Are you the publisher? Claim or contact us about this channel


Embed this content in your HTML

Search

Report adult content:

click to rate:

Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


    สปช.พลังงานเสียงแตกไม่เห็นด้วย หากนำสัมปทานปิโตรเลียม 21 มาพิจารณาเพราะแทรกแซงการบริหารงานของรัฐ ระบุควรปฏิรูปเพื่อวางยุทธศาสตร์ระยะยาว รองปลัดกระทรวงพลังงานย้ำหากไม่เปิดสัมปทาน 21 ไทยต้องพึ่งแอลเอ็นจีทั้งหมด กระทบค่าครองชีพพุ่ง

     
    24 ต.ค. 2557 สำนักข่าวไทยรายงานว่านายมนูญ ศิริวรรณ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และสมาชิกกลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของเครือข่ายที่เรียกตัวเองว่าภาคประชาชนที่มี น.ส.รสนา โตสิตระกูล สมาชิก สปช.ร่วมด้วยออกมาเรียกร้องให้นำเรื่องเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 เข้าสู่ที่ประชุม สปช. เนื่องจากการทำงานของ สปช.เป็นเรื่องปฏิรูปที่ควรมองไปถึงการวางแผนงานระยะยาวของประเทศ แต่การเปิดสัมปทานรอบ 21 เป็นเรื่องการบริหารงานของรัฐบาล โดยหาก นำเรื่องการบริหารงานของทุกกระทรวงเข้าสู่ที่ประชุม สปช. รัฐบาลจะทำงานไม่ได้เป็นเรื่องเสียหายต่อประเทศชาติ
     
    ส่วนกรณีที่มีการให้ข้อมูลของเครือข่ายคัดค้านสัมปทานรอบ 21 ออกมาว่าที่ผ่านมาเอกชนจ่ายผลตอบแทนภาครัฐไม่ครบถ้วน แบ่งได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็นนั้น นายมนูญ  กล่าวว่า  ผู้ให้ข้อมูลต้องมองข้อมูลให้ครบถ้วน กำไรจะต้องเกิดจากเม็ดเงินลงทุนหักจากรายได้ ต้องมองถึงรายได้สุทธิเป็นหลักและน่าจะมองด้วยว่าอนาคตประเทศจะเป็นอย่างไร หากไม่มีแหล่งพลังงานใหม่ ๆ ขึ้นมา ผลกระทบจะเป็นอย่างไร โดยในที่ประชุม สปช.ตนจะเสนอให้ที่ประชุมมองถึงยุทธศาสตร์ของประเทศระยะยาวและจะปฏิรูปอย่างไรให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดของทุกภาคส่วนในสังคมนี้ และต้องอยู่บนพื้นฐานข้อมูลที่เท็จจริง ไม่ใช่นำข้อมูลมาสร้างความสับสนและเกิดความแตกแยกต่อสังคม
     
    นายคุรุจิต นาครทรรพ รองปลัดกระทรวงพลังงาน ระบุประเทศไทยเปิดสัมปทานปิโตรเลียมไปแล้ว 20 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2514 เดิมจะเปิดทุก ๆ 2-3 ปี แต่ครั้งที่ 21 เปิดล่าช้ามาถึง 7 ปี เนื่องจากมีการคัดค้านการเปิดสัมปทาน โดยสำรองก๊าซในขั้นพิสูจน์แล้วเมื่อสิ้นปี  2556 มี  8.4 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต แต่ความต้องการใช้สูงถึง 1.7 ล้านล้านลูกบาศ์กฟุตต่อปี หรือหากใช้ก๊าซฯ เฉพาะในประเทศไม่รวมนำเข้าจะเหลือแค่ 4.9 ปี แต่หากรวมนำเข้าจากเมียนมาร์และเอลเอ็นจีราคาปัจจุบันก๊าซอ่าวไทยจะใช้ได้ 6-8 ปี
     
    “หากไม่เปิดสัมปทานใหม่ ก็ไม่มีการสำรวจและผลิตจากแหล่งในประเทศ ก็ต้องนำเข้าก๊าซฯ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะข้อมูลขณะนี้ตั้งแต่ปี 2561-2562 ยังไม่มีแหล่งก๊าซฯ คอนเฟิร์มชัดเจน เมียนมาร์ก็มีนโยบายในอนาคตไม่ส่งออกก๊าซฯ หากนำเข้าแอลเอ็นจีทั้งหมดจะกระทบต่อประชาชนนักลงทุนค่าไฟฟ้าจะสูงขึ้นมาก โดยปัจจุบันแอลเอ็นจี มีราคาถึงประเทศไทย 15 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู ขณะเดียวกันต้องเจรจากับกัมพูชา เพื่อหาทางร่วมกันพัฒนาพื้นที่ทับซ้อน” นายคุรุจิต กล่าว 
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    จิตตนาถ ลิ้มทองกุล เผยทหาร 4 นายขับมอเตอร์ไซค์ ทำท่าทีลับๆ ล่อๆ  ถ่ายรูปบ้านพักของ ‘สนธิ ลิ้มทองกุล’ อ้าง “มาหาผู้นำชุมชน” 

    เมื่อวันที่ 23 ต.ค.2557 ASTVผู้จัดการออนไลน์รายงานว่า นายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล ผู้บริหารสื่อในเครือเอเอสทีวีผู้จัดการ เปิดเผยว่า ช่วงเย็นวันนี้มีทหารกลุ่มหนึ่งรวม 4 นาย ซ้อนมอเตอร์ไซค์ 2 คัน เข้ามายังบริเวณบ้านพักของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และผู้ก่อตั้งสื่อในเครือเอเอสทีวีผู้จัดการ ในเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ก่อนที่จะทำท่าทีลับๆ ล่อๆ โดยหยิบกล้องถ่ายรูป และโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายทั้งด้านหน้า และด้านในบริเวณบ้านพัก

    ภาพเหตุการณ์เมื่อช่วงเย็นวันนี้ (23 ต.ค. 57)

    “เมื่อเย็นวันนี้ราวห้าโมงกว่าๆ หลังจากคุยกับคุณสนธิ ผมได้ออกมานั่งหน้าบ้านบริเวนถนน สักพักมีทหาร 4 คนซ้อนมอเตอร์ไซค์สองคันเข้ามาจากทางถนนสุโขทัย ขับตรงมาจอดเทียบข้างหน้าบ้าน จากนั้นทหาร 4 คน ได้ลงมาแล้วล้วงทั้งกล้องถ่ายรูป รวมถึงโทรศัพท์มือถือออกมา ทำทีจะถ่ายออกไปทางเข้าจากปลายซอยทั้งสองด้าน แต่กลับกระหน่ำถ่ายภาพบ้านพักคุณสนธิ ที่ประตูรั้วเป็นหลัก จากนั้นมีการแยกย้ายเดินไปตามแนวรั้วแล้วถ่ายภาพเข้าไปในบริเวณบ้าน

    “เมื่อมีคนงานเปิดประตูรั้วออกมา ทหารก็กรูกันเข้ามาที่ประตู พยายามชะเง้อดูว่าสภาพในบ้านเป็นอย่างไร ผมเห็นว่ามันดูผิดปกติ จึงถ่ายรูปพวกทหารดังกล่าวเก็บไว้ เมื่อพวกเขารู้ตัวว่าถูกถ่ายรูป จึงหยุดการถ่ายรูปทำเป็นเดินสำรวจตามแนวรั้ว ซึ่งก็ไม่ได้ไปไกลกว่าบริเวณรั้วบ้าน” บุตรชายนายสนธิ ระบุ

    ต่อมาเมื่อมีการสอบถามถึงสาเหตุการมาถ่ายภาพที่บ้านพักดังกล่าว และมีคำสั่งเพื่อดำเนินการอะไรหรือไม่ นายทหารคนหนึ่งก็แสดงท่าทีอึกอัก จากนั้นจึงตอบกลับมาว่า “มาหาผู้นำชุมชน” เมื่อผู้ดูแลบ้านแจ้งกลับไปว่า ผู้นำชุมชนอยู่อีกซอยหนึ่ง ทหารกลุ่มดังกล่าวจึงขึ้นมอเตอร์ไซค์ขี่กลับออกไปทางเดิม

    ด้านผู้ดูแลบ้านยังเปิดเผยด้วยว่า ไม่กี่วันก่อนก็เคยเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้มาแล้ว โดยมีกลุ่มทหารเจาะจงมาจอดรถบริเวณหน้าบ้าน เพื่อถ่ายรูปโดยบอกว่ามาพบผู้นำชุมชน

    “ผมได้ฟังแบบนั้นก็รู้สึกประหลาดในพฤติกรรมทหารในลักษณะนี้ ที่เจาะจงมาถ่ายรูปและพยามเช็กสภาพภายในบ้านคุณสนธิ คิดว่าเขาต้องมีเป้ารู้อยู่แล้วว่าบ้านใคร บ้านคุณสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ก็ไม่ไกลก็ไม่เห็นไปตรวจสอบ ชุมชนอะไรตรงนี้ก็ไม่มี ซ้ำทางเข้าจากอีกฝั่งถนน ก็มีทหารประจำการประจำอยู่แล้ว และละแวกนั้นก็มีทหารเฝ้าอยู่หมด มันจะเป็นไปได้หรือไม่รู้ไม่ประสานว่าชุมชนที่มาตามหาอยู่ถนนไหน

    “ผมเล่าเหตุการณ์และเอารูปให้คุณสนธิดูหมดแล้ว ส่วนรูปและคลิปจากวงจรปิด ก็เตรียมไว้แล้ว ซึ่งผมเป็นห่วงความปลอดภัยคุณสนธิมาก เพราะครั้งที่แล้วเมื่อปี 2552 ที่คุณสนธิถูกยิงก็ภายใต้สถานการณ์พิเศษ เหมือนที่ปัจจุบันประกาศใช้กฎอัยการศึก ทั้งๆ ที่แกอยู่เฉยๆ ไม่ได้ออกแอ็กชันอะไร ก็บอกคำเดียวถ้าผมหรือคุณสนธิเป็นอะไรไป ผมถือว่าผู้ใหญ่ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องรับผิดชอบในสวัสดิภาพของประชาชนอย่างพวกผม เพราะถือว่าท่านเอ็นดูเป็นพิเศษ ส่วนเรื่องที่ห้องทำงานผมโดนยิงตอนออกกฎอัยการศึกก่อนปฏิวัติใหม่ๆ ยังไม่เห็นมีใครสนใจจะช่วยกันสืบค้นเลย” นายจิตตนาถ กล่าวทิ้งท้าย 

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

     
    เมื่อวันพฤหัสบดี (23 ต.ค.) ที่ผ่านมา ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติรับหลักการร่าง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม 2 ฉบับ ที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ ได้แก่ ฉบับที่กำหนดความผิดเกี่ยวกับการถ่ายวิดีโอในโรงภาพยนตร์ ด้วยคะแนน 184 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง และฉบับที่เพิ่มการคุ้มครองข้อมูลการบริหารสิทธิ ด้วยคะแนน 182 เสียง และงดออกเสียง 2 เสียง โดยให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ 15 คน แปรญัตติภายใน 7 วัน กรอบเวลาดำเนินการภายใน 30 วัน
     
    ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ฉบับที่ … พ.ศ….. (ความผิดเกี่ยวกับการถ่ายวิดีโอในโรงภาพยนตร์) ได้เพิ่มให้การทำซ้ำ ด้วยการบันทึกภาพและเสียงจากภาพยนตร์ในระหว่างการฉายโดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ พร้อมเพิ่มโทษให้ผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 4 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000-800,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
     
    ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวยังเพิ่มบทบัญญัติเกี่ยวกับข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์เพิ่มเติม เพื่อประโยชน์ของคนพิการทางการมองเห็น การได้ยิน และสติปัญญา รวมทั้งคนพิการประเภทอื่นที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ที่จะสามารถเข้าถึงงานอันมีลิขสิทธิ์ได้ตามความจำเป็น
     
    ขณะที่ร่าง พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ ฉบับที่ … พ.ศ….. (คุ้มครองข้อมูลการบริหารสิทธิ) เพิ่มการคุ้มครองข้อมูลการบริหารสิทธิ และมาตรการทางเทคโนโลยี รวมทั้งกำหนดข้อยกเว้นการกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของนักแสดงเพิ่มขึ้น รวมทั้งกำหนดให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้กระทำผิดต้องจ่ายค่าเสียหายเพิ่มขึ้น ตลอดจนมีอำนาจสั่งทำลายสิ่งที่ใช้ในการกระทำความผิดได้
     
    อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองเน็ต ระบุว่า โดยเนื้อหาแล้วร่างที่เข้า สนช.ไม่ได้ต่างจากร่างก่อนรัฐประหาร โดยร่างดังกล่าวได้ผ่านกฤษฎีกา มีร่างของ คปก. มีการรับฟังความเห็น ซึ่งเกิดก่อนรัฐประหารอยู่แล้ว ความต่างจึงอยู่ที่การเข้าสภาปกติกับ สนช. ที่มาจากการรัฐประหาร ซึ่งว่ากันว่าดูเหมือนว่าตอนนี้อะไรที่ผ่านเข้าไปก็มีแนวโน้มจะออกมาทั้งอย่างนั้น นอกจากนี้ยังเห็นกระบวนการเร่งรัดให้ผ่านกฎหมาย เห็นได้จากที่มีการกำหนดให้ต้องทำให้แล้วเสร็จใน 30 วัน ซึ่งนับเป็นกระบวนการที่เร็วกว่าปกติ ทำให้ไม่แน่ใจว่าจะมีการอนุญาตให้เกิดการมีส่วนร่วมได้มากแค่ไหน 
     
    สำหรับการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ครั้งนี้ เขามองว่า แง่ผู้บริโภคไม่ได้มีอะไรดีขึ้นหรือแย่ลง หากแต่เพิ่มความคุ้มครองให้เจ้าของลิขสิทธิ์ในการจัดการสิทธิ เช่น กำหนดการใช้งานเนื้อหา กำหนดการเข้าถึงเนื้อหาได้ นอกจากนั้นยังมีการกำหนดให้ผู้ให้บริการมีความผิด กรณีผู้ใช้บริการละเมิดสิทธิ์ผ่านบริการของตน เช่น มีการดาวน์โหลดเพลงละเมิดลิขสิทธิ์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตก็จะผิดไปด้วย ซึ่งตรงนี้จะเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้ให้บริการติดตั้งเครื่องมือบางอย่างที่สามารถอ่านเนื้อหาของผู้ใช้เพื่อตรวจสอบดาวน์โหลด ให้จำกัดการเข้าถึงได้ทัน ก็น่าเป็นห่วงผลกระทบที่อาจตามมา 
     
    อย่างไรก็ตาม อาทิตย์ระบุว่าได้ชวนเครือข่ายผู้ที่สนใจและนักวิชาการ มาระดมความเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.ต่างๆ ที่กำลังเข้าสู่การพิจารณา อาทิ ร่าง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และ ร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามสิ่งยั่วยุพฤติกรรมอันตราย เพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอสู่สาธารณะต่อไป
     
     

    บทวิเคราะห์ร่าง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ โดย อธิป จิตตฤกษ์

    ที่มา รายงานเครือข่ายพลเมืองเน็ต ปี 2556
     
    1. เพิ่มนิยาม “ข้อมูลบริหารสิทธิ” ไปจนถึงนิยามการละเมิดและข้อยกเว้นในการละเมิด และวางบทกำหนดโทษไว้เท่ากับการละเมิดลิขสิทธิ์: 
     
    “ข้อมูลบริหารสิทธิ” ในทางปฏิบัติหมายถึงสิทธิในการประกาศตัวเองเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของเจ้าของลิขสิทธิ์ ตัวอย่างข้อมูลบริหารสิทธิ เช่น ลายเซ็น ลายน้ำ ลายเซ็น ชื่อไฟล์ เป็นต้น และการละเมิดก็คือการไปแก้ไขข้อมูลต่างๆ ที่ติดมากับตัวงาน การนำลายเซ็นหรือลายน้ำออกจากรูปภาพ ไปจนถึงการแก้ไข/เปลี่ยนชื่อไฟล์ไปจนถึงเมทาเดตา (metadata) ของไฟล์ ก็อาจจะถือเป็นการละเมิดข้อมูลบริหารสิทธิด้วย 
     
    ทำให้เกิดคำถามขึ้นว่า การตั้งชื่อไฟล์ที่มีลิขสิทธิ์ทั้งหมดจะนับเป็นการละเมิดข้อมูลบริหารสิทธิหรือไม่ บทบัญญัติระบุว่าการกระทำดังกล่าวที่ผู้กระทำ “รู้อยู่แล้ว” ว่าจะนำไปสู่การละเมิดลิขสิทธิ์เท่านั้นถึงจะนับเป็นการละเมิด ซึ่งนี่ก็เป็นข้อกำหนดที่คลุมเครือ 
     
    นอกจากนี้ในบรรดาข้อยกเว้นในการละเมิดนั้นก็ยังมีเพียงแต่ข้อยกเว้นแค่การแก้ไข “ข้อมูลบริหารสิทธิ” ของสถาบันการศึกษา ห้องสมุด หอจดหมายเหตุ และเจ้าพนักงานของรัฐเท่านั้น นี่หมายความว่ากฎหมายไม่ได้รับรองการแก้ไขชื่อไฟล์ที่ได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมายด้วยซ้ำว่าไม่เป็นการละเมิด “ข้อมูลบริหารสิทธิ” นี่ดูจะไม่เป็นการเคารพสิทธิของผู้บริโภคเท่าที่ควรในระดับหลักการ แม้ว่าในทางปฏิบัติการดำเนินคดีกับผู้บริโภคในลักษณะนี้จะไม่น่าเกิดขึ้นก็ตาม แต่ผู้บริโภคก็ไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าวันดีคืนดีเจ้าของลิขสิทธิ์จะเอาเรื่องขึ้นมาได้ ตัวอย่างเช่นหากมีผู้ซื้อรูปวาดมาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แล้วไปลบชื่อผู้เขียนออกด้วยเหตุผลบางประการ แล้ววันหนึ่งตัวจิตรกรรู้เข้า ตัวจิตรกรก็อาจฟ้องได้ว่าผู้ที่ซื้อภาพมานั้นละเมิดข้อมูลบริหารสิทธิ 
     
    ปัญหาเหล่านี้ส่วนหนึ่งเกิดจากในกฎหมายลิขสิทธิ์ไทยดั้งเดิมไม่มีสิ่งที่ในระบบกฎหมายอเมริกาเรียกว่า “หลักการขายครั้งแรก” หรือ “First Sale Doctrine” ซึ่งในหลักการใหญ่แล้วมันคือหลักการที่ว่าเจ้าของลิขสิทธิ์จะ “เสียลิขสิทธิ์” บางประการไปให้ผู้ซื้อสินค้าอันมีลิขสิทธิ์อย่างถูกต้องตามกฎหมายทันที และหากปราศจากหลักการนี้ในกฎหมายที่ครอบคลุมก็น่าจะต้องถือว่า “ข้อมูลบริหารสิทธิ” จะยังคงอยู่กับเจ้าของลิขสิทธิ์อย่างครบถ้วน และมีสิทธิดำเนินคดีกับผู้บริโภคดังที่ได้ยกตัวอย่างมา 
     
    ทั้งนี้สิ่งที่อาจต้องสังเกตด้วยก็คือแม้ว่าจะมีการเพิ่มหลักการคล้ายคลึงกับหลักการขายครั้งแรกในระบบกฎหมายเข้ามาในฐานะของข้อยกเว้นในการละเมิดลิขสิทธิ์เพิ่มเติม (โปรดอ่านต่อไปในการเปลี่ยนแปลง ข้อ 5) แต่การคุ้มครองของข้อยกเว้นนี้ก็ไม่ได้ครอบคลุมถึงการละเมิด “ข้อมูลบริหารสิทธิ” ดังนั้นสถานการณ์ดังที่ผู้เขียนกล่าวมาก็ยังอาจเกิดขึ้นได้อยู่
     
    2. เพิ่มนิยาม “การคุ้มครองทางเทคโนโลยี” ไปจนถึงนิยามการละเมิดและข้อยกเว้นในการละเมิด และวางบทกำหนดโทษไว้เท่ากับการละเมิดลิขสิทธิ์: 
     
    บทบัญญัตินี้เป็นน่าจะเทียบเท่ากับการบัญญัติสิ่งที่รู้จักกันในโลกภาษาอังกฤษว่า Digital Rights Management หรือ DRM ไว้ในกฎหมาย กล่าวคือกฎหมายได้ยอมรับความชอบธรรมของมาตรการป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์แบบดิจิทัลต่างๆ ของเจ้าของลิขสิทธิ์ ในทางปฏิบัติคือ แคร็ก (crack) และแฮกไฟล์และโปรแกรมต่างๆ นั้นก็จะมีความผิดเท่าการละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ไฟล์ที่ใช้ได้ในเวลาจำกัดใช้ได้ไม่จำกัด ไปจนถึงการแคร็กโปรแกรมอันมีลิขสิทธิ์ไม่ว่าจะได้มาด้วยวิธีใด 
     
    ทั้งนี้ข้อยกเว้นการละเมิด “การคุ้มครองทางเทคโนโลยี” นั้นก็มีการระบุไว้อย่างค่อนข้างกว้างตั้งแต่การละเมิดที่เป็นไปเพื่อจุดประสงค์ตาม “ข้อยกเว้นในการละเมิดลิขสิทธิ์” อยู่แล้ว ไปจนถึงการละเมิดเพื่อการศึกษาค้นคว้าที่ผู้ค้นคว้าได้พยายามขออนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์แล้ว 
     
    ตรงนี้ผู้เขียนคิดว่าไม่ควรจะบัญญัติว่าการค้นคว้าจะต้องผ่าน “การขออนุญาต” ด้วยซ้ำ เพราะภายใต้ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ปกติ การค้นคว้าอ้างอิงใดๆ ก็ทำได้โดยไม่ต้องขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์อยู่แล้ว ถ้านักวิชาการสามารถ “หาข้อบกพร่อง” ของงานวิชาการของผู้อื่นได้ในนามของการศึกษา ผู้เขียนก็ไม่เห็นว่ามีเหตุผลใดๆ ที่โปรแกรมเมอร์จะไม่สามารถ “หาข้อบกพร่อง” ในโปรแกรมของผู้อื่นได้ในนามของการศึกษาเช่นเดียวกัน
     
    นัยของข้อกำหนดของการ “ขออนุญาต” นี้อาจก่อให้เกิดความยุ่งยากในการศึกษาวิจัยได้ เพราะสุดท้ายโดยทั่วไปก็คงไม่มีนักเข้ารหัสเพื่อล็อคข้อมูลใดๆ ที่จะต้องการให้คนมาถอดรหัสของตนได้สำเร็จ และนี่จะเป็นการทำให้นักวิจัยการถอดรหัสกลายเป็นอาชญากรกันไปหมด หากทำการวิจัยต่อไปโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ดูจะเป็นมาตรการที่ตลกหากเป็นการมุ่งไปเพื่อให้ไม่เกิดการละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ได้ต่างจากการออกกฎหมายการห้ามค้นคว้าการทำกุญแจผีโดยหวังให้กฎหมายนี้ทำให้ “การปล้นบ้าน” หายไป (ซึ่งสิ่งเราก็ต้องไม่ลืมเช่นกันคือ การละเมิดลิขสิทธิ์นั้นไม่เคยเท่ากับ “การขโมย” หรือโจรกรรม อย่างน้อยๆ ก็ไม่มีกฎหมายที่ใดในโลกยืนยันเช่นนั้น)
     
    3. ระบุแบบปฏิบัติการขอคำสั่งศาลให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตหรือตัวกลาง (Intermediary) เพื่อระงับการละเมิดลิขสิทธิ์ภายใต้ขอบเขตอำนาจของตน:
     
    มาตรการนี้เป็นไปเพื่อให้เจ้าของลิขสิทธิ์สามารถระงับยับยั้งการละเมิดลิขสิทธิ์บนอินเทอร์เน็ตผ่านอำนาจศาลได้ ในกฎหมายลิขสิทธิ์ฉบับเก่าภาระรับผิดชอบการละเมิดลิขสิทธิ์ของตัวกลางไม่มีความชัดเจน ซึ่งเท่าที่ทราบก็ยังไม่มีใครฟ้องตัวกลางฐานละเมิดลิขสิทธิ์ภายใต้เขตอำนาจศาลไทย ทั้งที่จริงๆ แล้วในทางเทคนิคนั้น ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการทำซ้ำภายในระบบคอมพิวเตอร์โดยอัตโนมัติโดยที่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไม่รู้ตัวได้ อย่างไรก็ดีการทำซ้ำแบบอัตโนมัตินี้ก็ดูจะเป็นสิ่งที่คลุมเครือเกินไป และมันก็มีความจำเป็นต่อการทำงานปกติในการประมวลผลในระบบคอมพิวเตอร์ (โปรดอ่านเพิ่มเติมในส่วนของการเปลี่ยนแปลงข้อ 4) ซึ่งมันก็ทำให้การเอาผิดการ “ทำซ้ำ” ในรูปแบบนี้ก็ดูจะขัดกับสามัญสำนึกของผู้คนที่คุ้นเคยกับ “วัฒนธรรมคอมพิวเตอร์”
     
    บทบัญญัติใหม่นี้ดูจะเป็นการทำให้บทบัญญัติกว้างๆ แบบเดิมที่ไม่ระบุภาระหน้าที่ของตัวผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตให้ชัดเจน มีความชัดเจนขึ้น เพราะได้มีการร่างแบบปฏิบัติในการให้เจ้าของลิขสิทธิ์ขอคำสั่งศาลเพื่อให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตนำเนื้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ออกจากระบบคอมพิวเตอร์ได้ ซึ่งก็มีข้อกำหนดอีกว่าผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตจะไม่มีความผิดใดๆ หากเขาไม่ใช่ผู้ริเริ่มหรือสามารถควบคุมการนำเนื้อหาอันละเมิดลิขสิทธิ์นี้เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และนำเนื้อหาอันละเมิดลิขสิทธิ์ออกจากระบบคอมพิวเตอร์ภาพในเวลาที่ศาลกำหนด ซึ่งแนวปฏิบัตินี้เทียบเท่าหลัก “อ่าวปลอดภัย” (safe harbour) ในกฎหมายลิขสิทธิ์ของอเมริกา ที่มุ่งคุ้มครองตัวกลางในบริบทของกฎหมายลิขสิทธิ์นั่นเอง
     
    4. เพิ่มข้อยกเว้นในการละเมิดลิขสิทธิ์ว่าการทำซ้ำข้อมูลที่ทำให้ระบบคอมพิวเตอร์ทำงานได้ตามปกติไม่ถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์:
     
    ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าด้วยมาตรฐานของกฎหมายลิขสิทธิ์ทั่วไปในโลก หากไม่มีข้อยกเว้นในการละเมิดลิขสิทธิ์ที่ชัดเจนสำหรับกิจกรรมหนึ่งๆ ที่มากกว่าข้อกำหนดของการใช้อย่างชอบธรรมแล้ว ผู้ใช้งานอันมีลิขสิทธิ์นั้นมีความเสี่ยงที่จะถูกดำเนินคดีละเมิดลิขสิทธิ์ได้ทั้งนั้นไม่ว่ากิจกรรมของพวกเขานั้นจะเป็นกิจกรรมที่กระทำอย่างแพร่หลายเพียงไร และไม่ว่ากิจกรรมนั้นจะเป็นกิจกรรมที่วิญญูชนเข้าใจได้ว่าเป็นกิจกรรมที่ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์อย่างใด ดังนั้นข้อยกเว้นในการละเมิดลิขสิทธิ์ที่ชัดเจนจึงเป็นหลักประกันที่สำคัญในการใช้งานอันมีลิขสิทธิ์อย่างปลอดภัยสำหรับสาธารณชน และผู้บริโภค
     
    ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาไปของคอมพิวเตอร์ทำให้กระบวนการ “ทำซ้ำ” ข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์นั้นเป็นเรื่องปกติเช่นการ “ย้าย” ไฟล์ในคอมพิวเตอร์ด้วยการตัดและวาง ในทางเทคนิคนั้นก็คือการทำซ้ำไฟล์คอมพิวเตอร์ในพื้นที่เสมือนใหม่และลบไฟล์เก่าในพื้นที่เสมือนเดิมทิ้ง หรือแม้แต่การนำแผ่นโปรแกรมที่ซื้อมาอย่างถูกต้องมาติดตั้งในคอมพิวเตอร์ก็คือการ “ทำซ้ำ” โปรแกรมจากแผ่นดิสก์ลงไปในคอมพิวเตอร์นั่นเอง อย่างไรก็ดีด้วยกฎหมายลิขสิทธิ์แบบดั้งเดิม การทำซ้ำดังกล่าวนี้ก็เข้านิยามการละเมิดลิขสิทธิ์และบทบัญญัติข้อยกเว้นในการละเมิดก็ไม่มีความชัดเจน (แม้อาจตีความตามบางส่วนของบทบัญญัติว่าไม่เป็นการละเมิดได้ตามสามัญสำนึกของวิญญูชนก็ตามที) 
    การบัญญัติให้ชัดเจนนี้ก็ดูจะช่วยให้การทำซ้ำโดยทั่วไปในระบบคอมพิวเตอร์มีสถานะที่ถูกต้องทางกฎหมายอย่างชัดเจน ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าข้อมูลอันมีลิขสิทธิ์อันเป็นต้นฉบับนั้นต้องได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมายด้วย
     
    อย่างไรก็ดี ข้อกำหนดอันนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนในการครอบคลุมกิจกรรมจำพวกการสำรอง (backup) ข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการสำรองข้อมูลลงในเอ็กซ์เทอร์นัลฮาร์ดดิสก์หรือบนอินเทอร์เน็ตตามบริการคลาวด์ต่างๆ 
     
    ข้อยกเว้นในการละเมิดลิขสิทธิ์ในกฎหมายใหม่นี้ดูจะยังไม่คุ้มครองกิจกรรมเหล่านี้ ทั้งๆ ที่มันก็เป็นองค์ประกอบสำคัญของการใช้ชีวิตในยุคดิจิทัลไปแล้ว อย่างน้อยๆ ก็คงจะไม่มีใครต้องการที่จะให้หนัง เพลง เกม หรือโปรแกรมที่เขาเสียเงินดาวน์โหลดมาอย่างถูกต้องตามกฎหมายต้องสาบสูญไปพร้อมๆ กับข้อมูลในคอมพิวเตอร์ของเขาในยามสิ้นอายุขัยของฮาร์ดดิสก์
     
    5. เพิ่มข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ในการจำหน่ายงานอันมีลิขสิทธิ์ที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย: 
     
    ข้อยกเว้นนี้คล้ายคลึงกับหลักการขายครั้งแรกในกฎหมายอเมริกาที่ระบุว่าเจ้าของลิขสิทธิ์มีสิทธิในการผูกขาดการขายสินค้าอันมีลิขสิทธิ์ (17 USC § 106 (3)) แต่สิทธินี้จะหมดสิ้นไปเมื่อมีผู้ได้ซื้อมันมาแล้ว (17 USC § 109 (a)) อย่างไรก็ดี ภายใต้ระบบกฎหมายลิขสิทธิ์ไทย สิทธิในการผูกขาดดังกล่าวดูเหมือนจะไม่มีบัญญัติไว้ในการคุ้มครองลิขสิทธิ์ (มาตรา 15) แต่จริงๆ แล้วหากดูนิยามของ “การเผยแพร่ต่อสาธารณชน” (มาตรา 4) ก็จะพบว่ามันรวม “การจำหน่าย” ไว้ด้วย ดังนั้นภายใต้กฎหมายลิขสิทธิ์ไทยดั้งเดิม สิทธิในการขายสินค้าอันมีลิขสิทธิ์ทั้งหมดจึงเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวโดยไม่มีข้อยกเว้น 
     
    ในทางปฏิบัติแล้ว นี่หมายความว่าสินค้าลิขสิทธิ์ทั้งหลายไม่สามารถถูกนำมาขายในท้องตลาดโดยปราศจากใบอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ ถึงแม้ว่าการได้มาโดยสินค้านั้นจะชอบด้วยกฎหมายก็ตาม นี่หมายความว่าการนำขายเทปมือสอง การ์ตูนมือสอง ดีวีดีมือสอง ไปจนถึงเสื้อผ้ามือสอง ฯลฯ ล้วนมีความเสี่ยงต่อการละเมิดลิขสิทธิ์และถูกดำเนินคดีได้จากเจ้าของลิขสิทธิ์ แม้สิ่งเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่ผลิตมาอย่างถูกลิขสิทธิ์และได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายก็ตาม 
     
    กล่าวคือไม่ว่าจะเป็นซีดีลิขสิทธิ์มือสองหรือซีดีเถื่อน หากนำมาขายในท้องตลาดโดยไม่ได้รับอนุญาตก็จัดเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ทั้งสิ้น ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ขัดกับสามัญสำนึกด้านสิทธิของผู้บริโภค ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ในร่าง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฉบับใหม่ภายใต้หลักการขายครั้งแรกคือหลักประกันให้การซื้อขายสินค้าลิขสิทธิ์มือสองเหล่านี้ไม่จัดว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์
     
    ในภาพรวมจะเห็นได้ว่าร่างแก้ใขกฎหมายลิขสิทธิ์ฉบับนี้ของไทยมีลักษณะที่จะเป็นการนำหลักต่างๆ ของ Digital Millennium Copyright Act หรือ DMCA ของสหรัฐอเมริกาที่ออกมาเมื่อปี 2541 ที่ออกมาเพื่อเตรียมพร้อมสังคมอเมริกันในการเข้าสู่ยุคดิจิทัลเข้ามาใช้กับระบบกฎหมายไทย 
     
    อย่างไรก็ดี นี่ก็อาจจะเป็นการแก้กฎหมายที่จะล้าสมัยไปอย่างรวดเร็วก็ได้ เพราะในขณะที่ร่างกฎหมายลิขสิทธิ์ของไทยฉบับทางการจะยังไม่ออกมาสู่สายตาสาธารณชน ทางสหรัฐอเมริกาก็มีการริเริ่มที่จะแก้กฎหมายลิขสิทธิ์แล้วเนื่องจากข้อกำหนดต่างๆ ก็เริ่มล้าสมัยและไม่เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว โดยมีการริเริ่มจากผู้อำนวยการสำนักงานลิขสิทธิ์และทางสภาก็ได้ขานรับในที่สุด อย่างไรก็ดี ณ ตอนนี้กระบวนการแก้ไขกฎหมายลิขสิทธิ์ของอเมริกาอยู่ในขั้นตอนระดมความเห็นเท่านั้นและทิศการของการแก้กฎหมายก็ยังไม่มีความชัดเจนเนื่องจากกลุ่มผลประโยชน์ด้านต่างๆ มีความเห็นที่แตกต่างกันมากเกี่ยวกับทิศทางของกฎหมายลิขสิทธิ์ที่เหมาะสม
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    เมื่อวันที่ 23 ต.ค. 2557 ที่ผ่านมาเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจรายงานว่าพล.ต.ต.อภิชาติ บุญศรีโรจน์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี เปิดเผยผู้สื่อข่าวหลังเกิดเหตุฆาตกรรม 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษบนเกาะเต่า อ.เกาะพะงัน นั้นในส่วนของการเฝ้าระวังคุมเข้มความปลอดภัยตามหมู่เกาะต่าง ๆ เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล คสช. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และนโยบายผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ที่สั่งการให้ตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานีวางมาตรการรักษาความปลอดภัย ให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวบนเกาะเต่า เกาะพะงัน และเกาะสมุย
     
    โดยตอนนี้ได้มอบหมาย ให้ตำรวจ สภ.เกาะสมุย และ สภ.บ่อผุด ที่รับผิดชอบพื้นที่ อ.เกาะสมุย และ สภ.เกาพะงัน ที่รับผิดชอบ อ. เกาะพะงัน หมู่เกาะนางยวน และ เกาะเต่า ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเป็นจำนวนมาก แต่กำลังพลแต่ละ สถานีไม่เพียงพอ โดยเฉพาะพื้นที่เกาะพะงันและเกาะเต่า มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามานับหมื่นคนในแต่ละเดือน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่ สภ.ย่อยตำบลเกาะเต่ามีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่เพียง 7 นาย ทำให้ไม่สามารถดูแลพื้นที่ได้อย่างทั่วถึง
     
    ล่าสุดได้เสนอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดตั้งสถานีตำรวจเกาะเต่าและคาดว่าจะอนุมัติอย่างเร่งด่วนภายในปีงบประมาณนี้ ซึ่งในเบื้องต้นในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าหลังเกิดเหตุตนได้สั่งเพิ่มกำลังพลอีก 7 นาย รวมเป็น 14 นายประจำพื้นที่เกาะเต่าดูแลรับผิดชอบพื้นที่เกาะเต่า โดยมีนายตำรวจระดับสารวัตรเป็นผู้รับผิดชอบ พร้อมจัดรถยนต์สายตรวจขับเคลื่อน 4 ล้อ 1 คัน รถสายตรวจจักรยานยนต์ 2 คัน พร้อมทั้งจัดกำลังชุดสายตรวจรถยนต์ สายตรวจรถจักรยานยนต์และชุดสายตรวจดินเท้า
     
    พร้อมตั้งจุดตรวจจุดสกัดตรวจค้นบุคคลที่น่าสงสัย เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาพักผ่อนบนเกาะเต่า และประสานกับตำรวจท่องเที่ยว ตม.ทั้งในพื้นที่และส่วนกลางลงมาดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวบริเวณหาดทรายรีและจุดเสี่ยงในพื้นที่ ตลอด 24 ชั่วโมง โดยจัดกำลังเป็น 3 ชุดผลัดละ 12 ชั่วโมง พร้อมทั้งตรวจสอบเข้มการเดินทางเข้าออกบริเวณท่าเรือ
     
    สำหรับในส่วนของ อ.เกาะสมุยก็เช่นเดียวกันได้สั่งการให้ ผู้กำกับแต่ละสถานีจัดชุดออกตรวจตราดูแลป้องกันเหตุอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในเวลาหลังเที่ยงคืนไปแล้ว พร้อมสั่งการให้สายงานป้องกันปราบปรามจัดทำข้อมูลท้องถิ่นแต่ละพื้นที่ เพื่อรวบรวมไว้เพื่อเป็นศูนย์ข้อมูลข่าวสารของตำรวจใช้ในการป้องกันอาชญากรรมได้ถูกเป้าหมาย และสามารถตรวจสอบเป้าหมายได้ว่ากลุ่มใดบ้างที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ที่จะทำให้เกิดอาชญากรรมได้ในพื้นที่ ก็ให้เจ้าหน้าที่เข้าประกบติดตามพฤติกรรมยับยั้งก่อนที่จะก่อเหตุ
     
    ในส่วนมาตรการการควบคุมแรงงานต่างด้าวในพื้นที่เกาะเต่า ในกรณีที่แรงงานต่างด้าวบนเกาะเต่าใช้ชีวิตกันอย่างเสรี หลังเลิกงานแล้วมีการออกมาหาความสำราญดื่มกินปะปนกับนักท่องเที่ยวตามสถานบันเทิงหรือชายหาดนั้น ขณะนี้อยู่ในระหว่างการประกาศกฎอัยการศึก ตนจะได้นำปัญหาดังกล่าวเสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานีและผู้บังคับการจังหวัดทหารบกสุราษฎร์ธานีเพื่อหามาตรการควบคุมแรงงานต่างด้าวให้อยู่ในกรอบของกฎหมายต่อไป
     
    รายงานข่าวแจ้งว่านายอู ทัน ทัน ไต (U Tun Tun Htike) และ นางอู ซอ เอ หม่อง (U Zaw Aye Maung) พ่อแม่ของนายวิน ซอ ตุน (Ko Win Zaw Htun) ผู้ต้องหาแรงงานพม่าคนแรกวัย 21 ปี และนางดาว์ ฟิว ชเว นู (Daw Phyu Shwe Nu) แม่ และนายอู เทียนชเว อ่อง (U thein Shwe Aung) ลุงของซอ ลิน (Ko Zaw Lin Oo) ผู้ต้องหาแรงงานพม่าคนที่ 2 วัย 21 ปี ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นคนฆ่าสองนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่เกาะเต่า ได้เดินทางออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ ด้วยสายการบินบางกอกแอร์เวย์ ไปยังเกาะสมุย ในเวลา 16.35 น.และมีกำหนดถึงสนามบินนานาชาติเกาะสมุยในเวลา 17.35 น. และจะเข้าเยี่ยมลูกชายที่เรือนจำอำเภอเกาะสมุยใน 09.00 น.ในวันพรุ่งนี้ (24 ต.ค.57)
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

     
    24 ต.ค. 2557 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนออกแถลงการณ์ "การใช้กฎอัยการศึกท่ามกลางการปฏิรูปประเทศ" ระบุการใช้กฎอัยการศึกในกระบวนการยุติธรรม ขัดกับกฎหมายระหว่างประเทศ ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือและหลักประกันสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของไทย
     
    โดยรายละเอียดทั้งหมดของแถลงการณ์มีดังต่อไปนี้
     
    แถลงการณ์
    การใช้กฎอัยการศึกท่ามกลางการปฏิรูปประเทศ
     
    จากกรณีการประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารได้ใช้อำนาจตามกฎอัยการศึกเพื่อควบคุมตัวประชาชนอย่างต่อเนื่อง นับจากช่วง 10 วันที่ผ่านมา (15 ตุลาคม – 24 ตุลาคม 2557) ได้มีการใช้อำนาจดังกล่าวอย่างน้อย 5 ครั้ง ได้แก่ 1. การจับกุมนาย อ. ในวันที่ 15 ตุลาคม ด้วยความผิดตามมาตรา 112 โดยไม่ผ่านการสอบสวนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2. การจับกุมนาย น. เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ในข้อหาฝ่าฝืนประกาศห้ามชุมนุมทางการเมือง โดยไม่มีหมายจับ[1] 3. การควบคุมตัว เจ้าหนี้นอกระบบที่จังหวัดมหาสารคาม ที่คิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด[2] 4. การควบคุมนาง พ. เนื่องจากเป็นผู้ต้องสงสัยว่ามีความเกี่ยวพันกับคดีอาชญากรรม การหายตัวไปของครูญี่ปุ่น[3]และ 5. การบุกค้นบ้านของนาย บ. เพราะเกรงว่าจะปลุกระดมผู้คน โดยไม่มีหมายค้น[4]
     
    ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เห็นว่า การใช้อำนาจตามกฎอัยการศึกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือและหลักประกันสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของไทย ในกรณีดังต่อไปนี้
     
    1. การสอบสวนภายใต้กฎอัยการศึก ผู้ต้องหาขาดหลักประกันสิทธิ
     
    ในคดีอาญา ผู้ถูกกล่าวหาถือเป็นประธานแห่งคดี ย่อมมีสิทธิต่างๆ เช่น สิทธิในการมีทนายความช่วยเหลือคดี สิทธิที่จะได้รับการเยี่ยมและสิทธิในการแก้ข้อกล่าวหา
     
    แต่การสอบสวนภายใต้กฎอัยการศึก ฝ่ายทหารปฏิเสธสิทธิการมีทนายความเข้าช่วยเหลือคดี ปฏิเสธที่จะแจ้งว่าได้ควบคุมตัวบุคคล ณ ที่ใด ทำให้ผู้ถูกควบคุมตัวขาดที่ปรึกษาทางกฎหมาย หรือการติดต่อกับโลกภายนอก ขาดโอกาสในการเตรียมคดี ส่งผลให้ผู้ถูกควบคุมตัวขาดเจตจำนงอิสระในการให้การ ทั้งต่อเจ้าหน้าที่ทหารหรือตำรวจ ส่งผลให้ความน่าเชื่อถือในกระบวนการยุติธรรมลดลง
     
    2. การควบคุมตัวภายใต้กฎอัยการศึก ขาดกลไกการตรวจสอบ
     
    ภายใต้กฎอัยการศึก มาตรา 15 ทวิ เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร มีอำนาจกักตัวบุคคลเพื่อสอบสวนไว้ได้ไม่เกิน 7 วัน กรณีที่ผู้นั้นมีเหตุอันควรสงสัยว่าบุคคลใดจะเป็นราชศัตรูหรือได้ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎอัยการศึก หรือต่อคำสั่งของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร
     
    กรณีการควบคุมตัวเพียงอาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึกดังกล่าว ถือเป็นเรื่องที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคล ซึ่งในรัฐที่เป็นนิติรัฐ การควบคุมตัวต้องผ่านการออกหมายโดยใช้อำนาจของศาลเท่านั้น เพื่อให้กระบวนการจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลสามารถตรวจสอบได้ และไม่ให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานฝ่ายใดมากเกินไป
     
    3. การใช้กฎอัยการศึกในกระบวนการยุติธรรม ขัดกับกฎหมายระหว่างประเทศ
     
    อำนาจตามกฎอัยการศึก ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติประกาศใช้ ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารทำการตรวจค้น กักตัวบุคคล สอบสวน ออกคำสั่งห้ามกระทำการต่างๆ และประกาศอำนาจศาลทหาร
     
    กรณีดังกล่าว ขัดกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 14 ที่เป็นหลักประกันความยุติธรรมว่า ประชาชนทุกคนเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษา มีสิทธิในการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม เปิดเผย มีความเป็นอิสระและเป็นกลาง มีความสะดวกในการเตรียมการต่อสู้คดี มีทนายความ และมีสิทธิในการอุทธรณ์คำพิพากษา
     
    4. การประกาศใช้กฎอัยการศึกไม่ตรงกับเจตนารมณ์
     
    เจตนารมณ์ของกฎอัยการศึก มีไว้เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ จากภัยสงครามหรือการจลาจล  โดยให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจเต็ม เหนือฝ่ายพลเรือน สามารถใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด เพื่อรักษาอธิปไตยของรัฐ ปราศจากราชศัตรู โดยเร็วที่สุด
     
    แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน หาใช่เรื่องภัยสงครามหรือการจลาจลไม่ แต่เป็นเพียงการแสดงออกโดยใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชน ความแตกต่างทางความคิด หรือการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ซึ่งสามารถใช้มาตรการทางกฎหมายปกติจัดการได้ การประกาศใช้กฎอัยการศึกจึงไม่ตรงกับเจตนารมณ์
     
    ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน จึงขอเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจบริหารประเทศ ยกเลิกการใช้อำนาจตามกฎอัยการศึก และออกประกาศเลิกใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมให้กลับเข้าสู่บรรยากาศประชาธิปไตย และประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่เพื่อเป็นผลดีต่อประเทศตามวิถีทางอันดีของระบอบประชาธิปไตย
     
    ด้วยความเคารพในอำนาจอธิปไตยของประชาชน
    ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
     
     
     
     
    [1] http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1413778981
     
    [2] http://news.springnewstv.tv/56873/ทหารบุกรวบแก๊งเงินกู้มหาสารคาม-คิดดอกเบี้ยสุดโหด
     
    [3] http://thairath.co.th/content/458129
     
    [4] http://www.prachatai.com/journal/2014/10/56169
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    "ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ" โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยกรณี "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" ตั้งทีมสอบข้อมูล บริษัทพีอาร์ ระบุยอดงบ 114 ล้านบาทนั้น เป็นยอดจากการรับงานทั้งหมดตั้งแต่ปี 2543 เป็นเวลา 14 ปี  64 งาน เผยขายหุ้นไปตั้งแต่ 30 ก.ค. แล้วเพราะเหนื่อย แต่บังเอิญไปได้งานธงฟ้าช่วง มิ.ย. ภรรยาเป็นคนเซ็นสัญญา

     
    24 ต.ค. 2557 ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้คณะทำงานรวบรวมข้อมูลรายละเอียด กรณีมีการตรวจสอบพบว่าบริษัท ดี.เอ็ม.อินเตอร์คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ของ ร.อ.นพ.ยงยุทธ ได้รับงานประชาสัมพันธ์งานธงฟ้าเมื่อเดือนมิถุนายน 2557 และที่ผ่านมาบริษัทดังกล่าวได้งานประชาสัมพันธ์ จากหน่วยงานรัฐเป็นจำนวนมาก รวมแล้วเป็นมูลค่ามากกว่า 114 ล้านบาท ว่าบริษัทดังกล่าวเปิดมานานแล้ว มีพนักงานทำงานด้านวิทยุโทรทัศน์ตลอดมา มีทั้งเอกชนและภาครัฐเป็นผู้สนับสนุน และงานทุกงานประมูลงานได้มาจากหน่วยงานต่างๆ โดยสุจริต ซึ่งความจริงยอดงบ 114 ล้านบาทนั้น เป็นยอดจากการรับงานทั้งหมดตั้งแต่ปี 2543 เป็นเวลากว่า 14 ปี ซึ่งเป็นงานจากรัฐบาลกว่า 64 งาน ไม่ใช่งานเดียวรับงบมา 114 ล้านบาท
            
    “ผมได้ขายหุ้นของบริษัทไปหมดแล้วตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ในราคาที่ถือว่าขาดทุน เพราะรู้สึกเหนื่อยกับการทำงานตรงนี้ ซึ่งก็มีคนสนใจ ที่จะมาซื้อ แต่ในระหว่างที่จะมีการซื้อขายกันนั้น ทีมงานก็ยังคงทำงานกันอยู่ และบังเอิญไปได้งานธงฟ้า เมื่อช่วงเดือนมิถุนายน พอดีทางภรรยาผมจึงเป็นคนไปเซ็นสัญญา เนื่องจากเจ้าของใหม่ยังไม่สามารถเข้ามาเริ่มดำเนินการได้ ทั้งนี้ผมยืนยันว่าไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับงานธงฟ้าแต่อย่างใด เพราะช่วงนั้นผมมีงานโรงพยาบาลและงานโฆษกของทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ต้องดูแลอยู่” โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าว
              
    ส่วนรายละเอียดของการสั่งการของนายกรัฐมนตรีที่จะให้คณะทำงานมาตรวจสอบนั้นตนคงต้องให้ทาง พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ให้ข้อมูลในเรื่องดังกล่าวต่อไป ตนคงไม่สามารถพูดเรื่องนี้ได้
     
    อนึ่งเมื่อวันที่ 23 ต.ค. ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สั่งการให้คณะทำงานรวบรวมข้อมูลรายละเอียดกรณีมีการตรวจสอบพบว่าบริษัท ดี.เอ็ม.อินเตอร์คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ของ นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกฯ รับงานประชา สัมพันธ์งานธงฟ้าเมื่อเดือนมิถุนายน 2557 ที่ผ่านมาบริษัทดังกล่าวได้งานประชาสัมพันธ์จากหน่วยงานรัฐเป็นจำนวนมาก รวมแล้วเป็นมูลค่ามากกว่า 100 ล้านบาท และสาเหตุที่ นายกฯ สั่งให้คณะทำงานเก็บข้อมูลเนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ต้องการทราบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว อีกทั้งนพ.ยงยุทธเป็นถึงโฆษกประจำสำนักนายกฯ ทั้งยังเป็นคนที่ทำงานใกล้ชิดนายกฯ จึงเกรงว่าจะมีผล กระทบกับภาพลักษณ์ของรัฐบาลในช่วงที่กำลังเดินตามโรดแม็ป
     
     
    ที่มาข่าวเรียบเรียงจาก
     
    แนวหน้า, ข่าวสด
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

     

    24 ต.ค.2557 เวลาประมาณ 16.00 น. ภาวิณี ชุมศรี ทนายความของผู้ต้องหา 2 รายคดี 112 จากกรณีละครเจ้าสาวหมาป่า คือ ภรณ์ทิพย์ (สงวนนามสกุล) และปติวัฒน์ (สงวนนามสกุล) แจ้งว่า วันนี้เป็นวันครบฝากขัง 7 ผลัด และอัยการได้ยื่นฟ้องผู้ต้องหาในช่วงบ่ายที่ผ่านมา โดยฟ้องรวมเป็นคดีเดียวกัน แต่ศาลไม่มีหมายเรียกนำตัวผู้ต้องหาจากเรือนจำมาศาลในวันนี้ และมีกำหนดจะนำตัวผู้ต้องหาทั้งสองมาศาลเพื่อสอบคำให้การในวันจันทร์ที่ 27 ต.ค.นี้ ซึ่งในวันดังกล่าวทางทนายจะเตรียมยื่นประกันตัวทั้งสองอีกครั้งโดยใช้ตำแหน่งของนักวิชาการ

    ทนายความกล่าวว่า โดยปกติเวลาฟ้องคดี จะต้องนำตัวผู้ต้องหามายื่นฟ้องต่อศาลด้วยแต่หากผู้ต้องหาถูกขังอยู่ในเรือนจำ อาจไม่ต้องนำตัวมาก็ได้ และศาลมาสามารถเบิกตัวมาสอบถามคำให้การได้ในภายหลัง กรณีนี้คาดว่าศาลอาจอ่านคำฟ้องให้ผู้ต้องหาฟังทางเทเลคอนเฟอเรนซ์แล้ว

    ทั้งนี้ ปติวัฒน์ถูกจับเมื่อวันที่ 14 ส.ค.2557 ขณะที่ภรณ์ทิพย์ถูกจับเมื่อวันที่ 15 ส.ค.2557 ทั้งคู่ถูกฝากขังยังเรือนจำตั้งแต่วันจับกุมจนปัจจุบัน ทนายความยื่นประกันตัวและคัดค้านการฝากขังหลายครั้งแต่ศาลไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว

    ปติวัฒน์ เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ขณะที่ภรณ์ทิพย์อายุ 26 ปี จบการศึกษาจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ทั้งคู่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดตามมาตรา 112 จากกรณีมีส่วนร่วมในละครเวทีเรื่องเจ้าสาวหมาป่า ที่จัดแสดงในงานรำลึก 14 ตุลาเมื่อปีที่แล้ว ต่อมาวันที่ 30 ต.ค.2556 เครือข่ายเฝ้าระวัง พิทักษ์และปกป้องสถาบัน มีการจัดประชุมสมาชิกเครือข่าย โดยมีผู้เข้าร่วมราว 200-300 คน ได้ประชุมร่วมกันเพื่อแจกจ่ายคลิปดังกล่าวและนัดแนะให้เครือข่ายฯ เข้าแจ้งความตามมาตรา 112 ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ที่อยู่อาศัย ต่อมาวันที่ 2 พ.ย. 2556 เพจเครือข่ายเฝ้าระวัง พิทักษ์และปกป้องสถาบัน ได้สรุปกิจกรรมที่สมาชิกเดินทางไปแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการแสดงดังกล่าวรวม 13 สถานีตำรวจ ประกอบด้วย 1.สน.คันนายาว กทม. 2.สภ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี 3.สภ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี 4.สภ.บางบาล จ.อยุธยา 5.สภ.บางปะอิน จ.อยุธยา 6.สภ.เมือง จ.นครปฐม 7.สภ.เมือง จ.ราชบุรี 8.สภ.ชะอำ จ.เพชรบุรี 9.สภ.เมือง จ.กำแพงเพชร 10.สภ.เมือง จ.พิษณุโลก 11.สภ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ 12.สภ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด 13.สภ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา

    ผู้สื่อข่ายรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า คดีนี้ถูกจับตาและติดตามจากฝ่ายความมั่นคงอย่างมาก โดยมีผู้ถูกเรียกเข้ารายงานตัวตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลายรายถูกสอบถามอย่างหนักเกี่ยวกับความเกี่ยวพันและบุคคลที่รู้จักที่มีส่วนร่วมในการแสดงชุดนี้

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ชมภาพขนาดเต็มคลิกที่นี่

    24 ต.ค. 2557 - ไทยติดอันดับที่ 7 จากการจัดอันดับของ HSBC ซึ่งทำการสำรวจจากชาวต่างชาติ 9,288 คนใน 100 ประเทศ โดยประเด็นที่นำมาพิจารณาประกอบด้วย คุณภาพชีวิต ค่าจ้าง และโอกาสในการเลี้ยงดูเด็กๆ ด้วยคุณภาพชีวิตและการศึกษาที่มีคุณภาพ ส่วนอันดับหนึ่ง ได้แก่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

    รายงานดังกล่าวตั้งข้อสังเกตว่า ประเทศเอเชียติดอันดับมากขึ้นในปีนี้ เป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นถึงอนาคตทางเศรษฐกิจในด้านบวกของประเทศแถบนี้ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณา 3 ปัจจัยที่นำมาวิเคราะห์แล้ว แม้พัฒนาการทางเศรษฐกิจจะคืบหน้า แต่ระดับคุณภาพชีวิตในประเทศแถบเอเชียก็ยังคงตามหลังเศรษฐกิจอยู่

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    24 ต.ค. 2557 สำนักข่าวไทยรายงานว่า พ.อ.บรรพต พูลเพียร โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กล่าวถึงกรณีที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่ารัฐบาลจะเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ โดยเห็นว่ากองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) มีศักยภาพที่จะดำเนินการเรื่องนี้ได้ เพื่อทำงานคู่ขนานไปกับสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ว่า ปัจจุบันศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) ของ กอ.รมน. ยังคงดำเนินการอยู่ในปีงบประมาณ 2558 โดยเน้นให้ตรงกับโรดแมประยะที่ 2 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
     
    โฆษกกอ.รมน. กล่าวว่า พันธกิจส่วนหนึ่งจะส่งเสริมให้ภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมการพัฒนาและปฏิรูปประเทศตามกรอบการปฏิรูปทั้ง 11 ด้าน ขณะนี้กำลังจัดทำแผนงาน โครงการและกิจกรรม ซึ่งขับเคลื่อนโดยศปป.ภาค 1-4 และประสานความร่วมมือกับองค์การบริหารส่วนตำบล เทศบาล สถานศึกษา และองค์กรวิชาชีพต่างๆ เตรียมจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศในเรื่องต่างๆ ตามกรอบแนวทางปฏิรูป 11 ด้านภายใน 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2558 ระหว่าง พ.ย.2557-มี.ค.2558
     
    “การดำเนินการดังกล่าวเพื่อให้ประชาชนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ขจัดความขัดแย้งภายในชุมชน และตกผลึกแนวความคิดร่วมกัน เพื่อนำเสนอ คสช.และ สปช. ผ่านทางสำนักงานคณะกรรมการปรองดองและการปฏิรูป (สปป.) อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นจะจัดโครงการภายใต้ชื่อว่า “คนไทยหัวใจเดียวกัน” ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำแผนเสนอ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน ต.ค.นี้ และคิดว่าจะได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน” พ.อ.บรรพต กล่าว
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ชาวบ้าน ‘บ่อแก้ว-โคกยาว’ จ.ชัยภูมิ เฮ หลังนายอำเภอคอนสารสนองนโยบายจากการประชุมระหว่างรัฐบาลกับตัวแทนชาวบ้านเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 57 ให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ชะลอและยุติการดำเนินการใดๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตอันปกติสุขของประชาชน

    วันนี้ (24 ต.ค. 57 ) ตัวแทนชาวบ้านชุมชนบ่อแก้ว ต.ทุ่งพระ อ.คอนสาร และชุมชนโคกยาว ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ กว่า 30 คน  เดินทางเข้าพบนายเจนเจตน์ เจนนาวิน นายอำเภอคอนสาร เพื่อยื่นหนังสือให้รับทราบขบวนการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลกับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) ถึงแนวทางทางแก้ไขปัญหาผลกระทบความเดือดร้อน ให้ชะลอ ยุติการดำเนินการใดๆที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชน เพื่อให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการแก้ไขปัญหาร่วมกันต่อไป

    นายเด่น คำแหล่ ชาวบ้านชุมชนโคกยาว กล่าวว่า นายอำเภอคอนสาร พร้อมปลัดอาวุโส ได้ลงมารับหนังสือด้วยตนเอง รวมทั้งได้ร่วมประชุมกับพี่น้องถึงปัญหาที่เกิดขึ้นว่าได้รับหนังสือจากทางสำนักงานปลัดนายกรัฐมนตรี และจากจังหวัดชัยภูมิ ถึงผลการประชุมระหว่างรัฐบาลกับตัวแทน ขปส. เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2557 โดยมี หม่อมหลวงปนัดดา  ดิษกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อแจ้งให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ชะลอและยุติการดำเนินการใดๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตอันปกติสุขของประชาชน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    นายเด่น กล่าวอีกว่า ตามที่นายอำเภอคอนสาร ได้ประชุมวางแผนขอทวงคืนผืนป่าสงวนแห่งชาติภูมิซำผักหนาม อ.คอนสาร เมื่อวันที่ 8 ต.ค.57 และในที่ประชุมมีมติให้ให้ชาวชุมชนโคกยาว และชุมชนบ่อแก้ว รื้อถอนเองภายใน 19 วัน  หากไม่ดำเนินตาม จะเข้ามาดำเนินการรื้อถอนเอง หลังจากวันที่ 25 ต.ค.57 ในวันนี้ตามที่นายอำเภอแจ้งแต่พวกตนในที่ประชุมว่า เข้าใจปัญหาร่วมกันแล้ว พร้อมกับจะดำเนินตามนโยบายร่วมกันต่อไป นอกจากนี้ได้ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ชย.4 (คอนสาร) แล้วว่าจะไม่ให้มีการไล่รื้อชุมชนทั้งสองพื้นที่แต่อย่างใด เพราะเจ้าหน้าที่หน่วยงานท้องถิ่น ต้องสนองรับทำตามแนวนโยบายตามคำสั่งที่ ให้ชะลอและยุติการดำเนินการใดๆ เป็นการต่อไป

    “มาถึงขณะนี้พวกเราทั้งพี่น้องบ้านบ่อแก้ว ต่างแสดงออกถึงความดีใจกันมาก ที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง รวมทั้งหน่วยงานต่างๆ รับทราบและเข้าใจถึงปัญหา พร้อมที่จะร่วมกันแก้ไขผลกระทบ ด้วยความเป็นธรรม ถูกต้องและยั่งยืนต่อไปนั้น ความหวาดระแวง ที่ต่างกลัวกันว่าจะถูกกำลังเจ้าหน้าที่เข้ามาไล่รื้อ ก็พอคลายความกังวลลงกันไปบ้าง หลายวันแล้วที่ทำให้นอนไม่ค่อยหลับ จากนี้ไปความปกติสุขของพวกตนก็จะคงคืนกลับมาถึงความปลอดภัยในการดำเนินชีวิตอีกครั้ง” นายเด่น กล่าว

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    24 ต.ค. 57 ที่รัฐสภา นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ด้านการเมือง กล่าวว่า ขณะนี้มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันในกลุ่มสปช. ในเรื่องการดึงคนนอกเข้ามาเป็นกมธ.ยกร่างฯ  และตนเองไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ เนื่องจากขัดต่อหลักการ และต้องการทราบถึงเหตุผลของนำคนนอกเข้ามาเป็นกมธ.ยกร่างฯ พร้อมเสนอว่าการที่จะดึงนักการเมืองมาเป็นกมธ.ยกร่างฯ นั้นถือว่าขัดกับหลักการ เพราะไม่ต้องการให้ผู้มีส่วนได้เสียอย่างนักการเมืองเข้ามามีส่วนร่วม และการเข้ามานั้นถือเป็นนอมินีของพรรคและเป็นเรื่องที่จะทำให้เกิดความแตกแยก

    ไพบูลย์ กล่าวด้วยว่า การประชุมสปช.ครั้งที่ 2 ในวันที่ 27 ต.ค. ซึ่งจะมีวาระสำคัญเร่งด่วนในการเร่งสรรหาบุคคลไปทำหน้าที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 20 คน ตนเห็นว่าสัดส่วน 20 คน ควรมาจากสมาชิก สปช.ทั้งหมด ซึ่งในวันดังกล่าวตนและเพื่อนสมาชิกจะอภิปรายในเรื่องนี้ และจะยื่นญัตติให้มีการลงมติในที่ประชุมใหญ่ ซึ่งตนเชื่อในดุลยพินิจของเพื่อนสมาชิกว่าจะไม่เห็นด้วยกับเรื่องดังกล่าว

    ด้านนายวันชัย สอนศิริ สปช. ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ในฐานะวิปสปช. ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชนว่า การเสนอให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นคนในสปช. 15 คน และคนนอก 5 คนนั้น เป็นเพียงกรอบที่เสนอไว้เท่านั้น เพราะต้องการให้เกิดการมีส่วนร่วม เพราะที่ผ่านมาการร่างรัฐธรรมนูญมักจะไม่เป็นที่ยอมรับจากคู่ขัดแข้ง เนื่องจากไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วม เราจึงเปิดโอกาสตรงนี้ไว้ให้ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย พรรคชาติไทย หรือพรรคอื่นๆ กลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่ สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ร่วมถึงคนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการร่างรัฐธรรมนูญได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วม 

    จึงได้วางแนวทางไว้เช่นนี้ เพื่อให้ที่ประชุมสปช. ได้อภิปรายและลงมติกันว่าจะเห็นด้วยตามที่วิปฯเสนอ หรือไม่ อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวมีสมาชิก สปช.ไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้ จึงอยากให้มาอภิปรายกันในที่ประชุม แล้วก็ลงมติกัน โดยจะยึดมติตามเสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุม

    ที่มา : มติชนออนไลน์, ASTVผู้จัดการออนไลน์

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0



     

    24 ต.ค.2557  เวลาประมาณ 18.00 น. ที่หน้าเรือนจำจังหวัดขอนแก่น ญาติผู้ต้องขังคดีขอนแก่นโมเดล 2 ราย คือ นายดำรงศักดิ์ สุทธิสิน 39 ปี และนายพรหมพัฒน์ ธนกุลพิพัฒน์ 48 ปี มารอรับตัวผู้ต้องขังทั้งสองกลับบ้าน หลังศาลขอนแก่นมีคำสั่งให้ปล่อยชั่วคราวในวันนี้

    ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 22 ต.ค.เบญจ รัตน์ มีเทียน และ กรกช บุตรสิม ทนายความของผู้ต้องขังทั้งสองได้ยื่นประกันผู้ต้องขังโดยอ้างถึงปัญหาสุขภาพ และโรคประจำตัว พร้อมวางเงินสดรายละ 4 แสนบาทเป็นหลักทรัพย์ ศาลได้เรียกเอกสารใบรับรองแพทย์เพิ่มเติมและมีคำสั่งปล่อยชั่วคราวในวันนี้

    ทั้งนี้ ผู้ต้องขังคดีดังกล่าวมีทั้งหมด 26 ราย ในจำนวนนี้เป็นหญิง 2 ราย ทั้งหมดถูกคุมขังในเรือนจำจังหวัดขอนแก่นตั้งแต่วันที่ถูกจับกุม ซึ่งส่วนใหญ่ถูกจับกุมวันที่ 23 พ.ค.57 และได้รับประกันตัวในวันนี้ 2 ราย

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    เมื่อวันที่ 22 ต.ค.2557 เฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘คืนความจริง’ โพสต์วิดีโอคลิปชื่อ ‘ขอคืนอำนาจให้ข้าราชการ’ ซึ่งเป็นการสนทนากับ นพ.กิติภูมิ จุฑาสมิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลภูสิงห์ แพทย์ชนบทดีเด่นประจำปี พ.ศ. 2552 ซึ่งเป็นการสนทนาไว้เมื่อ 5 ก.ค. ที่ผ่านมา

    นพ.กิติภูมิ เป็นผู้ทำกิจกรรมนักศึกษาตั้งแต่เป็นนักศึกษาแพทย์ และได้ติดตามและร่วมเคลื่อนไหวทางการเมือง มาตลอดร่วม 3 ทศวรรษ บทสนทนาชิ้นนี้นอกจากการวิเคราะห์ขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองในมุมมอง แพทย์ชนบท คนหนึ่ง แล้วในฐานะข้าราชการของกระทรวงสาธารณสุข นพ.กิติภูมิ ยังได้ให้ความเห็นต่อการที่ ระบบข้าราชการกลับมามีบทบาทสูงขึ้นอีกครั้งและเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557

    นอกจากนี้ นพ.กิติภูมิ จุฑาสมิตยังได้ให้มุมมองต่อมายาคติโดยทั่วไปว่า นักการเมืองโกงกินและนโยบายที่เป็นประโยชน์กับประชาชนจะไม่มีทางมาจากรัฐบาลที่มีนักการเมืองฉ้อฉลได้ ว่าจริงหรือไม่ อีกด้วย

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

     

     

     

    เมื่อวันที่ 23 ต.ค. 2014 ที่ผ่านมาองค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ ได้เผยแพร่รายงาน “I Already Bought You” Abuse and Exploitation of Female Migrant Domestic Workers in the United Arab Emiratesซึ่งเรียกร้องให้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ปฏิรูประบบการออกวีซ่าที่มีความเข้มงวด และให้สาวใช้สามารถเปลี่ยนงานได้โดยไม่มีความผิด รวมทั้งแก้ไขกฎหมายแรงงานให้เพิ่มการคุ้มครองแก่ผู้ประกอบอาชีพแม่บ้าน รวมทั้งจำกัดชั่วโมงการทำงานไม่ควรเกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน และมีวันหยุดอย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์

    สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีคนทำงานบ้านจากต่างชาติจำนวน 146,000 คน ส่วนใหญ่มาจากฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย อินเดีย บังคลาเทศ ศรีลังกา เนปาล และ เอธิโอเปีย โดยแม่บ้านฟิลิปปินส์รายหนึ่งระบุว่านายจ้างได้ซื้อตัวเธอมาอีกทอดหนึ่ง เธอไม่มีสิทธิ์ปริปากบ่นใดๆ ทั้งสิ้น แต่ละเดือนเธอจะได้รับค่าจ้างเพียง 800 เดอห์แฮม (ประมาณ 218 ดอลลาร์สหรัฐฯ) ซึ่งน้อยกว่าในสัญญาว่าจ้างที่ระบุไว้ที่เดือนละ 1,000 เดอห์แฮม (ประมาณ 272 ดอลลาร์สหรัฐฯ) ส่วนแม่บ้านฟิลิปปินส์อีกรายหนึ่งเปิดเผยว่าเธอถูกแม่ของนายจ้างคนเก่านำเหล็กร้อนมาทาบที่แขน เพียงเพราะปฏิเสธที่จะนำลูกเกดไปตากแดด

    นอกจากนี้ฮิวแมนไรท์วอทช์ยังเรียกร้องให้สถานฑูตของแต่ละประเทศเพิ่มการตรวจสอบ และแจ้งประชาชนให้ทราบถึงสิทธิ และช่องทางการแจ้งเหตุกับสถานฑูตหากเกิดการล่วงละเมิดขึ้น

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    24 ตุลาคม 2557 - บริษัทที่ปรึกษากฎหมายจากกรุงลอนดอน และศูนย์การศึกษากฏหมายเพื่อชุมชน (Community Legal Education Centre ; CLEC) ในนามตัวแทนของชาวบ้านจำนวน 200 ครอบครัวในจังหวัดเกาะกงของกัมพูชาเพื่อดำเนินการทางกฏหมายในข้อพิพาทระหว่างชาวบ้านกับบริษัทอุตสาหกรรมน้ำตาลเกาะกง (Koh Kong Sugar Industry Company) บริษัทสวนป่าเกาะกง (Koh Kong Plantation Company) และเทตแอนด์ไลล์ (Tate & Lyle) บริษัทน้ำตาลยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ ส่งจดหมายถึงบริษัทน้ำตาลเกาะกง เชื้อเชิญให้ทำการพูดคุยอย่างเป็นทางการเพื่อแก้ไขข้อพิพาท
     
    ชาวบ้านกัมพูชา ในขณะนี้กล่าวหาบริษัทน้ำตาลเกาะกงว่าละเมิดกฏหมายกัมพูชาโดยการขับไล่ประชาชนออกจากที่ดินของพวกเขาเอง และกล่าวหาบริษัทเทตแอนด์ไลล์ว่า แสวงหาผลกำไรจากการกระทำอันผิดกฏหมายในการไล่ที่ชาวบ้านโดยผิดกฎหมาย
     
    บริษัทที่ปรึกษากฏหมายที่ตั้งในสหราชอาณาจักร ลี เดย์ (Leigh Day) เป็นตัวแทนชาวบ้านในกัมพูชา ในการดำเนินการกับบริษัทเทตแอนด์ไลล์และบริษัทน้ำตาลทีแอนด์แอล (T&L) ซึ่งตั้งอยู่ในสหราชอาณาจักร ในขณะที่ศูนย์การศึกษากฏหมายเพื่อชุมชน (CLEC) เป็นตัวแทนประชาชน ช่วยเหลือในการดำเนินคดีกับบริษัทน้ำตาลเกาะกงในประเทศกัมพูชา
     
    เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา องค์กรทั้งสองร่วมกันส่งจดหมายเชิญให้บริษัทน้ำตาลเกาะกง เข้ามาพูดคุยไกล่เกลี่ย ซึ่งทั้งสององค์กรเสนอให้จัดขึ้นอย่างเป็นทางการก่อนสิ้นปีนี้ในกัมพูชา และตรวจสอบร่วมกันว่าจะแก้ปัญหร่วมกันได้หรือไม่
     
    ทั้งนี้ ทั้งสองหน่วยงานส่งจดหมายเพื่อตอบสนองกับการที่บริษัทน้ำตาลเกาะกงส่งจดหมายของบริษัทไปก่อนหน้านี้ เชื้อเชิญเอ็นจีโอต่าง ๆ ให้มาเป็นประจักษ์พยานในการจัดงานเพื่อ "ตกลงกันและให้ค่าชดเชย" กับชาวบ้านในวันพรุ่งนี้ (25 ตุลาคม 2557) ทั้งนี้ บริษัทกลับไม่ได้ส่งจดหมายเชิญถึงบรรดาตัวแทนทางกฏหมายของประชาชนทั้งสององค์กรแต่อย่างใด ทั้งนี้จดหมายของบริษัทระบุว่า ในที่ประชุมวันพรุ่งนี้ จะมีการให้เงินจำนวนหนึ่งชาวบ้าน แต่ไม่ได้บอกจำนวนเงินที่แน่นอน และระบุว่าเงินที่บริษัทจะให้ จะใหกับชาวบ้านที่สามารถแสดงให้เห็นว่ามีสิทธิ์จะเรียกร้องค่าชดเชยในที่ดินที่ปัจจุบันกลายเป็นที่ดินของบริษัทอยู่หรือไม่
     
    ด้านนางสาวเทสซา เกรกอรี ทนายความของลีเดย์ระบุว่า
     
    "เรายินดีที่ได้เห็นว่า บริษัทน้ำตาลเกาะกงเริ่มแสดงความมุ่งมั่นในการยุติข้อพิพาดที่ยืดเยื้อมามากกว่า 8 ปี
     
    "อย่างไรก็ตามการเจรจาใด ๆ ที่เกี่ยวกับข้อตกลง ต้องเป็นไปอย่างโปร่งใสและให้ทุกคนที่ได้รับผลกระทบเข้ามามีส่วนร่วม
     
    "ลูกความของเราจะต้องทราบว่าบริษัทเสนออะไรให้พวกเขา และต้องได้เวลา และโอกาสที่จะขอคำแนะนำว่าข้อเสนอดังกล่าวหมายถึงอะไร โดยเฉพาะในขณะนี้ เรื่องกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการตามกฏหมาย”
     
    "เราจึงมีจดหมายถึงบริษัทน้ำตาลเกาะกง, และบริษัทแม่คือบริษัทน้ำตาลขอนแก่น (KSL) และบริษัทเทตแอนด์ไลล์ด้วย เพื่อเชิญใหบริษัทเหล่านี้ให้เข้ามาในที่ประชุมที่พวกเราจะจัดขึ้นเร็ว ๆ นี้อย่างเป็นทางการ เพื่อมาไกล่เกลี่ยกับเราและลูกความ เพื่อพยายามหาข้อยุติความขัดแย้ง"
     
    นายอัน ไฮยา (An Haiya) หนึ่งในตัวแทนชุมชนของประชาชน 200 ครอบครัวในกรณีดังกล่าวแสดงความกังวลเกี่ยวกับวิธีที่บริษัทน้ำตาลเลือกใช้ตามที่เห็นในขณะนี้ โดยกล่าวว่า
     
    "พวกเราประชาชนในชุมชน สู้กันมานานเพื่อร้องขอความยุติธรรมในเรื่องที่พวกเราโดนปล้นที่ดินไป แน่นอนว่าพวกเราก็อยากให้ข้อพิพาทจบลงเสียที แต่มันคงจบไม่ได้จนกว่าบริษัทจะตกลงนั่งลงคุยกับพวกเราชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบทุก ๆ คนอย่างเปิดเผย แล้วหาวิธีที่ดีที่สุดที่จะแก้ไขสถานการณ์ สำหรับพวกเราชาวบ้าน การคุยกันไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่มันเป็นเรื่องของแผ่นดินของเรา
                        
    "เราก็ได้แต่หวังว่า บริษัทน้ำตาลเกาะกง น้ำตาลขอนแก่นและบริษัทเทตแอนด์ไลล์จะฟังคำร้องขอ และตกลงมาพบกับเรากับทีมทนายความ"
     
    นายวิเรียะ เยง (Virek Yeng) ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษากฏหมายเพื่อชุมชน กล่าวว่า
     
    "หลายครอบครัวที่เสียที่ดินไปตั้งแต่ปี 2006 ตอนนี้อยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวังจริงๆ แต่พวกเขาก็ยังยืนหยัดเพื่อต่อสู้ในทางกฏหมาย เพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นธรรม และได้รับความช่วยเหลือที่ยุติธรรม”
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai