Are you the publisher? Claim or contact us about this channel


Embed this content in your HTML

Search

Report adult content:

click to rate:

Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


    0 0

    บังเอิญวันก่อนอ่านเจอเรื่องนี้ เห็นว่าน่าสนใจดี

    จุดหัวเลี้ยวหัวต่อของขบวนการสิทธิพลเมืองในสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ไหน? ไม่ใช่อยู่ที่คำปราศรัย "I Have A Dream" หรอก นั่นแทบจะเป็นจุดเกือบสุดท้ายต่างหาก

    บางคนบอกว่ามันอยู่ที่เดือนเมษายน-พฤษภาคม 1963 ในเมืองเบอร์มิงแฮม รัฐแอละบามา ซึ่งเป็นเมืองที่มีการเหยียดสีผิวรุนแรงที่สุดเมืองหนึ่งในสหรัฐอเมริกาสมัยนั้น ต้นปีนั้น มาร์ติน ลูเธอร์ คิงกับผู้นำท้องถิ่นพยายามพาคนผิวดำประท้วง แต่ถูกจับ คิงเองก็ต้องติดคุกเหมือนกัน

    ศาสนาจารย์ James Bevel ผู้นำคนหนึ่งของขบวนการสิทธิพลเมืองก็เลยคิดและริเริ่มการรณรงค์ที่เรียกกันว่า Birmingham Children's Crusade ขึ้นมา การจัดตั้งในพื้นที่ของขบวนการลงลึกไปถึงเด็กประถมเด็กมัธยมอยู่แล้ว รวมทั้งมีการอบรมการประท้วงตามแนวทางสันติวิธีด้วย พอมีการระดมเด็กนักเรียนออกมาประท้วง นายกเทศมนตรีเมืองเบอร์มิงแฮมตอบโต้ด้วยการส่งตำรวจมาปราบ มีการฉีดน้ำจากรถดับเพลิงใส่ ส่งหมาไล่กัด แล้วจับเด็กไปหลายคน คนที่อายุน้อยที่สุดคือ 9 ขวบ

    แต่ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลายเป็นข่าวดังไปทั่วประเทศและทั่วโลก มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จนสุดท้ายเทศบาลต้องยอมเจรจากับขบวนการ ยอมปล่อยตัวนักโทษทั้งหมด ฯลฯ

    ชัยชนะที่เมืองเบอร์มิงแฮมครั้งนี้ถือเป็นจุดหัวเลี้ยวหัวต่อของขบวนการสิทธิพลเมือง แม้ว่าจะเกิดเรื่องน่าเศร้าในปลายปี 1963 เมื่อคนขาวหัวรุนแรงก่อวินาศกรรมต่อต้านขบวนการจนมีเด็กผู้หญิงเสียชีวิตไป 4 คน แต่ถ้าไม่มี Birmingham Children's Crusade มาร์ติน ลูเธอร์ คิงอาจไม่มีโอกาสไปยืนปราศรัยถึงความใฝ่ฝันต่าง ๆ ในเวลาต่อมา

    เราว่าเรื่องนี้น่าสนใจเพราะเราเชื่อว่าถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปัจจุบัน มันคงถูกวิพากษ์วิจารณ์จนขบวนการต้องแท้งไปก่อน คำถามที่น่าสนใจก็คือ เมื่อสิทธิมนุษยชน สันติวิธี ตกไปอยู่ในมือของผู้เชี่ยวชาญ กล่าวคือ นักสิทธิมนุษยชนอาชีพ นักสันติวิธีอาชีพ มันกลายเป็นการให้อำนาจเทคโนแครตเหล่านี้ในการนิยามว่าอะไรใช่/ไม่ใช่ ได้/ไม่ได้ ทั้งที่นักวิชาชีพเหล่านี้ไม่เคยลงไปปฏิบัติจริงมากเท่าไร รวมทั้งไม่ได้ร่วมหัวจมท้ายกับขบวนการใดจริงจังด้วย

    เราเชื่อว่าถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปัจจุบัน มาร์ติน ลูเธอร์ คิง ศาสนาจารย์เจมส์ บีเวล ไม่ได้มีชื่อจารึกอยู่ในประวัติศาสตร์หรอก แต่จะถูกก่นด่าว่าใช้เด็กเป็นเครื่องมือทางการเมือง ต่อให้เด็กเหล่านี้เต็มใจจะออกมาประท้วง เพราะพวกเขาก็ได้รับผลกระทบโดยตรงก็ตาม

    แม้กระทั่งการนิยามว่าใครคือ "เด็ก" ก็เป็นคำถาม ขบวนการซาปาติสตาให้เด็กอายุ 12 มีิสิทธิในการลงคะแนนเสียงแล้ว

    ยิ่งมีนักสิทธิมนุษยชนอาชีพ นักสันติวิธีอาชีพมากเท่าไร อาวุธของสามัญชนก็ถูกลิดรอนมากขึ้นหรือเปล่า? นี่เป็นคำถามที่เราก็ไม่รู้คำตอบ

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    ศาลจังหวัดเชียงใหม่นัดฟังคำพิพากษาคดี 'นาหวะ จะอื่อ' ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้สนับสนุน-ช่วยเหลือ 'ชัยภูมิ ป่าแส' ในการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด 24 เม.ย. นี้

     
     
     
    ในวันที่ 24 เม.ย. 2561 นี้ศาลจังหวัดเชียงใหม่นัดฟังคำพิพากษา ในคดีที่พนักงานสอบสวนกล่าวหาว่านางนาหวะ จะอื่อ (ผู้ดูแลนายชัยภูมิ ป่าแส และนักกิจกรรมชาติพันธุ์ลาหู่) เป็นผู้สนับสนุนและให้การช่วยเหลือชัยภูมิ ในการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด โดยนาหวะถูกฟ้องคดีในข้อหาร่วมกันสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิดและร่วมกันสมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเพื่อร่วมกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ และประมวลกฎหมายอาญา หากศาลพิพากษาว่ามีความผิดโทษจำคุกประมาณ 15-16 ปี ค่าปรับประมาณ 500,000-1,000,000 บาท (โทษและค่าปรับที่มีอัตราสูง เนื่องจากจำเลยไม่ได้รับสารภาพ) โดยนาหวะนั้นได้ถูกจองจำมาเป็นเวลากว่า 328 วันแล้ว
     
    สืบเนื่องจากวันที่ 29 พ.ค. 2560 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 5, ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่, สถานีตำรวจภูธรนาหวาย และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) ได้สนธิกำลังเข้าปิดล้อมและตรวจค้น ที่หมู่บ้านกองผักปิ้ง หมู่ 13 ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ซึ่งนำโดย พลตำรวจโท พูลทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ ผู้บังคับบัญชาตำรวจภูธรภาค 5 และ พลตำรวจตรี ศรายุทธ สงวนโภคัย ผู้บังคับบัญชาตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ โดยในวันดังกล่าวทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านของนายไมตรี จำเริญสุขสกุล ซึ่งไม่พบสิ่งเสพติดแต่อย่างใด หากแต่ได้มีการจับกุมคนในครอบครัวของนายไมตรี จำเริญสุขสกุล ไปได้แก่ นางสาว นาหวะ จะอื่อ น้องสะใภ้ของนายไมตรีอีกทั้งเป็นหนึ่งในผู้ให้การเลี้ยงดูและดูแลนายชัยภูมิ ป่าแส นอกจากนี้ยังได้มีการจับกุมนางสาวฉันทนา ป่าแส ซึ่งเป็นญาติของนายชัยภูมิ ป่าแส 
     
    ต่อมาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งความทั้ง 2 คน ในข้อหา “ผู้สนับสนุนหรือให้การช่วยเหลือ ผู้กระทำความผิดก่อนหรือขณะการกระทำความผิด และสบคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบนั้น” ซึ่งต่อมาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวนางสาวนาหวะ จะอื่อ ไปสอบสวนต่อที่สถานีตำรวจภูธรนาหวายและตำรวจภูธรภาค 5 จังหวัดเชียงใหม่ และนางสาวฉันทนา ป่าแส ที่สถานีตำรวจภูธรสันทราย โดยเมื่อทางพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว จึงได้นำตัวของทั้ง 2 คนนั้น ไปที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่เพื่อขอทำการฝากขังผลัดที่ 1 ที่ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ โดยทางศาลจังหวัดเชียงใหม่ ได้กำหนดหลักทรัพย์ในการประกันตัวถึง 2 ล้านบาท เนื่องจากเกรงว่าทั้ง 2 คนจะหลบหนี 
     
    ทั้งนี้เมื่อวันที่ 21 ส.ค. 2560 ได้ครบกำหนดการฝากขังทั้ง 7 ผัด (84 วัน) โดยทางพนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ได้ทำการฟ้องร้องดำเนินคดีนางสาวนาหวะ จะอื่อ และนางสาวฉันทนา ป่าแส ต่อในข้อหาดังที่กล่าวมาข้างต้น โดยทันที อีกทั้งยังได้มีการคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากเกรงว่าทั้ง 2 นั้นจะทำการหลบหนี ทางญาติของนางสาวนาหวะ จะอื่อ ได้ทำการยื่นขอกองทุนยุติธรรม เพื่อที่จะนำมาใช้ในการประกันตัวในชั้นของการพิจารณาคดีในชั้นศาล กองทุนยุติธรรมได้อนุมัติเงินประกันตัวสองล้านบาทในวันที่ 22 ส.ค. 2560 และได้ส่งเงินเพื่อส่งมาที่สำนักยุติธรรมจังหวัดเชียงใหม่เพื่อขอประกันตัวในวันที่ 16 พ.ย. 2560 แต่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว
     
    ที่ผ่านมานั้นนางสาวนาหวะ จะอื่อ เป็นทั้งหนึ่งที่ให้การดูแลและเลี้ยงดูนายชัยภูมิ ป่าแส มาโดยตลอด อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มรักษ์ลาหู่ ที่ทำกิจกรรมกับกลุ่มเด็กและเยาวชนในพื้นที่หมู่บ้านกองผักปิ้ง ผ่านทางงานศิลปะ ดนตรี และวัฒนธรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้กลุ่มเยาวชนในพื้นที่นั้น ห่างไกลจากการใช้สารเสพติด อีกทั้งยังมีการทำการรณรงค์ในเรื่องของการได้มาซึ่งสัญชาติ ของพี่น้องชนเผ่าในพื้นที่สูง นางสาวนาหวะ จะอื่อ เป็นหนึ่งในผู้ที่ทำงานเพื่อสังคมและเพื่อสิทธิของกลุ่มพี่น้องชนเผ่าหรือชาติพันธุ์ในพื้นที่ชายแดนในประเทศไทย
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    'สมชัย' เผยขอถอนตัวจากสมัครเลขาฯ กกต.แล้ว หลังได้รับประสานว่าคุณสมบัติไม่ครบ ระบุไม่ฟ้องศาลขอพิสูจน์สิทธิ์ ไม่อยากให้ กกต.ลำบากใจ วางอนาคตทำงานที่เหมาะสมจะเป็นงานวิชาการหรือการเมืองก็ได้ ด้าน 'องอาจ' เรียกร้องสรรหา กสทช.ต้องโปร่งใส

     
    สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (แฟ้มภาพประชาไท)
     
    22 เม.ย. 2561 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยว่าได้ส่งหนังสือถอนตัวจากการสมัครเลขาธิการ กกต.ต่อประธานคณะกรรมการสรรหาแล้วในปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากได้รับการประสานว่าขาดคุณสมบัติเพราะตำแหน่งงานในอดีต ในฐานะรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไม่ใช่ตำแหน่งนักบริหารระดับต้นตามประกาศของ กกต. ซึ่งไม่ติดใจที่จะอุทธรณ์ร้องทุกข์ใดๆ แม้ว่าประกาศดังกล่าวเป็นการออกประกาศคุณสมบัติที่เกินกว่าสิ่งที่กำหนดในมาตรา 55 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วย กกต.ก็ตาม 
     
    “หากไปต่อสู้ในขั้นศาลปกครองจะทำให้เสียเวลาแก่ทุกฝ่าย การที่สำนักงานจะได้คนดีมีความสามารถมาเป็นเลขาธิการจะล่าช้าออกไปอีก ทั้งยังประเมินว่าผู้มีอำนาจในบ้านเมืองคงไม่ปรารถนาจะเห็นผมทำงานในสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เนื่องจากเป็นคนตรงไปตรงมา ทำตามกฎหมาย ไม่เกรงใจใคร กล้าวิพากษ์วิจารณ์ในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็นที่ลำบากใจแก่กรรมการสรรหาและ กกต. 4 คนที่อยู่ในปัจจุบัน จึงคิดว่าการถอนตัวน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ส่วนอนาคตข้างหน้าคงหางานทำที่เหมาะสมกับความสามารถในหน่วยงานที่มีความต้องการรับโดยไม่จำกัดว่าจะเป็นงานวิชาการหรืองานการเมือง” นายสมชัย กล่าว
     
    'องอาจ' เรียกร้องสรรหา กสทช.ต้องโปร่งใส
     
    ด้านนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติไม่เลือกผู้เข้ารับการสรรหาเป็นคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ทั้ง 14 คนว่าน่าจะมีความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มต้นที่คณะกรรมการสรรหาจนได้รายชื่อจำนวนหนึ่งมาให้คณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้สมควรได้รับเลือกตั้งเป็น กสทช. และเข้าสู่การพิจารณาเลือกของ สนช. เพราะมีความพยายามที่จะผลักดันบุคคลที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับธุรกิจกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมทั้งทางตรงและทางอ้อมเข้ามาเป็น กสทช.
     
    “การสรรหา กสทช. ครั้งนี้จึงมีความเคลือบแคลงสงสัยว่ากระบวนการสรรหาที่เริ่มต้นจากคณะกรรมการสรรหาตามที่กฎหมายกำหนดได้ทำหน้าที่ครบถ้วนสมบูรณ์หรือไม่ ได้มีความพยายามบล็อกโหวตดังที่มีการกล่าวหาหรือไม่อย่างไร สนช.ได้ทำหน้าที่ตามที่พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 บัญญัติไว้หรือไม่ เพราะกฎหมายบัญญัติให้ สนช.มีหน้าที่ลงมติเลือกเท่านั้น ไม่ได้มีหน้าที่ให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ เหมือนกับกรณีการพิจารณาเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระอื่นๆ อีกทั้งการที่ สนช.ไม่เลือกแต่ใช้วิธีมีมติล้มการเลือก กสทช. จะทำให้มีปัญหาตามมาอีกหลายด้านหรือไม่ ดังนั้นการสรรหาควรต้องโปร่งใส” นายองอาจ กล่าว
     
    นายองอาจกล่าวว่ามีข้อสงสัยว่ามีการส่งสัญญาณจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือผู้มีอำนาจในบ้านเมืองให้ล้มการเลือก กสทช. ครั้งนี้เพราะมีคนไม่พอใจบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อหรือไม่ เพราะตามปกติการทำหน้าที่ของสนช.ถูกมองว่าเป็นสภาตรายาง พร้อมที่จะทำตามความต้องการของผู้มีอำนาจอยู่แล้ว ยิ่งมีคลิปเสียงที่มีคำพูดอ้างว่านายกรัฐมนตรีไม่พอใจบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อ ก็ยิ่งทำให้ถูกสงสัยว่า สนช. กำลังทำหน้าที่สภาตรายางอีกครั้งเพื่อสนองตอบผู้มีอำนาจหรือไม่ เพราะเหตุผลที่ สนช. อ้างว่าต้องล้มการเลือก กสทช. เพราะกรรมการสรรหามีปัญหาเรื่องคุณสมบัติเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น เนื่องจากการวินิจฉัยเรื่องคุณสมบัติเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหา ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ สนช.ไม่ควรทำหน้าที่เป็นศาลตัดสินเสียเอง
     
    “กสทช.เป็นคณะกรรมการที่มีความสำคัญเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์มหาศาล และมีอำนาจหน้าที่ที่จะให้คุณให้โทษได้อย่างมาก การสรรหา กสทช. จึงต้องเป็นไปด้วยความโปร่งใสตรวจสอบได้ และก่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่าเราจะได้ กสทช. ที่มีหิริโอตตัปปะ ทำงานด้วยความซื่อสัตย์ จึงขอเรียกร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสรรหา กสทช. ทั้งคณะกรรมการสรรหาและ สนช. ถ้าทำหน้าที่ด้วยความสุจริตเที่ยงธรรมโปร่งใสไม่มีลับลมคมในข้อเคลือบแคลงสงสัย เพื่อประโยชน์ ของประชาชนอย่างแท้จริง” นายองอาจกล่าว
     
    ที่มาข่าวเรียบเรียงจากสำนักข่าวไทย [1][2]
     
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    ศาลแขวงดุสิต ออกหมายจับ 7 ผู้ต้องหา คดีชุมนุมหน้ากองทัพบก รวมพลังถอนราก คสช. ARMY 57 ยุกติ มุกดาวิจิตร อาจารย์ธรรมศาสตร์โดนด้วย ด้านทนายชี้แจง 6 ใน 7 ผู้ต้องหายื่นหนังสือขอเลื่อนเนื่องจากหมายเรียกกระชั้นชิด ติงพนักงานสอบสวน ไม่ควรขอออกหมายจับทันที

    นส.ชลธิชา แจ้งเร็ว นักกิจกรรมทางการเมืองกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย ได้แจ้งว่า วันที่21 เมษายน 2561 เวลาประมาณ 19.00 น.ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำหมายจับไปที่บ้านที่ตัวเองมีชื่ออยู่ตามทะเบียนราษฎร์ โดยในหมายจับที่ออกโดยศาลแขวงดุสิต ได้ระบุว่าตนไม่ได้ไปรายงานตัวตามหมายเรียกของ สน.ชนะสงครามจากการเข้าร่วมกิจกรรมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง เมื่อวันที่  24 มีนาคม 2561 ลงวันที่ 29 มีนาคม โดยกำหนดให้มารายงานตัววันที่ 9 เมษายน 2561 

    หลังได้ทราบข่าว ชลธิชาได้ติดต่อไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทราบว่านอกจากตนแล้วยังมีผู้ถูกออกหมายจับอีก 6 คน ได้แก่นายกรกช แสงเย็นพันธ์, นายภัทรพล ธนเดชพรเลิศ, นายวิศรุต อนุกูลการย์, ผศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร, น.ส.มัญจา หม่องคํา และนายอภิสิทธิ์ ทรัพย์นภาพันธ์ 


    ภาพวิดีโอเหตุการณ๋วันที่ 24 มีนาคม  2561 

    ภาวิณี ชุมศรี จากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ทนายความผู้รับผิดชอบคดีได้กล่าวว่า จากรายชื่อทั้ง 7 คน ศุนย์ทนายฯ ได้รับผิดชอบทางคดีอยู่ 6 คน โดยได้ทำหนังสือขอเลื่อนการรายงานตัวผู้ต้องหาที่ไม่สะดวกไปตามหมายเรียก ให้เลื่อนไปเป็นวันที่ 30 เมษายน เนื่องจากลูกความติดภาระกิจที่มีการนัดหมายมาก่อนประกอบกับการนัดหมายของพนักงานสอบสวนมีระยะเวลากระชั้นชิดเกินไป

    ภาวิณีกล่าวต่อว่า ปกติเจ้าหน้าที่จะดูเหตุผลกับระยะเวลาที่ขอเลื่อน ในกรณีนี้เป็นคดีไม่ร้ายแรงโทษจำคุกสูงสุดเพียง 6 เดือน  พึ่งมีการออกหมายเรียกครั้งแรก อีกทั้งผู้ต้องหาติดต่อกับเจ้าหน้าที่ขอเลื่อนการรายงานตัว ไม่ได้แสดงเจตนาว่าจะมีการหลบหนี เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงไม่ควรที่จะขอออกหมายจับจากศาล 

    ด้านนายอภิสิทธิ์ ทรัพย์นภาพันธ์ หนึ่งในผู้ต้องหากล่าวว่า ได้ยื่นหนังสือขอเลื่อนรายงานตัวเป็นวันที่ 18 เมษายน ซึ่งตัวก็ได้ไปรายงานตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วตามนัดหมาย ประกอบกับตนมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่มีเหตุผลที่จะหลบหนี หรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานตามที่ตำรวจกล่าวอ้าง เจ้าหน้าที่มีหลักฐานครบแล้ว ทั้งภาพและวีดีโอ จึงแจ้งกับตำรวจไปว่า ดังนั้นการที่ตำรวจขออำนาจศาลฝากขัง ไม่มีเหตุผลตามกฎหมาย

    ผศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร อาจารย์คณะสังคมวิทยา ม.ธรรมศาสตร์ หนึ่งในผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายเรียกกล่าวว่า โดยส่วนตัวแล้วไม่ได้หนักใจอะไร ในวันที่ จนท.ตำรวจ ออกหมายเรียกตัว เป็นวันที่ติดภาระราชการต้องไปต่างประเทศ ซึ่งมีกำหนดนัดก่อนวันเกิดเหตุ และทางมหาวิทยาลัยก็ได้ออกหนังสืออนุมัติให้เดินทางเป็นที่เรียบร้อยก่อนหน้าวันชุมนุม

    ยุกติ กล่าวว่าจะไปรายงานตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและขอยืนยันว่า ตนได้ไปร่วมชุมนุมเป็นการส่วนตัวเพื่อแสดงสิทธิในการแสดงออกทางการเมืองโดยสงบ และสันติ 

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    'สรรเสริญ' ยัน รบ.ไม่เคยแทรกแซงลูกจ้างในกิจการประมงทะเล

    พลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาล กล่าวว่าจากกรณีที่สหพันธ์แรงงานขนส่งระหว่างประเทศ (ITF) ได้ส่งจดหมายร้องเรียนไปยังองค์การแรงงานระหว่างประเทศ โดยระบุว่ามีการละเมิดเสรีภาพแรงงานอย่างร้ายแรงในประเทศไทย เนื่องจากมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาแทรกแซงลูกจ้างในกิจการประมงทะเลนั้น รัฐบาลได้รับรายงานจากกระทรวงแรงงาน ว่าคณะทำงานดังกล่าว คือ คณะทำงานส่งเสริมแรงงานสัมพันธ์ในกิจการประมงทะเลซึ่งแต่งตั้งโดยคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ประกอบด้วย ผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน NGOs และผู้แทนองค์การแรงงานระหว่างประเทศ มีอำนาจหน้าที่จัดทำมาตรการส่งเสริมแรงงานสัมพันธ์ในกิจการประมงทะเลให้มีความเข้มแข็ง สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ ป้องกัน และแก้ไขปัญหาแรงงานสัมพันธ์ในกิจการประมงทะเล ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์ต่อลูกจ้างหรือแรงงานทั้งสิ้น

    ที่ผ่านมาคณะทำงานได้จัดประชุมอย่างต่อเนื่อง และดำเนินการส่งเสริมแรงงานสัมพันธ์ในจังหวัดที่ติดชายฝั่งทะเล 22 จังหวัด โดยให้ลูกจ้างในกิจการประมงทะเลรวมตัวกันอย่างสมัครใจ เพื่อสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีและเปิดโอกาสให้มีการปรึกษาหารือระหว่างนายจ้าง ลูกจ้าง และระหว่างลูกจ้างด้วยกัน พร้อมทั้งจัดทำแผนส่งเสริมแรงงานสัมพันธ์ในกิจการประมงทะเล ที่เป็นการทำงานร่วมกันของภาครัฐ เอกชน NGOs และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ โดยรัฐเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณ

    "คณะทำงานชุดนี้ มีความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมให้ลูกจ้างในกิจการประมงทะเลรวมตัวกันเพื่อคุ้มครองสิทธิของตน สร้างช่องทางการสื่อสารระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง โดยไม่ได้ประสงค์จะแทรกแซงหรือให้นายจ้าง องค์การนายจ้าง มีอิทธิพลต่อลูกจ้างแต่อย่างใด"

    นอกจากนี้ หน่วยงานภาครัฐและคณะทำงานยืนยันว่า ไม่เคยเข้าไปแทรกแซงการดำเนินงานของกลุ่มสหภาพแรงงานประมงต่างด้าวและไทย (TMFUG) ที่เป็นการรวมกลุ่มกันเองของลูกจ้างต่างด้าวและไทย โดยการดำเนินงานของกลุ่มเป็นไปอย่างเสรี แม้จะยังไม่มีการจดทะเบียนเป็นสหภาพแรงงาน ตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ก็ตาม

    ที่มา: คมชัดลึก, 22/4/2561

    ก.แรงงาน ประสานทุกหน่วยพร้อมช่วยแรงงานไทยป่วยในไต้หวัน รอเพียงวินิจฉัยจากแพทย์อนุญาตให้ส่งตัวกลับประเทศไทย

    นางเพชรรัตน์ สินอวย รองปลัดกระทรวงแรงงานในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กรณีแรงงานชายไทยที่ทำงานอยู่ในไต้หวัน มีอาการป่วยและญาติได้ร้องขอความช่วยเหลือ ผ่านสื่อต่าง ๆ เพื่อจัดการส่งตัวกลับมาประเทศ นั้น  กระทรวงแรงงานได้รับรายงานข้อมูลจากสำนักงานแรงงานไทย ณ เมือง เกาสง ไต้หวัน ซึ่งรับผิดชอบดูแลแรงงานไทยในพื้นที่ภาคใต้ของไต้หวัน ว่า นายฉัตรชัย ขุริดี อายุ 33 ปี ชาวจังหวัดอุดรธานี เป็นแรงงานไทยที่ทำงานอยู่กับบริษัท Uni-President Co.,Ltd. เมืองไถหนาน มีอาการป่วยด้วยอาการพยาธิขึ้นสมอง สาเหตุจากการรับประทานหอยที่งมจากคลองใกล้โรงงาน ขณะนี้อยู่ระหว่างการรักษาพยาบาลที่ รพ. ฉีเหม่ย เขตซินหยิง เมืองไถหนาน โดยสำนักงานแรงงานไทย ณ เมืองเกาสง ได้ติดตามดูแลเรื่องนี้มาตลอด ได้รายงานความคืบหน้าการดำเนินการให้ความช่วยเหลือดังนี้

    1. ได้ช่วยประสานงานกับแพทย์ มูลนิธิของโรงพยาบาลฉีเหม่ย มูลนิธิฉือจี้ บริษัทจัดหางาน และบริษัทการบินไทยเพื่อเตรียมการส่งตัวแรงงานไทยกลับ ขณะนี้ได้รับแจ้งจากแพทย์ว่าอาการดีขึ้นเรื่อยๆ ลดความต้องการปริมาณออกซิเจนจากระดับ 10 เหลือ ระดับ 6 รอแพทย์วินิจฉัยอนุญาตให้นำตัวส่งกลับประเทศไทย

    2. สำหรับประมาณการค่าใช้จ่ายในการส่งกลับเป็นเงินกว่า 2 แสนเหรียญไต้หวัน ขณะนี้ทุกฝ่ายอยู่ระหว่างรอคำวินิจฉัยจากแพทย์เพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือในส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทางสำนักงานแรงงานไทย ณ เมืองเกาสง  จะติดตามประสานงานกับมูลนิธิทั้งสองแห่งและบริษัทจัดหางานเกี่ยวกับจำนวนเงินที่จะบริจาคให้นายฉัตรชัย ขุริดี เพื่อส่งตัวกลับประเทศไทยต่อไป

    นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานยังมอบหมายให้สำนักงานแรงงานจังหวัดอุดรธานี ได้ไปพบกับครอบครัวของนาย ฉัตรชัย ขุริดี เพื่อประสานงานการรับตัวกลับประเทศไทย และให้การช่วยเหลือเยียวยากับครอบครัวในเบื้องต้นด้วยแล้ว

    “กระทรวงแรงงาน  โดยพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และนายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน มีนโยบายให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือแรงงานทั้งที่ทำงานในประเทศและทำงานอยู่ต่างประเทศอย่างใกล้ชิด หากประสบปัญหาความเดือดร้อนสามารถติดต่อสำนักงานแรงงานไทยในประเทศนั้น ๆ ได้ หรือ ญาติพี่น้องสามารถติดต่อสอบถามขอความช่วยเหลือได้ที่สำนักงานแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด หรือ โทร.สายด่วน 1506” นางเพชรรัตน์ฯ กล่าวในท้ายที่สุด

    ที่มา: กระทรวงแรงงาน, 21/4/2561

    JobDB เผยผลสำรวจคนไทยมีความสุขในการทำงานมากน้อยแค่ไหน

    บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดทำผลสำรวจดัชนีความสุขในการทำงานของพนักงานไทย จำนวน 1,108 คน ในปี 2560 พบ 60% ของคนไทยมีความสุขกับการทำงานโดยค่าเฉลี่ยของคะแนนดัชนีความสุขคิดเป็น 4.55 คะแนน น้อยลงเมื่อเทียบกับปี 2559 แต่สอดคล้องกับแนวโน้มของดัชนีความสุขในการทำงานอีก 6 เดือนข้างหน้าที่ลดลงเหลือ 4.51 คะแนน โดย 5 สายงานที่มีความสุขในการทำงานสูงสุดในปี 2560 ได้แก่ งานบริหาร (4.95 คะแนน), งานธุรการและทรัพยากรบุคคล (4.94 คะแนน), งานวิศวกรรม (4.86 คะแนน), งานไอที (4.74 คะแนน) และงานขนส่ง (4.73 คะแนน) ตามลำดับ

    เมื่อเทียบระดับความสุขของพนักงานในอีก 6 ประเทศที่ร่วมทำการสำรวจครั้งนี้ คือ ฮ่องกง เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และไทย พบว่าพนักงานไทยมีระดับความสุขเป็นอันดับที่ 5 (ปีก่อนได้อันดับ 3) รองจาก อินโดนีเซีย (5.27) เวียดนาม (5.19) ฟิลิปปินส์ (4.97) และมาเลเซีย (4.65) รั้งท้ายด้วย ฮ่องกง (4.45) และสิงคโปร์ (4.31)

    รายงานยังเผยให้เห็นว่าเด็กจบใหม่  หรือพนักงานที่มีประสบการณ์ทำงานน้อยกว่า 1 ปี มีความสุขในการทำงานน้อยที่สุด โดยคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 4.35 คะแนน ด้านเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการทั่วไปที่มีอายุงานตั้งแต่ 1 – 4 ปี มีความสุขในการทำงานน้อยสุดเป็นอันดับ 2 ด้วยคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 4.45 คะแนน ในขณะที่ผู้บริหารระดับสูงมีความสุขในการทำงานมากที่สุดคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 5.19 คะแนน ตามด้วยระดับผู้จัดการและระดับหัวหน้างานมีระดับความสุขเฉลี่ยอยูที่ 4.64 และ 4.54 ตามลำดับ

    เมื่อถามถึงปัจจัยที่จะทำให้พนักงานมีความสุขมากขึ้นในอีก 6 เดือนข้างหน้า พบว่า 37% ของพนักงานที่ตอบแบบสอบถามเลือกลาออกจากงานเพื่อหางานใหม่ ขณะที่ 20% จะพอใจกับชีวิตการทำงานในองค์กรเดิมมากขึ้นหากได้รับการปรับเงินเดือน และ 8% จะมีความสุขกับการทำงานมากขึ้นหากได้รับการยอมรับในผลงานหรือได้รับรางวัลจากการทำงาน

    ก่อนหน้านี้คนทำงานจะเลือกงานที่มีความมั่นคง มีหลักประกันชีวิต เพราะคำนึงถึงการเริ่มต้นชีวิตในหลาย ๆ ด้าน ทั้งชีวิตการทำงานหรือเริ่มต้นสร้างชีวิตครอบครัวของตนเอง ที่ส่วนใหญ่ขยับตัวขึ้นไปเป็นผู้บริหารระดับสูงในปัจจุบัน ขณะที่มนุษย์เงินเดือนรุ่นใหม่ๆ ใช้ “ความต้องการ” เป็นตัวแปรในการตัดสินใจเลือกงานและองค์กร คนกลุ่มนี้ไม่กดดันตัวเองด้วยการเอาปัจจัยเรื่องความมั่นคง และเงิน มาสร้างกรอบให้ตัวเองติดอยู่กับ Comfort Zone เพราะไม่ใช่กลุ่มคนที่ภักดีกับองค์กร อย่างไรก็ดีปัจจัยที่ส่งผลให้คนทำงานทั้ง 2 กลุ่มนี้มีความสุขในการทำงาน คือ ทำเลที่ตั้งของสถานที่ทำงาน ชื่อเสียงขององค์กร และเพื่อนร่วมงาน ขณะที่ปัจจัยที่ส่งผลให้ความสุขของพนักงานลดลงคือ การได้ทำงานกับทีมผู้บริหารที่ไม่มีประสิทธิภาพ การอยู่ในองค์กรที่ไม่มอบโอกาสเติบโตในหน้าที่การงาน และการไม่มีโอกาสในการฝึกอบรมและพัฒนาตัวเอง

    ตลอดปีที่ผ่านมีสัญญาณการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่ส่งผลต่อตลาดแรงงาน ไม่ว่าจะเป็น การเพิ่มจำนวนของประชากรผู้สูงอายุ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทั้งหุ่นยนต์และการพัฒนาระบบ AI ที่กำลังเติบโตจนส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงาน รวมทั้งการขยายตัวของสตาร์ทอัพที่ดึงดูดความสนใจคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเป็นนายตัวเองให้ผันตัวไปเป็นสตาร์ทอัพมากขึ้น เช่นเดียวกันกับกลุ่มที่เลือกใช้โซเชียลมีเดียในการประกอบอาชีพที่มีความยืดหยุ่นทั้งเวลาและรายได้ก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน

    ความท้าทายของผู้นำองค์กรอีกประการหนึ่ง นอกเหนือจากสร้างรายได้และเพิ่มผลิตผลให้แก่องค์กรแล้ว ยังต้องสามารถสร้างแรงจูงใจ และสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นเอกลักษณ์ได้อีกด้วย กุญแจสำคัญที่จะช่วยรักษาพนักงานให้อยู่กับองค์กร  คือ การส่งเสริมและสนับสนุนให้พนักงานได้พัฒนาศักยภาพตัวเอง พร้อมกับสร้างโอกาสการเติบโตในหน้าที่การงาน เช่นเดียวกับการทำให้พนักงานได้เห็นต้นแบบที่มีศักยภาพ และมีวิสัยทัศน์ สิ่งเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นให้พนักงานสามารถดึงศักยภาพที่มีอยู่มาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันก็ยังคงมีความสุขกับการทำงานในทุกๆ วันควบคู่กันไปด้วย

    ที่มา: Thumbsup, 21/4/2561

    ครอบครัววอน! ช่วยหนุ่มไทยกลับจากไต้หวัน หลังกินก้อยดิบทำพยาธิขึ้นสมอง นอนเป็นเจ้าชายนิทรา

    ที่บ้าน ต.เขือน้ำ อ.บ้านผือ บ้านพ่อแม่ของนายฉัตรชัย ขุริดี อายุ 33 ปี แรงงานไทย ที่ปรากฏในเฟซบุ๊ก “เจ้าหญิง เจ้าชาย” โพสต์ภาพผู้ป่วยนอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง และภาพบัญชีธนาคารแม่ของแม่ผู้ป่วย ระบุข้อความ

    "คนไทยด้วยกัน ช่วยกัน 09090xxxxx คนงานไทยในไทหนาน เขตชินหยิง กินอาหารเป็นพิษ นอนหมดสติรักษาตัวอยู่ รพ.ฉีแหม๋..เหลียวหยิง นานเกือบ 2 เดือนแล้ว คนป่วยไม่ได้เกิดเหตุในเวลางาน การรักษาของประกันสังคมจึงมีขีดจำกัด ค่ารักษา ค่าหมอ ค่ายา บางส่วนคนไข้ต้องจ่ายเอง และค่าตั๋วเครื่องบิน ที่จะพากลับไปรักษาตัวที่เมืองไทยเราไม่มีเงิน พ่อแม่คนป่วยก็แค่ชาวนาธรรมดา ไม่มีเงินจะรับลูกชายกลับได้ จึงใคร่ขอความเมตตาจากผู้ใจบุญมา ณ ที่นี้ เราคนไทยด้วยกันช่วยกัน หากผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคได้ที่ รพ.ฉีแหม๋ แผนกสงเคราะห์ หรือกรมแรงงานช่วยเหลือคนงานไทย ขอบคุณค่ะ"

    นายประยงค์ ขุริดี อายุ 59 ปี นางทองวัน ขุริดี อายุ 55 ปี และ น.ส.อภิญญา เยาวลักษณ์ อายุ 39 ปี พ่อแม่และภรรยาของนายฉัตรชัย ที่สภาพใบหน้าเต็มด้วยความกังวลใจ เปิดเผยร่วมกันว่า นายฉัตรชัยเดินทางไปทำงานโรงงานขวดน้ำหอมเมื่อพฤศจิกายน 2560 ติดต่อสื่อสารกับทางบ้านทางไลน์ มีนาคม 2561 โทรมาบอกว่าปวดท้อง-ปวดหัว ที่เกิดจากไปงมหอยกับเพื่อนคนงาน 9 คน เอามาทำอาหารรวมทั้ง “ก้อยดิบ” กิน ทั้งที่หัวหน้าคนงานประกาศเตือน ห้ามไปหาปลา-สัตว์น้ำ ในแหล่งน้ำธรรมชาติ เพราะมีสารเคมีเยอะ โดยคนไต้หวันกินปลาเลี้ยงและปลาทะเล

    เวลาผ่านไป 2 วันอาการไม่ดีขึ้น จึงไปหาหมอของโรงงาน ให้ยามากินอีก 7 วันก็ไม่หาย จึงไปหาหมอที่ รพ. หมอก็ให้นอน รพ.ทั้งหมด นายฉัตรชัยติดต่อมาว่าขอนายจ้างกลับบ้าน แต่ยังไม่อนุญาต จากนั้นก็ติดต่อกันไม่ได้ จนเพื่อนคนงานไทยโทรมาบอกนายฉัตรชัยไม่รู้สึกตัวอยู่ในห้องไอซียู ส่วนเพื่อนคนงานไม่หนักเท่า จึงตัดสินใจกู้นอกระบบ 5 หมื่นบาท เป็นค่าตั๋วเครื่องบินและค่าใช้จ่ายให้ภรรยาไปดูอาการสามีที่ไต้หวัน

    น.ส.อภิญญาเล่าว่า เมื่อไปถึงสามีนอนไม่ได้สติในห้องไอซียู ใช้เครื่องช่วยหายใจ เจาะคอให้อาหารทางสายยาง หมอบอกว่ากินหอยดิบ ทำให้พยาธิเข้าไปในร่างกาย เส้นเลือด และขึ้นสมอง พยาธิได้กัดกินสมองไปบางส่วน ไม่มีโอกาสฟื้น แต่ยังไม่ตาย ต้องกลายเป็นเจ้าชายนิทรา เพราะเป็นคนหนุ่มร่างกายแข็งแรง แพทย์บอกให้พ่อแม่และภรรยาทำใจ ได้อยู่ดูแลสามี 1 เดือนวีซ่าหมดจึงกลับ ส่วนเพื่อนสามี 8 คน กินหอยสุกอาการดีขึ้น หมอให้ออกจาก รพ. และนายจ้างอนุญาตให้กลับเมืองไทย หายก็กลับมาทำงานใหม่

    น.ส.อภิญญาเล่าอีกว่า สามีรู้ว่าเขาห้ามกินสัตว์น้ำในคลอง แต่มีคนงานไทยเคยกินอยู่ จึงอยากประหยัดค่าอาหาร จะได้มีเงินส่งกลับมาใช้หนี้ เงินเดือนรวมโอทีได้เพียง 2 หมื่นกว่าบาท ที่ไปเพราะอยู่ที่บ้านได้เงินไม่แน่นอน ตอนนี้สิทธิในการรักษาตัวจากโรงงานหมดแล้ว แต่ยังมีมูลนิธิแรงงานไทยที่ไต้หวัน และกลุ่มแรงงานไทยได้บริจาคเงินช่วยเหลือมาบ้าง ซึ่งเงินส่วนเกินจากการประกันสังคมที่นั่นต้องจ่ายเอง โดยทางบริษัทที่จัดส่ง จัดหางาน และสถานทูต ก็มาดูแลให้บางส่วน

    หมอบอกว่าหากไม่ต้องการให้สามีทรมาน ก็สามารถดึงออกซิเจนออก แต่ตนรักสามี อีกทั้งพ่อแม่ยังทำใจไม่ได้ อยากจะนำตัวกลับมารักษาที่บ้าน ถึงจะเป็นเจ้าชายนิทราก็จะดูแลกันเอง แต่ค่าใช้จ่ายเดินทางกลับแพง เพราะต้องเดินทางแบบคนป่วยทางเครื่องบินเช่าเหมาลำราคา 5 แสนบาท ค่ารักษาพยาบาลอีกจำนวนหนึ่ง จึงอยากวอนรัฐบาล ผู้ใจบุญช่วยเหลือ ช่วยนำสามีกลับมารักษาตัวที่บ้าน ให้ภรรยา พ่อแม่ และญาติพี่น้องได้ดูแลกันในวาระสุดท้ายด้วย

    นายประยงค์ และนางทองวัน พ่อและแม่นายฉัตรชัย เล่าว่า มีอาชีพรับจ้าง มีลูกชาย 3 คน นายฉัตรชัยเป็นคนที่ 2 เพิ่งแต่งงาน เคยไปทำงานที่ไต้หวันมาแล้ว 2 ปี ครั้งนี้ได้ยืมโฉนดที่นา 30 ไร่ จากยายไปจำนองนายทุน 85,000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 6 เป็นค่าใช้จ่ายเดินทางไป เพิ่งส่งเงินมาได้เพียงเดือนเดียว 1 หมื่นบาท ก็มาป่วยหนัก ตอนนี้ห่วงลูกมาก ทำอะไรก็ไม่ได้ ไปดูแลก็ไม่ได้ ได้แต่รอฟังข่าวจากเพื่อนคนงาน และญาติที่อยู่ที่นั่น อยากนำลูกกลับมาบ้าน แม้ว่าจะไม่รู้สึกตัว และมีแค่ลมหายใจก็ตาม แต่เพราะเป็นคนจน หาเช้ากินค่ำ จึงอยากวอนให้ผู้ใจบุญช่วยเหลือนำลูกชายกลับมาบ้านให้ด้วย

    ด้านนางยุทธศาสตร์ ทูลกลาง นักวิชาการแรงงานชำนาญการ สนง.จัดหางาน จ.อุดรธานี เปิดเผยว่า สอบถามไปยังบริษัทจัดหางานที่ส่งตัวนายฉัตรชัยไปทำงาน รับแจ้งว่า ได้ประสานงานติดต่อให้การช่วยเหลือ โดยให้ตัวแทนเป็นผู้ประสานงานใช้สิทธิประกันสุขภาพ โดยคนงานจะต้องรับผิดชอบจ่ายค่าส่วนต่าง ส่วนการส่งตัวกลับมารักษาที่บ้าน บริษัทแจ้งว่า แพทย์ให้ความเห็นว่าหากมีการส่งตัวกลับ ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจตลอด ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก แต่หากถอดเครื่องช่วยหายใจ คนงานอาจเสียชีวิตทันทีในระหว่างการเคลื่อนย้าย บริษัทประสานกับทางครอบครัวตลอด หากมีข้อสงสัยให้ติดต่อได้ที่เบอร์ 0-2187-1114

    ผู้ใจบุญที่มีจิตเป็นกุศล ต้องการช่วยเหลือนำตัวนายฉัตรชัยฯ แรงงานไทยรายนี้กลับมารักษาตัวที่บ้าน สามารถบริจาคเงินช่วยเหลือได้ โดยบริจาคทางบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาบ้านผือ ชื่อบัญชี นางทองวัน ขุริดี เลขที่บัญชี 431-0-512593

    ที่มา: มติชนออนไลน์, 20/4/2561

    ปี 2560 กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ตั้งเป้าอบรมหลักสูตร 'อาหารไทย' 70,000 คน ทั่วประเทศ

    นายสุทธิ  สุโกศล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่าอุตสาหกรรมอาหารเป็นแหล่งที่มาของรายได้เข้าสู่ประเทศไม่น้อยกว่าปีละ 4 แสนล้านบาท กระทรวงแรงงาน ได้เน้นย้ำเรื่องของภารกิจกรมให้มีการพัฒนาศักยภาพกำลังแรงงาน และผู้สูงอายุ ให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะฝีมือมากขึ้น ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน ซึ่งจะเป็นการช่วยยกระดับร้านอาหารไทยทั้งใน และต่างประเทศให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ เพิ่มศักยภาพกำลังแรงงานภาคอุตสาหกรรมและบริการไปสู่ Thailand 4.0 กพร. จึงได้มอบหมายให้สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน (สพร.) และสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงาน (สนพ.) ทั่วประเทศ จัดฝึกอบรมหลักสูตรด้านอาหารไทยรองรับโครงการครัวไทยสู่ครัวโลก รวมถึงหลักสูตรเนื่องเกี่ยว ได้แก่ การจัดการห้องครัว การบริหารวัตถุดับ และการค้าขาย ออนไลน์ โดยมุ่งเน้นการฝึกทักษะให้กับแรงงานทุกเพศ ทุกวัย ให้สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการทำงานในสถานประกอบกิจการ หรือประกอบธุรกิจเกี่ยวกับอาหาร รวมถึงแรงงานผู้สูงอายุ ให้มีอาชีพ รายได้เสริม สามารถเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้ เป็นไปตามนโยบายเพิ่มศักยภาพแรงงานไทยของพลตำรวจเอก อดุลย์  แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

    นายสุทธิ กล่าวต่อไปว่า ปี 2561 กพร. มีเป้าหมายดำเนินการฝึกอบรมกว่า 70,000 คน เนื่องจากธุรกิจด้านการอาหาร ได้รับความสนใจจากผู้เข้ารับการฝึก เป็นอย่างมาก ด้วยรูปลักษณ์ การจัดตกแต่ง รูปแบบอาหาร และรสชาติที่จัดจ้าน ทำให้เป็นที่ถูกปากของชาวไทยและต่างชาติ และตลาดแรงงานยังมีความต้องการพ่อครัว แม่ครัว ที่มีฝีมือในการประกอบอาหารไทยอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ กพร. ดำเนินการฝึกอบรมโดยสถาบัน และสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงาน ทุกแห่งทั่วประเทศ ฝึกฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อจะได้นำความรู้ไปประกอบอาชีพเสริม สามารถดูแลตัวเองได้ อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับตนเอง และครอบครัว ทั้งนี้ สนับสนุนเต็มที่ เพื่อให้ทั้งวัยแรงงาน และผู้สูงอายุ มาร่วมฝึกทักษะ และยกระดับความสามารถเพื่อการถ่ายทอดเอกลักษณ์ความเป็นไทย ด้วยอาหารไทย สู่สากล อีกทั้งเป็นการเตรียมแรงงานเพื่อป้อนสู่ตลาดแรงงานในอนาคตอีกด้วย 

    นางจันทิรา  สุนทรสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานอ่างทอง กล่าวว่าขณะนี้ สนพ.อ่างทอง ได้เปิดอบรมหลักสูตร ผู้ประกอบอาหารไทย รุ่น 4/2561 สำหรับผู้ที่ต้องการนำความรู้ไปประกอบอาชีพด้านอาหารไทย หรือต้องการไปทำงานต่างประเทศ โดยสอนการทำอาหารไทย 4 ภาค ได้แก่ ภาคเหนือ เมนู ไส้อั่ว ข้าวซอย น้ำพริกหนุ่ม ภาคกลาง เมนูข้าวแช่ ภาคอีสาน เมนู ไก่ใต้น้ำ สลัดลาว คอหมูย่าง ภาคใต้ แกงไตปลา ข้าวยำ หมูเมืองคอน และเมนูจำพวกขนมหวาน อาทิ ขนมครก ปาท่องโก๋ ข้าวเหนียวมะม่วง กล้วยทอดคาราเมล เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีหลักสูตรการทำขนมไทย ให้กับผู้สูงอายุ เป็นหลักสูตรระยะสั้น โดยเน้นที่กลุ่มผู้สูงอายุ  ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และต้องมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ ไม่เป็นอุปสรรคต่อการฝึกอบรม ระหว่าง 7-11 พฤษภาคม 2561 ฝึกฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น สอบถามรายละเอียดได้ที่ สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานอ่างทอง 035-762026 9 หรือ กรอบใบสมัครออนไลน์ ได้ที่เว็บไซต์ของสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานอ่างทอง  www.dsd.go.th/Angthong หัวข้อข่าวประชาสัมพันธ์

    ที่มา: Nation TV, 20/4/2561

    เปิดจัดทำทะเบียนประวัติแรงงานต่างด้าวระยะ 2 ดีเดย์ 23 เม.ย. นี้ ระบุจำนวน 179,227 คน แยกเป็นกรุงเทพฯ 37,319 คน ต่างจังหวัด 141,908 คน

    เมื่อวันที่ 19 เม.ย. 2561 ที่ห้องประชุมจอมพล ป. พิบูลสงคราม ชั้น 5 อาคารกระทรวงแรงงาน พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมชี้แจงการดำเนินการจัดทำทะเบียนประวัติ ตรวจลงตรา (วีซ่า)

    และอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว เมียนมา หลังวันที่ 31 มีนาคม 2561 โดยมี นายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน นายสุเมธ มโหสถ ผู้ทรงคุณวุฒิประจำกระทรวงแรงงาน นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ อธิบดีกรมการจัดหางาน ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายแรงงานของกัมพูชา และเมียนมา หัวหน้าศูนย์ปรับสถานภาพแรงงาน สปป.ลาว และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร กระทรวงแรงงาน ร่วมประชุม

    พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2561 เห็นชอบให้ปรับเพิ่มระยะเวลาการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตรวจลงตรา ประทับตราให้อยู่ในราชอาณาจักร ขออนุญาตทำงานและจัดทำ/ปรับปรุงทะเบียนประวัติให้แรงงานต่างด้าว สัญชาติกัมพูชา ลาว และเมียนมา

    โดยผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าวที่ยังไม่ได้พิสูจน์สัญชาติ แต่ได้ยื่นเรื่องขอจัดทำ/ปรับปรุงทะเบียนประวัติกับกรมการจัดหางานในศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One Stop Service : OSS) สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 (สจก. 1-10) หรือสำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด (สจจ.)

    และยื่นเอกสารผ่านระบบออนไลน์ทางเว็บไซต์กรมการจัดหางาน www.doe.go.th ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมา ให้สามารถอยู่ในประเทศไทยได้ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2561 เพื่อทำการปรับปรุงทะเบียนประวัติ พิสูจน์สัญชาติ ขอรับตรวจลงตราและประทับตราให้อยู่ในประเทศได้นั้น

    ปรากฏว่ามีจำนวนแรงงานต่างด้าวตามมติดังกล่าวจำนวนทั้งสิ้น 479,299 คน แบ่งเป็น 1. กลุ่มพิสูจน์สัญชาติแล้ว จำนวน 300,072 คน เป็นกรุงเทพฯ 120,692 คน ต่างจังหวัด 179,380 คน 2. กลุ่มยังไม่พิสูจน์สัญชาติ จำนวน 179,227 คน เป็นกรุงเทพฯ 37,319 คน ต่างจังหวัด 141,908 คน

    และเพื่อให้การจัดทำ/ปรับปรุงทะเบียนประวัติ ตรวจลงตรา และอนุญาตทำงานแล้วเสร็จตามกำหนดภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2561 กระทรวงแรงงานได้มีการจัดตั้งศูนย์อำนวยการเพื่อการจัดทำทะเบียนประวัติแรงงานต่างด้าว กระทรวงแรงงาน ขึ้น โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นที่ปรึกษา ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นผู้อำนวยการศูนย์ และอธิบดีกรมการจัดหางาน เป็นเลขานุการ และจัดตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (OSS) ในกรุงเทพมหานคร 4 แห่ง และในต่างจังหวัด จังหวัดละ 1 แห่ง รวมเป็น 80 แห่ง

    สำหรับการดำเนินการของแรงงานต่างด้าวคือ 1. กลุ่มพิสูจน์สัญชาติแล้ว จำนวน 300,072 คน แบ่งเป็น 1) กลุ่มที่ดำเนินการไม่ครบทุกขั้นตอนของศูนย์ OSS จำนวน 127,429 คน โดยได้ตรวจลงตรา และขออนุญาตทำงานแล้ว ให้ไปดำเนินการปรับปรุง/จัดทำทะเบียนประวัติ ผลิตบัตรประจำตัวและใบอนุญาตทำงาน (บัตรสีชมพู) 2) กลุ่มที่ยื่นเอกสารผ่านระบบออนไลน์ จำนวน 140,770 คน และยื่นเอกสารหลักฐาน ณ ศูนย์ OSS /สจก. 1-10

    ที่มา: คมชัดลึก, 20/4/2561

    'เจ็บ-ตาย' ช่วงสงกรานต์ 2561 ประกันสังคมต้องจ่ายผลประโยชน์ทดแทน 9,839,302.45 บาท

    นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงตัวเลขผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตที่ดำเนินการขอความช่วยเหลือของสำนักงานประกันสังคม

    จากการประสบอุบัติเหตุของผู้ประกันตนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ว่าระหว่างวันที่ 11 – 17 เมษายน 2561 รายงานจากสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่/จังหวัดทั่วประเทศ พบว่า ยอดผู้ประกันตนที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางจราจรในช่วงสงกรานต์มีจำนวนทั้งหมด 2,479 ราย และเสียชีวิตจำนวน 49 ราย

    นพ.สุรเดช  กล่าวอีกว่า สาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุ เกิดจากการขับขี่ยานพาหนะ ในขณะมึนเมาหรือเมาแล้วขับ อีกทั้งมาจากการขับขี่ด้วยความประมาท รวมถึงการขับรถฝ่าฝืนกฎจราจร

    "ทั้งนี้สำนักงานประกันสังคม ได้ประมาณการประโยชน์ทดแทน ที่ต้องจ่ายให้กับผู้ประกันตน รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 9,839,302.45 บาท"เลขาธิการ สปส.ระบุ

    ที่มา: คมชัดลึก, 19/4/2561

    กยศ.ขอความร่วมมือนายจ้าง-ส่วนราชการช่วยหักเงินเดือน หลังคดีผิดนัดชำระหนี้ล้นศาล

    นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า สำนักงานศาลยุติธรรมได้ประสานความร่วมมือกับ กยศ. ติดตามหนี้ โดยได้มีส่วนช่วยเหลือในกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทสำหรับกลุ่มผู้กู้ยืมที่ค้างชำระหนี้และเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้องดำเนินคดี

    ทั้งนี้ ปัจจุบันกองทุนมีผู้กู้ยืมที่ครบกำหนดชำระหนี้จำนวนกว่า 3.6 ล้านราย โดยมีผู้กู้ยืมที่ค้างชำระหนี้และศาลมีคำพิพากษาแล้ว 1.2 ล้านราย รวมทั้งมีผู้กู้ยืมที่ผิดนัดและไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา และเข้าสู่กระบวนการบังคับคดีแล้วจำนวนประมาณ 2 แสนราย และยังมีผู้กู้ยืมที่จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีประมาณ 1 ล้านราย ทำให้ส่งผลกระทบต่อการพิจารณาพิพากษาคดีปกติของศาล

    อย่างไรก็ดีพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 ได้มีผลบังคับใช้แล้ว กำหนดให้องค์กรนายจ้างมีหน้าที่หักเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากรของพนักงาน/ลูกจ้างที่เป็นผู้กู้ยืมเงินกองทุน ตามอำนาจที่กองทุนแจ้งเนื่องจากการจ้างแรงงาน เช่น เงินเดือนค่าจ้าง นำส่งกรมสรรพากรพร้อมกับการนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย เพื่อชำระหนี้คืนกองทุน คาดว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามหนี้ของกองทุน โดยลดปัญหาหนี้ค้างชำระและลดจำนวนคดีที่เข้าสู่ศาล สำหรับผู้กู้ที่ศาลพิพากษาแล้วขอให้ไปชำระหนี้หรือขอเจรจาไกล่เกลี่ยชั้นบังคับคดีได้ เพื่อป้องกันการถูกยึดทรัพย์บังคับคดี โดยผู้กู้ยืมสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่กองทุน กยศ. หรือสำนักงานบังคับคดีในแต่ละจังหวัด นอกจากนี้ กยศ.จะเริ่มหักเงินเดือนลูกหนี้กลุ่มข้าราชการที่จ่ายเงินผ่านกรมบัญชีกลาง โดยเฉพาะกลุ่มที่ไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง และได้ทำสัญญาประนีประนอมกับ กยศ.แล้ว

    เบื้องต้นคาดว่ามีจำนวนหลักพันรายให้เข้ามาสู่ระบบหักชำระเงิน โดยเมื่อต้นปีที่ผ่านมา กยศ.ได้เชิญส่วนราชการที่จ่ายเงินเดือนผ่านกรมบัญชีกลางมาชี้แจงทำความเข้าใจ เพื่อเริ่มหักเงินเดือนได้ในเดือน มี.ค. 2561 ปัจจุบันมีข้าราชการที่เป็นลูกหนี้ กยศ.กว่า 2 แสนราย ในจำนวนนี้มีการชำระหนี้ครบแล้วกว่า 5 หมื่นราย ซึ่งยังเหลือข้าราชการที่เป็นลูกหนี้ กยศ.อีกกว่า 1.5 แสนราย ขณะที่การหักเงินเดือนลูกจ้างบริษัทเอกชนคาดว่าเริ่มได้ในไตรมาส 4 ปีหน้า อย่างไรก็ดี กองทุนขอให้ผู้กู้ยืมเงินชำระหนี้คืนตามกำหนดชำระหนี้ เหมือนให้ทุนแก่เยาวชน เพื่อไปสร้างอนาคต และส่งมอบโอกาสคืนทุนการศึกษาให้กับคนรุ่นใหม่ต่อไป

    ที่มา: โพสต์ทูเดย์, 19/4/2561

    กสร. รณรงค์คนรุ่นใหม่ทำงานปลอดภัยและสุขภาพดี

    นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยว่า องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ได้กำหนดให้วันที่ 28 เมษายนของทุกปี เป็นวันความปลอดภัยและอาชีวอนามัยสากล เพื่อเป็นการรณรงค์และส่งเสริมแนวคิดในการสร้างจิตสำนึกและก่อให้เกิดวัฒนธรรมความปลอดภัยและอาชีวอนามัยอย่างยั่งยืน รวมทั้งเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ความรู้แก่นายจ้าง ลูกจ้างและผู้ที่เกี่ยวข้องเช่นเดียวกับประเทศสมาชิกองค์การแรงงานระหว่างประเทศทั่วโลก กสร. ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์ให้คนรุ่นใหม่ทำงานปลอดภัยและสุขภาพดี โดยได้กำหนดจัดงานวันความปลอดภัยและอาชีวอนามัยสากล ประจำปี 2561 ภายใต้แนวคิด "คนรุ่นใหม่ทำงานปลอดภัยและสุขภาพดี (Generation Safe and Healthy)" ในวันศุกร์ที่ 27 เมษายน 2561 เวลา 12.00 น. ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 4 อาคารกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (ส่วนแยกตลิ่งชัน)

    อธิบดีกสร. กล่าวต่อไปว่า กสร.จึงขอเชิญชวนคนรุ่นใหม่มาร่วมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในการทำงานร่วมกันภายในงานวันความปลอดภัยและอาชีวอนามัยสากล ประจำปี 2561 ซึ่งภายในงานมีการบรรยายในหัวข้อ "การสร้างทัศนคติคนรุ่นใหม่ให้ทำงานด้วยความปลอดภัยและมีสุขภาพ" โดย นายปราโมทย์ โอภาสมงคลชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย ผู้ที่สนใจเข้าร่วมงาน สามารถลงทะเบียนออนไลน์เข้าร่วมงานฟรี ได้ที่ https://goo.gl/yi7Bsr ภายในวันที่ 24 เมษายน 2561 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ กองความปลอดภัยแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน 0 2448 9128 ต่อ 503

    ที่มา: กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน, 19/4/2561

    กระทรวงแรงงานเผยช่วง 6 เดือน ยอดตำแหน่งงานว่างผู้สูงวัย 1,435 อัตรา ได้รับการบรรจุงาน จำนวน 869 ราย

    นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับการหางานให้ผู้สูงอายุ โดยได้มอบหมายให้กรมการจัดหางานสำรวจตำแหน่งงานว่างจากนายจ้าง/สถานประกอบการเพื่อจัดหางานให้กับผู้สูงอายุ ซึ่งในปีงบประมาณ 2561 กรมการจัดหางานได้จัดโครงการส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุในอาชีพที่เหมาะสมกับวัยและประสบการณ์ ประกอบด้วย 2 กิจกรรมคือ 1. กิจกรรม 1 อำเภอ 1 ภูมิปัญญา ภายใต้การดำเนินงาน “ผู้ทรงอายุทรงคุณค่า สร้างภูมิปัญญา เพื่อไทยนิยมยั่งยืน” โดยจะจ้างงานผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปที่มีความรู้ มีภูมิปัญญาท้องถิ่นในสาขาต่าง ๆ มาถ่ายทอดความรู้ให้คนในชุมชน เพื่อนำความรู้ไปถ่ายทอดและประกอบอาชีพต่อไป เป้าหมายผู้สูงอายุได้รับการจ้างงาน 150 คน กำหนดดำเนินการใน 11 จังหวัดนำร่องคือ นนทบุรี สมุทรปราการ สุพรรณบุรี นครราชสีมา บุรีรัมย์ อุบลราชธานี ขอนแก่น เชียงราย นครสวรรค์ นครศรีธรรมราช และสงขลา

    2. กิจกรรมส่งเสริมการมีงานทำของผู้สูงอายุในอุตสาหกรรมบริการและการท่องเที่ยว เป้าหมายคือผู้สูงอายุที่ต้องการทำงานทั้งแบบเต็มเวลาและบางช่วงเวลา จำนวน 1,200 คน โดยในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา (ตุลาคม 2560 – มีนาคม 2561) กรมการจัดหางานได้จัดหาตำแหน่งงานว่างรองรับผู้สูงอายุ 1,435 อัตรา มีผู้สูงอายุมาใช้บริการ 2,037 คน ได้รับการบรรจุงานแล้วจำนวน 869 คน เป็นแรงงานด้านการผลิตมากที่สุด 225 คน รองลงมาเป็น แม่บ้าน 131 คน พนักงานดูแลความปลอดภัย 113 คน ผู้ประกอบวิชาชีพด้านการสอนอื่นๆ 56 คน และเสมียนพนักงานทั่วไป 26 คน ตามลำดับ

    ในส่วนของภาครัฐได้มีการจ้างงานผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 – 75 ปี ใน 20 หน่วยงานของกรมการจัดหางานเพื่อเป็นต้นแบบในการจ้างงานผู้สูงอายุ จำนวน 20 ราย ระยะเวลาทำงาน 144 วันๆ ละ 3 ชั่วโมง ค่าตอบแทน 250 บาทต่อชั่วโมง มีรายได้ 108,000 บาทต่อคน นอกจากนี้ยังส่งเสริมการจ้างงานให้กับผู้เกษียณอายุราชการและผู้เกษียณอายุจากรัฐวิสาหกิจอีกด้วย ซึ่งในปี 2561 (ตุลาคม 2560-มีนาคม 2561) มีผู้เกษียณอายุได้รับการบรรจุงาน 14 คน ประกอบอาชีพอิสระ 51 คน

    นายอนุรักษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากผู้สูงอายุคนใดสนใจสามารถติดต่อได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือที่ศูนย์บริการจัดหางานเพื่อคนไทย (Smart Job center) อาคาร 3 ชั้น ด้านหน้ากระทรวงแรงงาน ถ.มิตรไมตรี เขตดินแดง กรุงเทพฯ หรือสมัครได้ทางเว็บไซต์ www.doe.go.th/elderly หรือโทร.สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

    ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ, 17/4/2561

    ‘นักเทคนิคการแพทย์’ ชี้ กม.เงินทดแทนเป็นความหวัง หลังเป็นอีกวิชาชีพเสี่ยงจากการทำงาน

    ตามที่สภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทยร่วมกับสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ.เงินทดแทนฉบับ พ.ศ ... ซึ่งเป็นฉบับปรับปรุงเพิ่มสิทธิจ่ายเงินทดแทนให้ลูกจ้างที่ประสบอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยจากการทำงาน โดยจ่ายเงินทดแทนขาดรายได้ร้อยละ 70 ของเงินเดือน จากเดิมร้อยละ 60 และหากทุพพลภาพจ่ายให้ตลอดชีวิต จากเดิม 15 ปี โดยขณะนี้อยู่ในขั้นการพิจารณาสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ประชุมแล้ว 3 ครั้ง คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในเดือนพฤษภาคมนี้ และน่าจะประกาศใช้ประมาณเดือนตุลาคม ส่งผลให้ลูกจ้างชั่วคราว ซึ่งปัจจุบันมีแทบทุกกระทรวง โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีบุคลากรด้านสาธารณสุขเป็นลูกจ้างชั่วคราวจำนวนมาก

    เมื่อวันที่ 16 เมษายน  รศ.ยุพา เอื้อวิจิตรอรุณ นายกสภาเทคนิคการแพทย์ กล่าวว่า เห็นด้วยและยินดีกับการผลักดันร่างกฎหมายเงินทดแทน เพื่อช่วยเหลือลูกจ้างส่วนราชการ ซึ่งที่ผ่านมาไม่มี อย่างกลุ่มนักเทคนิคการแพทย์ที่เป็นลูกจ้างชั่วคราวนั้น มีความเสี่ยงในการปฏิบัติงาน เพราะต้องทำหน้าที่ตรวจเชื้อ ตรวจสารคัดหลั่งจากผู้ป่วยต่างๆ โดยเฉพาะเชื้อวัณโรค น่ากลัวมาก แม้จะมีเครื่องมือในการป้องกัน แต่อุบัติเหตุก็เกิดขึ้นได้หมด อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ติดเชื้อจากการทำงาน แม้จะได้รับการดูและรักษาพยาบาลแล้ว  แต่ในส่วนการเยียวยา หรือการจ่ายเงินทดแทนหยุดงานนั้น ไม่มีเลย ดังนั้น ร่างกฎหมายนี้ถือเป็นกฎหมายที่ดีที่จะให้สิทธิอย่างที่ไม่เคยได้มาก่อน

    นางศิริรัตน์ ลิกานนท์สกุล  อดีตนักเทคนิคการแพทย์เชี่ยวชาญ  ข้าราชการบำนาญ สถาบันบำราศนราดูร กรมควบคุมโรค (คร.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่าในฐานะที่เคยทำงานในกระทรวงสาธารณสุข และปัจจุบันก็ยังปฏิบัติหน้าที่ในกระทรวงฯในตำแหน่งต่างๆอยู่ ทำให้เห็นชัดเจนว่า ปัญหาของนักเทคนิคการแพทย์ ซึ่งเป็นลูกจ้างชั่วคราวมีมากเช่นเดียวกับวิชาชีพอื่นๆ เนื่องจากนักเทคนิคการแพทย์จะทำหน้าที่ในการตรวจวิเคราะห์สารคัดหลั่งต่างๆ ในห้องปฏิบัติการ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการวินิจฉัยให้แพทย์ เรียกว่าทำงานคู่กับแพทย์มาตลอด และมีความเสี่ยงมากเช่นกัน โดยเฉพาะการตรวจเชื้อ ตรวจเลือด เพราะแม้จะมีระบบป้องกันภัยเป็นอย่างดี แต่อุบัติเหตุต่างๆเกิดขึ้นได้ ทั้งเข็มเจาะ หรือติดเชื้อ ซึ่งเชื้อที่อันตรายและมีความเสี่ยงติดง่าย   เพราะเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ  คือ วัณโรค หรือโรคทีบี (TB) รวมไปถึงเชื้อเอชไอวี เป็นต้น

    “สิ่งเหล่านี้หากเป็นลูกจ้างชั่วคราว ทั้งจ้างรายวัน จ้างรายเดือน หรือจ้างเหมา จะไม่มีสิทธิสวัสดิการในการดูแล ซึ่งตรงนี้น่าห่วงมาก เพราะเท่าที่ทราบยังมีลูกจ้างชั่วคราวที่เป็นนักเทคนิคการแพทย์ในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขอยู่ประมาณ 700-800 คน พวกเขาก็ไม่เคยได้รับสิทธิในการดูแลจากอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยจากงาน ยิ่งปัจจุบันก.พ.มีการจำกัดตำแหน่งข้าราชการ ยิ่งทำให้โอกาสในการเป็นข้าราชการของนักเทคนิคการแพทย์ยิ่งน้อยลง ขณะที่ภาระงานก็เพิ่มขึ้น ทำให้โรงพยาบาลหลายแห่งต้องจ้างงานพิเศษ เป็นลูกจ้างชั่วคราว ลูกจ้างรายเดือน หรือรายวันก็มี บางแห่งจ้างเหมาแบบราย 3 เดือน 6 เดือน ตรงนี้น่าเห็นใจมาก ดังนั้น หากมีกฎหมายเงินทดแทนที่ครอบคลุมลูกจ้างส่วนราชการทั้งหมดจริงๆ ก็จะเป็นสัญญาณที่ดีที่จะทำให้ลูกจ้างได้รับการช่วยเหลือเยียวยามากขึ้น” นางศิริรัตน์กล่าว

    ที่มา: มติชนออนไลน์, 16/4/2561

    ลูกจ้างส่วนราชการ 1 ล้านคนได้สิทธิเงินทดแทน

    1 ต.ค.นี้ ลูกจ้างส่วนราชการกว่า 1 ล้านคนจะได้รับสิทธิประโยชน์จากกฎหมายเงินทดแทน กรณีหยุดงานจากการเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุระหว่างทำงานเป็นครั้งแรก ขณะที่ลูกจ้างเอกชน ปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์หลายด้าน

    16 เม.ย.2561 นายมนัส โกศล ประธานสภาองค์กรลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย และโฆษกกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายเงินทดแทน บอกว่า ความคืบหน้าร่างกฎหมายเงินทดแทนฉบับใหม่ผ่านเข้าสู่การประชุมสภานิติบัญญัติ 3 ครั้งแล้ว หากผ่านขั้นตอนทางกฎหมายจะทำให้ลูกจ้างส่วนราชการ ประเภทสัญญาจ้างรายปี หรือ จ้างเหมาทั้งหมดจำนวนกว่า 1 ล้านคน ได้รับเงินทดแทนจากการเจ็บป่วย หรือ ประสบอุบัติเหตุจากการทำงานประมาณเดือนต.ค.นี้

    ทั้งนี้จากเดิมที่ไม่เคยได้รับสิทธิใดๆจากกองทุนเงินทดแทน เพราะให้สิทธิเฉพาะลูกจ้างเอกชน ทำให้ลูกจ้างส่วนราชการ เช่น พยาบาล นักดับเพลิง หากบาดเจ็บระหว่างปฏิบัติงานต้องใช้สิทธิประกันสังคมแทน นอกจากนี้ยังเพิ่มสิทธิประโยชน์จ่ายเงินทดแทนหยุดงานเป็นอัตราร้อยละ 70 ของเงินเดือน หากเจ็บป่วยและเกิดอุบัติเหตุระหว่างทำงาน หยุดงาน 1 วัน สามารถยื่นขอเงินทดแทนได้ทันที และหากทุพพลภาพถาวร เบิกเงินทดแทนได้มากกว่า 15 ปีขึ้นไป แต่ยังไม่ได้ระบุจำนวนวันที่แน่ชัด

    ที่มา: ThaiPBS, 17/4/2561

    รมว.ต่างประเทศ เผยมีคนไทยในซีเรีย  2 คน ไม่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการโจมตีของสหรัฐฯ

    เมื่อวันที่ 17 เม.ย. 2561 นายดอน ปรมัตถ์วินัย  รมว.ต่างประเทศ  กล่าวถึงสถานการณ์ในประเทศซีเรีย ว่า ขณะนี้มีคนไทยอยู่ในประเทศซีเรียเพียง 2 คน ซึ่งแต่งงานมีครอบครัวอยู่ที่นั่น และยังคงปลอดภัยดี โดยขณะนี้ยังเป็นสถานการณ์ที่ยังต้องติดตามกันต่อไป ในส่วนของอาเซียนนั้นได้มีการหารือกันแล้วแต่ยังไม่มีท่าทีอะไร เนื่องจากสถานการณ์ดังกล่าวยังไม่นิ่ง ส่วนที่หลายฝ่ายกังวลว่าอาจเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 นั้น เชื่อว่าทุกประเทศต่างตระหนักในเรื่องนี้ดี และมีความพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าว

    ด้าน พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวว่า สถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯและซีเรียคงไม่บานปลาย เชื่อว่าการโจมตีได้จำกัดขอบเขต และจะไม่ส่งผลกระทบถึงประเทศไทย แต่อาจส่งผลต่อราคาหุ้น ราคาน้ำมัน และแรงงานไทยในอิสราเอล ซึ่งเชื่อว่ากระทรวงการต่างประเทศจะสามารถดูแลได้

    ที่มา: NEW18, 17/4/2561

    สปส.ดัน กม.เงินทดแทนฉบับใหม่ครอบคลุมลูกจ้างทั้งรัฐ-เอกชน รายวัน รายเดือน

    นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กล่าวถึงกรณีมีการผลักดันร่าง พ.ร.บ.เงินทดแทนฯ ที่จะครอบคลุมให้ลูกจ้างส่วนราชการเป็นครั้งแรก หากบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยจากการทำงานจะได้รับเงินทดแทนการว่างงาน หรือหากทุพพลภาพก็จะได้รับการเยียวยาช่วยเหลือตลอดชีวิตว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้จะครอบคลุมทุกคนที่ทำงานให้กับนายจ้างไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน อย่างลูกจ้างก็รวมทั้งลูกจ้างส่วนราชการและเอกชน ที่ได้รับเงินเป็นรายเดือนและรายวันก็จะได้รับหมด จากเดิมลูกจ้างส่วนราชการ ที่เป็นลูกจ้างชั่วคราวนั้นจะไม่ได้รับสิทธิกรณีเงินทดแทนการหยุดงาน เนื่องจากเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุจากงาน ปัญหาคือ กลุ่มลูกจ้างส่วนราชการแม้จะได้รับการดูแลรักษาจากกองทุนประกันสังคม หรือการรักษาโดยปกติทั่วไปก็ตาม แต่การดูแลหลังจากนั้นไม่มีเลย ยกตัวอย่าง หากอุบัติเหตุจากการทำงานจนทำให้ต้องทุพพลภาพ ในกลุ่มลูกจ้างเอกชนจะได้รับการดูแลจากกองทุนเงินทดแทนฉบับเดิมเป็นระยะเวลา 15 ปี แต่ร่าง พ.ร.บ.ใหม่จะได้ตลอดชีวิต และยังขยายไปให้กับกลุ่มลูกจ้างส่วนราชการจะได้รับสิทธิตรงนี้ด้วย

    “กรณีการดูแลหลังจากออกจากงาน หรือไม่สามารถทำงานได้ เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเมื่อทุพพลภาพแล้ว ย่อมกลับมาทำงานไม่ได้ จึงต้องได้รับเงินทดแทนส่วนนี้ แต่ที่ผ่านมาลูกจ้างส่วนราชการไม่ได้รับ ซึ่งเราเห็นความสำคัญว่า ลูกจ้างทุกกลุ่มต้องได้รับการดูแลเหมือนกันหมด อย่างที่ผ่านมา พนักงานขับรถของภาครัฐหากประสบอุบัติเหตุและสูญเสียอวัยวะ หรือพนักงานกวาดถนนประสบอุบัติเหตุรถชนระหว่างปฏิบัติงาน หากทุพพลภาพ หรือพยาบาลเกิดภาวะติดเชื้อจากการช่วยเหลือคนไข้ กรณีเหล่านี้เป็นปัญหามาก เพราะเดิมไม่มีกฎหมายมาช่วยเหลือ แต่จากนี้จะมี ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นคณะกรรมาธิการพิจารณา คาดว่าเดือนพฤษภาคมนี้จะเสร็จสิ้นในขั้นตอนนี้ เพื่อเข้าสู่กระบวนการอื่นๆ แน่นอนว่าปีนี้จะได้รับสิทธิจากกฎหมายใหม่แน่นอน” เลขาธิการสำนักงานประกันสังคมกล่าว

    ผู้สื่อข่าวถามว่า งบประมาณในการจ่ายให้แก่ลูกจ้างส่วนราชการจะเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ นพ.สุรเดชกล่าวว่า กองทุนเงินทดแทนเดิมที่จ่ายให้แก่ลูกจ้างส่วนเอกชนนั้น ใช้งบประมาณราว 4,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่เก็บจากเงินสมทบของนายจ้างในสัดส่วนร้อยละ 0.2 ไปจนถึงร้อยละ 1 ของค่าจ้าง แต่หากบริษัทไหนดูแลความปลอดภัยของพนักงานในบริษัทเป็นอย่างดี ซึ่งจะมีระบบประเมินก็จะลดการส่งเงินสมทบให้บริษัทลง เหลือ 0.08 เปอร์เซ็นต์ของค่าจ้าง ซึ่งส่วนราชการก็เช่นกันจะเป็นผู้จ่าย โดยส่วนราชการจะรวมถึงองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร หรือเอ็นจีโอด้วย เพราะลูกจ้างที่ทำงานองค์กรดังกล่าวก็ไม่ได้รับสิทธินี้มาก่อนเช่นกัน อย่างไรก็ตาม สำหรับเงินทดแทนเฉพาะส่วนลูกจ้างราชการจะอยู่ที่ประมาณ 270 ล้านบาทต่อปี

    ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีลดเงินจ่ายสมทบให้นายจ้าง หากไม่มีเคสลูกจ้างประสบอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยจากการทำงาน จะกลายเป็นช่องโหว่ให้นายจ้างไม่แจ้งเคสเพื่อเข้ากองทุนเงินทดแทนหรือไม่ นพ.สุรเดชกล่าวว่า จริงๆ หากมีนายจ้างปกปิด และลูกจ้างทราบสิทธิก็สามารถแจ้งมายัง สปส.ได้ หรือหากไม่แน่ใจให้สอบถามมาได้เช่นกัน ซึ่งทาง สปส.จะเข้าไปตรวจสอบทันที

    ที่มา: มติชนออนไลน์, 16/4/2561

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิต ประเมินผลกระทบการลงทุนของ 'อาลีบาบา' และยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซอื่นๆ ต่อเศรษฐกิจไทย ผู้บริโภคมีทางเลือกเพิ่มขึ้น แต่ธุรกิจค้าปลีกออฟไลน์รายย่อยต้องปรับตัว

     
    22 เม.ย. 2561 ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ และคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้แสดงความเห็นต่อผลกระทบของอาลีบาบาและยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซอื่นๆ อย่าง JD.com, Amazon, Shoppee, 11Street, Lazada ต่อเศรษฐกิจว่าจะส่งผลให้เกิดการเติบโตและขยายตัวเพิ่มขึ้นของธุรกิจอีคอมเมิร์ซแบบก้าวกระโดด การที่แพลตฟอร์มออนไลน์ระดับโลกขยายการลงทุนมาประเทศไทยก็หวังจะใช้ความได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์ไปสู่การขยายตลาดในภูมิอาเซียนจะทำให้ไทยพัฒนาเป็นศูนย์กลางของการกระจายสินค้าและบริการในภูมิภาคได้ผ่าน Digital Hub ต่างๆ 
     
    อย่างไรก็ตามผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการกระจายตัวของผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือการกระจายรายได้ยังเป็นเรื่องที่ต้องการศึกษาวิจัยต่อไป ในเบื้องต้นจะเห็นได้ว่าด้านหนึ่งการลงทุนของยักษ์ใหญ่ทางด้านค้าปลีกออนไลน์หรืออีคอมเมิร์ซต่างชาติย่อมทำให้การเติบโตของธุรกิจนี้ขยายตัวมากขึ้นและเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคและช่องทางในการกระจายสินค้าให้กับผู้ผลิตของไทยสู่ตลาดโลก อีกด้านหนึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ของไทย และที่มีผลกระทบหนักคือธุรกิจค้าปลีกออฟไลน์ทั้งหลายโดยเฉพาะห้างสรรพสินค้าขนาดกลางและร้านค้าปลีกรายย่อยและโชว์ห่วยของไทย หากธุรกิจไทยทั้งออฟไลน์และออนไลน์ไม่สามารถปรับตัวให้แข่งขันได้โอกาสและผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการเติบโตของการค้าสินค้าและบริการผ่านทางออนไลน์ย่อมตกแก่ยักษ์ใหญ่ข้ามชาติที่รัฐบาลมีมาตรการส่งเสริมเข้ามาลงทุน ขณะที่สินค้าและบริการของไทยมีช่องทางในการกระจายไปยังตลาดจีนและตลาดโลกมากขึ้น สินค้าและบริการจากทั่วโลกโดยเฉพาะจากจีนจะทะลักเข้าไทยมากขึ้น หากผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อยไม่สามารถปรับตัวแข่งขันได้จะได้รับผลกระทบ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการจ้างงานและดุลการค้าด้วย สินค้าราคาถูกจากจีนอาจมีผลทำให้ไทยขาดดุลการค้ากับจีนมากขึ้นในระยะต่อไป ขณะเดียวกันผู้บริโภคจะได้ประโยชน์จากทางเลือกมากขึ้นหากโครงสร้างตลาดไม่มีการผูกขาดหรือกึ่งผูกขาด 
     
    นอกจากนี้การประกาศลงทุนของอาลีบาบาด้วยเม็ดเงิน 11,000 ล้านบาท ในพื้นที่ EEC ไม่ใช่เรื่องที่ต้องไปตื่นเต้นจนเกินเหตุเพราะมันเป็นเงินเพียงแค่ 5% ของกำไร 200,000 ล้านบาท ของอาลีบาบาเมื่อปีที่แล้ว เช่นเดียวกัน หากหวังว่าอาลีบาบาจะมาช่วยเกษตรกรรายย่อยของไทย ขายข้าว ขายทุเรียน ขายผลไม้หรือช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยโดยเขาไม่ได้กำไรหรือไม่ได้ผลประโยชน์ที่จูงใจเพียงพอน่าจะเป็นการเล็งผลเลิศมากเกินไปในเชิงนโยบาย สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือทำให้ผู้ผลิตของไทยโดยเฉพาะเกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อยมีอำนาจต่อรองและได้รับแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรมมากขึ้นภายใต้โครงสร้างตลาดที่ถูกครอบงำจากทุนยักษ์ใหญ่มากขึ้นตามลำดับ โครงสร้างตลาดที่ผูกขาดและโครงสร้างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ขณะนี้ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การเติบโตและการขยายตัวทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นเฉพาะเศรษฐกิจฐานบนไม่กระจายมายังเศรษฐกิจฐานรากหรือรากหญ้า ตัวเลขเศรษฐกิจเติบโตดีขึ้น แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยังมีความรู้สึกว่าเศรษฐกิจไม่ดีหรือการทำมาหากินมีความฝืดเคือง  
     
    ทั้งนี้ต้องทำให้ประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงพื้นที่ดิจิทัล (digital platform) เครื่องมือ (tools) และ การเข้าถึงเทคโนโลยี (affordance of technology) อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม เทคโนโลยีเหล่านี้ก็มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วด้วย องค์ประกอบเหล่านี้ได้สร้างความสัมพันธ์ใหม่ระหว่าง ความเสี่ยง นวัตกรรม ความล้มเหลว และภาวะอนาคต นอกจากนี้ เทคโนโลยีดิจิทัลยังเข้ามามีบทบาทต่อทั้งการปฏิสัมพันธ์ของคนในสังคมในระดับปัจเจกไปจนถึงสร้างเงื่อนไขและผลกระทบทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมในระดับกว้าง เทคโนโลยีเหล่านี้จะทำลายธุรกิจเก่าโครงสร้างการทำธุรกิจแบบเก่าและตัดธุรกิจคนกลางและสร้างธุรกิจใหม่ๆและโอกาสใหม่แต่จะเป็นกิจการที่ใช้แรงงานน้อยใช้เทคโนโลยีสูงจึงอาจเป็นการเติบโตและขยายตัวที่ไม่มีการจ้างงานมากนัก หากโครงสร้างไม่มีอำนาจผูกขาดแข็งตัวเกินไป สังคมไทยควรจะเดินหน้าสู่ความเป็นประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจและการเมืองมากขึ้น 
     
    ดร.อนุสรณ์ ยังกล่าวอีกว่าธนาคารและกิจการธุรกิจทางด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ก็ต้องปรับตัวด้วยเพราะจะได้ผลกระทบ เพราะการลงทุนของอาลีบาบาและยักษ์ใหญ่ค้าปลีกออนไลน์จะมาพร้อมกับระบบขนส่งและระบบการจ่ายเงินออนไลน์แบบครบวงจร เช่น Alipay, E-Wallet, E-Finance จะแย่งส่วนแบ่งตลาดของการบริการทางการเงินจากธนาคาร ขณะที่การท่องเที่ยวของชาวจีนอาจเพิ่มขึ้นจากระบบการจองผ่าน Digital Platform ของ อาลีบาบา กระทบต่อกิจการท่องเที่ยวที่ทำหน้าที่เป็นเอเยนต์หรือคนกลางของไทย การทำลายล้างผ่านการสร้างสรรค์นี้ได้ทำให้สิ่งเก่าและวิถีแบบเก่าถูกทำลายลงผ่านการเกิดขึ้นของสิ่งใหม่และวิถีใหม่ที่เข้ามาแทนที่ ‘ทุน’ ในรูปของบริษัทต่างแข่งขันกันสะสมทุนและขึ้นมาเป็นผู้นำตลาด 
     
    เป้าหมายของทุนเหล่านี้คือการสร้างผลกระทบอย่างรุนแรง (disruption) ผ่านการคิดค้นสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ที่สามารถทำลายระบบตลาดแบบเก่าและทุนคู่แข่งลงอย่างสิ้นเชิง การสร้างระบบเพื่อดูแลผู้ได้รับผลกระทบหรือประคับประคองเพื่อให้เกิดการปรับตัวจึงมีความสำคัญในมิติการสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและดูแลไม่ให้เกิดปัญหาทางสังคมหรือการเมืองจากการเปลี่ยนแปลงที่ยากจะหลีกเลี่ยงได้ หากทุนขนาดใหญ่ประสบความสำเร็จในการสร้างนวัตกรรม นวัตกรรมนั้นจะถูกนำไปใช้สร้างกำไร ทำให้ทุนที่มีนวัตกรรมสามารถเข้ามาเป็นผู้ผูกขาดในตลาดได้ในระยะหนึ่งจนกว่าทุนอื่นจะลอกหรือเลียนแบบนวัตกรรมดังกล่าวได้ กระบวนการนี้ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดการละทิ้งวิธีการใช้แรงงาน การผลิต การกระจายสินค้าแบบเดิมๆ เท่านั้น แต่ยังสั่นคลอนเทคโนโลยี โครงสร้างทางสังคม และการปฏิสัมพันธ์ของคนในสังคมแบบเดิมด้วย จึงจำเป็นต้องมีมาตรการหรือนโยบายที่ส่งเสริมให้ SME สามารถพัฒนานวัตกรรมขึ้นมาได้เองโดยไม่ต้องพึ่งทุนยักษใหญ่และกำกับปฏิสัมพันธ์ในสังคมให้เหมาะสมผ่านระบบการศึกษา นายทุนบริษัทยักษ์ใหญ่ยังกว้านซื้อธุรกิจใหม่รายย่อยที่ทำท่าว่าจะเติบโตขึ้นมาเป็นคู่แข่ง ทำให้อำนาจผูกขาดของทุนนิยมยุคดิจิทัลกระจุกอยู่ในมือคนกลุ่มเล็กๆ และมีความจำเป็นในการต้องมีกฎหมายป้องกันการผูกขาดและบังคับใช้อย่างเสมอภาค 
     
    นอกจากนี้รัฐบาลควรไปศึกษาเรื่องการจัดเก็บภาษีจากธุรกรรมออนไลน์อย่างไรเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพในการจัดเก็บ เนื่องจากฐานรายได้ภาษีของรัฐบาลจะหายไปจำนวนมากหากพฤติกรรมของคนเปลี่ยนจากการทำธุรกรรมซื้อขายในร้านค้าแบบเดิมมาเป็นออนไลน์มากขึ้น นอกจากนี้ธุรกรรมออนไลน์ระหว่างประเทศบางส่วนจะสามารถหลบเลี่ยงการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีจากธุรกรรมที่ดำเนินการผ่านเทคโนโลยีออนไลน์ ซึ่งทำให้รัฐไทยสูญเสียรายได้ไปจำนวนมากเช่นเดียวกัน 
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    กลุ่มคนอยากเลือกตั้งออกแถลงการณ์เรื่องการออกหมายจับผู้จัดและผู้เข้าร่วมกิจกรรม “รวมพลังกันอีกครั้ง เดินหน้าถอนราก คสช.” 7 คน ประณามการกระทำของเจ้าหน้าที่ ชี้เป็นการปฏิบัติต่อประชาชนเสมือนอาชญากรร้ายแรง

     
     
    22 เม.ย. 2561 เพจกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย Democracy Restoration Group - DRGได้เผยแพร่ แถลงการณ์กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง เรื่อง การออกหมายจับผู้จัดและผู้เข้าร่วมกิจกรรม “รวมพลังกันอีกครั้ง เดินหน้าถอนราก คสช.” โดยระบุว่าตามที่สถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม ได้ออกหมายเรียกผู้จัดและผู้เข้าร่วมกิจกรรม “รวมพลังกันอีกครั้ง เดินหน้าถอนราก คสช.” เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2561 ที่หน้ากองทัพบก ดังรายชื่อต่อไปนี้ 1. กรกช แสงเย็นพันธ์ 2. ชลธิชา แจ้งเร็ว 3. ภัทรพล ธนเดชพรเลิศ 4. มัญจา หม่องคำ 5. ผศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร 6. วิศรุต อนุกูลการย์ 7. อภิสิทธิ์ ทรัพย์นภาพันธ์ ให้ไปรายงานตัวในวันที่ 9 เม.ย. 2561 นั้น
     
    ผู้ถูกออกหมายเรียก 6 คนแรกได้แจ้งขอเลื่อนการเข้าพบพนักงานสอบสวนเป็นหนังสือโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว โดยเลื่อนไปเป็นวันที่ 30 เม.ย. 2561 เนื่องจากผู้ถูกออกหมายเรียกเพิ่งได้รับหมายในระยะกระชั้นชิดหรือยังไม่ได้รับหมาย และมีภาระกิจอื่นที่นัดไว้ก่อนแล้ว แต่สถานีตำรวจนครบาลชนะสงครามปฏิเสธคำขอดังกล่าว และให้ไปรายงานตัวในวันที่ 18 เม.ย. 2561 ซึ่งผู้ถูกออกหมายเรียกได้แจ้งเป็นหนังสือยืนยันว่าจะไปเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจในวันที่ 30 เม.ย. 2561 ซึ่งเป็นวันที่ผู้ต้องหาสะดวกและอยู่ในเวลาอันควร แต่ในท้ายที่สุดสถานีตำรวจนครบาลชนะสงครามได้ออกหมายจับผู้ถูกออกหมายเรียกทั้ง 6 คนดังกล่าว ส่วนนายอภิสิทธิ์ ทรัพย์นภาพันธ์ ได้เข้าพบพนักงานสอบสวนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หากแต่ไม่ได้ไปปรากฏตัวที่ศาลก่อนยกคำร้องขอฝากขังของพนักงานสอบสวน จึงถูกออกหมายจับไปด้วย
     
    ในแถลงการณ์ระบุว่า "เราในนามของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ขอยืนยันว่าการกระทำของเราเป็นสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรมตามหลักการประชาธิปไตย แม้จะมีความพยายามจากฝ่าย คสช. ในการตรากฎหมายและออกคำสั่งอันขัดกับรัฐธรรมนูญมาเพื่อคุกคามพวกเรา และบิดเบือนกระบวนการยุติธรรมเพื่อดำเนินคดีกับพวกเรา แต่เราเชื่อมันในความบริสุทธิ์ จึงไม่เคยคิดที่จะหลบหนีการแจ้งข้อหาใดๆ ทั้งสิ้น"
     
    ดังนั้นการออกหมายจับแก่ผู้ถูกออกหมายเรียก 7 คนข้างต้นโดยสถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม จึงเป็นการปฏิบัติต่อประชาชนเสมือนอาชญากรร้ายแรงผู้กำลังหลบหนีคดี ทั้งที่ข้อเท็จจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นการใช้กระบวนการทางกฎหมายมาข่มขู่ประชาชนโดยขัดต่อหลักนิติธรรม
     
    นอกจากนี้ในแถลงการณ์ระบุว่า "ทั้งนี้เราขอชี้แจงข้อเท็จจริงด้วยว่าในช่วงที่ผ่านมาได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามตัวผู้จัดและผู้เข้าร่วมกิจกรรมเรียกร้องการเลือกตั้งบางคนด้วย อันเป็นการคุกคามประชาชนโดยปราศจากเหตุผลและความชอบธรรม .. เราขอประณามการกระทำของเจ้าหน้าที่ในครั้งนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสังคมจะร่วมกันประณามด้วยเช่นกัน" 
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    ในวาระครบรอบ 200 ปี คาร์ล มาร์กซ์ นักคิดจากเยอรมันผู้กลายเป็นแรงบันดาลให้กับขบวนการสังคมนิยมและความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลก ในเมืองบ้านเกิดของเขามีการจัดขายของที่ระลึกรวมถึงธนบัตร "0 ยูโร" ที่ตีพิมพ์รูปมาร์กซ์ (ในราคา 3 ยูโร) ซึ่งฝ่ายการท่องเที่ยวของเมืองบ้านเกิดมาร์กซ์บอกว่าเป็นธนบัตรเชิงสัญลักษณ์ที่สะท้อนแนวคิดของมาร์กซ์เอง

     
     
     
    22 เม.ย. 2561 สื่อเยอรมนีรายงานว่าในช่วงก่อนครบรอบวันเกิด 200 ปี ของคาร์ล มาร์กซ์ นักคิดเชิงเศรษฐศาสตร์ผู้ให้กำเนิดแนวคิดมาร์กซิสต์และกลายเป็นแรงบันดาลใจของนักเคลื่อนไหวสังคมนิยมสมัยใหม่ทั่วโลก มีการผลิตและจำหน่ายธนบัตรที่ระบุมูลค่า "ศูนย์ยูโร" ที่มีรูปมาร์กซ์เพื่อเป็นที่ระลึก ซึ่งสามารถขายได้หมดอย่างรวดเร็ว 5,000 ใบ จนตั้งสั่งทำเพิ่ม 20,000 ใบ และคาดว่าจะขายหมดภายในสิ้นเดือน เม.ย. นี้
     
    ในเมืองเทรียร์ รัฐไรน์ลันท์-ฟัลทซ์ ซึ่งเป็นเมืองบ้านเกิดของคาร์ล มาร์กซ์ รวมถึงเมืองใกล้ๆ กัน มีการจัดขายของที่ระลึกในธีมของ มาร์กซ์ เนื่องในวาระใกล้กับวันเกิด 200 ปี ของนักคิดผู้นี้คือวันที่ 5 พ.ค. 2361 โดยนอกจากธนบัตร 0 ยูโร แล้วยังมีสินค้าอื่นๆ เช่น ถ้วยในธีมของมาร์กซ์ที่โลโก้รูปมาร์กซ์และคำคมของเขา หรือแม้กระทั่งเป็ดยางมีเคราแบบมาร์กซ์ถือหนังสือ "ว่าด้วยทุน" (Das Kapital) ที่มาร์กซ์เป็นผู้เขียน
     
    นอกจากนี้ยังมีสินค้าจำพวกเครื่องดื่มที่ในเมืองเทรียร์มีการจำหน่ายไวน์แดงในชื่อของคาร์ล มาร์กซ์ ในเมืองเคมนิตซ์ ที่มีฉายาว่า "คาร์ล-มาร์กซ์-ชตัดต์" หรือ "เมืองคาร์ล มาร์กซ์" ในช่วงที่ยังเป็นเยอรมนีตะวันออกก็มีการจำหน่ายเบียร์ยี่ห้อ "มาร์กซ์ชเตดเตอร์" (ชาวเมืองมาร์กซ์) 
     
    การจำหน่ายสินค้าเหล่านี้ทำให้สื่อเดอะโลคัลนำเสนอเรื่องนี้ด้วยน้ำเสียงเสียดเย้ยว่าถ้ามาร์กซ์รับรู้เรื่องนี้เขาจะต้องการให้ตัวเองกลายเป็นสินค้านำเงินเข้ากระเป๋าจริงหรือ แม้แต่ธนบัตร 0 ยูโร ก็ไม่ได้ให้เล่าแต่อย่างใดมีการตั้งราคาขายไว้ที่ 3 ยูโร 
     
    อย่างไรก็ตามนอร์เบิร์ต เคธเลอร์ หัวหน้าฝ่ายการท่องเที่ยวของเทรียร์บอกว่าเงินมูลค่า 0 ยูโร นั้นเป็นไอเดียที่ได้มาจากแนวทางความคิดของมาร์กซ์เอง "ของที่ระลึกนี้เป็นการเล่นกับการวิพากษ์วิจารณ์ทุนนิยมของมาร์กซ์" เคธเลอร์กล่าว
     
    มาร์กซ์เป็นผู้ที่เคยเขียนถึงแนวคิดเรื่องการต่อสู้ทางชนชั้นและข้อเสียของระบบทุนนิยม เขาเคยเขียนในหนังสือ "ว่าด้วยทุน" ซึ่งออกมาในปี 2410 ระบุว่าเงินกลายเป็นสารัตถะที่แบ่งแยกระหว่างการทำงานกับตัวตนของคนนั้นๆ ให้ออกห่างจากกันและสารัตถะนี้เองก็ครอบงำคนทำให้คนบูชามัน
     
     
    เรียบเรียงจาก
     
    Karl Marx’s birth city sells ‘zero-euro’ bills for his 200th birthday, The Local, 18-04-2018
     
    KARL MARX'S HOMETOWN IS SELLING COMMEMORATIVE 0 EURO NOTES FOR 3 EUROS—AND THEY'VE ALREADY SOLD OUT, Newsweek, 19-04-2018
     
    Karl Marx €0 bills are red hot, CNN, 19-04-2018
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    บุคคลอ้างตนเป็นคนในกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดบำเหน็จณรงค์ โทรศัพท์คุยกับผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่รอบเหมือง เชิญชวนมาร่วมรับประทานอาหารที่ร้านอาหารพร้อมเอาเอกสารข้อเรียกร้องต่อบริษัทเหมืองแร่มาให้ผู้ใหญ่บ้านล่ารายชื่อ ด้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดบำเหน็จณรงค์ตั้งข้อสงสัยใครแอบอ้าง ชี้ไม่ได้เกิดจากประชาชนในพื้นที่อย่างแน่นอน

     
    22 เม.ย. 2561 เพจเหมืองแร่ ชัยภูมิรายงานว่าวานนี้ (21 เม.ย.) บุคคลอ้างตนเป็นคนในกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดบำเหน็จณรงค์โทรศัพท์พูดคุยกับผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่รอบเหมืองเชิญชวนมาร่วมรับประทานอาหารด้วยกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง เมื่อผู้ใหญ่บ้านเดินทางไปถึงร้าน บุคคลคนดังกล่าวได้กล่าวว่าเหมืองแร่จะเป็นผู้เลี้ยงอาหารในครั้งนี้ พร้อมทั้งได้เอาเอกสารข้อเรียกร้องต่อบริษัทเหมืองแร่มาให้ผู้ใหญ่บ้าน โดยบอกให้ผู้ใหญ่บ้านล่ารายชื่อชาวบ้านเพื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องดังกล่าว โดยเอกสารมีข้อความและข้อเรียกร้อง ระบุว่าด้วยประชาชนในเขตพื้นที่อำเภอบำเหน็จณรงค์ที่มีความเห็นชอบในการสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล ซึ่งมีความต้องการเสนอข้อเรียกร้องต่อเหมืองแร่โปแตช ในด้านการดำเนินงานของเหมืองที่มีผลกระทบต่อประชาชนในเขตพื้นที่อำเภอบำเหน็จณรงค์ ดังนี้ 1. ประชาชนมีความต้องการให้เหมืองแร่โปแตชจัดทำโครงการศึกษาดูงานโรงไฟฟ้าชีวมวล เพื่อให้ประชาชนเกิดความชัดเจนในการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าชีวมวลในด้านผลกระทบที่จะเกิดต่อสภาวะแวดล้อมของพื้นที่อำเภอบำเหน็จณรงค์ 2. ประชาชนมีความต้องการให้เหมืองแร่โปแตชเปิดรับสมัครบุคคลในท้องถิ่นของเขตอำเภอบำเหน็จณรงค์ ร้อยละ 80 ของอัตรากำลังที่เหมืองต้องการเพื่อเข้าทำงาน โดยมีคุณลักษณะตามที่เหมืองกำหนดเป็นเกณฑ์ในการคัดเลือก เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่าเหมืองให้ความสำคัญและส่งเสริมสนับสนุนการมีงานทำของประชาชนในเขตพื้นที่ โดยมีการกำหนดเป็นเอกสารหลักฐาน 
     
    3. ด้านงบพัฒนาของเหมืองขอให้คณะกรรมการภาคประชาชนสามารถดำเนินการในการบริหารจัดการอย่างอิสระ โดนเหมืองแร่อยู่ในฐานะผู้แนะนำแนวทางในการดำเนินงานเท่านั้น และให้ขยายเขตการจัดสรรงบประมาณให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้านของตำบลบ้านตาล ตำบลบ้านเพชร และตำบลหัวทะเล 4. หากมีการก่อสร้างให้ใช้แรงงานภายในเขตพื้นที่ 3 ตำบลเป็นหลัก เพื่อสร้างงานสร้างรายได้ให้แก่บุคคลในชุมชน และเปิดโอกาสให้เครื่องจักรในพื้นที่เข้าร่วมทำงานกับเหมือง  5. เปิดโอกาสให้ประชาชนที่ไม่มีที่ดินทำกินได้เช่าพื้นที่ ภบท.5 ของเหมืองที่ยังเป็นพื้นที่ว่างเปล่าในการทำกินในราคาที่เหมาะสม 6. จัดตั้งคณะกรรมการไตรภาคีขึ้นใหม่โดยคณะกรรมการภาคประชาชนให้ประชาชนเป็นผู้เลิอกและเปิดเวทีพบปะประชาชนเพื่อพูดคุยสร้างความเข้าใจและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทุกๆ 3 เดือน กับประชาชนในเขต 3 ตำบล และ 7. เหมืองจะต้องให้คำตอบในประเด็นข้อเรียกร้องทั้งหมดข้างต้นนี้ ภายใน 15 วัน
     
    ซึ่งทำให้ผู้ใหญ่บ้านบางหมู่บ้านที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าว เกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมากและเดินทางกลับ เนื่องจากในพื้นที่หมู่บ้านของตนเองยังมีความขัดแย้งเกี่ยวกับการคัดค้านการโครงการเหมืองแร่โปแตชและโรงไฟฟ้าชีวมวลของกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดบำเหน็จณรงค์ ซึ่งในขณะนี้ชาวบ้านในพื้นที่ทั้ง 3 ตำบล กำลังฟ้องคดีต่อศาลปกครองให้ยกเลิกเพิกถอน EIA เหมืองแร่โปแตช ซึ่งเป็นที่ตั้งข้อสังเกตุว่าทำไมจึงไม่มีชาวบ้านของกลุ่มฯ มาเลยแม้แต่คนเดียว นอกจากบุคคลที่อ้างตัวว่าเป็นคนในกลุ่มฯ คนดังกล่าวเท่านั้น ซึ่งทำให้เป็นที่น่าเคลือบแคลงใจเป็นอย่างมาก
     
    เป็นที่น่าตั้งข้อสงสัยในการกระทำครั้งนี้ว่าเหมืองแร่และบุคคลดังกล่าว ต้องการอะไรจากข้อเรียกร้องดังกล่าวที่ดูเหมือนว่าเข้าข้างเข้าอกเข้าใจประชาชนผู้ได้รับผลกระทบรอบโครงการเหมืองแร่โปแตชและโรงไฟฟ้าชีวมวลที่กำลังก่อสร้างและดำเนินการในพื้นที่ตอนนี้ แต่ทว่ากับมีความไม่ชอบมาพากลในข้อเรียกร้องดังกล่าวในหลายประการ คือข้อเรียกร้องดังกล่าว ไม่ได้มาจากกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดบำเหน็จณรงค์และไม่ได้เกิดจากประชาชนในพื้นที่อย่างแน่นอน คำถามคือ แล้วข้อเรียกร้องมาจากไหน เกิดจากใคร ใครตกลงกัน ใครกันแน่ที่จะได้ประโยชน์จากข้อตกลงข้อเรียกร้องนั้น เหมือง? หรือ ประชาชน? ซึ่งถ้าวิเคราะห์จากข้อเรียกร้องดังกล่าว ในเนื้อหามีลักษณะการเขียนในทำนองที่ว่ากลุ่มฯ สมยอม และกำลังทำข้อตกลงกับเหมือง เพื่อให้เหมืองดำเนินการได้สะดวก และเปิดทางให้เหมืองมากยิ่งขึ้น ถ้าเหมืองยอมตกลงตามข้อเรียกร้อง กลุ่มก็จะไม่ดำเนินการคัดค้านใดๆ หรือมีลักษณะเอาด้วยกับเหมืองแร่ และเห็นด้วยในการก่อสร้างเหมืองและโรงไฟฟ้า ซึ่งทำให้เหมืองมีภาพลักษณะที่ดีขึ้น และมีการประสานความร่วมมือกันกับกลุ่มฯ มากขึ้น ซึ่งอาจจะแสดงให้เห็นว่าความขัดแย้งดังกล่าว ไม่มีแล้ว หรือ ลดลงแล้ว
     
    เพราะอะไรจึงต้องทำแบบนี้? จะเห็นได้ว่าหลายครั้งที่เหมืองถูกตั้งคำถามจาก สผ. และ คชก. รวมถึงนักลงทุนที่ถือหุ้นในบริษัท เรื่องความขัดแย้งในพื้นที่ของชาวบ้านในนามกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดบำเหน็จณรงค์ที่ออกมาคัดค้านโครงการ และความสัมพันธ์กับคนในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งกัน เป็นอย่างไรบ้าง ดีขึ้นหรือไม่ และจะมีความเสี่ยงในการลงทุนหรือไม่ อย่างไร ซึ่งเหมืองเองไม่สามารถตอบให้ชัดเจนได้
     
    โดยเหตุการณ์ที่ตอกย้ำความขัดแย้งมากขึ้น ซึ่งจะเห็นได้ชัดจากกรณีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนของเหมืองแร่ เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2560 มีการปิดกั้นไม่ให้กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดบำเหน็จณณรงค์เข้าร่วมประชุมในเวทีดังกล่าว และคดีความที่ชาวบ้านในพื้นที่ฟ้องร้องเพิกถอน EIA เหมืองแร่โปแตช ต่อศาลปกครองนครราชสีมา รวมทั้งในอนาคตกลุ่มฯ กำลังจะมีการดำเนินการฟ้องเพิกถอน EIA โรงไฟฟ้าชีวมวลต่อไป ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่ชาวบ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดบำเหน็จณรงค์จะมาร่วมดำเนินการเสนอข้อเรียกร้องต่างๆ นานา เพื่อให้เหมืองดำเนินการ นอกเสียจากคนที่จะได้รับผลประโชยน์จากการกระทำดังกล่าวตามข้อเรียกร้อง
     
    และเพื่อเป็นการลดแรงเสียดทานแรงปะทะจากชาวบ้านในพื้นที่ให้การดำเนินการบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยการใช้ข้าราชการในพื้นที่เป็นเครื่องมือและตัวช่วยชั้นดีของเหมือง ที่เข้าหาและให้ช่วยดำเนินการเป็นฝ่ายมวลชนสัมพันธ์ของเหมือง ซึ่งจะเห็นได้ว่าเหมืองไม่สามารถเข้าหาคนในพื้นที่ได้เอง นอกจากการติดสอยห้อยตามหน่วยงานต่างๆ เข้ามาในพื้นที่เมื่อมีประชุมตามหมู่บ้าน เนื่องจากความขัดแย้ง แรงต่อต้านของคนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และถ้าเหมืองเข้ามาในพื้นที่เมื่อไหร่ก็จะโดนขับไล่จากประชาชนผู้คัดค้านโครงการอย่างแน่นอน 
     
    อย่างไรก็ตามชาวบ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดบำเหน็จณรงค์ จะยังคงยืนยันต่อสู้คัดค้านโครงการเหมืองแร่โปแตชและโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลสอดไส้ถ่านหินเช่นเดิม ไม่ว่าจะเจอความไม่ชอบมาพากลต่างๆ และเราจะรวบรวมหลักฐานที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตมายืนยันเพื่อปกป้องวิถีชีวิตจากมลพิษถ่านหินและชีวมวลต่อไป
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    ชาวชุมชนป้อมมหากาฬจัดงาน 'อำลามหากาฬ' ขอบคุณผู้สนับสนุนที่ทำให้ชาวบ้านอยู่รอดพ้นปัญหามาถึง 25 ปี แต่จำเป็นต้องอำลาเพื่อยุติมหากาพย์ไว้เพียงเท่านี้ ย้ายไปอยู่ชุมชนกัลยาณมิตรชั่วคราว เก็บเงินซื้อที่ดินตั้งชุมชนป้อมมหากาฬใหม่

    ธวัชชัย วรมหาคุณ อดีตประธานชุมชนป้อมมหากาฬกราบขอบคุณสำหรับทุกความช่วยเหลือที่ชุมชนได้รับ
     
    22 เม.ย. 2561 มติชนออนไลน์รายงานว่าที่ชุมชนป้อมมหากาฬ เขตพระนคร กรุงเทพฯ มีการจัดงาน 'อำลามหากาฬ' หลังมีการรื้อถอนบ้านอย่างต่อเนื่อง ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศในชุมชนมีผู้ทยอยเดินทางเข้าร่วมจำนวนมาก ทั้งชาวบ้านที่เคยอยู่ในชุมชน อาจารย์ นักวิชาการ และนักสิทธิมนุษยชน อาทิ นางสุนี ไชยรส อดีตกรรมกสรสิทธิมนุษยชน, นางปองขวัญ ลาซูส สมาคมฯ สถาปนิกสยาม และนายฉัตรวิชัย พรหมทัตตเวที ผู้บริหารหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เป็นต้น
     
    ธวัชชัย วรมหาคุณ อดีตประธานชุมชนป้อมมหากาฬ กล่าวว่าชาวชุมชนป้อมมหากาฬจัดงานวันนี้เพื่อรำลึกอดีต 25 ปีเต็มที่ต่อสู้ ปีนี้เข้าสู่ปีที่ 26 เราได้รับการสนับสนุนจากผู้สื่อข่าวที่นำเสนอเรื่องราวให้เรียนรู้ ได้รับความอนุเคราะห์จากนักวิชาการซึ่งไม่สามารถกล่าวได้หมด ใจจริงอยากจากไปแบบเงียบๆ แต่ทำไม่ได้ เพราะมีคนที่เคารพ มีพี่น้องภาคประชาสังคมมีคนที่แบ่งปันให้ชุมชนสร้างความเข้มแข็ง มีพี่น้องสื่อที่ตนอยากบอกว่าอย่าทิ้งเรา
     

    26 ปีของการต่อสู้ เหมือนทุกอย่างเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง เป็นเรื่องยากที่อธิบายได้ว่า เราเดินมาถึงวันนี้ได้อย่างไร วันที่คนชุมชนป้อมมหากาฬจำต้องเอ่ยคำเชื้อเชิญเพื่อน พี่น้อง มิตรสหาย กัลยาณมิตรทุกคนมารวมกันเป็นครั้งสุดท้าย การรวมพลเพื่ออำลาและปิดฉากชุมชนป้อมมหากาฬ พื้นที่ที่เราพยายามทำทุกทางเพื่อรักษาความเป็นชุมชนเอาไว้ ตลอดระยะเวลา 26 ปีบนเส้นทางนี้เราได้ผ่านทั้งร้อน หนาว ผ่านทุกข์และสุข ได้พบเจอมิตรสหาย กัลยาณมิตรมากมาย มีความทรงจำที่มิอาจลืมเลือนได้ มีการต่อสู้ที่มิอาจลืมลง และขณะเดียวกัน เราก็เผชิญกับการจำพราก ความขัดแย้งและความสูญเสียมากมาย เผชิญกับความเจ็บปวดและอ่อนแอภายในตัวตนของเราเอง สูญเสียมากมาย เผชิญกับแรงเสียดทานที่โถมทับเข้ามาจนเราไม่อาจต้านทานได้อีก และท้ายที่สุด เราจะต้องเผชิญกับความจริงที่ว่าวันหนึ่งข้างหน้า ชุมชนป้อมมหากาฬอาจเป็นเพียงชื่อเรียกขาน เป็นเพียงเรื่องเล่าบอกต่อกัน ในไม่ช้าก็จะลบหายไปจากประวัติศาสตร์ชนชั้นของมหานครแห่งนี้

    มันช่างยากเหลือเกินที่เราจะอธิบายความรู้สึก อธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นเหล่านี้ ด้วยตัวอักษรเพียงไม่กี่ประโยค ไม่กี่ย่อหน้า และหวังไปว่ามันจะสามารถสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจได้ว่าเราเดินมาถึงวันนี้ได้อย่างไร วันนี้เราเจ็บปวด เราจะพยายามเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดนี้ด้วยความหวัง เพราะเป็นเช่นนี้ ในช่วงเวลาสุดท้ายเราจึงอยากบอกเล่าเรื่องราวนี้แก่ทุกคน อยากจะทำให้ชุมชนป้อมมหากาฬได้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ที่หวังเหลือเกินว่า ทุกคนที่มีความผูกพันกับพื้นที่แห่งนี้จะมาร่วมกันบันทึกเรื่องราว สร้างความทรงจำครั้งสุดท้ายบนผืนที่แห่งนี้ ในสถานะพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต ในวันอาทิตย์ที่ 22 เม.ย. 2561 นี้

    ก่อนที่พวกเราจะเก็บความทรงจำเหล่านี้ไว้บอกกับลูก หลานสืบไปว่าครั้งหนึ่งในชีวิตพวกเรา ชาวชุมชนป้อมมหากาฬได้ต่อสู้กับหน่วยงานภาครัฐที่ไม่ได้ให้ความเป็นธรรมกับชุมชน เราสู้เรื่องกฎหมายไม่ได้แน่นอน วันหนึ่งเราจึงต้องจากไป เราอยากให้เรื่องชุมชนป้อมมหากาฬเป็นกรณีศึกษา ในครั้งต่อไปถ้าหน่วยงานภาครัฐจะไล่รื้อชุมชนใดก็แล้วแต่ ก็คงตระหนักถึงชุมชนป้อมมหากาฬว่าพวกเขามีวิถีชีวิตและต่อสู้มายาวนานขนาดไหน สิ่งเหล่านี้จะบอกกับสังคมได้ว่า ชีวิตคนหรือว่าวัตถุกันแน่ที่สำคัญ การที่คุณทำให้ชุมชนต้องล่มสลาย ต้องกระจัดกระจาย ต่างคนต่างไป ต่างคนต่างไร้ที่อยู่ สุดท้ายแล้วพวกคุณได้ตามดูชีวิตพวกเขาเหล่านั้นหรือเปล่า

    ณ วันนี้ ชุมชนป้อมมหากาฬขอปิดตัวลง

    ตัวแทนชาวชุมชนป้อมมหากาฬกล่าวคำแถลง

    พรเทพ บูรณบุรีเดช อดีตรองประธานชุมชนป้อมมหากาฬกล่าวพลางสะอื้นว่าการต่อสู้ยังไม่จบและจากนี้ชาวชุมชนจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ "มันจบ ณ พื้นที่นี้เท่านั้น แต่พวกเราจะไปสร้างชีวิตใหม่ที่เอาคนป้อมและชีวิตของป้อมไปอยู่ด้วย เพราะตอนนี้เราไม่มีที่ดินเลย ไปอาศัยเพื่อนอยู่ แต่ในอนาคตสักปีสองปีก็คงซื้อที่ดินได้ เราจะเอาชีวิตของคนป้อมไปอยู่ บ้านเป็นแค่สัญลักษณ์ เราบอกแล้วว่า เราไปไหนเราก็คนป้อม เราจะไปสร้างด้วยกันใหม่ ก็ขอให้ตามเราตลอด เพราะการต่อสู้ไม่ได้สิ้นสุด แต่มันได้เริ่มต้นด้วยการเรียนรู้ว่า เราจะใช้ชีวิตต่ออย่างไร"

     
    "ชุมชนป้อมฯ จะเกิดมาใหม่ด้วยจิตวิญญาณ ในช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ นี่คือการหลั่งน้ำตาเป็นหยดสุดท้าย ต่อจากนี้จะชนะตลอดไป ถึงเวลาแล้วที่เราจะอำลา ขอให้เรื่องราวเหล่านี้เป็นความทรงจำ และนำพี่น้องกล่าวลาครั้งสุดท้าย" ธวัชชัยกล่าว
     
    จากนั้นชาวบ้านป้อมมหากาฬได้พนมมือ แล้วกล่าวพร้อมกันว่าขอขอบคุณสิ่งที่ทุกท่านมอบให้ชาวป้อมมหากาฬ ตลอดจนอาจารย์ สื่อมวลชน ที่ได้มอบสิ่งงดงาม มอบสิ่งเรียนรู้ ทำให้ชาวบ้านได้อยู่รอดพ้นปัญหามาถึง 25 ปี บัดนี้ จำเป็นต้องอำลาเพื่อยุติมหากาพย์ไว้เพียงเท่านี้
     
    พริษฐ์ ชีวารักษ์ หรือเพนกวิ้น นักศึกษาชื่อดังจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าวว่า "หากท่านมองไปรอบๆ จะเห็นซากปรักหักพังของบ้านที่พวกเราร่วมปกป้อง มันคือซากปรักหักพังของเรื่องราว ของการหล่อทอง ของบ้านลิเก ของการทำอาหาร ของมิตรภาพ เมื่อถึงวันหนึ่ง ถ้าที่ตรงนี้กลายเป็นสวนอย่างที่ทาง กทม. กล่าวอ้าง ถึงมันจะสวยขนาดไหนเราก็คงต้องเรียกมันว่าซากปรักหักพัง เพราะจิตวิญญาณ เรื่องราว และประวัติก็ได้พังเสียหายไปแล้ว ผมเสียใจมากๆ ที่ผม ในฐานะคนรุ่นใหม่ไม่สามารถทำได้ดีกว่านี้ในการปกป้องที่นี่ สุดท้ายเราไม่สามารถปกป้องบ้านเก่าแก่ ชุมชน และจิตวิญญาณของทุกคนในชุมชนป้อมมหากาฬได้ แต่ผมสัญญาว่า วันหนึ่งเราต้องไม่มีการไล่รื้อชุมชน ใช้อำนาจเจ้าหน้าที่คุกคามชาวบ้าน ต้องไม่มีการไล่ทำลายอัตลักษณ์ เรื่องราวเก่าๆ ของคนธรรมดาให้หายไป"
     
    พรเทพกล่าวว่า ต่อจากนี้ชาวชุมชนป้อมมหากาฬราว 7-8 ครัวเรือนจะไปอยู่ร่วมกับชุมชนกัลยาณมิตร บริเวณวัดสร้อยทอง กรุงเทพฯ ที่ช่วยเอื้อเฟื้อสถานที่พักพิงชั่วคราว โดยต้องย้ายออกภายในวันที่ 25 เม.ย. นี้ จากนั้นจะเก็บเงินเพื่อสร้างชุมชนป้อมมหากาฬใหม่บริเวณพุทธมนฑลสาย 2 แต่ก็คงใช้เวลาเพราะที่ดินที่ดูไว้ขนาด 106 ตร.ว. มีราคาราว 3 ล้าน 7 หมื่น 4 พันบาท สาเหตุที่เลือกที่ดังกล่าวเพราะว่ายังไม่ไกลจากชุมชนเดิมมากและสัญจรสะดวก โดยคิดว่าคงจะเอาเงินที่ชุมชนออมร่วมกันหลักหนึ่งแสนบาทไปหาทุนเพิ่มเติม
     
    ปัจจุบันมีชาวชุมชนป้อมมหากาฬส่วนหนึ่งอาศัยอยู่ที่สถานพักพิงชั่วคราวที่การประปาเก่าบริเวณแม้นศรี ชาวชุมชนดังกล่าวเป็นกลุ่มที่ย้ายออกไปก่อนแล้ว เมื่อเดือน ม.ค. มีชาวชุมชนไปอาศัยที่การประปาประมาณ 60 คน โดยจะมีการจัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์เพื่อไปกู้เงินกับสภาพัฒนาองค์กรชุมชนหรือ พอช. ซื้อที่ดินและปลูกบ้านบริเวณเกียกกาย ร่วมกับชุมชนทอผ้าที่จะย้ายไปอยู่ที่เดียวกัน

    ภาพในงานและสภาพชุมชนปัจจุบัน

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    คุยเปิดตัวหนังสือ แผนที่สร้างชาติฯ ของ เก่งกิจ กิติเรียงลาภ เผย ‘ชาติ’ เพิ่งเกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และไม่ได้เกิดขึ้นในทันที มีทั้งคนปฏิเสธ ขัดแย้ง ท้าทายนิยาม พร้อมบทวิจารณ์หนังสือจาก ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

    เมื่อวันที่ 6 เม.ย.ที่ผ่านมา ที่สุวรรณ ที่บู๊ทของฟ้าเดียวกันในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ มีการจักสนทนา หนังสือ “แผนที่สร้างชาติ: รัฐประชาชาติกับการทำแผนที่หมู่บ้านไทยในยุคสงครามเย็น” ซึ่งมี เก่งกิจ กิติเรียงลาภ ผู้เขียน รวมสนทนา กับ ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

    เก่งกิจ กล่าวว่า หนังสือเล่มนี้เป็นงานที่ทำต่อจากงานก่อนหน้านี้ของเขาที่ศึกษาการเกิดขึ้นของวิชามนุษยวิทยาในประเทศไทย ว่ามันเกิดขึ้นในบริบทของสงครามเย็น การเกิดขึ้นของภัยคอมมิวนิสต์ รัฐไทยและมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ก็จำเป็นที่จะต้องเข้าใจว่าคอมมิวนิสต์อยู่ตรงไหนบ้างของประเทศไทย เพราะฉะนั้นวิชามานุษยวิทยาหรือนักมนุษยวิทยาก็เป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเก็บข้อมูลหมู่บ้านต่างๆ เมื่อเขียนงานชิ้นนั้นก็พบว่าก่อนที่นักมานุษยวิทยาจะเข้าไปในหมู่บ้าน ก็ต้องมีแผนที่ก่อน จึงสอบถามนักมานุษยวิทยาในยุคนั้นที่สำรวจหมู่บ้านว่าใช้แผนที่อะไร เขาก็เปิดเผยว่าใช้แผนที่ฉบับ L708 ตนก็ค้นต่อว่ามันคืออะไร ก็พบว่าเป็นแผนที่ที่ทำโดยสหรัฐฯ ในช่วงสงครามเย็น และไม่ได้ทำเฉพาะประเทศไทย แต่ทำในภูมิภาคนี้หลายประเทศ ซึ่งเป้าหมายหลักของกรทำแผนที่ฉบับนี้คือต้องการจะรู้ว่าคอมมิวนิสต์อยู่ตรงไหน โดยจะเห็นกลุ่มบ้านเรือนตั้งอยู่ตรงไหนบ้าง จะมีการส่งตำรวจตระเวณชายแดนหรือมหาดไทยเข้าไปในบริเวณนั้นเพื่อดูว่าคนพวกนี้เป็นคอมมิวนิสต์หรือเปล่า เมื่อเข้าไปถึงรัฐก็จะมีการจดะเบียนรายชื่อว่ามีใครบ้าง มีประชากรกี่คน คนชื่ออะไรบ้าง หลังจากนั้นก็พยายามจะไปทำโครงการพัฒนาชนบทเพื่อทำให้คนพวกนี้ตั้งถิ่นฐานที่ใดที่หนึ่ง เพราะการเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ มันเป็นคล้ายๆ จะเป็นฐานให้กับการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ที่เป็นสงครามกองโจร เพราะฉะนั้นการที่รัฐพยายามทำให้คนหยุดนิ่งอยู่กับที่มันเป็นเงื่อนไขสำคัญมากในการป้องกันภัยคอมมิวนิสต์ และเมื่อรัฐเข้าไปในหมู่บ้านแล้วก็มีการโปรโมทความคิดแบบชาตินิยม ความคิดแบบชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ทำให้คนรักชาติ หรือรู้ว่าเขาเป็นคนไทย เพราะฉะนั้นกระบวนการของความเป็นไทย การเป็นพลเมืองของรัฐเป็นสิ่งี่เกิดขึ้นภายหลังจากที่มีแผนที่ฉบับนี้

    ‘ชาติ’ เพิ่งเกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

    เก่งกิจ กล่าวว่า ข้อเสนอหลักหนังสือฉบับนี้ก็คือ แผนที่ฉบับ L708 เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าชาติที่อยู่ในชีวิตประจำวันของคน ช่วงประมาณ 1950 – 1970 เริ่มต้นทำแผนที่คือปี 2490 กว่า ซึ่งแผนที่ไม่ได้ใช่เวลาเร็วในการทำ แต่ใช้เวลาเป็นทศวรรษกว่าที่จะสำรวจ เอาเครื่องบินถ่ายที่ละจุดละจุด เมื่อได้ฟีมล์ก็ส่งไปที่ฟิลิปินส์เข้าห้องแหล็บเพื่อแปลเป็นแผนที่ ซึ่งใช้เวลาจำนวนมาก และมาประกอบทั้งประเทศซึ่งทั้งหมดใช้เวลาเป็น 10 ปี เพราะฉะนั้นความเป็นชาติมันจึงค่อยๆ พัฒนาเรื่อยๆ ไม่ใช่ความเข้าใจที่นักวิชาการ โดยเฉพาะนักประวัติศาตร์เชื่อว่าชาติเกิดในสมัยรัชกาลที่ 5 ชาติเกิดในสมัย 2475 ข้อเสนอของหนังสือเล่มนี้คือชาติเพิ่งเกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะว่าอำนาจรัฐเข้าไปเห็นว่าคนอยู่ตรงไหนจริงๆ คือหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

    การสร้างหมู่บ้านเป้าหมายสำคัญคือ เมื่อรัฐสร้างหมู่บ้านเสร็จก็บีบให้คนมาอยู่ในที่เดียวกัน สร้างหมู่บ้านเสร็จก็ต้องจดทะเบียนว่าในหมู่บ้านนี้มีคนชื่ออะไรบ้าง ผ่านการออกทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดใหม่หมด นั่นหมายความว่าคนที่ไม่ยอมเข้ามาอยู่ในหมู่บ้าน หรือคนที่ไม่ยอมมีบัตรประชาชนคือคนที่มีแนวโน้มที่จะเป็นภัยความมั่นคงหรือเป็นพวกคอมมิวนิสต์ เพราะก่อนที่เราจะรู้สึกเป็นคนไทย มีบัตรประชาชน เราไม่ได้รู้สึกแบบนี้มาอย่างยาวนานเป็น 100 ปี สิ่งเหล่านี้เพิ่งถูกประดิษฐ์ขึ้นผ่านเทคโนโลยีต่างๆ โดยเฉพาะการทำแผนที่ การออกบัตรหรืออื่นๆ

    ชาติไม่ได้เกิดขึ้นในทันที มีทั้งคนปฏิเสธ ขัดแย้ง ท้าทายนิยาม

    เก่งกิจ อธิบายด้วยว่า หนังสือเล่มนี้งานเขียนที่มีอิทธิพลมากขึ้นงานของ เจมส์ ซี. สก็อตต์ (James C. Scott นักวิชาการชาวอเมริกัน) ซึ่งศึกษาคนไร้รัฐ โดยที่งานของสก็อตต์นั้นชี้ว่ามนุษย์อยู่โดยที่ไม่มีรัฐมาอย่างยาวนานมาตลอด เพราะฉะนั้นอำนาจรัฐมันค่อยๆ เข้ามาในชีวิตของเรา และมันช้ามาก ไม่ได้เข้ามาทีเดียว ไม่ใช่ว่าสร้างแผนที่ในสมัย ร.5 เกิดความเป็นคนไทยขึ้นมาทันที มันไม่จริง เนื่องจากคนหรือชาวบ้านไม่ได้รู้ว่าความเป็นไทยคืออะไร ความเป็นไทยเป็นสิ่งที่ใช้เวลาอาจเป็ฯ 100 ปี ในการทำให้คนคิดว่าตัวเองเป็นคนไทย เพราะฉะนั้นงานเขียนชิ้นนี้ก็พยายามที่จะเสนอมุมมองอีกด้านว่า เวลาที่เรามองชาติ ชาติไม่ได้เกิดขึ้นมาฉับพลันทันที ไม่ใช่ว่าปฏิวัติ 2475 แล้วเกิดชาติในทันที แต่ชาติเป็นกระบวนการที่ใช้เวลายาวนาน มีคนปฏิเสธความเป็นชาติ มีคนอยากเข้าร่วม มีคนขัดแย้งจำนวนมาก และนิยามของชาติก็ถูกท้าทายตลอดเวลา

    ชื่อ “แผนที่สร้างชาติ” กึ่งล้อเลียนกึ่งเสนอ

    สำหรับเหตุผลที่หนังสือเล่นนี้ชื่อ “แผนที่สร้างชาติ” นั้น เก่งกิจ กล่าวว่า จากการค้นคว้าเอกสารพบว่า คนที่เพิ่งปรากฏตัวในแผนที่ตามความรับรู้ของรัฐในหมู่บ้านนั้น ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้นิยามว่าตัวเขาเป็นคนไทย เพราะอำนาจรัฐเข้าไปไม่ถึงชีวิตของเขา เขาเริ่มมีบัตรประชาชนหลัง 2506 เป็นต้นมา และเริ่มมีทะเบียนบ้าน เริ่มอยู่กับที่ไม่เคลื่อนที่ไปไหนประมาณ 2510 กว่า เพราะฉะนั้นก่อนน้านั้นเขาเป็นใครจึงเป็นประเด็นที่ตนสนใจ ทั้งหมดทั้งมวล การที่เขามีชื่อเป็นไทย มีนามสกุล มีบัตรประชาชน มันเพิงเกิดขึ้นประมาณ 40-50 ปีเท่านั้น เพราะฉะนั้นความเป็นไทยจึงเพิ่งเกิดขึ้นเมา 40-50 ปีที่แล้ว ในแง่นี้เราจะบอกได้อย่างไรว่าแผนที่ที่เกิดขึ้นในสมัย ร. 5 เป็นแผนที่ที่สร้างชาติ ในเมื่อคนส่วนใหญ่ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นคนไทย แผนที่ที่ อ. ธงชัย วินิจจะกูล ศึ่กษาในหนังสือ Siam Mapped เป็นแผนที่ของรัฐที่กำหนดขอบเขตของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งการการนำมาสร้างชาติ เพราะคนไม่ได้รับรู้ว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของแผนที่ คนรับรู้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของแผนที่ก็ต่อเมื่อรัฐไทยเข้าไปถึงหมู่บ้านในยุคสงครามเย็น ตนจึงจงใจตั้งชื่อกึ่งล้อเลียนกึ่งเสนอว่าอันนี้คือการศึกษาแผนที่สร้างชาติจริงๆ ไม่ใช่สมัย ร.5

    ‘บัตรประชาชน’ กับความเป็นไทยไม่ได้เป็นปึกแผ่นมาอย่างยาวนาน

    เก่งกิจ กล่าวต่อว่า เอกสารที่ตนค้นไว้ส่วนหนึ่งคือเรื่องการทำบัตรประชาชน การทำทะเบียนบ้าน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญมากในช่วงสงครามเย็นนั้น การต่อสู้กับคอมมิวนิสต์นั้น รัฐไทยไปเอาความคิดมาจากการปราบคอมมิวนิสต์ในเวียดนาม และเวียดนามไปเอามาจากมาลายา ในมาลายาอังกฤษใช้วิธีการออกบัตรประชาชน เพราะการออกบัตรประชาชนมันต้องระบุตัวทะเบียนบ้านด้วยและวิธีการก็คือเมื่อคุณออกไปจากที่ที่คุณอยู่นั้น โดยที่ไม่มีที่มาที่ไปนั้นเท่ากับคุณมีโอกาสี่จะเป็นผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ การไม่มีบัตรประชาชนก็สะท้อนว่าคุณไม่สยบยอมต่ออำนาจรัฐ ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่ตนสนใจมากว่ากว่าที่คนจะมีบัตรประชาชนมันใช้เวลายาวนาน และมันเพิ่งเกิดมาเมื่อไม่นานนี้เอง

    ความน่าสนใจของเรื่องบัตรประชาชนและความเป็นพลเมืองที่ตนสนใจก็คือว่า ตนพบเอกสารว่านอกเหนือจากกรุงเทพ ได้มีบัตรประชาชนตั้งแต่มี พ.ร.บ.บัตรประชาชนตั้งแต่ปี 2480 กว่านั้น บริเวณอื่นนอกเหนือกรุงเทพไม่มีบัตรประชาชนเลยเพราะฉะนั้นวิธีการนิยามคนใช้วิธีอะไร จึงเป็นสิ่งที่ตนอยากศึกษาต่อ และหลังจากที่พระนครกับธนบุรีมีบัตรประชาชนก็เริ่มมีครั้งแรกในเวลาต่อมาปี 2506 ที่เชียงราย นครพนมและ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นั่นหมายความว่าความเป็นไทยมันตีกรอบมาจากขอบก่อนแล้วมาที่ตรงกลาง นั่นหมายความว่าความเป็นไทยไม่ได้เป็นปึกแผ่นมาอย่างยาวนาน มันถูกประดิษฐ์ขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป การออกบัตรประชาชนที่สำคัญมากก็คือการมีเครื่องเคลือบบัตร มันสามารถรักษัตรนี้ เพราะฉะนั้นวิธีการควบคุมคนมันอาศัยเทคโนโลยีจำนวนมาก จึงเป็นประเด็นที่ตนสนใจมาก

    บทวิจารณ์หนังสือจาก ธเนศ

    ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ได้เผยแพร่ความคิดเห็นต่อหนังสือเล่มนี้ ผ่าน เฟสบุ๊ค Kokoro Sosekiโดยมรายละเอียดดังนี้

    ข้อดี หัวข้อศึกษาน่าสนใจมาก เป็นเรื่องธรรมดา คนรู้จักทั่วไป แต่ไม่รู้ลึกถึงบทบาท โดยเฉพาะในเรื่องการสร้างรัฐชาติ สมมติฐานหลักคือ รัฐชาติไทย ซึ่งเชื่อกันว่าเกิดมาแต่สมัยปฏิรูปการปกครอง สมัย ร.5 ไม่เคยขยายอำนาจรัฐลงไปถึงระดับหมู่บ้านเลย จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จากยุคสงครามเย็นที่สหรัฐฯเข้ามาครอบงำไทย นำเทคโนโลยีการทำแผนที่ทางอากาศเข้ามา ถึงสร้างหมู่บ้านขึ้นมา ทำให้รัฐไทยสามารถใช้อำนาจ การควบคุมลงไปถึงหน่วยที่เป็นพื้นฐานของการปกครองได้ในที่สุด 

    ข้อค้นพบใหม่หรือสำคัญ

    1) แยกแยะให้เห็นความต่างกันระหว่าง แผนที่ของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ กับแผนที่ของรัฐประชาชาติ อันแรกทำได้เพียงขีดเส้นพรมแดนของรัฐ แต่ไม่มีรายละเอียดของหน่วยย่อยๆต่างๆในรัฐนั้น เช่นหมู่บ้าน จึงไม่มี 

    2) การสร้างรัฐสมัยใหม่ เป็นกระบวนการ ไม่อาจทำได้ในเวลาอันสั้นๆ ต้องปรับวิธีคิดการมองการสร้างรัฐใหม่

    3) คุณสมบัติของแผนที่สมัยใหม่ ทำให้หมู่บ้านและผู้คนหยุดนิ่งอยู่กับที่ ไม่มีการเคลื่อนไหว เพื่อจะได้ปกครอง ควบคุม กำหนดแนวทางและทิศทางให้คนเหล่านั้นได้

    4) บทบาทของมหาอำนาจ ในกรณีนี้คือสหรัฐฯ ที่เข้ามาทำหน้าที่สร้างแผนที่ตามยุทธศาสตร์ในสงครามเย็นของอเมริกา 

    5) บทบาทของเจ้าหน้าที่ไทย นักวิชาการ หน่วยงานราชการ ไปถึงมหาวิทยาลัย

    ข้อวิจารณ์

    1) อธิบายความหมาย นัยสำคัญในทางประวัติศาสตร์และการเมืองของแผนที่ ทั้งเก่าและใหม่ น้อยไป แต่หนังสือทำให้รู้สีกเหมือนว่าแผนที่แบบเก่านั้นไม่มีความหมาย มันมีบทบาทในบริบทของสังคมโบราณ เช่น แผนที่แบบไตรภูมิ สะท้อนโลกทัศน์ของจักรวาลทรรศน์แบบพุทธ โลกอยู่ในแนวตั้ง ตามคติศาสนา ส่วนแผนที่สมัยใหม่เป็นแบบแนวราบ ไม่มองความเหลื่อมล้ำ ความศักดิ์สิทธิ์ของสิ่ง เน้นไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างจุดต่างๆอย่างเท่าเทียมกัน ในกรณีสยาม จุดเปลี่ยนผ่านระหว่างการใช้และคิดแบบแผนที่จารีตกับแบบใหม่ ปะทะกันช่วง ร.4 ถึง 5 จบลงด้วยชัยชนะของแผนที่แบบใหม่และการสร้างรัฐรวมศูนย์ เกิดสิ่งที่เรียกว่า state-mind หรือความคิดที่มีรัฐแบบใหม่อยู่ในหัว ไม่ใช่เขาพระสุเมรุอีกต่อไป แต่ความคิดนี้ยังอยู่ภายใต้โครงสร้างอำนาจแบบจารีต นี่เป็นความขัดกันของความเป็นสมัยใหม่แบบไทย หรือที่เราเรียกว่า ความ(ไม่)เป็นสมัยใหม่ อีกข้อแผนที่ไม่ใช่เป็นเครื่องมือของรัฐฝ่ายเดียว มันเองก็ให้ผลสะเทือนที่ปฏิวัติแก่ประชากรที่อยู่เหนือการควบคุมของรัฐได้ด้วย เช่นให้ความรู้สึกชาตินิยมต่อต้านเจ้าอาณานิคม การเสียดินแดนในภาพแผนที่ไทย 

    2) การสร้างรัฐชาติเป็นกระบวนการ ไม่มีปัญหา แต่ในนั้นมีสองสิ่งเกิดขึ้นเคียงข้างกันไปตลอดเวลา นั่นคือการสร้างรัฐที่เป็นกลไกในการปกครองทั้งหลาย กับการเกิดชาติที่เป็นจินตกรรมร่วมกันของคนจำนวนมากภายในรัฐหรือประเทศนั้นๆ การปฏิรูปการปกครองของ ร.5 เป็นการสร้างระบบและกลไกของรัฐใหม่ เช่นกระทรวงฯ กองทหารประจำการสมัยใหม่ งานเหล่านี้ทำได้เลยเพราะเกณฑ์คนจากลูกหลานขุนนางหรือเจ้านายให้มาประจำทำงาน แต่ถ้าเป็นการปฏิรูปที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระดับลึกและกว้างลงไปยังราษฎร เช่นระบบการศึกษา จะทำได้จำกัด โรงเรียนก็มีแต่ของหลวงสำหรับลูกคนมีฐานะ รวมถึงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นต้น การปฏิรูปแบบหลังนี้เองที่จะนำไปสู่การเกิดชาติในความคิดของราษฎร แม้ ร.6 ปลุกระดมความคิดเริ่องรักชาติ กรมฯดำรงสร้างคำบรรยายประวัติศาสตร์ชาติไทย แต่ก็เป็นการสร้างจากบนลงล่าง เป็นจินตนาการของชนชั้นนำ มากกว่าเป็นความรับรู้ในความเป็นมาของชาติตนที่เป็นของราษฎรจริงๆ ดังนั้นกระบวนการสร้างรัฐไทย จึงดำเนินมาอย่างขัดกันโดยตลอด ด้านที่ปฏิรูปและทำให้เห็นได้ง่ายคือระบบราชการ และนโยบายที่รัฐต้องการเห็น ส่วนชาติที่เป็นจินตนาการร่วมกันของราษฎรไม่ค่อยเกิดขึ้น 

    แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าราษฎรไม่พยายามสร้างคติชาติของพวกเขาขึ้นมา กลุ่มลูกจีนในไทยยุคแรกสร้างสิ่งที่เป็นของชาติไทยเพื่อแสดงอัตลักษณ์ของพวกตนในนั้น เช่นมวยไทย หนังไทย  ในยุคสงครามเย็นต้น จอมพลป. รับความช่วยเหลือจากอเมริกา แต่ก็พยายามสร้างความเป็นไทย ผ่านการสร้างชาติในความคิดของราษฎร ได้หลวงวิจิตรฯสร้างละคร การรำ การร้อง ไปถึงนิยายอิงประวัติศาสตร์ แต่เนื้อเรื่องไม่ใหม่ เพราะไม่เคยเป็นอาณานิคม จึงต้องไปยืมพล๊อตเรื่องประวัติศาสตร์สุโขทัยจาก ร.๖ และกรมฯดำรง มาใช้ใหม่
    แต่ปรับเอาคติบูชิโดของญี่ปุ่นมาทำให้คนต้องสละเลือดเพื่อชาติ กระทรวงวัฒนธรรมเกิดสมัยนี้ด้วยภารกิจในการสร้างชาติให้แก่ราษฎร ชาติไทยจึงไม่เคยสร้างโดยราษฎรเองเลย

    3) ไม่เห็นผลจากการใช้แผนที่และการสร้างหมู่บ้านในการปฏิบัตินโยบายของรัฐบาลไทย ว่าเอาไปใช้อย่างไร เมื่อไร และได้ผลประการใด การเสนอรายงานของแฮงค์ 1975 ที่ทำให้ข้อมูลเดิมที่ไม่แน่นอน มีความชัดเจนและนิ่งมากขึ้น กับของชาร์ป ซึ่งเสนอให้รัฐไทยสนับสนุนการดำรงชีพของชาวเขาให้มีหลักฐานมั่นคงขึ้น หลังจากได้รับรายงานแล้ว รัฐบาลไทยและหน่วยงานต่างๆ มีใครรับไปปฏิบัติบ้าง ทำอย่างไร(บทที่ 5) เช่นเดียวกับบทที่ 6 การทำงานของศูนย์วิจัยชาวเขา เชียงใหม่ กล่าวว่าตชด.กับมหาดไทยก็ทำสำรวจ แต่ไม่มีรายละเอียด ไม่เห็นภาพรวมของการทำแผนที่โดยฝ่ายไทยว่าเป็นอย่างไร มีความรู้ประเภทไหน

    4) จุดหมายของรัฐไทยในการใช้แผนที่คือการควบคุมหมู่บ้าน ในทางปฏิบัติ ทำยาก หากชาวบ้านไม่เห็นประโยชน์ของการตั้งรกรากแบบถาวร อันโยงไปถึงการผลิต การจำหน่าย การบริโภคและสาธารณูปโภค สุขภาพ โรงเรียน นั้นคือการทำให้ชาวบ้านเป็นเจ้าของตัวเองและเจ้าของพื้นที่ที่เขาอยู่ คือมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน มีอำนาจในการค้าขาย พัฒนาคุณภาพชีวิต โรคภัย วัฒนธรรม ดังนั้นการเข้าใจและใช้แผนที่อย่างได้ผล ต้องอาศัยร่วมมือกับสถาบัน เครื่องมืออื่นๆด้วย เช่น จากทัศนะของรัฐในการรู้และจัดการประชากร คือการทำสำมะโนประชากร การจัดลำดับของอดีตเช่นพิพิธภัณฑ์ แล้วถึงแผนที่

    สำหรับ หนังสือ แผนที่สร้างชาติ: รัฐประชาชาติกับการทำแผนที่หมู่บ้านไทยในยุคสงครามเย็น เขียนโดย เก่งกิจ กิติเรียงลาภ สำนักพิมพ์ คือ Illuminations Editions

    ขณะที่ ผู้เขียน หรือ เก่งกิจ  ปัจจุบันเขาขายแรงงานของเขาอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ มีผลงานตีพิมพ์ล่าสุดคือ Autonomia: ทุนนิยมความรับรู้ แรงงานอวัตถุ และการเมืองของการปฏิวัติ (2560) และเริ่มต้นใหม่จากจุดเริ่มต้น: ทฤษฎีมาร์กซิสต์ในศตวรรษที่ 21 (2560) นอกเหนือจากหนังสือแผนที่สร้างชาติ: รัฐประชาชาติกับการสำรวจหมู่บ้านไทยในยุคสงครามเย็น แล้ว ในปีนี้เขาจะมีหนังสืออีกเล่มคือ Conatus…ชีวิตและอำนาจควบคุมชีวิตของ Autonomia

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    เมื่อภาพยนตร์ไทยแนว LGBT จะต้องลงคำบรรยายหรือซับไตเติลภาษาอังกฤษเพื่อสื่อสารกับผู้ชมวงกว้าง อย่างไรก็ตามเมื่อภาษาต้นทางและภาษาปลายทาง มีคำศัพท์ที่ใช้ รวมทั้งไวยากรณ์ไม่เท่ากัน แล้วจะส่ง "คำสร้อย" ไปให้ถึงภาษาปลายทางได้อย่างไร ขณะเดียวกันภาษาเฉพาะกลุ่มของชุมชน LGBT ไทย เมื่อแปลเป็นภาษาอังกฤษแล้วหากใช้คำศัพท์เฉพาะกลุ่มของ LGBT ในโลกตะวันตกอย่างภาษาลาเวนเดอร์แปลไปเลย จะมีปัญหาสื่อสารกับผู้ชมภาพยนตร์ที่เข้าใจเฉพาะภาษาอังกฤษมาตรฐานหรือไม่

    นอกจากนี้ชวนทำความรู้จักภาษาที่ต้องเข้ารหัส/ถอดรหัสอย่าง "ภาษาลู" "ภาษาลาเวนเดอร์" รวมทั้งภาษา "Polari" ที่เคยใช้โดยชุมชนเกย์ในอังกฤษและเวลส์อย่างน้อยในช่วงศตวรรษที่ 19 ทั้งหมดนี้ติดตามได้ในรายการหมายเหตุประเพทไทย พบกับ ชานันท์ ยอดหงษ์ พูดคุยกับ ภาวิน มาลัยวงศ์

    ติดตามรายการหมายเหตุประเพทไทยย้อนหลังที่
    เฟสบุ๊ค 
    https://www.facebook.com/maihetpraphetthai
    หรือลงทะเบียนรับชมที่ https://youtube.com/prachatai

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0


     

    ปัญหาเรื่องการเกณฑ์ทหารไม่ใช่เป็นปัญหาเฉพาะบุคคล หรือเป็นปัญหาของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง แต่เป็นหนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างของกองทัพ ทั้งนี้เนื่องจากภัยคุกคามประชาชาติได้เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิงแล้ว การทำสงครามแบบเดิมที่ต้องเกณฑ์ไพร่พลจำนวนมากเพื่อทำศึกได้เปลี่ยนเป็นภัยคุกคามในรูปการก่อการร้าย การก่อวินาศกรรม และการใช้เทคโนโลยีด้วยการยิงขีปนาวุธพิสัยไกลที่มีอำนาจการทำลายล้างมหาศาล โลกปัจจุบันจึงเน้นนโยบายการสร้างความร่วมมือเพื่อลดเงื่อนไขการก่อสงคราม

    หน้าที่ของกองทัพคือการป้องกันประเทศจากภัยคุกคามภายนอก กระทรวงกลาโหมจึงมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า “Ministry of Defence” ส่วนการดูแลความมั่นคงภายในเป็นหน้าที่ของตำรวจและกระทรวงมหาดไทย ซึ่งตรงกับชื่อภาษาอังกฤษว่า “Ministry of Interior” แต่กองทัพกลับถูกใช้เป็นเครื่องมือทำรัฐประหาร จากนั้นใช้รักษาอำนาจเผด็จการด้วยการคุกคามสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เช่น อุ้มคนเห็นต่างเข้าค่าย แจ้งความดำเนินคดีกับประชาชนที่ใช้สิทธิและเสรีภาพ หรือไปเยี่ยมบ้านของนิสิตนักศึกษาและผู้ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล เป็นต้น การมีกำลังพลมากเกินความจำเป็นทั้งยังถูกใช้งานผิดวัตถุประสงค์ กองทัพจึงกลายเป็นภัยคุกคามประชาธิปไตยเสียเอง

    การปฏิรูปกองทัพผ่านกระบวนการทางรัฐสภาจึงมีความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อสร้างวัฒนธรรมทหารมืออาชีพที่มีหน้าที่ป้องกันประเทศจากภัยคุกคามภายนอก การยกเลิกการเกณฑ์ทหารเปลี่ยนเป็นรับสมัครและการลดขนาดของกองทัพลงเพื่อให้มีกำลังพลเหมาะสมกับภารกิจ การย้ายหน่วยงานของกองทัพออกไปอยู่ตามหัวเมือง และการป้องกันไม่ให้กองทัพถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำ ไม่เพียงเพื่อรักษาประโยชน์ด้านงบประมาณและความมั่นคง แต่ยังเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการใช้อำนาจในทางที่ผิดอีกต่อไป นี่คือภารกิจสำคัญที่พวกเราจะต้องกระทำให้สำเร็จหากชนะการเลือกตั้ง

     

    เผยแพร่ครั้งแรกใน:Facebook Watana Muangsuk

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0




    ไม่น่าเชื่อว่านวัตกรรมการเงิน (Fin Tech) แผ่อิทธิพลถึงเมืองไทยเร็วกว่าที่คิด ซึ่งก็น่าจะเป็นผลดีกับภาพรวมของธุรกิจการเงินการธนาคาร โดยเฉพาะผลดีที่เกิดขึ้นกับลูกค้าของธนาคารพาณิชย์หรือก็คือชาวบ้านทั่วไป

    ในเว็บไซต์ประชาไทแห่งนี้ ผมเคยอธิบายเกี่ยวกับรายได้หลักของธนาคารในสหรัฐฯ ว่า ส่วนใหญ่มาจากการทำวาณิชธนกิจ หรือ Investment Banking ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยนั้น รายได้ของพวกเขาส่วนใหญ่ยังคงมาจาก ค่าธรรมหรือ Fee ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้วการทำรายได้ของธนาคารไทยดังกล่าวเป็นการแสวงหารายได้ที่น่าจะตกยุคไปนานแล้วหลายปีแล้ว แต่ก็ยังอยู่ด้วยความเคยชินและระบบที่สบายกว่าธนาคารและสถาบันการเงินจำนวนมากในโลกนี้

    ที่สำคัญก็คือ การแสวงหารายได้จากธุรกรรมค่าธรรมเนียมของธนาคารไทยแบบนี้ ถือเป็นการเอาเปรียบลูกค้าของธนาคารไทยที่น่าจะเหลือระบบการเอาเปรียบลูกค้าที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่ประเทศ ยิ่งถ้าหากเปรียบเทียบกับระบบการเงินของประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา ยุโรป หรือญี่ปุ่น

    ที่เองที่ทำให้ธนาคารไทยถูกขนานนามว่า เป็นเสือนอนกินมาหลายทศวรรษ บนความไร้ทางเลือกของลูกค้าที่ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องพึ่งแบงก์เหล่านี้ แทบไม่ต้องพูดถึงกลไกการตลาดและการวางระบบการเงินการธนาคารและเทคโนโลยีที่ไม่เคยได้รับการพัฒนาเลย ทั้งหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น กระทรวงการคลังละธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เองก็ไม่เคยสนใจแก้ไขปัญหาเอาเลย ได้แต่ยืนตาปริบๆ ให้บรรดาธนาคารพาณิชย์ ทั้งหลายแสวงหาผลประโยชน์อย่างสบายเอากับลูกค้า ซึ่งเป็นประชาชนคนไทยตาดำๆ

    อย่างไรก็ตาม ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายของประเทศไทย ที่ตอนหลังเกิดมีธุรกรรมการเงินอิเลคทรอนิกส์หลายชนิดขึ้นและหนึ่งในเทคโนโลยีดังกล่าวคือ “บล็อกเชน”/Blockchain) ที่เป็นฐานการจัดเก็บข้อมูลอิเลคทรอนิคส์การทำธุรกรรมทุกประเภท ซึ่งก็แน่นอนว่าทำให้ระบบการเงินการธนาคารของไทยต้องเปลี่ยนแปลงไป เพราะแนวโน้มหรือทิศทางของการทำธุรกรรมของสถาบันการเงินในอนาคต ผู้ทำธุรกรรมไม่จำเป็นต้องทำธุรกรรมผ่านเครือข่ายหรือระบบธนาคารด้วยซ้ำ แต่พวกเขาสามารถทำธุรกรรมกันเองบนออนไลน์ เรียกว่า แบงก์ไม่ได้เป็นนายหน้าหรือตัวกลางบริการการเงินอกต่อไป

    แหละนั่นเป็นเหตุให้แบงก์ในฐานะนายหน้าหรือตัวกลาง ไม่สามารถเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเอากับลูกค้าได้เหมือนเดิมอีกต่อไป ที่เมืองไทยคงได้ข่าวมาแล้วว่า แบงก์ 2-3 รายประกาศเป็นรายแรกๆ เลิกเก็บค่าธรรมเนียมลูกค้า เพื่อเตรียมรับกับสถานการณ์ดังกล่าว เท่ากับแบงก์ 2-3 รายที่ว่านี้ ต้องสูญเสียค่าธรรมเนียมแบงก์ที่เคยเป็นรายได้หลักในอดีต ลดฐานะลงเทียบเท่าแบงก์อเมริกันที่แทบไม่มีค่าธรรมเนียมใดๆ ต่อลูกค้าเลยมาอย่างยาวนานแล้ว

    แสดงให้เห็นอยู่ว่า ยุคแบงก์ฟันค่าธรรมเนียมในเมืองไทยลูกค้าเลือดซิบๆ กำลังจะหมดไปในไม่ช้า

    ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงและดุเดือด ก้าวต่อไปของธนาคารพาณิชย์ไทยดูเหมือนจะไม่ใช่เสือนอนกินอีกต่อไปแล้ว หากเป็นเสือที่ต้องออกถ้ำไปหากิน ในช่วงจังหวะที่อาจไม่ค่อยดีนัก ธุรกิจธนาคารและสถาบันการเงินทุกประเภทกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่

    แน่นอนว่า การประกาศเว้นค่าธรรมเนียมของ 2-3 ธนาคารใหญ่ของไทย ในระยะสั้นและระยะกลางย่อมส่งผลต่อการโยกย้ายลูกค้าระหว่างธนาคาร ไม่มากก็น้อย ก็ใครอยากจะเสียค่าธรรมเนียมอยู่อีกเล่า ไปแบงก์ที่ฟรีค่าธรรมเนียมดีกว่า ซึ่งก็จะเป็นเหตุให้เกิดการย้ายแบงก์ของลูกค้าไปยังแบงก์ที่ฟรีค่าธรรมเนียม ส่งผลกะทบต่อธุรกิจธนาคารอื่นๆ อย่างเป็นลูกโซ่

    มันอาจไม่เร็วที่จะเห็นผลกระทบถึงแบงก์อื่นๆ แต่เชื่อว่าคงไม่ช้า โดยมีเทคโนโลยีการเงินเป็นตัวเร่งและบังคับ ซึ่งก็ไม่ทราบว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในภาครัฐ ได้มีการเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นนี้หรือไม่ อย่างไรบ้าง เพราะธปท. และกระทรวงการคลังเอง ยังปิดปากเงียบสนิท ไม่หือไม่อือ

    เพราะแบงก์ไทยคุ้นชินกับวิธีการหากินแบบง่ายๆ มานานหลายปี ต่อแต่นี้การหากินของแบงก์จะไม่ง่ายอีกต่อไป โดยเฉพาะแบงก์ที่จะได้รับผลกระทบอาจไม่ใช่แบงก์ขนาดใหญ่ก่อน แต่จะเป็นแบงก์ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ถ้าไม่บริหารดีๆ ความเสี่ยงมีสูง ผมเคยคุยแลกเปลี่ยนกับเพื่อนที่เป็นนายธนาคารที่สิงคโปร์ เขาบอกว่า แบงก์จะตกอยู่ในสภาวะอันตราย ถึงขนาดมีความเสี่ยงที่จะล้ม

    เพราะกิจการด้านวณิชธนกิจเป็นกิจการที่ต้องอาศัยองค์ความรู้และทักษะในการทำงานสูง เช่น การวิเคราะห์สินเชื่อแนวใหม่ ตามลักษณะโครงการการลงทุนที่จะเปลี่ยนไปในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอิเลคทรอนิคส์มากขึ้น หรือก็คือ นวัตกรรมนั่นเอง

    น่าจะเป็นช่วงการปรับตัวของแบงก์ไทยและในส่วนของกฎหมายด้านการลงทุน การเงิน การธนาคารและการคลังครั้งใหญ่ เพราะหากไม่มีการปรับตัวเพื่อเตรียมรับกับสถานการณ์การเงินการลงทุนและการทำธุรกรรมที่จะเกิดขึ้นก็อาจเป็นสาเหตุให้ธุรกิจการเงินการธนาคารของไทยถึงคราววิบัติได้ ขณะที่สถาบันการเงินและหน่วยงานของภาครัฐของประเทศอื่น เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น ปีนกระแสคือปรับตัวไปยืนรออยู่นานแล้ว

    คิดดูเอาว่า เมื่อแบงก์รายได้ลด เนื่องจากไม่มีค่าธรรมเนียมมาเป็นรายได้หลัก จะเกิดอะไรขึ้น แบงก์ขนาดใหญ่อาจประคับประคองตัวให้รอดได้ แต่แบงก์ที่ขนาดเล็กลงมาอาจไม่แน่ เท่าที่ทราบประเทศไทยในส่วนการเมือง (กฎหมาย) และงานเชิงเทคนิคด้านการเงินการคลัง ยังไม่มีการเตรียมตัวแต่อย่างใดเลย นั่งรอวัน ให้วันนั้นมาถึง

    ใครจะไปรู้ ถ้าสถานการณ์ยังเป็นอย่างนี้ เราอาจต้องเจอกับเรื่องน่าเศร้า เหมือนเมื่อคราวต้มยำกุ้งปี 2540 ซึ่งเท่าที่กล่าวมาก็มีเหตุให้น่าเป็นห่วงจริงๆ ถมทับถมซ้อนกับปัญหาเศรษฐกิจที่ไปไม่รอด เพราะความเชื่อมั่นต่างประเทศไม่มี ถ้ารัฐบาลขืนไม่เดินตามโรดแมพ เลื่อนเลือกตั้งออกไปเรื่อยๆ ซึ่งส่วนของความสัมพันธ์ทางด้านการค้าหรือเศรษฐกิจระหว่างไทยกับอเมริกาขณะนี้ก็นับว่าแย่เต็มทีแล้ว หน่วยงานของรัฐไทยในอเมริกาที่มาจากกระทรวงต่างๆ นั่งตบยุงกันเป็นแถบ เพราะไม่มีงานให้ทำ และไม่ใครที่กรุงเทพ assigned งานให้ทำ

    สรุปใจความสำคัญของเรื่องนี้ ก็คือ นอกเหนือจากเอกชนหรือแบงก์ต้องปรับตัวแล้ว หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องต้องปรับตัว เตรียมการที่ดีด้วย ไม่ใช่รอให้แบงก์ล้มก่อนค่อยเตรียมการ

    Financial Technology เป็นระบบหรือแบบแผนการทำธุรกรรมใหม่ที่กำลังมาแรง แรงเหมือนพายุไต้ฝุ่น ที่แรงพอที่จะพัดกวาดทุกสรรพสิ่งเก่าๆ ทั้งหลาย ให้หายไปกับกาลเวลาและกลายเป็นอดีต.

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล มอบรางวัล “รางวัลทูตแห่งมโนธรรมสำนึก” ให้กับ โคลิน เคเปอร์นิก อดีตควอเตอร์แบ็กของ ซาน ฟรานซิสโกฯ ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนทั่วโลก หลังแสดงจุดยืนต่อต้านการเลือกปฏิบัติจากประเด็นสีผิวด้วยการคุกเข่าระหว่างเพลงชาติบรรเลงในสนาม

    ภาพซ้าย เคเปอร์นิก อดีตควอเตอร์แบ็กของ ซาน ฟรานซิสโก โฟร์ตีไนน์เนอร์ส กลายเป็นบุคคลว่างงานตั้งแต่ปี 2016 หลังแสดงจุดยืนต่อต้านความอยุติธรรมต่อสังคมที่เลือกปฏิบัติจากประเด็นสีผิวด้วยการคุกเข่าระหว่างเพลงชาติบรรเลงในสนาม โดยถือเป็นตัวตั้งตัวตีสำหรับเรื่องนี้ ก่อนที่ผู้เล่นคนอื่นจะทยอยทำตามกัน แต่เจ้าตัวโดนสังคมลงโทษคนเดียว (ที่มา ผู้จัดการออนไลน์)
     

    เมื่อวันที่ 22 เม.ย.ที่ผ่านมา รายงานข่าวแจ้งว่า แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล มอบรางวัล Ambassador of Conscience award หรือ “รางวัลทูตแห่งมโนธรรมสำนึก” ให้กับ โคลิน เคเปอร์นิก (Colin Kaepernick) นักกีฬาและนักกิจกรรมที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนทั่วโลก  

    โคลิน เคเปอร์นิก กล่าวในการรับรางวัลครั้งนี้ว่า “ผมขอขอบคุณแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลสำหรับรางวัลนี้ แต่ความจริงแล้ว ผมควรได้รับรางวัลนี้พร้อมกับคนอีกจำนวนมากทั่วโลก ที่ช่วยกันต่อต้านการละมิดสิทธิมนุษยชนจากน้ำมือของตำรวจ และการใช้กำลังปราบปรามจนเกินกว่าเหตุ ผมอยากอ้างคำพูดของมัลคอม เอ็กซ์ (Malcolm X)  ซึ่งเคยบอกไว้ว่า เขา ‘พร้อมจะเข้าร่วมกับทุกคน ไม่ว่าจะมีสีผิวใด ตราบที่คนเหล่านั้นต้องการเปลี่ยนแปลงสภาพที่เลวร้ายซึ่งดำรงอยู่ในโลก’ ผมขอร่วมมือกับทุกท่านในการต่อสู้กับความรุนแรงจากการกระทำของตำรวจ”
     
    โคลิน เคเปอร์นิก นักกีฬาอเมริกันฟุตบอล เป็นที่รู้จักและถูกพูดถึงมากขึ้น ในช่วงก่อนฤดูกาลของการแข่งขันอเมริกันฟุตบอลในลีกระดับชาติ (American National Football League) โคลินคุกเข่าลงระหว่างการเปิดเพลงชาติสหรัฐฯ เป็นการแสดงท่าทีอย่างเคารพเพื่อเรียกร้องให้ประเทศนี้คุ้มครองและปกป้องสิทธิของคนทั้งปวง การกระทำที่กล้าหาญเช่นนี้เป็นการตอบโต้กับการสังหารคนผิวดำจำนวนมากโดยตำรวจ กระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนไหวตามจารีตการประท้วงอย่างไม่ใช้ความรุนแรงครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์
     
    “การคุกเข่าเป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์ทางกายภาพ ผมต้องการท้าทายว่ายังมีการกีดกันและละทิ้งคนออกจากแนวคิดที่สนับสนุนเสรีภาพ อิสรภาพ และความยุติธรรมที่มีสำหรับทุกคน การประท้วงเช่นนี้มีรากเหง้ามาจากการหลอมรวมระหว่างความเชื่อทางศีลธรรมและความรักในเพื่อนมนุษย์ของผม” โคลิน กล่าว
     
    รางวัล Ambassador of Conscience awardหรือ“รางวัลทูตแห่งมโนธรรมสำนึก”นับเป็นเกียรติยศสูงสุดของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งมอบให้กับบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ส่งเสริมและสนับสนุนอุดมการณ์เพื่อสิทธิมนุษยชนโดยผ่านการใช้ชีวิตและการดำเนินงานของตน ตลอดจนสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นหันมาร่วมมือกันเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์มากขึ้น
     
    ซาลิล เช็ตตี้ (Salil Shetty) เลขาธิการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเผยว่า รางวัลนี้เป็นการเฉลิมฉลองจิตสำนึกของการเคลื่อนไหวและความกล้าหาญที่โดดเด่น ซึ่งเป็นคุณสมบัติของโคลิน ในปัจจุบันเขาเป็นนักกีฬาซึ่งเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางจากการเคลื่อนไหวของเขา โดยเขาปฏิเสธไม่ยอมรับการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุด้านเชื้อชาติ
     
     
    “โคลินเลือกที่จะพูดและสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่น แม้จะมีความเสี่ยงต่ออาชีพและชีวิตส่วนตัว เมื่อคนมีชื่อเสียงเลือกจะยืนหยัดเพื่อสิทธิมนุษยชน ย่อมเป็นกำลังใจให้คนอื่น ๆ จำนวนมากในการต่อสู้กับความอยุติธรรม โคลินแสดงเจตจำนงอย่างแรงกล้าแม้ว่าจะมีผลกระทบจากเสียงวิจารณ์ด้านลบมากมายที่เขาได้รับจากผู้มีอำนาจ”    
     
    รางวัลนี้จัดทำขึ้นจากแรงบันดาลใจเนื่องจากบทกวี “From the Republic of Conscience” ซึ่งเชมัส ฮีนนี (Seamus Heaney) กวีชาวไอร์แลนด์ผู้ล่วงลับไปแล้วประพันธ์ให้กับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้ที่เคยรับรางวัลนี้ประกอบด้วยบุคคลที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น มาลาลา ยูซัฟไซ และเนลสัน แมนเดลา รวมทั้งนักดนตรีและศิลปินที่มีชื่อเสียงอย่าง แฮรี เบลาฟอนเต โจน เบเอซ อลิเชีย คีส์ และอ้าย เว่ยเว่ย

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai