Are you the publisher? Claim or contact us about this channel


Embed this content in your HTML

Search

Report adult content:

click to rate:

Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


    จับกุมชายชาวต่างชาติต้องสงสัยวางระเบิดราชประสงค์ ผบ.ตร.เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ เผยจะมีการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติในช่วงเย็นของวันนี้ (29 ส.ค.)

     
    29 ส.ค. 2558 สำนักข่าวไทยรายงานว่าทหาร-ตำรวจ ได้ปิดล้อมอพาร์ทเม้นทืย่านหนองจอก เพื่อจับกุมชายชาวต่างชาติต้องสงสัยวางระเบิดที่ศาลท้าวมหาพรหมใกล้สี่แยกราชประสงค์เมื่อวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา และคุมชาวต่างชาติได้อีก 1 คนซึ่งเป็นผู้เช่าห้องให้ชายต้องสงสัยวางระเบิด สอบเค้นเพื่อหาความเกี่ยวข้อง
     
    กำลังเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ เข้าปิดล้อมตรวจค้นพูลอนันต์อพาร์ทเม้นท์ ตั้งอยู่เลขที่ 134 / 5 ถนนเชื่อมสัมพันธ์ 11 ย่านหนองจอก หลังสืบสวนสอบสวนจนพบเบาะแสว่า มีชายต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดบริเวณศาลท้าวมหาพรหม ใกล้สี่แยกรราชประสงค์ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา พักอาศัยอยู่
     
    พลตำรวจโทศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยหลังนำกำลังเข้าปิดล้อมอพาร์ทเม้นท์ดังกล่าวว่า การเข้าค้นครั้งนี้เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวชายชาวต่างชาติได้ 1 คน และอยู่ระหว่างตรวจค้นห้องพักอื่นๆในอพาร์ทเม้นต์ เบื้องต้นพบวัตถุบางอย่างคล้ายว่าจะสามารถนำไปประกอบเป็นวัตถุระเบิดได้ โดยอยู่ระหว่างการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าชายต้องสงสัยมาเช่าห้องพักที่นี่เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างตรวจสอบสัญชาติพร้อมสอบปากคำผู้ต้องสงสัย และตรวจค้นห้องพักทั้ง 4 ชั้นอย่างละเอียด และมีรายงานว่า พลตำรวจเอกสมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กำลังเดินทางมาตรวจสอบที่เกิดเหตุ
     
    ด้านพลตำรวตเอกอัคราเดช พิมลศรี ผู้บังคับการกองปราบปราม กล่าวว่า วัสดุสำคัญที่พบในห้องของชายชาวต่างชาติต้องสงสัย คือ ลูกปรายขนาด 0.5 เซ็นติเมตรเหมือนกับที่พบในที่เกิดเหตุระเบิดบริเวณศาลท้าวมหาพรหม สี่แยกราชประสงค์
     
    มีรายงานว่าหลักฐานสำคัญที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบในห้องชายต้องสงสัยคือ สารระเบิดที่เสื้อซึ่งตรวจพบในห้องพักของชายคนนี้ การเข้าตรวจค้นสามารถควบคุมตัวชายชาวต่างชาติได้อีก 1 คนซึ่งเป็นผู้จ่ายค่าเช่าห้องพักดังกล่าว และอยู่ระหว่างการสอบสวนว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นหรือไม่ และมีรายงานว่าหลัง ผบ.ตร.เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ จะมีการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติในช่วงเย็นของวันนี้ (29 ส.ค.)
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

     

    จะบ้าไปเเล้วHard Disk 4TB ราคา 8 เเสนบาท??? 15 TB 2.7 ล้านบาท???20 TB 3.45 ล้านบาท??? http://office.bangkok.go.th/dotat/tor/2558/20082558/01/p.pdf

    Posted by CSI LA on 28 สิงหาคม 2015

     

    29 ส.ค. 2558เพจ CSI LA เปิดเผยเอกสารที่ระบุว่าเป็นเอกสารตารางวงเงินงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรและราคากลาง (ราคาอ้างอิง) ในการจัดซื้อที่มิใช่การก่อสร้าง ของโครงการ "งานจ้างเหมาบำรุงรักษาระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) เข้าศูย์บริหารจัดการ พื้นที่ 2"ของกองพัฒนาระบบจราจร สำนักการการจราจรและขนส่ง

    ทั้งนี้ได้มีการตั้งข้อสังเกตถึงราคากลางที่สูงเกินไปของอุปกรณ์บางชิ้น เช่น อุปกรณ์เก็บข้อมูลภายนอกขนาดไม่น้อยกว่า 4 TB ที่มีราคาต่อหน่วยถึงชุดละ 800,000 บาท อุปกรณ์เก็บข้อมูลภายนอกขนาดไม่น้อยกว่า 15 TB ที่มีราคาต่อหน่วยถึงชุดละ 2,777,001 บาท และอุปกรณ์เก็บข้อมูลภายนอกขนาดไม่น้อยกว่า 20 TB ที่มีราคาต่อหน่วยถึงชุดละ 3,450,000 บาท
     
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai


       
    แปลความนี้แปลจาก “สงครามและผู้ที่ดูไม่น่าเป็นวีรบุรุษ :ชินด์เลอร์แห่งเมืองนานกิง” หรือ War and an unlikely hero: Schindler of Nanjing  เขียนโดยคลิฟฟอร์ด คูนันแห่งเว็บไซต์เดอะอินดิเพนเดนต์
         
    เกิดความโกลาหลขึ้นบนท้องถนนในเมืองนานกิง (Nanjing) เดือนธันวาคมปี 1937 เมื่อกองทัพญี่ปุ่นโจมตีกำแพงที่สร้างในสมัยราชวงศ์หมิงที่โอบล้อมเมืองหลวงของจีนในขณะนั้น สิ่งนี้ทำให้เกิดการสังหารหมู่จนกลายเป็นชื่อที่รู้จักกันว่า "การข่มขืนเมืองนานกิง" (Rape of Nanking) ตามชื่อเก่าของเมือง
        
    ชาวเมืองหลายพันหลายหมื่นคนถูกสังหารโดยกองทัพญี่ปุ่น แต่สำหรับใครหลายคน มีบุรุษผู้หนึ่งมาช่วยชีวิตเขาไว้ได้ทัน คนๆ นั้นคือสมาชิกพรรคนาซีผู้ซึ่งให้ชาวจีนได้พักพิงในสวนของบ้านที่สร้างจากอิฐสีเทาอันหรูหราใกล้ๆ กับมหาวิทยาลัยนานกิง ทำให้สามารถช่วยชีวิตคนได้มากว่าสองแสนห้าหมื่นคน
        
    จอห์น ราเบ้ได้นำกลุ่มมิชชันนารี นักธุรกิจและนักวิชาการชาวตะวันตกในการคลุมตรากาชาดที่เขียนไว้บนผ้าปูเตียงไว้รอบ ๆ พื้นที่ 2 หรือ 3 ตารางกิโลเมตร คนกว่าสองแสนห้าหมื่นคนที่สามารถเข้าไปข้างในเขตปลอดภัยสามารถรอดมาได้ แต่สามแสนคนที่ข้างนอกเขตปลอดภัยของนานาชาติกลายเป็นเหยื่อของการสังหารหมู่แห่งเมืองนานกิง
        
    พร้อมปลอกแขนรูปสวัสดิกะ ราเบ้ดูไม่น่าจะเป็นวีรบุรุษ แต่ความกล้าหาญและปราศจากเห็นแก่ตัวจากการที่เขาสร้างเขตปลอดภัยสำหรับชาวเมือง เขาจึงกลายเป็น "พระโพธิสัตว์ในร่างมนุษย์แห่งเมืองนานกิง" เรื่องราวของเขากำลังจะกลายเป็นหนังฮอลลีวู้ดในไม่ช้า (ภาพยนต์มีชื่อ City of War: The Story of John Rabe สร้างในปี 2009 -ผู้แปล) และมหาวิทยาลัยนานกิงได้เปลี่ยนบ้านของราเบ้ให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ จากความช่วยเหลือของบริษัทเก่าของเขาคือซีเมนส์ มันมีกำหนดการณ์จะเปิดในเดือนหน้า
       
    กองทัพญี่ปุ่นได้โจมตีภาคพื้นดินในวันที่ 10 ธันวาคมและเมืองก็ถูกยึดได้ใน 3 วันหลังจากนั้น และเป็นจุดเริ่มต้นของการกระทำชำเราเมืองนานกิงที่กินเวลากว่า 6 อาทิตย์ ทางจีนบอกว่าชาวจีนกว่า 3 แสนคนต้องเสียชีวิต ถึงแม้ทางญี่ปุ่นจะยืนยันว่าจำนวนต่ำกว่านั้น พยานกล่าวว่าเชลยชาวจีนถูกทรมาน เผาและฝังทั้งเป็น ตัดคอ ถูกดาบปลายปืนเสียบและถูกกราดยิงหมู่ ผู้หญิงและเด็กสาวชาวจีนกว่า 8  หมื่นคนถูกข่มขืน และมากกว่านั้นถูกสังหารกับถูกบังคับให้เป็นทาสบำเรอกาม เหตุการณ์เช่นนี้ได้สร้างรอยแผลทางใจรอยใหญ่ไว้กับจีนและยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างกรุงปักกิ่งและกรุงโตเกียวจนถึงทุกวันนี้
        
    การบรรยายของเรเบ้ต่อการสังหารหมู่ครั้งนี้ในไดอารี่กว่า 1,200 หน้านั้นดูน่าสะเทือนใจและเต็มไปด้วยรายละเอียด และถึงแม้จะหายไปเป็นเวลาหลายปี มันกลายเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่งนัก

    "หากผมไม่เห็นมันด้วยสายตาของตัวเอง ผมก็จะไม่เชื่อเป็นอันขาด" พวกเขา (ทหารญี่ปุ่น) พังหน้าต่างและประตูเข้ามายึดฉวยเอาสิ่งที่ตนอยากได้ ผมเห็นด้วยสายตาตัวเองว่าพวกเขาปล้นสะดมร้านกาแฟของคุณคิซสลิง คนทำขนมปังซึ่งเป็นคนเยอรมันเช่นเรา" เขาได้เขียนไว้

    ญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรของเยอรมันและราเบ้มักจะใช้ประโยชน์จากการโบกผ้ารัดแขนรูปสวัสดิกะเมื่อเผชิญหน้ากับทหารญี่ปุ่นที่พยายามเข้ามาวุ่นวายกับการช่วยเหลือของเขา สหรัฐฯ ก็ยังไม่เข้าร่วมสงคราม ถึงแม้ความตึงเครียดจะทวีมากขึ้นและราเบ้ได้บรรยายว่ามันเป็นงานที่เสี่ยงภัยอย่างไรและชาวต่างชาติก็หวุดหวิดจะโดนฆ่าหลายครั้งต่อหลายครั้งอย่างไร ในครั้งหนึ่งที่ทหารญี่ปุ่นบางกลุ่มบุกเข้ามาในเขตต่างชาติเพื่อมาข่มขืนผู้หญิง

    "พวกเราแค่ชาวต่างชาติหยิบมือเดียวไม่สามารถอยู่ได้ในทุกที่ในเวลาเดียวกันในการปกป้องความหายนะเช่นนั้น ไม่มีใครทรงอำนาจในการต่อกรกับอสูรกายเหล่านั้นที่ติดอาวุธไว้ที่ฟันและจะยิงใครก็ตามที่พยายามปกป้องตัวเอง" ราเบ้เขียนไว้

    มีทหารจีนท่ามกลางผู้อพยพและญี่ปุ่นบุกเข้ามาเพื่อจับกุมคนเหล่านั้น และญี่ปุ่นพยายามบุกเข้ามาเพื่อจับกุมพวกเขา

    "ประมาณว่ามีทหารจีนที่ไร้อาวุธประมาณ 1,000 คนที่เราให้ที่พักพิงในกระทรวงยุติธรรม ราวๆ  400 ถึง 500 คนถูกไล่ให้ออกไปพร้อมมือที่ถูกมัด เราคิดว่าพวกเขาคงถูกยิงเพราะหลังจากนั้นได้ยินเสียงปืนกลดังหลายชุดติดต่อกัน เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้เราแข็งทื่อด้วยความกลัว"  ราเบ้ได้เขียนไว้

    ฟู่บินจากสาขาประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยนานกิงได้แสดงให้เห็นถึงสวนที่ล้อมรอบด้วยกำแพงซึ่งคนจีน 650 คนอาศัยอยู่แออัดกันในฐานะผู้อพยพในเมืองของตัวเอง ซึ่งราเบ้ได้มอบข้าวและถั่วเหลืองให้

    "ห้าครอบครัวอาศัยอยู่ในบ้านและมากกว่านั้นอาศัยอยู่ข้างนอก" เขาบอก

    ฟู่เป็น 1 ใน 3 นักประวัติศาสตร์ ที่ไปเยอรมันเมื่อปีนี้เพื่อพบกับหลานของราเบ้และคนอื่นๆ ที่รู้จักเขาเพื่อมาเอาของที่ระลึกและแฟ้มต่างๆ มายังพิพิธภัณฑ์
        
    สิ่งของบางชิ้นที่ถือครองโดยหลานๆของเขาซึ่งอาศัยอยู่ที่เมืองไฮเดลเบิร์กและกรุงเบอร์ลินนั้นน่าตื่นตาตื่นใจมาก มันคือสร้อยคอที่ทำจากหยกอันสวยงามและตุ๊กตาจีน ภาพที่เก่าเป็นสีน้ำตาลหม่นของปราการของชุมชนเยอรมันและครอบครัวของเขาเป็นประจักษ์พยานอันน่าซึ้งใจในการมาใช้ชีวิตในต่างแดนเมื่อทศวรรษที่ 30 แต่ลูกหลานของเขาได้ถนอมเก็บความทรงใจต่อสิ่งที่ปู่ได้ทำไว้เกือบทั้งหมด
         
    ในลักษณะเดียวกับออสการ์ ชินด์เลอร์ นักธุรกิจที่ช่วยชีวิตชาวยิวไว้ได้ 1,200 คน แต่เป็นที่ชัดเจนว่าราเบ้นั้นเป็นบุคคลที่ดูท้าทายกว่าในหลาย ๆ ด้าน เขาเข้าร่วมกับพรรคนาซีในช่วงต้น ๆ ได้เป็นหัวหน้าของสาขาระดับท้องถิ่นและดูเหมือนไม่สงสัยในศรัทธาต่ออุดมการณ์นาซีของตนเลย
         
    ถัง ตวนหลวน ผู้อำนวยการสถาบันหอจดหมายเหตุของมหาวิทยาลัยนานกิงเชื่อว่าราเบ้นั้นแท้ที่จริงไม่สนใจการเมืองและเข้าร่วมกับพรรคเพียงเพื่อจะได้รับการสนับสนุนในการตั้งโรงเรียนสอนภาษาเยอรมันที่เขาสร้างขึ้นในนานกิ่ง สำหรับหล่อน ความเป็นมนุษย์อันประเสริฐของราเบ้นั้นทำให้หล่อนซาบซึ้งใจที่สุด

    "เขานั้นเป็นเพียงนักธุรกิจ ไม่ใช่พระหรือคนขององค์กรเพื่อสิทธิมนุษยชน สิ่งที่เขาทำที่นี่คือการปกป้องพลเมืองของประเทศอื่นโดยไม่สนใจความปลอดภัยของตัวเองซึ่งได้พ้นไปจากหน้าที่ของตน เขาเป็นคนดีที่เข้าใจศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ "ถังกล่าวไว้

    ราเบ้เป็นลูกชายของกัปตันเรือ เขาเกิดในเมืองฮัมบรูก ปี 1882 และเดินทางมาถึงเมืองจีนในปี 1908 เข้าทำงานให้กับบริษัทซีเมนส์สองปีต่อมา เขาทำงานในกรุงปักกิ่งจนถึงเดือนธันวาคม ปี 1931 เมื่อบริษัทได้ย้ายเขาไปยังสำนักงานในเมืองนานกิง
       
    ในฐานะเป็นตัวแทนอาวุโสประจำประเทศจีนของบริษัท เขาได้ขายโทรศัพท์ กังหันน้ำและเครื่องใช้ไฟฟ้าให้กับรัฐบาล
        
    ภาพถ่ายหลายใบได้แสดงให้เห็นถึงความชาญฉลาดของราเบ้ หลุมป้องกันภัยทางอากาศที่เขาสร้างในสวนของตัวเองในเดือนสิงหาคม ปี1937 ถูกคลุมด้วยธงรูปสวัสดิกะเพื่อให้เบี่ยงเบนความสนใจของผู้โจมตี
         
    ในปี 1937 เป็นที่ชัดเจนว่า กองทัพญี่ปุ่นกำลังเคลื่อนเข้ามา และชุมชนต่างชาติและประชากรชาวจีนจำนวนมากของเมืองนานกิงรวมไปถึงรัฐบาลได้หลบหนีออกจากเมืองตั้งแต่พฤศจิกายน
        
    ราเบ้ได้ส่งครอบครัวของตนกลับเยอรมันแต่เขายังคงอยู่เบื้องหลังพร้อมด้วยชาวต่างชาติจำนวนหลายสิบคนในการสร้างเขตปลอดภัย ไม่ช้าหลังจากกองทัพญี่ปุ่นมาถึง ราเบ้ได้รับเลือกให้เป็นประธานของคณะกรรมการที่มีสมาชิก 15  คนของเขตปลอดภัยนานาชาติ

    "ในครั้งแรก เขาลังเลใจและกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของครอบครัวตัวเอง แต่แล้วเขาก็เข้ารับตำแหน่ง และแบกรับความรับผิดชอบไว้และไม่หันหลังกลับ" ถังกล่าว

    ฮวง หุยอิงได้เขียนชีวประวัติของราเบ้และสัมภาษณ์ผู้รอดชีวิตจำนวนมาก

    "ราเบ้ได้รับการยกย่องว่าเป็นพระโพธิสัตว์หรือผู้มาไถ่ในร่างของมนุษย์โดยผู้รอดชีวิต สิ่งนี้นับได้ว่าเป็นการยกย่องในระดับสูงตามวัฒนธรรมของจีน" หล่อนว่าไว้

    แม้แต่ในเวลานั้นชื่อเสียงของเขาถึงระดับที่ว่าผู้หญิงจากมหาวิทยาลัยสตรีจินหลิงจำนวน 3,000 คนได้คุกเข่าตามข้างถนนด้วยความกตัญญูเมื่อราเบ้ถูกบังคับให้ออกไปจากเมืองในตอนต้นปี 1938
       
    หลังจากกลับไปนครเบอร์ลิน ราเบ้ได้ไปเดินสายบรรยายเกี่ยวกับการสังหารหมู่และพยายามติดต่อฮิตเลอร์เพื่อให้เข้าไปแทรกแซง เขาถูกจับกุมและถูกสอบสวนโดยเกสตาโปเป็นเวลา 3 วัน แต่ด้วยเส้นสายของบริษัทซีเมนส์เขาได้รับการปล่อยตัวและถูกสั่งให้หุบปาก เขาเดินทางไปอัฟกานิสถานและกลับมากรุงเบอร์ลินเพื่อทำงานให้กับซีเมนส์ ภายหลังสงคราม เขาถูก”ถอนความเป็นนาซี" จากฝ่ายสัมพันธมิตรและสามารถยังชีพด้วยห่ออาหารและเงินที่ส่งมาจากชาวจีนที่รู้สึกกตัญญูต่อวีรกรรมของเขา ราเบ้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจในปี 1950
       
    ในตอนหนึ่งของไดอารี่ของเขาที่ถูกบันทึกในช่วงคริสต์มาส ปี 1937 สรุปแรงจูงใจของเขาได้อย่างดี เขาเพิ่งได้รับจดหมายอวยพรคริสต์มาสทั้งภาษาเยอรมันและภาษาจีนจากผู้อพยพเพื่อขอบคุณในสิ่งที่เขาได้ทำลงไป

     "ของขวัญวันคริสต์มาสที่ดีที่สุดที่ผมเคยได้รับคือการช่วยเหลือชีวิตของคนมากกว่า 600 คน"

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    29 ส.ค. 2558 สหภาพแรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอและตัดเย็บเสื้อผ้าสัมพันธ์เปิดเผยว่าหลังการเข้าพบรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเข้าชี้แจงข้อเท็จจริงและขอให้ทางฝ่ายปกครองของจังหวัดเชียงใหม่ช่วยแก้ปัญหาให้กับพนักงานเนื่องจากบริษัท จอร์จี้ แอนด์ลู จำกัด เมื่อวันที่ 27 ส.ค. ที่ผ่านมานั้น ซึ่งได้ข้อสรุปว่าทางรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ได้สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบว่าบริษัทจอร์จี้ แอนด์ลู จำกัด ประสบปัญหาภาวะด้านการเงินและยอดการสั่งซื้อจริงหรือไม่ รวมทั้งทางสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดเชียงใหม่ ได้ระบุว่าทางสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดเชียงใหม่ ได้ไปร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรสันกำแพงเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2558 ที่ผ่านมา
     
    ล่าสุดสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดเชียงใหม่ได้ทำหนังสือชี้แจงต่อสหภาพแรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอและตัดเย็บเสื้อผ้าสัมพันธ์ว่าในส่วนคดีแพ่งนั้นพนักงานจำนวน 36 คน มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องตามมาตรา 123 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ต่อพนักงานตรวจแรงงานได้ เมื่อพนักงานตรวจแรงงานได้รับคำร้องแล้วจะพิจารณาวินิจฉัยและมีคำสั่งภายใน 60 วันนับแต่รับคำร้อง หากนายจ้างไม่ปฏิบัติตามคำสั่งและไม่ไปอุทธรณ์ต่อศาลภายในกำหนด จะถือว่าคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุด ลูกจ้างก็จะมีสิทธิยื่นคำร้องขอรับเงินสงเคราะห์จากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนไปก่อนในอัตราไม่เกิน 60 เท่าของค่าจ้างรายวัน (คนละไม่เกิน 18,000 บาท) 
     
    โดยทางสหภาพแรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอและตัดเย็บเสื้อผ้าสัมพันธ์ระบุว่าพนักงานบางส่วนยังจะรอท่าทีของนายจ้างว่าจะจ่ายเงินตาม ม.75 หรือไม่ ก่อนที่สิทธิที่จะยื่นคำร้องตามมาตรา 123 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ในลำดับต่อไป
     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ผบ.ตร.ยังไม่ชี้ชัดชายชาวต่างชาติที่ถูกจับกุมดำเนินคดีข้อหามีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตสัญชาติใดจนกว่าจะพิสูจน์ชัด และยังไม่ยืนยันว่าเอี่ยวเหตุระเบิดใกล้สี่แยกราชประสงค์และท่าเรือสาทรจนกว่าจะได้สอบปากคำอย่างละเอียด ล่าสุดส่งตัวไปอยู่ในการควบคุมของฝ่ายทหารแล้ว ด้าน คสช.แถลงรวบชายต่างชาติวัย 28 โยงบึ้มราชประสงค์-สาทร เชื่อกลุ่มเดียวกัน

     
    29 ส.ค. 2558 สำนักข่าวไทยรายงานว่าพล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยภายหลังเข้าตรวจสอบอพาร์ตเมนทต์ที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นจับกุมผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดที่อาคารพูลทรัพย์ อพาร์ตเมนต์ ถนนเชื่อมสัมพันธ์ โดยยืนยันว่าตำรวจควบคุมตัวผู้ต้องหาเป็นชายชาวต่างชาติได้ 1 คน พร้อมวัตถุระเบิด และส่วนประกอบ เบื้องต้นได้แจ้งข้อหามีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ยังไม่สามารถระบุสัญชาติได้ เพราะต้องผ่านกระบวนการพิสูจน์สัญชาติ โดยต้องมีเจ้าหน้าที่ตัวแทนสถานทูตเข้าร่วมสอบปากคำก่อน และไม่ยืนยันว่าจะมีความเชื่อมโยงกับเหตุระเบิดราชประสงค์และบริเวณท่าเรือสาทร โดยระหว่างสัมภาษณ์ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ตำหนิสื่อมวลชนบางสำนักในประเด็นคำถามที่ไม่สร้างสรรค์อีกด้วย มีรายงานว่า ตำรวจได้ส่งตัวผู้ต้องหารายนี้ให้ฝ่ายทหารควบคุมตัวต่อ โดยไม่เปิดเผยสถานที่ควบคุม
     
    คสช.แถลงรวบชายต่างชาติวัย 28 โยงบึ้มราชประสงค์-สาทร เชื่อกลุ่มเดียวกัน
     
     
     
     
     
     
    สำนักข่าวไทยยังรายงานว่า คสช.แถลงความคืบหน้าการสืบคดีเหตุระเบิดราชประสงค์ วันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ได้สนธิกำลังทำการตรวจค้นตามเป้าหมายที่เราสงสัยและมีข้อมูลจากการสืบสวนตลอดเวลาที่ทำงานหลังจากเหตุระเบิดมา ที่อพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งในซอยเชื่อมสัมพันธ์ 11 ทราบมาว่ามีผู้ต้องสงสัยเข้าไปพักอาศัย ซึ่งน่าจะเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดที่ราชประสงค์และสาทร
     
    พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษก ตร. เผยผลการตรวจค้นพบชาย ซึ่งขณะนี้ถูกจับกุมในฐานะที่มีวัตถุระเบิดอยู่ในความครอบครอง เป็นชายชาวต่างชาติ อายุ 28 ปี พร้อมของกลางซึ่งเป็นวัตถุระเบิด ชิ้นส่วนประกอบวัตถุระเบิด ได้แก่ ฝักแคระเบิด และชิ้นส่วนที่เป็นลูกปืน รถจักรยานยนต์ และมีแพ็กที่มีสติ๊กเกอร์ติดอยู่ เพื่อสะดวกในการประกอบระเบิด ท่อซึ่งเป็นคอนเทนเนอร์สำหรับบรรจุระเบิด ท่อเหล็ก และมีฝาครอบท่อเหล็ก และพาสปอร์ต ซึ่งเป็นพาสปอร์ตของประเทศๆ หนึ่งจำนวนมาก ขณะนี้ได้ถูกเจ้าหน้าที่ทหารจับกุมตัว และนำตัวไปควบคุมไว้ ซึ่งรายละเอียดในการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ามีความเชื่อมโยงกับเหตุระเบิดทั้งสองเหตุ ทั้งที่ราชประสงค์และสาทร เชื่อว่าเป็นคนร้ายกลุ่มเดียวกัน
     
    ทั้งตำรวจ ทหาร พลเรือน อาสาสมัคร ยังคงเฝ้าระวังและให้ความสำคัญกับหลายๆ พื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการเฝ้าระวังในจุดผ่านเข้าออกพื้นที่ชายแดนทั่วประเทศ โดยผู้บัญชาการทหารบกกำชับให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่บริเวณชายแดนมีความเข้มข้นในการปฏิบัติหน้าที่ในเรื่องของการเฝ้าระวัง นอกเหนือจากที่มีมาตรการปรับการรักษาความปลอดภัยในจุดท่องเที่ยวหรือพื้นที่ชุมชนต่างๆ ที่เป็นพื้นที่มีผู้คนหรือนักท่องเที่ยวอยู่จำนวนมาก

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    29 ส.ค.2558 เมื่อเวลา 15.00 น. กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย (LLTD) รวมตัวบริเวณ ลานปรีดี ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ เพื่อจัดกิจกรรม "อ่านร่างรัฐธรรมนูญตามรูทีน" โดยต้องการสื่อถึงร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2558 นี้ ที่ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยได้แสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ได้

    เฟซบุ๊กแฟนเพจกลุ่ม LLTDระบุด้วยว่า กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่พวกเราอ่านร่างรัฐธรรมนูญ เนื่องจากรัฐบาลประยุทธ์ ห้ามรณรงค์รับหรือไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญที่จะใช้ในอนาคต และจะเป็นตัวกำหนดอนาคตของประเทศไทย

    นอกจากนี้เดลินิวส์รายงานเพิ่มเติมด้วยว่า ต่อมาได้ทยอยมานั่งอ่านวิเคราะห์ร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมกันใต้ต้นไม้ภายในลานปรีดี พนมยงค์ เพื่อทำความเข้าใจในเนื้อหาแต่ละหมวดและมาตรา ซึ่งในวันนี้เป็นการอ่านร่างรัฐธรรมนูญ หมวด 1 และหมวด 2 นอกจากนี้ยังมีการแจกร่างรัฐธรรมนูญให้กับคนที่สนใจด้วย โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบ มาร่วมสังเกตการณ์ อย่างไรก็ตามในส่วนของหมวดอื่นนั้น ทางกลุ่มฯ แจ้งว่าจะหาโอกาสจังหวะที่เหมาะสมและสถานที่อ่านร่างรัฐธรรมนูญในครั้งต่อไปอีกครั้ง จากนั้นเวลา 17.00 น. ทางตัวแทนกลุ่มแอลแอลทีดี ได้แยกย้ายกันกลับ ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เพลงชาติในที่ต่างๆ ของโลก เขียนบทความถึงสาเหตุที่ทำไมเพลงชาติหลายแห่งถึงมีลักษณะคล้ายกับเพลงชาติอื่นหรือเพลงอื่นๆ มีการขโมยผลงาน (plagiarism) กันในหมู่นักประพันธ์ดนตรีเหล่านี้หรือไม่? หรือมีสาเหตุในอื่นๆ เช่นในด้านเทคนิคการเรียบเรียง?

    30 ส.ค. 2558 - สำนักข่าวบีบีซีรายงานเมื่อวันที่ 27 ส.ค. ที่ผ่านมา ถึงกรณีที่เพลงชาติของประเทศหลายแห่งในโลกมีลักษณะองค์ประกอบที่คล้ายคลึงกับเพลงอื่นจนน่าตั้งคำถามว่าผู้ประพันธ์เพลงชาติทั้งหลายแอบขโมยผลงานคนอื่นมาหรือไม่

    อเล็ก มาร์แชลล์ ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เพลงชาติในหลายประเทศเขียนบทความถึงเรื่องนี้โดยระบุถึงกรณีของนักประพันธ์ดนตรีชื่อดูซาน เซสติค ผู้ที่ร่วมแข่งขันประกวดแต่งเพลงชาติบอสเนียเพราะกำลังร้อนเงินในปี 2541 ถึงแม้ว่าเซสติคเองจะหวังแค่ให้ชนะเงินรางวัลสักอันดับไม่ว่าจะเป็นที่ 2 หรือที่ 3 แต่บทเพลงของเขากลับชนะรางวัลที่ 1 ทำให้มีปัญหา 'ดราม่า' ตามมาหลายครั้ง

    'ดราม่า' เรื่องแรกเป็นเรื่องเกี่ยวกับเชื้อชาติเมื่อชาวเซิร์บผู้ต่อต้านการมีอยู่ของชาติบอสเนียกล่าวหาว่าเซสติคผู้เป็นชาวเซิร์บด้วยกันว่าเป็นผู้ทรยศ ส่วนชาวบอสเนียคและชาวโครแอตก็ไม่พอใจที่ชาวเซิร์บเป็นผู้เขียนเพลงที่จะกลายเป็นสัญลักษณ์ของชาติของพวกเขา โดยก่อนหน้านี้บอสเนียเคยมีเหตุสงครามกลางเมืองที่ทำให้คนเชื้อชาติต่างๆ ขัดแย้งกันซึ่งการประกวดเพลงชาติบอสเนียมีวัตถุประสงค์หนึ่งเพื่อเป็นการประสานรอยร้าวนี้

    เพลงชาติของบอสเนียและเฮอร์เซโกวินา จากการประพันธ์ของเซสติค

    แต่เรื่องยังไม่จบเท่านั้นต่อมาในปี 2552 เซสติค ถูกกล่าวหาว่าเพลงของเขาฟังดูคล้ายกับเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง 'แอนิมอล เฮาส์' ของนิตยสารเนชันแนลแลมปูน ซึ่งฉายในปี 2521 ถึงขั้นมีการพยายามตามหาครอบครัวของผู้ประพันธ์เพลงของแอนิมอล เฮาส์ เพื่อให้เขาฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายต่อเซสติค

    เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง 'แอนิมอล เฮาส์' ที่ถูกมองว่ามีส่วนคล้ายคลึงกับเพลงชาติที่เซสติคแต่ง

    เรื่องนี้ทำให้เซสติคออกมากล่าวโต้แย้งว่าไม่เป็นความจริง เขาไม่เคยรู้จักชื่อภาพยนตร์มาก่อน พอเขาได้ฟังเพลงประกอบจากภาพยนตร์ก็รู้สึกประหลาดใจและอาจจะเป็นไปได้ว่าเขาอาจจะเคยดูภาพยนตร์แบบผ่านๆ แล้วได้ยินเพลงนี้มาก่อนตอนวัยรุ่นแล้วติดอยู่ในหัวโดยไม่รู้ตัวจนกระทั่งกลายเป็นอิทธิพลต่อการประพันธ์ของเขาซึ่งตัวเขาเองมองว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะเรียกว่าเป็นการขโมยผลงาน และยังบอกอีกว่าทั้งสองเพลงมีทำนองต่างกันบางส่วน

    บทความของมาร์แชลล์ระบุถึงอีกกรณีหนึ่งคือเพลงชาติอุรุกวัยที่ประพันธ์โดยฟรานซิสโก โฮเซ เดบาลี ในปี 2399 ซึ่งมีลักษณะคล้ายอุปรากรขนาดย่อม แต่ธีมหลักๆ ของเพลงซึ่งหมายถึงทำนองที่น่าจดจำหรือส่วนเด่นๆ ของเพลงถูกมองว่ามีลักษณะเหมือนกับส่วนหนึ่งของอุปรากร 'ลูเครเซีย บอร์เจีย' ผลงานของดอนนิเซตตี มีคนตั้งข้อสังเกตว่าเป็นไปได้ที่เดบาลีจะเคยฟังอุปรากรนี้มาก่อนที่จะแต่งเพลง โดยทั้งสองเพลงมีตัวโน๊ตทำนองที่เหมือนกัน 9 ตัวโน๊ต แต่ฝ่ายผู้สนับสนุนเดบาลีก็โค้แย้งว่าความเหมือนเพียงแค่นี้เป็นเรื่องบังเอิญเท่านั้น

    ในบทความยังยกตัวอย่างกรณีอื่นๆ อีกเช่น กรณีท่อนเริ่มต้นของเพลงชาติอาร์เจนตินามีความคล้ายคลึงกับผลงานของไคลเมนติ นักประพันธ์เพลงชาวอิตาลี กรณีเพลงชาติแอฟริกาใต้ที่มักจะถูกมองว่านำทำนองมาจากเพลง Aberystwyth ของนักประพันธ์ชาวเวลส์ถึงแม้ว่าทั้งสองเพลงดูไม่น่าจะเป็นการลอกกันได้

    เพลงชาติอาร์เจนตินา

    Sonatina Op.36 No.4 in F Major ของ ไคลเมนติ

    มาร์แชลล์ มองว่าเรื่องของเพลงชาติน่าจะเป็นวัฒนธรรมการหยิบยืมกันมากกว่า อย่างกรณีเพลงชาติเพลงแรกสุดของสหราชอาณาจักรเองก็ถูกหยิบยืมไปใช้กับเพลงชาติในที่อื่นๆ เช่น เดนมาร์ก เยอรมนี หรือรัสเซีย จนกระทั่งราชอาณาจักรฮาวายนำเพลงไปใช้ทั้งเพลงโดยเปลี่ยนแค่คำร้องเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีประเทศลิกเตนสไตน์ที่มีทำนองเพลงชาติแบบเดียวกับเพลงชาติ 'ก็อดเซฟเดอะควีน' ของสหราชอาณาจักรซึ่งชาวลิกเตนสไตน์ต่างก็รู้ดีแต่ก็มีความภาคภูมิใจในเพลงนี้และคิดว่าพวกเขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับสหราชอาณาจักร

    มาร์แชลล์ยังได้ยกตัวอย่างเพลงชาติของเอสโตเนียกับฟินแลนด์ที่มีทำนองแบบเดียวกัน ซึ่งมาจากการประพันธ์ของเฟรดริค แปเซียส ผู้บอกว่านำเพลงนี้มาจากเพลงคนเมาของเยอรมนี ในแง่นี้มาร์แชลล์ระบุว่ามีเพลงชาติหลายเพลงที่หยิบยืมทำนองมาจากเพลงพื้นบ้าน นอกจากนี้ยังมีกรณีที่หยิบยืมเพลงตามประเพณีต่างๆ เช่นเกาหลีใต้และมัลดีฟส์เคยหยิบยืมทำนองของเพลงโอลด์แลงไซน์ซึ่งเกาหลียืมมาจากมิชชันนารีสก็อตแลนด์ ขณะที่ผู้แต่งเพลงของมัลดีฟส์ใช้เพลงนี้เมื่อได้ยินทำนองจากเสียงนาฬิกา แม้แต่เพลงชาติสหรัฐอเมริกาก็นำมาจากเพลงคนเมาของสหราชอาณาจักร จนเป็นที่ถกเถียงในหมูนักการเมืองว่าสหรัฐฯ ควรใช้เพลงที่มีท่วงทำนองในแบบของตัวเองมากกว่านี้หรือไม่

    เป็นเรื่องน่าตั้งคำถามว่าทำไมเพลงชาติเหล่านี้ถึงไม่ถูกดำเนินคดีในเรื่องการขโมยผลงานหรือทำไมถึงมีการหยิบยืมกันมาเรื่อยๆ ซึ่งตัวมาร์แชลล์เองมองว่าเรื่องนี้อาจจะแสดงให้เห็นว่าการสร้างสิ่งที่เป็นต้นฉบับเฉพาะไม่ใครเหมือนนั้นเป็นเรื่องยาก รวมถึงเพลงชาติเป็นเพลงที่ต้องมีทำนองไม่ซับซ้อนมากเพื่อให้คนจดจำได้ในขณะเดียวกันก็ต้องฟังดูมีศักดิ์ศรีและมีลักษณะปลุกใจ ทำให้การสร้างผลงานโดยไม่มีความคล้ายคลึงกันเลยยิ่งยากเข้าไปอีก

     

    เรียบเรียงจาก

    How many national anthems are plagiarised?, BBC, 26-08-2015 http://www.bbc.com/news/magazine-34052000

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    บริเวณถนน Pasar Besar ด้านที่มุ่งไปทางจัตรัสเมอเดก้า ผู้ชุมนุมบ้างยืน บ้างนั่งพักข้างทาง ระหว่างการชุมนุม Bersih 4.0 ที่กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 2558 (ที่มา: ประชาไท)

    ผู้ชุมนุมชูป้ายเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย นาจิบ ราซัก ลาออก ระหว่างชุมนุม Bersih 4.0 เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 2558 (ที่มา: ประชาไท)

    29 ส.ค. 2558/กัวลาลัมเปอร์ - พันธมิตรเพื่อการเลือกตั้งเสรีและยุติธรรมหรือกลุ่มเบอเซะ (Bersih) ชุมนุมใหญ่ที่เรียกว่า "Bersih 4.0" ที่จัตุรัสเมอร์เดก้า ตั้งแต่เวลา 14.00 น. ของวันที่ 29 ส.ค. จนถึงเวลาเที่ยงคืนของวันที่ 30 ส.ค. นี้ เพื่อเรียกร้องให้นาจิบ ราซัก นายกรัฐมนตรีมาเลเซียลาออกจากถูกกล่าวหาว่ายักยอกเงินกว่า 700 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 24,500 ล้านบาท) จากกองทุนพัฒนาเศรษฐกิจของมาเลเซีย "วันมาเลเซียเดเวลอปเมนท์ เบอรฮาด" หรือ 1MDB

    นอกจากนี้ผู้ชุมนุมยังมีข้อเรียกร้อง 5 ข้อได้แก่ 1. การเลือกตั้งที่เสรีและยุติธรรม 2. รัฐบาลที่ตรวจสอบได้ 3. เสรีภาพในการชุมนุม 4. ทำให้ระบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภามีความเข้มแข็ง และ 5. รักษาเศรษฐกิจของประเทศ

    ในการชุมนุมเมื่อวานนี้ นอกจากแกนนำ Bersih ทั้งมาเรีย ชิน อับดุลลาห์ (Maria Chin Abdullah) อัมพิกา ศรีเนวาซาน (Ambiga Sreenevassan) แล้ว แกนนำฝ่ายค้านอย่าง หลิม กิตเสียง (Lim Kit Siang) แกนนำพรรคกิจประชาธิปไตย (DAP) บุตรชาย คือหลิม กวนอิง (Lim Guan Eng) ผู้ว่าการรัฐปีนัง และเลขาธิการพรรค DAP ก็เข้าร่วมการชุมนุมด้วย

    ขณะที่พรรคยุติธรรมประชาชน PKR มีแกนนำพรรคฝ่ายค้านได้แก่ วัน อาซิซะ วัน อิสมาอิล (Wan Azizah Wan Ismail) ภรรยาของอันวาร์ อิบราฮิม (Anwar Ibrahim) อดีตผู้นำฝ่ายค้านในรัฐสภา ซึ่งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาผู้ถูกศาลตัดสินจำคุกในข้อกล่าวหาว่ามีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน รวมทั้งบุตรสาวนูรุล ฮานา อันวาร์ (Nurul Hana Anwar) ก็เข้าร่วมการชุมนุมด้วย นอกจากนี้ยังมี ฉัว เทียนชาง ส.ส. จากพรรค PKR รวมทั้งอีริค พอลเส็น (Eric Paulsen) จากกลุ่มทนายความเพื่อเสรีภาพเข้าร่วมด้วย

    อย่างไรก็ตามพรรคฝ่ายค้านอีกพรรคหนึ่งคือพรรคอิสลามแห่งมาเลเซีย (PAS) ไม่ได้ประกาศร่วมการชุมนุมอย่างเป็นทางการ แต่ไม่ห้ามให้ผู้สนับสนุนของพรรคตนเข้าร่วมการชุมนุม

     

    คู่ปรับฝ่ายค้านและอดีตนายกรัฐมนตรี 'มหาธีร์ โมฮัมหมัด' เยี่ยมที่ชุมนุม Bersih แบบเหนือความคาดหมาย

     

    (ซ้าย) มหาธีร์ โมฮัมหมัด ในวัย 90 ปี อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 4 ของมาเลเซีย และภรรยา เข้ามาเยี่ยมผู้ชุมนุม Bersih 4.0 เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 2558 ขณะที่คนที่ช่วยอำนวยความสะดวกพามหาธีร์ฝ่าฝูงชน คือคู่ปรับเก่าอย่าง "ฉัว เทียนชาง" ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน พรรคยุติธรรมประชาชน หรือ PKR ทั้งนี้ในสมัยที่มหาธีร์เป็นนายกรัฐมนตรี ฉัว เทียนชาง หรือ "เทียนฉัว" สมัยที่เพิ่งตั้งพรรคฝ่ายค้าน เคยถูกตำรวจมาเลเซียทุบและควบคุมตัวเมื่อเดือนเมษายนปี 2542 (ขวา) หลังจากที่เขานำผู้ชุมนุมกว่า 3,000 คน ประท้วงคำตัดสินของศาลซึ่งลงโทษ อันวาร์ อิบราฮิม อดีตรองนายกรัฐมนตรี ให้จำคุก 6 ปี ในข้อกล่าวหาว่าคอร์รัปชั่น (อ่านข่าวก่อนหน้านี้) นอกจากนี้ เทียน ฉัว ยังเคยถูกจองจำในปี 2544 ในยุคของมหาธีร์ ภายใต้กฎหมายความมั่นคงภายใน (ISA) ในข้อกล่าวหาเตรียมอาวุธร้ายแรงโค่นรัฐบาล (ที่มา: มาเลเซียกินี)

     

    และที่เหนือความคาดหมายของผู้ชุมนุมก็คือ เมื่อเวลาประมาณ 19.39 น. ตามเวลาท้องถิ่นของมาเลเซีย อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 4 ของมาเลเซีย มหาธีร์ โมฮัมหมัด (Mahathir Mohamad) ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาเลเซียระหว่างปี พ.ศ. 2524 ถึง พ.ศ. 2546 คู่ปรับคนสำคัญของพรรคฝ่ายค้าน ได้เข้าร่วมมาในที่ชุมนุมเบอเซะบริเวณจัตุรัสเมอร์เดก้าด้วย

    ทั้งนี้มหาธีร์ ซึ่งอายุ 90 ปีแล้ว เดินทางมาพร้อมกับภรรยา พญ.ซิติ ฮัมซาห์ (Siti Hamzah) โดยพวกเขายิ้มทักทายผู้ชุมนุม และใช้เวลาในที่ชุมนุมประมาณ 20 นาที โดยมหาธีร์ตอบคำถามสื่อมวลชนเมื่อถูกถามถึงสาเหตุของการเดินทางมาร่วม โดยมหาธีร์ตอบเป็นภาษามลายูว่า "ฉันมาเพื่อมาดูเบอเซะ" นอกจากนี้ยังมีผู้ได้ยินมหาธีร์พูดว่า "teruskan, teruskan" หรือ "ทำต่อไป ทำต่อไป" ขณะที่ฝูงชนที่รายล้อมต่างโห่ร้อง ขณะที่ภรรยาของมหาธีร์กล่าวว่า "นี่คือพลังประชาชน"

    ทั้งนี้มหาธีร์ ซึ่งเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีและยังคงมีอิทธิพลในพรรครัฐบาล "แนวร่วมแห่งชาติ" (Barisan Naitonal) ได้วิจารณ์นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัก พรรคเดียวกันบ่อยครั้ง นับตั้งแต่มีกรณีอื้อฉาวกรณีกองทุนพัฒนาเศรษฐกิจ 1MDB

    อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามหาธีร์ ไม่เคยมีจุดยืนสนับสนุนการชุมนุมใดๆ แต่แล้วในระหว่างกล่าวปราศรัยที่รัฐยะโฮร์ในหัวข้อ "มาเลเซียวันนี้ พวกเราจะไปทางไหน" ในช่วงบ่ายวันที่ 29 ส.ค. ตอนหนึ่งมหาธีร์พูดว่า เขาไม่ได้ชอบการชุมนุมเลย เพราะมีหนทางอื่นเพื่อแก้ไขปัญหา จากนั้นเขาพูดว่า "แต่ช่องทางเหล่านี้ถูกปิดกั้น ถ้าเราร้องเรียน เราเองกลับเป็นฝ่ายถูกสอบ นี่ไม่ใช่ความผิดของตำรวจ แต่เป็นความผิดของคนที่อยู่ข้างบน"

    "บุคคลนี้อยู่เหนือกฎหมายและรัฐธรรมนูญ เป็นผู้ละเมิดกฎหมาย บุคคลนี้ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดกับประเทศมาเลเซียวันนี้" มหาธีร์กล่าวพาดพิงถึงบุคคลหนึ่ง โดยไม่ยอมเอ่ยชื่อ แต่สื่อมวลชนมาเลเซียระบุว่าแน่ชัดว่าพาดพิงถึงนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย

    ทั้งนี้ ในช่วงบ่ายที่รัฐยะโฮร์ มหาธีร์ยังกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่าอาจจะไปร่วมการชุมนุม และในช่วงค่ำมหาธีร์ก็มายังที่ชุมนุมจริง (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)

    มีรายงานใน FMTด้วยว่า มารีนา มหาธีร์ (Marina Binti Mahathir) บุตรสาวของมหาธีร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้ร่วมชุมนุม Bersih กับชาวมาเลเซียที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ด้วย เช่นเดียวกับ แคลร์ ริวคาสเทิล บราวน์ (Clare Rewcastle-Brown) บรรณาธิการของเว็บไซต์ข่าวสืบสวนสอบสวนซาราวักรีพอร์ท ก็ร่วมชุมนุม Bersih ที่ลอนดอนด้วย ซึ่งเผยแพร่ข่าวกล่าวหาว่ามีการยักยอกเงินจากกองทุน 1MDB ไปยังบัญชีของนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และต่อมาเว็บไซต์ซาราวักรีพอร์ทถูกปิดกั้นการเข้าถึง (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)

     

    ประธาน Bersih ระบุไม่ได้คาดหมายมาก่อนว่า มหาธีร์ จะเข้าร่วม

    ทั้งนี้จากปฏิกิริยาของผู้นำการชุมนุม Bersih ที่หลายคนเคยเป็นอริกับอดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซียผู้นี้นั้น เดอะมาเลเซียนอินไซเดอร์รายงานว่า มาเรีย ชิน อับดุลลาห์ ประธานองค์กร Bersih 2.0 กล่าวเพียงว่า ไม่ได้คาดหมายมาก่อนว่าจะเห็นมหาธีร์ "ฉันไม่ได้คาดหมายมาก่อน แต่มหาธีร์บอกว่ากำลังคิดอยู่ว่าจะมา แสดงว่าเขาคิดเร็วมาก"

    ด้านคณะกรรมการ Bersih 2.0 หนิว ซินเยียว (New Sin Yew) กล่าวว่า ยินดีต้อนรับทุกคนเข้าร่วมการชุมุนม Bersih และจะไม่มีการเลือกปฏิบัติกับใครก็ตามไม่ให้เข้าร่วมชุมนุม "ที่นี่เป็นสถานที่สาธารณะ เราไม่เลือกปฏิบัติกับใคร เราต้อนรับทุกคน"

     

    คนช่วยพาเข้าที่ชุมนุม คืออดีต ส.ส. ผู้เคยถูกจองจำในยุคมหาธีร์ "ปัญหาส่วนหนึ่ง เกิดจากระบบที่มหาธีร์สร้าง"

    อีกเรื่องที่เหมือนตลกร้ายก็คือ ผู้ที่ช่วยพา 'ผู้เฒ่า' มหาธีร์ โมฮัมหมัดฝ่าฝูงชนเข้ามาในจัตุรัสเมอเดก้า ก็คือ ฉัว เทียนชาง หรือ "เทียนฉัว" ส.ส.ฝ่ายค้านพรรคยุติธรรมประชาชน (PKR) ทั้งนี้ในสมัยที่มหาธีร์เป็นนายกรัฐมนตรี ในปี พ.ศ. 2544 เทียนฉัว เคยถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวภายใต้กฎหมายความมั่นคงภายใน (ISA) มาแล้ว โดยเขาถูกรัฐบาลมหาธีร์กล่าวหาว่า เตรียมการทำหลายอย่าง เตรียมโค่นรัฐบาลด้วยการใช้ "ระเบิด เครื่องยิงลูกระเบิด ระเบิดขวด สะเก็ดลูกปืน และอาวุธอันตรายอื่นๆ"

    เทียนฉัว กล่าวถึงโอกาสที่เขาได้พบมหาธีร์ว่า "ผมมีโอกาสที่จะได้พบกับเขา และได้จับมือ แต่ว่าไม่มีเวลามากพอที่จะได้สนทนากัน"

    เขากล่าวด้วยว่า "มหาธีร์มีสิทธิที่จะแสดงออกว่าเขาสนับสนุน (ฺBersih 4.0) แต่ไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะลืมไปว่าส่วนหนึ่งของปัญหาทุกวันนี้ก็มาจากระบบที่มหาธีร์สร้างขึ้น ในขณะที่พื้นที่ประชาธิปไตยกลับถูกปิดลง" เทียนฉัวกล่าวต่อว่า "ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ประชาชนต้องลุกฮือกันในวันนี้" เขากล่าวกับผู้สื่อข่าวมาเลเซียกินี (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)

     

    000

    เสียงจากประชาชนผู้ร่วมชุมนุม Bersih 4.0

    ทั้งนี้ในช่วงกลางวัน ผู้สื่อข่าวประชาไท มีโอกาสพูดคุยกับผู้เข้าร่วมชุมนุม Bersih 4.0 ถึงความคาดหวังของพวกเขาต่อการชุมนุม หลายคนครั้งนี้เป็นการชุมนุมครั้งแรก ขณะที่อีกหลายคนก็เข้าร่วมการชุมนุม Bersih มาแล้วหลายหนนับตั้งแต่เริ่มมีการชุมนุม Bersih ครั้งแรกในปี 2549 ตามมาด้วยการชุมนุมในปี 2554 และ 2555 ซึ่งทุกครั้งจบลงด้วยการสลายการชุมนุมโดยตำรวจมาเลเซีย

    บรรยากาศการชุมนุม Bersih 4.0 ช่วงกลางวัน และพูดคุยกับชายหนุ่มชาวมาเลเซียผู้ร่วมการชุมนุมครั้งแรก

    ชายชาวมาเลเซียผู้นี้ บอกกับผู้สื่อข่าวว่าเข้าร่วมการชุมนุมเป็นครั้งแรก ที่ผ่านมาไม่เคยเข้าร่วมมาก่อนเพราะยุ่ง แต่หลังจากเห็นว่าเกิดปัญหาหลายอย่างกับประเทศมาเลเซีย รวมทั้งปัญหาเศรษฐกิจที่รัฐบาลไม่เคยมีคำอธิบายที่ดี รวมไปถึงการใช้งบประมาณของรัฐอย่างผิดวัตถุประสงค์ ทำให้เขาตัดสินใจเข้าร่วม นอกจากนี้เขายังเห็นว่าคำสั่งของ รมว.มหาดไทยที่ระบุให้เสื้อยืดพิมพ์ข้อความ Bersih ผิดกฎหมายนั้นเป็นเรื่องไม่มีเหตุผล (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)

    อาสาสมัครซึ่งริเริ่มขึ้นเองโดยผู้ร่วมชุมนุม ได้เก็บขวดพลาสติกจากพื้นที่ชุมนุมมาประดิษฐ์ดอกไม้ (ที่มา: ประชาไท)

    สัมภาษณ์ คาโรลีน เหลา คุณแม่ลูกสามและนักภูมิสถาปัตย์ เกี่ยวกับกิจกรรมอาสาสมัครเก็บขยะพลาสติกในที่ชุมนุมเพื่อเปลี่ยนเป็นดอกไม้ประดิษฐ์ และความคาดหวังกับการชุมนุม

    นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวยังได้พูดคุยกับ คาโรลีน เหลา คุณแม่ลูกสาม นักสถาปนิกด้านภูมิสถาปัตย์ ซึ่งมาชุมนุม Bersih ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 โดยกิจกรรมที่ทำระหว่างร่วมชุมนุมมาราธอน 34 ชั่วโมงนี้ก็คือ ริเริ่มทำกิจกรรมเล็กๆ ด้วยตัวเอง ด้วยการเป็นอาสาสมัครเก็บขยะจำพวกขวดพลาสติกมาทำดอกไม้

    "ดิฉันไม่ใช่กรรมการใน Bersih ดิฉันเป็นอาสาสมัคร" คาโรลีน ตอบคำถามเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าเป็นแกนนำกลุ่มย่อยหรือไม่ และกล่าวต่อว่า "ไอเดียของกิจกรรมคือ คาดหมายว่าเราจะทำกิจกรรมร่วมกันในระหว่างที่เรารอคอยในช่วงชุมนุม และพูดคุยกัน เริ่มต้นมีแค่ฉันเท่านั้น จากนั้นก็มีคนอื่นๆ มาร่วมกันทำดอกไม้จากพลาสติก จากนั้นเราก็เดินไปมอบให้กับผู้ชุมนุมคนอื่นๆ และก็มีเพื่อนๆ ของฉันที่มาทำกิจกรรมนี้ด้วยกันเป็นครั้งแรก นี่เป็นเรื่องใหม่สำหรับพวกเขา"

    คาโรลีน ซึ่งร่วมการชุมนุม Bersih 2.0 ในปี 2554, Bersih 3.0 ในปี 2555 และ Bersih 4.0 เป็นครั้งล่าสุด ตอบคำถามที่ว่าการชุมนุมครั้งล่าสุด ต่างจากการชุมนุมครั้งก่อนหน้านี้อย่างไร โดยเธอกล่าวว่า ครั้งนี้เป็นการชุมนุมที่ยาวนานขึ้น สงบมากกว่าเดิม การชุมนุมก่อนหน้านี้ใช้เวลาจำกัด มาชุมนุม 4 ชั่วโมงแล้วก็กลับ แต่การชุมนุมหนนี้ใช้เวลานานขึ้น บรรยากาศค่อนข้างผ่อนคลาย มันเหมือนงานเทศกาล

    "ฉันคิดว่าก่อนหน้านี้ ผู้คนรู้สึกกลัว เจ้าหน้าที่บอกว่าสิ่งพวกนี้จะถูกแบน อย่างเสื้อยืดที่ฉันใส่ก็ผิดกฎหมาย (แสดงเสื้อยืดพิมพ์ข้อความ "Bersih 4.0" แต่อย่างที่คุณเห็น ผู้คนเป็นมิตร และผู้คนก็เข้าร่วมมาตั้งแต่ก่อนกำหนดการของกิจกรรมชุมนุมจะเริ่ม"

    คาโรลีน กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ทุกคนที่มาชุมนุมก็คาดว่าจะต้องเตรียมรับมือ (หากถูกสลายการชุมนุม) แต่การชุมนุมก็เป็นอย่างสงบ ร่าเริง คนก็เริ่มกลับบ้านเพราะพวกเขามาตั้งแต่ 11.00 น. (การชุมนุมเริ่มเมื่อเวลา 14.00 น.)

    เมื่อถามว่าคาดหมายว่าผลจากการชุมนุมจะทำให้รัฐบาลเปลี่ยนแปลงหรือไม่ คาโรลีนกล่าวว่าไม่ได้คาดหวังถึงขนาดนั้น "แต่หวังว่ารัฐบาลจะนึกถึงประชาชนอย่างจริงใจกว่านี้ และสิ่งที่สำคัญที่เกิดขึ้นในเวลานี้ สำหรับประชาชนก็คือ ต้องไม่รู้สึกเกรงกลัวอีกแล้ว ต้องรู้จักสิทธิของเรา ว่าเรามีสิทธิอยู่กับตัวเรา"

    ประมวลภาพการชุมนุม Bersih 4.0 ช่วงกลางวัน 29 สิงหาคม 2558

    ผู้ชุมนุมเดินทางมาถึงสถานีรถไฟ KL Sentral ตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันที่ 29 ส.ค. ก่อนเดินทางไปยังสถานที่ชุมนุมคือบริเวณใกล้เคียงจัตุรัสเมอเดก้า (ที่มา: ประชาไท)

    ผู้ชุมนุม Bersih 4.0 บริเวณถนน Pasar Besar ด้านหลังตลาดปะซาเซนี เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 2558 (ที่มา: ประชาไท)

    ผู้ชุมนุม Bersih 4.0 ที่ถนน Pasar Bedar ช่วงที่มุ่งไปทางจัตุรัสเมอเดก้า แต่ตำรวจปิดกั้นบริเวณถนนช่วงนี้ ทำให้ผู้ชุมนุมจำนวนมากปักหลักชุมนุมบริเวณดังลก่าวแทน บ้างยืนถ่ายเซลฟี

    ผู้ชุมนุมพูดคุยกับตำรวจ (ที่มา: ประชาไท)

    กิจกรรมปราศรัยย่อยเกิดขึ้นหลายเวที ในภาพเป็นการปราศรัยหลังรถกระบะ บริเวณ Madan Pasar ใกล้ตลาดปะซาเซนี (ที่มา: ประชาไท)

    บรรยากาศผู้ฟังปราศรัยย่อย บริเวณ Medan Pasar ใกล้ตลาดปะซาเซนี (ที่มา: ประชาไท)

    การ์ตูนในที่ชุมนุม (ที่มา: ประชาไท)

    ประชาชนทยอยร่วมชุมนุม Bersih 4.0 ทั้งนี้บรรยากาศการชุมนุมผิดไปจากการชุมนุม 3 ครั้งที่ผ่านมา ซึ่งมักถูกขัดขวางโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจมาเลเซีย และมีการสลายการชุมนุม (ที่มา: ประชาไท)

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai


    ประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคอุษาคเนย์ ไม่ได้เป็นประชาธิปไตย แม้กระทั้งหลังการสิ้นสุดของสงครามเย็น ก่อให้เกิดกระแสการเปลี่ยนแปลงเป็นประชาธิปไตยทั่วโลก ประเทศในภูมิภาคนี้ยังคงฝืนกระแสดังกล่าวได้อย่างมั่นคงยืนยาว ยกตัวอย่าง ในหลายกรณี ประเทศไทย ที่หลังสิ้นสุดสงครามเย็นสิ้นสุดแล้วก็ยังมีการก่อรัฐประหารสำเร็จมากถึง 3 ครั้ง จึงนำมาสู่คำถามที่ว่า ทำไมระบอบประชาธิปไตยจึงไม่สามารถลงหลักปักฐานในภูมิภาคนี้ได้ ?

    เวลา 14.00 น. วันที่ 26 สิงหาคม 2558 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้จัดกิจกรรมการบรรยายในหัวข้อ “ประชาธิปไตยกับประชาคมอาเซียน” โดย ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้โครงการเตรียมความพร้อมสู่อาเซียนของคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2558  ณ ห้อง 5204 อาคารเรียนรวม 5 มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

    ๐๐๐๐

    ประจักษ์ ก้องกีรติ เริ่มด้วยการพูดถึง การศึกษาประชาธิปไตยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่าส่วนใหญ่เน้นที่ด้านสังคม วัฒนธรรม แต่มีการพูดประเด็นด้านการเมืองน้อยมากโดยเฉพาะในประเด็นประชาธิปไตย โดย การศึกษาหรือตำราชิ้นที่ใหม่สุดที่เป็นภาษาไทยในเรื่องนี้ได้เขียนขึ้นเมื่อ  15 ปีที่แล้ว ดังนั้นนักวิชาการจึงต้องพึ่งการศึกษาจากตำราภาษาอังกฤษ เป็นส่วนใหญ่

    หากย้อนไป ในช่วง 4 – 5 ทศวรรษที่ผ่านมา นักวิชาการด้านนี้ได้แต่หมกมุ่นต่อการตั้งคำถามว่า ประชาธิปไตยมันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ซึ่งอิงกับฐานกรอบทฤษฎีภาวะทันสมัย (Modernization Theory)ยกตัวอย่างผลงานที่สำคัญ เช่น งานเขียนของ Samuel Huntington(3)การทำลายกำแพงเบอร์ลิน (ค.ศ. 1989) ล่มสลายของสหภาพโซเวียต (ค.ศ.1991) ตอกย้ำความเชื่อนี้

    อย่างไรก็ตาม สองทศวรรษผ่านไป และมีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ประชาธิปไตยมันเติบโต  

    ประจักษ์ กล่าวว่า ยังมีหลายประเทศในโลกนี้ที่ยังไม่เปลี่ยนเป็นประชาธิปไตยและบางประเทศยืนยันจะเป็นเผด็จการเหมือนเดิม จึงทำให้เกิดการตั้งคำถามในหมู่นักวิชาการใหม่ โดย โดยคำถามได้เปลี่ยนจากที่มุ่งศึกษาว่า ‘การเปลี่ยนแปลง’ สู่ประชาธิปไตยของประเทศต่างๆ มาเป็นการศึกษาความ ‘ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง’ เป็นประชาธิปไตยของประเทศต่างๆ ว่า ‘ความยั่นยืน ความคงทนของระบอบเผด็จการ’ (authoritarian durability) ซึ่งการให้ความสำคัญกับการไม่ยอมเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตยของประเทศต่างๆนี้

    ได้นำไปสู่คำถามงานวิจัย เปลี่ยนวิธีวิจัยและเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยใหม่

    เดิมนักวิชาการมักตั้งคำถามว่า “เหตุใดหลายประเทศจึงไม่ยอมเปลี่ยนแปลงเป็นประเทศประชาธิปไตย เช่น หลายประเทศในตะวันออกกลางและในเอเชีย” การศึกษา รัฐต่างๆเหล่านี้ มา 4 - 5 ทศวรรษก็ยังไม่ได้คำตอบ เนื่องจาก นักวิชาการตั้งคำถามผิดมาตลอด ซึ่งคำถามที่ถูกต้องในการที่จะเข้าใจพลวัตทางการเมืองของประเทศเหล่านี้ คือถามว่า “ทำไมประเทศเหล่าที่มีระบอบการปกครองที่เรียกว่าเผด็จการ ทั้งเผด็จการทหาร,เผด็จการอำนาจนิยม,เผด็จการพรรคการเมือง,และเผด็จการตัวบุคคล ฯลฯ ทำไมรัฐเหล่านี้สามารถฝืนกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลกได้ อาจเป็นเพราะโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้มันเอื้อให้รูปแบบการปกครองแบบนี้อยู่  หรือวัฒนธรรมบางอย่างมันเอื้อให้เผด็จการยังอยู่หรือสนับสนุนระบอบเผด็จการ ?” ประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้คือคำถามใหญ่เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาเกี่ยวกับประชาธิปไตยในปัจจุบันควรให้ความสำคัญ

    ประจักษ์ชี้ว่าเมื่อดูการเมืองในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้วจะเห็นปรากฏการณ์นี้อย่างชัดเจน มีนักวิชาการที่ศึกษาในประเด็นเกี่ยวกับประชาธิปไตยและเผด็จการมาก่อน พบว่า ประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคอุษาคเนย์นั้น ไม่ได้เป็นประชาธิปไตย แม้การสิ้นสุดของสงครามเย็น ที่มีการไหลบ่าเข้ามาของประแสประชาธิปไตยและโลกาภิวัตน์ ประเทศในภูมิภาคนี้ยังคงฝืนกระแสดังกล่าวได้อย่างมั่นคง

    ประจักษ์ได้อ้างงานของDonald Emmerson(4)นักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับประชาธิปไตยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ว่า เป็นภูมิภาคที่มี‘ความดื้อด้าน’ (recalcitrance) ต่อกระแสประชาธิปไตยมากแม้โลกจะเปลี่ยนไปอย่างไรก็ตามภูมิภาคก็จะฝืนกระแสนี้ยังมีความเป็นระบอบอำนาจนิยมสูงและมีโอกาสพัฒนาเป็นประชาธิปไตยได้ยากมาก ความดื้อด้านของภูมิภาคนี้เกิดขึ้นมาจากหลายสาเหตุ ประการแรก การขาดอุดมการณ์ประชาธิปไตยของประเทศในภูมิภาคนี้ แม้แต่ประเทศฟิลิปปินส์และประเทศไทยที่ถูกเรียกว่าเป็นประเทศเสรีนิยมประชาธิปไตยก็มีข้อบกพร่องและมีปัญหามากมาย

    สาเหตุอีกประการหนึ่งมาจากความหลากหลายทางการเมืองของภูมิภาคที่มีอยู่สูงมากกล่าวคือ ในภูมิภาคอุษาคเนย์มีระบอบการปกครองเกือบทุกระบอบทุกรูปแบบก็ว่าได้ความแตกต่าง หลากหลายทางการเมืองของแต่ละประเทศที่เป็นประเทศสมาชิกอาเซียน และการที่แต่ละประเทศไม่อยากเข้าไปยุ่งกับการเมืองภายในของประเทศอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งได้ทำให้การสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

    นอกจากนั้น ผู้นำประเทศในภูมิภาคนี้ก็ยังพยายามสร้างแนวคิดที่ใช้โต้แย้งกับแนวคิดเสรีนิยมประชาธิปไตย ยกตัวอย่างเช่น วาทกรรมประชาธิปไตยแบบเอเชียหรือที่รู้จักกันในนาม ‘วีถีเอเชีย’ที่สร้างขึ้นมาเพื่อปฏิเสธประชาธิปไตยแบบตะวันตกตัวผู้นำประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างวาทกรรมนี้ขึ้นมา เช่น ผู้นำของของสิงคโปร์และมาเลเซีย แม้แต่ประเทศไทยช่วงจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็ยังเกิดวาทกรรมประชาธิปไตยแบบไทยขึ้น วาทกรรมเหล่านี้ได้ท้าทายประชาธิปไตยแบบตะวันตกอย่างมาก

    เมื่อสำรวจภูมิทัศน์ทางการเมืองจากในช่วงที่ Emmerson เขียนงานชิ้นนี้ในปี ค.ศ. 1995 จนถึงปัจจุบันแล้วจะเห็นว่าประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย เวียดนามและลาวก็ยังคงเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ปกครองด้วยพรรคเดียว พม่ายังอยู่ภายใต้กองทัพ บรูไนก็ยังเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ กัมพูชาก็ยังคงเป็นระบอบประชาธิปไตยแค่เพียงเปลือกนอก มาเลเซียและสิงคโปร์ยังถูกครอบงำโดยพรรคการเมืองใหญ่เพียงพรรคเดียว การเมืองฟิลิปปินส์ยังคงถูกควบคุมด้วยกลุ่มการเมืองไม่กี่กลุ่ม ส่วนที่แย่ลงคือ ประเทศไทยที่พัฒนาจากประเทศประชาธิปไตยคุณภาพต่ำ (low-quality democracy)กลายเป็นประเทศเผด็จการทหารแต่ที่ดีขึ้นกลับกลายเป็นประเทศอินโดนีเซียที่อดีตเคยอยู่ภายใต้การปกครองแบบเผด็จการมากว่า 30 ปี แต่บัดนี้ประชาธิปไตยเริ่มจะลงหลักปักฐานมั่นคงมากขึ้น

    ประจักษ์ยังกล่าวถึงปัจจัยอื่นๆที่อาจเป็นปัญหาสำหรับการสร้างประชาธิปไตยในอุษาคเนย์ในเชิงประวัติศาสตร์หลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตกเป็นอาณานิคมของเจ้าอาณานิคมตะวันตก และหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อเจ้าอาณานิคมล่มสลายได้เกิดกระแสเรียกร้องเอกราช และเมื่อได้รับอิสรภาพประเทศเหล่านี้ก็ถูกกลืนด้วยกระแสเผด็จการซึ่งอาจมีช่วงสั้นๆเท่านั้นที่มีประชาธิปไตยแต่ก็ไม่ยั่งยืนเช่น ในช่วงที่มีขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยของประชาชนในแต่ละประเทศ

    ประจักษ์ยังได้ยกตัวอย่าง“อินโดนีเซียโมเดล”ที่ถือว่าเป็นต้นแบบของประเทศที่มีประชาธิปไตยในภูมิภาคเอเชียอุษาคเนย์ในยุคปัจจุบันคือวิธีการประนีประนอมของชนชั้นนำ ซึ่งการประนีประนอมนี้ ชนชั้นนำของอินโดนีเซียทุกฝ่าย ผู้นำกองทัพ ได้พูดถึงการรักษาประชาธิปไตยที่เป็นรูปแบบเอาไว้ ซึ่งให้ประโยชน์กับทุกฝ่ายมากกว่าจะกลับไปสู่ระบอบเผด็จการเหมือนอย่างในอดีต พูดง่ายๆ คือการตกลงแบ่งผลประโยชน์ทางอำนาจกันระหว่างชนชั้นนำทุกฝ่าย ไม่มีใครได้หมด เสียหมดในระบอบแบบนี้ซึ่งก็ได้นำมาสู่คำถามว่า แล้วทำไมชนชั้นนำไทยไม่สามารถประนีประนอมกันได้เหตุใดขึงเป็นเช่นนั้น เราจะมีแต่การเมืองที่แตกหัก สู้กันให้มีฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์หมด ส่วนอีกฝ่ายเสียหมดทุกอย่างหรือไม่ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงประเทศไทยก็ไม่มีทางที่จะนำไปสู่ประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพหรือยั่งยืนได้

    ประจักษ์ ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่าการที่ชนชั้นนำของแต่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังสามารถยึดกุมอำนาจอยู่ได้ส่งผลทำให้การเคลื่อนไหวทางการเมืองในภูมิภาคนี้เป็นไปอย่างจำกัด แม้จะมีการเดินขบวนเรียกร้องประชาธิปไตยในแต่ละประเทศ แต่อุษาคเนย์ก็ไม่เคยมีประสบการณ์คล้าย‘อาหรับสปริง’ (Arab Spring) ที่การเรียกร้องประชาธิปไตยของประเทศหนึ่งลุกลามไปยังประเทศอื่นในภูมิภาค

    นอกจากนั้น ประจักษ์ชี้ไปที่บทบาทของชนชั้นกลางต่อการพัฒนาประชาธิปไตยว่า แท้จริงแล้วชนชั้นกลางที่เชื่อกันว่าเป็นกำลังสำคัญหรือหัวหอกในการต่อสู้หรือสร้างประชาธิปไตยในหลายๆประเทศนั้นไม่สามารถใช้อธิบายปรากฏการณ์ชนชั้นกลางกับการพัฒนาประชาธิปไตยของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ เนื่องจากบางครั้งชนชั้นกลางกลับมีบทบาทในการออกมาประท้วงโค่นล้มประชาธิปไตย ล้มการเลือกตั้งและสนับสนุนอำนาจเผด็จการ อย่างเช่นใน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ไทย เป็นต้น

    นี่คือความขัดแย้งทางชนชั้น ที่ชนชั้นกลางถูกบีบอัดทั้งจากชนชั้นสูงและหวาดกลัวการขึ้นมามีอำนาจของชนชั้นล่าง ขบวนการชาวนา กรรมกร ที่จะทำให้ตนเองเสียประโยชน์ประเด็นต่อมาคือการที่ชนชั้นกลางถูกแบ่งแยกทางศาสนาและชาติพันธุ์ จึงทำให้ชนชั้นกลางไม่มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน นำมาสู่ความอ่อนแอในหมู่ชนชั้นกลาง โดยเฉพาะบางประเทศในอาเซียนและการที่ชนชั้นกลางพยายามแยกตัวออกจากขบวนการชาวนาและแรงงาน คนชนชั้นล่างจึงทำให้ชนชั้นกลางไม่มีความเข้มแข็งหรือได้แรงสนับสนุนจากชนชั้นล่างเหล่านี้ ซึ่งเป็นปัญหาในแง่ของการจัดตั้งองค์กรทางการเมือง

    นอกจากคำถามเกี่ยวกับชนชั้นกลางแล้ว ประจักษ์ อธิบายเพิ่มเติมว่าการพัฒนาทางเศรษฐกิจก็ไม่ได้นำมาสู่ความเป็นประชาธิปไตย หลายประเทศในภูมิภาคนี้ได้มีอัตราการเจริญทางเศรษฐกิจสูงอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่ได้ส่งผลให้เกิดการพัฒนาทางด้านประชาธิปไตยเลย ยกตัวอย่างเช่นประเทศสิงคโปร์ที่ถูก Larry Diamond เรียกว่า “ประเทศเผด็จการที่ร่ำรวยที่สุดในโลก”(5)

    ประจักษ์ สรุปในตอนท้ายว่าการพัฒนาประชาธิปไตยในภูมิภาคนี้คงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก การรวมกลุ่มกันของประเทศในภูมิภาคนี้อยู่บนฐานของการไม่แทรกแซงการเมืองไม่พยายามที่จะสร้างค่านิยมและอุดมการณ์ที่สามารถยึดถือร่วมกันเหมือนเช่นในยุโรป การรวมตัวกันเช่นนี้จะไม่เป็นผลดีกับการพัฒนาประชาธิปไตยในภูมิภาคหากจะเกิดการพัฒนาประชาธิปไตยในภูมิภาคบ้าง เช่น ในกรณีพม่า มันเกิดจากแรงกดดันจากภายนอกมากกว่าอิทธิพลของอาเซียนเอง

     
     

    เชิงอรรถ 

    1. เชิงอรรถในบทความชิ้นนี้ถูกเพิ่มโดยผู้เขียนเอง

    2.  คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

    3. Samuel Huntington อธิบายใน The Third Wave: Democratization in the Late Twentieth Century (1991) กระบวนการโลกาภิวัตน์ได้ก่อให้เกิด ‘คลื่น’ (wave) ประชาธิปไตยกระจายไปยังประเทศต่างๆ ในประวัติศาสตร์ Huntington อธิบายว่าได้มีคลื่นดังกล่าวมาแล้วสองครั้ง ครั้งแรกเกิดขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 และคลื่นลูกที่สองเกิดขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ส่วนในคลื่นที่สาม (third wave) นี้ได้เกิดในช่วงทศวรรษที่ 1970 – 1990 ซึ่งส่งผลทำให้ประเทศจำนวนมากกลายเป็นประชาธิปไตย โดย Huntington ชี้ว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในประเทศต่างๆเหล่านี้ เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านโครงสร้างการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในประเทศ บวกกับกระแสกดดันจากต่างประเทศ (ดู Huntington, Samuel. 1991. The Third Wave: Democratization in the Late Twentieth Century. USA: University of Oklahoma Press.– ผู้เขียน)

    4. Donald Emmerson. 1995. Region and Recalcitrance: Rethinking Democracy through Southeast Asia.The Pacific Review. Volume 8, Issue 2.

    5. Larry Diamond เรียกว่า “ประเทศเผด็จการที่ร่ำรวยที่สุดในโลก” เพิ่มเติมให้ด้วย ดู Diamond, Larry. 2003. Universal Democracy? Policy Review. June – July, p.14 (ผู้เขียน).

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

     

    ว่าด้วยทักษิโนมิคส์การที่คุณสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตทีมเศรษฐกิจของคุณทักษิณรับตำแหน่งหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลประยุทธ์นำมาซึ่งความวิตก (ความหวัง?) ว่าจะเป็นการหวนคืนของ “ทักษิโนมิกส์”

    ทักษิโนมิกส์คืออะไร? ทักษิโนมิกส์คือชื่อเรียกแนวทางการจัดการเศรษฐกิจไทยสมัยรัฐบาลทักษิณที่มีลักษณะเฉพาะตัวบางประการแตกต่างจากแนวแนวนโยบายก่อนหน้านั้นจนผู้คนสังเกตและขนานนามให้เพื่อสื่อความกันได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ในช่วงเวลาที่เรียกว่า “ทักษิโนมิกส์” นั้น  ทักษิณ ชินวัตรเป็นผู้นำจากการเลือกตั้งผู้มีอำนาจเด็ดขาด ดำเนินการปฏิรูปปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจไทยโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของไทยเข้าใกล้กับประเทศที่พัฒนาแล้ว

    การยกระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของไทยให้เข้าใกล้กับประเทศที่พัฒนาแล้ว คือการไล่กวดโลกให้ทัน หมายความว่าประเทศไทยตัดสินใจที่จะมีสัมพันธ์แนบแน่นกับทุนนิยมโลก/ทุนนิยมโลกาภิวัตน์ซึ่งในห้วงเวลานี้มักหมายถึงการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจและยึดถือการขยายตัวทางเศรษฐกิจเป็นเป้าหมายและดัชนีวัดการพัฒนาที่สำคัญ ซึ่งประเทศไทยในเวลานั้น (และในเวลานี้?) ยังไม่มีโครงสร้างพื้นฐานและเงื่อนไขด้านจำนวนผู้ประกอบการและผู้บริโภคที่มากพอจะร่วมขบวนเศรษฐกิจโลกในลักษณะดังกล่าวได้

    ด้วยเหตุนี้การปฏิรูประบบราชการและองค์กรในกำกับของรัฐในฐานะที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจ และ dual-track policies ที่หมายถึงนโยบายเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันระดับโลกของบริษัทใหญ่ในเมืองและส่งเสริมเศรษฐกิจของ “รากหญ้า” ในชนบท (Akira Suehiro, 2014, 304) จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญของการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว

    รัฐบาลทักษิณจึงเดินหน้าเปิดเสรีทางการค้า เชื่อมต่อกับระบบเศรษฐกิจไทยกับเศรษฐกิจโลกให้มากขึ้น สร้างชุดนโยบายที่มุ่งเพิ่มจำนวนผู้ผลิตและผู้บริโภคด้วยการทำให้คนที่ไม่เคยมีเงินมีเงิน ทำให้คนที่ไม่เคยคิดหรือไม่เคยมีโอกาสลงทุนเกิดความต้องการหรือมีโอกาสที่จะลงทุน ริเริ่มโครงการกองทุนหมู่บ้านหรือโครงการพักชำระหนี้เกษตรกรเพื่อนำเงินไปไว้ในมือชาวบ้านโดยตรงหรือการสนับสนุนให้ชาวบ้านเป็นผู้ประกอบการในโครงการ OTOP ตลอดจนสร้างนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคเพื่อลดภาระในการดำรงชีวิตของประชาชน ทั้งหมดนี้เพื่อให้ชาวบ้านได้มีโอกาสสะสมทุนและเข้าสู่เศรษฐกิจแบบตลาดโลกในวงกว้างทั้งในฐานะผู้บริโภคและผู้ประกอบการแทนที่การมีส่วนร่วมในฐานะแรงงานเท่านั้นดังเช่นในอดีต

    ในกระบวนการดำเนินแนวนโยบายแบบทักษิณ รัฐบาลได้ใช้อำนาจทั้งที่ชอบธรรมและดิบเถื่อนหักหาญกลุ่มผลประโยชน์เก่าหรือกระทบกระทั่งรังแกชาวบ้านชุมชนท้องถิ่นตลอดจนภาคประชาสังคมนอกเครือข่ายของพวกตนเองเพื่อรื้อ/ปฏิรูป/สร้างใหม่ปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจโดยอิงความชอบธรรมจากฉันทานุมัติที่ได้ผ่านการเลือกตั้งเป็นฐานในการใช้อำนาจ

    ความหมายของทักษิโนมิกส์จึงมิได้อยู่ที่เพียงตัวนโยบาย dual-track เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันอย่างมากกับที่มาของอำนาจกำหนดนโยบาย กระบวนการในการใช้อำนาจเพื่อดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ และเป้าหมายทางเศรษฐกิจ

    ที่มาของอำนาจในกระบวนการกำหนดนโยบายนี้สำคัญเพราะว่าในกระบวนการกำหนดนโยบายจะมีการเจรจาเสมอไม่ว่าจะเป็นผู้นำจะเป็นใครหรือใช้ระบอบใดบริหารประเทศ โดยผู้นำจะเจรจากับอำนาจที่หนุนหลังเขาเป็นหลัก เมื่อเขาต้องเจรจาต่อรองกับใครเขาก็แบ่งปันโลกทัศน์และผลประโยชน์กับคนที่เขาคุยด้วย ดังนั้นเมื่อที่มาของอำนาจทักษิณมาจากประชาชนเขาจึงต้องคุยกับประชาชน (แน่นอนว่าเขาคงจะคุยกับคนอื่น ๆ ด้วยเหมือนกัน) 

    ในกระบวนการใช้อำนาจเพื่อดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ ทักษิณใช้รัฐเป็นกลไกผลักดันเศรษฐกิจ เช่น เปลี่ยนหน้าที่ผู้ว่าฯ เป็นผู้ว่าฯ ซีอีโอ เปลี่ยนหน้าที่ทูต เป็นทูตซีอีโอ ฯลฯ

    ส่วนเป้าหมายทางเศรษฐกิจนั้น ทักษิโนมิกส์มีเป้าหมายชัดเจนว่าต้องการร่วมขบวนทุนนิยมโลกและพยายามดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อที่จะร่วมขบวนไปกับทุนนิยมโลกให้ได้
    จะเห็นได้ว่าทักษิโนมิคส์มีบุคลิกลักษณะที่สำคัญคือ ผู้นำอำนาจนิยมที่มาจากการเลือกตั้งใช้กลไกรัฐเพื่อรับใช้ตลาด มุ่งขยายทุนนิยมโลกาภิวัตน์

    เมื่อเปรียบเทียบกับแนวนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลประยุทธ์กับลักษณะแกนกลางของทักษิโนมิกส์ทั้ง 3 ประการดังที่ได้กล่าวมา สิ่งที่แตกต่างกันคือ รัฐบาลประยุทธไม่จำเป็นต้องคุยกับประชาชนในกระบวนการกำหนดนโยบาย พวกเขาคุยกันในหมู่ “คนกันเอง” (ที่เรียกว่า “คนดี”) ไม่กี่ราย รัฐบาลประยุทธ์มุ่งใช้กลไกของรัฐไปในเรื่องความมั่นคงมากกว่าใช้ในเรื่องการพาณิชย์ เช่น ผู้ว่าฯ ถูกกำชับให้ช่วยสอดส่องตรวจตราจับกุมผู้เห็นต่าง ทูตถูกมอบหมายให้ทำหน้าที่ดูแลภาพลักษณ์รัฐบาล เป็นต้น และแม้ว่ารัฐบาลนี้จะมุ่งขยายทุนและอำนวยความสะดวกให้ทุนอย่างมากแต่เป้าหมายของรัฐบาลอยู่ที่การแช่แข็งประเทศไทยให้อยู่ในสถานะเดิมมากกว่าที่จะร่วมขบวนโลกาภิวัตน์

    โดยพื้นฐานแล้วนโยบายเศรษฐกิจของไทยทุกรัฐบาลจะส่วนที่คล้ายคลึงกันในแง่ของการมุ่งขยายทุน แม้แต่รัฐบาลประยุทธ์ที่ประกาศยึดเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวนโยบายหลักได้ยังเร่งผลักดันโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ให้สิทธิประโยชน์ในการลงทุนแก่บริษัทต่างชาติและอำนวยความสะดวกให้ทุนข้ามชาติอย่างเต็มที่ภายในระยะเวลาไม่นานหลังเข้าสู่อำนาจ สิ่งที่แนวนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลประยุทธ์จะคล้ายคลึงกับทักษิโนมิกส์ก็คงจะเป็นเรื่องการมุ่งขยายทุนนิยมและความเป็นเผด็จการ

    แม้ว่านโยบายของทักษิณจะเป็นที่ชื่นชอบของประชาชนจำนวนมากและนักวิชาการจำนวนหนึ่งจัดสิ่งที่เขาทำเป็นการปฏิรูประบบเศรษฐกิจไทยที่สำคัญแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าลักษณะอำนาจนิยมของทักษิณ การผลักดันนำกลไกรัฐรับใช้ตลาดอย่างเข้มข้นและการมุ่งเชื่อมโยงกับโลกด้วยการขยายพื้นที่ทุนนิยมอย่างกว้างขวางของทักษิณนั้นส่งผลกระทบในด้านลบต่อสังคมด้วย

    การใช้อำนาจเกินเลยและผลเสียจากทุนนิยมโลกาภิวัตน์ที่เกิดขึ้นในยุคทักษิโนมิกส์นั้นจะมากน้อยยังถูกถ่วงทานด้วยกรอบของประชาธิปไตยและโลกาภิวัตน์ นั่นคือ ถึงทักษิณจะมีอำนาจมากแต่อย่างมากที่สุดเมื่อครบสี่ปีเขาต้องลงจากตำแหน่งให้ประชาชนเลือกใหม่ ประชาชนที่ไม่พอใจนโยบายหรือพฤติกรรมของเขาสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ เดินขบวนประท้วงได้ ฯลฯ ในขณะที่กรอบโลกาภิวัตน์นั้นนอกจากด้านที่รุกคืบยึดทรัพยากรท้องถิ่นทำกำไรแล้วก็ยังมีด้านที่ช่วยกำกับและยกระดับมาตรฐานต่าง ๆ

    จริงอยู่ที่ว่าทักษิณเกิดจากประชาธิปไตยและโลกาภิวัตน์และด้วยประชาธิปไตยและโลกาภิวัตน์นี่แหละที่คอยขวางมือเท้าของเขามิให้กระทำการตามอำเภอใจได้ทั้งหมด

    ดังนั้นเราอาจจะนิยาม “ทักษิโนมิกส์” ได้ว่าเป็นการใช้อำนาจนิยมขยายทุนภายใต้กรอบประชาธิปไตยและโลกาภิวัตน์ที่คอยกำกับถ่วงทาน

    ถ้าเชื่อว่าทักษิโนมิกส์ “สร้างปัญหา” ให้กับสังคมไทยตลอดทศวรรษที่ผ่านมา “ทักษิโนมิกส์” ที่ปราศจากเครื่องมือกำกับและถ่วงทานก็น่าจะเป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าของสังคมไทยในภายภาคหน้าด้วย
     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ออกแถลงการณ์ "การบังคับบุคคลให้สูญหายยังคงเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในทุกภูมิภาคของโลก" เพื่อร่วมรำลึกถึงการสูญเสีย การละเมิดสิทธิมนุษยชน และการก่ออาชญากรรมที่คุกคามมนุษยชาติ

     
    เนื่องด้วยวันที่ 30 สิงหาคมของทุกปี เป็นวันผู้สูญหายสากล (International Day of the Disappeared) ซึ่งถูกกำหนดขึ้นเพื่อรำลึกถึงบุคคลที่สูญหายจากการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน ภาวะสงคราม การปราบปรามจากรัฐ หรือการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นอยู่ในหลายประเทศ และส่งผลให้มีผู้สูญหายและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ในวันนี้แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล จึงออกแถลงการณ์เพื่อร่วมรำลึกถึงการสูญเสีย การละเมิดสิทธิมนุษยชน และการก่ออาชญากรรมที่คุกคามมนุษยชาติ
     
    แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล
    แถลงการณ์
     
    วันผู้สูญหายสากล: การบังคับบุคคลให้สูญหายยังคงเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในทุกภูมิภาคของโลก
                    
    รัฐบาลยังคงใช้การบังคับบุคคลให้สูญหาย เป็นวิธีการปราบปรามผู้วิพากษ์วิจารณ์ ทำให้เกิดความหวาดกลัวต่อกลุ่มเป้าหมาย การกระทำเหล่านี้ยังเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายทั่วทุกภูมิภาคของโลก แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลกล่าวในโอกาสที่คนทั้งโลกจัดกิจกรรมเนื่องในวันผู้สูญหายสากล 30 สิงหาคม  
                    
    ในช่วงห้าทศวรรษที่ผ่านมา ทางองค์การได้ให้ความช่วยเหลือบุคคลกว่า 500 คน ซึ่งตกเป็นเหยื่อของการบังคับบุคคลให้สูญหาย และยังคงกดดันรัฐบาลให้ชี้แจงถึงชะตากรรมและที่อยู่ของบุคคลซึ่งถูกทำให้สูญหายด้วย
                    
    ซาลิล เช็ตติ (Salil Shetty) เลขาธิการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยว่ารัฐบาลในทุกภูมิภาคของโลกตั้งแต่ซีเรียถึงเม็กซิโก และศรีลังกาถึงแกมเบีย อาจเป็นผู้ควบคุมตัวบุคคลหลายร้อยคนหรือหลายพันคนในที่ลับ และในอีกหลายประเทศเหล่านี้ ทางการยังคงข่มขู่และคุกคามผู้ที่พยายามค้นหาญาติของตนเอง การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความยุติธรรมจึงเป็นอันต้องไม่ยุติลง
                   
    “ในโอกาสจัดกิจกรรมวันผู้สูญหายสากล เราขอส่งกำลังใจให้กับเหยื่อและครอบครัวของผู้ถูกบังคับให้สูญหาย และถูกควบคุมตัวอย่างผิดกฎหมายโดยทางการทั่วโลก รัฐบาลในหลายประเทศที่ยังมีการบังคับบุคคลให้สูญหายเกิดขึ้น ต้องถูกกดดันมากยิ่งขึ้นเพื่อให้ยุติการปฏิบัติที่น่าชิงชังนี้”
                    
    การบังคับบุคคลให้สูญหายเป็นการกระทำที่ได้รับการส่งเสริมจากเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือบุคคลซึ่งกระทำการในนามของเจ้าหน้าที่ โดยปฏิเสธไม่ยอมบอก หรือปกปิดไม่ให้บุคคลทราบถึงชะตากรรมหรือที่อยู่ของบุคคลเหล่านั้น เป็นเหตุให้พวกเขาไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย
                    
    การสูญหายของบุคคลมักมีรูปแบบคล้ายคลึงกัน เริ่มจากการถูกจับกุม ผู้ตกเป็นเหยื่อจะไม่มีโอกาสใช้สิทธิของตนต่อศาล และแทบจะไม่มีการบันทึกข้อมูล “อาชญากรรม” ที่เกิดขึ้นกับตนหรือการควบคุมตัวนั้นเลย เมื่อบุคคลไปพ้นจากสายตาของสาธารณะ พวกเขาย่อมตกเป็นเหยื่อการบังคับบุคคลให้สูญหาย เสี่ยงอย่างยิ่งที่จะถูกปฏิบัติอย่างโหดร้าย ถูกทรมาน หรืออาจถูกสังหาร 
                    
    ในปีนี้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลกระตุ้นให้รัฐบาลหลายสิบแห่งซึ่งใช้วิธีการบังคับบุคคลให้สูญหายเพื่อต่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามของตน ให้ยุติการใช้ยุทธวิธีดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง ในโอกาสวันผู้สูญหายสากล ทางองค์การอยากเสนอข้อมูลเฉพาะกรณีที่สำคัญซึ่งเกิดขึ้นในแต่ละภูมิภาคของโลก
     
    ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ – ซีเรีย
                    
    ในซีเรีย ประชาชนเกือบ 85,000 คนถูกบังคับให้สูญหายระหว่างปี 2554-2558 ทั้งนี้ตามแหล่งข้อมูลของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล พลเรือนยังคงหายตัวไปในอัตราที่น่าตกใจ และจากข้อมูลที่มีการบันทึกขององค์กรซึ่งทำงานด้านนี้พบว่าบุคคลผู้สูญหายเป็นคนกลุ่มใหม่ ๆ มากขึ้น ไม่ได้มีเพียงฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง หรือนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและนักกิจกรรมเท่านั้น หากยังรวมถึงครูและพลเรือนซึ่งเพียงแค่เดินทางเข้าไปในพื้นที่ปกครองของรัฐบาลเพื่อไปรับเงินเดือนจากราชการเท่านั้น
                    
    Rania Alabbasi และลูกทั้งหกคนอายุตั้งแต่สามขวบถึง 15 ปี ถูกทางการซีเรียจับกุมตัวเมื่อเดือนมีนาคม 2557 จากนั้นมาไม่มีใครทราบข้อมูลเกี่ยวกับครอบครัวนี้อีกเลย แม้ว่าญาติจะร้องขอข้อมูลแต่ทางการซีเรียไม่ยอมให้ข้อมูลใด ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา ไม่บอกว่าพวกเขาอยู่ที่ไหน หรือไม่บอกว่าทำไมต้องมีการจับกุมพวกเขา
                    
    Naila Alabbasi น้องสาวของ Rania Alabbasi กล่าวกับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลว่า
                    
    “ตอนที่ประชาชนเริ่มลุกฮือ เธอยังไม่อยากจะหนีไป เธอคิดว่าเธอและครอบครัวน่าจะปลอดภัย เพราะไม่ได้เข้าร่วมในกิจกรรมทางการเมือง และไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคฝ่ายค้านด้วย พวกเขาไม่เคยไปร่วมชุมนุมเลย เธอจึงคิดว่าไม่น่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกตน”
                    
    “ตอนนี้เราไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับพวกเขาเลย เราพยายามทำทุกอย่างแต่ไม่ประสบความสำเร็จ...เราต้องไม่ลืมราเนีย ครอบครัวของเธอ และผู้ต้องขังคนอื่น ๆ ซึ่งมีสภาพแบบเดียวกัน เราต้องเปล่งเสียงให้ดังมากขึ้นเพื่อให้ปล่อยตัวพวกเขา”
                    
    ตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม ผู้สนับสนุนของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลสามารถส่ง จดหมายร้องเรียนไปยังรัฐบาลซีเรียเพื่อให้ยุติการบังคับบุคคลให้สูญหายในทุกกรณี และเพื่อให้เจ้าหน้าที่สหประชาชาติเดินทางมาสอบสวนอย่างเป็นอิสระในซีเรีย
     
    อเมริกา - เม็กซิโก
                    
    จากตัวเลขของทางการ มีประชาชนเกือบ 25,000 คนหายตัวไปหรือสาบสูญในเม็กซิโกตั้งแต่ปี 2550 โดยเกือบครึ่งหนึ่งหายตัวไปในยุคของรัฐบาลปัจจุบันของประธานาธิบดี Peña Nieto
                    
    ประเด็นนี้กลายเป็นข่าวพาดหัวระหว่างประเทศในเดือนกันยายน 2557 ภายหลังการหายตัวไปของนักศึกษา 43 คนจากวิทยาลัยครูในชนบทที่เมืองอาโยซินาปาในรัฐเกเรโรของเม็กซิโก
                    
    นักศึกษาเหล่านี้อยู่ระหว่างเดินทางไปประท้วงต่อต้านการปฏิรูปการศึกษาของรัฐบาล พวกเขาถูกตำรวจและมือปืนโจมตีที่เมืองอิกัวลา และมีนักศึกษาถูกสังหารสามคน ผู้เห็นเหตุการณ์บอกว่าตำรวจนำตัวนักศึกษาที่เหลือไป อีกหนึ่งวันต่อมามีผู้พบศพของ Julio César Mondragón นักศึกษาในสภาพที่ถูกทรมาน ส่วนครอบครัวของนักศึกษาที่เหลืออีก 42 คนต่างเศร้าโศกเสียใจต่อชะตากรรมที่เกิดขึ้นต่อบุคคลอันเป็นที่รักของตน
                    
    ในเบื้องต้น ทางการอ้างว่าไม่ทราบว่าพวกเขาอยู่ที่ไหน แต่อีกหลายเดือนต่อมา ทางการให้ข้อมูลอีกอย่างซึ่งขัดแย้งกับข้อมูลของครอบครัวและตัวแทนคนอื่น ๆ
                    
    แม้จะเป็นประเด็นปัญหาที่มีคนสนใจทั่วโลก แต่ทางการเม็กซิโกกลับไม่ดำเนินการสืบสวนสอบสวนอย่างเหมาะสมเกี่ยวกับเบาะแสทุกประการในคดี โดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่น่ากังวลว่ามีเจ้าหน้าที่ของกองทัพเข้าร่วมในเหตุการณ์ครั้งนี้ อย่างไรก็ดี พวกเขาพบว่ามีความร่วมมือกันระหว่างเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นกับแก๊งอาชญากรรม
                    
    นักศึกษา ครอบครัวและพลเมืองชาวเม็กซิกันจากทุกชนชั้นต่างออกมาประท้วงนับแสนคน เพื่อเรียกร้องให้มีปฏิบัติการ โอมาร์ เพื่อนของนักศึกษาเหล่านี้กล่าวกับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลว่า พวกเขาจะต่อสู้ต่อไปจนกว่าจะได้รับความจริง ความยุติธรรม และการเยียวยา
                    
    “รัฐบาลไม่ได้แสดงท่าทีรับผิดชอบใด ๆ เลย มีแต่แสดงท่าทีที่ไม่เคารพและไม่ใส่ใจความรู้สึกของเรา ผมรู้สึกตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ไม่หวาดกลัว เราจะยังไม่ยุติการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม” เขากล่าว
     
    แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลจัดกิจกรรมรณรงค์เขียนจดหมายเป็นภาษาสเปนกระตุ้นให้ประธานาธิบดีเม็กซิโกดำเนินการสืบสวนสอบสวนอย่างเหมาะสมต่อกรณีการสูญหายของบุคคลหลายพันคน
     
    เอเชีย – ศรีลังกา
                    
    เชื่อว่ามีผู้สูญหายหลายหมื่นคนในช่วงสงครามระหว่างกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬกับกองทัพซึ่งยุติลงเมื่อปี 2551 รวมทั้งในช่วงปฏิบัติการต่อต้านการก่อความไม่สงบระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายซ้ายในช่วงปี 2532-2533 มีการคลี่คลายคดีที่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่คดี และมีรายงานการข่มขู่ครอบครัวที่กล้าออกมาตั้งคำถามเพื่อให้ได้รับข้อมูลว่าบุคคลอันเป็นที่รักของตนอยู่ที่ใด
                    
    รัฐบาลหลายชุดตั้งแต่ปี 2533 ได้แต่งตั้งคณะกรรมการ ซึ่งมีการกล่าวหาเอาผิดกับนักการเมืองชั้นนำและเจ้าหน้าที่ระดับสูงทั้งของตำรวจและทหาร อย่างไรก็ดี ทางการแทบไม่ได้ปฏิบัติตามข้อเสนอแนะเหล่านี้ และบุคคลที่ถูกกล่าวหาบางส่วนยังคงดำรงตำแหน่งเดิม ทั้ง ๆ ที่ควรถูกฟ้องร้องดำเนินคดี
                    
    แม้ในช่วงที่สงบสุข การสูญหายของบุคคลยังคงเกิดขึ้นต่อไป Prageeth Egnalikoda นักเขียนการ์ตูนในหนังสือพิมพ์ตกเป็นเหยื่อการสูญหายไม่นานหลังเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี 2553
                    
    Sandya ภรรยาของเขาแจ้งกับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลว่า การต่อสู้เพื่อให้ได้ความยุติธรรมและมีการนำตัวคนผิดมาลงโทษกลายเป็นการต่อสู้ที่สำคัญในชีวิต “บุคคลซึ่งเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของครอบครัวเราหายตัวไป ทำให้พวกเราขัดสนด้านการเงินมาก ดิฉันยังต้องทำตัวเป็นทั้งพ่อและแม่ให้กับลูก เป็นการต่อสู้ร่วมกันของหลายครอบครัวซึ่งมีบุคคลผู้สูญหาย” เธอกล่าว
                    
    เราจัดการรณรงค์ให้ชาวศรีลังกาทั้งที่อยู่ในประเทศและต่างประเทศร่วมกันแข่งขันเขียนบทกวีเพื่อรำลึกทศวรรษของการสูญหายของบุคคลที่มีชื่อว่า “เงาเงียบ” (Silenced Shadows) สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาส่งอีเมล์ไปที่ info.poetry@amnesty.org
     
    ยุโรป – บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา  
                    
    ยังมีบุคคลที่ไม่ทราบชะตากรรมกว่า 8,000 คน ภายหลังสงครามในบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาในช่วงทศวรรษ 1990 แม้จะผ่านไปสองทศวรรษแล้ว ทางการทั่วประเทศยังคงสร้างความผิดหวังให้กับครอบครัวของผู้สูญหาย รัฐไม่ได้บังคับใช้กฎหมายว่าด้วยผู้สูญหายอย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนดให้รัฐต้องค้นหาผู้สูญหาย และต้องจัดตั้งกองทุนที่เหมาะสมเพื่อสนับสนุนผู้เป็นเหยื่อและครอบครัว
                    
    “กฎหมายมีอยู่แต่ในกระดาษ ไม่มีใครเคารพกฎหมายนั้น” Zumra Sehomerovic รองประธานขบวนการแม่แห่งเซรบานิซาและเซปา (Movement of Mothers of the Srebrenica and Žepa enclaves) กล่าว
                    
    “เมื่อเราไปหาเจ้าหน้าที่ เช่นถ้าไปแจ้งว่ามีคนหายในพื้นที่เพื่อขอใบรับรอง พวกเขาจะไม่ค่อยใส่ใจกับเราสักเท่าไร” 
                    
    แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเรียกร้องให้ประธานของคณะรัฐมนตรีแห่งบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา ดูแลให้ทางการค้นหาผู้ตกเป็นเหยื่อการบังคับบุคคลให้สูญหายจากสงครามทุกคน และให้การช่วยเหลือเยียวยากับญาติของพวกเขา
                    
     
    แอฟริกา – แกมเบีย
                    
    ผู้สื่อข่าวในหลายประเทศในแอฟริกาต้องเผชิญกับการข่มขู่และการฟ้องคดีจากรัฐบาล รัฐบาลที่เผด็จการมากสุดแห่งหนึ่งคือรัฐบาลแกมเบีย ในเดือนเมษายน 2547 ประธานาธิบดี Yahya Jammeh เรียกร้องให้ผู้สื่อข่าวต้องปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาล “ไม่อย่างนั้นก็ไปลงนรกซะ”
                    
    ในเดือนกรกฎาคม 2549 มีรายงานว่า Ebrima Manneh ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ The Daily Observer ถูกเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงจับกุม ภายหลังมีการตีพิมพ์ซ้ำรายงานของบีบีซีซึ่งวิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีไม่นานหลังการประชุมสหภาพแอฟริกาที่กรุงบานิจูล เพื่อนร่วมงานเป็นผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ตอนจับกุม
                    
    หลังจากที่พ่อของเขาและเพื่อนนักข่าวพยายามค้นหาตัวเขาหลายครั้ง รัฐบาลได้ออกแถลงการณ์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2550 ปฏิเสธว่าไม่ได้จับกุมตัวเขา และไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ใด ในปี 2551 ศาลยุติธรรมแห่งชุมชนของประชาคมเศรษฐกิจแห่งรัฐแอฟริกาตะวันตก (Economic Community of West African States) มีคำสั่งว่า การจับกุมและควบคุมตัวเขาไม่ชอบด้วยกฎหมาย และสั่งให้ทางการแกมเบียปล่อยตัวเขาโดยทันที ทั้งยังสั่งให้จ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่เขาเป็นเงินจำนวน 100,000 เหรียญสหรัฐฯ แต่ที่ผ่านมายังไม่มีการปฏิบัติตามคำสั่งศาล
                    
    รัฐบาลแกมเบียยืนยันว่าได้ค้นหาตามเรือนจำต่าง ๆ และไม่พบร่องรอยของเขา อย่างไรก็ดี รายงานเมื่อเร็ว ๆ นี้ชี้ว่า เขาได้ถูกควบคุมตัวโดยไม่มีการตั้งข้อหาอยู่ที่สถานีตำรวจเฟโตโต้ในภาคตะวันออกของแกมเบีย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเห็นว่าเขาเป็นนักโทษทางความคิด และเรียกร้องให้ปล่อยตัวเขาโดยทันทีและอย่างไม่มีเงื่อนไข แต่ปัจจุบันยังไม่มีผู้ใดทราบว่าเขาอยู่ที่ใด
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    นักเรียนมัธยมในญี่ปุ่นจัดตั้งสหภาพแรงงานเพื่อช่วยเหลือเพื่อนนักเรียนที่ทำงานพาร์ทไทม์ในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทแรงงานกับนายจ้าง ซึ่งในญี่ปุ่นมีปัญหาที่เรียกว่า "งานสีดำ" หรือ "black arbeit" ที่เป็นลักษณะการจ้างงานอย่างกดขี่และไม่เป็นธรรม

     
    29 ส.ค. 2558 กลุ่มนักเรียนจากโรงเรียน 5 แห่งในกรุงโตเกียวและจังหวัดชิบะจัดตั้งสหภาพแรงงานชื่อ 'ชูโทะเคน โคโคเซย์ ยูเนียน' (首都圏高校生ユーニオン) เมื่อวันที่ 27 ส.ค. ที่ผ่านมา เพื่อเน้นการต่อสู้กับการจ้างงานพาร์ทไทม์นักเรียนอย่างไม่เป็นธรรม เช่นการบังคับให้ทำงานนานหลายชั่วโมงหรือจ้างให้ทำงานหนักมากจนส่งผลต่อชีวิตการเรียนของพวกเขา
     
    สหภาพที่จัดตั้งโดยนักเรียนกลุ่มนี้จะทำหน้าที่ให้คำปรึกษาด้านปัญหาการทำงานและดำเนินกิจกรรมการรณรงค์บนท้องถนนที่เป็นการช่วยเหลือนักเรียนลูกจ้างพาร์ทไทม์ที่ประสบปัญหาในการทำงาน โดยผู้เข้าร่วมสหภาพจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเป็นสมาชิกเดือนละ 500 เยน (ประมาณ 150 บาท)
     
    ยูนะ ฮะตะโนะ ผู้จัดตั้งสหภาพชูโทะเคน โคโคเซย์ ยูเนียน กล่าวว่า ตอนที่เธอทำงานในร้านสะดวกซื้อ เธอเคยแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการรวมกลุ่มกันต่อรองจนทำให้เธอเกือบจะแก้ไขปัญหาสำเร็จ ทำให้เธออยากจัดตั้งสหภาพเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นบ้าง สหภาพพาร์ทไทม์ยังได้รับการสนับสนุนจากสหภาพ 'ชูโทะเคน เซย์เนน ยูเนียน' (首都圏青年ユニオン) ซึ่งเป็นกลุ่มแรงงานคนหนุ่มสาวโดยรวมอีกด้วย
     
    อนึ่ง ในญี่ปุ่นมีคำที่เรียกว่า "งานสีดำ" หรือ "black arbeit" ที่ใช้เรียกลักษณะการจ้างงานแบบกดขี่ไม่เป็นธรรม เช่นการบังคับให้นักเรียนทำงานแม้กระทั่งในช่วงสอบหรือการบังคับให้ซื้อสินค้าด้วยเงินตัวเองหากทำยอดขายไม่ได้ตามเป้า ซึ่งกระทรวงแรงงานของญี่ปุ่นก็กำลังรณรงค์เพื่อให้นักเรียนรับรู้ถึงกฎหมายขั้นพื้นฐานของการจ้างงานแบบพาร์ทไทม์เพื่อลดจำนวนนักเรียนที่ต้องประสบความทุกข์ยากจาก "งานสีดำ" เหล่านี้
     
    เรียบเรียงจาก
     
    High school students form labor union for protection in part-time jobs, Asahi, 28-08-2015
     
    เนื้อความฉบับภาษาญี่ปุ่น
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    ‘พล.อ.อักษรา เกิดผล’ หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขชี้ MARA PATANIต้องออกมาเพราะถูกสื่อกล่าวถึงบ่อย ระบุฝ่ายไทยยอมรับแล้วในฐานะ Party B ชี้การพูดคุยเป็นวาระแห่งชาติแล้วหลังสมช.กำหนดในนโยบาย และต้องตั้งคณะทำงานร่วมกำหนดรายละเอียดคุ้มครองทางกฎหมายคณะพูดคุยซึ่งนายกรัฐมนตรียินดีสนับสนุนส่วนข้อเรียกร้องฝ่ายไทย คือพื้นที่ปลอดภัย การพัฒนาและให้โอกาสทุกคนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมล้วนทำเพื่อประชาชนย้ำทุกครั้งที่คุยนายกฯให้เน้นเรื่องความจริงใจของรัฐบาล

    พล.อ.อักษรา เกิดผล หัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ที่มาภาพ: ThaiPBS)

    ต่อไปนี้เป็นคำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.อักษรา เกิดผล หัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2558 หลังจากการแถลงข่าวเปิดตัวของ MARA PATANI ที่นำโดยนายอาวัง ยาบะ ประธาน MARA PATANI ซึ่งเป็นองค์กรร่วมของขบวนการต่อเพื่อเอกราชปาตานีหรือกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย มีเนื้อหาดังนี้

    0 0 0

    พล.อ.อักษรา เกิดผล หัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ 28 สิงหาคม 2558

    การพูดคุยสันติสุขนั้น ได้มีการพูดคุยกันมาอย่างต่อเนื่อง แต่เหตุที่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้นั้น เพราะยังอยู่ในขั้นการสร้างความไว้วางใจ และมีผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะในห้วงเดือนรอมฎอน และวันเข้าพรรษาที่ผ่านมาซึ่งคณะพูดคุยฯ ต้องการให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ปฏิบัติศาสนกิจด้วยความเรียบร้อย ปลอดภัย และก็ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากกลุ่มผู้เห็นต่างทุกกลุ่ม ผมต้องถือโอกาสนี้ขอบคุณท่านผู้ว่าราชการจังหวัด, ท่านแม่ทัพภาคที่ 4, ท่านผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้,ท่านผู้นำศาสนา, ผู้นำท้องถิ่น, ท้องที่, นักวิชาการ และภาคประชาชนทุกกลุ่มอาชีพที่ร่วมมือกันสร้างสันติสุขในพื้นที่ครับ

    ทั้งนี้การพูดคุยที่ได้ดำเนินการมาจนถึงปัจจุบันนั้น ได้ยึดถือกรอบนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานอำนวยการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ มาโดยตลอด ทำให้เกิดความก้าวหน้า และทุกครั้งที่คณะพูดคุยฯ ได้มีการพบปะพูดคุยกับกลุ่มผู้เห็นต่างฯ ท่านนายกรัฐมนตรีก็จะให้ข้อสั่งการ ข้อเน้นย้ำ และข้อห่วงใยทุกครั้ง โดยครั้งนี้ก็เช่นกัน ท่านก็ได้เน้นในเรื่องความจริงใจของรัฐบาลในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกเรื่อง ตามที่ประชาชนต้องการ และอยากให้กลุ่มผู้เห็นต่างฯ ร่วมมือกับคณะพูดคุยฯ เพื่อนำไปสู่สันติสุขของประชาชนในพื้นที่ให้มีความมั่นคงปลอดภัย

    ผมขอเรียนถึงข้อเสนอของฝ่ายเรา (รัฐบาลไทย) ทั้ง 3 ข้อ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความปลอดภัยของพื้นที่ การพัฒนาในพื้นที่เฉพาะเรื่องสำคัญที่ต้องรีบทำก่อน รวมทั้งการให้โอกาสทุกคนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมโดยเท่าเทียมกัน โดยจะเห็นได้ว่าทั้ง 3 ข้อล้วนทำเพื่อ “ประโยชน์ของประชาชน” ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่างแท้จริง ไม่ใช่ทำเพื่อชื่อเสียงของคณะพูดคุยฯ แต่อย่างใด ดังนั้น ฝ่ายเราจึงต้องการความร่วมมือจากกลุ่มผู้เห็นต่างฯ ช่วยบอกเราว่าต้องการอะไร ตรงไหน อย่างไร เพราะเขามักอ้างเสมอว่าเป็นผู้แทนปวงชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถ้าเป็นจริงก็สมควรร่วมมือกับเรา บอกสังคมไปเลยว่าเราจะทำกันแบบนี้ ประชาชนจะสะท้อนความเป็นจริงออกมาเองว่าเห็นด้วยหรือไม่

    สำหรับโครงสร้าง “มาราปาตานี” และข้อเรียกร้องของเขานั้น เป็นเรื่องปกติที่เขาต้องออกมาพยายามอธิบายให้สังคมเข้าใจ เพราะสาเหตุเกิดจากการที่สื่อมวลชนชอบไปกล่าวถึงเขาบ่อยๆ แต่ไม่ถูกต้องและยังพยายามวิเคราะห์ลงรายละเอียดอีก แต่ก็ยังไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ดังนั้น เขาจึงต้องออกมาชี้แจง ส่วนข้อเรียกร้องก็เป็นเรื่องที่เขาห่วงกังวลเกี่ยวกับสถานะขององค์กรเอง คือ “การให้เรายอมรับองค์กร มาราปาตานี” และ “การเสนอให้การพูดคุยเป็นวาระแห่งชาติ” เพราะห่วงเรื่องความต่อเนื่อง รวมทั้ง “การขอความคุ้มครองทางกฎหมาย”เนื่องจากสมาชิกหลายคนยังมีคดีความติดตัว สรุปคือเขาต้องการให้เรารับรองความถูกต้องชอบธรรมของ “มารา” ก่อนนั่นเอง โดยยังไม่ได้กล่าวถึงความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งแตกต่างจากข้อเสนอทั้ง ๓ ข้อ ของฝ่ายไทยที่ได้นำเรียนท่านนายกรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแล้ว โดยมุ่งเน้นทำเพื่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่เป็นสำคัญ

    อย่างไรก็ดี คณะพูดคุยฯ ได้มีคำตอบทั้ง 3 ข้อ อยู่แล้วดังนี้คือ การยอมรับในองค์กรนั้น เราให้การยอมรับอยู่แล้วในฐานะ Party B ที่มาร่วมพูดคุยสันติสุข แต่องค์กรจะได้รับการยอมรับจากสังคมหรือไม่นั้น ย่อมขึ้นอยู่กับแนวทางต่อสู้ขององค์กร ว่าใช้แนวทางใด ระหว่างการใช้ความรุนแรง หรือสันติวิธี ถ้าหาก “มารา” เองยืนยันในแนวทางสันติ ก็ย่อมได้รับการสนับสนุนยอมรับจากประชาชนเช่นเดียวกัน เพราะโดยข้อเท็จจริงประชาชนไม่ได้สนับสนุนคณะพูดคุยฯ ทั้ง Party A และ Party B แต่เขาสนับสนุนแนวทางสันติวิธี (ผลสำรวจความคิดเห็นของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ในห้วงเดือน ส.ค. 2558)

    ในเรื่องขอให้การพูดคุยสันติสุข เป็นวาระแห่งชาติ คงต้องอธิบายอีกครั้งว่า สภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.)ได้กำหนดนโยบายในเรื่องนี้ให้มีความต่อเนื่องไว้แล้ว (นโยบายความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ.2558– 2564) โดยคณะพูดคุยฯ ฝ่ายไทย (Party A) ก็ล้วนแล้วแต่ประกอบด้วยผู้แทนส่วนราชการในตำแหน่งหลักที่มีความสำคัญ และไม่ติดยึดกับตัวบุคคล เพราะเป็นงานที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง และฝ่าย “มารา” (Party B) ก็เช่นเดียวกัน ที่ต้องจัดผู้แทนมาร่วมพูดคุยกับเราในจำนวนสมาชิกที่เท่ากัน จึงไม่ต้องห่วงเรื่องการเป็นวาระแห่งชาติ และความต่อเนื่อง โดยจะเห็นได้ว่าทุกรัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญต่อการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้มาโดยตลอด สังเกตจากการมีนโยบาย, มียุทธศาสตร์ และมีคณะกรรมการหลายคณะ ตลอดจนยังได้ตั้งงบประมาณประจำปีไว้อีกด้วย ซึ่งถือว่าเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญในการเป็นวาระแห่งชาติ

    สำหรับเรื่องสุดท้าย คือ การคุ้มครองให้ความปลอดภัยทางกฎหมาย หรือ “Immunity” ที่พูดถึงกันบ่อยนั้น ในเรื่องนี้เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม และเกี่ยวข้องกับหลายส่วนราชการ โดยต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ เพราะจะมีผลทางกฎหมาย และความร่วมมือของส่วนราชการด้านความมั่นคงหลายหน่วยงานที่จะผิดพลาด หรือเลือกปฏิบัติไม่ได้ ทุกคนย่อมได้สิทธิเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายไทย โดยในเรื่องนี้จำเป็นต้องจัดตั้ง Joint Working Group หรือ “คณะทำงานร่วม” ขึ้นมาเพื่อจัดทำร่างรายละเอียดของการดำเนินการให้ตรงความต้องการของทุกฝ่ายต่อไป โดยท่านนายกรัฐมนตรี พร้อมยินดีให้การสนับสนุน

    กล่าวโดยสรุป ผมในฐานะหัวหน้าคณะพูดคุยฯ ต้องกราบขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรีที่ได้กรุณามอบนโยบาย และให้ข้อสั่งการ ให้คำแนะนำ ตลอดจนข้อเน้นย้ำมาโดยตลอด จนคณะพูดคุยประสบความก้าวหน้ามาโดยลำดับ ที่สามารถดึงทุกกลุ่ม ทุกพวก และทุกฝ่ายมาอยู่บนโต๊ะพูดคุยเพื่อสันติสุขได้สำเร็จ และต้องขอขอบคุณ Party B ที่ให้ความร่วมมือ

     

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    สถานเอกอัครราชทูตตุรกีประจำประเทศไทย ออกคำแถลงของสถานทูตเกี่ยวกับรายงานข่าวคาดการณ์เชื่อมโยงชาวตุรกีกับกรณีเหตุการณ์วางระเบิดบริเวณศาลท้าวมหาพรหมเอราวัณ

     
     
    30 ส.ค. 2558 สำนักข่าวไทยรายงานว่า สถานเอกอัครราชทูตตุรกีประจำประเทศไทย ออกคำแถลงของสถานทูตเกี่ยวกับรายงานข่าวคาดการณ์เชื่อมโยงชาวตุรกีกับกรณีเหตุการณ์วางระเบิดบริเวณศาลท้าวมหาพรหมเอราวัณ
     
    เหตุการณ์วางระเบิดบริเวณศาลท้าวมหาพรหมเอราวัณ เมื่อวันที่ 17 ส.ค.58 ก่อให้เกิดความสูญเสียที่เศร้าสลด ทั้งมีผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บหลายราย โดยเมื่อวันที่ 18 ส.ค. รมว.ต่างประเทศของสาธารณรัฐตุรกีส่งสาส์นแสดงความเสียใจมายัง รมว.ต่างประเทศของราชอาณาจักรไทย โดยในสาส์นดังกล่าว รมว.ต่างประเทศตุรกีแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสีย และในฐานะตัวแทนประเทศตุรกี ได้ประณามอย่างรุนแรงต่อการก่อการร้ายดังกล่าว พร้อมแสดงจุดยืนที่แน่วแน่ในการต่อสู้กับการก่อการร้าย
     
    ประเทศตุรกีมีจุดยืนที่มั่นคงในการต่อต้านการก่อการร้ายทุกรูปแบบ ไม่ว่าการก่อการร้ายนั้นจะมีแหล่งที่มาต้นกำเนิด หรือแรงจูงใจอย่างใดก็ตาม ประเทศตุรกียังคงมีนโยบายต่อสู้กับการก่อการร้ายอย่างเด็ดเดี่ยว
     
    เกี่ยวกับการรายงานข่าว ที่มีการคาดการณ์ระบุว่ามีชาวตุรกีพัวพันกับเหตุการณ์วางระเบิดบริเวณศาลท้าวมหาพรหมเอราวัณนั้น ประเทศตุรกีได้ส่งสาส์นแสดงจุดยืนในการต่อต้านการก่อการร้ายไปถึงสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงอังการา และได้แสดงความพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับทางการไทย หากทางการไทยมีข้อมูลที่แน่ชัดซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ตามรายงานข่าว และทางสถานเอกอัครราชทูตตุรกีประจำประเทศไทยยังได้ติดต่อกับกระทรวงการต่างประเทศของไทยในกรุงเทพฯ เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวแล้ว
     
    จากกระแสข่าวที่เกิดขึ้น เราติดตามข่าวด้วยความเศร้าสลด ต่อการรายงานข่าวและบทวิเคราะห์คาดการณ์ต่างๆ ที่เชื่อมโยงชาวตุรกีกับเหตุการณ์วางระเบิดบริเวณศาลท้าวมหาพรหมเอราวัณ และขอยืนยันจุดยืนในการแสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับประเทศไทย ตลอดจนยืนยันความพร้อมของเราในการให้ความร่วมมือกับทางการไทย
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

     

    ร่องรอยแห่งยุคอาณานิคมได้ขีดเส้นพรมแดนแห่งรัฐชาติใหม่ ส่งผลให้กลุ่มชาติพันธุ์หนี่งจำต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองของกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ความแตกต่างของวัฒนธรรม การขัดกันของผลประโยชน์ที่ไม่ลงรอย นำมาสู่ข้อพิพาทและบานปลายไปสู่ความรุนแรง เหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นในหลายๆดินแดนทั่วโลก บางกรณีอาจจบลงด้วยการเจรจา แต่ในหลายเหตุการณ์การปะทะและความไม่สงบยังคงปะทุอย่างต่อเนื่องและเรื้อรัง

    อินเดียภายหลังได้รับเอกราชจากอังกฤษ พยายามที่จะควบรวมดินแดนต่างๆที่เคยอยู่ภายใต้จักรวรรดิ ให้เป็นส่วนหนี่งของอินเดีย ด้วยความรู้สึกและการรับรู้ที่ว่า รัฐบาลกลางอินเดียแห่งนิวเดลี มีสิทธิอันชอบธรรมที่จะปกครองดินแดนต่างๆ ที่เคยอยู่ภายใต้อาณัติเดียวกัน ถือเป็นการสืบต่อมรดกจากเจ้าอาณานิคม (Raj Legacy) แม้ว่าในหลายดินแดนผู้คนรู้สึกแปลกแยกและไม่เป็นส่วนหนี่งของรัฐบาลกลางก็ตาม

    ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย ประกอบด้วยรัฐทั้งสิ้น 7 รัฐ (หรือรู้จักในชื่อ 7 สาวน้อย) อันประกอบไปด้วย อุรุณาจัลประเทศ อัสสัม มณีปุร์ เมฆาลัย มิโซรัม นากาแลนด์ และตรีปรุระ  เป็นดินแดนที่ถูกขีดกั้นจากอินเดียส่วนใหญ่ทั้งทางเชิงกายภาพและวัฒนธรรม เนื่องจากที่ตั้งมีลักษณะเป็นติ่งประเทศซี่งถูกแบ่งแยกจากอินเดียด้วยพรมแดนของบังคลาเทศ อีกทั้งในเชิงชาติพันธุ์ ผู้คนที่อาศัยอยู่ในดินแดนดังกล่าว มีรูปลักษณ์คล้ายชาวมองโกลอยด์ รวมถึงมีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกับผู้คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และจีน ซี่งแตกต่างจากอินเดียส่วนใหญ่ จนถูกมองว่าเป็นอื่น (otherness) และไม่เป็นส่วนหนี่งของอินเดีย

    ความแตกต่างข้างต้น รวมถึงความพยายามแยกตัวเป็นรัฐเอกราช ทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียต้องต่อสู้กับรัฐบาลกลางเรื่อยมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและเหตุการณ์ความไม่สงบเป็นจำนวนมาก รัฐบาลกลางอินเดียเอง นอกจากจะต้องส่งทหารเข้าไปปฏิบัติการแล้ว ในเชิงการบริหารภาครัฐ อินเดียถึงกับต้องตั้งกระทรวงเพื่อการพัฒนาภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (Ministry of Development of the North Eastern Region) ในเดือนกันยายนปี 2001โดยเฉพาะ เพื่อพัฒนาภูมิภาคดังกล่าว


    หนทางแห่งสันติภาพ

    กระบวนการเจรจาสันติภาพระหว่างรัฐบาลอินเดียและกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้เริ่มต้นขึ้นในช่วงคริสศตวรรษ 1980s เรื่อยมา โดยครั้งล่าสุดได้เกิดขึ้นหลังจากการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดิ ซี่งให้ความสำคัญต่อการสร้างความความมั่นคง สันติภาพ และการปฏิรูปเศรษฐกิจของรัฐในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โมดิเริ่มต้นด้วยการแต่งตั้งผู้แทนเจรจาของรัฐบาลกับตัวแทนกลุ่มแบ่งแยกดินแดนนากา ซี่งผู้แทนคนดังกล่าวนอกจากจะต้องเข้าใจข้อเรียกร้องและความคาดหวังของชาวนากาแล้ว ยังต้องเป็นเคารพในความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์นากาของพวกเขาด้วย

    ในระหว่างการเจรจาโดยผู้แทน นายกรัฐมนตรีแห่งอินเดียก็ให้ความสำคัญต่อกระบวนการดังกล่าว โดยติดตามอย่างต่อเนื่องและให้ข้อคิดเห็นต่อแนวทางการดำเนินงานของผู้แทนเจรจาในทุกขั้นตอน(1)นอกเหนือจากผู้แทนเจรจาแล้ว นเรนทรา โมดิ ยังได้กล่าวเสริมอีกว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือไม่สามารถพัฒนา หากนั่งมองและกำหนดนโยบายจากกรุงเดลี ฉะนั้นภาครัฐต้องลงพื้นที่และพิจารณาหนทางในการจัดการแก้ไขปัญหาร่วมกับคนในท้องถิ่น(2)การดำเนินงานในลักษณะดังกล่าวทำให้มุขมนตรีแห่งรัฐนากาแลนด์ ที อาร์ เซเลียง ได้กล่าวว่า การมีทัศนคติที่เป็นบวกและเคารพต่อกลุ่มชาติพันธุ์นากา ทำให้นายกรัฐมนตรีสามารถมีบทบาทในการตัดสินใจอันนำไปสู่ข้อตกลงสันติภาพระหว่างอินเดียและกลุ่มแบ่งแยกดินแดน(3) ซี่งเห็นได้จากในวันที่ 3 สิงหาคม 2015 รัฐบาลอินเดียได้ลงนามข้อตกลงสันติภาพนากา (Naga Peace Accord) อย่างเป็นทางการกับนายมุยวาห์ (Muivah) ผู้นำกลุ่มสภาสังคมนิยมแห่งชาตินากาแลนด์ (the National Socialist Council of Nagaland (NSCN-IM) ) ซี่งเป็นหนี่งในขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่เคลื่อนไหวมากที่สุดในรัฐภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย(4)กลุ่มเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในปี 1980 โดยมีจุดประสงค์ในการสถาปนารัฐเอกราชนากาลิม (Nagalim)(5)  การเจรจาในครั้งนี้เห็นได้ชัดเจนว่า เป็นความพยายามของรัฐที่ให้ค่าและความสำคัญต่อการพูดคุยและปฏิบัติต่อกลุ่มต่อต้านด้วยสถานะที่เท่าเทียม

    อีกทั้งเป็นการสร้างช้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ที่รอคอยมานานกว่า 60 ปี การต่อสู้ระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ในรัฐเจ็ดสาวน้อยและรัฐบาลกลางแห่งอินเดีย ได้สร้างรอยแผลที่บาดลึกลงไปในความรู้สึกของผู้คน การปะทะนำมาซี่งความเสียหายทั้งในเชิงชีวิตและทรัพย์สินของทั้งสองฝ่าย การเจรจาสันติภาพที่เกิดขึ้นนี้ คงจะเป็นนิมิตรหมายอันดีดังที่นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดิ ได้กล่าวไว้ว่า 'ความไม่สงบที่ยาวนานที่สุดของเรา กำลังได้รับการแก้ไข นอกจากนี้มันยังเป็นการส่งสัญญาณให้กับกลุ่มเคลื่อนไหวขนาดเล็กอื่นๆ ให้วางอาวุธด้วย'(6) 

    นอกจากนี้แม้ว่าข้อตกลงสันติภาพนากาจะถูกลงนามในรัฐบาลโมดิ แต่นายกรัฐมนตรีแห่งอินเดีย ยังไม่ลืมที่จะกล่าวขอบคุณทุกรัฐบาลที่ผ่านมาว่า 'ในทุกรัฐบาลได้พยายามบางอย่างในการแก้ไขความไม่สงบ บางภารกิจสำเร็จ แต่หลายภารกิจก็ล้มเหลว กระบวนการเหล่านี้ได้เกิดขึ้นและดำเนินการย่างต่อเนื่อง ซี่งไม่ควรมีรัฐบาลใดฉกฉวยความสำเร็จ เนื่องจากทุกรัฐบาลล้วนแล้วแต่มีส่วนอย่างละน้อย ในกาปูพื้นฐานไปสู่การเจรจากับชาวนากาในครั้งนี้'(7)อนี่ง ข้อตกลงในลักษณะดังกล่าวถือว่ามิใช่เรื่องใหม่ที่เกิดขึ้นต่อรัฐเจ็ดสาวน้อย เนื่องจากในปี 1986 นายกรัฐมนตรีราจีฟ คานธี ก็ได้เจรจาและลงนามความร่วมมือกับผู้นำกลุ่มกบฏมิโซ (Milzo Rebel Leader) จนทำให้ในการเลือกตั้งท้องถิ่น ผู้นำกลุ่มกบฏดังกล่าวได้กลายมาเป็นมุขมนตรี (Cheif Minister) แห่งรัฐมิโซรัมด้วย(8)การเปิดให้กลุ่มต่อต้านได้มีพื้นที่และมีส่วนร่วมในการปกครองจึงถือเป็นช่องทางที่สำคัญอีกประการหนี่งในการจัดการปัญหาภายในของอินเดีย


    ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

    อย่างไรก็ตาม หลังการลงนามในข้อตกลงดังกล่าว มีข้อวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้นอย่างมากถึงความเป็นไปได้ เนื่องจากยังไม่มีการเปิดเผยเนื้อหาของข้อตกลงอย่างเป็นทางการต่อสาธารณะ โดยทั้งฝ่ายรัฐบาลและกลุ่มแบ่งแยกดินแดนต่างออกมายอมรับว่า การประกาศเมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมานั้น เป็นเพียงการร่างเค้าโครงความร่วมมือร่วมกันในระดับหนี่ง ซี่งยังต้องการข้อตกลงเพิ่มเติมอีกเป็นอันมาก โดยเฉพาะฝ่ายแบ่งแยกดินแดนยังไม่ประกาศยุติความต้องการในการเป็นรัฐเอกราชของตนเอง แม้จะมีความพยายามในการนำเสนอแนวคิดอธิปไตยร่วม (Shared Soverighty) เพื่อยกระดับความเป็นสหพันธรัฐ (Federalism) ของอินเดียให้รัฐบาลท้องถิ่นมีอำนาจในการปกครองตนเองยิ่งขึ้น ซี่งจะทำให้ความเป็นของสาธารณรัฐภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญของอินเดียถูกยกระดับและพัฒนามากกว่าที่เป็นอยู่(9)

    นอกจากนี้แล้ว แนวคิดนากาที่ยิ่งใหญ่ (Greater Naga) ของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนซี่งอาจเป็นหนี่งในข้อตกลงร่วมกับรัฐบาลอินเดีย ยังสร้างความวิตกให้กับรัฐบาลท้องถิ่นอื่นๆที่เป็นเพื่อนบ้านของนากาแลนด์ ไม่ว่าจะเป็นรัฐมณีปุร์ อัสสัม หรืออรุณาจัลประเทศ เนื่องจากแนวคิดดังกล่าวมุ่งที่จะควบรวมดินแดนที่มีชาวนากาอาศัยอยู่ ทำให้เกิดความตึงเครียดต่อรัฐข้างเคียงหากจะต้องเสียดินแดนของตนอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากข้อตกลงนี้ อีกทั้งรัฐบาลอินเดียอาจจะต้องเผชิญกับปัญหาระหว่างประเทศกับรัฐบาลเมียนมาร์ เนื่องจากเมียนมาร์ได้ลงนามในสนธิสัญญาหยุดยิงระหว่างเมียนมาร์และสภาสังคมนิยมแห่งชาตินากาแลนด์อีกกลุ่มซี่งนำโดยนายแคปแลง (Khaplang) ในปี 2012 และเมียนมาร์เองก็ยินดีที่จะช่วยอินเดียเจรจากับกลุ่มดังกล่าว แต่รัฐบาลอินเดียเองกลับเลือกที่จะลงนามกับกลุ่มนายมุยวาห์แทน นอกจากนี้ยังมีรายงานเพิ่มเติมว่ากลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่นำโดยนายแคปแลงกำลังมีความพยายามแสวงหาความร่วมมือกับกลุ่มต่อต้านรัฐบาลอินเดียกลุ่มอื่นๆในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อก่อเหตุความรุนแรงต่อไป


    เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นยุทธศาสตร์: บทเรียนจากอินเดียสู่ไทย

    สาเหตุสำคัญประการหนี่งที่ทำให้รัฐบาลอินเดียตัดสินใจส่งสัญญาณสันติภาพไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาจเนื่องมาจากความพยายามแปรเปลี่ยนพื้นที่วิกฤตนี้ ให้กลายเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญรองรับกรอบความร่วมมืออินเดีย - อาเซียน เพราะภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียเป็นประตูสำคัญที่เชื่อมอินเดียกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าด้วยกัน อีกทั้งหากพื้นที่นี้มีสันติภาพและความมั่นคงย่อมสอดรับกับเสริมแรงการประกาศนโยบาย Act East ที่อินเดียมุ่งมองไปยังตะวันออกสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียตะวันออก และเอเชียแปซิฟิกต่อไป จึงไม่แปลกนักหากในวันนี้อินเดียจะเร่งรัดในการจัดการปัญหาความไม่สงบที่เรื้อรังในรัฐเจ็ดสาวน้อยให้คลี่คลายโดยเร็ว

    เมื่อมองมายังปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย แม้มิได้เป็นผลพวกที่เกิดจากลัทธิอาณานิคมในแบบเดียวกับอินเดีย แต่ความขัดแย้งและการใช้ความรุนแรงยังคงเรื้อรังและต่อเนื่องในลักษณะเดียวกัน บทเรียนจากแนวทางการเจรจาสันติภาพของอินเดียในครั้งนี้ อาจทำให้รัฐและพลเมืองไทยได้เห็นทิศทางและข้อจำกัดในการจัดการปัญหา ทั้งในแง่การเปิดเจรจาอย่างเสมอภาค การเรียนรู้และเคารพอัตลักษณ์ที่แตกต่าง การติดตามและเฝ้าระวังในเขิงบวกอย่างใกล้ชิด การจัดตั้งกระทรวงและหน่วยงานด้านการพัฒนาโดยตรง การเลือกคู่เจรจาที่เหมาะสม การคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และที่สำคัญคือการเปลี่ยนพื้นที่วิกฤติให้กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ เพื่อเชื่อมโยงอัตลักษณ์ นำไปสู่ความร่วมมือและการพัฒนาไปยังประเทศเพื่อนบ้าน และมิตรประเทศอื่นๆ ต่อไป

     

    เชิงอรรถ:

    1. http://www.firstpost.com/india/modi-govt-nscnim-pact-will-propel-peace-derive-strategic-results-in-north-east-india-2377288.html

    2.http://timesofindia.indiatimes.com/india/Northeast-cant-be-developed-from-Delhi-Modi/articleshow/48223553.cms

     
     
     
     
     

     

     

     

    เกี่ยวกับผู้เขียน: ปัจจุบัน  ปิยณัฐ สร้อยคำ กำลังศึกษาในระดับปริญญาเอกด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อยู่ที่  University of St Andrews, Scotland

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai