขาภาคเกษตรกรรม 4.8 แสนคน (จาก 11.71 ล้านคน เป็น 11.23 ล้านคน) สาขาการขายส่งและการขายปลีก การซ่อมยานยนต์ และรถจักรยานยนต์ 4.2 แสนคน (จาก 6.71 ล้านคน เป็น 6.29 ล้านคน) สาขาการขนส่ง และสถานที่เก็บสินค้า 7.0 หมื่นคน (จาก 1.28 ล้านคน เป็น 1.21 ล้านคน) สาขากิจกรรมทางการเงิน และการประกันภัย 6.0 หมื่นคน (จาก 0.59 ล้านคน เป็น 0.53 ล้านคน) สาขาที่พักแรมและการบริการด้านอาหาร 5.0 หมื่นคน (จาก 2.69 ล้านคน เป็น 2.64 ล้านคน)

    3. ผู้ว่างงาน

    3.1 ผู้ว่างงานทั่วประเทศมีจำนวน 4.04 แสนคน  คิดเป็นอัตราการว่างงานร้อยละ 1.1 ของกำลังแรงงานรวม (เพิ่มขึ้น 4.3 หมื่นคน เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2557) ประกอบด้วย  ผู้ว่างงานที่ไม่เคยทำงานมาก่อนจำนวน 1.64 แสนคน  อีกส่วนหนึ่งเป็นผู้ว่างงานที่เคยทำงานมาก่อนจำนวน 2.40 แสนคน โดยเป็นผู้ว่างงานที่มาจากภาคบริการและการค้า 1.19 แสนคน ภาคการผลิต 7.8 หมื่นคน และภาคเกษตรกรรม 4.3   หมื่นคน

    3.2 ผู้ว่างงานเป็นผู้มีการศึกษาอยู่ในระดับอุดมศึกษา 1.44 แสนคน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 9.5 หมื่นคน ผู้ที่ไม่มีการศึกษาและต่ำกว่าประถมศึกษา 6.6 หมื่นคน ระดับประถมศึกษา 5.0 หมื่นคน และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 4.9 หมื่นคน  

    3.3 ผู้ว่างงานส่วนใหญ่อยู่ในภาคกลาง 1.41 แสนคน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 8.7 หมื่นคน ภาคเหนือ 6.2 หมื่นคน กรุงเทพมหานคร 5.8 หมื่นคน และภาคใต้ 5.6 หมื่นคน หากคิดเป็นอัตราการว่างงาน ภาคกลางมีอัตราการว่างงานสูงสุดร้อยละ 1.2 รองลงมาเป็น กรุงเทพมหานครและภาคใต้ มีอัตราการว่างงานเท่ากันคือ ร้อยละ 1.1 ภาคเหนือ ร้อยละ 1.0  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 0.9

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ส่งหนังสือขอความร่วมมือส่วนราชการชะลอการดำเนินการไล่รื้อชุมชนโคกยาว ชุมชนเพิ่มทรัพย์ และโคกหนองสิม ให้พิจารณาแผนจัดการที่ดินและทรัพยากรอย่างยั่งยืนโดยชุมชน

    3 มี.ค.2558 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) แจ้งหน่วยงานรัฐ ขอความร่วมมือชะลอการดำเนินการใดๆ ที่อาจให้เกิดความเดือดร้อนในการดำเนินชีวิตตามปกติสุขของประชาชน กรณีคำสั่งไล่รื้อชุมชนโคกยาว จ.ชัยภูมิ กรณีชุมชนเพิ่มทรัพย์  จ.สุราษฎร์ธานี และกรณีปัญหาที่สาธารณประโยชน์โคกหนองสิม จ.ร้อยเอ็ด และให้พิจารณาแผนจัดการที่ดินและทรัพยากรอย่างยั่งยืนโดยชุมชน

    สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำหนังสือถึงเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 8 (นครราชสีมา) และผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2558 เรื่องการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม โดยกล่าวถึงกรณีที่ได้รับการประสานงานจากนายประยงค์ ดอกลำไย ที่ปรึกษาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) ขอเข้าพบรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล) เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2558 เพื่อปรึกษาหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของในประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการไล่รื้อชุมชนในพื้นที่ในอีสานและภาคใต้ ได้แก่ 1. ชุมชนโคกยาว ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ 2. ชุมชนเพิ่มทรัพย์ ต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี 3. ปัญหาที่สาธารณประโยชน์โคกหนองสิม ต.โพนสูง อ.ปทุมรัตน์ จ.ร้อยเอ็ด และหารือเรื่องโครงการจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนโดยชุมชน

    ในหนังสือระบุถึง การประชุมปรึกษาหารือร่วมกับ ขปส. เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยมีนายกมล สุขสมบูรณ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับมอบหมายจากหม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม ที่ห้องประชุม 2 ชั้น 2 อาคารสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เดิม โดยที่ประชุมมีมติ ดังนี้

    กรณีปัญหาชุมชนโคกยาว ที่ประชุมได้พิจารณาแล้วเห็นว่า เนื่องจาก ขปส. แจ้งว่า สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 8 (นครราชสีมา) มีคำสั่งให้ภาคประชาชนออกจากชุมชนภายใน 15 วัน ซึ่งภาคประชาชนได้ยื่นอุทธรณ์ดังกล่าวแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาอุทธรณ์ของผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 8 (นครราชสีมา) จึงมอบหมายให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ประสานสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 8 (นครราชสีมา) ตามหนังสือที่ นร.0105/04/1701 ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2558 ขอความร่วมมือชะลอการดำเนินการใดๆที่อาจเป็นมูลเหตุให้เกิดความขัดแย้ง หรืออาจให้เกิดความเดือดร้อนในการดำเนินชีวิตตามปกติสุข และให้สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐตามวิถีปกติไปพลางก่อน จนกว่ากระบวนการพิจารณาของส่วนราชการหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลพื้นที่ตามแต่กรณีจะมีผลเป็นที่ยุติต่อไป เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่อยู่ในระหว่างการดำเนินงานโครงการโฉนดชุมชน

    กรณีชุมชนเพิ่มทรัพย์  และกรณีปัญหาที่สาธารณประโยชน์โคกหนองสิม ที่ประชุมได้พิจารณากรณีปัญหาเรื่องด่วน และปัญหาความเดือดร้อนกรณีอื่นๆ ของ ขปส. แล้วมีมติในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ตามหนังสือที่ นร.0105.04/1697 ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2558 ดังนี้

    กรณีชุมชนเพิ่มทรัพย์  เนื่องจาก ขปส. แจ้งว่า ปัจจุบันสมาชิกไม่สามารถเข้าไปอยู่อาศัย ดูแล และเก็บผลอาสินในพื้นที่ได้ จึงมอบหมายให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีประสานกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และจังหวัดสุราษฎร์ธานี พิจารณาให้ความช่วยเหลือประชาชน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน โดยอนุญาตให้ประชาชน เข้าไปดูแลและเก็บผลอาสินในพื้นที่ได้ในช่วงเวลากลางวัน

    และกรณีปัญหาที่สาธารณประโยชน์โคกหนองสิม เนื่องจาก ขปส. แจ้งว่า วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2558 เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง มีคำสั่งให้ภาคประชาชนออกจากที่สาธารณประโยชน์โคกหนองสิม จึงมอบหมายให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีประสานกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และจังหวัดร้อยเอ็ด ขอความร่วมมือชะลอการดำเนินการใดๆที่อาจเป็นมูลเหตุให้เกิดความขัดแย้ง หรืออาจให้เกิดความเดือดร้อนในการดำเนินชีวิตตามปกติสุข และให้สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐตามวิถีปกติไปพลางก่อน จนกว่ากระบวนการพิจารณาของส่วนราชการหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลพื้นที่ตามแต่กรณีจะมีผลเป็นที่ยุติต่อไป

    สำหรับการมายื่นหนังสือเพื่อขอให้พิจารณาสั่งการเพื่อยกเลิกหนังสือคำสั่งบังคับให้ออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุดนั้น ทางชุมชนโคกยาว และชุมชนบ่อแก้ว ร่วมยื่นหนังสือขอให้พิจารณารับรองแผนการจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนโดยชุมชน แนบไปด้วย ในที่ประชุมดังกล่าว ได้พิจารณากรณีปัญหาชุมชนบ่อแก้ว ต.ทุ่งพระ อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ แล้วเห็นว่า (ตามหนังสือ ที่ นร.0105.04/1700 ลงวันที่ 25 ก.พ.58) เนื่องจากขณะนี้ชุมชนบ่อแก้ว อยู่ระหว่างกระบวนการแก้ไขปัญหาร่วมกับขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) และ ขปส. จึงมอบหมายให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นำส่งข้อมูลโครงการฯ ดังกล่าว ให้ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ พิจารณาต่อไป

    สืบเนื่องจาก วันที่ 6 ก.พ. 58  เจ้าหน้าที่สนธิกองกำลังทหาร ตำรวจ ป่าไม้ จำนวนประมาณ 100 นาย เข้ามาปิดป้ายหนังสือประกาศ โดยคำสั่งที่ ทส.1621.4/2404 ลงวันที่ 26 ม.ค.2558 เรื่อง สั่งให้ผู้ถือครองพื้นที่ออกจากป่าสงวนแห่งชาติ หรืองดเว้นการกระทำใดๆ หรือรื้อถอน หรือแก้ไข ทำประการอื่นใดแก่สิ่งที่เป็นอันตราย หรือสิ่งที่ทำให้เสื่อมสภาพในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และให้รื้อถอนสิ่งปลุกสร้าง พืชผลอาสินทั้งหมดออกจากป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่มีคำสั่ง ทั้งนี้ผู้เดือดร้อนมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่ง ภายใน 15  วัน นับแต่วันได้รับคำสั่ง

    วันที่ 16 ก.พ.58 ผู้เดือดร้อนได้ร่วมเดินทางไปยื่นหนังสือต่อ 8 หน่วยงานภาครัฐ โดยเดินทางไปยังศาลากลางจังหวัดชัยภูมิ(ศูนย์ดำรงธรรม) เพื่อขอเข้าพบและยื่นหนังสือต่อ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ และ พล.ต.มารุต ลิ้มเจริญ (ผบ.กกล.รส.จว.ชย)โดยทาง เลขาฯ ผบ.กกล.รส.จว.ชย (พ.ต.สุรขัย ชอบยิ่ง) เป็นตัวแทนรับหนังสือ และยื่นหนังสือต่อผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 8 โดยทางเลขาฯกองอำนวยการสำนักจัดการป่าไม้ที่ 8 เป็นตัวแทนรับมอบหนังสือ

    วันที่ 17 ก.พ.58 เดินทางไปยื่นหนังสือต่อ นายนิรันดร์ พิทักษ์วัชระ (คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กสม.) และที่สำนักงานสหประชาชาติ (ยูเอ็น) โดยคุณ ยู คาโนะสุเอะ เจ้าหน้าที่สิทธิมนุษยชน  เป็นตัวแทนรับหนังสือ และที่กระทรวงทรัพยากรฯ โดย นายเกรียงไกร นวนมะณี สร.ทส.(เลขาฯสำนักงานรัฐมนตรีทรัพยากรธรรมชาติฯ) เป็นตัวแทนรับหนังสือ

    นอกจากนี้ได้เดินทางต่อไปยังทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา)  และยื่นหนังสือต่อรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม  (หม่อมหลวงปนัดดา ดิสกุล) โดยครั้งนี้ปลัดสำนักสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นตัวแทนรับมอบหนังสือ

    สำหรับการยื่นที่ทำเนียบรัฐบาล นอกจากเพื่อให้ยกเลิกคำสั่งไล่รื้อชุมชนโคกยาว ได้มีการยื่นหนังสือเพิ่มเติมเพื่อติดตามแนวทางแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม กรณีในพื้นที่ชุมชนคลองไทรพัฒนา ต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี กรณีนายใช่ บุญทองเล็ก อายุ 61 ปี สมาชิกสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) ถูกยิงเสียชีวิต โดยตัวแทน สกต.ยื่นหนังสือ เรียกร้องให้หาคนร้าย และช่วยเหลือครอบครัวที่เสียชีวิต รวมทั้งกรณีโคกหนองสิม อ.ปทุมรัตต์ จ.ร้อยเอ็ด เนื่องจากวันที่ 12 ก.พ. 2558  เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง สนธิกำลังเข้ามาในพื้นที่สาธารณประโยชน์โคกหนองสิม ให้ชาวบ้านไปลงชื่อที่ อบต.โพนทอง เพื่อยืนยันถึงการยอมออกจากพื้นที่ภายในวันศุกร์ที่ 13 ก.พ.58




     

     

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    3 มี.ค.2558 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ 2 ฉบับ คือ ร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ซึ่งจะเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติหลังจากนี้ ขณะที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และขอนแก่นจ่อคิวเข้า ครม. ขณะที่มหาวิทยาลัยศิลปากรอยู่ระหว่างการพิจารณาของรองนายกรัฐมนตรี

    ประชาชาติธุรกิจออนไลน์รายงานว่า นายกฤษณพงศ์ กีรติกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบตามที่ ศธ. เสนอร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ หรือมหาวิทยาลัยนอกระบบ 2 ฉบับ ประกอบด้วย ร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ซึ่งหลังจากนี้จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ส่วนร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยขอนแก่นนั้น ขณะนี้ได้ส่งเรื่องไปยังสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐคณะรัฐมนตรี (สลค.) แล้ว เพื่อบรรจุเป็นวาระในการประชุม ครม. แต่ไม่ทราบว่าเรื่องจะเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.เมื่อใด ขณะที่ ร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยศิลปากร อยู่ระหว่างการพิจารณาของรองนายกรัฐมนตรี

    รมว.ศธ.กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.ยังมีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ซึ่งควบรวมระหว่างมหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตกาฬสินธุ์ จัดตั้งเป็นมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ เพื่อลดความซ้ำซ้อนของสถาบันอุดมศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดเดียวกัน โดยมีสถานะนิติบุคคล และเป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)   

    ประชาชาติธุรกิจออนไลน์รายงานว่า นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ในฐานะสมาชิก สนช. กล่าวว่า จากการหารือในเบื้องต้น คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ที่จะมาดูร่างกฎหมายมหาวิทยาลัยนอกระบบแต่ละฉบับ จะเป็นผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคส่วนต่างๆ โดย กมธ.การศึกษาและกีฬา สนช. จะเป็นเสียงส่วนใหญ่ และอาจมี กมธ.ชุดอื่นมาร่วมด้วย โดยในส่วนของฝ่ายรัฐบาล จะประกอบด้วยผู้แทนจาก 3 หน่วยงาน ได้แก่ ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และผู้แทนมหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบไปแล้ว อย่างไรก็ตามขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือว่าการพิจารณาร่างพ.ร.บ.มหาวิทยาลัยในกำกับรัฐ ควรพิจารณาโดย กมธ. ชุดเดียวกันหรือไม่ ซึ่งเบื้องต้นคิดว่าน่าจะเป็นชุดเดียวกัน เพราะร่าง พ.ร.บ.นอกระบบเป็นกฎหมายลักษณะเดียวกัน และไม่ซับซ้อน  แต่ทางรัฐบาลไม่เห็นด้วย เพราะถ้าเป็นชุดเดียวกันทั้งหมด กมธ.จะทำงานหนักมาก ดังนั้นจึงอาจต้องตั้ง กมธ. ขึ้น 2-3 ชุดเพื่อมาดูแลเรื่องดังกล่าวเพื่อให้เกิดความรอบคอบ

    ที่มา ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai