Are you the publisher? Claim or contact us about this channel


Embed this content in your HTML

Search

Report adult content:

click to rate:

Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


    0 0

    รองโฆษกกระทรวงแรงงาน เผยกระทรวงเตรียมตั้ง  'สำนักงานเศรษฐกิจการแรงงาน' เป็นหน่วยงานภายในเทียบเท่าระดับกรม ต้นปี 60 จ้างงานขยายตัว 

    เมื่อวันที่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมา รายงานข่าวจากกระทรวงแรงงานแจ้งว่า เพชรรัตน์ สินอวย ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน ในฐานะรองโฆษกระทรวงแรงงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมกระทรวงว่า กระทรวงแรงงานจำเป็นต้องปฏิรูปองค์กร โดยการปฏิรูปโครงสร้างภายในเป็นลำดับแรกจัดตั้ง “สำนักงานเศรษฐกิจการแรงงาน” เป็นหน่วยงานภายในเทียบเท่าระดับกรมขึ้นมา เนื่องจากกระทรวงแรงงานต้องพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศเป็นสำคัญ ให้สอดคล้องกับกรอบยุทธศาสตร์การพัฒนากำลังคนของประเทศในระยะ 20 ปีข้างหน้าเพื่อรองรับยุทศาสตร์ชาติ 20 ปี

    รองโฆษกระทรวงแรงงาน ระบุอีกว่า จะลงนามความร่วมมือทางวิชาการกับคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันที่ 11 พฤษภาคมนี้ เพื่อทำการศึกษาวิเคราะห์และทำงานร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการแรงงาน ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการชี้ทิศทางการผลิตกำลังคนของประเทศเพื่อสร้างรากฐานด้านแรงงานวิเคราะห์และชี้นำทิศทางนโยบาย (Policy Adviser) ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ให้สามารถก้าวเดินในการผลิตและพัฒนากำลังคนของประเทศให้สอดคล้องเชื่อมโยงกัน นอกจากนี้จะทำหน้าที่คาดการณ์และพยากรณ์สถานการณ์ด้านแรงงานของประเทศในอนาคตล่วงหน้า 12 เดือน โดยมีการติดตามสถานการณ์ ที่เกิดขึ้นจริงเพื่อนำมาปรับปรุงให้การพยากรณ์มีความใกล้เคียงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงมากยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง การกำหนดท่าทีและความร่วมมือด้านเศรษฐกิจการแรงงานระหว่างประเทศ รวมทั้งติดตามและประเมินผล ทั้งนี้ จะมีการสัมมนาวิชาการประจำปี การนำเสนอผลงานวิชาการจากภาคีเครือข่ายด้านแรงงาน เป็นต้น

    เพชรรัตน์ ยังกล่าวถึงสถานการณ์การจ้างงานในระบบประกันสังคมตามมาตรา 33 ตั้งแต่มกราคม - มีนาคม 2560 พบว่า การจ้างงานมีการขยายตัวทุกเดือนอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนมกราคมขยายตัวจากเดือนธันวาคม 2559 ขึ้นมาที่ร้อยละ 1.42 เดือนกุมภาพันธ์ขยายตัวขึ้นมาร้อยละ 1.56 และเดือนมีนาคม ขยายตัวขึ้นมาร้อยละ 1.71 ตามลำดับ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการประกอบกิจการของผู้ประกอบการมีการเจริญเติบโตทำให้การจ้างงานในระบบประกันสังคมในมาตรา 33 ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือว่าระบบเศรษฐกิจยังมีเสถียรภาพดีอยู่

    นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานยังได้มีการเฝ้าระวังสถานการณ์ด้านแรงงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้รับข้อมูลจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สำนักงานแรงงานจังหวัด กรมการจัดหางาน และสำนักงานประกันสังคม พบว่า อุตสาหกรรมการผลิตเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการแปรรูป การถนอมสัตว์น้ำ ชิ้นส่วนและอุปกรณ์เสริมสำหรับรถยนต์ และแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ จากข้อมูลความต้องการแรงงานเดือนมีนาคมของกรมการจัดหางาน พบว่า ผู้ประกอบการต้องการแรงงานจำนวน 37,488 อัตรา ซึ่งขยายตัวอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมกราคมอยู่ที่ 30,645 อัตรา เดือนกุมภาพันธ์ 33,889 อัตรา และเดือนมีนาคมเพิ่มขึ้นเป็น 37,488 อัตรา ซึ่งยืนยันว่าการจ้างงานยังขยายตัวต่อเนื่องสอดคล้องกับการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมมาตรา 33  

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    สมาน ศรีงาม นำทีมประท้วงหน้าสถานทูตอเมริกา จี้หยุดก่อสงครามกับเกาหลีเหนือ หันมาสร้างสันติภาพโลกถาวร ขณะที่ 'วิชาญ ภูวิหาร' ผู้เคยอ้างตัวถอนหมุดคณะราษฎรโผล่ร่วมด้วย

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก 'ฦๅ เฑวฦทธิ์

    28 เม.ย. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 16.43 น. เฟซบุ๊ก 'ฦๅ เฑวฦทธิ์' โพสต์ภาพการชุมนุมนั่งสมาธิ ประท้วงสงครามนิวเคลียร์ ที่หน้าสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย 

    ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่ากลุ่มดังกล่าวเป็นกลุ่มที่นำโดย สมาน ศรีงาม ซึ่งก่อนหน้านั้น สมานได้ประกาศผ่านเฟซบุ๊กว่า สภาประชาชนปฏิวัติสันติแห่งชาติ พรรคการนำใหม่ประชาชนปฏิวัติสันติ (พรรคตามธรรมชาติ) จะไปยื่นหนังสือประท้วงอเมริกาให้หยุดก่อสงครามนิวเคลียร์ล้างโลก กับเกาหลีเหนือ และหันมาสร้างสันติภาพโลกถาวร ในเวลาดังกล่าวด้วย

    นอกจาก สมาน แล้ว ยังมี วิชาญ ภูวิหาร ซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกันเดินทางมาร่วมประท้วงด้วย โดย วิชาญ เมื่อวันที่ 25 เม.ย.ที่ผ่านมา เขาเดินทางไปที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักเลขาธิการสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมอ้างตัวว่าเป็นผู้ถอนหมุดคณะราษฎร พร้อมทั้งอ่านแถลงการณ์แสดงความรับผิดชอบ ความหนา 27 หน้า ใช้เวลาประมาณ 30 นาที เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่านำหมุดดังกล่าวไว้ที่ใด วิชาญ อ้างว่าเมื่อถอนหมุดแล้วก็วางไว้ที่บริเวณดังกล่าว ขณะนี้อยู่ที่ใดตนไม่ทราบ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเชิญตัวไปพูดคุย นายวิชาญพยายามขัดขืนด้วยการนั่งสมาธิ จนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องหิ้วปีก พอเจ้าหน้าที่จะนำตัวไปยัง สน.ดุสิต นายวิชาญจึงขอยื่นเอกสารแถลงการณ์ดังกล่าวถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงนำตัวนายวิชาญไปยัง สน.ดุสิต โดย พ.ต.อ.อรรถวิทย์ สายสืบ รอง ผบก.น.1 ระบุว่า เมื่อมีผู้มาอ้างว่ากระทำความผิดก็ต้องนำตัวไปสอบปากคำว่ากระทำจริงหรือไม่ รวมทั้งจะพาไปตรวจสอบร่างกายว่าสภาพจิตปกติหรือไม่ โดยยังไม่การแจ้งข้อกล่าวหาแต่อย่างใด

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    คงได้เห็นหน้าคร่าตากันไปบ้างแล้ว สำหรับพระราชบัญญัติประกอบร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่า พ.ร.ป. พรรคการเมือง ซึ่งถือเป็น 1 ใน 4 กฎหมายสำคัญอันจะนำไปสู่การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2560 โดยทางคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) ที่มีหัวเรือใหญ่คือมีชัย ฤชุพันธุ์ ได้นำร่างกฎหมายดังกล่าว ฉบับที่ผ่านการพิจารณาจาก กรธ. เมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2560 ส่งให้กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(ส.น.ช) ไปเมื่อวันที่ 18 เม.ย. ที่ผ่านมา โดยกระบวนการระหว่างนี้ สนช. จะเป็นผู้พิจารณากฎหมายดังกล่าวภายในระยะเวลา 60 วันนับตั้งแต่วันที่ 18 เม.ย. เป็นต้นไป

    สำหรับร่างกฎหมายพรรคการเมืองที่ กรธ.ได้ส่งไปมีทั้งหมด 145 มาตรา ซึ่งอมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษก กรธ. ได้ให้สัมภาษณ์ว่า กฎหมายดังกล่าวจัดทำโดยยึดกับรัฐธรรมนูญเป็นหลัก ไม่ใช่รับฟังพรรคการเมืองขนาดใหญ่มากกว่าพรรคการเมืองขนาดเล็ก หรือทำเพื่ออุ้มพรรคการเมืองใด พร้อมทั้งได้วางหลักการ ให้พรรคการเมืองสามารถทำประโยชน์ให้ประเทศและประชาชนได้เป็นหลักสำคัญ

    ขณะที่มีชัยระบุว่า การปรับแก้กฎหมายหลังจากนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของ สนช. เป็นหลักหากยังมีความคิดเห็นที่แตกต่าง แต่ทาง กรธ. เชื่อมั่นว่าได้เขียนกฎหมายอย่างดีที่สุดแล้ว และหาก สนช. จะปรับเปลี่ยนก็ต้องมีคำอธิบายด้วยว่าจะปรับเปลี่ยนแก้ไขเพราะอะไร และหากมีแนวทางที่ดีกว่าที่ กรธ. เขียนก็พร้อมที่จะเห็นด้วย

    ถ้าจะก่อตั้งพรรคการเมืองได้ คุณต้องมีอะไรบ้าง

    ในส่วนของเนื้อหาของกฎหมายพรรคการเมืองที่เป็นประเด็นถกเถียงสำคัญๆ ในช่วงที่ผ่านมามีด้วยกันหลายเรื่อง เช่น เรื่องการก่อตั้งพรรคการเมืองใหม่ที่มีข้อกำหนด ข้อบังคับมากมาย จนทำให้ผู้ที่มีความคิดจะก่อตั้งพรรคการเมืองรู้สึกว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวอาจจะเป็นการปิดกั้นพื้นที่การเข้าไปมีส่วนร่วมในการเมืองระดับชาติ มากกว่าที่จะเปิดโอกาสให้เกิดพรรคทางเลือกใหม่ๆ ขึ้นมา

    โดยในหมวดที่ 1 ซึ่งว่าด้วยการจัดตั้งพรรคการเมือง ได้กำหนดให้ผู้ที่จะก่อตั้งพรรคการเมืองต้องร่วมกันไม่น้อยกว่า 500 คน เพื่อเข้าชื่อจัดตั้งพรรคการเมือง พร้อมทั้งกำหนดให้พรรคการเมืองต้องมีเงินทุนประเดิมพรรคไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท โดยให้เรียกเก็บจากผู้ร่วมจัดตั้งพรรคการเมืองอย่างน้อยคนละ 1,000 บาท แต่ไม่เกิน 300,000 บาท ตามมาตรา 9  ขณะที่กฎหมายเดิมกำหนดเพียงให้มีผู้ร่วมก่อตั้ง ไม่น้อยกว่า 15 คน และไม่ได้กำหนดเรื่องทุนเงินประเดิมพรรคการเมืองไว้

    อีกทั้งยังกำหนดให้มีการทำระบบสมาชิกพรรคการเมือง โดยมีความมุ่งหวังที่ไม่ต้องการให้พรรคการเมืองเป็นของกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ต้องการให้พรรคการเมืองเป็นพรรคของทุกคน โดยในกฎหมายดังกล่าวมีรายละเอียดในทางปฏิบัติที่เอื้อเกิดระบบไพรมารี่โหวต (Primary Vote) ซึ่งสมาชิกพรรคการเมืองสามารถจะมีส่วนร่วมในการกำหนดว่าจะให้ผู้ใดลงสมัครรับการลงเลือกตั้งได้ ตามมาตรา 49 ววรค 3

    แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องการทำระบบสมาชิกนั้นได้มีการกำหนดให้พรรคการเมืองที่เพิ่งจดทะเบียนใหม่ต้องมีสมาชิกไม่น้อยกว่า 5,000 คนภายใน 1 ปี และมีไม่น้อยกว่า 10,000 คนภายในเวลา 4 ปี โดยนับจากวันที่จดทะเบียนพรรคการเมือง และภายใน 1 ปี พรรคการเมืองต้องดำเนินการให้มีสาขาพรรคในแต่ละภาค อย่างน้อยภาคละ 1 สาขา โดยสาขาพรรคการเมืองจะต้องมีสมาชิกที่มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบของสาขานั้นๆ มากกว่า 500 คนขึ้นไป ตามมาตรา 33

    อีกทั้งสมาชิกพรรคการเมืองทุกคนจะต้องชำระค่าบำรุงพรรคการเมืองอย่างน้อยคนละ 100 บาทต่อปี ตามมาตรา 15 วงเล็บ 15 และหากสมาชิกคนใดไม่ทำการชำระเงินติดต่อกัน 2 ปี ให้ถือว่าสิ้นความเป็นสมาชิกพรรคทันที ตามมาตรา 27 วงเล็บ 3

    และเมื่อมีการจดทะเบียนเป็นพรรคการเมืองแล้ว หากพบว่าพรรคการเมืองไม่ได้ส่งผู้สมัครลงรับการเลือกตั้งทั่วไปเป็นเวลา 8 ปีติดต่อกัน จะทำให้สถานะภาพของการเป็นพรรคการเมืองสิ้นสุดลง ตามมาตรา 84 วงเล็บ 5

    นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดยิบย่อยอีกมากมาย เช่นการจัดประชุมผู้ก่อตั้งพรรคอย่างน้อย 250 คนเพื่อนำรายชื่อและบันทึกการประชุมไปประกอบการจดทะเบียน ไปจนถึงการจัดเตรียมเอกสารต่างๆอีกมากมาย ซึ่งหากเกิดข้อผิดพลาด หรือพรรคการเมืองไม่ได้ทำตามที่กฎหมายระบุก็จะมีโทษถึงขั้นจำคุก

    วิทูวัจน์ ทองบุ คณะกรรมการเฉพาะกาลพรรคสามัญชน

    การก่อตั้งพรรคมีเงื่อนไขมาก อาจเป็นการผลักไสชาวบ้านสู่ท้องถนน

    ต่อประเด็นดังกล่าว วิทูวัจน์ ทองบุ คณะกรรมการเฉพาะกาลพรรคสามัญชน (พรรคสามัญชนคือ กลุ่มบุคคลซึ่งรวมตัวกันและมีแนวคิดจะจัดตั้งพรรคการเมือง) เห็นว่าพรรคการเมืองต้องเป็นเครื่องมือที่ชาวบ้านใช้ได้ง่าย แต่กฎหมายดังกล่าวอาจจะไม่เอื้อให้กับกลุ่มชาวบ้านที่เคยออกมาต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในประเด็นสิทธิมนุษยชนในมิติต่างๆ ซึ่งมีการรวมตัวเป็นเครือข่ายกัน และมีความประสงค์จะก่อตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาเพื่อขับเคลื่อนนโยบายที่มาจากความต้องการประชาชน เพราะการกำหนดให้มีเงินทุนประเดิมพรรคการเมือง โดยที่ผู้ก่อตั้งจะต้องจ่ายทุกคนอย่างน้อยคนละ 1,000 บาท จะเป็นอุปสรรคสำคัญที่กีดกันชาวบ้าน และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการหรือนโยบายของรัฐ ไม่ให้เข้าสู่การต่อสู้ในเวทีการเมือง และยิ่งไปกว่านั้นอาจจะเป็นการผลักให้ชาวบ้านเดินออกมาบนท้องถนนแทน

    “ตามหลักแล้วมันควรจะง่าย ไม่ใช่มีขั้นตอนที่มากขนาดนี้ และหากเป็นแบบนี้มันยิ่งผลักคนออกไปที่ท้องถนน จากเดิม(ร่างแรกของ กรธ.) เขากำหนด 500 คน จ่ายคนละ 2,000 บาท แต่เปลี่ยนมาเป็น 500 คน อย่างน้อยคน 1,000 บาท แต่เมื่อเฉลี่ยรวมกันแล้วก็ต้องหาให้ได้ 1 ล้านอยู่ดี ซึ่งมันก็ยังเป็นเรื่องยากสำหรับชาวบ้านเหมือนเดิม เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเขากำหนดแบบนี้ หากจะอ้างการมีส่วนร่วม มันสามารถทำได้โดยวิธีอื่นอยู่แล้ว” วิทูวัจน์ ระบุ

    วิทูวัจน์ เห็นว่าการกำหนดเงื่อนไขดังกล่าวเป็นความหวาดกลัวความคิดเก่าๆ ภาพการเมืองเก่าๆ ของผู้ร่างกฎหมาย แต่กลับไม่มีเข้าใจความเติบโตทางการเมืองของกลุ่มชาวบ้าน หรือกลุ่มคนรุ่นใหม่ๆ ที่ต้องการก่อตั้งพรรคการเมืองรูปแบบใหม่ หรือพรรคทางเลือกขึ้นมา เขาเห็นว่าความเป็นเจ้าของพรรคการเมืองไม่สามารถชี้วัดได้ด้วยการดูว่าใครเป็นคนออกเงินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูที่รูปแบบการบริหารพรรค การกำหนดนโยบายของพรรค ซึ่งสำหรับพรรคสามัญชนได้มีแนวคิดว่าทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องการกับทำงานของพรรคจะให้สมาชิกพรรคเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดได้ ความเป็นเจ้าของพรรคเกิดขึ้นจากตรงนี้ วิทูวัจน์ย้ำในตอนท้าย

    อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

    เช่นเดียวกันกับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเห็นว่าร่างกฎหมายดังกล่าว กำหนดบทบาทที่ชัดเจนของสมาชิกเพียงแค่การจ่ายค่าบำรุงพรรค แต่ยังไม่มีการระบุว่าให้สิทธิอะไรบ้างกับผู้ที่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง เขาเห็นว่าการเป็นเจ้าของ และมีส่วนร่วมในพรรค จะคิดแต่เรื่องของการจ่ายค่าบำรุงพรรคอย่างเดียวไม่ได้ แม้ในอุดมคติการจ่ายเงินบำรุงพรรคจะเป็นเรื่องที่สมควรมี แต่จากสถานการณ์ปัจจุบันไปสู่การที่ประชาชนสามารถมามีส่วนร่วมทางการเมืองในฐานะสมาชิกพรรคการเมืองได้นั้น การเอาเรื่องเงินมาเป็นตัวตั้งไม่ใช่โจทย์ที่ถูกต้อง

    นอกจากนี้ อภิสิทธิ์ ระบุด้วยว่า การครอบงำพรรคการเมืองโดยคนกลุ่มน้อย โดยบุคคล หรือโดยครอบครัวนั้น คงไม่สามารถแก้ได้ด้วยการเก็บค่าบำรุงพรรคการเมือง หากต้องการแก้ปัญหาดังกล่าวต้องเข้าใจว่าที่มาของเงินนั้นไม่ใช่เป็นเงินที่วางอยู่บนโต๊ะอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่เป็นเงินที่จ่ายโดยไม่มีกฎหมายรองรับ ซึ่งเขายังมีข้อข้องใจว่า ทำไม กรธ. ไม่หาทางจัดการเรื่องนี้ให้ได้

    นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

    เจตนารมณ์ในการก่อตั้งพรรคการเมืองถูกทำให้เปลี่ยนไป

    ขณะที่ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่าเงื่อนไขต่างๆที่เพิ่มเข้ามาในก่อตั้งพรรคการเมือง จะทำให้พรรคการเมืองใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น หรือพรรคการเมืองขนาดเล็กที่มีอยู่มีความลำบากมากขึ้น โดยเขาชี้ให้เห็นว่าความเป็นพรรคการเมืองนั้นไม่ได้หมายความว่า จะต้องมีผู้สมัครลงรับการเลือกตั้งเท่านั้น แต่พรรคการเมืองเป็นพื้นที่สำหรับขยายอุดมการณ์ทางการเมือง และเป็นพื้นที่สาธารณะที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ การลงรับสมัครเลือกตั้งเป็นเพียงหนึ่งองค์ประกอบหนึ่งของพรรคการเมืองเท่านั้น แต่ในร่างกฎหมายพรรคการเมือง ระบุว่าหากพรรคการเมืองไม่ส่งผู้สมัครลงรับการเลือกตั้ง 8 ปีติดต่อกันจะถูกยุบพรรคทันที

    “เราจะเห็นว่าพรรคการเมืองบางพรรค เขาอยู่มานานแต่ไม่เคยมีผู้แทนเลย ไม่ได้ส่งคนลงสมัครรับเลือกตั้งเลย แต่สิ่งที่เขามีคือพื้นที่ในการทำนโยบายสาธารณะบางเรื่องเท่านั้นเอง แต่การกำหนดว่าหากพรรคไหนไม่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง 8 ปี พรรคนั้นจะถูกยุบไปเลย อย่างนี้แสดงว่าเจตนารมณ์ของพรรคการตามรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นใหม่จะต้องเป็นพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งเท่านั้น ฉะนั้นพื้นที่สาธารณะของกลุ่มบุคคลที่มีอุดมการณ์แบบเดียวกัน มารวมตัวกันเพื่อประกาศเจตนารมณ์ พื้นที่ตรงนี้มันก็จะหายไป”

    นิพิฏฐ์ ย้ำด้วยว่า ผู้ร่างกฎหมายมองเห็นเพียงแค่ว่าการมีส่วนร่วมทางการเมืองกับพรรคการเมืองนั้นจะทำได้ด้วยการจ่ายเงิน แต่จริงๆ แล้วการกำหนดรายละเอียดยิบย่อยลักษณะนี้อาจจะทำให้พรรคการเมืองมีลักษณะคล้ายกับระบบราชการที่ต้องคอยดูแลงานที่เกี่ยวข้องกับเอกสาร และทำงานในลักษณะงานประจำมากขึ้น

    “เรื่องการจ่ายเงิน พรรคประชาธิปัตย์เคยทดลองให้สมาชิกพรรคร่วมจ่ายเงินบำรุงพรรคมาก่อนหน้าที่จะเกิดรัฐประหารอีก เรามีสมาชิกหลายล้าน แต่กำหนดให้ชำระเพียงปีละ 20 บาทต่อคน แต่เงินที่ได้มาเข้าใจว่าได้ไม่ถึงแสน ทั้งที่ตอนนั้นเรายังไม่เจอสถานการณ์ที่พรรคการเมืองถูกใส่ร้าย ถูกทำให้เป็นที่รังเกียจเหมือนทุกวันนี้ ในขณะที่ตอนนี้สถานการณ์ต่างๆ ก็ไม่เอื้อเพราะคนรังเกียจนักการเมือง มันก็ไม่เอื้อให้คนเดินเข้ามาจ่ายเงินบำรุงพรรค ฉะนั้นหากมาตรการนี้ออกมาพรรคใหญ่ก็ลำบาก พรรคเล็กก็เกิดยาก ผมเชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์จากเดิมที่มีสมาชิกหลายล้าน อาจจะเหลือแค่ไม่กี่แสน” นิพิฏฐ์ กล่าว

    บทลงโทษรวม 36 มาตรา พบโทษสูงสุดจำคุก 20 ปี

    สำหรับกรณีบทลงโทษที่เขียนเอาไว้ในร่างกฎหมายฉบับนี้มีด้วยกันทั้งสิ้น 36 มาตรา โดยมีโทษที่เบาสุดคือ มาตรา 127 ระบุว่า หากกรรมการบริหารพรรคการเมืองไม่ปฏิบัติตามมาตรา 83 (ซึ่งกำหนดว่า คณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง ที่จะต้องตรวจสอบและควบคุมมิให้มีการนำเงินหรือทรัพย์สินของพรรคการเมืองไปใช้จ่ายเพื่อการอื่นใดนอกจากที่กำหนดไว้ในมาตรา 78 มาตรา81 และมาตรา 82) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    ขณะที่โทษสูงสุดตามร่างกฎหมายนี้อยู่ที่มาตรา 110 ที่กำหนดว่า ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา  46 (กรณีการซื้อขายตำแหน่งทางการเมือง และตำแหน่งในการบริหารราชการแผ่นดินในหน่วยงานรัฐ) ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 10-20 ปีและให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิการรับสมัครเลือกตั้งของผู้นั้น (มาตรานี้มีการปรับแก้ไขบทกำหนดโทษจากเดิมที่ กรธ. วางไว้คือโทษประหารชีวิต)

    ขณะที่มาตราที่ดูจะเพิ่มเติมเข้ามาเป็นพิเศษคือ มาตรา 130 โดยกำหนดเอาไว้ว่า บรรดาความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ถ้าจำเลยอยู่ในอำนาจศาลแล้วแต่ได้หลบหนีไป และศาลได้ออกหมายจับแล้ว แต่ยังจับตัวมาไม่ได้ ให้ศาลมีอำนาจพิจารณาคดี สืบพยาน และอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยได้

    ในขณะที่ ชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย ได้ตั้งข้อสังเกตถึงการกำหนดบทลงโทษในร่างกฎหมายฉบับนี้ว่า มีการคิดบนพื้นฐานอะไร เพราะเหตุใดจึงมีความพยายามทำให้กฎหมายดังกล่าวมีอัตราโทษที่สูงเกินไปเมื่อเทียบกับโทษทางอาญาอื่นๆ

    ชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย

    ซ่อนไม้ตาย กกต.ลงดาบ ล้างไพ่คณะกรรมการบริหารพรรคทั้งคณะ

    นอกจากนี้ ชวลิต เห็นว่า มาตรา 22 เป็นบทบัญญัติที่ผิดหลักกฎหมายอย่างร้ายแรง โดยมาตรา 22 กำหนดให้คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองมีหน้าที่ควบคุมและกำกับดูแล มิให้สมาชิกกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ข้อบังคับ รวมตลอดทั้งระเบียบประกาศและคำสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง

    ทั้งยังระบุให้คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองมีหน้าที่ควบคุมและกำกับดูแล มิให้สมาชิก หรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองกระทำการในลักษณะที่อาจทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริต หรือเที่ยงธรรม ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรืออาจเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคลใดซึ่งสมัครเข้ารับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม

    ทั้งนี้ เมื่อคณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองได้รับแจ้งจากนายทะเบียนว่าสมาชิกกระทำการอันอาจมีลักษณะเป็นการฝ่าฝืน ให้คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองมีมติหรือสั่งการให้สมาชิกยุติการกระทำนั้นโดยพลัน และกำหนดมาตรการหรือวิธีการที่จำเป็นเพื่อมิให้สมาชิกผู้ใดกระทำการอันอาจมีลักษณะดังกล่าวอีก แล้วแจ้งให้นายทะเบียนทราบภายใน 7 วันนับแต่วันที่มีมติ

    ในกรณีที่ความปรากฏต่อนายทะเบียนว่าคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองไม่ปฏิบัติตาม ให้นายทะเบียนเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อพิจารณามีคำสั่งให้คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะคำสั่งดังกล่าวให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

    ชวลิตให้ความเห็นว่า การร่างบัญญัติข้อนี้ยังมีลักษณะกว้างไปและสร้างการตีความครอบคลุมได้ในหลายๆ ประเด็น โดยเขาเห็นว่า การที่จะให้คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองเพียงไม่กี่คนมีหน้าที่ต้องดูแลกับสมาชิกพรรคการเมือง ซึ่งสำหรับพรรคใหญ่อาจมีจำนวนถึงหลักแสน หลักล้าน เป็นกฎหมายที่ไม่สมเหตุสมผล และยิ่งต้องมีการรับโทษด้วยการถูกสั่งให้พ้นจากตำแหน่งด้วยนั้นถือเป็นเรื่องที่ไม่ชอบอย่างยิ่ง โดยเขาเห็นว่ากฎหมายควรกำหนดโทษที่ผู้ที่กระทำผิดโดยตรง และหากมีการตรวจสอบพบว่า กรรมการบริหารพรรคการเมืองคนใดมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด เช่นมีส่วนรู้เห็นกับการฝ่าฝืนกฎหมาย ก็ควรที่จะมีการลงโทษเป็นกรณีไป ไม่ใช่การเหมารวมคณะกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด

    พรรคการเมืองยุบง่ายๆ พรรคเล็กอาจจะหายไปภายในไม่กี่ปี พรรคใหญ่ถึงไม่พลาดก็อาจโดน

    สำหรับกรณีที่เกี่ยวข้องกับการยุบพรรคการเมืองนั้นมีหลากหลายเหตุปัจจัย  เช่น

    1. มีข้อบังคับไม่ถูกต้องและไม่ครบถ้วน (มาตรา 85 วงเล็บ 1)

    เมื่อพรรคการเมืองไม่แก้ไขข้อบังคับให้ถูกต้องหรือครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กำหนดตามมาตรา 17 วรรคสาม (ว่าด้วยกรณีที่พบในภายหลังว่าข้อบังคับของพรรคการเมืองหนึ่งๆ ที่ได้ยื่นประกอบเพื่อจดทะเบียนพรรคการเมือง ไม่เป็นไปตาม มาตรา 14 ซึ่งระบุว่า ข้อบังคับต้องไม่มีลักษณะดังต่อไปนี้  1.เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและต้องไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ 2.ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน 3.อาจก่อให้เกิดความแตกแยกระหว่างชนในชาติ และ4.ครอบงำหรือเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่โดยอิสระของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญ)

    และมาตรา 15 (ว่าด้วยข้อบังคับต่างๆที่ต้องมีสำหรับพรรคการเมือง ยกตัวอย่างเช่น สิทธิและหน้าที่ของสมาชิก ความรับผิดชอบของสมาชิกต่อพรรคการเมืองและความรับผิดชอบของพรรคการเมืองต่อสมาชิก มาตรฐานทางจริยธรรมของกรรมการบริหารพรรคการเมืองและสมาชิกหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกสมาชิกเพื่อส่งเข้าสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อ และการคัดเลือกบุคคลซึ่งพรรคการเมืองเห็นสมควรจะเสนอให้ได้รับการพิจารณาแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องกำหนดให้สมาชิกมีส่วนร่วมในการคัดเลือกด้วยอย่างกว้างขวาง วิธีการบริหารการเงินและทรัพย์สิน)

    โดยให้นายทะเบียนพรรคการเมืองรายงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อพิจารณาและมีมติให้เพิกถอนข้อบังคับของพรรคการเมืองนั้น และแจ้งให้คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองทราบภายใน 7 วัน โดยคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองต้องดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง และครบถ้วนภายในเวลา 30 วันนับจากวันที่ได้รับหนังสือ  หากพ้นไปจากนี้ยังไม่ได้ทีการแก้ไข หรือแก้ไขแล้วแต่ยังไม่ถูกต้องครบถ้วน ให้พรรคการเมืองนั้นสิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง

    2.มีจำนวนสมาชิกไม่ครบตามที่กำหนด (มาตรา 85 วงเล็บ 2) มีจำนวนสาขาพรรคการเมืองไม่ครบตามที่กำหนด (มาตรา 58 วงเล็บ 3)

    เมื่อพรรคการเมืองได้รับการจดทะเบียนแล้ว หากหลังจากวันที่จดทะเบียน 1 ปี ไม่สามารถมีสมาชิกมากกว่า 5,000 คนหรือหลังผ่านไป 4 ปี ไม่สามารถมีสมาชิกมากกว่า 10,000 คน เป็นระยะเวลาติดต่อกัน 90 วัน ให้พรรคการเมืองนั้นสิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง

    หรือหากมีสาขาพรรคการเมืองเหลืออยู่ไม่ครบตามจำนวนที่กำหนด (ต้องมีอย่างน้อยภาคละ 1 สาขา) ติดต่อกันเป็นเวลา 1 ปี ให้พรรคการเมืองนั้นสิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง

    3.กรณีสั่งยุบพรรคโดยศาลรัฐธรรมนูญ ให้สั่งตัดสิทธิทางการเมืองคณะกรรมการบริหารพรรคด้วย

    ในมาตรา 86 ได้ระบุว่า หากคณะกรรมการการเลือกตั้งมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า พรรคการเมืองได้กระทำการดังต่อไปนี้ ให้ยื่นเรื่องกับศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อสั่งยุบพรรคการเมืองและเพิกถอนสิทธิรับสมัครเลือกตั้งของคณะกรรมบริหารพรรคด้วย

    การกระทำดังกล่าวประกอบด้วย การกระทำที่เป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การกระทำอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรา 20 วรรค 2 มาตรา 28 มาตรา 30 มาตรา 36 มาตรา 44 มาตรา 46 มาตรา 66 หรือมาตรา 68 และมีเหตุอันจำเป็นตามกฎหมายกำหนด

    มาตรา 20วรรคสอง พรรคการเมืองต้องไม่ดำเนินกิจการอันมีลักษณะเป็นการแสวงหากำไรมาแบ่งปันกัน

    มาตรา 28ห้ามมิให้พรรคการเมืองยินยอม หรือกระทำการใดอันทำให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่สมาชิกกระทำการอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำ กิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกของพรรคขาดความอิสระ ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม

    มาตรา 30ห้ามมิให้พรรคการเมือง หรือผู้ใดให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้เงินทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อมเพื่อจูงใจให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดสมัครเข้าเป็นสมาชิกของพรรคการเมือง ทั้งนี้ เว้นแต่สิทธิหรือประโยชน์ซึ่งบุคคลจะพึงได้รับในฐานะที่เป็นสมาชิกของพรรคการเมือง

    มาตรา 36สาขาพรรคการเมือง และตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด จะจัดตั้งขึ้นนอกราชอาณาจักรมิได้

    มาตรา 44ห้ามมิให้พรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองและสมาชิกรับบริจาคจากผู้ใดเพื่อกระทำการหรือสนับสนุนการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของราชอาณาจักร ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน

    มาตรา 45ห้ามมิให้พรรคการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองกระทำการหรือส่งเสริม สนับสนุนให้ผู้ใดกระทำการอันเป็นการก่อกวนหรือคุกคามความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือกระทำการอันเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ

    มาตรา 46ห้ามมิให้พรรคการเมือง สมาชิก หรือผู้ใด เรียกรับ หรือยอมจะรับเงินทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ใด เพื่อให้ผู้นั้นหรือบุคคลอื่นได้รับแต่งตั้ง หรือสัญญาว่าจะให้ได้รับแต่งตั้ง หรือเพราะเหตุที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือตำแหน่งใดในการบริหารราชการแผ่นดินหรือในหน่วยงานของรัฐ

    ห้ามมิให้ผู้ใดให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่พรรคการเมืองสมาชิกหรือผู้ใดเพื่อจูงใจให้ตนหรือบุคคลอื่นได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือตำแหน่งใดในการบริหารราชการแผ่นดินหรือในหน่วยงานของรัฐ

    มาตรา 66 ห้ามมิให้พรรคการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองรับบริจาคเงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยรู้หรือควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

    มาตรา 68ห้ามมิให้พรรคการเมือง หรือสมาชิกรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดจาก

    (1)บุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย

    (2)นิติบุคคลตามกฎหมายต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจหรือกิจการหรือจดทะเบียนสาขาอยู่ในหรือนอกราชอาณาจักร

    (3)นิติบุคคลที่จดทะเบียนในราชอาณาจักรโดยมีบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทยมีทุนหรือเป็นผู้ถือหุ้นเกินกว่าร้อยละสี่สิบเก้า ในกรณีที่เป็นบริษัทมหาชนจำกัดที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยให้พิจารณาตามที่ปรากฏในทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัทดังกล่าวหุ้นที่ไม่ปรากฏชื่อผู้ถือหรือถือโดยตัวแทนของบุคคลที่ไม่เปิดเผยชื่อ ให้ถือว่าเป็นหุ้นที่ถือโดยผู้ไม่มีสัญชาติไทย

    (4)คณะบุคคล หรือนิติบุคคลที่ได้รับทุนหรือได้รับเงินอุดหนุนจากต่างประเทศ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ดำเนินกิจการเพื่อประโยชน์ของบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทยหรือซึ่งมีผู้จัดการ หรือกรรมการเป็นบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทย

    (5)บุคคล คณะบุคคล หรือนิติบุคคลที่ได้รับบริจาคเพื่อดำเนินกิจการของพรรคการเมือง หรือเพื่อดำเนินกิจการในทางการเมืองจากบุคคล องค์การ หรือนิติบุคคลตาม (1) (2) (3) (4)

    (6)บุคคล คณะบุคคล หรือนิติบุคคล ที่มีลักษณะทำนองเดียวกันกับ (1) (2) (3) (4) (5) ตามที่คณะกรรมการกำหนด

    ความในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับกับกรณีสมาชิกรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดดังกล่าวที่มิใช่เพื่อใช้ในกิจกรรมทางการเมือง

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    รายงานสัมมนาทางวิชาการในหัวข้อ Thailand Update 2017 มหาลัยโคลัมเบีย กับประเด็น ม.112 ระบอบทุนนิยมกับสถาบันกษัตริย์ ประชามติ ชายแดนใต้ บทบาททางเศรษฐกิจของทหารไทย ศาลปกครอง และการปราบปรามโซเชียลมีเดีย

    เมื่อวันพุธที่ 19 เมษายนที่ผ่านมา ณ มหาลัยโคลัมเบีย มลรัฐนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้จัดการสัมมนาทางวิชาการในหัวข้อ Thailand Update 2017 ขึ้น โดยการนำของ ดันแคน แมคคาโก ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และศาสตราจารย์รัฐศาสตร์ประจำมหาวิทยาลัยลีดส์  งานสัมมนา Thailand Update นี้เป็นงานสัมมนาวิชาการเกี่ยวกับประเทศไทยซึ่งมุ่งครอบคลุมทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม โดยการประชุมนี้ได้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่สามแล้ว

    เนื่องจากปี 2559 ที่ผ่านมาเป็นปีที่มีเหตุการณ์สำคัญหลายอย่างเกิดขึ้นในประเทศไทย ทั้งการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และการเปลี่ยนผ่านรัชกาล อันก่อให้เกิดความกังวลและคำถามอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับแนวทางในการวางระบบเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศไทยในอนาคต การสัมมนาวิชาการ Thailand Update 2017 นี้ได้รวบรวมเอานักวิชาการหลายท่านที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมานำเสนองานวิจัยและบทวิเคราะห์ที่อาจมีส่วนเชี่อมโยงและเป็นประโยชน์ต่อการทำความเข้าใจสถานการณ์ในประเทศไทยในในมิติต่างๆได้ดียิ่งขึ้น โดยการบรรยายจะแบ่งเป็นสามหัวข้อหลักๆ คือ การเมือง เศรษฐกิจ และสื่อกับความยุติธรรม

    นักศึกษากฎหมายและกษัตริย์องค์ใหม่ของไทย

    ในหัวข้อการเมืองนี้มีการแบ่งการบรรยายออกเป็นสองส่วน โดยส่วนแรกเป็นเรื่องการเมืองอันเกี่ยวเนื่องกับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และสถาบันพระมหากษัตริย์ นำบรรยายโดย ไทเรล ฮาเบอร์คอร์น ( Tyrell Haberkorn ) นักวิจัยประจำภาควิชาการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคม มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย โดยไทเรลนำเสนอการบรรยายในหัวข้อ “นักศึกษากฎหมายและกษัตริย์องค์ใหม่ของไทย” ซึ่งพูดถึงกรณีการจับกุมและดำเนินคดีกับนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ 'ไผ่ ดาวดิน' นักศึกษาสาขาวิชากฎหมายและแกนนำนักกิจกรรมเพื่อประชาธิปไตย ภายใต้ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จากการแชร์รายงานข่าว BBC Thai อันมีเนื้อหาเกี่ยวกับพระราชประวัติของรัชกาลที่ 10 โดยคดีของไผ่เป็นคดีแรกในมาตรา 112  ภายใต้การปกครองของกษัตริย์พระองค์ใหม่ การที่ไผ่เป็นเพียงคนเดียวที่ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายแม้จะมีผู้แชร์รายงานข่าวชิ้นเดียวกันนี้กว่าอีก 2600 คน เป็นการแสดงให้เห็นถึงการเลือกใช้อำนาจทางกฎหมายอย่างปราศจากเหตุผลของรัฐไทยอันก่อให้เกิดการตั้งคำถามและความกังวลอย่างมากในหมู่นักวิชาการถึงระบอบการเมืองและการปกครองในอนาคตว่าจะดำเนินต่อไปอย่างไรหลังจากขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์พระองค์ใหม่

    ไทเรล นำเสนอว่า กฎหมายพระราชบัญญัติมาตรา 112 หรือกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้นแท้จริงแล้วเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การแสดงความคิดเห็นหรือตั้งคำถามเกี่ยวสถาบันกษัตริย์อันเกี่ยวเนื่องกับสถาบันทางการเมืองยากที่จะเกิดขึ้นได้ในสังคมและแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยเสียด้วยซ้ำในทางกฎหมาย

    ไทเรล สรุปว่า หนทางการกลับเข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตยหรือการกลับเข้าสู่การเป็นสังคมเปิดกว้างของไทยในอนาคตนั้นยังคงจะเป็นไปได้ยาก หากรัฐบาลไทยภายใต้แกนนำของคณะความสงบและมั่งคงแห่งชาติยังคงใช้กฎหมายมาตรา 112 เป็นเครื่องมือในการควบคุมการแสดงความคิดเห็นและการตั้งคำถามของประชาชนเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์อันสืบเนื่องและเกี่ยวข้องกับการเมือง

    ระบอบทุนนิยมกับสถาบันกษัตริย์

    ผู้บรรยายในหัวข้อการเมืองในช่วงแรกนี้อีกท่านหนึ่งคือ ปวงชน อุนจะนำ นักศึกษาปริญญาเอกสาขารัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยคูนี่ และอาจารย์ภาควิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร โดย ปวงชน นำเสนอส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์อันมีเนื้อหาและข้อมูลที่น่าสนใจในหัวข้อ “ระบอบทุนนิยมกับสถาบันกษัตริย์” ( Capital and the Crown ) 
     
    ปวงชน ได้เริ่มการบรรยายโดยตั้งคำถามถึงความหมายที่แท้จริงของ “การสูญเสียอันยิ่งใหญ่ของประเทศไทยในช่วงเปลื่ยนรัชกาล” โดยพูดถึงแนวโน้มการลงทุนจากภาคธุรกิจ ไปจนถึงระบอบทุนนิยมทั้งจากในและนอกประเทศที่ลดลง
     
    ปวงชน ได้นำเสนอและเปรียบเทียบถึงพัฒนาการของภาพลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ไทยในปัจจุบันที่ดีขึ้นและแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงจากภาพลักษณ์กษัตริย์ไทยโบราณในช่วงสมบูรณายาสิทธิราชย์ในช่วงก่อนการเปลื่ยนแปลงการปกครอง โดยปวงชน ได้กล่าวว่า ภาพลักษณ์ดังกล่าวมีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับนักธุรกิจและนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ
     
    ปวงชน เรียกแนวคิดของความสัมพันธ์ระหว่างระบอบทุนนิยมจากนักธุรกิจและสถาบันกษัตริย์นี้ว่า “แฝดสยาม” ( Siamese Twins) เนื่องจากเป็นความสัมพันธ์ซึ่งพัฒนาและเติบโตมาพร้อมกันอย่างแน่นแฟ้นและไม่สามารถแยกออกจากกันได้ โดยระบบความสัมพันธ์นี้เข็มแข็งและรุ่งเรืองมากในช่วงรัชกาลที่ 9 เนื่องจากการครองราชย์ยาวนานกว่า 70 ปีของพระองค์ ซึ่งในช่วงระยะเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ประเทศไทยกำลังค่อยๆ เปลื่ยนผ่านจากประเทศเกษตรกรรมเข้าสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมและเกิดการขยายตัวของชนชั้นกลางอย่างรวดเร็ว โดยผลของแบบความสัมพันธ์ “แฝดสยาม” กับกลุ่มธุรกิจของสถาบันกษัตริย์ดังกล่าวนี้ส่งผลให้เงินในกองทุนทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและไม่ทรงต้องการเงินสนับสนุนจากรัฐบาลดังเช่นในอดีตอีกต่อไป
     
    โดยท้ายสุด ปวงชน ได้ให้ข้อสังเกตสรุปเกี่ยวกับความสัมพันธ์แบบ “แฝดสยาม” นี้ว่า ระบบดังกล่าวทำให้เกิดความสัมพันธ์ในแง่ผลประโยชน์ต่างตอบแทนระหว่างสถาบันกษัตริย์และภาคธุรกิจ ซึ่งอาจทำให้ระบอบทุนนิยมที่แท้จริงในประเทศนั้นเสียหายได้เป็นอย่างมาก ปวงชน คาดการว่า ในอนาคตระบบความสัมพันธ์นี้จะยังถูกสงวนและรักษาไว้อย่างเหนียวแน่นโดยเครือข่ายพระมหากษัตริย์ และจะยังส่งผลกระทบแก่ระบอบการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ และสังคมของไทยในระยะยาวอย่างแน่นอน
     

    ควบคุม ประณีประนอม และถอยหลังเข้าคลอง

    การบรรยายในหัวข้อการเมืองในช่วงที่สอง นำโดย อัลเลน ฮิคกินส์ และ ดันแคน แมคคาโก โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับการทำประชามติรัฐธรรมนูญและข้อสังเกตจากประชามติดังกล่าวที่เชื่อมโยงกับปัญหาสามจังหวัดภาคใต้
     
    อัลเลน ฮิคกินส์ ( Allen Hicken ) ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์และประชาธิปไตยใหม่ มหาวิทยาลัยมิชิแกน เริ่มการสัมมนาในช่วงนี้ในหัวข้อ ควบคุม ประณีประนอม และถอยหลังเข้าคลอง : สถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบันโดยฮิคกินส์ได้นำเสนอผลการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2559 เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา ซึ่งผลประชามติลงคะแนนเห็นชอบทั้งสองประเด็นทั้งในประเด็นร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง โดยประชาชนลงมติเห็นชอบในประเด็นร่างรัฐธรรมนูญ 61.35% และเห็นชอบ 58.70% ในประเด็นคำถามพ่วง

    ฮิคกินส์ ได้ลำดับเหตุการณ์การร่างรัฐธรรมนูญมาจนถึงการลงนามประกาศใช้รัฐธรรมนูญเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา และนำเสนอบทวิเคราะห์และผลลัพธ์ทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นจากเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ 2559 โดยคร่าวสามประการคือ

    1. อำนาจส่วนใหญ่ของรัฐบาลเผด็จการยังคงอยู่ โดยรัฐธรรมนูญฉบับ 2559 ได้กำหนดวิธีการเลือกตั้งและวิธีการจัดสรรอำนาจให้ผู้ที่ชนะเลือกตั้งไม่สามารถควบคุมการดำเนินงานของรัฐได้ทั้งหมด และออกแบบวิธีการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมให้มีการใช้บัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียว ซึ่งอาจส่งผลให้คะแนนเสียงของพรรคการเมืองใหญ่ลดลง พรรคขนาดกลางมีอำนาจต่อรองสูงขึ้นและส่งผลให้โอกาสที่จะเกิดรัฐบาลผสมที่ขาดเสถียรภาพทางการเมืองมีสูงขึ้น อันสามารถเปิดโอกาสให้เกิดนายกคนนอกซึ่งมาจากการแต่งตั้งได้

    2. เผด็จการพรรคการเมือง นอกเหนือจากการออกแบบการเลือกตั้งและข้อกำหนดในการจัดตั้งรัฐบาลแบบใหม่ของรัฐธรรมนูญ 2559 ที่ทำให้อำนาจของพรรคการเมืองและหัวหน้าพรรคการเมืองผู้ชนะการเลือกตั้งมีอำนาจลดน้อยลงแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับ 2559 ยังกำหนดให้สมาชิกวุฒิสภาสองร้อยห้าสิบนายในวาระแรกมาจากการแต่งตั้งอีกด้วย

    3. ลดความสำคัญและควบคุมผลคะแนนเสียงเลือกตั้งจากประชาชน โดยในกรณีนี้ฮิคกินส์ชี้ให้เห็นตั้งแต่กระบวนการการทำประชามติที่ไม่เป็นกลางของรัฐบาลคสช. รวมไปจนถึงกลไลการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการลงประชามติที่ไม่เปิดกว้างต่อการวิพากษ์วิจารณ์ต่อสาธารณะของรัฐบาลอีกด้วย

    ฮิคกินส์ กล่าวโดยสรุปจากเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ 2559 ว่ารัฐบาลและนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งในอนาคตจะยังคงถูกควบคุมโดยตรงจากคณะคสช. โดยรัฐสภาและรัฐบาลไทยน่าจะยังคงต้องใช้เวลาอีกยาวนานกว่าจะเข้าสู่สภาวะเสถียรภาพและเสรีภาพทางการเมืองอย่างแท้จริง

    ภาคใต้ : การจลาจลที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข

    ผู้ดำเนินการบรรยายท่านสุดท้ายในหัวข้อการเมือง ได้แก่ ดันแคน แมคคาโก ( Duncan McCargo ) ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์ประจำมหาวิทยาลัยลีดส์และผู้ผลักดันให้เกิดการสัมมนาวิชาการ Thailand Update 2017 ขึ้นในครั้งนี้ โดยดันแคนได้ร่วมบรรยายในหัวข้อ “ภาคใต้ : การจลาจลที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข

    เช่นเดียวกับฮิคกินส์ ดันแคนเริ่มการบรรยายโดยการเสนอผลการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2559 เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา โดยดันแคนให้ความสนใจเป็นพิเศษไปที่ผลคะแนนเสียงประชามติที่เปลื่ยนแปลงไปอย่างมากจากเห็นชอบเป็นไม่เห็นชอบของพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้อันได้แก่ จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส

    เนื่องด้วยพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้อันประกอบไปด้วยประชากรประมาณ 1.8 ล้านคนนั้น ส่วนมากกว่า 80% เป็นชาวมุสลิม ดันแคนได้เห็นความเห็นว่าการที่คะแนนเสียงประชามติได้เปลื่ยนแปลงไปจากเห็นชอบเป็นไม่เห็นชอบนั้นน่าจะเกิดมาจากรัฐธรรมนูญมาตรา 67 อันระบุไว้ว่า

    “รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น

    ในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน รัฐพึงส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาและการเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาเถรวาทเพื่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา และต้องมีมาตรการและกลไกในการ ป้องกันมิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาไม่ว่าในรูปแบบใด และพึงส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชน มีส่วนร่วมในการดำเนินมาตรการหรือกลไกดังกล่าวด้วย”

    ดันแคน มองว่าการที่รัฐธธรรมนูญกล่าวให้รัฐต้องสนับสนุนพระพุทธศาสนานั้น ย่อมทำให้ชาวมุสลิมซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่ในเขตสามจังหวัตภาคใต้ไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน โดยดันแคนยังได้ยกตัวอย่างความรุนแรงที่เกิดขึ้นในประเทศอันน่าจะเกี่ยวข้องกับการลงคะแนนเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เช่น การเกิดระเบิดเมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่อำเภอไทรบุรี และการเกิดระเบิดขนาดย่อมขึ้นในหลายพื้นที่ในช่วงเวลาหลังการลงประชามติ เมื่อ 11-12 สิงหาคม ทั้งที่ตรัง หัวหิน ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี และพังงา อันทำให้เกิดผู้เสียชีวิตสี่คนและผู้บาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก

    ดันแคน กล่าวทิ้งท้ายว่าแม้สถานการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จะซับซ้อนวุ่นวาย และดูจะยังไม่มีทางออกที่ดีเนื่องจากรัฐธรรมนูญใหม่ได้ทำให้เกิดความสับสนและต่อต้านอย่างมากจากชาวมุสลิมในพื้นที่ แต่ในขณะเดียวกันเมื่อพยายามมองในแง่ดีก็คือรัฐบาลคสช.ยังพอมีความพยายามที่จะสานต่อการเจรจาสันติภาพต่อจากที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้ดำเนินการไว้ และในขณะเดียวกันกลุ่มขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี ( BRN ) เองก็มีแนวโน้มที่ต้องการเจรจาสันติภาพด้วยเช่นเดียวกัน

    เศรษฐกิจไทยภายหลังรัฐประหาร

    การบรรยายในหัวข้อเศรษฐกิจนี้นำโดย อาวิภาวี ศรีทองรุ่ง รองศาสตราจารย์ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน มหาวิทยาลัยวิชิทตา และกานดา นาคน้อย รองศาสตราจารย์ด้านเศรษศาสตร์ มหาวิทยาลัยคอนเนคติกัท

    อาวิภาวีได้เปิดการบรรยายในด้านเศรษฐกิจภายใต้หัวข้อ “เศรษฐกิจไทยภายหลังรัฐประหาร 2557 : งบประมาณและการประเมินงานด้านการเงิน” โดยพูดถึงภาพรวมและความเป็นมาของเศรษฐกิจไทยตั้งแต่ก่อนรัฐประหารทั้งในแง่อัตราดอกเบี้ยและปริมาณเงินทุนที่ไหลสู่เข้าประเทศ โดยอาวิภาวีได้ให้ข้อสังเกตในส่วนปริมาณหนี้สาธารณะของไทยว่ามีการเปลื่ยนแปลงอย่างผันผวนตั้งแต่ปี 1995 ซึ่งมีการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาไทยเป็นอย่างมาก รวมถึงนโยบายทางการคลังเกินดุลในขณะนั้นจึงทำให้หนี้สาธารณะลดลงจนแตะระดับ 5 เปอร์เซนต์ และกลับมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจากวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในปีช่วงปี 2538 – 2545 จนลดลงอีกครั้งในช่วงปี 2545 – 2553 ตามนโยบายทางเศรษฐกิจของนายกฯทักษิณ และกลับมาเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งตั้งแต่ปี  2553 เป็นต้นมา เช่นเดียวกับ GDP ที่เพิ่มขึ้นอย่างเชื่องช้าเมื่อเทียบกับการเพิ่มขึ้นด้วยอัตราค่อนข้างคงที่ในช่วงปี 2541 – 2551

    อาวิภาวี ได้ให้ข้อมูลอีกว่านโยบายปัจจุบันของรัฐบาลทางด้านเศรษฐกิจในการอัดฉีดเงินเข้าระบบจะได้ผลเพียงแค่ระยะสั้นในช่วงสองถึงสามปีถัดจากนี้ โดยหลังจากนั้นผลของการอัดฉีดจะลดลงและทรงตัวในระยะยาว ซึ่งเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เนื่องจากรัฐบาลและแบงค์ชาติต้องการเพิ่มเงินสำรองระหว่างประเทศเพื่อลดค่าเงินเฟ้อซึ่งยิ่งเป็นการทำให้เงินไหลออกจากระบบมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน การใช้จ่ายของภาครัฐกลับน้อยลงเนื่องจากรัฐบาลไม่มีเงินทุนมากพอในการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม อันจะยิ่งเป็นผลให้การใช้จ่ายในประเทศยิ่งลดลงมากขึ้นไปอีก

    ท้ายสุด อาวิภาวี ได้สรุปว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยยังน่าจะไม่กระเตื้องขึ้นต่อไปอีกเป็นเวลาอย่างน้อย 4-5 ปี โดยอาวิภาวีได้ให้คำแนะนำแก่รัฐบาลว่าควรควบคุมการใช้จ่ายของภาครัฐอย่างเข้มงวด และการใช้จ่ายของภาครัฐดังกล่าวควรมุ่งเน้นและส่งเสริมและผลักดันเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างแท้จริง เช่น การลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานของชาติ การศึกษา และกระจายความเจริญออกสู่ชุมชน

    บทบาททางเศรษฐกิจของทหารไทย

    กานดา นาคน้อย รองศาสตราจารย์ด้านเศรษศาสตร์ มหาวิทยาลัยคอนเนคติกัท ได้ร่วมเข้าบรรยายเพิ่มเติมในด้านเศรษฐกิจของไทยในหัวข้อ “เศรษฐกิจไทยและบทบาททางเศรษฐกิจของทหารไทย” โดยอาจารย์กานดาเริ่มอธิบายถึงสภาพเศรษฐกิจไทยจากการมองย้อนกลับไปถึงตัวแปรทางเศรษฐกิจที่สำคัญอันได้แก่ GDP ของประเทศ โดย GDP ของไทยตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ของปี 2554 จนถึงปี 2559 มีแนวโน้มที่คนข้างทรงตัวอยู่ในระดับที่ไม่เกินกว่า 4% ต่อปีมากนัก โดยมีจุดที่น่าสนใจคือในช่วงปี 2555 ตัวเลข GDP ของไทยพุ่งสูงขึ้นถึง 6% ในช่วงไตรมาสที่สอง และ 15% ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีเดียวกัน โดยกานดาได้ให้ข้อคิดเห็นว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวน่าจะเกิดจากนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นให้เกิดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างเฉียบพลัน และการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในระยะสั้นของรัฐ แต่ GDP หลังจากนั้นของประเทศไทยก็ไม่เคยเพิ่มสูงขึ้นจนแตะระดับ 4% ต่อปีได้อีกเลย แม้ตัวเลขดังกล่าวจะเป็นเป้าหมายที่รัฐบาลของพลเอก ประยุทธ์ได้ตั้งไว้ก็ตาม

    จากปี 2555 จนถึงปี 2559 แม้ว่าการส่งออกสุทธิมีอัตราส่วนเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากใน GDP ของแต่ละปี แต่ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นผลมาจากการลดการนำเข้าของสินค้าต่างๆเพื่อการผลิต ที่ทำให้การส่งออกมีมูลค่ามากกว่าการนำเข้าเป็นอย่างมาก ปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับการลดตัวลงของการลงทุนของธุรกิจในสินค้าทุน แสดงให้เห็นถึงการขาดความมั่นใจในการลงทุนของภาคอุตสาหกรรมในการลงทุนภายใต้รัฐบาลทหาร นอกจากนี้ตัวเลขการใช้จ่ายของภาคเอกชนและกระแสเงินไหลเข้าจากต่างประเทศยังลดต่ำลงอย่างมากภายหลังรัฐประหารซึ่งสามารถสะท้อนได้ถึงการคาดการณ์ต่ออนาคตเศรษฐกิจของไทยในเชิงลบของภาคเอกชนและภาคการลงทุนจากชาวต่างชาติอีกด้วย

    นอกจากนี้ กานดา ยังได้แสดงความกังวลทางด้านเศรษฐกิจอีกหลายประการ ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาเงินทุนไหลออกนอกประเทศ ปัญหาการเติบโตของการส่งออกที่ค่อนข้างต่ำแต่การนำเข้าของไทยกลับยิ่งมีการเติบโตที่ต่ำกว่าการส่งออกเสียอีก และปัญหาหนี้สาธารณะของประเทศได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆในปัจจุบัน

    กานดา ได้เสนอนโยบายที่เป็นไปได้ในการสร้างผลบวกต่อเศรษฐกิจของประเทศอันได้แก่ การเพิ่มภาษีมรดกและลดการละเว้นภาษีในด้านต่างๆ การเพิ่มภาษีที่ดินการเพื่มความสามารถในการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลการแปรสภาพบริษัทจากรัฐวิสาหกิจสู่เอกชนในบริษัทต่างๆ เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย และการบินไทย เพื่อให้ง่ายต่อการหาเงินสนับสนุนการลงทุนจากต่างชาติ และการลดขนาดของกองทัพและภาคราชการลง

    กานดา กล่าวสรุปทิ้งท้ายถึงสภาพเศรษฐกิจไทยว่า แม้กองทัพจะมีแนวโน้มในการขยายการลงทุนทางเศรษฐกิจในไทยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่เศรษฐกิจไทยจะยังต้องใช้เวลาอีกนานในการฟิ้นตัว และอาจจะเป็นไปได้ยากมากในการทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมารุ่งเรืองอีกครั้งหากรัฐบาลยังไม่สามารถแก้ปัญหาการไหลออกของเงินทุนไปยังต่างประเทศและปัญหาหนี้สาธารณะที่จะเพิ่มขึ้นจนแตะระดับ 50% ของ GDP ตามการคาดการณ์ในปี 2563 

    ศาลปกครอง : การพิจารณาคดีความขัดแย้งทางสังคม

    ในการบรรยายหัวข้อสุดท้ายของการสัมมนา Thailand Update เกี่ยวกับสื่อและความยุติธรรมนี้เริ่มโดย แฟรงค์ มังเกอร์ ( Frank Munger ) ศาสตราจารย์ด้านกฎหมาย จากโรงเรียนกฎหมายแห่งนิวยอร์ค  โดยนำเสนอการบรรยายภายใต้หัวข้อ “ศาลปกครอง : การพิจารณาคดีความขัดแย้งทางสังคม”
     
    มังเกอร์ ได้เริ่มการบรรยายโดยแนะนำที่มาและหน้าที่ของศาลปกครองว่าเป็นศาลที่จัดตั้งขึ้นใหม่ตามรัฐธรรมนูญปี 2540 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองปี 2542 โดยมีหน้าที่เทียบเท่าศาลยุติธรรม ศาลปกครองมีที่พิจารณาพิพากษา “คดีปกครอง” ซึ่งเป็นคดีพิพาทของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และราชการส่วนท้องถิ่น เพื่อสร้างบรรทัดฐานที่ถูกต้องในการปฏิบัติราชการ โดยศาลปกครองได้ถูกมองเป็นความหวังในด้านสิทธิแก่ประชาชนเนื่องจากเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐได้เป็นครั้งแรก
     
    คดีการฟ้องร้องแก่ศาลปกครองมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตั้งแต่เริ่มที่ 5,382 คดี ในปี 2544 และเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดมาถึงกว่า 9,718 คดีในช่วงปี 2556 ซึ่งเป็นช่วงหนึ่งปีก่อนเกิดรัฐประหารรัฐบาลนายกยิ่งลักษณ์ และในขณะเดียวกันอัตราการดำเนินคดีของศาลปกครองก็เพิ่มขึ้นอย่างมากก้าวกระโดดในเขตภาคใต้ในช่วงปี 2555 - 2556 และภาคกลางในช่วงปี 2556 จนถึงปัจจุบัน โดยคดีส่วนมากเป็นคดีที่เกี่ยวเนื่องกับสิ่งแวดล้อม
     
    ศาลปกครองถูกตั้งขึ้นมาพร้อมกับศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญปีพ.ศ. 2540 โดยถึงแม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะค่อนข้างไม่มีความเป็นกลางอันเนื่องมาจากอำนาจของศาลได้ถูกครอบงำโดยอิทธิพลทางการเมือง แต่ศาลปกครองดูจะพอมีความคาดหวังได้มากกว่าบ้างเนื่องจากยังไม่น่าจะมีอิทธิพลทางการเมืองมาครอบงำมากนัก อย่างไรก็ตาม มังเกอร์ได้ตั้งข้อสังเกตว่าศาลปกครองยังคงมีช่องว่างในการเข้าถึงของประชาชน ตัวอย่างเช่น ประชาชนที่ทำงานในหน่วยงานรัฐก็อาจจะไม่กล้าฟ้องหน่วยงานตนเอง หรือประชาชนทั่วไปก็ยังไม่สามารถเข้าถึงสิทธิในการฟ้องร้องแก่ศาลปกครองได้โดยง่าย และทนายที่ทำงานทางด้านคดีดังกล่าวก็มีจำนวนน้อย และไม่มีความสามารถและความชำนาญที่เพียงพอ
     
    มังเกอร์ กล่าวโดยสรุปว่าระบบศาลปกครองของไทยยังคงต้องการการพัฒนาอีกมากทั้งในแง่การพัฒนาบุคลากรโดยยังทนายที่มีความสามารถอีกเป็นจำนวนมาก และในแง่การต่อสู้เพื่อความเป็นกลางและไม่มีอคติทางการเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีคดีที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่งคงของรัฐบาลเอง ซึ่งมังเกอร์คาดว่าการพัฒนาดังกล่าวน่าจะยังเกิดขึ้นได้ยากภายใต้ระบอบการปกครองแบบเผด็จการดั่งเช่นในปัจจุบัน
     

    โซเชียลมีเดีย ปราบปรามรอบใหม่ของรัฐบาลทหาร

    เพ็ญจันทร์ โพธิ์บริสุทธิ์ อาจารย์ด้านนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรัฐแคลิฟอเนียร์ - ฟูลเลอร์ตัน ( California State University-Fullerton ) เป็นผู้ปิดงานสัมมนาวิชาการ Thailand Update 2017 ด้วยการนำเสนอบทวิเคราะห์ “ขอบเขตที่ไม่มีขอบเขตของการต่อต้าน : การปราบปรามรอบใหม่ของรัฐบาลทหาร” ( Deterri-torrializing Dissident Terrains : The Junta’s New Round of Suppression ) โดย เพ็ญจันทร์ ได้มุ่งการนำเสนอไปที่สื่อที่สำคัญในการรับข่าวสารของคนไทยซึ่งก็คือโซเชียลมีเดีย
     
    เพ็ญจันทร์ กล่าวว่าตั้งแต่รัฐประหารในปี 2557 สื่อโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook และ Line ก็ได้กลายมาเป็นพื้นที่สำคัญในการต่อสู้และโต้แย้งกันทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ภาพล้อเลียนและการ์ตูนที่สร้างให้พื้นที่โต้แย้งทางการเมืองบน Facebook เต็มไปด้วยมีม ( meme ) ที่เข้าถึงได้ง่ายแต่เต็มไปด้วยพลังและความสดใส โดยหลังจากที่รัฐได้ล้มเหลวจากการพยายามควมคุมข้อมูลในเครือข่ายอินเตอร์เนตทั้งหมดด้วยนโยบายซิงเกิ้ลเกตเวย์ รัฐบาลทหารจึงได้พยายามมุ่งเข้าควบคุมพื้นที่โซเชียลมีเดียอันเป็นช่องทางสำคัญในการต่อสู้และโต้แย้งกันทางการเมืองแทน
     
    โดยการปราบปรามมุ่งเน้นหลักไปที่

    1.  การสื่อสารและเครือข่ายส่วนบุคคล อันได้แก่ Facebook, Messenger และ Line โดยรัฐพยายามออกประกาศแนะนำการใช้โซเชียลมีเดียและจำกัดการเข้าถึงผู้ใช้ Facebook บางคนที่มีแนวความคิดต่อต้านรัฐบาลทหารอย่างชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ และ นายแอนดรูว์ แม็กเกรเกอร์ มาร์แชลล์ โดยมีรายงานว่ารัฐบาลได้มีการเข้าพบกับผู้ก่อตั้ง Facebook เพื่อให้ช่วยจำกัดและกำจัด “เนื้อหาที่ไม่เหมาะสม” ออกจาก Facebook ซึ่งโดยทาง Facebook เองก็มีนโยบายที่จะปฎิบัติตามกฎหมายของประเทศผู้ใช้งานอยู่แล้วด้วย

    2.  รายการวิทยุใต้ดิน เช่น Youtube โดยรัฐได้จับกุมผู้ทำรายการวิทยุและช่องรายการที่ผิดกฎหมายต่างๆ และพยายามจำกัดการเข้าถึงของรายการใต้ดินที่มีเนื้อหาต่อต้านรัฐบาล

    3. สื่อและสำนักงานข่าว โดยการออกกฎหมายและพระราชบัญญัติควบคุมสื่อ

    เพ็ญจันทร์ กล่าวโดยสรุปปิดท้ายการสัมมนาครั้งนี้ว่าทิศทางเสรีภาพบนอินเตอร์เนตและสื่อของไทยน่าจะยังเป็นในทางที่ไม่ดีเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะอย่างยื่งหลังจากการที่รัฐบาลใช้มาตรา 112 ในการสร้างความหวาดกลัวและควบคุมการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองบนโซเชียลมีเดีย จากรณีการจับกุมและดำเนินคดีนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ “ไผ่ ดาวดิน” จากเพียงการแชร์รายงานข่าว BBC บน Facebook ส่วนตัว

    หมายเหตุ : 

    ขอบคุณ พลากร บูรณสัมปทานนท์ ผู้ช่วยแปลข้อมูลในหัวข้อเศรษฐกิจ

    สามารถฟังเนื้อหาสรุปเพิ่มเติมจากผู้บรรยายได้ที่ New York Southeast Asia Network

    Youtube    : https://www.youtube.com/channel/UCYX9m4gL1ODhryW1tqo37kg

    Facebook : https://www.facebook.com/nysea.network

    Website    : nysean.org

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    เครือข่ายองค์กรผู้บริโภคภาคประชาชนแถลงค้านปรับขึ้นค่าเอฟทีของ กกพ. เป็น 12.52 สต./หน่วย ชี้สวนทางกับค่าก๊าซธรรมชาติปากหลุมที่มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ตั้งข้อสังเกตเหตุใด 'กำไร' ผู้ขายก๊าซให้ กฟผ. มีช่วงกว้างมากคือ 17-36%

    28 เม.ย.2560 รายงานข่าวจากมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ระบุว่า วันนี้ (28 เม.ย.60) เวลา 10.30 น. ณ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ภาคประชาชน (คอบช.), มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค, เครือข่ายสลัมสี่ภาค และเครือข่ายองค์กรผู้บริโภคภาคประชาชน แถลงข่าวคัดค้านการปรับค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ตามมติที่ประชุมของกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เมื่อวันที่ 19 เม.ย.60 ซึ่งจะปรับค่าเอฟทีงวดเดือน พ.ค.-ส.ค.60 เพิ่มขึ้น 12.52 สตางค์/หน่วย (จากเดิมปัจจุบันค่าเอฟทีอยู่ที่ -37.29 สต./หน่วย เป็น -24.77 สต./หน่วย) ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 8,538 ล้านบาท ซึ่งเป็นการปรับค่าเอฟทีในรอบ 2 ปี 7 เดือน โดยให้เหตุผลว่าหนึ่งในสี่ปัจจัยที่มีผลต่อการปรับขึ้นค่าเอฟทีในช่วงดังกล่าว เป็นเพราะแนวโน้มราคาก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น 9.35 บาทต่อล้านบีทียู

    ผศ.ประสาท มีแต้ม กรรมการผู้เชี่ยวชาญด้านบริการสาธารณะ  คอบช.  กล่าวว่า การคาดการณ์ของกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ที่คาดว่าราคาก๊าซธรรมชาติจะเพิ่มขึ้นนั้น สวนทางกับความเป็นจริงจากแนวโน้มของราคาก๊าซธรรมชาติที่ปากหลุมที่มีแนวโน้มลดลงตลอด 18 เดือนที่ผ่านมา โดยอ้างว่า “ตามรอบการปรับราคาสัญญา” จากทั้งอ่าวไทยและพม่า ทั้งที่ราคาก๊าซฯ ทั่วโลกมีแนวโน้มลดลง (รวมทั้งราคาก๊าซจากพม่าด้วย)

    โดยถึงแม้ว่าหากราคาก๊าซฯ เพิ่มขึ้นจริงตามที่ กกพ. คาดการณ์ โดยมีค่าปัจจัยค่าเชื้อเพลิงของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) เพิ่มขึ้นไม่เกิน 4.08 สต./หน่วย ปัจจัยค่าซื้อไฟฟ้าจากเอกชนของ กฟผ. ค่าความพร้อมจ่ายลดลง 0.16 สต./หน่วย ค่าพลังงานไฟฟ้าของเอกชน ควรจะใกล้เคียงกับค่าซื้อเชื้อเพลิงของ กฟผ. และค่าใช้จ่ายตามนโยบายของรัฐบาล เพิ่มขึ้น 0.64 สต./หน่วย ซึ่งรวมกันแล้ว ค่าเอฟทีเพิ่มขึ้น ไม่เกิน 5 สต./หน่วย ยังไงก็ไม่เกิน 12.52 สต./หน่วย

    นอกจากแนวโน้มราคาก๊าซธรรมชาติทั่วโลกที่มีแนวโน้มลดลงแล้ว หากพูดถึงความสมเหตุสมผลของราคาก๊าซธรรมชาติที่ปากหลุม และราคาที่ กฟผ.รับซื้อที่โรงไฟฟ้า สถิติตั้งแต่เดือน พ.ค.58 – ก.พ.60 “กำไร” ของผู้ขายก๊าซให้ กฟผ. มีช่วงกว้างมากถึง 17-36% ซึ่งเป็นที่น่าแปลกใจว่า ทำไมกำไรถึงแกว่งได้มากขนาดนี้ ซึ่งในเดือน ก.พ.60 (ราคาก๊าซธรรมชาติที่ปากหลุมอยู่ที่ 169 บาท/ล้านบีทียู, ราคาที่ กฟผ.รับซื้อที่โรงไฟฟ้า 231 บาท/ล้านบีทียู) กำไรของผู้ขายก๊าซให้ กฟผ. อยู่ที่ 36% และหากสมมติว่าในเดือน พฤษภาคม 60 ราคาก๊าซธรรมชาติที่ปากหลุม (ซึ่งมีแนวโน้มลดลง) ยังคงอยู่ที่ 169 บาท/ล้านบีทียู เหมือนกับเดือน ก.พ.60 และรับซื้อในราคา 250 บาท/ล้านบีทียู (ตามการคาดการณ์ของ กกพ.) ผู้ขายจะได้กำไรเท่ากับ 48% ซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติแต่ละ 1% มีมูลค่าในหลักแสนล้านบาท ซึ่งการควบคุมกิจการท่อก๊าซเป็นหน้าที่โดยตรงของ กกพ. ซึ่งไม่เคยสงสัยเลยหรือว่าทำไมอัตรากำไรถึงได้แกว่งมากถึงขนาดนี้

    "โดยสรุปท่ามกลางราคาก๊าซธรรมชาติปากหลุมที่ลดลงอย่างต่อเนื่องใน 18 เดือนทีผ่านมา ถ้าสมมติว่าราคาก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นจริงตามที่ กกพ.คาด ค่าเอฟทีที่เพิ่มขึ้นก็ไม่เกิน 5 สตางค์/หน่วย แต่ทำไม กกพ.ถึงคาดการณ์สูง และสูงกว่าที่ กฟผ.คาดการณ์ไว้ด้วยซ้ำ" ผศ.ประสาท กล่าว

    สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวเสริมว่า เห็นชัดเจนว่าถ้ายึดตัวเลขตาม กกพ.คาดไว้ก็ขึ้นไม่ถึง 12 สตางค์/หน่วย ถือว่าการคาดการณ์นั้นผิดพลาด จึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปรเลย

    จำนงค์ หนูพันธ์ ที่ปรึกษาเครือข่ายสลัมสี่ภาค กล่าวว่า จากการที่จะประกาศขึ้นค่าเอฟที ทำให้คนจนทั่วประเทศรู้สึกวิตก ขณะนี้บางชุมชนจ่ายค่าไฟหน่วยละ 8 บาท บางชุมชนหน่วยละ 10 บาท ในขณะที่รายได้เท่าเดิมหรือน้อยลง แต่ค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามนโยบายลดความเหลื่อมล้ำของรัฐบาล แต่เป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยและคนจนให้มีมากขึ้น แต่การจะขึ้นค่า เอฟทีมาจากการคาดการณ์โดยไม่มีเหตุผล

    ขณะที่ นุชนารถ แท่นทอง ประธานเครือข่ายสลัมสี่ภาค กล่าวว่า ที่ผ่านมาคนในชุมชนแออัดจะใช้ไฟพ่วงกัน มีทั้งบ้านเช่า เวลาได้รับการลดหย่อน ก็ไม่เคยได้รับการยกเว้น เพราะการพ่วงไฟมาใช้ร่วมกันค่าไฟตก 8-12 บาท บางบ้านใช้ค่าไฟเดือนละ 2,000 กว่าบาท การให้เงินลงทะเบียนคนจน 1,500 – 3,000 บาท แต่การขึ้นค่าไฟ เราถือว่าเป็นการทำร้ายพวกเรา ทั้งทางตรงและทางอ้อม การขึ้นค่าไฟฟ้าในครั้งนี้ ถือว่าไม่เป็นธรรมสำหรับพวกเรา และคนทุกกลุ่มในสังคม เพราะประชาชนควรได้ใช้ไฟฟ้าในราคาที่รัฐสนับสนุน

    สารี กล่าวเสริมว่า มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องเรียนปัญหาการเก็บค่าไฟบ้านเช่า-หอพักราคาแพง จำนวนไม่น้อย เนื่องจากไม่ได้เป็นผู้ใช้ไฟฟ้าโดยตรง จึงได้รับผลกระทบจากการปรับค่าเอฟทีอยู่แล้ว

    รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า แหล่งก๊าซธรรมชาติในประเทศไทยทั้งหมดอยู่ในระบบสัมปทาน แต่มีราคาก๊าซธรรมชาติที่ปากหลุมสูงกว่าราคาตลาดโลก ใกล้เคียงกับ LNG ที่นำเข้า ทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่ในประเทศแต่ละแหล่งสูงกว่าราคาตลาดโลกทั้งนั้น ทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นก๊าซในอ่าวไทยราคาที่ผ่านระบบสัมปทานเท่ากับราคา LNG ของต่างประเทศ และสูงกว่าราคาก๊าซธรรมชาติในต่างประเทศเกิน 100% ค่าก๊าซธรรมชาติที่ กกพ. คาดการณ์ถึง 250 บาทต่อล้านบีทียูนั้น เราไม่รู้หรอกว่ารวมค่าผ่านท่อแล้วมีมูลค่าเท่าไหร่ กกพ.ควรมีหรือไม่ เพราะมีหน้าที่กำกับดูแลราคาให้ความเป็นธรรมกับผู้บริโภค

    บุญยืน ศิริธรรม นายกสมาคมสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค กล่าวว่า กกพ.มีหน้าที่กำกับกิจการไฟฟ้าให้เกิดความเป็นธรรม ต้องกำกับการลงทุนให้สมเหตุสมผล ตอนนี้มีการผลิตไฟฟ้าเกินจำเป็นซึ่งเป็นภาระ กกพ.ก็ควรออกมาทำหน้าที่บอกคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เพิ่ม กกพ.มีหน้าที่กำกับกิจการโดยตรง แล้วเราจะมี กกพ.ไปทำไม ใครอยากจะขึ้นอะไรก็ขึ้น ใครอยากจะโยนภาระให้ประชาชนก็โยน มีหรือไม่มี กกพ. ภาวะก็ไม่ต่างไปจากนี้

    สารี กล่าวปิดท้ายว่า อยากเห็น กกพ. ใช้ข้อมูลที่นำเสนอในวันนี้ ไปเป็นเหตุผลในการทบทวน การขึ้นค่าเอฟที 12 สตางค์ เพราะเป็นการคาดการณ์ที่ไม่มีเหตุผล "อยากให้ กกพ.ออกมารับผิดชอบ โดยจะทำจดหมายเป็นทางการขอให้ทบทวนและยุติการขึ้นปรับค่าเอฟที 12 สตางค์ เพราะเงิน 12 สตางค์ต่อหน่วย โดยรวมคิดเป็นเงินหลายหมื่นล้านบาท เป็นการเอาเงินจากคนจนไปสนับสนุนภาคเอกชนขนาดใหญ่ ซึ่งไม่เป็นธรรม รัฐบาลควรจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำของประชาชน”

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    เสวนา ‘ศาสนากับรัฐและคุณค่าในโลกร่วมสมัย’ นิธิระบุปัญหาของพุทธไทยคือไม่ยอมเข้าแข่งกับชุดคุณค่าอื่นๆ ในสังคม เพราะที่ผ่านมาถูกปกป้องมากเกินไป ด้านวิจักขณ์มองการยกพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติเหมาะกับรัฐแบบเก่าที่ไม่มองไม่เห็นศักยภาพของมนุษย์ ขณะที่สุวรรณาเสนอให้สร้างบทสนทนาใหม่ๆ เพื่อหาที่ทางและระยะห่างระหว่างรัฐกับศาสนา

    คลิปอภิปราย "ศาสนากับรัฐและคุณค่าในโลกร่วมสมัย

    นับจากเนื้อหาในรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่มีการระบุให้รัฐต้องดูแลพุทธเถรวาทเป็นพิเศษ การแก้ไข พ.ร.บ.สงฆ์ เกี่ยวกับการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช จนกระทั่งมาถึงกรณีธรรมกาย ทำให้คำถามว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับศาสนาถูกหยิบขึ้นมาทบทวนอีกครั้ง

    วันที่ 27 เมษายน 2560 ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้จัดงานประชุมวิชาการด้านปรัชญาและศาสนา ในหัวข้อ ‘ศาสนากับรัฐ: Fundamentalism, Secularism และ Post-Secularism’ ขึ้น โดยมีการสัมมนาในหัวข้อย่อยเรื่อง ‘ศาสนากับรัฐและคุณค่าในโลกร่วมสมัย’ มีวิทยากรคือนิธิ เอียวศรีวงศ์ สุวรรณา สถาอานันท์ และวิจักขณ์ พานิช

    นิธิมองความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับศาสนาในมิติของอำนาจว่า

    “โลกสมัยใหม่ เวลาพูดถึงศาสนากับรัฐ เราชอบพูดเนื้อหาของศาสนาและรัฐเข้ามาใช้ประโยชน์ของเนื้อหาศาสนา นี่เป็นวิธีคิดของโลกสมัยใหม่ ที่รัฐต้องมาเกี่ยวกับศาสนา เหตุผลมีนิดเดียวคือศาสนามีนักบวช ในศาสนาอิสลามที่บอกว่าไม่มีนักบวชเป็นทางการ แต่ก็มีโต๊ะครู มีอุลามะ มีการจัดองค์กร มีเครือข่ายของโรงเรียน โต๊ครูมีการสืบทอดตำแหน่งผ่านลูกชายหรือลูกเขย นักบวชจึงเป็นกลุ่มคนที่มีการจัดองค์กรที่เข้มแข็ง หลายครั้งเข้มแข็งกว่ารัฐ รัฐจึงสัมพันธ์กับศาสนาด้วยเหตุผลนี้ คือจะแบ่งอำนาจกันยังไง ในรัฐโบราณ หมอผีมีการแบ่งอำนาจที่ชัดเจน หมอผีมีอำนาจเหนือเรื่องบางเรื่องที่กษัตริย์หรือเจ้าครองรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องไม่ได้ และบางเรื่องของกษัตริย์ หมอผีก็เข้าไปเกี่ยวข้องไม่ได้ ผมมองเห็นแต่มิติด้านอำนาจของความสัมพันธ์นี้สืบมาจนถึงปัจจุบัน”

    ด้วยเหตุนี้วิธีเดียวที่รัฐจะจัดการกับองค์กรศาสนาคือเข้ามาสัมพันธ์โดยการเป็นผู้สนับสนุนองค์กรศาสนาและอ้างว่านับถือศาสนาเหมือนกัน สำหรับรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นิธิเห็นว่ารัฐกลายเป็นรัฐที่มีศาสนาชัดเจนต่อเมื่อเถรวาทเข้ามามีอำนาจมากขึ้นและสามารถสร้างองค์กรสงฆ์ของตนขึ้นมาได้ ขณะที่องค์กรนักบวชของฮินดูหรือมหายานไม่สามารถขยายตัวเข้มแข็งเท่าองค์กรเถรวาท ทันทีที่อาณาจักรโบราณเปลี่ยนมาเป็นเถรวาทลังกาวงศ์แล้วก็ไม่กล้าเปลี่ยนอีกเลย เพราะองค์กนักบวชเข้มแข็งเกินไปที่จะท้าทาย

    อย่างไรก็ตาม นิธิมองว่าองค์กรสงฆ์ในโลกปัจจุบันกลับอ่อนแอลง และสำหรับในโลกตะวันตก องค์กรนักบวชอ่อนแอมาก่อนที่ไทยจะมีการปฏิรูปศาสนาด้วยซ้ำ คำว่าศาสนาที่แปลจากภาษาอังกฤษว่า Religious ไม่มีในไทยและในโลกตะวันออก แล้ววันหนึ่งตะวันตกก็นำคำนี้เข้ามา และเราก็พยายามปรับตัวว่าเราก็มีศาสนาเหมือนกันคือพุทธศาสนา และพยายามแปลงให้เป็นแบบเดียวกับฝรั่ง ทั้งที่ศาสนาฝรั่งตอนที่เข้ามานั้นอ่อนแอมากแล้ว

    “ทำไมอ่อนแอ หนึ่ง-เพราะลัทธิล่าอาณานิคมทำให้อ่อนแอ สมัยหนึ่งพวกผู้ดีมีลูกชายคนโตก็จะให้สืบทอดสิทธิอำนาจจากพ่อ แล้วลูกคนเล็กก็เอาไปบวช อยู่ในคณะสงฆ์ เพื่อจะได้มีอำนาจบางอย่างผ่านองค์กรคณะสงฆ์ แต่พอเริ่มมีอาณานิคมในต่างประเทศ อนาคตของลูกชายคนเล็กไม่ต้องพึ่งศาสนาแล้ว ส่งไปเป็นข้าราชการอาณานิคม อาณานิคมจึงทำให้องค์กรสงฆ์อ่อนลงและการปฏิวัติอุตสาหกรรมซึ่งเปิดโอกาสในชีวิตคนก็ยิ่งทำให้ศาสนาอ่อนแอลงอีก

    “ถามว่าศาสนาในโลกตะวันตกที่เข้ามาตอนรัชกาลที่ 4 คืออะไร มันคือกล่องบริจาค ศาสนาคือกล่องบริจาค คนไม่รู้จะเกี่ยวข้องกับศาสนายังไงนอกจากผ่านการบริจาค ไม่เคยมีครั้งไหนหลังจากปฏิวัติอุตสาหกรรมแล้วที่คนให้เงินเพื่อให้ศาสนาไปเผยแพร่ไกลๆ ในขณะเดียวกัน รัฐก็สามารถลงทะเบียนผู้คนเก่งกว่าศาสนา สมัยก่อนอยากรู้ว่าใครเป็นใครต้องไปดูที่วัด ที่โบสถ์ ในอินเดีย พราหมณ์เป็นคนจดโคตรเหง้าของแต่ละคน เพราะต้องอ่านรายชื่อในพิธีกรรม แต่ทุกวันนี้รัฐเก็บชื่อคนได้ดีกว่า การศึกษาที่รัฐจัดให้ก็แทนที่ศาสนาได้ดีกว่า มันแทนที่ศาสนาได้หมด เพราะฉะนั้นการพึ่งองค์กรนักบวชจึงไม่มีความจำเป็นแล้ว”

    ดังนั้น นิธิจึงเข้าใจว่าการลอกเลียนศาสนาของโลกตะวันออก กระทำขึ้นในช่วงที่ศาสนาในโลกตะวันตกกำลังเสื่อม ไม่มีความจำเป็นต่อรัฐ และสังคมไทยลอกเลียนความอ่อนแอนั้นเอาไว้

    “หลังจากอำนาจขององค์กรคณะสงฆ์ไร้ความหมายแล้วเมื่อเทียบกับอำนาจรัฐ รัฐไม่สนใจคณะสงฆ์ แต่ที่กลัวมากกว่าคือมันมีอำนาจใหม่ทางศาสนาเกิดขึ้นอย่างคนอย่างอาจารย์วิจักขณ์ที่มีอำนาจในการสื่อสาร ดังนั้น รัฐธรรมนูญจึงต้องขีดเส้นศาสนาให้ชัดว่า นี่คือดินแดนของกู พวกนี้ไม่เกี่ยว

    “ประเด็นที่สองคือคุณค่าของศาสนาในโลกปัจจุบัน ผมว่าหลายคนในห้องคงเคยถูกถาม หนังสือพุทธทาสสิ่งแรกที่ถามคือคนเราเกิดมาทำไม ผมไม่เคยถามเลย กระทั่งเข้าเรียนศาสนา หลังจากครูถาม ผมก็ไม่ถามต่อ ไม่รู้จะตอบยังไงเหมือนกัน แต่นี่คือคำถามพื้นฐานเวลาสอนศาสนา ซึ่งจริงๆ ก็คือเป้าหมายชีวิต เราถามตัวเองถึงเป้าหมายชีวิตมั้ย เยอะแยะเลย เป็นหมอ ทหาร ไม่จำเป็นว่าโตขึ้นต้องนิพพานเป็นคำตอบเดียว

    ปัญหาของพุทธไทยคือไม่ยอมเข้าไปแข่งกับระบบคุณค่าอื่นๆ พุทธศาสนาจึงยิ่งหมดความสำคัญลงไป ไม่มีพลังพอที่จะสู้กับคู่แข่งต่างๆ เหล่านี้ ทำไมไม่อยากแข่ง นั่นเพราะศาสนาพุทธได้รับการปกป้องคุ้มครองมากเกินไป

    “อีกข้อหนึ่งคือศีลธรรม แต่ต้องเข้าใจความหมายดีๆ ไม่ใช่หมายถึงศีลและธรรม สรุปให้เหลือคำเดียว ศีลธรรมคือการคิดถึงคนอื่น สิ่งอื่น ที่ไม่ใช่ตัวคุณ แปลว่าคุณกำลังทำอะไรบางอย่างในเชิงศีลธรรม ฉะนั้น ศาสนาก็จะอ้างคุณค่าตัวเองในสองอย่าง หนึ่ง-ปัจจุบันเราไม่ได้ละเมิดคนอื่นเพราะมีกฎหมาย มีเฟสบุ๊คที่ด่าเราได้ แล้วจำเป็นมั้ยต้องมีศาสนา ผมว่ายังจำเป็นอยู่ ที่เราไม่ขโมย ไม่ใช่แค่กฎหมาย แต่มีคุณค่าบางอย่างของศาสนาในใจที่บังคับเราเอาไว้ สอง-เป้าหมายของชีวิต การมีเป้าหมายชีวิตที่ดี ช่วยส่งเสริมศีลธรรมและทำให้ชีวิตมีความหมายขึ้น สองอย่างนี้ถูกอ้างเป็นคุณค่าของศาสนาตลอดชั่วกัลปาวสาน

    “ผมเห็นด้วย แต่ว่าทั้งสองอย่างมันมีคู่แข่งเยอะมาก เช่น การที่คุณเห็นแก่ผู้อื่น คุณเป็นคอมมิวนิสต์ เป็นประชาธิปไตยก็ได้ เรื่องเป้าหมายชีวิตคู่แข่งก็เยอะ อันหนึ่งที่เป็นคู่แข่งที่น่ากลัวมากและพุทธทาสเกลียดมากคือวัตถุนิยม”

    นิธิสรุปว่าปัญหาของพุทธไทยคือไม่ยอมเข้าไปแข่งกับระบบคุณค่าอื่นๆ พุทธศาสนาจึงยิ่งหมดความสำคัญลงไป ไม่มีพลังพอที่จะสู้กับคู่แข่งต่างๆ เหล่านี้ ทำไมไม่อยากแข่ง นั่นเพราะศาสนาพุทธได้รับการปกป้องคุ้มครองมากเกินไป

    ด้านวิจักขณ์กล่าวถึงประสบการณ์ของตนที่ไปศึกษาศาสนาในโลกตะวันตกซึ่งเป็นยุคหลังที่ศาสนาพุทธแบบทิเบตกระจายตัวไปในโลกตะวันตก สิ่งที่ตะวันตกรับไปจากทิเบตในยุคนั้นกลายเป็นพุทธศาสนาที่เจริญรุ่งเรือง กล่าวได้ว่าโลกตะวันตกรับการปฏิบัติทางศาสนาธรรมเข้าไปในช่วงที่ศาสนาในโลกตะวันตกอ่อนแอแล้ว ซึ่งพุทธศาสนาเข้าไปอย่างประจวบเหมาะพอดีในยุคที่คนคิดว่าศาสนาไม่ตอบโจทย์ทางสังคมและชีวิตอีกต่อไป

    “พอมีการปฏิบัติทางจิตวิญญาณบางอย่างที่เขารู้สึกขาด มันก็พอดีเป๊ะ ผมเข้าไปในจังหวะที่ศาสนาพุทธในโลกตะวันตกเริ่มทำงานมาแล้วยี่สิบปี ผมรู้สึกว่าคนตะวันตกที่สนใจเรื่องพวกนี้ เขาไม่ได้สนใจศาสนา ไม่ได้ศึกษาพุทธในมิติศาสนาเลย แต่สนใจว่าศาสนาพุทธสอนอะไร การปฏิบัติช่วยอะไรเขาได้บ้าง เช่น ภาวะซึมเศร้า ความเครียด ความกังวล แล้วเขาจะหาเครื่องมืออะไรเพื่อเยียวยาปัญหานี้”

    หลังจากนั้นวิจักขณ์เคลื่อนไปสู่คำถามใหญ่ที่ว่า ทำไมต้องแยกรัฐกับศาสนา โดยอธิบายว่า ก่อนหน้าที่ตนจะเดินทางไปเรียนที่โลกตะวันตก เวลาศึกษาศาสนาพุทธในไทยเหมือนมีความประนีประนอมบางอย่างที่คนรู้สึกว่าไม่เป็นศาสนามากเกินไป อย่างงานพุทธทาสพยายามอธิบายว่ามีความเป็นเหตุเป็นผล ศาสนาพุทธมีความเป็นสากล เป้าหมายของทุกศาสนาเหมือนกัน ความเคลื่อนไหวตรงนี้อาจมาจากความรู้สึกอย่างหนึ่งว่ารัฐมีบทบาทหรือควบคุมศาสนามากจึงพยายามหาช่องออกมาและพูดบางสิ่งที่หลุดออกมาจากกรอบนั้น ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสีย

    “พอผมไปศึกษาศาสนาในโลกตะวันตก กลับรู้สึกอีกแบบ อยากคัลท์มากกว่าเดิม อยากเป็นพุทธสักแบบหนึ่ง ผมก็ศึกษาอย่างจริงจัง มองเป็นเหมือนเทคโนโลยีทางจิต อยากเอาตัวเองเข้าไปลอง พอกลับมาก็กลายเป็นเนื้อเป็นตัวเรา เวลาพูดกับใครก็ไม่เขินอายอีกต่อไป จะเป็นฮินดู วัชรยาน หมอผี มันก็เป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์เราได้ เป็นอิสระที่จะพูดถึงมัน ในบริบทของโลกตะวันตกไม่มีอะไรบังคับหรือกฎเกณฑ์ว่าเราควรจะปฏิบัติศาสนาอย่างไร ควรเป็นศาสนาพุทธแบบไหน จึงรู้สึกเปิด มีสิทธิที่จะเลือก เป็นทางเลือกของเราจริงๆ ทำได้อย่างเต็มที่ ไม่มีองค์กรใดมาตรวจสอบเราว่าปฏิบัติผิดหรือถูก เป็นเรื่องของทางเลือก เรื่องของรสนิยม

    “ผมไม่แน่ใจว่า ศาสนาที่ไม่มีรัฐจะตอบสนองได้ดีกว่า แต่มันมีพื้นที่ให้เราได้เลือกและทดลอง เราไม่ได้เริ่มจากความจำเป็นว่าต้องมีศาสนา ศาสนาไม่ใช่สิ่งจำเป็น แต่ถ้าคุณเริ่มสนใจ มันก็เหมือนกับคุณได้เลือกว่าสิ่งนั้นตอบสนองบางอย่างของคุณ คุณต้องการใช้เวลาและพลังไปกับมัน ทำให้ผมรู้สึกว่าคนที่ศึกษาศาสนาในบริบทนั้น ดูจะมีความทุ่มเท ความศรัทธาได้อย่างเต็มที่

    “แต่ไอเดียของศาสนาที่เข้ามาในบริบทไทย เข้ามาในช่วงที่ไอเดียในตะวันตกกำลังอ่อนแอ ศาสนากำลังหมดความสำคัญ แล้วเรารับเข้ามาทำไม เรารับมาเพื่อสร้างอัตลักษณ์ในช่วงที่เราสร้างรัฐชาติ เราต้องการศาสนามาเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ ความเป็นไทยเท่ากับความเป็นพุทธ ความเป็นพุทธเท่ากับความเป็นพุทธเถรวาท ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าเราก็มีความอ่อนแอบางอย่าง เราไม่รู้สึกว่าศาสนาพุทธอยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง เราไม่รู้สึกว่าเราสามารถเรียนรู้ แลกเปลี่ยน ทดลองปฏิบัติศาสนธรรมได้ โดยไม่ต้องมีรัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง สะท้อนความอ่อนแอของคนที่รับไอเดียนี้เข้ามา”

    การที่ไม่ส่งเสริมพุทธศาสนาให้มีความเคลื่อนไหว เพราะเกรงว่าจะย้อนกลับมาเป็นปฏิปักษ์ จึงไม่สามารถมีพุทธธรรมที่พูดถึงสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียม ความหลากหลาย

    วิจักขณ์กล่าวต่อว่า เวลาที่อยากให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติซึ่งเป็นความคิดที่อ่อนแอไปแล้ว มันจำเป็นต่อรัฐแบบไหน ถ้าเป็นรัฐสมัยใหม่ รัฐประชาธิปไตยที่ส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียม ศาสนาแบบเดิมนี้ล้าหลังและไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป แต่ที่เรารู้สึกว่าศาสนาพุทธจำเป็นสำหรับรัฐ มันคือรัฐแบบเก่า ไม่ใช่รัฐของการใช้สติปัญญา ไม่ใช่รัฐที่เชื่อว่าทุกคนมีพุทธะในตัวเอง ทุกคนสามารถรับผิดชอบชีวิตตนเองได้ รัฐจึงต้องการศาสนาแบบนี้เป็นอาวุธ รัฐที่ไม่ส่งเสริมให้คนมีอำนาจในตัวเอง

    “ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับศาสนาทุกวันนี้สร้างบรรยากาศบางอย่างขึ้น ที่ไม่ส่งเสริมให้เกิดการเดินทางของพุทธธรรม มันตัดส่วนที่เป็นการเดินทางหรือความเคลื่อนไหว ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับศาสนาพุทธแบบนี้ทำให้เกิดความนิ่งหรือตาย เราจะมีความรู้สึกว่าแบบนี้ดีแล้ว พุทธเป็นศาสนาประจำชาติ เราสอนพุทธในโรงเรียน ผมว่ามันสร้างความรู้สึกของความนิ่ง ไม่สนับสนุนให้เกิดการเคลื่อนไหว

    “แต่จากประสบการณ์ในโลกตะวันตก มันมีความเคลื่อนไหวตลอดเวลา เช่น การตีความคำสอน การเรียนรู้ของผู้เรียน เป็นต้น ไม่มีคำสอนแบบใดเป็นมาตรฐาน พุทธแท้-เทียม ไม่มี มันยังทำให้เกิดบทสนทนากับศาสนาอื่นๆ เกิดความท้าทายที่จะเข้าไปสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ มิติของการเดินทางแบบนี้มันหายไปจากพุทธในบริบทไทย ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อจิตวิญญาณคำสอนของพระพุทธเจ้า”

    การที่ไม่ส่งเสริมพุทธศาสนาให้มีความเคลื่อนไหว เพราะเกรงว่าจะย้อนกลับมาเป็นปฏิปักษ์ จึงไม่สามารถมีพุทธธรรมที่พูดถึงสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียม ความหลากหลาย พระบางรูปบอกว่าพุทธศาสนาไม่ได้สอนเรื่องเสรีภาพ พุทธบ้านเราจึงไม่กล้าเข้าสู่โลกสมัยใหม่ ไม่กล้าเข้าไปเรียนรู้ความทุกข์ในแบบใหม่ แต่ตัดสินความทุกข์ของผู้คนด้วยความคิดแบบเก่า ไม่ได้ต้องการเข้าใจเรา แต่ต้องการให้เราเข้าใจศาสนา วิจักขณ์สรุป

    ทางด้านสุวรรณา กล่าวถึงอำนาจรัฐกับบรมธรรมหรืออำนาจรัฐกับการอ้างความจริงที่พ้นไปจากโลกประจักษ์ บรมธรรมในที่นี้ส่วนใหญ่อยู่ในศาสนา โดยอ้างว่ามีความจริงบางอย่างที่อยู่เหนือโลกประจักษ์ แต่โลกความจริงนั้นเป็นที่มาและอธิบายโลกประจักษ์นี้ด้วย ส่วนตัวบรมธรรมนั้นจะเป็นพระเจ้าองค์เดียว หลายองค์ หรือไม่มีพระเจ้า หรือจะเป็นเหตุผลแบบกรีกที่เชื่อว่าเหตุผลของมนุษย์พาไปสู่ความจริงสูงสุดบางอย่างได้ หรือแบบขงจื่อที่ไม่เชื่อว่ามีบรมธรรมที่อยู่เหนือโลกประจักษ์ แต่ความรู้สูงสุดต้องหาจากประวัติศาสตร์ของมนุษย์เอง

    “ความสัมพันธ์ระหว่างบรมธรรมกับรัฐมีสามแบบหลัก แบบที่หนึ่งคือในโลกโบราณมองว่าอำนาจรัฐกับบรมธรรมเป็นเนื้อเดียวกัน เชื่อว่ารัฐพาไปสู่บรมธรรม เช่น ยุโรปยุคกลาง สอง-มองว่ารัฐเป็นฆราวาส ไม่เกี่ยวกับบรมธรรม รัฐเป็นสถาบันที่มนุษย์มีเหตุผลมาหาวิธีอยู่ร่วมกัน ไม่เกี่ยวกับความจริงสูงสุดที่อยู่เหนือโลกประจักษ์ และสาม-เป็นแบบผสมผสาน ดิฉันเข้าใจว่ารัฐไทยก็ไม่ได้อ้างตนเองเป็นรัฐศาสนา แต่องค์ประมุขต้องเป็นพุทธ เพียงแต่เป็นองค์ศาสนูปถัมภกดูแลทุกศาสนา แต่รัฐเป็นพุทธหรือเปล่าไม่ค่อยแน่ใจ”

    สุวรรณากล่าวว่า ปัญหาหลายอย่างที่คุยกัน ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นในยุโรปศตวรรษที่ 17 เมื่อรัฐสมัยใหม่วางคุณค่าไว้อีกที่หนึ่งโดยไม่เกี่ยวกับบรมธรรมหรือศาสนาเลย แต่วางอยู่บนเสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ เป็นสามคำที่เกี่ยวกับมนุษย์ แต่ไม่เกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้าหรือโลกที่อยู่เลยไปจากประสบการณ์ของมนุษย์

    ทำยังไงเราจะสร้างบทสนทนาใหม่ๆ กับจารีตธรรมของเราเองและความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับรัฐหรือบรมธรรมกับอำนาจรัฐ...การหาระยะห่างระหว่างรัฐกับศาสนา การหาบรรทัดฐานอีกแบบหนึ่ง เราต้องเข้าใจความเป็นมาเดิม ต้องศึกษาตัวอย่างประสบการณ์แบบอื่น และหาความสัมพันธ์แบบไหนที่เหมาะกับศตวรรษที่ 21 นี้

    สุวรรณาอธิบายต่อผ่านมุมมองปรัชญาจีนโบราณว่า ถ้า Secular คือรัฐไม่สนใจความจริงที่เหนือไปกว่าความจริงของมนุษย์ในโลกประจักษ์ปกติ คำถามหลักคืออำนาจรัฐเป็นเครื่องมือสำหรับการอยู่ร่วมกันของมนุษย์เท่านั้นหรืออำนาจเป็นเครื่องมือไปสู่บรมธรรม ซึ่งจะทำให้อำนาจรัฐศักดิ์สิทธิ์ไปด้วย

    “มองจากปรัชญาจีนโบราณ หมายถึงห้าร้อยถึงสามร้อยก่อนคริสตกาล ซึ่งถือเป็นยุคคลาสสิกของปรัชญาจีน ถ้าเรามองปรัชญาสมัยนั้นด้วยคำถามว่า ความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจรัฐกับศาสนามีกี่แบบ ดิฉันขอเสนอว่ามีสามแบบคือเต๋า ขงจื่อ และนิตินิยม

    “ขงจื่อมองว่าอำนาจรัฐเข้มข้น จำเป็น แต่อ่อนละมุนและมีเมตตา แบบเต๋าต้องการให้อำนาจรัฐอ่อนจางที่สุด อย่ามายุ่ง การก้าวก่ายจากอำนาจรัฐคือปัญหา แบบที่สามคือนิตินิยมซึ่งเห็นว่าอำนาจรัฐต้องเข้มข้น โหดเหี้ยม กำกับทุกอณูของชีวิต ไม่เกี่ยวกับจริยธรรม อย่าว่าแต่บรมธรรมเลย นี่คือวิธีคิดสามแบบใหญ่ในสมัยจีนโบราณ”

    สุวรรณากล่าวต่อว่า บทเรียนสำหรับสังคมไทยคืออะไร คำตอบประเด็นรัฐ-ศาสนาในบริบทสังคมไทยเป็นคำตอบที่คิดไว้ในสมัยราชวงศ์โจวรุ่งเรือง คือเราต้องหาวิธีใหม่ที่จะสนทนาในการหาความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับศาสนา เธออ้างอิงงานชิ้นหนึ่งของธงชัย วินิจจะกูล ที่กล่าวถึงว่าการศึกษาศาสนาและปรัชญาศาสนาในประเทศไทยถูกชี้นำควบคุมด้วยชาตินิยมมาตลอด ถ้าเป็นอย่างนั้น คำถามคือสิ่งที่เราเรียนเกี่ยวกับอดีตจะมีประโยชน์อะไรกับปัจจุบัน อดีตดำรงอยู่อย่างไร

    “ทำยังไงเราจะสร้างบทสนทนาใหม่ๆ กับจารีตธรรมของเราเองและความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับรัฐหรือบรมธรรมกับอำนาจรัฐ ทั้งในตัวคัมภีร์ เช่น พระไตรปิฎก ทั้งในแง่ประวัติศาสตร์พุทธศาสนา ทั้งความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับศาสนาในประเทศอื่นๆ ที่เป็นพุทธด้วยกัน การหาระยะห่างระหว่างรัฐกับศาสนา การหาบรรทัดฐานอีกแบบหนึ่ง เราต้องเข้าใจความเป็นมาเดิม ต้องศึกษาตัวอย่างประสบการณ์แบบอื่น และหาความสัมพันธ์แบบไหนที่เหมาะกับศตวรรษที่ 21 นี้

    “เราต้องการรัฐที่ร่วมรู้สึกและใกล้ชิดกับเรา แต่ก็มีอำนาจเข้มข้น หรือต้องการรัฐที่เป็นกลางไม่ยุ่งเกี่ยวกับความรู้สึก เป็นเครื่องมือที่บริสุทธิ์ เป็นคนรักษากติกาเท่านั้น หรือต้องการรัฐที่อ่อนจางที่สุดแบบเต๋า หรือจะเอารัฐที่เกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับบรมธรรม อะไรเป็นเป้าหมาย อะไรเป็นเครื่องมือ และน้ำหนักที่ให้กับเครื่องมือนั้น แค่ไหน อย่างไร”

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    28 เม.ย. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เชิญชวนผู้สนใจร่วมเปลี่ยนรูปโปรไฟล์ในวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 3 พ.ค. ของทุกปี  ผ่าน http://tja.or.th/WPFDprofile  เพื่อรณรงค์คัดค้านการที่เครือข่ายรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผลักดันร่างกฏหมายที่ใช้ควบคุมการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ซึ่งถูกตั้งฉายาว่า "กฏหมายคุมสื่อ" 

    โดย ร่างกฎหมายดังกล่าว คือ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ….ที่จะนำเข้าสู่ที่ประชุมสปท.ในวันที่ 1 พ.ค.นี้ มติชนออนไลน์ได้สาระสำคัญไว้ว่า คือการจัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ทำหน้าที่กำหนดมาตร การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม มาตรฐานแห่งวิชาชีพ ตลอดจนการกำกับดูแลกันเองทางจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีคณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ จำนวน 15 คน ประกอบด้วย ผู้แทนสมาชิกสภาวิชาชีพ 7 คน ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ผู้แทนคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ผู้แทนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และกรรมการอื่นอีก 4 คน มีวาระดำรงตำแหน่ง 3 ปี แต่ดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 2 วาระไม่ได้ ทำหน้าที่ขึ้นทะเบียน ออกและเพิกถอนใบอนุญาตแก่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน โดยผู้ประกอบการวิชาชีพสื่อมวลชนต้องจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนภายใน 2ปี และมีบทกำหนดโทษสื่อมวลชนที่ไม่ขึ้นทะเบียนผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขณะเดียวกันองค์กรสื่อใดที่รับบุคคลที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนสื่อ เป็นผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน จะมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับเช่นกัน

    สำหรับ วันที่ 3 พ.ค. ของทุกปี นั้น สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติประกาศให้เป็น วันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    ผู้อำนวยการมูลนิธิ 18 พฤษภารำลึก เกาหลีใต้ ออก จม.ถึง พล.อ.ประยุทธ์ อนุญาตให้ 'ไผ่ ดาวดิน' ได้รับประกันตัวและให้เดินทางไปยังเกาหลีใต้เพื่อรับรางวัลกวางจูเพื่อสิทธิมนุษยชน 

     
     
    28 เม.ย. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คิม ยัง แร ผู้อำนวยการมูลนิธิ 18 พฤษภารำลึก (May 18 Memorial Foundation) สาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) ออกจดหมายถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย พร้อมทั้ง  รมว. กระทรวงการต่างประเทศ รมว. กระทรวงยุติธรรม และเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงโซล ขอให้รัฐบาลไทยอนุญาตให้ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ได้รับประกันตัวและให้เดินทางไปยังเกาหลีใต้เพื่อรับรางวัลกวางจูเพื่อสิทธิมนุษยชน (Gwang Ju Prize for Human Rights) ประจำปี 2560 จากมูลนิธิ 18 พฤษภารำลึก (May 18 Memorial Foundation)
     
    สำหรับ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน นักกิจกรรมนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยและนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ได้รับรางวัลดังกล่าว โดยขณะนี้เขาไม่ได้รับสิทธิการปล่อยตัวชั่วคราวและถูกควบคุมตัวอยู่ที่ทัณฑสถานบำบัด จังหวัดขอนแก่น มาตั้งแต่วันที่ 22 ธ.ค.2559 เนื่องจากถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 จากการแชร์เฟซบุ๊กข่าวเกี่ยวกับพระราชประวัติ ร.10 ที่เผยแพร่ในบีบีซีไทย
     
    รายละเอียดจดหมาย
     
    ถึงนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
    สำเนาถึง รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
    รมว. กระทรวงการต่างประเทศ ดอน ปรมัตถ์วินัย
    รมว. กระทรวงยุติธรรม พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา
    เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงโซล
     
    คำร้องขอให้ปล่อยตัวโดยทันที
    ของ จตุภัทร บุญภัทรรักษา
    ผู้ได้รับรางวัลกวางจูเพื่อสิทธิมนุษยชน ปี 2560
     
     
    มูลนิธิ 18 พฤษภารำลึก (May 18 Memorial Foundation) ร้องขอจากใจจริง ให้รัฐบาลไทยอนุญาตให้ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ได้รับประกันตัวจากการฝากขังก่อนพิจารณาคดี และให้เดินทางไปยังเกาหลีใต้เพื่อรับรางวัลกวางจูเพื่อสิทธิมนุษยชนประจำปี 2560  
       
    จตุภัทร์ ถูกฝากขังเพื่อรอการพิจารณาคดีตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเพียงเพราะแชร์บทความของ BBC ผ่านหน้าเฟซบุ๊กของตนเอง ด้วยเหตุนั้น ก็ควรที่จะลดโทษทางอาญาลงเนื่องจากการกระทำของเขาถูกปกป้องด้วยเสรีภาพการแสดงออก ซึ่งเป็นหลักใหญ่ใจความสำคัญของ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Convention on Civil and Political Rights) ที่ไทยได้ให้สัตยาบัณไว้
     
    ทางมูลนิธิได้ให้เสนอชื่อให้ จตุภัทร์ ได้รับรางวัล เพราะเขาเป็นตัวอย่างที่หาได้ยากยิ่งในการต่อสู้เพื่อพิทักษ์ประชาธิปไตยของไทย และเชิดชูไว้ซึ่งหลักแห่งความเสรีภาพ ความเสมอภาคและสิทธิมนุษยชน แม้ในขณะที่การกระทำดังกล่าวจะต้องเสียสละซึ่งความปลอดภัย ผลประโยชน์ แม้กระทั่งอนาคตของตนเอง
     
    มูลนิธิ May 18 Memorial เข้าใจว่าการกระทำของจตุภัทรอาจไม่ไปในทางเดียวกับนโยบายของรัฐบาลไทย ซึ่งเป็นความขัดแย้งที่ทางเราก็เสียใจ อย่างไรก็ดี เรายังคงกังวลต่อการคุมขังจตุภัทร์ภายหลังจากการรับรางวัล ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยตกเป็นเป้าของคำวิพากษ์วิจารณ์อย่างชัดเจนจากทั้งในและนอกประเทศ เพราะว่าการคุมขังเขาเป็นตัวชี้วัดว่าไทยกำลังกลายเป็นรัฐเผด็จการมากขึ้นเรื่อยๆ
     
    ทางมูลนิธิเชื่อว่าทางการไทยควรปรับภาพพจน์ใหม่เป็นรัฐที่เคารพในสิทธิและเดินหน้าสู่การคืนการปกครองแบบประชาธิปไตยด้วยการปล่อยตัวจตุภัทร์ตั้งแต่บัดนี้ เพื่อให้เขาเข้าร่วมพิธีรับรางวัลกวางจูในวันที่ 18 พฤษภาคม 2560 ที่กวางจู ประเทศเกาหลีใต้
     
    ข้าพเจ้าร้องขออีกครั้ง ให้ท่านปล่อยตัว จตุภัทร์
     
    ด้วยความเคารพ
    คิม ยัง แร
    ผู้อำนวยการมูลนิธิ 18 พฤษภารำลึก (May 18 Memorial Foundation)
     
    หมายเหตุ: ได้มีการแก้ไขเนื้อหาในวันที่ 29 เม.ย. 2560 เวลา 11.17น. ดังนี้
    -ประชา ไทได้แก้ไขพาดหัวจาก  "วอน รบ.ไทย ให้ประกันตัว 'ไผ่ ดาวดิน' ไปเกาหลีใต้รับรางวัลกวางจูเพื่อสิทธิมนุษยชน" เป็น "ร้อง รบ.ไทย ให้ประกันตัว 'ไผ่ ดาวดิน' ไปเกาหลีใต้รับรางวัลกวางจูเพื่อสิทธิมนุษยชน"
    -ประชาไทได้แก้ไขคำว่า "วิงวอน" ในจดหมายเป็น "ร้องขอ"
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวในรายการ ศาสตร์พระราชาฯ ย้ำ 'ไทยแลนด์ 4.0' ต้องยกระดับจาก 'ผู้ใช้แรงงาน' เป็น 'ผู้ใช้พลังสมอง' พร้อมยืนยันเศรษฐกิจไทยดีขึ้น อย่างต่อเนื่อง แต่มีหลายพวกพยายามจะโจมตีรัฐบาล ที่บอกว่าระดับฐานรากยังไม่ได้รับผลโดยตรง

    28 เม.ย. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ตอนหนึ่งถึงวันกรรมกรสากล และสภาวะเศรษฐกิจของไทยในขณะนี้ โดยระบุว่ารัฐบาลมีนโยบายสาธารณะที่เกี่ยวกับแรงงาน ทั้ง ด้านสุขภาพ ด้านสวัสดิการสังคม  ด้านพัฒนาฝีมือแรงงานและความมั่นคงในอาชีพ พร้อมทั้งยืนยันว่าขณะนี้เศรษฐกิจไทยดีขึ้น อย่างต่อเนื่อง

    โดยมีรายละเอียดดังนี้

    พี่น้องประชาชนและผู้ใช้แรงงาน ซึ่งเป็น “ผู้ร่วมสร้างชาติ” ทุกท่าน ครับ วันที่ 1 พฤษภาคมของทุกปี เป็น “วันแรงงานแห่งชาติ” ตรงกับ “วันกรรมกรสากล” หรือ “เมย์-เดย์ (May Day)” ของโลก  แรงงานถือเป็นปัจจัยสำคัญ ในกระบวนการผลิต ห่วงโซ่คุณค่าในระบบเศรษฐกิจ โดยพลังของผู้ใช้แรงงานจะแฝงอยู่ในผลผลิตทุกชิ้น ดังนั้น ความมั่นคงก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของประเทศ จะมีส่วนสัมพันธ์โดยตรงกับพี่น้องแรงงาน ทุกประเภท ทั้งแรงงานในระบบ ที่เรียกว่า มนุษย์เงินเดือน และแรงงานนอกระบบ แรงงานอิสระ ที่มีอยู่ราว 2 ใน 3 ของแรงงานทั้งหมด เช่น คนงานที่รับงานไปทำที่บ้าน แรงงานรับจ้างทำการเกษตร เกษตรกร ชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ ที่เป็น “แรงงานตามฤดูกาล” และแรงงานประมง คนทำงานบ้าน รับจ้างทั่วไป แม่ค้าหาบแร่ แผงลอย ช่างเสริมสวย ช่างทำผม เหล่านี้เป็นต้น แรงงานนอกระบบนี้ ส่วนมากเป็นผู้มีรายได้น้อย รายได้ไม่แน่นอน ไม่มีความมั่นคง หากไม่ได้รับการช่วยเหลือ และคุ้มครองจากรัฐบาล ทั้งด้านกฎหมายแรงงาน ประกันสังคม และสวัสดิการอื่น ๆ แล้ว ก็ย่อมจะส่งผลกระทบ ทั้งในมิติสังคมและความมั่นคง ตามมาอีกด้วย 

    ดังนั้น ผมเห็นว่าการจัดให้มี “ฐานข้อมูลกลาง” (Data Center) ข้อมูลแรงงาน ข้อมูลประชากรของประเทศ จึงมีความจำเป็นอย่างมาก  จะช่วยให้รัฐบาลและทุกหน่วยงาน สามารถนำไปใช้กำหนดเป็นนโยบายสาธารณะ ได้อย่างเหมาะ สมกับกลุ่มเป้าหมาย ทั้งแรงงานกลุ่มต่าง ๆ และแรงงานคนพิการของไทย รวมถึงแรงงานต่างด้าว จากประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีการลงทะเบียนจัดทำฐานข้อมูลตามขั้นตอนไปแล้ว นอกจากนี้ ฐานข้อมูลเหล่านี้ จะช่วยในการจัดระบบ ให้เป็นระเบียบ สำหรับการบริหารจัดการ เพื่อให้ประเทศสามารถใช้ศักยภาพจากทรัพยากรมนุษย์ หรือ “แรงงานของประเทศ” ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดอีกด้วย 

    ที่ผ่านมา ปัญหาแรงงานไทย นอกจากการถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้าง ด้านผลประโยชน์ ค่าตอบแทน และสวัสดิการแล้ว  ยังคงมีปัญหาเรื่องปากท้อง การบริการสุขภาพ ที่อยู่อาศัย การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการศึกษา อีกด้วย ซึ่งรัฐบาลนี้ ได้ให้ความสำคัญในการแก้ปัญหาเหล่านั้น เพื่อให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืน แก่พี่น้องแรงงาน “ทุกประเภท” โดยเฉพาะแรงงาน นอกระบบ ที่มักจะเป็นประชากร ระดับฐานราก และผู้มีรายได้น้อย  ดังนั้นจึงมีนโยบายสาธารณะต่างๆ ออกมาจำนวนมาก ในช่วงเวลา 2 ปีกว่านี้ ที่ผมอยากทบทวนอีกครั้งนะครับ  เช่น  ด้านสุขภาพ ก็ได้แก่ (1) การแพทย์ฉุกเฉิน 72 ชั่วโมงแรก ให้พ้นวิกฤต ที่ผู้ป่วยอยู่ในช่วงอันตรายถึงชีวิต  ได้ทุกโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด ไม่ว่าจะโรงพยาบาลของรัฐหรือเอกชน ซึ่งเป็นการก้าวข้ามกำแพงสิทธิประเภทต่าง ๆ ไม่ว่าประกันสังคม หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า กองทุนอื่น ๆ หรือแม้จะไม่มีสิทธิใด ๆ โดยรัฐบาลได้รักษาไว้ซึ่ง “สิทธิขั้นพื้นฐาน” ของพี่น้องคนไทยทุกคน ทุกสาขาอาชีพ ข้อมูลเพิ่มเติมสอบถามได้ที่ สายด่วน 1669  (2) คลินิกหมอครอบครัว เป็นการปฏิรูประบบสาธารณสุขไทย เน้นมาตรการเชิงป้องกัน มากกว่ารักษา ที่มักมีราคาแพงกว่า ด้วยการสร้างระบบเครือข่ายแพทย์ปฐมภูมิ ไปทั่วประเทศ จนเข้าถึงทุกครัวเรือน จำนวน 6,500 ทีม ในปี 2570 เหล่านี้เป็นต้น 

    ด้านสวัสดิการสังคม ได้แก่  (1) กองทุนการออมแห่งชาติ สำหรับประชาชนและพี่น้องแรงงาน ที่ไม่อยู่ในกองทุนบำเหน็จบำนาญช้าราชการ ที่เรียกว่า กบข. หรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กสล. หรือกองทุนประกันสังคม (2) กองทุนยุติธรรม จะช่วยเหลือในเรื่องคดีความ การให้ความรู้ทางกฎหมาย หรือการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน และ (3) การลงทะเบียนเพื่อรับสวัสดิการภาครัฐ ที่จะปิดลงทะเบียนในวันที่ 15 พฤษภาคม นี้  โดยจะมีมาตรการ “ลดค่าครองชีพ” สำหรับแรงงานที่เป็นผู้ที่มีรายได้น้อย เช่น การให้ส่วนลดค่าน้ำ ค่าไฟ หรือค่ารถ ขสมก. สำหรับแรงงานในกรุงเทพฯ หรือค่ารถ บขส. สำหรับพี่น้องต่างจังหวัด เหล่านี้เป็นต้น  ใครที่อยู่ในเกณฑ์ดังกล่าว ขอให้รีบมาลงทะเบียนกัน

    ด้านพัฒนาฝีมือแรงงานและความมั่นคงในอาชีพ เช่น  (1) ศูนย์บริการจัดหางานเพื่อคนไทย (Smart Job Center)  (2) การสร้างระบบมาตรฐานแรงงาน ช่วยกำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน เพื่อรองรับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาล และ (3) การส่งเสริมอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ภายใต้กลไกประชารัฐ เป็นต้น  ที่กล่าวมาเป็นการบูรณาการหน่วยงาน และการสร้างระบบตลาดแรงงานที่สอดคล้องกันของฝั่ง Demand คือ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และฝั่ง Supply คือ กระทรวงศึกษา และกระทรวงแรงงาน ให้รองรับการก้าวไปสู่ “ไทยแลนด์ 4.0”  นั่นเอง ทั้งนี้ ในอนาคต เราจะต้องยกระดับจาก “ผู้ใช้แรงงาน” เป็น “ผู้ใช้พลังสมอง” หรือที่เรียกว่า จาก Manpower สู่ Brainpower ผมอยากให้ทุกภาคส่วน ให้ความสำคัญกับการพัฒนาตนเอง โดยเริ่มจากการเห็นว่าตนเองนั้น มีความสำคัญกับการพัฒนาประเทศเท่าเทียมกัน ซึ่งคงต้องค่อย ๆ ยกระดับตนเองเป็น แรงงานมีฝีมือ แรงงานคุณภาพ แรงงานที่มีนวัตกรรม และแรงงานที่มีความคิดสร้างสรรค์ให้ได้ โดยต้องรู้จักการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย อย่างเหมาะสมด้วย  

    เศรษฐกิจไทยดีขึ้น อย่างต่อเนื่อง

    วันนี้ เราพูดได้ว่าเศรษฐกิจไทยดีขึ้น อย่างต่อเนื่อง ถ้าพี่น้องประชาชนลองมองย้อนกลับไป ปี 2557 เศรษฐกิจไทยเติบโตได้เพียงร้อยละ 0.8 และปรับดีขึ้นต่อเนื่องเป็นร้อยละ 2.8 ในปี 2558 และ 3.2 ในปี 2559 ที่ผ่านมา ในปีนี้ หากโครงการต่าง ๆ คืบหน้าไปตามแผนที่วางไว้ เศรษฐกิจไทยน่าจะขยายตัวได้เพิ่มขึ้นอีก ที่ประมาณร้อยละ3.5 ซึ่งก็ถือเป็นการค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้น จากปัญหาความไม่แน่นอนต่าง ๆ ของประเทศและภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกในช่วงที่ผ่านมาอย่างชัดเจน แม้จะยังไม่ได้กลับมาขยายตัวสูงเท่ากับในอดีต แต่ก็สะท้อนว่าเรายังมีโอกาส ที่จะฟื้นตัวอย่างมีเสถียรภาพ และยังน่าจะเติบโตได้ต่อเนื่องในวันข้างหน้า หากเราค่อย ๆ ช่วยกัน ฟิตร่างกาย และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ

    สำหรับเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เศรษฐกิจยังขยายตัวได้ดี เราได้เห็นการส่งออกที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง และเริ่มขยายตัวมากขึ้นในหลายหมวดสินค้า โดยมีมูลค่าสูงกว่า 7 แสนล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตกว่าร้อยละ 10 สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ รายได้เกษตรกร ในเดือนมีนาคมปีนี้เมื่อเทียบกับปีก่อน เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 30 จากทั้งผลผลิตและราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ทำให้รายได้ครัวเรือนและความเชื่อมั่นปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ ส่งผลดีต่อการบริโภคภายในประเทศ โดยเฉพาะการตัดสินใจซื้อสินค้าคงทน มีราคาสูง เช่น รถยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ซบเซามาเป็นเวลานาน สำหรับการค้าขายของภาคธุรกิจ มีการขอจดทะเบียนธุรกิจเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ร้อยละ 10 ซึ่งก็สะท้อนว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่ดีขึ้น เอกชนก็มีความเชื่อมั่นมากขึ้น

    ทั้งนี้ หากเราต้องการที่จะกลับไปโตได้ในอัตราสูง ๆ แบบเดิม เราจะต้องเร่งให้เกิดการปฏิรูปเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลนี้ได้เริ่มขับเคลื่อนไปบ้างแล้วนะครับ แต่ต้องเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างหนึ่งก็คือการเร่งให้เกิด EEC ที่จะช่วยวางรากฐานอนาคตของการผลิต การค้า และยกระดับพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศ  เรื่องเหล่านี้ ต้องใช้เวลานานพอสมควรจึงจะเห็นผล ซึ่งความร่วมมือร่วมใจจากทั้งภาคเอกชนและภาคประชาชน จะเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้เกิดการปฏิรูปขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรมด้วย

    อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความพยายามเหล่านี้ ที่ผ่านมา ก็อาจจะมีหลายพวกหลายฝ่าย พยายามจะโจมตีรัฐบาล ที่บอกว่าเศรษฐกิจดีขึ้นต่อเนื่องนั้น คนในระดับฐานรากยังไม่ได้รับผลโดยตรง ไม่ถึงพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริงบ้าง เอื้อประโยชน์กลุ่มทุนรายใหญ่บ้าง ซึ่งล้วนเป็นการสร้างความขัดแย้ง ทำลายบรรยากาศการค้าการลงทุนในประเทศที่กำลังค่อย ๆ ไปได้ดี ที่รัฐบาลและเอกชนหลายฝ่ายกำลังพยายามสร้างอยู่ ก็ขอเรียนพี่น้องประชาชนว่า รัฐบาลได้ตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้ดี รับทราบ กำลังดำเนินการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง และจะเร่งรัดดำเนินการภายในปีนี้ให้ได้ต่อไป 

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    คนงานสิ่งทอบังกลาเทศรำลึกโศกนาฏกรรม Rana Plaza เมื่อ 4 ปีก่อน

    เหตุโรงงานในอาคารรานาพลาซา (Rana Plaza) พังถล่มเมื่อ 4 ปีก่อน ที่มาภาพ: rijans (CC 2.0)

    แรงงานภาคสิ่งทอและตัดเย็บเสื้อผ้าชาวบังกลาเทศหลายพันคนจัดการรณรงค์เรียกร้องความเป็นธรรมและสภาพการทำงานที่ดีขึ้น ขณะรำลึกเหตุโรงงานในอาคารรานาพลาซา (Rana Plaza) พังถล่มเมื่อ 4 ปีก่อน ทำให้แรงงานเสียชีวิตถึง 1,138 คน และบาดเจ็บอีก 2,000 คน ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีผู้ถูกลงโทษจากเหตุการณ์นี้ เจ้าของอาคารซึ่งเป็นนักการเมืองและผู้ต้องสงสัยอีกราว 40 คน ซึ่งมีเจ้าหน้าที่รวมอยู่ด้วยถูกตั้งข้อหาปลอมแปลงใบรับรองโรงงานว่าปลอดภัย แต่ศาลมีคำสั่งเมื่อปีก่อนว่าทั้งหมดควรถูกไต่สวนในข้อหาฆาตกรรมด้วย แรงงานหญิงคนหนึ่งที่ได้รับการช่วยเหลือหลังติดอยู่ในซากอาคารร่วม 10 ชั่วโมงและยังต้องใช้ไม้ค้ำยันช่วยเดินจนถึงขณะนี้เผยว่า เธออยากตายมากกว่ามีสภาพตายทั้งเป็นแบบนี้

    ผู้รอดชีวิตหลายคนเข้าร่วมการประท้วงทั้งน้ำตาที่จุดเกิดเหตุและที่สุสาน บางคนตะโกนเรียกร้องให้ขึ้นเงินเดือนคนงานสิ่งทอ 4 ล้านคนทั่วประเทศจากขั้นต่ำ 68 ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 200 ดอลลาร์สหรัฐฯ จึงจะเพียงพอต่อการดำรงชีพอย่างเหมาะสม ทั้งนี้บังกลาเทศมีโรงงานสิ่งทอประมาณ 4,500 โรง มีมูลค่าส่งออกสิ่งทอปีละ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการผลิตให้แบรนด์ชื่อดังของโลก

    อ่านเพิ่มเติม: sbs.com.au, 24/4/2017

    แรงงานจบใหม่ 890,000 คน ในญี่ปุ่น เข้าสู่ตลาดแรงงานเมื่อต้นเดือน เม.ย.

    ประมาณการว่ามีหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่น 890,000 คน ที่จะเริ่มต้นชีวิตการทำงานในบริษัทและองค์กรต่าง ๆ ในวันทำงานแรกของเดือน เม.ย. นี้ ซึ่งที่ญี่ปุ่นถือเป็นเวลาของการเริ่มต้นปีงบประมาณของรัฐบาลใหม่, การเริ่มเปิดภาคเรียนใหม่ และเริ่มเข้าทำงานของพนักงานใหม่  หลายปีที่ผ่านมาผู้จบการศึกษาจบใหม่ในญี่ปุ่นที่มองหางานทำและได้ตำแหน่งงานทันทีเพิ่มขึ้นในช่วงต้นปี ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานของญี่ปุ่นระบุว่าผู้จบจากระดับวิทยาลัยขึ้นไปที่มองหางานทำและได้เข้าทำงานทันทีถึงร้อยละ 90.6 ส่วนผู้จบระดับมัธยมปลายที่มองหางานทำและได้เข้าทำงานทันทีมีถึงร้อยละ 94 ทั้งนี้ในญี่ปุ่นกำลังประสบกับปัญหาการขาดแคลนแรงงานอย่างหนักโดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมก่อสร้างและพนักงานขายสินค้า

    อ่านเพิ่มเติม: mainichi.jp, 3/4/2017

    ตัวเลขว่างงานยูโรโซนต่ำสุดในรอบกว่า 8 ปี

    สหภาพยุโรป (EU) รายงานว่าอัตราการว่างงานเดือน ก.พ.ในกลุ่มประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโร (eurozone) อยู่ในระดับที่ร้อยละ 9.5 ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน พ.ค. 2009  ขณะที่มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นมากแม้ว่าแนวโน้มการที่สหราชอาณาจักรออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (Brexit) ยังไม่แน่นอน                      

    อ่านเพิ่มเติม: ft.com, 3/4/2017

    IMF สนับสนุนนโยบายส่งเสริมนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    นาง Christine Lagarde กรรมการผู้จัดการใหญ่ของ IMF กล่าวว่า ปัญหาวิกฤตด้านการเงินโลกเมื่อปี 2008 ยังตกค้างอยู่ และส่งผลให้เศรษฐกิจโลกไม่สามารถขยายตัวได้เต็มที่ ขณะที่การเพิ่มผลิตผลด้านแรงงานก็มีปัญหาจากสามปัจจัยที่สำคัญ คือ ประชากรโลกที่มีอายุมากขึ้น การชะลอตัวของการค้าระหว่างประเทศ และผลกระทบที่เรื้อรังของวิกฤตด้านการเงินโลกเมื่อปี 2008

    ผู้จัดการใหญ่ของ IMF ยังแนะให้รัฐบาลของประเทศต่างๆ มีนโยบายอย่างชัดเจนและแข็งขัน เพื่อกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจของโลก เช่น การส่งเสริมนวัตกรรม อย่างไรก็ตาม นโยบายดังกล่าวจะประสบความสำเร็จได้ ก็ต่อเมื่อมีการขยายการลงทุนด้านการศึกษา การฝึกทักษะให้กับแรงงาน และการปรับปรุงระบบโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ด้วย

    อ่านเพิ่มเติม: voathai.com, 4/4/2017

    ล็อตเตอรี่วีซ่าทำงานในสหรัฐฯ H1-B เริ่มแล้ว! นักวิเคราะห์มอง 'รัฐบาลทรัมป์' อาจพับแผนยกเลิกวีซ่าประเภทนี้

    กระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิ (Homeland Security) ของสหรัฐฯ ประกาศมาตรการใหม่เพื่อป้องกันการละเมิดกฎเกณฑ์การใช้วีซ่า H1-B ที่ออกให้สำหรับลูกจ้างชาวต่างชาติที่จะมาทำงานแบบชั่วคราวในสหรัฐฯอย่างไรก็ตาม ดูเหมือนมาตรการใหม่นี้มิได้เป็นไปตามที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ รับปากไว้ในช่วงหาเสียง ว่าจะปฏิรูประบบการให้วีซ่า H1-B โดยในช่วงหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เคยสัญญาไว้ว่าจะยกเลิกระบบล็อตเตอรี่วีซ่า H1-B ที่ให้โอกาสชาวต่างชาติได้เข้ามาทำงานในสหรัฐฯ ปีละ 65,000 ตำแหน่ง วีซ่าประเภทนี้มักนิยมใช้โดยบริษัทเทคโนโลยีต่างๆ ในอเมริกา เพื่อรับสมัครลูกจ้างทักษะฝีมือสูงจากต่างประเทศ เพราะส่วนใหญ่มีค่าจ้างถูกกว่าค่าแรงของคนอเมริกันในตำแหน่งเดียวกัน

    อ่านเพิ่มเติม: voathai.com, 5/4/2017

    อังกฤษยอมให้แรงงานมีฝีมือเคลื่อนย้ายเสรีหลังออกจาก EU

    รัฐมนตรีต่างประเทศของอังกฤษระบุว่ามีความเป็นไปที่ให้ประชาชนมีการโยกย้ายอย่างอิสระเต็มที่หลังออกจาก EU และอาจจะยินยอมก่อนที่อังกฤษออกจากกลุ่มในช่วง 2 ปีด้วย และยังระบุว่าไม่ต้องการกีดกันแรงงานมีฝีมือแต่รัฐบาลอังกฤษเพียงต้องการหยุดการหลั่งไหลของแรงงานเท่านั้น

    อ่านเพิ่มเติม: farminguk.com, 8/4/2017

    เผยอัตราว่างงานสหรัฐต่ำสุดรอบเกือบ 10 ปี แต่อาจเป็นภาพมายา

    อัตราการว่างงานของสหรัฐในเดือน มี.ค.ลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 4.5 ต่ำสุดในรอบเกือบ 10 ปี แต่การจ้างงานกลับติดขัดอย่างไม่คาดคิด เป็นการเน้นย้ำถึงความท้าทายที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องเผชิญในการทำให้ได้ตามเป้าหมายการสร้างงาน 25 ล้านตำแหน่งที่ได้ให้สัญญาไว้เมื่อครั้งหาเสียงเลือกตั้ง กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยเมื่อต้นเดือน เม.ย. ว่าสามารถจ้างงานเพิ่มได้เพียง 98,000 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นตัวเลขที่น้อยมาก

    อ่านเพิ่มเติม: cnbc.com, 7/4/2017

    เสนอเงิน 2.6 ล้านยูโร เยียวยาอดีตลูกจ้าง Nokia

    คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ได้เสนอเงินจำนวน 2.6 ล้านยูโร แก่ฟินแลนด์ เพื่อเยี่ยวยาลูกจ้างของ Nokia จำนวน 821 อัตรา ที่ถูกปลดออก อันเนื่องมาจากการปรับโครงสร้างของ Nokia Networks โดยเงินทุนดังกล่าวมาจากกองทุนโลกาภิวัฒน์ หรือ European Globalisation Adjustment Fund (EFG) ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือคนงานและแรงงานในยุโรป

    เงินทุนดังกล่าวจะนำมาช่วยในการฝึกอบรมวิชาชีพใหม่แก่อดีตลูกจ้างของ Nokia เพื่อให้พวกเขาสามารถหางานใหม่ หรือเริ่มต้นประกอบกิจการของต้นเองได้ ฟินแลนด์ได้ยื่นเรื่องขอรับเงินสนับสนุนจากกองทุน EGF หลังจากที่ Nokia และบริษัทรับเหมาอีก 3 ราย ได้ประกาศปลดลูกจ้างจำนวน 945 อัตรา

    อ่านเพิ่มเติม: yle.fi, 8/4/2017

    อธิการบดี ม.ฮาร์เวิร์ด ยอมรับว่ามหาวิทยาลัยมีส่วนเรื่อง 'การใช้แรงงานทาส'

    อธิการบดีมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด Drew Faust ยอมรับว่ามหาวิทยาลัยมีส่วนเรื่องการใช้แรงงานทาส ที่การประชุมของสถาบัน Radcliffe Institute for Advanced Study เมื่อเดือนที่แล้ว ที่มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดเธอกล่าวว่า "มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดมีส่วนโดยตรงที่รู้เห็นเรื่องการใช้แรงงานทาสในยุคตั้งต้นของสถาบัน จนกระทั่งการสิ้นสุดระบบทาสในรัฐแมสซาชูเสทส์เมื่อปี ค.ศ.1793"

    ในช่วงที่ผ่านมาสถาบันต่าง ๆ เช่นมหาวิทยาลัยเยล ในรัฐคอนเนคติกัต และจอร์จทาวน์ ในกรุงวอชิงตัน หวนมองบทบาทเกี่ยวกับการใช้แรงงานทาสของมหาวิทยาลัย และดำเนินการเพื่อแก้ไขความรู้สึกด้านลบจากประวัติศาสตร์เรื่องนี้

    อ่านเพิ่มเติม: voathai.com, 12/4/2017

    โพลล์ชี้ชาวออสเตรเลียเกือบ 70% สนับสนุนการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ

    ผลสำรวจของสภาสหภาพแรงงานแห่งออสเตรเลีย (ACTU) ระบุว่าเกือบ 70% แรงงานออสเตรเลียต้องการให้รัฐบาลปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ ชาวออสเตรเลียจำนวน 69% ต้องการค่าแรงขั้นต่ำที่สูงขึ้น ขณะที่ 1 ใน 3 มองว่า รัฐบาลต้องปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้สูงขึ้นอย่างมาก ผิดกับอีก 20% ที่มองว่าค่าแรงขั้นต่ำตอนนี้กำลังอยู่ในระดับที่พอดี

    อ่านเพิ่มเติม: xinhuanet.com, 17/4/2017

    ออสเตรเลียคุมเข้มแรงงานต่างชาติ เตรียมปรับวีซ่าใหม่เพื่อเพิ่มการจ้างแรงงานในประเทศ

    นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียเปิดเผยว่ารัฐบาลจะปรับเปลี่ยนสิทธิของแรงงานต่างชาติผู้ถือวีซ่าที่เข้ามาทำงานในออสเตรเลีย เพื่อแก้ปัญหาการจ้างงานแรงงานภายในประเทศที่ถดถอยลง โดยการปรับเปลี่ยนครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อชาวต่างชาติที่ถือวีซ่าประเภท 457 จำนวนกว่าแสนคน โดยในปีงบประมาณที่ผ่านมา ออสเตรเลียได้ออกวีซ่าประเภท 457 จำนวน 45,400 ครั้ง ทำให้มีจำนวนผู้ถือและครอบครัวของผู้ถือรวมกันสูงถึง 94,890 คน

    อ่านเพิ่มเติม: business-standard.com, 19/4/2017

    บริษัทขนส่งจีนใช้หุ่นยนต์ทำงานเเทนคนย้ายพัสดุได้ 200,000 ชิ้นต่อวัน ตลอด 24 ชม.

    บริษัทขนส่งทางเรือรายใหญ่ของจีนอย่าง Shentong Express เปิดเผยว่ากำลังนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในโรงงานเพื่อทดเเทนการใช้เเรงงานมนุษย์ โดยทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน และสามารถจัดเรียงพัสดุได้ถึง 200,000 ชั้นต่อวัน การใช้หุ่นยนต์มาทำงานจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายถึงประมาณร้อยละ 70 ซึ่งขณะนี้เพิ่งทดสอบใช้หุ่นยนต์ในสองโกดังเท่านั้น

    อ่านเพิ่มเติม: huffingtonpost.ca, 18/4/2016

    GM เลิกทำธุรกิจในเวเนซุเอลาหลังถูกยึดโรงงาน

    บริษัทเจเนอรัล มอเตอร์ (GM) ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของสหรัฐ ประกาศยุติการดำเนินงานในเวเนซุเอลา หลังจากที่รัฐบาลได้เข้ายึดโรงงานของบริษัท ทั้งนี้โรงงานเพียงแห่งเดียวของ GM ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองบาเลนเซีย ถูกรัฐบาลเวเนซุเอลายึด ในขณะที่กลุ่มต่อต้านรัฐบาลปะทะกับกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาล ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจจากการขาดแคลนอาหาร และเงินเฟ้อที่พุ่งสูง

    อ่านเพิ่มเติม: nbcnews.com, 20/4/2017

    เยอรมนีทดลองแจกคูปองช่วยงานบ้านแก่คนทำงานล่วงเวลา หวังช่วยผู้หญิงทำงานนอกบ้านได้สะดวกขึ้น

    รัฐบาเดน-วูร์ตเทมเบิร์ก ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเยอรมนี ทดลองแจกคูปองที่สามารถนำไปแลกบริการช่วยทำงานบ้านทั้งงานกวาดถู ล้างจ้าน และรีดผ้า ให้แก่ผู้หญิงที่ต้องทำงานนอกบ้านล่วงเวลา หวังสนับสนุนให้แรงงานหญิงทำงานอาชีพได้สะดวก ทั้งมีชีวิตครอบครัวที่สมดุล โดยโครงการนี้มีเป้าหมายส่งเสริมให้ผู้หญิงที่มีคุณสมบัติพร้อมต่อการจ้างงานแต่มีภาระงานบ้านหนัก ได้หวนกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานหรือทำงานอาชีพเพิ่มเป็นเวลามากขึ้นได้ โดยโครงการทดลองแจกคูปองช่วยงานบ้านนี้จะมีขึ้นไปจนถึงสิ้นเดือน ก.พ. ปี 2019

    อ่านเพิ่มเติม: bbc.com, 22/4/2017

    Coca-Cola สหรัฐฯ เลิกจ้าง 1,200 ตำแหน่ง

    บีบีซีรายงานว่าบริษัทโคคา โคล่า (Coca-Cola)สหรัฐอเมริกา ประกาศจะลดการจ้างงานลง 1,200 ตำแหน่งในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ไปจนถึงปีหน้า โดยรุบุว่าเนื่องจากความต้องการบริโภคเครื่องดื่มน้ำอัดลมมีจำนวนลดลง กอปรกับยอดขายน้ำอัดลมในไตรมาสนี้ลดลดร้อยละ 1 ทั้งนี้บริษัทมีพนักงานกว่า 1แสนคนทั่วโลก

    อ่านเพิ่มเติม: fortune.com, 25/4/2017

    'ESPN' ประกาศเลิกจ้างพนักงาน 100 คน

    ESPN สถานีเคเบิลทีวีชื่อดังของสหรัฐ ประกาศลดพนักงาน 100 คน ทั้งด้านโทรทัศน์ วิทยุ และฝ่ายออนไลน์ ทั้งคนทำงานเบื้องหน้ากล้องและคนทำงานเบื้องหลัง แหล่งข่าวระบุว่าพนักงานที่กำลังจะออกจาก ESPN ไม่ยอมถูกลดค่าจ้าง บริษัทจึงต้องจ่ายเงินชดเชยเพื่อแลกกับการยกเลิกสัญญา ทั้งนี้ ESPN พยายามเดินหน้าธุรกิจโดยด้านดิจิทัล หลังจากผู้ติดตามในเคเบิลลดลง

    อ่านเพิ่มเติม: foxnews.com, 27/4/2017

     

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0



    แม้ว่าจะมีประธานาธิบดีคนใหม่แต่การเจรจากับเกาหลีเหนือดุดันเช่นเดิม ในกรุงวอชิงตันถึงแม้นายโดนัลด์ ทรัมป์จะอ้างว่าได้พลิกรูปแบบนโยบายเสียใหม่ เขายังคงมีชุดทางเลือกของนโยบายที่จำกัดเหมือนเดิมต่อเกาหลีเหนือ เป็นเวลากว่าครึ่งศตวรรษ ทางเลือกเหล่านั้นก็เป็นแค่ชุดของการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ  วาทกรรมการขนานนามและการคุมคามที่ว่าสหรัฐฯและเกาหลีใต้จะตอบโต้ถ้าถูกโจมตีก่อน การป้องกันยับยั้ง (deterrence) ดังกล่าวได้หยุดสถานการณ์ในคาบสมุทรไว้ แต่ทั้ง 2 ทางคือ ไม่ให้เกาหลีเหนือบุกเกาหลีใต้ แต่มันยังหยุดสหรัฐฯและเกาหลีใต้ไม่ให้โจมตีเกาหลีเหนือ

    แรงกดดันนี้ไม่ได้ผลกับเกาหลีเหนือในอดีต แต่ก็ไม่มีหลักฐานว่าแรงกดดันมากขึ้นจะเกิดผลในทุกวันนี้ จีนสามารถเล่นงานทางเศรษฐกิจกับเกาหลีเหนือและนำประเทศเข้าสู่ความวุ่นวายได้ แต่จีนไม่ยอมทำ สหรัฐฯสามารถเริ่มต้นสงครามในคาบสมุทรผ่านการโจมตีก่อนเพื่อป้องกันตัวเอง  (pre-emptive strikes) และล้มรัฐบาลเกาหลีเหนือแต่ก็ไม่ยอมทำ ทั้งจีนและสหรัฐฯ เองก็ไม่ยอมใช้มาตรการอันแรงกล้าดังกล่าวเพราะผลเสียที่ได้สูงเกินไปและเห็นชัดเจนมากไป ในขณะที่ผลกระทบต่อจากนั้นก็ยังคงไม่เป็นที่รู้กันเลยแม้แต่น้อย

    กรุงเปียงยางสามารถกวาดกรุงโซลด้วยอาวุธทั่วไป และแม้แต่สามารถหันมาเล่นงานกรุงโตเกียว การเริ่มต้นสงครามจะเสี่ยงต่อการสูญเสียของชีวิตนับล้าน และการทำให้รัฐบาลเกาเหลีเหนือล้มลงจะหมายถึงผู้อพยพหลายล้านคนทะลักเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ อาวุธนิวเคลียร์ และอาวุธอื่น ๆ ในการทำลายล้างสูงอาจจะตกอยู่ในมือของใครก็ได้ท่ามกลางความวุ่นวายที่อยู่รายรอบ ด้วยความจริงอันน่าสะพรึงกลัวดังกล่าว รูปแบบเดิมๆ อย่าง การป้องกันยับยั้ง การเจรจาอันดุดัน การคว่ำบาตรและการเกี่ยวพันกันเพียงเล็กๆ น้อยๆ ก็ยังเป็นทางเลือกสำหรับนโยบายต่อเกาหลีเหนือ สำหรับรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดถัดมา

    นานาประเทศได้พยายามหลายทางในการสร้างแรงกดดันต่อเกาหลีเหนือเป็นเวลากว่า 70 ปีที่ผ่านมา การคว่ำบาตรอย่างเข้มงวดได้ถูกนำมาใช้กับประเทศนี้ไปแล้ว ก็เป็นการยากที่จะเชื่อว่าแม้แรงกดดันมากกว่าเดิมจะนำประเทศไปสู่ทิศทางใหม่ รัฐบาลเกาหลีเหนือมีประวัติการทนทานแรงกดดันเป็นอย่างดี เช่นเอาตัวรอดในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อกลางทศวรรษที่ 90 รวมไปถึงการรอดพ้นจากทุพภิกขภัยอันโหดร้าย  คำทำนายที่ว่าการคว่ำบาตรครั้งใหม่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในนโยบายของกรุงเปียงยาง แม้ว่าจะไม่นำไปสู่การล่มสลายอย่างสมบูรณ์ตั้งอยู่บนตรรกะที่ไม่ค่อยสมเหตุสมผล

    แม้ว่าจีนจะตัดสินใจบีบคั้นทางเศรษฐกิจต่อเกาหลีเหนือ คำถามที่แท้จริงก็คือรัฐบาลเกาหลีเหนือจะยอมผ่อนปรนหรือไม่ หรือว่าจะแผลงฤทธิ์ในรูปแบบอื่น เกาหลีเหนือนั้นมีลักษณะอันคงเส้นคงวาอย่างสุดขั้วก็คือยอมปะทะแรงกดดันด้วยแรงกดดันของตัวเอง ด้วยการดำรงอยู่อันแทบจะโดดเดี่ยวมาหลายทศวรรษ เป็นเรื่องที่ไม่ชัดเจนเลยแม้แต่น้อยว่าการถูกโดดเดี่ยวมากกว่าเดิมเพียงเล็กน้อยจะช่วยเปลี่ยนแปลงอะไรได้

    ทางแก้ใดๆ ต่อปัญหาของเกาหลีเหนือซึ่งนำไปสู่การยอมจำนนนั้น เป็นเรื่องไม่สมจริงอย่างยิ่ง สหรัฐฯ ไม่ชอบเกาหลีเหนือเช่นเดียวกับบรรดาผู้นำและนโยบายของพวกเขา แต่สหรัฐฯ ต้องรับมือกับเกาหลีเหนือในฐานะเป็นประเทศๆ หนึ่งเหมือนกับประเทศอื่น เกาหลีเหนือจะไม่ได้สูญหายไปอย่างง่ายดาย และมีหลักฐานในหลายทศวรรษว่าจะไม่ยอมแพ้ต่อแรงกดดัน

    สถานการณ์อาวุธนิวเคลียร์และความมั่นคงดูเหมือนกับ 20 ปีที่ผ่านมาแล้ว ทั้ง 2 ฝ่ายพยายามสกัดกั้นซึ่งกันและกันผ่านการข่มขู่ การคว่ำบาตรและแรงกดดัน แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปสำหรับเกาหลีเหนือคือเศรษฐกิจ หันกลับไปมองการเปลี่ยนแปลงซึ่งประเทศนี้ต้องประสบพบเป็นเวลากว่า 2 ทศวรรษ รูปแบบเศรษฐกิจและธุรกิจนั้นแทบจำไม่ได้เลย หากเปรียบกับในปี 1995

    เศรษฐกิจของเกาหลีเหนือมีลักษณะเปิดกว้างกว่าเมื่อ 20 ปีก่อน มีการค้าเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล มีแหล่งข้อมูลเปิดเผยที่ดีที่สุดพบว่า รายได้ของชาวเกาหลีเหนือกว่าร้อยละ 40 แม้จะไม่ถึงครึ่งมาจากระบบเศรษฐกิจที่อิงกับตลาด  วิถีชีวิตของประชาชนผูกติดกับรัฐบาลของพวกเขาน้อยกว่าเดิม การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นทรงพลังถึงขั้นที่ว่ารัฐบาลพยายามจะพลิกกลับอำนาจของตลาดและเข้าควบคุมประชาชนด้วยความกลัวว่าจะสูญเสียอำนาจไป กรุงเปียงยางวิตกว่าเมื่อประชาชนเข้าสู่ระบบตลาด รัฐบาลจะมีอำนาจควบคุมน้อยลง

    นี่จึงเป็นเหตุผลมากกว่าเดิมสำหรับนโยบายการเกี่ยวพันกัน (Engagement policy –ดังเช่นการทูต การสื่อสารกันรวมไปถึงการให้ความช่วยเหลือ-ผู้แปล)  ที่จะช่วยนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในเกาหลีเหนือ นโยบายดังกล่าวจะช่วยให้ประชาชนเกาหลีเหนือรอดพ้นจากการทนทุกข์และการอดตาย ในขณะเดียวกันก็นำประเทศไปสู่ทิศทางที่ถูกต้อง ไม่มีหนทางแก้ไขอย่างชัดเจนต่อปัญหาอาวุธนิวเคลียร์และความมั่นคงเกี่ยวกับเกาหลีเหนือ แต่การเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของชาวเกาหลีเหนือต่อรัฐบาลของพวกเขาและโลกภายนอกสามารถเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงนี้

     

    หมายเหตุ:แปลและเรียบเรียงจาก North Korea policies the same old, same old  เขียนโดยคุณเดวิด ซี คัง จากมหาวิทยาลัยเซาท์เทิร์นแคลิฟอร์เนีย จากเว็บไซต์ http://www.eastasiaforum.org/2017/04/09/north-korea-policies-the-same-old-same-old/

    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    บ้านสมเด็จโพลล์ สำรวจความเห็นประชาชน 53% เคยพบเห็นการค้าประเวณีในกรุงเทพมหานคร 43.2% เห็นยืนรอข้างถนน รอบสวนลุมพินี วงเวียนใหญ่ วงเวียน 22 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่

     
     
     
    29 เม.ย. 2560 ศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ได้ดำเนินโครงการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาการค้าประเวณี โดยเก็บจากกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนที่ อาศัยอยู่ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวนทั้งสิ้น 1,158 กลุ่มตัวอย่าง เก็บข้อมูลในวันที่ 26 - 28 เมษายน 2560  ซึ่งกลุ่มตัวอย่างในการสำรวจครั้งนี้ใช้เกณฑ์ตารางสำเร็จรูปของ Taro Yamane กำหนดว่า ประชากรเกิน 100,000 คนต้องการความเชื่อมั่น 95% และความผิดพลาดไม่เกิน 3% ต้องใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,111 กลุ่มตัวอย่าง 
     
    ผู้ช่วยศาสตราจารย์สิงห์ สิงห์ขจร ประธานคณะกรรมการศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ กล่าวว่า ผลการสำรวจในครั้งนี้ต่อปัญหาการค้าประเวณี ในมุมมองต่างๆของประชาชนในกรุงเทพมหานคร เนื่องจากปัญหาการค้าประเวณีในมุมมองของชาวต่างชาติได้มุ่งเป้าว่าประเทศไทยเป็นเมืองในระดับต้นๆที่มีชื่อในด้านการค้าประเวณี รวมไปถึงในช่วงที่ผ่านมามีข่าวคดีการค้าประเวณีที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งการค้าประเวณีในประเทศไทยนั้นมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ 2539 และ พระราชบัญญัติป้องกัน และปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ปัญหาการค้าประเวณีซึ่งในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นการค้าประเวณีทางอินเทอร์เน็ต และปัญหาดังกล่าวจะมีการแก้ไขอย่างไรต่อไป ซึ่งผลการสำรวจในครั้งนี้ต่อปัญหาการค้าประเวณี มีข้อมูลที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ 
     
    กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ เคยพบเห็นการค้าประเวณี ร้อยละ 53.0 รองลงมาคือ ไม่เคย ร้อยละ 31.1 และไม่แน่ใจ ร้อยละ 15.9 ประเภทที่พบเห็นการค้าประเวณี อันดับหนึ่งคือ ยืนรอข้างถนน รอบสวนลุมพินี วงเวียนใหญ่ วงเวียน 22 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ร้อยละ 43.2 อันดับที่สองคือ สถานบันเทิง  คาเฟ่  ร้านคาราโอเกะ  สปา  ร้านตัดผม ร้อยละ 29.7 อันดับที่สามคือ สถานบริการอาบอบนวด / นวดแผนโบราณ ร้อยละ 16.8 และอันดับที่สี่คือ อินเทอร์เน็ต / ออนไลน์ ร้อยละ 10.3
     
    ส่วนปัจจัยทำให้เกิดการค้าประเวณี อันดับที่หนึ่งคือ เงินใช้จ่ายไม่เพียงพอ ร้อยละ 30.6 อันดับที่สองคือ ถูกหลอกถูกบังคับ ร้อยละ 24.9 อันดับที่สามคือ ครอบครัวยากจน ร้อยละ 21.5 อันดับที่สี่คือ ความฟุ้งเฟ้อตามสมัยนิยม ร้อยละ 11.7 และอันดับที่ห้าคือ ประชดชีวิต ร้อยละ 11.3
     
    กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ เคยพบเห็นการค้าประเวณีทางอินเทอร์เน็ต ร้อยละ 61.3 รองลงมาคือ ไม่เคย ร้อยละ 27.8 และไม่แน่ใจ ร้อยละ 10.9  โดยทราบว่าต่างชาติมองประเทศไทยว่าเป็นประเทศที่มีการค้าประเวณีในอันดับต้นๆของโลก ร้อยละ 58.1 รองลงมาคือ ไม่ทราบ ร้อยละ 29.1 และไม่แน่ใจ ร้อยละ 12.8 อยากให้มีการนำ มาตรา 44 เพื่อแก้ไขปัญหาการค้าประเวณี ร้อยละ 52.7 ไม่อยาก ร้อยละ 28.4 และไม่แน่ใจ ร้อยละ 18.9 และกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ คิดว่าประเทศไทยไม่พร้อมกับการเปิดให้มีการค้าประเวณีอย่างถูกกฎหมาย ร้อยละ 49.3 คิดว่าพร้อม ร้อยละ 33.8 และไม่แน่ใจ ร้อยละ 16.9
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    เมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 2535 และผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (Police Watch) ระบุเห็นด้วยให้ทหารในระดับผู้บังคับบัญชาหน่วยยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ เพื่อแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นอำนาจ

     
     
    เมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 2535 และผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (Police Watch)
     
    29 เม.ย. 2560 นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 2535 และผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (Police Watch) ระบุถึงกรณีที่ ป.ป.ช. มีข้อเสนอในการพิจารณากำหนดตำแหน่งที่มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินเพิ่มเติม โดยจะให้นายทหารในระดับผู้บังคับบัญชาหน่วยต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินด้วยนั้น ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง นายทหารในระดับผู้บังคับบัญชาหน่วยขึ้นไปต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.ก่อนและหลังรับตำแหน่ง เพื่อแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นทั้งระบบ
     
    เนื่องจากการคอร์รัปชั่น ไม่ได้มีเฉพาะนักการเมืองเท่านั้น แต่มีข้าราชการเกี่ยวข้องด้วยแทบทุกครั้ง และทหารปัจจุบันเป็นทหารการเมือง ใช้อำนาจทางการเมือง เป็นเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยและเป็นพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/58 อาจเข้าไปเกี่ยวข้องผลประโยชน์จากการคอร์รัปชั่นอำนาจ
     
    กรณีการซื้อเรือดำน้ำก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง การจัดซื้อจัดจ้างทุกชนิดควรเปิดเผยและเผยแพร่ในระบบอิเล็คทรอนิคให้ประชาชนตรวจสอบได้ เพื่อความโปร่งใสของประเทศนับแต่นี้ มีข่าวลือกล่าวหาว่าจีนจะให้ฟรีพร้อมของแถมแลกเปลี่ยนแต่ดันมีคนละโมบไปตั้งงบประมาณรายจ่าย ดังนั้นจึงต้องเปิดเผยเอกสารโครงการจัดซื้อต่อประชาชน
     
    นอกจากนี้เมธาระบุว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจในระดับผู้กำกับสถานี้ตำรวจทุกสถานี  ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินด้วย เพราะเกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมาย กำกับดูแลธุรกิจสีเทาและระบบส่วยในท้องที่โดยตรง ว่ากันว่ามีเงินได้รายเดือนนอกระบบอีกมากมายที่ลูกน้องต้องไปหามาให้ แก้คอร์รัปชั่นไม่ได้ ถ้าไม่ตรวจสอบทหารและตำรวจด้วย นอกจากนี้ตำรวจยังไปขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรีโดยตรง การตรวจสอบตำรวจยากมากนอกจากจะพึ่งสื่อมวลชน
     
    ตัวอย่างจากคดีทายาทกระทิงแดงที่ล่าช้ามา 5 ปี หมดอายุความไป 1 คดี เพิ่งมาออกหมายจับหลังเลื่อนพบมาหลายรอบ เป็นบทเรียนสำคัญที่ตำรวจและอัยการสูงสุดต้องรับผิดชอบทางการเมืองกับข้อครหาในการเลือกปฏิบัติ
     
    ทั้งนี้ ต้องสนับสนุน ป.ป.ช.ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและอิสระ มีบทลงโทษ ป.ป.ช.ในการละเว้นการปฏิบัติตามหน้าที่ด้วย ไม่เช่นนั้นก็จะมีการสมยอมกัน ในอนาคตเมื่อมีการจะกระจายอำนาจให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ จะต้องสนับสนุนให้มีกลไก ป.ป.ช. จังหวัด เพื่อตรวจสอบการคอร์รัปชั่นอย่างเข้มแข็งด้วย
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    กสทช. คาดใช้เวลา 4 เดือน เคาะแนวทางดูแลการประกอบกิจการแพร่ภาพและเสียง Over The Top (OTT) ก่อน ก.ย. 2560

     
    29 เม.ย. 2560 เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ รายงานว่าหลังจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีมติให้การประกอบกิจการแพร่ภาพและเสียง Over The Top (OTT) เป็นกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ หรือ “โอทีที ทีวี” เมื่อวันที่ 24 เม.ย.ที่ผ่านมา  พร้อมมีมติให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์โอทีที เพื่อขับเคลื่อนแนวทางการกำกับดูแลให้เกิดประโยชน์สาธารณะและสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียมกับในกิจการกระจายเสียงและแพร่ภาพอื่น ๆ 
     
    พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธาน กสทช. และประธานคณะอนุกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ Over The Top  เปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมาได้แต่งตั้งอนุกรรมการโอทีที ที่ประกอบด้วย นายต่อพงษ์ เสลานนท์, พ.อ.กฤษฎา เทอดพงษ์, นายกิตติ วงศ์ถาวราวัฒน์, นายกฤษดา โรจนสุวรรณ, นายทวีวัฒน์ เส้งแก้ว ,นางอรพินท์ วงศ์ชุมพิศ, นายสมบัติ ลีลาพตะ, นางสาวมณีรัตน์ กำจรกิจการ, นายพสุ ศรีหิรัญ และนายทนงศักดิ์ สุขะนินทร์ พร้อมประชุมครั้งแรก
     
    ทั้งนี้ กรอบการทำงานจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกกลุ่มที่อยู่ในธุรกิจโอทีที รวมทั้งนักวิชาการ เพื่อสรุปแนวทางกำกับดูแล“โอทีที” ซึ่งเป็นกิจการแพร่ภาพและเสียงผ่านโครงข่ายอื่นที่ไม่ใช่โครงข่ายกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์  
     
    “วันนี้เพิ่งเริ่มนับหนึ่งการเข้ามาดูแลกิจการโอทีที จึงต้องเริ่มทำงานตั้งแต่การกำหนดนิยาม รูปแบบผู้ประกอบการที่เข้าข่าย วิธีการและแนวทางการกำกับที่ต้องหารือร่วมกันหลายกลุ่ม คาดว่าจะใช้เวลาราว 4 เดือน หรือไม่เกินเดือน ก.ย.นี้ สรุปกรอบทุกด้านในการกำกับดูแล”
     
    พ.อ.นที กล่าวว่าปัจจุบันการให้บริการโอทีที ได้รับความนิยมในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งเป็นบริการที่เข้าถึงผู้ใช้จำนวนมาก หรือเป็นการสื่อสารที่ส่งผลต่อสาธารณะวงกว้าง ดังนั้นจึงเป็นเวลาที่เหมาะสมในการเข้ามากำกับดูแล
     
    ทั้งนี้ จากการกำหนดให้โอทีที เป็นกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ ดังนั้นภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงาน กสทช. โอทีทีจึงอยู่ภายใต้ พ.ร.บ. 3 ฉบับ ที่เกี่ยวข้องในขณะนี้ คือ พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ.2553 พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 และพ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 เช่นเดียวกับกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ นอกจากนี้จะอยู่ภายใต้แนวทางการกำกับดูแลอื่น ๆ ตามประเภทกิจการ ที่คณะอนุกรรมการฯ โอทีที กำลังจัดทำแผน  
     
    “หลักการกำกับดูแลโอทีที จะเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคและสาธารณะได้ประโยชน์ตามสิทธิ พร้อมทั้งสร้างสนามการแข่งขันที่เท่าเทียมเช่นเดียวกับกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์อื่น ๆ” พ.อ.นที กล่าว
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

    0 0

    กระทรวงแรงงานเผยยอดแรงงานไทยไปขุดทองเมืองนอก ณ เดือนมีนาคมกว่า 153,000 คน ส่งเงินกลับประเทศกว่า 10,000 ล้านบาท
     
    กระทรวงแรงงานเผยสถิติแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศและยังคงทำงานอยู่ในต่างประเทศช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จำนวน 153,264 คน จัดส่งโดยรัฐจำนวน 5,385 คน สร้างรายได้กลับประเทศ 10,249 ล้านบาท ย้ำแรงงานต้องพัฒนาทักษะทันยุคประเทศไทย 4.0 และกลับมาพัฒนาประเทศตนเอง
     
    นายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า เดือนมีนาคมที่ผ่านมามีแรงงานไทยที่ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปทำงานต่างประเทศและยังคงทำงานอยู่ในต่างประเทศ จำนวน 153,264 คน ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงนิยมไปทำงานไต้หวันมากที่สุด จำนวน 74,240 คน รองลงมาเป็นอิสราเอล สาธารณรัฐเกาหลี ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ตามลำดับ โดยทำงานตำแหน่งคนงานเกษตรมากที่สุด รองลงมาเป็นคนงานทั่วไป พนักงานทั่วไป พนักงานฝึกงาน และผลิตชิ้นส่วนอิเลคทรอนิคส์ ตามลำดับ ซึ่งในส่วนของการจัดส่งโดยรัฐนั้นมีจำนวน 5,385 คน (เดือนตุลาคม 2559 - มีนาคม 2560) โดยประเทศอิสราเอลเป็นประเทศที่จัดส่งมากที่สุด จำนวน 359 คน ตามด้วยสาธารณรัฐเกาหลี ญี่ปุ่น และไต้หวัน มีรายได้ส่งกลับประเทศผ่านธนาคารแห่งประเทศไทย ณ เดือนมีนาคม 2560 จำนวน 10,249 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับรายได้ส่งกลับฯ ในเดือนมีนาคม 2559 มีจำนวน 10,005 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้น 244 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.44
     
    นายวรานนท์ฯ กล่าวต่อว่า การเดินทางไปทำงานต่างประเทศโดยวิธีรัฐจัดส่งเป็นการจัดส่งของกรมการจัดหางาน ซึ่งคนหางานไม่ต้องเสียค่าบริการใด ๆ นอกจากค่าใช้จ่ายเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น เช่น ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าวีซ่า ค่าสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานต่างประเทศ เป็นต้น อย่างไรก็ตามเพื่อให้แรงงานไทยมีรายได้ที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในยุคประเทศไทย 4.0 แรงงานจะต้องพัฒนาตนเองให้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และต้องนำความรู้ที่ได้กลับมาพัฒนาประเทศ สร้างความมั่นคงให้กับชีวิตต่อไป ทั้งนี้ หากคนหางานใดสนใจจะไปทำงานต่างประเทศขอให้ติดต่อที่สำนักงานจัดหางานจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 ในพื้นที่ใกล้บ้านและขอย้ำว่าต้องไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมการจัดหางาน โทร.1694
     
    ที่มา: กระทรวงแรงงาน, 23/4/2560
     
    เตือนนายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างหยุดในวันแรงงานแห่งชาติ ฝ่าฝืนถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
     
    กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน เตือนนายจ้างให้ลูกจ้างหยุดงานในวันแรงงานแห่งชาติ และต้องจ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างเท่ากับวันทำงาน หากฝ่าฝืนจะดำเนินคดีตามกฎหมาย กรณีให้ลูกจ้างทำงานต้องได้เงินเพิ่มไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าของวันปกติ
     
    นายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 1 พฤษภาคมของทุกปีเป็นวันแรงงานแห่งชาติ เพื่อให้สังคมได้ตระหนักถึงความสำคัญของผู้ใช้แรงงาน ประกอบกับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพุทธศักราช 2541 มาตรา 29 ได้กำหนดให้นายจ้างประกาศกำหนดวันหยุดตามประเพณีให้ลูกจ้างทราบเป็นการล่วงหน้าปีหนึ่งไม่น้อยกว่า 13 วัน โดยรวมวันแรงงานแห่งชาติด้วย จึงขอชี้แจงการปฏิบัติเนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างได้หยุดงาน ในวันแรงงานแห่งชาติ และจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างเท่ากับค่าจ้างในวันทำงาน ในกรณีที่นายจ้างไม่อาจให้ลูกจ้างหยุดงานได้ เนื่องจากมีลักษณะงานที่จำเป็นหรือสภาพของงานต้องทำติดต่อกันไปถ้าหยุดอาจจะเสียหายแก่งาน เช่น งานในกิจการโรงแรม ร้านขายอาหาร สถานพยาบาล งานในที่ทุรกันดาร งานขนส่ง เป็นต้น ให้นายจ้างตกลงกับลูกจ้างว่าจะให้หยุดชดเชยวันอื่นแทนหรือจะจ่ายค่าทำงานในวันหยุดให้กับลูกจ้าง กรณีที่ตกลงกันว่าจะจ่ายค่าทำงานในวันหยุดนั้น นายจ้างจะต้องจ่ายค่าแรงให้กับลูกจ้างเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าของค่าจ้างในวันทำงานปกติ สำหรับกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันแรงงานแห่งชาติ นายจ้างจะต้องจ่ายค่าล่วงเวลาในอัตราไม่น้อยกว่าสามเท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามชั่วโมงที่ทำ
    อธิบดีกรมสวัสดิการฯ กล่าวต่อว่า นายจ้างที่ไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากลูกจ้าง นายจ้างมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด หรือที่โทรศัพท์สายด่วน 1546
     
     
    ก.แรงงาน ย้ำสถานการณ์การเลิกจ้างและแนวโน้มการเลิกจ้างดีขึ้น
     
    กระทรวงแรงงานโดย กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เผยผลการติดตามสถานการณ์แรงงานตามยุทธศาตร์แรงงานเพื่อคุ้มครองสิทธิลูกจ้าง ย้ำสถานการณ์การเลิกจ้างและแนวโน้มการเลิกจ้างอยู่ในทิศทางที่ดีอย่างต่อเนื่อง พบลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างและได้มายื่นคำร้องกับพนักงานตรวจแรงงานลดลง สอดคล้องกับข้อมูลลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างในระบบประกันสังคมที่มีจำนวนลดลง พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันปัญหาและให้ความช่วยเหลือลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบทันท่วงที
     
    นายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กสร.ได้ติดตามสถานการณ์การเลิกจ้างและแนวโน้มการเลิกจ้างอย่างต่อเนื่องตามยุทธศาตร์กระทรวงแรงงานในการส่งเสริม พัฒนาและคุ้มครองสิทธิด้านแรงงาน และจากข้อมูลการเลิกจ้างที่ลูกจ้างได้มายื่นคำร้องกับพนักงานตรวจแรงงานในเดือนมีนาคม 2560 มีลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้าง จำนวน 221 คน ลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาซึ่งมีลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้าง จำนวน 1,536 คน ทั้งนี้ กสร.ได้ให้ความช่วยเหลือลูกจ้างให้ได้รับสิทธิประโยชน์ เป็นเงิน 1,695,437 บาท นอกจากนี้อัตราการเลิกจ้างในระบบประกันสังคมตามมาตรา 33 ลดลงอย่างต่อเนื่อง
     
    โดยในเดือนมกราคม – มีนาคม 2560 มีจำนวนอัตราการเลิกจ้าง 29,076 คน / 26,875 คน / 25,901 คน ตามลำดับ ขณะที่จำนวนผู้ประกันตนรายใหม่ในเดือนมีนาคม 2560 เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ 2560 จำนวน 32,794 คน ซึ่งเมื่อวิเคราะห์จากภาพรวมแล้วถือได้ว่าสถานการณ์การเลิกจ้างและแนวโน้มการเลิกจ้างมีทิศทางที่ดีขึ้น
     
    อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวต่อไปว่า สำหรับสถานประกอบกิจการที่มีการเลิกจ้างในช่วงเดือนมีนาคม 2560 มีจำนวน 42 แห่ง โดยแบ่งเป็นกิจการที่มีการเลิกจ้าง 5 อันดับแรก ดังนี้
    1) กิจการประเภทการผลิตและจำหน่าย 2) กิจการสื่อสาร โทรคมนาคม 3) กิจการโรงแรม/สถานบันเทิง/งานบริการ 4) กิจการประเภทอื่นๆ (เช่น จัดทำเอกสาร ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ)/รักษาความปลอดภัยและ 5) กิจการก่อสร้าง/ขนส่ง ซึ่งกสร.ได้ให้เจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมทั้งให้คำแนะนำนายจ้าง ลูกจ้างให้ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดด้วย
     
     
    ก.แรงงานเปิดรับฟังความเห็นร่างกม.แรงงานผ่านเว็บไซต์ www.labour.go.th
     
    ผู้สื่อข่าวรายงานการเปิดเผยของนายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน(กสร.)ที่ระบุว่า การปรับปรุงกฎหมายคุ้มครองแรงงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศไทยและของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นนโยบายสำคัญอีกประการหนึ่งของ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่ต้องการให้ผู้ใช้แรงงาน ได้รับการคุ้มครองและมีสภาพการจ้าง การทำงานที่เป็นธรรม มีหลักประกันการทำงานที่เหมาะสม ซึ่งทางกสร. ได้ยกร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่..) พ.ศ. … ขึ้นและได้จัดการสัมมนารับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง ฝ่ายนายจ้าง ข้าราชการ นักวิชาการและผู้ที่เกี่ยวข้อง ไปแล้วเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
     
    แต่เพื่อให้ได้มุมมองและแนวคิดในการแก้ไขปัญหาด้านแรงงานที่รอบด้านและกว้างไกลมากขึ้น กสร.ยังเชิญชวนลูกจ้าง นายจ้าง และประชาชนทั่วไปมาร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน www.labour.go.th เพื่อจะได้รวบรวมความคิดเห็นนำไปประมวลผลและหาบทสรุปในการปรับปรุงแก้ไขร่างกฎหมายให้สมบูรณ์ต่อไป
     
     
    เล็งผุด ร่าง พ.ร.บ.สิทธิประโยชน์บุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ชี้พนง.ไม่มีสิทธิสมัครกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ-กองทุน กบข.
     
    เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2560 รศ. ดร. วีรชัย พุทธวงศ์ อาจารย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะเลขาธิการศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ หรือ CHES เผยว่า เมื่อวันที่ 24 เม.ย. 60 เวลาประมาณ 19.00-21.30 น.ตนพร้อมด้วยคณะ ประกอบด้วย ผศ. ดร. รัฐกรณ์ คิดการ ประธานที่ประชุมสภาคณาจารย์แห่งประเทศไทย (ทปสท) ผศ. ดร. พัทธนันท์ หรรษาภิรมย์โชค รองเลขาธิการฯ CHES และสมาชิกส่วนหนึ่ง ได้เข้าร่วมประชุมกับ ดร. สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการการอุดมศึกษา(เลขาฯกกอ.) และคณะทำงานด้านการยกร่าง พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา
     
    "ที่ประชุมเป็นการพูดคุยกันหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา ที่ขณะนี้ ใน 80 มหาวิทยาลัย ทั้งในมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ(ม.นอกระบบ)และมหาวิทยาละยของรัฐนั้น มีบุคลากรที่เป็นพนักงานมหาวิทยาลัยจำนวนมาก ประมาณ 1.9 แสนคน และมีข้าราชการที่จำนวนลดลงเหลือประมาณ 2 หมื่นคน นอกจากนี้ ยังมีบุคลากรประเภทต่างๆที่สังกัดอยู่ในระบบ เช่น พนักงานจากเงินรายได้ พนักงานราชการ ลูกจ้างต่างๆ ซึ่งสิทธิสวัสดิการความมั่นคงในอาชีพต่างกัน โดยเฉพาะเรื่องสิทธิ์รักษาพยาบาล ที่พนักงานมหาวิทยาลัยต้องใช้ร่วมกับระบบประกันสังคมอยู่ขณะนี้ ส่วนข้าราชการก็ใช้สิทธิ์ราชการต่อ ประกอบกับปัญหาสมองไหลที่พนักงานมหาวิทยาลัยที่เก่งๆ ลาออกจากอาชีพอาจารย์มหาวิทยาลัย เพื่อไปสมัครรับราชการในกรมกองต่างๆ ด้วยอยากได้สิทธิ์รักษาพยาบาลและสิทธิประโยชน์ของข้าราชการ"รศ.ดร.วีรชัยกล่าว
     
    รศ. ดร. วีรชัย กล่าวต่อว่า อีกปัญหาหนึ่งของระบบพนักงานมหาวิทยาลัยคือ ไม่มีสิทธิ์ในเรื่องกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่มั่นคง พนักงานมหาวิทยาลัยไม่สามารถเข้าร่วมกองทุน กบข. ได้ และแต่ละมหาวิทยาลัยไปดำเนินการจัดตั้งสิทธิ์ทั้งสองอย่างเอง ตามอัตภาพ เป็นเบี้ยหัวแตก ที่ประชุมมีความเห็นพ้องในเบื้องต้น ในการที่จะยกร่าง พรบ. สิทธิประโยชน์บุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ซึ่งจะโพกัสไปที่ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และสิทธิรักษาพยาบาล ของบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาเป็นหลัก
     
    ‘’ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ถกกันอย่างมาก ถึงร่าง พ.ร.บ. บริหารงานบุคคล ซึ่งกำลังมีความแตกแยกในหมู่ประชาคมอุดมศึกษาอยู่ในขณะนี้ และร่วมกันถกประเด็นที่ต้องแก้ไขปรับปรุ่งก่อนนำเสนอรัฐบาลตามลำดับ ทั้งนี้ ทาง CHES เห็นว่า เมื่อแก้ไขเสร็จแล้ว อาจต้องเปลี่ยนชื่อร่าง พ.ร.บ. นี้ ด้วยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียไม่ใช่พนักงานมหาวิทยาลัยเป็นหลัก แต่ยังมีข้าราชการและบุคลากรอีกหลายประเภท ในเบื้องต้น ได้เสนอให้เปลี่ยนชื่อร่าง พ.ร.บ.เป็นพ.ร.บ. ระเบียบบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ’’ รศ. ดร. วีรชัย กล่าวในที่สุด
     
     
    ครม.เห็นชอบกม.ประกันสังคม 3 ฉบับ เพิ่มทางเลือกขยายสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนตามมาตรา 40
     
    พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่างกฎหมาย 3 ฉบับ เพื่อปรับปรุงพัฒนาสิทธิประโยชน์ให้กับแรงงานนอกระบบตามมาตรา 40 เพิ่มเติมทางเลือกใหม่ เพื่อเป็นการออมในระยะยาว และเป็นของขวัญวันแรงงานแห่งชาติในปีนี้ ถือเป็นนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการลดความเหลื่อมล้ำ สอดคล้องกับการทำงานของ ป.ย.ป. โดยสนับสนุนให้ลูกจ้างเข้าถึงระบบประกันสังคม
     
    สำหรับร่างกฎหมายทั้ง 3 ฉบับ ประกอบด้วย 1.ร่าง พ.ร.ฎ.กำหนดคุณสมบัติของบุคคลซึ่งอาจสมัครเข้าเป็นผู้ประกันตน พ.ศ. ... เพื่อกำหนดคุณสมบัติของบุคคลซึ่งอาจสมัครเข้าเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40 โดยเพิ่มเติมคุณสมบัติของบุคคลซึ่งมิใช่ลูกจ้างที่จะสมัครเป็นผู้ประกันตน จากเดิมกำหนดไว้เพียง “มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์และไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์” เป็น “มีสัญชาติไทย หรือเป็นชนกลุ่มน้อยที่อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทย โดยมีมติคณะรัฐมนตรีผ่อนผันให้อาศัยอยู่ในประเทศเป็นการชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษ หรือเป็นบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนที่ได้รับการผ่อนผันให้อาศัยอยู่ในประเทศไทยได้เป็นการชั่วคราวเพื่อรอการส่งกลับ มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์ และไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ และไม่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 (ลูกจ้างที่เคยเป็นผู้ประกันตน) และไม่เป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญของข้าราชการ ข้าราชการกรุงเทพมหานคร ข้าราชการส่วนท้องถิ่น หรือของรัฐวิสาหกิจ
     
    2. ร่างพ.ร.ฎ.กำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายเงินสมทบ ประเภทของประโยชน์ทดแทน ตลอดจนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขแห่งสิทธิในการรับประโยชน์ทดแทน พ.ศ. .... เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายเงินสมทบ ประเภทของประโยชน์ทดแทน ตลอดจนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขแห่งสิทธิในการรับประโยชน์ทดแทน โดยได้แก้ไขอัตราเงินสมทบที่ผู้ประกันตนต้องจ่ายเข้ากองทุนโดยการจ่ายเงินสมทบในอัตราเดือนละ 70 บาท (เดิมเดือนละ 100 บาท) จะมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย กรณีทุพพลภาพ และกรณีตาย หากจ่ายเงินสมทบเป็นอัตราเดือนละ 100 บาท (เดิมเดือนละ 150 บาท) จะครอบคลุมกรณีชราภาพ ด้วย และได้เพิ่มสิทธิที่จะได้รับประโยชน์ทดแทนเป็นประเภทที่ 3 โดยหากจ่ายเงินสมทบในอัตราเดือนละ 300 บาท จะมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีสงเคราะห์บุตรด้วย นอกจากนี้ยังแก้ไขอัตราเงินทดแทนการขาดรายได้กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจากวันละ 200 บาท เป็นวันละ 300 บาท ปีละไม่เกิน 30 วัน เว้นแต่เป็นผู้ประกันตน (ประเภทที่ 3) จะมีสิทธิปีละไม่เกิน 90 วัน และเพิ่มสิทธิการได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้แม้จะมิใช่เป็นผู้ป่วยใน แต่ให้ได้รับในอัตราวันละ 200 บาท ปีละไม่เกิน 30 วัน รวมทั้งยังได้เพิ่มสิทธิการได้รับประโยชน์ทดแทนการขาดรายได้ เงินสงเคราะห์บุตรและเงินค่าทำศพ ให้สอดคล้องกับการเพิ่มสิทธิของประโยชน์ทดแทนประเภทที่ 3 ดังกล่าว
     
    และ 3.ร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสมทบที่รัฐบาลจ่ายเข้ากองทุนประกันสังคมสำหรับบุคคลซึ่งสมัครเข้าเป็นผู้ประกันตน พ.ศ. ... เพื่อกำหนดอัตราเงินสมทบที่รัฐบาลต้องจ่ายเข้ากองทุนประกันสังคมสำหรับบุคคลซึ่งสมัครเข้าเป็นผู้ประกันตน เป็นการกำหนดอัตราเงินสมทบที่รัฐบาลต้องจ่ายเข้ากองทุนประกันสังคม โดยมีอัตราที่แตกต่างกันตามประเภทประโยชน์ทดแทน ซึ่งไม่เกินกึ่งหนึ่งที่ผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม
     
    "ข้อดีของมาตรา 40 คือ ไม่ต้องมีการตรวจสุขภาพ ไม่ตัดสิทธิบัตรทองหากขาดเงินสมทบยังเป็นสมาชิกต่อได้ และรัฐบาลช่วยจ่ายเงินสมทบด้วย" พล.อ.ศิริชัย กล่าว
     
    รมว.แรงงาน กล่าวว่า ปัจจุบันมีแรงงานนอกระบบอยู่ราว 21 ล้านคน ซึ่งสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40 แล้ว 2.2 ล้านคน ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าที่จะให้มีการสมัครเข้าเป็นผู้ประกันตนฯ เพิ่มเติมในปีนี้อีก 3 ล้านคน โดยรัฐบาลมีภาระที่ต้องจ่ายเงินสมทบและทดแทนในปีแรกราว 400 ล้านบาท และคาดว่าหากมีผู้สมัครเข้าระบบทั้งหมดจะเพิ่มเป็นปีละ 3,000 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในวิสัยที่รัฐบาลสามารถดูแลได้
     
    สำหรับการจ่ายเงินสมทบนั้นปัจจุบันผู้ประกันตนสามารถจ่ายผ่านได้เคาน์เตอร์เซอร์วิสในร้านสะดวกซื้อ, ห้างสรรพสินค้า และธนาคารพาณิชย์ และในอนาคตจะขยายไปยังตู้เติมเงินด้วย
     
     
    คสรท.ลุยเรียกร้องสิทธิ "กรรมกร" วันเมย์เดย์ ไม่ร่วมภาครัฐ-สภาลูกจ้างฯ กสร.แจงจัดงานลดบันเทิง-สีสัน
     
    คสรท.ยันเดินหน้าเรียกร้องสิทธิ "กรรมกร" วันเมย์เดย์เอง ไม่ร่วมภาครัฐและสภาองค์การลูกจ้างฯ หวั่นไม่สามารถเรียกร้องได้เต็มที่ พร้อมยื่น 10 ข้อเรียกร้องถึง "บิ๊กตู่" เพื่อผู้ใชแรงงาน ด้าน กสร.แจงจัดกิจกรรมวันแรงงานเน้นลดสีสัน ลดความบันเทิง ถวายอาลัยในหลวงรัชกาลที่ ๙ เร่งเดินหน้าขยายสิทธิ "ลูกจ้าง" ตามข้อเรียกร้อง
     
    ความคืบหน้าการจัดงานวันเมย์เดย์ หรือวันแรงงานแห่งชาติ 1 พ.ค. ซึ่งผู้นำแรงงานเสียงแตกแยกเป็น 2 เวที โดยกลุ่มคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) และสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจ (สรส.) จะไม่ร่วมกิจกรรมกับสภาองค์การลูกจ้างและสหพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทย ที่ได้รับงบจัดงานจากรัฐบาลและกระทรวงแรงงาน 4.9 ล้านบาท ที่อาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชน กรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) เพราะไม่ได้เกิดประโยชน์กับผู้ใช้แรงงาน และบางส่วนนำไปจัดกิจกรรมความบันเทิง ซึ่งไม่เหมาะสมที่จะจัดในช่วงนี้
     
    วันนี้ (25 เม.ย.) นายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กระทรวงแรงงาน กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวระหว่างแถลงข่าวจัดงานวันแรงงานแห่งชาติ ประจำปี 2560 ว่า เนื่องจากปีนี้ต้องเตรียมสถานที่สำหรับพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บริเวณท้องสนามหลวง ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานวันแรงงานแห่งชาติเป็นประจำทุกปี จึงย้ายมาจัดงานพิธีทางศาสนาที่กระทรวงแรงงาน และจัดเวทีวันแรงงานแห่งชาติที่อาคารกีฬาเวสน์ 2 แทน ซึ่งการจัดงานก็จะเน้นเรื่องการถวายความอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เช่น ริ้วขบวนต่างๆ ก็จะลดสีสันของการเดินขบวนเรียกร้องลง หรือการแสดงต่างๆ บนเวที ก็จะไม่หวือหวา ไม่นุ่งน้อยห่มน้อย เรียกว่าทั้งหมดมีความซอฟต์ลงจากทุกปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังมีการจัดนิทรรศการต่างๆ เกี่ยวกับการดำเนินงานด้านแรงงาน เช่น ศาสตร์พระราชาในการจัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์เพื่อผู้ใช้แรงงาน มาตรฐานแรงงานไทย เป็นต้น รวมถึงการจัดจำหน่ายสินค้าราคาถูก (สินค้าธงฟ้า) จากกระทรวงพาณิชย์ และบริการตัดผมฟรี
     
    เมื่อถามถึงงบประมาณการจัดงานที่น่าจะลดลง เพราะกิจกรรมต่างๆ มีการลดสีสันลงไป นายสุเมธ กล่าวว่า งบประมาณในการจัดงานไม่ได้เพิ่มไปจากทุกปี ส่วนที่ลดสีสันการจัดงานลงนั้นคือลักษณะของการจัดกิจกรรม แต่จำนวนกิจกรรมต่างๆ ยังมีเหมือนเดิม และอาจเพิ่มขึ้นจากเดิมด้วย แต่บรรยากาศการจัดงานจะลดสีสันหรือลดความซอฟต์ลงเท่านั้น ส่วนการเบิกจ่ายงบประมาณต่างๆ ก็เป็นไปตรามระเบียบราชการ
     
    เมื่อถามถึงข้อเรียกร้องวันแรงงาน นายชินโชติ แสงสังข์ ประธานจัดงานวันแรงงานแห่งชาติ ประจำปี 2560 กล่าวว่า ข้อเรียกร้องหลักๆ มีทั้งหมด 5 ข้อ แบ่งเป็นแรงงานเอกชน 3 ข้อ รัฐวิสาหกิจ และแรงงานนอกระบบอย่างละ 1 ข้อ ดังนี้ 1.ขอให้รัฐบาลรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 87 และ 98 2. การปฏิรูปประกันสังคมใหม่ๆ หลายเรื่องๆ โดยเฉพาะการปรับให้เป็นองค์กรอิสระ 3. ไม่ให้มีการแปรรูปหรือขายรัฐวิสาหกิจ 4. การตั้งสถาบันแรงงานนอกระบบ เพื่อดูแรงงานนอกระบบกว่า 20 ล้านคน ซึ่งมีจำนวนมากกว่าแรงงานในระบบ แต่คุณภาพชีวิตยังไม่ดีเทียบเท่า ซึ่งการมีสถาบันก็จะทำให้ได้รับการยอมรับมากขึ้น และ 5. การจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สหกรณ์ออมทรัพย์ในสถานประกอบการ
     
    นายสุเมธ กล่าวว่า ข้อเรียกร้องต่างๆ สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล อย่างเรื่องการรับรองอนุสัญญาฯ เนื่องจากมีรายละเอียดมาก เบื้องต้นก็จะพิจารณาฉบับที่ 98 ก่อน ซึ่งขณะนี้ก็มีการพิจารณาร่วมกัน 3 ฝ่ายแล้ว อยู่ระหว่างการเสนอคณะกรรมการกฤษฎีกา ส่วนกลุ่มรัฐวิสาหกิจ ขณะนี้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็อนุมัติให้กระทรวงการคลังและ ก.แรงงาน หารือกฎเกณฑ์การผลักดันให้พนักงานรัฐวิสาหกิจได้รับสิทธิประโยชน์และมีการปรับสิทธิประโยชน์มากขึ้น ส่วนการตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ในสถานประกอบการก็จะขยายการจัดตั้งมากขึ้น โดยปี 2560 จะขยายเพิ่มขึ้นอีก 30 แห่ง ส่วนการดูแลแรงงานนอกระบบก็อยู่ระหว่างการร่างกฎหมายเพื่อคุ้มครองแรงงานนอกระบบ ซึ่งมีความพิเศษคือเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมผลักดันกรอบกฎหมาย ซึ่งคาดว่าจะได้ร่างใน พ.ค.นี้
     
    "กรมฯได้มีการปรับปรุงสิทธิสวัสดิการต่างๆให้ลูกจ้าง อาทิ การแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 โดยมีประเด็นสำคัญ อาทิ กำหนดอัตราค่าชดเชยเพิ่มเติมกรณีนายจ้างเลิกจ้างสำหรับลูกจ้าง ซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 20 ปี ให้มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 400 วัน แก้ไขปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 และพ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2553 อาทิ เพิ่มเติมเรื่องการเกษียณอายุหรือครบสัญญาจ้าง และการต่ออายุข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ดำเนินการจัดทำกฎหมายเพื่อคุ้มครองแรงงาน คาดว่าปลาย พ.ค.นี้ น่าจะมีตัวร่างออกมา เพื่อดูแลแรงงานนอกระบบทุกกลุ่ม ส่วนที่มีข้อเสนอให้ปฏิรูปประกันสังคมนั้น เข้าใจว่าขณะนี้สำนักงานประกันสังคมกำลังดำเนินการ" นายสุเมธ กล่าว
     
    นายชาลี ลอยสูง รองประธาน คสรท. กล่าวว่า เมื่อช่วงเช้าวันที่ 25 เม.ย.ที่ผ่านมา คสรท.ได้ยื่นข้อเรียกร้อง 10 ข้อให้แก่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านศูนย์ดำรงธรรม ทำเนียบรัฐบาล และในวันแรงงานแห่งชาติ วันที่ 1 พ.ค. กลุ่ม คสรท.ยังคงมีกิจกรรมเรียกร้องเพื่อผู้ใช้แรงงานทุกคน แต่จะไม่ขอเข้าร่วมกับทางสภาองค์การลูกจ้างและสหพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทย ที่จัดงานร่วมกับกระทรวงแรงงาน เนื่องจาก คสรท.มองว่า วันแรงงานคือวันของกรรมกร ก็ควรเป็นผู้ใช้แรงงาน กรรมกรทุกคนต้องเป็นผู้จัด เป็นผู้เรียกร้อง หากเป็นภาครัฐก็จะไม่ใช่ ไม่สามารถเรียกร้องได้อย่างเต็มที่ โดยวันที่ 1 พ.ค.นี้ คสรท.และเครือข่ายรวมกว่า 3,000 คนจะรวมตัวกันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เวลาประมาณ 09.00 น. เสร็จแล้วจะเดินไปยังองค์การสหประชาชาติ(ยูเอ็น) เพื่อจัดกิจกรรมเรียกร้อง เพื่อผู้ใช้แรงงาน จากนั้นเป็นอันเสร็จกิจกรรม
     
    นายชาลี กล่าวว่า สำหรับข้อเรียกร้อง 10 ข้อ ประกอบด้วย 1.รัฐต้องจัดให้มีรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าที่มีคุณภาพให้ประชาชนทุกคนได้เข้าถึงอย่างเท่าเทียมโดยไม่เลือกปฎิบัติ อาทิ ด้านสาธารณสุข ประชาชนทุกคนเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพและไม่มีค่าใช้จ่าย 2. รัฐต้องกำหนดค่าจ้างแรงงานที่เป็นธรรมให้ครอบคลุมผู้ใช้แรงงานทุกภาคส่วน อาทิ กำหนดให้มีโครงสร้างค่าจ้าง และปรับค่าจ้างทุกปี 3. รัฐต้องให้สัตยาอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัวกัน และอนุสัญญาฯฉบับที่ 98 ว่าด้วยการปฎิบัติตามหลักการแห่งสิทธิในการรวมตัวและการร่วมเจรจาต่อรอง เพื่อสร้างหลักประกันในการรวมตัวและการเจรจาต่อรอง และอนุสัญญาฯ ฉบับที่183 ว่าด้วยการคุ้มครองความเป็นมารดา (ตามรัฐธรรมนูญ หมวด 3 มาตรา 48)
     
    4. รัฐต้องปฎิรูปรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพรัฐวิสาหกิจ ในการให้บริการที่ดีมีคุณภาพเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน อาทิ จัดตั้งกองทุนพัฒนารัฐวิสาหกิจ 5. รัฐต้องยกเลิกนโยบายที่ว่าด้วยการลดสวัสดิการพนักงานรัฐวิสาหกิจและครอบครัว 6. รัฐต้องปฎิรูประบบประกันสังคม เช่น จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม ในสัดส่วนที่เท่ากัน ระหว่างรัฐนายจ้าง ลูกจ้าง ตามหลักการของพรบ. ประกับสังคมพ.ศ.2533 และนำเงินส่งสมทบที่รัฐบาลค้างจ่ายให้เต็มตามจำนวน เพิ่มสิทธิประโยชน์ ผู้ประกันตนมาตรา 40 ให้เท่ากับมาตรา33 เป็นต้น
     
    7. รัฐต้องดูแลให้มีการปฎิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด กรณีที่นายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย เช่น การปิดกิจการ หรือยุบเลิกกิจการในทุกรูปแบบ (ตามรัฐธรรมหมวด 5 มาตรา 53) 8. รัฐต้องจัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงจากการลงทุนโดยให้นายจ้างจ่ายเงินเข้ากองทุนเพื่อเป็นหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิแรงงาน เมื่อมีการยกเลิกหรือเลิกกิจการไม่ว่ากรณีใดก็ตาม 9. รัฐต้องเร่งรัดให้มีการพัฒนากลไกการเข้าถึงสิทธิ การบังคับใช้พ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวคล้อมในการทำงาน พ.ศ.2554 อย่างจริงจัง และ 10.รัฐต้องจัดสรรเงินงบให้กับสถาบันความปลอดภัยฯ เพื่อใช้ในการบริหารจัดการเรื่องความปลอดภัยให้มีประสิทธิภาพ
     
     
    ต.ค.59-เม.ย.60 รวบต่างด้าวทำงานผิด กม. พบค้าขาย หาบเร่ แผงลอยมากสุด กว่า 3,761 คน ดำเนินคดีนายจ้างกว่า 519 ราย
     
    นายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ในช่วงต้นปีงบประมาณ 2560 (ตุลาคม 2559-เมษายน 2560) กรมการจัดหางานได้ร่วมบูรณาการกับเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบนายจ้าง/สถานประกอบการและแรงงานต่างด้าว ตามคำสั่ง คสช.ที่ 100 และ 101/2557 โดยลงพื้นที่/กิจการกลุ่มเสี่ยงที่จะมีนายจ้างและแรงงานต่างด้าวฝ่าฝืนกฎหมาย มีผลการตรวจสอบคือ ตรวจสอบนายจ้าง จำนวน 4,805 แห่ง เป็นเขตกรุงเทพมหานคร (คำสั่งที่ 100/2557) จำนวน 1,296 แห่ง เขตในส่วนภูมิภาค (คำสั่งที่ 101/2557) 3,509 แห่ง
     
    อธิบดี กกจ. กล่าวอีกว่า ตรวจการทำงานของแรงงานต่างด้าว จำนวน 66,411 คน เป็นเขตกรุงเทพฯ 34,527 คน เขตภูมิภาค 31,884 คน ดำเนินคดีนายจ้างทั้งสิ้น 519 คน เขตกรุงเทพฯ 127 คน เขตภูมิภาค 392 คน ดำเนินคดีแรงงานต่างด้าวจำนวนทั้งสิ้น 3,761 คน เป็นเขตกรุงเทพฯ 1,292 คน เขตภูมิภาค 2,469 คน โดยดำเนินคดีแรงงานเมียนมามากที่สุด จำนวน 1,493 คน รองลงมาเป็นสัญชาติอื่นๆกัมพูชา และลาว ตามลำดับ
     
    "ส่วนใหญ่กระทำผิดจากการประกอบอาชีพค้าขาย หาบเร่ แผงลอย รองลงมาคือ มัคคุเทศก์/นำเที่ยว และพนักงานรักษาความปลอดภัย ซึ่งเป็นงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ โดยจะอนุญาตให้ทำงานได้ใน 2 ตำแหน่งงานคือ กรรมกรใน 24 ประเภทกิจการ และงานรับใช้ในบ้าน เท่านั้น"อธิบดีกกจ. กล่าว
     
    นายวรานนท์ กล่าวอีกว่าหากพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. ... มีผลบังคับใช้แล้วนายจ้างที่จ้างแรงงานต่างด้าวทำงาน โดยไม่มีใบอนุญาตจะมีโทษปรับตั้งแต่ 400,000 ถึง 800,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน
     
    "ผมขอย้ำเตือนนายจ้างว่าหากประสงค์จะจ้างแรงงานต่างด้าว ขอให้จ้างงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายโดยนำเข้าตามระบบMOUซึ่งนายจ้างจะได้สบายใจ และสามารถตรวจสอบแรงงานได้ เพื่อความปลอดภัยของนายจ้าง สอบถามข้อมูลหรือแจ้งเบาะแสการจ้างแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือ โทร.สายด่วนกรมการจัดหางาน 1694"อธิบดี กกจ.กล่าวในที่สุด
     
     
    จับแรงงานเขมรกว่า 500 คน กลางสวนลำไยสระแก้ว สารภาพจ่ายหัวละ 2,500 บาท ลอบเข้าไทย
     
    (26 เม.ย.) พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว เดินทางมาร่วมตรวจสอบการจับกุมชาวกัมพูชาที่ลักลอบหลบหนีเข้าเมือง กว่า 500 คน ที่หอประชุมเทศบาลวังน้ำเย็น ภายหลังจากเจ้าหน้าที่กองร้อยทหารพรานที่ 1306 กรมทหารพรานที่่ 13 กองกำลังบูรพา ทหาร ชุดประสานพื้นที่ ร.12 พัน.1 รอ. ฝ่ายปกครองวังน้ำเย็น และตำรวจภูธรอำเภอวังน้ำเย็น ร่วมกันจับกุมตัวได้ในพื้นที่ ม.2 ต.วังน้ำเย็น อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว หลังมีการนำมาพักซุกซ่อนไว้ในบ้าน และสวนลำไย ของ นายพนัส และนางน้อย ปลาทอง อยู่บ้านเลขที่ 267 ม.2 ต.วังน้ำเย็น อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว ตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา
    โดย นายเหวือ อายุ 25 ปี ชาวกัมพูชาให้การว่า มีบ้านอยู่ที่ อ.พระตะบอง ประเทศกัมพูชา เคยเข้ามาทำงานในประเทศไทยที่ จ.ฉะเชิงเทรา อยู่กับรถตอกเสาเข็ม ได้ค่าจ้างวันละ 300 บาท แต่กลับบ้านไปช่วงสงกรานต์จึงต้องจ่ายค่านายหน้า และค่ารถให้แก่ผู้นำพาหัวละ 2,500 บาทเพื่อไปส่ง โดยเดินเท้าเข้ามาจากฝั่งประเทศกัมพูชาพร้อมกันประมาณ 200 คน ตั้งแต่เมื่อวานนี้ตอนประมาณ 21.00 น. และมารวมตัวกันอยู่ในไร่มัน ข้าวโพด และสวนลำไย จนถูกทหารเข้าจับกุมตัวเสียก่อน ขณะนี้ไม่มีเงินเหลือติดตัวแม้แต่บาทเดียว
     
    พล.ต.ต.ยิ่งยศ กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้เป็นการทำงานร่วมกันของหน่วยต่างๆ ทำงานบูรณาการกัน ซึ่งชาวกัมพูชากลุ่มนี้หลบหนีเข้ามาเพื่อต้องการกลับเข้าไปทำงาน หลังจากกลับบ้านช่วงสงกรานต์ โดยใช้วิธีการเดินเข้ามา และนำไปซุกอยู่ในสวนลำไย เพื่อรอให้รถมารับตัวเข้าไปในพื้่นที่ชั้นในเมือง บางคนเดินเท้ากันมาถึง 3 วัน ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ก็ต้องจัดหาอาหาร และดูแลให้พักค้างตามหลักมนุษยธรรมที่เทศบาลวังน้ำเย็นก่อน เพื่อทำประวัติ และดำเนินการผลักดันตามกฏหมาย รวมทั้งดำเนินการต่อผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อการนำพาด้วย
     
    ทั้งนี้ มีรายงานจากเจ้าหน้าที่ว่า จากการเข้าตรวจค้นเป้าหมายแรกบริเวณห้องเช่าไม่มีเลขที่ บ้านทรัพย์นิยม ม.2 ต.วังน้ำเย็น อ.วังน้ำเย็น สามารถจับกุมเเรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชา ซึ่งหลบซ่อนอยู่ภายในห้อง จำนวน 166 คน และบริเวณบ้านเลขที่ 267 บ้านทรัพย์นิยม ม.2 ต.วังน้ำเย็น อ.วังน้ำเย็น ซึ่งบ้านหลังดังกล่าวเป็นบ้านของ นายพนัส ปลาทอง และนางน้อย ปลาทอง ซึ่งขณะเข้าจับกุมไม่พบเจ้าของบ้าน โดยจับกุมแรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชา ซึ่งหลบซ่อนอยู่ในสวนลำไยหลังบ้าน จำนวน 301 คน
     
    รวมทั้งสิ้นประมาณ 477 คน และจากการซักถามชาวกัมพูชาว่าทั้ง 2 เป้าหมายเป็นเครือข่ายเดียวกัน โดยจะมีรถทยอยมาจากชายแดนไทย-กัมพูชา มาพักไว้บริเวณดังกล่าว เพื่อที่จะส่งไปทำงานตามจุดต่างๆ ใน กทม. โดยจะคิดค่ารถคนละ 2,200-2,500 บาท เมื่อไปส่งถึงจุดหมายแล้ว
     
    อย่างไรก็ตาม พ.ต.อ.พิษณุ เพ็งเดือน ผกก.สภ.วังน้ำเย็น กล่าวว่า ยังคงมีการนำตัวชาวกัมพูชาที่จับกุมได้มาเพิ่มเติมบางส่วน คาดว่าตัวเลขจะมีมากกว่า 500 คน ภายหลังจับกุมได้นำตัวมาไว้ที่หอประชุมเทศบาลวังน้ำเย็น เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทำประวัติ พิมพ์ลายนิ้วมือ และผลักดันส่งกลับประเทศต้นทางตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป
     
     
    แรงงานขอ 3 ปีข้างหน้าค่าแรงแตะ 410 บาท
     
    นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจสถานภาพแรงงานไทยที่มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท 1,258 ตัวอย่าง พบว่า ส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 97 ยังมีภาระหนี้สิน เนื่องจากกู้ยืมเงินมาซื้อยานพาหนะ รองลงมาเป็นการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และซื้อที่อยู่อาศัย โดยมีหนี้สินเฉลี่ยประมาณ 131,000 บาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.4 เมื่อเทียบกับปีก่อน เป็นอัตราที่สูงสุดในรอบ 8 ปี
     
    ทั้งนี้ หนี้เริ่มเข้าสู่ระบบมากขึ้น มีสัดส่วนเป็นร้อยละ 46.4 ดีที่สุดในรอบ 4 ปี จากปีที่ผ่านมาอยู่ที่ร้อยละ 39.3 ตามนโยบายรัฐที่ให้ประชาชนเข้าถึงสถาบันการเงินมากขึ้น ทำให้ภาระการชำระหนี้ลดลง แต่ยังประสบปัญหารายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่าย เนื่องจากรายได้เท่าเดิม แต่ราคาสินค้าแพงขึ้น และวันหยุดแรงงาน 1 พฤษภาคมนี้ ยังคาดว่าบรรยากาศจะคึกคักเหมือนปีที่ผ่านมา ในการเดินทางไปท่องเที่ยว การเลี้ยงสังสรรค์ การทานอาหารนอกบ้าน และการทำบุญ เฉลี่ยมีมูลค่าการใช้จ่ายประมาณคนละ 1,335 บาท คาดว่าจะมีการใช้จ่ายรวมทั้งประเทศประมาณ 2,115 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 3 ส่วนประเด็นที่ต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือ อันดับแรก ยังต้องการให้เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำที่ควรมีการปรับขึ้นทุกปี โดยใน 3 ปีครั้งหน้า ควรปรับเพิ่มขึ้นเป็นวันละ 410 บาท
     
    นอกจากนี้ แม้ภาระหนี้ภาคแรงงานจะขยายตัวเพิ่มขึ้น แต่เป็นการปรับหนี้มาใช้ในการซื้อสินค้าคงทน เช่น รถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ และบ้านมากขึ้น รวมทั้งยังมีความสามารถในการชำระอยู่ในระดับที่ดี และเริ่มมีการออมเพิ่มขึ้น ขณะที่สัญญาณการจ้างงานน่าจะค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้น หลังจากเดือนมีนาคมที่ผ่านมา อัตราการว่างงานสูงขึ้นร้อยละ 1.3 โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลเริ่มลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะทำให้อัตราการจ้างงานลดลง โดยช่วงสิ้นปีคาดว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติ หรือไม่เกินร้อยละ 1
     
     
    เกิดเหตุรถบัสรับส่งพนักงานยางระเบิดเสียหลักตกเกาะกลาง ที่สระบุรี ดับ 1 เจ็บกว่า 30 ราย
     
    (27 เม.ย. 2560) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.30 น.ที่ผ่านมา ตำรวจสภ.หนองแคได้รับแจ้งเหตุรถบัสรับส่งพนักงานตกเกาะกลางถนนบริเวณจุดกลับรถ ถ.พหลโยธิน กม.ที่ 88 ต.หนองไข่น้ำ อ.หนองแค จ.สระบุรี เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 30 คน เสียชีวิต 1 ราย จึงเดินทางไปยังที่เกิดเหตุพร้อมประสานอาสาสมัครกู้ภัยสว่างสระบุรี
     
    โดยในที่เกิดเหตุพบรถบัสรับส่งพนักงานหมายเลขทะเบียน 30-1248 ลพบุรี อยู่ที่ร่องการถนน ในสภาพพลิกตะแคง มีนายรุ่งโรจน์ ขำบาง อายุ 49 ปี เป็นคนขับ ส่วนผู้บาดเจ็บนอนร้องครวญครางกระจัดกระจายผู้บนพื้นถนนจำนวนกว่า 30 ราย เจ้าหน้าจึงเร่งช่วยเหลือลำเลียงนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลหนองแค 17 ราย , โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ สระบุรี 12 ราย และเสียชีวิตที่โรงพยาบาลแล้วเป็นชาย 1 ราย
     
    จากการสอบสวนในเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่ทราบว่า รถบัสคันดังกล่าวออกจากบริษัทเพื่อจะไปส่งพนักงานที่อำเภอดอนพุด ถึงจุดเกิดเหตุยางล้อขวาด้านหน้าระเบิด ทำให้เสียหลักพุ่งลงเกาะกลางถนนจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนหลายรายและเสียชีวิตดังกล่าว
     
     
    เครื่องจักรก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดงหน้าวัดดอนเมืองหล่นลงมา เบื้องต้นคนงานเสียชีวิต 3 คน
     
    เกิดเหตุเครื่องจักรก่อสร้างรถไฟฟ้าหล่นลงมาทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 คน ภายในพื้นที่ก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง ถนนกำแพงเพชร 6 เขตพื้นที่สน.ดอนเมือง ทราบชื่อ นายไมตรี สุภาศิริวัฒน์, นายสงัด เทศสินทัศน์, นายสันติพงษ์ แซ่ว่าง ซึ่งเป็นคนงานของคนงานของบริษัทอิตาเลียนไทย
     
    จากการสอบถามนายบุญสืบ พานคำ วิศวกรคุมงาน เปิดเผยว่า ขณะเกิดเหตุ ตัว support (ตัวสีส้มยึดหัวเสาให้แน่น) ที่วางอยู่บนหัวเสาเกิดล้มลงมา ขณะเลื่อน ตัว truss (ตัวสไลด์ไปอีกเสานึง) ผ่านตัว support ไป 5 เมตร ตัว support ก็ล่วงลงมาทำให้คนงานขณะปฏิบัติหน้าที่ร่วงลงมาพร้อมกับคนงานเสียชีวิตทันที 3 ราย
     
    เบื้องต้นตำรวจ สน.ดอนเมืองได้ควบคุมตัววิศวกรคุมงาน พร้อมคนงานบางส่วน ไปสอบสวนเพื่อสาเหตุที่แน่ชัดอีกครั้ง ทั้งนี้หลังเกิดพลตำรวจโทศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พร้อมผู้อำนวยการเขตดอนเมือง อยู่ระหว่างลงพื้นที่เพื่อสอบปากคำด้วยตนเอง
     
    พลตำรวจโทศานิตย์ เปิดเผยว่า เบื้องต้นจากการสอบถามวิศวะกรคุมงานเล่าว่า ต้องหาสาเหตุว่าตัวล็อคของ support ที่ยึดอยู่บริเวณเสารถไฟฟ้าหลุดออกมาได้อย่างไร เบื้องต้นต้องให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจสอบ หากตรวจพบว่ามีความประมาทก็จะต้องดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งบริษัทรับเหมา ผู้รับเหมา วิศวะกรคุมงาน
     
    ด้าน นายทนงศักดิ์ พงษ์ประเสริฐ รองผู้ว่าการ การรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยรายงานเบื้องต้นขณะเดินทางลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุว่า จุดดังกล่าวเป็นงานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดงช่วงบางซื่อ-รังสิต สัญญาที่2 โดยมีบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวลลอปเม้นต์ เป็นผู้รับเหมางานก่อสร้าง ส่วนสาเหตุของอุบัติเหตุดังกล่าวนั้นจะต้องตรวจสอบพื้นที่โดยละเอียดอีกครั้ง โดยล่าสุดมาอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ รักษาการผู้ว่าการ รฟท.ได้เดินทางลงตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุด้วย
     
    อย่างไรก็ตามยืนยันว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ไม่กระทบกับการเดินรถของการรถไฟ เนื่องจากเครนดังกล่าว ล้มพาดไปด้านหลังซึ่งเป็นถนนโลคัล โรด ไม่ได้มีการล้มพาดมาบนราง
     
     
    กระทรวงแรงงาน เผย 9 เดือน ให้ความช่วยเหลือแรงงานต่างด้าวผ่านศูนย์ร่วมบริการช่วยเหลือแรงงานต่างด้าวแล้วกว่า 25,000 ราย
     
    กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เผยผลการให้ความช่วยเหลือแรงงานต่างด้าวผ่านศูนย์ร่วมบริการช่วยเหลือแรงงานต่างด้าวจำนวน 25,555 ราย โดยให้ความช่วยเหลือผ่านศูนย์ฯที่จังหวัดชลบุรีมากที่สุด จำนวน 7,818 คน โดยส่วนใหญ่เป็นการให้คำปรึกษาแนะนำในเรื่องต่างๆ เช่น เรื่องการเปลี่ยนนายจ้าง สถานที่ทำงาน การต่ออายุใบอนุญาตทำงาน การออกนอกเขตพื้นที่ การรับประโยชน์ทดแทนในกรณีต่างๆ เป็นต้น
     
    นายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กรมการจัดหางานได้จัดตั้งศูนย์ร่วมบริการช่วยเหลือแรงงานต่างด้าวขึ้นเพื่อเป็นศูนย์บริการให้คำปรึกษา แนะนำ และช่วยเหลือแรงงานต่างด้าวที่ประสบปัญหาการทำงานในประเทศไทย โดยจะประสานให้ความช่วยเหลือ หรือส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือต่อไป เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาการค้ามนุษย์ และการละเมิดสิทธิมนุษยชนของแรงงานต่างด้าว โดยได้จัดตั้งศูนย์ร่วมบริการช่วยเหลือแรงงานต่างด้าวไปแล้วจำนวน 10 จังหวัด ณ สำนักงานจัดหางานจังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ตาก สงขลา สุราษฎร์ธานี ระนอง สมุทรสาคร สมุทรปราการ ชลบุรี ขอนแก่น และนครราชสีมา โดยตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2559 - วันที่ 26 เมษายน 2560 ได้ให้การช่วยเหลือแรงงานต่างด้าวไปแล้วจำนวน 25,555 ราย แบ่งเป็น 1) แรงงานต่างด้าวได้รับคำปรึกษา แนะนำ ช่วยเหลือ เช่น การรับประโยชน์ทดแทน กรณีบาดเจ็บจากการทำงาน การขอรับเงินประกันค่าใช้จ่ายในการส่งตัวกลับฯ เงินชดเชยกรณีถูกเลิกจ้างไม่จำเป็น นายจ้างจ่ายเงินไม่ตรงตามกำหนด การเปลี่ยนนายจ้าง สถานที่ทำงาน การต่ออายุใบอนุญาตทำงาน ใบอนุญาตทำงานสูญหาย การออกนอกเขตพื้นที่ จำนวน 19,762 ราย 2) แรงงานต่างด้าวได้รับการเปลี่ยนนายจ้าง/เพิ่มนายจ้าง จำนวน 3,694 ราย 3) แรงงานต่างด้าวได้รับการเปลี่ยน/เพิ่มสถานที่ทำงาน/เปลี่ยนลักษณะงาน จำนวน 686 ราย 4) แรงงานต่างด้าวได้รับใบอนุญาตทำงานแทนใบอนุญาตทำงานชำรุด/สูญหาย จำนวน 145 ราย 5) แรงงานต่างด้าวได้รับการแก้ไขข้อมูลทางทะเบียน/คัดเอกสารหลักฐาน จำนวน 295 ราย 6) แรงงานต่างด้าวได้รับสิทธิที่พึงได้รับ เช่น เงินประกันส่งกลับฯ เงินประกันสังคม จำนวน 351 ราย 7) แรงงานต่างด้าวได้รับค่าจ้างค้างจ่าย จำนวน 238 ราย 8) ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท จำนวน 64 ราย 9) ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำนวน 282 ราย 10) ส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งแรงงานกลับประเทศ จำนวน 38 ราย
     
    นายวรานนท์ กล่าวในตอนท้ายว่า การให้ความช่วยเหลือแรงงานต่างด้าวดังกล่าวส่วนใหญ่ให้ความช่วยเหลือผ่านศูนย์ฯในจังหวัดชลบุรี จำนวน 7,818 ราย รองลงมาคือระนอง จำนวน 4,359 ราย สมุทรปราการ จำนวน 2,541 ราย สงขลา จำนวน 2158 ราย ตาก จำนวน 1,604 ราย สมุทรสาคร จำนวน 1,602 ราย นครราชสีมา จำนวน 1,600 ราย ขอนแก่น จำนวน 1,584 ราย เชียงใหม่ จำนวน 1,536 ราย และ สุราษฎร์ธานี จำนวน 753 ราย และขอประชาสัมพันธ์ให้แรงงานต่างด้าวที่ต้องการขอความช่วยเหลือขณะที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย ติดต่อได้ที่ศูนย์ร่วมบริการช่วยเหลือแรงงานต่างด้าวใน 10 จังหวัด ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมการจัดหางาน โทร.1694
     
    ที่มา: กระทรวงแรงงาน, 29/4/2560
     
    วิศวกรรมสถานฯ -พฐ. เร่งหาเหตุคานเหล็กทับคนงาน “แรงงาน” ลั่น เอาผิดอาญา รับไม่ได้เกิดซ้ำซาก ดับแล้ว 8 ศพ
     
    จากกรณีเมื่อช่วงค่ำวันที่ 28 เมษายน เกิดเหตุอุปกรณ์ก่อสร้างคานเหล็กของรถไฟฟ้าสายสีแดง หล่นลงมาทับ ทำให้คนงานเสียชีวิต 3ราย บริเวณหน้าโรงเรียนวัดดอนเมือง ถนนกำแพงเพชร 6 เขตดอนเมือง ซึ่งต่อมา วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) เจ้าหน้าที่ทีมวิศวกรของบริษัทอิตาเลี่บนไทย จำกัด พ.ต.อ.สุรเชษฐ์ บัณฑิตย์ ผกก.สน.ดอนเมือง พ.ต.ท.รังสรรค์ สอนสิงห์ รองผกก.(สอบสวน)สน.ดอนเมือง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบสาเหตุของคานเหล็กถล่ม
     
    ล่าสุดเมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 29 เมษายน นายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน นายสมภพ ปราบณรงค์ ผู้ตรวจราชการกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน นายอำนวย ภู่ระหงษ์ ผู้อำนวยการกองความปลอดภัยแรงงาน พร้อมนายธเนศ วีระศิริ นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ ตรวจสอบที่เกิดเหตุ เพื่อหาหลักฐานและสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุ
     
    นายธเนศ กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบความผิดปกติของคานเหล็กเส้นแรงดึงสูงสำหรับคอนกรีต โดยจะมีเหล็กที่เรียกว่าทีทีบาร์ ซึ่งเป็นตัวยึดต่อตอม่อ ขาดในขณะที่กำลังเคลื่อนตัวส่งผลให้โครงสร้างเหล็กทั้งหมดร่วงหล่นลงมา โดยปกติเหล็กดังกล่าวมีทั้งหมด 6 เส้น แต่ขณะนี้ตรวจสอบเพียง1เส้นที่ขาด โดยพบว่าขาดแนวตัดขวาง จากแรงเฉือนที่รุนแรงซึ่งจะต้องนำเหล็กเส้นที่พบเข้าห้องแล็บ เพื่อตรวจสอบภายในอย่างละเอียดว่าขาดเพราะอะไร ทั้งนี้เบื้องต้นในส่วนระบบการปฏิบัติยังไม่พบข้อบกพร่อง ที่เกิดจากความประมาท แต่น่าจะเป็นอุบัติเหตุ ซึ่งการเคลื่อนตัวจากตอม่อหนึ่งไปยังอีกตอม่อหนึ่งนั้น จะมีแรงเสียดสีอยู่แล้ว เมื่อตัวทรัคเคลื่ิิอนไปแล้วเกิดสะดุดคนควบคุมจึงพยายามถอยหลังเพื่อเคลื่อนตัวไปข้างหน้าใหม่ โดยจังหวะนั้นน่าจะทำให้เกิดแรงเสียดสีที่แรงขึ้น จนเป็นเหตุให้เหล็กทีทีบาร์ขาด กระทั่งตกลงมาได้ อย่างไรก็ตามต้องตรวจสอบรายละเอียดว่าเหตุดังกล่าวเกิดจากความประมาทหรือข้อผิดพลาดจุดใดทั้งนี้หากเจ้าหน้าที่วิศวกรรมสถานฯและเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบแล้วเสร็จ ก็จะยกทรัคเหล็กออก แล้วก็น่าจะเปิดสัญจรได้ตามปกติภายในวันอังคารที่ 2 พฤษภาคมนี้
     
    นายธเนศ กล่าวอีกว่า การก่อสร้างมีระเบียบมาตรฐานในการปฏิบัติอยู่แล้ว หากมีการยกสิ่งของหรือก่อสร้างก็จะมีการปิดกั้นพื้นที่ ซึ่งครั้งนี้ก็พบว่าทางบริษัทอิตาเลี่ยนไทยที่รับผิดชอบการก่อสร้างนี้ได้มีการปิดกั้นพื้นที่แล้ว และเลือกที่จะใช้เวลากลางคืนในการทำงานเพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจจะกระทบกับประชาชนที่สัญจร แต่ต้องยอมรับว่าการทำงานในช่วงเวลากลางคืนนั้นอาจไม่สะดวก และเกิดความผิดพลาดได้ หลังจากนี้จึงต้องให้ความรู้กับเจ้าหน้าที่ที่ทำงานให้ดี เพื่อป้องกันความสูญเสียที่จะเกิดขึ้น อย่างไรก็ดีหลังจากนี้ยังสามารถดำเนินการก่อสร้างต่อเนื่องได้ตามปกติ แต่ต้องระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยให้มากขึ้น
     
    ด้านนายสุเมธ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เปิดเผยว่า เหตุการณ์ครั้งนี้มีผู้เสียชีวิต และไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น การก่อสร้างดังกล่าวนั้นเคยทำให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้มาแล้ว 6 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตรวมทั้งหมด 8 ราย ซึ่งเป็นเรื่องที่ทางเราไม่สบายใจมาก ว่าปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำขนาดนี้ได้อย่างไร แต่ละครั้งก่อนหน้านี้เราได้มีการเปรียบเทียบปรับ แต่ครั้งนี้จะไม่ยอม ต้องดำเนินคดีทางอาญา โดยก่อนจะไปแจ้งข้อหานั้นจะเชิญเจ้าหน้าที่ บริษัทที่รับผิดชอบมาตอบคำถามว่า เมื่อพบว่ามีเหตุขัดข้อง ทำไมจึงยังปล่อยให้คนงานยืนอยู่ในจุดเกิดเหตุ แทนที่จะกันให้ออกนอกพื้นที่ ซึ่งจะต้องตรวจสอบว่า เกิดจากความประมาทหรือไม่ หากพบว่าเกิดจากความประมาท จะส่งตัวแทน แจ้งความดำเนินคดีอาญาในข้อหาฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามพ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานพ.ศ.2554 ซึ่งครั้งนี้กระทรวงฯจะชดเชยตามสิทธิจากกองทุนชดเชยให้คนงานที่เสียชีวิต นอกจากดำเนินคดีอาญาแล้ว กระทรวงแรงงานมีอำนาจในการสั่งปรับปรุงแก้ไข หากไม่แก้ ก็จะสั่งระงับการทำงานของบริษัททันที
     
    ขณะที่พ.ต.ท.รังสรรค์ กล่าวว่า เบื้องต้นยังไม่แจ้งข้อหาแก่ผู้ใด อยู่ระหว่างสอบพยาน และให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบหาสาเหตุที่เป็นต้นตอในการเกิดเหตุดังกล่าว พร้อมทั้งรอผลสรุปจากวิศวกร ว่าสาเหตุเกิดจากระบบ หรือความประมาทของผู้ใดหรือไม่ ก่อนจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
     
    ต่อมาเวลา 11.30 น.พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เดินทางมาตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมกล่าว ว่าวันนี้เดินทางมาดูความปลอดภัยของพื้นที่เนื่องจากยังไม่มีความปลอดภัยทั้งหมด และจะต้องเปิดให้ประชาชนสัญจรไปมาบริเวณนี้ รวมถึงตรวจสอบข้อเท็จจริงของการสูญเสียว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบในคดีทางอาญา เบื้องต้นได้รับรายงานว่าสอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งคนงานและพยานในที่เกิดเหตุไปแล้ว 12 ปาก มีบางประเด็นที่เชื่อมโยงไปถึงผู้กระทำผิดได้บางส่วน ซึ่งก็ได้กำชับเจ้าหน้าที่ให้ดำเนินการโดยเร็วที่สุดที่ผ่านมามีการเกิดอุบัติเหตุในลักษณะนี้มาแล้ว 6 ครั้ง ไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก ดังนั้นขอความร่วมมือวิศวกรและผู้ประกอบการให้ใส่ใจและระมัดระวังมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า จะดำเนินคดีกับผู้ที่พยานหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงทั้งหมด เพราะว่ามีความเสียชีวิต พร้อมเตรียมดำเนินคดีกับวิศวกรคุมงานหากพบกระทำความผิด แต่ขอรวบรวมพยานหลักฐานเสียก่อน
     
     
     
    ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai